ระดมพลังครูอปท.ช่วยนักเรียนยากจนพิเศษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/410908?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ระดมพลังครูอปท.ช่วยนักเรียนยากจนพิเศษ

16 มกราคม 2563 – 15:46 น.
กสศ,ครูอปท,ช่วยนักเรียนยากจนพิเศษ
เปิดอ่าน 100 ครั้ง

สถ.พร้อมหนุนนโยบายรัฐบาล จับมือ กสศ. เดินหน้าช่วยเหลือ นร.ยากจนพิเศษ อนุบาล –ม.3 ครอบคลุม 76 จังหวัดในปี 63 นี้

16 ม.ค.2563- นายประยูร รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) เป็นประธานการประชุมชี้แจงการจัดทำข้อมูลระบบคัดกรองนักเรียนยากจนเพื่อรับเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน และเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข (ทุนเสมอภาค) โดยมีผู้อำนวยการกองการศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา รวม 66 จังหวัด ร่วมประชุมรับฟังการชี้แจงดังกล่าวผ่านระบบ Teleconference

นายประยูร กล่าวว่า ในปีการศึกษา 2563 สถ.ร่วมกับ กสศ. ขยายโครงการเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษ จากที่ดำเนินการในปีที่ผ่านมาจำนวน 10 จังหวัด  เป็น 76 จังหวัด ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยคาดว่าจะมีกลุ่มเป้าหมายนักเรียนยากจนพิเศษจำนวนกว่า 97,000 คน ที่จะได้รับช่วยเหลือ ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล-มัธยมศึกษาปีที่ 3 ดังนั้นเพื่อให้นักเรียนกลุ่มนี้ ได้รับการช่วยเหลือทันเวลา วันที่เปิดระบบคัดกรองระหว่างวันที่ 15 มกราคม ถึง 31 มีนาคม 2563 ขอความร่วมมือจากท้องถิ่นจังหวัด ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้อำนวยการโรงเรียน และคณะครู ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านและคัดกรองนักเรียนยากจน เพื่อตรวจสอบกลั่นกรองข้อมูลของนักเรียนที่ถูกต้องครบถ้วน ไม่มีเด็กนักเรียนกลุ่มเป้าหมายตกหล่นแม้แต่คนเดียว

“ในภาคเรียนที่ 2/2562  มีนักเรียนผ่านเกณฑ์การคัดกรองและได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนเพิ่มเติมจาก กสศ.จำนวน 1,532 คน   รวมสถานศึกษา 123 แห่ง โดยครัวเรือนที่ผ่านการคัดกรองและได้รับความช่วยเหลือมีรายได้เฉลี่ยสมาชิกครัวเรือน ต่ำที่สุดราว 250 บาทต่อคนต่อเดือน หรือเฉลี่ยประมาณ 8 บาทต่อวันเท่านั้น  ถือว่าน้อยมาก หากเด็กๆกลุ่มนี้ ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนเพิ่มเติม ย่อมช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้”

นายประยูร กล่าวต่ออีกว่า ในปีงบประมาณ 2564 สถ.ยังปฏิรูปวิธีการจัดสรรเงินอุดหนุนตามแนวทาง Demand -Side Financing โดยปรับเปลี่ยนวิธีการจัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อเด็กยากจนจากเดิมแบบถัวจ่าย เป็นการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบรายบุคคล โดยจะใช้ระบบการคัดกรองนักเรียนยากจนของ กสศ. ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือสพฐ. และกองบัญชาการตำรวจตระเวณชายแดน (ตชด.) เพื่อให้สามารถระบุนักเรียนที่ยากจนจริงได้เป็นรายบุคคล ถือเป็นการปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณอย่างเสมอภาคให้แก่นักเรียนในสถานศึกษาสังกัด อปท.

​“กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมสนับสนุนการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลผ่านทางกสศ.และภาคีที่เกี่ยวข้อง  ขอบคุณ กสศ. ที่เข้ามามีบทบาทสร้างความร่วมมือ ช่วยสนับสนุนและเติมเต็มการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศ จะไม่ให้มีเด็กของเราคนไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลังแม้แต่คนเดียว”

​ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า หลังจากเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมาได้มีการลงนาม MOU ความร่วมมือระหว่าง สถ.กับกสศ. ในการทำงานช่วยเหลือเด็กยากจนในสถานศึกษาสังกัด อปท. โดยเริ่มนำร่องทำงานด้วยกัน 10 จังหวัด หลังจากนี้จะเป็นก้าวต่อไปในการขยายไปยังจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ ภายหลังรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณโดยเพิ่มงบประมาณจาก 1,600 บาทต่อปี เป็น 3,000 บาทต่อปี พร้อมขยายกลุ่มเป้าหมายการช่วยเหลือไปถึงระดับชั้นอนุบาลอีกด้วย และอนาคตอาจขยายไปถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในอนาคต

​“ขอขอบคุณความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐบาลในการสนับสนุนมาตรการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา กสศ. พร้อมยินดีสนับสนุนการทำงานของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ในการช่วยกันลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่นให้มีความยั่งยืนต่อไป   และกสศ. จะบูรณาการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง”

แนะครูยุคใหม่เป็น ไลฟ์โค้ช ชี้แนวทางทักษะชีวิตลูกศิษย์เจนZ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/410818?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

แนะครูยุคใหม่เป็น ไลฟ์โค้ช ชี้แนวทางทักษะชีวิตลูกศิษย์เจนZ

16 มกราคม 2563 – 13:30 น.
ครู,ลูกศิษย์เจนZ
เปิดอ่าน 177 ครั้ง

แนะครูยุคใหม่เป็น ไลฟ์โค้ช ชี้แนวทางทักษะชีวิตลูกศิษย์เจนZ โดย… ทีมข่าวคุณภาพชีวิต –qualitylife4444@gmail.com-

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้จัดทำดัชนี “ความเชื่อมั่นครูไทย” ปี 2562 โดยสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 8,123 คน ระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม  2562 – 13 มกราคม 2563 โดยเน้นตัวชี้วัด 30 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อครูไทยทั้งในด้านส่วนตัว ชุมชนและการพัฒนาวิชาชีพตลอดจนการพัฒนาประเทศ ในรอบปี 2562

พบว่าประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่น “ดัชนีครูไทย” ปี 2562 ผ่านทุกตัวชี้วัด ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 6.25 คะแนน แต่ก็ยังแย่กว่าปี 2561 โดยมีเพียงประเด็นเดียวคือ “มีความเป็นผู้นำ” ที่มีคะแนนมากขึ้นกว่าเดิม

สรุปได้ว่า “จุดเด่น” ของ “ครูไทย” ในปี 2562 อันดับ 1 มีความมุ่งมั่นในการศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ 36.31% อันดับ 2 ขยัน อดทน เสียสละ ต้องรับผิดชอบงานหลายๆ อย่าง 21.14% อันดับ 3 ให้การอบรมสั่งสอนที่ดี ไม่ยึดติดความคิดแบบเดิม 17.04% อันดับ 4 การจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลายมากขึ้น 13.88% อันดับ 5 มีจิตวิญญาณของความเป็นครู เป็นผู้ให้ความรักความห่วงใย 11.63%

ส่วน “จุดด้อย” ของ “ครูไทย” ในปี 2562 อันดับ 1 ขาดทักษะด้านเทคโนโลยีและภาษาต่างประเทศ 33.12% อันดับ 2 ขาดการควบคุมอารมณ์ ยังคงใช้คำพูดและการลงโทษที่ไม่เหมาะสม 20.00% อันดับ 3 มีปัญหาหนี้สิน รายได้ไม่เพียงพอ 18.52% อันดับ 4 ไม่มีเวลาดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด

16.90% อันดับ 5 สั่งงาน สั่งการบ้านเยอะ ไม่สอนให้เด็กหัดคิดวิเคราะห์ 11.46%

ขนิษฐา ตั้งวรสิทธิชัย รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) กล่าวว่า ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้การค้นคว้าข้อมูลสามารถทำได้อย่างกว้างขวางไม่จำกัดแค่ในหนังสือเรียนเหมือนที่ผ่านมา เพราะเด็กสามารถใช้เครื่องมือสื่อสารค้นคว้าสิ่งต่างๆ ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเช่นนี้ย่อมส่งผลดีกับเด็กนักเรียนในปัจจุบันมากกว่าในอดีต เพราะทำให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ที่อยู่ภายนอกห้องเรียนได้อย่างอิสระ รวมทั้งสามารถพัฒนาความรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างรวดเร็วตามโลกโซเชียล และยังสืบค้นข้อมูลได้เองบนอินเทอร์เน็ตหรือที่เรียกว่าการเรียนรู้ไร้พรมแดน

ด้วยเหตุนี้ ครูในยุคปัจจุบันจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์หรือสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเช่นกัน เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการเรียนรู้ของผู้เรียน ในยุคศตวรรษที่ 21 แล้วยังจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนจากเดิมที่เคยสอนจากหนังสือเรียน หรือการยืนสอนหน้าชั้นเรียนมาเป็นการสอนแบบพี่เลี้ยงด้วยการส่งเสริมทักษะให้เด็ก ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการสอน เพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่บรรยากาศในชั้นเรียน พร้อมส่งเสริมทักษะที่จำเป็นแก่เด็กผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทั้งแบบในห้องเรียนและนอกห้องเรียนด้วย พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เด็กเกิดการใฝ่รู้ ใฝ่เรียน สืบค้นข้อมูลเพื่อหาคำตอบเพิ่มเติมด้วยตนเองได้กระตุ้นให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิด และกล้าแสดงความเห็นในสิ่งที่เป็นประโยชน์และสามารถปรับใช้ได้ในชีวิต พร้อมทั้งสร้างกระบวนการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กระตุ้นให้เด็กคิดอย่างมีเหตุผล การสังเคราะห์สิ่งต่างๆ แล้วสร้างเป็นแนวคิดใหม่ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เด็กในการเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริง

ที่สำคัญต้องเปลี่ยนครูจากผู้สอนให้เป็นผู้ฟัง เนื่องจากเด็กยุคใหม่เริ่มมีความคิดเห็น หรือแนวคิดที่ต่างออกไป ซึ่งครูจะต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีโอกาสแบ่งปันเรื่องราว สิ่งที่ชอบทำ ชอบดู หรือประสบการณ์ที่พบเจอนอกห้องเรียน เพื่อเป็นการลดช่องว่างระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ทำให้รู้จักตัวตนของเด็กมากขึ้น รวมทั้งเป็นช่องทางในการรับรู้ความชอบของผู้เรียนแต่ละคนได้อีกด้วย

ครูต้องสอนให้เด็กมีทักษะชีวิตให้สามารถปรับตัวเข้ากับสังคม และมีภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งจากสังคมทั่วไปและสังคมออนไลน์ โดยการเชื่อมโยงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเข้าไปในบทเรียนเพื่อให้เด็กได้เกิดการคิดต่อยอด และสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้

“การสอนทักษะการใช้ชีวิตถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพื่อให้เด็กรู้จักปรับตัวหรือรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงเข้าไปด้วย ในบางวิชาเรียน ครูอาจจะต้องสอดแทรกเหตุการณ์สมมุติที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ เพื่อให้เด็กรู้จักแก้ปัญหา มากกว่าการท่องจำทฤษฎีที่มีอยู่ในแบบเรียน เช่น การคิดวิเคราะห์ง่ายๆ จากข่าวสารที่ฟัง หรือเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันสอดแทรกในวิชาสังคม การวิเคราะห์ภาษาระหว่างการใช้ในชีวิตจริงกับการใช้ในโลกออนไลน์ในวิชาภาษาไทย ฯลฯ นอกจากนี้ ครูยังต้องมีทัศนคติเชิงบวกกับเด็กทุกๆ คนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรู้จักที่จะพัฒนาตนเอง” รักษาการผอ.สมศ.กล่าว

ปวีณา แช่มช้อย อาจารย์คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)  ผู้เชี่ยวชาญด้านการละครเพื่อการเรียนรู้และพิธีกรรมศึกษา หนึ่งในวิทยากรจากเพจก่อการครู กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมเรียกร้องให้ครูทำอะไรหลายอย่าง เรียกร้องให้ครูเป็นยอดมนุษย์ ครูต้องสอนเด็กจำนวนมาก ครูต้องทำได้ตามตัวชี้วัดทั้งหมด และนักเรียนของครูจะต้องประสบความสำเร็จตามที่เขาบอก ที่สำคัญขอให้ครูมีจิตวิญญาณของการเป็นครู โดยที่ไม่มีใครกลับมาดูว่าทำไมครูถึงไม่สามารถทำอย่างนั้น ดังนั้น ครูต้องรู้จักใช้เวทมนตร์ คือความสัมพันธ์ ที่ไม่ใช่แค่ของครูกับนักเรียน ครูกับครู หรือนักเรียนกับนักเรียนอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงไปถึงพื้นที่ในห้องเรียน ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างครูกับตัวเองด้วย ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญในการเรียนรู้” ปวีณา กล่าว

ปวีณา แช่มช้อย

ครูต้องทำให้ห้องเรียนเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ลื่นไหลเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน การสร้างบรรยากาศในห้องเรียนมีความสำคัญ ซึ่งครูสามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสหลายอย่าง ไม่ใช่เพียงการมองเห็นเท่านั้น ต้องดูสายตาผู้เรียนที่เป็นประกาย สนใจครู มีความอินกับเรื่องที่ครูสอนหรือไม่ เพราะถ้าเด็กเพลินกับการเรียนรู้ไปกับครู ความสัมพันธ์ของครูกับผู้เรียน และช่วยให้เกิดการพัฒนาผู้เรียนได้ดียิ่งขึ้น

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า ในศตวรรษที่ 21 สิ่งที่ครูทุกคนต้องเข้าใจตรงกันคือ ลูกศิษย์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากเจเนอเรชั่น X Y มาสู่เจเนอเรชั่น Z หมดแล้ว ดังนั้นครูต้องรู้จักลูกศิษย์แบบใหม่ เพราะเด็กในแต่ละเจเนอเรชั่นจะไม่เหมือนกัน หากเราไม่เข้าใจลูกศิษย์เราก็คงสอนเด็กไม่ได้ ยุคปัจจุบันเด็กเจเนอเรชั่น Z มีความแตกต่างจากเจเนอเรชั่นอื่นๆ มาก

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร

ทุกวันนี้เด็กรุ่นใหม่โตมากับการมีปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ กับสมาร์ทโฟน หาความรู้ได้จากสิ่งเหล่านี้ โดยไม่จำเป็นต้องฟังครู ดังนั้นเมื่อครูเข้าใจเด็ก และรู้วิธีการเรียนรู้ของเด็ก ครูก็จะสอนได้ตรงกับความสนใจของเขา ครูจะมีบทบาทในเรื่องของการสอนให้เด็กรู้จักการใช้สื่ออย่างฉลาด เพราะเวลานี้เด็กใช้สื่อสมัยใหม่ เด็กจะได้แต่สาระ แต่ไม่ฉลาดรู้สาระที่มากับเทคโนโลยี เพราะบางเรื่องบางสาระก็เชื่อไม่ได้ ไม่รู้ว่าสาระไหนจริงปลอม ดังนั้นครูในยุคปัจจุบันจึงต้องมีบทบาทหน้าที่คอยเป็นตะแกรงเพื่อร่อนสาระต่างๆ ที่มากับสื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ว่าอันไหนคือสาระแท้ อันไหนสาระเทียม ที่เด็กควรจะได้เรียนรู้

“ครูจะต้องตื่นตัวเพื่อเรียนรู้ และเข้าใจปัญหาใหม่ๆ ที่มากับยุคสมัยใหม่ต่างๆ มากขึ้น เพราะไม่ได้เป็นแค่ผู้สอนสาระความรู้อย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน แต่ครูต้องสอนสาระของความเป็นคน หรือทักษะมนุษย์ให้เด็กด้วย ครูจึงต้องเข้าใจทักษะมนุษย์ด้วย เพราะไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนไปขนาดไหนก็ตาม ครูก็อยู่ต่อไปและต้องปรับตัวเพื่อเปลี่ยนแปลงการสื่อสารไปยังเด็กให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ทุกวันนี้เด็กประถมศึกษาสามารถค้นหาความรู้ได้เองผ่านคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟนโดยไม่ต้องรอครูแล้ว จึงเป็นเรื่องที่คุณครูต้องปรับตัวเพื่อรู้เท่าทันเด็กให้ได้” ดร.กฤษณพงศ์ กล่าว.

7สาขาวิศวะน่าเรียนจบแล้วมีโอกาสการทำงานสูง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/410570?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

7สาขาวิศวะน่าเรียนจบแล้วมีโอกาสการทำงานสูง

15 มกราคม 2563 – 13:20 น.
วิศวกร,วิศวกรรมโยธา,วิศวกรรมเหมืองแร่,วิศวกรรมเครื่องกล,วิศวกรรมไฟฟ้า,วิศวกรรมอุตสาหการ,วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม,วิศวกรรมเคมี
เปิดอ่าน 578 ครั้ง

7สาขาวิศวะน่าเรียนจบแล้วมีโอกาสการทำงานสูง  โดย…  ทีมคุณภาพชีวิต  qualitylife4444@gmail.com

“วิศวกร” ถือเป็นอาชีพในฝันของใครหลายคน แต่น้องๆ ม.ปลาย รู้หรือไม่ว่า ถ้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย สามารถเลือกเรียนวิศวะสาขาไหนได้บ้าง แต่ละสาขาจะมีเนื้อหาการเรียนอย่างไร จะตรงกับความสนใจของเราหรือไม่ และหากจบไปแล้วสามารถทำงานลักษณะใด หรือองค์กรไหนได้บ้าง เพราะปัจจุบันมีสาขาให้เลือกเรียนเพียบ! ทั้งวิศวะโยธา เครื่องกล ไฟฟ้า อุตสาหการ ฯลฯ

ซึ่งปัญหาคับข้องใจแถมชวนสงสัยเหล่านี้จะหมดไป เพราะในวันนี้ “สภาวิศวกร” เสาหลักของชาติด้านวิศวกรรม จะพาน้องๆ ไปทำความรู้จักกับหลักสูตรวิศวะทั้ง 7 สาขา ที่เรียกได้ว่าเรียนจบแล้วมีงานรองรับแน่นอน แถมยังเตรียมสตาร์ทเงินเดือนสูงอีกด้วย ซึ่งจะมีสาขาไหนที่น่าสนใจบ้างนั้น ติดตามได้จากรายละเอียด ดังนี้

   วิศวกรรมโยธา (Civil Engineering):
สำหรับน้องๆ ที่มีฝันอยากเนรมิตสิ่งปลูกสร้าง นับตั้งแต่บ้าน อาคาร ไปจนถึงสะพาน เขื่อน หรืออุโมงค์ “วิศวกรรมโยธา” ถือว่าตอบโจทย์เพราะน้องๆ จะได้เรียนตั้งแต่การเขียนแบบวิศวกรรม การประเมินว่าพื้นที่นั้นๆ มีความจำเป็นจะต้องมีสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นหรือไม่ ต้องเลือกใช้วัสดุขนาดใดในการก่อสร้าง หรือมีแนวทางในการก่อสร้างอย่างไรที่กระทบต่อผู้คนโดยรอบน้อยที่สุด โดยสิ่งที่น้องๆ จะได้เรียน อาทิ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ กลศาสตร์ วัสดุวิศวกรรม ธรณีวิทยา การวิเคราะห์โครงสร้าง เทคนิคการบริหารงานก่อสร้าง รวมถึงการดำเนินการและการบำรุงรักษาสิ่งก่อสร้าง

โดยอาชีพที่น้องๆ สามารถทำได้ เช่น วิศวกรก่อสร้าง วิศวกรด้านผลิตภัณฑ์วัสดุ วิศวกรสำรวจเส้นทางในการสร้างถนนหรือระบบขนส่ง วิศวกรที่ปรึกษา ประจำบริษัทต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ วิศวกรประจำบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ฯลฯ

  วิศวกรรมเหมืองแร่ (Mining Engineering):
ถ้าน้องๆ คนไหนมีความสนใจเกี่ยวกับที่มาของแร่ธาตุ และอยากลองขุดคุ้ยเพื่อหาสินแร่ต่างๆ ด้วยตนเอง “วิศวกรรมเหมืองแร่” คือคำตอบ เพราะน้องๆ จะได้รับรู้ถึงความสำคัญของแร่ในหลากหลายมิติ ทั้งเชิงอุตสาหกรรมก่อสร้าง พลังงาน เชื้อเพลิงและเครื่องประดับ พร้อมลงมือปฏิบัติจริง ตั้งแต่ขั้นตอนการค้นหา ขุดแยก และจัดการกับแร่ธาตุจากแหล่งธรรมชาติเพื่อนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยวิชาที่น้องๆ จะได้เรียน อาทิ ธรณีวิทยา แร่และหิน โลหะวิทยา เทคโนโลยีปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ฯลฯ

ซึ่งน้องๆ สามารถต่อยอดอาชีพได้ในหน่วยงานต่างๆ ดังนี้ กรมทรัพยากรธรณี บริษัทเหมืองแร่และโรงแต่งแร่ โรงงานปูนซีเมนต์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ฯลฯ

     วิศวกรรมเครื่องกล (Mechanical Engineering) :
น้องๆ คนไหนรู้ตัวว่าชอบงานเครื่องกล หรือหลงเสน่ห์การเคลื่อนไหวของชิ้นส่วนจักรกลต่างๆ เตรียมตัวให้พร้อมแล้วสมัครเรียน “วิศวกรกรรมเครื่องกล” ได้เลย เพราะสาขานี้จะเรียนเกี่ยวกับการออกแบบชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องจักร การศึกษาการเคลื่อนไหวของชิ้นส่วนเครื่องจักร การถ่ายเทพลังงานความร้อน การวิเคราะห์การสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ หุ่นยนต์ พร้อมเปิดโอกาสให้ลงมือออกแบบ ผลิต และซ่อมบำรุงรักษาระบบเชิงกลด้วยตนเองทุกแขนง ซึ่งวิชาที่น้องๆ จะได้เรียนมีดังนี้ กลศาสตร์ พลศาสตร์ เมคคาทรอนิกส์ วัสดุวิศวกรรม การออกแบบเครื่องกลด้วยคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

โดยตัวอย่างอาชีพที่น้องๆ สามารถทำได้ในอนาคต เช่น วิศวกรออกแบบชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ วิศวกรซ่อมบำรุงเครื่องจักรภายในโรงงาน วิศวกรควบคุมการผลิตและตรวจสอบคุณภาพ ฯลฯ

        วิศวกรรมไฟฟ้า (Electrical Engineering)
หากน้องๆ คนไหนที่สนุกกับการเชื่อมต่อแผงวงจรไฟฟ้า หรือรู้สึกดีทุกครั้ง ก็สามารถยื่นใบสมัครสอบ “วิศวกรรมไฟฟ้า” ได้เลย เพราะสาขานี้จะทำให้น้องๆ ใจเต้นแรงขึ้นไปอีก เมื่อต้องเรียนเกี่ยวกับวงจรไฟฟ้าตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน การวิเคราะห์-ออกแบบ-ผลิตระบบไฟฟ้าที่ใช้ตามครัวเรือน อาคารสำนักงานและโรงงาน การควบคุมระบบการผลิตอัตโนมัติในโรงงาน การควบคุมวงจรไฟฟ้าในระบบการสื่อสารทุกรูปแบบ ทั้งดาวเทียม และอินเทอร์เน็ต รวมไปถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด โดยวิชาที่น้องๆ จะได้เรียน ตัวอย่างเช่น ระบบไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์กำลัง คณิตศาสตร์วิศวกรรมไฟฟ้า การออกแบบระบบสื่อสาร ฯลฯ

โดยน้องๆ สามารถเลือกเส้นทางอาชีพได้ดังนี้ วิศวกรด้านไฟฟ้ากำลัง วิศวกรด้านโทรคมนาคม วิศวกรอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ

      วิศวกรรมอุตสาหการ (Industrial Engineering)
หากคนไหนรู้ตัวว่าเป็นคนชอบสังเกต คิดเป็นระบบ และบ่อยครั้งที่คิดหาวิธีลดขั้นตอนการทำงานที่ได้รับมอบหมาย แถมยังชื่นชอบสายอาชีพวิศวะอีกด้วย เตรียมตัวสมัครเรียน ‘วิศวะอุตสาหการ’ กันได้เลย เพราะสาขานี้เน้นเรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบและพัฒนาระบบงานภายในโรงงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย ‘การสังเกต’ ใน 2 มิติหลัก คือ ‘การจัดสรรทรัพยากรการผลิต’ ผลิตอย่างไรให้คุ้มค่าและได้กำไรสูงสุด และ ‘เพิ่มประสิทธิภาพระบบการผลิต’ ผลิตอย่างไรให้สามารถลดของเสียจากการผลิตได้มากที่สุด โดยวิชาที่น้องๆ จะได้เรียนมีดังนี้ วัสดุวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์วิศวกรรม การวางแผนและควบคุมการผลิต การพยากรณ์ทางอุตสาหกรรม ฯลฯ ตัวอย่างอาชีพที่น้องๆ ทำได้ อาทิ ผู้จัดการโรงงาน วิศวกรวางระบบ วิศวกรในสถาบันการเงิน นักวิจัยในหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน ฯลฯ

   วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม (Environmental Engineering)
หากน้องเป็นคนหนึ่งที่หายใจเข้าและออกถึงแต่เรื่อง ‘มลภาวะสิ่งแวดล้อม’ ว่าเป็นปัญหาที่สังคมต้องเร่งแก้ หรืออยากเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการขจัดปัญหาเหล่านั้นให้หมดไป แสดงว่าน้องๆ เริ่มจะตกหลุมรัก ‘วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม’ เข้าซะแล้ว เพราะสาขานี้จะพาไปเรียนรู้ตั้งแต่ประเภททรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาสิ่งแวดล้อม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และปรับปรุงคุณภาพของของเสีย โดยรายวิชาที่จะได้เรียน เช่น เคมีของน้ำและน้ำเสีย การออกแบบระบบท่อระบายน้ำเสียและการสูบน้ำ มลพิษทางอากาศและการควบคุม การสุขาภิบาลอาคาร การจัดการระบบสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

ทั้งนี้สายวิศวะสิ่งแวดล้อมสามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ได้ดังนี้ กรมควบคุมมลพิษ กรมเจ้าท่า กรมชลประทาน การบริหารจัดการระบบมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

 วิศวกรรมเคมี (Chemical ­Engineering)
สำหรับน้องๆ คนไหนที่สนใจกระบวนการผลิตทางเคมีในภาคอุตสาหกรรม หรือการแปรสภาพสารเคมีสู่ ‘เคมีภัณฑ์’ ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และสามารถใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มแก่วัตถุดิบทางเคมี บนพื้นฐานของการคำนึงถึงความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม โดยวิชาที่จะได้เรียน อาทิ เคมีพื้นฐาน กระบวนการทางวิศวกรรมเคมี เศรษฐศาสตร์จุลภาคเบื้องต้น การบำบัดของเสียจากอุตสาหกรรม เทคโนโลยีปิโตรเลียม ฯลฯ

ตัวอย่างอาชีพที่สามารถทำได้ อาทิ วิศวกรควบคุมกระบวนการผลิต วิศวกรความปลอดภัยกับงานสิ่งแวดล้อม วิศวกรออกแบบเครื่องมือ และอุปกรณ์ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และผู้ประกอบการธุรกิจ

ไม่เพียงเท่านี้วิศวะทั้ง 7 สาขาข้างต้นยังพ่วงมากับ “ใบ ก.ว.” หรือ “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม” โดยมี “สภาวิศวกร” เป็นผู้จัดสอบและออกใบอนุญาต ซึ่งใบ ก.ว. เปรียบเหมือนใบเบิกทางสู่โอกาสสำคัญในการทำงานด้านวิศวะในรายได้ที่สูงขึ้นพร้อมสร้างความเชื่อมั่นด้านวิชาชีพแก่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสายงานที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน นอกจากนี้ยังเป็นบันไดอีกขั้นที่ช่วยให้น้องๆ สามารถเข้าใกล้ประสบการณ์ทำงานระดับอาเซียนและทั่วโลกในอนาคต

น้องๆ รู้หรือไม่ว่าปัจจุบัน “ประเทศไทย” มีวิศวกรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานวิชาชีพและถือใบ ก.ว. ในภาคอุตสาหกรรมเพียง 1.7 แสนคนเท่านั้น ขณะที่มากกว่า 90% ของโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ล้วนแต่ต้องการวิศวกรสาขาพื้นฐาน เข้ามาช่วยก่อร่างสร้างเมืองให้มีคุณภาพในมิติต่างๆ อีกจำนวนมาก ผ่านการเนรมิตสิ่งปลูกสร้างที่มีโครงสร้างมั่นคงและครบทุกฟังก์ชันการใช้งาน การใช้ประโยชน์จากแร่ธรรมชาติในการก่อสร้าง รวมไปถึงการจัดระบบการทำงานที่คล่องตัวมากขึ้น

สำหรับน้องๆ ที่จะขอรับใบอนุญาตสามารถตรวจสอบ “หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ที่ผ่านการรับรองโดยสภาวิศวกร” ก่อนเข้ารับการศึกษาได้ที่ http://www.coe.or.th/http_public/main/choice_1/certified/examination.phpหรือสายด่วน1303

ครูยุคใหม่ ทันโลกดิจิทัล สร้างเด็กเข้าใจรู้เท่าทันเทคโนโลยี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/410366?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ครูยุคใหม่ ทันโลกดิจิทัล สร้างเด็กเข้าใจรู้เท่าทันเทคโนโลยี

14 มกราคม 2563 – 14:30 น.
ครูยุคใหม่,โลกดิจิทัล,คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช
เปิดอ่าน 89 ครั้ง

ครูยุคใหม่ ทันโลกดิจิทัล สร้างเด็กเข้าใจรู้เท่าทันเทคโนโลยี โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com – 

16 มกราคมของทุกปี กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีการจัดงานวันครู โดยปีนี้กำหนดขึ้นในหัวข้อ “โลกก้าวไกล ครูไทยก้าวทัน สร้างสรรค์คุณภาพเด็กไทย” ซึ่งมีการเสวนาทางวิชาการ ปาฐกถา เรื่อง “ความฉลาดรู้ และจิตวิญญาณความเป็นครู” เพื่อปฏิรูปครูให้ทันโลกยุคดิจิทัล

 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการศึกษาในทุกด้านเพื่อพัฒนาประเทศให้มีศักยภาพและให้ความสำคัญกับครู เป็นบุคลากรที่ทรงคุณค่าของชาติและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชน เป็นคนเก่ง คนดีและมีคุณภาพ เติบโตเป็นพลเมืองที่ดีมีคุณภาพ และมีศักยภาพเหมาะสมกับการดำเนินชีวิตในโลก ศตวรรษที่ 21

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช

การจัดการศึกษาเป็นของทุกคน ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ต้องร่วมมือกันให้เกิดโรงเรียนคุณภาพ เกิดนักเรียนแห่งอนาคต ให้การศึกษาเป็นวาระแห่งชาติที่จะสร้างคนคุณภาพให้ประเทศ และครูคือกลไกลำคัญที่จะช่วยกันยกระดับการศึกษาไทย ศธ.ได้ดำเนินโครงการที่สำคัญในการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะการปฏิรูปครูให้ทันโลกยุคดิจิทัล
“อลงกรณ์ นิลดำ”  ครูโรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ครูยุคปัจจุบันจะแตกต่างจากครูอดีต เพราะครูอดีตสอนจากตำราเรียนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบเรียบง่าย สอนบนกระดานดำเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอ แต่ตอนนี้ครูจะสอนแบบเดิมไม่ได้ เนื่องจากเด็กสมัยใหม่พวกเขาสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้มากมายและเทคโนโลยีทำให้เรียนรู้อะไรก็ได้ อีกทั้งชอบการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ชอบสื่อแบบภาพเคลื่อนไหวมากกว่าให้อ่านแล้วเห็นภาพประกอบเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการเรียนการสอนในตอนนี้เนื้อหาไม่ได้แตกต่างจากอดีตแต่สิ่งที่ต้องแตกต่างคือหน้าที่ของครู และรูปแบบการเรียนการสอนของครู

อลงกรณ์ นิลดำ

“ครูสอนวิชาดนตรีมา 12 ปี เมื่อก่อนจะสอนโดยการบอกปากและให้ปฏิบัติตาม แต่ตอนนี้สอนแบบนั้นไม่ได้แล้ว ไม่ดึงดูดเด็ก เด็กไม่อยากเรียน ครูได้ปรับการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยี สื่อโซเซียลมีเดีย ยูทูบ เฟซบุ๊กมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการสอน ทำให้เด็กเห็นภาพเคลื่อนไหว แสง สี เสียง ก่อนจะได้เห็นและลงมือปฏิบัติจริง และนำมาใช้ในการเรียนทฤษฎีช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจ อยากเรียนรู้มากขึ้น เพราะถ้าบอกให้เขาอ่านและมาแลกเปลี่ยนกันเด็กรุ่นใหม่เขาไม่สนใจ ต้องทำให้เขาเกิดความสนใจ กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ และหน้าที่ของครูไม่ใช่เพียงสอนตามหนังสือเรียนเท่านั้น แต่ต้องสอนวิชาชีวิต ครูต้องทำให้เด็กเชื่อใจ ไว้ใจ เป็นเสมือนคนในครอบครัวของเขา” อลงกรณ์ กล่าว

เด็กยุคใหม่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง พวกเขาพร้อมรับฟัง เรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ ใช้เทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่พวกเขาขาดคือการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ดังนั้นบทบาทของครูรุ่นใหม่ต้องสร้างเด็กที่เข้าใจและเท่าทันเทคโนโลยี รู้จักหน้าที่ของตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ครูต้องช่วยเด็กผ่านการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างครูกับเด็ก

มีคนเคยเปรียบโรงเรียนเหมือนทุ่งนาแปลงหนึ่งที่ทุกคนอยากจะมาปลูกต้นกล้า มาเติมปุ๋ย ทำให้ตอนนี้หลายๆ โรงเรียนกลายเป็นแหล่งรวมโครงการต่างๆ นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่า วันครูปีนี้สิ่งที่ครูต้องการมากที่สุดคือการได้อยู่กับเด็ก เพราะด้วยภาระหน้าที่ของครูต้องยอมรับว่ามีโครงการตัวชี้วัดครูเต็มไปหมดจนทำให้บางครั้งครูไม่ได้อยู่กับเด็ก ดังนั้นหากของขวัญวันครูที่อยากได้จากกระทรวงศึกษาธิการ คงเป็นเวลาที่จะได้สอนเด็ก ได้อยู่ในห้องเรียน ส่วนเรื่องความเป็นอยู่ของครู ทุกคนอยากสบาย ทั้งนี้ต้องขึ้นกับครูแต่ละคนที่ต้องรู้จักความพอเพียง ใช้ชีวิตอย่างพอดี อย่าอยากได้อยากมีจนทำให้ตัวเองเป็นหนี้สิน ต่อให้ ศธ.ช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้แต่เป็นการแก้ที่ปลายเหตุเท่านั้น

วันครูปีนี้ ศธ.ได้จัดงานโดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานงานวันครู และคารวะครูสมัยเรียนโรงเรียนวัดนวลนรดิศ ได้แก่ ครูวีระ เดชพันธ์ นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบคำขวัญวันครูครั้งที่ 64 พ.ศ.2563 ว่า ครูไทย รักศิษย์ คิดพัฒนา และมอบสารวันครู เพื่อส่งความระลึกถึงและความปรารถนาดีไปยังครูและผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทั่วประเทศที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาการศึกษาของชาติ

พิธีบูชาพระคุณบูรพาจารย์มีการอ่านโองการอัญเชิญบูรพาจารย์ ครูอาวุโส นอกประจำการ กล่าวนำสวดฉันท์ระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์และครูอาวุโสในประจำการ ผู้ร่วมชุมนุมกล่าวคำปฏิญาณตนของครูและบุคลากรทางการศึกษา นอกจากนี้มีการปาฐกถาและการเสวนาทางวิชาการที่น่าสนใจ โดยมีการปาฐกถาเรื่อง “ความฉลาดรู้ และจิตวิญญาณความเป็นครู” โดยศาสตราจารย์กิตติคุณสุมน อมรวิวัฒน์ และการเสวนาเรื่อง “โลกก้าวไกล ครูไทยก้าวทัน สร้างสรรค์คุณภาพเด็กไทย” พร้อมพิธีคารวะครูอาวุโสของรมว.ศึกษาธิการ สมัยเรียนโรงเรียนสาธิต มศว ปทุมวัน ได้แก่ น.ส.ชมภร กมลสุทธิ นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการงานวันครู ครั้งที่ 64 พ.ศ. 2563 ณ บริเวณโดยรอบหอประชุมคุรุสภา

กิจกรรมงานวันครูจัดขึ้นทั้งส่วนกลาง ณ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และส่วนภูมิภาค ณ สถานที่ที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกำหนด โดยส่วนกลางจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 มกราคม โดยสามารถรับชมการถ่ายทอดสดพิธีการงานวันครูผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ผ่านทาง http://sdib.dusit.ac.th ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต และเฟซบุ๊ก แฟนเพจ “คุรุสภา” ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตามในโอกาสวันครูครั้งที่ 64 พ.ศ.2563 คุรุสภาขอเชิญชวนครูทุกคนร่วมระลึกถึงพระคุณครูเข้าร่วมกิจกรรมงานวันครู ร่วมชมนิทรรศการการแสดงผลงานทางวิชาการและวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา รวมถึงร่วมทำ ความดีเป็นจิตอาสาและร่วมแชร์ความรู้สึกดีๆ ต่อครูในเฟซบุ๊ก แฟนเพจ “คุรุสภา” (@Khurusaphaofficial) และติดแฮชแท็ก#คารวะครูผู้สร้างผู้นำทางชีวิต #วันครู 2563
นอกจากนั้นร่วมดาวน์โหลดสติกเกอร์ไลน์ “Thai Teacher 63” ซึ่งจัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสวันครูเพื่อนำรายได้สมทบทุนมูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมถึงร่วมส่งบัตรอวยพรออนไลน์ โดยสามารถดูรายละเอียดการจัดงานวันครูผ่านทางเว็บไซต์ของคุรุสภา http://www.ksp.or.th

  ‘ร.ร.ดีไม่มีอบายมุขสกัดนักดื่มหน้าใหม่ -หารูปประกอบให้ด้วย 
ผลสำรวจของศูนย์วิจัยปัญหาสุราปี 2560 พบว่าเด็กและเยาวชนอายุ 15-24 ปีที่เป็นกลุ่ม “นักดื่มหน้าใหม่” มีจำนวนกว่า 2.28 ล้านคน หรือ 1 ใน 4 ของเยาวชนทั้งหมด ซึ่งอนาคตอาจกลายเป็นนักดื่มประจำและนักดื่มหนักเพิ่มมากขึ้นได้ สคล. และภาคีเครือข่าย สสส. ร่วมกับ สพฐ. มอบรางวัลรางวัลครูดีไม่มีอบายมุข และโรงเรียนดีไม่มีอบายมุขอย่างต่อเนื่อง ผู้รับรางวัลร่วม ประกาศเจตนารมณ์และยื่นข้อเสนอให้ ศธ. จัดการศึกษาเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาเหล้า บุหรี่ การพนัน และอบายมุข ในทุกระดับชั้นของโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ทั่วประเทศ

สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ เครือข่ายโรงเรียนคำพ่อสอน เครือข่ายครูดีไม่มีอบายมุข ได้คัดเลือกครูและบุคลากรด้านการศึกษาที่ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ชีวิตห่างไกลอบายมุข เช่น ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด บุหรี่ การพนัน ฯลฯ พร้อมทั้งทำหน้าที่สอนและช่วยเหลือนักเรียน รวมถึงครอบครัวและชุมชนให้มีสุขภาวะที่ดีในสภาพแวดล้อมที่ปลอดอบายมุข เข้ารับโล่รางวัล “ครูดีไม่มีอบายมุข (รุ่นที่ 9)” และ “โรงเรียนดีไม่มีอบายมุข (รุ่นที่ 4)” ประจำปี 2562

โดยภายในงานมีประธานเครือข่ายครูดีไม่มีอบายมุขทั้ง 4 ภาค ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์และยื่นข้อเสนอต่อผู้บริหารระดับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขับเคลื่อนให้มีโรงเรียนดีไม่มีอบายมุขเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการจัดการศึกษาเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาเหล้า บุหรี่ การพนัน และอบายมุขต่างๆ ในทุกระดับชั้น มีการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อการลด ละ เลิก อบายมุขทุกรูปแบบ พร้อมสร้างขวัญและกำลังใจให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจเป็นต้นแบบการดำเนินชีวิตปลอดอบายมุขให้ได้รับการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการเลื่อนวิทยฐานะที่เหมาะสม

 นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ว่า “ผลสำรวจของศูนย์วิจัยปัญหาสุราในปี 2560 พบว่าเด็กและเยาวชนอายุ 15-24 ปี เป็นกลุ่มนักดื่มหน้าใหม่ จำนวน 2,282,523 คน หรือร้อยละ 23.91 หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของเยาวชนทั้งหมด ที่ระบุว่าดื่มสุราในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา แม้สถิตินักดื่มประจำและนักดื่มหนักมีสัดส่วนลดลง แต่ยังนิ่งนอนใจไม่ได้เพราะมีความเสี่ยงของนักดื่มหน้าใหม่ที่จะผันตัวมาเป็นผู้ดื่มประจำได้ ดังนั้นครูผู้เปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สอง ของนักเรียน ล้วนมีบทบาทสำคัญในการดูแล ป้องกัน และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่นักเรียน

เพื่อป้องกันไม่ให้มีเยาวชนเป็นนักดื่มประจำและนักดื่มหนักเพิ่มขึ้นอีกในวันข้างหน้า สสส.เชื่อมันว่าการพัฒนาและส่งเสริม ‘ครูดีไม่มีอบายมุข’ และ ‘โรงเรียนดีไม่มีอบายมุข’ จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเสริมพฤติกรรมนักเรียนที่มีคุณภาพ อันจะนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาของประเทศที่ดีขึ้นตามไปด้วย”

ทั้งนี้ผลสำรวจจำนวนมากระบุว่าการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มักนำไปสู่การสูบุหรี่หรือบริโภคยาสูบ รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ เช่นการพนันร่วมด้วย

อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า การค้นหาครูดีและโรงเรียนดีที่ไม่มีอบายมุขเพื่อมาเป็นผู้นำพาคนอื่นๆ ให้ร่วมกันพัฒนาสู่การเป็นต้นแบบในการปลอดอบายมุขด้วยเช่นกัน โดย สพฐ. หวังให้เครือข่ายครูดีไม่มีอบายมุขทั้ง 4 ภาคในปี 2562 นี้ ไปขยายเครือข่ายครูดีไม่มีอบายมุขเพิ่มมากขึ้น อยากเห็นโรงเรียนกว่า 30,000 แห่งในสังกัด สพฐ. เป็นโรงเรียนดีไม่มีอบายมุขในทุกโรงเรียน ผมในฐานะผู้บริหาร สพฐ. พร้อมนำนโยบายและข้อเสนอของเครือข่ายครูเพื่อขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมต่อไป”

สำหรับผู้เข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 453 คน เป็นโล่ประกาศเกียรติคุณประเภท “ครูดีไม่มีอบายมุข (รุ่นที่ 9)” จำนวน 426 คน ได้แก่ 1.ระดับบุคลากรเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 18 คน 2.ระดับผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 83 คน 3.ระดับครูผู้สอน จำนวน 325 คน และโล่ประกาศเกียรติคุณ “โรงเรียนดีไม่มีอบายมุข (รุ่นที่ 4)” จำนวน 27 โรงเรียน

สารเนื่องในโอกาสวันครูแห่งชาติ..จาก ‘นายกรัฐมนตรี’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/410271?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

สารเนื่องในโอกาสวันครูแห่งชาติ..จาก ‘นายกรัฐมนตรี’

13 มกราคม 2563 – 20:35 น.
วันครูแห่งชาติ,นายกรัฐมนตรี,สารจากนายกรัฐมนตรี,16 มกราคม 2563,่คมชัดลึก
เปิดอ่าน 2,042 ครั้ง

คุญหญิงกัลยา แถลงจัดงานวันครู เผย”นายกรัฐมนตรี”มอบคำขวัญวันครูว่า”ครูไทย รักศิษย์ คิดพัฒนา”และมอบสารเนื่องในโอกาสวันครู เพื่อให้ตระหนักครูยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21

วันที่ 13 มกราคม 2563 ที่ห้องประชุมไทยาจารย์ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาื กระทรวงศึกษาธิการ   ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  แถลงการจัดงานวันครู ครั้งที่ 64 พ.ศ. 2563 ว่ารัฐบาล โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำอยู่เสมอว่า การศึกษาถือว่าเป็นเรื่องที่ “สำคัญที่สุด”และได้มอบนโยบายว่า“ประเทศต้องปฏิรูปการศึกษา” โดยรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการศึกษาในทุกด้านเพื่อพัฒนาประเทศให้มีศักยภาพ และให้ความสำคัญกับ “ครู” เป็นบุคลากรที่ทรงคุณค่าของชาติ และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชนเป็นคนเก่ง คนดี และมีคุณภาพ เติบโตเป็นพลเมืองที่ดี มีคุณภาพ และมีศักยภาพเหมาะสมกับการดำเนินชีวิตในโลกศตวรรษที่ 21

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช

จากแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วน เรื่องการเตรียมคนสู่ศตวรรษที่ 21 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและประสิทธิภาพในทุกมิติทั้งผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกระดับ ตลอดจนสถานศึกษา ทุกระดับ ทุกประเภท และเป็นการศึกษาตลอดชีวิต โดยเน้นการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนราชการหลัก และองค์กรในกำกับ รวมทั้งหน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในส่วนภูมิภาค ให้ปฏิบัติงานร่วมกันได้อย่างมีความคล่องตัว เพื่อดำเนินการปฏิรูปการศึกษาร่วมกันกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ตามนโยบายประชารัฐ

ดังนั้นการจัดการศึกษาเป็นของทุกคน ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ต้องร่วมมือกันให้เกิดโรงเรียนคุณภาพ เกิด “นักเรียนแห่งอนาคต” ให้การศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ ที่จะสร้างคนคุณภาพให้กับประเทศ หากจะพัฒนาประเทศจะต้องพัฒนาฐานรากของการศึกษาในทุกพื้นที่ให้เท่าเทียมกัน รวมไปถึงการวางหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นการเตรียมอนาคตของชาติ เพื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21

“ครู” คือ กลไกสำคัญที่จะช่วยกันยกระดับการศึกษาไทย ฉะนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรก คือ การพัฒนาครูให้มีคุณภาพ ก็จะส่งผลต่อเงินเดือนของครูทึ่สูงขึ้น ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจให้คนเก่งเลือกเรียนครูมากขึ้น

กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินโครงการที่สำคัญในหลายเรื่องการปฏิรูปการศึกษาไทย โดยเฉพาะการปฏิรูปครูให้ทันโลกยุคดิจิทัล อาทิ

1) การบูรณาการงบประมาณของ ศธ. ทั้งระบบ เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของทุกหน่วยงานใน กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำศูนย์ข้อมูล หรือดาต้าเซ็นเตอร์ (DATA CENTER) ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะการบูรณาการข้อมูลครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเกิดความคุ้มค่าในการจัดสรรงบประมาณมากที่สุด

2) การปรับตัวเข้าไปสู่โลกในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารและครูทุกคน ต้องปรับตัวให้มีทักษะด้านดิจิทัล มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ โดยตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปี ครูทุกคนจะต้องพูดและสื่อสารภาษาอังกฤษให้ได้ รวมถึงจะมีการปรับเรื่องตัวชี้วัดของผู้บริหารสถานศึกษา รวมทั้ง การจัดการปัญหาครูที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้สิน วิทยฐานะ การใช้เวลาในห้องเรียนให้มากขึ้น

3) การแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยส่งเสริมให้ครูนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในเรื่องของการขับเคลื่อน การรับรู้ การสร้างองค์ความรู้ให้เด็กมากขึ้น และให้โรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศมีอินเตอร์เน็ตได้ใช้ภายในปีการศึกษา 2563

4) นโยบายด้านอาชีวศึกษา เป้าหมายการเพิ่มผู้เรียนทั้งสายอาชีพ โดยสัดส่วนผู้เรียน สายอาชีพจะต้องอยู่ที่ 60 ขึ้นไป และสายสามัญ 40 และมุ่งเน้นให้พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้อาชีวะสามารถขับเคลื่อนไปในระดับนานาชาติได้อย่างมั่นคง

5) นโยบายเด็กไทยต้องได้เรียนโค้ดดิ้ง (Coding) เพื่อพัฒนาคนสู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็น การสอนให้คิดเป็นระบบ คิดแบบมีตรรกะ และมีระบบในการแก้ปัญหา พร้อมพัฒนาหลักสูตรให้เป็นรูปธรรม ก้าวทันเทคโนโลยีและโลกยุคดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยในระยะเริ่มต้น  จะมีการอบรมพัฒนาครูในการสอนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) จำนวน 1,000 คน  ในเดือนตุลาคม 2562

6) นโยบาย “กศน. สช. WOW WOW ก้าวสู่ยุคดิจิทัล” โดยให้ กศน.และ สช. นำแนวทางจัดการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับคนทุกช่วงวัย ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การจัดการเรียนรู้ที่ดีแก่คนทุกช่วงวัยในทุกพื้นที่ พลิกโฉมการเรียนรู้ให้มีความทันสมัยสู่ยุคดิจิทัล

สำหรับการจัดงานวันครู ครั้งที่ 64 พ.ศ. 2563 นั้น รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อครูและวิชาชีพครูเสมอมา โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้วันที่ 16 มกราคมของทุกปี เป็นวันครู โดยถือเอาวันที่ประกาศพระราชบัญญัติครู พ.ศ. 2488 ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2488 เป็นวันครู และให้กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้นักเรียนและครูหยุดในวันดังกล่าว ในฐานะที่ครูเป็นผู้เสียสละ ทุ่มเทและได้ประกอบ คุณงามความดีเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอย่างมาก โดยกำหนดความมุ่งหมายให้วันครูจัดขึ้นเพื่อประกอบพิธีระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ และเพื่อส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครูกับประชาชน

ทั้งนี้  นายกรัฐมนตรี ได้มอบ คำขวัญวันครู ว่า “ครูไทย รักศิษย์ คิดพัฒนา” และมอบ สารเนื่องในโอกาสวันครู เนื่องในโอกาสวันครู ครั้งที่ 64 วันที่ 16 มกราคม 2563 รัฐบาล โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบ คำขวัญวันครู ว่า “ครูไทย รักศิษย์ คิดพัฒนา” และมอบ  สารเนื่องในโอกาสวันครู เพื่อให้ครูไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของบทบาทหน้าที่ของครูยุคใหม่ ในศตวรรษที่ 21 และให้กำลังใจครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มุ่งมั่นในการทำหน้าที่ครูผู้ให้ อย่างเข้มแข็ง และขอเชิดชูครูที่คนที่ดำรงตนเป็นต้นแบบทางสังคมทึ่ดีให้แก่เด็กและเยาวชนตลอดมา

โลกก้าวไกล ครูไทยก้าวทัน สร้างสรรค์คุณภาพเด็กไทย

ทั้งนี้ การจัดงานวันครู ครั้งที่ 64 พ.ศ. 2563 นี้ กระทรวงศึกษาธิการ โดยองค์กรหลัก องค์กรในกำกับ และคุรุสภา ร่วมกำหนดจัดงานวันครูทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค กำหนดหัวข้อแก่นสาระ (Theme) ว่า “โลกก้าวไกล ครูไทยก้าวทัน สร้างสรรค์คุณภาพเด็กไทย” โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 มกราคม 2563 ส่วนกลาง จัด ณ บริเวณหอประชุมคุรุสภา และบริเวณกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนภูมิภาค จัด ณ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกำหนด โดยจัดกิจกรรมสัปดาห์วันครู ระหว่างวันที่ 11 – 17 มกราคม 2563

พิธีคารวะครูของท่านนายกรัฐมนตรี

วันครูปีนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กรุณามาเป็นประธานงานวันครูของส่วนกลาง ในวันครู วันพุธที่ 16 มกราคม 2563 เวลา 09.00น. ณ หอประชุมคุรุสภา ในการนี้มีพิธีคารวะครูของท่านนายกรัฐมนตรีสมัยเรียนโรงเรียนวัดนวลนรดิศ ได้แก่ ครูวีระ เดชพันธุ์ ณ หอประชุมคุรุสภา และมีถ่ายทอดสดช่วงนายกรัฐมนตรีเป็นประธานงานวันครู เพื่อจัดพร้อมเพรียงกันทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ   และขอเชิญชวนคุณครูทุกท่านร่วมรับฟังสารนายกรัฐมนตรี ในวันครูที่ 16 มกราคม 2563 ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยพร้อมเพรียงกัน

กิจกรรมวิชาการและนิทรรศการงานวันครู

นอกจากพิธีการงานวันครูในหอประชุมคุรุสภาแล้ว ภายในงานจะมีกิจกรรมทางวิชาการในรูปแบบการปาฐกถา การบรรยายพิเศษ การเสวนาพิเศษ โดยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นนักการศึกษาที่มีชื่อเสียง และนิทรรศการงานวันครูโดยรอบหอประชุมคุรุสภาที่สอดคล้องกับแก่นสาระของงาน โดยความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา จำนวน 18 หน่วยงาน

สำหรับปี2563 พิเศษกว่าทุกปี โดยได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและภาคเอกชนร่วมจัดกิจกรรมทางวิชาการและนิทรรศการงานวันครู โดยจะมีการจัดกิจกรรมเป็น 2 ภาษา คือภาษาไทย และภาษาอังกฤษ สำหรับการถ่ายทอดสด จะมีล่ามภาษามือด้วย เพื่อสนองนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

ทั้งนี้เพื่อให้วันครูเป็นวันที่ครูทั้งหลายได้ภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่ครูด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทกายใจสั่งสอนศิษย์ รวมทั้งเพื่อนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และหน่วยงานทางการศึกษาที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชาชนทั่วทั้งประเทศ ได้เห็นความสำคัญของครู ร่วมกิจกรรมในวันครูร่วมกัน ทั้งในเรื่องของการระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ และการร่วมทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษา ชุมชนและท้องถิ่น

จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้ปกครอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนทุกท่าน ร่วมกิจกรรมวันครู ครั้งที่ 64 พ.ศ. 2563

มสธ.พลิกโฉมการศึกษาทางไกลจัด3แผนการเรียนใหม่วัยทำงาน-สูงอายุ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/410157?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

มสธ.พลิกโฉมการศึกษาทางไกลจัด3แผนการเรียนใหม่วัยทำงาน-สูงอายุ

13 มกราคม 2563 – 14:00 น.
การศึกษา,มสธ,มสธพลิกโฉมการศึกษาทางไกล
เปิดอ่าน 78 ครั้ง

มสธ.พลิกโฉมการศึกษาทางไกล จัด3แผนการเรียนใหม่วัยทำงาน-สูงอายุ โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่จัดการเรียนการสอนในรูปแบบที่ไม่จำกัดสถานที่ ไม่จำกัดอายุ อยู่ที่ไหนก็ได้เรียน ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องมาเรียนในห้องเรียน  40 ปีที่่ผ่านมา มีการปรับปรุงหลักสูตร การเรียนการสอนเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียนและสถานประกอบการ โดยปี 2563 นี้ มีการพลิกโฉมการศึกษาทางไกลที่ทันสมัย สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรของประเทศและการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ต่างไปจากเดิม รวมถึงเพื่อแก้วิกฤตินักศึกษาที่ลดลงในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา

 ศ.ดร.ประสาท สืบค้า รักษาการอธิการบดี มสธ. กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2555 มีนักศึกษาใหม่ประมาณ 50,000 กว่าคน และลดลงมาจนในปัจจุบันมีนักศึกษาใหม่เพียง 30,000 กว่าคนเท่านั้น อัตราออกกลางคันเพิ่มขึ้น และการสำเร็จการศึกษาต่ำกว่าเป้าหมาย มีนักศึกษาลงทะเบียนเรียน มสธ.มากกว่า 2.7 ล้านคน แต่มีผู้สำเร็จการศึกษาเพียง 5 แสนกว่าคนเท่านั้น

ศ.ดร.ประสาท สืบค้า

ซึ่งการที่เด็กออกกลางคันถือเป็นความสูญเสีย และเมื่อพิจารณาการเกิดของเด็กน้อยลง พบว่า มสธ.มีเด็กที่จบจาก ม.6 มาเรียนเพียง 20% ผู้เรียนส่วนใหญ่มีงานทำอยู่แล้วและมาเรียน ทำให้มีการทำวิจัยและรับฟังความคิดเห็นจากบุคลากร นักศึกษา ศิษย์เก่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอก

“จากการศึกษาพบว่า นักศึกษา 65% หรือ 11,655 คน ต้องการให้มหาวิทยาลัยจัดสอบกลางภาค และกว่า 73.2% ต้องการให้มีการจัดกิจกรรมพบปะระหว่างอาจารย์และเพื่อนนักศึกษา จึงทำให้เกิดแผนการเรียนขึ้นใหม่ เพราะเดิม มสธ.มีเพียงแผนการเรียนแผนเดียว สอบเพียงครั้งเดียว และมสธ.ไม่มีรายวิชา แต่มีชุดวิชา โดยใน 1 ชุดวิชาจะมี 6 หน่วยกิต ซึ่งอาจจะเป็นสเต๊กจานใหญ่สำหรับนักศึกษาที่ไม่สามารถรับประทานได้ครั้งเดียว” รักษาการอธิการบดี มสธ. กล่าว

จึงมีการปรับใหม่ให้มีแผนการศึกษาใหม่มี  3 แผน คือ แผน ก 1, แผน ก 2 ซึ่งนักศึกษาส่วนใหญ่เห็นว่าการเรียนเป็นการแบ่งเวลาในการอ่านหนังสือทำให้เรียนไม่หนักมากจนเกินไปและจะทำให้ประสบความสำเร็จในการเรียนมากยิ่งขึ้น ส่วนแผน ก 3 มีกิจกรรมร่วมเรียนรู้ (blended learning) ที่จะเน้นการเรียนการสอนแบบมีปฏิสัมพันธ์ ซึ่งมหาวิทยาลัยจะมีการติดตามและประเมินผลในการจัดเรียนการสอนทั้ง 3 แผนการศึกษาต่อไป

รวมทั้งพัฒนาสื่อการเรียนการสอนโดยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนทางไกล ร่วมมือกับหน่วยงานของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อการใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้ทางไกลผ่านระบบเครือข่ายสารสนเทศ Thai MOOC สื่อการเรียนการสอนจะเป็นลักษณะของ E-learning MOOC มากขึ้น ซึ่งเป็นการสอนออนไลน์แบบเปิดเพื่อมหาชน
จัดหลักสูตร Non Degree เพิ่มขึ้น เพื่อขยายทางเลือกในการศึกษา โดยมุ่งเน้นกลุ่มวัยทำงานเพื่อ Reskill หรือ Upskill เพราะบางคนจบไปแล้วอาจจะทำงานไม่ได้ จบไม่ตรงสาขา หรือไม่มีทักษะด้านดิจิทัลมากขึ้น คนกลุ่มนี้ก็สามารถมา Reskill หรือ Upskill ให้ตรงทักษะงานที่มี

“ใครๆ ก็สามารถเรียน มสธ.ได้ ไม่จำกัดอายุ ไม่จำกัดสถานที่ ซึ่งหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยจัดการเรียนการสอนทั้งในรูปแบบของออนไลน์และมาเรียนกับอาจารย์ร่วมด้วยนั้นเป็นหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการ และนักศึกษารุ่นใหม่ ดังนั้นในส่วนของหลักสูตร Non degree มีการเพิ่มเติมในทักษะที่ตรงกับความต้องการของสังคม รวมทั้งยังมีหลักสูตรสำหรับผู้สูงอายุอีกด้วย” ศ.ดร.ประสาท กล่าวทิ้งท้าย

ดีเดย์1ส.ค.63 ย้าย ‘ผอ.รร.’ ได้ทั่วประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/410050?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ดีเดย์1ส.ค.63 ย้าย ‘ผอ.รร.’ ได้ทั่วประเทศ

12 มกราคม 2563 – 19:30 น.
ย้ายผู้อำนวยการโรงเรียน,บอร์ดกคศ,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,ดีเดย์ 1 สค 63
เปิดอ่าน 186 ครั้ง

บอร์ดก.ค.ศ.ไฟเขียว ให้การขอย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ย้ายได้ทั่วประเทศ กำหนดการย้ายใหม่ได้1ปี จัดเต็มสวัสดิการผอ.รร.ขนาดเล็กเพื่อสร้างแรงจูงใจ ดีเดย์1ส.ค.2563

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อเร็วๆนี้ ที่ประชุมมีมติอนุมัติเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานบริหารสถานศึกษา

“โดยร่างหลักเกณฑ์ฉบับใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2563 เป็นต้นไป ทั้งนี้เพื่อให้มีความคล่องตัวในการปฎิบัติงานมากขึ้น รวมถึงจะเป็นประโยชน์และสร้างความเป็นธรรมในการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา” นายณัฏฐพล กล่าว

รมว.ศธ.  กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วมีมติว่า เป็นผู้มีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ว 13 / 2556 ให้สามารถขอทบทวนมติ ก.ค.ศ. ได้ในกรณีที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารายใดเห็นว่าผลการพิจารณานั้น อาจคลาดเคลื่อน ให้เสนอขอทบทวนผลการพิจารณาเป็นรายบุคคลได้ ภายใน 90 วันนับตั้งแต่วันที่สำนักงาน ก.ค.ศ. มีหนังสือแจ้งมติ ก.ค.ศ.
“ทั้งนี้การทบทวน ก.ค.ศ.จะพิจารณาจากเอกสารที่ผู้ขอรับการประเมินยื่นไว้เดิม โดยผู้ขอรับการประเมินจะต้องชี้แจงในประเด็นที่เห็นว่า ก.ค.ศ. พิจารณามีความคลาดเคลื่อนจากเอกสารหลักฐานที่ได้เสนอไว้เดิม” รมว.ศธ.  กล่าว

นายประเสริฐ บุญเรือง

ด้านนายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะโฆษก ศธ. กล่าวว่า สำหรับการปรับปรุงร่างหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานบริหารสถานศึกษา รูปแบบใหม่นั้น เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่ามีการร้องเรียนเรื่องการโยกย้ายผู้บริหารสถานศึกษาว่าหลักเกณฑ์เดิมสร้างเงื่อนไขให้ไม่สามารถย้ายข้ามจังหวัดและย้ายมาโรงเรียนขนาดใหญ่ได้

“จนกลายเป็นว่าโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษในบางจังหวัดนั้นก็ไม่มี อีกทั้งต้องย้ายไปโรงเรียนที่มีขนาดเดียวกัน ดังนั้น รมว.ศธ.จึงมองว่าเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนจึงเห็นชอบให้มีการปรับแก้ไขหลักเกณฑ์ดังกล่าว” โฆษก ศธ. กล่าว

โฆษก ศธ. กล่าวอธิบายว่า ทั้งนี้โดยหลักเกณฑ์การขอย้ายผู้บริหารสถานศึกษาใหม่นั้น ให้สามารถขอย้ายข้ามจังหวัดได้ เพื่อขยับขยายให้ผู้บริหารสถานศึกษาในจังหวัดนั้นๆได้เติบโตมาพัฒนาโรงเรียนขนาดใหญ่ โดยมีเงื่อนไขแบ่งการแข่งขันออกเป็นโรงเรียน 2 ขนาด เช่น เมื่อตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษว่างผู้ที่มีโอกาสย้ายจะเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษกับผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดใหญ่ หรือ เมื่อตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดใหญ่ว่างผู้มีโอกาสย้ายจะเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดใหญ่และผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดกลาง

        “แต่การแข่งขันกันจะมาพร้อมกับองค์ประกอบการพิจารณาการย้าย 8 ข้อ เช่น ต้องมีความอาวุโส และมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านภาษาและเทคโนโลยีในการพัฒนาโรงเรียน เป็นต้น”  โฆษก ศธ.กล่าว

โฆษก ศธ.กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้การกำหนดระยะเวลาขอย้ายได้ปรับแก้ไขใหม่จากเดิมหากผู้บริหารสถานศึกษาจะขอย้ายจะต้องดำรงตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนนั้นให้ครบ 24 เดือนหรือ 2 ปี แต่ปรับใหม่เป็น 12 เดือนหรือ 1 ปี แต่ผู้ขอย้ายจะต้องครบ 12 เดือนบริบูรณ์นับตั้งแต่วันดำรงตำแหน่งถึงวันที่เขียนคำขอย้าย เพื่อให้ความเป็นธรรมเพราะที่ผ่านมาวงรอบการย้ายจะใช้เวลาดำเนินการจริงๆยาวนานส่งผลให้ผู้ขอย้ายเสียโอกาส

โฆษก ศธ.กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนการโยกย้ายแทนตำแหน่งที่ว่างที่ประชุมมีมติว่าจะมีการกำหนดสัดส่วนให้ชัดเจนระหว่างผู้บรรจุใหม่กับผู้ยื่นเรื่องคำขอย้าย เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้กำหนดสัดส่วนไว้จึงทำให้ไม่ได้มีการบรรจุผู้สอบแข่งขันได้ โดยสัดส่วนการบรรจุระหว่างผู้สอบใหม่กับผู้ยื่นเรื่องขอย้ายจะให้อำนาจคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เป็นผู้กำหนด เช่น เมื่อตำแหน่งว่าง 9 ตำแหน่ง จะต้องมีการแบ่งระหว่างผู้ที่บรรจุได้กับผู้ขอย้ายให้เท่ากันก่อน คือ สัดส่วนละ 4 ตำแหน่ง และที่เหลือ 1 ตำแหน่งกศจ.จะดูความเหมาะสมว่าสัดส่วนจะเหลื่อมไปทางผู้บรรจุใหม่หรือผู้ขอย้าย

“ทั้งนี้ที่ประชุมยังเห็นความสำคัญของการยระดับคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก โดยมอบให้ ก.ค.ศ.ไปศึกษาและกำหนดให้ผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็กสามาถเบิกค่าเช่าบ้านและสวัสดิการอื่นๆได้ เพื่อเป็นแรงจูงให้ผู้ที่มีความรู้ มีความสามารถได้เลือกเข้ามาพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก” โฆษกศธ.กล่าว

ล้ำไปอีกขั้นสิงคโปร์ยกเลิกการแบ่งสายเด็กได้เรียนในสิ่งที่ชอบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/410021?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ล้ำไปอีกขั้นสิงคโปร์ยกเลิกการแบ่งสายเด็กได้เรียนในสิ่งที่ชอบ

12 มกราคม 2563 – 16:05 น.
ล้ำไปอีกขั้น,สิงคโปร์,ยกเลิกการแบ่งสายเด็กได้เรียนในสิ่งที่ชอบ
เปิดอ่าน 1,633 ครั้ง

ล้ำไปอีกขั้น กับนโยบายการศึกษาของประเทศสิงคโปร์ ที่กำลังจะยกเลิกระบบแบ่งสายของนักเรียนชั้นมัธยม จากแต่เดิมที่เคยเป็นสายเทคนิค สายวิชาการ และสายพิเศษ

หนังสือพิมพ์ The Straits Times ของสิงคโปร์ รายงานว่า ในปี 2024 ประเทศสิงคโปร์จะยุติการแบ่งสายเด็กนักเรียนให้หมดสิ้น เหตุผลเนื่องจากต้องการลดความเหลื่อมล้ำ และเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนในสายที่ตนสนใจ

แต่เดิมการแบ่งสายการศึกษาของสิงคโปร์ คือการแบ่งแยกเด็กเก่ง เด็กปานกลาง และเด็กที่ไม่เก่งออกจากกัน แล้วเปิดหลักสูตรปูทางให้เด็กแต่ละสายเรียนตามศักยภาพของตน กล่าวคือเด็กที่เรียนเก่งจะมีโอกาสทำงานในสายวิชาการ สายบริหาร ในขณะที่เด็กที่เรียนไม่เก่งก็จำกัดตนเองในสายงานที่เป็นแรงงานหรืองานที่ไม่ต้องอาศัยทักษะความสามารถในเชิงวิชาการ

ทั้งที่ความจริงแล้วการที่เด็กคนหนึ่งจะได้คะแนนไม่ดีตอนเด็ก (ประถม) อาจเป็นเพราะยังค้นหาตัวเองไม่เจอ ยังไม่รู้ว่าตนเองชอบอะไร ซึ่งระบบใหม่นี้ช่วยลดความกดดันในการสอบเข้ามัธยมของเด็กประถมได้ในระดับหนึ่ง เพราะเด็กไม่ต้องกังวลว่าเด็กเก่งไม่เก่งจะได้เรียนสายอะไร

สำหรับระบบใหม่นี้ เด็กทุกคนจะได้เรียนเหมือนกันหมด เช่น วิชาคณิตศาสตร์ เด็กไม่ต้องแยกเรียนคณิตศาสตร์เทคนิค คณิตศาสตร์วิชาการ (ถ้าเปรียบบ้านเราก็คือสายคณิต-วิทย์ คณิต-สังคม) อีกต่อไปแล้ว แต่เด็กจะได้เรียนวิชา Generic-1 หรือ G-1 ถ้าทำได้ดีจะเลือกเรียน G-2 ซึ่งเป็นระดับที่สูงขึ้นก็ได้

และถ้าชอบหรือสนใจจริงๆ ไปต่อระดับ G-3 ก็ได้ แต่หากไม่ชอบวิชาคณิตสาสตร์ จะเรียนแค่ G-1 แล้วไปทุ่มเทกับวิชาอื่นที่ตนเองสนใจต่อไปก็ได้ ซึ่งเด็กสามารถเรียนข้ามสายได้เช่น เรียนคณิตศาสตร์พร้อมกับ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือเรียนวิทยาศาสตร์กับ วรรณกรรม วรรณคดี ก็ได้

ที่มา :BBC ไทย

อ่านข่าว : แห่สอบม.4 เตรียมอุดมฯ1.2หมื่นรับ1.1พัน 

ครุศาสตร์ราชภัฏโคราช ยกระดับ PISA เร่งพัฒนาการอ่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/410014?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ครุศาสตร์ราชภัฏโคราช ยกระดับ PISA เร่งพัฒนาการอ่าน

12 มกราคม 2563 – 15:50 น.
คะแนน PISA,ข่าววันนี้,ผศดรรัฐกรณ์ คิดการ,คะแนนการอ่าน
เปิดอ่าน 264 ครั้ง

ครุศาสตร์ราชภัฏโคราช ยกระดับ PISA เร่งพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน เขียน และคิดวิเคราะห์นักเรียน หลังพบ20ปีการอ่านมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

ผู้ช่วยศาสตรจารย์ ดร.รัฐกรณ์ คิดการ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เปิดเผยว่า จากการประกาศผลการประเมินโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for international Student Assessment หรือ PISA) 2018 ซึ่งพบว่า เด็กไทยมีผลการประเมินความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ไม่เปลี่ยนแปลง

ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ

“ส่วนความฉลาดรู้ด้านการอ่านมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องนั้น คณะครุศาสตร์เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการยกระดับคุณภาพการรู้ด้านการอ่าน การเขียน และการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดนครราชสีมา ขึ้น” ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าว

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาครูผู้สอนให้มีความสามารถในการจัดการเรียนรู้สู่การพัฒนาความสามารถในการอ่าน การเขียน และการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ CTS Model ซึ่งประกอบด้วย เทคนิคการสอนอ่านและเขียนแบบร่วมมือ ซี.ไอ.อาร์.ฃี.(CIRC : Cooperative Integrated Reading and Composition) เทคนิคการสอนเขียนโดยใช้แบบสัมภาษณ์ 3 ขั้นตอน(Three-Step Interview) และเทคนิคการสอนภาษาโดยใช้การสรุปและเปรียบเทียบ(Synnectic Model)

ทั้ง 3 เทคนิคเป็นการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ซึ่งจะช่วยพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน การเขียน และการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมการทำงานเป็นทีมของนักเรียนอีกด้วย

ผู้เข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย ศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการโรงเรียน และครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา นักศึกษาหลักสูตรครุศาตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย รวมทั้งคณาจารย์และบุคลากรของคณะครุศาสตร์ กว่า 200 คน

โดยกิจกรรมของโครงการประกอบด้วย การอบรมปฏิบัติการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การปฏิบัติการจัดการเรียนรู้ การนิเทศติดตามการจัดการเรียนรู้ กิจกรรมการสะท้อนผล และการวัดและประเมินผลความสามารถด้านการอ่าน การเขียน และการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ประเมินความสามารถด้านการจัดการเรียนรู้ของครู และความสามารถด้านการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาครูที่ออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู

หลังจากนี้ จะมีการเผยแพร่และสร้างเครือข่าย เพื่อขยายผลการนำนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวไปใช้ เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน การเขียน และการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนให้ครอบคลุมทุกเขตพื้นที่การศึกษาของจังหวัดนครราชสีมาต่อไป

ทั้งนี้ ผล PISA ที่ผ่านมาจนล่าสุดปี2018 ความสามารถด้านการอ่านเด็กไทยลดลง จากผลการทอสอบวัด 3 ด้าน วิทย์ คณิต และอ่าน ปรากฏว่า 2 ด้านแรกคงที่ และเพิ่มเล็กน้อย แต่การอ่านตลอดระยะเวลา 20 ปีลดลงชัดเจน จึงต้องยกระดับ รวมถึงกระทรวงศึกษาธิการ น่าจะมีการทบทวนในเรื่องนี้เช่นกัน

อ่านข่าว: PISA สะท้อนคุณภาพการศึกษาไทย

กสศ. เปิดบ้านเป็นพื้นที่เรียนรู้เพื่อเด็กทุกคนอย่างเสมอภาค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/409871?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

กสศ. เปิดบ้านเป็นพื้นที่เรียนรู้เพื่อเด็กทุกคนอย่างเสมอภาค

11 มกราคม 2563 – 16:28 น.
กสศ,เสมอภาค,พื้นที่เรียนรู้
เปิดอ่าน 22 ครั้ง

ดร.ประสาร ชวนทุกภาคส่วน ร่วมสร้างนวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พร้อมส่งเสริมเด็กทุกคน กล้าฝัน กล้าเรียนรู้ กล้าลงมือทำและเห็นคุณค่าในตัวเอง

11 มกราคม  2563  กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ 2563  “วาดฝัน สร้างสรรค์ อนาคต” โดยมีนักเรียนทุนเสมอภาค และเด็กๆจากชุมชนในพื้นที่รอบกสศ.ร่วมกิจกรรมอย่างอบอุ่น ผ่าน5 ฐานกิจกรรม “Dream Rally มุ่งสู่ฝัน” จากความร่วมมือของหลายภาคส่วน เช่น กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจอาชีพในฝัน

โดยอาสาสมัคร นิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กิจกรรมส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ความคิดวิเคราะห์ ด้วยนวัตกรรมจากOECD โดยสำนักวิจัยและวิทยบริการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี กิจกรรมวัดความพร้อมก่อนเข้าเรียน โดยสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้า  กิจกรรมระเบิดจินตนาการโดยเครือข่ายครูสอนศิลปะจิตอาสา  รวมถึงมินิคอนเสิรต์วาดฝันจากชมรมดนตรีและการแสดงมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ SWU BAND

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.)  กล่าวว่า วันเด็กปีนี้ กสศ.ขอมอบของขวัญให้เด็กๆ สองเรื่อง เรื่องแรก  ถือเป็นครั้งแรกที่กสศ.เปิดบ้านให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ของเด็กๆทุกคน เราพัฒนาให้มีพื้นที่ซึ่งเป็นห้องเรียนเสมอภาค พื้นที่การเรียนรู้สำหรับเด็กในศตวรรษที่ 21 เน้นกิจกรรมที่สร้างทัศนคติเชิงบวก มองเห็นคุณค่าในตัวเอง กล้าฝัน กล้าเรียนรู้ กล้าลงมือทำ

หลังจากนี้กสศ.ขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมออกแบบกิจกรรมหรือสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทั้งในระดับครอบครัว ห้องเรียน ชุมชน ท้องถิ่น เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ ทักษะชีวิต  ให้กับเด็กๆกลุ่มเป้าหมายต่างๆ อย่างเสมอภาค โดยไม่มีอุปสรรคใดใดขวางกั้น ไม่ว่าจะเป็น ฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของคุณครู เครือข่ายนิสิตนักศึกษา ภาคธุรกิจเอกชนเพื่อสังคม ร่วมสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา โดยจะมีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของกิจกรรมต่างๆได้ที่ www.eef.or.thหรือเฟสบุ๊ค กสศ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

ดร.ประสาร กล่าวว่า สำหรับของขวัญชิ้นที่สอง คือ การส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาให้แก่เด็กๆและเยาวชนทุกช่วงวัย โดยในปีการศึกษา 2563 กสศ.จะสามารถเดินหน้างานสำคัญเพื่อช่วยเหลือเด็กๆและเยาวชน รวม 4 กลุ่มสำคัญ คือ กลุ่มที่1 ขยายผลการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนอย่างมีเงื่อนไขหรือทุนเสมอภาคไปยังกลุ่มเป้าหมาย ประมาณ 949,941 คน ครอบคลุมนักเรียนยากจนพิเศษตั้งแต่ระดับอนุบาลถึง ม.ต้น ในสังกัด สพฐ. อปท.ตชด.และ พศ.ทั่วประเทศ

โดยมีกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่สำคัญได้แก่ นักเรียนยากจนพิเศษระดับอนุบาล จำนวนราว150,000 คน กลุ่มที่ 2 การช่วยเหลือเด็กที่หลุดออกนอกระบบกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและการฝึกทักษะอาชีพตามศักยภาพ โดย กสศ. จะสามารถช่วยเหลือเด็กนอกระบบในพื้นที่ 20 จังหวัดและภาคีเครือข่าย จำนวน 55,000คน กลุ่มที่ 3 เด็กปฐมวัย โดยพัฒนาคุณภาพและศักยภาพของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตามมาตราฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ  ในลักษณะศูนย์บริการต้นแบบประมาณ 300 ศูนย์ ใน17จังหวัด ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายอย่างน้อย 60,000 คน กลุ่มที่ 4 เยาวชนที่ยากจนอายุ 15-17ปี โดยส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาสายอาชีพ (ปวส./อนุปริญญา) ในส่วนของทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงราว 5,000 คน ประกอบด้วยทุนต่อเนื่อง 2,113 คน และทุนใหม่ 2,500 ทุน โดยนักศึกษาทุนรุ่นแรกจะจบการศึกษาในปี 2564 จำนวน1,000 คน

ด้านดร.ไกรยส  ภัทราวาท รองผู้จัดการกสศ. กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูล PISA 2018 ของ OECD พบว่าเด็กเยาวชนในครัวเรือนที่ยากจนด้อยโอกาส มีแนวโน้มจะขาดการสนับสนุนพัฒนาการทางอารมณ์จากพ่อแม่ รวมไปถึงการขาดปัจจัยที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของชีวิต เช่น การคิดแบบเติบโต (Growth Mindset), การตระหนักถึงความสามารถของตนเอง (Self-Efficacy) ทัศนคติในเชิงบวกต่อชีวิต (Positive Thinking)  ความคาดหวังในการเรียนต่ออุดมศึกษาหรือแม้แต่การตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งในโรงเรียน (Bullying) ยังมีแนวโน้มจะเป็นปัญหาที่สำคัญในกลุ่มเด็กยากจนมากกว่ากลุ่มอื่นๆ

อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าเด็กที่เกิดมาในครัวเรือนที่ยากจนที่สุดทุกคน จะต้องเผชิญกับชะตากรรมเช่นนี้เสมอ จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกยังพบว่า มีเด็กในกลุ่มยากจนที่สุด (25% ล่างสุด) ถึงประมาณ 13% ที่ยังมีกำลังใจที่ดี มีพ่อแม่ มีโรงเรียนและครูที่สนับสนุนทางอารมณ์ ถึงแม้พ่อแม่ของพวกเขาจะได้รับโอกาสทางการศึกษาน้อย (พ่อแม่มีการศึกษาในระดับสูงกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายน้อยกว่า1%) มีฐานะยากจน ขาดแคลนทรัพยากรทางการศึกษา แต่พวกเขาก็สามารถประสบความสำเร็จในการศึกษา ยังมีทัศนคติที่ดี มีแนวคิดในเชิงบวกต่อชีวิต เด็กกลุ่มนี้ทาง OECD เรียกว่าเด็กกลุ่มช้างเผือก (Resilient Students)

“ชีวิตของเด็กยากจนทุกคนยังมีความหวัง หากทุกภาคส่วน ตั้งแต่พ่อแม่ ครู โรงเรียน ชุมชน และภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมร่วมมือกันเพื่อช่วยให้พวกเขามีโอกาสที่เสมอภาคเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพ และส่งเสริมเรื่อง Growth Mindset และการตระหนักถึงความสามารถของตนเอง รวมทั้งทัศนคติในเชิงบวกต่อชีวิต ทั้งในโรงเรียนและในครัวเรือน จะช่วยให้พวกเขาสามารถพัฒนาตนเองเป็นเด็กช้างเผือกได้เช่นกัน กสศ. จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยทำให้เด็กกลุ่มยากจนที่สุดมีโอกาสที่เสมอภาคที่จะพัฒนาคนเองเป็นเด็กช้างเผือกได้” ดร.ไกรยส กล่าว

ขณะที่ น.ส.มารีญา  พูลเลิศลาภ  มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ปี 2560 กล่าวว่า รู้สึกเศร้าที่ได้รู้ข้อมูลว่าประเทศมีเด็กยานจนขาดโอาสทางการศึกษาเป็นจำนวนมาก จึงมองว่าสังคมต้องเริ่มช่วยกันแก้ไขปัญหา หากใครมีเวลาและโอกาสอยากเชิญชวนให้มาช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ หากทุกคนช่วยกัน เชื่อว่า ความมีน้ำใจและความเมตตาจะสามารถเปลี่ยนเป็นพลัง ช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยได้

“การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ หากเราได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มากขึ้น ก็จะทำให้ประเทศไทยมีต้นทุนทรัพยากรบุคคลที่เก่งขึ้น  ดังนั้นทุกภาคส่วน ควรให้ความสำคัญและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กที่ขาดแคลน ทั้งนี้ ขอชื่นชม กสศ. ที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่าง และสร้างกำลังใจให้กับเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม เพราะเราเชื่อว่า เด็กไทยมีความสามารถไม่แพ้เด็กต่างชาติ แต่ขาดเพียงแค่โอกาส ดังนั้นการทำงานของกสศ.ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กไทยมีอนาคตที่สดใส และมีกำลังใจที่จะเติบโต ไปเป็นทรัพยากรที่ดีของประเทศได้” น.ส.มารีญา กล่าว