ธ.ก.ส. จับมือ สถาบันภาษา จุฬาฯ เพิ่มทักษะภาษาอังกฤษนักเรียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/409765?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ธ.ก.ส. จับมือ สถาบันภาษา จุฬาฯ เพิ่มทักษะภาษาอังกฤษนักเรียน

11 มกราคม 2563 – 00:15 น.
ธกส,สถาบันภาษา จุฬาฯ,เพิ่มทักษะ,ด้านภาษาอังกฤษ,่ข่าววันนี้,โครงการโรงเรียนธนาคาร,สื่อการเรียนรู้
เปิดอ่าน 40 ครั้ง

ธ.ก.ส. ร่วม สถาบันภาษา จุฬาฯ เพิ่มทักษะ ความรู้ด้านภาษาอังกฤษผ่านสื่อการเรียนรู้ให้นักเรียนและเยาวชนในโครงการโรงเรียนธนาคาร ธ.ก.ส. กว่า 2,000 โรงเรียนทั่วประเทศ

ณ ห้องเธียร์เตอร์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานใหญ่ บางเขน ได้มีพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ “การเผยแพร่ให้ความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษ สำหรับเด็กนักเรียนและเยาวชนโครงการโรงเรียนธนาคาร” ระหว่าง นายกษาปณ์ เงินรวง ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. กับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เริงฤดี มณีภัคธร ผู้อำนวยการสถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสนับสนุนการผลิตสื่อการเรียนการสอนทางด้านภาษาอังกฤษ พร้อมนำสื่อภาษาอังกฤษไปเผยแพร่ให้กับเด็กนักเรียนและเยาวชนโครงการโรงเรียนธนาคารผ่านการจัดกิจกรรมหรือสื่อประชาสัมพันธ์อื่นๆ ของ ธ.ก.ส.

นายกษาปณ์ เงินรวง ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธ.ก.ส. ได้จัดทำโครงการโรงเรียนธนาคาร เพื่อมุ่งเน้นปลูกฝังความรู้ทางการเงินและสร้างวินัยการออม ฝึกฝนให้นักเรียนรู้หลักการบริหาร การจัดการ ทางการเงินที่ถูกต้อง เสริมสร้างลักษณะนิสัยด้านความรับผิดชอบ ตลอดจนปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักใช้เวลา ในการทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

โดยเริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการจำนวน 2,330 โรงเรียน มีสมาชิกโรงเรียนธนาคารจำนวนกว่า 800,000 ราย ยอดเงินฝากรวมกว่า 1,000 ล้านบาท ความร่วมมือระหว่าง ธ.ก.ส. กับสถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งในการให้ความรู้เพิ่มเติมด้านภาษาอังกฤษแก่นักเรียน  โดยจัดทำเป็นสื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ และสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ จัดส่งให้กับโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการเพื่อให้นักเรียนนำไปเรียนรู้ต่อไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เริงฤดี มณีภัคธร ผู้อำนวยการสถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมสนับสนุนการเรียนรู้แก่เยาวชนไทย โดยร่วมกับ ธ.ก.ส. ในการผลิตสื่อ การเรียนการสอนทางด้านภาษาอังกฤษให้กับเด็กนักเรียนและเยาวชนในโครงการโรงเรียนธนาคารทั่วประเทศ โดยในชุดแรกจะเป็นสื่อการสอนหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ (Grammar) ในรูปแบบวิดีโอ ซึ่งทำให้ง่ายต่อการเรียนรู้ของเด็ก และในอนาคตจะต่อยอดไปสู่หัวข้อการเรียนอื่นๆ ต่อไป

ม.รามฯ เปิดรับสมัคร ป.โท ส่วนกลาง ปี 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/409748?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ม.รามฯ เปิดรับสมัคร ป.โท ส่วนกลาง ปี 2563

10 มกราคม 2563 – 20:30 น.
‎มหาวิทยาลัยรามคำแหง,ข่าววันนี้,รับสมัครปโท
เปิดอ่าน 858 ครั้ง

ม.รามคำแหง เปิดรับสมัคร ป.โท ส่วนกลาง ปี 2563

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดรับสมัครนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (ส่วนกลาง) ประจำปีการศึกษา2563ทั้งหลักสูตรภาคปกติ 3สาขาวิชา และหลักสูตรภาคพิเศษ  14 วิชา โดยเปิดรับสมัครด้วยตนเองระหว่างวันที่ 10 – 13 มกราคม 2563

สำหรับหลักสูตรภาคปกติ (เรียนในเวลาราชการ) 3 สาขาวิชา ได้แก่หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเคมีประยุกต์ ชีววิทยา และฟิสิกส์ หลักสูตรภาคพิเศษ (นอกเวลาราชการ)14สาขาวิชา ได้แก่

หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต วิชาเอกกฎหมายภาษีอากรกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ กฎหมายธุรกิจกฎหมายมหาชน กฎหมายระหว่างประเทศกฎหมายเพื่อการพัฒนา และวิชาเอกบริหารงานยุติธรรมหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต วิชาเอกการจัดการหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ หลักสูตรเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์

หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์) สาขาวิชาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาการบริหารการศึกษาการประเมินและการวิจัยการศึกษา นวัตกรรมหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ การสอนภาษาไทย และสาขาวิชาคณิตศาสตรศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (คณะมนุษยศาสตร์) สาขาวิชาไทยศึกษาและหลักสูตรนานาชาติสาขาวิชาภาษาเยอรมันในฐานะภาษาต่างประเทศ

ผู้สนใจสามารถสมัครด้วยตนเองระหว่างวันที่10 – 13มกราคม2563เวลา09.00 – 15.30น. ณ อาคารท่าชัย ชั้น1 (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) หรือสมัครทางอินเทอร์เน็ตที่http://www.grad.ru.ac.th  ระหว่างวันที่ 20มกราคม – 8 เมษายน 2563 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่งานรับสมัครและทะเบียนประวัติ ฝ่ายบริการการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย อาคารท่าชัย ชั้น 1 โทร. 0-2310-8593 หรือที่www.grad.ru.ac.ht, Facebook :รับสมัคร ป.โท มหาวิทยาลัยรามคำแหง

บูลลี่ ไม่ใช่เรื่องเด็กๆ ความรุนแรงที่รอวันปะทุ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/409587?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

บูลลี่ ไม่ใช่เรื่องเด็กๆ ความรุนแรงที่รอวันปะทุ

10 มกราคม 2563 – 15:15 น.
บูลลี่,เด็กไทย,เยาวชน
เปิดอ่าน 97 ครั้ง

บูลลี่ ไม่ใช่เรื่องเด็กๆ ความรุนแรงที่รอวันปะทุ โดย… -พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com  –

พฤติกรรมการกลั่นแกล้งรังแกกัน หรือบูลลี่ (Bully) ของเด็กไทย ติดอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศญี่ปุ่น และจากการสำรวจพบว่าเด็กกว่า 91% เคยถูกบูลลี่ ตบหัว ล้อบุพการี พูดจาเหยียดหยาม น่าห่วง 43% คิดจะตอบโต้เอาคืน ซึ่งเสี่ยงที่จะนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรงขึ้น เป็นสิ่งสะท้อนว่า พฤติกรรมบูลลี่ไม่ใช่เป็นเรื่องของเด็กๆ อีกต่อไป

ในการเสวนาหัวข้อ “BULLYING กลั่นแกล้ง ความรุนแรงที่รอวันประทุ” เพื่อหาทางออกและวิธีแก้ไขปัญหาเด็กโดนกลั่นแกล้ง หรือบูลลี่ จัดโดยเครือข่ายปกป้องเด็กและเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยงทางสังคม ร่วมกับ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และเครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชน สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)

อธิวัฒน์ เนียมมีศรี

อธิวัฒน์ เนียมมีศรี เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชน กล่าวว่า เครือข่ายฯ ได้ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “บูลลี่ กลั่นแกล้ง ความรุนแรง ในสถานศึกษา” ในกลุ่มเด็ก อายุ 10-15 ปี จาก 15 โรงเรียน จำนวน 1,500 คน พบว่า 91.79% เคยถูกบูลลี่ ส่วนวิธีที่ใช้บูลลี่ คือ การตบหัว 62.07% รองลงมา ล้อบุพการี 43.57% พูดจาเหยียดหยาม 41.78% และอื่นๆ เช่น นินทา ด่าทอ ชกต่อย ล้อปมด้อย พูดเชิงให้ร้าย เสียดสี กลั่นแกล้งในสื่อออนไลน์

นอกจากนี้ 1 ใน 3 หรือ 35.33% ระบุว่า เคยถูกกลั่นแกล้งประมาณเทอมละ 2 ครั้ง ที่น่าห่วงคือ 1 ใน 4 หรือ 24.86% ถูกกลั่นแกล้งมากถึงสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ส่วนคนที่แกล้งคือ เพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง นอกจากนี้ เด็กๆ 68.93% มองว่า การบูลลี่ ถือเป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง และผลกระทบที่เห็นได้ชัด คือ 42.86% คิดจะโต้ตอบเอาคืน 26.33% มีความเครียด 18.2% ไม่มีสมาธิกับการเรียน 15.73% ไม่อยากไปโรงเรียน 15.6% เก็บตัว และ 13.4% ซึมเศร้า ซึ่งเด็กๆ ยังต้องการให้ทางโรงเรียนมีบทลงโทษที่ชัดเจน มีครูให้คำปรึกษา จัดกิจกรรมสร้างความเข้าใจ

“สังคมไทยต้องเลิกมองเรื่องบูลลี่ กลั่นแกล้งกัน เป็นเรื่องเด็กๆ ปกติธรรมดาแล้วปล่อยผ่าน ต้องให้ความสำคัญ และสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง เร่งปลูกฝังเรื่องการเคารพสิทธิเนื้อตัวร่างกาย การให้เกียรติกัน ทั้งในระดับครอบครัวและในสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ก็ต้องให้ความสำคัญกับปัญหาบูลลี่ กลั่นแกล้ง ควรกำหนดให้สถานศึกษามีช่องทางให้เด็กๆ สามารถบอกเล่าปัญหา เพื่อขอความช่วยเหลืออย่างเป็นมิตร และปิดลับ และหากสถานศึกษาไม่สามารถรับมือกับปัญหาและสุ่มเสี่ยงที่ปัญหาจะใหญ่ขึ้น ต้องใช้กลไกตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เพื่อเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือแก้ไข ซึ่งตรงนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มีกลไกพนักงานเจ้าหน้าที่อยู่ทั่วประเทศ ต้องเร่งออกแบบกระบวนการช่วยเหลือให้เป็นระบบ โดยอาจดึงองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรด้านเด็กเข้ามามีส่วนร่วม” อธิวัฒน์ กล่าว

ฐาณิชชา ลิ้มพานิช ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว อธิบายว่า แบบกว้างๆ บูลลี่มี 4 ประเภท คือ 1.ทางร่างกาย เช่น ตบตี ชกต่อย 2.ทางสังคมที่มีผลกระทบต่อจิตใจ คือ กดดันให้ออกจากกลุ่ม ไม่ให้อยู่ในกลุ่มเพื่อน ทำให้เกิดความเจ็บปวด 3.ทางคำพูด เช่น เยาะเย้ย ประชดประชัน เย้าแหย่ และ 4.ทางโลกออนไลน์(Cyber Bullying) ซึ่งทำให้เกิดสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น เพราะไม่ใช่อยู่ในสังคมโรงเรียน หรือเพื่อน แต่ออกสู่วงกว้าง เกิดความเจ็บปวด อับอายมากขึ้น สิ่งที่น่ากังวลมากขึ้นในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไป ฐาณิชชา บอกว่า ทำให้รูปแบบของการบูลลี่ เกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้น แชร์การล้อเลียนอย่างรวดเร็ว ทำให้การถูกกลั่นแกล้งไม่ได้อยู่แค่ภายในโรงเรียน จนส่งผลให้เด็กที่ถูกบูลลี่เลือกใช้ความรุนแรง เพื่อป้องกันตนเอง

ฐาณิชชา ลิ้มพานิช

ทั้งนี้ จากงานวิจัยของกรมสุขภาพจิตพบว่า การใช้ความรุนแรง การข่มเหงรังแกกันหรือการบูลลี่ในประเทศไทยติดอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหมายความว่าการบูลลี่ในไทยมีระดับความถี่ที่รุนแรง นอกจากนี้ยังพบว่า อายุเด็กที่ถูกบูลลี่จะน้อยลงไปเรื่อยๆ จากงานวิจัยยังพบอีกว่าเด็กที่รังแกคนอื่น มีพื้นฐานด้านการขาดอำนาจบางอย่างในวัยเด็ก ถูกการเลี้ยงดูเชิงลบ รวมถึงพันธุกรรมทางสมอง จนนำไปสู่การรังแกกลั่นแกล้งคนอื่นในวัยที่โตขึ้น ซึ่งพฤติกรรมนี้จะเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นความเคยชิน ทำได้แนบเนียนและรุนแรงขึ้น ส่วนเด็กที่ถูกบูลลี่ จะมีอาการซึมเศร้า ไม่อยากไปโรงเรียน ในบางรายอาจถึงขั้นคิดสั้น

“ผู้ปกครองอย่าปล่อยให้เด็กเผชิญปัญหาเพียงลำพัง ต้องคอยสังเกตอาการและสอบถาม เมื่อเด็กส่งสัญญาณที่ผิดปกติ เช่น ดูหงุดหงิด วิตกกังวล มีความกลัว ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากคุยกับใคร หรือมีร่องรอยตามร่างกาย ผู้ปกครองควรสร้างบรรยากาศแห่งความไว้ใจ ชวนคุยให้เขาเล่าปัญหาเพื่อช่วยหาทางออก หารือกับครูที่ปรึกษา ข้อสำคัญคือการเป็นแบบอย่างที่ดี ทำให้เด็กนำสิ่งเหล่านี้ไปแก้ปัญหา เลี้ยงดูเชิงบวก อาทิ ไม่เปรียบเทียบ ใช้คำพูดที่สุภาพ ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เด็กลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการบูลลี่ได้ ทั้งนี้อยากเสนอให้โรงเรียนมีมาตรการครูแนะแนวปรึกษาปัญหา เปิดพื้นที่สำหรับเด็ก กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนในโรงเรียน เมื่อเกิดเหตุให้แจ้งทันที” ฐาณิชชา กล่าว

หนึ่งในผู้ที่เคยถูกบูลลี่จนทำให้เกิดจุดเปลี่ยนในชีวิต จีระศักดิ์ หนูแดง หรือยอร์ค อายุ 30 ปี อดีตเยาวชนที่เคยผ่านปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และถูกบูลลี่ กลั่นแกล้ง ในสถานศึกษา เล่าว่า ในวัยเด็กช่วงอายุ 10 ขวบได้ย้ายโรงเรียนจากต่างจังหวัดเข้ามาเรียนในเมือง จึงถูกเพื่อนล้อเลียนและกลั่นแกล้งเป็นประจำ

โดยเฉพาะสำเนียงพูดที่ออกทางปักษ์ใต้ ซึ่งสิ่งที่ทำได้คือนิ่งเฉย ไม่โต้ตอบกลับ แต่เมื่อถูกกลั่นแกล้งมากขึ้น เก็บสะสมมานานหลายเดือน ทำให้เกิดความโมโหควบคุมสติไม่อยู่จนคว้าเก้าอี้ฟาดหัวเพื่อน ซึ่งวิธีนี้ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดี แต่ก็ทำให้เพื่อนคนกลั่นแกล้งน้อยลง แต่ไม่นานก็ยังถูกกลั่นแกล้งและล้อเลียนอีก จึงทำให้เกิดความรู้สึกไม่อยากไปโรงเรียน ออกจากโรงเรียนกลางคัน และถูกส่งไปอยู่สถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กชายบ้านห้วยโป่ง จ.ระยอง

“จุดเปลี่ยนชีวิตได้เกิดขึ้นหลังจากที่เข้าไปอยู่ในสถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กชายจังหวัดระยอง สถานที่นี้ได้หล่อหลอมให้ทุกคนมีสติ เข้าใจตัวเองเข้าใจคนอื่น และมีการศึกษา การทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนเป็นประจำ ได้พูดคุยกับนักจิตวิทยา ทำให้ทุกคนสามารถแก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง เห็นคุณค่าตัวเอง จนปัจจุบันมีอาชีพเป็นบาริสต้าและนักกีฬา” จีระศักดิ์กล่าว

จีระศักดิ์ เชื่อมั่นว่า สถาบันการศึกษาและสถาบันครอบครัว เป็น 2 สถาบันหลัก ที่ช่วยแก้ไขปัญหาระหว่างเด็กที่ถูกบูลลี่และเด็กที่บูลลี่คนอื่นได้ เช่น โรงเรียนควรมีอาจารย์แนะแนวหรือนักจิตวิทยาที่คอยให้คำปรึกษาแก่เด็กที่กำลังเผชิญปัญหาการถูกกลั่นแกล้ง หรือควรหากิจกรรมให้เด็กทั้ง 2 กลุ่มทำร่วมกันเพื่อละลายพฤติกรรม

ส่วนผู้ปกครองควรดูแลเอาใจใส่พูดคุยกับลูกมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดปัญหาความรุนแรงของเด็กในโรงเรียนได้ การทำให้เขารู้จักการเคารพให้เกียรติผู้อื่น ต้องปลูกฝังกันตั้งแต่เด็กๆ และต้องจริงจัง

เช่นเดียวกับ นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 23 ปี เล่าว่า ตั้งแต่ ป.1 โดนรุ่นพี่ที่เป็นเพื่อนของพี่ชายล้อว่าเป็นตุ๊ด ด้วยเพราะรูปลักษณ์ภายนอกเราดูขาวสะอาด โดนล้อทุกวันจนเกิดความอับอาย และมีแต่เพื่อนๆถามว่าเป็นตุ๊ด แม้เราจะปฏิเสธแต่ก็ไม่มีใครเชื่อ จนช่วงหนึ่งกำลังเล่นกับเพื่อนแล้วรุ่นพี่เข้ามาผลักหัว จึงโมโหและต่อยเขากลับไป เมื่อนำเรื่องนี้ไปบอกพี่ชายก็บอกว่าให้ช่างเถอะ เมื่อไปบอกครูก็มองเป็นเรื่องตลกเป็นเรื่องเล็กน้อยทำไมต้องนำมาใส่ใจ เมื่อไปบอกแม่ก็บอกว่าไปยอมเขาทำไม เมื่อบอกพ่อ ก็บอกว่าไปยุ่งกับเขาทำไม ก็เลยรู้สึกพึ่งใครไม่ได้ กระทั่งขึ้น ป.4 รุ่นพี่คนเดิมก็ยังล้อเหมือนเดิม จึงใช้แหนบแทงเขา ตอนนั้นเป็นการใช้ความรุนแรงเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ตุ๊ด เป็นผู้ชาย

จากที่เคยโดนกลั่นแกล้งมาก่อน ทำให้กลายเป็นคนที่ไม่ชอบเห็นใครโดนแกล้ง เมื่อเรียนอยู่ระดับปวช. เห็นรุ่นน้องโดนแกล้งจึงเข้าไปช่วยโดยแทงคู่กรณีได้รับบาดเจ็บ แต่หลุดคดีเพราะถือเป็นการพยายามป้องกันตัว จนช่วงที่คุมประพฤติได้ 8 เดือนก่อคดีอีกครั้ง เมื่อญาติโดนตบหัว จึงไปยิงคู่กรณี เสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บสาหัส 1 คน จึงถูกดำเนินคดี และส่งตัวมาอยู่ที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก

“ตอนนี้ถ้ามองย้อนกลับไป เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำในการใช้ศาลเตี้ยแก้ปัญหาเมื่อถูกรังแก แต่สามารถใช้กลไกอื่นๆ ได้ เช่น ถ้าถูกตบหัวก็แจ้งความฐานทำร้ายร่างกายได้ หรือถ้าอยู่ในโรงเรียนก็บอกครู แต่จะต้องทำให้ครูเข้าใจในปัญหานี้ของเด็กมากขึ้น โดยเฉพาะกระบวนการเข้าไปฟื้นฟูเด็กที่ถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน” นายเอ กล่าว

ทิชา ณ นคร

ด้านทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย)บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่าปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไป คนอยู่โดดเดี่ยวมากขึ้น ทำให้คนเปราะบางเมื่อถูกบูลลี่จะเกิดการตอบโต้อย่างรุนแรง รวมถึงการทำร้ายตนเอง สิ่งเหล่านี้เป็นการสื่อสารรูปแบบหนึ่ง ที่พ่อแม่ ครู คนทำงาน ต้องตีความใหม่และร่วมสร้างเครื่องมือเพื่อเปลี่ยนหนักให้เป็นเบา ช่วยหาทางออกที่ดีต่อทุกฝ่าย

ที่บ้านกาญจนาฯ ซึ่งมีหน้าที่แก้ไขฟื้นฟูเยียวยาเยาวชน หลังจากไปก่อคดีจนมีผู้เสียหาย เครื่องมือที่ช่วยลดความรุนแรง คือการเปิดพื้นที่เรียนวิชาชีวิตอย่างจริงจัง โดยเฉพาะทุกครั้งที่มีข่าวการบูลลี่ไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ ทางบ้านกาญจนาฯ จะนำมาถอดบทเรียนเพื่อค้นหาที่มาที่ไป ใครได้ใครเสีย รวมถึงห่วงโซ่แห่งความเสียหาย เพื่อระดมความคิด ร่วมหาคำตอบด้วยกัน

“หน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กที่เปราะบางเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองและครูบาอาจารย์ ควรเพิ่มพื้นที่ให้เด็กเหล่านี้มากขึ้น แต่จะดีกว่าหากการเรียนวิชาชีวิตในมิตินี้จะเริ่มที่โรงเรียนหรือช่วงต้นน้ำ ซึ่งเท่ากับเปิดงานเฝ้าระวังที่ชัดเจนตรงประเด็น แทนที่จะปล่อยให้เยาวชนก้าวพลาดและมาเรียนวิชาชีวิตในพื้นที่ปลายน้ำ ปัจจุบันมีบทเรียนการทำงานแก้ไขปัญหาเหล่านี้ที่สามารถศึกษาได้ ควรทำความเข้าใจและนำมาออกแบบกระบวนการที่เหมาะสมกับบริบทของตัวเอง” ทิชากล่าว

สสส.ชวนเด็ก-เยาวชน เป็นอาสาตร.นักเรียนป้องปรามอุบัติเหตุ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/409577?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

สสส.ชวนเด็ก-เยาวชน เป็นอาสาตร.นักเรียนป้องปรามอุบัติเหตุ

10 มกราคม 2563 – 10:21 น.
สสส,เด็กเยาวชน,อาสาตรนักเรียน,อุบัติเหตุท้องถนน
เปิดอ่าน 123 ครั้ง

สสส.ชวนเด็กและเยาวชน ร่วมเป็นอาสาตำรวจนักเรียน หวังช่วยป้องปรามและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

10 ม.ค.2563-สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 4 และคณะทำงานสนับสนุนการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในจังหวัดนำร่องภาคอีสานตอนบน (สอจร.) ลงพื้นที่ติดตามผลและเยี่ยมชมการดำเนินงานอาสาจราจรเยาวชนร่วมป้องกันอุบัติเหตุทางถนน ของโรงเรียนโนนสะอาดพิทยาสรรค์ จังหวัดอุดรธานี

ซึ่งเป็นหนึ่งใน 24 โรงเรียน จาก 6 จังหวัดในภาคอีสาน ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการขยายผลลดอุบัติเหตุจราจรแบบมีส่วนร่วม ส่งเสริมและพัฒนาเด็กเยาวชนที่เป็นนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายให้เป็นตำรวจนักเรียน เพื่อช่วยป้องปรามและเฝ้าระวังความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ตลอดจนปลูกฝังให้เด็กเยาวชนมีระเบียบวินัยในการสัญจรบนท้องถนนและปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด โดยมีเป้าหมายหลักคือรณรงค์การขับขี่ปลอดภัยอุบัติเหตุบนท้องถนนต้องเป็นศูนย์

พล.ต.ต.อานนท์ นามประเสริฐ หัวหน้าโครงการขยายผลลดอุบัติเหตุจราจรแบบมีส่วนร่วม กล่าวว่า จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน จะพบว่าในพื้นที่ภาคอีสานถนนสายรองเป็นจุดที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจำนวนมาก ซึ่งเด็กและเยาวชนก็เป็นอีกกลุ่มที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เพราะไม่มีความรู้เรื่องกฎจราจรและไม่มีระเบียบวินัยในการใช้รถใช้ถนน สอจร. ภาคอีสานตอนบนมีความคิดที่อยากจะฝึกให้โรงเรียนดูแลโรงเรียน โดยเริ่มที่เยาวชนจึงตั้งตำรวจนักเรียนขึ้นมา ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นโครงการขยายผลการลดอุบัติเหตุแบบมีส่วนร่วม นำร่องใน 6 จังหวัด 24 อำเภอ

“ตำรวจนักเรียน เป็นกิจกรรมที่จะเปิดโอกาสให้นักเรียนที่สนใจอยากเป็นอาสาจราจร และเด็กที่มีพฤติกรรมเสี่ยงที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6 มาเข้าอบรมระเบียบการใช้รถใช้ถนน และกฎจราจร เพื่อให้มาช่วยดูแลรุ่นน้อง โดยมีเครื่องแบบที่เราคิดค้นขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ของตำรวจเอามาบังคับใช้กฎหมายในเชิงบูรณาการในโรงเรียน

ส่วนโรงเรียนโนนสะอาดมีพื้นที่อยู่ติดถนน ดังนั้นตำรวจนักเรียนที่นี้นอกจากจะช่วยดูแลนักเรียนด้วยกันแล้ว เค้ายังเตือนผู้ใหญ่ที่ไม่สวมหมวกกันน็อก ผู้ใหญ่ที่ขับขี่รถประมาทหวาดเสียวผ่านบริเวณหน้าโรงเรียนอีกด้วย ซึ่งหลังจากทดลองทำมา 10 เดือน ผลที่ได้ถือว่าเกินร้อยละ 50 เพราะ 1.เรามีเครือข่ายตำรวจนักเรียนเกิดขึ้นแล้วในแต่ละโรงเรียน มาเป็นกำลังเสริมแทนที่จะมีแค่ครูปกครองฝ่ายเดียว 2.เรามีการบังคับใช้กฎหมายทั้งในโรงเรียนและนอกถนน 3.พฤติกรรมของนักเรียนที่ฝึกอบรมดีขึ้น รวมถึงเค้าได้ขยายผลไปหาเครือข่ายรด. นักเรียนทุกคนมีวินัยขึ้น เหลือเพียงการขยายผลลงพื้นที่ชุมชน ถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จแบบสมบูรณ์”

นางสาวชฎาภรณ์ มาตรี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กล่าวว่า สนใจเข้าร่วมเป็นตำรวจนักเรียน เพราะชอบทำกิจกรรมอาสาสมัคร และเคยพบเหตุการณ์เด็กนักเรียนประสบอุบัติเหตุทางถนนขณะตนเองเดินทางมาทำกิจกรรมที่โรงเรียน จึงอยากจะช่วยรณรงค์เรื่องกฎจราจรและความปลอดภัยบนท้องถนนเพื่อลดอุบัติเหตุ

“ ตอนนั้นหนูเรียนอยู่ชั้น ม.5 กำลังเดินทางมาทำงานที่โรงเรียน เห็นน้องนักเรียนชั้น ป.5 ประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำตรงหน้าบ้าน เราไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีก พอมีกิจกรรมตำรวจนักเรียนเลยอยากจะเข้าร่วม การอบรมทำให้หนูเป็นเด็กที่มีวินัยในการใช้รถใช้ถนนมากขึ้น รู้จักที่จะสวมหมวกกันน็อกทุกครั้ง จากเมื่อก่อนที่คิดว่าแค่นั่งซ้อนท้ายไม่ต้องสวมก็ได้ ก็คิดเหมือนคนทั่วไปว่าไม่อันตรายหรอก พอเป็นตำรวจนักเรียนเราก็เคร่งครัดในกฎหมายมากขึ้น จึงอยากจะฝากถึงเพื่อนๆ และผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนให้ปฏิบัติตามกฎจราจร ขับขี่รถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกกันน็อกทุกครั้ง เพราะหากประสบอุบัติเหตุไปแม้จะไม่ได้รับผลกระทบถึงขั้นเสียชีวิต แต่การได้รับบาดเจ็บพ่อแม่ที่รอเราอยู่ก็จะเสียใจไม่ต่างกันค่ะ “

นางสาวก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม (สสส.) กล่าวว่า สสส. มีแนวทางการดำเนินงานด้านการจัดการความปลอดภัยทางถนน มีเป้าหมายลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ซึ่งช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา สสส. เน้นการทำงานที่จะมุ่งสร้างวินัยจราจร มีกลุ่มเป้าหมายหลักคือเด็กและเยาวชน ทั้งนี้จากการศึกษาข้อมูลในหลายประเทศที่ลดอุบัติเหตุได้สำเร็จเป็นเพราะมาตรการบังคับใช้กฎหมายได้ผล แต่ว่าในบ้านเราก็มีข้อจำกัดเรื่องการบังคับใช้ข้อกฎหมายหลายอย่าง เช่น จำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ สสส. จึงเข้ามาสนับสนุนโครงการร่วมกับตำรวจภูธรภาค4 โดยวางมาตรการให้ตำรวจบังคับใช้กฎหมาย ส่วนชุมชน บริษัทห้างร้าน สถานประกอบการ หรือโรงเรียนก็เข้ามามีส่วนร่วมดูแลคนของตนเอง

“กลุ่มเป้าหมายหลักของ สสส. ในโครงการนี้เป็นเด็กและเยาวชน กิจกรรมที่เกิดขึ้นเราจึงมุ่งไปที่สถานศึกษา เพื่อที่จะอบรมเด็กเยาวชนให้ดูแลเด็กด้วยกันเอง ซึ่งโรงเรียนส่วนใหญ่ตามต่างจังหวัดจะใช้รถจักรยานยนต์ ทำให้หลายๆโรงเรียนที่ทำโครงการจะเน้นมาตรการเรื่องการสวมหมวกกันน็อก มีการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ ดูแลให้นักเรียนใช้หมวกกันน็อกสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัย ซึ่งกิจกรรมตำรวจนักเรียนจะเน้นเรื่องของการสร้างจิตสำนึกและการป้องปรามเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุมากกว่า

ส่วนเรื่องการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดอุบัติเหตุเป็นหน้าที่ของตำรวจ แต่ชุมชน ท้องถิ่น หรือว่าสังคม สามารถเข้ามาเสริมเป็นหูเป็นตาให้กับตำรวจได้ ดังนั้นถ้ากิจกรรมนี้สำเร็จผลที่ตามมาจะได้หลายส่วน ทั้งการมีส่วนรวมของคุณครูกับโรงเรียน ตำรวจก็ได้มีส่วนร่วมกับโรงเรียนมากขึ้น ได้ใกล้ชิดกับชุมชนมากขึ้น การรณรงค์เพื่อลดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์ก็จะประสบความสำเร็จและเกิดความยั่งยืนได้ในระยะยาว”

มธบ.ผนึกองค์ความรู้พลิกฟื้นชุมชนเกาะเกร็ดโกยรายได้ยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/409519?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

มธบ.ผนึกองค์ความรู้พลิกฟื้นชุมชนเกาะเกร็ดโกยรายได้ยั่งยืน

10 มกราคม 2563 – 00:52 น.
นักศึกษา,วิสาหกิจชุมชน,ออมสิน,ธนาคาร
เปิดอ่าน 81 ครั้ง

นศ. CIBA_มธบ. นำองค์ความรู้พลิกฟื้นชุมชนคลองศาลากุลเกาะเกร็ด สร้างเงิน สร้างรายได้ ชุมชนยั่งยืน

10 มกราคม 2563 ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นองค์ความรู้และเทคนิคที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ สืบทอดและเชื่อมโยงจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน  

การสั่งสมความรู้ ประสบการณ์มาเป็นระยะเวลายาวนาน จะช่วยให้คนในรุ่นถัดไปปรับตัวและอยู่รอดได้ เฉกเช่นชุมชนคลองศาลากุล ต.เกาะเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พื้นที่ชุมชนแห่งนี้ตั้งอยู่คนละฟากฝั่งกับชุมชนปากเกร็ด ชาวบ้านในชุมชนประกอบอาชีพ ทำไร่ ทำสวน เป็นหลัก

บางครัวเรือนผลิตสินค้าพื้นถิ่น รวมถึงทำขนมไทยขายเป็นอาชีพเสริม บ้างก็นำสมุนไพรพื้นบ้านมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากชุมชนอีกฟากของเกาะที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการทำเครื่องปั้นดินเผา เดิมสินค้าที่ผลิตขึ้นในชุมชนคลองศาลากุลจะขายให้นักท่องเที่ยวเป็นหลัก ในพื้นที่วัดปรมัยยิกาวาส แต่ปัจจุบันไม่สามารถไปวางสินค้าขายได้ดังเดิม เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายประการ

เมื่อช่องทางขายสินค้าในเกาะถูกตัดขาด ชาวบ้านจึงรวมตัวกันตั้งวิสาหกิจชุมชนขึ้น เพื่อสร้างเป็นศูนย์เรียนรู้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยผลิตภัณฑ์ของกลุ่มถูกคิดค้นมาจากภูมิปัญญาชาวบ้าน อาทิ ชาสมุนไพรหน่อกะลา ชาสมุนไพรรางแดง เป็นต้น

นอกจากนี้ชาวบ้านยังช่วยกันหาช่องทางจัดจำหน่ายสินค้า โดยส่วนใหญ่จะเป็นการออกร้านตามห้างสรรพสินค้า หรือตามมหกรรมแสดงสินค้าต่างๆ แต่ด้วยอุปสรรคที่สำคัญคือ การเดินทางลำบากเพราะต้องนั่งเรือข้ามฟาก ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ที่ไม่ยั่งยืน เนื่องจากไม่มีพื้นที่ขายประจำส่งผลให้การค้าขายไม่ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ชาวบ้านยังขาดองค์ความรู้และการจัดการสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ชุมชนไม่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนได้

จากปัญหาข้างต้นทำให้ธนาคารออมสินเล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว จึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) ผ่านโครงการ “ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น” ส่งเสริมให้นักศึกษานำองค์ความรู้ที่ได้เรียนจากภาคทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาศักยภาพชุมชน อันจะนำไปสู่การพัฒนารายได้และความเป็นอยู่ของชุมชนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้ส่งเสริมการเพิ่มศักยภาพ ผลิตภัณฑ์และบริการของวิสาหกิจชุมชนคลองศาลากุล ประกอบด้วย ชุมชนกระเป๋าผ้า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสมุนไพรและเบเกอรี่ 2 ผลิตภัณฑ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านนางรำ จำนวน 2 ผลิตภัณฑ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนดอกไม้ผ้าใยบัว และกลุ่มเกษตรกรทำสวนเกาะเกร็ด จากการลงพื้นที่เพื่อสำรวจและรับทราบปัญหา พบว่าชุมชนต้องการให้พัฒนาออกแบบบรรจุภัณฑ์สินค้าให้มีความทันสมัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย ยกระดับสินค้าชุมชนให้มีความน่าสนใจมากขึ้น รวมไปถึงสินค้าประเภทบริการ และการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวให้เชื่อมโยงกัน เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับชุมชนด้วย

นางสาวธันย์ชนก ทองนิ่ม (พัฟ) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (College of Innovative Business and Accountancy :CIBA) ตัวแทนกลุ่มสมุนไพรชารางแดง เล่าว่า จากการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาพบว่า ชารางแดง เป็นสินค้าที่มีคุณภาพราคาไม่แพง แต่ขายไม่ค่อยได้จึงต้องการให้ช่วยหาช่องทางจัดจำหน่าย

ทางทีมจึงนำข้อมูลต่างๆกลับมาวิเคราะห์ เพื่อหาสาเหตุและหาวิธีแก้ไข พบว่าชารางแดงมีกลิ่นที่ฉุนเกินไป จึงได้คิดค้นในการปรับปรุงกระบวนการผลิต ด้วยการลดไฟในการคั่ว วัดอุณหภูมิและเพิ่มการนวดใบชา จนได้สูตรที่ลงตัว ได้กลิ่นชาที่หอมละมุน หลังจากปรับสูตรและออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้น เราจึงรู้สึกดีใจที่ได้นำความรู้ที่เรียนมา มาช่วยชาวบ้านได้จริง ทั้งนี้สิ่งที่ได้รับคือประสบการณ์หลายด้าน ตั้งแต่กระบวนการผลิต การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การหาช่องทางการตลาด รวมถึงการทำงานเป็นทีม ซึ่งประสบการณ์และความรู้จากการลงพื้นที่จริงจะช่วยต่อยอดการทำงานหลังจบการศึกษาได้

นายธนกร พ่วงกลิ่น(ออม) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการตลาด วิทยาลัย CIBA ตัวแทนกลุ่มออกแบบบรรจุภัณฑ์ชาหน่อกะลาบ้านนางรำ กล่าวว่า โจทย์คือช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น 50% ทางทีมได้รับมอบหมายให้ดูแลการออกแบบบรรจุภัณฑ์ชาหน่อกะลา เนื่องจากแพ็กเกจเดิมใช้ต้นทุนสูง เราจึงช่วยกันออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่โดยใช้โทนสีที่เรียบง่ายใช้วัสดุที่เป็นกระดาษและนำรูปเจดีย์เอียงที่เป็นสัญลักษณ์ของเกาะเกร็ดมาเป็นจุดขาย

หลังจากนั้นยังช่วยทำเพจและบูทเพจให้คนเห็นมากขึ้น เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด ผลที่ได้รับหลังจากแก้ไขบรรจุภัณฑ์และบูทเพจกว่า 1 เดือนพบว่า มีการสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์และหน้าร้านเพิ่มขึ้น 40% ซึ่งเป็นผลที่น่าพึงพอใจเป็นอย่างมาก จากการสะท้อนปัญหาของชาวบ้านที่ไม่มีหน้าร้านประจำ ทำให้พวกเราช่วยหาช่องทางขายใหม่ขึ้นจนประสบความสำเร็จและตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ได้ไปคลุกคลีกับชาวบ้านทำให้นักศึกษาที่ร่วมโครงการได้ประสบการณ์ที่ดี จึงอยากให้มีโครงการนี้ต่อไป

“ต้องขอบคุณโครงการนี้ ที่เปิดโอกาสให้เราได้เข้าไปสัมผัสงานจริง เรียนรู้วิธีแก้ปัญหาและพัฒนาไปพร้อมกับชุมชน จากผลงานที่ช่วยกันสร้างขึ้น ทำให้ทางทีมงานได้เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัย เพื่อไปร่วมโชว์ผลงาน ในพิธีส่งมอบโครงการออมสินยุวพัฒนรักษ์ถิ่นด้วย ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง”นายธนกรกล่าว

นางสาวธนภรณ์ เลิศศรีเทียนทอง (นุ่น) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการตลาด วิทยาลัย CIBA ตัวแทนกลุ่มออกแบบบรรจุภัณฑ์ชาหน่อกะลา บ้านนางรำ กล่าวเสริมว่า บรรจุภัณฑ์ใหม่ที่ออกแบบใหม่นั้นวัตถุดิบที่นำมาผลิตสามารถลดต้นทุนได้ประมาณ 7-8 บาทต่อห่อ ส่งผลให้มีกำไรต่อชิ้นเพิ่มขึ้น สำหรับโครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น เป็นโครงการที่น่าสนใจมาก ทำให้มีโอกาสได้นำความรู้ที่เรียนมาช่วยเหลือชุมชนได้จริง และชาวบ้านในชุมชนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงอยากให้มีโครงการนี้ต่อไป

นางสาวกนิษฐา เรืองฉาง(มุก) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการจัดการ วิทยาลัย CIBA ตัวแทนกลุ่มออกแบบผลิตภัณฑ์พลาสติกจักสาน กล่าวว่า การลงพื้นที่สำรวจผู้ประกอบการทำให้ทราบถึงปัญหาที่เขาต้องการให้ช่วย ส่วนปัญหาที่พบ ได้แก่ 1.ไม่มีสถานที่ขายสินค้า 2.รูปแบบของสินค้ายังไม่ตอบโจทย์ และ3.การจัดการขายยังไม่เป็นระบบ ทางทีมจึงนำความรู้ในสาขาการจัดการมาช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการออกแบบคู่สีให้อยู่ในโทนเดียวกัน พร้อมแนะนำระบบการขายผ่านระบบออนไลน์ และจัดจำหน่ายสินค้าหน้าร้าน

โดยช่วยปรับภูมิทัศน์ให้กับศูนย์จักสานบนเกาะเกร็ด เพิ่มพื้นที่โชว์สินค้า ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาดูวิธีการจักสานและซื้อสินค้าเป็นของที่ระลึก ถือเป็นการสร้างจุดขายสินค้าในระยะยาวได้  หลังจากแนะนำวิธีแก้ปัญหาด้วยการบูรณาการวิทยาการสมัยใหม่ร่วมกับภูมิปัญญาดั้งเดิม เกิดจุดเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งดูได้จากยอดขายและการสั่งสินค้าเข้ามาเป็นระยะ รวมถึงการสั่งสินค้าเป็นของชำร่วยในงานมงคลด้วย

ของขวัญวันเด็กยุคดิจิทัล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/409322?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ของขวัญวันเด็กยุคดิจิทัล

9 มกราคม 2563 – 13:30 น.
วันเด็ก,ของขวัญ,เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย
เปิดอ่าน 163 ครั้ง

ของขวัญวันเด็ก ยุคดิจิทัล คิดวิเคราะห์ แยกแยะ รู้เท่าทันสื่อเทคโนโลยี  โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร -qualitylife4444@gmail.com –

โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร? และวันเด็กปีนี้อยากได้อะไร? ล้วนเป็นคำถามที่เหล่าเด็กน้อยถูกถามทุกปีเมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลวันเด็ก และปีนี้ก็เช่นเดียวกันนอกจากคำถามแล้ว แต่ละสถานที่ แต่ละหน่วยงาน ล้วนเปิดพื้นที่จัดกิจกรรมให้วัยใสได้ไปเที่ยวเล่น เพิ่มเติมความรู้ แต่งแต้มความคิดจินตนาการควบคู่การเรียนรู้เทคโนโลยีตามสไตล์เด็กยุคดิจิทัล

อ่านข่าว…  วธ.ชวนเที่ยวงานวันเด็ก-มอบ175 รางวัล’เด็กผู้นำทางวัฒนธรรม’

เสาร์ที่ 2 ของทุกปี จะตรงกับวันเด็กแห่งชาติ ซึ่งปี 2563 ตรงกับวันที่ 11 มกราคม โดยมีคำขวัญวันเด็กว่า “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย” กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) หน่วยงานที่รับผิดชอบในการดูแลเด็กไทย เป็นหนึ่งในกระทรวงที่จัดกิจกรรมวันเด็กต่อเนื่องมาทุกปี โดยปีนี้จัดงานภายใต้แนวคิด Wonderful Kids “สุดยอดเด็กไทย” ในธีมงาน “Fun Thinking & Doing” สนุกคิด สนุกทำ แบ่งโซนกิจกรรม ออกเป็น 3 โซนหลัก

โซนที่ 1 Citizen Kids : พลเมืองเด็กดี โซนกิจกรรมที่แสดงถึงความเฉลียวฉลาดของเด็กไทยยุคใหม่ ที่มีความรัก ความสามัคคี และรู้จักหน้าที่ของตนเอง ปฏิบัติตนตามกฎระเบียบของสังคมได้อย่างถูกต้อง โซนที่ 2 Digital Kids : เด็กยุคดิจิทัล โซนกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความทันสมัย การรู้จักใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเรียนรู้ และโซนที่ 3 Environmental Kids : เด็กรักษ์สิ่งแวดล้อม โซนกิจกรรมที่ให้เด็กและเยาวชน เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม

 รศ.น.สพ.ดร.ณุวีร์ ประภัสระกูล ผอ.ศูนย์การศึกษาทั่วไป จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่มีความฉลาด มีความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีมากมาย ซึ่งพวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลาย และสร้างนวัตกรรมหรืออาชีพของพวกเขาได้เอง แต่ในมุมของครูที่ได้เรียนรู้ร่วมกับเด็ก โดยเฉพาะเด็กระดับอุดมศึกษา สิ่งหนึ่งที่เด็กไทยขาดคือ ความรู้เท่าทันของการใช้สื่อโซเซียลมีเดีย หรือการใช้เทคโนโลยีเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองแต่ไม่เป็นการทำร้ายผู้อื่น เพราะทุกครั้งที่เห็นเรื่องราวที่ไม่เหมาะสม นิสิตก็มักจะแชร์ ส่งต่อ หรือเกิดการบูลลี่ขึ้นในโลกโซเชียล โดยให้เหตุผลว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์

รศ.น.สพ.ดร.ณุวีร์ ประภัสระกูล

“อยากให้เด็กทุกคนได้เรียนรู้การใช้สื่อเทคโนโลยี โซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์ อยากให้มีกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่เกิดความเข้าใจ และรู้จักใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ ไปในทางที่เหมาะสม เพราะต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่คู่กับเด็กรุ่นใหม่ และเด็กรุ่นใหม่ทุกคนต้องมีทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเด็กบางคนมีความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีมากกว่าผู้ใหญ่ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องเติมเต็มกระบวนการเรียนรู้การใช้ดิจิทัล เทคโนโลยีก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าการส่งต่อ การบูลลี่ในโลกออนไลน์ การวิพากษ์วิจารณ์โดยอ่านรับฟังข้อมูลเพียงข้างเดียว ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าข้อมูลไหนจริง ไหนไม่จริง ขาดการคิดวิเคราะห์ แยกแยะ ต้องทำให้เด็กเข้าใจเทคโนโลยี รู้จักคิดวิเคราะห์ แยกแยะเนื้อหาต่างๆ ที่นำเสนอในโลกโซเชียล และเกิดการยับยั้งชั่งใจก่อนที่จะกระทำการสิ่งใดที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น” รศ.น.สพ.ดร.ณุวีร์ กล่าว

ของขวัญที่เหมาะกับเด็กไทยในยุคดิสรัปชั่นคือ ระบบการศึกษาที่ต้องสร้างคนรุ่นใหม่ให้รู้เท่าทันการใช้สื่อเทคโนโลยี เพราะต่อให้สร้างได้เพียงกระบวนการเรียนรู้ เนื่องจากกระบวนการคิดของเด็กแต่ละคนพื้นฐานจะไม่เหมือนกัน แต่ระบบการศึกษาต้องเพิ่มทักษะการใช้เทคโนโลยี การรู้เท่าทัน คิดวิเคราะห์ แยกแยะให้แก่เด็กไทย

พรชนก สารัศร์

 พรชนก สารัศร์ นิสิตชั้นปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ทุกวันนี้ความรู้มีมากมายอยู่รอบตัวของเด็ก ซึ่งลักษณะของเด็กในปัจจุบันแตกต่างจากอดีต พวกเขามีความกระตือรือร้น อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากตำราเรียน หรือในห้องเรียน เพราะต้องยอมรับว่าสิ่งที่อยู่ในห้องเรียนนั้นสามารถค้นคว้าหาได้จากโลกอินเทอร์เน็ต

อีกทั้งเด็กส่วนใหญ่จะติดโซเชียลมีเดีย โลกอินเทอร์เน็ตเป็นเสมือนอีกโลกหนึ่งของพวกเขา ดังนั้น เมื่อความชอบ ความสนใจ และการเรียนรู้ของเด็กเปลี่ยนไปจากเดิม ระบบการศึกษาต้องเปลี่ยนตาม วิธีการสอนต้องดึงโลกออนไลน์ ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ ขณะเดียวกันในช่วงวันเด็ก นอกจากของขวัญ กิจกรรมต่างๆ ที่จะทำให้เด็กเกิดความสนุกสนานแล้ว อยากให้เติมเต็มกิจกรรมในรูปแบบของการสร้างทักษะการรู้เท่าทันสื่อ เพราะเทคโนโลยีแม้ช่วยในการเรียนรู้ แต่หากไม่รู้ว่าจะใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์ก็มักจะเป็นโทษ

สาวิตรี สามปลื้ม –ด.ญ.ธัญนุช ดาวกระจาย

ปิดท้ายด้วย คุณแม่สาวิตรี สามปลื้ม ของน้องณฉัตร ด.ญ.ธัญนุช ดาวกระจาย อายุ 7 ปี กล่าวว่า ทุกวันเด็กก็จะพาลูกไปร่วมกิจกรรมตามสถานที่ต่างๆ แต่ส่วนใหญ่เน้นใกล้บ้าน เพราะเดินทางสะดวกและไม่ต้องรอเข้าร่วมกิจกรรมเวลานาน ส่วนปีนี้ เท่าที่ดูกิจกรรมของสถานที่ต่างๆ เน้นให้เด็กเรียนรู้นวัตกรรม เทคโนโลยี และทักษะตามศตวรรษที่ 21 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี

อย่างไรก็ตาม ควรเพิ่มเติมทักษะการใช้ชีวิต การทำงานเป็นทีม และเผชิญความล้มเหลวผ่านการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ลองผิดลองถูกจริงๆ เพราะตอนนี้ทุกอย่างพร้อมสำหรับเด็ก และพ่อแม่รุ่นใหม่พร้อมสนับสนุนเด็กให้เพียบพร้อมทุกเรื่อง จนบางครั้งเมื่อเขาต้องใช้ชีวิตจริงๆ อาจจะทนแรงกดดัน ความล้มเหลวไม่ได้ อาจจะเรียนเก่ง มีความรู้ แต่ใช้ชีวิตไม่เป็น

ทุกปีจะพยายามหากิจกรรมที่ช่วยเติมเต็มทักษะชีวิต การเข้าสังคมให้แก่ลูก เพราะสังคมมีความหลากหลาย และสังคมในโรงเรียนเป็นเพียงสังคมหนึ่ง สังคมโซเชียลมีเดียก็เป็นอีกสังคมหนึ่ง ต้องทำให้เขาสามารถปรับตัวเรียนรู้และอยู่ได้ในทุกสังคม โดยกิจกรรมต้องผ่านการลงมือปฏิบัติ เรียนรู้จากของจริง ได้ลองผิดลองถูก

          “ของขวัญวันเด็กปีนี้ หน้าที่ของพ่อแม่คือการช่วยลูกในการค้นหาตนเอง และให้เขาได้เรียนรู้ในสิ่งที่ชอบและสนใจ ขณะที่ระบบการศึกษาควรจะจัดกิจกรรมให้เด็กเรียนรู้นวัตกรรม และเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีผ่านการลงมือปฏิบัติ มากกว่าเรียนรู้ว่าใช้เป็น ทำเป็น แต่ไม่รู้ว่าควรใช้อย่างไร” คุณแม่สาวิตรี กล่าว

ย้อนรอยมาตรการของไทย ในวันที่ ไวรัสข้ามพรมแดน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/409162?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ย้อนรอยมาตรการของไทย ในวันที่ ไวรัสข้ามพรมแดน

8 มกราคม 2563 – 14:35 น.
อีโบลา,โรคซาร์ส,ไวรัส,ไข้หวัดใหญ่ 2009,ไข้หวัดนก,โรคเมอร์ส,ปอดอักเสบ
เปิดอ่าน 112 ครั้ง

ย้อนรอยมาตรการของไทย ในวันที่ ไวรัสข้ามพรมแดน  โดย… พวงชมพู ประเสริฐ  qualitylife4444@gmail.com

“ห้ามคนไม่ให้เดินทางไม่ได้เช่นไร ก็ห้ามไวรัสไม่ให้แพร่ระบาดข้ามแดนไม่ได้เช่นนั้น” เป็นคำที่วงการระบาดวิทยารับรู้กันดีว่า เมื่อเกิดการระบาดของโรคใดในพื้นที่ใดยากที่จะไม่ให้แพร่ไปในพื้นที่อื่น ซึ่งประเทศไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีการรับมือครั้งใหญ่กับการแพร่ระบาดของโรคจากพื้นที่อื่นอย่างน้อย 5 ครั้ง ซาร์ส ไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ 2009 อีโบลา เมอร์ส และกรณี “ปอดอักเสบ” ที่กำลังระบาดอยู่ในเมืองอู่ฮั่นของจีนและยังไม่ทราบต้นเหตุนับเป็นครั้งที่ 6

         ปี 2545 โรคซาร์ส
สถานการณ์ในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้รายงานผู้ป่วยและเสียชีวิต 1 ราย คือ นพ.เออร์บานี่ คาร์โล ชาวอิตาลี เจ้าหน้าที่ประจำองค์การอนามัยโลก ซึ่งเดินทางกลับจากการสอบสวนโรคไวรัสซาร์ส ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม แล้วเดินทางเข้ามาในประเทศไทย เพื่อรักษาตัวจากอาการติดเชื้อจากโรคดังกล่าวที่สถาบันบำราศนราดูร ก่อนที่จะเสียชีวิต

ขณะนั้น สธ.มีการดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกันโรคอย่างเข้มข้น โดยได้ออกประกาศให้ประชาชนปฏิบัติ ได้แก่ 1.หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศที่เป็นพื้นที่ของเขตระบาดโรคนี้ ได้แก่ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และเวียดนาม จนกว่าสถานการณ์ของโรคนี้จะยุติลง 2.กรณีที่จำเป็นจะต้องเดินทางไปในพื้นที่ดังกล่าวขอให้หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการหวัด

3.กรณีที่เดินทางกลับมาจากเขตแพร่ระบาดของโรค หากมีอาการเป็นไข้หวัดควรรีบไปตรวจรักษา ระหว่างนี้ไม่ควรคลุกคลีกับบุคคลภายในครอบครัว จนกว่าจะตรวจและไม่พบการติดเชื้อ 4.หาก สธ.เห็นว่ามีผู้โดยสารเข้าประเทศรายใดรายหนึ่งรวมทั้งกลุ่มบุคคลที่เดินทางมาพร้อมกัน อาจจะมีอาการติดโรคดังกล่าว ก็จะกักตัวผู้ต้องสงสัยเหล่านั้นไว้เพื่อดูอาการ และ 5.ขอให้ประชาชนรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อเป็นการป้องกัน

    ปี 2546 ไข้หวัดนก
มีรายงานข่าว “โรคระบาดไก่ ที่สงสัยจะเป็นไข้หวัดนก” ที่ฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่รายย่อย บริเวณบึงบอระเพ็ด อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ ครั้งนั้น มีไก่ตายเป็นไก่ไข่ราว 10 ล้านตัว ไก่เนื้อ 160-200 ล้านตัว และเกิดมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดต่างๆ ตามมา

การควบคุมโรคในสัตว์มีการทำลายไก่ไปกว่า 30 ล้านตัว ขณะที่การเฝ้าระวังโรคในคน สธ.เฝ้าระวังผู้น่าจะเป็นไข้หวัดนก โดยมีอาการปอดบวม มีประวัติสัมผัสกับไก่ และส่งผลตรวจยืนยันเชื้อทางห้องปฏิบัติการว่า มีเชื้อไวรัสเอช 5 เอ็น 1 หรือเชื้อไข้หวัดนกหรือไม่ หากติดเชื้อจะให้ยารักษา ไม่ต้องกักบริเวณคนไข้และคนใกล้ชิด เพราะไม่ติดจากคนสู่คน คนที่ติดคือ คนที่สัมผัสไก่ มูลไก่ น้ำมูก น้ำลาย น้ำเลือด น้ำเหลือง ติดคนที่อ่อนแอ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนไม่กล้าที่จะ “กินไก่” ทำให้นายกรัฐมนตรีในยุคนั้นต้องออกมา “กินไก่โชว์” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

ข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ประเทศไทยพบผู้ป่วยไข้หวัดนก ตั้งแต่ปี 2547–2549 จำนวน 25 ราย เสียชีวิต 17 ราย หลังจากปี 2549 เป็นต้นมา ไม่พบรายงานผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดนก

        ปี 2552 ไข้หวัดใหญ่ 2009
เกิดการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ขึ้นในประเทศเม็กซิโก โดยองค์การอนามัยโลก หรือ WHO เรียกชื่อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ว่า “ไข้หวัดหมู” หรือ Swine Flu และ “ไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก” ก่อนที่จะประกาศเปลี่ยนเป็น “ไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1″ (Influenza A H1N1) ซึ่ง สธ.ไทยประกาศเปลี่ยนตามและให้เรียกย่อว่า “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009” ตามปีที่เกิดการระบาดของโรค

การสกัดโรคจึงมุ่งเน้นการดำเนินการภายในประเทศ ด้วยการรณรงค์ให้ประชาชน “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” ให้สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการไอเพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค

การจัดหาวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่มาฉีดให้แก่ประชาชน กระทั่งต่อมาก่อสร้าง “โรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่และไข้หวักนก” ขึ้นเอง เพื่อผลิตและใช้ในประเทศไทยและส่งออก ใช้งบประมาณราว 1,500 ล้านบาท ปัจจุบันโรงงานแห่งนี้ยังไม่สามารถผลิตวัคซีนในเชิงอุตสาหกรรมออกมาได้ และปัจจุบันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 กลายเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลของไทย

         ปี 2557 อีโบลา
พบเชื้อไวรัสอีโบลาระบาดในประเทศสาธารณรัฐกินี ยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีรักษา สามารถแพร่ระบาดได้จากการสัมผัสเลือด อุจจาระ หรือเหงื่อของผู้ป่วยโดยตรง หรือมีเพศสัมพันธ์ หรือสัมผัสศพผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ โดยไม่มีการป้องกัน

ประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยจากเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola) และเสี่ยงต่อโรคนี้ค่อนข้างน้อย เพราะมีระบบการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลที่ดี และมีผู้เดินทางไปแอฟริกาน้อย

ระบบการเฝ้าระวังและควบคุมใช้ 4 มาตรการ คือ 1.ออกคำเตือนผู้ที่จะเดินทางไป และทำหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศให้คำแนะนำแก่ผู้เดินทางไปประเทศที่พบการระบาด

2.มีระบบการตรวจคัดกรอง และให้ความรู้แก่ประชาชนหลังเดินทางกลับจากพื้นที่ระบาด ภายใน 14 วัน หากมีอาการไข้ เลือดออกผิดปกติ หรืออาการผิดปกติอื่นๆ ให้ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางกลับจากต่างประเทศแก่แพทย์ด้วย 3.การตรวจหาเชื้อ ทางห้องปฏิบัติการ โดยส่งเชื้อจากผู้ป่วยเข้าข่ายสงสัย ตรวจยืนยันที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ 4.การป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล

   ปี 2557 โรคเมอร์ส
สถานการณ์ต่างประเทศพบยอดผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ 2012 หรือ เมอร์ส-โควี ใน 13 ประเทศ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่ประเทศซาอุกีอาระเบีย ล่าสุดมีรายงานในประเทศมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ก่อนที่ต่อมาจะเรียกชื่อว่า โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส (MERS)

สธ.จัดระบบการเฝ้าระวังโรคนี้ทุกจังหวัดในกลุ่มผู้เดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาด และผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน หากพบจะให้การดูแลเป็นพิเศษให้ปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันควบคุมการแพร่กระจายเชื้อในสถานพยาบาลในระดับสูงสุดเช่นเดียวกับโรคซาร์ส และให้กรมควบคุมโรควางแผนการเฝ้าระวัง สอบสวนและควบคุมโรคอย่างเข้มข้นและส่งสารคัดหลั่งและเลือดเพื่อตรวจยืนยันเชื้อทางห้องปฏิบัติการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ทุกราย

ข้อมูลจากกองระบาดวิทยา ตั้งแต่ปี 2558-16 กันยายน 2562 ประเทศไทยมีผู้ป่วยสงสัยโรคดังกล่าว สะสมจำนวน 1,013 ราย โดยเป็นผู้ป่วยยืนยัน 3 ราย เป็นชาวต่างชาติทั้งหมด ได้เข้ารับการรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร จนหายเป็นปกติและเดินทางกลับประเทศ

ล่าสุด ปี 2563 “ปอดอักเสบ” จากเมืองอู่ฮั่นตอนกลางของจีน ที่ยังเป็นปริศนาว่าเกิดจากเชื้อไวรัสใด จำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องออกมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดโรคภายในประเทศสู่ประชาชนเป็นวงกว้าง คัดกรองผู้ป่วยที่เดินทางจากพื้นที่ที่สนามบินทุกแห่ง หากพบอาการต้องสงสัยจะนำมารักษาที่ห้องแยกโรค สถาบันบำราศนราดูร และส่งตรวจยืนยันเชื้อทางห้องปฏิบัติการ

ประสานสถานพยาบาลทุกระดับทั้งรัฐและเอกชนให้เฝ้าระวังผู้ป่วยที่เดินทางกลับจากเมืองอู่ฮั่น และขอความร่วมมือผู้ประกอบการท่องเที่ยวและที่พักให้ร่วมเฝ้าระวังและให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวสอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

กสศ.ลุยช่วยเด็กอนุบาลยากจนพิเศษ 1.5 แสนคนทั่วปท. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/409017?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

กสศ.ลุยช่วยเด็กอนุบาลยากจนพิเศษ 1.5 แสนคนทั่วปท.

7 มกราคม 2563 – 19:51 น.
กสศ,เด็กอนุบาลยากจนพิเศษ,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 74 ครั้ง

กสศ.เดินหน้าช่วยเด็กอนุบาลยากจนพิเศษ 1.5 แสนคนทั่วประเทศ หลัง กมธ.งปม คืนงบ กสศ. 1.9 พันล้านบาท

7 ม.ค.2562-กสศ.เดินหน้าช่วยเด็กอนุบาลยากจนพิเศษ 1.5 แสนคนทั่วประเทศ หลัง กมธ.งปม คืนงบ กสศ. 1.9 พันล้านบาท พร้อมขยายผลเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข ในปี 63 สามารถช่วยเด็กเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษา อนุบาล -ม.ต้นได้ราว 9 แสนคน

นายสุภกร  บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า จากการที่ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 สภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบการขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563 ของกสศ. จำนวนกว่า 1,937 ล้านบาท จำแนกเป็น งบประมาณตามแผนการใช้เงินฯ จำนวน 1,637 ล้านบาท และทุนประเดิมในส่วนที่ยังได้รับไม่ครบ  จำนวน 300 ล้านบาท

สำหรับการเพิ่มงบประมาณดังกล่าว เป็นการปรับเพิ่มให้ กสศ. ได้รับการจัดสรรงบประมาณครบถ้วนตามแผนการใช้เงินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ตามความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 (5,496 ล้านบาทเศษ) ในปีการศึกษา 2563 กสศ.สามารถเดินหน้างานสำคัญเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายสำคัญตามแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาต่างๆ ดังนี้ กลุ่มที่1 การขยายผลการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนอย่างมีเงื่อนไขไปยังกลุ่มเป้าหมายจำนวนประมาณ 949,941 คน ครอบคลุมนักเรียนยากจนพิเศษตั้งแต่ระดับอนุบาลถึง ม.ต้น ในสังกัด สพฐ. อปท. ตชด. และ พศ. ทั่วประเทศ โดยมีกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่สำคัญได้แก่ นักเรียนยากจนพิเศษระดับอนุบาล จำนวน 150,407 คน

นายสุภกร กล่าวว่า การช่วยเหลือเด็กที่หลุดออกนอกระบบกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและการฝึกทักษะอาชีพตามศักยภาพ โดย กสศ. จะสามารถช่วยเหลือเด็กนอกระบบในพื้นที่ 20 จังหวัดและภาคีเครือข่ายได้ตามเป้าหมายที่คณะกรรมการบริหาร กสศ. ได้วางเอาไว้ภายในปี 2563 นี้ จำนวน 55,000 คน

จากเดิมที่จะมีงบประมาณทำได้เพียงแค่ 20% ของเป้าหมายดังกล่าวเท่านั้น ล่าสุด กสศ. กำลังสำรวจเด็กนอกระบบและนำเด็กนอกระบบกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาในพื้นที่ 20 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ สุโขทัย พิษณุโลก ภูเก็ต สงขลา สุราษฎร์ธานี ยะลา ขอนแก่น อำนาจเจริญ มหาสารคาม นครราชสีมา สุรินทร์ อุบลราชธานี นครนายก ระยอง และกาญจนบุรี

ซึ่งในขณะนี้ได้ดำเนินการสำรวจแล้วบางพื้นที่ พบเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาแล้วจำนวน 23,382 คน ซึ่งหากสำรวจครบพื้นที่ทั้งหมด คาดว่าจะพบเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาตามเป้าหมาย

​นายสุภกรกล่าวว่า กสศ. ยังสามารถดำเนินงานส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาสายอาชีพ (ปวส./อนุปริญญา) ในส่วนของการเพิ่มเติมทักษะสมัยใหม่ให้แก่ผู้รับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงมากกว่า 5,000 คน ประกอบด้วยทุนต่อเนื่อง 2,113 คน และทุนใหม่ 2,500 ทุน ซึ่งรวมถึงการจัดแนะแนว ดูแลสวัสดิภาพ การฝึกงานกับสถานประกอบการ การส่งเสริมการมีงานทำ

รวมทั้งสามารถสนับสนุนการพัฒนาครูในโรงเรียนขนาดกลางที่มีสัดส่วนนักเรียนด้อยโอกาสเกินครึ่งโรงเรียนครอบคลุม 560 โรงเรียน ในพื้นที่ 60 จังหวัด คิดเป็นประมาณร้อยละ 10 ของโรงเรียนประจำตำบล  จากเดิมที่จะทำได้เพียง 3 ใน 4 ของจำนวนดังกล่าว โดยอาศัยหลักการสนับสนุนโรงเรียนที่สมัครใจร่วมพัฒนาการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับพื้นที่

ในด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต้นแบบกสศ.จะสามารถจัดทำระบบฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนมาตรการเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาได้ครอบคลุม 40 จังหวัดตามเป้าหมาย ซึ่งจะแสดงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางพัฒนาการ และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ในช่วงวัยที่สำคัญจำนวน 3 ช่วงวัย รวมถึงการจัดทำบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาระดับจังหวัด (Provincial Education Account: PEA) ซึ่งเป็นการจัดทำข้อมูลแสดงรายจ่ายด้านการศึกษาในระดับจังหวัดทั้งในส่วนของภาครัฐ ท้องถิ่น ครัวเรือน และภาคเอกชน ฐานข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้จังหวัดสามารถนำไปใช้วางแผน และติดตามผลการใช้จ่ายงบประมาณ และมาตรการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาได้อย่างแม่นยำกว่าการใช้ข้อมูลทุติยภูมิระดับภูมิภาค และระดับชาติ ซึ่งหากไม่ได้รับงบประมาณจะทำได้เพียง 20 จังหวัดเท่านั้น

​“กสศ.ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการฯ และคณะอนุกรรมาธิการฯที่พิจารณาคำขอเพิ่มงบประมาณ ของกสศ.ซึ่งจะสามารถทำให้ขยายผลการดำเนินงานไปถึงกลุ่มเป้าหมายตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญได้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กอนุบาลที่สมองกำลังเจริญรวดเร็วที่สุด แต่ปัจจุบันเด็กนอกระบบการศึกษาในช่วงก่อนวัยเรียนยังมีสัดส่วนสูงราวร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับประชากรวัยเดียวกัน ” นายสุภกร กล่าว

ไทยยกระดับเฝ้าระวังขั้น 2 ปอดอักเสบจีน ไม่หลุดสู่คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/408872?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ไทยยกระดับเฝ้าระวังขั้น 2 ปอดอักเสบจีน ไม่หลุดสู่คน

7 มกราคม 2563 – 13:08 น.
9 วัคซีน ที่ต้องรู้ก่อนเดินทาง,โรคปอดอักเสบ
เปิดอ่าน 165 ครั้ง

ไทยยกระดับเฝ้าระวังขั้น 2 ปอดอักเสบจีน ไม่หลุดสู่คน 9 วัคซีน ที่ต้องรู้ก่อนเดินทาง โดย…  คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

สธ.เฝ้าระวังผู้ป่วย 4 ราย พบไข้ มีประวัติกลับจากพื้นที่เสี่ยงโรคระบาดในจีน เผยผลแล็บเบื้องต้น พบ 2 รายเป็นไข้หวัดใหญ่-อาร์เอสวี ประกาศยกระดับมาตรการเฝ้าระวังเป็นขั้นที่ 2 หลังพบผู้ป่วยมากขึ้น-ขยายพื้นที่-หวั่นแพร่เชื้อจากคนสู่คน “อนุทิน” มั่นใจมาตรการไทยพร้อมสกัดโรค ไม่หลุดสู่ประชาชนทั่วไป

อ่านข่าว…  ไทยเฝ้าระวังเข้มโรคปอดอักเสบหลังระบาดในเมืองอู่ฮั่นประเทศจีน

จากกรณีเกิดการแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบลึกลับในเมืองอู่ฮั่น มณฑลเหอเป่ย์ ทางตอนกลางของจีน ทำให้มีผู้ป่วยสะสมอย่างน้อย 59 คน ตั้งแต่เดือนธันวาคม ปีที่แล้ว และคณะกรรมการด้านสาธารณสุขเมืองอู่ฮั่นระบุว่า เชื้อที่ทำให้เกิดการป่วยนั้น ไม่ใช่ทั้ง ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก เชื้อไวรัสอะดีโน โรคซาร์ส หรือโรคเมอร์ส และผลการตรวจสอบแกะรอยเส้นทางของโรคในเบื้องต้นพบว่า อาจมาจากตลาดจำหน่ายอาหารทะเลแห่งหนึ่งในเมืองอู่ฮั่นนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 มกราคม ที่กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์หลังการตรวจเยี่ยมห้องผู้ป่วยแยกโรคติดเชื้อความดันลบ สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค(คร.) ว่า ขณะนี้มีผู้ป่วนเข้าเกณฑ์สงสัยต้องเฝ้าระวัง 4 ราย เนื่องจากมีอาการไข้และประวัติเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยงคือ เมืองอู่ฮั่น มณฑลเหอเป่ย์ จึงได้นำตัวเข้ารับการรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร

อย่างไรก็ตาม อาการทั่วไปดีขึ้น และผลการตรวจยืนยันเชื้อทางห้องปฏิบัติการ(แล็บ)เบื้องต้น พบว่าเป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ ไม่ได้ติดเชื้อไวรัสจีน รอสังเกตอาการในห้องแยกโรคของสถาบัน และส่งตรวจยืนยันเชื้อในห้องแล็บซ้ำอีกครั้ง และรอจนกว่าจะพ้นระยะแพร่เชื้อ จึงจะอนุญาตให้กลับบ้านได้

“ผู้ป่วยที่เฝ้าระวังทั้ง 4 ราย เป็นเชื้อหวัด ไม่ได้ติดเชื้อที่เป็นต้นเหตุของการระบาดในเมืองอู่ฮั่น จึงยืนยันว่าไม่มีโรคระบาดที่เป็นไวรัสจีนเข้ามาในประเทศไทยแต่อย่างใด และแม้จะเข้ามา มาตรการที่ไทยเตรียมไว้เชื่อมั่นว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดสู่ประชาชนในวงกว้าง ไม่มีอะไรต้องกังวล ส่วนการเดินทางไปเมืองอู่ฮั่นเพื่อทำธุรกิจ ก็ไปได้ แต่ให้ระมัดระวังตัวเองไม่ไปในพื้นที่เสี่ยง ส่วนใครที่จะเดินทางไปท่องเที่ยว ก็ควรที่จะชะลอไว้ก่อนเพื่อความสบายใจของตัวเอง ส่วนคนที่เดินทางกลับมาจากเมืองที่เป็นพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว หากมีอาการไข้ ให้โทรปรึกษาได้ที่สายด่วน 1422 หรือเข้ารับการรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า จากการที่ได้มาตรวจดูความพร้อมของสถาบันบำราศนราดูร ซึ่งเป็นสถานพยาบาลหลักในการให้การดูแลผู้ป่วยในกรณีที่พบว่าป่วยจากการติดเชื้อไวรัสจากจีน ซึ่งขอให้ความมั่นใจกับคนไทยทุกคน รวมถึงผู้ที่จะเดินทางมายังประเทศไทยให้มีความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยสามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างได้ มั่นใจว่าโรคที่เป็นความกังวลจะไม่แพร่ระบาดในประเทศไทย เนื่องจากมีการเตรียมพร้อมมาตรการ ระบบคัดกรอง คัดแยกและนำตัวผู้ที่มีอาการเป็นไข้เข้ารับการรักษาในห้องแยกโรคความดันเป็นลบ ที่สามารถป้องกันการแพร่เชื้อจากภายในไม่ให้แพร่กระจายออกมายังภายนอกได้

นอกจากนี้ ได้แจ้งไปยังโรงพยาบาลเอกชนทั่วประเทศ กรณีมีคนไข้ที่มีอาการติดเชื้อไข้หวัดมาเข้ารับการรักษา ขอให้รายงานมายังกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และบางกรณี หากเข้าข่ายเป็นผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในข่ายต้องเฝ้าระวัง จะมีการส่งรถพยาบาลไปรับเข้ามารักษาที่สถาบันบำราศนราดูร อีกทั้งในส่วนของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางจากเมืองอู่ฮั่นเข้ามาในประเทศไทยได้มีการดำเนินการให้แยกประตูการลงจากอากาศยานเป็นพิเศษ ทั้งนี้มีเที่ยวบินตรงมาลงที่สนามบินสุวรรณภูม 3 เที่ยวต่อวัน สนามบินดอนเมือง 2 เที่ยวต่อวัน และสนามบินเชียงใหม่ 2 เที่ยวต่อวัน

“ที่ผ่านมา สธ.รับมือกับสถานการณ์โรคติดต่อร้ายแรงมาหลายครั้ง แต่สิ่งที่ สธ.กังวลคือความไม่เข้าใจและการได้รับข่าวสารที่ไม่ถูกต้องของสาธารณชน เพราะหากมีการกระจายข้อมูลที่ไม่ถูกต้องออกไป จะกลายเป็นความตื่นตระหนกจนเกินไป อย่างไรก็ตาม สธ.ยืนยันว่าจะสามารถรักษาผู้ป่วยได้ ไม่มีการแพร่ของเชื้อไปในวงกว้าง ไม่มีอะไรเกินความสามารถของบรรดาแพทย์ พยาบาลและวงการแพทย์ของไทย มีอะไรที่เป็นอันตรายมีมาตรการรองรับตามลำดับความรุนแรงของสถานการณ์ต่อไป” นายอนุทินกล่าว

ด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์สงสัยต้องเฝ้าระวังจะต้องพิจารณาจาก 3 ส่วน คือ เป็นไข้ มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ และมีประวัติเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง โดยหากครบทั้ง 3 เกณฑ์ สถาบันจะรับตัวเข้ามารับการสอบสวนโรค หากยังมีไข้จะนำตัวเข้าห้องแยกโรค แต่หากไม่มีไข้จะกักตัวไว้จนถึงระยะปลอดภัย สำหรับผู้ป่วย 4 รายที่เฝ้าระวังอยู่ที่สถาบันนั้น รายแรกเป็นเด็กชายชาวจีนอายุ 3 ปี ผลแล็บเบื้องต้นไม่พบซาร์ส เมอร์ส หรือเชื้อที่เป็นอันตรายอื่นๆ พบเป็นเชื้อเอ เอช3 เอ็น2 ซึ่งเป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ ขณะนี้อาการดีขึ้น อยู่ระหว่างการตรวจยืนยันเชื้อครั้งที่ 2

รายที่ 2 เป็นนักศึกษาหญิงไทย ที่ศึกษาอยู่ที่เมืองอู่ฮั่น อายุ 22 ปี มีอาการไข้รักษาที่โรงพยาบาลเอกชนก่อนที่จะมาเข้ารับการรักษาที่สถาบัน ผลแล็ปไม่พบโรคซาร์ส โรคเมอร์ส แต่พบเป็นเชื้ออาร์เอสวี และรอตรวจเชื้อยืนยันซ้ำรอบที่ 2 รายที่ 3 เป็นนักศึกษาหญิง อายุ 24 ปี มีอาการไข้ โดยเห็นข่าวการเฝ้าระวังและรู้ว่าตนเองกลับจากเมืองอู่ฮั่น จึงมาขอรับการรักษาที่สถาบัน แต่ไม่มีอาการติดเชื้อรุนแรงในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง หรือปอดอักเสบ อยู่ระหว่างการรอผลแล็บ โดยผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และรายที่ 4 เป็นนักท่องเที่ยวคนไทย อายุ 44 ปี มีเหตุจำเป็นให้ต้องพำนักที่เมืองอู่ฮั่น มีอาการไข้ จึงนำตัวเข้ารับการรักษาในห้องแยกโรค อยู่ระหว่างการรอผลแล็บตรวจยืนยันเชื้อ

นพ.สุวรรณชัย กล่าวด้วยว่า กรมควบคุมโรคได้ยกระดับ ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน(Emergency Operation Center, EOC) เป็นขั้นที่ 2 ซึ่งหมายความว่าไทยมีการเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการบริหารจัดการและการประสานงาน ซึ่งการยกระดับพิจารณาจาก 1.แนวโน้มผู้ป่วยมีมากขึ้น โดยประมาณวันที่ 31 ธันวาคม ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยประมาณ 27 ราย แต่พอถึงวันที่ 3 มกราคม 2563 พบผู้ป่วย 44 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการรุนแรง 11 ราย ที่สำคัญคือ มีผู้ที่มีอาการที่อยู่ในกลุ่มที่ทางการจีนยังเฝ้าระวังและแยกกักอีก 121 ราย 2.พบผู้ป่วยในพื้นที่อื่น คือ ฮ่องกง พบผู้ป่วย 7 ราย และสิงคโปร์ก็พบผู้ป่วยแต่เป็นผู้ป่วยเข้าข่าย เป็นต้น และ 3.ไวรัสที่แพร่ระบาดอยู่นั้นยังไม่ทราบว่าเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนหรือไม่ จึงมีข้อสงสัยว่าจะมีการติดต่อจากคนสู่คนหรือไม่

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีการรับมือกับโรคอันตราย โดยการวางแผนไว้ 3 ระบบ คือ 1.ช่องทางเข้าออกทั้งทางน้ำ ทางบก ทางอากาศ ซึ่งตรวจจับผู้ที่มีอาการป่วยเข้ารับการรักษาและเฝ้าระวังโรค 2.สถานพยาบาล โดยหากผู้ป่วยหลุดไปจากช่องทางแรกก็จะพบผู้ป่วยที่สถานพยาบาล โดยได้มีการประสานสถานพยาบาลของรัฐทุกระดับและโรงพยาบาลเอกชนให้มีความเข้าใจและแจ้งกรณีพบผู้ป่วยสงสัยให้ สธ.ทราบ และ 3.ชุมชนต้องให้ความร่วมมือ ทั้งผู้ประกอบกิจการโรงแรม บ้านพัก โฮมสเตย์ โดยให้ข่าวสารคนในชุมชน ให้ช่วยกันดูอาการ หากสงสัยให้แจ้งมายังกรมควบคุมโรค หรือสายด่วนโทร.1422

   9 วัคซีนที่ต้องรู้ก่อนเดินทาง
1.วัคซีนโรคไข้เหลือง (Yellow fever vaccine) ตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ (WHO IHR) ฉีดก่อนเดินทางไปประเทศในแถบแอฟริกากลางและอเมริกาใต้อย่างน้อย 10 วัน

2.วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza vaccine) ฉีดก่อนเดินทางอย่างน้อย 2 สัปดาห์

3.วัคซีนป้องกันโรคไข้ไทฟอยด์ (Typhoid vaccine) ฉีดก่อนเดินทางไปพื้นที่อินเดีย แอฟริกา เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกาใต้ ตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกากลาง ประมาณ 1 เดือน

4.วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A vaccine) ผู้ที่จะเดินทางไปประเทศที่มีความเสี่ยงสูง ฉีดเพียง 2 เข็มห่างกัน 6 – 12 เดือน

5.วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B vaccine) ฉีดทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรก 1 – 2 เดือน ครั้งที่ 3 ห่างจากครั้งแรก 6 เดือน

6.วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies Vaccine) แบ่งให้เป็น 3 ครั้ง ครั้งที่ 2 จะแบ่งให้หลังจากรับเข็มแรก 7 วัน และครั้งที่ 3 จะรับหลังจากเข็มที่ 2 เป็นเวลา 14 – 21 วัน การรับเข็มกระตุ้นหรือเข็มที่ 4 สำหรับผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศที่เคยได้รับวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้านานกว่า 10 ปี

7.วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal vaccine) ผู้ที่ต้องเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ประเทศซาอุดีอาระเบียจะต้องรับวัคซีนนี้ก่อน 2-3 สัปดาห์

8.วัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค (Cholera vaccine) หากเดินทางไป เขตแอฟริกา เอเชียใต้ หรือตะวันออกเฉียงใต้ จะต้องได้รับวัคซีนก่อนออกเดินทางอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ชนิดรับประทานแบ่ง 2 ครั้ง ห่างกัน 1-6 สัปดาห์ เด็กอายุ 2-6 ปี ได้รับ 3 ครั้ง ห่าง 1-6 สัปดาห์

9.วัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน คางทูม (Measles / Mumps / Rubella vaccine) แบ่งเป็น 2 เข็ม ทั่วไปจะได้รับในเด็กอายุ 12-13 เดือน และเริ่มเข้าโรงเรียนผู้ใหญ่สามารถรับได้ 2 เข็ม ห่างระหว่างเข็มเป็นเวลา 1 เดือน เข็มที่ 2 ก่อนออกเดิน 2 สัปดาห์

สำนักพิมพ์จุฬาฯปฏิเสธให้องค์การค้าฯพิมพ์หนังสือเรียน แทน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/408771?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

สำนักพิมพ์จุฬาฯปฏิเสธให้องค์การค้าฯพิมพ์หนังสือเรียน แทน

6 มกราคม 2563 – 19:35 น.
สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,รศดรอรัญ หาญสืบสาย,องค์การค้า สกสค,หนังสือแบบเรียน
เปิดอ่าน 852 ครั้ง

“รศ.ดร.อรัญ หาญสืบสาย” ที่ปรึกษาสำนักพิมพ์จุฬาฯ ปฏิเสธให้องค์การค้าฯ พิมพ์หนังสือเรียน แทน

เรื่องลับแต่ไม่ลับมาก..เมื่อฤดูกาลจัดพิมพ์ตำราเรียน หรือหนังสือเรียนของเด็กไทย ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษา หรือป.1-ม.6 แต่ละปีจะเผชิญกับความล่าช้าในการจัดพิมพ์และจัดส่งหนังสือเรียน ให้ถึงมือเด็กได้ทันเปิดภาคเรียนแแรกของปีการศึกษา

  อ่านข่าว: จุฬาฯ มหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับ 3 ของไทย ปี 2019

ความล่าช้าในการจัดพิมพ์และจัดส่งหนังสือเรียนล้าช้า  กลายเป็นปัญหาสุดคลาดสิคที่ฝ่ายบริหารของสำนักงานส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) อยากให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง “ร่วมมือ” แก้ไขปัญหาหนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2563 เพื่อให้ทันเปิดภาคเรียน

ว่ากันว่า ในการจัดทำหนังสือแบบเรียน และจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนนั้น เดิมจะมีการแบ่งสรรปันส่วนกันอย่างชัดเจน กล่าวคือองค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)  หรือหนังสือเรียนของ สสวท. รับผิดชอบระดับประถมศึกษา ส่วนสำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำดีส่งทันร้อยละ 96 รับผิดชอบระดับมัธยมศึกษา เหมือนเดิม

จับพิรุธความไม่ชอบมาพากล ของประกาศองค์การค้า สกสค. เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2562  มีรายการหนังสือระดับมัธยมศึกษารวมอยู่ด้วย

ทั้งนี้  เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2562  เวบไซด์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย https://www.chula.ac.th/news/26217/ ได้ชี้แจงต่อข้อเรียกร้องขององค์การค้า สกสค. ใจความว่า…

คำชี้แจงต่อข้อร้องเรียนขององค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เกี่ยวกับคุณภาพของหนังสือเรียนที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สืบเนื่องจากข่าวที่นำเสนอผ่านสื่อสารมวลชนถึงข้อร้องเรียนขององค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการ และสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เกี่ยวกับคุณภาพของหนังสือเรียนที่จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตามที่ให้สิทธิ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการผลิตและจำหน่ายหนังสือเรียนระดับมัธยมศึกษานั้น

ทางสำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอเรียนชี้แจงว่าข้อร้องเรียนดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในประเด็นสำคัญคือ

คุณภาพของกระดาษที่ใช้ ในประเด็นนี้ทางสำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยืนยันว่าคุณภาพของกระดาษ ที่ใช้ในการพิมพ์ตรงตามที่ สสวท. กำหนดโดยได้มีการพิจารณาร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเพื่อให้การประกวดราคา e-bidding เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและ การบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ด้วย

นอกจากนี้ ในด้านคุณภาพการพิมพ์ ทางสำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการควบคุมคุณภาพ ทั้งในขั้นตอนพิมพ์และหลังพิมพ์ ทำให้ได้ภาพพิมพ์มีความคมชัดและหนังสือมีความแข็งแรงทนทาน ทั้งนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับความไว้วางใจจาก สสวท. ให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเพื่อให้นักเรียนมีหนังสือเรียนก่อนเปิดเทอม โดยจากผลการสำรวจการจัดซื้อหนังสือเรียนของ สสวท. โดยผู้ทรงคุณวุฒิอิสระ สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถส่งหนังสือเรียนไปยังโรงเรียนต่างๆ ได้ทันตามกำหนดในสัดส่วนร้อยละ 96 และไม่ปรากฏการร้องเรียนจากผู้ใช้หนังสือเรียนแต่อย่างใดเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพการพิมพ์หรือการให้บริการ

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร. 0-2218-3561

ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2563 – รศ.ดร.อรัญ หาญสืบสาย ที่ปรึกษาสำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้รับผิดชอบการจัดพิมพ์หนังสือ สสวท.  กล่าวในเรื่องนี้ว่า ขอยืนยันว่า ข่าวที่ปรากฏในมติชนออนไลน์ วันนี้(6/1/2563) เวลา 13.25 น. ดังมีข้อความว่า “สำนักพิมพ์จุฬาฯ จะให้องค์การค้าฯจัดพิมพ์หนังสือ สสวท. ทั้งหมด”

รศ.ดร.อรัญ หาญสืบสาย

  “ผมขอยืนยันว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่ประการใด เพราะสำนักพิมพ์จุฬาฯ ไม่สามารถโอนสิทธิการจัดพิมพ์ที่ได้รับไปให้แก่ผู้ใดได้หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักพิมพ์จุฬาฯ 02-2183561” รศ.ดร.อรัญกล่าว