ส่องเทรนด์อาชีพ เด็ก GEN Z-Gen Alpha #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/408750?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ส่องเทรนด์อาชีพ เด็ก GEN Z-Gen Alpha

6 มกราคม 2563 – 18:10 น.
ส่องเทรนด์อาชีพ,เด็ก GEN Z-Gen Alpha,คุณธิดารัตน์ กาญจนวัฒน์,กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ประเทศไทย
เปิดอ่าน 172 ครั้ง

ส่องเทรนด์อาชีพ เด็ก GEN Z- Gen Alpha ระบุ อีก 5 ปีGEN Z จะเป็นกำลังสำคัญเปลี่ยนแปลงองค์กร และเปลี่ยนแปลงโลก

คุณธิดารัตน์ กาญจนวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ประเทศไทย เผยว่า “ผลสำรวจอาชีพในฝันของอเด็คโก้ที่เราทำจะสำรวจในกลุ่ม เด็กอายุ 7-14 ปี ซึ่งก็แบ่งได้เป็นสองเจนเนอเรชัน คือ GEN Z และ Gen Alpha

อ่านข่าว : ‘แพทย์’ ซิวที่1อาชีพในฝัน ่ยูทูบเบอร์ ่อาชีพมาแรง

ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตมากับเทคโนโลยี คุ้นชินกับการใช้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต มาตั้งแต่เด็ก จึงไม่น่าแปลกใจว่าภาพรวมของคำตอบในปีนี้จะเห็นความเป็นดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น อาชีพยูทูปเบอร์ที่มาแรงขึ้นมาเป็นอันดับสามและมีแนวโน้มที่สูงขึ้นทุกปี หรือการที่เด็กเกือบครึ่งโพลล์เลือกยูทูปเบอร์เป็นไอดอลในดวงใจ รวมถึงพฤติกรรมของเด็กในยุคนี้ที่ชอบเล่นเกม สื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย ค้นหาความรู้ทางอินเทอร์เน็ต ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความเป็น Digital native ของเด็กไทยในปัจจุบัน”

“การที่พวกเขาเกิดมาพร้อมกับโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสาร Mark McCrindle นักประชากรศาสตร์และนักวิจัยทางสังคม มีการพยากรณ์ว่า Gen Alpha หรือเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี จะเป็นเจเนอเรชันที่ได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด และเป็น Gen ที่ฉลาดที่สุด และใช้เทคโนโลยีเก่งที่สุด เมื่อเทียบกับ Gen อื่นๆ ตอนมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน

ขณะที่ Gen Z หรือผู้ที่ปัจจุบันมีอายุตั้งแต่ 26 ปีลงไป งานวิจัยจากต่างประเทศรายงานว่า Gen Z ก็จะก้าวเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญขององค์กร โดยจะมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 27 ของแรงงานทั้งหมดภายในอีก 5 ปีข้างหน้า Gen Z มีแนวโน้มที่จะเลือกอาชีพที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงสังคมโลก ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงสนใจการเป็นผู้ประกอบการและทำอาชีพอิสระ ซึ่งเป็นมุมมองการเลือกอาชีพที่แตกต่างไปจากคนรุ่นก่อน”

“เด็กในรุ่นนี้จะโตมากับอนาคตของโลกการทำงานที่เปลี่ยนไป หลายอาชีพจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แต่ก็จะมีอีกหลายอาชีพเกิดขึ้นใหม่เช่นเดียวกัน มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2025 ร้อยละ 60 ของแรงงานจะทำงานในอาชีพที่ไม่มีอยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่จะช่วยกันพัฒนาศักยภาพเด็ก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการใช้ชีวิตและทักษะทางสังคม ซึ่งเป็นทักษะที่หุ่นยนต์ไม่สามารถทดแทนได้ รวมทั้งปลูกฝังค่านิยมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้พวกเขาสามารถที่จะเรียนรู้และต่อยอดองค์ความรู้เดิมที่มีอยู่ เพราะในอนาคตความรู้ใหม่ๆ จะมีความสำคัญมากกว่าใบปริญญา”

การเรียนรู้ตลอดชีวิตและปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง จะกลายเป็นคำขวัญสำคัญของเด็กยุคใหม่ที่จะช่วยให้พวกเขาเติบโตอย่างมั่นคงในโลกที่มีการ Disruption ตลอดเวลา

‘แพทย์’ ซิวที่1อาชีพในฝัน ่ยูทูบเบอร์ ่อาชีพมาแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/408741?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

‘แพทย์’ ซิวที่1อาชีพในฝัน ่ยูทูบเบอร์ ่อาชีพมาแรง

6 มกราคม 2563 – 17:57 น.
ยูทูบเบอร์ ่อาชีพมาแรง,เก๋ไก๋สไลเดอร์,ขวัญใจเด็กไทย,ของขวัญวันเด็ก2563
เปิดอ่าน 273 ครั้ง

อเด็คโก้เผยเด็กไทยเลือก ่แพทย์ ่อาชีพในฝัน-YouTube ครองแชมป์สื่อที่มีอิทธิพลต่อเด็ก ดัน “เก๋ไก๋ สไลเดอร์”ยืนหนึ่งไอดอล ่สมาร์ทโฟน ของขวัญวันเด็กที่อยากได้ปี2563

กลุ่มบริษัทอเด็คโก้เผยผลสำรวจ “อาชีพในฝันของเด็กไทย” ครั้งที่ 11 ปี 2563 ที่สำรวจในกลุ่มตัวอย่างเด็กไทยอายุ 7-14 ปี จำนวน 4,050 คน จากทั่วทุกภูมิภาค พบว่าอาชีพในฝันเด็กของเด็กไทยในปีนี้ “แพทย์” นำลิ่วมาอันดับหนึ่ง ด้านอันดับสองยังคงเป็นอาชีพ “ครู” ไม่ต่างจากปีที่แล้ว

อ่านข่าว :

นอกจากนี้ผลสำรวจยังพบว่าส่วนใหญ่เด็กที่เลือกอาชีพหมอเป็นเด็กที่อยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล ขณะที่เด็กที่เลือกครูส่วนใหญ่เป็นเด็กที่อาศัยในจังหวัดอื่น ซึ่งสะท้อนถึงค่านิยมที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

ส่วนอาชีพมาแรงประจำปีนี้ ได้แก่ อาชีพ “ยูทูบเบอร์” ที่ไต่อันดับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่สาม แซงอาชีพ “นักกีฬา” และ “ทหาร” โดยเด็กไทยมองว่าอาชีพยูทูบเบอร์เป็นอาชีพที่ได้ทำในสิ่งที่ชอบ สบาย รายได้สูง มีอิสระ มีชื่อเสียง และคิดว่าตัวเองมีทักษะและความสามารถในการทำอาชีพนี้ได้ หลายคนได้รับแรงบันดาลใจจากยูเบอร์และนักแคสเกมที่ตนชื่นชอบ

เด็กไทยชอบดู YouTube “เก๋ไก๋สไลเดอร์” ขึ้นแท่นไอดอลขวัญใจเด็กไทย

จากผลสำรวจพบว่าเด็กไทยกว่า 93% ใช้ยู นำหน้าสื่อโซเชียลมีเดียอื่นๆ ส่วนสื่อที่เด็กนิยมใช้รองลงมาคือเฟซบุ๊ก ไลน์ และติ๊กตอก โดยยูเป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อการเลือกอาชีพในฝันและไอดอลที่ชื่นชอบ โดยกว่า 48% ของเด็กที่ตอบแบบสอบถาม เลือกยูเบอร์เป็นไอดอลในดวงใจ ทำให้ปีนี้มียูทูบเบอร์เข้ามาติดโผจำนวนมาก

ในปีนี้ไอดอลที่เด็กไทยเทใจให้มากที่สุด ได้แก่ “เก๋ไก๋สไลเดอร์” ยูเบอร์สาววัย 23 ปีที่มียอดผู้ติดตามมากที่สุดในประเทศไทยกว่า 11 ล้านคน โดยเด็กๆ ให้เหตุผลว่าพี่เก๋ มีความน่ารัก สดใส ตลก พูดเพราะ ทำคลิปสนุกๆ และมีประโยชน์

ด้านอันดับ 2 ได้แก่ “BLACKPINK” เกิร์ลกรุ๊ปเกาหลีมาแรงแห่งปี เจ้าของเพลงฮิต “Kill This Love” โดยสมาชิกในวงที่เป็นที่ชื่นชอบของน้องๆ มากที่สุด ได้แก่ ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล อันดับ 3 ได้แก่ แป้ง “Zbing Z.” ยูเบอร์และนักแคสเกมที่ติดโพลล์มา 3 ปีซ้อนติดต่อกัน อันดับ 4 ศิลปินเกาหลีวง “BTS” และอันดับ 5 “CGGG” นักแคสเกม Free Fire ชื่อดัง

สำหรับอันดับช่องยูทูที่เด็กไทยให้ความนิยมมากที่สุด ได้แก่ “เก๋ไก๋สไลเดอร์” รองลงมาคือช่อง “Zbing Z.” “CGGG” และ “UDIE” ช่องแคสเกม ที่ได้อันดับ 2 3 และ 4 ตามลำดับ ส่วนอันดับ 5 ได้แก่ “บี้เดอะสกา”


เด็กไทยยุคดิจิทัลเน้นหาความรู้ในอินเทอร์เน็ต – สมาร์ทโฟน นำลิ่วของขวัญที่เด็กไทยอยากได้

เมื่อสอบถามถึงวิธีหาความรู้นอกห้องเรียน เด็กไทยกว่า 50% ตอบว่า “อินเทอร์เน็ต” ไม่ว่าจะเป็นการหาความรู้ผ่านการเสิร์ชกูเกิ้ล การเข้าเว็บไซต์ต่างๆ หรือดูยูทูป ทั้งผ่านคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน เพื่อค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ขณะที่อีก 25% เลือกค้นคว้าผ่านการ “อ่านหนังสือและการเข้าห้องสมุด”

ของขวัญวันเด็กที่เด็กไทยอยากได้มากที่สุดในปีนี้คือ “สมาร์ทโฟน” โดยคิดเป็น 25% ของจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด รองลงมาคือ “คอมพิวเตอร์” “ตุ๊กตา” “เงิน” และ “หนังสือ” ตามลำดับ ซึ่งของขวัญเหล่านี้ก็สอดคล้องกับงานอดิเรกที่เด็กไทยชอบทำคือ เล่นเกม เล่นอินเตอร์เน็ต เล่นกับเพื่อน อ่านหนังสือ อ่านการ์ตูน ดูภาพยนตร์ และไปเที่ยว

สารวันเด็กแห่งชาติ ปี 2563 จาก’รมว.ศึกษาฯ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/408732?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

สารวันเด็กแห่งชาติ ปี 2563 จาก’รมว.ศึกษาฯ’

6 มกราคม 2563 – 16:50 น.
สารวันเด็กแห่งชาติ,คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ 2563,รมวศึกษาธิการ
เปิดอ่าน 23,339 ครั้ง

สารวันเด็กแห่งชาติ ปี 2563 ‘ปลัด ศธ.’ เผยนายกรัฐมนตรี น้อมนำแนวทางอุทิศตนเป็นผู้ให้ เสียสละเพื่อส่วนรวม ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21

 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่ากระทรวงศึกษาธิการจัดงานวันเด็กแห่งชาติเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2498 เพื่อให้ประชาชนเห็นความสำคัญของเด็กและเยาวชน ที่จะเติบโตเป็นกำลังคนสำคัญของชาติในอนาคต

อ่านข่าว

:  น่าห่วง เด็กไทยกลั่นแกล้งทางออนไลน์ 74%

   : นายกฯ มอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ปี 2563 

     สารวันเด็กแห่งชาติจากนายกฯ

คำขวัญวันเด็กจากนายกฯ

อีกทั้งเป็นการกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงความสำคัญในบทบาทและหน้าที่ของตน พร้อมเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น พัฒนากระบวนการคิด และส่งเสริมเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีศักยภาพในการช่วยพัฒนาประเทศชาติต่อไป

สำหรับวันเด็กชาติ ปี 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญวันเด็ก ความว่า “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย” โดยกระทรวงศึกษาธิการขอร่วมส่งความสุขให้กับเด็กและเยาวชนไทยทุกคน พร้อมเชิญชวนพ่อแม่ผู้ปกครองพาบุตรหลานมาร่วมกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ปี 2563 ในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2563

ทั้งการจัดงานที่กระทรวงศึกษาธิการ และการจัดงานของหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งการจัดงานวันเด็กแห่งชาติที่กระทรวงศึกษาธิการ ประกอบด้วยกิจกรรมต่าง ๆ จำนวนมาก ซึ่งจะมีการแจกหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ปี 2563 “เด็กไทยไปถึงฝัน” และของขวัญกว่า 100,000 ชิ้น

นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบ สารวันเด็กแห่งชาติ ปี 2563 ว่า เด็กและเยาวชนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต จึงต้องได้รับการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพในทุกมิติตามช่วงวัยอย่างเหมาะสม ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งในด้านทักษะความรู้ ความสามารถ และการเรียนรู้องค์ความรู้ที่สำคัญต่างๆ

“รวมทั้งเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีทางกาย จิตใจ และสติปัญญา เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนเป็นทั้งคนดี คนเก่ง มีคุณภาพและมีคุณธรรม มีหลักคิดที่ถูกต้อง รวมทั้งมีทักษะที่จำเป็นต่อการตอบสนองต่อการดำรงชีวิตในโลกศตวรรษที่ 21 และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีคุณค่าและความสุข”นายประเสริฐ กล่าว

เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ อีกหนึ่งวันสำคัญของไทย ท่องให้ขึ้นใจกับ “คำขวัญวันเด็กประจำปี 2563” ซึ่งในปี 2563 นี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2563 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี มอบคำขวัญวันเด็กปี2563  คือ “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย” โดยเน้นว่าเด็กไทยยุคใหม่ต้องให้ความสำคัญทั้งเรื่องเทคโนโลยีและความเป็นพลเมืองไทยควบคู่กันไปด้วย

สารวันเด็กแห่งชาติ ปี 2563

สำหรับในปีนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้กำหนดให้มีการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ วันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2563 ณ บริเวณกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่เวลา 07.00 – 17.00 น. ภายใต้แนวคิด Wonderful Kids “สุดยอดเด็กไทย” เพื่อเสริมสร้างให้เด็กและเยาวชนเป็นคนเก่ง คนดี สามัคคี รู้จักหน้าที่ของตนเอง ได้แสดงออกถึงพลังความสามารถทั้งจากความคิด สติปัญญา และการลงมือทำร่วมกัน กิจกรรมวันเด็กในปีนี้ได้รับความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันจัดกิจกรรมอย่างยิ่งใหญ่มากกว่า 100 บูธ พร้อมของรางวัลอีกมากมาย โดยมีพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เปิดงาน พร้อมด้วยศิลปินดาราที่มีชื่อเสียง

โดยแบ่งเป็นโซนกิจกรรม ออกเป็น 3 โซนหลัก

โซนที่ 1 Citizen Kids : พลเมืองเด็กดี โซนกิจกรรมที่แสดงถึงความเฉลียวฉลาดของเด็กไทยยุคใหม่ ที่มีความรัก ความสามัคคี และรู้จัก หน้าที่ของตนเอง ปฏิบัติตนตามกฎระเบียบของสังคมได้อย่างถูกต้อง

โซนที่ 2 Digital Kids : เด็กยุคดิจิทัล โซนกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความทันสมัย การรู้จักใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเรียนรู้

โซนที่ 3 Environmental Kids : เด็กรักษ์สิ่งแวดล้อมโซนกิจกรรมที่ให้เด็กและเยาวชน เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม

   ขอบคุณข้อมูล moe.go.th

หมอแนะ 5 กิจกรรมทำเด็กฉลาด ที่มีข้อพิสูจน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/408688?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

หมอแนะ 5 กิจกรรมทำเด็กฉลาด ที่มีข้อพิสูจน์

6 มกราคม 2563 – 16:05 น.
หมอแนะ,5กิจกรรม,ทำเด็กฉลาด,ที่มีข้อพิสูจน์
เปิดอ่าน 328 ครั้ง

หมอแนะ 5 กิจกรรมทำเด็กฉลาด ที่มีข้อพิสูจน์ ระบุเด็กแต่ละยุคต่างกันไป ส่วนหนึ่งจากทัศนคติของพ่อแม่ ระบุแค่เปลี่ยนความคิด การกระทำก็จะนำลูกเปลี่ยนไปในทางดีได้

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ชะลอวัย กล่าวว่า หลักในการเข้าใจเด็กที่ดีสุดคือทำใจให้กลับกลายเป็นเด็กอีกครั้งแล้วจะเข้าใจเหตุผลกลไกทางความคิดกับอารมณ์ของเด็ก ที่บางครั้งผู้ใหญ่ลืมไปจึงไม่เข้าใจในทางชะลอวัยแบบอายุรวัฒน์นั้น เราเน้นวิธีธรรมชาติในการคืนความหนุ่มสาวซึ่งหนึ่งในนั้นคือการ “อยู่กับเด็ก” หรือ “อยู่กับสัตว์เลี้ยง” ด้วยการให้ความรัก ใครไม่มีลูกก็ขอให้เลี้ยงอุปการะสัตว์แล้วให้ความรักกับสุนัขหรือแมวนั้น อย่างจริงใจก็จะได้ความหนุ่มสาวมาเป็นรางวัล นั่นคือ “เมตตาบำบัด” ที่เป็นภาษาหัวใจให้ใครใครก็ชื่นใจ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีได้ ถ้าไม่ได้ฝึกโดยเฉพาะตั้งแต่ยังเป็นผืนผ้าขาวสะอาด

การที่เด็กในแต่ละยุคต่างกันไปก็เพราะส่วนหนึ่งจากทัศนคติของพ่อแม่ ซึ่งแค่เราเปลี่ยนความคิดและการกระทำก็จะนำให้ลูกเปลี่ยนไปในทางดีได้ เช่นเด็กเห็นพ่อแม่ไม่เอาเปรียบคนอื่น ตื่นมายิ้มให้กัน แต่ละวันพูดกับคนขายของด้วยวาจาไพเราะ ลูกก็จะซึมซับได้ การเลี้ยงลูกหรือสอนเด็กให้ฉลาดและแสนดีนั้นไม่ยากหากมีกิจกรรมต่อไปนี้เข้ามาช่วย คือ

1.เลือกหนังสือให้เด็กอ่าน ผลวิจัยใหม่ที่ได้ข้อมูลจากการสแกนสมองของเด็กวัย 3-5 ขวบด้วย functional MRI พบว่าสมองซีกซ้ายมีการตื่นตัวในหลายตำแหน่งเมื่อเด็กฟังเรื่องเล่าจากผู้ใหญ่หรืออ่านหนังสือ ซึ่งบริเวณของเนื้อสมองที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับความจำ,ความคิดและความเข้าใจศัพท์ เรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Pediatrics โดยพบว่าเด็กที่มาจากครอบครัวรรักการอ่านหรือเล่านิทานให้กันฟังจะมีกิจกรรมในสมองส่วนนี้สูงกว่าซึ่งจะช่วยในการเรียนรู้ของเด็กในอนาคต

2.เป็นอาจารย์ด้านภาษาศาสตร์ คุณพ่อคุณแม่คือครูที่ใกล้ชิดลูกได้ดีที่สุด การรู้ภาษาที่ช่วยสมองเด็กนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาต่างชาติเสมอ แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่เก่งนั้นสามารถนำเอาภาษาไทยนี่เองมาช่วยสร้างสมองให้เด็กด้วยการเช็คสเปลลิ่งหรือเล่นเกมส์สะกดคำจากวรรณคดีไทยอย่างพระอภัยมณีหรืออิเหนาที่เอามาเล่าสนุกเพิ่มสีสันด้วยการวาดกราฟฟิกลงบนแท็บเล็ตก็ได้ ดังในการศึกษาที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ 2 ภาษาพบว่ามันช่วยไปถึงเนื้อสมองในการเรียนรู้ต่อไปในอนาคตทั้งรูปธรรมและนามธรรม

3.อย่าขาดการเล่นให้เหมาะกับเพศ การให้เด็กผู้หญิงเล่นตุ๊กตาและเด็กผู้ชายเล่นรถนั้นถือเป็นการเล่นแบบช่วยสมองได้ เพราะมันช่วยใส่ความรู้สึกประทับใจลงในหัวใจที่ยังเยาว์ให้เข้าใจบทบาทแต่ละเพศเมื่อเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างเหมาะสม ดังมีรายงานถึงการเพิ่มระดับ “ฮอร์โมนรัก” หรืออ็อกซิโทซินจากสมองของเด็กหญิงที่สมมติตัวเองเป็นแม่แล้วดูแลตุ๊กตาดุจลูกน้อยซึ่งอ็อกซิโทซินนี้จะช่วยให้เด็กหญิงเติบโตขึ้นเป็นสาวที่ “รู้จักรัก” อยากมีลูกและถนอมครอบครัวไว้ได้อย่างเป็นสุข

4.ใช้เพจออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ โทษของเพจออนไลน์กับจิตใจเด็กนั้นมีมากหากใช้ไม่ถูก แต่ถ้าอยากปลูกฝังสิ่งดีให้ในยุคนี้ก็ไม่ต้องหนีสื่อออนไลน์แต่ขอให้รู้จักใช้ให้เหมาะ เช่นถ้าลูกจะดูคลิปต่างๆ อย่างช่องของดาราหรือว่าคลิปแรงๆหนักๆก็ขอให้คุณพ่อคุณแม่คุณครูช่วยใส่ความรักลงไปอย่าให้เขาคล้อยตามไปกับแอดมินเพจรุนแรงเพราะจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวเป็นผลลัพธ์ดังงานวิจัยจาก Ohio State U ได้ศึกษาไว้ ให้เราคอยสอนว่าถ้านำเสนออย่างนี้อาจมีคนเข้ามาดูแต่หนูก็จะไม่ใช่คนน่ารักในสายตาของโลกโซเชียลเสมอไปเพราะความรุนแรงมันไม่ใช่ของยั่งยืนและจะได้รับผลร้ายตอบเป็นต้น

5.โปรดใช้วาจาเมตตาและให้อภัย ถ้าอยากให้ลูกดีมีวิธีเริ่มที่ง่ายที่สุดคือคุณพ่อคุณแม่เริ่มวันใหม่ด้วยการคุยกันอย่างพูดหวานขานเพราะมีครับมีค่ะลงท้าย แม้คุยกับแม่บ้านหรือพนักงานเสิร์ฟอาหารก็เอ่ยปากกับเขาอย่างให้เกียรติไม่มีเลือกปฏิบัติอย่างนี้จะจัดระเบียบให้สมองของเด็กพัฒนาไปในทางดี แม้จะมีพ่อแม่รุ่นใหม่คิดว่าคุยกันด้วยภาษาห้าวอย่างไรก็ได้ไม่มีใครเขาถือแล้ว แต่ขอให้รู้ว่าคำพูดที่เพราะนั้นมันมีผลกับจิตใจเด็กมาก ด้วยวลีที่เอ่ยเป็นบวกนั้นมันจะประทับลงในจิตใจของทั้งผู้พูดและผู้ฟังให้อ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว และเมื่อทำไปบ่อยๆเข้าจนติดเป็นนิสัยก็จะทำให้กลายเป็นคนอ่อนโยน ข้อสำคัญคือทำให้เด็กนั้นโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่หาความสุขให้หัวใจได้ง่ายขึ้น

สิ่งเหล่านี้จัดเป็น “ปัจจัตตัง” คือทำเองแล้วจึงจะได้ผลดีเป็นรางวัลเองอันเป็นข้อพิสูจน์อยู่ในตัว โดยไม่ต้องมัวไปให้ใครเขาทำให้ดูก่อนเป็นตัวอย่าง ถ้าอยากสร้างให้ลูกของเราดี ผู้ใหญ่ต้องมีความเมตตาให้กันก่อนแล้วมันจะย้อนเข้าถึงหัวใจลูกหลานของเราได้เองโดยอัตโนมัติ

4 สถาบันปรับหลักสูตร ทรานส์ฟอร์ม แพทย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/408681?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

4 สถาบันปรับหลักสูตร ทรานส์ฟอร์ม แพทย์

6 มกราคม 2563 – 15:15 น.
ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์ม,แพทย์,ปรับหลักสูตร
เปิดอ่าน 306 ครั้ง

4 สถาบันปรับหลักสูตร ทรานส์ฟอร์ม แพทย์ โดย…  ทีมข่าวคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

 “แพทย์” วิชาชีพที่จะต้องมีองค์ความรู้ที่ลึกในการตรวจ วินิจฉัย รักษาโรคให้แก่ผู้ป่วย แต่ในยุค “ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์ม” การรู้ลึกในสาขาเดียว อาจไม่เพียงพอ จำเป็นที่จะต้องมีองค์ความรู้ในสาขาอื่นเข้ามาเชื่อมโยงด้วย เพื่อดูแลผู้ป่วยให้หายจากโรค กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ หลักสูตรแพทยศาสตร์อย่างน้อย 4 สถาบัน มีการปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล

0 แพทย์นวัตกร 0
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล ได้ลงนามความร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.มหิดล เปิดโครงการร่วม หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต-วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์” (พ.บ.-วศ. ม.) เพื่อมุ่งสร้าง “แพทย์นวัตกร” ครั้งแรกในประเทศไทย ตอบโจทย์ยุคดิสรัปชั่น ใช้เวลาเรียน 7 ปี จะได้ 2 ปริญญา คือ ปริญญาตรีแพทย์ และปริญญาโทวิศวกรรมศาสตร์ เปิดรับนักศึกษาในปีการศึกษา 2563

จุดเด่นของหลักสูตรร่วมแพทย์–วิศวะ (พ.บ.-วศ. ม.) ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 7 ปี โดยปีที่ 1-3 มีการเรียนการสอนทางด้านพรีคลินิกเช่นเดียวกับหลักสูตรแพทย์ปกติ ส่วนในชั้นปีที่ 4 เป็นช่วงของการพัฒนาทักษะด้านวิศวกรรมและลงมือพัฒนางานวิจัยหรือนวัตกรรม จะได้รับการพัฒนาศักยภาพในรายวิชาทางด้านวิศวกรรม ผ่านหลักสูตร “วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์” (Biomedical Engineering) ในการสร้างแพทย์ที่เชี่ยวชาญในการรักษาและมีความรู้ความเข้าใจทางด้านวิศวกรรม ทำให้สามารถมองเห็นปัญหาและโอกาสในการแก้ปัญหา รวมทั้งสร้างนวัตกรรมให้เชื่อมโยงกับวิศวกรชีวการแพทย์ได้ เป็นลักษณะ Project Based Learning (PBL)

และปีที่ 5-7 กลับมาเรียนชั้นคลินิกเช่นเดียวกับหลักสูตรแพทย์ปกติ พร้อมทั้งทดลองและต่อยอดนวัตกรรมที่ได้พัฒนาขึ้นในช่วงเวลานี้ด้วยเช่นกัน เมื่อจบการศึกษาสามารถทำงานเป็นแพทย์ที่เป็นได้มากกว่าแพทย์ โดยมองเห็นปัญหาและโอกาสในการแก้ปัญหาด้วยหลักการทางวิศวกรรม มีการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบมากขึ้น มีพื้นฐานพร้อมต่อยอดเพื่อพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ และเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่มีโอกาสสูงขึ้นในการได้รับเลือกให้เรียนต่อเฉพาะทางหรือหลักสูตรปริญญาเอกทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากมีประสบการณ์ทำงานวิจัยและผลงานตีพิมพ์ในระดับนานาชาติ

คุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครเข้าเรียนในหลักสูตร ต้องจบมัธยมปลายในประเทศหรือต่างประเทศ มีความรู้ภาษาอังกฤษดี เนื่องจากเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่ต้องทำอยู่บนพื้นฐานภาษาอังกฤษค่อนข้างมาก มีคะแนนสอบ IELTS ไม่น้อยกว่า 6.5 ขึ้นไป และคะแนนสอบ BMAT ต้องเกิน 12 ขึ้นไป หากมีโครงการวิจัยที่เกี่ยวกับการแพทย์ หรือวิศวกรรมศาสตร์ ในชั้น ม.ปลาย รวมถึงนักเรียนระดับโอลิมปิกจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ค่าใช้จ่ายทั้งหลักสูตรไม่เกิน 4 แสนบาท ซึ่งมหาวิทยาลัยมีโครงการทุนการศึกษาอีกด้วย

“มีความเชื่อมั่นว่า มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่สนใจทางด้านการแพทย์ควบคู่กับวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งตรงนี้จะเป็นหลักสูตรที่ตรงใจแต่ใช้เวลาเรียนมากขึ้นจาก 6 ปี เป็น 7 ปี แต่ได้ 2 ปริญญา คือ แพทยศาสตร์บัณฑิต และวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต แต่ได้ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมอย่างเดียว เพราะไม่ได้ตอบโจทย์การเป็นวิศวกร แต่เป็นแพทย์ที่มีความรู้เชิงวิศวกรรมศาสตร์” ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล กล่าว

          0 แพทย์ 2 ปริญญา 0
นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และรักษาการอธิการบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ กล่าวว่า ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เปิดตัวหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตใหม่ พ.ศ.2563 เป็นหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต 7 ปี 2 ปริญญา หลักสูตรแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลตามเกณฑ์ WFME โดยสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์ (สมพ.) และแพทยสภา บูรณาการความร่วมมือระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กับมหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร ที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และ รพ.ตำรวจ ซึ่งจะเป็นสถานฝึกปฏิบัติทางคลินิกหลักในหลักสูตรนี้ โดยมี รพ.จุฬาภรณ์ รพ.เพชรบูรณ์ และ รพ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด ร่วมสอน

“หลักสูตรพัฒนาทั้งวิธีการเรียนการสอน การประเมิน การติดตามผลที่มุ่งบูรณาการความรู้ ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ เทคโนโลยี และคิดค้นคว้านวัตกรรม พร้อมโอกาสที่จะได้เข้าร่วมศึกษาและทำงานวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ณ มหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร โดยได้ยกระดับหลักสูตรการเรียนการสอนสู่มาตรฐานสากลเพื่อการผลิตบัณฑิตแพทย์ที่มีศักยภาพขั้นสูง นักศึกษาแพทย์ที่ได้เข้ามาศึกษาในหลักสูตรนี้จะใช้ระยะเวลาเรียน 7 ปี และเมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับ 2 ปริญญา คือ ปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต (พบ.) MD จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และปริญญา iBSc จากมหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร” นพ.นิธิ กล่าว

หลักสูตรมีการจัดการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงในแนวราบของแต่ละชั้นปี เรียกว่า “Horizontal Modules” ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนรู้ด้วยการผสมผสานวิทยาศาสตร์พื้นฐาน และวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก โดยนักศึกษาจะเริ่มเรียนรู้จากผู้ป่วย และฝึกปฏิบัติด้วยสถานการณ์จำลองการเป็นแพทย์ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 พร้อมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองในพื้นฐานทางคลินิก โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน และการประเมินอย่างต่อเนื่องผ่านเทคโนโลยีการศึกษา

รวมถึง การปูพื้นฐานให้นักศึกษาฝึกหัดค้นคว้าและรู้จักใช้ข้อมูลที่ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลในการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยอย่างเหมาะสมผ่านกระบวนการ Evidence based practice และหลักสูตรเน้นการประเมินผลแบบ Formative Assessment เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษาแพทย์ในทุกรายวิชาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีทักษะวิชาชีพที่เป็นเลิศ และเป็นแพทย์ที่มีคุณธรรมจริยธรรม

นอกจากนี้ นักศึกษาจะได้ฝึกคิดค้นคว้าสิ่งใหม่ๆ ผ่านกระบวนการวิจัยตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 และได้เดินทางไปศึกษาและปฏิบัติเรียนรู้กระบวนการวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ณ มหาวิทยาลัยยูซีแอล สหราชอาณาจักร มุ่งเน้นการบูรณาการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ครอบคลุมทุกสาขาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 จนถึงปีที่ 7 โดยเชื่อมโยงการเรียนรู้ผ่าน “Vertical Modules” 6 คอลัมน์ เพื่อฝึกให้นักศึกษาแพทย์ได้คิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ รู้จักใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย และมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องแบบเป็นองค์รวม

        0 แพทย์ตัวพาย 0
ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้มุมมองว่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ จะยังคงมีหลักสูตร 6 ปีเหมือนเดิม แต่ใน 6 ปีนี้จะมีช่วงที่ให้นักศึกษาเลือกในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ มากขึ้น ขณะเดียวกันคนที่สนใจแล้วมาเข้าในหลักสูตร 6+1 โดย 1 ปีที่เพิ่มขึ้น นักศึกษาจะออกจากศิริราช เพื่อไปเรียนในอีกคณะ เก็บหน่วยกิตจนครบหมดทุกอย่าง และจะได้รับอีก 1 ปริญญา เมื่อกลับมาดูคนไข้ในช่วงปีที่ 3-6 ของหลักสูตรแพทย์ จะเป็นตัวกระตุ้น ทำให้มองเห็นมุมบางอย่าง ให้อยากสร้างอะไรใหม่ๆ เพื่อคนไข้ เชื่อว่านักศึกษาจะเห็นคนไข้ในอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะเห็นโจทย์บางอย่าง จะทำให้ได้แพทย์อีกแบบหนึ่งทันทีที่จบ

โจทย์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงผลิตแพทย์ 1 คนแล้วดูคนไข้ด้วยศาสตร์ความรู้ทางการแพทย์อย่างเดียว แต่ต้องสามารถเติมเต็มด้วยศาสตร์อื่นร่วมด้วย ทั้งนี้ รูปแบบเดิม การผลิตแพทย์เป็นรูปตัวไอ คือ รู้ลึกลงไปเรื่อยๆ เป็นแพทย์เฉพาะทาง ต่อมาเป็นรูปตัวที คือ รู้ลึกแต่ต้องรู้กว้างด้วย เพราะการเจ็บไข้ได้ป่วยจะสัมพันธ์กับมิติทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันต้องเป็นรูปตัวพาย คือมีความรู้ในแนวนอน และมีแนวตั้งที่มีขาลงมามากกว่า 1 ขา เช่น แพทย์อาจจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับวิศวกรรม ที่เกี่ยวข้องกับการช่วยคนไข้

อาทิ คนไข้เดินไม่ได้ แม้รับประทานยาแล้วก็ยังเดินไม่ได้ แต่อาจจะมีเทคโนโลยีบางอย่างช่วยให้คนไข้เดินได้ หากแพทย์เข้าใจสิ่งเหล่านี้ เชื่อว่าแพทย์จะดูแลคนไข้ได้ดีขึ้น การนำเทคโนโลยีเอไอ หรือการรู้บริบทนิสัยคนไข้แล้วนำมาปรับให้เหมาะสมกับคนไข้ การนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ (Data Science) รวมทั้งระบบการดูแลสุขภาพ เข้ามาช่วย เป็นต้น

“สิ่งเหล่านี้คณะแพทยศาสตร์ต่างๆ เริ่มบรรจุเข้าไปในหลักสูตรช่วงที่เรียกว่า อิเล็กทริกพีเรียด (Electric Period) ขณะที่บางหลักสูตรเริ่มจัดเป็นโปรแกรมร่วม เช่น เรียนแพทย์แล้วขยายเวลาเรียนอีก 1 ปี แต่นักศึกษาจะได้รับ 2 ปริญญา เพราะต้องการให้รู้ลึกในอีก 1 ปริญญาด้วย และเชื่อว่า 2 ปริญญาที่มารวมกัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือคุณภาพชีวิตของคนไข้ที่จะดีขึ้น” ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว

     0 แพทย์นักวิจัย 0
เมื่อปีการศึกษา 2561 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดหลักสูตรแพทยศาสตร์ มิติใหม่ผลิตแพทย์แห่งศตวรรษที่ 21 โดยจับมือกับ รพ.สิรินธร สำนักการแพทย์ กทม. มุ่งเน้นสร้างแพทย์ที่เก่งรักษาควบคู่ทักษะสร้างนวัตกรรมสมัยใหม่

ศ.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)  กล่าวว่า ลักษณะสำคัญที่ต่างจากหลักสูตรแพทยศาสตร์ในสถาบันอื่น คือ การทำวิทยานิพนธ์ เพื่อให้นักศึกษาแพทย์มีความสามารถด้านการวิจัย อันเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และบัณฑิตแพทย์ยุคใหม่ต้องมีทักษะและความเชี่ยวชาญที่รอบด้าน ไม่เฉพาะความเป็นเลิศด้านการตรวจวินิจฉัยรักษาผู้ป่วย แต่ยังต้องมีความสามารถในการใช้หรือพัฒนาเครื่องมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา และลดการนำเข้าเทคโนโลยีด้านการแพทย์จากต่างประเทศด้วย

ทั้งนี้ หลักสูตรแพทยศาสตร์ สจล. พัฒนาขึ้นโดยใช้กรอบความคิดของการเปลี่ยนแปลงการศึกษาในศตวรรษที่ 21 กำหนดวัตถุประสงค์สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1.บัณฑิตต้องมีความรู้ความสามารถสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม (medical professional competencies) ตามมาตรฐานของประเทศไทยและสากล 2.บัณฑิตมีทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21 คือ ทักษะด้านสังคมและการดำเนินชีวิต (life and career skills) ทักษะในการเรียนรู้และนวัตกรรม (learning and innovation skills) และทักษะในการจัดการข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี (information, media and technology skills)

3.บัณฑิตต้องเป็นนักวิจัยที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และสร้างผลงานวิจัยทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ 4.บัณฑิตต้องมีความเป็นสากลและตระหนักในการเป็นพลเมืองของโลก ควบคู่ไปกับกลยุทธ์การจัดการเรียนการสอนแบบเน้นผลงานและการปฏิบัติ (outcome and task-based learning) การจัดให้มีประสบการณ์ทางคลินิกตั้งแต่ในระยะแรกและตลอดหลักสูตร โดยความร่วมมือกับโรงพยาบาลสิรินธร และโรงพยาบาลในเครือข่ายของสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร การเรียนรู้ด้วยตนเองและเรียนรู้จากโครงการวิจัย และการสร้างสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นสากล ตามมาตรฐานสากลสำหรับแพทยศาสตรศึกษา (World Federation for Medical Education: WFME)

การเรียนตลอดหลักสูตร นักศึกษาจะได้เรียนทั้งสิ้น 247 หน่วยกิต จัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษและดำเนินการแบบหลักสูตรนานาชาติ คือมีอาจารย์และนักศึกษาส่วนหนึ่งเป็นชาวต่างชาติ ระยะเวลาศึกษา 6 ปี หรือ 12 ภาคการศึกษาในระบบทวิภาค แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้ 1.ระยะการศึกษาทั่วไป 2.ระยะการศึกษาวิทยาศาสตร์การแพทย์ 3.ระยะการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ 4.ระยะการฝึกปฏิบัติงานทางคลินิก สำหรับชั้นพรีคลินิกจัดให้มีคณาจารย์จากทั้งคณะแพทยศาสตร์ สจล. และจากโรงพยาบาลสิรินธร นอกจากนี้ยังมีบุคลากรสาขาวิชาอื่นๆ จากสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ การบริหารและการจัดการ ส่วนในชั้นคลินิกจะมีการเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลสิรินธร

ครูโอ๊ะ ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/407878?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ครูโอ๊ะ ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์

31 ธันวาคม 2562 – 17:09 น.
ครูโอ๊ะ,กลุ่มชาติพันธุ์,การจัดการศึกษา,แม่ฮ่อนสอน
เปิดอ่าน 23 ครั้ง

ครูโอ๊ะ “กนกวรรณ วิลาวัลย์” รมช.ศึกษาฯ ลุยตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงคอยาว พร้อมมอบของขวัญปีใหม่ที่ แม่ฮ่องสอน

กลุ่มชาติพันธุ์กลายเป็นประเด็นในสังคมอีกครั้ง เมื่อสมาชิกพรรคอนาคตใหม่หยิบยกเรื่องนี้มาขับเคลื่อน เปิดทางต่อสู้เรียกร้องสิทธิ์ในทุกมิติแม้ไม่ได้เป็นรัฐบาล งานนี้ฝากฝั่งรัฐบาล เรียงหน้าออกมาตอบโต้ทันที

อ่านข่าว : ‘ช่อ’พรรณิการ์ ลั่นผลักดันการให้สัญชาติกลุ่มชาติพันธ์ุ

ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) พร้อมด้วย ดร.กมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ. ดร.พะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ. นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการ กศน.

ได้ลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงคอยาว ณ ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านห้วยปูแกง สังกัดกศน.อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมนำของขวัญปีใหม่ไปมอบให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ด้วยตนเอง

ครูโอ๊ะ ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์

หลักสูตรสังคม อินเทรนด์ บูรณาการข้ามศาสตร์ เรียนรู้นวัตกรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/407748?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

หลักสูตรสังคม อินเทรนด์ บูรณาการข้ามศาสตร์ เรียนรู้นวัตกรรม

31 ธันวาคม 2562 – 11:30 น.
หลักสูตร,การศึกษา
เปิดอ่าน 42 ครั้ง

หลักสูตรสังคม อินเทรนด์ บูรณาการข้ามศาสตร์ เรียนรู้นวัตกรรม โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร -qualitylife4444@gmail.com –

การศึกษาไทยในตลอดระยะเวลาหลายสิบปี เห็นได้ชัดเจนว่ามุ่งพัฒนากำลังคนเข้าสู่ตลาดแรงงานสายวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเป็นหลัก เพราะด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ประเทศเข้มแข็งและแข่งขันกับนานาประเทศได้ ส่งผลให้มหาวิทยาลัยไทย ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการผลิตกำลังสายต่างๆ ของประเทศได้มีการพัฒนาหลักสูตร การเรียนการสอนให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น

ทว่าต่อให้มีหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก่อเกิดตามการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีมากขนาดไหน หลักสูตรด้านสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมศาสตร์ อักษรศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ฯลฯ หลักสูตรเหล่านี้ยังคงเปิดการเรียนการสอน แถมยังมีเด็กให้ความสนใจเข้าศึกษาต่อจำนวนมาก

ผศ.ชัยชาญ ถาวรเวช

ผศ.ชัยชาญ ถาวรเวช อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) กล่าวว่า การเรียนการสอนในอดีตจะเป็นไปตามเอกวิชาของตนเอง เช่น หลักสูตรประณีตศิลป์ จิตรกรรม ศิลปกรรมภาพพิมพ์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ มัณฑนศิลป์ โบราณคดี อักษรศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ รวมถึงคณะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วยความหลากหลาย ม.ศิลปากรได้เปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นบูรณาการข้ามศาสตร์ระหว่างหลักสูตรด้านศิลป์ สังคม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มีความเป็นดิจิทัลอาร์ต เรียนทั้งด้านศิลปะ เทคโนโลยี การออกแบบ และวิทยาศาสตร์ร่วมด้วย จนเป็นอัตลักษณ์ของ ม.ศิลปากร

ปัจจุบันยุคดิสรัปชั่น มีการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี การใช้ชีวิตของผู้คน ขณะเดียวกันเด็กก็เกิดน้อยลง โครงสร้างสังคม เมืองเปลี่ยนไป อธิการบดีมศก. กล่าวต่อว่า มหาวิทยาลัยได้พยายามปรับเปลี่ยนการเรียนการสอน โดยมีการวิเคราะห์ว่าอนาคตสังคมต้องการคนแบบไหน โดยเฉพาะในศตวรรษที่ 21 คนที่อยู่รอด ต้องสามารถคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ ทำงานเป็นทีม อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ และใช้เทคโนโลยีเป็น


ดังนั้น บัณฑิตทุกคณะของมหาวิทยาลัยต้องคิดเป็น และทำงานได้ตั้งแต่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย การเรียนการสอนข้ามศาสตร์ ทำให้นักศึกษาจบออกไปสามารถทำงานได้ทันที เพราะฝึกให้เรียนรู้ทั้งทฤษฎีและฝึกปฏิบัติ เช่น เด็กจบปริญญาตรีสถาปัตยกรรมศาสตร์ก็สามารถมาเรียนเพิ่มเติมในรายวิชาที่ตนเองต้องการ อย่าง สาขาด้านการท่องเที่ยว เพื่อจัดการท่องเที่ยวด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ได้ เป็นต้น

“มหาวิทยาลัยไม่เคยประสบปัญหาเรื่องไม่มีเด็กมาเรียนหลักสูตรด้านศิลป์ สังคม มนุษยศาสตร์ อักษรศาสตร์ เพราะเด็กรุ่นใหม่ที่เข้ามาเรียนศิลปะ เขามีเป้าหมายชัดเจน มีอาชีพที่ตนเองต้องการทำ อีกทั้งหลักสูตรการเรียนการสอนนอกจากสอนแบบบูรณาการข้ามศาสตร์แล้ว เด็กสายสังคมต้องมีทักษะด้านดิจิทัล ใช้เทคโนโลยี และมีทักษะภาษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน หรือภาษาที่เขาต้องนำไปใช้ประกอบอาชีพ ซึ่งเด็กรู้ว่าผลงานของเขาสามารถขายระดับนาชาติได้ และนักศึกษารู้จักการปรับตัวเขากับสถานการณ์ร่วมด้วย ให้ปรับตัวกับสถานการณ์ ฉะนั้น หลักสูตรเหล่านี้มีการพัฒนา และเด็กไม่ได้เรียนเพียงศาสตร์เดียว เขาสามารถทำงานได้หลากหลาย” ผศ.ชัยชาญกล่าว

“ม.ศิลปากร” มีแผนในการจัดทำรายวิชาหลากหลาย เพื่อให้นักศึกษาได้เลือกเรียนตามความต้องการของตนเอง โดยอนาคตจะมีทั้งหลักสูตรเฉพาะเอกหรือศาสตร์เดิมเพียวๆ และมีหลักสูตรที่นักศึกษาสามารถเลือกรายวิชา เลือกเรียนในสิ่งที่ตนเองต้องการ เป็นธนาคารหน่วยกิตให้นักศึกษาได้สะสม ซึ่งเหมาะกับลักษณะของคนรุ่นใหม่ต้องเรียนหลายศาสตร์ร่วมกัน หลักสูตรต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

ขณะที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) อีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่เปิดการเรียนการสอนสายสังคมที่มีนิสิตเข้าเรียนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น หลักสูตรสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ อักษรศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ หลักสูตรภูมิศาสตร์ หลักสูตรประวัติศาสตร์ เป็นต้น

รศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนกุ

 รศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดี มศว กล่าวว่าคณะด้านสังคมของมหาวิทยาลัยเป็นคณะที่มีความเก่าแก่ และมีหลายคณะ ซึ่งการเรียนการสอนจะเป็นการเรียนทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ เพราะบริบทการเป็นคณะด้านสังคมต้องรองรับสังคม มหาวิทยาลัยมุ่งพัฒนานิสิตให้มีจิตอาสาตามหลักของมหาวิทยาลัยรับใช้สังคม ที่ผ่านมาถึงจะมีเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี แต่มหาวิทยาลัยไม่เคยมีปัญหาเรื่องไม่มีเด็กมาเรียนคณะด้านสังคม หรือมีปัญหาจากเด็กเกิดน้อยลง ทุกคณะยังคงได้รับความสนใจจากผู้เรียนตลอดหลายสิบปี

“มหาวิทยาลัยตั้งมา 70 ปี มีการปรับเปลี่ยนหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาประเทศ ดังนั้น หลักสูตรสายสังคม ได้มีการปรับตัวก่อนที่เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตของผู้คนอย่างเช่นตอนนี้ โดยทุกหลักสูตรมีการนำเรื่องดิจิทัลเข้ามามากขึ้น และร่วมกับภาคเอกชนในการจัดทำหลักสูตร เช่น กำหนดให้นิสิตเรียน 30 หน่วยกิต เรียนผสมผสานระหว่างศิลป์และวิทย์ มีการสอนความเป็นผู้ประกอบการ มีการเพิ่มทักษะการใช้ดิจิทัล และทักษะภาษา เป็นต้น

นอกจากนั้น มีการเปิดหลักสูตรใหม่ๆ ตรงกับความต้องการของผู้เรียน อาทิ คณะนวัตกรรมการสื่อสารสังคม นำเรื่องดิจิทัล นิเทศศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ มารวมกัน หรือวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เรียนการเป็นผู้ประกอบการการทำจิวเวลรี่ ฯลฯ

“คนมักคิดว่าเด็กเรียนด้านสายสังคม ไม่ต้องเรียนรู้นวัตกรรม ไม่ต้องเรียนปัญญาประดิษฐ์(AI) ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะเด็กในยุคนี้และการใช้ชีวิตของเขาในอนาคต โดยเฉพาะการทำงานล้วนต้องอยู่กับ AI อยู่กับนวัตกรรมดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงสอนให้นิสิตสายสังคมได้เรียนรู้นวัตกรรม AI การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะภาษาอังกฤษ คิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์ นิสิตเรียนสายสังคม จบออกไปไม่ตกงานอย่างแน่นอน เพราะเขามีทักษะศตวรรษที่ 21 และสามารถทำงานได้หลากหลาย” อธิการบดี มศว กล่าว

ทรานฟอร์ม การศึกษาไทย ปี63 จัดทำข้อมูล ใช้เทคโนโลยีอัพคุณภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/407483?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ทรานฟอร์ม การศึกษาไทย ปี63 จัดทำข้อมูล ใช้เทคโนโลยีอัพคุณภาพ

30 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ทรานฟอร์ม การศึกษาไทย ปี63,เทคโนโลยี,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ
เปิดอ่าน 74 ครั้ง

ทรานฟอร์ม การศึกษาไทย ปี 63 จัดทำข้อมูล ใช้เทคโนโลยีอัพคุณภาพ โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประกาศเรื่องนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ พ.ศ.2563 อย่างชัดเจน ว่าต่อจากนี้การบริหารจัดการศึกษาจะเน้นให้มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติโดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วน เรื่องการเตรียมคนสู่ศตวรรษที่ 21

ไม่ว่าจะเป็นระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา จะมีการสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้และใช้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอนเพื่อฝึกทักษะคิดแบบมีเหตุผล เป็นขั้นตอน ออกแบบกิจกรรม การเรียนรู้แอ็กทีฟเลิร์นนิ่ง เรียนจากประสบการณ์จริง และเด็กต้องมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและภาษาต่างประเทศ รวมถึงเชื่อมโยงสู่การสร้างอาชีพ

ปีที่ผ่านมาจนถึงปี 2563 ศธ.จะนำงบประมาณที่ได้รับจัดสรรไปขับเคลื่อนการปฏิบัติ อาทิ การจัดทำฐานข้อมูลของ ศธ.ให้ครบถ้วน ถูกต้อง ทันสมัย แก้ปัญหาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กให้มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงให้เกิดความคล่องตัว โดยจะรัดเข็มขัดงบประมาณ ศธ. ใน 4 เรื่องที่สำคัญ คือ งด การศึกษาดูงานต่างประเทศ 1 ปี ลด การจัดประชุมสัมมนาที่ใหญ่โต เพราะสามารถทดแทนได้ด้วยเทคโนโลยี ยกเลิก การจัดงานที่มีค่าใช้จ่ายสูงหรืองานลักษณะอีเวนท์

นอกจากนั้น ศธ.จะลงทุนด้านดิจิทัล ในเดือนพฤษภาคมปี 2563 โรงเรียน 95% ต้องมีอินเทอร์เน็ตใช้ พัฒนาครูให้สามารถสอนเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ รวมถึงครูต้องมีทักษะภาษาอังกฤษ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และมีความรู้ในวิชาที่ตนเองสอน เพราะเมื่อครูเก่ง เด็กก็จะมีความสามารถเพื่อเข้าสู่ระดับที่สูงขึ้น เป็นวงจรแห่งการเรียนรู้ ตอบโจทย์โอกาสของประเทศไทย

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่าปี 2563 นี้ จะได้เห็นการนำเทคโนโลยีมาเชื่อมโยงเข้ากับการเรียนการสอนของโรงเรียน และส่วนกลางของศธ.ในลักษณะของเรียลไทม์มากขึ้น พร้อมจะมีการจัดทำข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อสะดวกต่อการตัดสินใจรวมถึงการส่งรายงาน การของบประมาณ การอัพเดตสถานการณ์ การประเมินต่างๆ ทั้งในส่วนของครู ผู้อำนวยการโรงเรียนและสถานศึกษา ผู้บริหารในเขตพื้นที่ และผู้บริหาร ศธ. เป็นการประเมินจากรอบด้าน ได้รู้ว่าจุดอ่อน สถานะของแต่ละคนอยู่ตรงไหน อยากให้มองการนำเทคโนโลยี การจัดทำข้อมูลไปในทางบวก ไม่ใช่การจับผิด เพราะยุคนี้สมัยนี้ต้องมีการข้อมูล ระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เพื่อนำข้อมูลในระบบมาประกอบการตัดสินใจ แก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

“ปัญหาทุกอย่างถ้าเอาความเป็นจริงมาพูดก็จะแก้ได้ แต่ถ้าปิดบังข้อมูลก็จะไม่ได้รับการแก้ไข หรือแก้ไขในผิดทาง ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านของกระทรวงศึกษาธิการต้องมีการนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น ทั้งในด้านการจัดการข้อมูล การอบรม สัมมนาพัฒนาครู การจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน การปรับหลักสูตร เทคโนโลยีเป็นกลไกการขับเคลื่อน” รมว.ศธ.กล่าว

ทั้งนี้ รมว.ศธ.ยังเชื่อมั่นว่าการเรียนการสอนต้องใช้ความสามารถของครู ซึ่งมั่นใจในจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูของครูส่วนใหญ่ในองค์กร ศธ. รวมถึงคนที่จะเข้ามาเป็นครู ทุกคนอยากเป็นตัวอย่างที่ดี อยากเป็นคนที่ให้ความรู้แก่เด็ก แต่ศธ.ต้องจัดทำข้อมูล เสริมอุปกรณ์อาวุธทางปัญญาที่ทันสมัย ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า การจัดการเทคโนโลยีต้องรอ ศธ.จัดการให้ส่วนหนึ่ง เนื่องจากระบบเทคโนโลยียังไม่เอื้ออำนวยให้ครูทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่ง ศธ.จะพยายามในการใช้เทคโนโลยีมาทำเรื่องดีๆ และสร้างความคุ้นเคยให้แก่ครู เพราะครูขาดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าจะใช้ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดได้อย่างไร เช่น DLTV หรือการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมเป็นเรื่องที่ดี ทำให้นักเรียนได้มีโอกาสสัมผัสครูที่เก่งแต่ด้วยทักษะพื้นฐานของเด็กไม่เท่ากัน ต้องใช้ครูที่เป็นตัวตนพยุงเด็ก

ดังนั้นถ้ามี DLTV ที่เปิด หยุด และตอบคำถามเมื่อใดก็ได้ จะช่วยให้การเรียนการสอนได้รับความเข้มข้นมากขึ้น มีความชัดเจน หรือในระหว่างการสอนมีเทคโนโลยีที่จับความรู้สึก ความเข้าใจของเด็กได้ว่าเขาเข้าใจจริงหรือไม่จริง ถ้ามีเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้จะทำให้เด็กได้เรียนรู้ไม่หลุดไปจากการเรียนการสอนและช่วยเด็กได้ทุกคน

“ถ้าทำให้การศึกษาเท่าเทียมกันต้องทำให้หลักสูตรพื้นฐานเอื้อต่อเด็กที่มีความสามารถในการรับรู้ระดับกลางไปจนน้อย ส่วนเด็กที่เก่งก็ต่อยอดให้ดีขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเอาเทคโนโลยีมาคัดกรองหรือแบ่งแยกเด็ก แต่ในการสอนครูต้องเป็นคนเข้าใจเด็กว่าเด็กแต่ละคนอยู่ในสถานภาพอย่างไร มีความสามารถในการรับรู้อย่างไรและค่อยเติมแต่งเข้าไป” นายณัฏฐพล กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาได้จริง นอกจากเรื่องการนำเทคโนโลยีมาใช้แล้ว ต้องให้อิสระครูจัดการห้องเรียนของตนเอง จัดการเรียนรู้ ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนให้ครูมีเวลาอยู่กับเด็กมากขึ้น มีโอกาสพัฒนาตนเอง เข้าใจหลักสูตรที่ตนเองต้องสอน ซึ่งตอนนี้ครูอาจจะยังไม่มีเวลามากพอ ดังนั้นได้ปลดล็อกให้ครู ผู้อำนวยการโรงเรียนมีความสามารถในการกำหนดทิศทางตามบริบทของตนเอง เข้าใจนโยบายของศธ. โดยศธ.พร้อมสนับสนุน เปิดให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลมากขึ้น แต่การเป็นนิติบุคคลต้องไม่ล่วงละเมิดสิทธิที่ได้รับ ไม่ไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม

“บทบาทหน้าที่ของผู้บริหาร ศธ.ทุกคนต้องเข้าใจลึกซึ้งในปัญหาของหน่วยงานที่ตนเองรับผิดชอบและมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพให้เด็กปัจจุบันเป็นอย่างไร ในปีหน้า ศธ.จะทำให้โรงเรียน 95% มีอินเทอร์เน็ตใช้ โดยการเรียนการสอน ครูประกบกับเทคโนโลยี อย่าง DLTV ให้มีคุณภาพเต็มที่แก่เด็ก ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการข้อมูล จัดระบบการอบรมครูภายใต้การบริหารจัดการงบประมาณที่มีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ของเด็ก หลักสูตรยังคงต้องให้เด็กได้อ่านหนังสือ ท่องจำส่วนหนึ่งแต่ต้องเรียนรู้จากการเป็นปฏิบัติ การศึกษาค้นคว้าจากของจริงเป็นหลัก อนาคตอาจจะมีการลดเวลาเรียนเฉลี่ย 55 ชั่วโมงต่ออาทิตย์เหลือ 45 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ และเวลาที่เหลือให้เด็กได้ไปทำอย่างอื่น ไปเล่นกีฬา ดนตรี ศิลปะ หรือทำเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ เพราะการเรียนรู้ต้องทำให้เด็กมีทักษะศตวรรษที่ 21 และมีความสุข ทักษะชีวิตด้วย” รมว.ศธ. กล่าว

ผู้หญิงเฮ งานวิจัยมก.สู่สารยับยั้งมะเร็งปากมดลูก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/407310?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ผู้หญิงเฮ งานวิจัยมก.สู่สารยับยั้งมะเร็งปากมดลูก

28 ธันวาคม 2562 – 12:25 น.
รองศาสตราจารย์ ดร วีรชัย พุทธวงศ์,ผู้หญิงเฮ,สารยับยั้งมะเร็งปากมดลูก,ปปส,มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เปิดอ่าน 20 ครั้ง

“อ.อ๊อด”มก. เผยผลทดสอบการต้านเซลล์มะเร็งปากมดลูก ของสารสกัดกัญชาจากของกลาง ป.ป.ส. มะเร็งหนาว เมื่อสารยับยั้งสามารถฆ่าเชลล์มะเร็งปากมดลูกชงัก!!

ข่าวดีต้อนรับเปิดศักราชใหม่ 2563  เมื่อเร็วๆ นี้   ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า ห้องปฏิบัติการวิจัยกัญชาเพื่อการแพทย์ แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ซึ่งมีใบอนุญาตการผลิตสารสกัดจากกัญชา และใบอนุญาตครอบครองกัญชาจากกัญชาของกลาง ของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส. )

อ่านข่าว :  รู้ทัน ป้องกัน ‘มะเร็งปากมดลูก’

โดยหัวหน้าห้องปฏิบัติการ รองศาสตราจารย์ ดร. วีรชัย พุทธวงศ์ ได้เปิดเผยผลการวิจัยล่าสุดว่า  พบสารสกัดหยาบจากกัญชา ที่สกัดด้วยเทคนิคคาร์บอนไดออกไซด์เหลว มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งปากมดลูกได้ดีมาก

ผลทดสอบการต้านเซลล์มะเร็งปากมดลูก (HeLa)


รศ.ดร.วีรชัย  อธิบายต่อว่า ผลการทดสอบฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งปากมดลูก (HeLa, cervix carcinoma cell) ดังกล่าว มีสารสกัดที่ทำให้บริสุทธิ์ 99.9 % หลายตัวที่ออกฤทธิ์ โดยงานวิจัยได้ใช้วิธี MTT [3-(3,5-dimethylthiazol-2,5-diphenyltetrazolium bromide)] assay พบว่าสารสกัดกัญชาจากเทคนิคการสกัด

รศ.ดร. วีรชัย พุทธวงศ์

ม.รามฯดีเดย์1ม.ค.63งดใช้ถุงพลาสติก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/407204?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ม.รามฯดีเดย์1ม.ค.63งดใช้ถุงพลาสติก

27 ธันวาคม 2562 – 19:35 น.
ผศวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์,ลดใช้พลาสติก,ดีเดย์ 1 มค 2563,‎มหาวิทยาลัยรามคำแหง
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

ม.รามคำแหง รณรงค์ “รวมพลังชาวรามฯ งดใช้ งดให้ งดรับถุงพลาสติก”เดินหน้าลดขยะ ดีเดย์1ม.ค.2563 พร้อมชวนใช้ถุงผ้าแทน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์   ลาภเจริญทรัพย์  อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นประธานเปิดกิจกรรมรณรงค์ “รวมพลังชาวรามฯ งดใช้ งดให้ งดรับถุงพลาสติก” โดยมี คณะผู้บริหาร บุคลากร นักศึกษา และผู้ประกอบการร้านค้า ร่วมกิจกรรม

 อ่านข่าว : ถึงเวลากำจัดพลาสติก ชุบชีวิตทะเลไทย

ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์  อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ( ม.ร. ) กล่าวว่ามหาวิทยาลัยได้ดำเนินการรณรงค์ “ชาวรามฯ รักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมใจลดใช้พลาสติกและโฟม” โดยขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการร้านค้าใน ม.ร.และประชากรชาวรามคำแหง งดใช้ถุงพลาสติกทุกวันศุกร์ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2562 เป็นต้นมา ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างดียิ่ง ดังนั้น เพื่อขับเคลื่อนการลดปริมาณขยะจากพลาสติกภายในมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

รวมทั้งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนเลิกใช้ถุงพลาสติกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไปจึงจัดกิจกรรมรณรงค์“รวมพลังชาวรามฯ งดใช้ งดให้ งดรับถุงพลาสติก”ขอความร่วมมือผู้ประกอบการร้านค้าภายใน ม.ร. และชาวรามคำแหง งดให้ งดรับถุงพลาสติกหูหิ้วทุกวัน ตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป และขอความร่วมมือบุคลากร นักศึกษาใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกหรือนำภาชนะส่วนตัวมาใช้ซื้ออาหารและเครื่องดื่ม

อธิการบดี ม.ร.กล่าวต่อไปว่า จากรายงานของGREENPEACEองค์กรรณรงค์อิสระระดับโลกระบุว่า ทั่วโลกผลิตขยะพลาสติกประมาณ6,300ล้านตัน และประเทศไทยอยู่ในอันดับ6ที่มีการทิ้งขยะพลาสติกมากที่สุดของโลก และเป็นอันดับ3ที่นำเข้าขยะพลาสติกมากที่สุดของอาเซียน

โดยแต่ละปีคนไทยทั้งประเทศทิ้งขยะรวมกันกว่า27ล้านตัน ซึ่งเป็นขยะพลาสติกและโฟมมากถึง2.7ล้านตัน หรือเฉลี่ย7,000ตันต่อวัน แบ่งเป็นขยะพลาสติกร้อยละ80หรือประมาณ5,300ตันต่อวัน หรือ2ล้านตันต่อปีส่วนที่เหลือเป็นขยะโฟมประมาณ700,000ตัน และในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีการใช้ถุงพลาสติกเฉลี่ยคนละ8ใบต่อวัน ทำให้มีขยะพลาสติกมากถึง80ล้านใบต่อวัน

“มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในการร่วมลดการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว และพร้อมขับเคลื่อนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดปัญหาขยะพลาสติกและนำไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ปราศจากมลพิษ ขอเชิญชวนบุคลากรและนักศึกษานำถุงผ้าและภาชนะส่วนตัวมาใช้ในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น โดยระยะแรกอาจไม่สะดวกนัก แต่หากทำเป็นประจำก็จะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ เพราะทุกสิ่งที่ดีเริ่มต้นที่ตัวเรา”

จากนั้นอธิการบดี ม.ร.นำผู้เข้าร่วมงานประกาศเจตนารมณ์งดใช้ถุงพลาสติกว่า“ข้าพเจ้าขอประกาศเจตนารมณ์ว่า จะร่วมกันพัฒนามหาวิทยาลัย ร่วมใจรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมงดรับ งดให้ งดใช้ถุงพลาสติก ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”ต่อด้วย อธิการบดีนำคณะผู้บริหาร นักศึกษา และผู้เข้าร่วมงาน เดินรณรงค์แจกถุงผ้าให้กับนักศึกษา ประชาชน และผู้ประกอบการร้านค้า จากห้องอ่านหนังสืออาคารเวียงผาไปยังโรงอาหารอาคารนพมาศด้วย

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2562 ณ บริเวณห้องอ่านหนังสืออาคารเวียงผา และโรงอาหารอาคารนพมาศ เพื่อรณรงค์และขอความร่วมมือจากประชากรทุกภาคส่วน ให้งดใช้ถุงพลาสติกและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ รวมทั้งแจกถุงผ้าแก่ผู้ร่วมกิจกรรรมด้วย