ลุยผลิต ครูสมรรถนะสูง พัฒนาผู้เรียน เชี่ยวเทคโนโลยี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/407125?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ลุยผลิต ครูสมรรถนะสูง พัฒนาผู้เรียน เชี่ยวเทคโนโลยี

27 ธันวาคม 2562 – 15:20 น.
ครูสมรรถนะสูง
เปิดอ่าน 75 ครั้ง

ลุยผลิต ครูสมรรถนะสูง พัฒนาผู้เรียน เชี่ยวเทคโนโลยี  ออกแบบห้องเรียน โดย… -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com 

ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนผ่านไปอย่างไร หากพูดถึงคุณภาพของระบบการศึกษา คุณภาพของเด็ก ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ครู” ยังคงตกเป็นเหยื่อ ถูกมองว่าครูไม่มีคุณภาพ เด็กจึงไม่มีคุณภาพ เพราะด้วยบทบาทหน้าที่ของครูในการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เด็ก

ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) สถาบันการผลิตครู เดินหน้ายกเครื่องระบบผลิตครูคุณภาพ โดยตั้งเป้าหมายหลักเพื่อต้องการครูคุณภาพ มีจิตวิญญาณความเป็นครู และรับประกันการมีงานทำ กลับไปทำงานในท้องถิ่นบ้านเกิด หรือในพื้นที่ห่างไกล พัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพผ่านโครงการต่างๆ อาทิ โครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่/มืออาชีพ โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น และโครงการเพชรในตม เป็นต้น

ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยที่ผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐาน และครูอาชีวศึกษา รวม 113 สถาบัน และในปีการศึกษา 2562 มีบัณฑิตครูที่สำเร็จการศึกษา 55,783 คน แบ่งเป็น หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต(ค.บ.) 5 ปี 47,173 คน และหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 8,610 คน นอกจากนั้นมีจำนวนบัณฑิตที่คุรุสภาออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้รวม 1,270,383 คน

ดิเรก พรสีมา

ดิเรก พรสีมา ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) กล่าวว่า ในปี 2562 มีหน่วยงานที่ใช้ครู หรือที่เป็นครูประจำการ ประมาณ 660,609 คน และมีครูเกษียณอายุราชการ 28,246 คน ซึ่งหากพิจารณาในแง่ปริมาณนั้น ต้องยอมรับว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดครู เพราะถ้าคิดสัดส่วนครูต่อนักเรียนของไทยจะอยู่ที่ 1:18 คน ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น 1:23 ประเทศสิงคโปร์ 1:25 เกาหลีใต้ 1:28 ดังนั้น สิ่งที่ขาดคือ คุณภาพของครู และคุณภาพการเรียนการสอน

“การผลิตครูไม่ใช่ให้ได้ปริมาณตรงตามที่ความต้องการ แต่ต้องเร่งพัฒนาคุณภาพ สถาบันการผลิตครูรุ่นใหม่ จึงต้องมุ่งสร้างความเป็นเลิศให้แก่ครู ครูต้องมีสมรรถนะสูงในการพัฒนาผู้เรียน สามารถสร้างผู้เรียนให้มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง เป็นนวัตกรและมีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพราะไม่ว่าอย่างไรการศึกษาไทยถ้าครูไม่เก่ง ก็จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพเด็กไม่ได้ และเปลี่ยนประเทศไม่ได้ ต้องปรับปรุงการผลิตครูให้มีคุณภาพสูงให้ได้โดยเร็วโดยความร่วมมือของสถาบันผลิตครูทั้งหมด” นายดิเรก กล่าว

ศธ.ต้องการครูรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถตรงกับวิชาที่สอน ก่อนเข้าสู่ระบบ ศธ.จะเทรนนิ่งครู เพื่อให้ได้ครูที่ตรงกับความต้องการที่จะมาผลิตผู้เรียน ขณะที่ อว.ได้ให้โจทย์กับมหาวิทยาลัยเตรียมครูในศตวรรษที่ 21 ต้องตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ เพราะครูเป็นกลไกสำคัญในการสร้างคน และจำนวนการผลิตและความต้องการ การแก้ปัญหาเรื่องนี้ต้องมองเชิงระบบ ซึ่งการผลิตครูในระบบปิดก็เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา

เรืองเดช วงศ์หล้า

เรืองเดช วงศ์หล้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย (มรภ.ทปอ.) กล่าวว่า ทปอ.มรภ.ได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์การผลิตครูที่ให้เป็นไปตามความต้องการของประเทศ และเน้นสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 โดยยึดการผลิตครูคุณภาพสูงอิงสมรรถนะ เพื่อให้นิสิตนักศึกษาครูมีทักษะศตวรรษที่ 21 ภายใต้หลัก 3 ประเด็น คือ 1.การผลิตครูตามราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการผลิตครูที่มีเจตคติที่ดีและถูกต้อง มีรากฐานทางครอบครัวพื้นฐาน มีอาชีพที่มั่นคง และเป็นพลเมืองที่ดี

2.ผลิตครูตามมาตรฐานวิชาชีพครูที่ครุสภากำหนด เป็นครูที่มีทั้งจรรยาบรรณ จิตวิญญาณความเป็นครู เก่งด้านวิชาการ ด้านการสอน และสามารถทำงานกับชุมชนได้ และ 3.มีคุณลักษณะ มีความรู้และทักษะศตวรรษ 21 อาทิ ทักษะด้านภาษาอังกฤษ STAM ศึกษา Coding และสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในทางปฏิบัติได้

“ครูยุคใหม่ต้องเท่าทันและใช้เทคโนโลยีในการผลิตสื่อการเรียนการสอนได้ ต้องเข้าใจวิทยาการคำนวณ จัดกิจกรรมออกแบบห้องเรียนให้เหมาะสมกับบริบทของเด็ก ให้เด็กได้รู้จักการคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ มีเหตุมีผล เพราะอนาคตเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอนมากขึ้นเรื่อยๆ หลักสูตรต้องปรับจัดการเรียนการสอนให้ครูมีทักษะศตวรรษที่ 21 ก่อน เมื่อครูจบออกไปจะได้สอนเด็กได้ และการเรียนการสอนครู ไม่ใช่เพียงจบแล้วครูสามารถประกอบอาชีพครูได้อย่างเดียว เนื่องจากสังคมเปลี่ยนไป เรียนวิชาชีพครูนอกจากมีจิตวิญญาณความเป็นครู สอนเด็กให้คิดเป็น ทำงานเป็นแล้ว ครูต้องมีอาวุธ มีองค์ความรู้อื่นๆ ที่จะนำไปสร้างอาชีพอื่นให้แก่ตัวเองได้ด้วย” เรืองเดช กล่าว

เรืองเดช กล่าวทิ้งท้ายว่า การผลิตครูที่ผ่านมาเป็นต่างคนต่างผลิต จนทำให้จำนวนบัณฑิตที่ออกมาเกิน แต่หลังจากนี้สถาบันฝ่ายผลิตที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ใช่แค่ มรภ.ต้องมาคุยกันให้ชัดเจนว่า มหาวิทยาลัยใดจะผลิตสาขาไหน จำนวนเท่าไร รวมถึงต้องดูการมีงานทำ สำหรับผู้ที่ไม่สามารถสอบบรรจุเป็นครูได้ ต้องส่งเสริมให้มีความรู้และความสามารถที่จะไปประกอบวิชาชีพอื่นได้ด้วย โดยมีวิชาครูเป็นพื้นฐาน ซึ่งปี 2563 คาดว่าจำนวนการผลิตจะลดลง และมีจะมีความชัดเจนภายใน 2 ปี มีการแก้ปัญหาที่เป็นระบบมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ครู 1 คน สามารถไปสั่งสอนลูกศิษย์ได้อีกเป็น 1,000 คน  “การพัฒนาระบบการศึกษา” ส่วนหนึ่งต้องเริ่มจากการ “พัฒนาครูคุณภาพ” ซึ่งคำว่าคุณภาพในที่นี้ไม่ใช่เพียงสอนได้ แต่ต้องสอนให้เด็กเข้าใจ เรียนรู้ไปพร้อมกับเด็ก  รู้จักนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ให้เกิดองค์ความรู้ กิจกรรมในห้องเรียน อันนำไปสู่การเรียนรู้ของเด็กตามบริบทของแต่ละคน และสอดคล้องกับทักษะศตวรรษที่ 21 โลกในอนาคต

ปิดฉาก แข่งขันศิลปหัตถกรรม กับเสียงสะท้อนต้องเรียนรู้ร่วมกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/407126?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ปิดฉาก แข่งขันศิลปหัตถกรรม กับเสียงสะท้อนต้องเรียนรู้ร่วมกัน

27 ธันวาคม 2562 – 13:21 น.
แข่งขันศิลปหัตกรรม,การศึกษา,เยาวชน
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

ปิดฉาก แข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับชาติ ทุกฝ่ายต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน  เสียงสะท้อนจากเวที

27 ธันวาคม 2562 ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์และบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการจัดงานอย่างแท้จริง สำหรับการจัดการแข่งขัน ศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับชาติ ครั้งที่ 69 ประจำปีการศึกษา 2562 ของภูมิภาค ภาคกลางและภาคตะวันออก  ภายใต้แนวคิด  “ศิลปหัตถกรรมล้ำค่า ภูมิปัญญาล้ำสมัย เทคโนโลยีก้าวไกล นำชาติไทยสู่สากล”   

โดยมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการเขต 1 เป็นหัวเรือใหญ่ดำเนินการจัดการแข่งขัน ซึ่งมี  60 เขตพื้นที่การศึกษา และ 26 ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด จาก 26 จังหวัด  ในภาคกลางและภาคตะวันออก ที่เข้าร่วมแข่งขันกันอย่างคึกคัก และเพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้เรียนมากที่สุด  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการเขต 1 ในฐานะหน่วยงานหลักในการประสานงาน ก็ได้  รวบรวมเสียงสะท้อนจากผู้เกี่ยวข้องในการจัดงาน เพื่อนำข้อมูลมาพิจารณาปรับปรุงการจัดกิจกรรมในปีต่อไปให้ดียิ่งขึ้น

เริ่มจาก ดร. รุ่งสุรีย์ สิงหราช ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดใหญ่ ซึ่งรับผิดชอบ ศูนย์การแข่งขันกิจกรรมในกลุ่มการงานอาชีพ งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระบุว่า “ในยุค 4.0 นี้ เด็กๆ สามารถออกแบบมาให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในโครงงานอาชีพ อาทิเช่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ การแกะสลัก ทำอาหารคาวหวาน นักเรียนได้ใช้ความรู้ความสามารถที่เรียนมาในการแข่งขัน ทั้งหมดจะเป็นเรื่องของการงานอาชีพทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เด็กมีผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเอง ได้สร้างมูลค่าจากสิ่งของเหลือใช้ให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ และสามารถทำเป็นอาชีพในสังคม โดยต่อยอดจากกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ เพื่อฝึกฝนทักษะที่ตนเองสนใจในชั่วโมงสุดท้ายของการเรียนการสอน”

สอดคล้องกับ นางรัชดาวัลย์ ศรีสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดแค สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการเขต สะท้อนภาพพัฒนาการของการจัดการแข่งขันที่ผ่านมาในแต่ละยุค “เป็นเวทีแห่งชาติ ที่เด็กๆ จะได้เห็นผลงานของเพื่อนต่างโรงเรียน เห็นการทำงานของทีมอื่น ๆ แต่ละทีมได้เรียนรู้ว่าทำไมงานชิ้นนั้นถึงได้รางวัล  เน้น Active Learning เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ เป็นการฝึกทักษะไปในการเรียนรู้ของเขา การทำงานแบบนี้มาจากใจรัก มาจากทักษะ และจิตวิญญาณ สามารถนำไปต่อยอดในอาชีพอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการโรงแรม ด้านอาหาร การท่องเที่ยวต่างๆ หรือแม้กระทั่งธุรกิจส่วนตัวเน้นเรื่องความเป็นไทยมาก”

นายสุนทร สุวงศ์ชัย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองกระทิง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กรรมการตัดสินการ์ตูนเรื่องสั้น (Comic Strip) กล่าวว่า “งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน เป็นกิจกรรมที่เสริมขึ้นมาตามความสนใจของนักเรียน จากอดีตโปรแกรมในการแข่งขันจะจำกัด แต่ปัจจุบันจะใช้โปรแกรมที่หลากหลายขึ้น พัฒนาขึ้น เด็กสนใจขวนขวายศึกษาเพิ่ม ซึ่งทำให้มีทักษะการสร้างสรรค์ลายเส้นที่สวยงามขึ้น จากฝีมือและผลงานของเขา เรามองเห็นว่าเขามีอนาคต เพราะตลาดอาชีพด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิค ก็ยังต้องการคนอยู่มาก อย่างที่เราได้เห็นแล้วเด็กเราทำได้ ที่ต่างประเทศ ที่ฮอลลีวู้ดก็ยังมีคนไทยสิ่งเหล่านี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ได้”

ว่าที่ร้อยโท ชวลิต ชมพู ครูผู้ฝึกสอน โรงเรียนเด็กพิเศษของมูลนิธิคุณพ่อเรย์ จังหวัดชลบุรี ให้ทัศนะว่า “การที่จะผลักดันให้เด็กพิเศษ มีความรู้ความสามารถเท่ากับเด็กปกติทั่วไป การฝึกซ้อมเด็กต้องทำให้เขามีใจ เราก็ต้องรักในการสอนเขา ต้องทำให้เด็กมีสติมีสมาธิในการทำงาน ฝึกฝนให้เขามีทักษะในการเรียนรู้ การทำงานร่วมกัน สามารถนำทักษะที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันและสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้  กำลังใจจากคนรอบข้างเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญเพื่อจะผลักดันเขาไปถึงเป้าหมายได้”

เช่นเดียวกับที่ ครูยุทธนา  อังคะคำมูล โรงเรียนบ้านซำฆ้อ สพป. ระยองเขต 2 ครูผู้ฝึกสอน ที่ได้เน้นย้ำบทบาทของครูในยุค 4.0 ว่าเด็กสมัยใหม่ใกล้ชิดเทคโนโลยีมากขึ้น จำเป็นที่จะต้องให้การชี้แนะที่เหมาะสมและไม่เป็นการปิดกั้นเด็ก “ต้องยอมรับเลยว่า บางครั้งเราอาจจะตามเด็กไม่ทันด้วยซ้ำ เพราะเด็กสามารถสืบค้นข้อมูลต่างๆ บนโซเชียลมีเดีย เราก็พยายามแนะนำ ตักเตือนเขาให้รู้เท่าทัน พรบ.คอมพิวเตอร์ ไม่ให้เขากระทำความผิด เพราะไม่อยากปิดกั้นเขา แต่เราก็ต้องส่งเสริมให้ถูกทางถูกต้องด้วย”

นางสาวมัณฑนา ทัพโพธิ์ ครูผู้ฝึกสอน ทีมเด็กประกวดภาพยนตร์สั้น สะท้อนการเชื่อมโยงเด็กให้เรียนรู้วิถีชุมชนและการเรียนการสอนว่า “การผลักดันนักเรียนไปให้ถึงฝันให้ได้ ต้องใช้ทั้งคำหวาน คำดุและกำลังใจ ทุกครั้งที่เราร่วมงานกัน ทำงานกัน วางแผนกัน  ก็จะกระตุ้นให้เขาจุดไฟในตัวเองตลอดเวลา ยิ่งในเรื่องของภาพยนตร์สั้นต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และแนวทางใหม่ๆ ในการสร้างเรื่อง ผูกเรื่อง โดยชุมชนของเรามีวัฒนธรรมไทยดำซึ่งเป็นจุดเด่นอยู่แล้ว ก็พยายามให้เขาได้เห็นอัตลักษณ์ชุมชนและอนุรักษ์ไว้… ถ้าเขามีโอกาสก็ให้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำต่อไป”

นอกจากนี้ยังมีเสียงสะท้อนจากทีมงานนักเรียนที่เป็นฝ่ายอำนวยการด้วย ทั้ง ด.ช. มารุต ศรีสังข์ ที่รับหน้าที่ด้านการจราจรและการโบกรถ ด.ญ. กุลมียา ใบกุล หัวหน้าฝ่ายสุขาภิบาลเก็บขยะรอบอาคาร ด.ญ. ภัทรวาดี ชุ่มเชื้อ ดูแลห้องน้ำ เก็บขยะและยกของ ทีมงานจากโรงเรียนวัดราษฎร์บูรณะ ที่ประสานเป็นเสียงเดียวกันว่า ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงาน “ทีมพวกเรามี 30 คน แบ่งเป็นฝ่ายระเบียบ สุขาภิบาล โภชนาการ จราจร แต่ก็ร่วมมือช่วยกันทั้งหมด อย่างการจราจร จะเริ่มจากการจัดระเบียบรถที่มา ว่าต้องการขนของหรือไม่ ถ้าต้องการก็จะให้ไปจอดบริเวณสถานที่แข่งขันก่อน เมื่อเสร็จแล้วจะให้ไปจอดด้านหลัง ใช้เวลานานเหมือนกันนะ เพราะเป็นปีแรกที่เป็นเจ้าภาพ อาจารย์ก็ให้คำแนะนำว่าส่วนงานนี้ต้องทำอะไรบ้าง เราก็ไปคิดต่อไปคุยกันในทีม เพราะตั้งใจทำให้ออกมาดีที่สุด”

สำหรับ นางสาวปิยธิดา แนงแหยม จากโรงเรียน วัดสุทธาวาส  หนึ่ง ในผู้เข้าแข่งขันหุ่นยนต์ระดับพื้นฐาน 3 ชั้น ม.1-ม.3 สื่อความรู้สึกออกมาว่า “ที่สิ่งได้จากการแข่งรายการนี้ก็คือ เราได้แก้ปัญหา ได้สู้กับปัญหา … ตอนแรกที่บ้านไม่เข้าใจ เป็นผู้หญิงทำไมกลับบ้านดึก มันไม่เหมาะสม ก็เกือบจะถอดใจ แต่เราก็แอบทำเพราะเราชอบ จนที่บ้านยอมและทุกวันนี้ก็สนับสนุนเต็มที่ ยิ่งรู้ว่าได้มาแข่งที่นี่เขาก็ยินดี ดีใจกับเรา เราอยากทำโมเดลหุ่นยนต์ให้รุ่นน้องรุ่นต่อไป”

ปิดท้ายที่ ปิยวะดี พุมพวง ผู้ปกครองของนักเรียนชั้นประถมศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี ที่ติดตามมาให้กำลังใจทีมในการแข่งขันกิจกรรมแกะสลักผลไม้ได้สะท้อนบทสรุปของการจัดการแข่งขันไว้ว่า “การแกะสลักจะใช้เวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง ซึ่งศิลปะการแกะลายไทยไม่ใช่เรื่องง่าย และการแข่งขันในแต่ละรอบลงทุนเยอะ แต่ละครั้งที่ต้องซื้อผักผลไม้ ซึ่งโรงเรียนก็ไม่ค่อยมีทุนทรัพย์ อะไรที่เราพอช่วยเหลือได้ก็จะช่วยกันเน้นสนับสนุนทุนทรัพย์ และเราก็จะติดตามไปให้กำลังใจ ซึ่งคิดว่า ประสบการณ์ที่เขาได้กิจกรรมนี้มันจะติดตัวเขาไปตลอด มันเป็นงานฝีมือที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้ ถ้าเราไม่สนับสนุนงานลักษณะนี้ ก็จะไม่มีงานที่มีเอกลักษณ์ไทยลงเหลืออยู่”

นี่คือเสียงสะท้อนจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจาก จัดการแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับชาติ ครั้งที่ 69 ปีการศึกษา 2562 ของภูมิภาค ภาคกลางและภาคตะวันออก ที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้เรียนรู้ในแง่มุมต่างๆ ไปพร้อมๆ กันนั่นเอง

ของขวัญดีต่อใจ ไร้แอลกอฮอล์ รับเทศกาลแห่งความสุข ปี 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/406838?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ของขวัญดีต่อใจ ไร้แอลกอฮอล์ รับเทศกาลแห่งความสุข ปี 2563

26 ธันวาคม 2562 – 14:35 น.
ไร้แอลกอฮอล์,เทศกาลปีใหม่,ปี 2563
เปิดอ่าน 60 ครั้ง

ของขวัญดีต่อใจ ไร้แอลกอฮอล์ รับเทศกาลแห่งความสุข ปี 2563 โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com – 

ทุกปีของเทศกาลปีใหม่ นอกจากความสุข สนุกสนาน การเฉลิมฉลอง และวันหยุดยาวๆ ที่ใครหลายคนได้เดินทางกลับถิ่นฐานบ้านเกิด หรือไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ แล้ว ยังมาพร้อมกับสถิติการเสียชีวิต และบาดเจ็บ เพราะต่อให้มีการรณรงค์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ให้เหล้าเท่ากับแช่ง เมาไม่ขับ แต่สถิติก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลดบ้าง เพิ่มบ้างในแต่ละปีสลับกันไป

ในปี 2563 นี้ รัฐบาลได้รณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ ภายใต้หัวข้อ “ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนจัดทำแผนงาน กิจกรรมรณรงค์และประชาสัมพันธ์ความรู้ด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ผ่านทุกช่องทางการสื่อสารเพื่อให้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อีกหนึ่งหน่วยงานที่ได้ออกแคมเปญเพื่อรณรงค์ สร้างความตระหนัก ปลูกจิตสำนึกขับขี่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็น กลับบ้านปลอดภัย คือของขวัญที่ดีที่สุด ล่าสุดได้ร่วมกับเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ เครือข่ายเด็กและเยาวชนกว่า 20 องค์กร สร้างค่านิยมส่งความสุขปีใหม่ “ให้ของขวัญปลอดภัย งานเลี้ยงไหนก็ไม่ดื่ม”

สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากผลสำรวจ พฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาล จากโครงการประเมินผลการรณรงค์ งดเหล้าเข้าพรรษา ปี 2562 ของศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ (SAAB) พบว่า มีผู้ที่เคยได้รับของขวัญเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ 8.8% ซึ่งลดลง 2.5% เมื่อเทียบกับผลสำรวจปี 2561 ที่มีอยู่ 11.3% ส่วนในกลุ่มที่เคยได้รับของขวัญเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 60.9% ได้รับน้อยลง ขณะที่ 33.6% ยังได้รับเป็นปกติ มีเพียง 1.7% เท่านั้นที่ได้รับมากขึ้น ดังนั้น แสดงให้เห็นได้ว่าการรณรงค์ช่วยให้การดื่มและผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากแอลกอฮอล์ลดลง

ทุกปีใหม่ จะมีการเตือนเรื่องการดื่มไม่ขับ เพราะถือเป็นต้นเหตุหลักในการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุของผู้คน ซึ่งปีที่แล้วมีอุบัติเหตุที่เกิดจากการเมาแล้วขับ 3,791 ครั้ง และผู้เสียชีวิต 463 คน รวมถึงมีการให้ของขวัญเป็นเหล้า ปีนี้ สสส.ยังคงต่อยอดการดำเนินงานเรื่องการให้เหล้าเท่ากับแช่งด้วยการสร้างทัศนคติให้คนไทยมอบของขวัญปลอดภัย เลือกของขวัญสุขภาพที่มีคุณค่าทางใจและมีประโยชน์ด้านสุขภาพต่อผู้รับมากขึ้น เน้นการให้ของขวัญที่ดีที่สุดด้วยการไม่มีเหล้า โดยร่วมมือกับพลังของเยาวชนที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น ได้ร่วมกันรณรงค์สื่อสาร เพื่อให้เทศกาลปีใหม่ เป็นเทศกาลไร้แอลกอฮอล์

สุปรีดา กล่าวว่า ปีใหม่เป็นช่วงเวลาสำคัญของทุกคน หลายคนใช้ช่วงเวลานี้กำหนดจุดหมายในการใช้ชีวิต การยกระดับพัฒนาการชีวิตของตนเองให้ดีขึ้น ว่าแต่ละปีจะทำอะไรบ้าง และเป็นเวลาแห่งความสุขของครอบครัวที่ได้พบเจอพร้อมหน้าพร้อมตา ได้เจอคนที่รัก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นมงคลของชีวิต อย่าให้แอลกอฮอล์ หรือมองว่าต้องมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถึงจะสนุกสนานได้ และอยากให้ทุกคนช่วยลดอุบัติเหตุ และอยากให้ทุกคนไม่ส่งเสริมการมอบเหล้าให้ในช่วงปีใหม่ หรือทุกเทศกาล

สำหรับของขวัญที่ควรค่ามอบให้แก่คนที่รัก สสส. ได้นำเสนอ 4 ทางเลือกที่ดีต่อใจ ของขวัญจริงใจ ไม่มีเหล้า ได้แก่ 1.หนังสือ คือการให้ปัญญา หนังสือช่วยให้สัมพันธภาพในครอบครัวกลับคืนมา 2.สินค้าที่สนับสนุนการออกกำลังกาย เช่น อุปกรณ์กีฬา เสื้อผ้า รองเท้า เป็นต้น 3.ผัก ผลไม้ ปลอดสารพิษ ปลอดสารเคมี และ 4.สินค้าโอท็อป สินค้าชุมชนท้องถิ่น กระจายรายได้ให้ท้องถิ่น

สุปรีดา อดุลยานนท์

ด้าน อนงค์ ทับทิมเทศ อายุ 31 ปี เหยื่อเมาแล้วขับ เล่าว่า กว่า 16 ปี ที่ต้องกลายเป็นคนพิการ เพราะถูกคนเมาขับรถเก๋งพุ่งมาชนขณะที่ขับขี่มอเตอร์ไซค์ หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ต้องนั่งวีลแชร์ไปตลอดชีวิต กว่า 2 ปีที่ต้องเก็บตัวเงียบ เพราะไม่อยากเจอใครและใช้ชีวิตลำบากมาก เคลื่อนย้ายตัวเองไปรถเข็นยังทำไม่ได้ ส่งผลให้คิดสั้นหลายครั้ง เนื่องจากไม่อยากเป็นภาระพ่อ สุดท้ายกำลังใจจากพ่อที่ไม่เคยทิ้งเรา ทำให้ลุกขึ้นมาสู้นับ 1 ใหม่ได้อีกครั้ง เริ่มจากฝึกทำกายภาพบำบัด ช่วยเหลือตัวเองได้เบื้องต้น

“อยากฝากถึงคนที่ดื่มแล้วขับ ให้ใช้สติบนพื้นฐานของความไม่ประมาท ทุกคนรักชีวิต ต้องคำนึงถึงเพื่อนร่วมทาง อย่ามาดับโอกาสดับฝันคนอื่น รวมถึงคนที่กำลังมองหาของขวัญควรมอบของขวัญแก่คนที่ตนเองรัก นับถือด้วยสิ่งที่ดี มีประโยชน์ ซึ่งเหล้า หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตของใครดีขึ้น แถมยังทำร้ายชีวิตคนอื่นอีก” อนงค์ กล่าว

อนงค์ ทับทิมเทศ

ปิดท้ายด้วยเยาวชนที่เคยก่อคดีเมาแล้วขับ ได้รับโทษจำคุก ปัจจุบันเป็นอาสาสมัครรณรงค์ลดอุบัติเหตุกับเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต “นิรันดร ถาวงษ์กลาง อายุ 22 ปี” กล่าวว่า เริ่มดื่มและสูบบุหรี่ตอนอายุประมาณ 14-15 ปี และใช้ชีวิตเกเร พอจบ ม.3 ไม่ได้เรียนต่อ ชีวิตเริ่มมีอิสระ ตอนนั้นทำงานทั่วไป ใครจ้างทำอะไรทำหมด แต่เงินที่ได้แทนที่จะเก็บหรือให้แม่ กลับเอาเงินไปเลี้ยงเหล้าเพื่อนแทน เมื่อมีเพื่อนดื่มมากขึ้น ชีวิตยิ่งสนุกสนาน มีทั้งรถ มีทั้งเพื่อนดื่มเหล้า ดื่มเสร็จ ขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน ตอนนั้นไม่ได้มองว่าพฤติกรรมเมาแล้วขับจะส่งผลกระทบกับใคร หรือสร้างปัญหาให้ใคร จนถูกตำรวจจับ เพราะเมาแล้วขับ โทษรอลงอาญา แต่ก็ยังทำแบบเดิมๆ อีก คือขับรถประมาท

“ครั้งนั้นพอเจอด่าน ทำให้ตกใจ หักรถกลับย้อนศร ชนกับรถมอเตอร์ไซค์คู่กรณีอย่างรุนแรง คู่กรณีบาดเจ็บสาหัส ส่วนผมไหปลาร้าหัก และขาเป็นแผลเย็บ 20 เข็ม ตอนนี้ผมรู้สึกผิดที่ไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน จนทำให้เกิดอุบัติเหตุ และครั้งนั้นผมได้เห็นน้ำตาของแม่ คนในครอบครัวต้องวิ่งหาเงินมาช่วยผม และผมก็ไม่มีงานทำ เพราะต้องลางานไปเรื่องคดี ในที่สุดศาลมีคำตัดสินให้ผมติดคุกเป็นเวลา 9 เดือน เพื่อนร่วมวงดื่มที่ผมคิดว่าเป็นเพื่อนตาย ไม่เคยมาให้เห็นหน้าตั้งแต่เกิดเรื่องจนติดคุก” นิรันดร กล่าว

“นิรันดร ถาวงษ์กลาง

เมื่อครอบครัวก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ไม่มีเงินชดใช้คู่กรณี ก็ต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ ขาดอิสรภาพ เปลี่ยนทั้งการอยู่การกิน อะไรที่ไม่เคยเจอได้เจอหมด นิรันดรฝากถึงทุกคนว่าอยากให้คนที่ใช้รถใช้ถนน เคารพกฎหมาย กฎจราจร กติกาสังคม ไม่ประมาทกับชีวิต นึกถึงความปลอดภัยของตัวเองและผู้อื่น อย่าเอาความมักง่ายของตัวเองมาใช้ในสังคม เพราะถ้าพลาดขึ้นมา ชีวิตจะเปลี่ยนทันที อย่างที่เขาเคยประสบมาแล้ว รวมถึงคนที่จะมอบของขวัญให้แก่ผู้อื่น ควรนึกถึงประโยชน์ที่ทั้งผู้ให้และผู้รับควรจะได้รับ

7วันอันตรายเด็กตายเฉลี่ย14คนต่อวัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/406669?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

7วันอันตรายเด็กตายเฉลี่ย14คนต่อวัน

25 ธันวาคม 2562 – 13:45 น.
7วันอันตราย
เปิดอ่าน 92 ครั้ง

7 วันอันตราย เด็กตายเฉลี่ย 14 คนต่อวัน ปลอดภัยได้ สอนเด็กให้เปลี่ยนพฤติกรรม  โดย… -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmial.com –

“ตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 กำหนดไว้ว่า เด็ก หมายความว่า บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส ซึ่งในทุกปีจากสถิติการเสียชีวิตในช่วง 7 วันไม่อันตราย จะพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตของเด็กมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กตั้งแต่อายุ 11 ปี ขึ้น โดยสาเหตุหลักมาจากอุบัติเหตุบนท้องถนนและตามด้วยภัยความรุนแรง

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 ที่มหาวิทยาลัยมหิดล รศ.นพ.อดิศักดิ์  ผลิตผลการพิมพ์  ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ภาพรวมของเด็กที่เสียชีวิตตลอดปี 2561 โดยเฉพาะในช่วง 7 วันอันตราย เทศกาลปีใหม่ว่า จากข้อมูลสถิติเมื่อปี 2561 พบว่าภาพรวมในช่วง 7 วันอันตรายเทศกาลปีใหม่ มีเสียชีวิต 463 ราย บาดเจ็บ 3,892 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นสาเหตุเมาแล้วขับ ซึ่งจังหวัดที่มีการตายสูงสุดคือ นครราชสีมา และจังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บมากที่สุด คือนครศรีธรรมราช ส่วนการเกิดอุบัติเหตุจะเกิดบนถนนรอง หรือถนนในชุมชม ละแวกหมู่บ้าน และเกิดจากการใช้รถจักรยานยนต์ เป็นหลัก

“จากการสูญเสียในช่วง 7 วันอันตราย และตลอดทั้งปี 2561 พบว่า เด็กอายุ 1-17 ปี ตายจากการบาดเจ็บ 3,756 คน เฉลี่ยเด็กเสียชีวิต 10.3 คนต่อวัน และช่วงของปีใหม่(ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค.2561-3 ม.ค.2562) เฉลี่ย 14 คน ต่อวัน ในช่วง 2 วันอันตรายสงกรานต์เฉลี่ย 23 คน และในเดือนเมษายน ตายเฉลี่ย 19 คนต่อวัน และเมื่อพิจารณาในช่วง 7 วัน เทศกาลปีใหม่ จะพบว่าภัยทางถนน เป็นเหตุสำคัญของการเสียชีวิต” รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

นอกจากนั้น เมื่อมีการพิจารณาจำนวนการตายของเด็กอายุ 1-17 ปี จากเหตุทุกกลุ่มโรครวมถึงการบาดเจ็บ พบว่า เด็กตั้งแต่อายุ 1–10 ปี เสียชีวิตด้วยโรคมากกว่าอุบัติเหตุ และเมื่อเข้าสู่วัยประถมศึกษาปีที่ 4 –ประถมศึกษาปีที่ 5 หรืออายุ 11-12 ปี ขึ้นไป จะมีอัตราการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุต่างๆ มากขึ้น ซึ่งสถิติปี 2561 มีเด็กอายุ 11 ปี เสียชีวิต 234 คน อายุ 12 ปี เสียชีวิต 306 คน อายุ 13 ปี เสียชีวิต 461 คน อายุ 14 ปี เสียชีวิต 551 คน อายุ 15 ปี เสียชีวิต 761 คน อายุ 16 ปี เสียชีวิต 761 คน และอายุ 17 ปี เสียชีวิต 921 คน ซึ่งถ้าเปรียบเทียบระหว่างเด็กเสียชีวิตด้วยโรค และการบาดเจ็บ พบว่า เด็ก 53.5% ตายด้วยการบาดเจ็บ

สำหรับการเสียชีวิตของเด็ก เมื่อเทียบสัดส่วนระหว่างการเสียชีวิตด้วยจมน้ำ ภัยทางถนน ความรุนแรง และการบาดเจ็บอื่นๆ ในช่วงอายุ 1-17 ปี พบว่า จมน้ำ เป็นเหตุการณ์ตายอันดับ 1 ที่ทำให้เด็กเล็ก แต่เมื่ออายุ 11-12 ปี หรือเริ่มป.4 –ป.5 ภัยทางถนนกลายเป็นเหตุการณ์ตายอันดับ 1 ตามมาด้วยภัยความรุนแรง ดังนี้ มีเด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำ 763 คน ภัยทางถนน 1,938 คน ความรุนแรง 524 คน และอื่น 531 คน แบ่งเป็น อายุ 1 ปี จมน้ำ 76 คน ภัยทางถนน 37 คน ความรุนแรง 13 คน และอื่นๆ 26 คน อายุ 2 ปี จมน้ำ 75 คน ภัยทางถนน 36 คน ความรุนแรง 13 คน และอื่นๆ 21 คน อายุ 3 ปี จมน้ำ 50 คน ภัยทางถนน 34 คน ความรุนแรง 10คน และอื่นๆ 20 คน อายุ 4 ปี จมน้ำ 68 คน ภัยทางถนน 40 คน ความรุนแรง 9 คน และอื่นๆ 15 คน

อายุ 5 ปี จมน้ำ 61 คน ภัยทางถนน 33 คน ความรุนแรง 10 คน และอื่นๆ 11 คน อายุ 6 ปี จมน้ำ 64 คน ภัยทางถนน 29 คน ความรุนแรง 8 คน และอื่นๆ 9 คน อายุ 7 ปี จมน้ำ 53 คน ภัยทางถนน 14 คน ความรุนแรง 6 คน และอื่นๆ 9 คน อายุ 8 ปี จมน้ำ 44 คน ภัยทางถนน 27 คน ความรุนแรง 4 คน และอื่นๆ 9 คน อายุ 9 ปี จมน้ำ 44 คน ภัยทางถนน 28 คน ความรุนแรง 7 คน และอื่นๆ 15 คน อายุ 10 ปี จมน้ำ 40 คน ภัยทางถนน 26 คน ความรุนแรง 12 คน และอื่นๆ 10 คน

ต่อมา อายุ 11 ปี จมน้ำ 25 คน ภัยทางถนน 46 คน ความรุนแรง 14 คน และอื่นๆ 15 คน อายุ 12 ปี จมน้ำ 42 คน ภัยทางถนน 81 คน ความรุนแรง 19 คน และอื่นๆ 23 คน อายุ 13 ปี จมน้ำ 35 คน ภัยทางถนน 180 คน ความรุนแรง 43 คน และอื่นๆ 44 คน อายุ 14 ปี จมน้ำ 35 คน ภัยทางถนน 214 คน ความรุนแรง 60 คน และอื่นๆ 54 คน อายุ 15 ปี จมน้ำ 20 คน ภัยทางถนน 348 คน ความรุนแรง 97 คน และอื่นๆ 82คน อายุ 16 ปี จมน้ำ 16 คน ภัยทางถนน 357 คน ความรุนแรง 91 คน และอื่นๆ 76 คน สุดท้าย อายุ 17 ปี จมน้ำ 15 คน ภัยทางถนน 407 คน ความรุนแรง 107 คน และอื่นๆ 91 คน

“ปัญหาเด็กอายุมากกว่า 12 ปี ส่วนใหญ่เกิดจากการขับขี่ก่อนวัย ขับรถจักรยานยนต์เร็ว ไม่ใส่หมวกนิรภัย มีงานรื่นเริงเมาแล้วขับ เกิดบนถนนเส้นทางสายรองในชุมชน รวมถึงเด็กนั่งส่วนกระบะขนของบนรถปิกอัพ นั่งรถยนต์ส่วนตัว รถสาธารณะแล้วไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย ถึงใช้อาจผิดวิธีไม่สามารถลดความบาดเจ็บลงได้ ดังนั้น ขณะนี้แม้มีความรู้ด้านวิชาการเรื่องความปลอดภัย และมีกฎหมายคุ้มครองครอบคลุมทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ก่อนวัยหรือก่อน 15 ปี ถือว่าผิดกฎหมาย ไม่ใส่หมวกนิรภัย เด็กซื้อเครื่องดื่มแอลกฮอลล์ เด็กเมาผิดกฎหมาย การนั่งส่วนกระบะขนของบนรถปิกอัพผิดกฎหมาย แต่กลับพบว่าในทางปฏิบัติทุกหน่วยงานยอมรับว่าไม่สามารถควบคุมได้ เพราะครอบครัวและเด็กมีความจำเป็นต้องใหญ่” รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

รศ.นพ.อดิศักดิ์  ผลิตผลการพิมพ์

เหตุนำการตายของเด็กและสถานการณ์การเสียชีวิตของเด็กที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ล้วนเป็นการกระทำผิดตามกฎหมายทั้งสิ้น แต่ก็ไม่สามารถเอาผิดได้ ซึ่งหลังจากนี้คงติดตามต่อไปว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการทางกฎหมายแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ??

สำหรับมาตรการในการดูแลเด็ก เพื่อป้องกันให้เกิดความปลอดภัยนั้น ถ้าเป็นเรื่องของการนั่งรถอย่างไรให้ปลอดภัย ต้องตอบว่าโครงสร้างรถยนต์ต้องออกแบบมาเพื่อป้องกันผู้ขับขี่และทุกคนที่ร่วมเดินทางต้องมีนิรภัย แต่ถ้านั่งหลังรถปิกอัพนั้นคงไม่มีคำตอบ ซึ่งทางที่ดีที่สุดต้องให้เด็กนั่งข้างใน อยู่ในโครงสร้างรถที่จะช่วยป้องกันเด็กได้ ส่วนกฎหมายมีอยู่แล้ว แต่ทำได้เพียงช่วงหนึ่งและตอนนี้ก็ยกเลิกไป เพราะถูกมองว่าจะไปรังแกประชาชน หรือการจะไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ขับขี่จักรยานยนต์นั้น เป็นเรื่องยาก เนื่องจากการกระทำเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของผู้คนไปแล้ว เป็นวิถีชีวิตคำตอบเดียวต้องยอมรับว่าผิดตั้งแต่จุดเริ่มต้น ต้องเป็นการปลูกจิตสำนึก และสอนให้เด็กรับรู้ เปลี่ยนพฤติกรรม ทุกคนตระหนักและเอาจริงในเรื่องป้องกันการปลอดภัยของเด็ก

ตรวจรายชื่อ..ย้ายผู้บริหาร กศน.ส่งท้ายปีเก่า 131 ราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/406538?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ตรวจรายชื่อ..ย้ายผู้บริหาร กศน.ส่งท้ายปีเก่า 131 ราย

24 ธันวาคม 2562 – 19:40 น.
นายประเสริฐ บุญเรือง,ตรวจรายชื่อ,ย้ายผู้บริหาร,กศน
เปิดอ่าน 715 ครั้ง

“ประเสริฐ บุญเรือง” ปลัด ศธ.ลงนามโยกย้ายผู้บริหาร กศน. ทั่วประเทศ ส่งท้ายปีเก่า จำนวน 131 ราย ตามมติ อ.ก.ค.ศ.  ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่ 6 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามในคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 2 ฉบับ เลขที่ 2771/2562 และ 2772/2562 เรื่อง ย้ายและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2562 จำนวน 19 ราย และ 112 ราย ตามที่ อ.ก.ค.ศ. ได้มีมติอนุมัติในคราวประชุมครั้งที่ 14/62 เมื่อ 20 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา

อ่านข่าว : เดอะตั้น ตั้งรก.3บิ๊กศธ.เจ้าของวลี พระเจ้าใส่ซองนั่งปลัดศธ.

            :  ปลัดศธ.ทำบุญตักบาตร ‘วันพ่อ’

คำสั่ง ที่ 2771/2562 จำนวน 19 รายประกอบด้วย 1.นายบุญทรง จิโนเป็ง ย้ายไปเป็นผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดลำปาง 2.นายสุรพล วงศ์หวัน ย้ายไปเป็น ผอ.สำนักงาน กศน.จังหวัดเชียงราย 3.นางมีนา กิติชานนท์ ย้ายไปเป็น ผอ.สำนักงาน กศน.จังหวัดพะเยา 4.นางคนึงนิจ เกตุแก้ว ย้ายไปเป็น ผอ.สำนักงาน กศน.จังหวัดภูเก็ต 5.นายกัญจน์โชติ สหพัฒนสมบัติ ย้ายไปเป็น รอง ผอ.สำนักงาน กศน.จังหวัดสมุทรปราการ

6.นางปริญภรณ์ บุตรกิจ ย้ายไปเป็น รอง ผอ.สำนักงาน กศน.จังหวัดฉะเชิงเทรา 7.น.ส.ดนยา แย้มภู่ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเมืองเพชรบุรี จ.เพชรบุรี 8.นางวิไลลักษณ์ สุขสาย ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภออมก๋อย จ.เชียงใหม่ 9.นางวรมน รัตนจีน ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเมืองระยอง จ.ระยอง 10.นางอัชญา แจ่มถาวร ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี 11.นายเฉลย โพธิ์เผื่อนน้อย ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอสองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

12.นางสมควร วงษ์แก้ว ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอบางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี 13.นางศิริเพ็ญ สังขบูรณ์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเมืองราชบุรี จ.ราชบุรี 14.นายสัจจา จันทรวิเชียร ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอบ้านโป่ง จ.ราชบุรี 15.นายมาโนช ชลารักษ์ ย้ายไปเป็น ผอ.ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนสระแก้ว (ศฝช.สระแก้ว) 16.นายวิชาญชัย แสบงบาล ย้ายไปเป็น ผอ.ศฝช.สุรินทร์ 17.น.ส.ฐปนา อินทร์มา ย้ายไปเป็น ผอ.ศฝช.อุตรดิตถ์ 18.นายจตุรภัทร เวชสิทธิ์ ย้ายไปเป็น ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาปัตตานี และ 19. นายคมกฤช อภิชัยสรพันธุ์ ย้ายไปเป็น ผอ.สถาบันฯ สิรินธร

คำสั่ง ที่ 2772/2562 จำนวน 112 ราย ประกอบด้วย 1.น.ส.กรรณิการณ์ อินทราย ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.เขตจตุจักร กทม. 2.นายฐปนรรฆ์ ชุติชัยวิวัฒน์กุล ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.เขตคลองเตย กทม. 3.น.ส.ปาณิศา จิตต์ประเสริฐ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.เขตบางซื่อ กทม. 4.นางนิพาดา อุปัชฌาย์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอประทาย จ.นครราชสีมา 5.นางนฤมล องอาจ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอโนนแดง จ.นครราชสีมา 6.นางบุศรา อารีชาติ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอบ้านเหลื่อม จ.นครราชสีมา

7.น.ส.นภาภัค รุ่งช่วง ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.เขตบางแค กทม. 8.น.ส.บุศรา แพทย์รัตน์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.เขตบางพลัด กทม. 9.นายอนุรักษ์ แหวนเงิน ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.เขตหนองจอก กทม. 10.นายยงยุทธ์ ไกรมุ่ย ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอคลองท่อม จ.กระบี่ 11.นายเทพพร มูลเหลา ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอกมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ 12.นางนัยน์ปพร วงษาทองอนันต์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอกู่แก้ว จ.อุดรธานี 13.นางวรรณภา ศรีกำพี้ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ 14.นายประชาคม ภูแล่นคู่ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอนามน จ.กาฬสินธุ์

15.นางเพชรรัตน์ แก้วเหล่ายูง ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอกุดรัง จ.มหาสารคาม 16.น.ส.หนึ่งนิรามิษ วรรณรมย์ ฟอสเตอร์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอโคกโพธิ์ไชย จ.ขอนแก่น 17.นางปาริชาติ เพ็ชรแก่น ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอซำสูง จ.ขอนแก่น 18.นายเสรี วิเศษดี ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเขาวง จ.กาฬสินธุ์ 19.นายทีระ นามสุโพธิ์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอกระนวน จ.ขอนแก่น 20.น.ส.ประภาศิริ สมวงศ์ษา ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอหนองนาคำ จ.ขอนแก่น 21.น.ส.ธนสรณ์ ธุนันทา ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอสระใคร จ.หนองคาย

22.นางหทัยกาญจน์ สร้อยงาม ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอภูเวียง จ.ขอนแก่น 23.นางวิจิตราวลิน พรปัญญาภัทร ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น 24.พ.อ.ท.พงศธร สนธิเส็ง ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอน้ำพอง จ.ขอนแก่น 25.น.ส.นุรัต วรกฎ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอบ้านฝาง จ.ขอนแก่น 26.น.ส.อนงค์นารถ เหลี่ยมฤดี ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเมืองจันทบุรีจ.จันทบุรี 27.น.ส.ยุพา จุลแฉ่ง ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา 28.นางชลีพร กรุดทอง ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอคอนสาร จ.ชัยภูมิ 29.นางพนิดา พลธรรม ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเทพสถิต จ.ชัยภูมิ

30.นางลัทธพรรณ ตุงชีพ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอภักดีชุมพล จ.ชัยภูมิ 31.นางดารณี คณาเขว้า ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอภูเขียว จ.ชัยภูมิ 32.นางนวพร สุ่ยวงศ์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ 33.นายประเสริฐ ประโพศรี ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอหนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ 34.นางสุนันท์ นาหลวง ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอหางดง จ.เชียงใหม่ 35.น.ส.วาสนา ทานะโป่ง ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอสันป่าตอง จ.เชียงใหม่

36.นางเยาวลักษณ์ โพลค์เมอร์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ 37.นางจิดาภา บัวทอง ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอดอนตูม จ.นครปฐม 38.นายพิฆเนศ ธนะนู ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอนาหว้า จ.นครพนม 39.นางกิ่งดาว นิตยไพบูลย์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอจักราช จ.นคราราชสีมา 40.นางสุมาลี วัชระมโนกานต์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอโนนไทย จ.นครราชสีมา 41.นางจีระภา วัฒนกสิการ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอโชคชัย จ.นครราชสีมา

42.นายรัสฐวิศ เสถียรรัมย์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอห้วงแถลง จ.นครราชสีมา 43.นายพัณณ์เดชน์ วิเชียรสกุลนา ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเทพารักษ์ จ.นครราชสีมา 44.นายมาโนชฐ์ ลาภจิตร ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา 45.นายเชิดชัย กลึงพุดซา ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา 46.นายชาญ อยู่เกาะ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอพิมาย จ.นครราชสีมา 47.น.ส.รัศมี ศรีภิบาล ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอบัวลาย จ.นครราชสีมา 48.นายจำเนียร นาคงาม ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอจุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช 49.นางชมัยพร ภัทรเรืองชัย ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอบรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ 50.นายปราโมทย์ มงคลอิทธิเวช ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์

51.นายไพศาล สุขรัตน์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอตาคลี จ.นครสวรรค์ 52.ว่าที่ ร.ท.ประวิตร จินตประสาท ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอบาเจาะ จ.นราธิวาส 53.น.ส.พีรภาว์ ทองแดง ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส 54.น.ส.รอฮานี อาแวกาจิ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอจะแนะ จ.นราธิวาส 55.นายจิรวัฒน์ ไทยเกื้อ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส 56.นางนูรไอนี ติสมานิ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอศรีสาคร จ.นราธิวาส 57.นายสมอาจ ธรรมสา ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอคูเมือง จ.บุรีรัมย์ 58.นายศิริชาต คุ้มสุวรรณ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอนาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ 59.นายวัชรินทร์ เขียวอ่อน ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ 60.นายบุญหลั่น นานรัมย์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

61.นางมัณฑกานต์ เสมียนรัมย์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอพุทไธสง จ.บุรีรัมย์ 62.นายนิติเทพ ชูอิฐจีน ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ 63.นายบุญเลี้ยง บุหงาในเมือง ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอโนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ 64.นายสุพจน์ แน่ประโคน ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอแกดำ จ.มหาสารคาม 65.น.ส.ณัฏฐณิชา อินทรโสภา ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอห้วยราช จ.บุรีรัมย์ 66.นางพิมพ์ทอง สีหวงษ์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอปะคำ จ.บุรีรัมย์ 67.นายวีรยุทธ์ แสงสิริวัฒน์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี 68.นางจารุณี แก้วประภา ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเมืองพะเยา จ.พะเยา          69.นางทัศนีย์ รุดคง ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเมืองพัทลุง จ.พัทลุง 70.น.ส.สุรีย์ จันทร์ปรุง ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอท่ายาง จ.เพชรบุรี

71.นายวรวุฒิ หุนมาตรา ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอชะอำ จ.เพชรบุรี 72.นางมณียา ถมปัต ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอบ้านลาด จ.เพชรบุรี 73.นายสุรชัย จันทร์แดง ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอกันทรวิชัย จ.มหาสารคาม 74.น.ส.อัจฉรา พรมตาใกล้ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอชื่นชม จ.มหาสารคาม 75.นางประภาดา อินทยศ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอคำชะอี จ.มุกดาหาร

76.นายประมวล ดอนอามาต ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอดอนตาล จ.มุกดาหาร 77.นายเจริญ แสนวิเศษ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอหนองสูง จ.มุกดาหาร 78.นายชวนชัย วิเวก ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเลิงนกทา จ.ยโสธร 79.นางวลัยลักษณ์ ธาระมณี ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเบตง จ.ยะลา 80.นางวิไลวรรณ ไชยโสภา ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอโพนทอง จ.ร้อยเอ็ด

81.นางธันยพร สิทธิราช ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด 82.นางเจียรนัย มะลาดวง ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด 83.นายสุริศักดิ์มงคลชู ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอหนองพอก จ.ร้อยเอ็ด 84.น.ส.เพ็ญแก้ว ดงโย ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเมยวดี จ.ร้อยเอ็ด 85.นางปิยะนุช กุณวงษ์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอวังสะพุง จ.เลย 86.นางพิชามญชุ์ ลำมะนา ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเอราวัณ จ.เลย 87.นางปิติคลอ จักขุพันธ์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ 88.นายวีระพันธ์ อินทรพันธุ์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอวังหิน จ.ศรีสะเกษ 89.นายเทวัญ จันทเขต ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จ.ศรีสะเกษ 90.นายไพโรจน์ คเชนทองสุวรรณ์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา

91.นายมรกต กันหนองผือ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอละงู จ.สตูล 92.นายอาดำ ลิงาลาห์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอทุ่งหว้า จ.สตูล 93.นางบุญธิดา จิตต์ภักดี ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอบางพลี จ.สมุทรปราการ 94.น.ส.จุฑาทิพย์ มหานาม ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จ.สมุทรสงคราม 95.นางอาภรณ์ เลิศกิจคุณานนท์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว 96.นางนงนุช ไทยภักดี ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี 97.นายสรรชัย อดิการกุล ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอบ้านหมอ จ.สระบุรี 98.นายกิตติภพ อ่วมมั่น ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเสาไห้ จ.สระบุรี 99.นางภารดี กิ่งแก้ว ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย 100.นางวานีพร สงวนศัพท์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

นายประเสริฐ บุญเรือง

101.นางมุตตา กาญจนอักษร ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี 102.น.ส.กฤตวรรณ สรรพอาษา ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอรัตนวาปี จ.หนองคาย 103.นายนันทวัฒน์ ภูดอกไม้ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอกุดจับ จ.อุดรธานี 104.น.ส.กุหลาบ อ่อนระทวย ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอโพธิ์ทอง จ.อ่างทอง 105.นางปุณนภา เชิดเพชรรัตน์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอเมืองอ่างทอง จ.อ่างทอง

106.นางพวงเพชร ชมมี ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอทุ่งฝน จ.อุดรธานี 107.นายวราวุธ พยัคฆพงษ์ ย้ายไปเป็น ผอ.สถาบันพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยภาคกลาง (ผอ.สถาบัน กศน.ภาคกลาง) 108.นายสังข์ กาญจนเพิ่มพูน ย้ายไปเป็น ผอ.สถาบัน กศน.ภาคตะวันออก 109.นางสุรางรัตน์ พ่วงพี ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอบ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี 110.นางยุวดี แจ้งกร ย้ายไปเป็น ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด

111.น.ส.มาลิตา หลีหยัน ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอย่านตาขาว จ.ตรัง และ 112.น.ส.ชฎาพร ขันติวรพันธ์ ย้ายไปเป็น ผอ.กศน.อำเภอสอง จ.แพร่ ทั้งนี้ตั้งแต่ 6 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

นำร่อง 20 จังหวัดต้นแบบ กสศ.เร่งช่วยเด็กนอกระบบการศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/406537?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

นำร่อง 20 จังหวัดต้นแบบ กสศ.เร่งช่วยเด็กนอกระบบการศึกษา

24 ธันวาคม 2562 – 19:28 น.
นำร่อง 20 จังหวัด,กสศเร่งช่วยเด็กนอกระบบการศึกษา
เปิดอ่าน 58 ครั้ง

20 จังหวัดสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา สำรวจพบตัวเด็กนอกระบบชุดแรกแล้ว 23,382 คน กสศ.เผย มีเคสเร่งด่วนต้องช่วยทันที 13,263 คน

24 ธันวาคม 2562 – 20 จังหวัด สร้างความเสมอภาคทางการศึกษา สำรวจพบตัวเด็กนอกระบบชุดแรกแล้ว 23,382 คน กสศ.เผย มีเคสเร่งด่วนต้องช่วยทันที 13,263 คน เร่งทำแผนช่วยรายคน ยึดความต้องการเด็กเป็นตัวตั้ง ป้องกันหลุดนอกระบบซ้ำ  

นพ.สุภกร  บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) เปิดเผยความคืบหน้าการช่วยเหลือเด็กนอกระบบการศึกษาของ 20 จังหวัดต้นแบบสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ สุโขทัย พิษณุโลก ภูเก็ต สงขลา สุราษฎร์ธานี ยะลา ขอนแก่น อำนาจเจริญ มหาสารคาม นครราชสีมา สุรินทร์ อุบลราชธานี นครนายก ระยอง และกาญจนบุรี รวม155 อำเภอ

โดยข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2562  พบเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาชุดแรกจำนวน 23,382 คน  จากการเก็บข้อมูลรายบุคคลพบเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน จำนวน 13,263 คน จากการสำรวจเราพบปัญหาหลักๆ 4 ด้าน ดังนี้ 1.ครอบครัว/สังคม 2.เศรษฐกิจ 3.พฤติกรรม และ4.สุขภาพ โดยแบ่งกลุ่มการช่วยเหลือเป็น 1.ความต้องการเตรียมความพร้อมหรือฟื้นฟูเยียวยาก่อนเข้าศึกษาต่อ/ฝึกอาชีพจำนวน 7,845 คน 2. ต้องการศึกษาต่อจำนวน 4,250 คน และ3.ต้องการฝึกอาชีพจำนวน 3,923 คน ขณะนี้ทั้ง 20 จังหวัดอยู่ระหว่างจัดทำแผนช่วยเหลือรายกรณีโดยทีมสหวิชาชีพ เพราะเด็กแต่ละคนมีสภาพปัญหาที่แตกต่างกัน ทั้งนี้กสศ.จะสนับสนุนทุนการศึกษาและพัฒนาอาชีพเบื้องต้นกรณีละ 4,000 บาท รวมถึงมีระบบพี่เลี้ยงติดตามการช่วยเหลือรายคน เพื่อป้องกันการหลุดออกนอกระบบซ้ำ

ผู้จัดการกสศ. กล่าวว่า คาดว่าทั้ง 20 จังหวัดจะสำรวจพบตัวเด็กนอกระบบทั้งหมดได้ภายในกลางปี 2563 การค้นหาและช่วยเหลือเด็กนอกระบบนั้นเป็นงานที่ยาก เพราะปัญหามีความซ้ำซ้อน เด็กจำนวนมากไม่ได้อาศัยอยู่ตามทะเบียนบ้าน เร่ร่อน ไม่เป็นหลักแหล่ง ต้องอาศัยกลไกพื้นที่ และทีมสหวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญและมีความเข้าใจในตัวเด็กสูง

โดยเป้าหมายในการดูแลเด็กนอกระบบของ กสศ.และ 20 จังหวัดนำร่อง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.เด็กปฐมวัย 2-6 ปีที่ยากจน สามารถเข้ารับการดูแลโดยศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือหรือโรงเรียนในพื้นที่  2.เด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่ยังไม่จบการศึกษาภาคบังคับ ให้เข้าศึกษาต่อในกศน. หรือ โรงเรียนที่มีระบบการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่น และมีระบบแนะแนวเพื่อป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบซ้ำ  3. เด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่ประสงค์จะได้รับการฝึกอาชีพ ให้สามารถหารายได้ดูแลตนเองและครอบครัว ด้วยการฝึกทักษะอาชีพ  โดยกลไกจังหวัดจะประสานความร่วมมือกับสถาบันอาชีวศึกษา พัฒนา ฝีมือแรงงาน วิทยาลัยการอาชีพ

นายประเสริฐ สุขจิต นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองลีง จ.สุรินทร์ กล่าวว่า  ความยากจนทำให้ต้องออกจากระบบการศึกษา หรือบางคนไม่ถนัดการเรียนในห้องเรียนหรือทางวิชาการ เราต้องให้โอกาสและดึงพลังของเด็กกลุ่มนี้ออกมา ให้ได้ใช้  ความสามารถที่มีอย่างเต็มที่ แนวทางของเราคือการส่งเสริมความถนัดในทุก ๆ มิติของเด็ก ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำ คือค้นหาความต้องการที่แท้จริงของเขาให้พบ ต้องเข้าไปในใจของเขาให้ได้ก่อน แล้วเมื่อเขาได้ทำในสิ่งที่ชอบ ก็จะอยู่ในระบบการศึกษาได้ ระหว่างนั้นเราก็ค่อยสอดแทรกความรู้ทางวิชาการให้ ซึ่งจะดีกว่าที่เราจะบังคับให้ทุกคนเรียนเหมือนกันหมด นั่นยิ่งทำให้เด็กกลุ่มนี้ไม่อยากอยู่ในห้องเรียน และมีโอกาสหลุดนอกระบบระบบซ้ำอีก

นางจิรนันท์ เครือจันทร์ ครูผู้ดูแลเด็กนอกระบบและรับผิดชอบด้านพัฒนาทักษะ จังหวัดสุรินทร์  กล่าวว่า หลังจากได้ลงพื้นที่ค้นหาเด็กและเยาวชนนอกระบบช่วงเดือนกันยายน พื้นที่รับผิดชอบคือตำบลเมืองลีง เป็น 1 ใน 10 ตำบลนำร่อง อำเภอจอมพระ เป็น 1 ใน 25 พื้นที่ค้นหาเด็กนอกระบบของจังหวัดสุรินทร์ จากรายชื่อที่ได้รับแจ้งจำนวน 358 คน งานค้นหาเริ่มต้นที่ตรวจสอบสถานะเด็กกับผู้ใหญ่บ้าน เบื้องต้นมุ่งเป้าไปที่คนที่เขาสนใจอยากกลับมาเรียนต่อจริง ๆ

ขณะนี้ทางตำบลได้รับเด็กเข้ามาอยู่ในความดูแล 30 คน และสามารถพาเด็กเข้าเรียนในระบบการศึกษานอกโรงเรียนได้ทันที 17 คน ขณะที่อีกส่วนหนึ่งได้เลยช่วงวัยที่จะกลับเข้าไปเรียนในโรงเรียนตามระดับชั้นที่หลุดจากการศึกษาได้จะมีกลไกการฟื้นฟูเพื่อให้เข้าเรียนได้ในเทอมหน้าหรือหาเส้นทางที่เหมาะสมต่อไป  เช่น การฝึกอาชีพตามความถนัด

นางสุวภัทร สุขจิต ครู กศน. ตำบลเมืองลีง กล่าวว่า สำหรับเด็กนอกระบบที่เพิ่งกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาชุดแรกของจังหวดสุรินทร์ อยู่ระหว่างช่วงเวลาปรับตัว เป็นเวลาของการทำความรู้จักระหว่างครูกับเด็ก และการค้นหาว่าจะส่งเสริมเขาต่อไปในด้านไหน เบื้องต้นเด็กทุกคนจะเรียนรู้ในวิชาพื้นฐานตามระดับชั้น แต่จะเน้นให้ตระหนักในด้านทักษะอาชีพ จะส่งเสริมในสิ่งที่เขาสนใจหรือทำอยู่แล้ว หน้าที่หลักๆ ของครู กศน. คือจะดูแลและแนะแนวทางเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในพื้นที่เรามีปราชญ์ชาวบ้านมากมาย หรือเรื่องที่ต้องการความรู้ขั้นสูงเราจะดึงวิทยากรที่เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำอีกทางหนึ่งด้วย

นายยรรยง นิโรรัมย์ พ่อของ ‘อ๋า’ 1 ใน เด็กนอกระบบจากจังหวัดสุรินทร์ที่ได้กลับมาเรียน กล่าวว่า  ลูกชายของตนต้องออกจากโรงเรียนกลางคันเพื่อให้น้องได้เรียน และต้องไปทำงานรับจ้างขนเครื่องเสียงเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว ตนดีใจที่ได้เห็นลูกกลับไปเรียนอีกครั้ง  อยากให้เขามีเส้นทางเดินที่ถูกต้อง ก่อนหน้านี้ต้องออกจากโรงเรียนมา 2-3 ปีไปทำงาน ส่วนตนก็ต้องไปทำงานไม่ค่อยมีเวลาได้ดูแลลูก ตอนนี้เขาได้กลับมาเรียน ก็อยากให้เลือกเรียนตามที่สนใจ เลือกอาชีพที่ชอบ ที่เขาจะก้าวหน้าไปได้

น้องอั๋น เป็น 1 ในเด็กนอกระบบที่ได้กลับเข้าเรียน กล่าวว่า ต้องหยุดเรียนไปหลังจบชั้น ม.3 เนื่องจากทางบ้านไม่มีเงินส่งเสียให้เรียนต่อ ทั้งที่เรียนจบมัธยมต้นด้วยเกรดเฉลี่ย 3.2 หลังจากที่ต้องหยุดเรียนไป 3 ปี ไปทำงานในโรงปูนบ้าง ทำพวงหรีดบ้าง ทั้งยังต้องช่วยแม่เลี้ยงน้องและช่วยดูแลตาที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง  วันที่ครูลงมาสำรวจพื้นที่ ตนยังไม่มีเงินไปรับวุฒิการศึกษา ม.3 ที่โรงเรียนด้วยซ้ำ หลังทราบเรื่องครูจึงพาไป และตอนนี้ได้เข้าเรียน กศน. ก็ดีใจ ตั้งใจว่าจบแล้วอยากเรียนต่อเกี่ยวกับการออกแบบเสื้อผ้า เพราะมีความฝันอยากทำงานในสายงานนั้น วันนี้แม้จะรู้ว่าเป็นเรื่องที่ยังห่างไกล แต่การได้กลับมาเรียนอีกครั้งก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตนกล้าที่จะฝันและพยายามต่อไป

“น้องบิ๊ก”  เป็น 1 ใน เด็กนอกระบบที่ได้กลับเข้าเรียน กล่าวว่า ตนออกจากโรงเรียนมาแล้ว 5 ปี ด้วยเหตุผลว่าไม่ชอบเรียนหนังสือในห้องเรียน ห้าปีที่ผ่านมาตนช่วยงานที่บ้าน ดูแลแม่กับยาย แบ่งเบาภาระแม่จากการทำนา และมีความสนใจส่วนตัวในด้านการเลี้ยงไก่ จนสามารถขายทำรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ครั้งแรกที่ครูลงพื้นที่มาตามกลับไปเรียน ตนปฏิเสธเพราะเห็นว่าหลายปีที่ผ่านมาสามารถดูแลตัวเองและครอบครัวได้ แต่เมื่อครูกลับมาที่บ้านอีกครั้งเพื่อสอบถามยืนยันให้แน่ใจ ตนก็เปลี่ยนใจบอกครูว่าจะกลับไปเรียน กศน. ให้ได้วุฒิการศึกษา

“ตอนที่ครูกลับมาที่บ้านอีกครั้ง ผมคิดว่าการได้วุฒิการศึกษาที่สูงกว่าชั้นประถม จะช่วยให้ผมต่อยอดการเรียนรู้ในเรื่องที่ผมสนใจได้ ผมชอบเลี้ยงไก่ ชอบงานด้านทำเกษตร เลยคิดว่าในอนาคตอยากเรียนต่อด้านการเกษตร เพื่อนำความรู้มาพัฒนางานที่ทำอยู่ให้ดียิ่งขึ้น” น้องบิ๊ก กล่าว

ฟื้นฟูสภาพจิตใจ ญาติ-เหยื่อ จากอุบัติเหตุเมาแล้วขับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/406317?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ฟื้นฟูสภาพจิตใจ ญาติ-เหยื่อ จากอุบัติเหตุเมาแล้วขับ

24 ธันวาคม 2562 – 13:15 น.
ฟื้นฟูสภาพจิตใจ,เมาแล้วขับ
เปิดอ่าน 205 ครั้ง

ฟื้นฟูสภาพจิตใจ ญาติ-เหยื่อ จากอุบัติเหตุเมาแล้วขับ   โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

ข้อมูลผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ปี 2562 จากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ อุบัติเหตุบนท้องถนน ระบุว่า เกือบครึ่งหนึ่งหรือ 48% เดินทางใกล้บ้านไม่เกิน 5 กิโลเมตร โดยจักรยานยนต์ที่เสียชีวิตถึง 323 ราย พบว่า 41% ไม่มี พ.ร.บ. ทำให้ไม่มีเงินช่วยเหลือเยียวยาทั้งตัวเองและคู่กรณี และ 41% เป็นเสาหลักครอบครัว

ความสูญเสียดังกล่าว ไม่เพียงแค่เกิดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประสบอุบัติเหตุเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปยังครอบครัว และคนรอบข้าง ทั้งสภาพจิตใจ และความเป็นอยู่ โดยเฉพาะหากคนคนนั้นเป็นเสาหลักของครอบครัว และหากมีความพิการเกิดขึ้น การยอมรับสภาพของผู้ป่วยและครอบครัว ยังเป็นสิ่งที่ยากและต้องใช้เวลา

       การสูญเสีย คือจุดเริ่มต้นของความเจ็บปวด
 “นิด” รัชธิรัชฎ์ ซุ่นสั้น ภรรยาที่ต้องสูญเสียสามีซึ่งเป็นตำรวจขณะปฏิบัติหน้าที่เคลียร์พื้นผิวจราจร กล่าวในงาน เสวนาสะท้อนสถานการณ์ ปัญหาสุขภาพจิต ในวิกฤติชีวิตญาติและเหยื่ออุบัติเหตุทางถนน ณ เดอะฮอลล์กรุงเทพฯ ว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นกลายเป็นอุบัติเหตุซ้ำซ้อน คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ถึง 5 ราย ทั้งสามีของเธอรวมถึงทีมกู้ภัย แม้เวลาจะผ่านมานานกว่า 2 ปี 7 เดือน แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นยังสร้างบาดแผลให้แก่ครอบครัว นิดต้องกลายเป็นเสาหลัก แม้จะยังสับสน แต่ก็ต้องยอมรับความจริงให้ได้ ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าจากไปแล้ว ด้วยน้ำมือของคนที่ไร้สามัญสำนึกบนท้องถนน

“ตอนนั้นรู้สึกเหมือนโดนทิ้ง เราอยู่ด้วยกันมา 4 คนมาตลอด คนที่เข้มแข็งที่สุดในบ้านและเป็นหลักได้จากเราไป เราต้องเป็นหลักให้ลูก เราให้เวลาตัวเอง 7 เดือนในการทำใจ ปิดร้านขายปุ๋ย ในทุกวันที่อยู่บ้าน ไม่ไปไหน ใช้ชีวิตอยู่กับตัวเองและบอกตัวเองทุกวันว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไปและดีขึ้น คนเรามีทั้งความสุขและความทุกข์ เราต้องยอมรับอย่างมีสติว่าต้องอยู่ต่อเพื่อลูก คำถามที่เจอ แล้วรู้ไม่ดี คือ “ผ่านไปตั้งนานแล้ว ยังไม่ลืมอีกหรือ” นี่คือคำถามที่ทำให้เรารู้สึกแย่ เพราะเขาไม่เคยรู้สึกแบบเรา”

รัชธิรัชฎ์ ซุ่นสั้น

ด้าน นิพนธ์ ทับนิล ซึ่งสูญเสียน้องไอซ์ลูกสาวขณะเรียนอยู่ชั้นปี 2 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2562 ในเหตุการณ์คนเมาแล้วขับรถเสียหลักข้ามเกาะกลางถนน ชนน้องไอซ์เสียชีวิตขณะขับมอเตอร์ไซค์กลับจากกินข้าวกับเพื่อน ที่หน้ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เหตุการณ์ครั้งนั้นกระทบต่อจิตใจของทุกคนในครอบครัวเป็นอย่างมาก

“ทันทีที่รู้ข่าว ตอนนั้นเหมือนเราไม่ยอมรับความจริง ที่ผ่านมาเราจะคุยเล่นกันสนุกสนาน ลูกจะโทรหาเราทุกวันตอนเที่ยง แต่ทุกวันนี้สิ่งเหล่านี้หายไป 6 เดือน 12 วัน ที่ผ่านมา ไม่เคยลืม บางทีก็เกิดความเครียด ความรู้สึกยังคงหนักหนาอยู่ พอเราคิดถึงลูกความรู้สึกก็จะดาวน์ลง ดังนั้น สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือทำบุญ เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ”

นิพนธ์ ทับนิล

“บางคนบอกว่า “เดี๋ยวก็ลืม” แต่มันลืมไม่ได้ อยู่ที่ว่าเราจะจำเขาในรูปแบบไหน ช่วงหลังเริ่มรู้สึกไม่ไว้ใจตัวเอง รู้สึกมันดาวน์ลง ความรู้สึกมันเพี้ยน และแย่จริงๆ ปกติผมชอบเล่นปืน แต่พอหลังๆ เราไม่จับปืนเลย เราจะไม่เข้าไปอยู่ในห้องที่มีปืนคนเดียว เพราะเรายังมีภรรยา และลูกอีกคน เราพยายามบังคับมันไม่ให้มันเกิด” นิพนธ์ กล่าว

 ศักดา บุญสุขศรี หนึ่งในเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเมาของตัวเองเมื่อปี 2540 เล่าว่า ประสบอุบัติเหตุจากการอาสาขี่มอเตอร์ไซค์ไปซื้อเหล้าให้เพื่อน ตอนนั้นคิดว่าร้านห่างออกไปแค่ 800 เมตร ไม่น่าเป็นห่วง ด้วยความชะล่าใจบวกความเมาทำให้ขับรถชนกำแพง ส่งผลให้เป็นอัมพาตครึ่งท่อน จากเป็นเสาหลักของครอบครัว กลับต้องอยู่เฉยๆ ทำงานไม่ได้ พ่อแม่ต้องมาดูแล ความเครียดเริ่มก่อตัวจนคิดฆ่าตัวตายหนีปัญหา แต่โชคดีที่ได้กำลังใจจากครอบครัว จนปัจจุบัน ศักดา ได้เข้าฝึกอาชีพกับโรงเรียนสอนคนพิการ และเป็นอาสาสมัครช่วยรณรงค์ในมูลนิธิเมาแล้วขับ

    ดูแลสภาพจิตใจ ญาติ – เหยื่อ อุบัติเหตุ
รศ.พญ.รัศมน กัลป์ยาศิริ อาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนอกจากจะทำให้เกิดการบาดเจ็บทางร่างกายแล้ว ในบางรายอาจได้รับผลกระทบทางจิตใจ จากสภาวะความเครียดที่รุนแรง จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียอวัยวะหรือถึงขั้นชีวิต

ศักดา บุญสุขศรี

“ความเครียดนี้แบ่งได้เป็นหลายระดับ อาการเริ่มแรกอาจเรียกว่า “โรคความเครียดจากการได้รับบาดเจ็บ” ผู้ป่วยจะมีภาวะครุ่นคิดกับสิ่งที่เจอ ส่งผลทำให้สภาพจิตใจย่ำแย่ลง เริ่มรู้สึกโทษตัวเอง ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ ท้อแท้ สิ้นหวัง ไม่อยากทำอะไร เศร้า หดหู่ หมดกำลังใจ กินอาหารและการนอนเริ่มเปลี่ยนแปลง ขั้นหนักสุด คือ ไม่อยากมีชีวิตอยู่ เป็นหลายสัปดาห์ติดต่อกัน และไม่สามารถพยุงความรู้สึกตัวเองได้ อันนี้ถือว่าเป็น โรคซึมเศร้า ซึ่งมักคิดในเรื่องของอนาคตที่ยังมองไม่เห็นหนทาง” รศ.พญ.รัศมน กล่าว

        “PTSD” ความหวาดผวาต่อเหตุการณ์
รศ.พญ.รัศมน กล่าวเสริมว่า นอกจากความเครียดข้างต้นแล้ว ยังมีโรค PTSD (Post traumatic Stress Disorder) เป็นโรคที่ก่อตัวขึ้นจากการที่ต้องเผชิญเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจถึงขั้นชีวิต ซึ่งอาการของโรคจะทำให้ผู้ป่วยหวาดผวาต่อเหตุการณ์ซ้ำๆ แม้จะจบไปแล้ว ตื่นกลางดึกเพราะฝันร้าย รู้สึกใจสั่นและกลัวอยู่ตลอดว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับตัวเอง ดังนั้น คนรอบข้างต้องระวังเมื่อผู้ป่วยเจอเหตุการณ์สะเทือนใจ การให้เล่ารายละเอียดเหตุการณ์ให้ฟังมากเกินไป อาจส่งผลให้รู้สึกหวาดผวาขึ้นมาได้ ดังนั้น ต้องประเมินความพร้อมและผ่อนคลาย เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจ

“สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่กระทบต่อผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุเพียงอย่างเดียว แต่กระทบต่อครอบครัว คนรอบข้างด้วย ดังนั้น การฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ป่วยที่มีสภาวะความเครียดทางอารมณ์ คนรอบข้างครอบครัวช่วยได้ โดยให้ใช้วิธีการพูดคุย และคอยรับฟัง ในเวลาที่ต้องการให้ความช่วยเหลือ หรือหากมีอาการของโรคที่รุนแรง มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต เช่น ไม่สามารถทำงานได้ กระทบความเป็นอยู่ ถึงขั้นเป็นอันตราย อยากทำร้ายตัวเอง”

“แนะนำให้ชักชวนผู้ป่วยไปพบผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลทางด้านจิตเวช ซึ่งมีนักจิตบำบัด จิตแพทย์ นักจิตวิทยา ที่คอยให้คำปรึกษา และดูแลด้วยการใช้จิตบำบัด ขณะที่บางรายอาจมีการใช้ยาบรรเทาอาการร่วมด้วย ตามความรุนแรงของโรค ขณะเดียวกัน อยากฝากว่า เทศกาลรื่นเริง คนทั่วไปควรตระหนักถึงความปลอดภัยในการเดินทาง เพราะระยะสั้นๆ ก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ ดื่มก็ไม่ควรขับรถ ไม่ว่าจะขับรถอะไรก็ตาม” รศ.พญ.รัศมน กล่าว

  “นิด” รัชธิรัชฎ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญที่อยากจะฝาก คือกฎหมาย ถ้ากฎหมายเข้มแข็ง มีมาตรการที่เด็ดขาด เชื่อว่าเราจะไม่ต้องฝากว่า อย่าเมาแล้วขับ เพราะเขาไม่กล้าแน่นอน แต่นี่คือ การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หากรู้ว่าเมาแล้วขับ ผลจะเป็นอย่างไร ไม่ต้องบอกเลย เชื่อว่าทุกคนจะไม่กล้าเมาแล้วขับแน่นอน

มทร.อีสาน ติดอันดับ ‘มหาวิทยาลัยสีเขียว’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/406287?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

มทร.อีสาน ติดอันดับ ‘มหาวิทยาลัยสีเขียว’

23 ธันวาคม 2562 – 19:03 น.
มหาวิทยาลัยสีเขียว,มทรอีสาน,ติดอันดับโลก
เปิดอ่าน 222 ครั้ง

มทร.อีสาน เผยผลการจัดอันดับ “มหาวิทยาลัยสีเขียว” พุ่งทะยานสู่อันดับที่ 29 ของประเทศไทย อันดับที่ 506 ของโลก

ผศ.ดร.วิโรจน์ ลิ้มไขแสง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กล่าวว่า สภา มทร.อีสาน มีมติให้กำหนดนโยบายเรื่องการพัฒนา มทร.อีสาน สู่การเป็นGreen Universityแบบเต็มตัวไว้ว่า ผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากร ของ มทร.อีสาน ทุกคน ต้องสื่อสารให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเรื่องGreen University

         อ่านข่าว :   จุฬาฯ มหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับ 3 ของไทย ปี 2019

พร้อมปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีในการร่วมมือกันพัฒนาระบบต่าง ๆ อันจะนำไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว เพราะหากทุกคนตระหนักในด้านการรักษ์สิ่งแวดล้อมและเข้าใจตรงกันก็จะทำให้มหาวิทยาลัยขับเคลื่อนGreen Universityไปได้อย่างเป็นระบบ

อาทิเช่น  เรื่องของสาธารณูปโภค ภูมิทัศน์ อาคารสถานที่ และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ในที่นี้รวมไปถึงสภาพอากาศและสภาพจิตใจของผู้อาศัยต้องดีขึ้นอย่างสอดคล้องกัน และสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้เป็นแบบอย่างแก่ชุมชนในละแวกใกล้เคียงได้ โดยสิ่งสำคัญอีกอย่างคือ มทร.อีสาน ต้องไม่เป็นผู้ก่อมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสังคม

ผศ.ดร.วิโรจน์ ลิ้มไขแสง

ด้านอาจารย์ภาณุมาศ เรืองทิพย์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองกลาง ได้เปิดเผยถึง ผลการดำเนินงานในการมุ่งพัฒนามหาวิทยาลัยสีเขียวตามนโยบายของท่านอธิการบดี ซึ่งในปี 2561 ซึ่งเป็นปีแรกที่ มทร.อีสาน เข้าร่วมการจัดอันดับการประเมินมหาวิทยาลัยสีเขียว ภายใต้ชื่อว่าUI Green Metric World University Ranking จัดอันดับโดย มหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย โดยมีมหาวิทยาลัยจากทั่วโลกทั้งหมด 719 แห่ง ร่วมรับการประเมิน ซึ่งในครั้งนั้น มทร.อีสาน อยู่ในอันดับที่ 26 ของประเทศไทย และอันดับที่ 529 ของโลก มีผลคะแนนรวมทั้งสิ้น 3,925 คะแนน

รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองกลาง  มทร.อีสาน กล่าวอีกว่า ซึ่งนับว่าเป็นก้าวแรกของความสำเร็จ และยังเป็นแรงผลักดันในการพัฒนา มทร.อีสาน สู่มหาวิทยาลัยสีเขียวในปี2562 นี้อีกด้วย โดยจากผลการประเมินในปีที่ผ่านมานั้น มทร.อีสาน ได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์ถึงส่วนต่าง ๆ ที่จะสามารถพัฒนาขึ้นได้ในปีนี้ และกำหนดเป้าหมายใหม่ในการทำคะแนนให้ได้มากยิ่งขึ้น

“โดยตั้งเป้าไว้ที่ 4,000 คะแนน ทั้งนี้ผลปรากฎว่า ในปี 2562 จากการจัดอันดับข้างต้น มทร.อีสาน สามารถพัฒนามหาวิทยาลัยให้ดีขึ้นเกินกว่าปี 2561 ถึง 450 คะแนน อีกทั้งยังทะลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ถึง 375 คะแนน โดยทำคะแนนไปได้ทั้งสิ้น 4,375 คะแนน มีผลการจัดอันดับโลกอยู่ที่ 506 จากทั้งหมด 780 แห่ง และติดอันดับที่ 29 ของประเทศ”         รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองกลาง  มทร.อีสาน กล่าว

รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองกลาง  มทร.อีสานเพิ่มเติมว่า เมื่อสังเกตจากภาพรวมของอับดับโลกก็แสดงให้เห็นได้ว่า มทร.อีสาน มีการพัฒนาก้าวหน้าไปมากด้วยเช่นกัน โดยกระโดดขึ้นมาถึง 23 อันดับ ซึ่งผลดังกล่าวออกมาอยู่ในอันดับที่น่าพอใจ และสร้างขวัญกำลังใจให้กับชาว มทร.อีสาน ได้ไม่น้อย

อาจารย์ภาณุมาศ เรืองทิพย์

“มทร.อีสาน ยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็นGreen Universityได้อย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นต่อไป พร้อมเป็นศูนย์กลางให้คำปรึกษาและแนะนำแก่ชุมชนในการนำความรู้ไปปรับใช้เพื่อพัฒนาพื้นที่สีเขียวของตนเองด้วยครับ ” รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองกลาง  มทร.อีสาน กล่าวในที่สุด

บูธแคมป์ เทอร์โบ ครูภาษายุคใหม่เน้นใช้จริง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/406166?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

บูธแคมป์ เทอร์โบ ครูภาษายุคใหม่เน้นใช้จริง

23 ธันวาคม 2562 – 13:30 น.
บูธแคมป์ เทอร์โบ,บูธแคมป์,ภาษาอังกฤษ,ครู
เปิดอ่าน 124 ครั้ง

บูธแคมป์ เทอร์โบ ครูภาษายุคใหม่เน้นใช้จริง โดย…   -qualitylife4444@gmail.com-

การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนขนาดเล็กและห่างไกลให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากในคาบเรียนภาษาอังกฤษ เป็นโอกาสสำคัญที่เด็กๆ จะได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษจากคุณครูประจำวิชาไทยมาสเตอร์เทรนเนอร์ หรือกลุ่มคุณครูภาษาอังกฤษที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นวิทยากรชาวไทยในโครงการ “บูธแคมป์”

สำหรับโครงการศูนย์อบรมภาษาอังกฤษระดับภูมิภาค หรือ “บูธแคมป์” เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ และบริติช เคานซิล เพื่อยกระดับการสอนภาษาอังกฤษของคุณครูระดับประถมและมัธยมศึกษาทั่วประเทศ กว่า 17,000 คน จากครูภาษาอังกฤษทั่วประเทศกว่า 40,000 คน เปลี่ยนการสอนภาษาอังกฤษจากเดิมที่เน้นความถูกต้องของภาษา จำหลักไวยากรณ์และท่องศัพท์มาเป็นการสอนที่เน้นทักษะในการสื่อสาร ให้สามารถฟัง พูด อ่าน และเขียนด้วยภาษาอังกฤษได้จริง

โดยตลอดระยะเวลา 2 ปีครึ่งของโครงการ ได้มีการจัดตั้งศูนย์การอบรมพัฒนาครูภาษาอังกฤษระดับภูมิภาคทั้งหมด 15 ศูนย์ทั่วประเทศ รวมทั้งการคัดเลือกครูที่มีศักยภาพโดดเด่นจำนวน 30 คน เพื่ออบรมอย่างเข้มข้นให้เป็นไทยมาสเตอร์เทรนเนอร์ทำหน้าที่เป็นวิทยากรร่วมกับวิทยากรของ บริติช เคานซิล ตลอดระยะเวลาโครงการ และเป็นกำลังสำคัญในการสานต่อการยกระดับการสอนภาษาอังกฤษระดับประถมและมัธยมศึกษาในประเทศไทย

ล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการ และบริติช เคานซิล ได้สานต่อโครงการบูธแคมป์ เทอร์โบ หรือ โครงการอบรมการสอนภาษาอังกฤษใหม่สุดเข้มข้น 30 ชั่วโมง ให้แก่คุณครูภาษาอังกฤษที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงเนื้อหาให้แก่ครูจำนวนมากขึ้น โดยนำร่องมุ่งเน้นการอบรมครูที่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กและห่างไกล

เนื่องจากโครงการบูธแคมป์ เป็นหลักสูตรอบรมการสอนภาษาอังกฤษที่มีเนื้อหาเข้มข้น ที่คุณครูจะต้องเข้าอบรม (Face to face training) เป็นเวลา 90 ชั่วโมง หรือกว่า 3 สัปดาห์ ซึ่งด้วยระยะเวลาดังกล่าว อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณครูในบางโรงเรียนไม่สามารถเข้าร่วมอบรมทั้งหลักสูตรได้

กลุ่มไทยมาสเตอร์เทรนเนอร์ จึงร่วมกันกับกระทรวงศึกษาธิการ พัฒนาโครงการบูธแคมป์ เทอร์โบ ที่มีจุดเด่นในการกระชับระยะเวลาการอบรมจาก 90 ชั่วโมง เหลือ 30 ชั่วโมง แต่ยังคงเนื้อหาที่สำคัญจากโครงการบูธแคมป์ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนการสอนภาษาอังกฤษจากเดิมที่เน้นความถูกต้องของภาษา จำหลักไวยากรณ์และท่องศัพท์ มาเป็นการสอนที่เน้นทักษะในการสื่อสาร รวมถึงออกแบบการวัดผล (Assessment for learning) ในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้นักเรียนสนุกกับกิจกรรม และไม่รู้สึกกดดันกับการวัดผลผ่านการสอบในรูปแบบเดิมๆ

แสงแข คงห้วยรอบ

แสงแข คงห้วยรอบ หนึ่งในไทยมาสเตอร์เทรนเนอร์ของโครงการบูธแคมป์ กล่าวว่า หลังจากที่ได้ร่วมอบรมในโครงการบูธแคมป์ และนำเนื้อหาจากการอบรมมาปรับใช้ในชั้นเรียน ทำให้เห็นผลลัพธ์ในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของเด็กๆ ที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทั้งความสนใจในวิชาภาษาอังกฤษที่เพิ่มขึ้น และการวัดผลการเรียนภาษาอังกฤษที่ไม่จำกัดอยู่ในรูปแบบเดิม จะสานต่อโครงการดังกล่าว ให้คุณครูภาษาอังกฤษระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ได้เข้าถึงองค์ความรู้ นำไปใช้ในการสอนภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ซึ่งสามารถแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 หลักสูตร ดังนี้ 1.การออกแบบกิจกรรมจดจำคำศัพท์ และส่งเสริมทักษะการพูด ทักษะการจดจำคำศัพท์ และการพูดภาษาอังกฤษ มีส่วนสำคัญมาจากการฝึกฝนผ่านกิจกรรมที่กระตุ้นความสนใจของเด็กๆ หลักสูตรนี้จึงเน้นการวางแผนกิจกรรม (Lesson planning) การจดจำคำศัพท์ และการฝึกพูด อาทิ กิจกรรมจดจำคำศัพท์ผ่านแฟลชการ์ด กิจกรรมบรรยายภาพวาดเป็นภาษาอังกฤษ เป็นต้น

กนกรัตน์ โชคเกิด

2.กิจกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะการฟังและการอ่าน ทักษะการสื่อสารด้านการฟัง และการอ่าน เป็นทักษะในด้านผู้รับสาร ซึ่งคุณครูมีส่วนอย่างยิ่งในการเพิ่มความน่าสนใจของเนื้อหา ในหลักสูตรนี้ คุณครูจะได้เรียนรู้เทคนิคการสอนที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการเล่านิทานภาษาอังกฤษให้น่าติดตาม เทคนิคสอนการออกเสียงภาษาอังกฤษ ตลอดจนการสอนภาษาอังกฤษโดยใช้ภาษาไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

3.การส่งเสริมทักษะการเขียน หลักสูตรส่งเสริมทักษะการเขียนในโครงการบูธแคมป์ เทอร์โบ แบ่งเป็นการส่งเสริมทักษะการเขียนในระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา โดยระดับประถมศึกษามุ่งเน้นการเขียนโดยใช้รูปภาพเป็นสื่อการเรียนรู้ อาทิ การตอบคำถามจากรูปภาพ การเรียงประโยคจากรูปภาพ การจับคู่รูปภาพและสร้างประโยค เป็นต้น ในขณะที่ระดับมัธยมศึกษา จะเน้นการส่งเสริมทักษะการเขียนอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผนการเขียน การร่าง การเรียบเรียงเนื้อหาเบื้องต้น และการเรียบเรียงเนื้อหาตามแผนที่จะเขียน เพื่อเป็นการจัดลำดับความคิดการเขียนให้ง่ายยิ่งขึ้น

ในบูธแคมป์ เทอร์โบ การอบรมของแต่ละหลักสูตรถูกกระชับเวลาให้เหลือหลักสูตรละ 12 ชั่วโมงเมื่อนำไปประกอบกับการสอนแบบจุลภาค (Microteaching) หรือการแชร์ผลลัพธ์การสอนกับเครือข่ายแบบออนไลน์ ตามหลัก วางแผน-สอน-ประเมิน อีก 12 ชั่วโมง และการประยุกต์เนื้อหาเข้าไปใช้ใน ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ที่ครูทุกคนต้องทำเป็นประจำอยู่แล้วอีก 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จะทำให้คุณครูได้พัฒนาการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ

มร. แอนดรูว์ กลาส

ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา มีจำนวนคุณครูที่เข้าร่วมอบรมกว่า 12,000 คน ซึ่งไทยมาสเตอร์เทรนเนอร์ได้บันทึกเทปหลักสูตรอบรมการสอนภาษาอังกฤษ โดยการสนับสนุนจากมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเตรียมเผยแพร่ในเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้คุณครูทั่วประเทศได้เข้าถึงเนื้อหาการอบรม อีกทั้งยังเตรียมขยายผลโครงการอบรมเข้าไปในพื้นที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอีกด้วย

กนกรัตน์ โชคเกิด คุณครูวิชาภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนไทรแก้ววิทยา อ.ปราสาท จ.สุรินทร์หนึ่งในไทยมาสเตอร์เทรนเนอร์ กล่าวว่า หนึ่งในความท้าทายของคุณครูภาษาอังกฤษในโรงเรียนขนาดเล็ก และห่างไกล คือความหลากหลายของพื้นฐานทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียน และการวางแผนการสอนให้เหมาะสมกับนักเรียนทุกคนในชั้นเรียน ซึ่งเนื้อหาการอบรมในโครงการบูธแคมป์ เทอร์โบ เปรียบเสมือนเครื่องมือการสอนที่ถูกออกแบบมาให้นำไปใช้ได้ในหลากหลายบริบท

คุณครูจึงสามารถนำองค์ความรู้จากการอบรมไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับชั้นเรียนของตัวเองได้ นอกจากนี้การติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิดภายในเครือข่ายไทยมาสเตอร์เทรนเนอร์ และชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ยังทำให้ผลการดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเกิดการแชร์ผลลัพธ์การสอนซึ่งกันและกัน นำไปสู่การปรับปรุงการสอนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 มร. แอนดรูว์ กลาส ผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า บูธแคมป์เทอร์โบ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการยกระดับการศึกษาภาษาอังกฤษในประเทศไทย และตัวเครือข่ายของไทยมาสเตอร์เทรนเนอร์กว่า 30 คน ถือเป็นกลุ่มบุคลากรที่เป็นความหวังในการขยายผลลัพธ์ของโครงการบูธแคมป์ให้ครูได้เข้าถึงได้มากขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และเป็นมันสมองสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของประเทศไทย

เปิด..3นักวิจัยดีเด่น ปี2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/406041?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

เปิด..3นักวิจัยดีเด่น ปี2563

22 ธันวาคม 2562 – 16:05 น.
นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2563,ศดรสมบูรณ์ ธนาศุภวัฒน์
เปิดอ่าน 583 ครั้ง

เปิด..3 คณาจารย์จุฬาฯ คว้ารางวัล “นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2563” พร้อมผลงานวิจัยอันทรงคุณค่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ระบุเด็กไทยนำความรู้ไปใช้ไม่เป็น

สามคณาจารย์จุฬาฯ “นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2563” กับผลงานวิจัยทรงคุณค่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ…ไล่เรียงมาตั้งแต่ “ศ.ดร.สมบูรณ์ ธนาศุภวัฒน์” คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ “ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์” สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ “รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี” คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับการประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ให้ได้รับรางวัล “นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2563” ด้วยผลงานวิจัยซึ่งมีความโดดเด่นและเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ในสาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา สาขาปรัชญา และสาขาการศึกษา

อ่านข่าว:นักวิจัยสถาบันวิทยสิริเมธีคว้ารางวัลนักวิทย์ดีเด่นปี2562

ศ.ดร.สมบูรณ์ ธนาศุภวัฒน์

ศ.ดร.สมบูรณ์ ธนาศุภวัฒน์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา เป็นผู้มีผลงานการวิจัยทางจุลชีวิทยา โดยเฉพาะการแยกเชื้อ เช่น เชื้อแบคทีเรียและเชื้อในอาหารหมักพื้นบ้านของประเทศไทย เช่น แหนม ปลาร้า ปลาจ่อม น้ำปลา ทำให้พบแบคทีเรียชนิดใหม่หลากหลายชนิดและจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในวงกว้าง ทั้งในด้านเภสัชกรรมและอุตสาหกรรม ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

นอกจากนี้ยังศึกษาเชื้อแบคทีเรียในดิน ในทะเล และอื่นๆ ทำให้พบแบคทีเรียใหม่ๆ มากกว่า 130 สปีชีส์ ซึ่งเป็นสกุลใหม่มากกว่า 14 สกุล รวมถึงยีสต์ด้วย โดยแบคทีเรียที่ค้นพบส่วนใหญ่เป็นเชื้อที่มีประโยชน์ เช่น แลคโตบาซิลลัสที่สามารถพบได้ในปลาร้า หรือแลคโตบาซิลลัสสายพันธุ์ใหม่ของโลกที่พบในใบเมี่ยงหมักทางภาคเหนือ ซึ่งปัจจุบันได้นำเชื้อที่แยกออกมาจำนวนมากไปทดลองใช้ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ โดยผสมในอาหารสัตว์เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะ และล่าสุดซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก คือเชื้อจุลินทรีย์ที่สามารถย่อยขวดพลาสติก PET และไบโอพลาสติกให้เป็นโพลิเมอร์

         “ในการทำวิจัยต้องเห็นความสำคัญของ ทุกคนที่มีส่วนร่วมในงานวิจัย สร้างความเข้าใจในทีม คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมและเป้าหมายในการวิจัยเป็นหลัก ประเทศเรายังขาดแคลนเรื่องของกำลังคนในการทำวิจัย อยากเห็นคนที่สนใจงานด้านนี้จริงๆ มีใจรักในการทำงานวิจัย และมีน้ำใจในการทำงานร่วมกัน”ศ.ดร.สมบูรณ์ ฝากข้อคิดสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่

ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาปรัชญา เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย – พม่าในหลากหลายมิติ ผลงานวิจัยเด่นๆที่ผ่านมา เช่น สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 พระสุพรรณกัลยา พม่ารบไทย พม่าอ่านไทย ฯลฯ ผลงานวิชาการล่าสุดคือหนังสือ “คาชูราโอ สวรรค์บนพื้นพิภพ” และ “จากศึกบางกุ้ง ถึงศึกอะแซหวุ่นกี้”

   ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์

ศ.ดร.สุเนตร กล่าวว่าวิธีการศึกษาวิจัยว่าเน้นศึกษาข้อมูลหลักฐานจากพงศาวดารพม่า และต้องลงพื้นที่ด้วย ซึ่งองค์ความรู้ที่ได้จากการทำวิจัยเกี่ยวกับพม่าซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับประเทศไทยเป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการในหลายด้าน ที่สำคัญคือเป็นพื้นฐานสำคัญในการนำไปสร้างบทภาพยนตร์เรื่อง “สุริโยไท”และ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” สิ่งที่ยึดมั่นในการทำงานวิจัยมาโดยตลอดคือการไม่หยุดที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความรู้ต่างๆ ทั้งนี้การเข้าใจปัญหาต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้งรอบด้าน ไม่สามารถทำได้ด้วยศาสตร์แขนงใดแขนงหนึ่ง แต่ต้องมีการประสานความรู้ทั้งในมิติของวิทยาศาสตร์และมนุษยศาสตร์ไปพร้อมกัน

“อดีตช่วยให้เรามีตัวตนที่ชัดเจนในปัจจุบัน เป็นบทเรียนที่ทำให้เรารู้ว่าในอนาคตเราควรจะก้าวไปอย่างไร ประวัติศาสตร์คือวิชาที่สอนให้เราแสวงหาความจริงโดยการใช้ข้อมูลหลักฐานในอดีตที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่มีสีสันสนุกสนานและมีมิติของการเรียนรู้หลายอย่าง” ศ.ดร.สุเนตร กล่าว

รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาการศึกษา ราชบัณฑิต ประเภทวิชาศึกษาศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง เปิดเผยถึงงานวิจัยที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 38 ปีที่เป็นอาจารย์ ครอบคลุมงานวิจัยด้านการศึกษาในระดับต่างๆ ตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงอุดมศึกษา ส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยระยะยาว เพื่อให้ได้องค์ความรู้ที่เกิดประโยชน์ในแวดวงการศึกษาของไทย แม้จะเกษียณอายุราชการไปแล้วก็ยังไม่ละทิ้งการทำงานวิจัย

 รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี

รศ.ดร.ทิศนาในฐานะคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการปฏิรูปการศึกษาเพื่อช่วยขจัดปัญหาและยกระดับคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยให้ดีขึ้น ผลการศึกษาพบว่าเด็กไทยนำความรู้ที่เรียนมาไปใช้ไม่เป็น ประยุกต์ใช้ทักษะความรู้ไม่ได้ ผลการวิจัยทำให้ได้กรอบสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนระดับขั้นพื้นฐาน 10 สมรรถนะ ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับผู้เรียนยุคใหม่ในศตวรรษ ที่ 21 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการกำลังดำเนินการปรับหลักสูตรปัจจุบันให้เป็นหลักสูตรสมรรถนะเพื่อที่จะช่วยให้การปฏิรูปการศึกษาขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น

      “การทำงานวิจัยช่วยทำให้เป็นคนใฝ่รู้ตลอดเวลา การทำงานวิจัยให้สำเร็จต้องเริ่มจากการเลือกเรื่องที่อยู่ในความสนใจ ยิ่งเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ ก็จะทำให้เรามีกำลังใจในการทำวิจัยมากยิ่งขึ้น” รศ.ดร.ทิศนา ย้ำว่า การศึกษาในบ้านเราจะพัฒนาและก้าวไปอย่างมั่นคงยั่งยืน ไม่ได้เป็นหน้าที่ของคนในวงการการศึกษาเท่านั้น แต่ทุกฝ่าย รวมทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครองและสังคมต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง