ขอบคุณ อว.เข้าใจหลักการโครงการ Yong Creative Awards Startup #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/405917?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ขอบคุณ อว.เข้าใจหลักการโครงการ Yong Creative Awards Startup

21 ธันวาคม 2562 – 16:11 น.
นายกสมาคมนักประดิษฐ์
เปิดอ่าน 33 ครั้ง

นายกฯนักประดิษฐ์’ ขอบคุณกระทรวง อว. เข้าใจในหลักการของโครงการ Young Creative Awards Startup Thinking  ชี้เป็นโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐ

21 ธ.ค.2562-นายกฯนักประดิษฐ์’ ขอบคุณกระทรวง อว. เข้าใจในหลักการของโครงการ Young Creative Awards Startup Thinking  ชี้เป็นโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐและยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเตรียมคนไทยเข้าสู่ศตวรรษที่ 21

นายภณวัชร์นันท์ ไกรมาตย์ นายกสมาคมนักประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการเข้าพบ นายองอาจ ปัญญาชาติรักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อสนับสนุนโครงการ  Young Creative Awards Startup Thinking ประจำปี พ.ศ. 2563 ว่า ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ทางกระทรวง อว. เข้าใจในหลักการของโครงการ

ที่ต้องการสนับสนุนให้เยาวชนไทยรู้จักกระบวนการการต่อยอดนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่เดิม และคิดวิเคราะห์นำสิ่งต่างๆ เพื่อนำมาเป็นนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ รวมทั้ง สร้างเกียรติภูมิของประเทศไทยในเวทีโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ที่มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงระบบการศึกษากับภาคปฏิบัติจริงในภาคธุรกิจ สร้างนักวิจัยใหม่และนวัตกรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ

“ผมต้องขอขอบคุณทางกระทรวงการอุดมศึกษา ฯ ที่ได้ตอบรับในหลักการของโครงการที่ทางสมาคมฯ ได้เสนอ ซึ่งผมขอย้ำว่า เป็นโครงการที่มีความมุ่งหมายให้ ให้เยาวชนมีแนวคิดที่จะพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และ นวัตกรรมให้เข้าสู่ระบบเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเองและประเทศชาติ ถือว่า สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและยุทธศาสตร์ชาติในเรื่องการพัฒนาศักยภาพของคนไทย ที่มุ่งเน้นตอบสนองให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในยุคศตวรรษที่ 21  ดังนั้น การพบปะกับทางผู้บริหารกระทรวง อว. ในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการดังกล่าว ที่ทางสมาคม จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันนักประดิษฐ์ไทย 2 กุมภาพันธ์ 2563ด้วย” นายภณวัชร์นันท์กล่าว

ดึงเด็กข้ามชาติ2แสนเข้าระบบการศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/405759?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ดึงเด็กข้ามชาติ2แสนเข้าระบบการศึกษา

20 ธันวาคม 2562 – 15:15 น.
เด็กข้ามชาติ,การศึกษา
เปิดอ่าน 125 ครั้ง

ดึงเด็กข้ามชาติ2แสนเข้าระบบการศึกษา โดย…  ปาริชาติ บุญเอก Qualitylife4444@gmail.com –

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีเด็กข้ามชาติ 164,259 คนที่กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนรัฐ ศูนย์ กศน. และศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ อย่างไรก็ตามยังมีเด็กข้ามชาติกว่า 2 แสนคนที่ยังเข้าไม่ถึงการศึกษา แม้ว่าประเทศไทยจะมี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติปี 2542 และมติคณะรัฐมนตรี 2548 ที่กำหนดให้เด็กทุกคนได้เรียนฟรี 15 ปี ไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือไม่มีก็ตาม

การอพยพย้ายถิ่นของเด็กเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก เด็กเหล่านี้ย้ายถิ่นจากบ้านเกิด เนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น สงครามขัดแย้ง ความยากจน และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทำให้เสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ แรงงานเด็ก การถูกล่วงละเมิดทางเพศ และเข้าไม่ถึงการศึกษา

  “การศึกษา” คือปัจจัยสำคัญในการปกป้องพวกเขาให้รอดพ้นจากภัยคุกคามเหล่านี้ การปกป้องและคุ้มครองสิทธิของเด็กข้ามชาติ เป็นเรื่องที่สหภาพยุโรปให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าเด็กข้ามชาติจะอยู่ในสถานะใด เด็กเหล่านี้ต้องได้รับสิทธิเท่าเทียมกับเด็กอื่นๆ เราจะไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ข้างหลัง ดังนั้นการลงทุนด้านการศึกษาให้เด็กข้ามชาติจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากลับคืนมา”  ดร.จูเซปเป

บูซีนี รองหัวหน้าคณะผุ้แทนสหภาพยุโรป (อียู) ประจำประเทศไทย กล่าวในงานเปิดตัวรายงานความท้าทายในการจัดการศึกษาเด็กข้ามชาติ ไร้เส้นกั้นการศึกษา : แนวปฏิบัติที่ดีและการถอดบทเรียนจากการจัดการศึกษา สำหรับเด็กข้ามชาติในประเทศไทยที่กระทรวงศึกษาธิการเมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา

เด็กข้ามชาติ 2 แสนคนไม่อยู่ในโรงเรียน
ทั้งนี้ในรายงาน ไร้เส้นกั้นการศึกษา : แนวปฏิบัติที่ดีและการถอดบทเรียนจากการจัดการศึกษา สำหรับเด็กข้ามชาติในประเทศไทยปี 2562 จัดทำโดยองค์การยูนิเซฟประเทศไทย และสหภาพยุโรป (อียู) ประจำประเทศไทย ซึ่งได้รวบรวมการสัมภาษณ์ผู้แทนหน่วยงานรัฐบาลและองค์กรภาคประชาสังคม ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู นักเรียน และพ่อแม่ผู้ปกครอง ระหว่างวันที่ 29 มกราคม-13 กุมภาพันธ์ 62 ในโรงเรียนรัฐบาล 16 แห่ง พื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ระนอง สมุทรสาคร ตาก และตราด เพื่อศึกษาความท้าทายในการจัดการศึกษาแก่เด็กข้ามชาติ ซึ่งมีความซับซ้อนหลายรูปแบบ

ระบุว่าการเข้าโรงเรียนของเด็กข้ามชาติในระบบการศึกษาในประเทศไทยในโรงเรียนรัฐบาล 145,379 คน ศูนย์ กศน. 2,562 คน ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ 16,350 คน รวม 164,259 คน แต่มีเด็กข้ามชาติที่ไม่ได้เข้าโรงเรียนกว่า 2 แสนคน หรือคิดเป็น 50% ของเด็กข้ามชาติวัยเรียนที่อาศัยในไทย ซึ่งประมาณการณ์ว่ามีอยู่ราว 3-4 แสนคน

ปีเตอร์ โฟเบล รักษาการผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะเปิดโอกาสทางด้านการศึกษาให้แก่เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม แต่ก็ยังมีปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่ยังต้องก้าวข้าม ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ คือการไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลักทำให้ไม่เข้าใจภาษาดีพอ ต้นทุนด้านโอกาส ความไม่รู้ของนโยบายการเข้าถึงการศึกษา และในแง่ของผู้ให้บริการการการศึกษา ก็อาจจะยังไม่รู้ว่าจะช่วยเหลืออย่างไร และครอบครัวข้ามชาติบางครอบครัวมองว่าไม่จำเป็นต้องเรียน เพราะความรู้ในโรงเรียนยังไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องใช้จริง

ปีเตอร์ โฟเบล

“การศึกษาเป็นส่วนสำคัญในการคุ้มครองเด็กข้ามชาติไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ และความเสี่ยงต่างๆ นำไปสู่ลักษณะนิสัย การดูแลสุขภาพอนามัยดียิ่งขึ้น และทำให้เด็กไทยและเด็กข้ามชาติเรียนรู้การอยู่ร่วมกับความแตกต่างทางวัฒนธรรม และมีทักษะการเป็นพลเมืองโลก นอกจากนี้ยังส่งผลให้ประเทศไทยมีผลิตภาพที่มากขึ้นเพราะครอบครัวแรงงานไม่ต้องกังวลว่าตอนไปทำงานลูกจะอยู่อย่างไร เด็กจะมีความรู้ อ่านอออกเขียนได้ มีศักยภาพในการทำงานเพื่อการพัฒนาประเทศ ปัญหาที่เด็กข้ามชาติเจอ เป็นปัญหาเดียวกับเด็กด้อยโอกาสของไทย คือ ชนกลุ่มน้อยที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทย หรือกลุ่มรายได้น้อย ดังนั้นการช่วยเด็กข้ามชาติก็เป็นการช่วยเด็กไทยที่ด้อยโอกาสเช่นเดียวกัน” ปีเตอร์ กล่าว

อย่างไรก็ตามรายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันมีโรงเรียนหลายแห่งในประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จในการจัดการศึกษาอย่างทั่วถึงแก่เด็กทุกคนทั้งเด็กไทยและเด็กข้ามชาติ โดย 5 องค์ประกอบของความสำเร็จ 5 ประการ คือ 1.การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการวางแผนและการนำนโยบายไปปฏิบัติ 2.การมีผู้นำที่เข้มแข็งมีแรงจูงใจและมีความสามารถในการสนับสนุนเด็กข้ามชาติ 3.การใช้กลยุทธ์การเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ 4.การปรับปรุงการจัดการศึกษาให้สอดคล้อง

 ไร้เส้นแบ่งทางการศึกษา
กิชสณพนธ์ เฉลิมวิสุตม์กุล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าอาจ อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งสอนในระดับอนุบาล–ประถมศึกษา มีนักเรียนจำนวน 603 คน ครู 33 คน เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนให้ทั้งเด็กไทยและเด็กข้ามชาติ ระบุว่าโรงเรียนติดแนวตะเข็บชายแดน มีแม่น้ำเมยกั้นไทยกับเมียนมาร์ เด็กส่วนใหญ่จึงเป็นเด็กข้ามชาติโดยเฉพาะเมียนมาร์ กว่า 90% และเด็กไทยราว 10% ทางโรงเรียนให้เด็กเรียนรวมกันอย่างเท่าเทียม

กิชสณพนธ์ เฉลิมวิสุตม์กุล

นอกจากนี้ยังสอนภาษาเมียนมาร์ให้กับเด็กไทยอาทิตย์ละ 1 ครั้งตั้งแต่ ป.1 เพื่อให้เด็กเรียนรู้วัฒนธรรมซึ่งกันและกัน มีหอพักให้เด็กๆ ที่บ้านไกล หรือพ่อแม่ไม่มีเวลาสามารถอยู่อาศัยฟรี เมื่อจบการศึกษาชั้นประถมจะเรียนต่อในโรงเรียนมัธยมใกล้เคียงมากถึง 90-100% มีบางส่วนที่ออกมากลางคันเนื่องจากพ่อแม่ต้องการให้ช่วยทำงาน ขณะเดียวกันบางคนยังไม่เห็นความสำคัญของการส่งลูกเข้าสู่ระบบการศึกษา

มะเอ่เจ่ตู ชั้น ป.5 โรงเรียนบ้านท่าอาจ เด็กสาวจากเมียนมาร์ วัย 16 ปี ที่ติดตามพ่อแม่เข้าอยู่ในประเทศไทยเมื่อ 5 ปีก่อน เล่าว่า เดิมพ่อมีอาชีพขับรถรับจ้างที่ประเทศเมียนมาร์ และครอบครัวย้ายมาอยู่ในประเทศไทย โดยพ่อทำอาชีพส่งน้ำ แม่เป็นแม่บ้าน ได้เริ่มเรียน ป.1 แรกๆ พูดไทยไม่ได้เลย จน ป.3 จึงเริ่มอ่านออกเขียนได้ เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์ อย่างไรก็ตามยังมีเพื่อนๆ ชาวเมียนมาร์บางส่วนที่ไม่ได้เข้าเรียนเพราะพ่อแม่มองว่าอยากให้ทำงานมากกว่า จึงอยากให้เพื่อนๆ มีโอกาสเข้าถึงระบบการศึกษาเช่นเดียวกัน

มะเอ่เจ่ตู

อย่างไรก็ตามประเทศไทยควรร่วมมือกับประเทศต้นทางเพื่อส่งต่อนักเรียน ปรับปรุงคู่มือและแนวทางปฏิบัติสำหรับการจัดการศึกษาแก่เด็กข้ามชาติให้อ่านง่ายขึ้น

ดร.รับขวัญ ธรรมาภรณ์พิลาส เจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษา องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยเสนอว่า ควรจัดทำชุดสื่อข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิด้านการศึกษาสำหรับเด็กข้ามชาติให้แก่ผู้ปกครองที่ต้องย้ายถิ่น พัฒนาทักษะผู้สอน และพัฒนากลไกความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ สำรวจวิธีการเข้าถึงเด็กที่ไม่ได้เรียน รณรงค์กับเอกชน ผู้ประกอบการ ในการให้การศึกษาแก่เด็กข้ามชาติ รวมถึงสื่อสารกับพ่อแม่ผู้ปกคอรงเพื่อลดการออกกลางคัน

ดร.รับขวัญ ธรรมาภรณ์พิลาส

 การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์
วัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องจัดการศึกษาให้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม อย่างมีคุณภาพ อย่างน้อยได้เรียนจบในชั้นประถมศึกษา ปัจจุบันการเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียน การเคลื่อนย้ายแรงงาน การโยกย้ายถิ่นฐานเป็นสิ่งที่พบเห็นทั่วไป ประเทศไทยรับแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่จากเมียนมาร์ ลาวและกัมพูชามาทำงาน มีหลายคอรบครัวที่บุตรหลานเกิดในไทยและประเทศต้นทางเข้าอาศัยในประเทศไทย

สพฐ.ในฐานะหน่วยงานหลักในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กทุกคนในประเทศไทย ปัจจุบันมีนักเรียนข้ามชาติกว่า 1.5 แสนคน ที่ศึกษาในสถานศึกษาของสพฐ. รัฐบาลไทยได้ดำเนินการตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ไม่ได้แบ่งแยกหรือกีดกันเด็กต่างชาติหรือเด็กที่ไม่มีสัญชาติ ไม่ว่าจะเป็นเด็กไทยหรือเด็กชาติไหนก็ตาม หากเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแล้วจะได้รับโอกาสทางการศึกษาตามกฎหมาย การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพให้เด็กทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติด้านการศึกษาที่จะสร้างหลักประกันว่าเด็กทุกคนสำเร็จการศึกษาในระดับประถมและมัธยมที่มีคุณภาพเท่าเทียมและไม่มีค่าใช้จ่ายนำไปสู่ผลลัพธ์ทางการเรียนที่มีประสิทธิผล

ภายในปี 2573 รัฐบาลที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติได้ลงนามกันไว้ นอกจากนั้นการที่มีเด็กที่มีความแตกต่างและหลากหลายในระบบการศึกษาก็ถือว่าเป็นโอกาสสำคัญที่เด็กจะได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทร สันติ และสมานฉันท์ ซึ่งเป็นมติร่วมกันของประชาคมอาเซียนที่ประเทศไทยเป็นสมาชิก

จุฬาฯ มหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับ 3 ของไทย ปี 2019 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/405616?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

จุฬาฯ มหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับ 3 ของไทย ปี 2019

19 ธันวาคม 2562 – 18:50 น.
จุฬาฯ มหาวิทยาลัยสีเขียว,อันดับ3,Chula Zero Waste
เปิดอ่าน 134 ครั้ง

จุฬาฯ มหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับ 3 ของไทย ปี 2019 อันดับ 1 ด้านการจัดการพลังงานการจัดการขยะ การเรียนการสอนและการวิจัย 

  ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยสีเขียวของโลก หรือ UI Green Metric World University Ranking 2019 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับที่ 84 ของโลก และเป็นอันดับที่ 3 ของมหาวิทยาลัยไทย โดยได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ใน 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ ด้านการจัดการพลังงาน ด้านการจัดการขยะ และด้านการเรียนการสอนและการวิจัย

อ่านข่าว:จุฬาฯ ครองมหาวิทยาลัยอันดับ1ของประเทศไทยเป็นปีที่ 4

สำหรับปีนี้มีมหาวิทยาลัย 780 แห่งทั่วโลก ที่เข้าร่วมการจัดอันดับ และมีมหาวิทยาลัยไทยเข้าร่วมทั้งสิ้น 37 แห่ง ในภาพรวมอันดับของมหาวิทยาลัยไทย โดยเฉพาะสามอันดับแรกคือมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีผลคะแนนและอันดับที่ขยับขึ้นจากปีก่อน

ทั้งนี้ Green Metric World University Ranking มีเกณฑ์ชี้วัดแบ่งออกเป็น 6 หมวด ได้แก่ 1) Setting and Infrastructure (การจัดการพื้นที่ในมหาวิทยาลัย เช่น พื้นที่สีเขียว พื้นที่ซึมซับน้ำ) คิดเป็น 15% ของคะแนน 2) Energy and Climate Change (การจัดการพลังงาน รวมไปถึงเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ Carbon Footprint องค์กร) คิดเป็น 21% 3) Waste Management (การจัดการขยะ) คิดเป็น 18% 4) Water Management (การจัดการน้ำ) คิดเป็น 10% 5) Transportation (การขนส่ง) คิดเป็น 18% และ 6) Education and Research (การเรียนการสอน การวิจัย ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน) คิดเป็น 18 %

  กอปร ลิ้มสุวรรณ หัวหน้ากลุ่มภารกิจการจัดการสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เปิดเผยว่า การที่จุฬาฯ ได้ผลคะแนนเป็นอันดับ 1 ใน 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ ด้านการจัดการพลังงาน ด้านการจัดการขยะ และด้านการเรียนการสอนและการวิจัย เป็นผลมาจากความสำเร็จในการดำเนินการด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในด้านการจัดการขยะ

จุฬาฯ มี โครงการ Chula Zero Waste ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการยกระดับการจัดการขยะในมหาวิทยาลัยและสร้างความตระหนักให้แก่ประชาคมจุฬาฯและสังคมภายนอก ส่วนด้านการจัดการพลังงาน สิ่งที่จุฬาฯ เน้นคือการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพส่งเสริมการใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงาน มีโครงการปรับเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศประสิทธิภาพสูง

และโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์ เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน Renewable Energy ซึ่งมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการติดตั้งเรียบร้อยแล้วทั้งมหาวิทยาลัย และทยอยดำเนินการ โดยในปีนี้กำลังติดตั้งที่อาคารจามจุรี 9 ส่วนเรื่องของการศึกษาและวิจัย จุฬาฯ มีกองทุนวิจัยต่างๆ ที่ส่งเสริมการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในหลากหลายมิติ อีกทั้งมีการประเมิน Carbon Footprint และจัดทำรายงานความยั่งยืน หรือ Sustainable Report ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2013 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คะแนนของจุฬาฯ เพิ่มมากขึ้น

หัวหน้ากลุ่มภารกิจการจัดการสิ่งแวดล้อม จุฬาฯ กล่าวว่า ในด้านการจัดการพื้นที่ในมหาวิทยาลัย (Setting and Infrastructure) จุฬาฯ ค่อนข้างเสียเปรียบเพราะเป็นมหาวิทยาลัยใจกลางเมืองที่มีอาคารจำนวนมากว่า 200 อาคาร รองรับกิจกรรมการเรียนการสอนการวิจัยของนิสิตบุคลากรมากกว่า 45,000 คน ซึ่งทำให้ จุฬาฯ มีข้อจำกัดอย่างมากในการเพิ่มปริมาณพื้นที่สีเขียว แต่เราพยายามเพิ่มคุณภาพของพื้นที่สีเขียวให้คนได้เข้ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ หรือในด้านการจัดการน้ำ (Water Management) จุฬาฯ ก็มีข้อจำกัดด้วยเรื่องของพื้นที่เช่นกัน ทำให้เราจำเป็นต้องใช้น้ำประปาและไม่สามารถสร้างบ่อสำหรับเก็บกักน้ำฝนหรือระบบบำบัดน้ำเสียรวมขนาดใหญ่เพื่อหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ยังคงต้องใช้ระบบบำบัดน้ำเสียภายในแต่ละอาคารเป็นหลัก

“เรื่องระบบขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จุฬาฯ ทำได้ดีจากการดำเนินงานตามแผนแม่บทการพัฒนามหาวิทยาลัย โดยเรามีอาคารจอดรถสี่มุมเมือง ช่วยลดการจราจรและมลภาวะทางอากาศ รวมทั้งมีทางเลือกการเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เช่น รถโดยสารภายในจุฬาฯ (Chula Pop Bus) ซึ่งเป็นรถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด หรือการส่งเสริมให้คนเดินเท้าด้วยการทำทางเดินมีหลังคาคลุม และมีโครงข่ายการสัญจรที่จุฬาฯ ทำไว้ทั้ง CU Bike, CU Toyota Ha:mo และ Muvmi” กอปร กล่าว

แม้จะมีข้อจำกัดทางด้านกายภาพและพื้นที่ แต่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังคงไม่หยุดที่จะพัฒนาเพื่อการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวอย่างยั่งยืนต่อไป สิ่งที่จะพัฒนาต่อไปในอนาคต จุฬาฯ จะให้ความสำคัญกับในเรื่องของคุณภาพสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วม (Engagement) ของคนในจุฬาฯ และชุมชนรอบๆ ให้มากขึ้น เน้นการสร้างจิตสำนึกของคนในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิสิตเช่น โครงการ Chula Zero Waste ที่มีการบริหารจัดการขยะในภาพรวมของมหาวิทยาลัย และลงไปถึงพฤติกรรมของนิสิตด้วย ทั้งนี้เรื่องของมหาวิทยาลัยสีเขียวหรือมหาวิทยาลัยยั่งยืนไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่เรื่องกายภาพอย่างเดียว แต่ควรขยายไปยังเรื่องของสังคม เศรษฐกิจ และอื่นๆ ที่ครอบคลุมบริบทของความยั่งยืนด้วยเช่นกัน

            “การจัดอันดับมหาวิทยาลัยสีเขียว โดย UI Green Metric ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้เราได้เห็นมาตรฐาน (benchmark) เมื่อเทียบกับตัวเองในอดีต และเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วย แต่สิ่งสำคัญมากกว่านั้นคือการทำให้ทุกคนตระหนักและร่วมมือกันทำให้จุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวอย่างยั่งยืน” กอปร กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยสีเขียวประจำปี 2019  ได้ที่www.greenmetric.ui.ac.id/

พบเด็ก ‘บูลลี่ในโรงเรียน’ ร้อยละ 40 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/405590?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

พบเด็ก ‘บูลลี่ในโรงเรียน’ ร้อยละ 40

19 ธันวาคม 2562 – 18:05 น.
ผศดรสมบัติ​ ตาปัญญา​,นักจิตวิทยา,เด็กรังแกกัน,สพฐ
เปิดอ่าน 827 ครั้ง

นักจิตวิทยาคลินิก​ เผย พบเด็กนักเรียน “บูลลี่ในโรงเรียน” ถึง 40% ​ ชงบรรจุหลักสูตรแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

วันที่ 19​ ธ.ค.​ 2562​ -​ ผศ.ดร.สมบัติ​ ตาปัญญา​ นักจิตวิทยาคลินิก​ และนักวิชาการด้านคุ้มครองเด็ก​ กล่าวว่าเด็กที่ถูกรังแกต่อเนื่องจะแสดงอาการอยู่ 2 ประเภท​ คือ​ 1.เก็บกดจนมีอาการซึมเศร้าและทำร้ายตัวเอง​ และ 2.แสดงออกภายนอกด้วยการลงมือกระทำความรุนแรง​ ต่อสู้จนกลายเป็นอาชญากรเด็ก

     อ่านข่าว

         ล้อมคอก ‘บูลลี่’ ในโลกออนไลน์

         เด็ก ม.1 ขโมยปืนพ่อ ยิงเพื่อนดับแค้นหลังถูกล้อหน้าห้องเรียน

ใน​ช่วงเวลาที่ผ่านมา​ มีหลายเคสที่เกิดเป็นข่าวและไม่เกิดเป็นข่าว​ ที่เป็นความรุนแรงในโรงเรียนอย่างคาดไม่ถึง​ ซึ่งเกิดมาจากการกลั่นแกล้งกัน​ งานวิจัยที่ตนเคยทำเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนพบว่ามีเด็กถูกรังแกถึง 40% เพราะฉะนั้นที่ปรากฏเป็นข่าวอาจจะเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น

กรณีเด็ก​ ม.1​ ลงมือยิงเพื่อนที่ล้อเลียน​ จนเสียชีวิตมีการสันนิษฐานว่าเป็นการเลียนแบบการใช้ความรุนแรงจากเกม​ด้วยนั้น ดร.สมบัติ​ บอกว่า ก็มีหลายปัจจัยที่เป็นแรงหนุนให้เกิดความรุนแรงไม่เฉพาะแค่การเลียนแบบเกม​ แต่พฤติกรรมของผู้ใหญ่​รอบตัว​ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือคนอื่นๆ​ ที่หาทางออกด้วยการใช้ความรุนแรง​ ก็มีส่วนให้เด็กเลียนแบบได้​ รวมไปถึงละคร​ ภาพยนตร์ต่างๆเพราะฉะนั้นในแต่ละเคสจึงไม่ควรลงน้ำหนักว่าสาเหตุ​เกิดจากอะไร​ ต้องพิจารณาเป็นรายๆไป

แต่จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียน​ ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น​ กระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน​ หรือสพฐ.​ ได้เชิญตนให้เข้าร่วมประชุม​ เพื่อหาทางออกปัญหาเด็กรังแกในโรงเรียน​ วันที่ 26 ธันวาคมนี้ เพื่อเตรียมลงพื้นที่สำรวจสถิติ​ เด็กที่รังแกกันทั้งประเทศ​ โดยใช้เวลาในการสำรวจประมาณ 5 เดือน​ ก่อนที่จะกำหนดเป็นนโยบายแก้ไขปัญหาในระยะยาว

ดร.สมบัติ​ มีข้อเสนอเชิงนโยบาย​ โดยยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหาของต่างประเทศ​ ที่มีการออกกฎหมายให้โรงเรียนต่างๆ​ ต้องมีกิจกรรมป้องกันการรังแกกัน​ มีบททดสอบ​ และการประเมินผล​ ซึ่งหากสถานศึกษาหรือโรงเรียนใดไม่ปฏิบัติตามก็จะมีบทลงโทษ​ เช่น​ การตัดงบประมาณ​ เป็นต้น​

รูปแบบในการจัดกิจกรรม​ ก็อย่างเช่น​ การสร้างสันติวัฒนธรรม​ในโรงเรียน​ โดยครูและผู้ปกครอง​ ต้องมีวิธีการลงโทษโดยไม่ใช้การลดความรุนแรง​ เพื่อเด็กให้เห็นว่าทางออกวิธีอื่น​ ที่แก้ปัญหาได้โดยไม่ใช้ความรุนแรง​ มีการอบรม​ เรียนรู้การจัดการความขัดแย้ง​ โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงหรือการกลั่นแกล้ง​ โดยบรรจุลงไปในหลักสูตร​ ซึ่งประเทศที่มีการบรรจุหลักสูตรการเรียนรู้เรื่องการจัดการกับความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรงตัวอย่างเช่น​ ประเทศเดนมาร์ก​ ฟินแลนด์​ เยอรมนี​ เป็นต้น

จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสอน​ ให้เด็กรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ว่าเวลาถูกทำร้ายต้องทนทรมานแค่ไหน​ ให้รับรู้ความเจ็บปวดของคนอื่น​ ถ้าเด็กเข้าใจคนอื่นก็จะไม่รังแกกัน หากรัฐ​ยังปล่อยปละละเลยให้สถิติการรังแกกันในโรงเรียนมีเพิ่มสูงขึ้น​ ก็จะส่งผลกระทบไปยังเด็กที่ถูกรังแกให้เกิดความกังวล​ สูญเสียคุณค่าในตัวเอง​ ส่วนเด็กผู้รังแกก็จะกลายเป็นขาใหญ่ประจำโรงเรียน​ เมื่อโตขึ้นมา​ หากเป็นนักการเมืองก็จะไม่เห็นหัวประชาชน

นักจิตวิทยา​คลินิก​ บอกว่า​ กรณีเด็กชายชั้น​ ม. 1 ที่ยิงเพื่อนจนเสียชีวิตต้องอธิบายให้สังคม เข้าใจว่าเขาถูกรังแก และต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งถ้าเราช่วยกันทัน​ ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น โดยก่อนที่จะมีนโยบายใดๆออกมาการแก้ไขปัญหาระยะสั้นคือต้องปลูกจิตสำนึกให้กับครูและผู้ปกครองให้เห็นว่าการรังแกกันล้อเลียนกลั่นแกล้งในโรงเรียนไม่ใช่ปัญหาเล็กๆแต่เป็นปัญหาใหญ่ที่จะนำไปสู่ความรุนแรง​ ซึ่งจะต้องสอดส่องดูแล​ ตักเตือนไม่ให้เกิดขึ้น

วัด-พระสงฆ์ ศูนย์กลางพัฒนา ยกระดับสุขภาวะชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/405505?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

วัด-พระสงฆ์ ศูนย์กลางพัฒนา ยกระดับสุขภาวะชุมชน

19 ธันวาคม 2562 – 14:30 น.
วัด,พระสงฆ์,นักพัฒนา,สรงน้ำพระสงฆ์ด้วยราง
เปิดอ่าน 104 ครั้ง

วัด-พระสงฆ์ ศูนย์กลางพัฒนา ยกระดับสุขภาวะชุมชน โดย…  ปาริชาติ บุญเอก  qualitylife4444@gmail.com 

พระสงฆ์ถือเป็นสื่อกลางในการนำหลักธรรมคำสั่งสอน เผยแพร่ให้แก่ประชาชน เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางร่วมกับชุมชนและท้องถิ่น อีกหนึ่งบทบาทของพระสงฆ์ คือ “นักพัฒนา” ที่มุ่งเน้นการบรรลุเป้าหมายให้วัดเป็นศูนย์กลางสร้างสังคมสุขภาวะที่ดีให้แก่ชุมชน

เนื่องด้วย สาธารณสงเคราะห์ มหาเถรสมาคม ได้จัดตั้ง “โครงการพระสงฆ์นักพัฒนาการสาธารณสงเคราะห์กับพื้นที่ต้นแบบการสร้างสังคมสุขภาวะ” ผ่านมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา (มจร.โคราช) สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อให้วัดและพระสงฆ์ที่เปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างสังคมสุขภาวะ โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง ร่วมกับชุมชนและท้องถิ่น สอดแทรกธรรมะในการดำเนินชีวิต กับแนวทางการสร้างปัจจัยทางสังคมที่กำหนดพฤติกรรมสุขภาพ เกิดการจัดการเครือข่ายการเรียนรู้พื้นที่ต้นแบบการสร้างสังคมสุขภาวะต่อไป

ทั้งนี้ หลักในการการปฏิบัติงานสาธารณสงเคราะห์ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1.การจัดการสิ่งแวดล้อม 2.การจัดการสุขภาวะและกลุ่มวัย 3.การพัฒนาระบบเศรษฐกิจวิถีพุทธ 4.การส่งเสริมภูมิปัญญาและวัฒนธรรม และ 5.การจัดการพื้นที่เรียนรู้วิถีพุทธ

ซึ่งมีการสอดแทรกธรรมะในการดำรงชีวิต ถือเป็นการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ในด้านการสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ ที่มุ่งเน้นการบรรลุเป้าหมายให้วัดเป็นศูนย์กลางในการสร้างสุขภาวะเชิงพุทธภายใต้หลักธรรมของพระพุทธเจ้า

    พระสงฆ์ ขับเคลื่อนสังคม
ผศ.ดร.พระมหามงคลธรรมวิธาน รองอธิการบดีฝ่ายกิจการคณะสงฆ์ มมร. กล่าวในการประชุมสัมมนาเชื่อมโยงและทำความเข้าใจเครือข่ายคณะสงฆ์ คณะธรรมยุต โครงการพระสงฆ์นักพัฒนาสาธารณสงเคราะห์กับพื้นที่ต้นแบบการสร้างสังคมสุขภาวะ ณ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) จ.นครปฐม ว่า บทบาทของพระสงฆ์คือการขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์สังคม ควบคู่ไปกับประโยชน์ส่วนตน หมายความว่า หากตนมีความรู้ จะสามารถขยายไปสู่ผู้อื่นต่อไปได้ สาธารณสงเคราะห์มีทั้งประโยชน์ต่อหมู่สงฆ์และพุทธศาสนิกชน ปัจจุบัน ภาพรวมของวัดทั้งหมด ข้อมูลจากสำนักพุทธฯ ปี 2560 พบว่า มีวัดราว 41,252 แห่งทั่วประเทศ ดังนั้น การเชื่อมเครือข่าย เพื่อให้พระสงฆ์ดูแลพระสงฆ์ และนำไปสู่พระสงฆ์เกื้อกูลสังคม จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อพัฒนาองค์ความรู้สุขภาวะอันเป็นลักษณะการตอบโจทย์สังคม

   สร้างเครือข่ายหาพื้นที่ต้นแบบ
สำหรับโครงการดังกล่าว มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2562 – กุมภาพันธ์ 2564 เริ่มตั้งแต่ ระยะที่ 1 (ก.ค.62-พ.ค.63) ศึกษารูปแบบการขับเคลื่อนสังคมสุขภาวะโดยพระสงฆ์และวัด ลงพื้นที่ 77 จังหวัด รวบรวมข้อมูลระดับนโยบายและระดับพื้นที่ จัดทำฐานข้อมูลวัดและข้อมูลพระสงฆ์ รวมถึงการพัฒนากลไกเชิงนโยบาย ตั้งคณะทำงานร่วมคิดร่วมทำในระดับจังหวัด พัฒนาแผนงานสุขภาวะพระสงฆ์ สู่ฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม จัดประชุมสัมมนาเชื่อมโยงและทำความเข้าใจ 5 เขตการปกครองคณะสงฆ์ และสนับสนุนกิจกรรม 77 จังหวัด และประสานงานดำเนินการ

หลังจากนั้น ในระยะที่ 2 (พ.ค.63-ต.ค.63) การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ และ ระยะที่ 3 (ส.ค.63-ก.พ.64) การติดตามและการนำเสนอผลการดำเนินงาน และประเมินติดตามโครงการต่อไป เพื่อสร้างฐานข้อมูลวัด ข้อมูลพระสงฆ์นักพัฒนาและข้อมูลเครือข่าย เกิดแผนงานการพัฒนาสุขภาวะเข้าสู่นโยบายคณะสงฆ์ เกิด 77 พื้นที่ พระสงฆ์นักพัฒนา เกิดการเชื่อมโยงระหว่างคณะพระสงฆ์ปกครองและเครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา รวมถึงเกิด 18 พื้นที่ต้นแบบ และสื่อสารสู่สาธารณะ

ผศ.ดร.พระราชปฏิภาณโกศล อธิการบดี มมร. กล่าวเสริมว่า พระสงฆ์เป็นที่พึ่งทางปัญญาให้แก่สังคม สามารถให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนได้ ดังนั้น การจะพัฒนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการอันชาญฉลาด ตามที่รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานหลักการไว้ว่า การพัฒนาจำเป็นต้องผ่านกระบวนการ 2 ขั้นตอน คือ เข้าใจ และ เข้าถึง จึงจะพัฒนาได้อย่างเหมาะสม

“การสร้างสังคมสุขภาวะในแต่ละพื้นที่ ต่างก็มีองค์ประกอบแตกต่างกันไปทั้งในแง่ของชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม ดังนั้นการพัฒนาต้องผ่านกระบวนการศึกษาเรียนรู้จนเข้าใจอย่างถ่องแท้ ตามคุณสมบัติพื้นฐาน และเข้าถึงสภาพปัญหาและข้อมูลการพัฒนาอย่างรอบด้าน รู้ว่าสิ่งใดควรจะรักษาไว้ สิ่งใดควรปรับปรุงแก้ไข สิ่งใดควรสร้างเสริมให้ดีขึ้น ถ้าทุกท่านมีความเข้าใจและเข้าถึง การพัฒนาย่อมเป็นอุดมการณ์อันยั่งยืนคู่กับสังคมนั้นๆ ตลอดไป” ผศ.ดร.พระราชปฏิภาณโกศล กล่าว

ด้าน ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า หัวใจสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาวะ คือ พฤติกรรม และสภาพแวดล้อม และหากจะสร้างการขับเคลื่อนทางสังคมต้องมี 3 ส่วน คือ “การสร้างความรู้” สังคมต้องมีความรู้และความพร้อม ถัดมาคือ “การสร้างเครือข่าย” เพื่อขยายผล และ สุดท้าย คือ “นโยบาย” เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน ถ้านโยบายไม่เปิดการปฏิบัติก็จะไม่ต่อเนื่อง ทั้งนี้ บทบาทของ สสส. ในด้านของพระสงฆ์ คือ การร่วมมือ และขับเคลื่อนนโยบาย ในเรื่องของธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ สนับสนุนโครงการสงฆ์ไทยไกลโรค ให้ความรู้ด้านโภชนาการพระสงฆ์ รวมถึงกิจกรรมในชุมชน เครือข่าย กับองค์กรต่างๆ พร้อมสนับสนุนพัฒนาแกนนำพระนิสิตที่เข้าไปพัฒนาในชุมชนก่อนที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร

ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์

     สปสช.พัฒนาระบบสุขภาพไร้รอยต่อ
ดร.นพ.ชาตรี เจริญชีวะกุล ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช.มีสิทธิบัตรทองให้พระสงฆ์ได้เข้าถึงการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะกรณีฉุกเฉิน ซึ่งสามารถเข้าได้ทุกโรงพยาบาลในประเทศไทยทั้งรัฐบาลและเอกชน แต่จากข้อมูลพระภิกษุและสามเณร โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปี 2562 ระบุว่า มีจำนวน 174,091 รูปทั่วประเทศ ในจำนวนนี้ ไม่มีข้อมูลในฐาน สปสช. จำนวน 20,559 รูป เนื่องจากบางรูปไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน เพราะบวชมาในระยะเวลานานตั้งแต่อายุยังน้อย

ดังนั้น ในยุทธศาสตร์พัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2560–2564 ซึ่ง สปสช.มีเป้าหมายในการเพิ่มการเข้าถึงบริการในกลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึง โดยภารกิจหลักคือการเพิ่มการเข้าถึงสิทธิของพระสงฆ์ ในปี 2563 นี้ จะมีการขับเคลื่อนการจัดระบบบริการสุขภาพแบบไร้รอยต่อ (ยกเว้นใบ Refer) ไปได้ทุกที่ ฟรีทุกสิทธิ นำร่องระดับเขต พร้อมสนับสนุนเผยแพร่ คู่มือการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับพระภิกษุ สามเณร ตามวัดต่างๆ อีกด้วย

ดร.นพ.ชาตรี เจริญชีวะกุล

กสศ.ชูวิธีแก้ปัญหาร.ร.ขนาดเล็กด้วยระบบ iSEE #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/405419?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

กสศ.ชูวิธีแก้ปัญหาร.ร.ขนาดเล็กด้วยระบบ iSEE

18 ธันวาคม 2562 – 20:54 น.
กสศ,แก้ปัญหารรขนาดเล็ก,ระบบ iSEE
เปิดอ่าน 66 ครั้ง

กสศ.แนะแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก จัดสรรทรัพยากรด้วยหลักความเสมอภาค ใช้ระบบ iSEE ชี้ พิกัดแก้ตรงจุด และใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ช่วยเพิ่มคุณภาพการศึกษา

18 ธ.ค.2562-ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคเพื่อการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า โจทย์ของโรงเรียนขนาดเล็กเป็นโจทย์ที่มีความซับซ้อน และถือเป็นโจทย์สำคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศ กสศ. พยายามวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อตีโจทย์โรงเรียนขนาดเล็กให้เห็นภาพ และแนวทางการปฏิรูปเชิงระบบที่ชัดเจน เพื่อสนับสนุนกระบวนการวิจัยเชิงระบบที่จะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน และสอดคล้องกับกำลังของ กสศ. ที่มีงบประมาณจำกัดเพียง 0.5% ของงบประมาณในระบบการศึกษา เราจึงกำหนดโจทย์การทำงานไปที่กลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลของชุมชน (Small Protected School) ที่ไม่สามารถยุบและควบรวมได้

ดร.ไกรยส กล่าวต่อไปว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (iSEE) พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คนต่อโรงเรียน และมีระยะห่างจากโรงเรียนข้างเคียงที่ใกล้ที่สุดไม่ต่ำกว่า 10 กิโลเมตรอยู่จำนวน 1,594 โรง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลบนดอย เกาะแก่ง และปัจจุบันโรงเรียนกลุ่มนี้ทั่วประเทศจัดการศึกษาให้นักเรียนอยู่ราว 100,000 คน ดังนั้นหากมีการยุบและควบรวมโรงเรียนกลุ่มนี้จะทำให้เด็กเยาวชนที่เรียนอยู่ในโรงเรียนกลุ่มนี้ต้องเดินทางไปโรงเรียนข้างเคียงด้วยระยะทางที่ไกลกว่า 10-20 กิโลเมตร กสศ. จึงใช้กระบวนการวิจัยเชิงระบบเพื่อกำหนดโจทย์การทำงานที่จะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการปฏิรูปความเสมอภาคทางการศึกษาของโรงเรียน Protected School เหล่านี้ ให้สามารถยืนหยัดจัดการศึกษาที่มีคุณภาพให้แก่เด็กเยาวชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย 3 โจทย์ย่อย ได้แก่ การแก้ไขปัญหาด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ การจัดสรรทรัพยากรด้วยหลักความเสมอภาคและนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน

ดร.ไกรยส กล่าวอีกว่า 1. การแก้ไขปัญหาด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based Reform) กสศ. ได้พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ Information system for Equitable Education หรือ iSEE ระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่ช่วยให้ทุกคนเห็นสภาพปัญหาที่จริง ชี้พิกัดในแผนที่ให้เห็นชัดว่าโรงเรียน 1,594 โรงที่ต้องการการคุ้มครองนี้อยู่จังหวัดใด และอยู่ระหว่างการพัฒนาขั้นตอนวิธี (Algorithm) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและปัจจัยสภาพแวดล้อมในมิติต่างๆ เพิ่มเติมนอกเหนือจากระยะห่างระหว่างโรงเรียน เพื่อช่วยค้นหาโรงเรียน Protected School ที่ไม่สามารถยุบและควบรวมได้ที่ครอบคลุมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อาทิ ข้อมูลระยะทางจากบ้าน-โรงเรียน, ภูมิสารสนเทศ ชุมชน มานุษยวิทยาสังคม ฯลฯ เพื่อให้เข้าใจสภาพปัญหาแท้จริงของครอบครัว ของครู ของเด็กและครอบครัว รวมทั้งใช้พัฒนามาตรการสนับสนุนโรงเรียน Protected School ให้สามารถจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพได้อย่างเสมอภาคทัดเทียมกับโรงเรียนขนาดกลางทั่วไป

2. การจัดสรรทรัพยากรด้วยหลักความเสมอภาค (Equity-based Budgeting) ปัจจุบันโรงเรียน Protected School ได้รับการจัดสรรงบประมาณส่วนใหญ่ด้วยสูตรการจัดสรรเงินเดียวกับโรงเรียนปกติทั่วไปในประเทศไทยตามสูตรการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 2 ส่วน คือ เงินอุดหนุนรายหัว และงบเรียนฟรี 15 ปี ที่แปรผันตามจำนวนหัวนักเรียนและระดับการศึกษา โดยมีเงินงบประมาณเพิ่มเติม (Top-up) ให้แก่โรงเรียนขนาดเล็ก 500-1,000 บาท/คน/ปี อยู่เล็กน้อย

สูตรจัดสรรเงินในลักษณะนี้จะทำให้โรงเรียนที่มีจำนวนตัวคูณหัวนักเรียนต่ำเกิดปัญหาจากการไม่ประหยัดต่อขนาด (Lack of Economies of Scale) เนื่องจากโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คนนั้นจะมีค่าใช้จ่ายพื้นฐานในการจัดการศึกษา แทบไม่แตกต่างจากการจัดการศึกษาให้แก่เด็ก 150 หรือ เกือบ 200 คน เช่น ค่าสาธารณูปโภค ค่าวัสดุอุปกรณ์ทั้งทางกายภาพ และสำหรับใช้จัดการเรียนการสอนหรือแม้แต่ค่าจ้างครู แต่การมีจำนวนนักเรียนที่น้อยกว่าโรงเรียนขนาดกลางอยู่ราว 25-50% ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ไม่ได้รับการจัดสรรทรัพยากรที่เพียงพอต่อการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ

แม้จะมีการเพิ่มอัตรางบประมาณอุดหนุนรายหัว (Top-up) ให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กแต่ก็ยังเป็นจำนวนที่ไม่พอสำหรับการปิดช่องว่าจากปัญหาการไม่ประหยัดต่อขนาดนี้ได้ ดังแสดงตามรูปภาพ โครงสร้างต้นทุนในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพนั้นไม่ได้มีลักษณะเป็นเชิงเส้น (non-linear) ค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาจะยิ่งเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยลงหากโรงเรียนยิ่งมีนักเรียนเพิ่มขึ้น สังเกตได้จากเส้นที่มีความชันน้อยลงเรื่อยๆ แต่การอุดหนุนงบประมาณเป็นไปในอัตราที่เพิ่มขึ้นคงที่ (linear) ซึ่งทำให้โรงเรียนที่ยิ่งขนาดเล็กมีแนวโน้มที่ไม่มีงบประมาณที่เพียงพอในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพได้ ในทางกลับกัน โรงเรียนขนาดใหญ่ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณด้วยสูตรการจัดสรรเดียวกันนี้ก็จะมีงบประมาณเหลือพอจากการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) และสามารถนำงบประมาณดังกล่าวไปลงทุน จัดหา และจ้างบุคลากรเสริมคุณภาพการจัดการศึกษาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

รองผู้จัดการกองทุน กสศ. กล่าวอีกว่า ปัญหาความไม่สมมาตรการของโครงสร้างต้นทุนและสูตรการจัดสรรเงินดังกล่าวนี้ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพและความเสมอภาคในการจัดการศึกษาระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขนาดใหญ่ และยังทำให้เห็นได้ว่าการปฏิรูปแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาไทยสามารถทำได้โดยการจัดสรรงบประมาณด้วยหลักความเสมอภาค (Equity-based Budgeting) โดยการมีสูตรการจัดสรรงบประมาณที่สามารถโยกทรัพยากรจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง (Redistribution) โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเลยเสียด้วยซ้ำ ทั้งทรัพยากรที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน

3. นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ด้วยสภาพความจำเป็นพิเศษ ทั้งข้อจำกัดทั้งในด้านทรัพยากรบุคลากรและความด้อยโอกาสของผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนให้แก่เด็กเยาวชนในโรงเรียนขนาดเล็กจำเป็นต้องอาศัยนวัตกรรมในการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ โดย 2 นวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ ได้แก่ การจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น (Multi-age Classroom) และ Teaching at the Right Level (TaRL) ที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากร กำลังคน และสภาพแวดล้อมสาธารณูปโภคที่มีอยู่อย่างจำกัดในโรงเรียนขนาดเล็กนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งสามารถจัดการศึกษาได้สอดคล้องต่อความต้องการและศักยภาพของผู้เรียนได้เป็นรายบุคคล ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียน

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กต้องเริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน และนำเอาปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้เห็นสภาพปัญหาอย่างแท้จริง กสศ. อยากชักชวนให้มองปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่สามารถควบรวมได้อีกนับพันแห่ง การแก้ปัญหาในส่วนนี้มีอีกหลายวิธีการตั้งแต่การเปลี่ยนวิธีการจัดสรรทรัพยากรให้เป็นไปตามหลักความเสมอภาคมากขึ้น และสร้างความเสมอภาคทางคุณภาพการศึกษาผ่านการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพการศึกษาในบริบทของโรงเรียนขนาดเล็กได้อย่างยั่งยืน

นักวิชาการปฐมวัย-นักวิจัยชี้สมองเด็กไทยสร้างได้ด้วยพลังชุมชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/405390?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

นักวิชาการปฐมวัย-นักวิจัยชี้สมองเด็กไทยสร้างได้ด้วยพลังชุมชน

18 ธันวาคม 2562 – 17:00 น.

​กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์และสถาบันอาร์แอลจี,รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป,โครงการผลิตสื่อเพื่อส่งเสริมความเข้าใจถึงแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในการพัฒนาเด็กและเยาวชน ด้วยพลังชุมชน

เปิดอ่าน 10 ครั้ง

นักวิชาการปฐมวัยและนักวิจัยชี้ สมองเด็กไทย สร้างได้ด้วยพลังชุมชน

​กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์และสถาบันอาร์แอลจี (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) ชวนพ่อแม่ ครู และผู้กำหนดนโยบายทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ชมสารคดีสั้นและวิดีโอคลิป ภายใต้ “โครงการผลิตสื่อเพื่อส่งเสริมความเข้าใจถึงแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในการพัฒนาเด็กและเยาวชน ด้วยพลังชุมชน” ชุด “สมองเด็กไทย สร้างได้ด้วยพลังชุมชน” รวม 21 เรื่อง บันทึกเรื่องจริงจากผลสำเร็จของชุมชนในพื้นที่ส่งเสริม EF ต้นแบบจังหวัดเชียงราย จังหวัดระยอง และพื้นที่ขยายผล EF จังหวัดลำปาง ที่ใช้การมีส่วนร่วมและหลักการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า หรือ Executive Functions ให้กับเด็กปฐมวัยอย่างต่อเนื่องจนเกิดผลสัมฤทธิ์ พบเด็กมีค่าประเมินทักษะสมองสูงขึ้นและมีพัฒนาการดีขึ้น ภาพรวมทั้งชุมชนมีความสุขขึ้น


ทั้งนี้หวังจุดประกาย สร้างการเรียนรู้แก่สังคม ให้ตระหนักว่าการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่ดี คือการวางรากฐานการศึกษาที่เข้มแข็งของชีวิต เป็น “หน้าที่ของทุกคนในชุมชน” โดยใช้องค์ความรู้ที่ทันยุคทันสมัย มีความสอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของสมอง และพัฒนาการเด็กตามช่วงวัยอย่างถูกวิธี

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร นักวิชาการและนักวิจัย จากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า Executive Functions (EF) คือความสามารถระดับสูงของสมองมนุษย์ที่ใช้การควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย EF เป็นกระบวนการของสมองที่อยู่ในสมองส่วนหน้าของมนุษย์ เมื่อแรกเกิดยังเติบโตไม่เต็มที่ งานวิจัยระยะยาวของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่า อัตราการเติบโตสูงสุดของ EF อยู่ในช่วงปฐมวัย หรืออายุ 3-6 ปี เด็กจะมี EF แข็งแรงได้จึงต้องผ่านการฝึกฝน บ่มเพาะ ได้รับโอกาสเรียนรู้จากการลงมือทำ ให้เด็กมีประสบการณ์ตรงที่หลากหลายมากๆ อย่างไรก็ดีองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดอันเป็นฐานของการพัฒนา EF คือการได้รับความรัก ความอบอุ่นผูกพันจากพ่อแม่ ผู้ใหญ่ในครอบครัว รวมถึงได้รับการจัดประสบการณ์เรียนรู้ทั้งในสถานศึกษาสำหรับเด็กเล็ก ที่บ้าน และในชุมชนที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องอีกด้วย



และในฐานะหัวหน้าทีมวิจัย ที่ได้ทำการวิจัยโดยการประเมินวัดค่าทักษะสมอง EF ในเด็กปฐมวัยในพื้นที่ส่งเสริม EF ต้นแบบ ประเมินโดย “แบบประเมินพัฒนาการด้านความคิดเชิงบริหาร (MU-EF 101) ซึ่งเป็นเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้ค่า Norm ของเด็กไทยทั่วประเทศ ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล ร่วมกับสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าเด็กปฐมวัยในกลุ่มทดลองมีพัฒนาการทักษะสมอง EF มากกว่าเด็กปฐมวัยในกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ เมื่อนำผลที่วัดได้จากเด็กกลุ่มทดลองไปเปรียบเทียบกับค่า Norm พบว่า นอกจากเด็กกลุ่มทดลองจะมีคะแนนเฉลี่ยทักษะสมอง EF มากกว่ากลุ่มควบคุมแล้ว ยังมีคะแนนเฉลี่ยทักษะสมอง EF มากกว่าค่า Norm ของเด็กไทยทั่วประเทศอีกด้วย


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ค่า Norm ทักษะสมองของเด็กไทย เป็นเพียงค่าปกติที่ทำการประเมินวัดไว้ แต่ไม่ได้หมายถึงตัวเลขที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะสมอง EF ให้กับเด็กและเยาวชนของไทยทุกคน พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็กที่ศึกษาความรู้เรื่อง Executive Functions เป็นอย่างดี จะสามารถเข้าใจได้ว่า เราสามารถพัฒนาทักษะสมอง EF ให้กับเด็กแต่ละคนได้เต็มศักยภาพอย่างเต็มที่ไปได้เรื่อยๆ จนถึงวัยผู้ใหญ่หรืออายุประมาณ 25 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมองส่วนหน้าเติบโตเต็มที่ เด็กจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ สามารถใช้ทักษะสมอง EF เพื่อจัดการชีวิตให้สำเร็จได้อย่างแท้จริง

ศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ และที่ปรึกษาของภาคีเครือข่าย Thailand EF Partnership ชี้ชัดว่า ถ้านำ EF เข้าสู่การพัฒนาเด็กของเราตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อพัฒนาคุณภาพคน จะมีผลต่อการปฏิรูปการศึกษาที่ประเทศไทยกำลังพยายามทำกันอยู่ เพราะเด็กที่ได้รับการฝึก EF จนแข็งแรง จะมีการพัฒนาทั้งบุคลิกภาพและคุณลักษณะที่ดีได้ง่าย การศึกษาสมัยใหม่ เราไม่ได้เรียนเฉพาะวิชาความรู้หรือทักษะที่ใช้เพื่อการไปทำงานเท่านั้น แต่เราเรียนเพื่อที่จะสร้างบุคลิกทางความคิด (Mindset) ความเชื่อต่างๆ ในด้านบวกประกอบไปด้วย Executive Functions จึงเป็นตัวช่วยเสริมให้คน โดยเฉพาะเด็กสามารถพัฒนาคุณลักษณะต่างๆ ได้ดี

ยิ่งนับวันการเรียนรู้ในลักษณะที่ต้องเปลี่ยนชุดความรู้ เปลี่ยนชุดความเชื่อยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งรุนแรงและเร็วขึ้นเรื่อยๆ คนที่มี EF แข็งแรง จะเป็นพื้นฐานที่จะทำให้สามารถปรับตัว ปรับเปลี่ยนความคิดและวิธีปฏิบัติได้ง่ายขึ้น สมัยใหม่เรียกว่า การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงหรือ Transformative Learning อีกทั้งโลกในอนาคตเรียกร้องให้คนมีความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม คือเป็นผู้กระทำ ไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ นี่คือหัวใจ การมีชีวิตที่ดีได้ต้องรู้จักเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Change agent เพราะฉะนั้น Transformative Learning จะมีผลทำให้ผู้เรียนทุกคนมีคุณสมบัติเป็น Change agent การที่มี EF เข้มแข็งจะทำให้คนนั้นเป็น Change agent ได้ง่าย ได้แข็งแรงกว่า เพราะมีสมองความคิดที่ยืดหยุ่น และมองสิ่งต่างๆ ได้หลายแง่หลายมุม การที่จะขยายการพัฒนา EF ไปในเชิงสังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเด็กส่วนใหญ่ ต้องทำให้มันกลายเป็นของธรรมดา เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ทำกันอยู่ในบ้าน ในโรงเรียน ในที่ทำงาน ในชุมชน พูดง่ายๆ คือในสังคมทั้งหมด



นางสุภาวดี หาญเมธี ประธานสถาบันอาร์แอลจี (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) กล่าวว่า สังคมไทยจำเป็นต้องได้รับโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เข้ายุคเข้าสมัย เหมาะกับสถานการณ์ที่ต้องการแก้ไขอย่างเร่งด่วน จากประสบการณ์ในการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาเด็กมาโดยตลอด ทำให้เราแน่ใจว่าความรู้เรื่องการพัฒนาทักษะสมอง EF คือทางออกทางรอดของวิกฤตปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ เราทุกคนจำเป็นต้องศึกษาเรื่อง EF ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้จนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ เพราะเกี่ยวข้องกับขีดความสามารถในการพัฒนาศักยภาพพลเมืองของประเทศโดยตรง อย่างไรก็ดีด้วยความที่ EF เป็นเรื่องใหม่ การเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ที่นำไปปฏิบัติใช้แล้วเกิดผลดีเลิศ หรือ Best Practices จะยิ่งทำให้เข้าใจได้เร็วขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนได้รับชม และช่วยกันแชร์สารคดีสั้นและวิดีโอคลิปชุดนี้ให้แพร่หลายออกไปมากๆ เพื่อให้ทุกชุมชนได้เห็น ได้ศึกษา เกิดแรงบันดาลใจ และเกิดแนวทางที่จะร่วมกันพัฒนาเด็กและเยาวชนของเราได้ โดยไม่มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ติดตามข่าวสาร ได้ที่
https://www.facebook.com/RLGEF/
ชมตัวอย่างสารคดี “บ่อน้ำบ่อทราย : พลังครู พลังพ่อแม่ พลังชุมชน พลังจิตอาสา องค์ประกอบหลักสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา” ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=cshS9LXAplI&list=PL2kRXcspV23B_dqHMljUmjMajUunaqjDh&index=2
รับชม สารคดีสั้นและวิดีโอคลิป ชุด “สมองเด็กไทย สร้างได้ด้วยพลังชุมชน” ทั้งหมด ได้ที่ https://www.youtube.com/channel/UCpRPMd0mFyZu0zn14qU1yyg

4 หลักสูตรสุดฮอตตลาดต้องการสูง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/405179?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

4 หลักสูตรสุดฮอตตลาดต้องการสูง

18 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์,หลักสูตร,การตลาดยุคดิจิทัล,บัญชี,ดิจิทัล
เปิดอ่าน 240 ครั้ง

สุดฮอต 4 หลักสูตร บัญชี โลจิสติกส์ ธุรกิจระหว่างประเทศ การตลาดยุคดิจิทัล ตลาดแรงงานมีความต้องการสูง พร้อมโชว์ไอเดียเรียกลูกค้าเข้าบูทด้วย โรบอทแดนซิ่ง

18 ธันวาคม 2562 CIBA เผย 4 หลักสูตรยอดฮิตในปี 2020 บัญชี-โลจิสติกส์-ธุรกิจระหว่างประเทศ-การตลาดยุคดิจิทัล คณบดี ชี้ตลาดแรงงานมีความต้องการสูง พร้อมโชว์ไอเดียเรียกลูกค้าเข้าบูทด้วย “โรบอทแดนซิ่ง” และการบันทึกบัญชีอัตโนมัติด้วย AI ในงาน Open House 2019

ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (College of Innovative Business and Accountancy :CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ.) เปิดเผยว่า มธบ. ได้จัดงาน Open House 2019 ภายใต้ธีม “The Future Survivor” เพื่อเปิดบ้านให้นักเรียน นักศึกษาได้แลกเปลี่ยนศาสตร์ความรู้และเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการเรียนการสอน นักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ที่เข้ามาเยี่ยมชมมหาวิทยาลัย จะได้เห็นมุมมองและจุดเด่นของแต่ละหลักสูตร

ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีที่นักศึกษาของมหาวิทยาลัย จะได้นำนวัตกรรมสมัยใหม่ผนวกกับเทคโนโลยีมาใช้โชว์ในงานครั้งนี้ ในส่วนของ CIBA ได้รวบรวมนวัตกรรมสมัยใหม่มาโชว์ในงานครั้งนี้เช่นกัน อาทิ หลักสูตรการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน ได้นำโรบอทที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขนส่งมาจัดแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่มีประสิทธิภาพ หลักสูตรการบัญชียุคดิจิทัล

ได้นำเสนอโปรแกรมของ ZTRUS ในรูปแบบการจัดทำบัญชี ที่บันทึกบัญชีอัตโนมัติด้วย AI (Artificial Intelligence) หลักสูตรการเงินเทคโนโลยีการเงินและการลงทุน ใช้ซอฟต์แวร์ของฟินันเซีย เพื่อช่วยในการเทรดหุ้น ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนรู้ในการเทรดหุ้นจากสถานการณ์จริง และหลักสูตรการตลาดยุคดิจิทัล มีการนำโรบอทแดนซิ่งมาโชว์ เพื่อจำลองสถานการณ์ขององค์กรภาคธุรกิจ ในการดึงความสนใจของลูกค้าหรือเรียกลูกค้าเข้าบูธ เป็นต้น

ดร.ศิริเดช กล่าวว่า สำหรับหลักสูตรของ CIBA ในปีการศึกษา 2563 ที่นักเรียนให้ความสนใจสมัครเข้าเรียน 4 อับต้น คือ 1.หลักสูตรการบัญชียุคดิจิทัล 2.การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 3.ธุรกิจระหว่างประเทศสมัยใหม่ และ4.การตลาดยุคดิจิทัล เนื่องจาก 4 หลักสูตรดังกล่าว เป็นสาขาวิชาที่ขาดแคลนของประเทศตลาดแรงงานมีความต้องการสูง ทำให้นักเรียนที่เข้ามาชมหลักสูตรสนใจเรียน 4 หลักสูตรนี้เป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม หลักสูตรของ CIBA ได้ปรับหลักสูตรใหม่ ตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งการปรับหลักสูตรจะสอดคล้องตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาปรับตัวเท่าทันเทคโนโลยี ที่สำคัญยังเป็นการผลิตนักศึกษาให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานด้วย

ดังนั้นการเรียนที่นี่ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ ไม่ต้องนั่งจดเลคเชอร์อย่างเดียว มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ผสมผสานระหว่างภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติไว้ด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนที่มาเรียนได้ทดสอบและลงมือปฏิบัติงานจริง ค้นหาตัวตนและความชอบในสาขาที่ใช่สำหรับตัวเอง  จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในสถาบันแห่งนี้

ชีวิต16 ปีเด็กปลายด้ามขวาน สู่ฝันเข้าห้องเรียนครั้งแรกในชีวต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/404995?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ชีวิต16 ปีเด็กปลายด้ามขวาน สู่ฝันเข้าห้องเรียนครั้งแรกในชีวต

17 ธันวาคม 2562 – 14:00 น.
การศึกษา,เด็กซาเก๊ะ,เด็กนอกระบบการศึกษา
เปิดอ่าน 56 ครั้ง

ชีวิต 16 ปีเด็กปลายด้ามขวาน สู่ฝันเข้าห้องเรียนครั้งแรกในชีวิต โดย…   ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com 

จังหวัดยะลา ซึ่งเป็น 1 ใน 20 จังหวัด ที่ได้เข้าร่วมกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในการค้นหา-ช่วยเหลือ-ฟื้นฟู เด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาต่อเนื่อง ล่าสุดได้ส่งน้อง ‘ซาเก๊ะ’ หรือ มะสากิ มีมะ เด็กนอกระบบวัย 16 ปี จาก อ.บันนังสตา จ.ยะลา ที่ประสบปัญหาบกพร่องทางร่างกายแต่กำเนิด มีภาวะแขนขาอ่อนแรง กระดูกขาที่พับผิดรูป ทำให้ซาเก๊ะเดินไม่ได้เหมือนเด็กคนอื่นๆ จึงไม่เคยได้ไปโรงเรียนมาตลอดชีวิตที่ผ่านมา

สุไวบ๊ะ มีมะ พี่สาวของซาเก๊ะ เล่าว่า ครอบครัวมีรายได้จากการที่พ่อและพี่ชายมีอาชีพรับจ้างกรีดยางในชุมชน ได้รับค่าแรงรายวันเป็นค่าจ้างขั้นต่ำ ส่วนแม่และตนช่วยกันทำเพิงขายอาหารเล็กๆ หน้าบ้าน พอมีรายได้เพิ่มอีกเล็กน้อย นอกจากครอบครัวที่มีจำนวน 5 คนแล้ว ยังมีลูกพี่ลูกน้องและหลานอีก 2 คน รวมแล้วจึงมีสมาชิกในบ้านถึง 7 คน ซึ่งต้องใช้ชีวิตร่วมกันด้วยรายได้อันน้อยนิด พี่ๆ ของซาเก๊ะทุกคนจึงจบการศึกษาชั้นสูงสุดที่ระดับชั้น ป.6 และไม่มีใครได้เรียนต่อเลย

“ซาเก๊ะเขาไม่เคยไปโรงเรียนเลยเพราะเดินไม่ได้ ถ้าจะให้เขาได้เรียนก็ต้องรักษาให้เขาเดินได้ก่อน แต่ครอบครัวก็ไม่มีรายได้มากพอจะดูแลเขาได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งที่ตัวของซาเก๊ะเองอยากไปโรงเรียน เขาจะพยายามหัดเรียนด้วยตนเอง ฝึกเขียนตัวหนังสือโดยเลียนแบบจากสมุดหนังสือที่มีอยู่ในบ้าน ทั้งที่ไม่มีใครสอนเขามาก่อน” พี่สาวของซาเก๊ะ กล่าว

จากวัยเด็กซาเก๊ะต้องอาศัยฐานตั้งถังแก๊สติดล้อเป็นพาหนะช่วยสำหรับการเคลื่อนย้ายร่างกาย จนวันหนึ่งเขาได้รับมอบวีลแชร์จากทหารที่เข้ามาในหมู่บ้าน นั่นทำให้เขาสามารถพาตัวเองไปในที่ต่างๆ ได้สะดวกขึ้น แต่ซาเก๊ะไม่หยุดความหวังของเขาไว้แค่นั้น เขาบอกกับคนในครอบครัวเสมอว่าอยากลุกขึ้นเดินด้วยขาของตัวเอง ไม่ต้องการเป็นภาระของใคร จากนั้นพ่อของเขาจึงหาไม้ค้ำมาให้ใช้ช่วยฝึกเดิน ซาเก๊ะใช้เวลาทุกวันทำกายภาพด้วยวิธีเหยียดขาบนวีลแชร์ ทำซ้ำๆ ขยับบิดจนขายืดตรงได้ แล้วหัดยืนโดยใช้ไม้ค้ำช่วย จากนั้นลองเริ่มหัดเดิน จนวันหนึ่งในปี 2561 เขาก็สามารถออกเดินได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องใช้ไม้ค้ำ

ลุกมาน ซูมามะ ครูอาสาในพื้นที่ อ.บันนังสตา กล่าวว่า หลังได้รับเรื่องการสำรวจเด็กนอกระบบจาก กสศ. ผ่านทาง อบจ. ยะลา จึงส่งชื่อซาเก๊ะเข้าสู่กระบวนการสำรวจเนื่องจากเป็นกรณีที่พิเศษเขาไม่เคยเรียนหนังสือ เป็นผู้พิการเดินไม่ได้ ทางบ้านก็มีรายได้ไม่มาก จนในที่สุดเมื่อการสำรวจเด็กนอกระบบในพื้นที่ 3 อำเภอนำร่องของ จ.ยะลา คือ ยะหา รามัน และบันนังสตา ได้พบ มะสากิ มีมะ จากนั้นจึงดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน แล้วเมื่อผ่านขั้นตอนประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ ซาเก๊ะก็ได้รับโอกาสให้ไปโรงเรียนเป็นครั้งแรกในปลายเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่โรงเรียนบันนังสตาอินทรฉัตรมิตรภาพที่ 200 ที่ระลึก ส.ร.อ. อ.บันนังสตา จ.ยะลา

มุขตาร์ มะทา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา เผยว่า จากโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ที่ อบจ. ยะลา ร่วมกับ กสศ. ค้นหาเด็กนอกระบบและนำเข้าสู่ระบบการศึกษาเป็นรายกรณี ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้ง กศน. เขตพื้นที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะทำงานของภาคีเครือข่ายทุกระดับ จนพบกลุ่มเป้าหมาย 9,669 คน โดยสำรวจพบและบันทึกข้อมูลไว้แล้วจำนวน 6,874 คน ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่เข้าเกณฑ์ 3,184 คน และมีจำนวนเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน 2,405 คน ขณะที่งบประมาณเบื้องต้นที่มีอยู่สามารถช่วยเหลือเด็กได้เพียง 451 คน ในอัตราเงินช่วยเหลือที่รายละ 4, 000 บาท สำหรับปัญหานี้มองว่าเป็นเรื่องที่สังคมส่วนรวมต้องยื่นมือเข้ามาช่วยกัน เพื่อช่วยให้เด็กและเยาวชนทุกคนมีโอกาสได้เข้าถึงการศึกษา

เด็กที่เราเรียกว่าเป็น ‘เด็กนอกระบบการศึกษา’ ในพื้นที่ จ.ยะลา ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ขาดแคลนทุนทรัพย์ เขาจึงไม่สามารถอยู่ในระบบการศึกษาได้นาน หลายคนต้องออกมาทำงานกรีดยาง ขายของ หรือใช้แรงงาน เมื่อเราสำรวจพบเขาแล้วก็จะใช้กระบวนการดูแลเป็นรายคน โดยคณะทำงานทั้งในระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับพื้นที่ และด้วยพื้นฐานของปัญหาที่มาจากครอบครัว บางรายเราจึงต้องวางแผนช่วยเหลือที่ครอบครัวร่วมด้วย เบื้องต้นเราเน้นที่การเก็บข้อมูลและสอบถามความต้องการในด้านต่างๆ ของเด็กและครอบครัว

ประไพ ปุยุ ผู้อำนวยการโรงเรียนบันนังสตาอินทรฉัตรมิตรภาพที่ 200 ที่ระลึก ส.ร.อ. ระบุว่า โรงเรียนได้รับการติดต่อจากอบจ.ยะลา ว่ามีเด็กนักเรียนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาเนื่องจากมีปัญหาด้านร่างกาย จึงได้รับเด็กเข้ามาเพื่อช่วยดูแลปรับพื้นฐานการเรียนเบื้องต้น ฝึกการใช้ภาษา และจัดให้เข้าเรียนร่วมกับระดับชั้นอนุบาล 3 ก่อน เนื่องจากเด็กไม่เคยผ่านการศึกษามาก่อนเลย จึงอยากให้เขาได้ปรับตัวทั้งด้านการเรียนและด้านสังคมก่อนจะประเมินผลการเรียนรู้ตามลำดับเพื่อเลื่อนชั้นเรียนต่อไป

ช่วงแรกของการเรียนนี้ “ซาเก๊ะ” จะรับหน้าที่เป็นผู้นำน้องชั้นอนุบาล 3 ในชั้นเรียน ช่วยครูประจำชั้นดูแลและเรียนร่วมไปกับน้องๆ ในช่วงเช้า และในช่วงบ่ายหลังอาหารกลางวันที่นักเรียนชั้นอนุบาล 3 เข้านอน จึงเป็นเวลาของการสอนเสริมพิเศษจากครูประจำชั้นในวิชาภาษาไทยและคณิตศาสตร์พื้นฐานจนถึงเวลาเลิกเรียน

ขณะที่ ซาเก๊ะ เล่าความรู้สึกการเป็นนักเรียนครั้งแรกในวัย 16 ปี ว่า ได้ไปโรงเรียนมาแล้ว 4 วัน กำลังเรียนการอ่านการเขียน การสะกดภาษาไทย ได้อ่าน ก.ไก่ ข.ไข่ คิดว่ากว่าจะท่องได้คงต้องใช้เวลาหลายเดือนเนื่องจากเป็นภาษาที่ไม่คุ้นเคย แต่ที่ผ่านมาตอนอยู่บ้านเคยดูเคยหัดเขียนมาแล้วจึงทำให้เรียนรู้ได้เร็วขึ้น

“การได้มาโรงเรียนให้ความรู้สึกเหมือนที่ผมคิดเอาไว้ บรรยากาศในห้องเรียนไม่มีความเครียด สนุก ผมมีเพื่อนแล้วหลายคน หลายระดับชั้น ทั้งอนุบาล 3 ป.1 หรือที่เรียนอยู่ ป.3 ก็มี หลังจากเริ่มไปโรงเรียนเดี๋ยวนี้ทุกวันผมจะรีบกลับไปทำการบ้าน ไม่ไปเที่ยวไหน ผมชอบดูหนังสือเรียน อยากเรียนอ่านเขียนให้ได้เร็วๆ” ซาเก๊ะ เล่า

ซาเก๊ะ เป็นเด็กมีความฝัน อยากเป็นช่างภาพ เพราะอยากเก็บความทรงจำและถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ผ่านภาพถ่ายให้ผู้อื่นได้ชม หลังจากนี้จะตั้งเรียนหนังสือเพื่อทำอาชีพช่างภาพตามที่ตัวเองฝัน รอดูวันที่ฝันนั้นจะเป็นจริง..

มติบอร์ดแม่วัยใส ‘นร.-นศ.ท้อง’ ต้องได้เรียนต่อเนื่อง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/404918?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

มติบอร์ดแม่วัยใส ‘นร.-นศ.ท้อง’ ต้องได้เรียนต่อเนื่อง

16 ธันวาคม 2562 – 17:00 น.
คุณแม่วัยใส,่ นักเรียน,ท้องในวัยเรียน,อนุทิน
เปิดอ่าน 489 ครั้ง

คกก.ป้องกันและแก้ไขปัญหาตั้งครรภ์ในวัยรุ่นห่วงแม่วัยใส กำชับทุกจังหวัดดูแลให้เข้าถึงบริการที่เป็นมิตร ย้ำ’นร.-นศ.ท้อง’ ต้องได้เรียนต่อเนื่องไม่ถูกกดดันให้ลาออก

วันที่ 16 ธันวาคม 2562  ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นครั้งที่ 2/2562 โดยมี นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย ผู้แทนกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ ยุติธรรม มหาดไทย แรงงาน เข้าร่วมประชุม

 อ่านข่าว :  คุณแม่ถูกให้ออกรร.หลังตั้งท้องวัย 14 วันนี้ควงลูกรับปริญญา

                  : ตั้ง 2 ข้อหา แม่วัยใสคลอดทารกฝังดินทั้งเป็น

นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น มีมติให้ทุกกระทรวงเร่งรัด ติดตามหน่วยงานในระดับจังหวัด ขับเคลื่อนป้องกันแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรซึ่งเป็นภารกิจที่ท้าทายของคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาที่ตั้งครรภ์ ได้รับการศึกษาในสถานศึกษาเดิมอย่างต่อเนื่อง ตามรูปแบบที่เหมาะสม ไม่ถูกกดดันให้ลาออก

 ” และจัดบริการสุขภาพที่เป็นมิตรเชิงรุกแก่เยาวชน ส่งเสริมการให้คำปรึกษา ก่อน ระหว่าง หลังคลอดหรือหลังแท้ง เพื่อให้เข้าถึงบริการคุมกำเนิดด้วยวิธีสมัยใหม่อย่างทั่วถึงตามสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยจัดระบบรับฟังปัญหาให้คำปรึกษาที่ถูกต้องในโรงพยาบาลรัฐ หรือทางสายด่วนนิรนาม 1663 ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บเป็นความลับ” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า เนื่องจากมีแม่วัยรุ่นหลังคลอดหยุดเรียนหรือลาออกจากสถานศึกษาถึงร้อยละ 44 สำหรับกลุ่มที่กลับไปเรียนต่อ ร้อยละ 78.1 ได้กลับไปเรียนในสถานศึกษาเดิมร้อยละ 18.8 เรียนนอกระบบการศึกษา และร้อยละ 37.8 ย้ายสถานศึกษา

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทยมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นอย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่าจะลดจำนวนวัยรุ่นตั้งครรภ์ในวัยเรียนเหลือน้อยกว่า 25 คนต่อหนึ่งพันประชากรหญิงได้ภายในปี 2565 ซึ่งเร็วกว่าระยะเวลาที่องค์การอนามัยโลกได้

นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า กำหนดให้ทุกประเทศดำเนินการสำเร็จตามเป้าหมายภายในปี 2569 อย่างไรก็ตามแม้รายงานสถานการณ์และเฝ้าระวังการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ของสำนักอนามัยเจริญพันธุ์ กรมอนามัย ตั้งแต่ปี 2555-2561 จะพบว่ามีแนวโน้มลดลง โดยกลุ่มอายุ 15-19 ปี ลดลงจาก 53.4 เหลือ 35.0 ต่อหนึ่งพันประชากรหญิง และกลุ่มอายุ 10-14 ปี ลดลงจาก 1.8 เหลือ 1.2 ต่อหนึ่งพันประชากรหญิง แต่ขอให้โรงพยาบาลทุกแห่งจัดระบบบริการที่เป็นมิตรเพื่อการเข้าถึงบริการของวัยรุ่น

ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์วัยรุ่นระดับชาติพ.ศ.2560-2569 ประกอบด้วย การพัฒนาระบบการศึกษาที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตที่มีคุณภาพและมีระบบการดูแลช่วยเหลือที่เหมาะสม การส่งเสริมบทบาทครอบครัว ชุมชน และสถานประกอบกิจการในการเลี้ยงดูสร้างสัมพันธภาพและการสื่อสารด้านสุขภาวะทางเพศของวัยรุ่น การพัฒนาระบบบริการสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ที่มีคุณภาพและเป็นมิตร การพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือ การคุ้มครองสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์และการจัดสวัสดิการสังคมในกลุ่มวัยรุ่น การส่งเสริมการบูรณาการจัดการฐานข้อมูล งานวิจัย และการจัดการความรู้