วัด ประชา รัฐ สร้างสุข พัฒนาวัดคู่สังคมอย่างยั่งยืน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/404759?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

วัด ประชา รัฐ สร้างสุข พัฒนาวัดคู่สังคมอย่างยั่งยืน

16 ธันวาคม 2562 – 11:50 น.
โครงการ วัด ประชา รัฐ สร้างสุข
เปิดอ่าน 93 ครั้ง

วัด ประชา รัฐ สร้างสุข พัฒนาวัดคู่สังคมอย่างยั่งยืน โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร-qualitylife4444@gmail.com-

“วัด” เป็นศูนย์กลางและศูนย์รวมจิตใจของทุกคนในชุมชน ดังนั้น การไปวัดจึงไม่ใช่เพียงไปทำบุญเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ของประชาชนที่ส่งผลทั้งทางกายและจิตใจ

 “โครงการ วัด ประชา รัฐ สร้างสุข” อีกหนึ่งโครงการภายใต้แผนปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาด้านสาธารณูปการ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้วัดมีการพัฒนาทางด้านกายภาพ มีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเสริมสร้างสุขภาวะ เป็นสถานที่สงบร่มเย็นเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ชุมชน นำไปสู่สังคมที่ดี

 มหาเถรสมาคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) และสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ประกาศผลการคัดเลือกรางวัล “สัปปายะอวอร์ด” มอบรางวัล 22 วัดต้นแบบระดับประเทศ ในโครงการ วัด ประชา รัฐ สร้างสุข ด้วยวิถี 5ส ประจำปี 2562

  พระธรรมรัตนาภรณ์ ประธานอนุกรรมการโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า สัปปายะ คือสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม เกื้อกูลให้การประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นไปด้วยความสบายกาย สบายใจ ขั้นตอนการดำเนินงานวัด ประชา รัฐ สร้างสุขสู่สัปปายสถาน มีแนวทางการดำเนินงานเริ่มจากตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน ประกาศนโยบาย อบรมให้ความรู้ สำรวจพื้นที่ด้วยคณะทำงาน จัดทำแผนปรับปรุง กำหนดพิธีเปิดเพื่อทำความสะอาดครั้งใหญ่ และตรวจประเมินพื้นที่สรุปผลการปฏิบัติงาน ส่วนพื้นที่ต่างๆ ภายในวัดที่ควรได้รับการพัฒนา ได้แก่ ป้ายชื่อวัด ผังวัด การจัดการจราจร การจัดระบบคลังวัสดุสงฆ์ ห้องน้ำ การจัดการขยะ สภาพแวดล้อมทั่วไป ระบบไฟฟ้าและการป้องกันอัคคีภัย โรงครัว ตลอดจนอาคารเสนาสนะต่างๆ

    ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า สสส.ได้ให้ความสำคัญในการเผยแพร่และสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาวะให้แก่กลุ่มองค์กรสงฆ์ โดยโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2554ร่วมกับทางสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) นำหลัก 5ส ไปปรับใช้ในวัดนำร่อง 4 วัด ได้แก่ วัดสุทธิวราราม วัดด่านพระรามสาม วัดคลองเตยใน และวัดจำปา หลังจากนั้นได้มีการขยายผล ทำงานร่วมกับองค์กรภาคเอชน จนปี 2556 ได้ขยายผลในลักษณะการจับคู่ระหว่างวัดและองค์กรเอกชน 100 วัด 100 องค์กร ช่วงนั้นมีการปฏิรูปกิจการพุทธศาสนา และมีการจัดทำธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ถือเป็นโอกาสดีในการขยายผลโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข เพื่อเผยแพร่ความก้าวหน้าในการนำ 5ส นั่นคือ สะสาง สะดวก สะอาด สร้างมาตรฐาน และสร้างวินัย ขับเคลื่อนพัฒนาวัด ยิ่งในปี 2560 กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการจัดทำสมัชชาสุขภาพ เน้น 3 ด้าน คือ สุขภาพของพระสงฆ์ สร้างพระสงฆ์แกนนำในชุมชน และอาสาสมัครขับเคลื่อนพระสงฆ์ ในการดูแลสุขภาพของพระภิกษุกันเองในวัด

เมื่อมีการจัดทำธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ และมีการปฏิรูปกิจการพระสงฆ์ วัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนยิ่งทำให้มีการเชื่อมโยงชัดเจนมากขึ้น และวัดกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้สุขภาวะ ดังนั้น บทบาทของ สสส.มี 4 ด้าน คือ 1.ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ 2.พัฒนาความรู้ ส่งเสริมชุดความรู้ 3.บริหารจัดการพื้นที่ ดึงภาคเอกชน ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม และ 4.ปรับสภาพภายในวัดให้เป็นพื้นที่สร้างเสริมสุขภาพ พัฒนาแกนนำเครือข่ายเพื่อประสานกันทำงาน

“ตามเป้าหมายของโครงการที่ตั้งไว้ 5 ปี หรือในปี 2565 นี้ จะทำให้ 50% ของวัด ที่มีจำนวน 40,100 แห่งทั่วประเทศเข้าร่วมในโครงการดังกล่าว เพราะตอนนี้แม้โครงการจะเริ่มได้เพียง 1,700 แห่ง แต่เชื่อว่าการสร้างความตระหนักรู้ที่ได้ขยายวงกว้างในขณะนี้จะทำให้วัดทุกแห่งเข้าใจและร่วมมือกันพัฒนาวัด ซึ่งในเชิงปฏิบัติ จะร่วมมือกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และคณะสงฆ์ เมื่อมีแม่ข่ายเชื่อมต่อกับวัดในจังหวัดต่างๆ โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข จะช่วยยกระดับ พัฒนาสภาพแวดล้อม สร้างวัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้แก่ทุกคน” ดร.ประกาศิต กล่าว

จากการทำงานที่ผ่านมามีปัญหาในเรื่องของการขยายผล เพราะการดำเนินโครงการต่างๆ มีทั้งขาขึ้น การสร้างต้นแบบ การจัดทำชุดความรู้ ทำให้นโยบายเกิดขึ้น มาต่อด้วยภาวะขาเคลื่อน การนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ซึ่งส่วนใหญ่จะพบอุปสรรคในภาวะขาเคลื่อน เนื่องจากมีวัดจำนวนมาก ต้องอาศัยความเข้าใจ ความพร้อมหรือความเข้มแข็งของแต่ละวัด และต้องทำให้เกิดความยั่งยืน และขาลงโดยขาลงในนี้ไม่ใช่แย่ลง แต่เมื่อหน่วยงานภาครัฐ อย่าง สสส.จะถอนตัวออกจากโครงการต้องทำให้ชุมชน วัดกลายเป็นเจ้าภาพกลไกหลักในการสร้างความต่อเนื่อง

  นายเดโช ขวัญพร้อม ผู้ใหญ่บ้าน ตัวแทนจาก จ.กระบี่ กล่าวว่า หมู่บ้านได้ร่วมโครงการตั้งแต่ครั้งแรก โดยนำหลัก 5 ส มาใช้ในการยกระดับสุขภาวะของวัด 2 แห่ง คือ วัดเขาหัวสิงห์ และวัดช่องแบก ซึ่งช่วงแรกของการดำเนินการประสบปัญหา คือ หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ยังไม่เข้าใจ ว่าโครงการ วัด ประชา รัฐ คืออะไร แต่เมื่อทำการชี้แจงต่างๆ ทำให้ขณะนี้ทุกคนในชุมชน หมู่บ้าน ทั้งภาครัฐ เอกชน สถานศึกษา ท้องถิ่นได้เข้ามาช่วยพัฒนาวัดให้เป็นที่สงบจิตใจ ทุกคนอยากเข้ามาวัด

ตบท้ายด้วย ดร.อินทพร จั่นเอี่ยม ผู้ตรวจราชการพศ.กล่าวว่า พศ.ทำหน้าที่ในการสร้างความเข้าใจประสานงานกับวัดในแต่ละจังหวัด เพื่อสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับ 5 ส โดยได้มีให้ความรู้ คัดเลือกวัดที่เข้าร่วม ซึ่งตอนนี้มีวัดเข้าร่วม 1,700 แห่ง และปี2563 จะเพิ่มเป็น 3,000 กว่าวัด เพราะโครงการนี้ เป็นความร่วมมือทั้งในส่วนของวัด ประชาชน ภาครัฐที่ทำให้เกิดการพัฒนาวัด ทำให้วัดอยู่คู่สังคมได้อย่างยั่งยืน

การศึกษายุค 4.0 หมดยุคท่องจำตำราสู่การปั้นบัณฑิตทำงานเป็น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/404723?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

การศึกษายุค 4.0 หมดยุคท่องจำตำราสู่การปั้นบัณฑิตทำงานเป็น

15 ธันวาคม 2562 – 20:05 น.
ยุคปลาเร็วกินปลาช้า,การศึกษายุค40,แจ๊ก หม่า,ธนินทร์ เจียรวนนท์
เปิดอ่าน 43 ครั้ง

“สุวิทย์”โพสต์ถึง2นักธุรกิจชั้นนำของโลกชี้ยุคปลาเร็วกินปลาช้าเด็กจบป.ตรีอายุ18ปี รมว.อว.ย้ำการศึกษายุค 4.0 หมดยุคการท่องจำตำราสู่การปั้นบัณฑิตทำงานเป็น

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์  เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ยกย่องชื่นชม “แจ็ก หม่า-ธนินทร์ เจียรวนนท์”2 ผู้นักนักธุรกิจคนสำคัญของโลก “หัวข้อว่า การศึกษาในยุค 4.0 : หมดยุคการท่องจำตำรา สู่การสร้างบัณฑิตที่ทำงานเป็น ใจความว่า

การศึกษาในยุค 4.0 : หมดยุคการท่องจำตำรา สู่การสร้างบัณฑิตที่ทำงานเป็น

วันนี้ผมมีเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับการศึกษาและการพัฒนา ‘มนุษยชน’ มาฝากทุกคนครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่นักธุรกิจคนสำคัญของโลก 2 ท่านได้พูดไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ คุณแจ็ก หม่า ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Alibaba และคุณธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP Group ครับ

แจ็ก หม่า – ธนินทร์

อย่างที่ทุกคนอาจทราบกันดีอยู่แล้วครับว่า คุณแจ็ก หม่า ได้เกษียณตัวเองจากการเป็นประธานบริหารบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป และระยะหลังนี้ได้ทุ่มเทกับการสร้างและพัฒนาคนอย่างมาก

โดยคุณแจ็ก หม่าได้ปาฐากถาในงาน Forum for World Education ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า “การเรียนในระดับอุดมศึกษาเพียงเท่านั้น อาจไม่ได้เป็นหลักประกันในหน้าที่การงานอีกต่อไป” โดยหลายๆบริษัทต่าง รวมทั้งอาลีบาบา กรุ๊ป จะไม่ได้จ้างคนที่จบการศึกษาจากสถาบันดีๆ เพียงเท่านั้น แต่จะจ้างคนที่มีความพร้อมจะเรียนรู้ และมีความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นหลักคิดที่จำเป็นมากสำหรับการทำงานให้ประสบความสำเร็จ

เช่นเดียวกับ คุณธนินทร์ เจียรวนนท์ ที่ได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการศึกษาในอนาคตบนเวทีเดียวกันนี้ว่า ระบบการศึกษาจะต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น “การลดจำนวนปีการเรียนในระบบการศึกษาอาจเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการลงมือทำเป็นสิ่งที่ดีที่สุด”

             ในอนาคตนั้น เด็กไทยอาจจบมหาวิทยาลัยที่อายุ 18 ปีก็ได้ เพราะในยุคปลาเร็วกินปลาช้านั้น การเรียนอาจจะไม่ต้องเป็น 4 ปีอีกต่อไป หากสถาบันการศึกษาสามารถสร้างคนคุณภาพได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ก็ไม่ควรจะต้องจำกัดอยู่ในกรอบเวลาใดๆ

เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่นักธุรกิจระดับโลกทั้ง 2 ท่าน ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างบัณฑิตที่พร้อมทำงานได้จริง หรือ Hand-on Graduates ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงการอุดมศึกษาฯ​ ได้เริ่มดำเนินการแล้วครับ

เราได้มีโครงการ “ยุวชนอาสา” สร้างนักศึกษาให้ทำงานเป็น และโครงการ “บัณฑิตอาสา” สร้างบัณฑิตให้มีจิตสาธารณะ พร้อมทำงานให้ตอบโจทย์ตลาดและตอบโจทย์ประเทศ และโครงการยุวสตาร์ทอัพ ช่วยสร้างการเป็นนักธุรกิจหรือ startup ให้กับนักศึกษา ซึ่งนี่คือการศึกษาไทยในปัจจุบัน ที่ไม่ใช่เพียงการวาดภาพฝันแห่งอนาคต อว.เราได้ทำแล้วและจะทำต่อไป เพื่อสร้างระบบการศึกษาไทยที่มีคุณภาพในยุค 4.0 นี้ครับ

กสศ.เปิดโครงการล้านพลังคนไทย สร้างโอกาสการศึกษา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/404471?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

กสศ.เปิดโครงการล้านพลังคนไทย สร้างโอกาสการศึกษา

13 ธันวาคม 2562 – 19:30 น.
กสศ,โครงการล้านพลังคนไทย,สร้างโอกาสการศึกษา
เปิดอ่าน 69 ครั้ง

กสศ.จับมือศิลปินดารา เปิดตัวโครงการ ล้านพลังคนไทย มอบโอกาสทางการศึกษาเป็นของขวัญ  ชวนคนไทย บริจาคช่วยเด็กด้อยโอกาส

13  ธันวาคม 2562-กสศ.จับมือศิลปินดารา เปิดตัวโครงการ ล้านพลังคนไทย มอบโอกาสทางการศึกษาเป็นของขวัญ  ชวนคนไทย บริจาคช่วยเด็กด้อยโอกาสที่ต้องการความเหลือมากที่สุด ดร.ประสาร ชี้ การช่วยเด็กยากจนด้อยโอกาส “จำเป็น เร่งด่วนและรอไม่ได้” เด็กยากจนที่สุดมีรายได้เฉลี่ยต่ำสุดเพียง 462 บาทต่อคนต่อเดือน เสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษาทุกวัน

ที่ลานหน้า LIDO CONNECT สยามสแควร์  กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) แถลงข่าวเปิดโครงการ  “ล้านพลังคนไทย มอบโอกาสทางการศึกษาเป็นของขวัญ”  เพื่อชวนคนไทยร่วมบริจาคเงินสมทบเพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะความยากจน พร้อมเปิดตัวศิลปินดาราร่วมรณรงค์ อาทิ ป๊อก-ภัสสรกรณ์ และ มาร์กี้-ราศรี จิราธิวัฒน์ หนึ่ง จักรวาล และน้องมินมินลูกสาว  ในงานยังมีคอนเสิร์ตเปิดหมวกมอบโอกาสเป็นของขวัญ นำโดย ลุลา ซีซั่นไฟว์   มาเรียมบีไฟว์ และ รุจเดอะ สตาร์

​ดร.ประสาร  ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้เดินหน้าช่วยเหลือบรรเทาอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษาให้กับเด็กยากจนด้อยโอกาส มากกว่า 7 แสนคน ผ่านโครงการเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข หรือทุนเสมอภาค  แต่ก็ยังไม่เพียงพอเพราะจากการประเมินของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) พบว่ากลุ่มเป้าหมายตามภารกิจของ กสศ. มีมากกว่า 4 ล้านคน และจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรด้านงบประมาณมากกว่าปีละ 25,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ในปีงบประมาณ 2562 ที่ผ่านมา กสศ. ได้รับการจัดสรรทรัพยากรเพียง 2,537 ล้านบาทหรือเพียง 10% ของงบประมาณที่ควรจะได้รับตามภารกิจเท่านั้น

ดร.ประสาร กล่าวว่า จากการติดตามเด็กกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิดผ่านระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา Information System for Equitable Education (iSEE) ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของกสศ. ที่สามารถรายงานผลและติดตามเด็กๆกลุ่มนี้ได้รายบุคคล   พบว่า ครอบครัวของนักเรียนที่ยากจนที่สุด มีรายได้เฉลี่ยต่ำสุดเพียง 462 บาทต่อคนต่อเดือน นั่นหมายความครอบครัวของเด็กกลุ่มนี้จะมีรายได้เพียง 5,544 บาทต่อปีหรือราว 15 บาทต่อคนต่อวันเท่านั้น เด็กกลุ่มนี้กว่า 2 แสนคนที่กำพร้าไม่ได้อยู่กับพ่อแม่  และกว่า 19,000 คนมีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์การเจริญเติบโต  หรืออยู่ในภาวะที่จำเป็นต้องติดตามสภาวะทุพโภชนาการอย่างใกล้ชิด

จากการสำรวจยังพบว่า ในจำนวนนี้เกือบครึ่งที่ไม่ได้ทานอาหารเช้า สาเหตุมาจากฐานะยากจน และต้องช่วยพ่อแม่ทำงานก่อนมาเรียน   เด็กกลุ่มนี้ต้องการความช่วยเหลือโดยเร่งด่วน และข้อเท็จจริงชี้ชัดว่าหากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ทันท่วงทีและพอเพียง  มีความเสี่ยงที่จะหลุดจากการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน และตกอยู่วงจรความยากจนข้ามชั่วคน

ดร.ประสาร กล่าวว่า  เด็กเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษากำลังเพิ่มสูงขึ้นโดยมีมากถึง 430,000 คน (อายุระหว่าง 6-14 ปี/ป.1-ม.3) และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นทุกปีในอนาคต มีข้อมูลระบุชัดว่าแนวโน้มการออกจากระบบการศึกษาของเด็กไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะตัวเด็กเองและครอบครัว แต่ยังเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวมของประเทศ

ดังนั้น โอกาสที่สูญเสียไปทางการศึกษาของเด็กๆกลุ่มนี้ ก็คือโอกาสที่สูญเสียไปของประเทศเช่นกัน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมปัญหานี้จึง จำเป็น เร่งด่วนและรอไม่ได้ และลำพังเพียงกสศ.และงบประมาณแผ่นดินที่จำกัดอาจไม่สามารถช่วยเด็กทุกคนได้ทันเวลา การสนับสนุนเพิ่มเติมจากประชาชนคนไทยจะเป็นพลังสำคัญในการทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเหล่านี้ให้มีแนวโน้มลดลงอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต

ดร.ประสาร กล่าวว่า อดีตรองผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก Dr.Nicholas Burnett เคยประเมินว่าปัญหาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยมากกว่าปีละ 1-3 % ของ GDP หากมองในมิตินี้ การลดความเสี่ยงและรักษาเด็กไว้ในระบบการศึกษา จึงไม่เพียงช่วยสร้างโอกาสในอนาคตของเด็กๆ  แต่ยังสร้างผลกระทบทางบวกในการพัฒนาประเทศในภาพรวม นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลในปีนี้อย่าง Professor Abhijit Banerjee และ Professor Esther Duflo สรุปบทเรียนจากการศึกษาพัฒนาการทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ ทั้งที่ประสบความสำเร็จ

และไม่ประสบความสำเร็จ จากทุกมุมโลกมาตลอดหลายทศวรรษ ไว้อย่างน่าสนใจใน Foreign Affairs ฉบับล่าสุดว่า แนวทางหนึ่งที่ดีที่สุด (The Best Bet) ในการพัฒนาประเทศ อาจมิใช่การมุ่งอัดฉีดเงินผ่านการกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่คือการยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผ่านการลงทุนในการศึกษาและการสาธารณสุข ซึ่งจะนำไปสู่การเจริญเติมโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงและยั่งยืนในอนาคต ”

ด้านป๊อก-ภัสสรกรณ์ และ มาร์กี้-ราศรี  จิราธิวัฒน์ กล่าวว่า การร่วมบริจาคกับกสศ. สิ่งที่แตกต่างคือ มั่นใจได้ว่า มีระบบisee เป็นเครื่องมือช่วยชี้เป้าความช่วยเหลือ มุ่งไปยังเด็กๆที่เดือดร้อน ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด ลงลึกตั้งแต่ระดับ จังหวัด อำเภอ ตำบล โรงเรียน และข้อมูลปัญหาความต้องการรายบุคคล  ไม่ว่าเราจะเดินทางไปที่ไหนก็ตามในประเทศไทย บางครั้งในทริปท่องเที่ยว  ระหว่างเส้นทางในช่วงปีใหม่เรายังสามารถแบ่งปันโอกาสให้กับเด็กๆกลุ่มนี้ได้ด้วย

เราทั้งคู่สามารถยื่นมือไปเติมเต็มความช่วยเหลือได้ทันที และมั่นใจได้ว่าความช่วยเหลือจะมุ่งไปถึงเด็กๆอย่างแน่นอน  เพราะสามารถติดตามผลลัพธ์การช่วยเหลือได้จนกว่าเด็กๆรายคนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อีกด้วย ทั้งนี้ทุกเงินบริจาคยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โดยทุกท่านสามารถเข้าไปที่  www.eef.or.th/donate  หรือ  โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาซอยอารีย์  เลขที่ บช. 172-0-30021-6  ชื่อบัญชี กสศ.มาตรา 6(6) – เงินบริจาค”

“เหนือความยากลำบาก สิ่งสำคัญที่เราทั้งคู่ประทับใจ คือ ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในของเด็กๆกลุ่มนี้  ความมุมานะ และพยายามจนสุดตัวที่จะมาเรียนหนังสือให้ได้ ในช่วงเทศกาลแห่งการให้และก้าวสู่ปีใหม่นี้ จึงขอเชิญชวนคนไทย ร่วมทำบุญครั้งสำคัญกับพวกเราและ กสศ.ในโครงการ  “ล้านพลังคนไทยมอบโอกาสทางการศึกษาเป็นของขวัญ” เพื่อน้องๆที่มีความฝัน และมีศักยภาพ ได้มีอนาคตดีขึ้น และไม่ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา”

กสศ.จับมือ ฟินแลนด์ พัฒนาคุณภาพครูและโรงเรียนไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/404289?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

กสศ.จับมือ ฟินแลนด์ พัฒนาคุณภาพครูและโรงเรียนไทย

13 ธันวาคม 2562 – 09:36 น.
กสศจับมือฟินแลนด์,พัฒนาคุณภาพครู,พัฒนาคุณภาพโรงเรียนไทย
เปิดอ่าน 100 ครั้ง

กสศ.จับมือ ฟินแลนด์ พัฒนาคุณภาพครูและโรงเรียนไทย สร้างความเสมอภาคทางการศึกษาในห้องเรียน  วางหลักสูตรการศึกษาเชิงบวก เป็นกุญแจสำคัญ

13 ธ.ค.2562-กสศ.จับมือ ฟินแลนด์ พัฒนาคุณภาพครูและโรงเรียนไทย สร้างความเสมอภาคทางการศึกษาในห้องเรียน  วางหลักสูตรการศึกษาเชิงบวก เป็นกุญแจสำคัญ พร้อมเปิดรับโรงเรียนนำร่องร่วมกันพัฒนาหลักสูตรในประเทศไทย พร้อมเดินหน้าอย่างเต็มตัวในช่วงปี 2020

ที่โรงแรมอารีย์ฮิลล์ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) จัดการประชุมเสวนาวิชาการนานาชาติด้านการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา เรื่อง ‘การพัฒนาคุณภาพครูและโรงเรียน:บทเรียนจากประเทศฟินแลนด์’ เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตร และถอดบทเรียนการจัดการศึกษาจากประเทศฟินแลนด์ โดยเฉพาะการนำเครื่องมือที่เรียกว่า ‘Positive Learning CV’ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับนักเรียนที่จะบันทึกและติดตามผลการเรียนด้วยตัวเอง ช่วยให้นักเรียนค้นพบความสามารถเฉพาะตัว ทั้งยังชี้แนะช่องทางเพื่อการปรับปรุงพัฒนาความสามารถของนักเรียนแต่ละคนได้แบบเรียลไทม์

นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักการมีส่วนร่วม นวัตกรรม และทุนการศึกษา กสศ. กล่าวว่า ที่ผ่านมา กสศ. ได้มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือในการนำความรู้จากต่างประเทศ รวมถึงนวัตกรรมทางการศึกษาใหม่ ๆ เข้ามาใช้พัฒนาคุณภาพครูและโรงเรียนอยู่เสมอ สำหรับการศึกษาเชิงบวก หรือ positive education นับว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย

ดังนั้นเมื่อเรารับเอาเครื่องมือและถอดบทเรียนจากประเทศฟินแลนด์มาแล้ว ก็เป็นโจทย์ที่จะต้องคิดกันต่อไปว่าเราจะจัดการเรียนรู้ในเชิงบวก อันเป็นหัวใจสำคัญของหลักสูตรนี้ ให้เกิดขึ้นในห้องเรียนได้อย่างไร ปัจจุบันในแวดวงการศึกษาไทยมีการพูดกันมากเกี่ยวกับการสร้างทักษะด้านสังคม (soft skill) ให้เด็ก ซึ่งสิ่งที่บ้านเรายังขาดคือการปลูกฝังทักษะดังกล่าวให้เด็กได้ตั้งแต่ในระดับห้องเรียน บทเรียนจากประเทศฟินแลนด์ที่เราจะได้รับนี้ จึงเป็นเหมือนการสาธิตให้เห็นว่า การเรียนการสอนในห้องเรียนที่ส่งเสริมเด็กทั้งในด้านวิชาการและทักษะทางสังคม สามารถทำได้ด้วยวิธีใด


“ความร่วมมือระหว่าง กสศ. กับ Positive Learning เป็นโครงการที่มีเป้าหมายในระยะยาว คือสิ่งที่ต้องใช้เวลา เบื้องต้นเราได้รับเอาเครื่องมือมาใช้ พร้อมกับบทเรียนจากต้นแบบที่เขาทำสำเร็จมาแล้ว และในปีหน้าเอกสารหรือตำราฮาวทูต่าง ๆ จะได้รับการถอดความเป็นภาษาไทย ซึ่ง กสศ. จะมีหน้าที่สนับสนุนให้ครูและอาจารย์มหาวิทยาลัยทุกแห่งได้เข้าถึงหลักสูตรและทดลองนำไปใช้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับระบบการศึกษาได้จริง ๆ” นางสาวธันว์ธิดา กล่าว

ทางด้าน ไคซา เวอริเนน(Kaisa Vuorinen)  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้งบริษัท Positive Learning กล่าวว่า จากประสบการณ์หลายปีที่ได้ทำงานเป็นครูพิเศษสอนนักเรียนที่มีปัญหาต่าง ๆ กัน ทำให้ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องมีวิธีการสอนแนวใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ในปี 2014 ไคซา และ ลอตตา อูสซิทาโล(Lotta Uusitalo) นักวิจัยเรื่องการศึกษาพิเศษ มหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ ร่วมกันศึกษาวิจัยในสาขาความรู้ที่เรียกว่า ‘การศึกษาเชิงบวก’ จากนั้นได้ตีพิมพ์หนังสือและคู่มือสำหรับครูใช้ในการปลูกฝังทักษะทางสังคมและอารมณ์แก่เด็ก ๆ โดยสอดแทรกเข้ากับเนื้อหาวิชาการที่มีอยู่ แล้วจึงเริ่มเผยแพร่ความรู้แก่ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ทั้งในประเทศฟินแลนด์และกระจายไปในอีกหลายประเทศทั่วโลก

“การได้สอนนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ทำให้พบว่า การศึกษาเชิงบวก ทั้งในด้านคำพูด การค้นหาจุดแข็งในตัวของนักเรียนและส่งเสริมให้เขาพัฒนาตนเองจากตรงนั้น รวมถึงความรัก ความเอาใจใส่ที่ครูมีต่อศิษย์ สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในหลายด้านของเด็ก ในการศึกษาแบบเก่า ครูมักมองไปที่ปัญหาของเด็กโดยมองข้ามส่วนที่ดีของเขา ขณะที่ในการศึกษาเชิงบวก เราจะมองไปที่ความดีหรือสิ่งที่พิเศษที่อยู่ในตัวเด็กทุกคน ส่งเสริมให้เขาเกิดความเชื่อมั่น มีสุขภาพจิตที่ดี รู้สึกดีกับตนเอง นั่นจะทำให้เขารักที่จะมาโรงเรียนและพร้อมเรียนรู้ รวมถึงสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและครูได้เป็นอย่างดี”  ไคซา กล่าว

ไคซา กล่าวว่า การเริ่มต้นของความร่วมมือนี้ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนบทเรียนระหว่างไทยกับฟินแลนด์ ในภารกิจเพื่อสร้างการศึกษาที่เสมอภาคให้เกิดขึ้น โดยที่ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น กสศ. บริษัท Positive Learning รวมถึงครูอาจารย์ทุกระดับที่เข้าร่วมกับเรา จะต้องช่วยกันสร้างบทเรียนเฉพาะสำหรับการศึกษาในแต่ละรูปแบบของประเทศไทยไปด้วยกัน โดยขณะนี้ทางเราได้เปิดรับโรงเรียนนำร่องที่จะมาร่วมกันพัฒนาหลักสูตรในประเทศไทย และพร้อมเดินหน้าอย่างเต็มตัวในช่วงปี 2020

ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร กสศ. กล่าวว่า การศึกษาเชิงบวก ไม่ใช่การเลือกส่งเสริมด้านใดด้านหนึ่งระหว่างวิชาการหรือทักษะสังคม แต่จะต้องทำให้สองสิ่งดำเนินไปควบคู่กัน การสนับสนุนเด็กให้ค้นพบความสามารถของตัวเอง ให้เด็กได้มีสุขภาพจิตที่ดี จะเป็นรากฐานให้เด็กพร้อมเรียนรู้ทั้งวิชาการแลพัฒนาทักษะทางสังคมไปด้วย แล้วสองอย่างนี้จะก่อให้เกิดผลการเรียนรู้ที่ดีในองค์รวม

ซึ่งวิธีการศึกษาเชิงบวกนี้จะเป็นทั้งการช่วยให้เด็กค้นพบเป้าหมายไปพร้อมกับการเรียนรู้ทางวิชาการ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่สามารถจัดทำได้ในโรงเรียนทุกขนาดและทุกระดับ การศึกษาเชิงบวกจึงเป็นอีกวิธีการหนึ่ง ที่จะมาช่วยเปลี่ยนแปลงภาพรวมของการศึกษาในอนาคต และเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาของประเทศไทย

ม.วลัยลักษณ์ เอ็มโอยู มหาวิทยาลัยเก่าแก่ของจีน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/404242?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ม.วลัยลักษณ์ เอ็มโอยู มหาวิทยาลัยเก่าแก่ของจีน

12 ธันวาคม 2562 – 18:40 น.
มหาวิทยาลัย Xian Jiaotong University,‎มหาวิทยาลัยรามคำแหง,่ มวลัยลักษณ์
เปิดอ่าน 88 ครั้ง

ม.วลัยลักษณ์ เอ็มโอยู กับ Xi’an Jiaotong University ประเทศจีน มีประสบการณ์ในการจัดการศึกษาแก่นักศึกษามากกว่า 20 ล้านคนทั่วโลก

เมื่อเร็วๆนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ Prof.Zheng Qing Hua Vice-President of Xi’an Jiaotong University ประเทศจีน ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการจัดการศึกษาในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

     อ่านข่าว : ม.วลัยลักษณ์ มุ่งสู่ World Class University

การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการจัดการศึกษา ให้มีความเชี่ยวชาญทางการสอนในรูปแบบใหม่ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือทางการแลกเปลี่ยน นักศึกษา อาจารย์ และ การทำวิจัยของทั้งสองสถาบันร่วมกัน ในงาน“The Belt and Road” China -Thailand Universities Internet and Education Summit Forum ณ โรงแรมแม่น้ำ รามาดาพลาซา วินด์แฮม กรุงเทพฯ

สำหรับ มหาวิทยาลัย Xi’an Jiaotong University ก่อตั้งในปี 2439 อยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ (Ministry of Education of China) เป็นมหาวิทยาลัยในเครือข่ายของ Beijing Ao Peng Distance Education Center หรือที่รู้จักกันในนาม OPEN EDUTAINMENT เป็นมหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับที่ 90 ในระดับเอเชีย (2019) อันดับที่ 501-600 ของโลก (2019)

โดยการจัดอันดับของสถาบัน THE World University Ranking จัดการเรียนการสอนทางด้าน Pharmacy, Nursing, Public Health, Forensic Science, Basic Medicine Science, Science, Aerospace, Marxism Study, Economics and Finance, Chemical Engineer, Mechanical Engineering and Technology, Continuing Education และ Public Policy and Administration และมีประสบการณ์ในการจัดการศึกษาแก่นักศึกษามากกว่า 20 ล้านคนทั่วโลก

โอกาสเดียวกันนี้ ในที่ประชุม “The Belt and Road” รองศาสตราจารย์ ดร. สุรินทร์ ไหมศรีกรด รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศและพัฒนาการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับเกียรติในการกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ “Prospects and Future of Higher Education in China and Thailand” ด้วย

นอกจากนี้ ศูนย์กิจการนานาชาติ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ยังได้มีการจัด The IKCEST Training Program for Silk Road Science and Technology Development ระหว่างวันที่ 6-7 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ณ อาคารปฏิบัติการเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์อีกด้วย

แนะปรับระบบประกันสังคม รับแพลตฟอร์มเวิร์กเกอร์อนาคต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/404098?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

แนะปรับระบบประกันสังคม  รับแพลตฟอร์มเวิร์กเกอร์อนาคต

12 ธันวาคม 2562 – 13:00 น.
ประกันสังคม
เปิดอ่าน 53 ครั้ง

แนะปรับระบบประกันสังคม  รับแพลตฟอร์มเวิร์กเกอร์อนาคต  โดย… ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com –

การเข้ามาของเทคโนโลยี ทำให้รูปแบบ ทักษะอาชีพเปลี่ยนแปลงไป เกิดอาชีพอิสระใหม่ๆ เช่น แพลตฟอร์มเวิร์กเกอร์ ซึ่งใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการประกอบอาชีพ เช่น ยูทูบเบอร์ บริการส่งสินค้าและอาหารออนไลน์ ทำให้มีแรงงานอยู่นอกระบบมากขึ้น ขณะเดียวกันประกันสังคมซึ่งมีมาตรา 40 เพื่อรองรับแรงงานกลุ่มดังกล่าว กลับมีผู้ลงทะเบียนเพียง 3 ล้านคนเท่านั้น

อ่านข่าว-ปีละครั้ง เปลี่ยน รพ.ประกันสังคม เริ่ม 16 ธ.ค.2562

จากการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในปัจจุบันที่เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โลกการทำงานเปลี่ยน งานบางอย่างหายไป งานใหม่เกิดน้อยลง ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวแบบไร้งาน การว่างงานระยะยาว ค่าแรงชะงักงัน ส่วนแบ่งรายได้ของแรงงานลดลง เกิดความเลื่อมล้ำทะยานสูง

ภัทรพร เล้าวงค์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักวางแผนและพัฒนายุทธศาสตร์ทางสังคม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวในช่วงเสวนา ภาครัฐปรับตัวอย่างไรกับรูปแบบงานที่เปลี่ยนไป ภายในงานประชุมวิชาการประกันสังคมประจำปี 2562 ครั้งที่ 14 ภายใต้หัวข้อ The Future of Work and Social Protection “รูปแบบการทำงานในอนาคตกับการคุ้มครองทางสังคม” ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ ว่าปัจจุบันตลาดงานเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ส่วนแบ่งแรงงานเมื่อเทียบกับเครื่องจักรลดลง ตอนนี้กลายเป็นว่าเศรษฐกิจโตแต่ไม่มีงาน เพราะงานบางอย่างถูกเครื่องจักรทดแทน หลายคนจบปริญญาแต่กลับทำงานต่ำกว่าระดับ เกิดความเหลื่อมล้ำทั้งด้านเงินฝากในธนาคาร และเงินออม ดังนั้นต้องมานั่งดูว่าตอนนี้มีคนกลุ่มไหนบ้างที่ตกงาน”

อีกจุดที่สร้างความเป็นกังวลคือรูปแบบงานในอนาคตจะไม่ปกติอีกต่อไป เป็นการจ้างงานอิสระมากขึ้น จะไม่เป็นการจ้างงานระยะยาว และอีกมากมายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แรงงานที่อยู่นอกระบบมีผล คือ ไม่ครอบคลุมของค่าแรงขั้นต่ำ ไม่การันตีความมั่นคงทางรายได้ วันหยุด ลาป่วย ลาคลอด ไม่ได้รับค่าจ้างเหมือนงานประจำ รวมถึงสวัสดิการอื่นๆ อำนาจในการต่อรองต่ำลงและไม่มีเงินลงทุนเพราะธนาคารไม่ให้กู้เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

“รูปแบบที่เปลี่ยนไปเป็นโอกาส แต่ไม่ใช่โอกาสสำหรับทุกคน ขณะเดียวกันอาจจะเสี่ยงแต่ไม่เสี่ยงสำหรับทุกคน คนทำงานอิสระแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ “The Maverick” ขั้นเทพ มีรายได้มาก “The Mass” คนส่วนใหญ่ของประเทศ และ “The Marginal” กลุ่มรั้งท้ายเกือบหลุดขอบ ดังนั้นอีกเรื่องที่ภาครัฐเป็นห่วงคือ อนาคตจะมีกลุ่ม The Mass อีกกี่คนที่ตกขอบไปเป็น The Marginal” ภัทรพร กล่าว

ทั้งนี้ภายในงานประชุมดังกล่าวยังเปิดเวทีให้ความรู้และความเข้าใจงานประกันสังคมแก่ประชาชนทั่วไปและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับมุมมองอาชีพงานรูปแบบใหม่ (แพลตฟอร์มเวิร์กเกอร์) ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต มุมมองการให้ความคุ้มครองทางสังคมและก่อให้เกิดการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ เป็นแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบความคุ้มครองทางสังคมเพื่อให้สำนักงานประกันสังคม หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง นำไปประกอบการกำหนดนโยบายและแนวทางดำเนินงานอย่างเหมาะสมต่อไป

โดยมีผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค กรรมการและอนุกรรมการของสำนักงานประกันสังคม ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ผู้แทนนายจ้างและลูกจ้าง นักวิชาการ นักวิจัย เอ็นจีโอ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมกว่า 450 คน โดยมี รศ.จักษ์ พันธ์ชูเพชร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงาน

แม้ที่ผ่านมาสำนักงานประกันสังคมในฐานะดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน ได้จัดทำสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนภาคสมัครใจมาตรา 40 เมื่อปี 2554 เพื่อดูแลแรงงานที่ทำอาชีพอิสระ ปัจจุบันมีจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 40 เพียง 3 ล้านคนเท่านั้น จากผู้ประกอบอาชีพอิสระทั่วประเทศกว่า 24 ล้านคน

พิศมัย นิธิไพบูลย์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ปัจจุบันผู้อยู่ในวัยแรงงานนิยมทำงานนอกระบบมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการคุ้มครองแรงงาน นอกจากผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 แล้ว สปส.ยังมีผู้ประกันตนภาคสมัครใจมาตรา 40 สำหรับผู้ทำงานอิสระ ผู้ที่มีสิทธิสมัคร ได้แก่ ผู้ที่ทำอาชีพอิสระสัญชาติไทยอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ หรือเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ที่มีเลขประจำตัวหลักแรกเป็นเลข 0 หรือ 6 หรือ 7 ต้องไม่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ และไม่เป็นผู้พิการทางสติปัญญา

“โดยสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ คือ เงินทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยสูงสุด 300 บาทต่อวัน รับเงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ เดือนละ 500-1,000 บาท รับเงินบำเหน็จชราภาพพร้อมดอกผล รับเงินกรณีสงเคราะห์บุตร 200 บาทต่อเดือน (ไม่เกิน 2 คน) และรับเงินค่าทำศพกรณีตายสูงสุด 40,000 บาท จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ที่ทำงานอิสระกว่า 24 ล้านคน มีผู้ขึ้นทะเบียนประกันตนมาตรา 40 เพียง 3 ล้านคนเท่านั้น”

ขณะที่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ลงนามความร่วมมือกับองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) เพื่อริเริ่มโครงการเสริมศักยภาพสำนักงานประกันสังคมด้านการออกแบบนโยบายโดยมุ่งเน้นที่การวิจัยและงานด้านคณิตศาสตร์ประกันภัย โดยมีกรอบความร่วมมือระยะเวลา 4 ปี 6 เดือน

นูโน่ คุนย่า ตัวแทนจากองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) กล่าวว่า สิ่งที่ไอแอลโอ จับตาตลอดมา คือตลาดแรงงานที่มีลักษณะที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการสร้างอาชีพผ่านแอพ ออนไลน์ ดิจิทัล นี่ไม่ใช่กระแสแค่ในไทยแต่ไปทั้งภูมิภาคอาเซียน การศึกษาขั้นแรกคือต้องมีคำจำกัดความของคำว่า “แพลตฟอร์มเวิร์กเกอร์” เพราะในกลุ่มนี้ มีทั้งขายของ ขายแรงงานทางออนไลน์ ซึ่งมาในรูปแบบงานที่เราไม่คุ้นเคย เป็นการทำงานชั่วคราว ไม่ใช่ทำงานประจำ หรือบางคนเรียกว่าเป็นนายตัวเอง เช่น ขับแกร็บ อยากทำตอนไหนก็ได้ ผู้ว่าจ้างไม่ใช่นาย ดังนั้นสิ่งที่หลายประเทศพูดคุยคือใครจะเป็นนายจ้างและใครจะรับผิดชอบดูแลกลุ่มแพลตฟอร์มเวิร์กเอกร์ และดูแลอย่างไร

ประกันสังคมทั่วโลกประสบปัญหานี้ เพราะตอนแรกทำประกันสังคมเพื่อรองรับลูกจ้างที่อยู่ในระบบ แต่ปัจจุบันมีลูกจ้างนอกระบบเราจะไปควานหาอย่างไร เพราะมีจำนวนมากกว่าที่เราคิด ดังนั้นอยากให้หาข้อมูลให้มากและทำความเข้าใจว่าใครเป็นกลุ่มที่อยากจะดึงเข้ามาในระบบ เช่น คนขับแกร็บมีกี่คน สัดส่วนการแบ่งรายได้เป็นอย่างไร รวมถึงกำหนดกรอบกฎหมายให้ชัดเจนโดยเฉพาะลูกจ้างและนายจ้าง เช่น แกร็บ ควรจะได้รับการจ่ายสมทบหรือไม่

“นอกจากประกันสังคมแล้ว กระทรวงคมนาคม กระทรวงแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ ต้องพูดคุยกันเพิ่มเติม และสุดท้ายคือไม่อยากให้แบ่งแยกว่าในระบบหรือนอกระบบ เพราะความจริงแค่รูปแบบการทำงานต่างกัน อยากให้ดูในภาพใหญ่ มากกว่าการจำกัดในกลุ่มเล็กๆ อยากให้ระบบประกันสังคมเป็นเหมือนกิ้งก่า ปรับตัวได้ ไม่ใช่มาตรฐานตายตัว เพราะคนทำงานมีความหลากหลาย ระบบเราจึงต้องเอื้อพอให้คนหลายกลุ่มได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง” ตัวแทนไอแอลโอ กล่าว

ด้าน โกมล มุทุกันต์ ในฐานะตัวแทนจากแพลตฟอร์มเวิร์กเกอร์ ให้ความเห็นว่า สิ่งที่จะเป็นแรงจูงใจให้เหล่าแพลตฟอร์มเวิร์กเกอร์มาสมัครมาตรา 40 มากขึ้น คือ ผลประโยชน์ที่แตกตางจากประกันชีวิต จ่ายน้อยกว่า ได้ผลประโยชน์มากกว่า และในวันหนึ่งที่พวกเขาทำงานไม่ได้จะมีผลประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ คิดว่านี่จะเป็นแรงจูงใจให้มีคนสมัครมากขึ้น

ผอ.รร.หญิงชื่อดัง แจงปมห้ามตัดผมหน้าม้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403993?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ผอ.รร.หญิงชื่อดัง แจงปมห้ามตัดผมหน้าม้า

11 ธันวาคม 2562 – 17:20 น.
กฏนี้ก็มีมานานแล้ว,ผอโรงเรียนหญิงชื่อดัง,ห้ามตัดผมหน้าม้า
เปิดอ่าน 157 ครั้ง

ผอ.โรงเรียนหญิงชื่อดัง แจงปมห้ามตัดผมหน้าม้านักเรียนหญิง เผยเป็นกฎระเบียบที่มีมานานแล้ว

กลายเป็นเรื่องทอล์กออฟเดอะทาวน์ เมื่อเพจเฟซบุ๊ก “กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท”ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความโดยระบุว่า…โรงเรียนหญิงล้วนชื่อดังในจังหวัดจันทบุรีออกกฎใหม่ “ห้ามไว้หน้าม้า” พร้อมประกาศเชิญย้ายสถานศึกษาหากเรียกพบเกินสามครั้ง

 อ่านข่าว : โรงเรียนหญิงล้วนชื่อดังออกกฎห้ามนักเรียนไว้ผมหน้าม้า

ช่วงหลังมานี้ มีบ่อยครั้งที่นักเรียนไทยเริ่มลุกขึ้นมาตั้งคำถามเกี่ยวกับกฎระเบียบของสถานศึกษาของตนเอง หลายโรงเรียนพัฒนาขึ้น แต่ในขณะเดียวกันบางโรงเรียนก็ออกกฎระเบียบที่ดูไม่มีเหตุผลยิ่งกว่าเดิมมาให้นักเรียนได้สงสัยในทรรศนะของผู้คิดกฎขึ้นมาตาม ๆ กัน

มีเด็กนักเรียนจากโรงเรียนหญิงล้วนชื่อดังในจังหวัดจันทบุรีสอบถามเข้ามายังอินบ็อกซ์ของเพจว่า การไว้ผมหน้าม้านั้นขัดต่อกฎกระทรวงหรือไม่ ซึ่งกฎกระทรวงระบุไว้เพียงว่า “นักเรียนหญิง ไว้ผมสั้น หรือผมยาวก็ได้ หากไว้ผมยาวให้มัดให้เรียบร้อย” ไม่ได้มีส่วนใดที่บอกว่าห้ามไว้หน้าม้าเลยแม้แต่น้อย

และเมื่อทางแอดมินของกลุ่มฯสอบถามไปเรื่อย ๆ จึงพบว่าโรงเรียนแห่งนี้เพิ่งออกกฎใหม่สุดเซอไพรส์ นั่นก็คือการ “ห้ามไว้หน้าม้า” ออกมาเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งทางโรงเรียนไม่ได้ชี้แจงเหตุผลอะไรกับนักเรียนเพิ่มเติมนอกจากบอกว่าเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนกฎข้ออื่น ๆ

โดยทางโรงเรียนมีแนวทางในการบังคับใช้กฎ ดังนี้

1. แจก “สัญญาของนักเรียนเป็นกรณีพิเศษ” ในวันประชุมผู้ปกครอง ให้ผู้ปกครองได้รับทราบว่าการที่ลูกสาวของท่านมีหน้าม้าถือเป็นเรื่องผิดในโรงเรียนแห่งนี้ แนบมาด้วยรูปถ่ายของนักเรียนที่มีหน้าม้า

เนื้อความในสัญญานั้นมีอยู่ว่า

ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปกครอง) เป็นผู้ปกครองของ (ชื่อนักเรียน) ซึ่งได้ประพฤติผิดระเบียบของโรงเรียน คือ ตัดผมหน้าม้า

จึงขอทำสัญญาไว้กับทางโรงเรียนว่าจะดูแลอบรมนักเรียนผู้นี้เป็นอย่างดี โดยให้นักเรียนแก้ไขปรับปรุง ไว้ผมหน้าม้าจนยาวเป็นปกติ โดยไม่มีการตัดผมหน้าม้าเพิ่ม ในระหว่างการปรับปรุงแก้ไขจะติดกิ๊บดำให้เรียบร้อยตลอดเวลา ถ้ามีการประพฤติผิดระเบียบข้างต้นดังกล่าวอีก ข้าพเจ้าจะยินยอมให้ทางโรงเรียนดำเนินการตามขั้นตอนกฎระเบียบของโรงเรียนต่อไป โดยไม่มีข้อโต้แย้งหรือเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น


                                         นายสำเริง ศรีสิทธิชัยสกุล

ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2562 – นายสำเริง ศรีสิทธิชัยสกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนศรียานุสรณ์และนายธิติ สวนแก้ว รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล ได้แถลงข่าวอธิบายถึงประเด็นที่เป็นกระแสในโลกโซเชียลที่ในตอนนี้คือเรื่องห้ามนักเรียนหญิงไว้ผมทรงหน้าม้า ที่ห้องประชุมของโรงเรียนศรียานุสรณ์ โดยอธิบายว่าถือเป็นการฝึกระเบียบวินัยของนักเรียน แล้วกฏนี้ก็มีมานานแล้วโดยโรงเรียนก็มีวิธีการให้ติดกิ๊บหนีบผมเพื่อให้ดูเรียบร้อยขณะอยู่ในโรงเรียน และนักเรียนกลุ่มที่มีปัญหากับกฏนี้ก็มีอยู่ไม่มาก เพราะกลุ่มทีมีปัญหาจริงๆคือเด็กนักเรียนที่มีคะแนนความประพฤติไม่ค่อยดีนัก การโดนตัดคะแนนจากเรื่องไว้ผมหน้าม้าจึงมีผลกระทบกับสถานภาพในการเรียน

ในการแถลงข่าว ผู้อำนวยการได้นำแบบสัญญาของนักเรียนเป็นกรณีพิเศษและคู่มือนักเรียนและผู้ปกครองของปีก่อนๆมายืนยันว่ากฏระเบียบนี้มีมานานแต่ในปีหลังๆทางโรงเรียนได้จัดทำหนังสือสัญญาเพื่อให้นักเรียนและผู้ปกครองมีความเข้าใจและปฏิบัติไปในทางเดียวกัน

สำหรับข้อสัญญาที่นักเรียนและ ผู้ปกครองเด็กได้ทำกับทางโรงเรียนมื่อวันมอบตัวเข้าเรียนที่ ร.ร.ศรียานุสรณ์ สำหรับ ม.1 ม.4 จำนวน 17ข้อ และ 1 ในนั้นคือจะปฏิบัติตามระเบียบโดยเคร่งครัด

ซึ่งหมายความว่า นักเรียนจะไม่ทำผิดระเบียบของ ร.ร. แต่ปี2562นี้ มีกระแสความนิยมจากนักร้องเกาหลี ที่กำลังมีชื่อเสียงในขณะนี้เป็นที่ชื่นชอบของวัยรุ่นไทยและทำให้ นักเรียนของเราบางส่วนมีพฤติกรรมเลียนแบบ  เช่น การตัดผมยาวประบ่าแล้วไม่มัดรวบตามระเบียบ การตัดผมหน้าม้า ซึ่งผิดระเบียบของโรงเรียน จะถูกตัดคะแนนความประพฤติ 15 คะแนน ซึ่งมีผลให้ นร.หมดสิทธิ์ได้รับคัดเลือกเป็น “คนดีศรียา”ทันที

จึงได้หารือเพื่อหาทางออกให้สำหรับ นร. ที่อาจจะเผลอทำผิดระเบียบดังกล่วไมให้ถูกตัดคะแนนความประพฤติ จึงให้ นร. กลุ่มดังกล่าวรายงานตัวพร้อมถ่ายรูปเป็นหลักฐานยืนยัน และทำหนังสือสัญญากรณีพิศษเพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้ นร. ทำผิดอีกและการทำผิดครั้งนี้จะไม่ตัดคะแนน นร.

   ยกเว้น 1.นร.ที่ตัดมาก่อนตั้งแต่ปีการศึกษาที่แล้ว คือทำมาเป็นประจำ

2.นร.ที่มีผมกึ่งสั้นกึ่งยาวปล่อยผมไม่มัดรวบ

3.มีหน้าม้าแล้วไม่ติดกิ๊บเก็บให้เรียบร้อย (ปล่อยหน้าม้าใน ร.ร.)

4.ตัดหน้าม้ามาเพิ่ม คือ เมื่อตรวจระเบียบในเดือนถัดหน้มสั้นลงกว่าเดิมหรือยาวเท่าเดิม

หมายเหตุ

1สำหรับการไว้ผมสั้นหรือยาว นักเรียนสามารถลือกได้ตามความสมัครใจ โดยผมสั้นยาวเลยติ่งหูลงมาได้ไม่เกิน 3 เซนติเมตร  ผมยาวยาวได้ไม่เกินกลางหลัง

2.นักเรียนสามารถแจ้งความประสงค์ได้ปีละ 1 ครั้ง เมื่อวันเปิดเทอม 1 เท่านั้น กลังจากนั้นจะขอเปลี่ยนแปลงไม่ได้จนพ้นปีการศึกษา

ปรับแบบอาคารเรียนเด็กอนุบาลรับมือปัญหาน้ำท่วมรร.ติดแม่น้ำมูล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403866?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ปรับแบบอาคารเรียนเด็กอนุบาลรับมือปัญหาน้ำท่วมรร.ติดแม่น้ำมูล

11 ธันวาคม 2562 – 13:30 น.
อาคารเรียน,เด็กอนุบาล,โรงเรียน,แม่น้ำมูล,น้ำท่วม
เปิดอ่าน 46 ครั้ง

แนะปรับแบบอาคารเรียนเด็กอนุบาล รับมือปัญหาน้ำท่วม โรงเรียนติดแม่น้ำมูล โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com –

จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 40 ปี จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากเป็นพื้นที่ปราการด่านสุดท้ายในการรับน้ำภาคอีสานตอนบนและล่าง ทั้งจาก จ.ร้อยเอ็ด ยโสธร และอำนาจเจริญ รวมถึงเป็นพื้นที่รวมแม่น้ำสายหลักจากแม่น้ำมูลและแม่น้ำชี ทำให้น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ นำมาซึ่งความเสียหาย ทั้งบ้านเรือนราษฎร พื้นที่การเกษตร ถนนหนทาง รวมถึงสถานที่สำคัญอย่างโรงเรียน

แม้ว่าเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคอีสานจะคลี่คลายลงแล้ว การใช้ชีวิตของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมกลับเข้าสู่สภาวะปกติ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังน้ำท่วมยังคงต้องการการเยียวยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องอาศัยทั้งเวลาและงบประมาณเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กหลายแห่ง ที่เสียหายอย่างหนัก และต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการซ่อมแซม

ทั้งนี้จากข้อมูลเมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา พบว่าจำนวนสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมในจังหวัดอุบลราชธานี มีโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ได้รับผลกระทบ 698 แห่ง โรงเรียนสังกัดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ได้รับผลกระทบ 90 แห่ง รวมทั้งหมด 788 แห่ง ประมาณค่าความเสียหาย 16,307,799 บาท ที่ผ่านมามีการปิดเรียนทั้งหมด 140 แห่ง

        ฟื้นใจคนไทยหลังน้ำลด
 “Recovering Ubon” ช่วยเหลือให้ผู้ประสบภัยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ที่ริเริ่มโดย บมจ. ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ และบริษัทในเครือ ร่วมกับ บจก. เอ็กคู่ เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) และพันธมิตรช่วยกันบริจาคทั้งเงินและสิ่งของ โดยมีสายการบินไทยแอร์เอเชียที่ช่วยลำเลียงสิ่งของบริจาคจากกรุงเทพฯ ไปยังอุบลราชธานี องค์การเภสัช ร่วมบริจาคชุดยาตำราหลวงจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังมี ออฟฟิศเมทและกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ช่วยบริจาคเครื่องเขียนและอุปกรณ์การเรียนการสอนเพื่อส่งต่อไปยังโรงเรียนต่างๆ ส่งผ่านไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี สฤษดิ์ วิฑูรย์ พร้อมเงินสดจำนวนหนึ่ง เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงจำนวน 10 เครื่องเพื่อใช้ในการทำความสะอาดพื้นที่หลังน้ำลด ชุดยาตำราหลวงจำนวน 300 ชุด กล่องอเนกประสงค์สำหรับเก็บสิ่งของที่ได้รับบริจาค และข้าวสารจำนวน 3 ตัน เพื่อเป็นข้าวสารกองกลางประจำหมู่บ้านเพื่อจัดสรรให้แก่ครัวเรือนต่างๆ ที่ที่นาได้รับความเสียหายและขาดแคลนข้าวสารในการบริโภค ส่งต่อชุดยาตำราหลวงจำนวน 100 ชุด ให้แก่มูลนิธิประชาสังคม เพื่อแจกจ่ายให้แก่ประชาชนในการลงพื้นที่

   ระดมกำลัง ฟื้นฟูสถานศึกษา
โดยได้ประสานงานกับโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 3 จำนวน 14 แห่ง และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 4 แห่ง ในพื้นที่ อ.พิบูลมังสาหาร อ.โขงเจียม อ.ตาลสุม อ.ศรีเมืองใหม่ และ อ.สิรินธร ส่งชุดเครื่องเขียน อุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์ศิลปะ ยาห้องพยาบาลสำหรับเด็กเล็กและเด็กโต และอุปกรณ์ต่างๆ ภายในโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม อาทิ พริ้นเตอร์ โต๊ะญี่ปุ่น ชั้นวางรองเท้า ชั้นเก็บของ ช้อนส้อมเด็ก ชุดซิงค์ล้างจาน หนังสือแบบเรียน หนังสือนิทาน สมุดระบายสี ที่นอนเด็กเล็ก ของเล่นเสริมพัฒนาการ

โรงเรียนบ้านดอนตะลี ต.ตาลสุม อ.ตาลสุม จ.อุบลราชธานี เปิดทำการเรียนการสอนในชั้นอนุบาล 1-ป.6 ปัจจุบัน มีครูจำนวน 8 คน นักเรียนจำนวน 177 คน ถือเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้ เนื่องจากโรงเรียนตั้งอยู่ริมแม่น้ำมูล จึงประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง

รุ่งศักดิ์ มิ่งคำ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอนตะลี กล่าวว่า หากน้ำท่วมเพราะฝนตกไม่น่าเป็นห่วงมากนัก แต่หากน้ำท่วมใหญ่จากน้ำมูลรอการระบายจะทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมาโรงเรียนประสบอุทกภัยครั้งใหญ่จำนวน 3 ครั้ง ได้แก่ ปี 2521 ปี 2545 และล่าสุด ปี 2562 ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก ทั้งอาคารเรียน โต๊ะ ประตูที่เป็นไม้อัด เครื่องกรองน้ำที่แต่เดิมตั้งไว้บริเวณพื้นราบ ไม่ได้ยกสูง ถูกน้ำท่วมพังเสียหายใช้การไม่ได้

แม้ปัจจุบัน โรงเรียนได้ทำการฟื้นฟูความเสียหายได้กว่า 95% มีอาคารที่ใช้ได้ดี และปลอดภัยจากน้ำท่วมครั้งต่อไปเพียง 1 อาคาร ซึ่งเป็นอาคารสร้างใหม่ยกสูง นอกนั้น เป็นอาคารห้องสมุด อาคารอเนกประสงค์ และอาคารซึ่งเป็นห้องเรียนอนุบาล ยังคงสุ่มเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมครั้งต่อไป เนื่องจากสร้างมานาน แต่ไม่มีการยกขึ้นเพื่อหนีน้ำท่วม นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งอาคารที่เป็นไม้ ซึ่งได้ทำเรื่องรื้อถอนออกไปเรียบร้อยแล้ว

“จากเหตุการณ์น้ำท่วม โรงเรียนได้รับความเสียหายเยอะมาก แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากหลายหน่วยงาน ที่เข้ามาเร่งฟื้นฟูทันทีหลังน้ำลด อาทิ กองบิน 21 ซึ่งมอบถุงยังชีพ เครื่องกรองน้ำ และโต๊ะเก้าอี้จำนวน 120 ชุด ให้แก่โรงเรียน 3 แห่ง คือ โรงเรียนบ้านดอนตะลี, โรงเรียนบ้านดอนพันชาด และ โรงเรียนบ้านกุดกั่ว รวมถึงหน่วยงานต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ห้างสรรพสินค้ายงสงวน และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ที่บริจาคเงินเพื่อใช้ในการฟื้นฟู และเราได้นำเงินตรงส่วนนี้มาซ่อมแซมอาคาร ซื้อโต๊ะใหม่ ภาพรวมสำเร็จไปกว่า 95% ”

ขณะเดียวกัน ในส่วนของอุปกรณ์การเรียน ได้รับการจัดหามาทดแทนแล้วกว่า 70-80% ซึ่งไม่น่าเป็นห่วง เพราะครูในโรงเรียนสามารถดูแลในส่วนนี้ได้ ขณะที่โต๊ะเก้าอี้ โรงเรียนได้นำเงินบริจาค ไปจัดซื้อโต๊ะสเตนเลส จาก จ.ขอนแก่น จำนวน 40 ชุด เพื่อให้ทนทานมากยิ่งขึ้่น ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จากชาวบ้านในชุมชนช่วยขนย้าย แม้โต๊ะที่สั่งจะเดินทางมาถึงในเวลาค่ำก็ตาม

ทั้งนี้ สิ่งที่โรงเรียนยังขาดเหลืออยู่ในขณะนี้ คือ ชั้นหนังสือในห้องสมุด ที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากเป็นไม้ และเครื่องกรองน้ำ ซึ่งความจริงแล้ว ได้รับการบริจาคมาแทนเครื่องเก่าจำนวน 1 เครื่อง แต่ในเบื้องต้นได้ยกให้กับโรงเรียนอื่นที่ขาดแคลน เพราะคิดว่าเครื่องเก่าสามารถซ่อมได้ แต่เมื่อลองซ่อมแล้วกลับยังใช้ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ปัจจุบัน จึงต้องอาศัยน้ำดื่มจากที่ได้รับบริจาคมา

นอกจากการฟื้นฟูอาคารเรียน และจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนหลังน้ำท่วมแล้ว ยังต้องการรับบริจาคเครื่องคอมพิวเตอร์ ทดแทนเครื่องเก่าที่อายุมากจนใช้การไม่ได้ ปัจจุบัน มีผู้บริจาคแล้วรวมทั้งหมด 18 เครื่ีอง ยังขาดอีก 2 เครื่อง เพื่อให้เด็กๆ ได้ใช้เรียนอย่างทั่วถึง

“ครูต้อย” กิติยา ทองคง หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านสร้างแก้ว ต.โพธิ์ไทร อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เล่าว่า ที่ศูนย์เด็กเล็กฯ มีครูรวมแม่บ้าน 7 คน และเด็กปฐมวัย 2–4 ขวบ 109 คน เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมาถือเป็นครั้งแรกที่นำ้ท่วม สูงกว่า 2 เมตร และมีน้ำขังนานกว่า 3 สัปดาห์ แม้จะมีการนำสิ่งของ และเอกสารสำคัญ ขึ้นที่สูง โดยยืมโต๊ะเก้าอี้จากทางวัด แต่ก็ไม่เพียงพอเพราะน้ำสูงกว่าที่คิด โรงเรียนได้รับความเสียหายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอาคารอเนกประสงค์ที่ใช้เป็นโรงอาหาร อาคารใหญ่ อาคาร 2 ซึ่งเป็นห้องของเด็ก 2 ขวบ ห้องน้ำ รวมถึงห้องเก็บของ สนามเด็กเล่น ตู้ และโต๊ะครู นักเรียน ซึ่งเป็นกระดาษอัด เมื่อโดนน้ำขังทำให้เปื่อยยุ่ย นอกจากนี้ ยังพบรอยร้าวในบางอาคารอีกด้วย

“พอน้ำลด เราก็เข้าไปสำรวจก่อน สภาพเหมือนเมืองร้างจนพูดอะไรไม่ออก เครื่องเล่นที่เคยยึดติดกับพื้นลอยออกหมด ตึกเป็นคราบตะไคร่น้ำ โต๊ะนักเรียนไม่มีเลย เหลือโต๊ะไม้ที่ใช้ได้เพียง 4-5 ตัว ตอนนี้ให้เด็กนั่งกินข้าวกับพื้นไปก่อน อันดับแรกเราได้ขอความช่วยเหลือไปที่หน่วยงานไฟป่า ของกรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทางหน่วยไฟป่าจึงขอความร่วมมือไปยัง กรมอุทยานฯ ส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยกว่า 100 คน เพื่อทำความสะอาดอาคารเรียน ติดตั้งเครื่องเล่น และกลบทรายสนามเด็กเล่นใหม่ รวมถึงมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ช่วยทาสีอาคารเรียนให้ใหม่ เพราะในศูนย์ฯ มีแค่ผู้หญิง 6-7 คน กับเจ้าหน้าที่เทศบาลซึ่งไม่เพียงพอ เพราะต้องดูแลชาวบ้านคนอื่นที่เดือดร้อนด้วย”

ครูต้อย กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมีเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งต่อไป คงต้องขนย้ายให้รวดเร็วมากขึ้น เพราะด้วยความที่เป็นศูนย์เด็กเล็ก ไม่สามารถสร้างให้เป็น 2 ชั้นได้ เพราะมีแบบแปลนที่กำหนดไว้ ดังนั้น จึงอาจต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและอาศัยหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยหากเกิดน้ำท่วมครั้งต่อไป

ปัจจุบัน มีผู้ใจบุญบริจาคข้าวของเครื่องใช้ และอุปกรณ์การเรียน เช่น สมุด ดินสอ เครื่องเล่น มาให้ส่วนหนึ่ง มีผู้ใหญ่ใจดีบริจาคที่นอนให้แก่เด็กครบทุกคน แต่ก็ยังขาดโต๊ะ เก้าอี้ ตู้เก็บของ ขณะนี้ มีเงินบริจาคสำหรับซ่อมแซมอาคาร และจัดหาโต๊ะเก้าอี้ใหม่ แต่อาจต้องรอยื่นเรื่องจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน คาดว่าจะทำเรื่องแล้วเสร็จไม่เกิน 1 เดือน นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังเปิดรับเสื้อกันหนาวสำหรับเด็ก เนื่องจากกำลังเข้าสู่หน้าหนาวและเด็กบางส่วนยังขาดแคลนอีกด้วย

  แก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน
ผอ.โรงเรียนบ้านดอนตะลี กล่าวเพิ่มเติมว่าในตอนนี้ คิดว่าการแก้ปัญหาไม่ใช่แค่การซ่อมแซมอย่างเดียว แต่ต้องแก้อย่างยั่งยืน เพราะโรงเรียนอยู่ติดริมแม่น้ำมูล ฟื้นฟูเสร็จ ก็มีโอกาสท่วมใหม่ ดังนั้น ปัญหาตอนนี้คือ โรงเรียนต้องการอาคารที่ยกสูง เพื่อเวลาน้ำท่วมจะได้ไหลผ่านได้ และหากได้เครื่องกรองน้ำใหม่ คงต้องติดตั้งโดยยกสูงจากพื้นดินราว 50 เซนติเมตร เพื่อป้องกันน้ำท่วมซ้ำ

เกริก เปิดเวทีโชว์ผลงานวิชาการต่อยอดพัฒนาระดับชาติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403829?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

เกริก เปิดเวทีโชว์ผลงานวิชาการต่อยอดพัฒนาระดับชาติ

10 ธันวาคม 2562 – 19:43 น.
เกริก
เปิดอ่าน 41 ครั้ง

เกริก เปิดเวทีโชว์ผลงานวิชาการ ต่อยอดแนวคิดพัฒนาหลายด้านในระดับชาติ

10 ธันวาคม 2562 พลเอกชาญ บุญประเสริฐ ผู้ช่วยประธาน สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้เปิดประชุมวิชาการ ระดับชาติ  ประจำปี 2562  ของมหาวิทยาลัยเกริก  ภายใต้หัวข้อ การขับเคลื่อนการวิจัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

โดย วัตถุประสงค์ การจัดงานครั้งนี้ เพื่อให้เป็นเวที ในการแสดงผลงานทางวิชาการ ของคณาจารย์นักศึกษา และบุคลากรภายนอก และเพื่อการนำไปสู่ กระบวนการต่อยอดแนวคิด ในการนำไปพัฒนา เพื่อใช้ประโยชน์ ทั้งในด้านการศึกษา และด้านอื่นๆ เพื่อการพัฒนา ในระดับชาติต่อไป  โดยในปีนี้ ได้รับความสนใจจาก คณา อาจารย์ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป จากหลากหลายสถาบัน ให้ความสนใจ ส่งผลงาน และ บทความวิจัย เพื่อพิจารณานำเสนอในที่ประชุมกว่า 100 ผลงาน

พลเอกชาญ บุญประเสริฐ ผู้ช่วยสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้ให้ความเห็นในการกล่าวปาฐกถา เรื่อง การเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง ว่า” หลักเศรษฐกิจพอเพียง ของ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพล อดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 นับเป็นแนวทางที่ดี  ในการที่ ประชาชน จะนำมาใช้ ยึดเป็นต้นแบบ ในการดำเนินชีวิต และการพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้มีความอยู่ดีกินดี อีกทั้งสามารถนำไปต่อยอด พัฒนาให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็จะถือว่า เป็นรากฐานที่ดี ในการนำไปต่อยอด สู่การพัฒนาประเทศ ต่อไปอีกด้วย

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ทางรัฐบาลเองก็ให้ความสำคัญ และสนับสนุนในเรื่องของการวิจัยเพราะถือว่ามีประโยชน์กับประชาชน เพราะการวิจัยเป็นการสร้างเสริมกระบวนการคิดการวิเคราะห์ คิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ตลอดจนเป็นการสร้างสรรค์ และสร้างเสริม ให้เกิดผลงาน ซึ่งเป็นกระบวนการในการต่อยอด ความรู้ อย่างเป็นระบบ สามารถสร้างมูลค่า ให้เป็นผลงาน ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ

ในขณะที่กระทรวงศึกษาธิการเองก็เดินหน้า พัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษา เพื่อให้เข้าถึง ประชาชน ทุกช่วงวัยอย่างเท่าเทียม ผ่านโครงการต่าง ๆ มีการนำระบบดิจิทัล มาใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาพัฒนาอาชีพ และสร้างอาชีพที่เหมาะสมสำหรับพัฒนาสังคมผู้สูงวัย อีกทั้งมีการจัดตั้ง ระบบ Co-learning Space เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ในห้องสมุด หรือศูนย์เรียนรู้จำนวน 6 แห่ง ในทุกภูมิภาค เพื่อเป็นการ เพิ่มขีดความสามาเออรถและ ยกระดับ คุณภาพการศึกษาไทยในทุกมิติอีกด้วย

เสมา1ลงพื้นที่เซอร์ไพรส์สถานศึกษาส่องปัญหาวิชาการคุณภาพชีวิต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403684?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

เสมา1ลงพื้นที่เซอร์ไพรส์สถานศึกษาส่องปัญหาวิชาการคุณภาพชีวิต

10 ธันวาคม 2562 – 12:15 น.
ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,รมวการศึกษา
เปิดอ่าน 83 ครั้ง

เสมา1ลงพื้นที่เซอร์ไพรส์  สถานศึกษา ส่องปัญหาวิชาการ-คุณภาพชีวิต โดย… -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com

การลงพื้นที่เซอร์ไพรส์โรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการตามพื้นที่ทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด ของ  “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ” โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าให้สถานศึกษารับทราบ ได้พบปัญหาแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละพื้นที่

ล่าสุด ได้ลงพื้นที่ จ.นครปฐม เยี่ยมชมศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) โรงเรียนบ้านคลองสว่างอารมณ์ จ.นครปฐม โรงเรียนขนาดเล็ก และโรงเรียนฟ้าใสวิทยา จ.นครปฐม โรงเรียนการศึกษาพิเศษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)

ทำให้เห็นสภาพของแต่ละโรงเรียนตามความเป็นจริง ซึ่งโรงเรียนแต่ละแห่ง แต่ละพื้นที่ย่อมมีทั้งคุณภาพ และปัญหาแตกต่างกัน อย่างโรงเรียนทั้ง 3 แห่งที่ได้ไปเยี่ยมชมในพื้นที่ จ.นครปฐม เริ่มตั้งแต่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) เป็นการจัดการเรียนการสอนอบรมระยะสั้น ฝึกอาชีพด้านศิลปะ ช่างศิลป์ต่างๆ

ซึ่งต้องมีการต่อยอดทางด้านทักษะอาชีพให้มากขึ้น เพราะถือเป็นศูนย์ กศน. ที่โดดเด่นตอบโจทย์เรื่องการพัฒนาของประเทศทั้งในด้านการท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์ด้านศิลปะที่มีคุณค่า และมีครูผู้สอนที่มาจากสายช่างศิลป์จริงๆ รวมถึงจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลการศึกษาของ กศน.กับการศึกษาระดับอื่นๆ มากขึ้น เพื่อจะได้นำองค์ความรู้ มาแลกเปลี่ยนเสริมสร้างความรู้ และอาชีพให้แก่ทุกคน

มาถึงโรงเรียนแห่งที่ 2 “โรงเรียนบ้านคลองสว่างอารมณ์ จ.นครปฐม” ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก จัดการเรียนการสอนระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้น มีนักเรียนประมาณ 100 คน ซึ่งมีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) มีการบริหารจัดการที่ดีในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องได้รับการพัฒนาอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น จำนวนครูผู้สอน ห้องน้ำ บางห้องเรียนมีเด็กเรียนในห้องเรียน 5 คน ต้องเรียนด้วยการศึกษาไทยไกลผ่านดาวเทียม หากเด็กกลุ่มนี้ได้ไปเรียนในโรงเรียนที่ไกลออกมาไปจากบ้านเพียงเล็กน้อย แต่เรียนกับเพื่อนอีก 20 คน เรียนจากครูจริง เชื่อว่าถ้าผู้ปกครองเข้าใจเรื่องเหล่านี้ น่าจะต้องการให้เด็กได้ไปเรียน ดังนั้น เรื่องเหล่านี้ต้องมีการทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง แต่ถ้าไม่สามารถไปได้ก็ต้องพัฒนาการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น

ต่อด้วย “โรงเรียนฟ้าใสวิทยา” เป็นโรงเรียนพิเศษ โรงเรียนขยายโอกาสให้แก่น้องๆ ซึ่งเท่าที่ได้พูดคุยกับผู้บริหารสถานศึกษาและน้องๆ นักเรียน เรียกได้ว่ามีการบริหารจัดการโรงเรียนได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งเรื่องของการจัดการเรียนการสอน การอบรมสั่งสอนเรื่องระเบียบวินัย การใช้ชีวิต และมีการส่งเสริมพัฒนาอาชีพมากกว่า 10 อาชีพ ทั้งเรื่องของกีฬา ศิลปะ และดนตรี เป็นการเปิดโอกาสในสังคมให้เด็กมากขึ้น มีทักษะอาชีพติดต่อไป โดยหลังจากนี้ ศธ.จะเติมเต็มเรื่องทักษะอาชีพ โดยจะเชื่อมโยงสถานศึกษาในกลุ่มจังหวัดนครปฐมไว้ด้วยกัน นำองค์ความรู้ต่อยอดให้แก่ผู้เรียนและโรงเรียนในพื้นที่ให้มากขึ้น

“ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เยี่ยมโรงเรียนโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทำให้เห็นปัญหาสำคัญ 3 ประเด็น คือ 1.หลักสูตร การจัดการเรียนการสอนที่ยังไม่มีความเท่าเทียม 2.เรื่องสุขอนามัย สุขลักษณะของเด็ก ไม่ว่าจะเป็น ห้องน้ำ อาหาร โรงอาหาร สุขอนามัยของเด็ก อย่าง ฟัน เล็บ มีชั้นหนังสือที่มีฝุ่น ตามตู้ยังมีใยแมงมุม และ 3.ความเข้าใจในการดูแลสิ่งแวดล้อม การจัดเก็บขยะ การรีไซเคิลขยะ

ซึ่งทั้ง 3 เรื่อง เป็นเรื่องลอยในอากาศ หลักสูตรไม่ดี สุขลักษณะสุขอนามัยไม่ดี สิ่งแวดล้อมไม่ดี แต่เรื่องเหล่านี้ต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นองคาพยพที่ต้องมุ่งมั่นกันทั้งกระทรวง ทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกัน มีความเข้าใจร่วมกัน โดยเฉพาะผู้อำนวยการโรงเรียน ครู ต้องมีเวลาพอในการดูแลเรื่องนี้ และผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาต้องลงไปดูในเรื่องนี้ รวมถึงผู้บริหาร สพฐ. เรื่องเหล่านี้แม้จับต้องยากแต่บริหารจัดการได้

“ที่ผ่านมาไม่มีการบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งผมได้เล่าเรื่องนี้ให้ผู้บริหาร สพฐ.ฟัง และให้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการแก้ปัญหา โดยเริ่มจากการต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับเด็ก โรงเรียน เช่น การแก้ปัญหาสุขอนามัย อย่าง เรื่องฟัน ครูทุกคนมีมือถือให้ถ่ายรูปฟันเด็กแต่ละคนว่าเด็กคนไหน ฟันผุ ฟันหลอ ฟันขาว และส่งข้อมูลเข้าระบบ จะได้รู้ว่าเด็กโรงเรียนไหนมีปัญหาเพื่อจัดส่งทันตแพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าไปช่วยดูแล หรือห้องน้ำโรงเรียนถ่ายมาดูว่าตอนนี้สภาพเป็นอย่างไร ต้องได้รับการแก้ไขอย่างไร ผอ.เขตลงไปตรวจสอบว่าเป็นจริงตามที่รายงานหรือไม่ และแก้ไข ซึ่งถ้าแก้แล้วแต่พบว่ายังสกปรก ก็ประเมินโรงเรียนว่าเหมาะสมหรือไม่ เรื่องเหล่านี้เราแก้ปัญหาได้ถ้าเรามีข้อมูล เพราะเทคโนโลยีทำอะไรได้มากควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เชื่อว่าปีการศึกษา 2563 นี้ จะได้ข้อมูลของเด็ก ครูโรงเรียนทั้งหมดเพื่อนำมาวิเคราะห์และแก้ปัญหาให้ถูกจุด เป็นไปตามบริบทของโรงเรียนแต่ละแห่ง” ณัฎฐพล กล่าว

การศึกษาไทยในอนาคต ไม่ใช่ดูเพียงว่าหลักสูตรมีคุณภาพ หรือดูผลสัมฤทธิ์ด้านวิชาการเท่านั้น แต่ต้องเป็นการเรียนรู้ที่ดีแล้วเด็กต้องมีความสุขร่วมด้วย สำหรับการจัดสรรงบประมาณ ถ้าโรงเรียนไหน มีแผนพัฒนาโรงเรียนและต้องได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมสามารถจัดทำแผนมาเสนอ ศธ.ได้ ซึ่งการจัดงบประมาณเสริมให้จะเป็นไปตามบริบทที่โรงเรียนแต่ละแห่งต้องได้รับ

เช่น บางโรงเรียนต้องเพิ่มครู เพิ่มอุปกรณ์การเรียน ปรับปรุงห้องน้ำให้ดีขึ้น การจัดสรรงบประมาณต้องเข้าถึงโรงเรียนจริง โดยผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่า ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา สพฐ.ต้องไปดูของจริงว่าโรงเรียนมีปัญหาจริง ต้องของบประมาณเพื่อให้ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น ไม่ใช่จัดงบประมาณ เพราะรู้จัก คุ้นเคยกับผอ.เขตพื้นที่การศึกษา

ช่วง 4 เดือนของการทำงานที่ผ่านมา ทำให้ รมว.ศึกษาธิการ เห็นว่าความเข้าใจของคนในกระทรวงไม่ได้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาการศึกษา แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรค คือ ความกล้าในการจะดำเนินการเรื่องต่างๆ โดยต้องทิ้งวัฒนธรรมเก่าๆ เพราะความเข้าใจ ความสามารถของคนกระทรวงทุกคนมีและเมื่อรวมพลังกันแล้วสามารถแก้ปัญหาได้ แต่จะกล้าละทิ้งสิ่งที่ทำมานานแล้วหรือไม่ เช่น กล้าให้เด็กเล่นกีฬา ดนตรี ศิลปะมากขึ้นแล้วคาบเรียนวิชาการน้อยลงหรือไม่ กังวลว่าผู้ปกครองจะไม่เข้าใจ กังวลว่าถ้าปรับการเรียนการสอนแล้วเด็กจะไม่มาเรียน

“เรื่องการศึกษาในความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงคนในกระทรวง ครูเท่านั้น แต่ทุกภาคส่วน พ่อแม่ผู้ปกครอง ชุมชนต้องเข้ามามีส่วนร่วม” ณัฏฐพล กล่าวทิ้งท้าย

       โรงเรียนบ้านคลองสว่างอารมณ์
– เปิดสอนระดับอนุบาล -มัธยมศึกษาตอนต้น
– นายณฐดนย์ เย็นใจมา ผู้อำนวยการโรงเรียน
– จำนวนนักเรียน 118 คน ครู 9 คน
– ที่ตั้ง หมู่ที่ 8 บ้านสหกรณ์ ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม

     โรงเรียนบ้านนราภิรมย์
– เปิดสอนในระดับอนุบาล – ประถมศึกษา
– พ.จ.ท.จิตร ยุติธรรมคุณา ผู้อำนวยการโรงเรียน
– จำนวนนักเรียน 79 คน ครู 8 คน
– ที่ตั้งหมู่ 1 บ้านนราภิรมย์ ต.นราภิรมย์ อ.บางเลน จ.นครปฐม

      ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง)
-จัดการเรียนการสอนอบรมระยะสั้น ฝึกอาชีพด้านศิลปะ ช่างศิลป์
– นางณัฐกัญญาธ์ กานต์การันยกุล ผู้อำนวยการ ศกภ. (วิทยาลัยในวัง)
– ที่ตั้ง ถ.ศาลายา-บางภาษี ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม