ราชมงคลอีสานเกมส์ ครั้งที่ 37 @วิทยาเขตสกลนคร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403619?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ราชมงคลอีสานเกมส์ ครั้งที่ 37 @วิทยาเขตสกลนคร

9 ธันวาคม 2562 – 18:35 น.
วิทยาเขตสกลนคร,ราชมงคลอีสานเกมส์ ครั้งที่ 37,ผศดรวิโรจน์ ลิ้มไขแสง
เปิดอ่าน 86 ครั้ง

ราชมงคลอีสานเกมส์ ครั้งที่ 37 @มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร

ผศ.ดร.วิโรจน์ ลิ้มไขแสง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน)  เปิดเผยว่า กีฬามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน “ราชมงคลอีสานเกมส์ ครั้งที่ 37” เป็นการรวมตัวกันของเหล่านักกีฬา มทร.อีสาน ศูนย์กลางนครราชสีมา  วิทยาเขตสุรินทร์  วิทยาเขตร้อยเอ็ด ณ ทุ่งกุลาร้องไห้  วิทยาเขตขอนแก่น และวิทยาเขตสกลนคร

  อ่านข่าว : ใต้ร่มราชมงคล น้อมนำแนวทางคนในชุมชนให้กินดีมีสุข

ซึ่งในครั้งนี้ มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน มีกำหนดจัดการแข่งขันในระหว่างวันที่ 8-11 ธันวาคม 2562 ณ มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร โดย มทร.อีสาน เชื่อมั่นว่า นักศึกษา คือ เยาวชนที่จะก้าวขึ้นเป็นบุคคลที่มีคุณค่าของสังคมไทย เรามีความเชื่อว่ากีฬาเป็นปัจจัยสำคัญในการหล่อหลอมให้เยาวชนทุกหมู่เหล่าเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและคุณธรรม มีความพร้อมทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสติปัญญา

อธิการบดี มทร.อีสาน  กล่าวอีกว่า การจัดการแข่งกีฬามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จึงเป็นกิจกรรมหลักกิจกรรมหนึ่งที่มุ่งส่งเสริม  พัฒนาให้นักศึกษาได้บรรลุเจตนารมณ์ข้างต้นและเพื่อให้นักศึกษาได้ตระหนักถึงประโยชน์และคุณค่าของการออกกำลังกายและการเล่นกีฬา เพื่อให้การกีฬาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต

“โดยได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานไว้อย่างชัดเจน ในโอกาสจัดการแข่งขันกีฬา “ราชมงคลอีสานเกมส์ ครั้งที่ 37” ประจำปีการศึกษา 2562 ยังมีพิธีมอบโล่ให้กับผู้สนับสนุนการแข่งขันกีฬา ผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยม ผู้ฝึกสอนดาวรุ่ง และผู้ออกแบบมาสคอตประจำการแข่งขันราชมงคลอีสานเกมส์ ครั้งที่ 37 อีกด้วย” อธิการบดี มทร.อีสาน  กล่าวในที่สุด


รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า พลังสะอาด พัฒนาเมือง-ลดมลพิษในอากาศ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403505?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า พลังสะอาด พัฒนาเมือง-ลดมลพิษในอากาศ

9 ธันวาคม 2562 – 13:20 น.
รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า,ลดมลพิษในอากาศ
เปิดอ่าน 102 ครั้ง

รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า พลังสะอาด พัฒนาเมือง-ลดมลพิษในอากาศ โดย… -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

“มลภาวะจากท่อไอเสีย” ส่งผลให้เกิดมลพิษในอากาศของประเทศไทย โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์และรถยนต์ ถือเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดปัญหา ข้อมูลของกรมขนส่งทางบกพบประเทศไทยมีรถจักรยานยนต์กว่า 22 ล้านคัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน โดยเฉลี่ยสามารถปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้ออกสู่ชั้นบรรยากาศถึง 45 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร ซึ่งหากรวมผู้ใช้งานรถจักรยานยนต์จะผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศทั้งหมด 5 หมื่นตันต่อวัน หรือ 18 ล้านตันต่อปี และเพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศโลก ต้องใช้ต้นไม้สูงใหญ่กว่า 6 เมตร จำนวนถึง 3,000 ล้านต้น

ขณะที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ รถจักรยานยนต์ แต่ที่ผ่านมาไม่มีแบรนด์ของคนไทยในการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า  ทั้งๆ ที่เป็นเมืองเดียวที่มีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และมีบริการสาธารณะขนาดเล็กหลายแบบ จะเป็นการดีหากมีรถจักรยานยนต์ที่ช่วยทั้งในเรื่องของการขนส่งและไม่ทำลายหรือเพิ่มมลพิษอากาศ ช่วยในการพัฒนาเมืองให้ดีขึ้นด้วย รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าตอบโจทย์ในเรื่องเหล่านี้ เพราะเป็นพลังงานสะอาด ช่วยลดมลพิษทางอากาศได้

  สรณัญช์ ชูฉัตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีทราน (ไทยแลนด์) จำกัด สตาร์ทอัพสายยานยนต์ จึงเริ่มต้นทำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า จากการมองเห็นปัญหารถติดของกรุงเทพมหานคร ที่โครงสร้างของถนนกรุงเทพฯ มีเพียง 8% ของพื้นที่ เป็นเมืองเที่มีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และมีบริการสาธารณะขนาดเล็กหลายแบบ จึงมองว่าควรจะมีรถจักรยานยนต์ที่ช่วยทั้งในเรื่องของการขนส่งและต้องไม่ทำลายหรือเพิ่มมลพิษอากาศ

เริ่มแรกของการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า “อีทราน” ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ในการผลิตซึ่งไทยไม่มีนวัตกรรมมาก่อน ใช้ต้นทุนจำนวนมากทำให้ราคาของรถดังกล่าวค่อนข้างสูง โดยในปี 2560 อีทราน ได้เปิดตัว ETRAN PROM รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าต้นแบบเพื่อการบริการสาธารณะคันแรกของโลก ซึ่งแก้ปัญหาเรื่องมลภาวะ และผู้ใช้งาน ด้วยการใช้ไฟฟ้าแทนการใช้น้ำมัน และการแยกเบาะผู้โดยสารออกจากผู้ขับขี่ โดยที่สามารถออกแบบที่นั่งแยกได้ แต่ราคาจะค่อนข้างสูงและเป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ

สรณัญช์ ชูฉัตร

ต่อมา อีทราน ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ศึกษาตลาดรถไฟฟ้า พัฒนาต้นแบบแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ปรับปรุงคุณภาพสินค้า รูปแบบธุรกิจต่างๆ รวมทั้งรูปแบบการชาร์จที่มีมาตรฐาน หลังจากพัฒนาเทคโนโลยีกับปตท.ใหญ่แล้ว ได้ร่วมกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีซี ในฐานะแกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท.เพื่อพัฒนาเม็ดพลาสติกที่ทำให้ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการย่อยสลายได้ง่าย เพราะชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์นั้นทำมาจากพลาสติกเมื่อชนแล้วก็ทิ้ง ไม่สามารถซ่อมได้ กลายเป็นขยะจำนวนมาก

ดังนั้นธุรกิจยั่งยืนทั้งในปัจจุบันและอนาคตต้องพัฒนาพลาสติกที่เป็นส่วนหนึ่งของ Circular Economy โดยนำมาจากทะเลของไทย และ Bioplastic ที่ย่อยสลายได้ง่าย ต้องใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสามารถทำรถทั้งหมดที่เป็นพลาสติก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 52% และหลังจากนี้จะมุ่งมั่นพัฒนาให้รถไฟฟ้ามีสมรรถนะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่านี้ และราคาถูกที่ทุกคนสามารถซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้

อย่างไรก็ตามประเทศไทยต้องสนับสนุนให้บริษัททั้งขนาดใหญ่ และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะสตาร์อัพทำธุรกิจที่สร้างความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งลดปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะการจะส่งเสริมให้ทุกบริษัทปลูกต้นไม้ หรือมีกิจกรรมซีเอสอาร์ อาจไม่เพียงพอ ต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิต อย่างรถจักรยานยนต์ถ้าใช้น้ำมัน เครื่อง 125 ปล่อยคาร์บอน 45 กรัม

ซึ่งถ้าผลิตรถจักรยานยนต์ที่่ใช้น้ำมัน 2 แสนคันต้องปลูกต้นไม้ทดแทน 1 ล้านต้น แต่ถ้าเป็นการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 2 แสนคันเท่ากับปลูกต้นไม้ไปแล้ว 1 ล้านต้น การสร้างธุรกิจลดปริมาณคาร์บอนจากรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าช่วยโลกได้ โดยรัฐบาลต้องสนับสนุนให้เกิดการทำธุรกิจบนพื้นฐานการดูสิ่งแวดล้อม และหนุนให้เกิดการนำมาหมุนใหม่ ใช้ใหม่

เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาการตลาดธุรกิจปิโตรเคมีขั้นปลาย จีซี กล่าวว่าทางจีซี มีการสร้างโซลูชั่นขึ้นมาเพื่อทำให้สามารถทำงานกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ ได้ไม่ว่าจะบริษัท ฝ่ายรัฐบาล และสถาบันวิจัย เพราะการทำงานของจีซีไม่ใช่เพียงด้านธุรกิจ แต่เป็นการทำงานในด้านวิจัย ออกแบบ และผลิตร่วมกัน ดังนั้นจะสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสตาร์ทอัพ เพิ่มขีดความสามารถของการยกระดับสินค้ากลุ่มพลาสติกให้มีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจีซี พร้อมลงทุนในเรื่องนี้เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ และถ่ายโอนให้แก่เครือข่าย

ทั้งนี้จีซีได้สนับสนุน ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ โดยเฉพาะผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ อย่างการสร้างรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ETRAN KRAF ฝีมือนวัตกรรมที่พัฒนาโดยคนไทยของบริษัทอีทราน สตาร์ทอัพสายยานยนต์ผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนาระบบไฟฟ้า คิดวัสดุทำให้เป็นพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และราคาเหมาะสม โดยคัดเลือกพลาสติกที่เหมาะกับการใช้งาน เพิ่มความเข้มข้นในการรักษาสิ่งแวดล้อมแก่วัสดุ และทดสอบให้ได้มาตรฐานการใช้งานในอุตสาหกรรมยานยนต์ การทำธุรกิจไม่ได้ขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้โลกดีขึ้น เพราะสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคน

ห้องสมุดใหม่ สถาปัตย์ จุฬาฯคว้าอันดับ 1 โลกด้านการออกแบบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403492?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ห้องสมุดใหม่ สถาปัตย์ จุฬาฯคว้าอันดับ 1 โลกด้านการออกแบบ

9 ธันวาคม 2562 – 12:26 น.
ห้องสมุดใหม่ สถาปัตย์ จุฬาฯ,รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ของโลกด้านการออก,Interior Design Magazine นิวยอร์ก
เปิดอ่าน 166 ครั้ง

ห้องสมุดใหม่ สถาปัตย์ จุฬาฯ คว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ของโลกด้านการออกแบบจาก Interior Design Magazine นิวยอร์ก

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 เวลา 17.00 น. ตามเวลาในสหรัฐฯ งาน Best of Year Awards 2019 ถูกจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมเจคอบ เค. จาวิตส์ เมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเวทีชั้นนำระดับโลกที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี พร้อมมอบรางวัลให้แก่นักออกแบบและผลงานด้านการออกแบบที่มีความโดดเด่น โดยในปีนี้ ห้องสมุดใหม่ สถาปัตย์ จุฬาฯ ซึ่งเป็นผลงานการสร้างสรรค์และริเริ่มโดยคุณเสริมสิน สมะลาภา ร่วมด้วย รศ. ดร.ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ คณบดี ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข ผู้ช่วยอธิการบดี และคุณทวิตีย์ วัชราภัย เทพาคำ กับคุณชัยภัฏ มีระเสน สถาปนิกจาก Department of Architecture สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 หมวด Library : Best of Year Awards 2019 มาครองได้

นับเป็นผลงานการออกแบบของคนไทยที่เฉือนเอาชนะผู้เข้ารอบสุดท้าย เช่น Yue Library จากจีนที่ออกแบบโดย Beijing Fenghemuchen Space Design และ Columbus Metropolitan Library, Dublin Branch ที่ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกระดับโลกอย่าง NBBJ และ Chicago Public Library, West Loop Branch ที่ออกแบบโดย Skidmore, Owings & Merrill ซึ่งเป็นบริษัทด้านสถาปนิกและวิศวกรรมที่เก่าแก่จากสหรัฐอเมริกาไปได้

ทั้งนี้ ห้องสมุดใหม่ สถาปัตย์ จุฬาฯ เปิดให้บริการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา โดยสร้างขึ้นจากเงินบริจาคของศิษย์เก่า มีความโดดเด่นทั้งด้านการออกแบบและฟังก์ชั่นการใช้งานที่ไม่เหมือนห้องสมุดทั่วไป เนื่องจากในปัจจุบันมีข้อมูลมากมายที่สามารถเข้าถึงได้ทางอินเตอร์เน็ต แต่ความรู้ความคิดใหม่ๆ นั้นไม่ได้มาจากโลกออนไลน์เพียงที่เดียว เพราะแหล่งกำเนิดความรู้ แรงบันดาลใจ และความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายกิจกรรม โดยเฉพาะการพบปะแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความคิดระหว่างผู้คน

ห้องสมุดใหม่จึงประกอบไปด้วยพื้นที่หลากหลายการใช้สอย เช่น พื้นที่ Co-Working Space การนั่งทำงานกลุ่ม พื้นที่ดูภาพยนตร์ พื้นที่ฟังการบรรยาย พื้นที่จัดนิทรรศการ พื้นที่นำเสนองาน ที่จะเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้คน และยังมีพื้นที่อ่านหนังสือในอีกหลายบรรยากาศ ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้กับนิสิตและผู้ที่เข้ามาใช้งาน

ห้องสมุดใหม่ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดบริการสำหรับนิสิตคณะสถาปัตย์ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 – 18.00 น. วันเสาร์เปิดบริการเวลา 10.00 – 16.00 น. พื้นที่ชั้น 2 วันธรรมดาเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.30 – 22.00 น. นิสิตคณะอื่นใช้บริการได้ในวันพุธ ส่วนนิสิต นักศึกษา คณาจารย์ ต่างสถาบันและบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจด้านสถาปัตยกรรม ใช้บริการได้ในวันเสาร์

(Photo: W Workspace)

เลขาธิการ กศน. เคาะวันจัดกีฬา ‘กศน.เกมส์ 2563’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403371?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

เลขาธิการ กศน. เคาะวันจัดกีฬา ‘กศน.เกมส์ 2563’

8 ธันวาคม 2562 – 13:20 น.
ดรดิศกุล เกษมสวัสดิ์,กศนเกมส์ 2563,กศนwow
เปิดอ่าน 23 ครั้ง

เลขาธิการ กศน. เคาะวันจัดกีฬา “กศน.เกมส์ 2563” เตรียมเฟ้นหานักกีฬา ตัวแทนภาค ลงแข่งระดับประเทศ ระหว่าง 19 -21 ก.พ. 63 นี้ที่จังหวัดอุบล ฯ

ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการ กศน. เปิดเผยว่า เนื่องด้วยพระราชบัญญัตินโยบายการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ.2561 ได้มอบให้หน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่ดำเนินการตามภารกิจร่วมกัน ตามที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2560 – 2564)

 อ่านข่าว :  กศน.ส่งเสริมการอ่านเพิ่มอาชีพชุมชน

ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการ เพื่อให้การกีฬาเป็นส่วนสำคัญของวิถีชีวิตประชาชนทุกภาคส่วน และเป็นกลไกสำคัญในกาสร้างคุณค่าทางสังคมและให้คนไทย มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งสำนักงาน กศน. เล็งเห็นว่า ในการพัฒนาทักษะด้านกีฬาและส่งเสริมสุขภาพนั้น เป็นการยกระดับและพัฒนาผู้เรียนที่สำคัญ

โดยผู้เรียนจะได้มีโอกาสออกกำลังกายและเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ เสริมสร้างพลานามัยที่ดี รวมทั้งสร้างนิสัยความมีน้ำใจเป็นนักกีฬาและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ นอกจากได้ออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นการสร้างความรัก ความสามัคคีในหมู่คณะ และสร้างสัมพันธภาพอันดี ระหว่างนักศึกษา กศน.

รวมทั้งส่งเสริมให้คณะผู้บริหารหน่วยงาน สถานศึกษา ครู และบุคลากร ในสังกัดสำนักงาน กศน. นำทักษะหรือทัศนคติใหม่ที่เกิดจากกิจกรรมกีฬาไปประยุกต์ใช้ยกระดับทักษะความสามารถในการทำงานได้เป็นอย่างดี

ล่าสุด สำนักงาน กศน. ได้กำหนดจัดกิจกรรมกีฬาระดับประเทศ หรือ “กศน.เกมส์ 2563” ซึ่งครั้งนี้นับเป็นการแข่งขันครั้งที่ 5 แล้ว มีเป้าหมายให้ นักศึกษา กศน. คณะผู้บริหาร หน่วยงาน สถานศึกษา ครู กศน บุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดสำนักงาน กศน. ได้รับการพัฒนาโดยใช้ในกิจกรรมด้านกีฬา และส่งเสริมสุขภาพ

รวมทั้งสร้างสัมพันธภาพอันดีและความสามัคคีในหมู่คณะ จึงกำหนดจัดกิจกรรมกีฬาดังกล่าวขึ้น ระหว่างวันที่ 19 – 21 กุมภาพันธ์ 2563 ณ สนามกีฬาจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยประเภทกีฬาที่จะทำการแข่งขันครั้งนี้ ประกอบด้วย การแข่งขันฟุตบอล เซปักตะกร้อ วอลเลย์บอล เปตอง กรีฑา และกอล์ฟ โดยมีคัดเลือกตัวแทนภาคละ 1 ทีม เข้าร่วมการแข่งขันในทุกประเภทกีฬา

ดร.ดิศกุล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการค้นหาตัวแทนภาค เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาระดับประเทศ “กศน. เกมส์ 2563” ณ จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งนี้ สำนักงาน กศน. ได้มีการเตรียมความพร้อม โดยมีการจัดการแข่งขันกีฬาในทุกหัวเมืองใหญ่เพื่อเฟ้นหาทีมและนักกีฬาหัวกะทิในระดับภาค เข้าร่วม“กศน. เกมส์ 2563” ตลอดทั้งเดือน มกราคม 2563

ได้แก่ภาคเหนือ กำหนด แข่งขันกีฬา วันที่ 4 – 5 มกราคม 2563 ณ จังหวัดลำปางภาคใต้ กำหนดแข่งขันกีฬา วันที่ 7- 8 มกราคม 2563 ณ จังหวัดสงขลาภาคกลาง กำหนดแข่งขันกีฬา วันที่ 13 มกราคม 2563 ณ จังหวัดสุพรรณบุรีภาคตะวันออกกำหนดแข่งขันกีฬาวันที่ 18 -19 มกราคม 2563 ณ จังหวัดนครนายก

และภาคตะวันออกเฉียงเหนือกำหนดแข่งขันกีฬา วันที่ 20 มกราคม 2563 ณ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งการจัดการแข่งขันกีฬาในครั้งนี้เชื่อว่านอกจากจะเป็นการแข่งขันระดับประเทศที่ยิ่งใหญ่ มีความสนุกสนาน ทุกคนได้ออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถเชื่อมความสามัคคี ความมีสัมพันธ์ดีอันดีให้เกิดขึ้นระหว่างนักศึกษา กศน. และบุคลากรทุกคนในสังกัดสำนักงาน กศน. ได้เป็นอย่างดี

อินไซด์รับตรง…ยื่นผลงานเข้าเรียน ‘ราชมงคลพระนคร’ ได้เลย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403308?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

อินไซด์รับตรง…ยื่นผลงานเข้าเรียน ‘ราชมงคลพระนคร’ ได้เลย

8 ธันวาคม 2562 – 08:55 น.
ราชมงคลพระนคร,อินไซด์รับตรง,รศสุภัทรา โกไศยกานนท์
เปิดอ่าน 24 ครั้ง

อินไซด์รับตรง…ยื่นผลงานเข้าเรียนราชมงคลพระนครได้แล้ว ระบุเปิดโควตา 130 ที่นั่งรองรับผู้มีความสามารถพิเศษ ด้าน”นักกีฬา-ศิลปะการแสดง” ปีการศึกษา 2563

ได้เวลาโชว์ผลงานกันแล้ว หลังเรียนหนักเพื่อชิงที่นั่งเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยที่ชื่นชอบ แต่สำหรับน้องๆ นักเรียนชั้นม.ุ6 ,ปวช. , ปวส. หรือเทียบเท่า หากมีความสามารถพิเศษสามารถใช้ผลงานยื่นเข้าเรียนได้เลย

  อ่านข่าว : 9 มทร.ตั้งคกก.กลางจัดสวัสดิการให้เท่าเทียม

รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามหาวิทยาลัยมุ่งเน้นการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนให้ทันสมัย เพื่อผลิตบัณฑิตให้มีศักยภาพสูงครบถ้วนสอดคล้องกับความต้องการของโลกในยุคดิจิทัล และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0

ทั้งนี้ ราชมงคลพระนคร เปิดการเรียนการสอน 9 คณะ ประกอบด้วยคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน คณะบริหารธุรกิจคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์คณะอุตสาหกรรมสิ่งทอและออกแบบแฟชั่น คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ

                              รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์

ปัจจุบันเปิดรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านกีฬา ประจำปีการศึกษา 2563 ได้แก่ วอลเลย์บอล วอลเลย์บอลชายหาด ฟุตบอล ฟุตซอล ฟุตวอลเลย์ บาสเกตบอล เซปักตะกร้อ เปตอง มวยสากลสมัครเล่น ปันจักสีลัต คาราเต้โด เทควันโด แบดมินตัน เทเบิลเทนนิส ลีลาศ กรีฑา เทนนิส ว่ายน้ำ หมากรุก หมากล้อม ตะกร้อลอดห่วง จักรยาน เป็นต้น และด้านศิลปะการแสดง ผ่านระบบโควตาพิเศษ จำนวน 130 คน

รศ.สุภัทรา กล่าวต่อว่า ผู้สมัครโควตาดังกล่าวต้องมีประวัติ ผลงาน และความสามารถทางกีฬาดีเด่นในระดับทีมชาติหรือตัวแทนเยาวชนทีมชาติ ฯลฯ โดยนับผลงานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 (ย้อนหลัง5 ปี) มีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2.00และมีคุณสมบัติตรงตามคณะและสาขาวิชาที่เลือกเข้าศึกษา ผู้สนใจสามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ http://www.rmutp.ac.th

สำหรับวุฒิการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ – 15 ธันวาคม 2562 และวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 สมัครตั้งแต่บัดนี้ – 16 ธันวาคมนี้ และยื่นแฟ้มสะสมผลงานด้วยตนเองงได้ที่กองพัฒนานักศึกษา ชั้น 2 สำนักงานอธิการบดี ราชมงคลพระนคร (ศูนย์เทเวศร์) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.0 2665 3777ต่อ6305 หรือ 6963

MOUศูนย์ความเป็นเลิศด้านสิ่งทอและแฟชั่น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403151?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

MOUศูนย์ความเป็นเลิศด้านสิ่งทอและแฟชั่น

8 ธันวาคม 2562 – 01:05 น.
สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ,MOUศูนย์ความเป็นเลิศด้านสิ่งทอและแฟชั่น,สิ่งทอ,แฟชั่น
เปิดอ่าน 54 ครั้ง

มทร.ธัญบุรี ผนึก สถาบันฯ สิ่งทอ และ4มหาวิทยาลัย MOUศูนย์ความเป็นเลิศด้านสิ่งทอและแฟชั่น

สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี พร้อมด้วย มทร.กรุงเทพ มทร.พระนคร ม.เกษตรศาสตร์ และ ม.ราชภัฏอุดรธานี ลงนามความร่วมมือ ‘ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสิ่งทอและแฟชั่น’ พัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ณ ห้องประชุม อาคารสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยมี นายปราโมทย์ วิทยาสุข ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ร่วมเป็นสักขีพยาน

   นายปราโมทย์ วิทยาสุข เผยว่า จากการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีภายใต้ยุคดิจิทัล ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัว คณะกรรมการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ภายใต้อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ หน่วยงานเครือขยของกระทรวงอุตสาหกรรม เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว จึงได้หารือเพื่อหาแนวทางพัฒนาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสิ่งทอร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายและสถาบันการศึกษา

โดยจัดตั้ง ‘ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสิ่งทอและแฟชั่น’ (Center of Textile & Fashion Excellence : CTE)ภายใต้งบประมาณกองทุนสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ พร้อมลงนามความร่วมมือกับ5สถาบันการศึกษา ประกอบไปด้วย

คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะศิลปกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี คณะอุตสาหกรรมสิ่งทอและออกแบบแฟชั่น มทร.พระนคร คณะอุตสาหกรรมสิ่งทอ มทร.กรุงเทพ ศูนย์นวัตกรรมแฟชั่น ภาควิชาวิทยาการสิ่งทอ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ พร้อมด้วย ศูนย์ออกแบบสร้างสรรค์ผ้และสิ่งทอ ม.ราชภัฏอุดรธานี โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ในทุกมิติให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

 นายชาญชัย สิริเกษมลิศ ผอ.สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวว่า ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสิ่งทอและแฟชั่น ถือเป็นศูนย์กลางความร่วมมือ เพื่อทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ และ5สถาบันการศึกษา มุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์วิจัยพัฒนา และการจัดการองค์ความรู้ ภายใต้กรอบความร่วมมือ ที่จะร่วมกันพัฒนางานวิจัยเพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหาอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่นไทย

ร่วมกันจัดกิจกรรม อบรม สัมมนา ประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดประสบการณ์ และกระจายความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมสิ่งทอและแนวโน้มการพัฒนาสิ่งทอในอนาคต ร่วมจัดประชุมวิชาการเฉพาะทางด้านสิ่งทอและแฟชั่น ในระดับประเทศและต่างประเทศ เพื่อยกระดับการนำงานวิจัยทางด้านสิ่งทอและแฟชั่นสู่สากล ทั้งยังร่วมกันจัดทำวารสารทางวิชาการนานาชาติที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่น เพื่อเป็นโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้เผยแพร่ผลงานทางวิชาการสู่สากล

ด้าน ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด รองอธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวเสริมว่า ในส่วนของ มทร.ธัญบุรี นำ3คณะร่วมในการลงนามความร่วมมือศูนย์ความเป็นเลิศด้านสิ่งทอและแฟชั่น คือ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะศิลปกรรมศาสตร์ เพื่อให้เกิดร่วมมือ การพัฒนาร่วมกัน ในการขับเคลื่อนภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอ แฟชั่น ไสฟ์สไตล์

ผศ.ดร.สมหมาย  กล่าวอีกว่า และภายในงาน มทร.ธัญบุรี ยังได้จัดแสดงนิทรรศการเชิงวิชาการ โชว์ผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นของทั้ง3คณะ และเชื่อมั่นว่าการผนึกกำลังร่วมกันในครั้งนี้จะก่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทออย่างเป็นรูปธรรม เกิดองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะตอบโจทย์และช่วยแก้ปัญหาอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่นไทยต่อไป โดยผู้สนใจสามารถเข้าดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่www.thaitextile.org

มธบ.ขนนวัตกรรมเวิร์คช้อปเรียนรู้ทักษะอยู่รอดโลกอนาคต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403277?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

มธบ.ขนนวัตกรรมเวิร์คช้อปเรียนรู้ทักษะอยู่รอดโลกอนาคต

7 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์,เวิร์คช้อป,ปลุกไอเดีย,นวัตกรรม
เปิดอ่าน 18 ครั้ง

มธบ.ขนนวัตกรรมปลุกไอเดีย StartUp โชว์งาน Open House 2019 เชิญชวนนักเรียน นักศึกษาร่วมเวิร์คช้อป ค้นหาตัวตนเรียนรู้ทักษะอยู่รอดโลกอนาคต

8 ธันวาคม 2562 CIBA_มธบ. ขนนวัตกรรมปลุกไอเดีย  StartUp โชว์ใน งาน Open House 2019 เชิญชวนนักเรียน นักศึกษาร่วมเวิร์คช้อป ค้นหาตัวตนตามแนวที่ใช่คณะที่ชอบ พร้อมเรียนรู้ทักษะสำคัญในการอยู่รอดแห่งโลกอนาคต

ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (College of Innovative Business and Accountancy: CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.)  เปิดเผยว่า   มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จัดงาน Open House 2019 ภายใต้ธีม “The Future Survivor” โดยนักเรียน นักศึกษาที่เข้าร่วมงานจะได้เปิดประสบการณ์ค้นหาและเรียนรู้ทักษะสำคัญในการอยู่รอดแห่งโลกอนาคต กับ 6 วิทยาลัย และ 6 คณะ

พร้อมสัมผัสการเรียนการสอนจริงและเวิร์คช้อปจากทุกคณะ ในส่วนของ CIBA นอกจากด้านวิชาการแล้วยังจะเน้นให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้แนวคิดการเป็นสตาร์ทอัพจากเกมต่างๆ อาทิ  เกมไททานิค  ซึ่งจะเป็นการจำลองการโดยสารเรือไททานิค เป็นการท้าทายของผู้เล่นที่จะทราบผลว่าตนเองจะรอดหรือไม่ได้ในตอนท้ายของเกม สามารถดูได้จากการเลือกที่นั่งบนเรือ

เกมนี้มีการนำข้อมูลจริงของเหตุการณ์มาวิจัยและประยุกต์มาเป็นเกม ซึ่งสามารถอธิบายและปรับใช้ในเชิงธุรกิจได้ จากข้อมูลสามารถนำมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบในเชิงธุรกิจได้ว่าลูกค้ารายนี้ควรอนุมัติสินเชื่อหรือไม่อย่างไร หรือในมุมที่ว่าลูกค้ารายใดกำลังจะเปลี่ยนใจจากเราไปใช้บริการบริษัทคู่แข่งอย่างนี้เป็นต้น รูปแบบของเกม มีเหตุผลและรูปแบบวิธีคิดที่เหมือนกันเมื่อนำมาประยุกต์ใช้ในเชิงธุรกิจ โดยอาศัยจากข้อมูลของเหตุการณ์เรือไททานิคล่ม ซี่งเป็นทฤษฎีเดียวกันหมด

เป็นโมเดลง่ายๆ เรียกว่า “ต้นไม้แห่งการตัดสินใจ”  เป็นการนำ Machine learning ส่วนหนึ่งของAI มาใช้  นักเรียน นักศึกษา น่าจะรู้จัก ไททานิค  หลังจากเล่นเกมเสร็จพอรู้ผล ก็จะมีการสรุปให้เขาเห็นภาพ และจะค่อยๆอธิบายให้เข้าใจทฤษฎีว่า มันมีวิธีคิดวิธีเริ่มต้นแบบไหน โดยโยงเข้าสู่ธุรกิจจะทำให้เห็นภาพง่ายขึ้น

นอกจากนี้ยังมีเกมเป่ายิงฉุบ ซึ่งไม่เหมือนเกมธรรมดา เป็นโมเดลเดียวกับการทำธุรกิจในยุคปัจจุบันที่ต้องรู้เขารู้เรา เป็นเรื่องของข้อมูลสถิติ โดยสองคนแข่งกัน แต่จะมีการให้ข้อมูลกับอีกคนด้านสถิติว่าหากเกมแรกแพ้เกมต่อไปต้องทำยังงัยต่อ ประเด็น คือ เราต้องการแสดงให้เห็นว่า ในการทำธุรกิจก็เหมือนกันใครมีข้อมูลมากกว่าคนนั้นได้เปรียบในการนำข้อมูลมาใช้เพื่อให้ได้เปรียบคู่แข่ง เรียกว่าจะเป็นการเป่ายิงฉุบที่มีสีสันมาก

ดร.ศิริเดชกล่าวด้วยว่า ภายในงานจะเน้นให้เป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับวิชาที่นักศึกษาจะได้เรียน พยายามให้เขาเข้าใจในรูปแบบของการทำธุรกิจในเกมที่นำมายกตัวอย่างในงานนี้ นอกจากนี้ภายในงานจะมีการฝึกให้นักเรียน นักศึกษา ได้มีโอกาสเขียนโปรแกรมอย่างง่ายในการสั่งงานหุ่นยนต์ทำงานด้านโลจิสติกส์เพื่อให้ทำงานสะดวกมากขึ้น ไม่ใช่แค่ในงานขนส่งเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าสามารถใช้โรบอทด้านการตลาดได้เช่นกัน

อาทิ การเขียนโปรแกรมให้โรบอทแสดงท่าทางหรือทำงานด้านต่างๆเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนให้มาสนใจในธุรกิจของเราได้ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น ถุงมืออัจฉริยะ อุปกรณ์ internet of thing (IOT) ที่ต้องสั่งงานด้วยเสียง พร้อมนี้ยังมีทุนการศึกษาและโปรโมชั่นมากมายตลอดงาน

“งาน Open House 2019”  พร้อมเปิดบ้านให้ชมตลอดทั้งวัน ระหว่างวันที่ 12-13 ธันวาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  นักเรียน นักศึกษาที่สนใจร่วมงานได้ฟรี  ลงทะเบียนออนไลน์ร่วมงานก่อนใครได้ที่ https://openhouse.dpu.ac.th/ สอบถามรายละเอียดโทร. ต่อ 560, 722

ผลวิจัย OECD พิสูจน์ชัดเด็กเรียนรู้ปฐมวัย ทำคะแนน PISA ได้ดี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403179?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ผลวิจัย OECD พิสูจน์ชัดเด็กเรียนรู้ปฐมวัย ทำคะแนน PISA ได้ดี

6 ธันวาคม 2562 – 19:36 น.
ผลวิจัยOECD,กสศ,เด็กปฐมวัย,คะแนน PISA
เปิดอ่าน 48 ครั้ง

เผยผลวิจัย OECD พิสูจน์ชัด เด็กที่ทำคะแนน PISA ได้ดีสัมพันธ์กับประสบการณ์เรียนรู้ช่วง ปฐมวัย ด้านกสศ. เผยไทยมีเด็กนอกระบบก่อนวัยเรียน ราวร้อยละ 10 เตรียมขยายทุน

6 ธ.ค.2562-เผยผลวิจัย OECD พิสูจน์ชัด เด็กที่ทำคะแนน PISA ได้ดี สัมพันธ์กับประสบการณ์เรียนรู้ช่วง ปฐมวัย ด้านกสศ. เผยไทยมีเด็กนอกระบบก่อนวัยเรียน ราวร้อยละ 10 เตรียมขยายทุนเสมอภาคช่วยเหลือเด็กอนุบาลในครอบครัวยากจน 1.5 แสนคน ปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่ต้นทาง หากแปรญัตติเพิ่มงบประมาณที่ถูกตัดลดได้ ขณะที่ผลสำรวจความพร้อมเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กอ.2–อ.3 นำร่อง 5 จังหวัดพบ ด้านภาษาและเลข ในพื้นที่ห่างไกลและยากจน เหลื่อมล้ำสูง เด็กหางแถวถูกทิ้งไว้ข้างหลัง คะแนนต่ำเกณฑ์มีมาก

ดร.ไกรยส  ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า จากข้อมูลการวิเคราะห์ของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) และ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่า เด็กปฐมวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนวัยเรียน อายุ 3-5 ปี  เป็นช่วงที่สำคัญอย่างมาก ส่งผลต่อแนวโน้มสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศ

เนื่องจากปัจจุบันเด็กนอกระบบการศึกษาในช่วงก่อนวัยเรียนยังมีสัดส่วนสูงราวร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับประชากรวัยเดียวกัน ซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริงและรับฟังความคิดเห็นใน 4 ภูมิภาคพบว่า ครอบครัวที่มีฐานะยากจนซึ่งพ่อแม่ ผู้ปกครองมีอาชีพรับจ้าง และทำงานอยู่ต่างถิ่น จะนำบุตรหลานเข้าเรียนระดับอนุบาลล่าช้าหรือไม่ได้เข้าเรียน ทำให้เด็กเหล่านี้เสี่ยงต่อการมีพัฒนาการด้านต่างๆที่ล่าช้า ไม่ทันเพื่อนตั้งแต่ชั้น ป.1 ซึ่งช่องว่างความเหลื่อมล้ำด้านพัฒนาการนี้หากไม่ได้รับการค้นพบ และแก้ไขได้ทันเวลา จะมีแนวโน้มแย่ลงในอนาคต จนส่งผลต่อผลการเรียน ทักษะการอ่านออกเขียนได้ และความเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานในที่สุด

ดร.ไกรยส กล่าวว่า  จากสถานการณ์ดังกล่าว กสศ.และสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จึงร่วมกันพัฒนาเครื่องมือสํารวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัยหรือ School Readiness Survey (SRS) ระดับจังหวัดขึ้น เพื่อเป็นกระจกสะท้อนสถานการณ์ด้านพัฒนาการและความพร้อมของเด็กปฐมวัยก่อนเข้าเรียนการศึกษาภาคบังคับ อายุ 5-6 ปี  ทั้งในแง่ของสถานการณ์ปัญหาเด็กยังไม่เข้าเรียนอนุบาล และระดับพัฒนาการที่สำคัญด้านต่างๆ ของเด็กวัยนี้ ซึ่งข้อมูลจากการสำรวจ SRS จะช่วยให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ กำหนดแนวทางผลักดันให้เด็กเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัย ตลอดจนสะท้อนผลลัพธ์คุณภาพการเรียนรู้ ช่วงปฐมวัยว่าได้เตรียมเด็กให้พร้อมจะก้าวเข้าสู่ประถมศึกษาเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเด็กชายขอบ และกลุ่มเด็กด้อยโอกาสทางสังคม เช่น เด็กที่มาจากครอบครัวยากจน

ดร.ไกรยส กล่าวว่า SRS จะเป็นเครื่องมือทางวิชาการและพัฒนาข้อเสนอนโยบายที่ช่วยแก้ปํญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยจะปิดช่องว่างปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ต้นเหตุและต้นทางก่อนที่เด็กจะเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อมีความพร้อมตั้งแต่ปฐมวัยจะช่วยให้เด็กมีทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียน มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จทางการศึกษา

และพฤติกรรมทางบวกของเด็กในระยะยาว ตัวอย่างการศึกษาในประเทศบราซิล จาไมก้า และฟิลิปปินส์ พบว่า 2 ใน 3 ของเด็กที่มีความพร้อมในการเข้าสู่โรงเรียนของเด็กปฐมวัยและได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมการสำรวจนี้ การศึกษาในกัวเตมาลาและแอฟริกาใต้พบว่าเด็กปฐมวัยที่มีความพร้อมฯ สูงกว่าจะมีผลการเรียนและความสามารถในการเรียนรู้ดีกว่า เช่น ทักษะการอ่าน และ การคิดคำนวณ เช่นเดียวกับกัมพูชา เครื่องมือนี้ช่วยลดจำนวนเด็กทิ้งการเรียนกลางคัน เมียนมาร์ ช่วยให้อัตราเด็กเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาเพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 13 เนปาล ช่วยลดอัตราการเรียนซ้ำชั้นของเด็กในระดับประถมศึกษา

“เด็กปฐมวัยถือเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐให้จัดการศึกษาระดับก่อนวัยเรียนให้แก่เด็กปฐมวัยอย่างเสมอภาค โดยได้บัญญัติเอาไว้ในมาตรา 54 ให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษามีบทบาทสนับสนุนให้เด็กปฐมวัยในครอบครัวที่มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพได้จนสำเร็จการศึกษาตามศักยภาพและความถนัดของแต่ละคน โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม

เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการพัฒนาทั้งทางร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย หลักฐานเชิงประจักษ์ที่นำเสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ศาสตราจารย์ James J. Heckman จาก University of Chicago ชี้ให้เห็นว่าการลงทุนในเด็กปฐมวัยเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าให้ผลตอบแทนแก่สังคมดีที่สุดในระยะยาว7-12 เท่า ซึ่งนอกจากการใช้เครื่องมือ SRS ใน 5 จังหวัดนำร่องแล้ว ในปีงบประมาณ 2563 คณะกรรมการ กสศ.ได้ขยายผลการดำเนินงานตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ สนับสนุนทุนเสมอภาคที่จะช่วยป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบให้ครอบคลุมนักเรียนยากจนพิเศษระดับชั้นอนุบาลในสังกัด สพฐ. อปท. ตชด. ให้ครอบคลุม 77 จังหวัด ราว 1.5 แสนคน อย่างไรก็ตามการที่จะสามารถช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ได้หรือไม่นั้น ต้องรอการพิจารณางบประมาณปี 2563 นี้ ว่ากสศ. จะสามารถแปรญัตติเพิ่มงบประมาณในส่วนที่ถูกตัดลดได้หรือไม่”

ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา กสศ.  กล่าวว่าจากการเก็บข้อมูลขององค์กร OECD ผ่านทางการทดสอบ PISA ที่ผ่านมาในปี 2018 และ 2015 พบว่าประเทศที่เยาวชนกลุ่มอายุ 15 ปี สามารถทำคะแนนได้ดี มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับจำนวนปีที่ใช้ในการเข้าเรียนในระดับปฐมวัย รายงานของ PISA พบว่าสัดส่วนของนักเรียนอายุ 15 ที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน มีความสัมพันธ์กับจำนวนปีที่ขาดโอกาสในการเข้าเรียนในระดับปฐมวัยอย่างชัดเจน ผู้ที่ได้เรียนปฐมวัยเพียง 1 ปีหรือน้อยกว่านั้น จะมีผลสัมฤทธิ์ที่ต่ำกว่าผู้ที่มีโอกาสได้เรียน 2-3 ปีขึ้นไปเป็นอย่างมาก และเรื่องนี้มีความสัมพันธ์กับเศรษฐานะของครอบครัวด้วย

นั่นคือหากครอบครัวอยู่ในกลุ่มด้อยโอกาสทางเศรษฐานะ จะยิ่งมีโอกาสในการเข้าเรียนระดับปฐมวัยที่น้อยลง ดังนั้นภาครัฐจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมุ่งช่วยเหลือครอบครัวของเด็กเล็กที่อยู่ในกลุ่มที่มีความยากลำบากทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้ได้มีโอกาสในการเข้าเรียนในระดับปฐมวัยเพื่อผลในระยะยาว นอกจากนั้น จากกรณีศึกษาของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเยาวชน เช่น ฟินแลนด์ เอสโตเนีย หรือประเทศอื่นๆ ที่มีรัฐสวัสดิการที่ดี ภาครัฐล้วนให้การสนับสนุน เพื่อให้เกิดการศึกษาในระดับปฐมวัยที่มีคุณภาพและทั่วถึง ทั้งโดยการจัดให้มีศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพของรัฐ หรือการสนับสนุนภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมจัดการ

รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  เปิดเผยว่า ผลสำรวจ SRS พื้นที่นําร่อง 5 จังหวัด ครอบคลุมทั้ง 5 ภูมิภาค ได้แก่  เชียงใหม่ กาญจนบุรี ศรีสะเกษ ระยอง และภูเก็ต ในกลุ่มเป้าหมายนักเรียนอายุ 5-6 ปี จำแนกเป็น ระดับชั้นอนุบาล 2 จำนวน 1,149 คน และชั้นอนุบาล 3 จำนวน 1,309  คน  รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 2,885 คน ทั้งโรงเรียนระดับอำเภอเมือง  โรงเรียนในอำเภอกลุ่มความยากจนระดับน้อย จนถึงระดับมากที่สุด พบว่า เด็กที่อาศัยอยู่ในครอบครัวที่มีความขัดสนมากกว่าและครอบครัวที่เคยมีปัญหาอาหารไม่เพียงพอแก่การบริโภค ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่จะมีความพร้อมด้านคณิตศาสตร์และภาษาไทยต่ำกว่าเด็กกลุ่มอื่น ประเด็นนี้น่าจะบ่งบอกว่า เด็กที่เกิดในครอบครัวที่ขาดโอกาสมักจะมีพัฒนาการที่ช้า

นอกจากนี้ หากเราให้ความสำคัญกับจำนวนเด็กหางแถว (เด็กที่มีระดับคะแนนไม่ถึงร้อยละ 25  ของคะแนนเต็ม) ในแต่ละพื้นที่มากกว่าระดับคะแนนเฉลี่ย พบว่า มีเด็กปฐมวัยบางส่วนที่มีระดับความพร้อมด้านความเข้าใจในการฟังค่อนข้างต่ำ (มีระดับคะแนนไม่ถึงร้อยละ 25 ของคะแนนเต็ม)  ซึ่งจังหวัดที่มีปัญหาส่วนนี้ค่อนข้างมากคือ เชียงใหม่ ร้อยละ 10.6 ศรีสะเกษ ร้อยละ 7.3 กาญจนบุรี ร้อยละ 6.1 ส่วนระยองและภูเก็ต มีปัญหานี้เพียงเล็กน้อย  ร้อยละ 3.4  และ ร้อยละ 1.4 ตามลำดับ   หากเจาะลึกไปที่ 3 จังหวัดแรกที่มีปัญหามากที่สุด จะพบว่า ว่าเด็กกลุ่มนี้อยู่ในอำเภอที่ห่างไกล เช่น แม่อาย  ฝาง จอมทอง  ทองผาภูมิ หนองปรือ ราษีไศล  ขุนหาญ

ส่วนความพร้อมด้านคณิตศาสตร์ มีเด็กปฐมวัยจำนวนไม่น้อยที่มีระดับความพร้อมด้านการรู้จักตัวเลขและด้านการแปลงรูปในใจ ค่อนข้างต่ำ โดยสัดส่วนของเด็กปฐมวัยที่มีระดับความพร้อม ด้านการรู้จักตัวเลข ไม่ถึง 25 คะแนน มากที่สุดคือ เชียงใหม่ร้อยละ 13.9 ศรีสะเกษ ร้อยละ 13.7 กาญจนบุรี ร้อยละ 11.2 ระยองร้อยละ 10.6 และภูเก็ต ร้อยละ 9.8 ด้านการแปลงรูปในใจ ส่วนใหญ่มีเด็กที่มีคะแนนไม่ถึง 25 คะแนนในสัดส่วนที่สูงมาก ศรีสะเกษ ร้อยละ 28.1 เชียงใหม่ ร้อยละ 27.3 กาญจนบุรี ร้อยละ 21.1 ระยอง ร้อยละ 16 และภูเก็ต ร้อยละ 8

“เนื่องจากปัญหาของการศึกษาที่สำคัญคือ การที่มีเด็กที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ใช่ความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยเพียงไม่กี่คะแนน ดังนั้น การรายงานผลโดยใช้สัดส่วนเด็กหางแถว (มีระดับคะแนนไม่ถึงร้อยละ 25 ของคะแนนเต็ม) จะทำให้เราได้รู้ว่าพื้นที่ไหนมีเด็กหางแถวหรือมีเด็กนักเรียนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังมากเป็นพิเศษ และช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถจัดสรรทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ความเอาใจใส่กับพื้นที่ที่มีสัดส่วนนักเรียนหางแถวที่สูงเป็นพิเศษ นักวิจัยเชื่อว่า การสำรวจข้อมูลความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัยและการรายงานผลคะแนนในลักษณะนี้จะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจเชิงนโยบายระดับพื้นที่ เพราะสามารถชี้เป้าหมายพื้นที่ที่มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาสูง ที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ  โดยควรสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษารวมถึงการสนับสนุนที่มุ่งเป้าไปที่ตัวเด็ก” ดร.วีระชาติกล่าว

สพฐ.สั่งย้ายครูชายตบเด็กมาช่วยราชการ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403168?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

สพฐ.สั่งย้ายครูชายตบเด็กมาช่วยราชการ

6 ธันวาคม 2562 – 19:00 น.
นายอำนาจ วิชยานุวัติ,ครูชาย,ครูชายตบหัวเด็ก,เขตพื้นที่
เปิดอ่าน 227 ครั้ง

เลขาธิการ กพฐ. เผยสั่งย้าครูชายตบนักเรียนหญิง ออกจากพื้นที่โรงเรียน ให้มาช่วยราชการที่เขตพื้นที่แล้ว ระบุรมว.ศธ.กำชับให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

จากกรณีที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก “กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท” โพสต์คลิปเหตุการณ์ขณะครูผู้ชายโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ตบศรีษะนักเรียนหญิง เพียงเพราะสาเหตุมาจาก ครูชายเรียกชื่อเด็กแล้วไม่ตอบ

ครูชายคนดังกล่าวยังใช้สรรพนาม ในการเรียนนักเรียนด้วยถ้อยคำหยาบคาย ไม่สุภาพ ไม่เหมาะสมในฐานะเป็นพ่อพิมพ์ของชาติ อีกทั้งพฤติกรรมของครูคนดังกล่าว ยังมีนักเรียนหลายคนออกมาแฉว่าถูกตบศรีษะเหมือนกัน เพราะครูชายขานชื่อแล้วไม่ตอบรับ ซึ่งหลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)  กระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ขณะนี้ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และได้มอบหมายเจ้าหน้าที่จากศูนย์เฉพาะกิจช่วยเหลือนักเรียน (ฉก.ชน.) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงพื้นที่จังหวัดอุดรราชธานี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด

” แต่ในเบื้องต้น ผมได้มีคำสั่งย้ายครูชายคนดังกล่าว ออกจากโรงเรียนที่เกิดเหตุแล้ว พร้อมกับมีคำสั่งให้ครูชายคนนี้ เข้ามาช่วยราชการที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแล้ว “เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่า พร้อมกันนี้ ได้รายงานนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ให้รับทราบแล้ว ซึ่งรมว.ศธ.ได้กำชับให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยหลังจากนี้จะรายงานข้อสรุปให้รมว.ศธ.รับทราบต่อไป

ดัน ‘อาชีวะอินเตอร์’ ผุดในพื้นที่ อีอีซี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403161?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ดัน ‘อาชีวะอินเตอร์’ ผุดในพื้นที่ อีอีซี

6 ธันวาคม 2562 – 18:30 น.
ดัน อาชีวะอินเตอร์,อีอีซี,บอร์ดกพอ
เปิดอ่าน 61 ครั้ง

มติบอร์ดกพอ.เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรตามแนวทางอีอีซีโมเดล ระบุ ผู้ประกอบการร่วมพัฒนาหลักสูตร ผลักดันสถาบันอาชีวศึกษาในพื้นที่ 12 แห่งเป็น”อาชีวะอินเตอร์”

การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 11/2562 วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม 2562 โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการ กพอ. เป็นประธาน ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ได้รับทราบ และพิจารณาความก้าวหน้า การดำเนินงานในเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (อีอีซี) มีรายละเอียดที่สำคัญ โดยที่ประชุมได้มีมติเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรตามแนวทางอีอีซี โมเดล ดังนี้

      อ่านข่าว :  เปิด6ยุทธศาสตร์น้ำ สนองพื้นที่”อีอีซี”         

บอร์ดกพอ. เห็นชอบความคืบหน้าขั้นตอนการดำเนินงานการพัฒนาบุคลากร ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยมีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้

4.1 ความคืบหน้าการพัฒนาบุคลากรในอีอีซี ใน 2 ปี โดยใช้หลักการ Demand Driven มี 2 รูปแบบ

1.) EEC Model Type A : เอกชนร่วมจ่าย 100%

มีสถาบันอาชีวศึกษาในพื้นที่เข้าร่วม 12 สถาบัน โดยปีการศึกษา 2562 มีนักศึกษาในระบบ 1,117 คน และมี MOU ร่วมกับผู้ประกอบการในอีอีซี พัฒนากำลังคนทั้งในระดับอาชีวะและปริญญาตรี จำนวน 44,000 คน

2.) EEC Model Type B เอกชนร่วมบ้าง 10-50%

ผู้ประกอบการมีส่วนร่วม ในการพัฒนาหลักสูตรจัดการเรียนรู้บางส่วน และรับนักศึกษาเข้าฝึกงาน แต่ไม่ประกันการจ้างงาน โดยกลุ่มนี้มีการผลิตกำลังคนใน 36 วิทยาลัย รวม 5,100 คน และจะขยายให้ครอบคลุม 48 วิทยาลัยในภาคตะวันออก

4.2 แนวทางการสนับสนุนบัณฑิตอาสา เพื่อกระจายโอกาสสู่ชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างอนาคตให้บัณฑิตอาสาในพื้นที่ อีอีซี : เปิดรับสมัครคัดเลือกบัณฑิตระดับปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่สำเร็จการศึกษาไม่เกิน 3 ปี จำนวน 120 คน เพื่อฝึกอบรม 2 เดือนและทำงานในพื้นที่ อีอีซี ของ 30 อำเภอ โดยทำงานร่วมกันระหว่าง ม.บูรพาและมหาลัยเครือข่าย ซึ่งคาดว่าจะได้บัณฑิตอาสารุ่นแรก ภายในเดือนมกราคม 2563 ประมาณ 30 คน จาก 3 จังหวัด ในอีอีซี

4.3 แนวทางการปรับฐานภาษาอังกฤษของนักเรียนอาชีวศึกษา ในอีอีซี (อาชีวะอินเตอร์) พัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในสถาบันอาชีวศึกษาของรัฐในพื้นที่ อีอีซี จัดการเรียนแบบ Content Language Integrated Learning (CLIL) เพื่อยกระดับศักยภาพของนักเรียนให้ทัดเทียมสากล สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษในวิชาชีพได้อย่างมั่นใจ และทำงานได้ค่าตอบแทนสูง