PISA สะท้อนคุณภาพการศึกษาไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403007?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

PISA สะท้อนคุณภาพการศึกษาไทย

6 ธันวาคม 2562 – 11:25 น.
PISA,ห้องเรียน,การเรียนรู้่
เปิดอ่าน 222 ครั้ง

PISA สะท้อนคุณภาพการศึกษาไทย ปรับห้องเรียน การประเมิน เปลี่ยนการเรียนรู้

หลังจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ได้ประกาศผลคะแนนโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA (Programme for International Student Assessment) อายุ 15 ปี ซึ่งเป็นวัยที่สำเร็จการศึกษาภาคบังคับ โดยดำเนินการอย่างต่อเนื่องทุกๆ 3 ปี

โดยจะวัดประเมินนักเรียนทั้ง 3 ด้าน คือ ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน ความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ และความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่ง PISA 2018 มีนักเรียนเข้าร่วมการประเมินประมาณ 6 แสนคน ถือว่าเป็นตัวแทนของนักเรียนอายุ 15 ปี จำนวนประมาณ 32 ล้านคนทั่วโลก จาก 79 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ทำหน้าที่เป็นศูนย์แห่งชาติ ได้ดำเนินการจัดสอบเมื่อเดือนสิงหาคม 2561 มีนักเรียนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 8,633 คน จาก 290 โรงเรียนในทุกสังกัดการศึกษาเข้าร่วมการประเมินในรอบนี้

จากผลการประเมิน PISA 2018 พบว่า ประเทศที่มีคะแนนสูงสุด 5 อันดับแรกในด้านการอ่าน ซึ่งเป็นด้านที่เน้นในรอบการประเมินนี้ ได้แก่ จีนสี่มณฑล สิงคโปร์ มาเก๊า ฮ่องกง และเอสโตเนีย

ส่วนผลการประเมินของประเทศไทย นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยในด้านการอ่าน 393 คะแนน (ค่าเฉลี่ยโออีซีดี 487 คะแนน) คณิตศาสตร์ 419 คะแนน (ค่าเฉลี่ยโออีซีดี 489 คะแนน) และวิทยาศาสตร์ 426 คะแนน (ค่าเฉลี่ยโออีซีดี 489 คะแนน) เมื่อเปรียบเทียบกับ PISA 2015 พบว่า ด้านการอ่านมีคะแนนลดลง 16 คะแนน ส่วนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีคะแนนเพิ่มขึ้น 3 คะแนน และ 4 คะแนน ตามลำดับ

  นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผลคะแนน PISA ครั้งนี้สะท้อน 4 ประเด็นสำคัญคือ 1.ตลอดหลายปีการจัดการศึกษาของไทยเมื่อเทียบระดับสากลอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำและมีแนวโน้มว่าจะต่ำลงอีก โดยเฉพาะการอ่าน ซึ่งอยากให้ผู้ที่อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประเมินตนเองว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ นโยบายการศึกษาทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้นจริงหรือ เพราะเท่าที่ติดตามดูเหมือนศธ.จะรู้สึกภูมิใจกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้น และไม่ได้เข้าใจสถานการณ์การศึกษาไทยที่จมปลักอยู่กับที่เกือบ 20 ปี

สมพงษ์ จิตระดับ

2.การอ่าน เป็นสาระสำคัญและเป็นปัญหาตั้งแต่เด็กประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา ที่ผ่านมามีนโยบายการอ่านเป็นระยะ แต่ขาดความชัดเจน เอาจริงเอาจังอย่างต่อเนื่อง เด็กไทยอ่านไม่คล่อง จับใจความไม่ได้ คิดวิเคราะห์ไม่ได้ ศธ.ต้องมีนโยบายชัดเจนไม่ใช่เพียงบอกว่าจะทำให้การอ่านดีขึ้นโดยเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลง เพราะที่ผ่านมาก็พูดแบบนี้แต่ไม่เคยเกิดการเปลี่ยนแปลง ขณะที่ด้านคะแนนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ของไทยย่ำอยู่กับที่ แต่ประเทศที่เคยล้าหลังกว่าไทยตอนนี้กลับคะแนนดีขึ้น ประเทศต่างๆ มีการปฏิรูปประเทศและปฏิรูปการศึกษาไปพร้อมกัน

3.การคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ของเด็กที่ต่ำเหมือนเดิม ทำให้เห็นว่าไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องการเรียนรู้ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นโจทย์ยากและซับซ้อน แต่เรื่องนี้ ศธ.ต้องทำให้เกิดขึ้น เพราะถ้าไม่ทำเรื่องนี้จะไม่เกิดการพัฒนาคน และ 4.ผลคะแนน PISA เป็นตัวบ่งชี้ว่าการศึกษาไทยย่ำอยู่กับที่ ขณะที่ประเทศล้าหลังกว่าไทยยังทำให้คะแนนเด็กดีขึ้นได้ ควรมีนโยบายที่เป็นรูปธรรมขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติจริงๆ

กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ

ด้าน น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จากผลคะแนน PISA แสดงให้เห็นว่าตลอด 9 ปี ที่มีการพัฒนาการศึกษาไทยไม่เป็นผล และมีความเหลื่อมล้ำสูง เพราะยังมุ่งเน้นจัดสรรทรัพยากรให้แก่เด็กที่มีโอกาสมาก เรียนอยู่โรงเรียนขนาดใหญ่ มีครู มีอุปกรณ์พร้อมได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ส่วนโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง กลับไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร แตกต่างจากประเทศสิงคโปร์ที่จะส่งครูที่เก่งที่สุดไปสอนโรงเรียนที่นักเรียนขาดโอกาสมากที่สุด

“สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ เรื่องการอ่าน เพราะการอ่านถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเรียนรู้ทุกเรื่อง แต่เด็กไทยกลับไม่สามารถอ่านจับใจความ วิเคราะห์ สังเคราะห์ได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าใจพื้นฐานการอ่าน ว่าอ่านเพื่ออะไร คิดต่อยอดจากสิ่งที่อ่านได้หรือไม่ และอ่านอย่างเข้าใจ คิดวิเคราะห์ได้หรือไม่ ไม่ใช่อ่านเพื่อท่องจำ ที่สำคัญควรปรับห้องเรียน ซึ่งเชื่อว่าครู ผอ.โรงเรียนทุกคนอยากให้เด็กมีคุณภาพ อ่านออก คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์เป็น แต่ด้วยรูปแบบการประเมินทำให้ไม่สามารถดำเนินการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมได้ ควรวางรูปแบบการประเมินครูใหม่ ที่เอื้อให้ครูจัดการเรียนการสอน กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน และการเรียนรู้แก่เด็ก” น.ส.กุลธิดา กล่าว

อำนาจ วิชยานุวัติ

การยกระดับคะแนน PISA การเรียนรู้ของเด็กไทยควรเป็นความร่วมมือจากทุกฝ่าย ตั้งแต่ระดับครอบครัว โรงเรียน และนโยบายของ ศธ.ต้องเอื้อมากที่สุด อย่าเอาเพียงติวเพื่อหวังยกอันดับ

ตบท้ายด้วย นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่าภาพรวมคะแนน PISA ทำให้เห็นว่าการอ่านของเด็กไทยตกลง และคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ดังนั้น การพัฒนาการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่ในส่วนการอ่านจะมีกระบวนการส่งเสริมการอ่านอย่างเข้มข้นมากขึ้น และไม่ใช่เพียงการอ่านออกเขียนได้เท่านั้น เพราะเรื่องนี้ สพฐ.มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมอยู่แล้ว แต่ต้องเป็นการอ่านวิเคราะห์ โดยได้มอบหมายให้ทางทีมสำนักทดสอบทางการศึกษาของสพฐ.ไปวิเคราะห์เรื่องการอ่านว่าต้องพัฒนาเพิ่มเติมการอ่านแล้ววิเคราะห์อย่างไรได้บ้าง เช่น อาจจะให้มีการจัดสอบข้อสอบแบบอัตนัยมากขึ้น ในชั้นเรียนต้องให้เด็กอ่าน เขียนบทความ เรียงความ เพิ่มการเล่าเรื่องมากขึ้น อ่านแล้วนำมาเล่าให้เพื่อนฟังพร้อมแสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้นๆ เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น เนื่องจากการอ่านเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องเสริมเรื่องการเขียนเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ อ่านแล้วคิดวิเคราะห์ได้ของเด็กด้วย

อย่างไรก็ตาม ผลคะแนน PISA ปีนี้ จะช่วยให้ศธ. สพฐ.ได้แนวคิดในการจัดทำสื่อการอ่านในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมามีอยู่แล้วแต่อาจไม่เพียงพอ จะใช้เทคโนโลยีสามารถทำให้เด็กได้อ่านคิดวิเคราะห์ อ่านแล้วจับใจความได้ เข้าใจเนื้อเรื่องผ่านสื่อต่างๆ ที่เด็กเข้าถึงได้ทุกที่

ใต้ร่มราชมงคล น้อมนำแนวทางคนในชุมชนให้กินดีมีสุข

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/402976?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ใต้ร่มราชมงคล น้อมนำแนวทางคนในชุมชนให้กินดีมีสุข

6 ธันวาคม 2562 – 00:15 น.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดรวิโรจน์ ลิ้มไขแสง,ใต้ร่มราชมงคล,ศพิเศษ ดรสุรเกียรติ เสถียรไทย
เปิดอ่าน 51 ครั้ง

“สุรเกียรติ”เปิดนิทรรศการใต้ร่มราชมงคล ชูนำระบบของการศึกษาเข้าไปช่วยพัฒนาทรัพยากรท้องถิ่นให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้น สร้างคุณภาพชีวิตให้กับคนในชุมชนให้กินดีมีสุข

เมื่อเร็วๆนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิโรจน์ ลิ้มไขแสง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) เปิดเผยว่าโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ร่วมกับ มทร.อีสาน จัดการประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่10ทรัพยากรไทย : ชาวบ้านไทยได้ประโยชน์

อ่านข่าว:นักท่องเที่ยว ชมหุ่นฟางโคราช สุดปัง ตกวันละหมื่น

โดยได้รับเกียรติจาก ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เป็นประธานเปิดนิทรรศการและเยี่ยมชมบูธจัดแสดงผลงานด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช จากสมาชิกสวนพฤกษศาสตร์ สมาชิกฐานทรัพยากรท้องถิ่น และนิทรรศการจากหน่วยงานร่วมสนองพระราขชดำริ ระหว่างวันที่29พฤศจิกายน ถึง5ธันวาคม2562ณ มทร.อีสาน ศูนย์หนองระเวียง อ.หนองระเวียง จ.นครราชสีมา

ไฮไลท์สำคัญอย่างหนึ่งคือ นิทรรศการใต้ร่มราชมงคล ซึ่งเป็นการรวมผลงานด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช การประดิษฐ์ คิดค้นนวัตกรรมและการจัดแสดงผลงานด้านยุทธศาสตร์9มทร. เพื่อขับเคลื่อนThailand 4.0 ด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านแผนพัฒนากำลังคน การจัดการน้ำ สิ่งแวดล้อมและเกษตรอาหาร การมีส่วนร่วมทางสังคม เศรษฐกิจดิจิตอล การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษา อุตสาหกรรมสร้างสรรค์

เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเพื่อให้เยาวชน ประชาชน นักวิชาการ ภาคเอกชน ผู้มีส่วนด้านการกำหนดนโยบาย ได้เล็งเห็นศักยภาพของกลุ่มราชมงคล ในการมีบทบาทด้านการพัฒนาทรัพยากรไทย โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ การถอดบทเรียน

และการรู้จักใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีรอบตัวอย่างยั่งยืน ซึ่งเครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ทั้ง9แห่ง ได้นำผลงาน นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์และงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อชาวบ้านไทยมาร่วมจัดแสดงอย่างมากมาย กว่า40ผลงาน อาทิเช่น นวัตกรรมจากคราม ผลงานวิจัยด้านครีม และไหม นวัตกรรมไม้ดัด การจัดแสดงหุ่นฟาง และนวัตกรรมต่างๆ

ผศ.ดร.วิโรจน์ กล่าวต่อว่า ภายในงานยังมีการแสดงนิทรรศการ การนำเสนอผลงานทางวิชาการ ในหัวข้อ“ทรัพยากรไทย :ชาวบ้านไทยได้ประโยชน์ นิทรรศการงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน นิทรรศการงานฐานทรัพยากรท้องถิ่นนิทรรศการหน่วยงานร่วมสนองพระราชดำริ เวทีเสวนาของปราชญ์ชาวบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่น การประชุมวิชาการของชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยากร อพ.สธ. ครั้งที่9ระหว่างวันที่30พฤศจิกายน จนถึง2ธันวาคม2562

การประชุมวิชาการของสมาชิกสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน และฐานทรัพยากรท้องถิ่น ระหว่างวันที่30พฤศจิกายน จนถึง5ธันวาคม2562และการแสดงศิลปะวัฒนธรรมจากนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และการแสดงของสมาชิกงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนที่มาจากทั่วประเทศ ที่ร่วมทำการแสดงผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดทั้งวัน

รวมถึงการออกร้านจำหน่าย และการแสดงสินค้าOTOPและร้านขายของที่ระลึกต่างๆ และหุ่นฟางแมวสีสวาด ความสูงกว่า10เมตร นามว่าเทาเทาในเทศกาลหุ่นฟางโคราช ซึ่ง มทร.อีสาน อยากให้เยาวชน นักเรียน นักศึกษา บุคลากรภาครัฐและเอกชน ได้เห็นความหลากหลายของทรัพยากรไทย ตระหนักถึงการอนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน

โดยนิทรรศการจัดขึ้นทั้งภายในหอประชุมเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุครบ5รอบ2เมษายน2558 และพื้นที่ศูนย์หนองระเวียง มทร.อีสาน นครราชสีมา ซึ่งงานนี้เป็นการเตรียมพร้อมจัดงานการประชุมทั้งระดับประเทศและโลก รวมถึงการจัดพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตรของ มทร.อีสาน ในอนาคตครับ

“นิทรรศการใต้ร่มราชมงคล เป็น1นิทรรศการจัดแสดงผลงานที่เห็นได้ว่ามีผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง ด้วยที่ตั้งของมหาวิทยาลัยราชมงคลทั้ง9แห่ง ได้กระจายอยู่ในทุกภาคของประเทศไทย และมีการนำระบบของการศึกษาเข้าไปช่วยพัฒนาทรัพยากรท้องถิ่นให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้น สร้างคุณภาพชีวิตให้กับคนในชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และให้ทุกคนในชุมชนได้รู้จักการอนุรักษ์และหวงแหนทรัพยากรที่มีค่าเหล่านี้สืบต่อปุถุชนในรุ่นต่อไปครับ” ผศ.ดร.วิโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย

ปลัดศธ.ทำบุญตักบาตร ‘วันพ่อ’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/402881?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ปลัดศธ.ทำบุญตักบาตร ‘วันพ่อ’

5 ธันวาคม 2562 – 13:20 น.
วันพ่อ,2562,วันพ่อ2562,ปลัดศธ,นายประเสริฐ บุญเรือง
เปิดอ่าน 95 ครั้ง

“ประเสริฐ บุญเรือง” ปลัดกระทรวงศึกษาฯ นำคณะผู้บริหารระดับสูง พร้อมด้วยข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ทำบุญตักบาตร ‘วันพ่อ’ ที่สนามหลวง

วันที่ 5 ธันวาคม 2562 – วันพ่อแห่งชาติและวันชาติไทย พสกนิกรทั่วหล้า ต่างน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทรงบำเพ็ญเพื่อความสุขของชาวไทยมายาวนาน

อ่านข่าว : ธ สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์

นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัดศธ.) นำคณะผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2562 และวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง  กรุงเทพมหานคร ซึ่งปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตร จากทุกภาคส่วนเป็นจำนวนมาก

4SMART มทร.ธัญบุรี มหาวิทยาลัยนวัตกรรม24ชม.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/402865?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

4SMART มทร.ธัญบุรี มหาวิทยาลัยนวัตกรรม24ชม.

5 ธันวาคม 2562 – 12:10 น.
4SMART,มทรธัญบุรี,นวัตรกรรม,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
เปิดอ่าน 8 ครั้ง

4SMART มทร.ธัญบุรี มหาวิทยาลัยนวัตกรรม24ชม. โดย… -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

ชั่วโมงนี้หากองค์กรไหนไม่ปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี นวัตกรรมก็คงจะไม่สามารถอยู่รอดได้ “สถาบันอุดมศึกษา” หน่วยงานในการผลิต พัฒนาทรัพยากรของประเทศที่ต้องมีการปรับตัวอย่างรุนแรง เพราะไม่ใช่เพียงจำนวนของเด็กที่ลดลง แต่คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงความรู้ข้อมูลข่าวสารได้โดยไม่ต้องรอให้ครู อาจารย์มาป้อนอีกต่อไป และใบปริญญาอาจจะไม่จำเป็นสำหรับพวกเขา

  “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ธัญบุรี” สถาบันการศึกษาที่ตั้งเป้าเป็น “มหาวิทยาลัยนวัตกรรม (Innovative University)” เน้นสร้างนวัตกรที่ไม่ใช่เพียงคิดเป็น แต่ยังสามารถลงมือปฏิบัติได้จริง โดยในปีการศึกษา 2563 นี้ จะปรับโฉมมหาวิทยาลัยสู่สมาร์ท ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดความต่อเนื่องสู่มหาวิทยาลัยนวัตกรรม

แผนยุทธศาสตร์การพัฒนา มทร.ธัญบุรี ระยะ 20 ปี เพื่อพัฒนาจากมหาวิทยาลัยนักปฏิบัติมืออาชีพสู่การเป็นมหาวิทยาลัยนวัตกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และได้มอบหมายให้ในการจัดทำแผนการพัฒนามหาวิทยาลัย โดยมียุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเป็นมหาวิทยาลัยนวัตกรรมด้วย 4 สมาร์ท ภายใน 3 ปี
คือ 1.Smart Infrastructure เพิ่มขีดความสามารถโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ บล็อกเชน ไอโอที เป็นต้น เพื่อจะสร้าง Smart Building อาคารอัจฉริยะด้วย IoT ครอบคลุมทุกพื้นที่ด้วย Wifi&Mobility เป็น Smart Space ยกระดับดาต้าเซ็นเตอร์ ให้ได้มาตรฐานสากลเป็นสมาร์ทดาต้าเซ็นเตอร์  ด้วยระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Smart Monitoring & Security

2.Smart Learning& Research ยกระดับการเรียนรู้และวิจัย Personalized Learning โดยจะมีการพัฒนาสมาร์ทคอนเทนต์ เพื่อการเรียนรู้แบบการศึกษาตลอดชีวิต และธนาคารหน่วยกิต รองรับอัพสกิล และรีสกิล เพราะมหาวิทยาลัยในอนาคตไม่ใช่แหล่งความรู้ หรือผลิตคนระดับปริญญาตรีเท่านั้น แต่ต้องเป็นแหล่งพัฒนาคนในทุกช่วงวัย นอกจากนั้นจะมีการยกระดับห้องสมุดเป็นสมาร์ทลิบรารี ด้วยนวัตกรรมมีการจัดทำระบบฐานข้อมูลและ Dashboard หรือหน้ากระดานที่ใช้ในการสรุปข้อมูลแบบเอ็กซ์คลูซีฟในมุมมองต่างๆ เพื่อให้สามารถดูได้ง่าย ใช้เวลาในการตีความสั้นและสามารถตอบโจทย์ในทางธุรกิจได้เพื่อสนับสนุนและรองรับการทำงานวิจัยให้มีนวัตกรรม
3.สมาร์ทแมเนจเมนต์ สนับสนุนการบริหารและตัดสินใจด้วยข้อมูลอัจฉริยะ เป็นการพัฒนาระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อรองรับบิ๊กดาต้า และมีระบบการจัดเก็บอย่างมีประสิทธิภาพด้วยบล็อกเชน รวมถึงจะมีระบบดิจิทัลเพื่อการบริหารจัดการ เช่น การลงเวลาเข้างาน การเข้าเรียนของนักศึกษา เป็นต้น โดยต้องมีระบบและทีมงานวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อการบริหารและตัดสินในของผู้บริหาร

4.สมาร์ทเซอร์วิส เพิ่มคุณค่าการบริการด้วยดิจิทัลแพลตฟอร์ม ทั้งในเรื่อง RMUTT SmartLife นักศึกษาและบุคลากรเกิดการรับรู้และมีประสบการณ์ในการรับบริการต่างๆ มีการพัฒนา Mobile Apps Service Portal เพื่อรวบรวมบริการทั้งหมดให้บริการได้ผ่านสมาร์ทโฟน เช่น การลงทะเบียนเรียน การเช็กชื่อเข้าเรียน การร่วมกิจกรรมการทบทวนบทเรียน อีกทั้งจะมีการให้บริการธุรกรรมทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ปรับรูปแบบการให้บริการเป็นดิจิทัลสำหรับนักศึกษา บุคลากร ศิษย์เก่าและบุคคลภายนอกที่เข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัย
 นิติ วิทยาวิโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า การที่จะเป็นมหาวิทยาลัยนวัตกรรมได้นั้น มหาวิทยาลัยต้องนำเทคโนโลยีและปรับโฉมให้เป็นดิจิทัลที่ทุกคนสามารถใช้งาน ใช้บริการได้จริงๆ ซึ่งขณะนี้แผนดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยและคณะผู้บริหารในการดำเนินการ

นิติ วิทยาวิโรจน์

โดยในปีการศึกษา 2563 นี้ จะเริ่มมีการนำ Mobile Apps Service Portal มาให้นักศึกษาและบุคลากรได้ใช้บริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทะเบียนเรียน การตรวจสอบตารางเรียนตารางสอบ การส่งงาน ตรวจงานของอาจารย์และนักศึกษา รวมถึงมีการบริการการซื้ออาหารที่โรงอาหาร หรือการชำระค่าเล่าเรียนต่างๆ เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมไร้เงินสด
อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความสะดวกให้แก่นักศึกษา บุคลากรของมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเข้าใช้บริการใดๆ ของมหาวิทยาลัยสามารถดำเนินการได้ผ่านมือถือเพียงเครื่องเดียว โดยมหาวิทยาลัยจะมีการประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ธนาคาร หรือภาคเอกชนในการเข้ามาช่วยเปลี่ยนให้มทร.ธัญบุรี เป็นสมาร์ท ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น

มหาวิทยาลัยไม่ใช่เป็นเพียงแหล่งความรู้ที่เพียงเข้ามาครึ่งวันแล้วเดินออกไป แต่ต้องทำให้ 24 ชั่วโมง นักศึกษาได้ใช้ชีวิตภายในรั้วมหาวิทยาลัยแล้วเกิดการพัฒนาตนเอง การเรียนรู้มากที่สุด ทางมหาวิทยาลัยจึงต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาบริการ การเรียนการสอนต่างๆ ให้นักศึกษาได้เกิดการเรียนรู้ตลอดเวลา จริงๆ ขณะนี้ มทร.ธัญบุรี ได้มีการนำเทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ เพื่อให้บริการนักศึกษา และคณาจารย์อยู่แล้ว แต่เป็นลักษณะของแต่ละหน่วยงาน

ซึ่ง 4 สมาร์ทที่มหาวิทยาลัยจะดำเนินการนั้น เป็นการจัดทำแผนมหาวิทยาลัยที่จะใช้ในทุกคณะ ทุกภาคส่วน และตอบโจทย์การใช้ชีวิตของเด็กและบุคลากรของมหาวิทยาลัย เพราะตอนนี้ทุกคนเมื่อตื่นเช้ามาก็อยู่กับโทรศัพท์มือถือ เขาสามารถรู้ว่าตนเองเรียนห้องไหน ตึกไหน อาจารย์จะรู้ว่าสอนห้องไหน ที่ไหน เด็กสามารถเช็กชื่อและสามารถเรียนอีเลิร์นนิ่งเสริมได้ พวกเขาสามารถซื้ออาหารที่โรงอาหารผ่านแอพพลิเคชั่นได้ และตกเย็นถ้าเขาจะไปออกกำลังกายหรือใช้บริการต่างๆ ทำให้ชีวิตนักศึกษาสมาร์ทในรั้วมหาวิทยาลัย ทั้งเรื่องการเรียน การใช้ชีวิต การทำกิจกรรม และการขอใช้บริการต่างๆ ของมหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยี นวัตกรรมมาใช้ในระบบการเรียนการสอน การใช้บริการต่างๆ ของนักศึกษา และบุคลากรของมทร.ธัญบุรี ไม่ใช่เพียงอำนวยความสะดวกให้แก่ทุกคนเท่านั้นแต่ยังมีกระบวนการยกระดับการพัฒนาทักษะดิจิทัล การเรียนรู้ การสร้างเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์ของภาคเอกชน และประเทศร่วมด้วย

ตรวจรายชื่อ…รางวัลครูผู้สอนดีเด่นปี2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/402791?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ตรวจรายชื่อ…รางวัลครูผู้สอนดีเด่นปี2562

4 ธันวาคม 2562 – 18:35 น.
ครูผู้สอนดีเด่น,ดรวัฒนาพร ระงับทุกข์,รองเลขาธิการสภาการศึกษา
เปิดอ่าน 125 ครั้ง

ตรวจรายชื่อ…รางวัลครูผู้สอนดีเด่นปี2562 หลังคุรุสภาประกาศผลการคัดเลือกรางวัลครูผู้สอนดีเด่น ประจำปี 2562 แล้ว

 ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ตามที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภามีการคัดเลือกครูผู้สอนดีเด่น ประจำปี 2562 เพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่ครูทั่วไป

ส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน สร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานแก่ครูผู้สอนดีเด่น ให้เกิดการพัฒนาตนเองและมีคุณภาพในการจัดการเรียนรู้ ตลอดจนให้ผู้ได้รับรางวัลมีบทบาททางวิชาชีพในการถ่ายทอดความรู้แก่ผู้อื่นคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพมีมติอนุมัติรายชื่อครูผู้สอนดีเด่น ประจำปี 2562 “ระดับดีเด่น” จำนวน11คน และ “ระดับดี” จำนวน10คน เรียบร้อยแล้ว

รายชื่อครูผู้สอนดีเด่น ประจำปี2562 “ระดับดีเด่น” จำนวน11คน ดังนี้1) ครูผู้สอนปฐมวัยดีเด่น ได้แก่ นางนันทิยา ชัยชนะเลิศ โรงเรียนบ้านรวมมิตร จังหวัดเชียงราย2) ครูผู้สอนประถมศึกษาดีเด่น ได้แก่นางสาวตอฮีเราะ ดือเระ โรงเรียนอนุบาลยะรังจังหวัดปัตตานี 3) ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ดีเด่น ได้แก่ นางปราณี นเวียงทอง โรงเรียนขามแก่นนครจังหวัดขอนแก่น

4) ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ดีเด่น ได้แก่ นายศรายุทธ ชาญนคร โรงเรียนบ้านหาดภราดรภาพจังหวัดชุมพร 5) ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมดีเด่น ได้แก่ นายรชตะ ขาวดี โรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม จังหวัดนครพนม 6) ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ได้แก่นางนิสารัตน์ ชัยชีพ โรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ จังหวัดจันทบุรี
7) ครูผู้สอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะดีเด่น ได้แก่ นายบุญญาฤทธิ์ ต๊ะสุ โรงเรียนเทศบาลวัดชุมพลคีรี จังหวัดตาก 8) ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีดีเด่น ได้แก่ นายวิรัตน์ ปุ๋ยกระโทกโรงเรียนวัดวังรีบุญเลิศ จังหวัดพะเยา9) ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศดีเด่น (ภาษาอังกฤษ) ได้แก่ นายอดุลย์ อุดมบัวโรงเรียนกุดขอนแก่นวิทยาคม จังหวัดขอนแก่น

10)ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยดีเด่น ได้แก่นายพิพิธพัฒน์ ณ น่าน โรงเรียนดงเจนวิทยาคม จังหวัดพะเยา และ11) ครูผู้สอนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนดีเด่น ได้แก่ นายเสกสรร ศรีแสวง โรงเรียนบ้านห้วยหมีศรีสวัสดิจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ดูประกาศรายชื่อฯ ผ่านทางเว็บไซต์คุรุสภาwww.ksp.or.th

ซีพี ออลล์ ผนึกกำลังภาครัฐ-ประชาสังคม สานต่อ CONNEXT ED

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/402761?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ซีพี ออลล์ ผนึกกำลังภาครัฐ-ประชาสังคม สานต่อ CONNEXT ED

4 ธันวาคม 2562 – 16:00 น.
ซีพี ออลล์,ยกระดับการศึกษาไทย,CONNEXT ED เฟส 3
เปิดอ่าน 43 ครั้ง

ซีพี ออลล์ ผนึกกำลังภาครัฐ-ประชาสังคม สานต่อ CONNEXT ED เฟส 3 ยกระดับการศึกษาไทยต่อเนื่อง

ซีพี ออลล์ ร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาสังคม และ 32 องค์กรภาคเอกชน เดินหน้าขับเคลื่อนการศึกษาไทย ต่อยอดความสำเร็จโครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน CONNEXT ED สู่ระยะที่ 3 มุ่งยกระดับการศึกษาของประเทศให้พัฒนาอย่างก้าวกระโดด สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในศตวรรษที่ 21 ที่การศึกษาไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือพัฒนาบุคลากรในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญต่อการแข่งขันของประเทศในระดับสากล

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาครัฐ เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ โครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน ประจำปี 2562 (CONNEXT ED Workshop 2019)  กล่าวว่า ขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ร่วมด้วยช่วยกันพัฒนาการศึกษาไทยในโครงการสานอนาคตการศึกษา ส่งผลต่อการสร้าง 3 สิ่งสำคัญให้เกิดขึ้น นั่นก็คือ “ประวัติศาสตร์” ในการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือของทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมพัฒนาการศึกษาในโรงเรียนทั้ง 4,700 แห่งทั่วประเทศ นำไปสู่ “การปฏิรูปการศึกษา” ในทุกมิติ ถือเป็น “ปาฏิหาริย์” ต่อการเสริมความเข้มแข็งของการจัดการศึกษาภาครัฐที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

“มั่นใจว่า ผู้นำรุ่นใหม่ หรือ School Partner จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง ช่วยสร้างโอกาสที่ดีแก่เด็กและเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญ และเป็นอนาคตที่ดีของชาติต่อไป” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

จากคำกล่าวรมว.ศึกษาธิการ เปรียบเสมือนการสร้างพลัง และเป็นกำลังใจให้กับผู้นำรุ่นใหม่ หรือSchool partners จาก 33 องค์กรภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นพลังสำคัญที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการศึกษา และช่วยสานต่อความสำเร็จดั่งเช่น 2 ระยะที่ผ่านมา
ด้านนายธานินทร์ บูรณมานิต กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น  ในประเทศไทย ได้ย้ำว่า นโยบายส่งเสริมการศึกษาในโครงการ CONNEXT ED ถือเป็นนโยบายสำคัญที่ทุกคนในองค์กรให้การสนับสนุนมาโดยตลอด โดยเฉพาะการสร้างบุคลากรที่เรียกว่า School Partners หรือ SP เพื่อลงไปร่วมศึกษาปัญหา และพลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา การร่วมขับเคลื่อนโครงการ 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้เรามีข้อมูล ที่จะนำมาวิเคราะห์ เพื่อปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานปีนี้ จึงเชื่อมั่นว่าจะยกระดับการศึกษาและโรงเรียนทั่วประเทศให้ดีขึ้นต่อ ๆ ไป

“ซีพี ออลล์ ส่งเสริมให้บุคลากรที่อยู่ในทุกพื้นที่ ได้มีบทบาทร่วมแสดงความรับผิดชอบต่อชุมชน และสังคม ในท้องถิ่นของตนเอง ส่งผลให้การดำเนินงานใน 2 ระยะที่ผ่านมาซีพี ออลล์สามารถเข้าใจ และเข้าถึงความต้องการของโรงเรียนที่อยู่ภายใต้ความดูแลกว่า 300 แห่งในทุกพื้นที่ จนเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมคือ นักเรียนมีผลการเรียนที่ดีขึ้น มีทักษะอาชีพที่หลากหลาย  สามารถสอบเข้าไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งถือเป็นความสำเร็จจากการร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง” นายธานินทร์ย้ำ

ไม่ใช่แค่ผู้บริหารที่รู้สึกภาคภูมิใจเท่านั้น แต่ School Partner (SP) ของซีพี ออลล์อย่าง “จักรพรรดิ ธรรมสินธุ์”   ผู้จัดการฝ่ายควบคุมสินค้าคงคลัง และ บริหารงานทั่วไป ได้บอกเล่าว่า รู้สึกภูมิใจที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับโครงการในครั้งนี้ แม้จะเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ที่ได้เข้าไปมอบโอกาสหรือมอบทางเลือกให้กับเด็กๆ ด้วยหน้าที่การทำงานแล้ว ค่อนข้างยากที่จะมีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้ ต้องขอบคุณภาครัฐที่สร้างสรรค์โครงการนี้ขึ้นมา ขอบคุณซีพี ออลล์ที่ให้โอกาสเข้าไปเป็นอีกหนึ่งกำลังเล็กๆ ซึ่งตนเองดูแล 3 โรงเรียนใน 2 จังหวัด  คือจังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งโรงรียนทั้ง 3 แห่งนั้นประสมผลสัมฤทธิ์อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ขณะเดียวกันไม่ได้เข้าไปส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดความร่วมมือ เกิดการมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานในพื้นที่ นักเรียนเรียนรู้อย่างสนุกผ่าน STEM ศึกษา ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ด้านอาชีพ เพื่อสร้างทักษะให้กับตัวเองและครอบครัว สิ่งที่เกิดขึ้นนั่นทำให้ตนเองรู้สึกภูมิใจ พร้อมที่จะทำงานในโครงการนี้ ในปีต่อ ๆ ไป



ทั้งนี้ภายในงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาครัฐ ได้มอบโล่เกียรติยศเชิดชูเกียรติแก่นายธานินทร์ บูรณมานิต กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะภาคเอกชน ผู้ร่วมขับเคลื่อนโครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามปณิธานซีพี ออลล์ “ร่วมสร้างสรรค์ และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน”

​การที่ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชนหันมาให้ความสำคัญ สนับสนุนบุคลากรภายในองค์กรให้เห็นความสำคัญ และร่วมสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมด้านการศึกษา ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวที่จะนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวไกลและเกิดความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

ภาษาและทักษะชีวิตสิ่งจำเป็นต้องสอนตั้งแต่เด็ก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/402690?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ภาษาและทักษะชีวิตสิ่งจำเป็นต้องสอนตั้งแต่เด็ก

4 ธันวาคม 2562 – 13:30 น.
การศึกษาปฐมวัย,ทักษณะ,อนุบาลเด่นหล้า
เปิดอ่าน 82 ครั้ง

ภาษาและทักษะชีวิตสิ่งจำเป็นต้องสอนตั้งแต่เด็ก  โดย…  คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com-

การศึกษาปฐมวัยในไทยมีแนวทางใหญ่ๆ อยู่ 2 แนวทางให้พ่อแม่ผู้ปกครองเลือกส่งลูกไปเรียน ได้แก่ แนววิชาการ และแนวบูรณาการ โดยแนววิชาการจะมุ่งเน้นเนื้อหาสาระต่างๆ เพื่อเตรียมเด็กสำหรับสอบเข้าในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในชั้นประถมปีที่ 1 ส่วนแนวบูรณาการ จะเน้นเรื่องเตรียมความพร้อม ทักษะชีวิตต่างๆ

เด็กที่อยู่ในวัยอนุบาลนั้นจะเรียนรู้ได้ดีผ่านกิจกรรมการเล่นที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น พ่อแม่จึงต้องเลือกโรงเรียนที่มีครูดูแลได้ทั่วถึงและผู้สอนเรียนจบด้านเด็กปฐมวัยมาโดยตรง มีกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ตามช่วงวัย เช่น ควรมีกิจกรรมให้เด็กได้ออกกำลังกายเพื่อเสริมให้กล้ามเนื้อแข็งแรง มีความยืดหยุ่นและฝึกการทรงตัว

รวมทั้งมีการจัดการด้านโภชนาการที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเด็กควบคู่กันไปด้วยด้านที่ 2 คือ การเสริมสร้างพัฒนาการ ควรมีกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะด้านภาษา กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ และทักษะด้านสังคม เช่น การวางแผน การทำตามกฎ การแบ่งปัน รวมทั้งการเล่นหรือมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน เป็นต้น

         ฮัมมิ่งเบิร์ด” เปิด EYFS อังกฤษ
พัฒนาศักยภาพคู่ทักษะสมองส่วน EF

อารยา ทองใบ ผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลนานาชาติฮัมมิ่งเบิร์ด ย่านตลิ่งชัน ( Hummingbird International Kindergarten (HBIS)) เล่าว่าจากประสบการณ์การทำงานและการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพของมนุษย์อย่างลึกซึ้งทำให้พบว่าช่วงพัฒนาการที่สำคัญที่สุดของมนุษย์คือช่วงปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญเปรียบเสมือนกับรากฐานของบ้าน หากฐานไม่มั่นคงแล้วทำอย่างไรบ้านก็ไม่มีทางแข็งแรง จึงได้นำหลักสูตร Early Years Foundation Stage (EYFS) จากประเทศอังกฤษ ที่เน้นพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนผ่านกิจกรรมการเล่น ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับเด็กวัยปฐมวัย มาใช้ควบคู่กับการมุ่งพัฒนาสมองส่วน EF (Executive Functions) ด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยวินัยเชิงบวก ที่โรงเรียนอนุบาลนานาชาติฮัมมิ่งเบิร์ดที่เปิดดำเนินการเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

อารยา ทองใบ

ผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลนานาชาติฮัมมิ่งเบิร์ด เชื่อมั่นในศักยภาพที่ไม่สิ้นสุดของเด็กทุกคน (Endless Possibilities) จึงเลือกสรรหลักสูตรและรูปแบบการเรียนการสอนที่จะช่วยพัฒนาตัวตนและศักยภาพของเด็กได้อย่างเต็มที่บนพื้นฐานของอารมณ์ที่มั่นคง ด้วยหลักสูตร Early Years Foundation Stage (EYFS) จากประเทศอังกฤษควบคู่กับการพัฒนาทักษะสมองส่วน Executive Functions (EF) คือ ความสามารถระดับสูงของสมองที่ใช้ในการควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย” โดยสมองส่วน EF นี้จะพัฒนาได้มากที่สุดในช่วงตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 7 ปี
ทั้งนี้งานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ พบว่าการพัฒนาและการทำงานของสมองส่วน EF มีผลต่อความสำเร็จในชีวิตทั้งการงาน การเรียนและการใช้ชีวิต โดยมีการจัดการเรียนการสอนภายใต้แนวคิด “101s เทคนิคการสร้างวินัยเชิงบวก” (101s Positive Discipline) ซึ่งเป็นวิธีการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่สอดคล้องกับการพัฒนาสมอง เน้นการจัดประสบการณ์และสื่อสารกับเด็กเล็กที่ส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมเพื่อกระตุ้นพัฒนาการสมองด้านกระบวนการคิดและการปลูกฝังพฤติกรรมที่เหมาะสม เปิดสอนระดับชั้นเตรียมอนุบาลและอนุบาล อายุ 18 เดือน ถึง 5 ปี ศึกษาข้อมูลได้ที่ http://www.hummingbird.ac.th

  เด่นหล้าเปิด3ภาษาสนองพ่อแม่4.0 
อย่างไรก็ตามแนวโน้มด้านทักษะของเด็กในอนาคตและยุค 4.0 จะต้องเป็น Global Citizen ทักษะด้านภาษาอังกฤษ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้แบบนานาชาติ ทั้งนี้ทักษะของเด็กในศตวรรษที่ 21 ที่สำคัญประกอบ 4 Cs ดังนี้ 1.Communication ทักษะด้านการสื่อสารที่ดี เป็นการสื่อสารได้หลากหลายภาษาที่จำเป็นในการสื่อสารในระดับโลก 2.Collaboration การทำงานเป็นทีมได้ และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี การเข้าสังคม 3.Critical thinking การคิดเชิงวิพากษ์ โดยสามารถใช้ทักษะในการคิดวิเคราะห์และประยุกต์ใช้กับปัญหาได้เป็นอย่างดีและ 4.Creativity คือต้องมีการคิดสร้างสรรค์
โรงเรียนเด่นหล้า ฝ่ายประถม จึงเปิดหลักสูตร English Programme (EP) 3 ภาษา ผสมผสานระหว่าง ไทย อเมริกา และอังกฤษ นำข้อดีของแต่ละหลักสูตรมารวมกันจึงเกิดเป็น Denla Primary School (DLPS)  มีความเข้มข้นด้านคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ ภาษา และเทคโนโลยี เน้นการลงมือปฏิบัติการค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตนเอง ควบคู่กับการเรียนเชิงทฤษฎี เข้าใจในสิ่งที่เรียน มีองค์ความรู้ความเข้าใจลึกซึ้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้ในอนาคต

เต็มยศ ปาลเดชพงศ์  กรรมการบริหารโรงเรียนเด่นหล้า ฝ่ายประถม 3 ภาษา (Denla Primary School :DLPS) อธิบายว่า นอกเหนือจากวิชาการแล้วโรงเรียนยังเชื่อว่าทักษะในอนาคต หรือ 21st Century Skill sมีความสำคัญที่จะต้องปลูกฝังแก่นักเรียนตั้งแต่ยังเล็ก โรงเรียนเด่นหล้า ฝ่ายประถม จึงมีการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการสร้างพัฒนาด้านสังคม อารมณ์ และจิตใจ

เต็มยศ ปาลเดชพงศ์

โดยมีการจัดเตรียมวิชา Essential Skills ซึ่งประกอบไปด้วย การคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving) การทำงานร่วมกับผู้อื่นและความเป็นผู้นำ (Collaboration and Leading by Influence) การปรับตัวและความคล่องแคล่วว่องไว (Agility and Adaptability) ความคิดริเริ่มและการเป็นผู้ประกอบการ (Initiative and Entrepreneurialism) การสื่อสารด้วยการพูดและการเขียนที่มีประสิทธิภาพ (Good Oral and Written Communication) การเข้าถึงข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล (Accessing and Analyzing Information) และความไฝ่รู้และจินตนาการ (Curiosity and Imagination)

สำหรับเด็กที่เรียนหากเรียนจบสามารถเรียนระดับมหาวิทยาลัยในประเทศหรือต่างประเทศได้ แต่หากเป็นหลักสูตรนานาชาติทางเลือกอาจจะต้องไปเรียนต่างประเทศเป็นหลัก ดังนั้นการเลือกเรียนในหลักสูตร EP เหมาะแก่เด็กไทยที่ยังได้ทักษะภาษาอังกฤษและการผสมผสานกับวิชาการด้วย สำหรับหลักสูตรEPของโรงเรียนเด่นหล้า ฝ่ายประถมเป็นหลักสูตรที่ผสมผสานระหว่าง ไทยอเมริกา และอังกฤษ โดยนำข้อดีของแต่ละหลักสูตรมารวมกันนั่นเอง

เทคโนโลยี สานอนาคตการศึกษา พัฒนาครู ขยายโอกาสเรียนรู้เด็ก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/402470?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

เทคโนโลยี สานอนาคตการศึกษา พัฒนาครู ขยายโอกาสเรียนรู้เด็ก

3 ธันวาคม 2562 – 15:45 น.
เทคโนโลยี,การศึกษา,โอกาส
เปิดอ่าน 134 ครั้ง

เทคโนโลยี สานอนาคตการศึกษา พัฒนาครู ขยายโอกาสเรียนรู้เด็ก โดย…  คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com – 

การเรียนรู้ในโลกยุคดิจิทัลปฏิเสธไม่ได้ว่า “เทคโนโลยี” เป็นอีกหนึ่งตัวขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาเด็ก ครู ผู้บริหาร และสถานศึกษา “โรงเรียนวัดดอนทราย จ.ราชบุรี” หนึ่งในโรงเรียนประชารัฐที่จัดการเรียนการสอนระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ได้นำเทคโนโลยีสื่อการเรียนการสอนสมัยใหม่เข้ามาช่วยพัฒนาครู อันนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของเด็ก

ครูวรวิทย์ จันสา ครูสอนวิชาเทคโนโลยี ระดับชั้น ป.1-ป.6 โรงเรียนวัดดอนทราย จ.ราชบุรี เล่าว่า ตั้งแต่ปี 2559 โรงเรียนได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในโรงเรียนประชารัฐ ร่วมโครงการสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี CONNEXT ED ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ในการสนับสนุนคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์สื่อการเรียนการสอนต่างๆ มอบให้โรงเรียน และมีเจ้าหน้าที่ไอซีที ทาเลนต์ มาช่วยอบรมพัฒนาครูในการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้การเรียนการสอนสนุก นักเรียนได้ค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม ครูได้สืบค้น จัดทำแผนการสอน เมื่อการจัดการเรียนการสอนมีคุณภาพ สอดคล้องกับเนื้อหา มีกิจกรรมใหม่ๆ ให้เด็กได้เรียนรู้ นักเรียนก็มีความสุข สนุกในการเรียน และที่สำคัญผลการเรียนของนักเรียนก็ดีขึ้นด้วย

“เมื่อก่อนโรงเรียนจะมีคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ อย่างละ 1 เครื่อง เวลาจะสอนวิชาอะไรต้องให้นักเรียนผลัดกันมาสืบค้น กว่าเด็กจะทำรายงาน การบ้าน หรือหาข้อมูลต้องใช้เวลานาน แต่พอเข้าร่วมโครงการสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี  ซึ่งบริษัททรูก็ได้มอบสื่ออุปกรณ์โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการเรียนการสอนทุกห้องเรียน มีโน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา 200 เครื่อง ให้แก่นักเรียนและครู ทำให้ครูใช้สื่อได้ดียิ่งขึ้น เด็กนักเรียนได้ใช้คอมพิวเตอร์เปิดวิดีโอสำหรับสืบค้นหาสาระองค์ความรู้ต่างๆ ที่นอกเหนือจากการเรียนรู้ผ่านการใช้กระดานดำเพียงอย่างเดียว” ครูวรวิทย์ เล่า

จากการเรียนรู้ผ่านหนังสือสู่สื่อที่ทันสมัยทำให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้น สนใจอยากเรียนรู้ ครูวรวิทย์ เล่าต่อว่า สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดหลังจากมีการนำเทคโนโลยีสื่อ เข้ามาช่วยในการเรียนการสอน คือ เด็กรู้จักการสืบค้นหาข้อมูล คิดวิเคราะห์ กล้าแสดงความคิดเห็นให้ผู้อื่นได้รับรู้ และครูมีแผนการเรียนการสอนโดยใช้สื่อเทคโนโลยีมาทำให้เด็กมีความสนใจ เพราะมีภาพเคลื่อนไหว มีเกมที่ช่วยฝึกทักษะการคิดให้พวกเขาได้เล่น ที่สำคัญทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็กดีขึ้น เป็นห้องเรียนทันสมัยที่ทั้งครู เด็กได้เรียนรู้ร่วมกัน มีความสุข สนุกร่วมกัน

“ต้องยอมรับว่าเด็กสามารถค้นหาข้อมูลได้ด้วยตนเอง ครูก็ต้องปรับการเรียนการสอนของให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเด็กและเทคโนโลยี ซึ่งโครงการสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์ อีดี มีการจัดทำ Plookclassroom ซึ่งเป็นแหล่งรวมคลังบทเรียน คลังข้อสอบ แนะแนว แผนการสอน เทคนิคการสอนต่างๆ ให้แก่ครู ทำให้ครูบูรณาการการส่งงานทางโน้ตบุ๊ก ดึงดูความสนใจให้เด็กมากกว่าการเขียนรายงานใส่กระดาษ ขณะเดียวกันครูผู้สอนสามารถใช้เนื้อหากำหนดการสอน เช็กได้ว่าเด็กส่งงานหรือยัง ตรวจการบ้าน และเด็กก็สามารถเข้าไปดูได้ทันทีว่าได้คะแนนอย่างไร ควรพัฒนาตรงจุดไหน ครูก็เข้าใจเด็กและช่วยเสริมพัฒนาทักษะที่เด็กขาดได้” ครูวรวิทย์ กล่าว
นอกจากนั้นยังมีโปรแกรม True Click Life SIS สื่อ interactive 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยครูประจำชั้นสามารถนำสื่อเข้ามาใช้ในบทเรียน เช่น การบวกเลข เด็กมีโน้ตบุ๊กประจำตัวแต่ละคนทำให้สามารถเปิดใช้งานสื่อด้วยตัวเองได้ทันที ได้ดูสื่อเพิ่มเติม เด็กบางคนเข้าไปเรียนก่อนที่ครูจะสอนอีก เพราะเด็กมีความตื่นเต้นที่จะเรียนรู้กับสื่อ

ครูวรวิทย์ เล่าอีกว่า เทคโนโลยีเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ถ้าครูย่ำอยู่กับที่จะตามการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ๆ ไม่ทัน และเด็กรุ่นใหม่เขาก็พร้อมจะเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี ไม่ได้มารอครูป้อนข้อมูลเหมือนในอดีต ครู สถานศึกษาต้องนำเทคโนโลยี สื่อสมัยใหม่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ครูต้องพัฒนาตนเอง มีความกระตือรือร้นในการสอนด้วยรูปแบบใหม่ๆ รู้จักใช้เทคโนโลยี สื่อสมัยใหม่เพื่อจัดการเรียนการสอนที่ดึงดูด ตอบสนองความต้องการของเด็ก
น้องใบข้าว ด.ญ.ปวันพัสตร์ กินนารี นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนวัดดอนทราย จ.ราชบุรี เล่าถึงประสบการณ์ครั้งแรกที่มีโน้ตบุ๊กว่า ได้นำไปใช้สืบค้นเรียนรู้จากทั้งตำราเรียนและหาความรู้ใหม่ๆ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่สนุกมากขึ้น เมื่อก่อนเวลาทำรายงานต้องมานั่งเขียน แต่ตอนนี้สามารถพิมพ์ในโน้ตบุ๊กและส่งครูได้ทันที ทำให้ไม่เบื่อ มีความสุขในการเรียน และยังสามารถค้นหาคำตอบ เพื่อสอบหรือตอบคำถามของครู ผลการเรียนก็ดีขึ้น แถมเวลาอยู่ที่บ้านได้ช่วยสอนการบ้านน้อง ค้นหาความรู้มากมายได้มาแลกเปลี่ยนกับพ่อแม่ด้วย การมีโน้ตบุ๊กสื่อการเรียนการสอนสมัยใหม่ มีความจำเป็นอย่างมากในการเรียนรู้ อยากให้สนับสนุน ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กต่อไปเรื่อยๆ

โครงการสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์ อีดี 2 ระยะที่ผ่านมา มีโรงเรียนเข้าร่วม 4,781 แห่งทั่วประเทศ และมีนักเรียนเข้าร่วมโครงการถึง 1,047,660 คน ซึ่งภาคเอกชน 12 องค์กรชั้นนำ เครือข่ายพันธมิตรใหม่ 21 องค์กร รวมเป็น 33 องค์กร ได้สนับสนุนงบประมาณทั้งสิ้นกว่า 3,153 ล้านบาท ครอบคลุม 77 จังหวัด และด้วยความร่วมมือที่เข้มแข็ง ดำเนินโครงการตามแนวทาง 5 ยุทธศาสตร์หลัก
โดยปีที่ผ่านมาผลคะแนน โอเน็ต ของนักเรียนโรงเรียนประชารัฐที่เข้าร่วมโครงการสูงขึ้น 9.85% เมื่อเทียบกับปีการศึกษา 2560 และถือว่าสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของประเทศ ซึ่ง 3 ภาคส่วนหลัก ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ยังคงเดินหน้าสานต่อพลังความร่วมมือเพื่อร่วมกันยกระดับการศึกษาไทยให้พัฒนาและเกิดความยั่งยืน
ล่าสุด จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน ประจำปี 2562 (คอนเน็กซ์ อีดี เวิร์กช็อป 2019) เพื่อเสริมแกร่งผู้นำรุ่นใหม่ (สคูลพาร์ทเนอร์) กว่า 900 คน หนึ่งในพลังสำคัญที่เป็นตัวเชื่อมโยงกับผู้บริหารและครูในโรงเรียนประชารัฐ ก่อนลงพื้นที่ปฏิบัติงานและร่วมผลักดันยุทธศาสตร์การดำเนินงานสู่โรงเรียนประชารัฐกว่า 4,700 แห่งทั่วประเทศ

ศุภชัย เจียรวรนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาคเอกชน กล่าวว่า การเปลี่ยนสังคมไทยในอนาคต 10 หรือ 15 ปีข้างหน้าให้เป็นสังคมที่เข้มแข็ง อุดมปัญญา มีการสร้างนวัตกรรมเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ต้องเริ่มที่โรงเรียน การศึกษา โครงการดังกล่าวเป็นความเข้มแข็งของ 3 ภาคส่วน เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ด้านการศึกษาอย่างยั่งยืน ด้วยหัวใจเดียวกัน คือ อยากขับเคลื่อนสังคมไทยให้ลูกหลานมีอนาคตที่ดี มีความสุขและความเป็นอยู่ที่ดี สคูลพาร์ทเนอร์ มีเป้าหมายเดียวกัน จะสามารถเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาและประเทศไทยได้
ทั้งนี้โครงการสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี กำลังเข้าสู่ระยะที่ 3 (2562-2563) โดยมีแผนงานจัดทำโครงการสมุดพกดิจิทัล ระบบการบริจาคออนไลน์ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี และขยายโอกาสความร่วมมือไปยังองค์กรเอกชนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

โลจิสติกส์1ใน5งานตลาดแรงงาน ต้องทักษะวิชาชีพ -ทำงานได้จริง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/402200?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

โลจิสติกส์1ใน5งานตลาดแรงงาน ต้องทักษะวิชาชีพ -ทำงานได้จริง

2 ธันวาคม 2562 – 13:25 น.
ศิริเดช คำสุพรหม,โลจิสติกส์,อาชีพ
เปิดอ่าน 798 ครั้ง

โลจิสติกส์1ใน5งานตลาดแรงงาน ต้องทักษะวิชาชีพ -ทำงานได้จริง โดย…   ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com- 

“โลจิสติกส์” เป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต (New Engine Of Growth) ของประเทศไทย และเป็น 1 ใน 5 อันดับแรกของสายงานที่ต้องการของตลาดแรงงาน (พ.ศ.2559) โดยเฉพาะงานขนส่งและโลจิสติกส์

อ่านข่าว…  มธบ.ปั้นนักโลจิสติกส์มืออาชีพตอบโจทย์แรงงานขาดแคลน

ปัจจุบันแนวโน้มของตลาด “อีคอมเมิร์ซ” ตลาดออนไลน์นับวันจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ปลายปี 2561 ประเมินว่า มูลค่าการซื้อขายออนไลน์ในปี 2561 อยู่ที่ 3.05 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 9-10% และคาดการณ์ว่าจากนี้ไปจนถึงปี 2565 ตลาดอีคอมเมิร์ซไทย น่าจะเติบโตขึ้นเฉลี่ย 22% ซึ่งเมื่อตลาดออนไลน์โตเร็วขึ้น “โลจิสติกส์” ก็มีอัตราเติบโตตามไปด้วย คาดว่ามีมูลค่ามากกว่า 200,000 ล้านบาท มีอัตราเติบโตปีละ 15-20%

  “ศิริเดช คำสุพรหม” คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (College of Innovative Business and Accountancy: CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) กล่าวว่า ขณะนี้ต้องยอมรับว่าธุรกิจโลจิสติกส์ มีอัตราการเติบโตมากขึ้นเนื่องจากตลาดอีคอมเมิร์ซ การซื้อขายตลาดออนไลน์โตขึ้น อีกทั้งรัฐบาลก็ได้ให้ความสำคัญในสาขาดังกล่าว แต่เมื่อดูการผลิตบุคลากรด้านนี้ ประเทศกำลังขาดแคลนอย่างมาก หน้าที่ของสถาบันการศึกษาซึ่งต้องผลิตกำลังคนตอบสนองความต้องการของประเทศ

วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชีหรือ CIBA มธบ. เป็นอีกหนึ่งสถาบันการศึกษาที่เล็งเห็นความสำคัญของการผลิตบุคลากรให้ตรงต่อความต้องการของตลาดแรงงานด้านนี้ โดยมีการเปิดหลักสูตรการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน การเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจโลจิสติกส์อย่างครบวงจร ตั้งแต่การบริหารจัดการคลังสินค้า สินค้าคงคลัง การขนส่ง การจัดหาและการบริการลูกค้า
“อดีตการซื้อสินค้าของคนไทยยังยึดติดกับการไปซื้อแบบเดินช็อปปิ้ง เพราะคนไทยไม่เชื่อมั่นการซื้อออนไลน์เนื่องจากเป็นการตัดเงินจากบัตรเครดิตและต้องกรอกข้อมูล ซึ่งคนไทยรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่เมื่อตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยมีการปรับรูปแบบให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยโดยให้สามารถเก็บเงินปลายทางได้ ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้นเนื่องจากได้เห็นของก่อนและทำให้ลูกค้าสนใจซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น ตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยจึงโตขึ้น โลจิสติกส์ก็โตตาม และความต้องการบุคลากรด้านนี้ก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ”

การเรียน “การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน” ไม่ใช่เรียนเพื่อรู้จักการขนส่งสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการเรียนทั้งองค์ความรู้ในศาสตร์โลจิสติกส์และการปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ ศูนย์พัฒนาบุคลากรด้านนี้โดยตรง ครอบคลุมโลจิสติกส์ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และระบบรางของประเทศไทย
รูปแบบการเรียนการสอนของ CIBA จะมีความโดดเด่นในการสร้างให้นักศึกษามีองค์ความรู้ในศาสตร์ของตนเองอย่างเข้มข้น และมีทักษะตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ โดย CIBA ได้มีความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ กลุ่มบริษัท เอสซีกรุ๊ปฃ ซึ่งเป็นผู้นำและผู้เชี่ยวชาญทางด้านโลจิสติกส์เชิงบูรณาการของประเทศไทย ให้บริการด้านการขนส่งปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติเคมีภัณฑ์ รถยนต์และสินค้าทั่วไป ทั้งทางบกและทางน้ำ โดยมีเครือข่ายการรถขนส่งสินค้า เรือขนส่งสินค้า ท่าเรือขนส่งสินค้า คลังสินค้า คลังก๊าซ และอู่ต่อเรือ เป็นของตนเอง
ในด้านโลจิสติกส์ระบบราง มีความร่วมมือกับ Xiamen City University ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ศูนย์จัดอบรม เพื่อพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบรางอันดับต้นๆ ของประเทศจีน โดยนักศึกษาสามารถไปเรียนรู้ได้ที่ประเทศจีน 1 ภาคการศึกษา หรือไปฝึกงานสหกิจศึกษาได้ในสถานประกอบการที่มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ได้ 1 ปีเต็ม

“นักศึกษาสามารถมีประสบการณ์ได้ทั้งในไทยและประเทศจีน โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งถือว่ามีศักยภาพในเรื่องของรถไฟฟ้าระบบราง หรือขนส่งมวลชนในเมืองอย่างมาก มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้ไปเรียนรู้เพิ่มเติมทักษะต่างๆ ที่ไม่ได้จำกัดเพียงเฉพาะศาสตร์ในห้องเรียนเท่านั้น ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยได้เปิดให้ทางบริษัท Flash Express Logistics มาตั้งศูนย์ให้บริการด้านการรับส่งพัสดุประเภทด่วนภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งจะเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติการโลจิสติกส์การรับส่งสินค้าที่รองรับการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ อีกทั้ง DNA ของ DPU คือการสร้างผู้ประกอบการ ดังนั้นนักศึกษาที่เรียนนอกจากไปทำงานในองค์กรต่างๆ ได้แล้ว ยังสามารถเป็นผู้ประกอบการด้านนี้ได้อีกด้วย”
คณบดี CIBA กล่าวต่อไปว่า นักศึกษาที่จบจาก CIBA จะมีความเป็นมืออาชีพ เพราะมีความรู้ครอบคลุมทั้งด้านองค์ความรู้ ทักษะความเป็นวิชาชีพ เป็นโอกาสให้เด็กไปทำงานตามสำเร็จวิชาชีพได้ รวมถึงเด็กได้ไปศึกษาดูงาน เช่น สถานประกอบการโลจิสติกส์ในบริษัทเครื่องดื่มอันดับต้นๆ ของไทย เพื่อเพิ่มเติมประสบการณ์มากขึ้น ได้ไปฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ ศูนย์พัฒนาบุคลากรทั้งในและประเทศจีน เป็นการพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์อันเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาของประเทศไทย

“เด็กไทยบางส่วนยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเรียนโลจิสติกส์ว่าเป็นผู้ส่งของ แต่จริงๆ แล้วการเรียนโลจิสติกส์จะเป็นเรื่องการขนส่ง เส้นทาง Optimization การกระจายสินค้า การดูแลคลังสินค้า และอีกหลายเรื่องเพื่อความคุ้มทุน เด็กที่มาเรียนโลจิสติกส์จะเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น ดังนั้นการเลือกเรียนด้านโลจิสติกส์ หรือสาขาอะไรก็ตาม ต้องมองเรื่องของอัตราการมีงานทำ เรียนจบแล้วมีงานทำมากน้อยขนาดไหน มหาวิทยาลัยที่เลือกเรียนมีความร่วมมือ มีหลักสูตร มีจุดเด่นอะไรที่จะช่วยให้มีทักษะ มีประสบการณ์ และมีองค์ความรู้ตอบโจทย์ต่อความต้องการของตลาดแรงงาน เทรนด์ของประเทศในอนาคตร่วมด้วย” คณบดี CIBA กล่าว
ทั้งนี้สาขาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานเน้นการเรียนการสอนที่ให้นักศึกษา มีองค์ความรู้ มีทักษะวิชาชีพ และความเชี่ยวชาญ ด้านการวางแผน กำหนดกลยุทธ์ การวิเคราะห์สถานการณ์ การประเมินผล แก้ปัญหาในการดำเนินธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมโลจิสติกส์และโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ รวมถึงมีประสบการณ์ในการทำงานจริงกับสถานประกอบการและสร้างเครือข่าย มีความเป็นผู้ประกอบการเมื่อจบการศึกษา ดูข้อมูลได้ที่ http://ciba.dpu.ac.th/

      อีอีซี ต้องการกำลังคนดิจิทัล 2 แสน
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) มีการประเมินว่าในระยะเวลา 5 ปีจากนี้ไป พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี จะมีความต้องการกำลังคนดิจิทัลกว่า 2 แสนคน ทำให้ต้องเร่งการพัฒนาคน โดยเน้นการเพิ่มกลุ่มแรงงานใหม่เข้าสู่ตลาด ประกอบด้วย กลุ่มนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีและสาขาอื่น
รวมถึงผู้ว่างงานเสริมด้วยการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศในสาขาที่ขาดแคลนผ่านกลไก Smart VISA เพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมที่สำคัญ 3 กลุ่ม คือ อุตสาหกรรมดิจิทัล จำนวน 116, 222 คน ที่ประเมินเงินลงทุน 1.2 หมื่นล้านบาทต่อปี อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ จำนวน 58,228 คน ที่ประเมินจากเงินลงทุน 2 หมื่นล้านบาทต่อปี และในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์จำนวน 37,526 คน ที่ประเมินจากการลงทุนสร้างโรง งานเพิ่มขึ้นปีละ 8 หมื่นล้านบาท การผลักดันการประกอบการลดหย่อนภาษี 200% จากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน แบ่งเป็น 100% แรกสำหรับการพัฒนาทักษะดิจิทัลทั่วไป และอีก 100% หลัง

ศิริเดช คำสุพรหม

สำหรับการพัฒนาทักษะดิจิทัลขั้นสูงในหลักสูตรที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สนับสนุนการพัฒนาทักษะ/ สอบวัดระดับทักษะ ผ่านหน่วยงานเครือข่าย เน้นสาขา IoT, Data Science, AI, Robotics Programming และ Security ร่วมพัฒนาหลักสูตรกับมหาวิทยาลัยและกลุ่มเจ้าของเทคโนโลยีเน้นหลักสูตรระยะสั้น ผลักดันให้นำหลักสูตรดังกล่าวบรรจุลงในหลักสูตรการศึกษา สนับสนุนการพัฒนานักศึกษา กลุ่มความสามารถโดดเด่นเพื่อเร่งป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที

กสศ.นำเสนอนวัตกรรมเพิ่มทักษะความรู้การเงิน ให้นร.ทุนเสมอภาค

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/402087?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

กสศ.นำเสนอนวัตกรรมเพิ่มทักษะความรู้การเงิน ให้นร.ทุนเสมอภาค

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 16:47 น.
กสศ,นรทุนเสมอภาค,นวัตกรรมเพิ่มทักษะความรู้การเงิน
เปิดอ่าน 49 ครั้ง

กสศ. นำเสนอนวัตกรรมเพิ่มทักษะความรู้การเงิน ให้นักเรียนทุนเสมอภาค ในเวทีวิชาการนานาชาติ ชี้เป็นแนวทางที่จีนใช้แก้ปัญหาความยากจน และบรรลุได้ภายใน 20 ปี

1 ธ.ค.2562-กสศ. นำเสนอนวัตกรรมเพิ่มทักษะความรู้การเงิน ให้นักเรียนทุนเสมอภาค ในเวทีวิชาการนานาชาติ ชี้เป็นแนวทางที่จีนใช้แก้ปัญหาความยากจน และบรรลุได้ภายใน 20 ปี ด้านสถาบันวิจัยแห่งธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADBI) พร้อมหนุนวิชาการ และเครื่องมือ หลักสูตรทักษะการเงิน ให้นักเรียนทุนเสมอภาค

ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาและผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28-29 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา กสศ. ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมวิชาการนานาชาติประจำปี 2019 ของสถาบันวิจัยแห่งธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADBI) ครั้งที่ 22 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในปีนี้เป็นการประชุมหัวข้อ Financial Inclusion, Financial Education and Fintech

โดยมีผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และด้านการเงินระดับโลก รวมทั้งผู้บริหารธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชียมากกว่า 50 คนเข้าร่วมประชุมและนำเสนอผลงานวิชาการ และประสบการณ์ด้านนโยบายการเงิน และมาตรการส่งเสริมความรู้ด้านการเงิน   โดยกสศ.ได้นำเสนอนวัตกรรมส่งเสริมทักษะความรู้ทางด้านการเงิน (Financial Literacy)จากการลงมือปฏิบัติจริงให้กับนักเรียนทุนเสมอภาคในโครงการเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข เพื่อสนับสนุนการขจัดปัญหาความยากจนข้ามชั่วคน โดยทาง ADBI เตรียมจะตีพิมพ์เผยแพร่ผลการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในประเด็นดังกล่าวของ กสศ. ใน Policy Report ของสถาบันวิจัยแห่งธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADBI) ประจำปี 2563 ต่อไป

​ดร.ไกรยส กล่าวว่า โครงการจัดสรรเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขของกสศ. ไม่เพียงแต่จัดสรรเงินช่วยเหลือเท่านั้น แต่ได้พัฒนานวัตกรรมส่งเสริมทักษะความรู้ทางด้านการเงินของนักเรียนทุนเสมอภาคจากการลงมือปฏิบัติจริง  ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 3  รวมระยะเวลา 9 ปีตลอดการศึกษาขั้นพื้นฐาน   เช่น โครงการเครือข่ายโรงเรียนตลาดวาดฝัน สร้างอาชีพนักเรียนทุนเสมอภาค ที่มีโรงเรียนเครือข่ายกว่า 171 แห่งทั่วประเทศ

โครงการเครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Equity Partnership’s School Network) ซึ่ง กสศ. ร่วมกับบริษัท JD Central และเครือข่ายโรงเรียนนานาชาติ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะความรู้ด้านการเงิน ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ และการใช้เครื่องมือ เทคโนโลยีทางการเงิน หรือ Fintech เช่น prompt-pay หรือ เทคโนโลยี e-commerce ต่างๆ เพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษา และส่งเสริมการแก้ไขปัญหาความยากจนข้ามชั่วคนของครัวเรือนยากจนพิเศษที่ได้รับการสนับสนุนทุนเสมอภาคจาก กสศ. อย่างยั่งยื

ดร.ไกรยส กล่าวว่า  ความร่วมมือหลังจากนี้ สถาบันวิจัยแห่งธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADBI) พร้อมสนับสนุนเครื่องมือ และหลักสูตรทักษะทางการเงินให้แก่นักเรียนทุนเสมอภาคของกสศ.  ในขณะที่นักวิชาการจากสถาบันนานาชาติหลายประเทศสนใจ ร่วมวิจัยพัฒนามาตรการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้ผลลัพธ์เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะมุ่งไปสู่ครอบครัวของนักเรียนยากจนพิเศษด้วย เพื่อการแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างยั่งยืน

“สถาบันวิจัยแห่งธนาคารพัฒนาเอเชีย เป็นห่วงประชากรในสังคมจะมีทักษะความรู้ด้านการเงินไม่เพียงพอ โดยเฉพาะหากส่งเสริมให้คนยากจนด้อยโอกาสมีทักษะความรู้ทางการเงินจะสามารถวางแผน และบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการใช้จ่าย การเก็บออม และการจัดการหนี้สิน จะเป็นภูมิคุ้มกันทางการเงินที่สำคัญเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว  ทำให้สามารถก้าวออกจากกับดักความยากจนข้ามชั่วคนได้

ประเทศจีนเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ที่ใช้เวลาเพียง 20 ปี ก็สามารถมีความก้าวหน้าในการลดปัญหาความยากจนได้อย่างรวดเร็วที่สุดในโลก โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การที่ภาครัฐและเอกชนของจีนร่วมกันลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีทางการเงิน รวมทั้งมุ่งให้ความรู้และทักษะการเงิน และการ Fintech แก่คนยากจนอย่างจริงจังนั่นเอง จนปัจจุบันคนจีนแทบจะไม่ได้ใช้เงินสดในการทำธุรกรรมและการประกอบอาชีพแล้ว” ดร.ไกรยส กล่าว

สำหรับธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) เป็นสถาบันการเงินระดับนานาชาติที่ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2509 โดยความช่วยเหลือของสหประชาชาติ ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกทั้งสิ้น 68 ประเทศรวมถึงประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจ และการพัฒนาของประเทศแถบเอเชียและแปซิฟิก ผ่านการให้เงินกู้ และความสนับสนุนด้านงานวิจัย และข้อเสนอเชิงนโยบาย