จุฬาฯ ครองมหาวิทยาลัยอันดับ1ของประเทศไทย เป็นปีที่ 4

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/402064?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

จุฬาฯ ครองมหาวิทยาลัยอันดับ1ของประเทศไทย เป็นปีที่ 4

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 15:10 น.
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,ไทยครองอันดับ 1,University Rankings 2020
เปิดอ่าน 1,505 ครั้ง

จุฬาฯ ครองอันดับ 1 ของประเทศไทย เป็นปีที่ 4 และติดอันดับ 45 ของเอเชีย จากการจัดอันดับของ Asia University Rankings 2020 ชี้”งานวิชาการ-วิจัย-นายจ้างชอบ”โดดเด่น

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครองอันดับ 1 ของประเทศไทยเป็นที่ 4 ติดต่อกัน จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในเอเชีย ประจำปี 2020 หรือ Quacquarelli Symonds (QS) Asia University Rankings 2020

QS Ranking ซึ่งเป็นระบบการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่เป็นที่นิยมระดับโลก รายงานว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในอันดับที่ 7 ของอาเซียน และอันดับที่ 45 ของเอเชีย จากสถาบันอุดมศึกษา 550 แห่งในเอเชียที่ได้รับการจัดอันดับ

และเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย จากมหาวิทยาลัยทั้งหมด 20 แห่งที่ได้รับการจัดอันดับ โดยจุฬาฯ ทำคะแนนได้ระดับสูงในด้านความ มีชื่อเสียงด้านวิชาการ การเป็นที่ยอมรับจากนายจ้าง และเครือข่ายการวิจัยนานาชาติ

สำหรับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่ติด 50 อันดับแรกของเอเชีย 2 แห่ง คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อันดับ 45) และมหาวิทยาลัยมหิดล (อันดับ 48) ตามด้วยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (อันดับ 100) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อันดับ 107) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (อันดับ 127)

ทั้งนี้ตำแหน่งมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของเอเชีย ได้แก่ National University of Singapore ซึ่ง ถือเป็นการครองตำแหน่งนี้เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ขณะที่ Nanyang Technological University จากสิงคโปร์ครองอันดับ 2 และ The University of Hong Kong ครองอันดับ 3

การจัดอันดับ QS Asia University Rankings 2020 พิจารณาจากตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพ 11 ด้าน ที่จะมีการคำนวณค่าน้ำหนักที่แตกต่างกันออกไป ประกอบด้วย ความมีชื่อเสียงด้านวิชาการ (30%) การเป็นที่ยอมรับจากนายจ้าง (20%) สัดส่วนของอาจารย์ต่อนิสิต (10%) เครือข่ายการวิจัยนานาชาติ (10%) การอ้างอิงต่อผลงานวิชาการ (10%)

ผลงานวิชาการต่ออาจารย์ (5%) อาจารย์และนักวิจัยที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอก (5%) สัดส่วนของอาจารย์ชาวต่างชาติ (2.5%) สัดส่วนของนิสิตชาวต่างชาติ (2.5%) สัดส่วนของนิสิตแลกเปลี่ยนต่างชาติ (2.5%) และสัดส่วนของนิสิตที่ไปแลกเปลี่ยนต่างประเทศ (2.5%)

ว้าว..นวัตกรรม Nexo รถพลังงานไฮโดรเจน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/402035?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ว้าว..นวัตกรรม Nexo รถพลังงานไฮโดรเจน

วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 12:20 น.
กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม,ปูซาน,รถพลังงานไฮโดรเจน,Nexo รถพลังงานไฮโดรเจน,เกาหลีใต้
เปิดอ่าน 106 ครั้ง

“สุวิทย์”ทึ่งNexoรถพลังงานไฮโดรเจนนวัตกรรมใหม่ เกิดจากความคิดสร้างสรรค์มารวมเข้ากับเทคโนโลยีโชว์ในงานสตาร์ทอัพเอ็กซโปรที่”ปาค ยองซอน”พาทัวร์เกาหลีใต้

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(อว.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ชื่นชม Nexo รถพลังงานไฮโดรเจน นวัตกรรมสุดล้ำสมัยของเกาหลีใต้ ใจความว่า..

อ่านข่าว : อว.นำประเทศก้าวพ้นกับดักที่ สุวิทย์ เมษินทรีย์ เดิมพัน

ผนึกกำลัง Startup ไทย – เกาหลี สยายปีกความร่วมมือ ASEAN : ASEAN-ROK Startup Expo: Come Up 2019

อีกภารกิจที่สำคัญในการเดินทางไปปูซานครั้งนี้คือ ผมไปร่วมกล่าวแสดงความยินดีในพิธีเปิดงาน ASEAN-ROK Startup Expo: Come Up 2019 ที่ศูนย์นิทรรศการ BEXCO เมืองปูซานครับ ซึ่งการไปร่วมงานในครั้งนี้ต่อยอดจากที่เราได้ลงนาม MOU ร่วมกันกับเกาหลีใต้ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดย NIA ก็จะมีแผนสนับสนุนสตาร์ทอัพ เช่น Youth Startup Fund และโครงการต่างๆของทาง NIA ซึ่งได้มีการดึงภาคเอกชนของเกาหลีใต้มาร่วมมือ

รวมทั้งการพัฒนาย่านนวัตกรรมที่มีโมเดลคล้ายกับ innovation district ของเกาหลีใต้ นอกจากนี้เราจะสนับสนุน deeptech startup เพื่อเสริมศักยภาพของสตาร์ทอัพไทย เน้นทางด้าน BCG (Bio-Circular-Green Economy) และ smart agriculture สำหรับทาง KOSME ของเกาหลีใต้จะมีการลงทุนเพื่ออบรมให้ความรู้แก่สตาร์ทอัพของไทย และจะมีการตั้ง SMEs and Startup Center ในไทยอีกด้วยครับ

ภายในงานผมได้รับเกียรติจากท่านปาค ยองซอน (Park Young Sun) รัฐมนตรีกระทรวง SMEs และ Startups พาเยี่ยมชมงาน Startup Expo ด้วยตัวเองซึ่งผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆที่นำมาแสดงนั้นมีความน่าสนใจเป็นอย่างมากครับ

ตั้งแต่เครื่องสำอางค์ที่นำเอาวัตถุดิบธรรมชาติของเกาหลีใต้มาเป็นส่วนประกอบ ไปจนถึงระบบโรงงานอัตโนมัติที่สามารถควบคุมจากระยะไกลด้วยเทคโนโลยี 5G ได้อย่างแม่นยำ

สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นจาก SME และ Startup ของเกาหลีใต้ในงานนี้คือการนำเอาความ คิดสร้างสรรค์มารวมเข้ากับเทคโนโลยีแล้วเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้ทั้ง SME และ Startup ของเกาหลีใต้นั้นมีความเข้มแข็ง จนสามารถขยายธุรกิจทั้งในและนอกประเทศได้

รวมทั้งการมีกระทรวงเพื่อสนับสนุนเรื่องนี้โดยเฉพาะแสดงให้เห็นว่าทางรัฐบาลเกาหลีใต้นั้นให้ความสำคัญเป็นอย่างมากครับ จากที่ในอดีตรัฐบาลเกาหลีใต้อาศัยกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ที่รู้จักในชื่อ Chaebo เช่น Samsung, LG, Lotte ในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศอย่างก้าวกระโดดจนเกิดเป็นปาฏิหารย์แห่งแม่น้ำฮัน แต่ก็นำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำในสังคม ดังนั้นการส่งเสริม SME และ Startup จึงเป็นคำตอบในการกระจายรายได้ กระจายโอกาสให้ไปถึงยังคนในสังคมได้มากขึ้น

จุดที่เซอร์ไพร์สผมมากที่สุดคือรถที่ทางเกาหลีใต้จัดให้ผมใช้ระหว่างร่วมงานนั้น เป็นรถที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน ชื่อว่า Nexo ครับ ซึ่งหลังจบพิธีเปิดงานท่านปาค ยองซอน ได้เดินมาอธิบายและเปิดฝากระโปรงรถให้ผมดูทั้งเครื่องยนต์และถังเก็บไฮโดรเจนอย่างเป็นกันเองถึงลานจอดรถ ท่านบอกกับผมว่าส่วนตัวท่านก็ใช้รถไฮโดรเจนรุ่นนี้เช่นกันครับ ขอรีวิวจากการใช้งานจริงว่ารถไฮโดรเจนนั้นเงียบและ smooth มากครับ

การไปพบกับท่านปาค ยองซอน รัฐมนตรีกระทรวง SMEs และ Startups ในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังจากพบกันครั้งแรกในการหารือและร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU เมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา จึงทำให้ผมและท่านปาค ยองซอนได้มีโอกาสพูดคุยกันเพื่อกระชับความร่วมมือด้านการส่งเสริม startup ให้มั่นคงแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นครับ

ม.ขอนแก่นขยับอันดับโลกสูงขึ้นด้านการแพทย์และสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/401965?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ม.ขอนแก่นขยับอันดับโลกสูงขึ้นด้านการแพทย์และสุขภาพ

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 – 18:42 น.
มหาวิทยาลัยขอนแก่น
เปิดอ่าน 45 ครั้ง

ม.ขอนแก่นได้รับการจัดอันดับโลกสาขาด้านการแพทย์และสุขภาพขยับสูงขึ้น จากการประกาศผลการจัดอันดับของ Times Higher Education

30 พฤศจิกายน 2562 “Time Higher Education” หรือ “THE” สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกจากประเทศอังกฤษ ได้ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ประจำปี 2020 ตามสาขาวิชา ในด้านคลินิก พรีคลินิก และสุขภาพ (clinical, pre-clinical and health)

ซึ่งได้ใช้ตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพที่น่าเชื่อถือและเข้มงวดเป็นตัวบ่งชี้แบบเดียวกันทั้งหมดในการจัดอันดับตามภาพรวมของมหาวิทยาลัยทั่วโลก และ THE ได้ปรับการกำหนดน้ำหนักคะแนนให้เหมาะสมกับแต่ละสาขาวิชาการจัดอันดับนี้เน้นไปที่มหาวิทยาลัยชั้นนำด้านแพทย์ศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และสาชาวิชาสุขภาพด้านอื่นๆ การจัดอันดับมหาวิทยาลัยในปีนี้รวมมหาวิทยาลัย 775 แห่งซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 721 แห่งในปีก่อน

ผลการจัดอันดับปรากฎว่า มีมหาวิทยาลัยในประเทศไทยอยู่ในอันดับโลกในสาขาดังกล่าว จำนวน 7 แห่ง ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดยผลจากการจัดอันดับในปี 2020 นี้มหาวิทยาลัยขอนแก่น อันดับขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 501–600 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ของประเทศไทยร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หลังจากปี 2019 อันดับของมข.อยู่ที่อันดับ 601+ ของโลก และอันดับ 4 ของประเทศไทย

โดยมหาวิทยาลัยที่ถูกจัดอันดับให้สาขาด้าน clinical, pre-clinical and health ดีที่สุด 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ University of Oxford, Harvard University, University of Cambridge, Imperial College London และ Stanford University ตามลำดับ ส่วนในประเทศไทย อันดับ 1 และ 2 ยังคงเป็นมหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามลำดับ

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัยในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ใช้ในการพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศชาติ ผลงานวิจัยหลายผลงานถูกนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาหลักของพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีโครงการขนาดใหญ่ที่บูรณาการศาสตร์ต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อแก้ไขปัญหาสาธารณสุขในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ขอขอบคุณอาจารย์ นักวิจัย บุคลากร และนักศึกษาทุกคน ที่ร่วมการสร้างผลงาน ซึ่งผลจากการประเมินในครั้งนี้มาจากการที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ดำเนินงานด้านการการวิจัยที่ตอบโจทย์ชุมชน สังคม และประเทศชาติในด้านสุขภาพจากคณะที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ดำเนินงานทางวิชาการอย่างเข้มแข็ง มีผลิตผลงานวิจัยด้านปรีคลินิก คลินิก และสุขภาพมากกว่า 600 เรื่อง จากนักวิจัยมากกว่า 300 คน ซึ่งการดำเนินงานนี้สอดคล้องกับตัวชี้วัดในการจัดอันดับ

ทั้งในด้านการสอน ซึ่งปี 2020 ได้ 24.5 คะแนน/ปี 2019 ได้ 21.7 คะแนน การวิจัย ปี 2020 ได้ 17.3 คะแนน/ปี2019 ได้ 11.7 การอ้างอิง ปี 2020 ได้ 37.0 คะแนน/ปี 2019 ได้ 27.9 คะแนนทัศนคติจากนานาชาติ ปี 2020 ได้ 36.4 คะแนน/ปี 2019 ได้ 36.5 คะแนน รายได้ภาคอุตสาหกรรม/นวัตกรรม ปี 2020 ได้ 46.4 คะแนน/ปี 2019 ได้ 42.5″  รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุลกล่าว

สำหรับมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีการบริการทางการแพทย์ผ่านหลายงาน ได้แก่ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โรงพยาบาลทันตกรรม คณะทันตแพทยศาสตร์ สถานบริการสุขภาพเทคนิคการแพทย์และกายภาพบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ ศูนย์บริการสู่ชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

โดยมีคณะวิชาที่ดำเนินการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ คณะเทคนิคการแพทย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จากผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆจึงส่งผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดีขึ้นเป็นลำดับและยังทำให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้พัฒนาองค์ความรู้ซึ่งนำไปสู่ผลการจัดอันดับดังกล่าว

ดูผลการจัดอันดับได้ที่ World University Rankings 2020 by subject: clinical, pre-clinical and health

กสศ.จัดให้ เด็กยากจนได้เรียนจบปริญญาเอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/401883?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

กสศ.จัดให้ เด็กยากจนได้เรียนจบปริญญาเอก

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 – 09:15 น.
กสศ,โครงการทุนพัฒนาเต็มศักยภาพ
เปิดอ่าน 39 ครั้ง

กสศ.เปิดตัวโครงการทุนพัฒนาเต็มศักยภาพ พร้อมเชิญชวนสถาบันการศึกษา เสนอชื่อ เด็ก ‘ช้างเผือกสายอาชีพ’ เรียนต่อปริญญาตรี โท เอก ภายใน 13 มค.นี้

30 พ.ย.2562-กสศ.เปิดตัวโครงการทุนพัฒนาเต็มศักยภาพ พร้อมเชิญชวนสถาบันการศึกษา เสนอชื่อ เด็ก ‘ช้างเผือกสายอาชีพ’ เรียนต่อปริญญาตรี โท เอก ภายใน 13 มค.นี้ มุ่งยกระดับเป็นบุคลากรชั้นนำสายอาชีพ ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ  หลังพบเด็กยากจนมีโอกาสเรียนต่อน้อยมาก เพียง 5% ต่อรุ่น จากค่าเฉลี่ยเรียนต่อของประเทศประมาณ 35%  มีช่องว่างถึง 7 เท่า ขณะที่สถาบันการศึกษา ประสานเสียง ทุนกสศ.ช่วยลดเหลื่อมล้ำ เพิ่มโอกาสเด็กสายอาชีพเรียนสูงขึ้น แนะขยายจำนวนทุนเพิ่ม

ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมเซนจูรี่พาร์ค กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดประชุมชี้แจงและแนะนำ โครงการทุนพัฒนาเต็มศักยภาพสายอาชีพ ประจำปี 2563  น.ส.ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วม นวัตกรรมและทุนการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า  โครงการทุนพัฒนาเต็มศักยภาพสายอาชีพ เป็นทุนส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาของ กสศ. เพื่อค้นหาคัดเลือกพัฒนาเด็กเยาวชนที่เรียกว่า ‘เด็กช้างเผือก’ ที่มาจากพื้นฐานสายอาชีพให้มีโอกาสได้เรียนต่อในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และ ปริญญาเอก ซึ่งเรื่องนี้มีสองโจทย์ปฏิรูปที่ กสศ.จะตอบคือ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคือเปิดโอกาสปฏิรูปให้เด็กที่ยากจนที่สุด 20 % แรกของประเทศได้เรียนต่อสูงขึ้น  เพราะจากสถิติพบว่า เด็กกลุ่มนี้มีโอกาสเรียนต่อน้อยมาก แค่ 5% หรือ ประมาณ 8,000 คน ต่อรุ่น ในขณะที่ค่าเฉลี่ยเรียนต่อของประเทศอยู่ที่ประมาณ 35%  ช่องว่างตรงนี้มีถึง 7 เท่า  กสศ. จึงต้องการส่งเสริมให้เด็กกลุ่มที่ยากจนที่สุดนี้ได้เรียนต่อในประดับปริญญาตรี

“ทุนนี้สนับสนุนกำลังคนสายอาชีพที่มีศักยภาพให้ศึกษาต่อปริญญาตรี โท เอก ในสาขาที่ตอบโจทย์ประเทศ S-Curve New S-Curve STEM  และดิจิตอล  เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง แม้จะมีจำนวนทุนไม่มาก ราว  40 ทุน ต่อปี  แต่กสศ. มุ่งสร้างและพัฒนาให้เป็นต้นแบบการเรียนสายอาชีพ ให้เห็นว่ามีเส้นทางความก้าวหน้าได้จริง สร้างกลุ่มเยาวชนยากจนด้อยโอกาสที่มีศักยภาพให้เป็นบุคลากรชั้นนำได้”  น.ส.ธันว์ธิดา กล่าว

น.ส.ธันว์ธิดา  กล่าวว่า ขอเชิญชวนสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนระดับปริญญาตรี  หลักสูตรต่อเนื่อง หรือหลักสูตรเทียบโอน  ร่วมเสนอชื่อนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ ในปีการศึกษา 2562 ซึ่งผ่านกระบวนการคัดกรองความยากจน มีผลการเรียน มีความสามารถโดดเด่น  มีความสามารถพิเศษ รวมถึงการมีจิตสาธารณะ ภายในวันที่ 13 ม.ค. 2563 จากนั้น  กสศ. จะมีกระบวนการพิจารณาคัดเลือกและประกาศผลภายในวันที่ 28 ก.พ. 2563 ซึ่งกสศ.ขอเชิญชวนสถาบันการศึกษาที่กำลังมุ่งเน้นเรื่องสายอาชีพ เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปเรื่องนี้ร่วมกันผลิตกำลังคนสายอาชีพด้วยกัน ช่วยกันสร้างโอกาสให้เยาวชนกลุ่มนี้เห็นว่าหากเลือกเรียนสายอาชีพจะมีโอกาสเติบโตในสังคมได้และตอบโจทย์ประเทศด้วย

นายนพพร สุวรรณรุจิ อนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการทุนพัฒนาเต็มศักยภาพสายอาชีพ  กล่าวว่า ทุนนี้ไม่เปิดให้สมัครทั่วไป แต่จะถูกเสนอขื่อโดยสถาบันการศึกษาซึ่งถือเป็นประตูด่านแรกหากสถาบันไม่เสนอชื่อขึ้นมา กสศ. ก็ไม่สามารถพิจารณารายชื่อได้ โดยคุณสมบัตินักเรียนที่จะถูกเสนอชื่อจะต้องจบ ปวส. หรืออนุปริญญา หลักสูตรต่อเนื่องหรือเทียบโอน ในหลักสูตรที่สามารถเรียต่อ ป.โท ป.เอกในสาขาวิชาเดียวกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ นักศึกษาที่จะได้รับทุนจะต้องมาจากครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 3,000 บาท ต่อเดือน จากนั้นก็จะใช้กระบวนการพิจารณาความยากจนของ กสศ. ซึ่งจะพิจารณาจาก ภาระพึ่งพิง ที่อยู่อาศัย สภาพที่อยู่อาศัย ที่ดิน เกษตร  ไฟฟ้า ยานพาหนะ รวมทั้งจะต้องมาพิจารณา ความสามารถ เกียรติประวัติ ผลงาน รวมทั้งจะต้องไม่มีประวัติอาชญากรรม เกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติด อบายมุข และมีความพร้อมทางสภาพจิตใจที่จะศึกษาจนสำเร็จการศึกษา

ศ.ดร.นักสิทธิ์ คูวัฒนาชัย ที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และประธานคณะกรรมการกำกับทิศทางโครงการทุนพัฒนาเต็มศักยภาพสายอาชีพ กล่าวว่า ทุนนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมโดยเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนสูงขึ้น จากเดิมที่เคยคิดว่าเรียนอาชีวะแล้วออกไปประกอบอาชีพก็ดีแล้ว แต่บางคนมีความสามารถที่หากเรียนสูงขึ้นก็จะประสบความสำเร็จมากขึ้น ดังนั้นเราจึงควรเปิดโอกาสให้เด็กกลุ่มนี้มีโอกาส การให้ทุนนี้ยังจะเป็นการตอบโจทย์ประเทศเพราะในสาขาช่างบางสายต้องการการศึกษาที่สูงขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะ วิชาการที่ก้าวหน้าขึ้น โอกาสที่จะทำให้เกิดการพัฒนาในวิชาชีพก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย  เราจำเป็นต้องพัฒนาคนให้มีหลายกลุ่ม หลายประเภท ทำให้คนที่ได้เรียนสายอาชีพเติบโตขึ้นไปก้าวหน้าในอาชีพการงานได้และสามารถไปเทียบเคียงกับคนที่จบสายสามัญได้ก็จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำไม่อย่างนั้นคนกลุ่มนี้ก็จะอยู่ระดับล่างต่อไป

นายชัชวาล ปุณขันธ์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหนองคาย จ.หนองคาย กล่าวว่า จากที่เป็นครูสอนในด้านวิชาชีพทำให้ทราบว่ามีเด็กจำนวนมากที่ยังขาดโอกาสทางการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น ส่วนมากคนที่เรียนสายอาชีพจะจบแค่ปวส. คนที่เรียนต่อระดับปริญญาตรีมีไม่ถึง 20% ถ้าคนกลุ่มนี้ได้รับโอกาสมากขึ้นชีวิตความเป็นอยู่จะดีขึ้น และเป็นกำลังสำคัญพัฒนาอุตสาหกรรมพัฒนาประเทศต่อไป  ในส่วนของปริญญาโท ปริญญาเอกในสายอาชีพถือว่ายังมีอยู่น้อยมาก ถ้าเราได้รับทุนตรงนี้เขาจะได้ต่อยอด ปวช. ปวส. ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ถือเป็นการตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ถ้าเขาได้รับโอกาสตรงนี้ก็จะเป็นคนสำคัญที่จะไปตอบโจทย์การพัฒนาประเทศเรื่องอุตสาหกรรม ก้าวไปในยุคไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเห็นว่าควรจะขยายทุนให้กับนักเรียนที่มากขึ้นในโอกาสต่อไป ส่วนการค้นหาเด็กๆ ส่วนตัวอยู่ต่างจังหวัด พอมารับทราบข้อมูลตรงนี้ตนมองเห็นเลยว่าลูกศิษย์คนไหนที่จะได้รับโอกาสตรงนี้ มีอยู่ในใจแล้ว  กลับไปก็จะเอาแบบฟอร์มที่ได้รับไปสำรวจคาดว่าน่าจะได้กลุ่มเด็กกลุ่มนี้ไม่ยาก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรณ พิณรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีพระเจ้าเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า การเปิดโอกาสให้กับนักศึกษาสายอาชีพได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากและจะทำให้ประเทศเกิดความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาขึ้นได้ โครงการทุนพัฒนาเต็มศักยภาพสายอาชีพ เป็นโครงการที่ดีสำหรับการเปิดโอกาสให้กับนักศึกษาสายวิชาชีพ เพราะจากการสำรวจข้อมูลพบว่ามีนักศึกษาสายอาชีพค่อนข้างขาดแคลนจำนวนมาก  การที่โครงการนี้ให้โอกาสนักศึกษาได้เรียนต่อในสายอาชีพที่สำคัญและสูงขึ้นจะช่วยพัฒนาประเทศ อีกทั้งตัวนักศึกษาที่ได้รับทุนจะได้นำความรู้มาพัฒนาประเทศ ที่สำคัญยังเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ให้น้องๆที่กำลังศึกษาอยู่ในสายอาชีวะได้เห็นว่ามีโครงการลักษณะนี้และพร้อมเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนสูงขึ้น

“ไม่ได้คิดว่าตัวเองขาดแคลนทุนทรัพย์แล้วจะเป็นลิมิตทางด้านการพัฒนาการศึกษาตัวเอง เด็กจะได้มีโอกาสไปถึงระดับการศึกษาสูงๆ ถ้าพยายามมุ่งมั่นตั้งใจ ถือว่าโครงการนี้พลิกชีวิตตัวเด็กและยังได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ดีขึ้น เพราะเด็กเหล่านี้อาจเป็นตัวผลักดันพัฒนาความก้าวหน้าในสังคมโลกได้เช่นกัน จึงอยากให้สถาบันการศึกษาต่างๆเข้าร่วมโครงการนี้ เพราะสถาบันการศึกษาเป็นหนึ่งในตัวกลางส่งต่อโอกาสให้กับนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้ เพราะกสศ.จะอยู่ตรงกลางก็ไม่รู้ว่ามีนักศึกษาคนใดขาดแคลน แต่ว่าสถาบันต่างๆจะทราบและเป็นตัวกลางเชื่อมส่งโอกาสถึงนักศึกษา” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรณ กล่าว

มิชลินหนุนGen Z สร้างเมืองอัจฉริยะในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/401733?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

มิชลินหนุนGen Z สร้างเมืองอัจฉริยะในอนาคต

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 – 12:55 น.
สิทธิชัย จันทร์คลาย,ศิลปะ
เปิดอ่าน 27 ครั้ง

มิชลินหนุนGen Z สร้างเมืองอัจฉริยะในอนาคต โดย…  -คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

“ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สอดแทรกการรณรงค์เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนให้แก่เยาวชนไทย ให้สะท้อนแนวคิดการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ในมุมมองของเยาวชนคนรุ่นใหม่อายุ 7-15 ปี…” คือหัวใจหลักของ โครงการ “ศิลปะเด็กมิชลิน ปีที่ 22” (Michelin Drawing Contest) ประจำปี 2562 หัวข้อ “เมืองอัจฉริยะในความคิดของหนู” วาดภาพสดด้วย สีไม้ สีเทียน หรือสีน้ำ

จัดโดยศูนย์ศิลป์สิรินธรบริษัท สยามมิชลิน จำกัด มีเยาวชนสนใจเข้าร่วมประกวดกว่า 500 คน จากทั่วทุกภูมิภาค แบ่งออกเป็นระดับประถมศึกษาปีที่ 1-3 ประถมศึกษาปีที่ 4-6 และมัธยมศึกษาปีที่ 1-3  โดยผู้ที่ชนะการประกวดจะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษารวมกว่า 130,000 บาท

ผลปรากฏว่า รางวัลยอดเยี่ยม รุ่นป.1-3 เป็นของ “ด.ญ.ชลณัฐ นามจันดี” ส่วนระดับ ป.4-6 คือ “ด.ญ.ชลธิชา ปิตตาทะสา” ทั้ง 2 คนมาจาก ร.ร.บ้านไทยสามัคคี สพป.สระแก้ว เขต 2 ภาพวาดของทั้ง คู่สื่อให้เห็นถึงความหมายของการเป็นเมืองอัจฉริยะได้อย่างสวยงาม ทั้งในแง่ทักษะวิชาการอย่างลงตัวและนิยามของความเป็นเมืองอัจฉริยะในอนาคต

“สิทธิชัย จันทร์คลาย” ครูสอนศิลปะ ร.ร.บ้านไทยสามัคคี และครูที่ปรึกษา เปิดเผยว่า นักเรียนทั้ง 2 คนมีแววทางด้านศิลปะอยู่แล้ว ผ่านเวทีการแข่งขันมาหลากหลาย การวาดภาพสดหัวข้อ “เมืองอัจฉริยะในความคิดของหนู” ครั้งนี้ ครูที่ปรึกษาทำหน้าที่แค่เพียงให้คำแนะนำกรอบความคิดที่ควรจะเป็นในลักษณะการตั้งคำถามว่า เมืองอัจฉริยะควรจะเป็นอย่างไร และใหันักเรียนดูโจทย์และโปสเตอร์ของโครงการที่จัดประกวด จากนั้นนักเรียนก็ออกแบบเมืองอัจฉริยะตามความคิดของนักเรียนเองและลงมือวาดภาพออกมาตามความคิดความฝันของพวกเขา

อย่างไรก็ตามทักษะทางวิชาการด้านศิลปะของเด็กไทยไม่แพ้ชาติใดๆ  แต่ที่ครูต้องส่งเสริมและสนับสนุนเพิ่มเติมคือทางด้านความคิดสร้างสรรค์ให้แก่พวกเขาให้มากที่สุด ทุกวันที่เลิกเรียนจะสอนศิลปะให้นักเรียนที่สนใจฟรีวันละ 1-2 ชม. ซึ่ง ร.ร.บ้านไทยสามัคคี มีนักเรียน ป.1-ป.6  ทั้งหมด 110 คน  สนใจด้านศิลปะ 30-40 คน ปัจจุบัน ครูสิทธิชัย ตั้งชื่อทีมของนักเรียนที่ชอบด้านศิลปะเวลาไปแข่งขันตามเวทีต่างๆว่า ทีมศิลปะเด็กชายแดน

“การเรียนศิลปะจะช่วยให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์  มีศิลปะในการใช้ชีวิตประจำวัน ส่วนการแข่งขันและรางวัลคือผลพลอยได้ที่เกิดจากความชอบในการเรียน ซึ่งสิ่งที่ครูต้องการคือการส่งเสริมให้พวกเขาเรียนอย่างมีความสุข สนุกกับการใช้ชีวิิตอย่างสุนทรีย์ก็พอแล้ว ส่วนว่าใครจะพัฒนาไปได้เรียนต่อด้านศิลปะ หรือเป็นศิลปินนั้น ก็เป็นความชอบ หรือความเป็นอัจฉริยะของเด็กแต่ละคน”

ดร.สังคม ทองมี ประธานผู้ก่อตั้งศูนย์ศิลป์สิรินธร กล่าวว่า เด็กไทยมีทักษะทางวิชาการที่ดี บางคนมีทักษะระดับชาติ แต่ที่ต้องเพิ่มเติมคือด้านความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งในการเรียนการสอนในห้องเรียนไม่ควรจะแบ่งว่าเป็นสายวิทย์ สายศิลป์ เพราะในความเป็นจริงต้องเรียนทั้งสองด้าน เพื่อให้สมองทั้งสองซีกมีความสมดุล และในการใช้ชีิวิตต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ให้ลงตัวถึงจะประสบผลสำเร็จและมีความสุขในการใช้ชีวิตได้

“ความคิดสร้างสรรค์ คือสิ่งที่สังคมโลกต้องการ ซึ่งการเรียนการสอน การบ่มเพาะและการปลูกฝัง ทั้งจากบ้านและโรงเรียนต้องมองศิลปะให้มีคุณค่าในตัวของเอง เพื่อส่งเสริมให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ศาสตร์นี้ ที่มีความจำเป็นในโลกยุคดิจิทัลนี้ ทุกหน่วยงานทุกภาคส่วนควรจะให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ศิลปะ ส่งเสริมอย่างถูกต้อง อย่างมีคุณค่า ให้เยาวชนของไทยได้สร้างสรรค์งานที่มีคุณค่าให้แก่สังคมไทยและโลกได้ในอนาคต”

โครงการศิลปะเด็กมิชลิน หรือ Michelin Drawing Contest นี้เป็นอีกหนึ่งเวทีที่เปิดโอกาสให้แก่เยาวชนจากทั่วทุกภูมิภาค ได้มารวมตัวกัน เพื่อนำเสนอทักษะความสามารถและเทคนิคในงานศิลปะ เพื่อช่วยต่อยอดศักยภาพของเยาวชนไทยไปสู่เส้นทางศิลปินในระดับภูมิภาค ระดับประเทศ จนไปถึงระดับโลก ที่ผ่านมามีเยาวชนจากโครงการศิลปะเด็กมิชลินหลายรุ่นที่ได้ถูกคัดเลือกไปร่วมประกวดงานศิลปะระดับโลก และยังได้คว้ารางวัลมาเป็นเกียรติให้แก่ประเทศไทยจำนวนไม่น้อย

งานนี้นักเรียนหลายคนมีทักษะทางด้านศิลปะที่ดี หากได้รัับการส่งเสริมด้านความคิดสร้างสรรค์เพิ่มเติมจะทำให้สร้างผลงานออกมาได้สมบูรณ์ บางคนมีเพจเป็นของตัวเองสร้างรายได้จากการขายภาพวาดเป็นทุนการศึกษาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว  อย่างเช่น กรณีของ “ด.ช.เจษฏา นิกรสุข” นักเรียนชั้น ม.2 บ้านวังแท่น เจ้าของเพจ “ภาพวาดของเจษฎา” เจ้าของรางวัลสร้างสรรค์ชั้น ม.1-3

“เจษฎาเป็นเด็กมีทักษะด้านศิลปะที่ดีมากมาตั้งแต่ ป.5 เป็นคนที่มีวินัยในตัวเอง ฝึกฝนการวาดภาพมาอย่างสม่ำเสมอ พ่อแม่ให้การสนับสนุน และส่งงานวาดภาพเป็นประจำทุกวันหลัง 3 ทุ่มทางไลน์ให้ครูตรวจ เวลาว่างก็จะพาไปวาดภาพตามพื้นที่ต่างๆ ปกติิเขาชอบวาดภาพทิวทัศน์ ป่า เขา ดอกไม้ และศิลปะไทย เป็นเด็กมีน้ำใจ จิตอาสา ช่วยงานครูและโรงเรียนดีมาก หากได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องเชื่อว่าเขาจะสามารถพัฒนาฝีมือไปได้อีกไกล” ยนต์เทียน พาบุ ครูสอนศิลปะโรงเรียนบ้านวังแท่น กล่าว

ปัจจุบันนี้การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ในห้องเรียนแล้ว ดังนั้นครูผู้สอนต้องเป็นโค้ชแนะนำให้นักเรียนได้เรียนรู้ให้มากที่สุด ส่งเสริมด้านความคิดสร้างสรรค์เปิดโลกทัศน์ของเขา เพราะศิลปะไม่ต้องสอนด้วยภาษาพูด แค่เพียงเปิดให้ดูและทำตามก็สามารถเรียนรู้ได้ ทุกวันนี้ ครูต้องทำหน้าที่เป็นโค้ช ต้องพยายามหาองค์ความรู้ต่างๆ ในโลกออนไลน์มาสอนนักเรียน เวลาว่างก็พาไปเขียนรูปตามสถานที่ต่างๆ และสอดแทรกหลักการทักษะชีวิตให้นักเรียนเพิ่มเติม

จากการสะท้อนความคิดของเยาวชนรุ่นใหม่ผ่านภาพวาดกว่า 500 ภาพ ปรากฏว่า “เมืองอัจฉริยะในอนาคต” ส่วนใหญ่จะเป็นเมืองที่มีความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เป็นสังคมที่มีการพัฒนาการสัญจรที่ยั่งยืน มีอากาศที่ดี มีพลังงานทดแทนใช้แทนพลังงานที่สร้างภาวะโลกร้อน มีอากาศที่บริสุทธิ์ ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีความสุขท่ามกลางความเจริญของเทคโนโลยี ที่ปลอดภัยและไม่สร้างปัญหาให้แก่สิ่งแวดล้อม

ใจเพชร เทวาภัทรกุล ผู้บริหารบริษัท สยามมิชลิน จำกัด กล่าวว่า มิชลิน จะยังจัดการประกวดภาพวาดอย่างต่อเนื่องตลอดไป เพื่อผลักดันแนวคิดการสัญจรอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ การประกวดวาดภาพครั้งนี้เพื่อเฟ้นหาไอเดียการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ในความคิดของเยาวชนรุ่นใหม่ อันสะท้อนภาพการส่งเสริมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนสำหรับประชาชน รณรงค์ด้านความปลอดภัย และลดอุบัติเหตุทางการสัญจร เชื่อว่ากิจกรรมดังกล่าว จะช่วยปลูกจิตสำนึกเยาวชนให้เข้าใจการเป็นผู้ใช้รถใช้ถนนที่ดีอย่างยั่งยืน สะท้อนความต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ที่ผู้ใหญ่ควรให้ความสำคัญ อันเป็นปัจจัยหนึ่งสู่การพัฒนาเป็นสังคมสัญจรที่ยั่งยืน

เชสเตอร์ ปันรัก ปันน้ำใจ สร้างสุข รอยยิ้มให้น้องบ้านราชาวดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/401630?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

เชสเตอร์ ปันรัก ปันน้ำใจ สร้างสุข รอยยิ้มให้น้องบ้านราชาวดี

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 – 19:18 น.
เชสเตอร์ฟู้ดส์,เชสเตอร์,ปันรัก,ปันน้ำใจ,สร้างสุขและรอยยิ้ม,บ้านราชาวดี
เปิดอ่าน 49 ครั้ง

เชสเตอร์ จัดกิจกรรมจิตอาสา “เชสเตอร์ ปันรัก ปันน้ำใจ” ต่อเนื่องปีที่ 7 แบ่งปันความรัก ความสุข แก่น้องๆ เด็กและเยาวชนสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านราชาวดี(หญิง)

 นางรุ่งทิพย์ พรหมชาติ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เชสเตอร์ฟู้ด จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านเชสเตอร์ แบรนด์ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดไก่ย่าง และเมนูข้าวสไตล์ไทย ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า เชสเตอร์ฟู้ด ริเริ่มจัดกิจกรรมเพื่อสังคม โครงการ “เชสเตอร์ ปันรัก ปันน้ำใจ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริหาร พนักงาน และลูกค้าเชสเตอร์ได้ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาตอบแทนคุณสังคม สำหรับวันนี้จิตอาสา ได้มาจัดกิจกรรมสันทนาการ และเลี้ยงอาหารกลางวัน ร่วมสร้างความสุขและรอยยิ้มให้น้องๆ ที่สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านราชาวดี (หญิง) จ.นนทบุรี พร้อมทั้งมอบเงินจากการตั้งกล่องรับบริจาคที่ร้านเชสเตอร์ 200 สาขาทั่วประเทศ รวม 100,000 บาท เพื่อให้สถานคุ้มครองฯ นำไปใช้ประโยชน์แก่น้องๆ ต่อไป

วันนี้ ชาวเชสเตอร์จิตอาสาและลูกค้าเชสเตอร์ ผนึกกำลังจัดกิจกรรมสันทนาการ อาทิ ประดิษฐ์ของชำร่วย ร้องเพลง และจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน เพื่อร่วมสร้างกำลังใจและรอยยิ้มให้แก่น้องๆ และเป็นการปลูกฝังความมีจิตสาธารณะให้กับเพื่อนพนักงานเชสเตอร์อีกด้วย” นางรุ่งทิพย์ กล่าว

นางสาวธนิยา รตนะมโน หัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไปสถานคุ้มครองฯ ผู้ปกครองสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านราชาวดี (หญิง) จ.นนทบุรี กล่าวว่า สถานคุ้มครองฯ ขณะนี้ให้การอุปการะเลี้ยงดูเด็กและเยาวชนหญิงพิการทางสมองและปัญญาอายุระหว่าง 7-18 ปีทั่วประเทศ จำนวน 450 คน

“กิจกรรมจิตอาสาของ เชสเตอร์ฟู้ด มีความสำคัญต่อเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางของสังคม เพราะการให้ความรัก ความอบอุ่นจะช่วยให้เด็กได้ตระหนักถึงคุณค่าของตนเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป” นางอมรศรี กล่าว

เชสเตอร์ฟู้ดส์ ดำเนินโครงการ “เชสเตอร์ ปันรัก ปันน้ำใจ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยจัดขึ้นอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เน้นการจัดกิจกรรมจิตอาสาให้กับมูลนิธิและองค์กรสาธารณประโยชน์ที่ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม มียอดเงินบริจาครวมทั้งสิ้นกว่า 1,500,000 บาท เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งในระยะยาว.

มทร.สุวรรณภูมิดึงสภาอุตฯ-กพร.ร่วมผลิตบัณฑิต “เก่งคน เก่งงาน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/401599?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

มทร.สุวรรณภูมิดึงสภาอุตฯ-กพร.ร่วมผลิตบัณฑิต “เก่งคน เก่งงาน”

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 – 16:40 น.
มทรสุวรรณภูมิ,สภาอุตฯ,นายธีรพล  ขุนเมือง
เปิดอ่าน 53 ครั้ง

มทร.สุวรรณภูมิ จับมือ สภาอุตสาหกรรม และ กพร. ร่วมผลิตบัณฑิตให้เป็น “เก่งคน เก่งงาน”

 วันที่ 28 พ.ย.2562 – นายธีรพล  ขุนเมือง อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับนโยบายสหกิจศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทร.สุวรรณภูมิ) เปิดเผยว่า จากข้อมูลต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จะพบว่าแนวโน้มผู้จบปริญญาตรี จะมีโอกาสว่างงานสูงกว่าผู้จบการศึกษาในระดับอื่น

 อ่านข่าว :มทร.สุวรรณภูมิ-กพร. ปั้นบัณฑิตพันธุ์ใหม่แก้ว่างงาน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการพูดถึงการเข้ามาของเอไอ จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์นั้น  แต่ในความเป็นจริงมนุษย์ก็ยังมีความต้องการที่ซับซ้อน การปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และมนุษย์ยังเป็นความต้องการตามบริบทของไทย แม้แต่อุตสาหกรรมที่โดนดิสรัปชั่นในอันดับต้นอย่างธนาคาร บุคลากรก็ยังมีความจำเป็น

                                                 นายธีรพล  ขุนเมือง

ดังนั้น  สิ่งสำคัญของคนทำงานในยุคปัจจุบันต้องมีการเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติอย่างจริงจัง เพราะอย่างไรก็ตามมนุษย์ยังเป็นแรงงานพื้นฐานที่เหนือกว่าเอไอ ดังนั้น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทร.ส.) จึงให้ความสำคัญกับการฝึกปฏิบัติสหกิจในสถานประกอบกิจการอย่างจริงจัง เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสังคมจริง ๆ ในการทำงาน หรือที่เรียกว่าความรู้ทางด้าน Soft Skill

นอกเหนือจากความรู้ด้านเทคนิค (Hard Skill) ตามสาขาวิชาที่ มทร.สุวรรณภูมิ เปิดสอนอย่างเข้มข้นแล้ว จึงได้มีการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านการพัฒนาฝีมือแรงงานภายใต้โครงการสหกิจศึกษาขึ้น ระหว่าง มทร.ส./สภาอุตสาหกรรมจังหวัด และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.)กระทรวงแรงงาน โดยมีการลงนามความร่วมมือไปแล้ว 2 จังหวัด คือ จังหวัดนนทบุรี และสุพรรณบุรี และจะร่วมมือกันต่อไปในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี

นายธีรพล  กล่าวต่อไปว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อให้โอกาสนักศึกษาได้ไปฝึกปฏิบัติ ในสถานประกอบกิจการตามสาขาวิชาที่เรียน โดยมีสภาอุตสาหกรรมสนับสนุน ประสานสถานประกอบกิจการต่าง ๆ โดยมีการแจ้งให้ทราบถึงสาขาวิชาต่างๆของแต่ละคณะให้รับทราบด้วย พร้อมกับจัดให้มีการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ หรือฝึกทักษะเพิ่มเติมแก่นักศึกษาตามสาขาวิชาที่ได้เปิดสอน เพื่อให้นักศึกษาเมื่อจบแล้วจะมีความรู้ สามารถปฏิบัติงานได้ทันทีอย่างมีคุณภาพ เป็นบัณฑิตที่ “เก่งงาน และเก่งคน”

ประธานคณะกรรมการกำกับนโยบายสหกิจศึกษา มทร.สุวรรณภูมิ  กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้บัณฑิตมีทักษะทำงานร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทุกคณะของมทร.ส.เปิดให้มีการฝึกปฏิบัติเป็นระยะเวลา 4 เดือน ประกอบด้วย

“คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ และคณะศิลปะศาสตร์ จึงมั่นใจว่าบัณฑิตของ มทร.ส. เมื่อจบการศึกษาจะ มีงานทำอย่างมั่นคง ไม่ว่าจะประกอบอาชีพอิสระ หรือทำงานในสถานประกอบกิจการต่างๆ” ประธานคณะกรรมการกำกับนโยบายสหกิจศึกษา  กล่าวในที่สุด

ฝึกอาชีพเด็กยากจนสู่ช่างฝีมือเพิ่มโอกาสมีงานทำ แก้แรงงานขาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/401528?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ฝึกอาชีพเด็กยากจนสู่ช่างฝีมือเพิ่มโอกาสมีงานทำ แก้แรงงานขาด

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 – 13:32 น.
ฝึกอาชีพ,เด็กยากจน,ช่างฝีมือ
เปิดอ่าน 248 ครั้ง

ฝึกอาชีพเด็กยากจนสู่ช่างฝีมือเพิ่มโอกาสมีงานทำ แก้แรงงานขาด โดย… ทีมคุณภาพชีวิต  qualitylife4444@gmail.com –

ปัจจุบันมีนักเรียนจำนวนมากที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) เนื่องจากสถานะครอบครัวยากจน ซึ่งนักเรียนเหล่านี้ได้เข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะแรงงานไร้ฝีมือ หางานทำยากและได้รับค่าจ้างค่อนข้างน้อย ไม่เพียงพอในการดูแลตนเองและครอบครัว จากข้อมูลกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่าในแต่ละปีมีจำนวนนักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบชั้น ม.3 เฉลี่ยปีละ 80,000-100,000 คน โดยในปี 2561 มีจำนวนถึง 147,644 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่ต้องร่วมกันช่วยเหลือนักเรียนเหล่านี้ ให้ได้รับโอกาสที่ดีในการทำงาน

อ่านข่าว…  เรียนจบตกงานปัญหาระดับชาติ

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมการจัดหางาน ในการขับเคลื่อน “โครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนครอบครัวยากจนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ” เพื่อเพิ่มทักษะด้านอาชีพให้แก่นักเรียนที่ยากจน เปลี่ยนเป็นแรงงานฝีมือ เพิ่มโอกาสในการมีงานทำ สร้างรายได้ในการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในบางสาขาอาชีพ และเป็นไปตามนโยบาย Workforce transformation ของ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน ที่มุ่งปฏิรูปกำลังแรงงาน รองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี นวัตกรรม เศรษฐกิจ และสังคมในอนาคต

นายธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกพร. กล่าวว่า ปัจจุบันสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน (สพร.) และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน (สนพ.) หน่วยงานในสังกัดกพร. ได้จัดประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการร่วมกัน โดยมีขั้นตอนในการดำเนินงานได้แก่ ให้สำรวจนักเรียนกลุ่มเป้าหมายที่แจ้งความประสงค์ที่จะไม่ศึกษาต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ นำนักเรียนที่ไม่ประสงค์เข้าศึกษาต่อไปศึกษาดูงานการฝึกอาชีพที่ สพร.และสนพ. ภายในจังหวัด เพื่อแนะแนวอาชีพ และกระตุ้นให้เกิดความสนใจในอาชีพและเห็นถึงความต้องการของตนเอง

ธวัช เบญจาทิกุล

เมื่อนักเรียนกลุ่มดังกล่าวสามารถตัดสินใจเลือกสาขาอาชีพที่ต้องการฝึกแล้ว สพร.หรือสนพ. จะดำเนินการฝึกอบรมอาชีพ หลังจากจบการฝึกแล้ว จะประสานกรมการจัดหางานจัดหานายจ้างและสถานประกอบกิจการที่มีความต้องการรับนักเรียนที่ผ่านการฝึกอบรมเข้าทำงาน การันตีฝึกจบมีงานทำแน่นอน โดยในช่วงการฝึกอบรม กพร. มีบริการห้องพัก “ฟรี” ให้แก่นักเรียนที่เดินทางไป-กลับไม่สะดวกอีกด้วย

“สาขาอาชีพที่จัดฝึกอบรม เช่น ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์และรถยนต์ ช่างเชื่อม อาร์กโลหะด้วยมือ ช่างกลึง ช่างประกอบโครงอะลูมิเนียม ช่างตัดเย็บเสื้อผ้า เป็นต้น เพื่อให้นักเรียนได้เลือกอาชีพที่สนใจ อีกทั้งเป็นสาขาอาชีพที่ตลาดแรงงานมีความต้องการ และสามารถประกอบอาชีพอิสระได้ เป็นหลักสูตรเตรียมเข้าทำงานใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรม 2-6 เดือน จะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ จบแล้วมีงานทำแน่นอน จึงเป็นการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานได้อย่างตรงจุด”

นายสิทธิชัย ดั่งดวงหฤทัย (เตี๊ย) อายุ 16 ปี จบชั้น ม.3 จากโรงเรียนบ้านแม่จ๊าง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เล่าว่า ครอบครัวมีฐานะยากจน และต้องช่วยเหลือพ่อแม่ที่ทำอาชีพสวนไร่นา หลังจากจบ ม.3 จึงตัดสินใจไม่ศึกษาต่อ และเข้าฝึกอบรมหลักสูตรเตรียมเข้าทำงานเป็นเวลา 4 เดือนกับสนพ.แม่ฮ่องสอน สาขาช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ และเข้าฝึกงานที่อู่ช่างพนธ์ดอนชัย 2 เดือน หลังจากจบการฝึกแล้วทางอู่ได้รับเข้าทำงาน มีรายได้เฉลี่ยวันละ 300-400 ต่อวัน เป็นรายได้ที่พอจะเลี้ยงตัวเองและแบ่งเบาภาระครอบครัวได้ สำหรับเพื่อนที่ไม่ได้ศึกษาต่อ อยากเชิญชวนเข้ารับกับฝึกอบรม สร้างอาชีพ สร้างโอกาสในอนาคตที่ดีได้

ปัจจุบันกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ยังได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมในสาขาการจัดการด้านอาหารและโภชนาการบนเรือ (Food and Catering) เพราะยังขาดแคลน และตลาดแรงงานมีความต้องการเป็นอย่างมาก เป็นการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานในกิจการทางทะเล ค.ศ.2006 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) และพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ที่กำหนดให้คนครัวบนเรือ ต้องผ่านการฝึกอบรมจากหน่วยงานที่ได้รับการรับรองอย่างเช่น กพร. และสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงแรงงานด้านการยกระดับทักษะฝีมือแรงงาน เพิ่มขีดความสามารถของแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ

ทั้งนี้แนวโน้มความต้องแรงงานบนเรือในปี 2020 มีความต้องการกว่า 75,000 อัตรา และในปี 2025 จะมีความต้องการ 125,000 อัตรา ถึงแม้ว่าจะมีสถาบันการศึกษาด้านพาณิชย์นาวี ผลิตนักศึกษาในด้านนี้ปีละกว่าแสนคน ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากส่วนหนึ่งไปประกอบอาชีพอื่น ตำแหน่งคนครัวบนเรือ เป็นตำแหน่งที่มีรายได้ค่อนข้างสูง คนครัวบนเรือขนส่งระหว่างประเทศ จะมีรายได้เดือนละ 30,000-50,000 บาท ทักษะฝีมือของแรงงานไทยด้านอาหารไม่น่าเป็นห่วง แต่ที่ต้องปรับตัวคือเรื่องของภาษา

นายอัครเดช มณฑา หรือจี้ จบ ม.6 ทำงานอยู่ในเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศกว่า 5 ปีในตำแหน่ง พนักงานทั่วไป เงินเดือนประมาณ 30,000 บาท เข้ามาอบรมเพราะต้องการเลื่อนตำแหน่งเป็นคนครัวบนเรือ ซึ่งต้องผ่านการอบรมสาขาการจัดการด้านอาหารและโภชนาการบนเรือก่อนจึงจะสามารถทำงานในตำแหน่งดังกล่าวได้และหากได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นคนครัวบนเรือ จะมีรายได้ที่สูงขึ้นปัจจุบัน มีเงินส่งให้แก่ทางบ้าน มีเงินชำระหนี้ มีเงินสร้างบ้านและมีเงินเก็บได้

สภานโยบาย ผ่านฉลุย แซนด์บ็อกซ์ ลดเสียโอกาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/401394?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

สภานโยบาย ผ่านฉลุย แซนด์บ็อกซ์ ลดเสียโอกาส

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – 18:10 น.
สภานโยบาย,ผ่านฉลุย,มาตรการแซนด์บ็อกซ์,สร้างความมั่นใจ,สมคิด,ผู้ประกอบการ
เปิดอ่าน 103 ครั้ง

สภานโยบาย ผ่านฉลุยมาตรการ “แซนด์บ็อกซ์” ลดการเสียโอกาสของประเทศ สร้างความมั่นใจผู้ประกอบการในการสร้างนวัตกรรม “สมคิด” จี้ ปลดล็อคกฎระเบียบ พัฒนานวัตกรรมด้านใหม่

ที่ประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ นำโดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ประชุม พร้อมด้วย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกรรมการสภานโยบายฯ ได้พิจารณาเห็นชอบหลักการและแนวทางการส่งเสริมนวัตกรรมด้านใหม่ (Innovation Sandbox) เพื่อสร้างโอกาสจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีให้กับประเทศ

นายสมคิด กล่าวว่า มาตรการแซนด์บ็อกซ์ เป็นเรื่องที่ดีและเชื่อว่าไม่มีใครไม่เห็นด้วย แต่ประเด็นคือการเรียนรู้และพัฒนานวัตกรรมจะต้องเร่งเครื่องให้เร็ว อว. ต้องเป็นแกนหลักในการปลดล็อค เช่น การนำเทคโนโลยีโดรนมาใช้ประโยชน์ ซึ่งสามารถช่วยหลือเกษตรกรได้มาก แต่ก็ยังติดขัดข้อกฎหมายบางอย่าง ขณะที่สิงคโปร์บรรจุหลักสูตรโดรนในการเรียนการสอนแล้ว พร้อมทั้งย้ำว่า การตั้งคณะกรรมการ Sandboxเพื่อมาดูแลหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ควรตั้งคนที่เข้าใจเทคโนโลยีอย่างแท้จริง การขับเคลื่อนจะได้เกิดขึ้นเร็วและแก้ปัญหาได้ตรงจุด

“อว. ในฐานะเป็นกระทรวงใหม่ ต้องเร่งสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา กฎ ระเบียบบางอย่างที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนา ก็ควรจะปลดล็อคเพื่อจูงใจให้คนอื่นนำเงินมาลงทุน โดยมีมาตรการควบคุมอย่างโปรงใส แต่ไม่รัดตัวจนเกินไป เรื่องนี้ต้องหารือและถกกันอย่างหนัก ผมเองถ้าไม่ได้ทำงานในรัฐบาล ก็จะกลับไปสอนหนังสือและผมก็อยากเห็นมหาวิทยาลัยเป็นแหล่งพัฒนานวัตกรรมได้มากกว่านี้” รองนายกฯ กล่าว

ด้าน นายสุวิทย์ กล่าวว่า การขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมได้นั้น จำเป็นต้องมีระบบนิเวศ (Eco System) ที่เหมาะสม โดยแซนด์บ็อกซ์เป็นเครื่องมือหนึ่งที่กระทรวงดำเนินการผลักดันร่วมกับการผลักดันบัญชีนวัตกรรม การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การนำงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ และเรื่อง National Quality Infrastructure (NQI) ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวข้างต้นเป็นภาพรวมการดำเนินงานของกระทรวงเพื่อไปสู่เป้าหมาย Ease of doing Innovation business

นายกิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เปิดเผยในฐานะฝ่ายวิชาการและเลขานุการสภานโยบาย ว่า สอวช. ได้จัดทำหลักการการส่งเสริมนวัตกรรมด้านใหม่ หรือ Innovation Sandbox เสนอที่ประชุมสภานโยบายซึ่งสอดคล้องตาม พ.ร.บ.สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 14 ที่กำหนดให้สามารถจัดตั้งแซนด์บ็อกซ์เพื่อส่งเสริมการวิจัยและส่งเสริมนวัตกรรมด้านใหม่และพัฒนากำลังคนระดับสูงเฉพาะทาง โดยให้ได้รับการส่งเสริมและสิทธิประโยชน์ หรือการยกเว้นมิให้นำบทบัญญัติของกฎหมายหรือกฎข้อบังคับใดมาใช้บังคับให้ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการยกเว้นการใช้บังคับดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ สอวช. ได้เสนอหลักการสำคัญ กระบวนการดำเนินงาน ตลอดจนแนวทางการให้สิทธิประโยชน์และการปลดล็อคกฎหมายในโครงการแซนด์บ็อกซ์ เพื่อให้ที่ประชุมสภานโยบายพิจารณา ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบหลักการและแนวทางส่งเสริมแล้ว

การดำเนินการวิจัยและส่งเสริมนวัตกรรมด้านใหม่ที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ เป็นการผสานแนวคิดระหว่างการวิจัย นวัตกรรมและรูปแบบธุรกิจ ที่ไม่เคยมีมาก่อนหรือเป็นเรื่องใหม่ มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและต้องการการส่งเสริมเป็นพิเศษ แต่ยังติดอุปสรรคทางด้านกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือไม่มีกฎหมายรองรับการดำเนินการ Innovation Sandbox จึงเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว เพื่อให้เกิดการวิจัยและนวัตกรรมด้านใหม่ที่ได้รับการส่งเสริมและสิทธิประโยชน์ รวมถึงได้รับการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นอุปสรรค แต่ต้องดำเนินการแบบมีการจำกัดขอบเขตชัดเจน

สำหรับหลักการการส่งเสริม Innovation Sandbox ที่เสนอต่อที่ประชุมสภานโยบาย ประกอบด้วย การเสนอให้สภานโยบายตั้งคณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่อง (คณะกรรมการ Sandbox) เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การจัดตั้งและส่งเสริม Innovation Sandbox โดยผู้ประกอบการ/หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน สามารถทำเรื่องขอให้มีการจัดตั้ง Innovation Sandbox ผ่านการเสนอแผนการจัดตั้ง Sandbox ต่อคณะกรรมการ โดยอย่างน้อยมีรายละเอียดเรื่องเป้าหมายพิสูจน์นวัตกรรม ขอบเขตและ Feature ของเทคโนโลยีและนวัตกรรม ระยะเวลา การวิเคราะห์ผลกระทบ กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องที่ต้องการปลดล็อค ตลอดจนเสนอให้หน่วยงานรับผิดชอบหลักพิจารณาการให้สิทธิประโยชน์พิเศษเพื่อสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ประกอบการ รวมถึงปลดล็อคกฎหมาย กฎ ระเบียบที่เป็นอุปสรรค นอกจากนี้ ในส่วนการประเมินผลการดำเนินการ Sandbox ได้เสนอให้คณะกรรมการทำการประเมินผลการดำเนินการ Sandbox หากประสบความสำเร็จ ให้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขยายผลในวงกว้าง แต่หากการดำเนินงานไม่ประสบความสำเร็จ ให้ยุติการดำเนินงานและรายงานผลต่อสภานโยบาย

นอกจากนี้ สอวช. ยังได้เสนอประเด็นสำคัญเพื่อเป็นแนวทางในการควบคุมความเสี่ยงในการดำเนินงาน Sandbox 5 ประเด็น ประกอบด้วย 1.มีคณะกรรมการ Sandbox พิจารณาความปลอดภัย ความยุติธรรม จริยธรรมและสิทธิส่วนบุคคล 2.มีการดำเนินงานเป็นขั้นตอน และขยยการดำเนินงานทีละขั้นก่อนนำไปใช้ในวงกว้าง 3.จัดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องในแต่ละขั้นตอน 4.ให้มีการประกันภัยของผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อรับผิดชอบกรณีเกิดความเสียหาย และ 5.เมื่อมีการประเมินความคุ้มค่าและผลกระทบต่อประชาชน หากสำเร็จให้มีการประกาศขยายขอบเขตการดำเนินงานในวงกว้าง แต่หากไม่สำเร็จให้ยุติโครงการและให้มีการชำระบัญชี ซึ่งที่ประชุมสภานโยบายเห็นชอบในหลักการทั้งหมด และได้มอบหมาย สอวช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ จัดทำระเบียบที่เกี่ยวข้องและจัดตั้งคณะกรรมการ Sandbox เพื่อดำเนินการตามมาตรา 14 และเสนอสภานโยบายต่อไป.

กทม.ชวนเยาวชนร่วมโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนกับเมืองพี่เมืองน้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/401384?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

กทม.ชวนเยาวชนร่วมโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนกับเมืองพี่เมืองน้อง

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – 17:27 น.
เยาวชน,เข้าร่วมโครงการ,แลกเปลี่ยนเยาวชน,เมืองพี่เมืองน้อง
เปิดอ่าน 71 ครั้ง

กทม.ชวนเยาวชนเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนกับเมืองพี่เมืองน้องของกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2563

 นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานคร โดย สำนักงานการต่างประเทศ กำหนดจัดโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนกับเมืองต่างๆ ในกลุ่มเมืองพี่เมืองน้องของกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2563 ซึ่งเป็นไปตามความร่วมมือในกรอบความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง ด้านการส่งเสริมเยาวชนกับเมืองพี่เมืองน้องและเมืองที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกรุงเทพมหานคร โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนทั่วไปที่มีความสามารถและสนใจที่จะเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ๆ กับเยาวชนจากประเทศต่างๆ สมัครเข้าร่วมโครงการฯ

ทั้งนี้เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมที่ดีของไทย รวมถึงภาพลักษณ์ที่ดีของกรุงเทพมหานครด้านการส่งเสริมศักยภาพของเยาวชนไปสู่สาธารณะและประชาคมโลก ซึ่งเมืองที่จะดำเนินกิจกรรมแลกเปลี่ยนเยาวชนโครงการความร่วมมือเมืองพี่ เมืองน้องระหว่างกรุงเทพมหานครกับเมืองต่างๆ ได้แก่ กรุงโซล เมืองแตกู สาธารณรัฐเกาหลี จังหวัดฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น กรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ เมืองต้าเหลียน สาธารณรัฐประชาชนจีน กรุงอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย

สำหรับเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการควรเป็นผู้ที่มีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ คือ เป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รวมทั้งควรมีความสามารถในการใช้ภาษาต่างประเทศด้วย

จึงขอเชิญเยาวชนทั่วไปและเยาวชนนักแสดง ที่มีสัญชาติไทย มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร (โดยมีที่อยู่ตามทะเบียนบ้านในเขตกรุงเทพมหานครเท่านั้น) มีมนุษยสัมพันธ์ดี บุคลิกภาพดี สุขภาพแข็งแรง และมีความสามารถในการใช้ภาษาต่างประเทศตามคุณสมบัติกำหนด สมัครเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนกับเมืองต่างๆ ได้ตั้งแต่บัดนี้ – เดือนมกราคม 2563 โดยตรวจสอบคุณสมบัติและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ของสำนักงานการต่างประเทศ สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร ที่ www.bangkok.go.th/iad หรือ Facebook ของสำนักงานการต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร (International Affairs Office) https://www.facebook.com/bangkokiad/ อีเมล์ bangkokyouthexchange@gmail.com หรือเว็บไซต์ http://iad.bangkok.go.th/node/4717