รร.อนุบาลนานาชาติฮัมมิ่งเบิร์ด ชูหลักสูตร EYFS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/401318?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

รร.อนุบาลนานาชาติฮัมมิ่งเบิร์ด ชูหลักสูตร EYFS

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – 14:55 น.
ฮัมมิ่งเบิร์ด,รรอนุบาลนานาชาติ,ชูหลักสูตร EYFS,เมืองผู้ดี,พัฒนาศักยภาพเด็กเล็ก
เปิดอ่าน 174 ครั้ง

รร.อนุบาลนานาชาติฮัมมิ่งเบิร์ด ชูหลักสูตร EYFS เมืองผู้ดี พัฒนาศักยภาพเด็กเล็ก

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2562 น.ส.อารยา ทองใบ ผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลนานาชาติฮัมมิ่งเบิร์ด (Hummingbird International Kindergarten (HBIS) ) เปิดเผยว่า โรงเรียนอนุบาลนานาชาติฮัมมิ่งเบิร์ด เน้นการจัดการเรียนการสอนที่มีเด็กเป็นจุดศูนย์กลางและเน้นการพัฒนาศักยภาพของเด็กเล็กอย่างเต็มที่ผ่านกิจกรรมและการพัฒนาสมองส่วน Executive Functions หรือ EF เป็นการฝึกทักษะสมอง โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้คำนิยามไว้ว่า “EF คือ ความสามารถระดับสูงของสมองที่ใช้ในการควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย” โดยสมองส่วน EF นี้จะพัฒนาได้มากที่สุดในช่วงตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 7 ปี

น.ส.อารยา กล่าวต่อไปว่า โรงเรียนได้เลือกสรรหลักสูตรและรูปแบบการเรียนการสอนที่จะช่วยพัฒนาตัวตนและศักยภาพของเด็กได้อย่างเต็มที่บนพื้นฐานของอารมณ์ที่มั่นคง ด้วยหลักสูตร Early Years Foundation Stage (EYFS) จากประเทศอังกฤษควบคู่กับการพัฒนาทักษะสมองส่วน EF อีกทั้งจากงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศพบว่าการพัฒนาและการทำงานของสมองส่วน EF มีผลต่อความสำเร็จในชีวิตทั้งการงาน การเรียนและการใช้ชีวิต โดยมีการจัดการเรียนการสอนภายใต้แนวคิด “101s เทคนิคการสร้างวินัยเชิงบวก” (101s Positive Discipline) ซึ่งเป็นวิธีการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่สอดคล้องกับการพัฒนาสมอง เน้นการจัดประสบการณ์และสื่อสารกับเด็กเล็กที่ส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมเพื่อกระตุ้นพัฒนาการสมองด้านกระบวนการคิดและการปลูกฝังพฤติกรรมที่เหมาะสม

จากประสบการณ์การทำงานและการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพของมนุษย์อย่างลึกซึ้งทำให้พบว่า ช่วงพัฒนาการที่สำคัญที่สุดของมนุษย์คือ ช่วงปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญเปรียบเสมือนกับรากฐานของบ้าน หากฐานไม่มั่นคงแล้ว ทำอย่างไรบ้านก็ไม่มีทางแข็งแรง จึงได้ตัดสินใจเลือกใช้หลักสูตร EYFS ของประเทศอังกฤษ ที่เน้นพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนผ่านกิจกรรมการเล่นซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับเด็กวัยปฐมวัย ควบคู่ไปกับการมุ่งพัฒนาสมองส่วน EF ด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยวินัยเชิงบวก เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และมีพัฒนาการสมวัย” น.ส.อารยา กล่าว

น.ส.อารยา กล่าวว่า โรงเรียนอนุบาลนานาชาติฮัมมิ่งเบิร์ด เปิดสอนระดับชั้นเตรียมอนุบาลและอนุบาล ด้วยหลักสูตร Early Years Foundation Stage (EYFS) จากประเทศอังกฤษ สำหรับเด็กอายุ 18 เดือน ถึง 5 ปี ปีการศึกษาละ 3 เทอม Mini Hummingbird เป็น Play Group สำหรับเด็กอายุ 18 เดือนขึ้นไป ถึง 4 ปี Humming Parenting Workshop เป็นการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการโดยผู้เชี่ยวชาญ สำหรับผู้ปกครองและบุคคลทั่วไป

โรคหัวใจและหลอดเลือด ท็อป5ปัญหาสุขภาพคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/401299?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

โรคหัวใจและหลอดเลือด ท็อป5ปัญหาสุขภาพคนไทย

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 – 14:55 น.
โรคหัวใจ,หลอดเลือด
เปิดอ่าน 309 ครั้ง

โรคหัวใจและหลอดเลือด ท็อป5ปัญหาสุขภาพคนไทย โดย…  ทีมข่าวคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

โรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็น 2 ใน 5 อันดับแรกของปัญหาสุขภาพของคนไทย และเป็น 5 อันดับแรกของสาเหตุการเสียชีวิตในกลุ่มผู้เป็นโรคเรื้อรัง แม้ว่าในปัจจุบัน จะมียาใหม่ เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือดกลุ่ม NOAC ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพในการรักษา แต่ก็พบว่าผู้ป่วยยังเข้าไม่ถึงเนื่องจากมีราคาแพง และสิทธิประกันสุขภาพยังไม่ครอบคลุม

อ่านข่าว…  โรคหลอดเลือดสมอง รู้เร็ว รักษาไว ห่างไกลอัมพฤกษ์ อัมพาต

จากรายงาน Healthy Hearts, Healthy Aging ฉบับประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการการจัดทำรายงาน Healthy Hearts, Healthy Aging ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จัดทำโดย ไบเออร์ และ NUS Enterprise หน่วยงานในสังกัดมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่เพิ่มขึ้นจากโรคหัวใจและหลอดเลือดกับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของนวัตกรรมสุขภาพ และข้อเสนอแนะวิธีการรักษาเชิงป้องกันที่เหมาะสม

ในรายงานระบุว่า แนวโน้มการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยในประเทศไทย อายุที่มากขึ้นนำมาซึ่งปัญหาด้านสุขภาพ ภาวะโรคเรื้อรัง ภาวะทุพพลภาพที่เป็นผลจากการเป็นโรค รวมถึงโรคไม่ติดต่อ อาทิ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน คิดเป็นกว่า 70% ของการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศไทย มีรายงานว่ากว่า 50% ของประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคเรื้อรังอย่างน้อย 1 โรค และในปี 2558 โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 23% ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด

ทั้งนี้ “โรคหัวใจและหลอดเลือด” แสดงถึงความผิดปกติต่างๆ ของหัวใจและหลอดเลือด เช่น ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation: AF) และโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โดยที่โรคหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AF) หรืออาการที่หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นอาการที่ทำให้สมองมีความเสี่ยงจากการขาดเลือดจากการอุดตันของเส้นเลือดเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า โรคหลอดเลือดสมองจากภาวะ AF มีอาการรุนแรง สามารถทำให้ผู้ป่วยมากกว่า 50% ต้องทุพพลภาพ

        2 ใน 5 ปัญหาสุขภาพคนไทย
ริอาซ บัคซ ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจฟาร์มาซูติคอล บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด กล่าวภายในงาน Healthy Hearts Healthy Aging…หัวใจสุขภาพดี สูงวัยอย่างแข็งแรง ว่า จากข้อมูลแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติระยะ 20 ปี ด้านสาธารณสุข พบว่าโรคหลอดเลือดสมอง และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็น 2 ใน 5 อันดับแรก ของปัญหาสุขภาพของคนไทย และเป็น 5 อันดับแรกของสาเหตุการเสียชีวิตในกลุ่มผู้เป็นโรคเรื้อรัง โดยอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ (CHD) เพิ่มขึ้น 24% และอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง เพิ่มขึ้น 19.7% ในช่วงระหว่างปี 2550 ถึงปี 2560 ในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยในกรณีทุพพลภาพจากการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ ในช่วงปี 2550-2560 มีรายงานว่า ทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง เป็น 1 ใน 10 อันดับของสาเหตุการเสียชีวิตและพิการในดัชนีวัดความสูญเสียทางสุขภาพ

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในประเทศไทย พบว่า จำนวนผู้ป่วยในจากโรคหัวใจที่รุนแรง เช่นโรคหัวใจวาย มีมากกว่า 84,000 คนในปี 2560 เพิ่มขึ้น 25% จาก 67,000 คนในปี 2556 และจำนวนผู้ป่วยในจากโรคหลอดเลือดสมองที่เข้ารับการตรวจรักษา มีมากกว่า 26,000 คนในปี 2560 เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% จาก 17,000 คนในปี 2556

บัคซ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลายทศวรรษที่ผ่านมา การวิจัยทางการแพทย์ทำให้เกิดความก้าวหน้าทั้งด้านการรักษา การวินิจฉัย การผ่าตัด และยา ซึ่งผลการรักษาทำให้อุบัติการณ์การรักษาดีขึ้น เช่น การใช้ยาในกลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานที่ไม่ได้ออกฤทธิ์ต้านวิตามินเค (NOAC) ใช้รับประทานร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือด ให้ผลในเชิงบวก ในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ในคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจเต้นระริก สามารถลดอัตราการเสียชีวิต และช่วยผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

       “ระบบจ่ายร่วม”เพิ่มการเข้าถึงยา
อย่างไรก็ตาม การพัฒนายาและนวัตกรรมการรักษา ย่อมมาพร้อมกับต้นทุนด้านสาธารณสุขที่แพงขึ้น เกิดปัญหาการเข้าถึงยาใหม่ๆ ของผู้ป่วยในประเทศไทยที่ยังไม่ทั่วถึง เนื่องจากสิทธิการรักษาทั้ง 3 สิทธิ ไม่ว่าจะเป็น สิทธิประกันสังคม สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า และสิทธิข้าราชการ ครอบคลุมเพียงยาในบัญชียาหลัก และใช้ยาใหม่ได้ในบางกรณีเท่านั้น

นพ.วศิน พุทธารี หัวหน้าห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาพบผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจกว่า 4 แสนคน เสียชีวิตราว 2 หมื่นคนต่อปี หรือ 2 คนต่อ 1 ชม. ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย คนรอบข้าง และสังคม ประเด็นคือ สิ่งเหล่านี้ป้องกันได้ หากเริ่มเป็นก็ป้องกันไม่ให้เป็นมากถึงอัมพาต แต่ประเทศไทยขาดข้อมูลบิ๊กดาต้าผลการรักษาภาพรวมของประเทศ มีแต่ข้อมูลค่าใช้จ่ายเรื่องยาในแต่ละปี ควรส่งเสริมให้เกิดการเก็บข้อมูลผลการรักษาที่ผ่านมาเพื่อมาทำเป็นบิ๊กดาต้า รวมถึงการวิจัยเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และวิเคราะห์ไปถึงด้านเศรษฐศาสตร์
“การเข้าถึงยานวัตกรรมเพื่อผลการรักษาที่ดีมากขึ้นก็เป็นสิ่งสำคัญ อาจต้องใช้ “ระบบจ่ายร่วม” เพิ่มการเข้าถึง และลดภาระทางการเงินในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการนำนวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงศึกษาต้นทุนและความคุ้มค่าของการรักษาด้วยนวัตกรรมใหม่” นพ.วศิน กล่าว

   ผู้ป่วยหัวใจสั่นพลิ้วเข้าถึงยาใหม่9%
ด้าน ศ.นพ.รุ่งโรจน์ กฤตยพงษ์ อาจารย์แพทย์ศูนย์โรคหัวใจสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถิติผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วมีมากกว่า 3,000 ราย และพบว่า 70% ของผู้ป่วยเหล่านี้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง แต่มีเพียง 9% เท่านั้นที่ได้รับใบสั่งยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานกลุ่มใหม่ที่ได้กำหนดไว้ในแนวทางการรักษา การให้ความรู้แก่ผู้ป่วยในเรื่องของการเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ป่วยบางรายมีการหยุดการใช้ยา ส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพของผู้ป่วยและการรักษาของแพทย์

“การไม่รับประทานยาโรคหัวใจและหลอดเลือด มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น ควรให้ความรู้แก่ผู้ป่วยในเรื่องความสำคัญในการเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ภาครัฐและเอกชนสามารถช่วยพัฒนาการเข้าถึงนวัตกรรม โดยผลักดันเรื่องการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดให้เป็นวาระสำคัญเพื่อกำหนดพัฒนานโยบาย อนุมัติวิธีการรักษาและเทคโนโลยีใหม่เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมเหล่านี้ได้”

สภาวิชาชีพ รับรอง 2 หลักสูตรแพทย์อินเตอร์มวล.แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/400966?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

สภาวิชาชีพ รับรอง 2 หลักสูตรแพทย์อินเตอร์มวล.แล้ว

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 19:25 น.
สภาวิชาชีพฯ,่ มวลัยลักษณ์,คณะกรรมการทันตแพทยสภา,หลักสูตรนานาชาติ
เปิดอ่าน 78 ครั้ง

สภาวิชาชีพ รับรอง 2 หลักสูตรแพทย์อินเตอร์ ของม.วลัยลักษณ์ มี ทันตแพทยศาสตร์ และ แพทยศาสตร์ ทุกห้องใช้ระบบ Smart Classroom มุ่งทำวิจัยตั้งแต่เรียนป.ตรี

ศาสตราจารย์ ดร.ทพ.สิทธิชัย ขุนทองแก้ว รักษาการแทนคณบดีวิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการทันตแพทยสภาครั้งที่ 9/2562 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา

อ่านข่าว : ม.วลัยลักษณ์ มุ่งสู่ World Class University

คณะกรรมการทันตแพทยสภาได้มีมติให้ความเห็นชอบหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) และรับรองสถาบันมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งปัจจัยสำคัญในการผ่านการรับรองในครั้งนี้เป็นผลมาจากวิทยาลัยทันตแพทย์ฯ มีหลักสูตรการเรียนการสอนที่มีมาตรฐาน เป็นไปตามเกณฑ์ที่ทันตแพทยสภากำหนด

                         ศาสตราจารย์ ดร.ทพ.สิทธิชัย ขุนทองแก้ว

ส่วนปัจจัยในเรื่องความพร้อมสถานที่และอุปกรณ์สำหรับการเรียนการสอน ทางทันตแพทยสภาได้มีการเดินทางเข้ามาตรวจประเมินมหาวิทยาลัยและผ่านการประเมินแล้ว โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 1-2 จะเรียนที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

ส่วนชั้นปีที่ 3-6 จะเรียนที่กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ในเรื่องสัดส่วนของคณาจารย์ต่อจำนวนนักศึกษาที่ทันตแพทยสภากำหนดให้ต้องมีอาจารย์ 1 คน ต่อนักศึกษา 6 คน ก็ผ่านเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าวเช่นกัน

“หลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต ม.วลัยลักษณ์ เป็นหลักสูตรนานาชาติ ที่มีการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษ 100 % ความพิเศษของหลักสูตรนี้คือกระบวนการการเรียนการสอนจะใช้ระบบดิจิทัลใหม่ทั้งหมด เรียกว่า “Digital Dentistry” ห้องเรียนทุกห้องใช้ระบบ Smart Classroom มุ่งเน้นสนับสนุนให้นักศึกษาได้ทำงานวิจัยตั้งแต่ระดับปริญญาตรี

พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ไปเรียนรู้ในต่างประเทศ เช่น ประเทศออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ เวียดนามและอินโดนีเซีย โดยปัจจุบันทางวิทยาลัยได้มีการหารือความร่วมมือทางวิชาการด้านทันตแพทยศาสตร์กับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เช่น National University of Singapore (NUS) และ Kunming Medical University (KMU) และจะขยายความร่วมมือกับประเทศอื่นๆให้มากขึ้นต่อไป” ศ.ดร.ทพ.สิทธิชัย กล่าว

ศ.คลินิก ดร.น.สพ.สุวิชัย โรจนเสถียร

ด้าน ศ.คลินิก ดร.น.สพ.สุวิชัย โรจนเสถียร รักษาการแทนคณบดีวิทยาลัยสัตวแพทยศาสตร์อัครราชกุมารี กล่าวว่า ที่ประชุมอนุมาตรฐานวิชาชีพการสัตวแพทย์และที่ประชุมคณะกรรมการสัตวแพทยสภา เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบหลักสูตรสัตวแพทยศาสตร์นานาชาติ ของวิทยาลัยสัตวแพทยศาสตร์อัครราชกุมรี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์แล้ว ซึ่งถือเป็นการยืนยันได้ว่าหลักสูตรสัตวแพทยศาสตร์มีความสอดคล้องและเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดทุกประการ โดยในกรอบระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ.2562-พ.ศ.2566) คณะกรรมการสัตวแพทยสภาจะลงมาตรวจประเมินการดำเนินงานหลักสูตรปีละ2ครั้ง เพื่อควบคุมให้เป็นไปตามกรอบมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้

ศาสตราจารย์ คลินิก ดร.น.สพ.สุวิชัย กล่าวต่อไปอีกว่า หลักสูตรสัตวแพทยศาสตร์ของม.วลัยลักษณ์ถือเป็นหลักสูตรนานาชาติหลักสูตรแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย สอนแบบใหม่โดยอิงกับกรอบมาตรฐาน UKPSF (The UK Professional Standards Framework) จากประเทศอังกฤษที่มหาวิทยาลัยได้นำมาใช้ ทำให้นักศึกษาคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ได้ เน้นกระบวนการเรียนรู้เน้นทักษะวิชาชีพและทักษะที่สำคัญในการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้บัณฑิตมีขีดความสามารถ พร้อมที่จะไปทำงานทั้งในและต่างประเทศได้ และเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสัตวแพทยสภา ในปัจจุบันวิทยาลัยได้มีการเปิดโรงพยาบาลสัตว์เล็กเพื่อเป็นแหล่งฝึกภาคปฏิบัติของนักศึกษา

พร้อมทั้งให้บริการการรักษาโรคไปพร้อมๆกันด้วย ในส่วนคณาจารย์ของวิทยาลัย นอกจากจะมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญภายในประเทศแล้ว ยังมีอาจารย์ผู้สอนระดับศาสตราจารย์ชาวต่างชาติมาช่วยสอนนักศึกษาอย่างเข้มข้นด้วย

“เพื่อเปิดโลกทัศน์และเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานให้นักศึกษาในทุกๆปีจะส่งนักศึกษาไปดูงานในต่างประเทศ โดยในปีที่ผ่านมาวิทยาลัยฯ ได้สนับสนุนทุนการศึกษาดูงานต่างประเทศที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ UniversitasGadjahMada, Yogyakarta, Indonesia กับที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ National Taiwan University ประเทศไต้หวัน และยังได้มีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศเช่น คณะสัตวแพทยศาสตร์ที่ Ludwig Maximillion University, Munich, ประเทศ Germany และ คณะสัตวแพทยศาสตร์ ที่กรุงเวียนนา ประเทศ Austria และอยู่ในช่วงเริ่มต้นที่จะขอการรับรองสถาบันกับสัตวแพทยสภาของประเทศออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์อีกด้วย” ศ.คลินิก ดร.น.สพ.สุวิชัย กล่าว

ทั้งนี้เพื่อโอกาสอันดีให้แก่นักเรียนและผู้ปกครองที่เล็งเห็นความสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ที่ทันสมัยและใช้ภาษาอังกฤษตลอดหลักสูตร ทางมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จึงเปิด 2 หลักสูตรข้างต้น

ทั้ง 2 หลักสูตรเปิดรับบุคคลเพื่อศึกษาต่อหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต หลักสูตรนานาชาติ จำนวน 30 คน และหลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต หลักสูตรนานาชาติ จำนวน 30 คน สนใจดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์https://entry.wu.ac.th/

เรียนยืดหยุ่น-เพื่อนดูแลเพื่อน ดึงเด็กนอกระบบสู่ห้องเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/401032?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

เรียนยืดหยุ่น-เพื่อนดูแลเพื่อน ดึงเด็กนอกระบบสู่ห้องเรียน

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 – 13:50 น.
ดึงเด็กนอกระบบสู่ห้องเรียน,การศึกษา
เปิดอ่าน 50 ครั้ง

เรียนยืดหยุ่น-เพื่อนดูแลเพื่อน ดึงเด็กนอกระบบสู่ห้องเรียนโดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร  qualitylife4444@gmail.com –

ทุกคนต่างรับรู้ว่า “การศึกษา” ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะมีโอกาสทางการศึกษา ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา เด็กนอกระบบจำนวนมาก โดยข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า ประเทศไทยมีกลุ่มเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสนอกระบบการศึกษา ราว 670,000 คน

อ่านข่าว…  ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ทางออกหรือซ้ำเติมคุณภาพการศึกษา 

คำตอบที่จะทำให้เด็กนอกระบบเหล่านี้กลับมาสู่ระบบการศึกษาได้อีกครั้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีระบบการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น มามะซูฟี อารง ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 41 กล่าวว่า โรงเรียนให้บริการเด็กในทุกอำเภอของจังหวัด และเป็นโรงเรียนประจำที่จัดการเรียนการสอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยมีนักเรียนทั้งหมด 614 คน ประมาณ 95% เป็นนักเรียนนับถือศาสนาอิสลาม ในแต่ละปีจะมีเด็กที่เข้าเรียนกลางเทอมเป็นประจำ

มามะซูฟี อารง

ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ไม่ใช่ว่าไม่อยากเรียนหนังสือ แต่มีเหตุจำเป็นที่ทำให้พวกเขาต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน เช่น บางคนต้องย้ายตามผู้ปกครองไปทำมาหากินในที่ต่างๆ หรือบางคนต้องออกไปทำงานช่วยเหลือครอบครัว ไปดูแลพี่น้อง คนในครอบครัว หรือบางคนครอบครัวมีฐานะยากจน พ่อแม่ไม่สามารถส่งลูกมาเรียนได้ เป็นต้น

“โรงเรียนเปิดรับเด็กทุกคน เมื่อเด็กออกไปแล้วกลับเข้ามาเรียนใหม่ พวกเขาจะเกิดปัญหาทั้งในเรื่องการเรียน และการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น โดยเฉพาะช่วงแรก เด็กกลุ่มนี้จะมีความเครียดกังวล สับสน วางตัวไม่ถูก จึงแสดงออกด้วยความขัดเขิน แยกตัวจากเพื่อน และไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ทำให้เมื่อมาเรียนช่วงหนึ่งหลายคนก็อาจจะอยากออกจากโรงเรียนอีก ทางโรงเรียนเล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดกระบวนการการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่นให้พวกเขาได้เรียนรู้อย่างสนุกและเข้าใจ ขณะเดียวกันจะมีกระบวนการช่วยปรับตัวให้เด็ก โดยจัดครูที่ปรึกษาไว้คอยดูแลเด็ก หนึ่งต่อหนึ่ง รวมถึงให้เพื่อนช่วยเพื่อน ให้เด็กที่มีทักษะสังคมที่ดีอยู่แล้ว คอยดูแลใกล้ชิด และชักชวนให้ทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งการเรียน การไปกินข้าว การเล่น หรือเข้านอน” ผอ.โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 41 กล่าว

กระบวนการที่จะช่วยให้เด็กกลุ่มนี้กลับมาสู่ห้องเรียนได้นั้น ส่วนหนึ่งต้องมีระบบการค้นหาเด็กกลุ่มนี้ให้เจอ เพราะที่ผ่านมาโรงเรียนได้พยายามค้นหาเด็กกลุ่มนี้ แต่ได้มาเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น มามะซูฟี กล่าวต่อว่า จังหวัดยะลา มีเด็กและเยาวชนนอกระบบประมาณ 30,000 กว่าคน ซึ่งในส่วนของโรงเรียนนั้นได้พยายามค้นหาเด็กกลุ่มนี้ แต่ได้เพียง 10 กว่าคนเท่านั้น เพราะไม่ได้มีบุคลากร อีกทั้งส่วนใหญ่เด็กจะอยู่ในท้องถิ่น ชุมชน

ดังนั้น การที่ กสศ.ช่วยค้นหาเด็กนอกระบบและนำมาสู่ในระบบ ถือเป็นเรื่องที่ดีในการจะช่วยให้เด็กคนหนึ่งได้มีโอกาสกลับมาเรียนหนังสือ และโรงเรียนเองก็มีกระบวนการในการจะประคับประคองให้เด็กกลับมาเรียนได้ ไม่หลุดออกจากระบบไปอีก ต้องอาศัยความร่วมมือ ความเข้าใจ ทั้งครู เพื่อนนักเรียน และครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวที่ต้องทำให้เข้าใจว่าการศึกษาสำคัญต่อลูกเขาอย่างไร และจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัวได้อย่างไรบ้าง

ฮูดอยบี เหล่าเขตกิจ อายุ 17 ปี เป็นเด็กนอกระบบที่ได้กลับไปเรียนหนังสืออีกครั้งในช่วงเปิดภาคเรียนที่ 2 กล่าวว่า เปิดเทอมวันแรกรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะไม่ได้เรียนหนังสือมานานแล้ว เรียนจบไปเพียง ม.2 ก็ต้องออกจากโรงเรียนเพราะตอนนั้นบ้านไม่มีเงิน ความรู้สึกตอนนั้นคือเศร้า เมื่อออกมาแล้วก็ต้องไปทำงานในสวนในไร่ เก็บน้ำยาง ขึ้นต้นลองกอง ที่ไหนมีงานต้องทำหมด เคยไปไกลสุดถึงนครศรีธรรมราช จริงๆ แล้วอยากไปโรงเรียนแต่ตอนนั้นไปไม่ได้

แล้ววันนี้พอ กสศ.ได้มาจัดโครงการ ได้กลับเข้ามาเรียนหนังสือ ได้มาเรียนโรงเรียนใหม่ที่ใหญ่ มีนักเรียนเยอะ และเป็นโรงเรียนประจำ แม้ว่าจะได้กลับบ้านเดือนละครั้ง แลกกับการได้เรียนหนังสือก็จะตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ เพื่อจะได้มีอาชีพ มีงานทำที่ดีในการเลี้ยงครอบครัวต่อไป

ชำนาญ เหล่าเขตกิจ บิดาของฮูดอยบี เล่าว่า ทำงานกรีดยางและงานก่อสร้าง มีรายได้ไม่แน่นอน ช่วงที่ลูกออกจากโรงเรียนคือช่วงที่ว่างงานและไม่มีเงินจ่ายค่ารถรับจ้างไปโรงเรียนให้ ฮูดอยบีจึงตัดสินใจเลิกไปโรงเรียน ซึ่งความจริงอยากให้ลูกได้เรียนเพื่อจะได้มีอนาคตที่ดีกว่าออกไปทำงานด้วยวุฒิแค่ ป.6

ดังนั้น วันที่มีเจ้าหน้าที่มาหาที่บ้านเพื่อพาเขากลับไปเรียน ดีใจมากที่ลูกได้กลับไปเรียน ตอนนั้นคิดว่าถ้าได้เรียน กศน. ก็ดีมากแล้ว แต่นี่เขากำลังจะให้ลูกได้เรียนในรูปแบบโรงเรียนปกติ ได้ไปอยู่หอพักที่โรงเรียน รู้สึกดีใจมาก เพราะถ้าได้กลับไปเรียนแล้วยังอยู่บ้าน สักวันก็จะมีปัญหาไม่มีค่ารถไปโรงเรียนเหมือนเดิมอีก การที่ได้อยู่ที่โรงเรียนคิดว่าดีกว่า เพราะจะได้ฝึกตัวเองให้มีกฎระเบียบ มีเพื่อน และน่าจะทำให้ตั้งใจกับบทเรียนได้มากขึ้น

ทั้งนี้ กสศ.ได้ดำเนินการโครงการตัวแบบการดูแลเด็กเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาอายุระหว่าง 3-21 ปี ใน 20 จังหวัด 115 อำเภอ โดยมีเป้าหมายในการสำรวจค้นหาทั้งหมด 218,895 คน ล่าสุดสำรวจพบเจอตัวเด็กและเก็บข้อมูลสภาพปัญหาแล้ว 60,941 คน เบื้องต้นด้วยงบประมาณจำกัดในปี 2562 กสศ.จะช่วยเหลือได้ไม่น้อยกว่า 5,000 คน หรือประมาณ 2.28% จาก 218,895 คน โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคีในพื้นที่ในการนำเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือการพัฒนาทักษะอาชีพ

นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า การดำเนินงานของ กสศ.และ 20 จังหวัด มุ่งเน้นวางแผนการช่วยเหลือรายกรณี เด็กแต่ละคนมีปัญหาต่างกัน ควรแก้ไขด้วยวิธีการอย่างไร รวมถึงการทำงานร่วมกับโรงเรียนที่มีความพร้อมในการปรับวิธีการเรียนการสอน เวลาการเรียนให้มีความยืดหยุ่นเหมาะกับสภาพปัญหาของเด็กกลุ่มนี้ และโรงเรียนนำร่องที่มีระบบการเรียนการสอนยืดหยุ่น พร้อมช่วยเหลือให้เด็กกลุ่มนี้ไม่หลุดออกนอกระบบซ้ำอีก ส่วนเด็กนอกระบบบางกลุ่มที่อาจไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา อาจต้องมีทางเลือกอื่นที่เหมาะสม

CMKL TECH SUMMIT 2019 สัมมนาด้าน AI ครั้งยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/401009?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

CMKL TECH SUMMIT 2019 สัมมนาด้าน AI ครั้งยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 – 19:56 น.
CMKL TECH SUMMIT 2019,สัมมนาด้าน AI
เปิดอ่าน 19 ครั้ง

มหาวิทยาลัย CMKL เชิญร่วมงาน “CMKL TECH SUMMIT 2019” สัมมนาด้าน AI ครั้งยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี

มหาวิทยาลัย CMKL ในความร่วมมือของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน สหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและพัฒนาซอฟต์แวร์ AI ชิ้นแรกของโลก จัดงานสัมมนาด้าน AI ครั้งยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี ดึงวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับโลกร่วมวิเคราะห์โอกาส ความท้าทาย และการประยุกต์ใช้งาน หวังเกิดความร่วมมืออย่างเข้มแข็งและเป็นรูปธรรม ในการเดินหน้าการใช้นวัตกรรม AI เพื่อพัฒนาอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ

ผศ.ดร.สุพันธุ์ ตั้งจิตกุศลมั่น อธิการบดีมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) เปิดเผยว่าในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านเทคโนโลยีที่ได้รับความร่วมมือจาก สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน มหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญและพัฒนาซอฟต์แวร์ AI ชิ้นแรกของโลก จึงจัดงาน CMKL TECH SUMMIT 2019 ครั้งยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี ภายใต้แนวคิด “AI FOR SUSTAINABLE FUTURE” ในวันจันทร์ที่ 16 ธ.ค.นี้ ณ ETDA ชั้น 15 ที่ The 9th tower ถนนพระราม 9 โดยเป็นงานสัมมนาเพื่อก้าวทัน Artificial Intelligence หรือ AI นวัตกรรมที่กำลังเปลี่ยนโฉมโลก ร่วมฟังทรรศนะจากตัวแทนองค์กรชั้นนำ ที่จะชี้ให้เห็นถึงโอกาส ความท้าทายและการนำ AI มาปรับใช้เพื่อพัฒนาธุรกิจและสังคมในโลกอนาคต

โดยการจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนในประเทศไทย ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เกิดความตระหนักในกระแสเทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนโลก และเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมสำหรับโลกที่ทุกสิ่งเชื่อมถึงกับด้วย AI รวมทั้งเป็นเวทีสำคัญในการร่วมระดมสมอง เพื่อร่วมกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายของการใช้งานเทคโนโลยี AI ในการส่งเสริมให้นวัตกรรมนี้มีทิศทางช่วยสร้างประโยชน์ ให้กับสังคมและคนในประเทศอย่างแท้จริง ตลอดจนเพื่อเพิ่มระดับคุณภาพของทุกอุตสาหกรรม พัฒนาศักยภาพของทักษะทุนมนุษย์ให้สามารถทำงานร่วมกับนวัตกรรม AI เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ระบบเศรษฐกิจและสังคม และผลักดันการสร้างแรงดึงดูดเข้ามาทำงานเพื่อพัฒนาประเทศ

ทั้งนี้ได้รวบรวมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีและ AI จากทั้งภาคเอกชนและภาคการศึกษาในระดับประเทศและระดับโลก อาทิ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) และ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) รวมถึงคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน มาร่วมเป็นวิทยากรแบ่งปันองค์ความรู้ในงานเป็นกรณีพิเศษ ในรูปแบบ EXCLUSIVE TALK โดยหัวข้อในการจัดงาน ครอบคลุมตั้งแต่ AI กับการปรับใช้ในธุรกิจและอุตสาหกรรมในภาพรวม ไปจนถึงการมีบทบาทต่อปัญหาทางสังคมที่ AI กำลังเข้าไปมีบทบาทสำคัญต่อไปในอนาคต และสอดคล้องกับ Sustainable Development Goals ที่ทุกประเทศกำลังมุ่งให้ความสำคัญ

สำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับในการจัดงาน CMKL Tech Summit 2019 ครั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัย ฯ คาดว่าจะก่อให้เกิดความร่วมมืออย่างเข้มแข็งและเป็นรูปธรรมสำหรับภาครัฐ ภาคเอกชน ในการเดินหน้าการใช้นวัตกรรม AI อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดแนวคิดการร่วมพัฒนาบุคลากรในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ทักษะที่สำคัญ และเพื่อสนองรับแนวโน้มเทคโนโลยีอนาคตโลก อีกทั้งมีการเพิ่มระดับผลิตภาพของทุกอุตสาหกรรม พัฒนาศักยภาพแรงงานทั้งเชิงเทคนิคและเชิงเทคโนโลยี เพื่อนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรม ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงส่งเสริมให้การใช้งาน  ดิจิตัล เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ จนทำให้ประเทศไทยอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งขึ้น ในการเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มีนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.cmkl.ac.th หรือโทร 065 878 5999

มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) เป็นมหาวิทยาลัยที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านเทคโนโลยี ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน สหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2560 ปัจจุบัน เปิดการเรียนการสอนทั้งในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก และหลักสูตรระยะสั้น (Short Course) ด้านเทคโนโลยี ครอบคลุมทั้งเรื่อง AI, Blockchain, Data Analytics, Cyber Security โดยใช้หลักสูตรและแนวทางการจัดการศึกษาจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน มีเป้าหมายในการช่วยสร้างคอมมูนิตี้และเพิ่มความสามารถทางเทคโนโลยีให้แก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คุณเสาวณิต ไทรวิเศษ 089 231 5938
XcellentAgency Co.,LTD.

ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ทางออกหรือซ้ำเติมคุณภาพการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/400851?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ทางออกหรือซ้ำเติมคุณภาพการศึกษา

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 – 15:25 น.
มติครม2562,โรงเรียนขนาดเล็ก,การควบรวม
เปิดอ่าน 95 ครั้ง

ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ทางออกหรือซ้ำเติมคุณภาพการศึกษา  โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร-qualitylife4444@gmail.com

ถือเป็นครั้งแรกที่มีมติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมาอย่างชัดเจนว่าให้มี “ควบรวม” โรงเรียนขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่มีระยะทางห่างจากโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ในตำบลเดียวกันน้อยกว่า 6 กิโลเมตร ให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เพิ่มสูงขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน และลดภาระค่าใช้จ่ายงบประมาณด้านบุคลากรและการบริหารจัดการลง

อ่านข่าว : เตรียมยุบโรงเรียน34แห่ง ภายใน 4 ปี ล่าสุดยุบแล้ว 6 ที่

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ได้ลงนามในหนังสือแจ้งไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.) เพื่อให้ดําเนินการตามมติดังกล่าว

ขณะที่ นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามแต่งตั้ง คณะทำงานจัดทำแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในภาพรวมของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อมอบหมายให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัดร่วมมือกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา รวมทั้งภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก มีการกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลาและแนวทางการดำเนินงานอย่างชัดเจน ให้แล้วเสร็จภายใน 6 สัปดาห์

ว่ากันว่า “การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก” เป็นโรงเรียนที่ถูกตั้งคำถามเรื่องคุณภาพ และความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากร ส่งผลให้กระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายต้องการยุบ ควบรวม โรงเรียนขนาดเล็กมาโดยตลอด อาทิ ปี 2554 ต้องการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก 7,000 แห่ง ภายในปี 2561 เป็นต้น

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว  กล่าวว่าการยุบ ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก กำลังเป็นการละเมิดสิทธิเด็กและชุมชนอย่างร้ายแรง เพราะโรงเรียนขนาดเล็กไม่ได้เกิดจากภาครัฐ แต่เกิดจากความร่วมมือของภาคประชาสังคม ชุมชน เพื่อพัฒนาการศึกษาของเด็กในชุมชนท้องถิ่น

ศ.ดร. สมพงษ์ จิตระดับ

“จุดเริ่มต้นการสร้างโรงเรียนขนาดเล็ก เป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ที่โรงเรียนขนาดเล็กมีคุณภาพแย่ลง เพราะนโยบายจากภาครัฐ กระทรวงศึกษาธิการ ทั้งเรื่องการบรรจุครู การแต่งตั้งผู้บริหาร ไม่มีนวัตกรรมการเรียนการสอนใหม่ๆ การดึงเด็กออกจากชุมชนไปเรียนในเมือง  และเมื่อผู้ปกครองไม่เชื่อมั่นในโรงเรียนขนาดเล็ก เกิดอุปทานหมู่ว่าโรงเรียนขนาดเล็กด้อยคุณภาพ ทั้งที่จริงๆ แล้วสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหามาจากระบบราชการที่บริหารจัดการไม่ดี” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

ศธ.ต้องประเมินตนเองว่าโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่มีคุณภาพเกิดจากอะไร อย่าโทษว่าเด็กเกิดน้อย เพราะนั่นเป็นเพียงประเด็นหนึ่งเท่านั้น

ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวต่อว่า จากงานวิจัยยืนยันว่าสามารถพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กให้ฟื้นกลับมามีคุณภาพได้ โดยนำปัจจัยต้นทุนประวัติศาสตร์ ความเป็นเจ้าของในชุมชน ผู้บริหารโรงเรียน ครูต้องไม่คิดเรื่องการโยกย้าย แต่ครูและผู้บริหารโรงเรียนต้องทำงานร่วมกับชุมชม ครูต้องเป็นคนในพื้นที่ และต้องมีนวัตกรรมแก้ปัญหาการศึกษา ต้องจัดการเรียนการสอนโดยให้ชุมชนเป็นฐาน มีปฏิสัมพันธ์ ความมีส่วนร่วมของชุมชน และโรงเรียนต้องเป็นนิติบุคคลอย่างจริงจัง

การยุบ ควบรวมโรงเรียน นอกจากประหยัดงบประมาณและประสิทธิภาพของบุคลากร “ศ.ดร.สมพงษ์” อยากให้มองมิติด้านชุมชน เพราะการศึกษาต้องช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แต่สิ่งที่ทำกลับยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กยากจนและมีผู้ปกครองที่พึ่งตนเองไม่ได้ ซึ่งมีประมาณเกือบ 5-6 แสนคน อยากฝากนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ทบทวนในเรื่องนี้ให้ดี อย่ามองเพียงในกระทรวง และเชื่อข้อมูลจากข้างบนเท่านั้น อยากให้มองไปถึงชุมชน เด็ก และผู้ปกครองด้วย

ปัจจุบันข้อมูลของ สพฐ. ในปี 2562 (ข้อมูล ณ วันที่ 10 มิ.ย. 2562) ระบุว่า มีจำนวนโรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทย ทั้งหมด 15,158 โรง มีจำนวนครูที่สอนอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก 103,079 คน และมีนักเรียน 981,831 คน อัตราส่วนครูต่อนักเรียน 1:10

ด้าน น.ท.สุมิตร สุวรรณ รองคณบดี คณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก มีแนวโน้มจะทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น แต่ต้องใช้เวลา และต้องเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม ซึ่งโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ภูเขา หรือตามเกาะต่างๆ ต้องคงไว้ เพื่อไม่ให้เด็กและผู้ปกครองเดือดร้อน

      “ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กที่สามารถควบรวมได้ ก็ต้องคำนึงถึงผู้ปกครอง เด็ก ครูและผู้อำนวยการโรงเรียนต้องไม่เดือดร้อน ต้องไม่เป็นการผลักภาระให้ใคร โดยต้องมีมาตรการต่างๆ คอยช่วยเหลือ เช่น จัดรถรับส่งไม่ให้กระทบกับการเดินทาง เป็นต้น” น.ท.สุมิตร กล่าว

น.ท.สุมิตร สุวรรณ

ขณะที่ฝั่งผู้ปฏิบัติงาน  นายธนชน มุทาพร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ชัยภูมิ เขต 1 ในฐานะประธานชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย (ชร.ผอ.สพท.) กล่าวว่า การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่และเป็นเรื่องที่ทางเขตพื้นที่การศึกษาแต่ละแห่งได้มีการดำเนินการอยู่แล้ว โดยยึดตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดตั้ง รวม หรือเลือกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2550

“ภายใต้การทำงานโดยมีหลักการชัดเจนว่าต้องไม่กระทบต่อสิทธิ์ของเด็ก ครู ผู้อำนวยการโรงเรียน ประชาชนชุมชนทุกคน ดังนั้น การจะยุบรวมหรืออะไรก็ตามต้องผ่านความเห็นชอบจากทุกฝ่าย และไม่เป็นการสร้างปัญหาให้แก่เด็ก ผู้ปกครอง ครู และผู้อำนวยการโรงเรียน รวมถึงชุมชน” นายธนชน กล่าวนายธนชน กล่าว

ดังนั้น การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อประโยชน์ของเด็กนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ชุมชน เป็นเรื่องปกติที่เขตพื้นที่ทำอยู่แล้ว เมื่อมีมติคณะรัฐมนตรีชัดเจนก็จะทำให้ง่ายขึ้น

 แผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก
หลังจากมีมติคณะรัฐมนตรี ควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่มีระยะทางห่างจากโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ในตำบลเดียวกันน้อยกว่า 6 กิโลเมตร ให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรม “นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ” ได้ลงนามคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 2472/2562 เรื่องแต่งตั้ง คณะทำงานจัดทำแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในภาพรวมของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ตามที่ ศธ.ประกาศนโยบายการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อให้มีการบริหารทรัพยากรทางการศึกษา รวมถึงการบริหารอัตรากำลังคนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

โดยมีแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กแบบขั้นบันไดที่มีความต่อเนื่องและยั่งยืนให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 2 ปี และมอบหมายให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทุกจังหวัดร่วมมือกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา รวมทั้งภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก มีการกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลาและแนวทางการดำเนินงานอย่างชัดเจน ให้แล้วเสร็จภายใน 6 สัปดาห์ โดยเน้นตำบลเป็นฐาน เพื่อให้การจัดทำข้อมูลบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กของ ศธ. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุผลสำเร็จและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ สำหรับคณะทำงานจัดทำแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในภาพรวมของ ศธ. ประกอบด้วย นายวรัท พฤกษากุลนันท์ รองศึกษาธิการภาค 6 ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 11 เป็นประธาน นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี ศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสงคราม สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นรองประธาน และมีกรรมการ 18 คน ประกอบด้วยคณะทำงานซึ่งมาจากผู้อำนวยการสำนักต่างๆ นักวิชาการศึกษาชำนาญการ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน และศึกษานิเทศก์

โดยคณะทำงานชุดนี้จะมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการจัดทำข้อมูลการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในภาพรวมของ ศธ. ออกแบบและจัดทำสรุปรายงานการจัดทำแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในภาพรวม ศธ. ให้ปลัด ศธ.รับทราบต่อไป

‘สวนสุนันทา’ เปิดหลักสูตร ‘เวชศาสตร์กัญชา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/400797?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

‘สวนสุนันทา’ เปิดหลักสูตร ‘เวชศาสตร์กัญชา’

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 – 19:10 น.
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา,หลักสูตร เวชศาสตร์กัญชา,หลักสูตรแรกในประเทศไทย
เปิดอ่าน 20 ครั้ง

สวนสุนันทา เปิดหลักสูตร “เวชศาสตร์กัญชา” ระดับปริญญาตรี เป็นหลักสูตรแรกในประเทศไทย นักศึกษารุ่นที่ 1 จะเปิดภาคการศึกษาในวันที่ 7-8 ธันวาคม 2562 นี้

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ กทม. นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้รับมอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มาเป็นประธาน

อ่านข่าว : สธ.เพิ่มทางเลือกผู้ป่วย

เปิดการประชุมสัมมนาวิชาการ ครั้งที่ 2 เรื่อง “เทคโนโลยีการผลิตสารสกัดจากกัญชา” (Cannabis Extraction Technologies)เพื่อรวบรวมความรู้ด้านเทคโนโลยีในการสกัดกัญชาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ประโยชน์กัญชาทางการแพทย์

นายแพทย์สุขุม กล่าวต่อว่า สำหรับการเปิดหลักสูตรการศึกษาของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ ที่คาดว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ได้ให้กรมที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา องค์การเภสัชกรรม กรมการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตร

ทั้งนี้ หลักสูตร “เวชศาสตร์กัญชา” ระดับปริญญาตรี ของวิทยาลัยสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นหลักสูตรแรกในประเทศไทย ครอบคลุมตั้งแต่การควบคุมคุณภาพคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ การเพาะปลูกในระบบปิดที่เหมาะสมเพื่อให้ได้กัญชาที่มีคุณภาพ การสกัดน้ำมันกัญชาและสารสำคัญด้วยเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยใช้เพื่อใช้ทางการแพทย์ได้ และมีเครื่องมือและอุปกรณ์โรงงานผลิตยาสมุนไพรที่ได้มาตรฐาน

เปิดรับสมัครนักศึกษารุ่นที่ 1 จะเปิดภาคการศึกษาในวันที่ 7-8 ธันวาคม 2562 นี้ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานหลักสูตรกัญชาเวชศาสตร์ ตึก 22 ชั้น 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กรุงเทพฯ หรือติดต่อได้ที่เบอร์ 061-162-2463

กสศ.บูรณาการ Big Data เด็กยากจน 1.7 ล้านไม่ให้ใครตกหล่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/400758?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กสศ.บูรณาการ Big Data เด็กยากจน 1.7 ล้านไม่ให้ใครตกหล่น

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 – 15:12 น.
กสศ,Big Data เด็กยากจน
เปิดอ่าน 13 ครั้ง

ก.คลัง-กสศ.พร้อมบูรณาการ Big Data เด็กยากจน 1.7 ล.ไม่ให้ใครตกหล่น  เดินหน้านโยบายลดความเหลื่อมล้ำร่วมกัน มุ่งช่วยตรงปัญหาทั้งพ่อแม่ลูก ตัดวงจรยากจนข้ามชั่วคน

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดสัมนาหัวข้อ “ก้าวต่อไปของการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ” ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ  นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการส่วนการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า  ที่ผ่านมา กสศ.ได้เชิญกระทรวงการคลังไปให้ข้อเสนอแนะเรื่องการดำเนินการช่วยเหลือเด็กยากจนมาโดยตลอด และได้มีการหารือร่วมกัน  โดยเฉพาะแนวทางการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยจำนวน 14.6 ล้านคน ซึ่งในกลุ่มนี้ราว 10.8 ล้านคน เป็นกลุ่มที่มีรายได้อยู่ใต้เส้นความยากจนคือระหว่าง และในจำนวนนี้ ราว 1.2 ล้านคนได้มาลงทะเบียนระบุว่ามีบุตร

โดยจำนวนประชากรอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่เป็นบุตรของพ่อแม่ที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนกลุ่มนี้ มีอยู่ประมาณ 1.7 ล้านคน  กระจายตัวอยู่ในกลุ่มครอบครัว ดังนี้  1.กลุ่ม A รายได้ครอบครัว 0 -10,000 บาทต่อปี  มีจำนวน 888,000 คน   2.กลุ่ม B รายได้ครอบครัว 10,001-20,000 บาทต่อปี มีจำนวน 360, 000 คน และ 3.กลุ่ม C รายได้ครอบครัว 20,001-30,000 บาทต่อปี มีจำนวน 450,000 คน

“ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง มีข้อมูลพ่อแม่ และชื่อ ที่อยู่ของเด็กทั้งหมด  ในอนาคต เมื่อหารือกับท่านปลัดกระทรวงการคลัง และมีการMOUร่วมกันระหว่าง ก.คลังและกสศ. ก็สามารถนำข้อมูลกระทรวงการคลังไปศึกษาวิเคราะห์ ออกนโยบายลดความเหลื่อมล้ำร่วมกัน จะเป็นประโยชน์กับทั้งสองหน่วยงาน   ทางกสศ. จะได้ชื่อของพ่อแม่ของเด็กๆที่ยากจนในทุกพื้นที่  กสศ.ที่ช่วยเหลือ  ซึ่งอาจเกิดการตกหล่น ถ้าเอารายชื่อก.คลัง  ไปเทียบตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง  กสศ.สามารถเดินเคาะประตูบ้าน ถึงตัวเด็กได้จริง   เราอยากช่วยให้สวัสดิการที่รัฐบาลได้ดำเนินการผ่านหน่วยงานต่างๆ  ไปถึงพ่อแม่ของเด็กยากจนจริงๆ เพื่ออานิสงค์จะไปถึงลูกของคนกลุ่มนี้ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ  เป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง รวมถึงเป็นการขจัดความยากจนไม่ให้ส่งต่อไปถึงรุ่นลุกรุ่นหลานอีกด้วย ”   ผู้อำนวยการส่วนการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

นายพงศ์นคร กล่าวว่า เด็กที่ยากจนก็เพราะพ่อแม่จน และมาจากสาเหตุมากกมาย เช่น ไม่ได้รับการศึกษา ไม่มีงานทำ บางคนพิการ รวมถึงความแตกต่างของพื้นที่ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้สาเหตุความยากจนต่างกันด้วย เช่น หากพ่อแม่อยู่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน อาจเกิดจากไม่มีที่ดินทำกิน ขณะที่ พ่อแม่ที่อยู่จังหวัดปัตตานีอาจเป็นเพราะเหตุการณ์ความไม่สงบส่งผลให้ทำงานได้ไม่เต็มที่  ทั้งสองครอบครัวนี้ก็ต้องได้รับการช่วยเหลือที่แตกต่างกัน  โครงการสวัสดิการของรัฐต่างๆ ก็มุ่งเน้นมาตรการที่เน้น Tailor-made มากขึ้น

ดร.ไกรยส  ภัทราวาท  รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า เร็วๆนี้ ทางกสศ.จะเข้าพบ ปลัดกระทรวงศึกษาการคลังและผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจการคลัง เพื่อขยายผลความร่วมมือการทำงานด้านฐานข้อมูล ทั้งในส่วนฐานข้อมูลนักเรียนยากจนพิเศษกว่า 7 แสน คนจากระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางกาศึกษา ของกสศ. และฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยของก.คลัง  เมื่อข้อมูลของทั้งสองหน่วยงานเชื่อมต่อกันจะสามารถติดตามและตรวจสอบความถูกต้อง ได้ตลอดวงจรความช่วยเหลือ ทั้งครอบครัว พ่อแม่ลูก เช่น เราเคยพบกรณีที่ครูในโครงการทุนเสมอภาคของ กสศ. ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านและพบครัวเรือนยากจนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐอันเนื่องมาจากไม่มีค่าเดินทางไปที่ธนาคารในตัวเมือง ทาง กสศ. ก็พร้อมที่จะส่งข้อมูลให้แก่กระทรวงการคลังเพื่อไม่ให้มีเด็กคนใดตกหล่นแม้แต่คนเดียว เรื่องนี้เป็นก้าวสำคัญของการจับมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อช่วยกันหยุดความยากจนข้ามชั่วคน ไม่ให้ส่งต่อไปถึงรุ่นลูกหลาน นอกจากนั้น กสศ. ยังสนใจที่จะร่วมทำงานด้านข้อมูลกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โดยเฉพาะการใช้ Big Data ของทั้ง 2 หน่วยงานมาบูรณาการปรับปรุงมาตรการลดความเหลื่อมล้ำในมิติต่างๆให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น

ดร.ไกรยส กล่าวว่า กสศ. ตั้งใจจะทำงานคือร่วมมือกับภาคีให้มากขึ้น ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการทำงานวิจัยที่มีความลุ่มลึกมากขึ้น การจัดสรรความช่วยเหลือไปถึงมือเด็กไม่ใช่เป็นจุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งมีมิติหลายอย่างไม่ใช่แค่โจทย์เฉพาะทางเศรษฐศาสตร์ ยังจะต้องทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมถึงความร่วมมือ องค์การสหประชาชาติ องค์การยูเนสโก และ ศูนย์วิจัย J-PAL แห่งมหาวิทยาลัย MIT เพื่อสนับสนุนงานวิจัยด้านการประเมินผลโครงการด้วยกระบวนการที่มีมาตรฐานได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เพื่อนำกลับมาปรับปรุงการทำงานของ กสศ. ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นในอนาคต

เริ่มแล้ว..ครูรัก(ษ์)ถิ่น กลับมาเป็นครูพัฒนาบ้านเกิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/400697?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เริ่มแล้ว..ครูรัก(ษ์)ถิ่น กลับมาเป็นครูพัฒนาบ้านเกิด

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 – 00:15 น.
ดรอุดม วงษ์สิงห์,สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา,โครงการครูรักษ์ถิ่น
เปิดอ่าน 167 ครั้ง

6หน่วยงานรัฐ ผนึกกำลังดัน ครูรัก(ษ์)ถิ่นให้ทุนเรียนครู จบป.ตรี กลับมาเป็นครูในบ้านเกิดของตัวเอง รับรุ่นละ 300 ทุนทั้งหมด 5 รุ่น รวม1,500 ทุน เริ่มปีการศึกษา2563

ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กรณีของครูใหญ่โรงเรียนตชด.บ้านห้วยสลุง อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก สอดคล้องกับแนวคิด โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(อว.) กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาในการ

                                    ดร.อุดม วงษ์สิงห์

สนับสนุนทุนสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนยากจนด้อยโอกาสจากครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำที่สุดร้อยละ 20 แรกของประเทศในพื้นที่ห่างไกลที่อยากเป็นครูได้เรียนครูจนจบปริญญาตรี และกลับมาเป็นครูในโรงเรียนท้องถิ่นของตน ด้วยการสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษา รุ่นละ 300 ทุนทั้งหมด 5 รุ่น รวม 1,500 ทุน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 เป็นต้นไป

“อยากให้ครูรุ่นใหม่ตามโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นของเรามีลักษณะเช่นเดียวกันนี้เพราะว่าปัญหาบางอย่างที่ครู ตชด. ท่านนี้เคยเจอ เคยแก้ไขจนสำเร็จหรือเทคนิคการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในบางเรื่องได้มาจากประสบการณ์ของคนที่มีทักษะ รู้จักธรรมชาติ ลักษณะเฉพาะของท้องถิ่น และเป็นเรื่องที่การสอนทฤษฏีตอบโจทย์ไม่ได้” ดร.อุดม กล่าว

ดร.อุดม กล่าวอีกว่า ผู้ที่จะมาเป็นครูรุ่นใหม่ ควรได้เรียนรู้จากครูท่านนี้ เป็นวิธีที่คิดที่ได้จากความรู้พื้นฐานในท้องถิ่นมาช่วยผลักดันให้เกิดองค์ความรู้จากฐานความรู้ที่ต่างกันในแต่ละพื้นที่เด็กชาติพันธุ์ ประเพณีวัฒนธรรมแตกต่างแต่ละที่บริบทการเรียนบางเรื่องต่างกันโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นจึงตั้งเป้าหมายที่จะเติมเต็มเรื่องนี้ให้เด็กให้นักเรียนทุนของเราได้ตระหนักว่าการได้อยู่ในพื้นที่จริง ได้ทำอะไรในเชิงปฏิบัติ นำไปสู่การมีโอกาสในการศึกษาเรื่องต่างๆเพิ่มจากตำราในมุมของเอง สร้างองค์ความรู้ของท้องถิ่นและกลับมาเป็นครูในบ้านเกิดตัวเอง กลับมาถ่ายทอดความรู้ให้คนอื่นๆมองเห็นความสำคัญของการช่วยกันดูแลพัฒนาท้องถิ่นให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ดร.อุดม กล่าวอีกว่า  ดังนั้นนักเรียนที่จบจากโรงเรียน ตชด. ที่มีความต้องการที่จะเป็นครู มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ ก็สามารถที่จะขอรับทุนจากโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น และเมื่อเรียนจบก็จะได้กลับมาเป็นครูในพื้นที่ชุมชนตัวเอง ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาครูประจำการโยกย้ายบ่อยในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลเพราะไม่ใช่คนท้องถิ่น ลดปัญหาความเลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่ๆ ห่างไกลได้ ตลอดจนเป็นการช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย

เหนืออื่นใด  โครงการทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น  เป็นทุนสำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลเป็นครูรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียนของชุมชน(Protected School/Standalone)

 จากการวิเคราะห์ของคณะวิจัยธนาคารโลก ร่วมกับการสอบทานฐานข้อมูล สพฐ. พบว่าประเทศไทยมีโรงเรียนราว 2,000 แห่ง ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและไม่อาจจะควบรวมเช่น โรงเรียนบนพื้นที่สูง ตามแนวชายขอบ หรือตั้งอยู่บนเกาะแก่ง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ (Protected School หรือ Standalone) เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนในท้องถิ่น

อย่างไรก็ตามพบว่า ปัญหาของโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลคือ ครูขอย้ายบ่อยเพราะไม่ใช่คนท้องถิ่น และไม่มีครูมาทดแทน ครูจึงไม่พอกับชั้นเรียน โดยเฉพาะครูที่สอนระดับชั้นประถมศึกษา วัตถุประสงค์

1.ผลิตและพัฒนาครูรุ่นใหม่สอดคล้องกับความต้องการของโรงเรียนในชุมชนพื้นที่ห่างไกลจำนวน 5 รุ่น ๆ ละ 300 คน (1,500 คน)

2.ส่งเสริมการทำงานร่วมกันของหน่วยงานหลักในการผลิตและพัฒนาครู กับหน่วยงานที่ใช้ครูตั้งแต่ต้นทาง

3.ปรับระบบการผลิตและพัฒนาครูให้ตรงกับลักษณะงาน และตามบริบทของโรงเรียนและชุมชนในพื้นที่ห่างไกล และสร้างเครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน

E-Sport ตลาดโตต่อเนื่องต้องการบุคลากรรองรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/400676?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

E-Sport ตลาดโตต่อเนื่องต้องการบุคลากรรองรับ

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 17:43 น.
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

มธบ.ชี้เป้าสายงาน “Game Developer” เส้นทางสู่อาชีพสำหรับคอเกมเมอร์ กูรูวงการ E-Sport เผยตลาดโตต่อเนื่องต้องการบุคลากรรองรับ

23 พฤศจิกายน 2562 สถาบันเพื่อพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการและบุคลากรแห่งอนาคต (DPU X) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ.) ร่วมกับวิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ & เอ็นเตอร์เทนเมนต์เทคโนโลยี (ANT) เปิดประสบการณ์ใหม่ให้นักศึกษาภายใต้แนวคิด Playfessional ชอบทางไหนต้องไปให้สุด ตอน Indy Game

โดยดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานภาคีสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นประธานในพิธีเปิด และนายจุลดิษฐ์ สันติธรณี ผู้จัดการทั่วไปและหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ซอฟแวร์เพื่อองค์กร บริษัท ดิจิโทโปลิส จำกัด ร่วมแชร์ประสบการณ์และจุดประกายฝันให้กับนักศึกษา ในการคว้าโอกาสเป็นนักพัฒนาเกมแห่งโลกอนาคตรวมถึงทิศทางการตลาดและอาชีพในสายเกม

นายจุลดิษฐ์ สันติธรณี ผู้จัดการทั่วไปและหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ซอฟแวร์เพื่อองค์กร บริษัท ดิจิโทโปลิส จำกัด กล่าวว่า  ในวงการเกมเชื่อว่าทุกคนต้องรู้จัก Indy Game  ซึ่งเป็นเกมที่เริ่มจากนักพัฒนาเกมเพียงคนเดียวหรือมีทีมขนาดเล็ก และใช้ช่องทางการจำหน่ายเกมเองโดยไม่พึ่งผู้จัดจำหน่าย ที่สำคัญเกมดังกล่าวส่วนใหญ่ผู้สร้างเกมทำบนความชอบมากกว่ามองรายได้ ถือเป็นอุดมการณ์การทำเกมที่แตกต่างจากนักสร้างเกมทั่วไป

สำหรับวงการ E-Sports ในไทยเริ่มตื่นตัวและอยู่ในกระแสหลักมากขึ้น คนที่จะอยู่ในวงการนี้ หรือเป็นนัก E-Sports ต้องมีวินัย รู้จักการทำงานเป็นทีมเวิร์ค และหมั่นฝึกซ้อมอยู่เสมอ จะทำให้มีโอกาสเติบโตสูง ส่วนคนที่สนใจอยากเป็นนักพัฒนาเกมหรืออยากลงทุนทำเกม

นอกจากจะรู้เรื่องเกมและเล่นเกมเก่งแล้วต้องเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติม อาทิ ความคิดที่เป็นระบบ ความคิดสร้างสรรค์ และสื่อสารภาษาอังกฤษได้ เป็นต้น เนื่องจากการทำธุรกิจในด้านนี้ต้องเน้นทำการตลาดโลกเท่านั้นถึงจะไปต่อได้ ถ้าเน้นทำตลาดในไทยอย่างเดียว มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนสูง

นายจุลดิษฐ์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้ปกครองเริ่มอยู่ใน Generation ที่เล่นเกมเป็น จึงมีทัศนคติที่ดีต่อเกมเพิ่มมากขึ้น ทำให้ภาพเกมมอมเมาเยาวชนเริ่มหายไป อย่างไรก็ตามเด็กที่ชอบเล่นเกมต้องอยู่ในการควบคุมให้เล่นแต่พอดี  แต่ถ้าเด็กมีพรสวรรค์ในด้านดังกล่าวผู้ปกครองควรสนับสนุนให้ทำเป็นอาชีพเพื่อสร้างรายได้ส่วนเด็กที่อยากเรียนสายนี้ แนะนำให้เรียนเพราะความชอบและอยากทำเกมจริงๆ อย่าเรียนเพื่อเลียนแบบคนดังหรือคนที่ประสบความสำเร็จ คนทำเกมต้องมีใจรักมีความรู้เรื่องเกมและมีใจที่อยากทำถึงจะอยู่รอดได้ในธุรกิจนี้ ส่วนอาชีพที่มาแรงในสายนี้ คือ เกมแคสเตอร์ (Game Caster)

“วงการเกมเป็นธุรกิจที่ใหญ่กว่าวงการภาพยนตร์ มีเม็ดเงินหมุนเวียนเงินมหาศาล คนอยากทำเกมต้องมีทุนสูง มีความสามารถวางแผนการตลาดและต้องวิเคราะห์เกมที่จะได้รับความนิยมในอนาคตได้ ส่วนอุปสรรคของคนทำเกม คือเงินทุนน้อย สำหรับคนที่มีใจอยากทำเกมแต่มีทุนน้อยยังพอมีช่องทางในธุรกิจอยู่บ้าง ถ้าคุณเป็นคนที่มีมุมมองผู้ประกอบการและมุมมองคนเล่นเกม สามารถวิเคราะห์ได้ว่าเกมแบบไหนจะติดตลาดในอนาคต ให้ทำเกมส่งเข้าประกวด แม้พลาดรางวัลแต่ได้รีวิวจากกรรมการเพื่อกลับมาปรับแก้แล้วนำเกมไปปล่อยในสโตร์เล็กๆ ก่อนเพื่อดูข้อมูล ทั้งนี้การลงแรงแต่ไม่ลงทุนคือวิธีที่ฉลาดและคุ้ม ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของคนทำเกมรุ่นใหม่”นายจุลดิษฐ์ กล่าว

นางสาวธีราภรณ์ สิงห์ขร นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาออกแบบดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ วิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ & เอ็นเตอร์เทนเมนต์เทคโนโลยี(ANT) กล่าวว่า หลังจบการศึกษาตนอยากทำงานด้าน Marketing หรือ AE การเข้าร่วมกิจกรรม Playfessional ที่ทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้น ทำให้รู้ทิศทางการตลาดของเกมในปัจจุบัน สามารถมองเห็นภาพหลังเรียนจบในอนาคตได้กว้างขึ้น เพื่อนำไปพัฒนาตนเองหรือปรับตัวให้ทันก่อนปฏิบัติงานจริง

ปัจจุบันกลุ่มผู้เล่นเกมขยายจากกลุ่มวัยรุ่นไปสู่วัยอื่น ๆ ทำให้วงการนี้เริ่มขยายตลาดมากขึ้นรวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุด้วย แม้ปัจจุบันผู้ปกครองบางท่านยังมองการเล่นเกมเป็นเรื่องไร้สาระไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ตนจึงอยากสื่อสารให้เข้าใจว่า เกมถ้าเล่นเป็นสามารถสร้างรายได้เลี้ยงตนเองและครอบรัวได้ ดังนั้นน้อง ๆ ที่ชอบเล่นเกมต้องแบ่งเวลาให้เป็น ต้องเรียนรู้ระบบเกม และเรียนรู้ภาษาเพิ่ม เพราะสิ่งเหล่านี้นำมาต่อยอดให้ก้าวไปเป็นนักพัฒนาเกม หรืออาชีพอื่นที่อยู่ในสายเกม ขอเพียงมีแรงผลักดันจากผู้ปกครองที่พร้อมสนับสนุน จะทำให้เด็กมีอนาคตไกลและไปต่อได้

“อาชีพในสายเกมแตกแขนงได้หลายทาง อยู่ที่บ้านก็สามารถทำงานได้ บางคนอาจจะกลัวการหาคำตอบหรือเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ถ้าลองเปิดใจและไขว่คว้าหาโอกาสสิ่งที่อยู่รอบตัวหรือสิ่งที่ชอบ เราจะรู้ว่ายังมีหลายสิ่งอีกมายที่ยังไม่ทันได้เห็นที่ได้ลองลงมือทำ” นางสาวธีราภรณ์กล่าว