งานบ้านเรื่องใหญ่ที่หลายคนมองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/400432?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

งานบ้านเรื่องใหญ่ที่หลายคนมองข้าม

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 – 13:55 น.
งานบ้าน,ลดความรุนแรง
เปิดอ่าน 285 ครั้ง

งานบ้านเรื่องใหญ่ที่หลายคนมองข้ามผู้ชายมีส่วนร่วมยุติความรุนแรงในผู้หญิง โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualtylife4444@gmail.com – 

จากกรอบความคิดที่ถูกปลูกฝังว่า “ชายเป็นใหญ่” ทำให้หลายครอบครัวยังมองว่าเรื่องของงานบ้าน การเลี้ยงลูก ต้องเป็นหน้าที่ของผู้หญิงจนกลายเป็นความเคยชิน ขณะที่ปัจจุบัน ผู้หญิงส่วนใหญ่ออกไปทำงานนอกบ้านกันมากขึ้นไม่ต่างจากผู้ชาย อย่างไรก็ตาม ผู้ชายบางส่วนยังคงมองว่าเรื่องงานบ้านเป็นหน้าที่ของผู้หญิงอยู่ดี

ทั้งนี้ในปี 2542 องค์การสหประชาชาติได้มีมติให้วันที่ 25 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็น “วันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล” (International Day for the Elimination of Violence against Women) สำหรับประเทศไทย คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 เห็นชอบให้เดือนพฤศจิกายนของทุกปีเป็น เดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี เพื่อให้สังคมตระหนัก ป้องกัน และแก้ไขปัญหาความรุนแรงทั้งต่อเด็กและสตรี

ล่าสุด มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมเนื่องในเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง ภายใต้แนวคิด “งานบ้านเป็นหน้าที่ของทุกคน ทำได้ทุกเพศ” เพื่อสร้างกระแสเชิญชวนคุณผู้ชายช่วยทำงานบ้าน ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแฟนหรือภรรยาฝ่ายเดียว หวังลดช่องว่างสร้างความเข้าใจที่ดีในครอบครัวและชีวิตคู่ พร้อมเดินรณรงค์เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

 54.9% มองว่าผู้ชายช่วยงานบ้านไม่น่าอาย
พร้อมกันนี้ ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นต่อการทำงานบ้านของกลุ่มผู้ชายอายุ 18-50 ปี ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,995 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 9-14 พฤศจิกายน 2562 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อายุระหว่าง 18-23 ปี 30.8% รองลงมาคือ อายุ 24-29 ปี 28.9% ถัดมาคือ อายุ 30-34 ปี 14.1% อายุ 42-47 ปี 10.6% อายุ 36-41 ปี 8.1% อายุ 48 ปีขึ้นไป 8%

ส่วนใหญ่กว่า 54.9% มองว่าผู้ชายช่วยงานบ้านเป็นเรื่องที่ควรภาคภูมิใจ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ขณะที่ 53.5% มองว่าผู้หญิงที่ดีต้องทำงานบ้าน เป็นแม่ศรีเรือน อย่าให้บกพร่อง และกว่า 47% มองว่าผู้ชายมีหน้าที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ผู้หญิงมีหน้าที่ทำงานบ้านเลี้ยงลูก ที่น่าห่วงคือ 1 ใน 3 หรือ 37.5% มองว่าแม้ผู้หญิงจะทำงานนอกบ้าน แต่งานบ้านก็ยังเป็นของผู้หญิงอยู่ดี อีกทั้ง 33.2% ระบุว่า งานบ้านไม่ใช่หน้าที่ของผู้ชายแต่เป็นหน้าที่ของผู้หญิง

สำหรับข้อเสนอแนะต่อประเด็นงานบ้านนั้น ผู้ชายกลุ่มตัวอย่าง 74.2% มองว่าครอบครัวมีส่วนช่วยในการปลูกฝังเรื่องการทำงานบ้านและสร้างทัศนคติที่ดีเรื่องความเสมอภาคระหว่างเพศตั้งแต่เด็กๆ และกว่า 73.3% มองว่าถึงเวลาเปลี่ยนแปลงให้งานบ้านเป็นงานของทุกคน และสามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย

น.ส.จรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล อธิบายว่า จากผลสำรวจสะท้อนว่า ผู้ชายบางส่วนยังมีความเชื่อว่า งานบ้านเป็นหน้าที่ผู้หญิง ซึ่งสาเหตุมาจากความคิดแบบชายเป็นใหญ่ ถูกบอกถูกสอนว่าผู้ชายต้องเป็นผู้นำ ส่วนผู้หญิงต้องทำงานบ้าน เลี้ยงลูก หากปล่อยให้ผู้ชายทำจะเสียศักดิ์ศรี ดังนั้น คงต้องเริ่มจากจุดนี้ ให้เขามองว่าการทำงานบ้านผู้ชายต้องทำได้ มันไม่ใช่หน้าที่ฝ่ายหญิงฝ่ายเดียว ค่อยๆ ปรับเปลี่ยน เพื่อทำให้ปัญหาความขัดแย้ง ความรุนแรงในครอบครัวลดลง ขณะที่การศึกษาควรเป็นเบ้าหลอมสำคัญ ต้องรื้อและเปลี่ยนแปลง เพราะในแบบเรียนก็ยังเห็นว่ากรอบความคิดแบ่งแยกชายหญิงยังแข็งแรง เราต้องช่วยกันเขย่ากรอบความคิดนี้ให้หมดไป

ด้าน นายจะเด็ด เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล อธิบายว่า ส่วนใหญ่คนที่มองว่าชายเป็นใหญ่จะอายุ 45 ขึ้นไป เขาจะเชื่อว่างานบ้านเป็นงานของผู้หญิงเพราะเขาเห็นรุ่นพ่อแม่เป็นแบบนั้น นี่คือสิ่งที่ปลูกฝังมาตลอดว่าไม่ใช่งานของเขา และบางคนมีความเชื่อที่ซับซ้อน เช่น ห้ามลอดราวตากผ้า หรือไม่จับผ้าถุงผู้หญิง เราไม่ได้โทษผู้ชายเพราะบางทีเขาปลูกฝังมาแบบนี้ ดังนั้น เราต้องมาคิดว่าทำอย่างไรให้เขาเกิดกระบวนการเรียนรู้ งานบ้านทำให้ความเสมอภาคชายหญิงเกิดขึ้นได้

“บางทีหลายคนมองว่าเป็นเรื่องเล็กและเคยชินว่า ผู้หญิงต้องทำงานบ้าน แต่สังเกตว่าคนรุ่นใหม่ความคิดเริ่มเปลี่ยนแปลง พ่อแม่ยุคใหม่เริ่มปลูกฝังให้ทำงานบ้าน ตอนภรรยาผมคลอดลูก ที่องค์กรให้หยุดงานไปเลี้ยงลูกได้ 1 เดือน ผมรู้เลยว่ามันเหนื่อย เราเห็นข่าวว่าแม่ทำร้ายลูกตัวเองเพราะเครียดประชดสามี นี่ก็เป็นผลพวงของพ่อแม่ที่ไม่ช่วยเหลือกัน ดังนั้น ต้องเข้าใจว่ามิติงานบ้าน เชื่อมโยงกับเรื่องทางสังคมหลายด้าน ถ้าช่วยผู้หญิงทำงานบ้าน การดูแลลูกจะสมบูรณ์ ลูกจะเติบโตมาแบบมีพัฒนาการ หากผู้ชายไม่มีส่วนร่วม คุณจะไม่มีทางได้เห็นว่าเขาเติบโตขึ้นมาเป็นอย่างไร”

ทั้งนี้ ที่ผ่านมามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้ทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อสร้างเครือข่ายแกนนำใน 6 จังหวัดทั่วประเทศ อาทิ อำนาจเจริญ เชียงใหม่ ชุมพร สมุทรปราการ ฯลฯ โดยมีแกนนำราว 20-30 คนต่อพื้นที่ ในการสร้างความเข้าใจกับผู้ชาย และเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อการแบ่งแยกหน้าที่ชายหญิง สร้างความเท่าเทียม ลดความรุนแรงให้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

“บางทีปัญหาความรุนแรงไม่ใช่แค่เรื่องของผู้หญิงอย่างเดียว ผู้ชายต้องออกมาทำให้เปลี่ยนด้วย เราคิดว่ามนุษย์เปลี่ยนได้ เรื่องงานบ้านไม่ได้ซับซ้อน นอกจากนี้ ต้องมีแรงสนับสนุนด้วย เช่น มีมาตรการให้ผู้ชายลาไปเลี้ยงลูกได้เหมือนที่ต่างประเทศ ปัจจุบันเห็นแค่ในราชการเท่านั้น เราคงไม่รณรงค์เพื่อบังคับเขา แต่ให้เขาได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้ ปรับเปลี่ยน เราเชื่อว่าผู้ชายหลายคนที่ถูกมองว่าเป็นคนไม่ดี แต่หากให้โอกาสเขาอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ แต่เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา อย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป”

 ทัศนคติเปลี่ยนยาก แต่เปลี่ยนได้
นายรัชเวทย์ คำเสมอคชสีห์ อายุ 54 ปี ประธานชุมชนซอยสินทรัพย์ เขตดุสิต กทม. เป็นอีกหนึ่งตัวแทนของผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเคยละเลยครอบรัว แต่ก็สามารถปรับตัวและกลับมาทำให้ครอบครัวอบอุ่นได้อีกครั้ง รัชเวทย์ เล่าว่าเกิดในครอบครัวที่มีวัฒนธรรมเรื่อง “ชายเป็นใหญ่” งานบ้านทุกอย่างเป็นของแม่และพี่สาว เมื่อมีครอบครัวก็ดื่มเหล้าแทบทุกวัน เมากลับบ้าน ด่าทอภรรยาและลูก เคยหนักถึงขั้นทำร้ายร่างกาย จนภรรยาและลูกไม่กล้าคุยด้วย แต่หลังจากที่ได้รับการชักชวนเข้าร่วมโครงการงดเหล้าเข้าพรรษา ของ สสส. เมื่อ 6 ปีก่อน และร่วมกิจกรรมของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ทำให้ได้เห็นตัวอย่างความรุนแรงภายในครอบครัวอื่นๆ และสะท้อนกลับมาที่ตัวเอง

“จุดเปลี่ยนที่สำคัญ คือ การได้อยู่บ้านกับหลานสองคน เป็นครั้งแรกที่ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมให้หลานเอง จึงรู้ว่าไม่ใช่เรื่องยาก ขณะที่หลานอยู่ในวัยกำลังคลาน เราเห็นพื้นสกปรกจึงหยิบไม้กวาดมากวาด ทำให้คิดย้อนไปว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยทำเลย แม่ดูแลเรา แต่เราไม่เคยดูแลภรรยาและลูกของเรา หลังจากนั้นเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมทีละนิด เลิกเล่นการพนัน ขายของช่วยภรรยา และมีเป้าหมายที่จะเลิกเหล้าให้ได้อย่างเด็ดขาด ทุกวันนี้ครอบครัวกลับมาเป็นครอบครัวอีกครั้ง ภรรยาและลูกจากที่ไม่เคยคุยด้วย เริ่มชวนไปทำบุญที่วัด ไปดูหนัง ผมคิดว่าทุกคนเปลี่ยนได้ แต่อาจต้องใช้เวลา” รัชเวทย์ กล่าว

การปลูกฝัง เริ่มจากครอบครัว
ด้าน นางสุรีย์พร สาตราคม วัย 54 ปี ในฐานะคุณแม่ที่มีลูกเป็นคนรุ่นใหม่เล่าว่า มีลูกชาย 3 คน คนโตทำงานแล้ว ส่วนอีก 2 คนยังเรียนอยู่ ด้วยความที่ต้องทำงาน ลูกชายทั้งสามคนจึงต้องรับผิดชอบตัวเอง จะปลูกฝังให้ลูกรู้จักทำงานบ้านช่วยกันตั้งแต่เด็ก เพราะเป็นสิ่งที่ดี สมัยก่อนพื้นฐานครอบครัวส่วนใหญ่ให้ผู้หญิงทำงานบ้าน ผู้ชายก็หาเงินอย่างเดียว แต่ยุคปัจจุบันเปลี่ยนไป ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การแบ่งเบาภาระให้ผู้ชายทำบ้างเป็นสิ่งที่ดี เพราะผู้หญิงต้องทำงานข้างนอก จึงให้เขาซักผ้า รีดผ้าเอง ผลัดกันดูแลสุนัข โตหน่อยก็หุงข้าว จะมารอแต่แม่ไม่ได้แล้ว ต้องช่วยเหลือตัวเอง เด็กต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ช่วยกันให้เป็นหน้าที่ได้

เปิดภาพรวมตลาดงานไทย 8 อาชีพ เลือกทำงานตาม”รายได้-ชีวิตสมดุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/400246?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เปิดภาพรวมตลาดงานไทย 8 อาชีพ เลือกทำงานตาม”รายได้-ชีวิตสมดุล

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 – 14:55 น.
อาชีพ,ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒน,รายได้
เปิดอ่าน 272 ครั้ง

เปิดภาพรวมตลาดงานไทย8อาชีพ เลือกทำงานตาม”รายได้-ชีวิตสมดุล” โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com – 

สำนักงานโรเบิร์ต วอลเทอร์ส ประจำประเทศไทย ที่ปรึกษาด้านการจัดหางานระดับโลก ออกมาเผยผลสำรวจเงินเดือนและแนวโน้มการจ้างงานในปี 2563 ของประเทศไทย โดยได้สำรวจพนักงานไปจนถึงผู้บริหารระดับกลางและระดับผู้บริหารระดับสูงทั้ง 8 อาชีพ ได้แก่ อาชีพบัญชีและการเงิน การเงินและการธนาคาร ทรัพยากรบุคคล วิศวกรรมและการผลิต การขายและการตลาด กฎหมาย ซัพพลายเชนและจัดซื้อ และเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงวิเคราะห์จากหลากหลายเครือข่ายสำนักงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งมาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ระหว่างปี 2562

อ่านข่าว… ปลดล็อกปรับเปลี่ยนอุดมศึกษาไทยทรานสฟอร์มตนเองประเทศก้าวหน้า

ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำประเทศไทย กล่าวว่า ผลการสำรวจครั้งนี้จะนำเสนอภาพรวมของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเจาะลึกในส่วนของประเทศไทย พบว่าการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัลเป็นปัจจัยสำคัญในการจ้างงานในปี 2563 โดยภาพรวมของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แบ่งเป็น อัตราเงินเดือนที่ผู้ย้ายงานคาดหวังที่จะปรับขึ้นในปี 2563 อินโดนีเซียอยู่ระหว่าง 15-30% มาเลเซีย 15-20% ฟิลิปปินส์ 20-40% สิงคโปร์ 5-15% เวียดนาม 15-20% และไทย 20-30% ส่วนปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ทำงานในองค์กรเดิม ไม่ย้ายงาน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย มีความเหมือนกัน คือ วัฒนธรรมขององค์กรและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี แต่ฟิลิปปินส์จะเป็นเรื่องของฐานเงินเดือนและสวัสดิการที่ดี

ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา

ภาพรวมตลาดของประเทศไทยแนวโน้มในการจ้างงานนั้น ในส่วนของผู้จ้างงาน มองว่าการจ้างงานในภาคการผลิตยังคงเป็นบวก มีความต้องการใช้กลยุทธ์โมบาย เฟิร์ส ผลักดันความต้องการบุคลากรในสายดิจิทัล ขณะที่ในส่วนของพนักงาน 75% ของพนักงานคาดว่าจะได้รับโบนัสประมาณ 15% ขึ้นไปของเงินเดือน และ 29% ของพนักงานให้ประเด็นความก้าวหน้าในอาชีพเป็นแรงจูงใจหลักในการเปลี่ยนงาน

อย่างไรก็ตามขณะนี้มีนิติบุคคลจดทะเบียนบริษัทใหม่ในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2562 ถึง 38,222 ราย ซึ่งเมื่อพิจารณาเป็นรายได้พบว่ามีนิติบุคคลจดใหม่มากถึง 6,370 รายต่อเดือน ดังนั้นถ้าคิดจำนวนทั้งหมดถึงสิ้นปี 2562 คาดว่าจะมีนิติบุคคลใหม่ถึง 76,000 ราย โดย 3 อันดับอุตสาหกรรมที่มีการจดทะเบียนนิติบุคคลใหม่มากที่สุด คือ ก่อสร้างรับเหมา อสังหาริมทรัพย์ และร้านอาหาร

ภาพรวมการลงทุน (ล้านบาท) ในภาคอุตสาหกรรมช่วงเดือนมกราคม-กันยายนปี 2561 และปี 2562 พบว่า 3 อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงขึ้น คือ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ โดยปี 2561  ลงทุน 140 ล้านบาท ปี 2562 ลงทุน 790 ล้านบาท มีการเปลี่ยนแปลงร้อยละ +464 เทคโนโลยีชีวภาพ ปี 2561 ลงทุน 6,290 ล้านบาท ปี 2562 ลงทุน 14,920 ล้านบาท  เปลี่ยนแปลงร้อยละ +137 และการแพทย์ ปี 2561 ลงทุน  4,290 ล้านบาท ปี 2562 ลงทุน 8,400 ล้านบาท มีการเปลี่ยนแปลงร้อยละ +96
ส่วนอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนน้อยลงได้แก่ ดิจิทัล ปี 2561 ลงทุน 12,020 ล้านบาท ปี 2562 ลงทุน 6,460 ล้านบาท เปลี่ยนแปลงร้อยละ-46 และอากาศยาน ปี 2561 ลงทุน 6,490 ล้านบาท ปี 2562 ลงทุน 540 ล้านบาท เปลี่ยนแปลงร้อยละ- 96

นอกจากนั้นยังพบว่าประเทศไทยเป็นผู้นำของโลกในการใช้อุปกรณ์มือถือ โดยคนไทย 69.24 ล้านคน มีการใช้มือถือมากถึง 92.33 ล้านเครื่อง แสดงว่าคน 1 คนใช้มือถือมากกว่า 1 เครื่อง และมีการซื้อขาย ใช้บริการออนไลน์มากถึง 90%

ผลสำรวจภาพรวมตลาดของประเทศไทย แบ่งตาม 8 สาขาอาชีพ จำแนกได้ดังนี้ อาชีพ ทรัพยากรบุคคล โดยเฉลี่ยผู้สมัครที่ย้ายงานคาดว่าจะมีการเพิ่มเงินเดือนระหว่าง 20-30% โดยปัจจัยย้ายงาน 4 อันดับแรก คือ ความก้าวหน้าในอาชีพ 36% ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ดีขึ้น 19% วัฒนธรรมองค์กรที่ดีกว่า 16% และสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานที่ดีขึ้น 14% ซึ่ง 27% ของพนักงานในอุตสาหกรรมทรัพยากรบุคคลมีอายุงานน้อยกว่า 2 ปี และพนักงาน 57% ที่ทำงานตำแหน่งเดิม คาดว่าได้เงินเดือนปรับขึ้นประมาณ 7-15%

ต่อมาอาชีพ เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉลี่ยผู้สมัครที่ย้ายงานคาดว่าจะมีการเพิ่มเงินเดือนระหว่าง 15-30% โดยปัจจัยย้ายงาน 4 อันดับแรก คือ ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ดีขึ้น 27% ความก้าวหน้าในอาชีพ 27% สมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานที่ดีขึ้น 15% และวัฒนธรรมองค์กรที่ดีกว่า 10% ซึ่ง 32% ของพนักงานในอุตสาหกรรมทรัพยากรบุคคลมีอายุงานน้อยกว่า 2 ปี และพนักงาน 56% ที่ทำงานตำแหน่งเดิม คาดว่าได้เงินเดือนปรับขึ้นประมาณ 7-15%

ในส่วนของอาชีพ นักบัญชีและการเงิน โดยเฉลี่ยผู้สมัครที่ย้ายงานคาดว่าจะมีการเพิ่มเงินเดือนระหว่าง 15-25% โดยปัจจัยย้ายงาน 4 อันดับแรก คือ ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ดีขึ้น 28% ความก้าวหน้าในอาชีพ 26% สมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานที่ดีขึ้น 16% และวัฒนธรรมองค์กรที่ดีกว่า 10% ซึ่ง 21% ของพนักงานในอุตสาหกรรมทรัพยากรบุคคลมีอายุงานน้อยกว่า 2 ปี และพนักงาน 49% ที่ทำงานตำแหน่งเดิม คาดว่าได้เงินเดือนปรับขึ้นประมาณ 7-15%

อาชีพ การเงินและธนาคาร โดยเฉลี่ยผู้สมัครที่ย้ายงานคาดว่าจะมีการเพิ่มเงินเดือนระหว่าง 20-25% โดยปัจจัยย้ายงาน 4 อันดับแรก คือ ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ดีขึ้น 33% ความก้าวหน้าในอาชีพ 27% สมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานที่ดีขึ้น 15% และวัฒนธรรมองค์กรที่ดีกว่า 8% ซึ่ง 30% ของพนักงานในอุตสาหกรรมทรัพยากรบุคคลมีอายุงานน้อยกว่า 2 ปี และพนักงาน 56% ที่ทำงานตำแหน่งเดิม คาดว่าได้เงินเดือนปรับขึ้นประมาณ 7-15% อาชีพ นักกฎหมาย โดยเฉลี่ยผู้สมัครที่ย้ายงานคาดว่าจะมีการเพิ่มเงินเดือนระหว่าง 15-25% โดยปัจจัยย้ายงาน 4 อันดับแรก คือ ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ดีขึ้น 61% ความก้าวหน้าในอาชีพ 27% วัฒนธรรมองค์กรที่ดีกว่า 6% และสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานที่ดีขึ้น 6% ซึ่ง 17% ของพนักงานในอุตสาหกรรมทรัพยากรบุคคลมีอายุงานน้อยกว่า 2 ปี และพนักงาน 56% ที่ทำงานตำแหน่งเดิม คาดว่าได้เงินเดือนปรับขึ้นประมาณ 7-15%

สำหรับอาชีพ วิศวกรรมและการผลิต โดยเฉลี่ยผู้สมัครที่ย้ายงานคาดว่าจะมีการเพิ่มเงินเดือนระหว่าง 15-30% โดยปัจจัยย้ายงาน 4 อันดับแรก คือ ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ดีขึ้น 33% โอกาสในการทำงานต่างประเทศ 30% ความก้าวหน้าในอาชีพ 15% และสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานที่ดีขึ้น 13% ซึ่ง 15% ของพนักงานในอุตสาหกรรมทรัพยากรบุคคลมีอายุงานน้อยกว่า 2 ปี และพนักงาน 52% ที่ทำงานตำแหน่งเดิม คาดว่าได้เงินเดือนปรับขึ้นประมาณ 7-15%

ทั้งนี้อาชีพ การขายและการตลาด โดยเฉลี่ยผู้สมัครที่ย้ายงานคาดว่าจะมีการเพิ่มเงินเดือนระหว่าง 15-30% โดยปัจจัยย้ายงาน 4 อันดับแรก คือ ความก้าวหน้าในอาชีพ 34% ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ดีขึ้น 28% สมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานที่ดีขึ้น 15% และวัฒนธรรมองค์กรที่ดีกว่า 10% ซึ่ง 36% ของพนักงานในอุตสาหกรรมทรัพยากรบุคคลมีอายุงานน้อยกว่า 2 ปี และพนักงาน 49% ที่ทำงานตำแหน่งเดิม คาดว่าได้เงินเดือนปรับขึ้นประมาณ 7-15% และอาชีพ ซัพพลายเชนและการจัดซื้อ โดยเฉลี่ยผู้สมัครที่ย้ายงานคาดว่าจะมีการเพิ่มเงินเดือนระหว่าง 15-20% โดยปัจจัยย้ายงาน 4 อันดับแรก คือ ความก้าวหน้าในอาชีพ 29% ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ดีขึ้น 20% โอกาสในการทำงานต่างประเทศ 20% และสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานที่ดีขึ้น 15% ซึ่ง 17% ของพนักงานในอุตสาหกรรมทรัพยากรบุคคลมีอายุงานน้อยกว่า 2 ปี และพนักงาน 62% ที่ทำงานตำแหน่งเดิม คาดว่าได้เงินเดือนปรับขึ้นประมาณ 7-15%

“ปัญหาที่ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญอยู่ คือความต้องการด้านบุคลากรที่ตรงกับสายงานมากกว่าจำนวนผู้สมัคร นั่นหมายความว่ามีผู้สมัครจำนวนมากแต่ไม่ตรงกับตำแหน่งงานที่รับ ดังนั้นผู้ว่าจ้างต้องพึ่งคนในองค์กรเดิมของตนเอง โดยต้องตอบสนองความคาดหวังโบนัสประจำปี 15% ส่วนทักษะที่ผู้ประกอบการต้องการจากพนักงาน ผู้บริหารระดับกลางไปจนถึงระบบสูง นั่นคือทักษะความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษที่ไม่ใช่เพียงสื่อสารโต้ตอบได้แต่ต้องต่อรองทางธุรกิจได้ โดยเฉพาะในส่วนของผู้บริหารระดับกลางและระดับสูงที่ต้องมีทักษะภาษาอังกฤษในระดับที่ดี สามารถต่อรอง เข้าใจธุรกิจของตนเองเพื่อประโยชน์ขององค์กร นอกจากนั้นต้องมีทักษะในการบริหารบุคคล และต้องมีความเข้าใจ เท่าทันเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น อย่าง ปัญญาประดิษฐ์ นวัตกรรมที่จะช่วยส่งเสริมการทำงาน การเติบโตขององค์กรได้ทั้งในระดับประเทศ และสากล” ปุณยนุช กล่าว

ภาพรวมของธุรกิจและเศรษฐกิจประเทศไทยยังคงมีความแข็งแกร่งควบคู่กับการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัลที่มุ่งเน้นไปที่กลยุทธ์ โมบาย เฟิร์ส หรือการที่ผู้บริโภคในยุคนี้เริ่มมีการติดต่อสื่อสารกันผ่านโทรศัพท์มือถือที่ไม่ใช่การพูดคุยกันธรรมดา แต่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่างๆ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ เน้นไปที่การบริหารโดยผู้นำที่แข็งแรงและบุคลากรที่สร้างสรรค์แห่งนวัตกรรมการเปลี่ยนแปลง ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่านายจ้าง ผู้บริหารระดับสูงและระดับกลางและสะท้อนไปถึงพนักงานว่าต้องเร่งปรับตัวเพื่อดึงดูดให้ทุกคนมุ่งมั่นทำงานที่เดิม และมีความสามารถมากขึ้น

มรภ.เพชรบุรีจัดมหกรรมศิลปวัฒนธรรมอาเซียนฯ 3-5 ธ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/400202?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

มรภ.เพชรบุรีจัดมหกรรมศิลปวัฒนธรรมอาเซียนฯ 3-5 ธ.ค.นี้

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 – 10:00 น.
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี,มหกรรมศิลปวัฒนธรรมอาเซียน
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

มรภ.เพชรบุรีจัดยิ่งใหญ่มหกรรมศิลปวัฒนธรรมอาเซียนฯ 3-5 ธ.ค.นี้

เพชรบุรีจัดยิ่งใหญ่มหกรรมศิลปวัฒนธรรมอาเซียนอธิการฯราชภัฏเพชรบุรี ชวนเที่ยวงานมหกรรมศิลปวัฒนธรรมอาเซียน ชมหนังตะลุงมหรสพแห่งอุษาคเนย์ อลังการหาดูที่ไหนไม่ได้ 3 ศิลปินแห่งชาติ เป่าขลุ่ยร่ายกวีปั้นดิน เทิดพระเกียรติ ร.9-ร.10

ผศ.ดร.เสนาะ กลิ่นงาม อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี กล่าวถึงการจัดงานมหกรรมศิลปวัฒนธรรมอาเซียนสัมพันธ์และการแสดงนานาชาติครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 3-5 ธันวาคม พ.ศ. 2562 ณ วัดคงคารามวรวิหาร จังหวัดเพชรบุรี ว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีในฐานะที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น และที่สำคัญยิ่งจังหวัดเพชรบุรี เป็นเมืองสกุลช่าง เป็นเมืองศิลปวัฒนธรรม ทางด้านอาหารที่หลากหลาย ซึ่งสาระสำคัญจะทำอย่างไรให้การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของเพชรบุรี ที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นเหล่านี้คงอยู่ต่อไป รวมถึงการเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย

“เมื่อเรามีความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ จึงมีการเริ่มต้นงานมหกรรมศิลปวัฒนธรรมอาเซียน โดยเปิดโอกาสให้เด็กเยาวชนในพื้นถิ่นเมืองเพชรบุรี นำศิลปวัฒนธรรมการแสดงต่างๆที่คิดสร้างสรรค์ขึ้นมา ร่วมแสดงบนเวที รวมทั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วทุกภูมิภาคของประเทศที่เป็นพันธมิตร นำศิลปวัฒนธรรมการแสดงที่เป็นจุดเด่นของภูมิภาคมาร่วมแสดงอย่างต่อเนื่อง จึงมีความคิดว่าในกลุ่มประเทศอาเซียนได้รับวัฒนธรรมดั้งเดิมมาคล้ายๆกัน หรือที่เรียกว่าอุษาคเนย์ จนในที่สุดได้เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยในกลุ่มประเทศอาเซียนมาร่วมแสดงศิลปวัฒนธรรม”

ผศ.ดร.เสนาะ กล่าวต่อว่า การจัดงานมหกรรมศิลปวัฒนธรรมอาเซียน ทำให้เมืองเพชรบุรีได้รับการชื่นชอบชื่นชมจากชาวเพชรบุรีเองและชาวแถบจังหวัดภูมิภาคด้านตะวันตก และประกอบกับเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว จึงมีความคิดว่าต้องทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม ที่หาดูได้ยากเพราะมีศิลปวัฒนธรรมจากหลากหลายประเทศมารวมกัน จนกระทั่งเราได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยต่างๆในต่างประเทศ รวมทั้งสถาบันที่สอนเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม จึงเป็นที่มาของการจัดงานมหกรรมศิลปวัฒนธรรมอาเซียนสัมพันธ์และการแสดงนานาชาติ

“การจัดงานมหกรรมศิลปวัฒนธรรมในปี 2561 ที่ผ่านมามีนานาชาติ ทั้งประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย เม็กซิโก คาซัคสถาน คีกีซสถาน และอินเดีย ให้ความสนใจมาร่วมแสดง แต่ในปี 2562 นี้ นอกจากการแสดงศิลปวัฒนธรรมอาเซียนและนานาชาติแล้ว จะมีชาติอีก 3 ทวีป ทั้งตูนีเซีย เม็กซิโก ประเทศแถบแอฟริกาตอนเหนือ ชาติในกลุ่มประเทศเอเชีย มาร่วมงาน นอกเหนือจากนักเรียน นักศึกษา ในจังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ตัวแทนจากทั่วทุกภูมิภาคต่างๆในประเทศไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งหาดูได้ยากในการนำศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลายในแต่ละภูมิภาคทั่วโลกมารวมกันไว้ เพื่อจัดแสดงในจังหวัดเพชรบุรี เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรม และส่งเสริมการท่องเที่ยว”

ผศ.ดร.เสนาะ กล่าวอีกว่า ศิลปวัฒนธรรมเหล่านี้มีรากเหง้ามาจากที่เดียวกัน คือมาจากประเทศอินเดียส่วนใหญ่ เช่น เรื่องรามเกียรติ์จะเห็นว่ามีในทุกชาติ แต่ในปีนี้เราจะใช้ “หนังตะลุงมหรสพแห่งอุษาคเนย์” เป็นสื่อ เพราะในกลุ่มประเทศอาเซียนจะมีหนังตะลุงแบบเดียวกัน แต่จะแตกต่างแค่รูปแบบและการแต่งกายเท่านั้น เราจึงใช้ธีมอาเซียนเป็นหลักใหญ่เพื่อจะสร้างความสัมพันธ์ ในส่วนของศิลปวัฒนธรรมเราจะส่งนักศักษาไปเรียนรู้ทั้งภาษา วัฒนธรรม ในกลุ่มประเทศอาเซียนเหมือนกัน

ผศ.ดร.เสนาะ กล่าวต่อว่า สำหรับไฮไลค์ของงาน เนื่องจากในหลวงร.9 ทรงพระราชทานนาม “ราชภัฏ” ซึ่งแปลว่า คนของพระราชา และทรงมอบตราสัญลักษณ์ที่ติดอยู่บนนักศึกษาทุกคนเป็นตราประจำพระองค์รัชกาลที่9 เพื่อให้เรามาพัฒนาท้องถิ่น โดยการแสดงพิธีเปิดในปีนี้ได้รับเกียรติจากศิลปินแห่งชาติ 3 ท่าน คือ อาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และอาจารย์ทองร่วง เอมโอมฐ โดยทั้ง3คนจะแสดงร่วมกัน ซึ่งอาจารย์ธนิสร์จะเป่าขลุ่ยบรรเลง อาจารย์เนาวรัตน์ ร่ายบทกวีแบบสดๆ ขณะที่อาจารย์ทองร่วง จะปั้นตามทำนองขลุ่ยและบทกวี เพื่อเทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 นอกจากนี้เราจะเห็นสัญลักษณ์ของอาเซียนเป็นรูปรวงข้าวสีเหลือง เราจึงใช้หนังตะลุงเป็นสื่อในการเชื่อมโยง เพราะเป็นเรื่องของอุษาคเนย์โดยเฉพาะ ซึ่งรูปแบบการแต่งกายการร่ายรำมาจากฐานเดียวกัน แต่มีความแตกต่างของตนเอง สำหรับวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพในหลวงรัชกาลที่ 9 และเป็นวันสุดท้ายของงาน นักแสดงทุกชาติที่มาร่วมงานจะมีการแสดงร่วมกันบนเวที โดยไม่ได้คิดคอนเซ็ปต์ไว้ล่วงหน้า แต่จะมาพูดคุยวางแผนกันเองในวันแสดงว่าจะทำกิจกรรมรูปแบบไหน ซึ่งจะมีนักแสดงร่วมถึง 200-300 คน บนเวที เพื่อเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 9 และ รัชกาลที่10

ผศ.ดร.เสนาะ กล่าวปิดท้ายว่า การจัดงานมหกรรมศิลปวัฒนธรรมอาเซียนสัมพันธ์และการแสดงนานาชาติ ครั้งที่ 9 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 ธันวาคม พ.ศ. 2562 ณ วัดคงคารามวรวิหาร จังหวัดเพชรบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จึงขอเชิญชวนผู้สนใจมาร่วมงาน เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม

AIขึ้นแท่นดาวเด่นดิจิทัลจบปริญญาตรีตกงานโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/400004?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

 AIขึ้นแท่นดาวเด่นดิจิทัลจบปริญญาตรีตกงานโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 12:45 น.
AI,ดิจิทัล,ตกงาน
เปิดอ่าน 326 ครั้ง

 AI ขึ้นแท่นดาวเด่นดิจิทัลจบปริญญาตรีตกงาน โจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ โดย…   คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com – 

มหาวิทยาลัยหลายแห่งผลิตคนไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เห็นได้จากจำนวนของคนว่างงานที่สูงเกือบ 4 แสนคน ขณะเดียวกันพฤติกรรมของการเรียนส่วนหนึ่งได้เปลี่ยนไปจากอดีต คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่เลิกยึดติดกับวุฒิการศึกษาจากสถาบันมีชื่อ เพราะเห็นแล้วว่าการเรียนรู้หรือความรู้ที่นำไปใช้งานจริงไม่จำเป็นต้องมาจากสถาบันการศึกษา ความรู้หลายเรื่องสามารถแสวงหาได้รอบตัวอย่างไม่จำกัดเวลาสถานที่ จึงหันไปเรียนหลักสูตรที่จบง่าย พึ่งพาการเรียนรู้จากโลกออนไลน์มากขึ้นเพราะตรงต่อความต้องการ

อ่านข่าว….  สัญญาณอันตราย

ตัวเลขสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้สรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรเดือนกันยายน 2562 พบว่าจำนวนผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป 56.64 ล้านคน เป็นผู้อยู่ในกำลังแรงงานหรือผู้ที่พร้อมจะทำงาน 37.72 ล้านคน ส่วนผู้ที่อยู่นอกกำลังแรงงานหรือผู้ที่ไม่พร้อมทำงานมีจำนวน 18.92 ล้านคน โดยผู้ที่พร้อมทำงานประกอบด้วยผู้ที่มีงานทำ 37.21 ล้านคน ผู้ว่างงาน 3.85 แสนคนผู้ที่รอฤดูกาล 1.2 แสนคน
เมื่อพิจารณาอัตราการว่างงานตามกลุ่มอายุ พบว่ากลุ่มวัยเยาวชนหรือผู้มีอายุ 15-24 ปี มีอัตราการว่างงานร้อยละ 6.5 ซึ่งปกติในกลุ่มนี้อัตราการว่างงานจะสูง ส่วนกลุ่มวัยผู้ใหญ่อายุ 25 ปีขึ้นไป มีอัตราการว่างงานร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561 กลุ่มเยาวชนมีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.1 เป็นร้อยละ 6.5

หากจำแนกตามระดับการศึกษาที่สำเร็จ พบว่าระดับอุดมศึกษา ว่างงานสูงถึง 1.73 แสนคน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ว่างงาน 8.4 หมื่นคน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ว่างงาน 7.7 หมื่นคน ระดับประถมศึกษา ว่างงาน 4.2 หมื่นคน ไม่มีการศึกษาหรือต่ำกว่าประถมศึกษา ว่างงาน 9.0 พันคน

        เอไอยุคที่ทุกสิ่งอย่างวัดได้หมด
สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ยุคแรกของเอไอ เป็นคอมพิวเตอร์อย่างง่ายๆ ต้องสอนด้วยบิ๊กดาต้า เซต คือมีอินพุทและเอาท์พุท แต่ยุคนี้เกิดมาเป็น Superprofessor และวันนี้เข้าสู่ยุค Sensorization of Things คือทุกสิ่งอย่างวัดได้หมดไม่ว่าจะเป็น ตา หน้า เสียง การสัมผัส ท่วงท่าการเดิน และสมองทุกอย่างบันทึกได้และสามารถสร้างขึ้นมาใหม่แทนคนได้หมดแล้ว

ก่อนหน้านี้เด็กทั่วโลกอยากเป็นที่สุดคือไปทำงานที่สิงคโปร์สามารถมีเงินเดือนเป็นล้าน โบนัสเป็นล้าน แต่ตอนนี้ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI artificial intelligence) สามารถมาทำงานแทนที่คนได้ อาชีพนักกฎหมาย เป็นอาชีพสุดยอดของคนอเมริกา ค่าจ้างแพงสุดๆ วันนี้บางบริษัทลดค่าจ้างนักกฎหมาย โดยใช้เอไอ มาแทนที่เพราะสามารถจำรัฐธรรมนูญได้ทุกฉบับทั่วโลก และสามารถเขียนได้หลากหลายภาษา

“วันนี้เด็กยุคใหม่พวกเขาสามารถเรียนออนไลน์ได้จากศาสตราจารย์ที่ได้รับรางวัลระดับโลกจากมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับโลก ขณะเดียวกันคนรับสื่อยุคใหม่ไม่ได้สนใจว่าเรียนในมหาวิทยาลัย คณะสาขาที่ดังขนาดไหน รู้สึกไม่ตอบโจทย์ เด็กวิศวะเกินครึ่งไปทำอย่างอื่น เช่น ไปปลูกผักขายออนไลน์ เด็กสถาปัตย์ไปทำร้านกาแฟ ขายขนมรวย เด็กจบพาณิชย์และบัญชีไปทำเสื้อผ้าขายออนไลน์รวย หรือถ้าไปกดค้นหาคนที่รวยที่สุดในโลก 100 คนเช่น มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก บิลเกตส์ ทุกวันนี้คงไม่ต้องการปริญญา โลกไม่ได้ยึดติดเดิมๆ เรียนมาสเตอร์คลาส  เรียนกับมือหนึ่งของโลกในแต่ละด้าน และมีทุกวิชาทุกสาขาเพียงจ่ายเงิน 5,000 บาทในยุคดิสรัปชั่น” สุชัชวีร์ กล่าว

อธิการบดี สจล. ยกตัวอย่างวิธีการเอาตัวรอดในยุคดิสรัปชั่น ว่าแชมป์โลกทางด้านการศึกษา MIT ได้มีการปรับเปลี่ยน ตอนนี้หน้าเว็บของ MIT มีข้อสอบ มีเฉลย มีคลิปวิดีโอให้ดูฟรี และคู่แข่งตลอดกาลอย่าง Harvard และ MIT ซึ่งแข่งกันมาเป็น 100 ปี วันนี้จับมือลงทุนหลายล้านบาทตั้งแพลตฟอร์ม edx.org ให้คน 1 พันล้านคนมาเรียนฟรี ฉะนั้นทุกองค์กร สถาบันการศึกษาจะต้องปรับตัวให้เร็วที่สุด

       เอไอ ดาวเด่นดิจิทัลไทยปี 63
สถาบันไอเอ็มซีเปิดเผยแนวโน้มด้านดิจิทัลที่น่าสนใจในประเทศไทยปี 2563 ว่าองค์กรไทยจะตื่นตัวอย่างมากที่จะนำปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาปรับใช้ในหลายมิติ มีการดำเนินการใช้บิ๊กดาต้าอย่างเป็นรูปธรรม มีการประมูลคลื่นความถี่พร้อมทั้งตื่นตัวและทดลองใช้เทคโนโลยี 5จี บล็อกเชนจะมีการเริ่มต้นใช้งานจริงมากกว่าเรื่องของเงินดิจิทัล

จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 113 ราย ซึ่งประกอบด้วยองค์กรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ราชการ รัฐวิสาหกิจ และโรงงานอุตสาหกรรมพบว่าปี 2562 ธุรกิจองค์กรในประเทศไทยเริ่มใช้เอไอมากขึ้น โดยเฉพาะระบบแชทบอท และอาร์พีเอ (Robot Process Automation)

ไอเอ็มซีพบด้วยว่าเมื่อองค์กรต้องการลงทุนด้านเอไอกูเกิลคลาวด์เป็นระบบคลาวด์ที่จะถูกนำมาใช้งานมากที่สุด 64.29% รองลงมาจะเป็นคลาวด์มาตรฐานเปิดหรือโอเพ่นซอร์ท 48.21% ไมโครซอฟท์อาชัวร์ 41.07% และอะเมซอนเว็บเซอร์วิส 38.39%
องค์กรไทยเกือบครึ่งหนึ่ง หรือราว 49.11% มีความรู้ความเข้าใจเอไอในระดับเริ่มต้น ขณะที่ 30.36% มีความรู้ความเข้าใจเอไอในระดับพอใช้ ที่เข้าใจอย่างดีมีเพียง 11.60% องค์กรที่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเอไอเลยมีอยู่ประมาณ 8.93%

ขณะที่ 74.11% ของกลุ่มตัวอย่างยอมรับว่าเอไอจะมีผลกระทบทำให้อุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยมีเพียง 16.07% เท่านั้นที่คิดว่ามีผลเพียงเล็กน้อย ส่วนที่เหลือตอบว่าไม่แน่ใจหรือคิดว่าไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง
แนวโน้มการดำเนินการด้านเอไอขององค์กรไทยส่วนใหญ่เป็นการจ้างบุคคลภายนอก (outsource) ราว 40.18% รองลงมาเป็นการดำเนินการเองในบริษัท (in house) 32.14% ขณะที่ 17.86% ของกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีจัดหาซอฟต์แวร์สำเร็จรูป

มีองค์กรเพียง 10.7% เท่านั้นที่ใช้งานเอไอแล้ว ขณะที่อีก 25.9% ระบุว่ากำลังอยู่ในแผนดำเนินการ และ 39.29% กำลังดำเนินการศึกษา โดยหากมีการนำเอไอไปประยุกต์ใช้ในองค์กรราว 60.71% จะเลือกทำแชทบอท ตามมาด้วยระบบอัตโนมัติอาร์พีเอ 49.11% รองลงมาเป็นระบบแบ่งกลุ่มลูกค้า ระบบจดจำใบหน้า ระบบป้องกันการล่อลวง ระบบบริหารทรัพยากรบุคคล และระบบอื่นๆ

ในภาพรวมการสำรวจชี้ว่าผู้บริหารระดับสูงในองค์กรไทย 50% เห็นความสำคัญของการนำเอไอมาประยุกต์ใช้เป็นพิเศษ ขณะที่ 35.1% ตอบว่าสำคัญปานกลาง และ 14.29% ยังไม่ให้ความสำคัญและยังไม่มีการกล่าวถึงเอไอในองค์กร

    ยุคใหม่ทำงานข้ามศาสตร์
“แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์” ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการจ๊อบไทย ระบุว่าพฤติกรรมของผู้ประกอบการในความต้องการรับคนเข้าทำงานในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต องค์กรต่างๆ เริ่มปรับตัว บางสายไม่เน้นไปที่ผู้จบการศึกษาจากศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งโดยตรงอีกต่อไป
“เทคโนโลยียุคใหม่เปิดโอกาสให้สามารถทำงานข้ามศาสตร์ได้มากขึ้น จึงหมายความว่าความรู้เฉพาะในห้องเรียนอาจจะไม่เพียงพอสำหรับการทำงานยุคปัจจุบัน ต้องมีการอัพเดทความรู้เรื่องเทคโนโลยีตลอดเวลา ขณะเดียวกันหลายคนก็ใช้ศักยภาพที่มีทำงานอิสระ หรืองานฟรีแลนซ์มากขึ้น เพราะมองว่างานฟรีแลนซ์นั้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้มากกว่า”

จ๊อบไทยเคยสำรวจพบว่าคนรุ่นใหม่ไม่ต้องการทำงานประจำ และบางส่วนเลือกงาน ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนคนที่ทำงานฟรีแลนซ์จากการเก็บตัวเลขของจ๊อบไทย มีอัตราอยู่ 4.36% เมื่อเทียบกับคนทำงานประจำ แบ่งสัดส่วนเป็นกลุ่มคน Gen X (คนที่มีอายุ 43 ปีขึ้นไป) = 6.62% จากคนที่สนใจทำงานฟรีแลนซ์ทั้งหมด Gen Y (คนที่มีอายุ 25-42 ปี) = 78.65% จากคนที่สนใจทำงานฟรีแลนซ์ทั้งหมด และ Gen Z (คนที่มีอายุไม่เกิน 24 ปี) = 14.74% จากคนที่สนใจทำงานฟรีแลนซ์ทั้งหมด โดยแนวโน้มความสนใจงานอิสระยังคงเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีโอกาสที่จะกลับเข้าทำงานประจำ หากมีปัจจัยที่สนองตอบความต้องการดีพอ
ปัจจจุบันสถานประกอบการบางแห่งเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่เข้าค่ายกิจกรรม เปิดเวิร์กช็อปเก็บตัวให้มาอยู่ร่วมกัน ให้โจทย์ในการทำงาน นำเสนอรูปแบบธุรกิจจำลองเพื่อสังเกตทัศนคติ ความคิด ตัวตนของแต่ละคนว่ามีคุณสมบัติตรงตามความต้องการหรือไม่ เพื่อคัดเลือกเข้าทำงาน

    จุฬาฯ เรียนออนไลน์แห่งแรก
ศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทบางกอก อินโนเวชั่น เฮ้าส์ จำกัด (BIH) เปิดตัวโครงการนำร่อง “Upskilling / Reskilling Industrial Workforce for Thailand 4.0 : Data Science Pathway by Western Digital and CHULA MOOC Achieve” เป็นการเรียนรู้แบบผสมผสานบนแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบออนไลน์ใน 5 สายงาน ได้แก่ การบริหารจัดการ (Management) วิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT/Data/Technology) ภาษา (Languages) ศิลปะและการพัฒนาตนเอง (Art&Self Development) วิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Science)

เนื้อหากระชับเข้าใจง่าย เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมกับการฝึกปฏิบัติและการทดสอบ รวมถึงกิจกรรมเสริมหลักสูตรอื่นๆ เมื่อเรียนจบชุดวิชา (Pathway) ผู้เรียนที่สอบผ่านเกณฑ์ภายในระยะเวลาที่กำหนดจะได้รับประกาศนียบัตรจากโครงการ CHULA MOOC Achieve

  ทุ่ม8.6พันล้านช่วยบัณฑิตเตะฝุ่น
จากการสำรวจพบว่ามีบัณฑิตที่ตกงานมากถึง 370,000 คน และในเดือนมีนาคม 2563 หรือในอีก 4 เดือนข้างหน้า จะมีบัณฑิตกำลังจะจบจากมหาวิทยาลัยอีก 3 แสนคน ซึ่ง 50 เปอร์เซ็นต์คาดว่าจะตกงาน ทำให้มีบัณฑิตกำลังจะตกงานรวมกว่า 5 แสนคน รัฐบาลจึงมอบให้กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดทำโครงการยุวชนชาติสร้างชาติ  ใช้งบประมาณ 8,600 ล้านบาท

โครงการยุวชนสร้างชาติจะรับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยและบัณฑิตจบใหม่ จำนวนกว่า 50,000 คน ลงไปพัฒนาพื้นที่ในชุมชนร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลความเจริญระยะเวลา 12 เดือน ได้เงินเดือน 10,000-15,000 บาท สมัครได้ที่มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

โครงการบัณฑิตอาสารับนักศึกษาที่จบมหาวิทยาลัยไปทำงานพัฒนาชนบท โครงการที่สองคือโครงการอาสาประชารัฐ งบประมาณ 500 ล้านบาท ให้นักศึกษาปี 3-4 จำนวน 10,000 คน ทำงาน 4-5 เดือนหรือ 1 ภาคเรียน ร่วมกับชาวบ้านและสามารถเทียบโอนหน่วยกิตได้ทั้งหมดมีค่าเบี้ยเลี้ยงให้คนละ 5 พันบาท และสุดท้ายโครงการกองทุนยุววิสาหกิจเริ่มต้น งบประมาณ 100 ล้านบาท ให้นิสิตนักศึกษาร่วมกับบุคลากรมหาวิทยาลัย ระยะเวลา 3-5 ปี พัฒนาผลิตภัณฑ์ จัดตั้งสตาร์ทอัพ พัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ให้เกิดเป็นนวัตกรรมทางธุรกิจ นวัตกรรมสังคมและนวัตกรรมสร้างสรรค์

จะช่วยลดจำนวนบัณฑิตตกงานได้ประมาณร้อยละ 10 โดยจะเริ่มโครงการอาสาประชารัฐก่อนในเดือนธันวาคม นำร่องในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 จังหวัดที่ยากจนที่สุดของประเทศ เชื่อว่าจะช่วยพัฒนาชุมชนในมิติต่างๆ และก่อให้เกิดอาชีพใหม่ด้วย

สพฐ.ชี้เงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข ช่วยนร.ยากจนได้ผล 98%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/399860?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

สพฐ.ชี้เงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข ช่วยนร.ยากจนได้ผล 98%

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 – 15:00 น.
สพฐ,เงินอุดหนุน,นักเรียนยากจน
เปิดอ่าน 65 ครั้ง

สพฐ. ระบุ เงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้นักเรียนยากจนที่สุดได้จริง ส่งผล 98% มาเรียนสม่ำเสมอตามเกณฑ์ ลดความเสี่ยงหลุดออกนอกระบบ

19 พ.ย.2562-สพฐ. ระบุ เงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้นักเรียนยากจนที่สุดได้จริง ส่งผล 98% มาเรียนสม่ำเสมอตามเกณฑ์ ลดความเสี่ยงหลุดออกนอกระบบ ย้ำเขตพื้นที่ กำชับโรงเรียน 300 กว่าแห่งบันทึกข้อมูลบัญชีรับทุนเสมอภาคให้ถูกต้อง ป้องกันเด็กเสียสิทธิ์ ขณะที่ กสศ.เผย ภาคเรียน1/2562 ช่วยเด็กพิการที่ยากจนพิเศษมากกว่า 4 หมื่นคน จับมือสพฐ.ปลดล็อคระบบ เพื่อช่วยเด็กด้อยโอกาสซ้ำซ้อนได้มากกว่านี้ ชี้หากไม่ถูกตัดงบ ปีการศึกษา 2563 สามารถช่วยเด็กอนุบาลยากจนที่สุดได้มากกว่า 1.5 แสนคน

ที่ห้องประชุม DOC อาคาร สพฐ.5 กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดประชุมชี้แจงการดำเนินงานจัดทำข้อมูลระบบการคัดกรองนักเรียนยากจนและนักเรียนยากจนพิเศษ (นักเรียนทุนเสมอภาค) ประจำภาคเรียนที่ 2/2562 ให้แก่เขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 255 เขต ทั่วประเทศ ผ่านระบบ Tele Conferenc

ว่าที่ รต.ธนุ วงษ์จินดา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า โครงการเงินอุดหนุนช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไข หรือ CCT  ของโรงเรียนสังกัด สพฐ. เป็นหนึ่งในโครงการบูรณาการงานระหว่าง ศธ.และกสศ. ที่เป็นรูปธรรมในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและเกิดผลลัพธ์มุ่งตรงกลุ่มเป้าหมายนักเรียนที่ยากจนที่สุด

ในปีการศึกษา 2562 มีนักเรียนยากจนพิเศษระดับชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้นผ่านการรับรองจากคณะกรรมการสถานศึกษาจำนวนทั้งหมด 723,604 คน ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขหรือทุนเสมอภาคจาก กสศ. จำนวนทั้งสิ้น 699,737 คนใน 27,512 สถานศึกษาสังกัด สพฐ. ทั่วประเทศ หรือร้อยละ 98.5 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามร่วมมือจากสถานศึกษาและเขตพื้นที่ที่ช่วยกันกรอกข้อมูลเข้ามาได้ทันเวลาเกือบ 100%

อย่างไรก็ตามพบว่าในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 ที่ผ่านมายังมีสถานศึกษาที่บันทึกข้อมูลเลขบัญชีธนาคารไม่ถูกต้องจำนวน 309 สถานศึกษา ส่งผลให้นักเรียนที่อยู่ในเกณฑ์นักเรียนยากจนพิเศษเสียโอกาส ได้รับเงินอุดหนุนสร้างโอกาสทางการศึกษานี้ไป ดังนั้นในภาคเรียนที่ 2 /2562 นี้ จึงขอความร่วมมือให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 225 เขต ติดตามกำชับให้สถานศึกษา และคุณครู ร่วมกันกรอกข้อมูลในขั้นตอนต่างๆ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ กสศ.ช่วยพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อเป็นเครื่องมือให้ทั้ง 225 เขตพื้นที่การศึกษาซึ่งเป็นหน่วยกำกับติดตาม สามารถติดตามการคัดกรอง การจัดสรรเงินทุนเสมอภาคของทุกโรงเรียนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์แบบเรียลไทม์

ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า  สิ่งที่ สพฐ.และกสศ.ให้ความสำคัญอีกเรื่องคือ นักเรียนที่มีความด้อยโอกาสหลายประเภท ล่าสุดได้ประสานให้ทาง กสศ. ปรับระบบการคัดกรองความยากจน CCT ในภาคเรียนที่ 2/2562 ให้ครูสามารถเลือกความด้อยโอกาสได้หลายประเภท เพื่อช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาความเดือดร้อนซ้ำซ้อนได้ นอกจากนี้จากรายงานผลลัพธ์โดยระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พบว่า 98% ของนักเรียนทุนเสมอภาคมาเข้าเรียนสม่ำเสมอตามเกณฑ์มาตรฐาน คือไม่น้อยกว่า 80% ข้อมูลนี้ช่วยยืนยันว่า เงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขแม้เป็นจำนวนไม่มาก แต่สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของนักเรียนและครอบครัวได้จริง เพราะการขาดเรียนบ่อยเป็นสัญญาณเตือนของการหลุดออกจากระบบการศึกษา

อย่างไรก็ตาม ยังมีนักเรียนอีก 2% ที่ตัวเลขการมาเรียนไม่ถึง 80 % ตามเงื่อนไขของเงินอุดหนุน ทาง สพฐ.และกสศ.ไม่นิ่งเฉยต่อปัญหานี้ โดยร่วมกันวางระบบส่งต่อข้อมูล เร่งติดตาม เพื่อนำเด็กกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน สพฐ. รวมถึงบูรณาการความช่วยเหลือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาเป็นรายคน ป้องกันไม่ให้มีนักเรียนคนใดหลุดออกจากระบบการศึกษา โดย สพฐ.ได้ขอความร่วมมือจาก กสศ.ในการวิจัยพัฒนาหาแนวทางการส่งต่อและดูแลช่วยเหลือ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถช่วยเหลือนักเรียนยากจนได้อย่างครอบคลุมทุกมิติด้วย

ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า เงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข (Conditional Cash Transfer: CCT) เป็นนวัตกรรมปฏิรูปมาตรการลดความเหลื่อมล้ำที่เป็นแนวทางเดียวกับงานวิจัยที่ได้รับรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ปีนี้ ซึ่งหลายประเทศประสบความสำเร็จในการใช้มาตรการดังกล่าวลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิผล กสศ. จึงได้วิจัยพัฒนามาตรการดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทยเป็นที่แรกร่วมกับ สพฐ.

เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่ยากจนที่สุด ได้ตรงความต้องการที่แท้จริง และสามารถใช้ป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาและส่งเสริมพัฒนาการที่สมวัยตามช่วงวัย ทั้งเด็กเยาวชนที่ประสบปัญหาความด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจสังคม และปัญหาสุขภาพ อย่างกรณีนักเรียนที่ยากจนพิเศษที่มีความพิการร่วม ภาคเรียนที่ 1/2562 ก็ได้รับเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข จำนวน 42,228 คน ทั่วประเทศ และในภาคเรียนที่ 2/2562 กสศ.ได้ปรับระบบการคัดกรองให้ครูสามารถเลือกความด้อยโอกาสได้หลายประเภท เช่น นักเรียนที่พิการและยังยากจนด้วย จะช่วยให้ กสศ. สามารถช่วยเหลือนักเรียนที่มีความด้อยโอกาสซ้ำซ้อนได้มากขึ้นกว่านี้และไม่มีตกหล่น

“คุณครูสามารถคัดกรองและบันทึกข้อมูลนักเรียนกลุ่มเข้าใหม่และนักเรียนที่ประสงค์ขอรับทุนเสมอภาคเพิ่มเติมได้ระหว่างวันที่ 1-20 ธันวาคม 2562 นี้นอกจากนี้ ในปีการศึกษา 2563 กสศ.ยังได้เตรียมขยายฐานการช่วยเหลือไปถึงเด็กอนุบาลยากจนพิเศษราวประมาณ 1.5 แสนคน เพื่อตอบโจทย์เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 54 ที่กำหนดให้รัฐมีหน้าที่จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับก่อนวัยเรียนจนถึงการศึกษาภาคบังคับโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย และให้จัดตั้ง กสศ. ขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้มีโอกาสที่เสมอภาคทางการศึกษา คณะกรรมการบริหาร กสศ. จึงได้มีมติขยายผลการดำเนินการช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษสู่ระดับอนุบาลในปีงบประมาณ 2563 นี้ อย่างไรก็ตาม งบประมาณที่แน่นอนจะต้องรอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา คาดว่าจะทราบผลในเดือน ธ.ค. 62-ม.ค. 63 นี้” รอง ผจก.กสศ.

ดร.ไกรยส กล่าวว่า กสศ.ร่วมกับซุปเปอร์โพลล์สำรวจความคิดเห็นของคุณครู กลุ่มตัวอย่าง 500 คน ทั่วประเทศครอบคลุมทุกภูมิภาคที่มีต่อโครงการเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไข กสศ.พบว่า ร้อยละ 96 เห็นว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์แก่นักเรียนมากถึงมากที่สุด ร้อยละ 96.71 พร้อมสนับสนุนโครงการระดับมากถึงมากที่สุด และร้อยละ 89.8 เห็นว่า การที่ครูได้ลงเยี่ยมบ้านนักเรียนเพื่อทำการคัดกรองตลอดจนกระบวนการทั้งหมด เช่น การกรอกข้อมูลขาดลามาสาย, น้ำหนัก, ส่วนสูง มีประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพนักเรียน ในระดับมากถึงมากที่สุด

ทั้งนี้ ภายหลังการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากช่องทางต่างๆ ทั่วประเทศ สพฐ.ร่วมกับ กสศ. ได้พัฒนาระบบการคัดกรองให้ดีขึ้นเพื่อลดขั้นตอนเวลาและภาระการบันทึกข้อมูลของครูและสถานศึกษา รวมถึงการปรับหลักเกณฑ์ต่างๆ ให้มีความเหมาะสม เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินงานให้กับครูและสถานศึกษา เพราะถือเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มที่ยากจนที่สุด.

เปิดตัวเลขคนว่างงานเกือบ4แสน-รัฐทุ่ม8.6พันล้านแก้เตะฝุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/399776?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เปิดตัวเลขคนว่างงานเกือบ4แสน-รัฐทุ่ม8.6พันล้านแก้เตะฝุ่น

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 – 13:10 น.
คนว่างงาน,เตะฝุ่น
เปิดอ่าน 14 ครั้ง

เปิดตัวเลขคนว่างงานเกือบ4แสนป.ตรี2แสนรัฐทุ่ม8.6พันล้านแก้เตะฝุ่น  โดย…   คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรเดือนกันยายน 2562 พบว่า จำนวนผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป 56.64 ล้านคน เป็นผู้อยู่ในกำลังแรงงานหรือผู้ที่พร้อมจะทำงาน 37.72 ล้านคน ส่วนผู้ที่อยู่นอกกำลังแรงงาน หรือผู้ที่ไม่พร้อมทำงานมีจำนวน 18.92 ล้านคน โดยผู้ที่พร้อมทำงาน ประกอบด้วยผู้ที่มีงานทำ 37.21 ล้านคน ผู้ว่างงาน 3.85 แสนคน ผู้ที่รอฤดูกาล 1.2 แสนคน

อ่านข่าว…  สัญญาณอันตราย

เมื่อพิจารณาอัตราการว่างงานตามกลุ่มอายุ พบว่ากลุ่มวัยเยาวชนหรือผู้มีอายุ 15-24 ปี มีอัตราการว่างงานร้อยละ 6.5 ซึ่งปกติในกลุ่มนี้อัตราการว่างงานจะสูง ส่วนกลุ่มวัยผู้ใหญ่อายุ 25 ปีขึ้นไป มีอัตราการว่างงานร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561 กลุ่มเยาวชนมีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.1 เป็นร้อยละ 6.5

หากจำแนกตามระดับการศึกษาที่สำเร็จ พบว่าระดับอุดมศึกษาว่างงานสูงถึง 1.73 แสนคน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ว่างงาน 8.4 หมื่นคน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ว่างงาน 7.7 หมื่นคน ระดับประถมศึกษา ว่างงาน 4.2 หมื่นคน ไม่มีการศึกษาหรือต่ำกว่าประถมศึกษา ว่างงาน 9.0 พันคน

ทุ่ม8,600ล้านแก้บัณฑิตเตะฝุ่น
“สุวิทย์ เมษินทรีย์”  รมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงแนวทางแก้ปัญหาว่ากระทรวงการอุดมศึกษาฯ จะจัดทำโครงการยุวชนสร้างชาติเพื่อลดหรือชะลออัตราการว่างงานของบัณฑิตใหม่ในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่รับผลกระทบจากสงครามทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐที่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศและการมีงานทำของประชาชน
โดยปัจจุบันจากการสำรวจพบว่ามีบัณฑิตที่ตกงานมากถึง 370,000 คน และในเดือนมีนาคม 2563 หรือในอีก 4 เดือนข้างหน้า จะมีบัณฑิตกำลังจะจบจากมหาวิทยาลัยอีก 3 แสนคน ซึ่ง 50 เปอร์เซ็นต์คาดว่าจะตกงาน ทำให้มีบัณฑิตกำลังจะตกงานรวมกว่า 5 แสนคน ดังนั้นรัฐบาลจึงมอบให้กระทรวงการอุดมฯ จัดทำโครงการยุวชนชาติสร้างชาติ ซึ่งจะมี 3 โครงการย่อย ประกอบด้วย บัณฑิตอาสา อาสาประชารัฐและกองทุนยุววิสาหกิจเริ่มต้น เพื่อรับมือกับวิกฤติการณ์ดังกล่าว โดยจะใช้งบประมาณ 8,600 ล้านบาท ซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แล้ว โดยจะเริ่มดำเนินการในเดือนธันวาคมนี้

โครงการยุวชนสร้างชาติ มีเป้าหมายคือเยาวชนวัยหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัยและบัณฑิตจบใหม่ โดยวิธีการแก้ปัญหาจะผ่าน 3 โครงการย่อย คือ โครงการบัณฑิตอาสาเพื่อช่วยบัณฑิตตกงาน ใช้งบประมาณจำนวน 8 พันล้านบาท รับจำนวนกว่า 50,000 คน เพื่อให้ลงไปพัฒนาพื้นที่ในชุมชนร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลความเจริญโดยจะรับบัณฑิตจบใหม่ไม่เกิน 3 ปี ระยะเวลา 12 เดือน โดยจะได้เงินเดือน 10,000-15,000 บาท สามารถสมัครได้ที่มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

ทั้งนี้ โครงการบัณฑิตอาสา จะมีหลักการคล้ายๆ กับโครงการบัณฑิตอาสาของอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ส่งนักศึกษาที่จบมหาวิทยาลัยไปทำงานพัฒนาชนบท โครงการที่สองคือโครงการอาสาประชารัฐ งบประมาณ 500 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมายคือนักศึกษาปี 3-4 จำนวน 10,000 คน ใช้ระยะเวลาทำงาน 4-5 เดือนหรือ 1 ภาคเรียน ให้ไปทำงานร่วมกับชาวบ้านและสามารถเทียบโอนหน่วยกิตได้ทั้งหมด
โดยจะมีค่าเบี้ยเลี้ยงให้คนละ 5 พันบาท และสุดท้าย โครงการกองทุนยุววิสาหกิจ เริ่มต้นงบประมาณ 100 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมายจะเป็นนิสิตนักศึกษาร่วมกับบุคลากรมหาวิทยาลัย ใช้ระยะเวลา 3-5 ปี เพื่อให้ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทดลองจัดตั้งสตาร์ทอัพ พัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ให้เกิดเป็นนวัตกรรมทางธุรกิจ นวัตกรรมสังคมและนวัตกรรมสร้างสรรค์

โครงการยุวชนสร้างชาติจะช่วยลดจำนวนบัณฑิตตกงานได้ประมาณร้อยละ 10 และจะเริ่มโครงการอาสาประชารัฐก่อนในเดือนธันวาคมนี้ นำร่องในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 จังหวัดที่ยากจนที่สุดของประเทศ โดยให้นักศึกษา 500 คน จัดกลุ่มทำงานเป็นทีมทีมละ 8-10 คน มาจากการรวมตัวของหลากหลายคณะ นำความรู้ที่เรียนมาไปทำงานร่วมกับชาวบ้านเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนในมิติต่างๆ โดยเฉพาะด้านความยากจน ความเหลื่อมลํ้า และปัญหาคุณภาพชีวิต
โดยนักศึกษาเหล่านี้ต้องพักอาศัยในชุมชนที่ทำโครงการเป็นเวลา 4-5 เดือน คิดเป็น 1 ภาคเรียน เรียนรู้ร่วมกับชุมชน มีการทำงานกับชุมชนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามหลักวิชาการ มีอาจารย์ที่ปรึกษาประจำทีม และมีความร่วมมือกับหน่วยงานภายในสังกัดกระทรวง อว. รวมถึงหน่วยงานอื่นในพื้นที่ ซึ่งนักศึกษาสามารถเทียบโอนหน่วยกิตการลงพื้นที่ได้เทียบเท่ากับที่เข้าเรียนในชั้นเรียนทั้งหมด

จากนั้นจะเริ่มโครงการบัณฑิตอาสาในทั่วประเทศซึ่งจะต้องไปขึ้นทะเบียนกับสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่และทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 8-10 คน แต่ละกลุ่มจะได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบพื้นที่ชุมชน 1 ชุมชนและต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญคือสมาชิกในกลุ่มทุกคนจะต้องพำนักอาศัยในชุมชนนั้นเป็นระยะเวลา 1 ปีเพื่อเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้านและทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งมั่นใจว่าโครงการยุวชนสร้างชาติจะช่วยลดอัตราการว่างงานของบัณฑิตใหม่ในสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบ ที่สำคัญจะก่อให้เกิดอาชีพใหม่ด้วย

ทั้งนี้ต้องสร้างสังคมไทยไม่หยุดเรียนรู้ สร้างโอกาส สร้างอาชีพ ครอบคลุมทุกช่วงวัย (Life Long Learning) พัฒนาหลักสูตรการศึกษาให้ตอบโจทย์ธุรกิจกลุ่มคนทำงานจำนวน 38 ล้านคน ด้วยการจับมือ 11 บริษัทยักษ์ใหญ่ของเมืองไทยและบริษัทระดับโลกอย่างบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดการฝึกอบรมพัฒนาเพิ่มทักษะตัวเอง และบริษัท หัวเว่ย สร้างกลุ่มสตาร์ทอัพร่วมกับมหาวิทยาลัยในการจัดทำหลักสูตรการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุจำนวนกว่า 11 ล้านคน

นอกจากนี้ยังจับมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติ จัดทำนวัตกรรมชุมชนลดความเหลื่อมล้ำ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ภายใต้โครงการ “1 ไร่ 1 ล้านบาท” สร้างรายได้ เพิ่ม 10 เท่าด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาเทคโนโลยีการเลี้ยงปลานิลหนาแน่นระบบปิด จากที่เลี้ยงในบ่อดินขนาด 1 ไร่ จํานวนปลาประมาณ 900 ตัว อัตราการรอดชีวิต 70-80% จะเพิ่มเป็น 6.4 หมื่นตัว ต่อไร่อัตราการรอดชีวิตสูงกว่า 90% เพื่อขยายฐานการส่งออกและตั้งเป้าการส่งออกเป็น 8.4 พันล้านบาทในปี 2565 จากยอดการส่งออกปลานิลในปัจจุบัน 5 พันล้านบาท และจะต่อยอดสู่หลักหมื่นล้านบาทให้ได้ในอนาคต เริ่มดำเนินการได้ภายในสิ้นปี 2562 เป้าหมายยกระดับเกษตรกร 1 หมื่นรายครอบคลุมพื้นที่กว่า 5 แสนไร่
ปฏิรูปงานวิจัยและนวัตกรรมมุ่งเน้นว่าการวิจัยต้องตอบโจทย์ประเทศ เอกชนและชุมชน  ผลักดันงบวิจัยเพิ่มขึ้นเป็น 1.1% ต่อจีดีพี และจะเพิ่มขึ้นไปต่อเนื่อง โดยภายใน 5 ปี ควรขยับจาก 1.1% เป็น 1.5% ต่อจีดีพี หรือ 280,000 ล้านบาท มุ่งเน้นว่าการวิจัยต้องตอบโจทย์ประเทศ โจทย์เอกชน โจทย์จากชุมชน โดยแบ่งงานเป็น 4 ส่วน คือ 1.การพัฒนาคน (Brain power และ Man power) 2.การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน 3.การลดความเหลื่อมล้ำพัฒนาพื้นที่ให้ความสำคัญเศรษฐกิจฐานราก และ 4.การวิจัยตอบโจทย์ท้าทายสังคม เช่น ปัญหาขยะ ภาวะโลกร้อน

ปลดล็อกมหาวิทยาลัย พลิกโฉมมหาวิทยาลัยไทยเข้าสู่ 100 อันดับแรกของโลก โดยผลงานสำคัญคือการยกเครื่องมหาวิทยาลัยอันเป็นการวางรากฐานในระดับอุดมศึกษาของไทยด้วยการเดินหน้าปลดล็อกข้อจำกัดของมหาวิทยาลัยให้ตอบโจทย์ประเทศในอนาคตด้วยการทบทวนกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (มคอ.) และปรับวิธีขอตำแหน่งวิชาการให้เหมาะสม แบ่งมหาวิทยาลัยออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มมหาวิทยาลัยที่สร้างองค์ความรู้ระดับโลก 2.มหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีที่เน้นพัฒนาเทคโนโลยี อุตสาหกรรม และนวัตกรรม และ 3.มหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นตอบโจทย์พื้นที่ในการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่น
BCG in action สร้างจีดีพีประเทศจาก 3.4 ล้านล้าน เป็น 4.4 ล้านล้านบาทภายใน 5 ปี การขับเคลื่อนบีซีจี ระยะเร่งด่วนใน 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการเกษตรและอาหาร : มุ่งสู่การผลิตสินค้าเกษตรและอาหารจากการผลิตมากแต่สร้างรายได้น้อยไปสู่การผลิตสินค้าที่เป็นพรีเมียมที่ผลิตน้อยแต่สร้างรายได้สูง รวมถึงการเพิ่มความหลากหลายของสินค้าเกษตรเศรษฐกิจ   โดยมีเป้าหมายเพิ่มจีดีพีของภาคเกษตรได้สูงขึ้นเป็น 1.7 ล้านล้านบาท ใน 5 ปี
ในส่วนของผลิตภัณฑ์อาหารมีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าจีดีพี จาก 0.6 ล้านล้านบาท เป็น 0.9 ล้านล้านบาท ใน 5 ปีมุ่งเน้นการสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้ ทางด้านการผลิตยาและชีวเภสัชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์และวัสดุฝังในร่างกาย ปรับเปลี่ยนรูปแบบการรักษาไปสู่การแพทย์แม่นยำ การเป็นศูนย์กลางการให้บริการด้านสุขภาพและการวิจัยด้านคลินิกชั้นนำของโลก เป้าหมายเพิ่มจีดีพี จาก 4 หมื่นล้านบาท เป็น 9 หมื่นล้านบาท ใน 5 ปี
ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งในเรื่องของการผลิตอาหารมีคุณภาพ ความปลอดภัย รวมถึงสุขภาพและการแพทย์ ลดความเหลื่อมล้ำจากการเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ราคาสูงอย่างน้อย 300,000 คนต่อปี ภายใน 5 ปี ด้านพลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ : มุ่งเน้นการเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เคมีและวัสดุชีวภาพมูลค่าสูงด้วยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด

ศิษย์เก่านิเทศ ม.กรุงเทพ แท็คทีมทำหนังร่วมทุนไทย-เวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/399706?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ศิษย์เก่านิเทศ ม.กรุงเทพ แท็คทีมทำหนังร่วมทุนไทย-เวียดนาม

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 18:22 น.
ศิษย์เก่านิเทศ,แท็คทีมทำหนัง,มกรุงเทพ,ร่วมทุนไทย-เวียดนาม,โกอินเตอร์
เปิดอ่าน 161 ครั้ง

ศิษย์เก่านิเทศ ม.กรุงเทพ แท็คทีมทำหนังร่วมทุนไทย-เวียดนาม ดัน ม.กรุงเทพ โกอินเตอร์

นอกเหนือจากคุณภาพการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยกรุงเทพยังได้รับเสียงชื่นชมเรื่องอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมของแคมปัสที่สวยงาม ทันสมัย และเต็มไปด้วยไอเดียสร้างสรรค์ที่ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ ดังนั้นมหาวิทยาลัยกรุงเทพจึงได้รับเลือกเป็นโลเกชั่นสำหรับถ่ายทำภาพยนตร์ ละคร รายการโทรทัศน์ ตลอดจนโฆษณาต่างๆ อยู่เสมอ

เช่นเดียวกับ ภาพยนตร์โรแมนติก-คอเมดี้เรื่อง Side-seeing the Movie ในโครงการ “Come & Go! Thailand” ของบริษัท สยาม มีเดีย เวียดนาม จำกัด และ บริษัท Star Thai (สตาร์ไทย) จำกัด ซึ่งเป็นหนังร่วมทุนระหว่างประเทศไทยและเวียดนาม ภายใต้การสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, เครื่องดื่มคาราบาว, นกแอร์ และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ นำแสดงโดย ดีเจพุฒ-พุฒิชัย เกษตรสิน, ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์ (อาสี่จากละครเรื่อง กรงกรรม) และนางเอกใหม่ชาวเวียดนาม ก็เลือกมาถ่ายทำที่นี่ พร้อมกับเขียนบทให้พระเอกของเรื่องเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพด้วย เพราะไม่เพียงแค่ผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับ และทีมงานบางส่วนจะเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยกรุงเทพที่โกอินเตอร์ไปประกอบธุรกิจและทำงานอยู่ที่เวียดนามเท่านั้น แต่มหาวิทยาลัยกรุงเทพยังเป็นสถาบันชั้นนำในอาเซียนที่ชาวเวียดนามส่วนใหญ่รู้จักกันดี กองถ่ายจึงเจาะจงใช้ที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำ

“ม.กรุงเทพ Main Campus มีโลเกชั่นที่หลากหลาย เพราะที่นี่มีห้องปฏิบัติการของสาขาวิชาต่างๆ ที่ครบและสมจริง จึงสามารถใช้ถ่ายทำได้หลายฉาก ไม่ว่าจะเป็นฉากมหาวิทยาลัย สวน เรือนไทย โรงแรม หรือเครื่องบิน” ต้อม-ธนเดช ประดิษฐ์ ศิษย์เก่าจากคณะนิเทศศาสตร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ กล่าว “ส่วนบทพระเอกของเรื่องก็สะท้อนคาแรกเตอร์เด็ก ม.กรุงเทพจริงๆ นั่นคือ มีความคิดสร้างสรรค์ ในขณะเดียวกันก็มีความกวนยียวนนิดๆ แต่ไม่ใช่กวนแบบไร้สาระ”

คุณต้อม ที่แม้จะเพิ่งขยับเป็นผู้กำกับเต็มตัวครั้งแรก แต่ก็เคยมีส่วนร่วมในผลงานดังๆ เช่น อวสานโลกสวย, เกรียน ฟิคชั่น ฯลฯ ยังกล่าวด้วยว่า เพิ่งทราบว่าผู้อำนวยการภาพยนตร์ก็เป็นศิษย์เก่านิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เช่นกัน ตอนเดินทางไปคุยงานกันที่เวียดนาม “ตอนแรกก็เซอร์ไพรส์ เพราะไม่คิดว่าจะเจอรุ่นพี่ แต่อันที่จริงนิเทศ ม.กรุงเทพ มีศิษย์เก่าที่ทำงานในวงการเยอะมาก ทั้งในอุตสาหกรรมหนัง ละคร และโฆษณา ทั้งในไทยและต่างประเทศ เรียกว่าผมมีโอกาสเจอเด็กม.กรุงเทพในทุกสายงานของวงการบันเทิงเสมอ”

ทางด้าน วุฒิ โพธิปัทมะ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สยาม มีเดีย เวียดนาม จำกัด ผู้อำนวยการสร้างซึ่งเป็นศิษย์เก่าคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และดำเนินธุรกิจบันเทิงครบวงจรอยู่ที่เวียดนาม ได้กล่าวถึงความตั้งใจในการสร้างหนังเรื่องนี้ว่า “Side-seeing the Movie เป็นหนังเรื่องแรกที่เปิดความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เวียดนาม โดยปกติเวียดนามรับสื่อของไทยเยอะมาก เขาชอบดูทีวีและหนังไทย ซึ่งต้องซื้อตั๋วเข้าไปดูในโรงหรือซื้อชมผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้ชาวเวียดนามชอบมาเที่ยวเมืองไทยกันเยอะมาก ผมจึงคิดว่าคนไทยก็ควรจะรู้จักเวียดนามให้มากขึ้นเช่นกันผ่านทางหนังเรื่องนี้”

เนื่องจากใช้มหาวิทยาลัยกรุงเทพเป็นโลเกชั่นในการถ่ายทำ คุณวุฒิจึงได้กลับมาเยี่ยมสถานศึกษาอีกครั้ง และเห็นความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัย เขาแสดงความรู้สึกว่า “ผมติดตามม.กรุงเทพจากแค่ในสื่อต่างๆ พอได้กลับมาเห็นมหาวิทยาลัยเจริญพัฒนาและเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ ก็รู้สึกภูมิใจมาก โดยเฉพาะรุ่นน้องสมัยนี้ที่เก่งมาก ไม่ใช่แค่ในระดับประเทศ แต่ยังมองไปไกลถึงระดับนานาชาติ ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้พบเด็กม.กรุงเทพในทุกที่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของผู้ที่เรียนจบจากที่นี่และเครือข่ายของศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบันที่เข้มแข็ง”

ภาพยนตร์เรื่อง Side-seeing the Movie เปิดกล้องถ่ายทำแล้ว โดยเป็นเรื่องราวของวัยรุ่นสาวชาวเวียดนามที่ออกเดินทางมายังเมืองไทย เพื่อตามหาไอดอลชาวไทยของเธอ ระหว่างทางได้พบเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย ทั้งสุข เศร้า และสนุกสนาน กระทั่งมาพบกับพระเอกของเรื่องที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ เนื้อหาเหมาะสำหรับผู้ชมทุกเพศทุกวัย มีกำหนดฉายต้นปีหน้าในไทย และเตรียมนำประเทศไทยและมหาวิทยาลัยกรุงเทพ “โกอินเตอร์” ไปยังเวียดนาม รวมทั้งอีกหลายประเทศต่อไป

สถ.จับมือ กสศ.ลดเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในโรงเรียนท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/399649?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

สถ.จับมือ กสศ.ลดเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในโรงเรียนท้องถิ่น

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 15:18 น.
ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา,สถจับมือ กสศ
เปิดอ่าน 39 ครั้ง

รองอธิบดี สถ.ขอให้ รร.อปท. 10 จังหวัดนำร่อง เร่งคัดกรองนักเรียนยากจน ครบถ้วน ไม่ตกหล่น ชี้เป็นฐานข้อมูลขยายผลทุนเสมอภาค

18 พ.ย.2562-รองอธิบดี สถ.ขอให้ รร.อปท. 10 จังหวัดนำร่อง เร่งคัดกรองนักเรียนยากจน ครบถ้วน ไม่ตกหล่น ชี้เป็นฐานข้อมูลขยายผลทุนเสมอภาค ช่วยนักเรียนยากจนที่สุด 76 จังหวัด และ กรุงเทพฯ ในปี 63 ด้าน กสศ.ชี้การคัดกรองความยากจนสำคัญ ช่วยให้นักเรียนยากจนมีโอกาสรับทุนการศึกษาระดับสูงในอนาคต

ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีการประชุมชี้แจงการดำเนินงานจัดทำข้อมูลระบบการคัดกรองนักเรียนยากจนและนักเรียนยากจนพิเศษ(นักเรียนทุนเสมอภาค) กสศ. ประจำภาคเรียนที่ 2/2562 ให้แก่กองการศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่านระบบ Teleconference

นายทวี เสริมภักดีกุล  รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กล่าวว่า กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นได้ร่วมมือกับสำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) ดำเนินโครงการเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไขของโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยนำร่องใน 10 จังหวัดครอบคลุมทุกภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต เชียงราย กาญจนบุรี สุราษฎร์ธานี สระแก้ว ขอนแก่น นนทบุรี ร้อยเอ็ด และยะลา

สำหรับโครงการดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะผลลัพธ์มุ่งสู่นักเรียนยากจนที่สุดในชนบทโดยตรง ไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษา โดยในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 มีนักเรียนที่ประสงค์ขอรับเงินอุดหนุนตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ทั้งสิ้น 11,118 คน และเข้าสู่ระบบการคัดกรองจำนวน 5,415 คน ผ่านเกณฑ์การคัดกรองนักเรียนยากจนพิเศษ จำนวน 1,623 คน ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนจาก กสศ. จำนวนทั้งสิ้น 1,583 คน ซึ่งจากการติดตามพบว่าในภาคเรียนที่ 1 ยังมีสถานศึกษาไม่ได้ทำการคัดกรองนักเรียนจำนวน 5,703 คน และไม่ขอรับทุน/ไม่ยืนยันข้อมูล จำนวน 40 คน ส่งผลให้นักเรียนที่อยู่ในเกณฑ์นักเรียนยากจนพิเศษเสียโอกาสได้รับเงินอุดหนุนสร้างโอกาสทางการศึกษา

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กล่าวว่า  กระบวนการกรอกข้อมูลและคัดกรองนักเรียนยากจนให้สมบูรณ์ครบถ้วน ทั้ง 10 จังหวัดนำร่อง ถือมีความสำคัญมาก ไม่ใช่เพียงมีผลต่อการสนับสนุนทุนเสมอภาคในปีการศึกษา 2562 เท่านั้น แต่จะเป็นฐานข้อมูลเพื่อวางแผนงบประมาณ ขยายฐานการทำงานโครงการเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษในสถานศึกษาสังกัดอปท. ให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ในปีการศึกษา 2563   ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ในสภาผู้แทนราษฎร

“ในภาคเรียนที่ 2 นี้ จึงขอความร่วมมือให้กองการศึกษา ติดตาม สร้างความเข้าใจให้กับสถานศึกษาและคุณครู ร่วมกันกรอกข้อมูลในขั้นตอนต่างๆ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อรักษาสิทธิให้กับนักเรียนยากจนได้รับโอกาสทางการศึกษา โดยระหว่างวันที่ 1-20 ธันวาคม 2562  จะมีการเปิดระบบคัดกรองทุนเสมอภาคในภาคเรียนที่ 2/2562 สำหรับนักเรียนกลุ่มเข้าใหม่หรือนักเรียนที่ประสงค์ขอรับทุนเพิ่มเติม นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญที่สถานศึกษาและคุณครูจะช่วยเหลือนักเรียนยากจนที่สุดแต่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการคัดกรองในภาคเรียนที่ผ่านมา ให้ได้มีโอกาสในการคัดกรองรอบนี้” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าว

​ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ในปีการศึกษา 2562  นักเรียนทุนเสมอภาคจะได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไขจาก กสศ. คนละ 3,000 บาทต่อคนต่อปีการศึกษา เพื่อเป็นค่าอาหาร ค่าครองชีพ ค่าเดินทางมาเรียนและค่ากิจกรรมพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ และป้องกันหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยในปีการศึกษา 2563 (มิถุนายน 2563)

ภายหลังจากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ผ่านการพิจารณาของสภา กสศ. มีแผนจะขยายการดำเนินโครงการเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษหรือทุนเสมอภาค ให้ครอบคลุม 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานครฯ ตั้งแต่ระดับการศึกษาอนุบาล ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อต่อยอดสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้เกิดขึ้นในท้องถิ่นกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศไทย โดยการคัดกรองข้อมูลนักเรียนยากจนถือเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมาก เพราะจะเป็นฐานการทำงานสำคัญร่วมกับระหว่าง กสศ.

และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เด็กๆที่ยากจนที่สุดในประเทศได้มีโอกาสรับทุนสร้างโอกาสทางการศึกษาของกสศ.ในระดับสูงต่อไปในอนาคต เช่น ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น ทุนระดับปริญญาตรี โท เอก นอกจากนี้ในกรณีมีความเดือดร้อนเร่งด่วนฉุกเฉิน กสศ.ยังมีโครงการระดมทุนจากประชาชนและภาคเอกชนเข้ามาสมทบเพิ่มเติมให้แก่สถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีนักเรียนยากจนพิเศษจำนวนมากในอนาคต ซึ่งสามารถให้สิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่าแก่ผู้บริจาคอีกด้วย

กสศ.ลุยปั้นนร.สายอาชีพรุ่น 2 เสริมแกร่งประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/399642?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กสศ.ลุยปั้นนร.สายอาชีพรุ่น 2 เสริมแกร่งประเทศ

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 14:56 น.
กสศ,ปั้นนรสายอาชีพ
เปิดอ่าน 30 ครั้ง

กสศ.เฟ้นหาสถานศึกษาร่วมโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่น 2 ตั้งแต่ 18 พ.ย.-9 ธ.ค.นี้ เน้นแผนผลิตคนป้อนสถานประกอบการโดยตรง การันตีเรียนจบมีงานทำทันที

18 พ.ย.2562-กสศ.เฟ้นหาสถานศึกษาร่วมโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่น 2 เปิดรับสมัคร ตั้งแต่ 18 พ.ย. – 9 ธ.ค.นี้ เน้นแผนผลิตคนป้อนสถานประกอบการโดยตรง การันตีเรียนจบมีงานทำทันที จะได้พิจารณาเป็นพิเศษ สถานศึกษารุ่น 1 ประสานเสียง ทุนกสศ.ช่วยยกระดับหลักสูตรสายอาชีพ  สร้างประโยชน์นศ.ทุกคน

ที่ห้องแซฟไฟร์ 201 อิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดการประชุมชี้แจงโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่นที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โดยมีสถานศึกษาสายอาชีพจากทั่วประเทศ ที่สนใจเข้าร่วมรับฟังแนวทางของโครงการทุนนวัตกรรมฯ กว่า 400 คน จาก 250 กว่าสถานศึกษาสายอาชีพทั่วประเทศ

นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการมส่วนร่วม นวัตกรรม และทุนการศึกษา  กสศ. กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 18 พฤศจิกายน – 9 ธันวาคม 2562  กสศ.เปิดรับข้อเสนอโครงการผ่านระบบออนไลน์จากสถานศึกษาสายอาชีพที่เปิดสอนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง/อนุปริญญาทุกสังกัดเพื่อคัดเลือกเข้าร่วมโครงการทุนนวัตกรรมสายอายชีพชั้นสูง รุ่นที่ 2 ปีการศึกษา 2563  ซึ่งเป็นทุนพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 และสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนที่มีศักยภาพแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสได้ศึกษาต่อสายอาชีพ ในสาขาวิชาที่เป็นเป้าหมายหลักในการพัฒนาประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจไปสู่ประเทศไทย 4.0 ได้แก่ อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ (First S-Curve) และอุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) รวมถึงสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและเทคโนโลยีดิจิตอล และสาขาที่ขาดแคลนด้านสายอาชีพ ในท้องถิ่นหรือจังหวัด

นางสาวธันว์ธิดา กล่าวว่า สำหรับการพิจารณาคัดเลือกสถานศึกษาสายอาชีพเข้าร่วมโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง จะมุ่งเน้น  6  เกณฑ์คุณภาพ ได้แก่ 1.ด้านความพร้อมความเชื่อมั่น ในคุณภาพสาขาหลักสูตร  โอกาสการสนับสนุนงบประมาณจากภาคเอกชนในลักษณะ Matching Fund   ผลการผลิตนักศึกษาที่ได้รับการจ้างงานเป็นที่ยอมรับและพึงพอใจของสถานประกอบการ และชุมชนท้องถิ่น  2.การจัดแนะแนวและประชาสัมพันธ์เชิงรุกเกี่ยวกับทุนการศึกษาให้กับสถานศึกษาที่มีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษากลุ่มยากจนหรือด้อยโอกาสหนาแน่น 3.วิธีการค้นหาและคัดเลือกนักเรียนเข้ารับทุน ที่ยึดหลักการมีส่วนร่วม โปร่งใสและเป็นธรรม  4.ระบบดูแลความเป็นอยู่และสวัสดิภาพของผู้รับทุนให้สามารถเรียนจบตามกำหนดเวลา  5.การพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนให้มีคุณภาพสูงตามสาขาวิชา นำไปสู่สมรรถนะและทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เศรษฐกิจเทคโนโลยีดิจิทัล และทักษะการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship Skills)  และ 6. การส่งเสริมโอกาสการมีงานทำของผู้ที่จะจบการศึกษา เช่น การทำความร่วมมือกับภาคีทั้งภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น

นางสาวธันว์ธิดา กล่าวว่า สำหรับงบประมาณที่กสศ.จัดสรรนอกจากค่าใช้จ่ายทุนการศึกษาให้แก่ที่นักศึกษาผู้รับทุนในส่วนของค่าใช้จ่ายประจำเดือนและค่าธรรมเนียมการศึกษาในอัตราประหยัดแล้ว  สถานศึกษาสายอาชีพที่ผ่านเกณฑ์เข้าร่วมโครงการจะได้รับงบประมาณสนับสนุนในกิจกรรมการค้นหาและคัดเลือกผู้รับทุน  กิจกรรมพัฒนายกระดับคุณภาพการเรียนการสอนอีกด้วย   จากการดำเนินงานทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงรุ่นที่ 1 ปีการศึกษา 2562  ให้แก่นักศึกษารับทุนจำนวน 2,113 คน จากสถานศึกษาสายอาชีพทุกสังกัดจำนวน 36 แห่ง

สามารถเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนคือ กสศ.สร้างโอกาสให้แก่เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสที่ครอบครัวรายได้ต่ำสุดร้อยละ 20 แรกของประเทศ ให้มีโอกาสได้ศึกษาต่อสายอาชีพ โดยไม่ต้องหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งเป็นไปตามภารกิจหลักของกสศ. ขณะเดียวกันยังเกิดความร่วมมือระหว่าง  กสศ.กับเครือข่ายสถานศึกษาในลักษณะพันธมิตรยกระดับคุณภาพหลักสูตรการเรียนการสอน และความร่วมมือกับเครือข่ายภาคธุรกิจเอกชนในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศมากกว่า 50 แห่ง เพื่อส่งเสริมโอกาสการมีงานทำ ผ่านรูปแบบทวิภาคี รวมถึงการพัฒนาระบบการดูแลคุณภาพชีวิตและสวัสดิภาพนักศึกษาทุน ผ่านกลไกสำคัญจากครูที่เป็นทั้งผู้สอน และโค้ชชีวิตให้คำปรึกษาคำแนะนำจนจบการศึกษา

ด้านศาสตราจารย์ ดร.นักสิทธิ์ คูวัฒนาชัย ประธานคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง กสศ. และผู้บุกเบิกทุนการศึกษาโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษกตั้งแต่ปี 2541 กล่าวว่า เกณฑ์การคัดเลือกสถานศึกษาในปี 2563  ให้ความสำคัญกับแผนการเพิ่มโอกาสการมีงานทำเป็นหลัก ถ้าสถานศึกษาใดมีโครงการความร่วมมือผลิตบุคลากรให้กับสถานประกอบการที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมหรือมีข้อตกลงการพัฒนานักศึกษาให้กับสถานประกอบการโดยตรง  มีการประกันการมีงานทำทันทีเมื่อเรียนจบ จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

เพื่อมั่นใจได้ว่านักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เมื่อจบการศึกษาจะมีงานทำตรงความต้องการตลาดแรงงานแน่นอน รวมไปถึงการผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์ความต้องการตลาดแรงงานสำหรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอีกด้วย ทั้งนี้ กสศ.จะมีการพิจารณาเปรียบเทียบคุณภาพข้อเสนอโครงการ และคัดเลือกข้อเสนอโครงการที่มีคุณภาพสูงสุดประมาณการขั้นต้น 50 โครงการ โดยในปีนี้ กสศ. ต้องเตรียมการแต่เนิ่นจึงเชิญประชุมและประชาสัมพันธ์ในช่วงนี้ แต่งบประมาณที่แน่นอนจะต้องรอ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณผ่านการพิจารณาของรัฐสภา คาดว่าจะทราบผลในเดือน ธ.ค. 62 – ม.ค. 63 นี้

สถานศึกษาสายอาชีพที่เปิดสอนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง/อนุปริญญาที่สนใจ สามารถยื่นข้อเสนอโครงการ ผ่านระบบรับสมัคร Online ระหว่างวันที่ 18 พ.ย. – 9 ธ.ค. 2562 ทางเว็บไซต์กสศ. www.EEF.or.th  เท่านั้น หรือสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-0795475 ต่อ 2

ด้านอาจารย์เจษฎา ยะหวา ผู้รับผิดชอบโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่นที่ 1 วิทยาลัยการอาชีพอ่าวลึก จ.กระบี่ กล่าวว่า จากการเข้าร่วมโครงการ สิ่งที่ยกระดับคุณภาพหลักสูตรแบบร้อยเปอร์เซ็นต์คือการฝึกงานในหลักสูตรการท่องเที่ยวและการโรงแรม ซึ่งมีนักศึกษาทุนเรียนอยู่ เดิมปกติการฝึกงานในหลักสูตรปกติของวิทยาลัยไม่ได้เป็นรูปแบบทวิภาคีจะเรียนและฝึกงาน 1 เทอม

แต่หลังเข้าร่วมโครงการทุนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ของกสศ. วิทยาลัยสามารถจัดหลักสูตรเป็นรูปแบบทวิภาคี ทำให้นักศึกษาเรียน 1 เทอม ฝึกงาน 1 ปี แล้วกลับมาเรียนต่อในเทอมหลัง ระหว่างฝึกงานยังสลับสถานประกอบการฝึกงานที่อื่นได้อีกไม่จำเป็นต้องฝึกที่เดียว เท่ากับว่าระยะเวลาฝึกงานและได้ประสบการณ์ได้เพิ่มขึ้น นั่นทำให้นักศึกษาอยู่ฝึกงานกับสถานประกอบการนานขึ้น มีโอกาสเรียนรู้การปฏิบัติงานจริงและเข้าทำงานได้หลังจบการศึกษา แต่ถ้ายังเป็นการเรียนแบบเดิมที่ฝึกงาน 1 เทอม เหมือนตอนที่ยังไม่มีระบบเรียนแบบทวิภาคีเข้ามา ไม่สามารถเกิดการพัฒนาทักษะการทำงานได้เต็มที่แน่นอน

“โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ยังสร้างประโยชน์กับนักศึกษาภาคปกติและนักศึกษาทุนในโครงการทุนนวัตกรรมฯ เพราะถือว่าทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งหมดไม่ใช่เฉพาะคนใดคนหนึ่ง ส่วนใหญ่นักศึกษาทุนที่คัดเลือกมาถือเป็นเด็กที่เก่ง มีจิตอาสา และมีความสามารถพิเศษ เด็กทุนหลายๆคนตอนนี้มีสถานประกอบการจองตัวรับเข้าทำงานหลังจบการศึกษาแล้ว ทำให้ตอนนี้มีหลายวิทยาลัยมาขอศึกษาดูงาน ทุกอย่างเป็นกลไกจากการเข้าร่วมโครงการกับ กสศ.” อ.เจษฎา ระบุ

ด้านอาจารย์คมสรรค์ ภูทอง ผู้รับผิดชอบโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่นที่ 1  วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จ.ชลบุรี กล่าวว่า โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงเข้ามาเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอนหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาตัวผู้เรียน พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนใหม่ๆ ที่สามารถขยายผลได้จริง

อย่างเช่นการเรียนสาขาช่างอากาศยานทุกวันนี้ที่วิทยาลัยมีเพียงระดับ ปวส.เท่านั้น พอได้ทุนสนับสนุนจาก กสศ.ทำให้วิทยาลัยวางแผนต่อยอดพัฒนาหลักสูตรสาขาวิชาเมคคาทรอนิกส์ ในระดับปวช. โดยประยุกต์บางวิชาในระดับ ปวส.มาสอนในระดับ ปวช.เพื่อปูทางสู่การเรียนช่างอากาศยานในระดับ ปวส.ต่อไป ขณะเดียวกันยังตอบโจทย์ตลาดแรงงานบนพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เนื่องจากวิทยาลัยตั้งอยู่บนพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจสำคัญ ขณะเดียวกันหลักสูตรวิชาการเรียนโลจิกติสได้ถูกพัฒนาใส่รูปแบบการเรียนการสอนทางเทคโนโลยีเข้าไปกลายเป็นหลักสูตรเทคโนโลยีโลจิกติสด้วย

“นอกเหนือจากเรื่องหลักสูตรที่ดีมีคุณภาพขึ้นแล้ว เด็กๆที่ได้รับทุนยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไม่ต้องรับจ้างทำงานพิเศษหลังเลิกเรียน ส่งผลให้นักศึกษามีผลการเรียนสูงขึ้นทุกคน และยังมีการสอนเสริมวิชาภาษาต่างประเทศ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง ส่งผลให้นักศึกษาหลายคนสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ นั่นคือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสถานศึกษาและตัวผู้เรียนผ่านกลไกการส่งเสริมและการสนับสนุนจาก กสศ.” อ.คมสรรค์ กล่าว

เผาเทียนเล่นไฟ ปลอดโฟม ปรับพิธีลอยกระทงยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/399571?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เผาเทียนเล่นไฟ ปลอดโฟม ปรับพิธีลอยกระทงยุคดิจิทัล

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 10:34 น.
ลอยกระทง,โฟม,เผาเทียนเล่นไฟ
เปิดอ่าน 15 ครั้ง

เผาเทียนเล่นไฟ ปลอดโฟม ปรับพิธีลอยกระทงยุคดิจิทัล โดย…  ปาริชาติ บุญเอก  qualitylife4444@gmail.com 

ประเพณีลอยกระทง ซึ่งตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15  ค่ำ เดือน 12  ถือเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน ของคนไทยกับความเชื่อที่ว่าเป็นการขอขมาพระแม่คงคา แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นประเด็นมุ่งเป้าไปที่ซากกระทงซึ่งกลายเป็นขยะ หลายฝ่ายจึงพยายามรณรงค์ให้ใช้วัสดุจากธรรมชาติ รวมถึงขอความร่วมมือกับร้านค้างดแจกถุงพลาสติกและโฟม

อ่านข่าว…  ลอยกระทงปลอดภัยใช้ 6 มาตรการเข้ม

ก่อนหน้าเทศกาลลอยกระทงไม่นาน นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ออกมาเชิญชวนคนไทยทั่วประเทศ ให้ช่วยกันลดการใช้กระทงที่ทำจากพลาสติกและโฟม แล้วหันมาใช้วัสดุที่ทำจากธรรมชาติและย่อยสลายไม่เป็นอันตรายต่อแม่น้ำลำคลองและสัตว์น้ำต่างๆ เช่น ใบตอง ต้นกล้วย โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี จะนำร่องในปีนี้เพื่อลดปริมาณขยะที่จะลงสู่แม่น้ำลำคลองแล้วไหลลงปากแม่น้ำและทะเลเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณแม่น้ำและพระแม่คงคาอย่างแท้จริง

โดยปีนี้ ทส. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลอยกระทงปลอดโฟม ภายใต้แนวคิด “มาด้วยกัน ลอยด้วยกัน” หรือ “1 ครอบครัว 1 กระทง” รวมถึงขอให้ผู้จัดงานลอยกระทงทั่วประเทศ จัดงานลอยกระทงแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยขอความร่วมมือจากร้านค้าต่างๆ ลดการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วและโฟมบรรจุอาหาร เลือกใช้ภาชนะทดแทนที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนพกถุงผ้า กระบอกน้ำ และกล่องอาหารมาเอง มีการจัดการขยะภายในงานอย่างเป็นระบบ มีถังขยะแยกประเภทอย่างเพียงพอ ป้องกันปัญหาขยะทะเล เนื่องจากสถานที่จัดงานส่วนใหญ่อยู่ใกล้แม่น้ำลำคลอง

หลังจากงานลอยกระทงผ่านพ้นไป ในปีนี้พบว่าได้รับความสนใจและความร่วมมือจากผู้จัดงานในจังหวัดต่างๆ เป็นอย่างดี อาทิ จ.พิษณุโลก ซึ่งจัดงานลอยกระทงบริเวณหน้าวัดโพธิญาณ โดยส่วนใหญ่ใช้วัสดุจากธรรมชาติ และย่อยสลายได้ เช่น ใบตอง ขนมปัง เพื่อลดขยะและเป็นการให้อาหารปลาที่มีอยู่จำนวนมาก ขณะที่ จ.พิจิตร จัดงาน “ลอยกระทงลาวา สายธาราดงกลาง” ที่ท่าน้ำคลองข้าวตอก หน้าวัดดงกลาง ซึ่งมีการปล่อยกระทงลาวาทำจากกะลามะพร้าวผ่าครึ่ง เป็นวัสดุเหลือใช้ หยอดน้ำตาเทียนและไส้เทียนที่เหลือจากประเพณีเข้าพรรษาและจากวัดที่จุดไหว้พระจำนวนหลายพันกระทง ให้ลอยกลางสายน้ำเหมือนสายลาวาจากภูเขาไฟ เพื่อความเป็นสิริมงคล

รวมถึง จ.กาฬสินธุ์ จัดการประกวดกระทงสวยงามขนาดใหญ่ (จากวัสดุรีไซเคิล) จ.บุรีรัมย์ จัดโครงการสืบสานประเพณีลอยกระทง “บารายศรัทธา สมมาสายน้ำ ปราสาทเมืองต่ำ น้อมนำบูชา” และจากการสำรวจโดยกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ พบว่าในปีนี้ประชาชน และนักท่องเที่ยวให้ความร่วมมือในการใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ใบตอง ต้นกล้วย และดอกไม้ชนิดต่างๆ รวมทั้งขนมปัง ที่ย่อยสลายง่ายมาประดิษฐ์กระทงเพิ่มมากขึ้นราว 80% ขณะที่ จ.สุพรรณบุรี กระทงที่ทำจากวัสดุจากธรรมชาติก็ได้รับความสนใจอย่างคึกคัก ซึ่งภายในตลาดสดเทศบาลเมืองสุพรรณ มีลูกค้าบางรายนิยมซื้อวัสดุธรรมชาติไปทำกระทงเอง

สำหรับประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จ.สุโขทัย ถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญที่ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติต่างปักหมุดเพื่อมาชมความงดงามทั้งแสง สี เสียง ประเพณี วัฒนธรรมอันเก่าแก่ เริ่มจัดงานครั้งแรกในปี 2520 จนปัจจุบัน ติด 1 ใน 10 ของเทศกาลและงานเฉลิมฉลองที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดของโลก จัดขึ้นภายในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อำเภอเมือง จ.สุโขทัย กว่า 10 วัน 10 คืน

โดยในปีนี้ จ.สุโขทัย กระทรวงวัฒนธรรม โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุโขทัย ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายด้านวัฒนธรรมในจังหวัดสุโขทัย ส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน และประชาชนชาวจังหวัดสุโขทัย กำหนดจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ ประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 2-11 พฤศจิกายน พร้อมได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ พระราชทานพระประทีป รวมทั้งสิ้น 12 พระองค์ เพื่อเชิญลงลอยเป็นปฐมฤกษ์ ณ บริเวณสระน้ำวัดสระศรี (ตระพังตระกวน) ในวันที่ 11 พฤศจิกายน โดยมี นายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี

ทั้งนี้ภายในงานได้จัดให้มีกิจกรรมที่แสดงถึงวิถีชีวิตของชาวสุโขทัย ที่ได้กล่าวขานในหลักศิลาจารึก อาทิ พิธีรับรุ่งอรุณแห่งความสุข พิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์สุโขทัยทุกพระองค์ การเทศน์มหาชาติ การประกวดกระทงใหญ่ กระทงเล็ก โคมชัก โคมแขวน พนมหมาก และพนมดอกไม้ รวมถึงการแสดงดนตรีไทย การจัดกิจกรรมข้าวขวัญวันเล่นไฟ การแสดงประกอบแสง เสียง พิธีเผาเทียน การประกวดนางนพมาศ ขบวนแห่งกระทงเล็ก โคมชัก โคมแขวน พนมหมาก พนมดอกไม้ และกระทงใหญ่ ขบวนแห่ประเพณีวัฒนธรรม 9 อำเภอ ขบวนแห่งนางนพมาศ พิธีเชิญไฟพระฤกษ์ และพระประทีป การแสดงตำนานท้าวศรีจุฬาลักษณ์และการแสดงพลุ ตะไล ไฟพะเนียง

รวมถึง “ตลาดแลกเบี้ย” จำลองวิถีชีวิตตลาดของชาวสุโขทัยโบราณ โดยต้องใช้เบี้ยแทนเงินสด ซึ่งมีการจัดเตรียมเบี้ยโบราณให้ทักท่องเที่ยวได้แลกเบี้ยเพื่อนำไปซื้ออาหาร หรือสินค้าภายในตลาด นอกจากนี้ยังรณรงค์งดจำหน่ายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด การขอความร่วมมือพ่อค้าแม่ค้าใช้บรรจุภัณฑ์ใส่อาหารที่ทำมาจากธรรมชาติ ย่อยสลายง่าย และปลอดโฟมร้อยเปอร์เซ็นต์

แม้ขณะนี้อยู่ในยุคที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากความสะดวกสบายไปสู่การงดใช้พลาสติกที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หลายคนอาจมองว่านี่คือการผลักภาระให้ผู้ค้า หรือสร้างความยากลำบากให้แก่ผู้บริโภค จนมีลูกค้าบางรายเปลี่ยนใจไม่ซื้อเมื่อเห็นว่าร้านไม่มีถุงพลาสติกให้

แต่เสียงจากฐานะแม่ค้าภายในงานอย่าง “คุณป้าจำปี วุ่นพ่วง” วัย 54 ปี ชาวจังหวัดสุโขทัย ที่เกิดและเติบโตมาพร้อมเทศกาลงานลอยกระทง กล่าวว่า ครอบครัวมีอาชีพขายเสื้อผ้าพื้นเมืองและเครื่องประดับ มีโอกาสได้สัมผัสประเพณีลอยกระทงมาตั้งแต่เกิด ขายของตามงานลอยกระทงจนปัจจุบันได้ขายในร้านค้าภายในอุทยาน แม้ช่วงหลังๆ งานประเพณีจะเปลี่ยนไป คึกคักมากขึ้น และมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น แตกต่างจากความเรียบง่ายในสมัยก่อน แต่ก็รู้สึกภูมิใจที่คนทั่วไปต่างให้ความสนใจ และภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนสุโขทัย

คุณป้าจำปีเล่าเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาในโซนอาหารจะมีการใช้ใบตองแทนภาชนะโฟม และในปีนี้มีการเข้มงวดมากขึ้น โดยงดใช้ถุงพลาสติกอย่างเด็ดขาด และใช้ภาชนะที่ทำจากกระดาษเพื่อให้จัดการง่าย รวมถึงมีเจ้าหน้าที่อนามัยตรวจตราร้านค้า ตรวจหลังร้าน เพื่อความสะอาด สำหรับร้านป้าหันมาใช้ถุงกระดาษแทนถุงพลาสติก ซึ่งต้นทุนเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ก็ให้ความร่วมมือดี หลายคนที่ซื้อสินค้าชิ้นเล็กๆ หรือมีถุงมาเองก็จะไม่รับถุง ซึ่งลอยกระทงปีนี้ ถือว่ามีการจัดการขยะได้ดีและรวดเร็วกว่าปีที่ผ่านมา

ขณะที่ข้อมูลจาก กทม. ในการจัดเก็บกระทงในเขตกรุงเทพมหานคร ปี 2561 มีปริมาณทั้งสิ้น 841,327 ใบ แบ่งเป็นกระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ 796,444 ใบ และกระทงโฟม 44,883 ใบ คิดเป็นกระทงจากวัสดุธรรมชาติ 94.7% และกระทงโฟม 5.3% ส่วนในปี 2562 มีจำนวนกระทงลดลงกว่า 3 แสนใบ โดยมียอดจัดเก็บรวม 502,024 ใบ ส่วนใหญ่ทำจากวัสดุธรรมชาติ 96.3% ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี และชี้ให้เห็นว่าประชาชนและผู้ค้ากระทงได้ให้ความสำคัญในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น