สมาคมนิสิตเก่า จุฬาฯระดุมทุน 1.2 ล้านฟื้นฟู 10 รร.อุบลฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/399442?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

สมาคมนิสิตเก่า จุฬาฯระดุมทุน 1.2 ล้านฟื้นฟู 10 รร.อุบลฯ

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 – 11:00 น.
สมาคมนิสิตเก่า จุฬาฯ,ฟื้นฟูโรงเรียน 10 แห่ง,จอุบลราชธานี,อุทกภัย
เปิดอ่าน 5 ครั้ง

สมาคมนิสิตเก่า จุฬาฯ ผนึกกำลังพันธมิตรระดุมทุนกว่า 1.2 ล้านบาท ฟื้นฟูใหญ่ 10 รร. อุบลฯ หลังน้ำลด

สนจ. จับมือองค์กรพันธมิตรระดมทุนช่วยเหลือกว่า 1.2 ล้านบาทพร้อมลงพื้นที่ฟื้นฟูโรงเรียน 10 แห่งใน อ.พิบูลมังสาหาร และ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี หลังเหตุอุทกภัยใหญ่คลี่คลาย

สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายสำคัญอย่างสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และ สมาคมนิสิตเก่าหอพักนิสิตจุฬาฯ ระดมนิสิตเก่าจิตอาสากว่า 100 ชีวิต ลงพื้นที่มอบเวชภัณฑ์ ครุภัณฑ์ และเครื่องอุปโภค รวมมูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท ตลอดจนช่วยฟื้นฟูโรงเรียน 10 แห่งที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยใหญ่ในพื้นที่ 2 อำเภอของจังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่ พื้นที่ อ.พิบูลมังสาหาร และ อ.วารินชำราบ ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน อุปนายก สนจ. กล่าวว่า “สนจ. ในฐานะองค์กรที่มีภาคีเครือข่ายนิสิตเก่าจุฬาฯ อยู่ทุกภาคทั่วประเทศ ทำให้เราทราบถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้นกับผู้ประสบภัยในอีสานโดย เฉพาะพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราจึงทำโครงการ CU Voice for ISAAN ส่งต่อธารน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภาคอีสาน ซึ่งเป็นแคมเปญออนไลน์รูปแบบใหม่ ระดมทุนจากเพื่อนสมาชิก สนจ. และคนไทยที่มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคมากกว่า 800,000 บาท นอกจากนี้คณะกรรมการอำนวยการ สนจ. ยังได้อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือเหตุการณ์ดังกล่าวสมทบเพิ่มอีก โดยเราได้นำเงินจำนวนนี้ไปจัดซื้อเวชภัณฑ์ ครุภัณฑ์ และเครื่องอุปโภคที่จำเป็นและสอดคล้องกับความต้องการของนักเรียนและคุณครูทั้ง 10 โรงเรียน หลังจากที่เรามาสำรวจพื้นที่แล้วครั้งหนึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อช่วยฟื้นฟูให้สามารถกลับมาจัดการเรียนการสอนได้เร็วที่สุดได้อีกครั้งหนึ่ง”


ขณะที่ อ.เผ่า สุวรรณศักดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรมไทย) ในฐานะอดีตอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า “การจัดการของเราไม่ได้มีเพียงการซื้อสิ่งของมาช่วยเหลือเท่านั้น แต่เราได้สำรวจความเสียหายและความต้องการก่อนหน้านี้แล้ว เรามีทีมที่มาพบตัวแทนโรงเรียน เพื่อนำเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธามาจัดซื้อสิ่งของให้ตรงความต้องการของแต่ละโรงเรียน ซึ่งเรามองถึงเรื่องการใช้สอยให้เหมาะสมเป็นสำคัญ จึงต้องพิจารณาครุภัณฑ์และเครื่องอุปโภคอย่างโต๊ะและเก้าอี้ในชั้นเรียนที่ออกแบบมาให้ทนน้ำ ไม่จมน้ำเกิดความเสียหายเพื่อลดความสูญเสียหากมีเหตุอุทกภัยขึ้นอีกในอนาคต”

ด้าน นางรัตนาวลี โลหารชุน นายกสมาคมนิสิตเก่าหอพักนิสิตจุฬาฯ เปิดเผยว่า “โครงการนี้นอกจากการจัดหาเวชภัณฑ์ ครุภัณฑ์ และเครื่องอุปโภคที่จำเป็นแล้ว เรายังได้พานิสิตเก่าหอพักจุฬาฯ มาร่วมกันซ่อมแซมและฟื้นฟูพื้นที่ภายในโรงเรียน อาทิ ห้องเรียน ห้องสมุด กำแพง พื้นเวที นอกจากนี้เรายังเล็งเห็นถึงการฟื้นฟูวิถีท้องถิ่นของชุมชนให้กลับมา จึงได้มอบพันธุ์ไก่ พันธุ์ปลา และเมล็ดพันธุ์พืช เพื่อให้โรงเรียนได้นำไปเพาะปลูกนำมาประกอบอาหารเลี้ยงดูคณาจารย์และนักเรียนต่อไป ทั้งนี้เรายังได้รับความร่วมมือจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมลงพื้นที่กับเราเพื่อตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัยอีกด้วย”

นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวถึงกิจกรรมในครั้งนี้ว่า “ในฐานะนิสิตเก่าจุฬาฯ และตัวแทนพี่น้องใน จ.อุบลราชธานี ผมขอขอบคุณคณะจิตอาสา จุฬาฯ สามัคคีทุกท่านที่ร่วมแรงร่วมใจลงพื้นที่มาช่วยเหลือเราในครั้งนี้ ขอขอบคุณคนไทยทุกคนที่บริจาคทุนทรัพย์และสิ่งของผ่านมาทาง สนจ. สมาคมนิสิตเก่าคณะและหอพักนิสิตจุฬาฯ รวมถึง กฟผ. และทุกท่านที่ลงพื้นที่มาช่วยคนอุบล นี่เป็นธารน้ำอันยิ่งใหญ่ที่เราจะจารึกไว้ในหัวใจ”

ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวที่เกิดขึ้น ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทานได้คอยให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี และนับเป็นอีกหนึ่งพลังแห่งความรับผิดชอบต่อสังคมที่นิสิตเก่าจุฬาฯ ได้แสดงออกมาอย่างต่อเนื่อง สมกับ “เกียรติภูมิจุฬาฯ คือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน”

‘จุฬาฯ – สอวช.’ สร้างเวที BCG GLOBAL NETWORK

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/399241?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

‘จุฬาฯ – สอวช.’ สร้างเวที BCG GLOBAL NETWORK

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 – 04:30 น.
ดรสุวิทย์ เมษินทรีย์,นวัตกรรม,​เศรษฐกิจ,4 ประเด็นขับเคลื่อน,นศกว่า 2ล้านคนกำลังเรียนสาขานี้
เปิดอ่าน 46 ครั้ง

‘จุฬาฯ – สอวช.’ สร้างเวที BCG GLOBAL NETWORK กุญแจสำคัญขับเคลื่อน BCG ECONOMYตั้งเป้าอีก5ปีBCG มีมูลค่า4.4 ล้านล้านบาท สร้างงานกว่า 10 ล้านตำแหน่ง

วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ The 7thInternational Conference on Bio-based Polymers (ICBP2019) ระหว่างวันที่ 11-13 พฤศจิกายน 2562

อ่านข่าว:

“ศูนย์นวัตกรรมสร้างสรรค์”ดันภูมิปัญญาท้องถิ่นสร้างศก.ชาติ

เอ็นไอเอดึงองค์กรระดับโลก เปิดวิชั่นนวัตกรรมบริการภาครัฐ

ภายใต้หัวข้อเรื่อง Bio-based Polymers for Bio-Circular-Green Economy โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้จากเครือข่ายวิชาการ และเพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG โดยเฉพาะด้านวัสดุฐานชีวภาพ (bio-based) สำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน

โดยได้เชิญนักวิทยาศาสตร์ ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก ที่ครอบคลุมทั้ง เคมีชีวภาพ วัสดุชีวภาพ และ พลาสติกชีวภาพ อย่างครบวงจร รวมถึงภาคอุตสาหกรรม จากประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยี เช่น เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เยอรมนี เกาหลี ไต้หวัน และภาคอุตสาหกรรมจากประเทศไทยด้วย

โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 200 คน ที่ได้เสนอผลงานและร่วมแลกเปลี่ยนหารือตลอดการประชุม 3 วันเต็ม ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้แสดงถึงบทบาทในการริเริ่มและความมุ่งมั่นของไทยในการขับเคลื่อนเคมีชีวภาพ วัสดุชีวภาพและพลาสติกชีวภาพ เพื่อตอบรับนโยบายระดับชาติในประเด็น BCG Economy ในการประชุมนี้ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกับ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดปาฐกถาในหัวข้อเรื่อง “BCG Model: New Inclusive Growth Engine for Thailand” โดย ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มาเป็นผู้กล่าวปาฐกถาส่งท้ายการประชุม

  ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยในช่วงปาฐกถาว่า การประชุมเชิงวิชาการนี้เป็นเวทีที่นักวิชาการนานาชาติมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาไบโอรีไฟเนอรี่ ไบโอเคมิคัล ไบโอโพลีเมอร์และไบโอพลาสติก ซึ่งล้วนเป็นการสนับสนุนการขับเคลื่อน BCG Economy ที่เป็นข้อริเริ่มที่ อว. ต้องการจะผลักดัน โดยหัวใจสำคัญหนึ่งในการขับเคลื่อน BCG Economy คือ การผนึกกำลังการทำงานในรูปแบบของ “จตุภาคี” หรือ Quadruple Helix ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ/เอกชน ชุมชน/สังคม มหาวิทยาลัย/สถาบันวิจัย รวมถึงเครือข่ายต่างประเทศ เพื่อพัฒนาต่อยอดและปรับใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับบริบทของไทย

ซึ่งการประชุมหารือครั้งนี้ถือเป็นเวทีที่สำคัญในการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือจากนักวิจัยชั้นนำ และผู้เล่นสำคัญในด้าน Bio-based Polymer จากนานาประเทศ เพื่อหาแนวทางที่จะไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย แต่ยังรวมถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อพันธมิตรในระดับโลกด้วย และเชื่อว่าการประชุมในครั้งนี้ ที่มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญระดับโลกทั้งจากภาครัฐและเอกชน นักวิชาการจากทั้งไทยและบริษัทชั้นนำระดับโลกมาร่วมงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จะสามารถสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ขั้นสูงที่จะช่วยพัฒนาองค์ความรู้ Bio-based Polymer ของไทยให้เข้าสู่เศรษฐกิจมั่งคั่งอย่างทั่วถึง

เพื่อให้ประเทศไทยก้าวออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางและอยู่รอดในศตวรรษที่ 21 ได้นั้น ประเทศไทยจะต้องพัฒนาจากประเทศผู้ผลิตในอุตสาหกรรมหนักที่ใช้ทรัพยากรมาก (Thailand 3.0) ไปสู่ประเทศที่เน้นการใช้ความรู้เพื่อสร้างเศรษฐกิจ หรือ Thailand 4.0 การพัฒนาดังกล่าวจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อีกทั้งยังต้องสอดคล้องไปกับแนวทางการพัฒนาของประชาคมโลกตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)

 ดังนั้น BCG Economy จึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่ โดยหลักการของ BCG คือ การเปลี่ยนจุดแข็งของประเทศไทยในด้านความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม ให้กลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน โดยได้ตั้งเป้าหมายว่าภายใน 5 ปี BCG จะต้องกลายมาเป็นอุตสาหกรรมและบริการที่สร้างเสถียรภาพและมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ 4.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 24% ของจีดีพี รวมถึงสร้างโอกาสในการส่งออก และสร้างงานรายได้สูงให้กับคนไทยไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตำแหน่ง

ในขณะเดียวกันทุกคนจะได้รับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม ตลอดจนคาดว่าการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ BCG จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มเป็น 240,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี นอกจากการพัฒนาเศรษฐกิจแล้ว การพัฒนาตามแนวทาง BCG ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้น จะช่วยให้ประเทศไทยลดการใช้ทรัพยากรตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตลอดจนลดขยะและมลพิษอีกด้วย

“การพัฒนา BCG Economy ไม่เพียงส่งผลดีต่อประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในระดับภูมิภาคและระดับโลก เช่น การแก้ไขปัญหา PM2.5 การใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาดูแลเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก เป็นต้น โดยการริเริ่ม BCG Economy ของประเทศไทยได้มีข้อริเริ่มใน 4 อุตสาหกรรมหลักของประเทศ คือ เกษตรและอาหาร สุขภาพและการแพทย์ พลังงาน เคมีและวัสดุชีวภาพ และการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ดร.สุวิทย์กล่าว

โดยจะมุ่งไปที่การอยู่บนพื้นฐานการพัฒนาเทคโนโลยีพร้อมใช้และการเปลี่ยนแปลงองค์กรหรือธุรกิจโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือ และการสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยมีการพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ขั้นแนวหน้า โดยรัฐบาลจะส่งเสริมการลงทุนและสนับสนุนให้เกิดการร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

“ปัจจุบันมีนักศึกษากว่า 2 ล้านคน ที่กำลังเรียนในสาขาที่เกี่ยวข้องเศรษฐกิจ BCG ซึ่งกลุ่มนักศึกษาเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่น ธุรกิจ SME และผู้ประกอบการนวัตกรรม (IDE) อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะชูข้อริเริ่ม BCG เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่สถานะที่สามารถแข่งขันในระดับโลกได้อย่างเท่าเทียมโดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ” ดร.สุวิทย์ กล่าว

ดร.สุวิทย์   กล่าวอีกว่า สำหรับกลไกการพัฒนา BCG ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย “4 ประเด็นขับเคลื่อน” และ “4 ประเด็นส่งเสริม” โดย 4 ประเด็นขับเคลื่อน BCG ประกอบด้วย 1. การพัฒนาสาขายุทธศาสตร์ BCG 2. การเตรียมกำลังคน ผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการ BCG โดยกลุ่มคนเป้าหมายที่ต้องพัฒนาเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน BCG Economy ประกอบด้วย 6 กลุ่ม คือ กลุ่มสตาร์ทอัพ (Startups) กลุ่มผู้ประกอบการเชิงนวัตกรรม (Innovation-Driven Enterprises: IDEs) กลุ่มสมาร์ทฟาร์มเมอร์ (Smart Farmers) กลุ่มผู้ให้บริการมูลค่าสูง (High Value Service Providers) กลุ่มผู้สร้างนวัตกรรมเชิงลึก (Deep Technology Developers) และกลุ่มผู้ประกอบการสร้างสรรค์ (Creative Entrepreneurs) ผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Enterprise)

3. การพัฒนาเชิงพื้นที่ BCGโดยสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึงด้วยการเชื่อมโยงและมุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถในระดับภูมิภาคควบคู่ไปด้วยกัน ประกอบด้วย ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC) เน้นการพัฒนาระบบการเกษตรปลอดภัย มีมูลค่าสูง ส่งเสริมการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร และต่อยอดเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรมล้านนา (Creative Lanna) ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NEEC) เน้นแก้ไขปัญหาสุขภาพหลักของประชากรในพื้นที่ เช่น พยาธิใบไม้ตับ รวมถึงส่งเสริมการผลิตสัตว์เศรษฐกิจชนิดใหม่ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) มุ่งเน้นการพัฒนาผลผลิตทางด้านการเกษตรโดยเฉพาะกลุ่มไม้ผล

รวมถึงการพัฒนาต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอนาคต และระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) มุ่งเน้นการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่งเสริมการท่องเที่ยวปักษ์ใต้ยุคใหม่ สำหรับเคมีชีวภาพ วัสดุชีวภาพ นั้น สามารถพัฒนาได้จากวัตถุดิบชีวมวล (biomass) ซึ่งประเทศไทยมีความสามารถในการผลิตที่สูงลำดับต้นๆของโลก ดังนั้น การนำวัตถุดิบชีวมวลมาพัฒนาให้เป็น พลังงานทางเลือก เคมีชีวภาพ วัสดุเคมีชีวภาพ และรวมถึง พอลิเมอร์และพลาสติกชีวภาพ จึงเป็นการสร้างห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศไทย ในระดับแสนล้านบาทได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นโอกาสของประเทศไทย

 4. การพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ขั้นแนวหน้า BCGซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่มีความสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จและการสร้างรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG ตัวอย่างของเทคโนโลยีที่สำคัญ อาทิ Complex Microbiota เทคโนโลยีโอมิกส์ (OMICs) วิศวกรรมกระบวนการทางชีวภาพ (Bioprocess Engineering) Gene Editing และ Synthetic Biology เทคโนโลยีในย่านความถี่เทราเฮิร์ซ (Terahertz Technology) เทคโนโลยีการผลิตแบบคาร์บอนต่ำ (Decarbonization) และการนำคาร์บอนไดออกไซด์ระดับโมเลกุลพัฒนาเป็นวัสดุชีวภาพในรูปแบบวัสดุหมุนเวียนขั้นสูง เทคโนโลยีประมวลความเร็วสูงด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่ และเทคโนโลยีดิจิทัลแพลตฟอร์มขั้นสูง เป็นต้น

ส่วน 4 ประเด็นส่งเสริมการพัฒนาBCGประกอบด้วย1. การปลดล็อคกฏหมาย กฎระเบียบและการกำหนดมาตรการ BCGเช่น Regulatory Sandbox การออกกฎหมาย กฏ ระเบียบที่สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาสตาร์ทอัพและวิสาหกิจเพื่อสังคม2. โครงสร้างพื้นฐานสำคัญและสิ่งอำนวยความสะดวกสนับสนุน BCGเช่น Biobank, National Quality Infrastructure (NQI), pilot plant, High Performance Computing (HPC), high speed connection network

3. การยกระดับความสามารถของกำลังคน BCG เพื่อรองรับเศรษฐกิจ BCGจำเป็นต้องดำเนินการในหลายระดับเพื่อเสริมความรู้และสร้างทักษะ BGC อาทิ การพัฒนาบุคลากรวิชาชีพเฉพาะ เช่น นักวิจัยเคมีชีวภาพ ศาสตร์ด้าน biorefinery นักอนุกรมวิธานวิทยา (Taxonomy) ปรับปรุงหรือเพิ่มหลักสูตรที่เกี่ยวข้องรองรับความต้องการของทั้งนิสิตนักศึกษา บุคคลทั่วไป หรือแม้กระทั่งบุคลากรที่ปฏิบัติงานอยู่ในปัจจุบัน

และ4. การยกระดับเครือข่ายพันธมิตรต่างประเทศ BCG(BCG Global Network) การเชื่อมโยงเครือข่ายต่างประเทศเป็นปัจจัยส่งเสริมการพัฒนา BCG Economy โดยประเทศไทยต้องสร้างความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ สถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลก สถาบันการวิจัยชั้นนำ และบริษัทเทคโนโลยีดิจิทัลชั้นนำของโลก เพื่อพัฒนาต่อยอด ดึงความร่วมมือ การลงทุน และปรับใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับบริบทของไทย เช่น การสร้างการเครือข่ายพันธมิตรต่างประเทศ ดังที่ได้เห็นจากการจัดงานประชุมในครั้งนี้

การขับเคลื่อน BCG จำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยน mindset หรือวัฒนธรรมของคนไทย ใน 4 เรื่อง (4 W’s) คือHuman Wisdom การปรับเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาจาก “Ego Centric” คือ การยึดหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เป็น “Eco Centric” คือการยึดโลกเป็นศูนย์กลางแล้วจึงนำมาสู่สังคม เศรษฐกิจและมนุษย์เป็นลำดับสุดท้าย,

Social Wellbeing การปรับเปลี่ยนแนวคิดจาก “Me Society” เป็น “We Society” ซึ่ง BCG จะมุ่งสร้างวัฒนธรรมความร่วมมือในการสรรค์สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์กับสังคมโดยรวม Environmentall Wellness เปลี่ยนจาก “Nature as Resource” เป็น “Nature as Source” ธรรมชาติไม่ใช่แค่เพียงทรัพยากรหรือปัจจัยการผลิตเท่านั้น

แต่ธรรมชาติคือแหล่งกำเนิดของชีวิตและทุกสรรพสิ่งบนโลกซึ่งรวมไปถึงความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์เราดังนั้นจึงต้องรักษาสมดุลที่ดีไว้, Economic Wealth การพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการแข่งกันผลิตและขายให้ได้จำนวนมาก “Making & Selling” จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจไปสู่ความร่วมมือเพื่อให้เกิดของฟรีและการแบ่งปัน “Sharing & Caring” วัฒนธรรมทั้ง 4 เรื่องนี้จะต้องถูกปลูกฝังและเป็นแนวคิดสำคัญของการพัฒนาตามแนวทาง BCG

มธบ.ปั้นนักโลจิสติกส์มืออาชีพตอบโจทย์แรงงานขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/399401?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

มธบ.ปั้นนักโลจิสติกส์มืออาชีพตอบโจทย์แรงงานขาดแคลน

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 – 18:51 น.
ตลาดออนไลน์,ธุรกิจบัณฑิตย์,โลจิสติกส์
เปิดอ่าน 54 ครั้ง

CIBA มธบ.ตั้งเป้าปั้นนักโลจิสติกส์มืออาชีพ ตอบโจทย์แรงงานขาดแคลน ชี้แนวโน้มของตลาดอี-คอมเมิร์ซเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ  

16 พฤศจิกายน 2562 ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (College of Innovative Business and Accountancy: CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) กล่าวว่า ปัจจุบันแนวโน้มของตลาด “อี-คอมเมิร์ซ” ตลาดออนไลน์นับวันจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

โดยข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ปลายปี 2561 ประเมินว่า มูลค่าการซื้อขายออนไลน์ในปี 2561 อยู่ที่ 3.05 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 9-10% และคาดการณ์ว่าจากนี้ไปจนถึงปี 2565 ตลาดอี-คอมเมิร์ซไทย น่าจะเติบโตขึ้นเฉลี่ย 22% ซึ่งเมื่อตลาดออนไลน์โตเร็วขึ้น “โลจิสติกส์” ก็มีอัตราเติบโตตามไปด้วย คาดว่ามีมูลค่ามากกว่า 200,000 ล้านบาท มีอัตราเติบโตปีละ 15-20%  ธุรกิจขนส่งหรือโลจิสติกส์มีอัตราการเติบโตมากขึ้น เนื่องจากตลาดอีคอมเมิร์ซ การซื้อขายตลาดออนไลน์โตขึ้น อีกทั้งรัฐบาลก็ได้ให้ความสำคัญในสาขาดังกล่าว

อย่างไรก็ดี เมื่อดูการผลิตบุคลากรด้านนี้ ประเทศกำลังขาดแคลนอย่างมาก หน้าที่ของสถาบันการศึกษาซึ่งต้องผลิตกำลังคนตอบสนองความต้องการของประเทศ วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชีหรือ CIBA มธบ.เป็นอีกหนึ่งสถาบันการศึกษาที่เล็งเห็นความสำคัญของการผลิตบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานด้านนี้ โดยมีการเปิดหลักสูตรการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน การเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจขนส่งอย่างครบวงจร

“อดีตการซื้อสินค้าของคนไทย ยังยึดติดกับการไปซื้อแบบเดินช็อปปิ้ง เพราะคนไทยไม่เชื่อมั่นการซื้อออนไลน์เนื่องจากเป็นการตัดเงินจากบัตรเครดิตและต้องกรอกข้อมูล ซึ่งคนไทยรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่เมื่อตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยได้มีการปรับรูปแบบให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยโดยให้สามารถเก็บเงินปลายทางได้ ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น เนื่องจากได้เห็นของก่อน และทำให้ลูกค้าสนใจซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น ตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยจึงโตขึ้น โลจิสติกส์ก็โตตาม และความต้องการบุคลากรด้านนี้ก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ”

ดร.ศิริเดช กล่าวต่อว่า รูปแบบการเรียนการสอนของCIBA จะมีความโดดเด่นในการสร้างให้นักศึกษามีองค์ความรู้ในศาสตร์ของตนเองอย่างเข้มข้นและมีทักษะตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ โดย CIBA ได้มีความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ กลุ่มบริษัท SC Group ซึ่งเป็นผู้นำและผู้เชี่ยวชาญทางด้านโลจิสติกส์เชิงบูรณาการของประเทศไทย ให้บริการด้านการขนส่งปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติเคมีภัณฑ์ รถยนต์และสินค้าทั่วไป ทั้งทางบกและทางน้ำ โดยมีเครือข่าย รถขนส่งสินค้า เรือขนส่งสินค้า ท่าเรือขนส่งสินค้า คลังสินค้า คลังก๊าซ และอู่ต่อเรือ เป็นของตนเอง

ในด้านโลจิสติกส์ระบบราง มีความร่วมมือกับ Xiamen City University ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ศูนย์จัดอบรม เพื่อพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบรางอันดับต้นๆของประเทศจีน โดยนักศึกษาสามารถไปเรียนรู้ได้ที่ประเทศจีน 1ภาคการศึกษา หรือไปฝึกงานสหกิจศึกษาได้ในสถานประกอบการที่มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ได้ 1 ปีเต็ม

“นักศึกษาสามารถมีประสบการณ์ได้ทั้งในไทยและประเทศจีนโดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งถือว่ามีศักยภาพในเรื่องของรถไฟฟ้าระบบราง หรือขนส่งมวลชนในเมืองอย่างมาก มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้ไปเรียนรู้ เพิ่มเติมทักษะต่างๆ ที่ไม่ได้จำกัดเพียงเฉพาะศาสตร์ในห้องเรียนเท่านั้น ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยได้เปิดให้ทางบริษัท Flash Express Logistics มาตั้งศูนย์ให้บริการด้านการรับส่งพัสดุประเภทด่วนภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งจะเป็นแหล่งฝึกปฎิบัติการโลจิสติกส์การรับส่งสินค้าที่รองรับการเติบโตของธุรกิจ e-commerce อีกทั้ง DNA ของ DPU คือการสร้างผู้ประกอบการ ดังนั้น หลังจากเรียนจบนอกจากนักศึกษาสามารถไปทำงานในองค์กรต่างๆ ได้แล้ว ยังสามารถเป็นผู้ประกอบการด้านนี้ได้อีกด้วย” ดร.ศิริเดช กล่าว

CIBA มธบ.เน้นการเรียนการสอนที่ให้นักศึกษา มีองค์ความรู้ มีทักษะวิชาชีพ และความเชี่ยวชาญ ด้านการวางแผน กำหนด กลยุทธ์ การวิเคราะห์สถานการณ์ การประเมินผล แก้ปัญหาในการดำเนินธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมโลจิสติกส์และโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ รวมถึงมีประสบการณ์ในการทำงานจริงกับสถานประกอบการ ศูนย์พัฒนาบุคลากรฯ ทั้งในและประเทศจีน เป็นการพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์อันเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาของประเทศไทย

เตรียมเด็กปฐมวัยสู่ศตวรรษที่21เรียนสนุกมีความสุขเหมาะช่วงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/399157?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เตรียมเด็กปฐมวัยสู่ศตวรรษที่21เรียนสนุกมีความสุขเหมาะช่วงวัย

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 – 14:05 น.
เด็กปฐมวัย
เปิดอ่าน 30 ครั้ง

เตรียมเด็กปฐมวัยสู่ศตวรรษที่ 21 เรียนสนุกมีความสุขเหมาะช่วงวัย โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร -qualitylife4444@gmail.com –

“เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า เป็นคำที่ได้ยินมาตลอด แต่เด็กในวันนี้กับเด็กในอดีตนั้นแตกต่างกัน ยิ่งเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตของผู้คน การเตรียมความพร้อมให้แก่เด็ก โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยจึงแตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันมีเทคนิคหลากหลายในการพัฒนาเด็ก 1 คน ให้มีทักษะตามความต้องการของโลกในอนาคต โดยเฉพาะทักษะศตวรรษที่ 21 ทักษะที่เป็นเสมือนอาวุธที่เด็กต้องมีเพื่อใช้ในการเรียนรู้ การใช้ชีวิต

อ่านข่าว…  กพฐ.ยกเครื่องอิงลิชโปรแกรมหลังพบปัญหาสอบเข้าเรียนต่อ

สำหรับโรงเรียนอนุบาลธีรานุรักษ์ จัดการเรียนการสอนระดับปฐมวัย โดยเน้นการอ่านออกเขียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข สนุกในการเรียนรู้ มีทักษะชีวิตติดตัว มีความภาคภูมิใจ และมีความมั่นใจในตัวเองผ่านการสอนแบบบูรณาการสำหรับเด็กเตรียมอนุบาล 1 จนถึงอนุบาล 3 โดยใช้เทคนิคหลักๆ อยู่ 3 เรื่อง คือ 1.การเรียนการสอนแบบโครงการ หรือ Project Approach 2.การเรียนรู้แบบวรรณกรรมเป็นฐาน และ 3.การเรียนรู้ผ่านการเล่น

ดร.คมกริบ ธีรานุรักษ์ ผู้จัดการโรงเรียนอนุบาลธีรานุรักษ์ อธิบายเทคนิคการพัฒนาศักยภาพของเด็กปฐมวัยแห่งศตวรรษที่ 21 ในงานโครงการสัมมนาวิชาการเชิงปฎิบัติการ การบูรณาการองค์ความรู้และการจัดการเรียนการสอนเชิงรุก Active Learning สำหรับผู้เรียนปฐมวัยแห่งศตวรรษที่ 21 ครั้งที่ 2 จัดโดยบริษัทอักษร เอ็ดดูเคชั่น จำกัด(มหาชน) ว่าการเรียนการสอนแบบโครงการ หรือ Project Approach ตามรูปแบบที่ 1  เป็นการเรียนการสอนที่มุ่งให้เด็กมีส่วนร่วม ตั้งแต่ตั้งคำถามในเรื่องที่ตนเองสงสัย โดยครูจะเป็นผู้นำคำถามของเด็กมาจัดกิจกรรมให้เด็กได้ตั้งสมมติฐาน สืบค้น ลงมือหาคำตอบ และลงพื้นที่จริงๆ ของคำตอบเหล่านั้น ซึ่งบทบาทของครูเป็นผู้กระตุ้นให้เด็กคิด และหาคำตอบ

เทคนิคที่ 2 เป็นการเรียนรู้แบบวรรณกรรมเป็นฐาน คือการนำนิทานมาอ่านให้เด็กฟังเชื่อมโยงกับการเรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ทักษะชีวิต และจะเป็นคนตั้งคำถามเด็กจะได้ไปสืบค้น ส่งเสริมให้เด็กรักการอ่าน การกล้าแสดงออก การรอคอย เป็นการพัฒนาวิชาอื่นๆ เข้าด้วยกัน

และเทคนิคที่ 3 การเรียนรู้ผ่านการเล่น ซึ่งการเล่นในที่นี้เป็นการเล่นทั้งอย่างอิสระ และมีโจทย์ของเป้าหมายในการเรียนรู้ โดยครูจะสร้างสรรค์กิจกรรม มีอุปกรณ์ให้เด็กได้เรียนรู้วิชาการจากการเล่น

“กระบวนการเรียนการสอนสำหรับเด็กปฐมวัยทั้ง 3 เทคนิคจะมุ่งเน้นให้เด็กเกิดความสุข มีความสนุกในการเรียนรู้ และต้องให้เขามีความภาคภูมิใจ มีส่วนร่วมในการเรียน การลงมือทำ และการเล่น ดังนั้น รูปแบบการเรียนการสอนจึงไม่ใช่เน้นการให้เด็กอ่านออกเขียนได้ แต่เน้นการเรียนรู้ตามทักษะศตวรรษที่ 21 ทั้งด้านการสื่อสาร การคิดเป็นคิดอย่างมีวิจารณญาณ การอยู่ร่วมกับผู้อื่น และความคิดสร้างสรรค์ การเรียนการสอนเด็กปฐมวัยจึงเน้นการบูรณาการ 70% และการเรียนรู้วิชาการ 30% ซึ่งการเรียนรู้วิชาการก็เป็นการสอนด้วยวิธีการเล่น ฉะนั้น 100% ของการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจึงต้องเป็นการเรียนรู้อย่างสนุก” ผู้จัดการโรงเรียนอนุบาลธีรานุรักษ์ กล่าว

“โรงเรียนอนุบาลธีรานุรักษ์” ได้ใช้การเรียนการสอนแบบบูรณาการมาตั้งแต่ ปี 2535 จนถึงปัจจุบัน ขณะนี้ มีนักเรียนตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลจนถึงอนุบาล 3 จำนวน 150 คน มีครูและบุคลากรทั้งหมด 40 กว่าคน การจะสร้างให้เด็กมีทักษะศตวรรษที่ 21 ได้ ครูมีบทบาทสำคัญอย่างมาก ซึ่งครูจะต้องได้รับการนิเทศก์ และการอบรม โรงเรียนจะให้ครูจับคู่เป็นบัดดี้กัน เพื่อช่วยเหลือกันในการจัดการเรียนการสอน ให้คำแนะนำแก่กัน

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารก็จะทำหน้าที่คอยสนับสนุนครู อบรมครู ที่ไม่ใช่เพียงการไปดูงาน เพิ่มเติมองค์ความรู้เท่านั้น ยังมีการพัฒนาจิตใจ เสริมพลังใจให้แก่ครู ทำให้รู้สึกอยากสอน มีความสุขในการมาสอน มาอยู่กับเด็กๆ

 “บทบาทครูที่เตรียมความพร้อมเด็กสู่ศตวรรษที่ 21 ได้นั้น ครูต้องรู้จักการยอมรับในความคิดของเด็ก เป็นผู้ช่วยในการเรียนรู้ของเด็ก เช่นการจัดบรรยากาศการเตรียมอุปกรณ์ พยายามให้เด็กทุกคนมีส่วนร่วมมากที่สุด คอยให้การสนับสนุน ให้กำลังใจ พยายามให้ทุกคนมีส่วนร่วมมากที่สุด การมีส่วนร่วมทำให้เด็กรู้สึกว่าเขาก็สำคัญ ซึ่งการทำให้เด็กๆ รู้สึกว่าตนเองสำคัญ หรือการเห็นคุณค่าของตนเอง self esteem ก็เป็นจุดหมายที่ใหญ่มากๆ ของการจัดการศึกษาปฐมวัย เพราะจะส่งผลอยากประสบความสำเร็จในเรื่องที่ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ และ ส่งเสริมให้เด็กกล้าแสดงออก ให้กำลังใจเมื่อเด็กไม่กล้าหรือทำผิดพลาด” ผู้จัดการโรงเรียนอนุบาลธีรานุรักษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามการเรียนการสอนในระดับปฐมวัย ต้องพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ร่างกาย สังคม สติปัญญา อารมณ์ ให้สมบูรณ์ ไม่ควรเน้นไปที่ด้านใดด้านหนึ่ง ที่สำคัญการเรียนรู้ของเด็กเป็นขั้นตอน ต้องเริ่มสร้างฐานในเรื่องความมั่นใจ ความภาคภูมิใจ และมีทักษะชีวิต เมื่อมีสิ่งเหล่านี้นี้เขาก็จะสามารถเรียนรู้ทักษะด้านอื่นๆ ได้ต่อไปนอกจากครู โรงเรียนแล้ว หน้าที่ของพ่อแม่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน

3 เทคนิคสอนเด็กปฐมวัยมีทักษะศตวรรษที่ 21
1.การเรียนการสอนแบบโครงการ
– การสอนให้เด็กเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งตามความสนใจของตนเองอย่างลุ่มลึก
– เด็กจะเรียนรู้ผ่านกระบวนการแก้ปัญหาการค้นหาคำตอบในสิ่งที่ตนเองสงสัย
– การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองภายใต้บรรยากาศของการให้เกียรติความเคารพและยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
– ครูเป็นผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือและจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้
– เด็กประสบความสำเร็จและมองเห็นคุณค่าในตนเอง
– มีลักษณะของการใฝ่รู้และมีทักษะในการค้นหาความรู้
  2.การเรียนการสอนแบบวรรณกรรมเป็นฐาน
– เป็นการนำนิทานที่มีคุณภาพมาใช้เป็นแกนหลักในการจัดการเรียนการสอน
– เด็กเรียนรู้เนื้อหาสาระและประสบการณ์สำคัญต่างๆ อย่างครบถ้วนแบบเป็นองค์รวม
– ส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและพัฒนาศักยภาพการอ่านเขียน
– นำเสนอในรูปแบบละคร
– เชื่อมโยงบูรณาการวิชาต่างๆ เข้ามาในนิทาน
3.การเรียนการสอนผ่านการเล่น
– มีโจทย์ของเป้าหมายในการเรียนรู้
– ครูสร้างสรรค์กิจกรรม มีอุปกรณ์การเล่นเสริมพัฒนาการ
– เด็กได้เรียนรู้วิชาการจากการเล่น
ที่มา:โรงเรียนอนุบาลธีรานุรักษ์

พิธีเปิดการแข่งขันชิงแชมป์สเปเชียลโอลิมปิค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/399081?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

พิธีเปิดการแข่งขันชิงแชมป์สเปเชียลโอลิมปิค

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 – 18:29 น.
ชิงแชมป์สเปเชียลโอลิมปิค
เปิดอ่าน 30 ครั้ง

พิธีเปิดสุดยิ่งใหญ่ไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ชิงแชมป์สเปเชียลโอลิมปิคเอเชียแปซิฟิคยูนิฟายด์แบดมินตัน ระหว่าง 12 -16 พ.ย.2562

14 พ.ย.2562-ไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ชิงแชมป์สเปเชียลโอลิมปิคเอเชียแปซิฟิคยูนิฟายด์แบดมินตัน (1st Special Olympics Asia Pacific Unified Badminton Championship 2019) เป็นครั้งแรกในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค  ระหว่างวันที่  12-16 พฤศจิกายน 2562 ณ อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก  สมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคฯ จับมือ 4 องค์กรพันธมิตรสร้างต้นแบบการจัดรายการแข่งขันระดับสากล  นำนักกีฬาที่พิการทางสติปัญญาและนักกีฬาทั่วไปร่วมทีมแข่งขันด้วยกันเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศทางกีฬา และ ความเสมอภาคทางสังคม พร้อมจัดคอนเสิร์ตรอบพิเศษ โดย BNK 48 สร้างขวัญและกำลังใจให้นักกีฬาสเปเชียลโอลิมปิค

ดร.นริศ  ชัยสูตร  นายกสมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยว่า “ประเทศไทยได้เริ่มนำกีฬาแบดมินตันมาฝึกสอนนักกีฬาพิเศษ 10 ปีที่แล้ว และที่ผ่านมาได้นำนักกีฬาแบดมินตันไปแข่งขันในกีฬาระดับโลกของสเปเชียลโอลิมปิคมา 2 ครั้งแล้ว สำหรับครั้งนี้ สมาคมฯได้ทำการคัดเลือกนักกีฬา จากการแข่งขันมหกรรมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคชิงแชมป์ประเทศไทยในเดือนสิงหาคมและจะส่งนักกีฬาแบดมินตันคู่ยูนิฟายด์ รวมทั้งสิ้น 16 คน (ชาย 8 คน 8 หญิง  คน)เป็นตัวแทนประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน

โดยจะนักกีฬาเหล่านี้จะทำการเก็บตัวฝึกซ้อมรวมกัน 2 สัปดาห์ก่อนการแข่งขัน ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขันรายการระดับภาคพื้นเอเชียแปซิฟิคเป็นครั้งแรกนั้น สมาคมฯได้รับคำแนะนำและการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากหน่วยงานพันธมิตรทั้ง 4 องค์กร และสปอนเซอร์ จึงมีความรู้สึกมั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการจัดงานนี้ได้สำเร็จและสร้างความพึงพอใจให้กับนานาประเทศผู้เข้าร่วมการแข่งขัน ในโอกาสนี้จึงขอขอบคุณ สเปเชียลโอลิมปิคสากลภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค ที่เปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพ ขอขอบพระคุณหน่วยงานพันธมิตร คือ สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์   การกีฬาแห่งประเทศไทย บริษัท บีเอ็นเค48 ออฟฟิศ จํากัด และบริษัท แพลน บี มีเดีย จํากัด (มหาชน) พร้อมสปอนเซอร์หลัก บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน) ที่ได้ยินดีให้การสนับสนุนในทุกๆด้าน”

คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการคณะกรรมการโอลิมปิกสากล รองประธานสหพันธ์แบดมินตันโลก และนายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า  “สมาคมกีฬาแบดมินตันฯ มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็น 1 ในความร่วมมือของ 5 หน่วยงานภาคีในการจัดการแข่งขันครั้งนี้ ความร่วมมือระหว่าง สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ สมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย จะช่วยส่งเสริมให้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกความสามารถ ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเล่นกีฬาแบดมินตัน เป็นการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือในการฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตใจ ช่วยปลูกฝังค่านิยมโอลิมปิก คือ ความเป็นเลิศ มิตรภาพ และความเคารพซึ่งกันและกัน ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและมีความสุขในการใช้ชีวิต เพราะการแข่งขันมิใช่เพียงแค่มุ่งที่จะชนะได้รางวัลเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือมุ่งให้ทุกคนประสบชัยชนะในชีวิต”

ทั้งนี้ สเปเชียลโอลิมปิค เป็นโครงการพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้พิการทางสติปัญญาโดยใช้กีฬาเป็นสื่อ จัดกิจกรรมในประเทศไทยกว่า 40 รายการตลอดทั้งปี สำหรับการแข่งขันชิงแชมป์สเปเชียลโอลิมปิคเอเชียแปซิฟิค ยูนิฟายด์แบดมินตันครั้งที่ 1 ประจำปี 2562 ประกอบด้วยทีมสเปเชียลโอลิมปิคจาก 14 ประเทศ ได้แก่ ประเทศ  เกาหลีใต้ ฮ่องกง มาเก้า ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เมียนมาร์ บังคลาเทศ ศรีลังกา อินเดีย ปากีสถาน มัลดีฟ และ ไทย โดยมีนักกีฬาพิเศษและคู่ยูนิฟายด์เข้าแข่งขันทั้งหมด 108 คน เป็น ชาย  29 คู่ และ หญิง  25 คู่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้ฝึกสอน  43 คน

จุฬาฯ ร่วมกับภาครัฐและเอกชนเปิดหลักสูตรออนไลน์แห่งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/399047?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

จุฬาฯ ร่วมกับภาครัฐและเอกชนเปิดหลักสูตรออนไลน์แห่งแรก

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 – 16:00 น.
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,อว บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล ประเทศไทย จำกัด,บริษัทบางกอก อินโนเวชั่น เฮ้าส์ จำกัด,หลักสูตรออนไลน์
เปิดอ่าน 88 ครั้ง

จุฬาฯ ร่วมกับภาครัฐและเอกชน เปิดหลักสูตรออนไลน์แห่งแรกของประเทศไทยมุ่งเสริมสร้างทักษะใหม่ให้แก่บุคลากรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุคอุตสาหกรรม 4.0

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ ผนึกกำลังร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนเปิดตัวโครงการ           นำร่อง “Upskilling / Reskilling Industrial Workforce for Thailand 4.0 : Data Science Pathway by Western Digital and CHULA  MOOC  Achieve” มุ่งพัฒนาและเสริมทักษะแก่บุคลากรในภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่สู่ยุค Thailand 4.0 ตามนโยบายและยุทธศาสตร์ของกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และ นวัตกรรม(อว.) หลักสูตรนี้เป็นการเรียนรู้แบบผสมผสานบนแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบออนไลน์ ที่ทันสมัยมีเนื้อหากระชับ เข้าใจง่าย เข้าถึง ได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมกับการฝึกปฏิบัติและการทดสอบ รวมถึงกิจกรรมเสริมหลักสูตรอื่นๆ เมื่อเรียนจบชุดวิชา (Pathway) ผู้เรียนที่สอบผ่านเกณฑ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด จะได้รับใบประกาศนียบัตรจากโครงการ CHULA MOOC Achieve เพื่อเป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถตามลำดับผลการเรียน

ทั้งนี้ จุฬาฯ ร่วมกับ อว. บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทบางกอก อินโนเวชั่น เฮ้าส์ จำกัด (BIH) จัดงานเปิดตัวโครงการนำร่อง ในวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน 2562 เวลา 13.00 – 15.00 น. ณ อาคารเฉลิมราชกุมารี ๖๐ พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โครงการนี้เน้นพัฒนาทักษะผู้เรียนด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Science/Data Analytics) ในหน่วยงานและองค์กรเพื่อสามารถปรับตัว และรองรับการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉม (Disruption) ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  กล่าวว่า โจทย์ของประเทศคือจะทำอย่างไรให้คนไทยมีทักษะแห่งศตวรรษใหม่ และก้าวสู่ความเป็นพลเมืองดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม นักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยีและนวัตกรรมมีความรู้เท่าทันเทคโนโลยีและพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่นี้ได้ และจะทำอย่างไรเพื่อพัฒนากำลังคนในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ หรือ สะเต็มศึกษา(STEM) เพื่อมาใช้เป็นหัวใจในการสร้างคน

“เราจะต้องเอาสะเต็มไปฝังอยู่ในประชาชนให้ได้ ผมจึงตั้ง CAREER FOR THE FUTURE ACADEMY จะได้เห็นว่ามันไม่ใช่วิทยาศาสตร์เพียวๆ แล้ว มันจะเหมือนเป็นการเอาทักษะที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์ไปไว้ที่ประชาชนไป RESKILL เขา เพราะว่าจะมีคนตกงานเพราะสกิลเราเปลี่ยน” ดร.สุวิทย์ กล่าว

มร. ฟิลิป เบอร์นาร์ด รองประธานบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์เปอเรชั่น กล่าวว่า “บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล เราจำเป็นต้องมีศักยภาพการแข่งขันในตลาด เราไม่สามารถปฎิเสธได้ว่า ระบบวิเคราะห์ เทคโนโลยีคลาวด์อินเตอร์เน็ต และปริมาณข้อมูลดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาล เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งเวสเทิร์น ดิจิตอล ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีนี้อย่างมาก และใช้วิทยาศาสตร์ข้อมูลเพื่อทำให้โรงงานของเรามีความทันสมัยมากขึ้น ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานสู่ยุคดิจิทัลโดยนำระบบอัตโนมัติ ระบบวิเคราะห์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์มาใช้”

“วิทยาศาสตร์ข้อมูลเป็นวิธีคาดการณ์อนาคตและแก้ไขก่อนเกิดความเสียหายจริง เป็นวิธีสำรวจเพื่อมุ่งวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตและปัจจุบันเพื่อทำนายผลลัพธ์ในอนาคตซึ่งนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และยังเป็นวิธีช่วยสร้างความเข้าใจใน เชิงลึกและทำให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น วิทยาศาสตร์ข้อมูลจะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อวัฒนธรรมและเศรษฐกิจโลก จึงสำคัญยิ่งสำหรับเราที่สร้างเสริมทักษะที่จำเป็นด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลให้กับบุคลากรเพื่อทำให้บริษัทจัดการกับข้อมูลได้อย่างชาญฉลาด ผมเชื่อว่าการส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน “วิทยาศาสตร์ข้อมูล” เป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เราสามารถรับมือกับความท้าทายกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นและการมีอนาคตที่ยั่งยืน ทั้งยังทำให้แน่ใจว่าเราใช้โซลูชั่นที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา”

ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ รองประธานและผู้จัดการทั่วไปฝ่ายปฏิบัติการฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ บริษัท เวสเทิร์นดิจิตอล(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ด้วยภาครัฐบาลมีเป้าหมายที่จะนำพาประเทศเข้าสู่โมเดล “ประเทศไทย 4.0” และมุ่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” เมื่อบริบททางเศรษฐกิจเกิดการเปลี่ยนแปลง จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรในภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงส่งผลให้องค์กรสามารถเติบโตในบริบทใหม่ได้อย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ

“ผมอยากเห็นคนของเวสเทิร์น ดิจิตอล เก่งยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม ในอดีตเราพัฒนาเพื่อนพนักงานเพื่อมาทำธุรกิจ คราวนี้เราอยากจะทำตามใจเพื่อนพนักงานดูบ้าง” ดร. สัมพันธ์ กล่าว

ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในฐานะสถาบันการศึกษา จุฬาฯ ตระหนักถึงความสำคัญในการต่อยอดความรู้ให้คนในสังคม และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เสริมสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ และพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างไม่หยุดยั้ง และเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล Thailand 4.0 และ Thailand New S-Curve เราจึงริเริ่มโครงการ CHULA MOOC Achieve ซึ่งได้พัฒนาต่อจากโครงการการเรียนการสอนออนไลน์ CHULA MOOC เดิม เพื่อมุ่งพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในองค์กรและผู้ประกอบการภาคธุรกิจ เสริมสร้างทักษะใหม่ที่จำเป็นสำหรับการทำงานในยุคดิจิทัล โดยเพิ่มหลักสูตรสำหรับต่อยอดอาชีพใน 5 สายงาน ได้แก่ การบริหารจัดการ (Management) วิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT/Data/Technology)  ภาษา (Languages) ศิลปะและการพัฒนาตนเอง (Art&Self Development) วิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Science) ซึ่งเราคาดหวังว่าจะมีผู้สนใจเข้าเรียนเพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านคน

“โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ปฏิบัติงานในด้านต่างๆ ต้องพัฒนาขวนขวายเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพิ่มเติมตลอดเวลา การเรียนรู้ผ่าน CHULA MOOC/CHULA MOOC Achieve เป็นช่องทางในการพัฒนาทักษะ ที่ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา”

ศ.ดร.บัณฑิต กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดเด่นของโครงการ CHULA  MOOC  Achieve คือ มีเนื้อหาเป็นภาษาไทยซึ่งเอื้อประโยชน์แก่ผู้เรียน สอนโดยอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วยการนำเสนอเนื้อหาอย่างตรงประเด็น กระชับ ชัดเจน ผ่านคลิปวิดีโอมีความยาวในแต่ละตอนประมาณ 7-10 นาที มีการใช้ภาพและกราฟิก กรณีศึกษาใช้ Facebook Group เป็นสื่อกลางในการสร้างปฎิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนสามารถถาม-ตอบเกี่ยวกับวิชาเรียนได้ทันที ทั้งยังเป็นห้องสนทนา (community) สำหรับสมาชิกในห้องเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความรู้ต่างๆ ในหัวข้อที่เรียน มีระบบ Learning Management System (Mycourseville) รวมถึงกิจกรรมออนไลน์ต่างๆ มีแบบทดสอบท้ายบทให้ผู้เรียนได้ทดลองทำเพื่อประเมินความเข้าใจในแต่ละบทเรียน โดยใช้ระยะเวลาเรียนประมาณ 3 เดือน ผู้เรียนที่เข้าร่วมและผ่านเกณฑ์ตามรายวิชาที่กำหนดจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองจาก CHULA  MOOC  Achieve

ดร. ผาณิต เสรีบุรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางกอก อินโนเวชั่น เฮ้าส์ จำกัด ในฐานะผู้ให้บริการหลักสูตร Data Science Pathway และกิจกรรมเสริมหลักสูตรอื่นๆ กล่าวว่า สำหรับการเปิดตัวโครงการในวันนี้ ทีมงานจากบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล จำกัด คณาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงทีมงานดูแลผู้เรียนจากบริษัท บางกอก อินโนเวชั่น เฮ้าส์ จำกัด ได้ทำงานใกล้ชิดกันเป็นเวลาหลายเดือน เพื่อร่วมกันออกแบบหลักสูตรและกิจกรรมต่อยอดจากการเรียนออนไลน์ Data Science Pathway ไม่ว่าจะเป็น เวิร์คชอปเพื่อเสริมความรู้ด้าน Python และ Rapidminer รวมถึง กิจกรรมพบปะผู้สอนและรับฟังการบรรยายพิเศษที่โรงงาน เวสเทิร์น ดิจิตอล ในจังหวัด ปราจีนบุรี โดยความมุ่งหมายสูงสุดของหลักสูตรคือต้องการให้คนเวสเทิร์น ดิจิตอล เก่งยิ่งขึ้นไปอีก และ ร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรด้วยทักษะใหม่ นั่นก็คือ วิทยาศาสตร์ข้อมูล

“ในยุคดิจิทัลเราจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะด้านดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นจริงได้ด้วยเทคโนโลยีและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ (community) ใหม่ๆ ให้กับผู้เรียน เพื่อให้คนเหล่านี้ได้มีความสามารถและโอกาสใหม่ และช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไปสู่ Thailand 4.0” ดร. ผาณิต กล่าว

กพฐ.ยกเครื่องอิงลิชโปรแกรมหลังพบปัญหาสอบเข้าเรียนต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/398924?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กพฐ.ยกเครื่องอิงลิชโปรแกรมหลังพบปัญหาสอบเข้าเรียนต่อ

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 – 15:10 น.
กพฐยกเครื่องอิงลิชโปรแกร,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,กพฐ
เปิดอ่าน 100 ครั้ง

กพฐ.ยกเครื่องอิงลิชโปรแกรมหลังพบปัญหาสอบเข้าเรียนต่อ โดย…   คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com- 

จากข้อมูลดัชนีความสามารถภาษาอังกฤษคนไทยร่วงต่อเนื่อง 3 ปี โดยอยู่ในระดับต่ำมาก (Very Low Proficiency) ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 74 ของโลก แม้ดีกว่ากัมพูชา และพม่า แต่ต่ำกว่า มาเลเซีย จีน เวียดนาม ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย หากเทียบเป็นรายภาคของประเทศไทย ภาคเหนือ และภาคกลาง จะมีความสามารถทางภาษาอังกฤษ สูงกว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้เล็กน้อย ขณะที่กรุงเทพฯ มีความเชี่ยวชาญทักษะภาษาอังกฤษมากที่สุดของประเทศ รองลงมาคือ นนทบุรี เชียงใหม่ ชลบุรี และขอนแก่น ตามลำดับ

ว่ากันว่าปัจจุบันสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษหลายโปรแกรม เช่น โปรแกรมนานาชาติ IP (Education Hub) จำนวน 19 แห่ง English Program (EP) ที่ใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแต่สอนเป็นภาษาอังกฤษทุกวิชา ยกเว้นภาษาไทย และ Mini English Program (MEP) ที่สอนเป็นภาษาอังกฤษบางวิชา รวม 400 แห่ง

ปรากฏว่าเมื่อไปสอบเพื่อเข้าเรียนต่อหลักสูตรปกติในระดับที่สูงขึ้น แม้ว่าจะสอบเรียนต่อได้ แต่จะมีปัญหาที่ต้องปรับตัวระหว่างการเรียนต่อ เพราะเรียนวิชาต่างๆ เช่น เคมี ชีวะ ฟิสิกส์ และภูมิศาสตร์ เป็นภาษาอังกฤษ แต่พอมาเรียนหลักสูตรภาษาไทยทำให้เด็กไม่เข้าใจในรายวิชา ส่งผลให้เรียนล่าช้าหรือเรียนได้ไม่ดีเท่าที่ควร

ล่าสุด สพฐ.ได้มีความพยายามในการแก้ไขปัญหานี้ด้วยการปรับการจัดการเรียน หลักสูตรภาษาอังกฤษนานาชาติ International Program (IP) โดยใช้หลักสูตรที่มาจากต่างประเทศ จัดการเรียนการสอนโดยครูเจ้าของภาษา หรือครูที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด

หลักสูตรภาษาอังกฤษแบบเข้มข้น (Intensive English Program : IEP) โดยเน้นเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ ต้องจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษมากกว่า 5 คาบต่อสัปดาห์ เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน และการใช้ภาษาอังกฤษต้องอยู่ในระดับ B2 สามารถสื่อสารเรียนรู้และทำงานในสภาพแวดล้อมหรือประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักได้ โรงเรียนสามารถเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มได้ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ

หลักสูตรยกระดับภาษาอังกฤษสำหรับทุกโรงเรียน (General English Program : GEP) เด็กต้องได้เรียนภาษาอังกฤษครบทุกทักษะ ตั้งแต่ยังเล็กๆ เน้นการสอนให้สื่อสารได้ ครูใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้จริง โดยนำครูจากโครงการ English Boot Camp ที่มีความสามารถในการสอนภาษาอังกฤษ และกระจายอยู่ทั่วประเทศมาสอน โรงเรียนไม่จำเป็นต้องเก็บเงินเด็กเพิ่ม

นอกจากนั้นจะฟื้นศูนย์พัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ (ERIC) ประจำจังหวัด โดยจะส่งเสริมและสนับสนุนให้ศูนย์ ERIC เป็นศูนย์พัฒนาหลักสูตรด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ พร้อมกับการพัฒนาครูและนักเรียน โดยศูนย์นี้จะมีการทดสอบระดับความรู้ภาษาอังกฤษของครูและนักเรียนด้วยว่าอยู่ในระดับไหนหรือขาดทักษะภาษาในด้านไหน เพื่อจะได้เติมเต็มความรู้ภาษาอังกฤษได้อย่างตรงจุด

รวมถึงจะมีการประเมินภาษาอังกฤษโดยใช้มาตรฐานของ Common European Framework of Reference for Languages (CEFR) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้อธิบายระดับความเชี่ยวชาญทางภาษาจากยุโรปด้วย การดำเนินการเรื่องนี้จะเป็นการกระจายโอกาสทางการศึกษาและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรภาษาอังกฤษนั้นการจัดหา “ครูผู้สอน” คือปัจจัยหลักที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ไม่  ซึ่งที่ผ่านมา โรงเรียนที่เปิดหลักสูตรดังกล่าวล้วนประสบปัญหาในการจัดหาครูได้ไม่ต่อเนื่อง ดังนั้น สพฐ.จะเปิดเว็บไซต์ในการจัดหาครูต่างชาติ เพื่อให้ครูต่างชาติสามารถสมัครและส่งคุณสมบัติของตนเองมาไว้ที่เว็บไซต์นี้ เพื่อให้สถานศึกษาที่ต้องการครูต่างชาติ เข้ามาเลือกจ้างครูได้ ซึ่งจะเป็นการตัดนายหน้าหาครูเข้ามาสอนออกไป และเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายของโรงเรียน

รวมทั้งให้ สพฐ.จัดทำสัญญาจ้างงานเป็นภาษาอังกฤษเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่สถานศึกษา ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการการศึกษาพื้นฐานสู่สากล ได้จัดทำคู่มือ English HANDBOOK DRAFT สพฐ.จะแจ้งให้สถานศึกษาในสังกัดทราบ และปรับปรุงหลักสูตรให้ทันในปีการศึกษา 2562 นี้

อำนาจ วิชยานุวัติ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวยอมรับว่า การดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายการยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียนทุกคน ตามที่ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายที่จะยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียนทุกคน โดยต้องการขับเคลื่อนโรงเรียนสองภาษาในกลุ่มโรงเรียนประจำอำเภอและโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล ประมาณ 2,000 แห่งนั้น มีบางเรื่องที่ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของหลักเกณฑ์ อาทิ การเปิดห้องเรียน Mini English Program (MEP) ในกลุ่มโรงเรียนประจำอำเภอและโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล เพื่อทำให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะภาษาอังกฤษได้มากขึ้นในกลุ่มโรงเรียนเหล่านี้

แต่การดำเนินการเรื่องดังกล่าวยังมีข้อจำกัดของหลักเกณฑ์การเปิดห้องเรียน MEP โดยโรงเรียนต้องมีคะแนนทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) สูงขึ้นอย่างน้อย 3 ปี  ดังนั้น สพฐ.จะแก้หลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ หลังจากนั้นจะส่งหลักเกณฑ์การปรับปรุงแก้ไขแล้วไปยังคณะกรรมการรับนักเรียนระดับจังหวัดพิจารณาในการเปิดห้องเรียน MEP เพื่อให้การขับเคลื่อนห้องเรียน MEP ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ทั้งนี้การเรียน English Program เป็นโครงการพิเศษ ที่เน้นการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือแม้กระทั่งสุขศึกษา แล้วแต่ละโรงเรียนจะจัดเพิ่มเติม นักเรียนได้เรียนรู้กระบวนการพัฒนาตนเอง ไม่ว่าจะทางด้านการฟัง พูด อ่าน เขียน กับเจ้าของภาษาซึ่งทำให้เด็กๆ มีความเคยชินและคุ้นเคยกับภาษาและเจ้าของภาษา โดยที่บางคนอาจจะเรียนวิชาวิทย์ คณิต กับครูคนไทยแล้ว ภาษาไทยและบางวิชาก็เรียนกับคุณครูคนไทย เพื่อเตรียมตัวในการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม การที่ รมว.ศึกษาธิการ ต้องการพัฒนาทักษะด้านภาษานั้นเป็นเพราะต้องการตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน เพราะในอนาคตประเทศจะต้องเตรียมตัวเรื่องการลงทุนที่จะมีเพิ่มมากขึ้นจากการเปิดประเทศ ดังนั้นจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งทักษะอาชีพ และทักษะด้านภาษา

หากว่าสามารถทำให้โรงเรียนประจำอำเภอ 2,000 แห่ง จัดการเรียนการสอนหลักสูตรภาษาอังกฤษได้ในปีภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ตั้งแต่ชั้นปฐมวัยเป็นต้นไป ส่วนของอาชีวศึกษาก็จำเป็นต้องพัฒนาทักษะอาชีพ และทักษะภาษาควบคู่กันไปด้วยเช่นกัน

4 ทักษะกายภาพพิชิต AI วัยทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/398802?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

4 ทักษะกายภาพพิชิต AI วัยทำงาน

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 – 14:29 น.
นักบัญชี,มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์,การบัญชี
เปิดอ่าน 49 ครั้ง

CIBA_มธบ. แนะ 4 ทักษะ ความรู้-ความคิด-จิตใจ-ทักษะทางกายภาพ ที่เด็กบัญชีต้องมีเพื่อพิชิต AI ในวัยทำงาน

13 พฤศจิกายน 2562 วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี  มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ.) จัดโครงการ AI Accounting “เรียนรู้การทำงานบัญชีกับ AI ยังไงก็ไม่ตกงาน”

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาในสาขาการบัญชี ก่อนออกไปปฏิบัติงานในโครงการสหกิจศึกษา โดยดร.พณชิต กิตติปัญญางาม นายกสมาคม Thailand Tech Startup Association , CEO-ZTRUS และผู้อำนวยการสถาบันเพื่อพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการและบุคลากรแห่งอนาคต(DPU X) เป็นวิทยากร

ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (College of Innovative Business and Accountancy: CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.)  เปิดเผยว่า  CIBA มีเป้าหมายในการเพิ่มศักยภาพให้นักศึกษาอยู่รอดได้ในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะสายอาชีพบัญชีจำเป็นต้องเสริมทักษะต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากการฝึกเป็นนักบัญชี เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาไม่ต้องทำงานซ้ำซ้อนกับ AI (Artificial Intelligence) และยังช่วยลดการว่างงานในอนาคต ได้แก่ ทักษะในการสื่อสาร ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ทักษะการแก้ไขปัญหา และทักษะการทำงานเป็นทีม ซึ่งทักษะทั้งหมดนี้เป็นทักษะที่หุ่นยนต์ไม่สามารถเลียนแบบคนได้ ดังนั้น มธบ.จึงได้กำหนดทักษะเหล่านี้ เป็นกลุ่มของทักษะที่สำคัญ  เพื่อติดอาวุธให้นักศึกษานำไปใช้ในอนาคต

ดร.ศิริเดช กล่าวด้วยว่า  การเชิญ ZTRUS มาให้ความรู้ด้านการวางระบบบัญชี จะช่วยเปิดมุมมองให้นักศึกษาเห็นภาพการทำงานในสายอาชีพที่กว้างขึ้น ซึ่งการเก็บรวบรวมตัวเลขในฐานข้อมูลที่มีจำนวนมหาศาล ต้องใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือ AI เข้ามาช่วย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รวดเร็วและแม่นยำ ส่วนนักบัญชีจะมีหน้าที่ควบคุมโปรแกรมดึงข้อมูลมาวิเคราะห์และนำไปสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจ

นักศึกษาจำเป็นต้องฝึกฝนและเพิ่มทักษะในด้านอื่นๆให้ตนเองอยู่เสมอ และอย่าไปกังวลว่า AI จะมาแย่งงาน เพราะ AI เป็นเพียงหุ่นยนต์ที่ถูกกำหนดคำสั่งและข้อมูลให้มีจุดมุ่งหมายเพียงด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวเท่านั้น ณ ขณะนี้ ซึ่งต่างกับคนที่สามารถคิด และทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ การมีความรู้รอบด้านก่อนไปเผชิญงานจริง จะทำให้นักศึกษาสามารถปรับตัวเข้ากับงานในอนาคต และทำงานอยู่เหนือหุ่นยนต์ได้

ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ในฐานะนายกสมาคม Thailand Tech Startup Association , CEO- ZTRUS ผู้เชี่ยวชาญด้านการนำ AI มาใช้ในระบบบัญชี กล่าวว่า  ขณะนี้เทคโนโลยีหรือ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในทุกธุรกิจ โดยเฉพาะงานที่ต้องทำเป็นกิจวัตรประจำหรืองานที่มีข้อมูลมหาศาลหรืองานที่ทำซ้ำ ๆ จะมีการนำ AI มาทำงานแทน เนื่องจากเจ้าของกิจการต้องการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ปัจจุบันสายงานบัญชี เป็นสายอาชีพที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมาก

นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวถึงอนาคตของนักบัญชีที่เสี่ยงถูก AI มาแย่งงาน จึงเกิดการตั้งคำถามว่าอะไรคือคุณค่าของนักบัญชีที่ต้องมีในอนาคต วันนี้นักศึกษาต้องมองอย่างมีสติ และเปิดโลกทัศน์ให้พร้อมเรียนรู้ที่จะทำงานควบคู่กับเทคโนโลยี เพื่อให้ตลาดแรงงานเกิดความต้องการและเปิดช่องให้คนที่มีความสามารถเข้ามาช่วยกิจการ อย่างไรก็ตาม คนที่หมั่นเรียนรู้เทคโนโลยีและนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ จะทำให้มีโอกาสในสายอาชีพมากขึ้น

“นักบัญชี คือ อาชีพที่ต้องมีความเข้าใจข้อมูลทางด้านการเงิน และจัดเตรียมข้อมูลมานำเสนอให้ผู้บริหาร หรือนักลงทุน เพื่อให้เกิดการวางแผนงานที่ดี แต่ทักษะที่นักบัญชีในอนาคตต้องมีเพื่อเพิ่มคุณค่าให้อยู่เหนือ AI ได้แก่ 1.ความรู้ทางธุรกิจ 2.ความคิดสร้างสรรค์และการแก้ไขปัญหา 3.จิตใจที่เข้าใจผู้อื่นและทำงานเป็นทีม และ4.ทักษะทางกายภาพที่สามารถสื่อสารให้เข้าใจ ซึ่งทักษะเหล่านี้สอดคล้องกับ 6 ทักษะของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ที่นักศึกษาจำเป็นต้องมีเพื่อให้เกิดโอกาสในสายอาชีพมากกว่าการถูกทดแทนงานด้วย AI” ดร.พณชิต กล่าวทิ้งท้าย

กศน.ส่งเสริมการอ่านเพิ่มอาชีพชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/398746?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กศน.ส่งเสริมการอ่านเพิ่มอาชีพชุมชน

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 – 11:55 น.
นักอ่าน,กศน,กนกวรรณ วิลาวัลย์,รมชการศึกษา,บรรณารักษ์ห้องสมุด
เปิดอ่าน 62 ครั้ง

กศน.ส่งเสริมการอ่าน เพิ่มอาชีพชุมชน ขับเคลื่อน เมืองนักอ่าน คนกาญจนบุรี โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร-qualitylife4444@gmail.com-  

การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เรียกสั้นๆ ว่า กศน. เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลคนทุกช่วงวัยตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผ่านการจัดการศึกษานอกระบบ การศึกษาอาชีพ การศึกษาตามความต้องการของคนในชุมชน

เมื่อเร็วๆ นี้ กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รับผิดชอบในการดูแล สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ได้ลงพื้นที่ จ.กาญจนบุรี เพื่อตรวจเยี่ยมการทำงาน และมอบนโยบายแก่ชาว กศน. ในจังหวัดภาคกลางตอนบน รวม 3 จังหวัด ได้แก่ กศน.จังหวัดกาญจนบุรี กศน.จังหวัดสุพรรณบุรี และ กศน.จังหวัดราชบุรี โดยแต่ละหน่วยงานได้นำเสนอการจัดการเรียนการสอน กิจกรรมอันนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียน และชุมชน

โดยขอให้ครูกศน.ทุกคนทำด้วยความเป็นครู ความมีปัญญาในการสอนลูกศิษย์ ซึ่งในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้ทำความเข้าใจและมอบหมายให้กศน.มีส่วนร่วมในการพัฒนาผู้เรียน ชุมชน โดยเฉพาะเรื่องการส่งเสริมการอ่าน กศน.กาญจนบุรี ถือมีแนวทางในการขับเคลื่อนเมืองนักอ่าน คนกาญจนบุรีโดยเน้นการจัดกิจกรรมและการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัลให้เกิดการเรียนรู้ การอ่านหนังสือได้ทุกที่ทุกเวลา มีห้องสมุดเคลื่อนที่ไปยังที่ต่างๆ ในชุมชน เป็นการกระจายองค์ความรู้ โดยใช้หนังสือเป็นเครื่องมืออันนำไปสู่การเพิ่มเติมทักษะและการสร้างอาชีพของคนในชุมชน หลังจากนี้ทางกศน.เองจะมีการจัดสรรงบประมาณในปี 2564 เพื่อส่งเสริมเมืองนักอ่านให้ครอบคลุมกศน.ในทุกจังหวัด

“เมืองนักอ่าน คนกาญจนบุรี” เป็นการขับเคลื่อนของสำนักงานกศน.จังหวัดกาญจนบุรี ตามโครงการ “เมืองนักอ่าน” ของสำนักงาน กศน. ที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ได้ขยายผลการดำเนินงานให้ครอบคลุมทุกจังหวัด อรณิช วรรณนุช ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า การสร้างเมืองนักอ่าน คนกาญจนบุรี เป็นนโยบายของสำนักงาน กศน.จังหวัดกาญจนบุรี ที่ต้องการให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยรักการอ่าน รักการเรียนรู้ โดยเริ่มจากในชุมชน บ้านหนังสือชุมชน เพราะถ้าคนในชุมชนรักการอ่านหนังสือ จะกลายเป็นตำบลนักอ่าน อำเภอนักอ่านและเมืองนักอ่านเกิดขึ้นได้จริง

อรณิช วรรณนุช

ดังนั้น การทำงานของกศน.กาญจนบุรี จะทำงานร่วมกับครูกศน. ครูบรรณารักษ์ ผู้นำชุมชน และชาวบ้าน ที่ต้องวางแผนร่วมกันเป็นเมืองนักอ่านในชุมชนตามบริบทและความต้องการของคนในชุมชน เนื่องจากแต่ละชุมชนมีความแตกต่างกัน อีกทั้งกิจกรรมที่จัดขึ้นไม่ใช่เพียงส่งเสริมการอ่าน แต่ยังต่อยอดส่งเสริมอาชีพ ศิลปวัฒนธรรม การท่องเที่ยว เกิดเป็นผลิตภัณฑ์เด่น เป็นการเพิ่มเติมองค์ความรู้ และสร้างอาชีพ เพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าและผลิตภัณฑ์ได้

เข้าสู่ปีที่ 2 เมืองนักอ่าน คนกาญจนบุรี มีบ้านหนังสือชุมชนทั้งหมด 307 แห่ง และจะขยายผลไปเรื่อยๆ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องการส่งเสริมการอ่าน โดยแต่ละปีมีผู้มาใช้บริการมากขึ้น มีการยืมคืนหนังสือ มีสมาชิกห้องสมุดมากขึ้น ศรีเฉลียว​ จักรทอง​ บรรณารักษ์ห้องสมุดประชาชนอำเภอเมืองกาญจนบุรี​ เล่าว่า โครงการดังกล่าวได้เปลี่ยนห้องสมุดเงียบกลายเป็นห้องสมุดมีชีวิต เพราะตั้งแต่มีการปรับเปลี่ยนห้องสมุด ให้มีกิจกรรม มีการบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น บริการยืมคืนหนังสือ สร้างครอบครัวนักอ่าน มีมุมหนังสือเด็กและเยาวชน มีวารสาร นิตยสาร หนังสือพิมพ์ มีสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ มีนิทรรศการวันสำคัญ

ศรีเฉลียว​ จักรทอง

พร้อมทั้งแนะนำหนังสือใหม่ มีแหล่งเรียนรู้การศึกษาตามอัธยาศัย บริการอินเทอร์เน็ต (Wifi) ฟรี และบริการสื่อมัลติมีเดีย และมีห้องสมุดเคลื่อนที่ไปชุมชนต่างๆ เป็นการกระตุ้นให้คนเกิดความสนใจอยากอ่านหนังสือ และเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งจากการดำเนินการพบว่ามีคนสนใจอ่านหนังสือมากขึ้น โดยดูได้จากการสมัครเป็นสมาชิก การเข้าใจบริการ การยืมคืนหนังสือ

“ห้องสมุด กศน.อำเภอเมืองกาญจนบุรี” จะมีการออกแบบบุฟเฟ่ต์อาหารสมองให้ถูกใจคนในชุมชน รวมถึงมีการพัฒนาครูบรรณารักษ์ ครูกศน.ในชุมชน ร่วมสร้างแหล่งเรียนรู้ มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาร่วม อยู่ที่ไหนก็สามารถอ่านหนังสือได้ เกิดวัฒนธรรมการอ่านในชุมชนอย่างเข้มแข็ง

โสรยา สนจุ้ย อายุ 33 ปี นักเรียนระดับมัธยมปลาย กศน.อำเภอไทรโยค จ.กาญจนบุรี เล่าว่า การอ่านช่วยเปลี่ยนชีวิตได้มาก เพราะก่อนหน้าที่จะกลับมาเรียนกศน.ได้เกิดปัญหาชีวิตมากมาย ทำให้มีมุมมอง มีทัศนคติในบางเรื่องที่ไม่ดี แต่เมื่อได้มาเรียนกศน. และได้มาเข้าห้องสมุดของกศน. ได้อ่านหนังสือ ทำให้มีทัศนคติ การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป หนังสือไม่ใช่มีเพียงตัวอักษรที่ทำให้คิดเป็น แต่ยังมีองค์ความรู้ทั้งด้านการประกอบอาชีพ มีแนวทางการใช้ชีวิต ช่วยเยียวยาในจังหวะชีวิตที่ไม่ดีดังนั้น การอ่านหนังสือ ไม่ว่าหนังสือเล่ม หรือหนังสือดิจิทัล ล้วนมีความสำคัญในการพัฒนาชีวิตทั้งสิ้น อยากเชิญชวนและขอบคุณทางกศน.ที่จัดกิจกรรมเมืองนักอ่าน คนกาญจนบุรี ทำให้ได้มีที่พึ่งทางจิตใจ มีองค์ความรู้ ได้เรียนรู้ในบางสิ่งที่ตอนนี้ยังไม่มีโอกาสแต่การอ่านหนังสือทำให้เกิดการเรียนรู้ได้

โสรยา สนจุ้ย

ม.รามฯ เปิดหลักสูตรใหม่’ธุรกิจระดับโลกและการสื่อสารดิจิทัล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/398679?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ม.รามฯ เปิดหลักสูตรใหม่’ธุรกิจระดับโลกและการสื่อสารดิจิทัล’

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 – 18:45 น.
มรามฯ,เปิดหลักสูตรใหม่,สาขาวิชาธุรกิจโลกและการสื่อสารดิจิทัล
เปิดอ่าน 161 ครั้ง

สถาบันการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดหลักสูตรใหม่’ธุรกิจระดับโลกและการสื่อสารดิจิทัล’

วันที่ 12 พ.ย.2562- สถาบันการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดหลักสูตรใหม่ หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจโลกและการสื่อสารดิจิทัล (Bachelor of Business Administration Program in Global Business and Digital)

อ่านข่าว..อาคารย่านรามฯทรุดขณะรื้อ เจ็บ 2 ราย

เพื่อบูรณาการความรู้ด้านการบริหารธุรกิจและด้านการสื่อสารมวลชนให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดการทำธุรกิจรูปแบบออนไลน์ ให้มีความรู้ ความเข้าใจ ปรับตัวเท่าทันตามยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างพลวัต โดยมีอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากภายในประเทศและต่างประเทศร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้

สำหรับหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจโลกและการสื่อสารดิจิทัล เปิดรับสมัครผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี จัดการเรียนการสอนระบบBlock course(ภาษาอังกฤษ) เรียนวันจันทร์– พฤหัสบดี เวลา 09.00-16.00 น. จำนวนหน่วยกิตรวม 123 หน่วย เน้นการเรียนการสอนภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

เปิดรับนักศึกษา รุ่นที่ 1ตั้งแต่บัดนี้ – 30 พฤศจิกายน 2562 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถาบันการศึกษานานาชาติ ม.ร. โทร.02-310-8895ต่อ128,เฟซบุ๊กเพจIIS.Ramkhamhaengหรือwww.iis.ru.ac.th

  CR :  รอบรั้วรามฯ

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ