สว.หนุน กสศ.ลดความเหลื่อมล้ำการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/398633?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

สว.หนุน กสศ.ลดความเหลื่อมล้ำการศึกษา

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 – 15:32 น.
สวหนุน กสศ,ลดความเหลื่อมล้ำการศึกษา
เปิดอ่าน 27 ครั้ง

สว.หนุน กสศ.ทำงานช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ติงคนตัดงบประมาณไม่เหมาะสม ยันเกิดประโยชน์ลงทุนแค่ 1 บาทวันนี้ จะได้เงิน 7 บาทในอนาคตและช่วยลดภาระรัฐบาลหลาย

11พ.ย.-2562-สว.หนุน กสศ.ทำงานช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ติงคนตัดงบประมาณไม่เหมาะสม ยันเกิดประโยชน์ลงทุนแค่ 1 บาทวันนี้ จะได้เงิน 7 บาทในอนาคตและช่วยลดภาระรัฐบาลหลาย ด้าน ผจก.กสศ.ระบุช่วยเด็กตรงจุดผ่านวิธีใหม่ ไม่ซับซ้อนกับหน่วยงานอื่น บูรณางานร่วมกับทุกส่วนทั้ง ศธ.มท.คลัง เพื่อให้งบประมาณลงไปถึงเด็กอย่างแท้จริง

ที่ประชุมวุฒิสภา (สว.) ได้พิจารณารายงานประจำปี 2561 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยสมาชิกวุฒิสภาได้ให้ข้อเสนอว่ากสศ.ควรมีการบูรณาการด้านข้อมูลและการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม และสร้างข้อมูลพื้นฐานเพื่อการทำงานในอนาคตโดยเฉพาะการตรวจสอบความซ้ำซ้อนในการช่วยเหลือด้านการศึกษาและควรมีการบริหารงบประมาณอย่างคุ้มค่าโดยจัดรายได้เพิ่มเติมตามช่องทางที่กฎหมายกำหนด และควรมีการติดตามกลุ่มเป้าหมายและประเมินผลการดำเนินงานเป็นระยะ ทั้งนี้ได้มีสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนอภิปรายถึงการถูกตัดลดงบประมาณของกสศ. ว่าจะทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้จริง  พร้อมเรียกร้องรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่วาว่า กองทุนเพื่อความเสอมภาคทางการศึกษาไม่ใช่กองทุนที่ทำงานเป็นปกติเหมือนราชการ เป็นกองทุนเดียวที่ปรากฎในรัฐธรรมนูญ เพราะการศึกษาเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่หน่วยงานของรัฐจะไปทำให้โอกาสนี้ลดน้อยลง ในครั้งแรกก็เข้าใจข้อจำกัดเรื่องงบประมาณนี้ว่าอาจจะจัดสรรไม่ได้ถึง 25,000 ล้านบาท แต่ถ้าคำนวณ25,000 ล้านต่อปี ดูแลเด็กและเยาวชนที่เลือกเกิดไม่ได้ 4 ล้านคน คำนวณตกเดือนละไม่เกิน 600 บาท  เป็นปัญหามากมายมหาศาลทุกขั้นตอน ปี 2563 เรายังจัดสรรเงินที่ 5,000 ล้าน จาก25,000 ล้าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตัดเหลือ 3,000 ล้าน หน่วยงานที่ตัดงบประมาณ คือหน่วยงานไหน มีเหตุผลอะไร มีความคิดอะไร  เรื่องไหนสำคัญกว่ากัน  สาธารณะน่าจะมีส่วนร่วมรับทราบเรื่องนี้ การช่วยคนยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่มีเงินมีอำนาจจะทำสำเร็จ ผมเห็นว่า กสศ. ได้ถูกออกแบบ ผ่านการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์เป็นระบบ ด้วยงานวิจัยจากต่างประเทศ มีความเชื่อว่าการจัดงบประมาณลักษณะนี้จะทำให้เข้าถึงโอกาส ทำให้ทุกคนเสมอภาคกัน แต่พอเริ่มช่วยได้ไม่กี่แสน

“ผมไม่โทษกองทุนฯเพราะเงินได้มาแค่นี้ กองทุนต้องทำงานหนัก อย่าท้อถอย เร่งทำงานให้สังคมเห็นความสำคัญ เพราะลงทุน 1 บาทวันนี้ จะได้เงิน 7 บาทในอนาคต เพราะคนเหล่านี้ไม่เป็นภาระ วัยแรงงาน ซึ่งลดจำนวนเงินช่วยเหลือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโตไปเป็นผู้สูงอายุที่พึ่งพาตัวเองได้ คนเหล่านี้พัฒนาศักยภาพ เป็นแรงงานฝีมือเสียภาษีให้รัฐ รัฐก็ลดเงินกู้มาโปะงบประมาณ สามารถสร้างการแข่งขันระดับประเทศ คนเหล่านี้จะเคลื่อนทัพมาเรื่อยๆ กสศ.ต้องช่วยตัวเองในการทำให้สาธารณะข้าใจเรื่องนี้ ต้องร่วมกันสนับสนุน ทำงานใช้เงินคุ้มค่า ลดความซ้ำซ้อน” นพ.เฉลิมชัย ระบุ
นพ.อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า การเกิดของกสศ.จะเป็นคานงัดการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ แต่วันนี้สิ่งที่หวังว่าจะเป็นคานงัด น่าจะงัดได้น้อยมาก เรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญ ถ้าเกิดกองทุนแล้วต้องวิ่งหาเงินเองก็คงไม่ไหว รัฐบาลต้องเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ต้องลดความเหลื่อมล้ำช่วยคนเล็กคนน้อยในสังคม ยกตัวอย่าง กรณีโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นของกสศ. เป็นโครงการเล็กมาก ทั้งที่โครงการแบบนี้เป็นจุดคานงัดที่สำคัญ  แต่ดูจากโครงการแล้วเฉลี่ยได้ครูปีละ 300 คน 5 ปี 1,500 คน ถือว่าปริมาณน้อยมาก เราต้องการทั่วประเทศมากกว่านี้  เรื่องนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เราต้องให้โอกาสคนยากจน ได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาให้มากที่สุด  อยากให้มองให้ใหญ่ ขยายผลเห็นหน้าเห็นหลัง

นายตวง อันทะไชย  สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า ดีใจที่มีส่วนเริ่มต้นในการออกแบบกองทุนนี้ ซึ่งเคยคิดว่าจะเป็นกองทุนที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้ เพราะจะสามารถโน้มตัวเองถึงคนยากจน ตอนเขียนร่างกฎหมายนี้ ห่วงเรื่องนี้มากว่าจะไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ กสศ.คิดใหญ่แต่ไม่ควรใช้วิธีเดิม โดยเฉพาะใช้ฐานข้อมูลจาก สพฐ. จะไปไม่ถึงเป้าหมายใหม่ กลายเป็นหว่านแห และไม่เห็นด้วยกับโครงการแนวถอดบทเรียนที่ออกมาเป็นคู่มือ ควรทำโครงการสร้างอาชีพ มีรายได้ มีงานทำ

นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ในช่วงเริ่มต้นการดำเนินการได้จัดระบบฐานข้อมูลให้สมบูรณ์ ออกระเบียบข้อบังคับให้ระบบงาน กสศ.น่าเชื่อถือ โปร่งใสมากที่สุดเท่าที่ทำได้  กสศ.เป็นองค์กรขนาดเล็กมีบุคลากรเพียง 50 คน เน้นแนวทางการทำงานร่วมกับองค์กรที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก กสศ.เป็นแนวหนุนมากกว่าจะไปดูแลเยาวชนด้วยตัวเอง ซึ่งได้รับความร่วมมือย่างดี ทั้งจากกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่เป็นกำลังสำคัญทำให้งบประมาณไปถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างดี ทั้งนี้ที่ผ่านมา กสศ.มีระบบติดตามผลลัพธ์นักเรียนที่ได้รับทุนเสมอภาค โดยจากการติดตามพบว่าทำให้เด็กไม่ขาดเรียน มาเรียนได้ถึงร้อยละ 98 อีกทั้งมีฐานข้อมูลตามดูผลการเรียนรายบุคคล เมื่อได้รับทุนจาก กสศ.แล้วผลการเรียนก้าวหน้าอย่างไร

นพ.สุภกร กล่าวว่า เรื่องฐานข้อมูลถือเป็นการลงทุนที่ช่วยเหลือประชาชน มีการแชร์ฐานข้อมูลกับกระทรวงการคลังอยู่ ซึ่งกระทรวงการคลังมั่นใจฐานข้อมูลกสศ. ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายกว่า 2 ล้านคน ลงลึกข้อมูลเชิงประจักษ์  ใช้ประโยชน์ได้ทั้งการวิเคราะห์นโยบายระดับชาติ  วิเคราห์ระดับโรงเรียน นักเรียนคนไหน เข้าเรียนน้อย มาก มีความสม่ำเสมอหรือไม่  ในส่วนความซ้ำซ้อน  เมื่อมีฐานข้อมูลที่ดีก็มั่นใจได้ว่า ปัญหาการให้ทุนซ้ำซ้อนจะลดลงไป เป็นฐานข้อมูลระยะยาว ที่สามารถใช้ร่วมกับหน่วยงานอื่นเพื่อลดปัญหาป้องกันการซ้ำซ้อน ปัญหานักเรียนยากจนด้อยโอกาสมีปัญหาหลายด้าน ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการศึกษา กสศ.จะบูรณาการข้อมูลร่วมกับกระทรวงต่างๆ เช่น สธ. มท. พม. อบจ. สามารถเห็นกลุ่มเป้าหมายคนเดียวกันได้ หน่วยงานไหนมีหน้าที่อย่างไร ก็สามารถดูแลกลุ่มเป้าหมายคนเดียวกันในหลายๆมิติ ในลักษณะ บูรณาการด้วยกัน กสศ.จะค่อยๆขยายงานไป บนความพร้อมฐานข้อมูล เพราะถ้าให้งบประมาณโดยไม่มีฐานข้อมูลยืนยัน จะมีปํญหาเรื่องความซ้ำซ้อน  ฐานข้อมูลนี้จะดูแลต่อเนื่องระยะยาว ไม่ว่าเด็กจะย้ายไปเรียนต่อสังกัดไหน

“คำถามที่ว่ากสศ.จะทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จ ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ขอตอบโดยหลักการของคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษาที่ระบุว่า ถ้ามีการลงทุนเพียงพอ ถูกทางคือดีมานด์ไซส์ เน้นฝั่งผู้เรียนเป็นหลัก งบประมาณเจาะเรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่จัดงบทั่วไป ภายในเวลา 10 ปี จะพาประเทศไทยออกจากสภาพความเหลื่อมล้ำตรงนี้ได้ ซึ่งงบประมาณ 25,000 ล้านบาท บอร์ดกสศ.เคยอภิปรายว่าอาจไปอยู่ตามหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องได้ แต่ต้องมีเงื่อนไข กระจายงบไปฝั่งดีมานด์ไซส์และการเจาะไปที่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ มีงบประมาณเพียงพอ มีพื้นฐานทางวิชาการยืนหยัดประสิทธิภาพ ก็เชื่อว่าทำให้ประเทศเปลี่ยนแปลงภายในเวลา 10 ปี” นพ.สุภกร กล่าว

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ

ชวนดู ‘เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้’ ละครเวทีสถาปัตย์จุฬาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/398554?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ชวนดู ‘เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้’ ละครเวทีสถาปัตย์จุฬาฯ

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 – 11:34 น.
เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้,ละครเวทีสถาปัตย์จุฬาฯ,ถาปัดการละคอน,คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เปิดอ่าน 0 ครั้ง

ชวนดู ‘เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้’ ละครเวทีสถาปัตย์จุฬาฯ ที่สนุก ครบรส และเรียกเสียงหัวเราะมาตลอด 46 ปี

ถาปัดการละคอนกลับมาสร้างความสนุกและความประทับใจอีกครั้ง โดยปีนี้ได้นำเรื่องราวอันทรงพลังจากละครชุดสุดคลาสสิกอย่าง ‘เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้’ มาเรียบเรียงและตีความใหม่ พร้อมพาทุกคนย้อนกลับไปสัมผัสกับบรรยากาศของยุคที่มืดมนที่สุดในเมืองเซี่ยงไฮ้ และเล่าเรื่องราวของสังคมอันโหดร้ายผ่านตัวละครที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์ อำนาจ และความรัก เตรียมเปิดแสดง 4-5 และ 11-12 มกราคม 2563 ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมนำรายได้ไปช่วยเหลือสังคม

ถาปัดการละคอน จัดโดยนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันจัดขึ้นเป็นเรื่องที่ 62 แล้ว และเมื่อพูดถึงถาปัดการละคอน นอกจากภาพของฉากอลังการตระการตาแล้ว สิ่งที่คนมักจะนึกถึงก็คือการนำบทละครอันโด่งดังมาดัดแปลงใหม่ให้เร้าใจกว่าเดิม พร้อมสอดแทรกมุกเสียดสีสังคมที่เรียกเสียงหัวเราะได้เสมอ และด้วยประสบการณ์ที่ส่งต่อกันมาถึง 61 เรื่องตลอด 46 ปี ทำให้ถาปัดการละคอนขึ้นชื่อว่าคุณภาพคับเวทีไม่แพ้ละครเวทีที่ไหนในประเทศไทย

ประธานละคอนถาปัดครั้งที่ 62 เล่าว่า สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดในละครเรื่องนี้ คือการนำภาพของวัฒนธรรมจีนยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 มานำเสนอผ่านการออกแบบโปรดักชั่นของละคร เพราะทีมงานทุกคนตั้งใจทดลองเทคนิคพิเศษรูปแบบใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อค้นหาวิธีบอกเล่าภาพของสังคมจีนในยุคนั้นให้ออกมากลมกล่อมที่สุด และพิเศษไปกว่านั้นคือในครั้งนี้ ประเด็นทางสังคมจะไม่ได้โผล่มาแค่มุกตลกเล็กๆ เท่านั้น แต่จะสอดประสานเข้าไปอยู่ในทุกๆ ส่วนของละคร เพื่อนำเสนอมุมมองที่แตกต่างกันของมนุษย์ในสังคม

“พวกเราทุกคนตั้งใจและเต็มที่กันมาก ในปีนี้พวกเราพร้อมแล้วที่กลับมาสร้างรอยยิ้มและความประทับใจให้กับผู้ชมอีกครั้ง ถ้าไม่อยากพลาดความสนุก ความตื่นตาตื่นใจ พร้อมทั้งยังได้ช่วยเหลือสังคม ต้องอย่าพลาดมาชมละคอนเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้กัน”

สำหรับคนที่สนใจสามารถเข้าไปซื้อบัตรกันได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ https://www.ticketmelon.com/tapadkarnlakorn/tapadkarnlakorn62 หรือติดตามข่าวสารและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านทาง Facebook: http://www.facebook.com/tapadkarnlakorn

ดึงคนรุ่นใหม่ร่วม ลดโลกร้อน คิกออฟงดแจกถุงพลาสติก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/398534?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ดึงคนรุ่นใหม่ร่วม ลดโลกร้อน คิกออฟงดแจกถุงพลาสติก

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 – 10:40 น.
เอื้องคำคอฟฟี่,หูหิ้วกาแฟรักษ์โลก,แก้วกระดาษเพาะกล้าไม้,ถุงพลาสติก,รีไซเคิล,เนสท์เล่,ยูนิลีเวอร์
เปิดอ่าน 37 ครั้ง

ดึงคนรุ่นใหม่ร่วม ลดโลกร้อน คิกออฟงดแจกถุงพลาสติก โดย…  คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com – 

  กรีนพีซประเทศไทย เผยผลการตรวจสอบแบรนด์สินค้าจากขยะพลาสติก (Brand Audit) จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ร่วมกันของ เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนทั่วโลกในนาม Break Free From Plastics ที่รวม 6 ทวีป ใน 51 ประเทศ กว่า 484 พื้นที่ อาสาสมัครกว่า 72,451 คน สามารถเก็บขยะได้กว่า 476,423 ชิ้นทั่วโลก เพื่อนำขยะพลาสติกมาตรวจสอบแบรนด์สินค้าที่พึ่งพาพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง

จากการเก็บข้อมูลพบว่า ขยะจาก 3 แบรนด์ข้ามชาติที่พบมากที่สุด ได้แก่ โคคา-โคล่า, เนสท์เล่ และเป๊ปซี่โค ตามลำดับในปีที่ผ่านมา

กรีนพีซทั่วโลก ได้ส่งขยะที่เก็บได้ ไปยังสำนักงานใหญ่ของ “เนสท์เล่” และ “ยูนิลีเวอร์” ส่งผลให้ยูนิลีเวอร์ ตั้งเป้าในการทำให้บรรจุภัณฑ์สามารถรีไซเคิลได้ นำกลับมาใช้ใหม่และย่อยสลายได้ภายในปี ค.ศ. 2025 และในปีนี้ยูนิลีเวอร์ไทยก็ประกาศปฏิวัติพลาสติกเช่นเดียวกัน

สำหรับผลการตรวจสอบแบรนด์ (Brand Audit) จากขยะพลาสติกในประเทศไทยปี 2562 มีการเก็บขยะในพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ บริเวณดอยสุเทพ และสงขลา บริเวณแหลมสนอ่อน มีอาสาสมัครจำนวน 115 คน เป็นเวลา 1 เดือน พบว่าสามารถเก็บรวบรวมขยะได้ 6,091 ชิ้น โดยเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกบรรจุอาหาร 5,485 ชิ้น อุปกรณ์สำหรับการสูบบุหรี่ 231 ชิ้น

พบขยะพลาสติกจากแบรนด์ข้ามชาติ 5 อันดับแรก ได้แก่ โคคา-โคล่า, เนสท์เล่, อายิโนะโมะโต๊ะ, มอนเดลีซ และยูนิลีเวอร์ ตามลำดับ

ขณะที่ 5 อันดับแบรนด์ไทย ที่พบเป็นขยะพลาสติกมากที่สุด ได้แก่ เครือเจริญโภคภัณฑ์, โอสถสภา, กลุ่มธุรกิจ TCP, เสริมสุข และสิงห์ คอร์เปอเรชั่น ตามลำดับ ซึ่งกรีนพีซได้ส่งผลดังกล่าวให้แก่บริษัทในประเทศไทยแล้ว

      หูหิ้วกาแฟรักษ์โลก“เอื้องคำคอฟฟี่”
ล่าสุดสถาบันการศึกษาหลายแห่งได้ดึงคนรุ่นใหม่ร่วม “ลดโลกร้อน” ด้วยการงดแจกถุงพลาสติก อย่างเช่นที่ “เอื้องคำคอฟฟี่” 

หนึ่งในร้านกาแฟของมหาวิทยาลัยพะเยา ที่รณรงค์และใส่ใจในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน ส่งเสริมรายได้ให้แก่ชุมชนรอบๆ มหาวิทยาลัย โดยการนำไม้ไผ่มาทำเป็น “หูหิ้วกาแฟรักษ์โลก” ฝีมือกลุ่มผู้สูงอายุบ้านแม่กาโทกหวาก ต.แม่กา อ.เมือง จ.พะเยา หรือเรียกชื่อกลุ่มว่า “กาเจริญ” ที่ใช้เวลาว่างของผู้สูงอายุมารวมกลุ่มกันพัฒนาทักษะทางด้านหัตถกรรมเพื่อเสริมสร้างรายได้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น ภายใต้โครงการวิจัย “ระเบียงวัฒนธรรมกว๊านพะเยา การวิจัยเพื่อสร้างมูลค่าบนฐานทุนทางวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนรอบกว๊านพะเยา” นั่นเอง

อาจารย์จารุวรรณ โปษยานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่า การนำภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่ในชุมชน มาสร้างมูลค่าทั้งทางด้านทักษะที่มีอยู่ในชุมชน และการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ผู้คนในชุมชน ซึ่งมหาวิทยาลัยพะเยาของเรามีร้านกาแฟที่ใส่ใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว จึงเลือกใช้ “หูหิ้วกาแฟรักษ์โลก” แทนพลาสติกในเอื้องคำคอฟฟี่ เพื่อพัฒนาและรณรงค์ลดการใช้พลาสติกต่อไป

อาจารย์ปณิธาน ประมูล อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมศาสตร์ นักวิจัยร่วมโครงการ กล่าวว่า “หูหิ้วกาแฟรักษ์โลก ได้รับการสนับสนุนและนำไปใช้ใน ร้านกาแฟเอื้องคำ ร้านกาแฟของมหาวิทยาลัยพะเยา เพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชุมชน และส่งเสริมให้ชุมชนมีรายได้ เป็นการให้ผู้สูงอายุมารวมตัวกันทำกิจกรรมและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อีกด้วย” เอื้องคำคอฟฟี่ ตั้งอยู่หลังอาคารสำนักงานอธิการบดี รอบๆบริเวณอ่างหลวง เปิดบริการทุกวัน

     โฮมเบเกอรี่ สวนดุสิต งดแจกถุง
ดร.จันทร์จนา ศิริพันธ์วัฒนา ผู้จัดการสวนดุสิตโฮมเบเกอรี่ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) กล่าวว่า ปัจจุบัน การรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติกได้ขยายเป็นวงกว้าง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ห้างร้าน ห้างสรรพสินค้าชั้นนำในประเทศไทย ต่างตระหนักและให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ยิ่งเฉพาะต่างประเทศ หรือในประเทศที่พัฒนาแล้ว ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวมาอย่างยาวนานและเป็นรูปธรรม เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อโลกของเราเพิ่มเป็นทวีคูณ อาทิ สัตว์น้ำกลืนถุงพลาสติก มลพิษในอากาศสูงขึ้น ขยะล้นโลก ซึ่งเราไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เพราะปัญหาเกิดจากฝีมือมนุษย์ทั้งสิ้น จนกลายเป็นวิกฤติที่เราทุกคนต้องมาช่วยกันแก้ไขอย่างจริงจัง

มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด โดยผลิตสื่อและจัดโครงการรณรงค์ “การลดขยะลดใช้ถุงพลาสติก” ดำเนินการขับเคลื่อนภายใต้คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน – คปอ. และมีศูนย์วิทยาศาสตร์ เป็นต้นแบบการจัดการสีเขียว : Green Office และ Green Meeting อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ร้านโฮมเบเกอรี่ ซึ่งเป็นหน่วยงานภายในของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ร่วมรณรงค์การลดใช้ถุงพลาสติก จึงประกาศงดแจกถุงพลาสติกสำหรับลูกค้าที่มาซื้อขนมโฮมเบเกอรี่ เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป และใช้แก้วไบโอฝาโดมยกดื่มสามารถย่อยสลายได้สำหรับเครื่องดื่มทุกชนิด เพื่อลดการใช้หลอดพลาสติกเช่นเดียวกัน โดยมีการประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าได้ทราบในเบื้องต้นแล้ว หากลูกค้าซื้อสินค้าครบ 500 บาท เราแจกถุงผ้ารียูสแบรนด์โฮมเบเกอรี่ แต่หากบุคคลใดอยากได้หรือลืมนำถุงมาใส่ขนมอบ เราจัดจำหน่ายในราคาย่อมเยา โฮมเบเกอรี่ขอเป็นส่วนหนึ่งในการรักษ์โลก และขอเชิญชวนให้ทุกคนหันมาใส่ใจรักษาสิ่งแวดล้อมเชื่อว่า หากเรา(คนไทย)ทุกคนร่วมไม้ร่วมมือ จะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

   จุฬาฯนำแก้วกระดาษเพาะกล้าไม้
ด้านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการทดสอบแก้วกระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพ (zero-waste cup) เพื่อการเพาะชำกล้าไม้เศรษฐกิจกับกรมป่าไม้ เป็นการต่อยอดในการนำแก้วกระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพที่ใช้แล้วภายในโรงอาหาร จุฬาฯ 17 แห่ง เฉลี่ยประมาณ 1.2 แสนใบต่อเดือน ซึ่งแก้วนี้มีคุณสมบัติย่อยสลายได้ในดิน นำไปให้กรมป่าไม้ใช้ทดสอบเพาะชำกล้าไม้ เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า พร้อมกันนี้ยังเป็นการผลักดันการกำจัดขยะในรั้วจุฬาฯ อย่างครบวงจร และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำภาพผู้นำด้านการจัดการขยะของประเทศ

 ศ.ดร.บุญไชย สถิตมั่นในธรรม รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุฬาฯ ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาขยะมูลฝอย จึงได้จัดตั้งโครงการ Chula Zero Waste เพื่อป้องกันหรือลดขยะตั้งแต่ต้นทางด้วยหลัก 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) ทำให้ในปัจจุบันโรงอาหารภายในจุฬาฯ กว่า 17 แห่ง ได้เปลี่ยนมาใช้แก้วกระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพ ที่ย่อยสลายได้ทั้งหมดภายใน 4-6 เดือน และนำไปใช้เป็นสารปรับปรุงดินได้

โครงการทดสอบแก้วกระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพสำหรับการเพาะชำกล้าไม้นี้ จะนำแก้วที่ใช้แล้วจากโรงอาหารของจุฬาฯ ไปใส่ต้นไม้ที่ปลูกในป่า นับว่าเป็นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่ามากที่สุด และถือเป็นการกำจัดขยะ อย่างครบวงจร สนับสนุนแนวคิดการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ หรือ PETROMAT ร่วมมือกับกรมป่าไม้ในการขับเคลื่อนให้โครงการนี้เดินหน้าได้ต่อไป เป็นการนำร่อง ขณะเดียวกันกระตุ้นให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคธุรกิจ หันมาใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น เชื่อว่าในอนาคตปัญหาขยะจะลดลงตามไปด้วย

ปรมินทร์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรมป่าไม้เป็นหน่วยงานหลักของประเทศไทยในการผลิตกล้าไม้คุณภาพดีและสนับสนุนให้ประชาชนปลูกต้นไม้ ทางกรมป่าไม้จึงเพาะกล้าไม้มีค่า หรือไม้เศรษฐกิจ เช่น ไม้สัก ไม้แดง ไม้พะยูง ประดู่ ไม้ชิงชัน เป็นต้น ให้ประชาชนนำไปปลูก ปีหนึ่งประมาณ 100 ล้านต้น เนื่องจากไม้เหล่านี้มีราคาสูงและยังเป็นที่ต้องการของชาวไทยและต่างชาติ

ดังนั้น กรมป่าไม้ ต้องการวัสดุในการเพาะกล้าไม้จำนวนมาก และยินดีรับแก้วกระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพมาใช้ในการเพาะกล้าไม้ และอย่างน้อยจะได้ลดการใช้ถุงพลาสติกปลูกต้นไม้ได้บ้าง ซึ่งในแต่ละปีมีการใช้ถุงพลาสติกปลูกต้นไม้กว่า 30 ล้านต้น

หากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถานศึกษา ร้านกาแฟ พร้อมใจกันหันมาใช้แก้วที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายได้รวดเร็ว และมีระบบคัดแยกขยะที่ดี แล้วส่งแก้วมาให้กรมป่าไม้นำไปเพาะกล้าไม้ นอกจากปลุกจิตสำนึกและช่วยลดปัญหาขยะ ยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้แก่ประเทศอีกด้วย

ปลดล็อกปรับเปลี่ยนอุดมศึกษาไทยทรานสฟอร์มตนเองประเทศก้าวหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/398358?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ปลดล็อกปรับเปลี่ยนอุดมศึกษาไทยทรานสฟอร์มตนเองประเทศก้าวหน้า

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 – 13:29 น.
ดรสุวิทย์ เมษินทรีย์,การศึกษา,รศพีระพงศ์ ทีฆสกุล,อุดมศึกษา
เปิดอ่าน 109 ครั้ง

ปลดล็อก ปรับเปลี่ยน อุดมศึกษาไทยทรานสฟอร์มตนเอง นำประเทศก้าวหน้า โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

         “มหาวิทยาลัยเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไทย ต้องเริ่มจากการทรานสฟอร์มตัวเอง ต้องปลดล็อกจากความล้าสมัยและต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน” คือความมุ่งมั่นของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ประกาศอย่างชัดเจนแก่อาจารย์ และบุคลากรมหาวิทยาลัยจากทั่วประเทศที่เข้าร่วมการประชุมเรื่องการรับทราบและรับฟังข้อเสนอแนะ “การปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา ปี 2558 และ มคอ.”

ว่ากันว่าแนวคิดของการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงเกณฑ์ดังกล่าว นอกจากเป็นไปตามนโยบายของ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แล้ว ยังดำเนินการเพื่อปลดล็อกการปฏิรูปอุดมศึกษาไทยให้สอดคล้องกับการเรียนในยุคปัจจุบัน ต้องการผลลัพธ์การเรียนรู้ทักษะในศตวรรษที่ 21 ลดภาระหลักสูตรคุณภาพ ช่วยเหลือหลักสูตรที่ต้องการพัฒนา รวมถึงเปิดโอกาสการพัฒนาหลักสูตรข้ามศาสตร์ และเอกชนมาร่วมสร้างหลักสูตร

  ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง แม้ว่าในอดีตประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน สร้างอาชีพให้คนไทย แต่ในศตวรรษที่ 21 นี้ มหาวิทยาลัยต้องดำเนินการตอบโจทย์ใน 3 ประเด็น คือ

1.สร้างและพัฒนาทุนมนุษย์ ให้คนไทยสู่ความเป็น สมาร์ท ซิติเซ็น ต้องสร้างคนให้เป็นทั้งคนเก่ง คนดี คนที่มีความสุข ต้องมีจิตอาสา มองเห็นประโยชน์ส่วนรวม ตั้งแต่ระดับชุมชน จังหวัด ภาค จนถึงระดับประเทศ และต้องเป็นการจัดศึกษา Life Long Education เพื่อดูแลคนตั้งแต่อายุ 18 ปี ไปจนถึงตลอดชีวิต

ในสถานการณ์ที่จำนวนผู้เรียนน้อยลงแต่ต้องผลิตบัณฑิตออกมาอย่างมีคุณภาพ และมีงานทำ ขณะที่กลุ่มกำลังแรงงาน ซึ่งมีมากกว่า 38 ล้านคน ต้องปรับเปลี่ยนทักษะเพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยต้อง Reskill และ Upskill คนเหล่านี้ และกลุ่มคนสูงวัย ด้วยการพัฒนาหลักสูตร non-degree เตรียมความพร้อมให้คนสูงวัยเป็นคนคุณภาพ

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์

2.สร้างองค์ความรู้ ผ่านงานวิจัย โดยต้องเป็นงานวิจัยที่เกิดนวัตกรรม ตอบโจทย์ประเทศ แบ่งออกเป็น 4 แพลตฟอร์ม ได้แก่ 1.การวิจัยที่จะสร้างคนและองค์ความรู้แบบ frontier knowledge ที่จะตอบโจทย์ประเทศ 2.การวิจัยที่จะเพิ่มระดับขีดความสามารถของประเทศ แข่งขันในระดับโลก 3.การวิจัยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำผ่านการพัฒนาพื้นที่และการสร้างเศรษฐกิจฐานราก 4.การวิจัยจากโจทย์ประเด็นท้าทายที่มีในสังคม สิ่งแวดล้อม เช่น สังคมสูงวัย เป็นต้น

และ 3.สร้างนวัตกรรม ปัจจุบันรัฐบาลกำลังผลักดัน BCG Model โดย B (Bio Economy) หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ C (Circular Economy) หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน และ G (Green Economy) หรือ เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งครอบคลุมด้านเกษตรอาหาร การแพทย์และสุขภาพ พลังงานและวัสดุชีวภาพ และการท่องเที่ยว โดยอาศัยความหลากหลายเชิงชีวภาพและความหลากหลายเชิงวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน BCG

“แต่ละมหาวิทยาลัยมีศักยภาพในการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ สร้างนวัตกรรม และต้องมี แต่มีลู่วิ่งของตนเอง ซึ่งเชื่อว่าทุกคนมีความมุ่งมั่นตั้งใจจะตอบโจทย์ประเทศ การประชุมครั้งนี้เพื่อยกเครื่องมหาวิทยาลัย และหน้าที่ของผมคือปลดล็อกให้มหาวิทยาลัยมีลู่วิ่งของตนเองและเดินหน้าต่อไปได้ การปลดล็อกเพื่อความเชื่อมั่นที่จะร่วมพัฒนาประเทศ มหาวิทยาลัยจะเป็นตัวหลักในการนำพาประเทศ อยากให้มหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงตัวเอง และมองการเปลี่ยนแปลงเป็นโอกาส ยกระดับมหาวิทยาลัย” ดร.สุวิทย์ กล่าว

 รศ.พีระพงศ์ ทีฆสกุล ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนและติดตามนโยบาย รมว.อุดมศึกษาฯ กล่าวว่า การปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรฯ และกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (มคอ.) ถือเป็นการสร้างทุนมนุษย์ ที่ทำใหม่ เพื่อให้มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการตามความสามารถของตนเอง โดยสอดคล้องกับการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ และสร้างนวัตกรรม หลักสูตรใหม่ที่เกิดขึ้นต้องมีความยืดหยุ่น ให้สามารถทำตามความถนัด ไม่ทำแบบ one size fits all ที่ตอบโจทย์คนวัย 18 ปี รวมถึงคนวัยทำงานด้วย

รศ.พีระพงศ์ ทีฆสกุล

สำหรับการปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรีนั้น จะยึด 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1.ปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนหมวดวิชาศึกษาทั่วไป เน้นการบ่มเพาะ “บุคลิกภาพ” สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21  2.การลงทะเบียนในแต่ละภาคให้อิสระในแต่ละหลักสูตร เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและสอดคล้องกับศาสตร์แต่ละสาขา และการข้ามศาสตร์ 3.การประกันคุณภาพให้เกิดความคล่องตัวกับสถาบัน โดยสถาบันเป็นผู้กำหนด

ส่วนระดับบัณฑิตศึกษานั้น ตอบสนองหลักสูตรได้หลากหลายมากขึ้น ปรับคะแนนภาษาอังกฤษของอาจารย์ใหม่ให้เป็นไปตามเกณฑ์ของสถาบัน ปรับระบบการจัดการศึกษาให้เป็นอิสระเพื่อสอดคล้องกับการเรียนในยุคปัจจุบันที่มีความหลากหลาย รวมถึงปรับเปลี่ยนเพื่อให้สถาบันมีอิสระในการปรับเปลี่ยนรายวิชาและการทำวิทยานิพนธ์เพื่อให้สอดคล้องกับตลาด เน้นให้นักศึกษาทำงานวิจัยทางสายวิชาการหรือสายอาชีพ สามารถปรับเปลี่ยนให้อาจารย์พิเศษมาสอนได้ โดยร่วมมือกับภาคเอกชน หน่วยงานภายนอกเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ให้นักศึกษา เพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ใช่อาจารย์แต่มีคุณภาพ กรรมการสอบ ป.โท ปรับเพิ่มคุณภาพของผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก และปรับเกณฑ์การจบการศึกษา ป.โท โดยใช้ระบบ pre review จากสถาบันภายนอก

​​​​​​​

ขณะที่ปริญญาเอก ต้องเพิ่มคุณภาพและบูรณาการของศาสตร์ โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมไม่น้อยกว่า 1 คน เน้นถึงแนวทางสัมฤทธิ์การศึกษา และปรับการเผยแพร่ให้เป็นมาตรฐานสากล เน้นการวิจัย และนวัตกรรม หรือการสร้างสรรค์ที่มีงานวิจัย

นอกจากนั้น คณะทํางานมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับระบบคลังหน่วยกิต และเห็นควรให้มีการพิจารณาในประเด็นต่างๆ ดังนี้ 1) ระยะเวลาเก็บข้อมูลผลการเรียน/ประสบการณ์ในระบบคลังหน่วยกิต 2) เสนอแนะให้มีการใช้การเทียบโอนระหว่างภาคีสถาบันอุดมศึกษา (University Consortium) โดยทําข้อตกลงร่วมกัน (MOU) และ 3) แก้ไขประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง แนวทางการดําเนินงานระบบคลังหน่วยกิตระดับอุดมศึกษา โดยให้ ยกเลิก ข้อ 13 (2) (ค)

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะมีการทำความเข้าใจกับกลุ่มมหาวิทยาลัย และรับฟังความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปอุดมศึกษา ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่ รมว.อุดมศึกษาฯ ได้ประกาศนโยบายในการขับเคลื่อนอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

กสศ.จับมือ 20 จว. คืนเด็กนอกระบบกลับสู่การศึกษาที่ยืดหยุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/398246?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กสศ.จับมือ 20 จว. คืนเด็กนอกระบบกลับสู่การศึกษาที่ยืดหยุ่น

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 – 19:08 น.
กสศ,เด็กนอกระบบ,การศึกษาที่ยืดหยุ่น
เปิดอ่าน 48 ครั้ง

กสศ.จับมือ 20 จังหวัดคืนเด็กนอกระบบกลับสู่การศึกษาที่ยืดหยุ่น ป้องกันหลุดซ้ำ ปี 62 จะช่วยเด็กได้ 5,000 คน   ระดมทีมสหวิชาชีพวางแผนช่วยเหลือฟื้นฟูรายกรณี

10 พ.ย.2562- กสศ.จับมือ 20 จังหวัดคืนเด็กนอกระบบกลับสู่การศึกษาที่ยืดหยุ่น ป้องกันหลุดซ้ำ ปี 62 จะช่วยเด็กได้ 5,000 คน  ระดมทีมสหวิชาชีพวางแผนช่วยเหลือฟื้นฟูรายกรณี  ล่าสุด อบจ.ยะลาจับมือ รร.ราชประชานุเคราะห์ 41 ส่งเด็กคืนสู่โรงเรียนรับเปิดเทอมภาคเรียนที่ 2 ครอบครัว ครู เพื่อนนักเรียน ร่วมหนุนอย่างเข้าใจ

นพ.สุภกร  บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า  กสศ.ได้ดำเนินการโครงการตัวแบบการดูแลเด็กเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาอายุระหว่าง 3-21 ปี ใน 20 จังหวัด 115 อำเภอ โดยมีเป้าหมายในการสำรวจค้นหาทั้งหมด 218,895 คน

ล่าสุดสำรวจพบเจอตัวเด็กและเก็บข้อมูลสภาพปัญหาแล้ว  60,941 คน  เบื้องต้นด้วยงบประมาณจำกัดในปี 2562  กสศ.จะช่วยเหลือได้ไม่น้อยกว่า 5,000 คน หรือประมาณ 2.28% จาก 218,895 คน โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคีในพื้นที่ในการนำเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือการพัฒนาทักษะอาชีพ โดยมีการทำงาน 3 ด้าน สำคัญ คือ 1.เดินหน้าด้วยกลไกจังหวัดที่มีทั้งความร่วมมือจาก องค์การบริหารส่วนจังหวัด สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด  สาธารณสุขจังหวัด  ท้องถิ่นจังหวัด สมัชชาการศึกษาจังหวัด เครือข่ายประชาสังคม มูลนิธิ สมาคมต่างๆ  2. ระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานในพื้นที่กับส่วนกลาง ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลเด็กนอกระบบรายบุคคล 3.ตัวแบบมาตรการความช่วยเหลือเด็กนอกระบบ ที่มีการให้ความช่วยเหลือดูแลอย่างต่อเนื่อง มีแผนดูแลรายกรณี เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาซ้ำอีก รวมถึงเงินช่วยเหลือเบื้องต้น

“ประเทศไทยมีกลุ่มเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสนอกระบบการศึกษา ราว 670,000 คน ซึ่งระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นจะเป็นคำตอบของปัญหาเด็กนอกระบบ เพราะหากส่งเด็กกลุ่มนี้กลับเข้าระบบการศึกษาแบบเดิม โดยโรงเรียนไม่เปลี่ยนแปลง ก็จะไม่ได้ผล  เด็กกลุ่มนี้จะหลุดออกจากระบบอีก การดำเนินงานของกสศ.และ 20 จังหวัด มุ่งเน้นวางแผนการช่วยเหลือรายกรณี เด็กแต่ละคนมีปัญหาต่างกัน ควรแก้ไขด้วยวิธีการอย่างไร รวมถึงการทำงานร่วมกับโรงเรียนที่มีความพร้อมในการปรับวิธีการเรียนการสอน ปรับเวลาการเรียนการสอน ให้มีความยืดหยุ่นเหมาะกับสภาพปัญหาของเด็กกลุ่มนี้ด้วย ขณะที่เด็กนอกระบบบางกลุ่มอาจไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ อาจมีทางเลือกอื่นที่เหมาะสมเช่น การสามารถเก็บสะสมชั่วโมงการฝึกอาชีพเทียบโอนเป็นวุฒิการศึกษาได้ อย่างไรก็ดีการทำงานของกลไกจังหวัดทั้ง 20 จังหวัด จะเกิดทั้งตัวแบบการดูแลช่วยเหลือเด็กนอกระบบรายกรณี และโรงเรียนนำร่องที่มีระบบการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่นพร้อมไปกับระบบการดูแลช่วยเหลือไม่ให้เด็กกลุ่มนี้หลุดออกนอกระบบซ้ำอีก” ผู้จัดการ กสศ. กล่าว

น.ส.รุ่งกานต์ ศิริรัตน์เรืองสุข รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ยะลา  กล่าวว่า ในพื้นที่จังหวัดยะลาจากการสำรวจพบว่าเด็กออกนอกระบบการศึกษาเพราะความยากจน พ่อแม่มีลูกเยอะทำให้ไม่สามารถส่งลูกเรียนได้ครบทุกคน บางครั้งพี่คนโตต้องออกมาช่วยเลี้ยงน้องหรือดูแลงานบ้าน  ล่าสุดได้ติดตาม คัดกรองเด็กและเยาวชนนอกระบบช่วงอายุ 3-21 ปี ในพื้นที่นำร่อง 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอรามัน อำเภอยะหา อำเภอบันนังสตา โดยอันดับแรกทีมสหวิชาชีพจะวิเคราะห์ว่าเด็กแต่ละคนต้องได้รับการช่วยเหลือด้านไหน เช่น บางคนต้องการเข้าระบบการศึกษาเต็มรูปแบบ ขณะที่บางคนด้วยบริบทของครอบครัวเด็กจะเหมาะกับการส่งเสริมอาชีพมากกว่า จะพิจารณาเป็นรายกรณีไป หรือบางคนพบว่าเด็กมีปัญหาด้านสุขภาพ เราก็จะให้ความช่วยเหลือในด้านการดูแลรักษาก่อน โดยส่งต่อให้หน่วยงานสาธารณสุขที่มีความชำนาญเฉพาะทาง

จากนั้นเมื่อเด็กมีสุขภาพดีขึ้น การจัดการศึกษาที่เหมาะสมจะเป็นเรื่องที่ดำเนินการเป็นลำดับถัดมา
“ปัญหาเรื่องเด็กนอกระบบเป็นปัญหาสำคัญ เพราะเด็กนอกระบบการศึกษาส่วนใหญ่จะไม่ได้รับการดูแลจนอาจมีพฤติกรรมที่ทำร้ายตัวเอง ทำร้ายสังคม การทำให้เด็กเข้ามาสู่ระบบการศึกษาจึงทำให้เขามีเกราะป้องกันอยู่ในทางที่ถูกที่ควร และป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกนอกระบบซ้ำ ล่าสุด ในช่วงเปิดภาคเรียนที่2 นี้ กสศ.และอบจ.ยะลา ได้เริ่มส่งเด็กนอกระบบกลับเข้าโรงเรียนได้บางกรณีแล้ว โดยได้มีความร่วมมือกับโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 41 ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนการสอนที่มีความยืดหยุ่นและมีระบบที่พร้อมเยียวยาช่วยเหลือเด็กๆกลุ่มนี้ให้กลับมาเรียนได้อย่างมีความสุข ”รองปลัด อบจ.ยะลา กล่าว

นายมามะซูฟี อารง ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 41 กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางโรงเรียนมีเด็กที่เข้าเรียนกลางเทอมเป็นประจำ รวมถึงกลุ่มเด็กด้อยโอกาสที่หลุดจากโรงเรียนไปในระยะเวลาหนึ่งแล้วกลับมาเรียนใหม่ เด็กกลุ่มนี้ช่วงแรกจะมีความเครียดกังวล สับสน วางตัวไม่ถูก จึงแสดงออกด้วยความขัดเขิน แยกตัวจากเพื่อน และไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ทางโรงเรียนเล็งเห็นปัญหา จึงได้จัดกระบวนการช่วยปรับตัวให้เด็ก โดยจัดครูที่ปรึกษาไว้คอยดูแลเด็ก หนึ่งต่อหนึ่ง รวมถึงให้เพื่อนช่วยเพื่อน ให้เด็กที่มีทักษะสังคมที่ดีอยู่แล้ว คอยดูแลใกล้ชิดอีกที ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งการเรียน การไปกินข้าว การเล่น หรือเข้านอน

“ปกติเราจะจัดให้มีครูที่ปรึกษาคอยดูแลเด็กนักเรียนที่เข้ากลางเทอมโดยเฉพาะอยู่แล้ว ส่วนในระดับสังคมของเด็ก เราจะมีเพื่อนหรือรุ่นพี่ที่อยู่มาก่อน เป็นเด็กที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี คอยช่วยประกบตลอด เด็กพวกนี้เขาจะมีจิตอาสาพร้อมช่วยดูแลเพื่อนหรือน้องๆ ที่เข้าใหม่ ให้เขาสามารถปรับตัว เข้าสังคม พูดคุยกับเพื่อนใหม่ หรือทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใหม่ทั้งในห้องเรียนและในหอพัก  กระบวนการในการช่วยเด็กปรับตัวนี้สำคัญมากเพื่อประคับประคองให้กลับมาเรียนได้ ไม่หลุดออกจากระบบไปอีก  ต้องอาศัยความร่วมมือ ความเข้าใจ ทั้งครู เพื่อนนักเรียน ครอบครัว” ผอ.โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 41 กล่าว

นายฮูดอยบี  เหล่าเขตกิจ อายุ 17 ปี เป็นเด็กนอกระบบที่ได้กลับไปเรียนหนังสืออีกครั้งในช่วงเปิดภาคเรียนที่ 2 กล่าวว่า เปิดเทอมวันแรกรู้สึกตื่นเต้น ตนเรียนถึงแค่ชั้น ม.2 ต้องออกจากโรงเรียนเพราะตอนนั้นบ้านไม่มีเงิน ความรู้สึกตอนนั้นคือเศร้า เมื่อออกมาแล้วก็ต้องไปทำงานในสวนในไร่ เก็บน้ำยาง ขึ้นต้นลองกอง ที่ไหนมีงานผมก็ไป เคยไปไกลสุดถึงนครศรีธรรมราช แต่ความรู้สึกคืออยากไปโรงเรียนอีก แล้ววันนี้สิ่งที่คิดก็เป็นจริงแล้ว เมื่อนึกถึงโรงเรียนจะคิดถึงเวลาที่ได้เล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ เท่าที่รู้เกี่ยวกับโรงเรียนใหม่ตอนนี้คือเป็นโรงเรียนที่ใหญ่ มีนักเรียนเยอะ และเป็นโรงเรียนประจำที่จะได้กลับบ้านเดือนละครั้ง คิดว่าคงรู้สึกคิดถึงบ้านมาก แต่เมื่อได้โอกาสกลับมาเรียนอีกครั้ง ตนก็จะตั้งใจทำให้เต็มที่
นายชำนาญ เหล่าเขตกิจ บิดาของฮูดอยบี เผยว่า ตนเองทำงานกรีดยางและงานก่อสร้าง มีรายได้ไม่แน่นอน ช่วงที่ลูกออกจากโรงเรียนคือช่วงที่ตนว่างงานและไม่มีเงินจ่ายค่ารถรับจ้างไปโรงเรียนให้ ฮูดอยบีจึงตัดสินใจเลิกไปโรงเรียน สำหรับตนเองมองว่าอยากให้ลูกได้เรียนเพื่อจะได้มีอนาคตที่ดีกว่าออกไปทำงานด้วยวุฒิแค่ ป.6

“วันที่มีเจ้าหน้าที่มาหาที่บ้านเพื่อพาเขากลับไปเรียน เรายังคิดว่าให้ลูกได้กลับไปเรียน กศน. ได้ก็ดีใจมากแล้ว แต่นี่เขากำลังจะได้เรียนในรูปแบบโรงเรียนปกติ ได้ไปอยู่หอพักที่โรงเรียน ก็รู้สึกดีใจไปกับลูกด้วย เพราะถ้าได้กลับไปเรียนแล้วยังอยู่บ้าน สักวันก็จะมีปัญหาไม่มีค่ารถไปโรงเรียนเหมือนเดิมอีก แล้วการที่เขาได้อยู่ที่โรงเรียนคิดว่ามันดีกว่า เพราะจะได้ฝึกตัวเองให้มีกฎระเบียบ มีเพื่อน และน่าจะทำให้ตั้งใจกับบทเรียนได้มากขึ้น”บิดาของฮูดอยบี กล่าว
นางพาตีเมาะ ดีรี ครู กศน. ในพื้นที่อำเภอรามัน เล่าว่า ตนได้ลงสำรวจในพื้นที่และพบว่าฮูดอยบี เป็นเยาวชนที่อายุไม่ถึง 18 ปีซึ่งตกหล่นจากระบบโรงเรียนเนื่องจากต้องออกจากโรงเรียนระหว่างเรียนชั้น ม.2 เมื่อได้พูดคุย ตัวเด็กบอกว่าทางบ้านไม่มีเงินจ่ายค่ารถโดยสาร จึงไม่สามารถไปโรงเรียนได้ และหยุดเรียนไปตั้งแต่นั้น จากนั้นเจ้าตัวต้องไปทำงานรับจ้างขึ้นต้นลองกองและเก็บยาง ได้รับค่าจ้างครั้งละประมาณ 30 บาท ตนจึงได้เข้าไปคุยกับครอบครัวเพื่อหาทางช่วยเหลือให้ได้กลับไปเรียน ซึ่งทางบ้านของฮูดอยบีตอบรับโอกาสนี้ และสนับสนุนให้เด็กเข้าสู่ระบบโรงเรียนเต็มเวลา ซึ่งตนเห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินงานเร่งด่วนเพราะหากรอให้ถึงอายุ 18 เด็กจะเข้าเรียนในการศึกษาแบบปกติได้ลำบาก

นางสาวนูรีฮา จิ อายุ 16 ปี อำเภอยะหา จังหวัดยะลา เป็นเด็กอีกหนึ่งคนที่จะได้กลับเข้าเรียนในภาคเรียนที่สองนี้ นูรีฮาออกจากโรงเรียนกลางคันขณะอยู่ชั้น ม.1 ด้วยเหตุที่ทางบ้านขาดเงินส่งเสียให้เรียนต่อ ด้วยสถานภาพครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกันและมีพี่น้องหลายคน นูรีฮาต้องออกหางานทำ โดยต้องเดินทางไป ๆ มา ๆ เพื่อรับจ้างเก็บยางที่ประเทศมาเลเซีย แต่ก็เป็นงานไม่ประจำ ช่วงไหนที่ไม่มีงานนูรีฮาจะอยู่บ้านช่วยพี่สาวขายลูกชิ้นปิ้งหน้าบ้าน มีรายได้ที่วันละประมาณ 50-100 บาท

นายซูกอรนัย เจ๊ะหนิ ครูอาสาในพื้นที่อำเภอยะหา กล่าวว่า นูรีฮา อยากเรียนหนังสือมาตลอด แต่ด้วยความที่ครอบครัวไม่มีรายได้ที่แน่นอน จึงต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา ระหว่างนั้นก็ต้องตระเวนตามผู้ปกครองไปช่วยทำงานเพื่อช่วยหารายได้เข้าบ้านอีกแรงหนึ่ง ขณะที่ตนมองว่านูรีฮายังอายุน้อย เพิ่งออกจากโรงเรียนมาไม่นาน คิดว่ายังสามารถกลับไปเรียนต่อและจบการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ในเบื้องต้น ประกอบกับที่มีความช่วยเหลือจาก กสศ. ผ่านทาง อบจ. ยะลา ที่มีโครงการค้นหาเด็กนอกระบบเพื่อนำกลับสู่ระบบการศึกษา ตนเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ของเด็ก

“นูรีฮาเป็นเด็กที่มีผลการเรียนดีมาตลอด ผมคิดว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายหากต้องออกจากระบบการศึกษาไป หลังคุยกับครอบครัวจึงได้ส่งนูรีฮาเข้าโครงการคืนเด็กนอกระบบกลับสู่โรงเรียนของ กสศ. ซึ่งในตอนแรกเจ้าตัวยังไม่รู้ว่าตนเองจะได้เรียนในระบบแบบไหน แต่แค่รู้ว่าจะได้กลับมาเรียนอีกครั้ง เจ้าตัวก็ดีใจมาก ถึงวันนี้ถือว่าความตั้งใจของเจ้าตัวและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนได้บรรลุผลแล้ว เมื่อเด็กได้กลับมาเรียนอีกครั้งและกำลังจะไปโรงเรียนวันแรก” นายซูกอรนัย กล่าว

ชขอท.ทวงคืน 8 %ที่ติดค้างมา9ปีเป็นของขวัญปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/398109?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ชขอท.ทวงคืน 8 %ที่ติดค้างมา9ปีเป็นของขวัญปีใหม่

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 – 00:10 น.
ทวงคืน,เงินเดือนอาจารย์ 8,ชขอท,ข้าราชการ กพ,ให้ของขวัญปีใหม่
เปิดอ่าน 557 ครั้ง

“ผศ.ดร.ศักราช ฟ้าขาว”ประธานชขอท.พร้อมแกนนำข้าราชการ กพ.สังกัด อว.รุกยื่นหนังสือ”ปลัดอว.”.ทวงคืนเงินเดือน 8 % ที่ติดค้างมา 9 ปี เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่

เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2562 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงแรมประจักษ์ตรา อุดรธานี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศักราช ฟ้าขาว ประธานชมรมข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย (ชขอท.) อาจารย์จิตรเจริญ สอนขวัญ กรรมการ ก.พ.อ., ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น ประธานที่ประชุมคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.)

และดร.กาญจนา ไตรรัตน์ กรรมการและเลขาฯ (ทปสท.) พร้อมสมาชิกจำนวนกว่า 10 คนได้ยื่นหนังสือยื่นถึง รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง ข้อเสนอแนวทางการแก้ปัญหา และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างข้าราชการครูและข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา

 ดร.ศักราช ฟ้าขาว ประธานชมรมข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย (ชขอท.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติเงินเดือนครู เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในปี พ.ศ. 2554 เกิดผลทำให้ฐานเงินเดือนข้าราชการครูเพิ่มขึ้นจากเดิมและมากกว่าข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาไปร้อยละ 8

ต่อมารัฐบาลประกาศขึ้นเงินเดือนให้แก่ข้าราชการทั่วประเทศอีกร้อยละ 5 จึงทำให้ข้าราชการครูได้ปรับเพิ่มถึงร้อยละ 13 และในปี พ.ศ.2562 สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้แก้ไขกฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา มีผลทำให้เกิดพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2562 แก้ไขเพิ่มเติม“มาตรา 8/1 ในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็น

เพื่อเป็นการเยียวยาให้ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาได้รับเงินเดือนหรือเงินประจำตำแหน่งที่เหมาะสมและเป็นธรรม ก.พ.อ. อาจกำหนดให้ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาได้รับการเยียวยาโดยให้ได้รับเงินเดือนหรือเงินประจำตำแหน่งตามที่เห็นสมควรเป็นกรณีไป ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

จึงขอเสนอแนะแนวทาง คือ ให้เร่งรัดนำเรื่องการเยียวยาเข้าสู่วาระการพิจารณาเมื่อมีการประชุมครั้งที่ 1 ของคณะกรรมการ ก.พ.อ. และให้พิจารณาเยียวยาข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาทั้งสายวิชาการและสายสนับสนุนให้เทียบเคียงกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และให้มีผลการเยียวยาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2554 จนถึงปัจจุบัน

อาจารย์จิตรเจริญ สอนขวัญ กรรมการ ก.พ.อ.กล่าวว่า เรื่องความเหลื่อมล้ำของเงินเดือน 8% เกิดตั้งแต่ปี 2554 โดยเราพบว่าเงินเดือนของข้าราชการครูกับข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษามีความแตกต่างกันอยู่ร้อยละ 8 หมายความว่าเงินเดือนของครู ที่สังกัด สพฐ.ขึ้นมา 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาไม่ได้ขึ้นตั้งแต่ปี 2554

“ซึ่งจุดนี้เป็นความเหลื่อมล้ำโดยทางกลุ่มของเราได้ต่อสู้เรียกร้องมาตลอดที่ผ่านมาเราได้ยื่นเรื่องผ่านไปยังพอพอไปถึงรัฐมนตรีก็ดำเนินการผ่านไปเป็นระยะเวลาอย่างต่อเนื่อง มีการฟังมีการพิจารณาเกิดขึ้นตั้งแต่นั้นมาก็มีหลายครั้งที่เราคิดว่าจะได้แต่เมื่อเรื่องเข้าถึงคณะรัฐมนตรีแต่ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเลยทำให้เราไม่ได้รับการเยียวยาในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมีชมรมเกิดขึ้นมาซึ่งมีความเข้มแข็งมาก จึงเป็นที่มาทำให้เรามาเรียกร้องขอความเป็นธรรมในครั้งนี้ที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวมาตลอด” กรรมการ ก.พ.อ.กล่าว

ทางด้าน ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น ประธานที่ประชุมคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) กล่าวว่า แนวทางต่อไปที่ชมรมข้าราชการพลเรือนและที่ประชุมคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย จะดำเนินการต่อไปคือ จากนี้เราจะรวบรวมข้อมูลที่เป็นเรื่องของฐานเงินเดือน รวมถึงจำนวนตัวเลขเงินเดือนนำเสนอถึงปลัดกระทรวงโดยเร็ว เพื่อที่จะได้นำเข้าคณะกรรมการ ก.พ.อ.ให้ทันเมื่อคณะกรรมการ ก.พ.อ. มีมติเป็นที่สรุปแล้วก็จะได้ส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรีฯ เพื่อขอการอนุมัติงบประมาณต่อไป

รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  กล่าวในเรื่องนี้ว่า ประเด็นความความเดือดเรื่องการขึ้นเงินเดือน 8% สำหรับข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยฯ เป็นเรื่องที่ยืดเยื้อมา 8-9 ปี เรื่องแนวทางการแก้ปัญหานี้เป็นอำนาจของ ก.พ.อ. แต่ตอนนี้ติดที่คณะกรรมการยังอยู่ในกระบวนการแต่งตั้ง ซึ่งคาดว่าคณะกรรมการชุดนี้จะมีการแต่งตั้งเสร็จประมาณเดือน มกราคม 2563 เพราะตัวบุคคลเรามีเกือบครบแล้วขาดผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น เมื่อได้คณะกรรมการฯ กรรมการก็จะนำปัญหาเรื่องนี้เข้าสู่คณะกรรมการเพื่อพิจารณา ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวรัฐมนตรีทราบเป็นการเบื้องต้นแล้วว่าเรื่องนี้ปัญหานี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เรามีการพูดคุยกับสมาชิกว่ามีช่องทางการช่วยเหลืออย่างไรแล้ว พร้อมกันนี้ได้คุยกับสำนักงบประมาณว่ามีงบประมาณงบประมาณในการเยียวยามากน้อยแค่ไหนหรือจะมีขั้นตอนในการทำงานอย่างไร

     รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดอว.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ปลัด อว.)ได้ยืนยันกับแกนนำชขอท.แล้วว่าได้ลงนามเสนอเรื่องแต่งตั้ง กพอ. ชุดเล็กเพื่อเสนอกรรมการจากผู้ทรงคุณวุฒิให้ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯคัดเลือก คาดว่า รมว. อว. จะลงนามในคำสั่ง ภายในสัปดาห์หน้าและจะนัดประชุม กพอ. ชุดเล็ก ไม่เกินสิ้นเดือน พ.ย. 2562 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่หลังติดค้างมานาน 9 ปี

องค์กรครูยกระดับเคลื่อนไหวค้านยุบ สพท. เล็งล่ารายชื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/397784?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

องค์กรครูยกระดับเคลื่อนไหวค้านยุบ สพท. เล็งล่ารายชื่อ

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 – 10:05 น.
ครู,กลุ่มข้าราชการและบุคลากรของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ,สพท
เปิดอ่าน 12 ครั้ง

องค์กรครูยกระดับเคลื่อนไหวค้านยุบ สพท. เล็งล่ารายชื่อ รับฟังความคิดเห็นครูทั่วประเทศ โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com 

ไม่ได้มาเล่นๆ สำหรับ “กลุ่มข้าราชการและบุคลากรของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ(สพท.)” ที่เดินหน้าให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทำตามข้อเรียกร้อง ตั้งแต่ดำเนินการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ต้องการขอคืนใบประกอบวิชาชีพครู ไม่เอาใบรับรองความเป็นครู ขอตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษากลับมาคืนมา ไม่เอาตำแหน่งครูใหญ่ ขอพื้นที่ให้บุคลากรทางการศึกษาอื่นๆ และขอให้การปรับโครงสร้างของ ศธ. ไม่เป็นซิงเกิล คอมมานด์ รวมถึงขอแยกงานบุคคลออกจากคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.). และขอให้รัฐสภา และนายกรัฐมนตรี ออก พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่งที่ 19/2560 และที่ 16/2560 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)

จนก่อให้เกิดการตั้งคณะทำงานจัดทำข้อเสนอโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ขึ้น ศึกษาวิเคราะห์ ทบทวน บทบาท ภารกิจ และการจัดทำโครงสร้างของ สพฐ. เพื่อให้เป็นตามแนวทางการวิเคราะห์ภารกิจภาครัฐ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ กฎหมาย นโยบายของรัฐบาล รองรับบริบทการเปลี่ยนแปลงการบริหารราชการแผ่นดิน และการปรับปรุงโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ

ล่าสุดคณะกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมพิจารณาข้อร้องเรียนของสมาคมนักบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย พร้อมเครือข่ายเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างของศธ. โดยเชิญปลัดศธ.มาให้ข้อมูล โดยมีข้อสรุปดังนี้ ปลัด ศธ.ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ที่ประชุมกระทรวงศึกษาธิการครั้งที่ 1/62 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2562 มีมติให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปยกร่างโครงสร้างของตนเองมานำเสนอครั้งต่อไป และที่ผ่านมายังไม่เคยคิดยุบ สพท. แต่ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ให้นโยบายซ้ำซ้อนให้แก้ไข

ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการศึกษาหลายท่านได้มีการซักถามถึงการยุบหรือไม่ยุบเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งปลัด ศธ. ได้ชี้แจงว่าสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งว่าถ้ามี กศจ. ก็ต้องไม่มี สพท. โดยหลังจากประชุมการปรับโครงสร้าง ศธ.ครั้งต่อไป จะเชิญมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการศึกษาอีกครั้ง

 “ธนชน มุทาพร”  ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 และประธานชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการประชุมดังกล่าว องค์กรครูที่ออกมาเรียกร้องเรื่องนี้ มองว่าโดยรวม ศธ.มีธงจะยุบ สพท.แน่นอน เพียงแต่เห็นองค์กรครูออกมาเคลื่อนไหวจึงชะลอไว้ และถ้าพลังองค์กรครูอ่อนแอหรือหลงกลเมื่อใด เชื่อแน่ว่า กระทรวงจะเดินหน้าปรับโครงสร้างยุบสพท.ทันที

ดังนั้น หลังจากนี้ กลุ่มองค์กรครูจะมีการเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ จะมีการล่ารายชื่อครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง พร้อมจัดทำแบบสำรวจเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากครู 4 แสนคนทั่วประเทศ ฟังเสียงครูส่วนใหญ่ ประกอบกับการจัดทำข้อเสนอต่างๆ ว่าโครงสร้างควรจะเป็นอย่างไร เชื่อมั่นว่าครูจะเห็นด้วยกับการใช้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ก่อนมีคำสั่งหัวหน้า คสช. แต่จะให้เพิ่มเขตมัธยมเพิ่มขึ้นครบทุกจังหวัดหรือใกล้เคียง

ธนชน มุทาพร

“สำหรับโครงสร้างกระทรวงนั้น ยืนยันว่า จะขอเป็นโครงสร้างเดิม คือคงแท่ง สพฐ.ไว้เหมือนเดิม แต่ถ้ากระทรวงศึกษาธิการยังยืนยันจะให้ สพฐ.เป็นกรมในสังกัด สป.ศธ. พวกเราจะขอแยกตัวออกมาตั้งเป็นทบวงการศึกษาขั้นพื้นฐานทันที และขณะนี้ได้มอบหมายผู้รับผิดชอบไปยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่เกี่ยวข้อง และจะเร่งเสนอกฎหมาย 2 ฉบับก่อน คือ พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่เกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา คือคำสั่งที่ 16/2560 ยกเลิกทั้งฉบับ ส่วนคำสั่งที่ 19/2560 ปรับปรุง ยกเลิกเฉพาะ และ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 โดยจะขอแก้ไขเป็นรายมาตรา ที่เน้นแก้ไขงานซ้ำซ้อนกับ กศจ. ที่เกี่ยวกับงานบุคคล หลังจากนั้นจะมอบหมายผู้รับผิดชอบประสานงานกับแกนนำพรรคการเมืองทุกพรรค” ธนชน กล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อวัันที่ 6 พฤศจิกายน มีการประชุมสมาคมนักบริหารเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย สมาคมผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย สมาคมผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาประเทศไทย และชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย ทีห้องประชุม 2 โรงเรียนตราษตระการคุณ จ.ตราด โดยมีนายไพศาล ปันแดน ผอ.สพป.สุพรรณบุรี เขต 1 นายกสมาคมนักบริหารเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย เป็นประธานการประชุม

ที่ประชุมมีการพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนการปรับปรุง โครงสร้างกระทรวงศึกษาขององค์กรครูสายงานผู้บริหารการศึกษา ซึ่งที่ประชุมมีมติให้แต่งตั้งคณะยกร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องทั้ง 4 ฉบับคือ 1.ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2.ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาขั้นพื้นฐาน 3.ร่างแก้ไขปรับปรุง 4.พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ เป็นรายมาตราที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาความทับซ้อนระหว่าง สพท.และ กศจ. และให้มี อ.ก.ค.ศ.สพฐ.และ พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษา

โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ให้คงไว้ใน 4 ประเด็นหลักคือ 1.คงไว้ซึ่งใบประกอบวิชาชีพครู 2.คงไว้ซึ่งตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา 3.กำหนดให้บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค(2) ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ให้ชัดเจน และให้มีเส้นทางความก้าวหน้าเช่นเดียวกันกับข้าราชการครู 4.ให้รัฐสภาเป็นผู้ออกกฎหมายระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ โดยยกเลิกหรือปรับปรุงมาตรา 99 ของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ โดยให้เน้นการกระจายอำนาจ ให้ สพฐ. เขตพื้นที่การศึษา และสถานศึกษาให้เข้มแข็ง ตามแนวทาง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 คือให้คงแท่ง สพฐ.ไว้เหมือนเดิม ตามหลักการ มีเอกภาพตามนโยบาย แต่หลากหลายการปฏิบัติ

รวมทั้งเสนอให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 133 (3) คือการเข้าชื่อเสนอกฎหมายสองฉบับก่อน คือ พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษา และร่างแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครู ฯ รายมาตรา โดยจะทำควบคู่กันกับการเสนอตามมาตรา 133 (1) (2) ของรัฐธรรมนูญ

นอกจากนั้นเมื่อเร็วๆ นี้ สมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย (ส.ค.ท.)ได้มีรับฟังความคิดเห็น “เวทีครูคิดวันปิดภาคเรียน” ซึ่งได้เก็บแบบสอบถามระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2562 มีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม 3,269 คน แบ่งเป็น ผู้บริหารการศึกษา 234 คน ผู้บริหารสถานศึกษา 852 คน ครูและพนักงานราชการปฏิบัติการสอน 1,727 คน และเจ้าหน้าที่ ลูกจ้างประจำและบุคลากรทางการศึกษาอื่น456 คน พบว่า ครูและบุคลากรทางการศึกษา เห็นด้วย 88.3% ให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 19/2560 ให้กระจายอำนาจการบริหารจัดการศึกษาไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.)และให้สถานศึกษาเป็นนิติบุคคลเน้นการกระจายอำนาจ และมีผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกระดับ ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542

เห็นด้วย 74.1% ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี (7 ต.ค.2562) เรื่อง ให้ สพฐ.พิจารณาดำเนินการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่มีระยะทางห่างจากโรงเรียนในสังกัดสพฐ. ในตำบลเดียวกันน้อยกว่า 6 กิโลเมตร เห็นด้วย 95.7% ให้ รมว.ศึกษาธิการ รีบดำเนินการให้มีการสรรหาคณะกรรมการคุรุสภา ตามมาตรา 12 และดำเนินการสรรหาคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามมาตรา 64 ของ พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 โดยเร็วที่สุด และเห็นด้วย 93.9% ให้นำ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาปรับปรุงใช้แทนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับของรัฐบาล

นายธนชน กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากนั้น ได้กำหนดแนวทางในการสนับสนุนในเรื่องต่างๆ เพิ่มเติม คือ 1.จะไม่มีการอบรมผู้สอบคัดเลือกรอง ผอ.สพป./สพท. ทั้งๆ ที่ สพฐ.มีงบประมาณ มีวิทยากร มีหลักสูตร มีสถานที่พร้อมอบรมหมดทุกอย่างแล้วยังเหลือแต่รัฐมนตรีดึงเรื่องไว้ 2.ไม่คืนตำแหน่งเกษียณของ ผอ.เขต รองผอ.เขต และ 38 ค(2) ให้กับเขตพื้นที่ ทั้งที่เขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่งขาดแคลนบุคลากรดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาในช่วงก่อนสอบโอเน็ตเร็วๆ นี้ ดังนั้นสมาคม/ชมรม และเครือข่ายองค์กรครูทั่วประเทศจะเพิ่มมาตรการเพื่อกดดันให้ผู้มีอำนาจได้ยุติแนวคิดยุบเลิกเขตพื้นที่ และที่สำคัญจะประชาสัมพันธ์ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดให้เข้าใจ

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ‘สุวัจน์’ เป็นนายกสภาฯราชภัฏโคราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/397717?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ‘สุวัจน์’ เป็นนายกสภาฯราชภัฏโคราช

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 – 18:55 น.
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ,เว็บไซต์ราชกิจจาฯ,นายกสภาฯ,ราชภัฏโคราช
เปิดอ่าน 92 ครั้ง

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกฯ เรื่องโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง”สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา ต่อไปอีกวาระหนึ่ง

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน  2562  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา (มรภ.นครราชสีมา)

ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ให้ดำรงตำแหน่ง นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ตั้งแต่วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๙ ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๙ นั้น

เนื่องจาก นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ได้ดำรงตำแหน่งมาครบกำหนดตามวาระแล้ว และที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ครั้งที่ ๕/๒๕๖๒ เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ได้มีมติเห็นชอบให้เสนอขอพระราชทาน โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ดำรงตำแหน่ง นายกสภามหาวิทยาลัย ราชภัฏนครราชสีมา ต่อไปอีกวาระหนึ่ง

และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูล พระกรุณาขอพระราชทานโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแล้ว

บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งบุคคลดังกล่าว ให้ดำรงตำแหน่ง นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

ตั้งแต่วันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๒ ประกาศ ณ วันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๒

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ  เป็นอดีต ส.ส.นครราชสีมา ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายสมัย ปัจจุบัน ยังดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา

กูรูด้านไอทีแนะทักษะที่นักกฎหมายต้องมีในยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/397483?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กูรูด้านไอทีแนะทักษะที่นักกฎหมายต้องมีในยุคดิจิทัล

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 – 16:37 น.
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์,เศรษฐกิจดิจิทัล,ตลาดหลักทรัพย์,ไอที
เปิดอ่าน 46 ครั้ง

มธบ.ตั้งวงเสวนาติวเข้ม นักศึกษานิติ, รปศ. หวังปูทางแนวคิดอาชีพ ผู้กำหนดนโยบายแห่งอนาคต กูรูด้านไอที แนะทักษะที่นักกฎหมายต้องมีในยุคดิจิทัล

6  พฤศจิกายน 2562 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ.) ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ปรีดีพนมยงค์และคณะรัฐประศาสนศาสตร์ เปิดประสบการณ์ใหม่ให้นักศึกษากับคอนเซ็ป Playfessional ชอบทางไหนต้องไปให้สุด

ตอน “ผู้กำหนดนโยบายแห่งอนาคต Future Policy Makers” เพื่อวิเคราะห์ทักษะที่นักกฎหมายควรมีในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ผู้อำนวยการ DPU X มธบ. เป็นผู้ดำเนินรายการตลอดการเสวนา

พร้อมด้วย ดร.ชินาวุธ ชินะประยูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลองแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.ภูมิ ภูมิรัตน ที่ปรึกษาเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเสวนา

ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ผู้อำนวยการ DPU X มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  กล่าวว่า ในอดีตการกำหนดนโยบายสาธารณะเป็นหน้าที่ของนักนโยบาย และ นิติกร แต่การกำหนดนโยบายในอนาคตต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น นักกำหนดนโยบายต้องศึกษาบทบาทของเทคโนโลยีที่มีผลกับพฤติกรรมของมนุษย์ เพื่อออกแบบนโยบายที่เหมาะสม

หากนักนโยบายไม่มีความรู้เรื่องดังกล่าวและออกแบบกฎหมายมาคุมทุกอย่าง จะส่งผลให้เทคโนโลยีที่อยู่ในมือมนุษย์ไม่เหมาะกับพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น และหากไม่ได้ใช้เทคโนโลยีอย่างเต็มประสิทธิภาพ จะกลายเป็นปัญหาของประเทศแทน อย่างไรก็ตามไม่ว่าเทคโนโลยีจะชะลอตัวหรือเร็วขึ้น นโยบายที่ถูกต้องควรออกในระยะที่เหมาะสมกับสังคมหรือบริบทนั้นๆ นักนโยบายในอนาคตจึงต้องมีศาสตร์การเข้าถึงประชาชนร่วมด้วย นี่เป็นสิ่งที่ต้องการสื่อสารให้กับนักศึกษาคณะนิติศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์เข้าใจถึงทักษะดังกล่าว

“การศึกษาเทคโนโลยีที่มีบทบาทกับมนุษย์ จะทำให้เข้าใจการออกแบบและกำหนดนโยบายในอนาคตได้ โดยต้องใช้วิสัยทัศน์ของความเป็นผู้ประกอบการในการตัดสินใจและจัดการสิ่งนั้น ที่สำคัญยังสามารถก่อให้เกิดการออกแบบอย่างเหมาะสม ในยุคที่ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางหลักและเทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้การออกแบบอย่างลงตัว ช่วยสร้างสังคมให้อยู่อย่างมีความสุข ดังนั้นนักศึกษาควรนำหลักคิดนี้สร้างความเข้าใจ เป็นสิ่งสำคัญฝึกฝน เพื่อเป็นผู้กำหนดนโยบายในอนาคต” ผู้อำนวยการ DPU X กล่าว

ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลองแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   กล่าวว่า ผู้กำหนดนโยบายในอนาคตจะต้องคำนึงถึง 2 เรื่องหลัก คือ 1.ต้องใช้ข้อมูลจากพฤติกรรมของคนมาใช้ประโยชน์ แทนที่การคิดตามคำสั่งหรือคิดตามกฎหมายที่ออกแบบจากบนลงล่าง และ2.ต้องคำนึงถึงความรู้สึกและอารมณ์ร่วมกันในการดำเนินนโยบายร่วมกับประชาชน

ดังนั้นการกำหนดนโยบายในอนาคตจะต้องสร้างมาจากความรู้สึกและความต้องการของประชาชนเป็นหลัก ส่วนความเสี่ยงของผู้กำหนดนโยบายหากมองตามเทคโนโลยีจะมีความเสี่ยงสูง เมื่อดำเนินนโยบายจะรับความเสี่ยงเพียงผู้เดียว แต่ในอนาคตถ้าสังคมไว้ใจและมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายมากขึ้นความเสี่ยงจะลดลง ในอนาคต ดิจิทัลเข้ามามีบทบาทต่อการตัดสินใจของมนุษย์ ซึ่งเป็นโจทย์ที่นักกำหนดนโยบายต้องหาคำตอบ เมื่อมนุษย์เป็น Analog ส่วนโลกกลายเป็น Digital การเรียนตามทฤษฎีหรือแนวคิดอาจไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะช่วยกำหนดนโยบายในอนาคตได้ เพราะข้อมูลที่มากมายจะทำให้คนสามารถเข้าถึงและเข้าใจได้ง่ายกว่าการท่องจำ

“การเข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้ นักศึกษาจะเห็นมุมมองของการกำหนดนโยบายที่ไม่ได้มาจากนิติศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์อย่างเดียว แต่สามารถเรียนรู้เทคโนโลยีที่ถนัดในการออกแบบแพลตฟอร์ม ให้คนมีส่วนในการกำหนดนโยบายร่วมกัน ซึ่งในอนาคตถ้านำความรู้ไปปรับใช้จะช่วยออกแบบและนำไปสู่นโยบายในอนาคตได้”ผศ.ดร.ธานี กล่าว

ดร.ชินาวุธ ชินะประยูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล มองว่า ในสมัยที่โลกยังไม่รู้จักเทคโนโลยี มีการแบ่งเขตปกครองอย่างชัดเจน การกำหนดนโยบายในยุคนั้นจะใช้นักกฎหมายหรือภาครัฐเป็นศูนย์กลางการออกกฎหมาย ซึ่งสามารถควบคุมได้ง่าย แต่ปัจจุบันเมื่อโลกเปลี่ยนไปรัฐบาลไม่สามารถควบคุมกำกับประชาชนได้ วิธีกำหนดนโยบายจึงต้องเปลี่ยนตาม เน้นกำหนดนโยบายที่สอดคล้องกับประชาชน โดยนำปัญหาของประชาชนมาตั้งเป็นศูนย์กลางในการออกแบบ ปัจจุบันเทคโนโลยีไปเร็วกว่ากฎหมาย

ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่นักกฎหมายต้องมี Regulatory Sandbox หรือพื้นที่ทดลองนวัตกรรมใหม่ที่กฎหมายยังไปไม่ถึง ซึ่งเป็นคอนเซ็ปท์ที่นักกฎหมายต้องรู้ โดยหัวใจหลักคือการเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ซึ่งสมัยก่อนลำดับการออกกฎหมายคือ ลงราชกิจจานุเบกษา ประกาศ บังคับใช้ แต่ปัจจุบัน ต้องใช้วิธีการทดสอบด้วยเทคโนโลยีเพิ่มเติม หรือการทำประชาพิจารณ์ เพื่อหาตัวชี้วัดกฎหมายที่ออกแบบสามารถควบคุมได้หรือไม่ หรือในทางเทคนิคคือการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายและการตรวจสอบเนื้อหา(Regulation Impact Assessment-RIA) ก่อนออกกฎหมาย เมื่อเกิดพื้นที่การทดลองใช้กฎหมาย นักกำหนดนโยบายสามารถพัฒนาการออกกฎหมายที่ตอบโจทย์ประชาชนได้ดีขึ้น

“ในอดีตพื้นฐานการเรียนกฎหมายถูกปลูกฝังให้ท่องจำและรู้ลึกในศาสตร์เดียว แต่ปัจจุบันคนที่เรียนด้านกฎหมายต้องรู้ลึก รู้จริง และต้องศึกษาแอพพลิเคชั่นของกฎหมายใหม่ เพื่อตามเทคโนโลยีให้ทันในขณะที่เรียนอยู่จนพัฒนาไปถึงตอนที่นำไปใช้ในชีวิตจริง ถ้ามองกฎหมายในอดีตเป็นเครื่องมือ เมื่อเทียบกับปัจจุบันอาจดูเก่าต้องมีการปรับปรุงแก้ไข หากไม่พยายามทำความเข้าใจแต่ใช้วิธีศึกษากับคนข้ามศาสตร์จะยิ่งเข้าใจยาก” ดร.ชินาวุธกล่าว

เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดการสร้างกฎเกณฑ์ใหม่สังคมมีต้นทุนที่จะตัดสินใจใช้เทคโนโลยี แต่ปัญหาอาจอยู่ที่ความเร็วและข้อจำกัด การเป็นนักกำหนดนโยบายในอนาคตไม่สามารถตัดสินใจได้เต็มร้อย จะนำข้อมูลมาตัดสินเพียงอย่างเดียวไม่ได้ต้องนำพฤติกรรมของมนุษย์มาวิเคราะห์ด้วย เพราะสิทธิของประชาชนมีความสำคัญมาก แต่จะทำอย่างไรให้ใช้ต้นทุนและโอกาสที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม ท้ายที่สุดต้องวิเคราะห์ตามประเด็นทั้งส่วนที่มองเห็นและมองไม่เห็นด้วย

ดร.ภูมิ ภูมิรัตน ที่ปรึกษาเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) กล่าวว่า หน้าที่หลักของตนคือช่วยผู้ที่มีอำนาจในการออกกฎหมายเข้าใจเทคโนโลยีมากขึ้น มีความแม่นยำคำตอบที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับบทบาทของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนในสังคม ซึ่งจากประสบการณ์การทำงานด้านเทคโนโลยีกว่า 4 ปี ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างนักกำหนดนโยบายในอดีต ในปัจจุบันและในอนาคต

รวมถึงนักเทคโนโลยีในอดีตด้วย ซึ่งหมายความว่านักเทคโนโลยีในอดีต เน้นการกระตุ้นให้นักนโยบายเข้าใจว่าถึงเวลาที่ต้องใช้เทคโนโลยีมาช่วยกำหนดนโยบาย เพื่อลดการออกนโยบายบนความกลัว และชี้ให้เห็นว่าในอนาคตเทคโนโลยีจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงตรรกะพื้นฐานของสังคม และโครงสร้างทางสังคม ถ้าผู้ออกแบบนโยบายไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ นโยบายจะเข้ากันไม่ได้กับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นถ้านักออกแบบไม่เข้าใจธรรมชาติของข้อเท็จจริง ผลที่คาดหวังจะได้ก็จะไม่ได้

จิตอาสาจุฬาฯสามัคคี ฟื้นฟู 11 โรงเรียนจ.อุบลฯ ครั้งที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/397246?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

จิตอาสาจุฬาฯสามัคคี ฟื้นฟู 11 โรงเรียนจ.อุบลฯ ครั้งที่ 2

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 – 15:27 น.
จิตอาสา จุฬาฯ สามัคคี,ฟื้นฟู 11 โรงเรียนหลังน้ำท่วม,โครงการจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร ปลูกต้นกล้าแห่งความดี เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ,จังหวัดอุบลราชธานี
เปิดอ่าน 26 ครั้ง

จิตอาสา จุฬาฯ สามัคคี ฟื้นฟู 11 โรงเรียนหลังน้ำท่วม จ.อุบลฯ ครั้งที่ 2

ชาวจุฬาฯ สามัคคี ประกอบด้วยอาจารย์ บุคลากร นิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบัน ร่วมกับโครงการจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. เข้าฟื้นฟูและ ช่วยเหลือน้องๆ ในโรงเรียนที่ประสบอุทกภัย จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 2 และ 3 พฤศจิกายน 2562 โดยร่วมกันปรับภูมิทัศน์ ทำความสะอาด ทาสีรั้วและห้องเรียน มอบวัสดุอุปกรณ์และเครื่องที่ใช้จำเป็นกับ 11 โรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ ในอําเภอวารินชำราบ อําเภอพิบูลมังสาหาร และอำเภอเมืองอุบลราชธานี ได้แก่ โรงเรียนบ้านกุดชุม โรงเรียนบ้านคูสว่าง โรงเรียนบ้านหาดสวนยา โรงเรียนบ้านกุดปลาขาว โรงเรียนบ้านสร้างแก้ว โรงเรียนบ้านผักหย่า โรงเรียนบ้านไร่ใต้ โรงเรียนบ้านโนนค้อลุคุ โรงเรียนบ้านเดื่อสะพานโดม โรงเรียนบ้านคูเดื่อ และโรงเรียนบ้านหนองกินเพล

กว่า 100 ชีวิตจากจุฬาฯ เข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในระยะฟื้นฟู พื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี “จุฬาฯ สามัคคี” ตามโครงการจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. ปลูกต้นกล้าแห่งความดี “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” พร้อมด้วย กลุ่มจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. คณาจารย์ นิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบันหลายคณะจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ผู้ช่วยอธิการบดีด้านพัฒนานิสิตและนิสิตเก่าสัมพันธ์ ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข สมาคมนิสิตเก่าและนิสิตเก่าหอพัก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นครั้งที่ 2 ที่ทำต่อเนื่องกันมาจากครั้งก่อน

วันที่ 2 พฤศจิกายน คณะจิตอาสา จุฬาฯ สามัคคีแยกเป็น 3 คณะ เพื่อกระจายกันไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ โดยคณะแรก เดินทางไปยังโรงเรียนบ้านกุดชุม โรงเรียนบ้านคูสว่าง โรงเรียนบ้านหาดสวนยา และโรงเรียนบ้านกุดปลาขาว ในอําเภอวารินชำราบ คณะที่ 2 ไปที่โรงเรียนบ้านสร้างแก้ว โรงเรียนบ้านผักหย่า โรงเรียนบ้านไร่ใต้ โรงเรียนบ้านโนนค้อลุคุ และโรงเรียนบ้านเดื่อสะพานโดม ในอําเภอพิบูลมังสาหาร และคณะที่ 3 ไปโรงเรียนบ้านคูเดื่อ ที่ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองอุบลราชธานี ซึ่งทั้ง 3 คณะ ได้ช่วยกันทำความสะอาด ทาสีห้องเรียนและรั้วโรงเรียน มอบวัสดุอุปกรณ์และเครื่องที่ใช้จำเป็น และมอบหนังสือให้แก่โรงเรียน วันที่ 3 พฤศจิกายน ในช่วงเช้า คณะจิตอาสา จุฬาฯ สามัคคี เดินทางไปยังโรงเรียนบ้านหนองกินเพล ในอำเภอวารินชำราบ ร่วมกันทาสีห้องเรียน ห้องน้ำ และรั้วโรงเรียน จัดห้องสมุด พร้อมทั้งมอบหนังสือให้แก่โรงเรียน และมอบวัสดุอุปกรณ์รวมถึงชุดเครื่องดนตรีวงดุริยางค์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป โดยในช่วงเที่ยงคณะนิสิตจุฬาฯ ร่วมแจกจ่ายอาหารโรงครัวพระราชทานและรับประทานอาหารกลางวัน ก่อนที่จะเดินทางกลับในช่วงบ่าย

ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ จากชาวจุฬาฯ กลุ่มจิตอาสา และศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. (ศอญ.จอส.904) ที่คอยให้คำแนะนำและการสนับสนุนเป็นอย่างดี ซึ่งสร้างรอยยิ้ม สร้างสุข ให้กับนิสิตที่เข้าร่วม รวมถึงกลุ่มจิตอาสา และคนในพื้นที่ทุกคนอย่างแท้จริง