กสศ.-Shrewsbury-JD Centra จับมือแก้เหลื่อมล้ำการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/397237?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กสศ.-Shrewsbury-JD Centra จับมือแก้เหลื่อมล้ำการศึกษา

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 – 14:40 น.
แก้เหลื่อมล้ำการศึกษา,กสศ
เปิดอ่าน 45 ครั้ง

“กสศ.-Shrewsbury-JD Centra” จับมือแก้เหลื่อมล้ำการศึกษา ระหว่างสถานศึกษา ครู และนักเรียนในพื้นที่ชนบท และสถานศึกษาในเขตเมือง 

5 พ.ย.2562-ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิร์ด กรุงเทพฯ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  (กสศ.) ร่วมกับโรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury และบริษัท JD Central จัดกิจกรรมการพัฒนานวัตกรรมเครือข่ายโรงเรียนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Equity Partnership’s School Network) ภายใต้โครงการพัฒนานวัตกรรมเครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Equity Partnership’s School Network) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการทํางานร่วมกันเพื่อเป้าหมายสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาระหว่างสถานศึกษา ครู และนักเรียนในพื้นที่ชนบท และสถานศึกษาในเขตเมือง

ดร.ไกรยส ภัทราวาท  รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า โครงการพัฒนานวัตกรรมเครือข่ายสถานศึกษาฯ เกิดจากความร่วมมือ3 ฝ่าย คือ กสศ. โรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury และบริษัท JD Central โดยทั้ง2แห่ง ต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา กับ กสศ. ผ่านกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์  การใช้เทคโนโลยี e-commerce

และการพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการในศตวรรษที่ 21 (Entrepreneurial Skill) ระหว่างเครือข่ายโรงเรียน โดย กสศ.สนับสนุนให้โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในเครือข่ายตลาดวาดฝัน ซึ่งส่วนหนึ่งของกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพ ทักษะชีวิตนักเรียนทุนเสมอภาค  ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้า และมีนักเรียนผู้รับทุนเสมอภาคที่มีความพร้อมด้านภาษาอังกฤษเข้าร่วมในโครงการ เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ร่วมกับนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury และนำมาจำหน่ายในช่องทางของ JD Central ซึ่งพร้อมจะมอบรายได้จากการจำหน่ายทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย ให้กับนักเรียนทุนเสมอภาคในโรงเรียนสังกัด สพฐ. เพื่อให้เด็กๆนำไปต่อยอดโครงการส่งเสริมทักษะอาชีพและกิจกรรมลดความเหลื่อมล้ำต่อไปในอนาคต

ดร.ไกรยส กล่าวว่า หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือ การสร้างพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักเรียนชนบทและเมือง อย่างไม่มีช่องว่างของความเหลื่อมล้ำ เด็กๆต่างมีศักยภาพที่แตกต่างกัน และนี่คือสิ่งพิเศษที่พวกเขาเติมเต็มซึ่งกันและกันได้  กสศ. และองค์กรภาคีเครือข่ายฯ อยากเห็นสังคมไทยก้าวหน้าเป็น Thailand 4.0  ที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม ผ่านระบบการศึกษาที่มีความเสมอภาค เด็กเยาวชนไทย วัยเรียนเป็นวัยที่มีพลัง

และไม่ว่าจะเกิดที่ไหน เรียนที่ไหนก็สามารถร่วมกันสร้างประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีหากเด็กเยาวชนจากบริบทที่มีความหลากหลายได้มีโอกาสรู้จัก หรือทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะร่วมกันตั้งแต่ในวัยเรียน  เมื่อก้าวพ้นจากสถาบันการศึกษา ภาพของสังคมไทยในอนาคตจะเป็นภาพที่ทุกคนสามารถทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะร่วมกันได้แม้จะมีความแตกต่างกัน เพื่อสร้างสังคมที่มีความเสมอภาค เมื่อเราเข้าใจกันทำงานร่วมกันปัญหาเรื่องการแบ่งแยกก็ไม่เกิดขึ้น

“เราหวังว่าการทำงานร่วมกันของสถานศึกษาจาก กทม. และ ทั้ง 7 จังหวัดจาก 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ที่เข้าร่วมโครงการในวันนี้ จะสามารถขยายผลสนับสนุนการทำงานของสถานศึกษาที่รับทุนเสมอภาคจาก กสศ. ไปพัฒนากิจกรรมฝึกทักษะอาชีพ ทักษะชีวิตให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษในพื้นที่ต่างๆ ได้ในอนาคต และที่สำคัญทั้ง 3 องค์กรร่วมจัดหวังอยากเห็นนักเรียนมากกว่า 100 ชีวิตที่ได้ร่วมกิจกรรมในโครงการนี้เมื่อเติบโตขึ้นในอนาคตจะเลือกศึกษาต่อในคณะ สาขาวิชาที่จะช่วยประเทศชาติ รวมถึงเมื่อจบการศึกษาแล้ว จะได้เลือกทำงานเพื่อช่วยให้ประเทศชาติมีความเสมอภาคมากขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นงานในฝั่งภาครัฐ หรือเอกชน”  ดร.ไกรยส กล่าว

Mr.Greg Threlfall  รองผู้อำนวยการระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนนานาชาติ โชรส์เบอรี่ (Shrewsbury International School Bangkok)  กล่าวว่า  ถือเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนจากหลากหลายบริบทได้ทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ เช่น ทักษะการทำงานร่วมกัน ทักษะการแก้ปัญหา และทักษะการสื่อสาร เป็นต้น โดยทักษะทั้งหมดนี้เป็นทักษะที่จำเป็นในการเป็นผู้ประกอบการที่ดีในอนาคต นอกจากนี้นักเรียนยังได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ นำไปสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ร่วมกัน

น.ส.รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารฝ่ายการตลาด เจดี เซ็นทรัล กล่าวว่า การที่กลุ่มเยาวชนที่อยู่ใน กทม.และต่างจังหวัดได้เข้ามามีส่วนร่วมกันคิดและเสนองานที่ทำ เห็นว่าเด็กทั้งสองกลุ่มสามารถทำงานร่วมกันได้ดี มีผลงานที่ดี ทางเจดีเซ็นทรัลก็ได้รับไอเดียใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้เห็นได้ถึงความตั้งใจของเด็กแต่ละคน จึงอยากให้ภาครัฐและภาคเอกชนทำโครงการลักษณะนี้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเยาวชนของประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

นายโชดก พิจารณ์จิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหารสินค้า เจดีเซ็นทรัล กล่าวว่า กิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นการสร้างโอกาสเรื่องการศึกษา โดยเด็กจากชนบทได้พบกับเด็กใน กทม. เกิดการถ่ายทอดความรู้ให้กับเยาวชนที่อยู่ในต่างจังหวัด ขณะเดียวกันเด็กในเมืองก็ได้เรียนรู้จากน้องต่างจังหวัดถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน โดยเด็กจากตัวเมืองก็มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เกิดเป็นกรอบการทำงานและโอกาสในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น สามารถสร้างรายได้ในอนาคต

Ms.Cindy Horng ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท เซ็นทรัล เจดี คอมเมิร์ซ จํากัด (JD Central) กล่าวว่า เจดีเซ็นทรัล ต้องการสนับสนุนประชากรรุ่นใหม่ เราเชื่อว่าความร่วมมือระหว่าง เจดีเซ็นทรัล โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่ และกสศ.จะช่วยนำโอกาสที่ดีมาสู่นักเรียนทุกคน โดยส่วนตัวมองว่าความเสมอภาคทางการศึกษาคือการที่คนทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเกิดที่ไหนหรือมีทรัพยากรมากหรือน้อยเพียงใด

“Cindy เกิดในครอบครัวของผู้ที่ย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากที่ประเทศไทย แต่โชคดีที่ได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่ดี เช่น ได้ศึกษาที่โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่ ได้มีโอกาสมาสร้างสรรค์โครงการเพื่อสังคมในนามบริษัทเจดีเซ็นทรัล ร่วมกับโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่ และกสศ. เพื่อส่งต่อโอกาสสู่นักเรียนรุ่นใหม่ในวันนี้”  Ms.Cindy  กล่าว

รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ทางออกลดเหลื่อมล้ำ แก้ความยากจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/397141?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ทางออกลดเหลื่อมล้ำ แก้ความยากจน

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 – 12:50 น.
รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์,ประสาร ไตรรัตน์วรกุล,ไกรยส ภัทราวาท
เปิดอ่าน 82 ครั้ง

รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ทางออกลดเหลื่อมล้ำ แก้ความยากจน โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร-qualitylife4444@gmail.com

จากสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของโลกที่มีแนวโน้มลดลงในอัตราที่ถดถอยมากซึ่งสะท้อนสภาพปัญหาที่มีความยากมากขึ้น ในขณะที่งบประมาณของภาครัฐและเงินบริจาคกลับมีแนวโน้มลดลง จึงมีความจำเป็นที่ผู้กำหนดนโยบายต้องเลือกใช้มาตรการที่ลงทุนน้อย แต่ได้ผลมาก

ขณะที่ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยนั้น แม้มีแนวโน้มในทางที่ดีขึ้นบ้าง แต่ยังคงมีโจทย์สำคัญหลายเรื่องที่ประเทศไทยควรเร่งจัดการอย่างเป็นระบบก่อนที่จะส่งผลต่อเสถียรภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ยังมีหลายส่วนที่มีความซับซ้อน เชื่อว่าการแก้ไขต้องทำที่ต้นทาง เริ่มจากการทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า ข้อมูลจากสถาบันสถิติแห่งองค์การยูเนสโก (UIS) ระบุว่า ยังมีเด็กเยาวชนมากกว่า 263 ล้านคนทั่วโลกที่ยังคงอยู่นอกระบบการศึกษา โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กวัยประถมศึกษามากกว่า 60 ล้านคน และที่น่ากังวลไปกว่าจำนวนเด็กนอกระบบ คือ ความก้าวหน้าในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาในทศวรรษที่ผ่านมา เริ่มชะลอตัวลง กลุ่มเป้าหมาย 5-10% สุดท้ายยังเข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษา หรือต้องออกจากการเรียนกลางคัน ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ตัวเลขเด็กนอกระบบการศึกษาในระดับโลกเริ่มกลับมามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นระหว่างปี 2016-2017 อีกครั้ง

ส่วนประเทศไทยยังมีเด็กเยาวชนในครอบครัวที่ยากจนและด้อยโอกาสอีกมากกว่า 670,000 คนที่มีอายุ 3-18 ปี และยังมีนักเรียนกลุ่มเสี่ยงในครอบครัวที่ยากจนและยากจนพิเศษอีกเกือบ 2 ล้านคนที่อาจจะหลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน

รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2562 ที่ทางราชสถาบันวิทยาศาสตร์สวีเดน มอบให้แก่ นายอะบีจิต บาเนร์จี นางเอสเธอร์ ดิวโฟล นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) และนายไมเคิล เครเมอร์ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ในสหรัฐอเมริกา จากแนวคิดการแก้ไขปัญหาความยากจนระดับโลก ด้วยการทดลองทางวิทยาศาสตร์กิจกรรม (For their experimental approach to alleviating global poverty)

“รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์อาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบาย และหน่วยงานที่มีภารกิจลดความเหลื่อมล้ำและแก้ไขปัญหาความยากจนสามารถใช้สนับสนุนข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจน ด้วยกระบวนการที่เป็นวิทยาศาสตร์ ในการพัฒนาและเลือกนโยบายที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาตามบริบทของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืน” นายประสาร กล่าว

นายประสาร กล่าวต่อว่า ผลการวิจัยประเมินผลโครงการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามากกว่า 31 โครงการทั่วโลก ด้วยกระบวนการ Randomized Control Trial (RCT) พบว่านโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยมาตรการที่เจาะจงไปที่ อุปสงค์ต่อการศึกษา (Demand for Education) มุ่งปัญหาความต้องการที่แท้จริงของนักเรียนและผู้ปกครองหลายมาตรการให้ผลลัพธ์และความคุ้มค่าทางงบประมาณที่สูงกว่ามาตรการด้านอุปทานของการศึกษา เช่น การลดต้นทุนการเข้าถึงการศึกษา อย่างการสนับสนุนเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข หรือ Conditional Cash Transfer (CCT) ต่ออัตราการมาเรียนของผู้เรียน ซึ่งเป็นมาตรการที่กสศ.ดำเนินการอยู่ หรือการสนับสนุนอาหารเช้า เครื่องแบบ และการเดินทาง แบบมีเงื่อนไข

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี การทำงานของคณะนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล และทีมงานของศูนย์วิจัย J-PAL แห่งมหาวิทยาลัยเอ็มไอที และสถาบันทั่วโลกว่า สามารถเพิ่มอัตราการเข้าเรียน การสำเร็จการศึกษา และลดอัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษาของผู้เรียนจากครัวเรือนที่มีความยากจนได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และใช้งบประมาณน้อยกว่ามาตรการทางฝั่งอุปทาน อย่างการสร้างโรงเรียน สร้างห้องเรียนเพิ่ม หรือการเพิ่มครู การที่เด็ก เยาวชน หรือ ผู้ปกครอง ปฏิเสธการศึกษา เพราะต่อให้รัฐบาลสร้างโรงเรียน หรือจ้างครูเพิ่มเติมในพื้นที่ใกล้เคียงเด็กๆ มากขึ้นแล้ว แต่คนกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นการตัดสินใจ ด้วยมาตรการลดความเหลื่อมล้ำที่เข้าใจในอุปสงค์ต่อการศึกษาของพวกเขาอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องบริบทเฉพาะ

“ความตั้งใจของคณะกรรมการบริหาร กสศ. จะไม่ทำงานในสเกลใหญ่ แต่จะหามุมเล่น รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปีนี้ ซึ่งเป็นการทำงานวิจัยในแนวทางเดียวกับสิ่งที่ กสศ.ทำอยู่ จึงเป็นจังหวะที่ดีมาก เพื่อทำความเข้าใจว่าที่คุณทำอยู่ใช้เงินมาก เน้นซัพพลาย (อุปทาน) แต่กสศ.จะเข้ามาเสริม ใช้ข้อมูลความรู้ ทำให้ถูกที่ถูกทาง เน้นเรื่องดีมานด์ (อุปสงค์) จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล กสศ.ทำที่ต้นเหตุ ไม่ทิ้งปัญหายากจนข้ามชั่วคน ในขณะที่แจกเงินชิมช้อปใช้จะหมด รุ่นต่อไปก็หมด ดังนั้น สิ่งที่ กสศ.ดำเนินการจึงไม่ซ้ำซ้อนกับมาตรการอื่นๆ ต้องระวังอย่าตกหลุมพรางว่า งานของกสศ.ซ้ำซ้อน จนขอตัดงบประมาณ แต่ความจริงมันคนละวง คนละภารกิจ” นายประสาร กล่าว

ด้าน นายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ. และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า กสศ.พยายามจะช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำให้ตรงจุด โดยเฉพาะปัญหาในฝั่งอุปสงค์ทางการศึกษา (Demand-side) ทั้งเรื่องการลดต้นทุนในการเข้าสู่ระบบการศึกษา และการประเมินคุณค่าในการศึกษาต่อของผู้เรียนจากครอบครัวที่ยากจน ซึ่งเป็นมาตรการที่ใช้เงินไม่มาก แต่ผลการวิจัยจากนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลพบว่าได้ผลต่อความเสมอภาคสูง

“โครงการเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไขเด็กที่ได้รับเงินอุดหนุนจะต้องมีเงื่อนไขตามเกณฑ์ คือมาเรียนไม่น้อยกว่า 80% ล่าสุดพบว่านักเรียนยากจนพิเศษที่รับทุน กสศ.ไป มาเรียนครบตามเกณฑ์ 98% ส่วนอีก 2% กสศ.ต้องไปติดตามว่าเด็กมีปัญหาอย่างไร รวมถึงเรื่องดัชนีมวลกาย หรือค่า BMI ซึ่งมีอยู่ราว 2 แสนคน หรือราว 30% ที่ยังมีน้ำหนัก ส่วนสูง ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ขณะที่ 1.3 แสนคนสูงเกินมาตรฐาน ตรงนี้เป็นสิ่งที่ กสศ.พยายามจะเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาที่ต้นทางให้ตรงจุด โดยจะนำงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลมาเรียนรู้ และทำงานร่วมกับสถาบันวิจัยในต่างประเทศและในประเทศเพื่อช่วยให้สังคม ผู้เสียภาษี มีความมั่นใจมากขึ้น” นายไกรยส กล่าว

หนุนคนรุ่นใหม่ประชุมผู้นำเยาวชนโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/396964?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

หนุนคนรุ่นใหม่ประชุมผู้นำเยาวชนโลก

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 – 13:45 น.
ประชุมสุดยอดผู้นำรุ่นใหม่,One Young World,ณัฐพล ปุณฑวชิรพันธ์,ธีร์ธวัช เกตุผ่อง
เปิดอ่าน 0 ครั้ง

หนุนคนรุ่นใหม่ประชุมผู้นำเยาวชนโลกสร้างผู้นำแห่งอนาคตแก้ปัญหาสังคม

การประชุมสุดยอดผู้นำรุ่นใหม่ “One Young World Summit 2019” ระหว่าง 22-25 ตุลาคม 2562 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จะมีผู้นำเยาวชนรุ่นใหม่เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 2,000 คน จากทั่วทุกมุมโลก โดยในการประชุมทุกครั้งจะได้รับเกียรติจากผู้นำระดับโลก อาทิ ศ.มูฮัมหมัด ยูนูส ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และบุคคลที่มีชื่อเสียงในระดับโลกหลากสาขาอาชีพ ที่จะมาร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้นำเยาวชนจากทั่วโลก

ปัจจุบันมีเครือข่ายผู้นำเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นจากเวทีนี้จำนวนกว่า 10,000 คนทั่วโลก และมีผู้คนมากกว่า 17.5 ล้านคนที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจากโครงการที่ดำเนินงานโดยทูตเยาวชน One Young World  ประเด็นในการประชุมปีนี้ ประกอบด้วยหัวข้อต่างๆ ที่เป็นปัญหาระดับโลกรวม 5 ด้าน ได้แก่ 1.การศึกษา (Education) : อนาคตของการเรียนรู้ ต้องถูกจินตนาการใหม่หรือไม่ 2.สุขภาพของโลก (Planetary Health) : การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อสุขภาพของโลกอย่างไร 3.เสรีภาพของการสื่อสาร (Media Freedom) : เราจะปกป้องความจริงได้อย่างไร 4.การบรรเทาความยากจน (Poverty Alleviation) : นวัตกรรมกับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ 5.อนาคตแห่งสันติภาพ (Peaceful Future) : ในโลกที่มีการแบ่งแยก เราจะสร้างสันติภาพได้อย่างไร

ที่ผ่านมา เครือเจริญโภคภัณฑ์ สนับสนุนให้ผู้นำเยาวชนไทยได้เปิดรับประสบการณ์ใหม่ที่เป็นระดับโลก บนเวทีการประชุมสุดยอดผู้นำเยาวชนระดับโลก มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งในปีนี้ดำเนินการภายใต้แนวคิด “IGNITE FUTURE LEADERS” หรือ “จุดประกายผู้นำแห่งอนาคต” ซึ่งคัดเลือกจากกลุ่มธุรกิจต่างๆ และเปิดรับจากภายนอกองค์กรด้วยรวมจำนวน 21 คน โดยมีการพิจารณาและคัดเลือกอย่างเข้มข้นเพื่อให้เป็นตัวแทนประเทศไทยในการร่วมประชุม

สำหรับตัวแทนผู้นำเยาวชนรุ่นใหม่ประเทศไทยที่ไปร่วมประชุมในครั้งนี้ คือ “ณัฐพล ปุณฑวชิรพันธ์” จากบริษัท แอสเซนด์ กรุ๊ป จำกัด  อายุ 25 ปี จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มีความสนใจประเด็นการศึกษา เคยทำกิจกรรมสมัยอยู่ชมรมจุฬาสู่ชุมชน ออกค่ายพัฒนาชุมชนในพื้นที่ห่างไกล ทำให้ได้พบเห็นความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาในสังคมไทย เพราะยังมีเด็กไทยจำนวนมากขาดโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งที่มีความสามารถแต่ขาดโอกาสที่จะได้แสดงศักยภาพนั้นออกมา จึงเกิดแรงบันดาลใจต้องการมีส่วนช่วยให้เด็กๆ ได้มีโอกาสพัฒนาตัวเองในแง่มุมต่างๆ โดยเฉพาะการสอนให้เด็กเกิด growth mindset เกิดแรงบันดาลใจในการค้นหาตัวเอง เกิดแรงบันดาลใจว่าตัวเองมีศักยภาพที่จะพัฒนาได้

ณัฐพล ปุณฑวชิรพันธ์

เขาเป็นอาสาสมัครของมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ ซึ่งจัดทำโครงการ Saturday School หรือโรงเรียนวันเสาร์ ซึ่งก่อตั้งด้วยแนวคิดว่าเด็กจะพัฒนาศักยภาพได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อได้เรียนในสิ่งที่สนใจ โดยได้เข้าไปช่วยสอนให้เด็กได้เรียนรู้วิธีการถ่ายรูป และสอดแทรกเรื่อง Design Thinking เพื่อให้เด็กๆ ได้ช่วยกันระดมความคิดเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน

ร่วมกับ TEDxBangkok จัดทำโครงการ TED Club ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาทั่วกรุงเทพฯ จำนวน 50 โรงเรียน เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้มีพื้นที่ปลอดภัยที่รับฟังความคิดและพวกเขาสามารถแสดงออกถึงความสามารถส่วนตัวได้ เช่น เด็กบางคนอาจจะเรียนไม่เก่ง แต่ร้องเพลงแร็พเก่ง นี่ก็ถือเป็นทักษะความสามารถอย่างหนึ่งที่เขาสามารถนำไปประกอบอาชีพ หรือก่อให้เกิดประโยชน์ในสังคมได้

ทั้งหมดนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจที่เข้ามาร่วมในโครงการซีพีสานฝันปันโอกาสสู่ผู้นำรุ่นใหม่ One Young World 2019 โดยคาดหวังว่า จะสามารถนำทั้งบทเรียนความสำเร็จ และความล้มเหลวเหล่านั้นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และนำสิ่งเหล่านั้นมาปรับใช้กับสิ่งที่ทำอยู่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำงานต่างๆ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

ธีร์ธวัช เกตุผ่อง

นอกจากนี้่ยังมี “ธีร์ธวัช เกตุผ่อง” จากกลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ อายุ 27 ปี จบปริญญาโทด้านโลจิสติกส์ จากมหาวิทยาลัยแครนฟิลด์ ประเทศอังกฤษ มีความสนใจในประเด็นการบรรเทาความยากจน เขามองว่าสาเหตุของความยากจนจากการศึกษาจะพบว่าปัจจัยหลักๆ มี 3 เรื่อง

คือ 1.การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ 2.ความสามารถในการที่จะประกอบอาชีพ และ 3.ความสามารถในการที่จะเข้าถึงแหล่งทุนในการแก้ปัญหาความยากจนนั้นต้องแก้ไขไปพร้อมกับการพัฒนาสังคม โดยเริ่มจากการพัฒนาการศึกษาที่มีคุณภาพที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ให้การศึกษาสามารถลงไปถึงคนในระดับรากหญ้า สามารถลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ด้วยการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดีย หรืออินเทอร์เน็ต ในการทำให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่มีคุณภาพได้

“ในเวที OYW เป็นเวทีที่รวมคนรุ่นใหม่กว่า 2 พันคนทั่วโลก ซึ่งก็มีทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว กำลังพัฒนา หรือว่าด้อยพัฒนา ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีนโยบายในการแก้ปัญหาที่ต่างกันออกไป การได้เข้าไปร่วมในเวทีนี้ทำให้ได้เห็นนโยบายด้านความยากจนต่างๆ ได้โอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการต่างๆ กับคนอื่นๆ เพื่อที่จะเก็บเกี่ยวองค์ความรู้เหล่านี้มาต่อยอดความเป็นไปได้เพื่อหาวิธีการที่จะแก้ปัญหาความยากจนในประเทศของเรา” ธีร์ธวัช อธิบาย

ศุภชัย เจียรวนนท์

 ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์หรือ ซีพี กล่าวว่า หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของการเป็นผู้นำ คือ “การสร้างความเปลี่ยนแปลง” เพื่อให้สังคมดีขึ้น ผู้นำที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จะต้องมีพื้นฐานของความรัก (Passion) และต้องมีความรู้สึกได้ถึงทุกข์สุขของผู้อื่นเสมือนเป็นตัวเรา (Compassion)

อย่างไรก็ตาม ในการเปลี่ยนแปลงโลกไม่ใช่เรื่องง่าย มีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวเพราะความสำเร็จและความล้มเหลวเปรียบเหมือนเหรียญ 2 ด้านที่อยู่คู่กัน จะต้องสำรวจให้ได้ว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้เรามีพลังไปสู่ความสำเร็จ และอะไรคือปัจจัยที่ทำให้เราหยุดหรือท้อแท้ ทั้งนี้เพื่อที่จะทำให้เราสามารถขับเคลื่อนและสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

บรรจุครูผู้ช่วย พลังหนุ่มสาวอีก 12 ตำแหน่ง ในสพม.37

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/396869?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

บรรจุครูผู้ช่วย พลังหนุ่มสาวอีก 12 ตำแหน่ง ในสพม.37

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 – 17:25 น.
บรรจุครูผู้ช่วย,ศธจน่าน,พลังคนหนุ่มสาว,สมพ37
เปิดอ่าน 20 ครั้ง

บรรจุครูผู้ช่วย พลังหนุ่มสาวคนรุ้นใหม่ อีก 12 ตำแหน่ง ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา ในสพม 37 ตามคำสั่ง ศธจ.น่านที่ 404/2562

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธบมศึกษา เขต 37 (สพม 37) ถนนแพร่-ลอง ต.ในเวียง อ.เมือง จ.แพร่ นายปัญญา หาแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 37 (ผอ.สพม 37) พร้อมด้วย

นางจีระพันธุ์ ภู่ระหงษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล สพม 37 รับรายงานตัวผู้สอบแข่งขันได้จากบัญชี กศจ.น่าน เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 37

 

และส่งตัวผู้สอบแข่งขันได้ เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย จำนวน 12 ราย ตามคำสั่งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่าน ที่ 404/2562 สั่ง ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ดังนี้

1. นางสาวจิตติมา คำมุง วิชาเอกภาษาอังกฤษ โรงเรียนบ้านหลวง

2. นายเอกพงษ์ชัย วุฒิ วิชาเอกภาษาอังกฤษ โรงเรียนนาหมื่นพิทยาคม

3. นางสาวโชติกา ยาวิไชย วิชาเอกภาษาอังกฤษ โรงเรียนไตรเขตประชาสามัคคี รัชมังคลาภิเษก

4. นางสาวกชพร พงษ์ธนรินทร์ วิชาเอกภาษาอังกฤษ โรงเรียนบ่อเกลือ

5. นางสาววิลันดา กอบกอง วิชาเอกภาษาอังกฤษ โรงเรียนแม่จริม

6. นางสาวจินดามาศ รักฉาย วิชาเอกภาษาอังกฤษ โรงเรียนนาหมื่นพิทยาคม

7. นางสาวจุฬาลักษณ์ เอมะสุวรรณ วิชาเอกสังคมศึกษา โรงเรียนบ่อเกลือ

8. นายพสธร ชูชื่น วิชาเอกสังคมศึกษา โรงเรียนมัธยมพระราชทานเฉลิมพระเกียรติ

9. นายทรงพิสิฐ ปิ่นสันเทียะ วิชาเอกสังคมศึกษา โรงเรียนบ่อเกลือ

10. นายพงษ์ศักดิ์ สำลีราช วิชาเอกศิลปศึกษา โรงเรียนบ่อเกลือ

11. นายธีรนัย วงค์เหมอะ วิชาเอกคอมพิวเตอร์ โรงเรียนนาหมื่นพิทยาคม

12. นางสาวเกศินี มูลต๊ะ วิชาเอกคอมพิวเตอร์ โรงเรียนสาธุกิจประชาสรรค์ รัชมังคลาภิเษก

ทั้งนี้ ครูผู้ช่วยที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการ  ตามคำสั่ง ศธจ.น่านที่ 404/2562  ในครั้งนี้เข้ารายงานตัวเมื่อวันที่ 1 พฏศจิกายน 2562 เป็นพลังคนรุ่นใหม่ วัยหนุ่มสาวที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนการศึกษาของเด็กไทย ในโรงเรียนมัธยมศึกษาพื้นที่จังหวัดน่าน

กนกวรรณ หนุนจัดงบอนุรักษ์อาคารสถานศึกษา อายุกว่า 102 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/396810?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กนกวรรณ หนุนจัดงบอนุรักษ์อาคารสถานศึกษา อายุกว่า 102 ปี

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 – 12:07 น.
กนกวรรณ,รมชศึกษาธิการ,หนุนจัดงบอนุรักษ์,อาคารสถานศึกษา
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

“กนกวรรณ” ตรวจเยี่ยม กศน.เลย หนุนจัดงบอนุรักษ์อาคารสถานศึกษา อายุกว่า 102 ปี

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.พะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ. และคณะลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ อาคารครุสัมนาคาร ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองเลย (กศน.อำเภอเมืองเลย) สังกัด สำนักงาน กศน. จังหวัดเลย โดยอาคารคุรุสัมนาคารแห่งนี้ เป็นอาคารเก่าสภาพทรุดโทรม มีอายุการใช้งานมากว่า 102 ปี  (พ.ศ.2460) และปัจจุบันใช้เป็นที่ทำการของ กศน.อำเภอเมืองเลย เพื่อให้บริการจัดการศึกษาสำหรับนักศึกษาและประชาชนในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดเลย มาตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2536

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์  รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า วันนี้ตนลงพื้นที่เพื่อตรวจราชการและติดตามงานตามนโยบายการศึกษาของหน่วยงานในการกำกับดูแล ในเขตจังหวัดเลย ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่ได้มาตรวจเยี่ยมและได้เห็นสภาพปัญหาในการดำเนินงานของพื้นที่อย่างแท้จริง โดยอาคารคุรุสัมนาคารแห่งนี้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงาน กศน.จังหวัดเลย เป็นอาคารไม้ 2 ชั้น ยาว 44 เมตร กว้าง 8เมตร มีประวัติอายุการใช้งานที่ยาวนาน กว่า 102 ปี เป็นอาคารไม้เก่าแก่ที่มีสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของท้องถิ่นที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ให้คงไว้เป็นสมบัติของชุมชน ซึ่งสำนักงาน กศน.จังหวัดได้เคยจัดสรรงบประมาณของจังหวัดในการปรับปรุงครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ.2554 โดยการทาสีอาคาร แต่เนื่องจากอายุการใช้งานที่ยาวนานจึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงหลายด้าน เพราะจากการรับฟังรายงานและตรวจเยี่ยม พบว่าสภาพอาคารโดยรอบมีความทรุดโทรมควรต้องได้รับการบูรณะซ่อมแซม พัฒนา ปรับปรุงให้เกิดความปลอดภัย พร้อมใช้งานโดยเร็ว โดยเฉพาะระบบสายไฟฟ้าภายในที่ไม่ได้รับการเปลี่ยนปรับปรุงมานานหลายปี เพื่อป้องกันอัคคีภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ รวมทั้งการปรับปรุงโครงสร้างอาคาร ฝ้าเพดาน รางน้ำและการทาสีอาคารโดยรอบ  ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ สำนักงาน กศน.จังหวัดเลยจัดทำข้อมูลรายละเอียดการซ่อมแซม ปรับปรุงอาคารสถานที่และระบบสาธารณูปโภคเสนอมายังต้นสังกัด เพื่อพิจารณาจัดสรรงบประมาณในการซ่อมบำรุงต่อไป

“อาคารคุรุสัมมนาคารเลย” ปัจจุบันเป็นอาคารที่ตั้งของ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองเลย สถานภาพเป็นสถานศึกษา ในราชการบริหารส่วนกลาง สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดเลย สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง ศึกษาธิการ ประกาศจัดตั้ง โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2531 ข้อ 6 ประกาศ ณ วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2536 ตามประกาศกระทรวง ศึกษาธิการ เรื่อง จัดตั้งศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ/กิ่งอำเภอ นายปราโมท สุขุมรมช.ศึกษาธิการ เป็นผู้ลงนาม โดยได้ใช้อาคารไม้ 2 ชั้น ยาว 44 เมตร กว้าง 8 เมตร ตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก มีอายุกว่า 102 ปี ซึ่งเดิมเป็นโรงเรียนสตรีเลยและเป็นที่ทำการหน่วยศึกษานิเทศก์และจัดประชุมสัมมนา เรียกชื่ออาคารนี้ว่า “คุรุสัมมนาคารเลย” และเป็นที่ทำการของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดเลย ตามลำดับ และปัจจุบันศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอเมืองเลย ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองเลย ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องบัญชีรายชื่อสถานศึกษาในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียนสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจของสถานศึกษาตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยพ.ศ. 2551 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2551

ประสาร แนะวิธีแก้เหลื่อมล้ำการศึกษา แบบลงทุนน้อยแต่ได้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/396794?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ประสาร แนะวิธีแก้เหลื่อมล้ำการศึกษา แบบลงทุนน้อยแต่ได้ผล

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 – 10:59 น.
แก้เหลื่อมล้ำการศึกษา,กสศ
เปิดอ่าน 40 ครั้ง

ดร.ประสาร ชี้ปัญหารัฐตัดงบประมาณ ย้ำแก้เหลื่อมล้ำการศึกษาตรงจุดแต่ลงทุนน้อย ได้ผลมาก เผยกสศ.เดินหน้า จับมือ J-PAL

3 พ.ย.2562-ดร.ประสาร ชี้ปัญหารัฐตัดงบประมาณ ย้ำแก้เหลื่อมล้ำการศึกษาตรงจุดแต่ลงทุนน้อย ได้ผลมาก เผยกสศ.เดินหน้า จับมือ J-PAL ดึงทีมวิจัยรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ 2019 ประเมินผลเพื่อพัฒนาเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไข

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ. ได้กล่าวปาฐกถา เรื่อง “นวัตกรรมในการจัดทำนโยบายเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาบทเรียนจากรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี พ.ศ. 2562” ที่ห้องประชุมสมานสโมสร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ้งภากรณ์ จัดเวทีเสวนาวิชาการ เรื่อง “จากรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2562 สู่การใช้นวัตกรรม ทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทย”

โดยดร.ประสาน ระบุว่า จากการที่ทางราชสถาบันวิทยาศาสตร์สวีเดน มอบรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2562 ให้แก่ นายอะบีจิต บาเนร์จี  นางเอสเธอร์ ดิวโฟล นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) และนายไมเคิล เครเมอร์ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นการยกย่อง “การนำนวัตกรรมการวิจัยเชิงทดลอง” (Experimental Research) มาสนับสนุนการวิจัยเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนา ตนเห็นว่าการมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้อาจจะมาได้ถูกที่ถูกเวลา  เพราะข้อมูลจากสถาบันสถิติแห่งองค์การยูเนสโก (UIS) ชี้ว่ายังมีเด็กเยาวชนมากกว่า 263 ล้านคนทั่วโลกที่ยังคงอยู่นอกระบบการศึกษา โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กวัยประถมศึกษามากกว่า 60 ล้านคน

ดร.ประสาร กล่าวว่า ที่น่ากังวลไปกว่าจำนวนเด็กนอกระบบ คือ ความก้าวหน้าในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาในทศวรรษที่ผ่านมา เริ่มชะลอตัวลง กลุ่มเป้าหมาย 5-10% สุดท้าย ยังเข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษาหรือต้องออกจากการเรียนกลางคัน ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ตัวเลขเด็กนอกระบบการศึกษาในระดับโลกเริ่มกลับมามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นระหว่างปี 2016-2017 อีกครั้ง   ในขณะที่ประเทศไทยเองยังมีเด็กเยาวชนในครอบครัวที่ยากจนและด้อยโอกาสอีกมากกว่า 670,000 คนที่มีอายุ 3-18 ปี และยังมีนักเรียนกลุ่มเสี่ยงในครอบครัวที่ยากจนและยากจนพิเศษอีกเกือบ 2 ล้านคนที่อาจจะหลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ดร.ประสาร กล่าวว่า จากสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของโลกที่มีแนวโน้มลดลงในอัตราที่ถดถอยมากซึ่งสะท้อนสภาพปัญหาที่มีความยากจนมากขึ้น ในขณะที่งบประมาณของภาครัฐและเงินบริจาคกลับมีแนวโน้มลดลง จึงมีความจำเป็นที่ผู้กำหนดนโยบายต้องเลือกใช้ มาตรการที่ลงทุนน้อย แต่ได้ผลมาก  ซึ่งนวัตกรรมการวิจัยเชิงทดลอง ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้จึงอาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบาย และหน่วยงานที่มีภารกิจลดความเหลื่อมล้ำและแก้ไขปัญหาความยากจนสามารถเลือกนโยบายที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาตามบริบทของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืน

“จากผลการวิจัยประเมินผลโครงการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามากกว่า 31 โครงการทั่วโลกด้วยกระบวนการ Randomized Control Trial (RCT) พบว่านโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยมาตรการที่เจาะจงไปที่ อุปสงค์ต่อการศึกษา (Demand for Education) ซึ่งเป็นมาตรการที่ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา ตรงตามความต้องการที่แท้จริงของฝั่งผู้เรียนและครอบครัว  หลายมาตรการให้ผลลัพธ์และความคุ้มค่าทางงบประมาณที่สูงกว่ามาตรการด้านอุปทานของการศึกษาที่เน้นผู้จัดการศึกษาเป็นตัวตั้ง เช่น “การลดต้นทุนการเข้าถึงการศึกษา” ด้วยการสนับสนุนเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข หรือ Conditional Cash Transfer (CCT) ต่ออัตราการมาเรียนของผู้เรียน ซึ่งเป็นมาตราการที่กสศ.ดำเนินการอยู่      หรือการสนับสนุน อาหารเช้า เครื่องแบบ และการเดินทาง แบบมีเงื่อนไข (Non-cash Conditional Transfer: NCT)” ดร.ประสาร กล่าว

ประธานกรรมการบริหาร กสศ. กล่าวว่า มาตรการที่แก้ปัญหาตรงความต้องการที่แท้จริงของนักเรียนและครอบครัว หรือเจาะจงไปที่อุปสงค์ ได้รับการสนับสนุนจากผลการวิจัยและการประเมินผลด้วยกระบวนการวิจัยเชิงทดลองมามากกว่า 58 งานวิจัย ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ในการทำงานของคณะนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลในปีนี้ และทีมงานของศูนย์วิจัย J-PAL แห่งมหาวิทยาลัย MIT และสถาบันทั่วโลกว่า สามารถเพิ่มอัตราการเข้าเรียน การสำเร็จการศึกษา และลดอัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษาของผู้เรียนจากครัวเรือนที่มีความยากจนได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และใช้งบประมาณน้อยกว่ามาตรการทางฝั่งอุปทาน อย่างการสร้างโรงเรียน สร้างห้องเรียนเพิ่ม หรือการเพิ่มครู

ดังนั้นการที่เด็ก เยาวชน หรือ ผู้ปกครอง ปฏิเสธการศึกษา แม้รัฐบาลจะสร้างโรงเรียน หรือจ้างครูเพิ่มเติมในพื้นที่ใกล้เคียงเด็กๆมากขึ้นแล้ว ไม่ใช่ว่าพวกเขาเป็นคนที่ขาดซึ่งเหตุผล หรือ ไม่เห็นความสำคัญของการศึกษาต่ออนาคตของบุตรหลาน แต่คนกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นการตัดสินใจ ด้วยมาตรการลดความเหลื่อมล้ำที่เข้าใจในอุปสงค์ต่อการศึกษาของพวกเขาอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับบริบทเฉพาะต่าง ๆ อย่างแท้จริง

ดร.ประสาร กล่าวว่า แม้สถานการณ์ของประเทศไทยในเรื่องความเหลื่อมล้ำนั้นแม้มีแนวโน้มในทางที่ดีขึ้นบ้าง  แต่ยังคงมีโจทย์สำคัญหลายเรื่องที่ประเทศไทยควรเร่งจัดการอย่างเป็นระบบก่อนที่จะส่งผลต่อเสถียรภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว   ยังมีหลายส่วนที่มีความซับซ้อน เชื่อว่าการแก้ไขต้องทำที่ต้นทาง เริ่มจากการทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ  ซึ่งหลายหน่วยงานทำอยู่ ขณะที่กสศ.มีหน้าที่เสริมความรู้ ข้อมูล รวมถึงค้นหาแนวทางใหม่ๆ หาสาเหตุว่าการที่เด็กและเยาวชนไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้เต็มที่ เพราะสาเหตุอะไร

“เด็กบางต้องเดินทางมาโรงเรียน บางคนอยู่ห่าง 20 กิโล เดินทางมา 20 บาท เดินทางกลับอีก 20  บาท  ถ้าพ่อแม่ขายปลาไม่ได้ เด็กต้องอยู่บ้าน เพราะไม่มีค่าเดินทาง  ไม่มีเงินกินอาหารเช้า  บางคนขาดเป็นบางวัน เพราะไม่มีชุดพละ  ในขณะที่ แจกเครื่องแบบนักเรียน ปูพรมไปทั้งประเทศ ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนสาธิตเกษตร บอกว่าไม่ต้อง เค้าซื้อเครื่องแบบให้ลูกได้ ครูก็รวบรวมเพื่อไปบริจาค  นี่คือสิ่งที่สะท้อนเรื่องของมาตรการฝั่งอุปทาน     พวกเราต้องระวังอย่าตกหลุมพรางว่า งานของกสศ.ซ้ำซ้อน  จนขอตัดงบประมาณ แต่ความจริงมันคนละวง คนละภารกิจ ความตั้งใจของคณะกรรมการบริหารกสศ. กสศ.จะไม่ทำงานในสเกลใหญ่ แต่เราจะหามุมเล่น รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้ ซึ่งเป็นการทำงานวิจัยในแนวทางเดียวกับสิ่งที่กสศ. ทำอยู่ จึงเป็นจังหวะที่ดีมาก เพื่อทำความเข้าใจว่า ที่คุณทำอยู่ใช้เงินมาก เน้นการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาจากฝั่งผู้จัดการศึกษา  แต่กสศ.จะเข้ามาเสริม ใช้ข้อมูลความรู้  ทำให้ถูกที่ถูกทาง เน้นมาตรการที่ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา ตรงตามความต้องการที่แท้จริงของฝั่งผู้เรียนและครอบครัว ซึ่งจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ  ประสิทธิผล  กสศ.ทำที่ต้นเหตุ ไม่ทิ้งปัญหายากจนข้ามชั่วคน  ในขณะที่แจกเงินชิมชีอปใช้ จะหมด รุ่นต่อไปก็หมด” ดร.ประสาร กล่าว

ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กสศ.ได้ร่วมประชุมหาแนวทางความร่วมมือทางวิชาการกับศูนย์วิจัย (Abdul Latif Jameel Poverty Action Lab) J-PAL แห่งมหาวิทยาลัย MIT สาขาภูมิภาคอาเซียน ณ ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อพัฒนากรอบแนวทางความร่วมมือเพื่อวิจัยประเมินผลโครงการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของกสศ. ด้วยเครื่องมือนวัตกรรมการวิจัยเชิงทดลอง (Randomized Controlled Trials: RCT) ซึ่งเป็นแนวทางของนักวิจัยรางวัลโนเบลด้านเศรษฐศาสตร์ในปีนี้ โดยศูนย์วิจัย J-PAL จะคัดเลือกทีมนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย MIT และ สถาบันวิชาการภาคี เพื่อมาสนับสนุนการทำงานวิจัยประเมินผลโครงการของ กสศ. ในประเทศไทย โดยอาจจะเริ่มทดลองในบ้างพื้นที่ก่อนในปีการศึกษา 1/2563 นี้

เนื่องจากกสศ.มีงบประมาณที่จำกัดไม่สามารถดำเนินงานได้ทั้งประเทศ การประเมินผลลักษณะนี้ จะช่วยให้มีผลการวิจัยที่มีคุณภาพสูงเพื่อประกอบการตัดสินใจปรับปรุงพัฒนามาตรการเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาให้แก่ กสศ. และหน่วยงานภาคี หรือกำหนดทิศทางการทำงานของกสศ.ว่าควรมุ่งทำงานในส่วนไหนก่อน ภายใต้งบประมาณที่จำกัด และทำอย่างไรให้งานของกสศ.สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างยั่งยืนแท้จริง คาดว่าจะได้เห็นรูปธรรมในช่วงกลางปีหน้าที่ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการทำงานของทีมนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลร่วมกับทีมนักวิจัยในประเทศไทยเพื่อพัฒนามาตรการเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาที่ กสศ. และ หน่วยงานภาคีดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

“กสศ. พยายามจะช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำให้ตรงจุด โดยเฉพาะปัญหาในฝั่งอุปสงค์ทางการศึกษา (Demand-side) ทั้งเรื่องการลดต้นทุนในการเข้าสู่ระบบการศึกษา และการประเมินคุณค่าในการศึกษาต่อของผู้เรียนจากครอบครัวที่ยากจน ซึ่งเป็นมาตรการที่ใช้เงินไม่มาก แต่ผลการวิจัยจากนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลพบว่าได้ผลต่อความเสมอภาคสูง (High-impact)  เช่น โครงการเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข (Conditional Cash Tranfer: CCT) นั้นเด็กๆ ที่ได้รับเงินอุดหนุนไปจะต้องมีเงื่อนไขตามเกณฑ์คือมาเรียนไม่น้อยกว่า 80 % ซึ่งข้อมูลล่าสุดพบว่านักเรียนยากจนพิเศษที่รับทุนกสศ.ไป มาเรียนครบตามเกณฑ์ 98  %  ส่วนอีก 2% กสศ.จะต้องไปติดตามว่าเด็กมีปัญหาอย่างไร  รวมถึงเรื่องดัชนีมวลกาย หรือ ค่า BMI ซึ่งมีอยู่ราว 2 แสนคน หรือราวร้อยละ 30 ที่ยังมีน้ำหนัก ส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ขณะที่ 1.3 แสนคนสูงเกินมาตรฐาน ตรงนี้เป็นสิ่งที่ กสศ. พยายามจะเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาที่ต้นทางให้ตรงจุดจากการนำงานวิจัยทางเศรษฐศาตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลมาเรียนรู้ และทำงานร่วมกับสถาบันวิจัยในต่างประเทศและในประเทศเพื่อช่วยให้สังคม ผู้เสียภาษี มีความมั่นใจมากขึ้น ว่า กสศ. เราจะใช้เงินเหล่านั้นไปถึงตัวเด็กเยาวชน และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้มีประสิทธิภาพสูงสุดของเงินที่ได้รับมาทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับมาทั้งจากรัฐบาล และจากการบริจาคของภาคเอกชนและประชาชน” ดร.ไกรยส กล่าว

นักท่องเที่ยว ชมหุ่นฟางโคราช สุดปัง ตกวันละหมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/396605?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

นักท่องเที่ยว ชมหุ่นฟางโคราช สุดปัง ตกวันละหมื่น

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 – 01:29 น.
หุ่นฟางยักษ์,มทรอีสาน,หุ่นฟางโคราช
เปิดอ่าน 126 ครั้ง

นักท่องเที่ยว ชมหุ่นฟางโคราช สุดปัง ตกวันละหมื่น สร้างสีสันและเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเมืองโคราช “อธิการบดีมทร.อีสาน” เผยรอบหน้าจัดเต็มแสงสีเสียง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิโรจน์ ลิ้มไขแสง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน(มทร.อีสาน)เผยว่า สืบเนื่องจากการที่ มทร.อีสาน ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรม จังหวัดนครราชสีมา จัดเทศกาลหุ่นฟางโคราช ณ ศูนย์หนองระเวียง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้โครงการเมืองศิลปวัฒนธรรมArt and Cultureสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์Thailand Biennale Korat2020

ที่ระดมช่างฝีมือ และนักศึกษาระดับอุดมศึกษา จากหลากหลายสถานศึกษาทั่วประเทศ มาโชว์ฝีมือเชิงประติมากรรมประดิษฐ์หุ่นฟางเชิงศิลป์ ซึ่งแบ่งการประกวดออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทประชาชนทั่วไปในหัวข้อชาวบ้านไทยได้ประโยชน์ และประเภทนักศึกษาระดับอุดมศึกษา หัวข้อบรรพชีวินถิ่นโคราช

 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิด โอกาสให้เยาวชน และประชาชนได้มีโอกาสเรียนรู้ และสร้างสรรค์ศิลปะในประติมากรรมหุ่นฟางร่วมสมัย เทศกาลหุ่นฟางยักษ์โคราช ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพ“Biennale Korat2020 ซึ่งจะมีการจัดขึ้นระหว่างเดือนธันวาคม 2563 ถึงมีนาคม 2564 ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา

                                        ผศ.ดร.วิโรจน์ ลิ้มไขแสง

ผลการประกวดหุ่นฟางประเภทประชาชนทั่วไป รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีมองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวศาลา กับผลงาน ดอกบัว รางวัลดีเด่น 3 รางวัล ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองระเวียง ผลงานไก่,ทีมนครฟาง ผลงานซุปเปอร์บัฟ และทีมหุ่นไล่กา ผลงานหุ่นไล่กา

ส่วนรางวัลชมเชย 6 รางวัล ได้แก่ สำนักงานเทศบาลตำบลหัวทะเล ผลงาน ควายเขาเล,องค์การบริหารส่วนตำบลพะเนา ผลงาน ควายไถนา,องค์การบริหารส่วนตำบลมะเริง ผลงานม้า,สำนักงานเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม ผลงานม้าทรอย,ทีมสุ่ม ผลงานสุ่ม และทีมก้อนฟาง ผลงานหมูบิน

ประเภทอุดมศึกษา รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีมมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผลงาน หนอนไหม รางวัลดีเด่น 3 รางวัล ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ผลงาน ช้างสเตโกดอน,มหาวิทยาลัยทักษิณ ผลงานคางคก,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ผลงานกระทิง

ส่วนรางวัลชมเชย 4 รางวัล ได้แก่มหาวิทยาลัยบัณฑิตพัฒนศิลป์ ผลงาน เปลือกหอย,มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผลงานกิ้งก่า,มหาวิทยาลัยศิลปากร ผลงานเจ้าสีสวาด และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ผลงานปลาโบราณ

ซึ่งผลงานทั้งหมดนี้เราได้นำมาจัดแสดงภายในงานเทศกาลหุ่นฟางยักษ์โคราช โดยเปิดให้ประชาชนและผู้สนใจชมและถ่ายภาพได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และภายหลังจากเปิดตัวเทศกาลหุ่นฟางโคราชไปเมื่อต้นเดือนกันยายนนั้น เราพบว่าปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาจากพื้นที่ใกล้เคียงและมาจากทั่วประเทศอย่างล้นหลาม เข้ามาชมงานอย่างต่อเนื่องวันละร่วมหมื่นคน

โดยเฉพาะวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เบื้องต้น มทร.อีสาน ได้มีการบริหารจัดการในส่วนต่างๆ ทั้งที่จอดรถ ห้องน้ำ และการจัดระเบียบพ่อค้าแม่ค้า เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต ขณะนี้เราได้มีการจัดทำคู่มือเที่ยวงานฉบับย่อเผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊ก มทร.อีสาน– RMUTIและเฟสบุคเทศกาลหุ่นโคราช ให้แก่ผู้ประชาชนและผู้สนใจได้ศึกษาและทำความเข้าใจก่อนไปเที่ยวงาน รวมถึงการรวมพลังของนักศึกษาจิตอาสา ที่ร่วมแรงร่วมใจในการบำรุงรักษาพื้นที่ เก็บขยะ และอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวภายในบริเวณงาน เพื่อความสะอาดและคงความสวยงามของพื้นที่

ภายในงานยังมีการเปิดรับบริจาคเงินสมทบทุนในการบำรุงหุ่นฟาง เพื่อให้หุ่นฟางที่จัดแสดงยังคงความสวยงามตามสภาพเดิมให้ได้มากที่สุด ซึ่งนอกจากหุ่นฟางทั้ง 18 ตัวนี้แล้ว เรายังมีสมาชิกหุ่นฟางใหม่เพิ่มขึ้นอีก นั่นคือ แมวสีสวาดครับเป็นแมวสายพันธุ์ของโคราช ซึ่งจะเข้ามาร่วมสร้างสีสันให้นักท่องเที่ยวเพิ่มอีกครับ

จากความสำเร็จในครั้งนี้ เราได้มีการต่อยอดร่วมกับผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัดนครราชสีมา ในการพัฒนาหุ่นฟางให้มีความน่าสนใจในอีกมิติหนึ่ง คือ การใส่แสงสีเสียง เข้าไปให้หุ่นฟางเสมือนมีชีวิต ทำให้พื้นที่นี้มีชีวิตชีวาและดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวอีกด้วย

   นอกจากจะสร้างสีสันและนับเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเมืองโคราชให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมแล้ว หุ่นฟางเหล่านี้จะถูกจัดแสดงยาวไปจนถึงการจัดประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่ 10 ทรัพยากรไทย : ชาวบ้านไทยได้ประโยชน์ ปี 2562 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับ มทร.อีสาน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 5 ธันวาคม 2562 อีกด้วย

 อนึ่งผู้สนใจสามารถเข้าชมหุ่นฟางได้ที่ งานเทศกาลหุ่นฟางโคราช ณ ศูนย์หนองระเวียง มทร.อีสาน ต.หนองระเวียง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ในวันพุธ–อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.30–16.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 044-233000Facebook:เทศกาลหุ่นฟางโคราช

ทีเอ็มบีมอบโอกาสคืนสู่ชุมชนประมูลผลงานศิลปะเพิ่มโอกาสเยาวชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/396469

ทีเอ็มบีมอบโอกาสคืนสู่ชุมชนประมูลผลงานศิลปะเพิ่มโอกาสเยาวชน

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 09:32 น.
ทีเอ็มบี,ธนาคารทหารไทย,งานศิลปะ,เยาวชน
เปิดอ่าน 17 ครั้ง

ทีเอ็มบีมอบโอกาสคืนสู่ชุมชนประมูลผลงานศิลปะเพิ่มโอกาสเยาวชน 

ทีเอ็มบี หรือธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ริเริ่มโครงการไฟ-ฟ้า ขึ้นในปี 2552 ภายใต้ปรัชญา “TMB Make THE Difference” มอบโอกาสและปลูกฝังให้เยาวชนอายุ 12-17 ปี รู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์เชิงศิลปะและพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต (Art & Life skills) โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อให้เยาวชนเติบโตเป็นผู้ที่มีความพร้อมในการเป็นผู้นำที่มีคุณภาพและเป็นบุคลากรที่มีความคิดสร้างสรรค์ เพื่อนำสิ่งที่ได้เรียนรู้คืนสู่ชุมชนและเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

 “ทิฆัมพร รักษากิจ” เยาวชนจากศูนย์ไฟ-ฟ้าบางกอกน้อย ปัจจุบันเรียนอยู่ปี 1 วิทยาลัยอาชีวศึกษาแห่งหนึ่ง เล่าว่า สิ่งที่ได้จากการเข้ามาเรียนรู้ในศูนย์แห่งนี้ ทำให้เด็กๆ ในย่านนี้รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์มากขึ้น และเพิ่มทักษะการใช้ชีวิต สามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปต่อยอดเป็นอาชีพได้ ที่สำคัญสอนให้มีจิตอาสา รู้จักแบ่งปันกลับคืนให้แก่ชุมชน นอกจากนี้ ยังเรียนรู้ที่จะทำงานเป็นทีม สอนให้ปรับตัวในการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งเพื่อนๆ หลายคนมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเข้ามาเรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกันในศูนย์

ลายน้ำทอง 2 โดย อ. ถวัลย์ ดัชนี

ก่อนเข้ามาเรียนรู้ในศูนย์ ทิฆัมพรติดโทรศัพท์มาก แต่เมื่อเข้าไปเรียนคลาสมวยไทยและศิลปะ เพื่อเอาไว้ป้องกันตัว และคลาสศิลปะเพราะชอบวาดรูป จะนำไปประยุกต์ใช้ในการตกแต่งหน้าตาและภาชนะที่ใส่อาหารให้ดูดีมีสีสัน ในอนาคตมีความฝันอยากเป็น “เชฟ” และอยากก้าวไปสู่รั้วมหาวิทยาลัยชื่อดังที่สอนในเรื่องการทำอาหาร

ในโอกาส 10 ปีของโครงการไฟ-ฟ้า ทีเอ็มบีจึงได้ร่วมกับคริสตี้ส์ ประเทศไทย จัดประมูลภาพศิลปะการกุศล Charity Art Auction ภายใต้แนวคิด The Mastery that Inspires the Ordinary คัดเลือกผลงานชิ้นเอกทั้ง 15 ผลงานจากอัครศิลปินและศิลปินแห่งชาติ อาทิ ผลงานจาก อ.ถวัลย์ ดัชนี, อ.ประเทือง เอมเจริญ, อ.ปรีชา เถาทอง, อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต นำมาประมูล หารายได้นำไปใช้ในกิจกรรมของโครงการ

ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี บอกว่า เป็นโอกาสดีที่ทีเอ็มบี และ คริสตี้ส์ ได้ร่วมทำสิ่งดีๆ ด้วยกัน โดยคริสตี้ส์ไม่คิดค่าตอบแทนจากการดำเนินการประมูล ทำให้รายได้ทั้งหมดจากการประมูลภาพในงาน Charity Art Auction นี้ จะนำเข้าสู่มูลนิธิทีเอ็มบีเพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมของโครงการไฟ-ฟ้า และโครงการสาธารณกุศลต่างๆ ต่อไป”

งานประมูลในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นอีกครั้งของประวัติศาสตร์การประมูลที่มีผลงานศิลปะจากอัครศิลปินและศิลปินแห่งชาติของไทยมากถึง 15 ภาพ แต่การประมูลครั้งนี้จะสร้างประโยชน์ให้แก่เยาวชน สังคมและประเทศไทยด้วย ประภาวดี โสภณพนิช ผู้จัดการทั่วไปสถาบันประมูลคริสตี้ส์ ประเทศไทย กล่าวว่า จะเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมผลงานทรงคุณค่าในวันที่ 12 พฤศจิกายน ตั้งแต่เวลา 11.00-16.00 น. และงานประมูล Charity Art Auction จะจัดขึ้นในวันเดียวกัน ตั้งแต่เวลา 18.00-21.30 น. ณ โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ

ฃ ปิติ ตัณฑเกษม

นอกจากผลงานศิลปินแห่งชาติแล้ว ยังมีผลงาน  “ผู้หญิงในชุดแดง” ของอาจารย์ จินตนา เปี่ยมศิริ ศิลปินหญิงที่มีผลงานโดดเด่นฝากฝีมืองานภาพประกอบไว้ในหนังสือพระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก” ด้วย ซึ่งภาพผู้หญิงในชุดแดงเกิดจากความตั้งใจที่จะแสดงความรู้สึกและแรงบันดาลใจจากพื้นถิ่น โดยวิธีการนำเสนอไม่ใช้เทคนิคการวาดภาพเหมือนจริง แต่ใช้พู่กันค่อยๆ ป้าย ค่อยๆ แต้ม ค่อยๆ ผสมสี เพื่อค่อยๆ เรียงร้อยความทรงจำที่มีต่อพื้นถิ่นลงไปในงานชิ้นนี้ ซึ่งรู้สึกยินดีมากที่เป็นหนึ่งในผลงานที่นำมาประมูลในครั้งนี้

ร่วมด้วยผลงานของเยาวชนในโครงการไฟ-ฟ้า ไม่ว่าจะเป็นผลงานภาพเขียน “พระปรางค์วัดอรุณ” ของ “ธีรภัทร์ เกลี้ยงล่ำ” หรือ น้องแทน ที่ได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งในผลงานเข้าร่วมประมูลครั้งนี้ ซึ่งได้พัฒนาทักษะการวาดรูป การใช้สี และเทคนิคการสร้างผลงานจากครูอาสาสมัครเข้าที่มาสอน

ผลงาน “ต้นไม้กับสายน้ำ” ของ “ดุษฎี ถิรธนกุล” ที่จะนำเข้าสู่การประมูล ซึ่งสะสมประสบการณ์จากศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้ามาหลายปี ทำให้ได้เทคนิคการวาด การใช้สีจนมีความเข้าใจมากขึ้น จนค่อยๆ พัฒนาผลงานตามสไตล์ของตัวเอง

รูปทรงแสงบนหอไตร วัดพระสิงห์ โดย อ.ปรีชา เถาทอง

รวมทั้ง 2 ผลงาน “Light Horse” และ “ช้างใต้เงามืด” ของ “เศรษฐศิริ ชนะภัย” ที่ค้นพบความชอบของตัวเองในเรื่องศิลปะ และได้รับโอกาสในการพัฒนาโดยครูและหลักสูตรของไฟ-ฟ้า ซึ่งผลงานทั้งสองชิ้นเกิดจากความสนใจในสัตว์สองชนิด คือ ช้างและม้า ที่เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทย นำเสนอด้วยเทคนิคพิเศษ จึงทำให้มุมมองของงานเปลี่ยนไป ซึ่งเป้าหมายในชีวิตต่อไปก็อยากที่จะพัฒนาทักษะศิลปะให้ดียิ่งขึ้น เพื่อที่จะสร้างสรรค์ผลงานและเป็นศิลปินในอนาคต

อาจารย์จินตนา เปี่ยมศิริ เจ้าของผลงาน ผู้4

ว่ากันว่าภาพที่นำมาประมูลครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นผลงานชิ้นสำคัญระดับมาสเตอร์พีซของศิลปินรุ่นใหญ่และศิลปินแห่งชาติ จึงนับเป็นงานประมูลครั้งประวัติศาสตร์ มีกิจกรรมที่เปิดให้สาธารณชนเข้าชมฟรีก่อนการประมูล ซึ่งจะว่าไปแล้ววงการศิลปะยังต้องการการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ซึ่งโครงการไฟ-ฟ้า ของทีเอ็มบี เป็นอีกโครงการที่ได้มอบโอกาสให้แก่เด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสแต่มีความสนใจในศิลปะได้พัฒนาทักษะอย่างมีแนวทางที่ชัดเจน ซึ่งเป้าหมายของโครงการประมูลครั้งนี้จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาและมอบโอกาสให้แก่เยาวชนในการพัฒนาเชิงศิลปะต่อไป

เวสสันดรชาดก โดย อ. ถวัลย์ ดัชนี

อาเซียนเอกฉันท์ รับรองเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิแห่งชาติประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/396431

อาเซียนเอกฉันท์ รับรองเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิแห่งชาติประเทศไทย

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 00:30 น.
มติเอกฉันท์,กรอบคุณวุฒิแห่งชาติประเทศไทย,ประเทศกลุ่มอาเซียน,รับรองการเทียบเคียง
เปิดอ่าน 42 ครั้ง

ประเทศกลุ่มอาเซียน มีมติเป็นเอกฉันท์ 9:0 รับรองรายงานการเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิแห่งชาติประเทศไทย สู่กรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF)

  ในการประชุมคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF) ครั้งที่ 7 และการประชุมเชิงปฏิบัติการ (The Seventh AQRF Committee Meeting and Workshop) ระหว่าง วันที่ 28 – 30 ตุลาคม 2562 ณ เมืองยอกยาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งประเทศไทยมีตัวแทนเข้าร่วมประชุม นำทีมโดย ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา ดร.ศิริพรรณ ชุมนุม ผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาคณะกรรมการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) นางสาวจุลลดา มีจุล รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และนายพุทธิกร รัชตะทรัพย์ ส่วนงานความร่วมมือ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และคณะ

 การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญเกี่ยวกับประเทศไทย คือการรับรองรายงานการเทียบเคียง กรอบคุณวุฒิแห่งชาติของประเทศไทย (National Qualification Framework) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ สู่กรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (ASEAN Qualification Reference Framework) หรือ AQRF จากการประชุมที่ผ่านมาประเทศสมาชิกอาเซียนได้เรียนรู้ข้อกำหนดและเงื่อนไขต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเขียนรายงานตามแนวทางและเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งคณะกรรมการกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน ได้กำหนดไว้ทั้งหมด 11 เกณฑ์ โดยมุ่งเน้นให้เห็นความสำคัญและประโยชน์ของกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ การส่งเสริมให้เกิดการรับรองคุณวุฒิ กระตุ้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาไปสู่การเรียนรู้ตามอัธยาศัย สนับสนุนการเคลื่อนย้ายผู้เรียนและแรงงาน สร้างความเข้าใจที่ดีด้านระบบคุณวุฒิในทุกมิติ ตลอดจนการส่งเสริมให้ระบบคุณวุฒิมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดเป็นไปเพื่อสร้างความมั่นใจในการรับรองคุณวุฒิต่างๆ ทั้งในภาคการศึกษาและแรงงาน

ล่าสุด คณะกรรมการกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนมีมติเอกฉันท์ 9:0 ประเทศไทยงดออกเสียง ได้รับรองรายงานการเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิแห่งชาติของไทย สู่กรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน ซึ่งคณะทำงานกรอบคุณวุฒิแห่งชาติได้กำหนดขั้นตอนและกระบวนการอย่างละเอียดในการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยภาคการศึกษา ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กรมเจรจาการค้า กรมอาเซียน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ส่วนภาคพัฒนากำลังคน มีสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ร่วมกันจัดทำข้อมูลตาม 11 เกณฑ์อย่างมีหลักการและมีส่วนร่วม

    สำหรับการเทียบเคียงกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ สู่กรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียนจะส่งผลต่อการหมุนเวียนกำลังคนทั้งกลุ่มนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งกำลังคนในอาชีพ ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็ง และเพิ่มโอกาส มูลค่าทางเศรษฐกิจ รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศสมาชิก

ขณะที่สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน การดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เตรียมพร้อมนำกรอบคุณวุฒิวิชาชีพที่ได้ดำเนินการเทียบเคียงสู่กรอบคุณวุฒิแห่งชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้นมาใช้ดำเนินการ เพื่อให้ทุกประเทศเชื่อมั่นในการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ และหนังสือรับรองมาตรฐานอาชีพจาก สคช. ว่าสามารถเทียบเคียงและเป็นที่ยอมรับในระดับอาเซียน และ สคช. ยังพร้อมส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มศักยภาพและยกระดับสมรรถนะกำลังคนอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐาน เพราะสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ที่นี่มืออาชีพ

ยึดประโยชน์เด็กขอคืนใบประกอบวิชาชีพ-ไม่ปรับโครงสร้างศธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/396261

ยึดประโยชน์เด็กขอคืนใบประกอบวิชาชีพ-ไม่ปรับโครงสร้างศธ.

วันที่ 31 ตุลาคม 2562 – 14:15 น.
ใบประกอบวิชาชีพ,การศึกษา
เปิดอ่าน 13 ครั้ง

ยึดประโยชน์เด็กเป็นศูนย์กลางขอคืนใบประกอบวิชาชีพ-ไม่ปรับโครงสร้างศธ. โดย…   ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

ในที่สุดบุคลากรสพท.ทั่วประเทศกว่า 1,000 คน แต่งชุดดำจากสำนักงานเขตพื้่นที่ทั่วประเทศ ก็ได้มายื่นข้อเสนอขอปรับแก้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ขอคืนใบประกอบวิชาชีพ ตำแหน่ง ผอ. ไม่ปรับโครงสร้างศธ. ขอแยกงานบุคคลออกจาก กศจ. และยกเลิกคำสั่ง คสช. ต่อสมาชิกวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  โดยยึดประโยชน์ของเด็กเป็นหลัก เชื่อการศึกษาแนวทางนำพาประเทศ โดยให้เด็กเป็นศูนย์กลาง

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม เวลา 08.30 น. บริเวณหน้ารัฐสภา กลุ่มบุคลากรสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ กว่า 1,000 คน ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อสมาชิกวุฒิสภา(สว.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) โดยมี ปรีชา บัววิรัตน์เลิศ สมาชิกวุฒิสภา เป็นตัวแทนรับหนังสือ

ธนชน มุทาพร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ชัยภูมิ เขต 1 ในฐานะประธานชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การมาในครั้งนี้ เพื่อเรียกร้องใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1.ข้อเสนอการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่ผ่านการประชาพิจารณ์จากองค์กรครูทั่วประเทศ ซึ่งได้เสนอสิ่งที่ต้องการ มี 4 หลักใหญ่ๆ คือ 1.ต้องการขอคืนใบประกอบวิชาชีพครู กลับมาให้คุณครู ไม่เอาใบรับรองความเป็นครู เพราะมีการหมกเม็ดหลายอย่าง

พร้อมกันนี้ได้ขอตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษากลับมาคืนมา ไม่เอาตำแหน่งครูใหญ่ ขอพื้นที่ให้บุคลากรทางการศึกษาอื่นๆ ตามการให้โอนบุคลากรการศึกษาอื่นๆ ตามมาตรา 38 ค (2) ซึ่งเขาไม่มีที่ยืนใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ปรากฏว่าไม่มีชื่ออยู่ ขอให้ได้รับความก้าวหน้าเหมือนตำแหน่งอื่นๆ และขอให้การปรับโครงสร้างของศธ. จะไม่เป็น ซิงเกิล คอมมานด์ ให้ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้สั่งการเพียงผู้เดียว

2.ขอแยกงานบุคคลออกจากคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.). เพราะ กศจ.แม้เป็นสิ่งที่ดี และบริหารจัดการหลายอย่างได้ แต่ติดหล่มงานบุคคล ความล้มเหลวของการศึกษาในภูมิภาคเกิดจาก กศจ. เนื่องจากเขาไม่ได้ทำงานแผนงานยุทธศาสตร์ จึงต้องมายื่นร่าง พ.ร.บ.ระเบียบครูและบุคลากรทางการศึกษา อีกหนึ่งฉบับ เพื่อแยกงานบุคคลออกจาก กศจ. และจากการสำรวจความคิดครูทั่วประเทศ ประมาณ 63,277 คน พบว่า 96% ไม่ต้องการอยู่กับ กศจ. ขอมาอยู่กับเขตพื้นที่ หรือหน่วยงานอื่นๆ และ 3.ขอให้รัฐสภา และนายกรัฐมนตรี ออก พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่งที่ 19/2560 และที่ 12560 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ความซ้ำซ้อนจะหายไป

“เรามาด้วยใจ มาด้วยแรงกดดันหลายปี เพราะที่ผ่านมาพี่น้องเพื่อนครูเรามายื่นหนังสือตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข ครั้งนี้เป็นการแสดงเจตนารมณ์ต่อ ส.ส. ซึ่ง ส.ส.ท่านใด ให้ความใส่ใจ องค์กรครูเราจะสนับสนุนท่านตลอดไป” ธนชน กล่าว

ปรีชา กล่าวว่า เบื้องต้นจะรับข้อเสนอทั้งหมดและไปศึกษาเพื่อหาแนวทางว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะ ส.ว.มีหน้าที่ในการศึกษาและขับเคลื่อนการปฏิรูปต่างๆ ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษาดูว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ โดยในส่วนของข้อเรียกร้อง หรือการนำไปสู่การพัฒนาครูนั้นจะต้องดูทั้งระบบและหลักการทำงาน เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายนโยบายของผู้กำกับ ผู้ปฎิบัติ และผู้สนับสนุนต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน ทั้งในส่วนของการกระจายอำนาจ และความรับผิดชอบ เพราะการกระจายอำนาจต้องมีส่วนร่วมด้วย ทุกคนต้องเข้ามาร่วมคิดร่วมทำ ร่วมพิจารณาว่าจะเป็นอย่างไร

“ประเด็นของทุกคนจะไม่ถูกทิ้ง จะต้องหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพื่อนำพาประเทศชาติ โดยให้เด็กเป็นศูนย์กลาง ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใบรับรองความเป็นครู ว่าจะเอาหรือไม่เอา ต้องคำนึงว่าไม่ใช่เอาใครก็ได้มาเป็นครู โดยอาจจะมีหลักสูตรที่รับรองความเป็นครู อาจจะเป็นใบแรก ส่วนเด็กที่เรียนครูจบมา 5 ปี ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับใบรับรองความเป็นครู แต่ต้องมีกระบวนการที่เหมาะสม และในส่วนผู้อำนวยการ ทุกท่านมองว่าดีอยู่แล้ว ดีอย่างไร ต้องมีการพิจารณาถึงการเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนจะส่งผลกระทบต่อนักเรียนหรือไม่ รวมถึงต้องมองโลกข้างหน้าว่าไปถึงไหนกันแล้ว อะไรที่ดีเราก็จะรักษาไว้ แต่ต้องดูองค์ประกอบในภาพรวม การจะนำพาประเทศไปสู่การปฏิรูปโดยใช้การศึกษาในการสร้างคนได้นั้น ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน และดูองค์ประกอบอื่นๆ ร่วมด้วย โดยยึดหลักการกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วมของทุกคน ซึ่ง ส.ว.พร้อมรับฟังปัญหาของทุกคน” ปรีชา กล่าว

ด้าน มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ กล่าวว่า วันนี้จะมี 5 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคพลังท้องถิ่นไท พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย พรรคประชาธรรมไทย พรรคไทยศรีวิไลย์ และพรรคครูไทยเพื่อประชาชน รวมถึงพรรคฝ่ายค้านอิสระก็จะมาร่วมรับข้อเสนอของกลุ่มครูและบุคลากรทางการศึกษา เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และแต่ละพรรคก็ได้ติดตามเรื่องนี้มาตลอด และเห็นด้วยกับข้อเสนอของบุคลากรครูทางการศึกษา ซึ่ง รมว.ศึกษาธิการ ควรทำเรื่องอื่น ที่ไม่ใช่ทำเรื่องการปรับโครงสร้าง การบริหารโรงเรียน เขตการศึกษาที่ดีต้องกระจายอำนาจไม่ใช่อำนาจเบ็ดเสร็จ

ดังนั้น การรับหรือไม่รับร่างหลักการดังกล่าวเป็นหน้าที่ของ ส.ส. ซึ่งถ้าร่างกฎหมายดังกล่าวเสนอโดยรัฐบาลทั้งที่เป็นสิ่งที่บุคลากรทางการศึกษาไม่พอใจ และกลุ่ม 5 พรรคก็เห็นต้องกันว่าจะไม่รับหลักการดังกล่าว เมื่อเกิดการรวมตัวของ 5 พรรค ซึ่งมีทั้งหมด 8 เสียงที่จะไม่รับหลักการดังกล่าว หากรัฐบาลยังเสนอย่อมส่งผลกระทบต่อรัฐบาลอย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลมีเสียง 250 เสียง ถ้าตัดไปอีก 8 เสียง รัฐบาลก็แพ้ และถ้ารัฐบาลเสนอและแพ้ตั้งแต่รับหลักการของร่าง พ.ร.บ.ที่สำคัญ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งหมดต้องลาออก คาดว่ารัฐบาลไม่กล้าเสี่ยงเสนอในสิ่งที่บุคลากรทางการศึกษาไม่พอใจ ไม่เห็นด้วย