คุณหญิงกัลยา ถกญี่ปุ่น เตรียมพร้อม Digital smart farming

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/396217

คุณหญิงกัลยา ถกญี่ปุ่น เตรียมพร้อม Digital smart farming

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 – 19:35 น.
คุณหญิงกัลยา,ถกความร่วมมือญี่ปุ่น,คุณหญิงโค้ดดิ้ง,Digital smart farming
เปิดอ่าน 4 ครั้ง

คุณหญิงโค้ดดิ้ง-ผอ.สสวท. ติดตามผลการเรียนการสอนนักเรียนไทย ที่วิทยาลัยเกษตรและโภชนาการโคอิบูชิ ประเทศญี่ปุ่น พร้อมถกความร่วมมือเตรียมพร้อม Digital smart farming

 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่วิทยาลัยเกษตรและโภชนาการโคอิบูชิ (Koibuchi College of Agriculture and Nutrition) ประเทศญี่ปุ่น ได้เชิญคณะฯเข้าเยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอน และติดตามความร่วมมือกับ Mr.Shimasaki Hiroyuki ผู้อำนวยการ และคณะ ในเรื่องการทำความร่วมมือเพื่อจัดการเรียนการสอนสาขาเกษตรระหว่างประเทศ ระหว่าง อาชีวะเกษตรเเละประมงไทย กับ วิทยาลัยเกษตรและโภชนาการโคอิบูชิ (Koibuchi College of Agriculture and Nutrition) ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงหารือการจัดการหลักสูตรให้มีความสอดคล้องกัน และการส่งนักศึกษาอาชีวะเกษตรเข้าเรียน พร้อมหาแนวทางให้นักศึกษาได้รับทุนการศึกษา โดยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่นักเรียน

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า สถานศึกษาอาชีวศึกษาเกษตรไทย มีการนำร่อง ในการนำนักศึกษาเข้าเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ตั้งเเต่ปีการศึกษา 2560 จำนวน 25 คน จากสถานศึกษา 10 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกำแพงเพชร วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชลบุรี วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตาก วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบูรณ์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพิจิตร วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม ซึ่งนักศึกษาได้เข้ารับการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สาขาปศุสัตว์ ใน บริษัท อิเซะ ฟู้ด (ISE Foods, Inc.) ประเทศญี่ปุ่นด้วย (เป็นสถานประกอบการผลิตไข่ไก่ขนาดใหญ่)

 ทั้งนี้ สอศ.ได้หารือถึงความร่วมมือในอนาคตเพื่อให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาเกษตรทั่วประเทศ ได้มีโอกาสให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์ในการเรียน มีทักษะเฉพาะทาง รวมถึงได้รับความรู้ด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ พร้อมจะเป็นเกษตรก้าวหน้า (Smart Farming) ซึ่งการจัดการเรียนการสอนในครั้งนี้ จะได้รับวุฒิการศึกษาของวิทยาลัยเกษตรและโภชนาการโคอิบูชิ ประเทศญี่ปุ่น และของสถานศึกษาอาชีวศึกษาเกษตรในประเทศไทย หรือเรียกว่าการจัดการศึกษาในระบบทวิวุฒิ

นอกจากนี้ได้หารือถึงการจัดการเรียนให้นักเรียนที่อยู่ชายขอบ นักเรียนขยายโอกาส หรือนักเรียนพักนอน ได้มีโอกาสพัฒนาทักษะตนเอง ให้เกิดความรู้ และเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเริ่มตั้งแต่เยาว์วัย จนสามารถนำความรู้ความสามารถไปประกอบอาชีพเพื่อพัฒนาตนเองและบ้านเกิดได้ ให้เป็นไปตามนโยบาย “สะพานเชื่อมโยง สอศ. และ สพฐ.” เพื่อพัฒนานักเรียนร่วมกัน

คุณหญิงกัลยา กล่าวอีกว่า จะรวบรวมข้อมูลพื้นฐานและองค์ความรู้ทุกแขนง มา Upskill Reskill เพื่อยกระดับการพัฒนาไปสู่ Digital smart farming อีกทั้งจะนำ Coding มาเป็นรากฐานตั้งต้น ประกอบการยกระดับ 47 อาชีวะเกษตรและประมงของเราต่อไป

สพฐ.-กสศ. เดินหน้าลดเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพครู-รร.ชนบท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/396153

สพฐ.-กสศ. เดินหน้าลดเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพครู-รร.ชนบท

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 – 15:01 น.
ยกระดับคุณภาพโรงเรียน,ลดความเหลื่อมล้ำ,สพฐ,กสศ,การศึกษา,โรงเรียนในชนบท
เปิดอ่าน 60 ครั้ง

สพฐ. จับมือ กสศ. เดินหน้าลดเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ยกระดับคุณภาพครูและโรงเรียนในชนบท เริ่มต้นปีแรก 288 โรงเรียน ใน 35 จังหวัดครอบคลุมทุกภูมิภาค

สพฐ. จับมือ กสศ. เดินหน้าลดเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ยกระดับคุณภาพครูและโรงเรียนในชนบท  เริ่มต้นปีแรก 288 โรงเรียน ใน 35 จังหวัดครอบคลุมทุกภูมิภาค  ดึงพลังทุกฝ่ายในรร. ร่วมสร้างเด็กทุกคนให้มีทักษะศ.21 และมีผลลัพธ์การเรียนรู้ดีขึ้นแม้อยู่ห่างไกล ไม่ใช่รร.ขนาดใหญ่  ตั้งเป้าขยายผลสู่โรงเรียนคุณภาพประจำตำบลทั่วประเทศ  ขณะที่ศ.นพ.วิจารณ์ชี้ แก้เหลื่อมล้ำต้องปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนรร.ชนบทให้สูงขึ้น  

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดประชุมเรื่อง “ยกระดับคุณภาพโรงเรียน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ” และลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ภายใต้โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (Teachers & School Quality Program : TSQP) โดยมี ผู้แทนโรงเรียน ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ผู้บริหารสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เข้าร่วมกว่า 1,000 คน ที่โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

 ดร.อัมพร พินะสา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า การขจัดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ผ่านมาคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำด้านความรู้ระหว่างนักเรียนในเมืองกับนักเรียนในชนบทที่ต่างกันเกือบ 2 ปีการศึกษา สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากคุณภาพหรือมาตรฐานของสถานศึกษา รวมถึงคุณภาพและประสิทธิภาพครู ส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนโดยตรง สพฐ. และกสศ. จึงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (Teachers & School Quality Program : TSQP) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโรงเรียนประถมศึกษา และมัธยมศึกษาขนาดกลางสังกัด สพฐ. ในชนบทที่มีเด็กและเยาวชนซึ่งขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาส และผู้ด้อยโอกาสอยู่หนาแน่น ให้เป็นโรงเรียนที่สามารถพัฒนาคุณภาพต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ หรือ Whole School Approach ทั้งด้านการบริหารจัดการโรงเรียน และการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ระดับชั้นเรียน เพื่อให้นักเรียนมีทักษะการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ขณะที่นักเรียนยากจนด้อยโอกาสได้รับการดูแลอย่างเต็มศักยภาพ โดยครูจะมีความสามารถในการประเมินและช่วยเหลือนักเรียนเป็นรายบุคคล

กลุ่มเป้าหมายสำคัญของโครงการนี้ ได้แก่ กลุ่มโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาขนาดกลางที่มีศักยภาพจะเป็นโรงเรียนแกนนำของชุมชน (hub-schools) ที่สำคัญคือ ผู้บริหารและครูมีความพร้อมในการพัฒนาด้วยความสมัครใจ ซึ่งหากโรงเรียนแกนนำเหล่านี้ได้รับการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้ทั้งระบบโรงเรียน โดยมีครูเป็นผู้ขับเคลื่อนที่สำคัญจะส่งผลให้ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนสูงขึ้นได้ โดยในอนาคตจะบูรณาการกับโรงเรียนคุณภาพประจำตำบลทั่วประเทศของทางสพฐ. ระยะยาวโครงการนี้จะทำให้เกิดโมเดล สำหรับการปฏิรูปคุณภาพสถานศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ขอให้ทุกโรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ กับ กสศ. และภาคีเครือข่าย ในการพัฒนาครูและโรงเรียนตามแนวทางของโครงการฯ”  ดร.อัมพร กล่าว

ด้าน นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า หัวใจสำคัญของโครงการนี้ต้องเริ่มต้นจากผู้บริหารและครูผู้สอน มีความเชื่อว่าเราสามารถพัฒนาตนเองและโรงเรียนได้ แม้จะเป็นโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล หรือไม่ใช่โรงเรียนขนาดใหญ่ ก็สามารถพัฒนาจนเจริญก้าวหน้าได้ โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากภายนอกหรือต้องรอนโยบาย จึงจะส่งผลให้เกิดการปฏิรูปการบริหารจัดการ และการเรียนการสอนในโรงเรียนทั้งระบบ การทำงานในปีแรกจะมีโรงเรียนขนาดกลางที่ผู้บริหารและครูผู้สอนสมัครใจ และตั้งใจเข้าร่วมจำนวน 288 แห่งในพื้นที่ 35 จังหวัด ทุกภูมิภาค ครอบคลุมครูกว่า 5,700 คน การพัฒนาแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับชั้นเรียนและระดับโรงเรียน เน้นกระบวนการสร้างให้นักเรียนเป็นคนรุ่นใหม่ที่ทันต่อโลกในศตวรรษที่ 21 โดยการทำงานจะไม่หยุดอยู่แค่ห้องเรียนห้องเดียว แต่ต้องทำทั้งโรงเรียน เป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้กับองค์กร ด้วยการใช้พลังร่วมของครูและบุคลากรทุกคนในโรงเรียนพัฒนาการเรียนการสอนที่มุ่งเปลี่ยนแปลงกระบวนการคิดของนักเรียน

นพ.สุภกร กล่าวว่า กสศ.จะนำผลการวิจัยและเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของครูและสถานศึกษาจากการทำงานวิชาการร่วมกับองค์การความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ มาสนับสนุนกระบวนการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนแบบ Active Learning โดยใช้การสร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้เป็นห้องเรียนประสิทธิภาพสูง (High functioning Classroom) จากสถาบันความคิดสร้างสรรค์แห่งสหราชอาณาจักร (CCE) รวมถึงการใช้เครื่องมือส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณจากองค์การ OECD เพื่อพัฒนานักเรียนอย่างต่อเนื่อง

“คาดว่าเมื่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา กสศ.จะสามารถขยายพื้นที่เป้าหมายการทำงานสนับสนุนนโยบายโรงเรียนคุณภาพประจำตำบลของ สพฐ.ต่อไป” ผู้จัดการ กสศ. กล่าว

นพ.สุภกร กล่าวว่า กสศ.ยังสนับสนุนให้ทั้ง 288 โรงเรียนทำงานร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยใกล้พื้นที่จำนวน 10 สถาบัน เพื่อวิจัยและพัฒนากระบวนการเรียนการสอน/หลักสูตรที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น การถ่ายทอดทักษะความรู้ไปยังนักศึกษาครู นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้องค์กรที่มีประสบการณ์ด้านการศึกษาระดับแถวหน้าของประเทศไทย  5 เครือข่าย ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี 2.สถาบันวิจัยและพัฒนาวิชาชีพครูสำหรับอาเซียน มหาวิทยาลัยขอนแก่น 3.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 4.มูลนิธิลำปลายมาศพัฒนา และ5.มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม ร่วมเป็นโค้ช สนับสนุนเทคนิคการบริหารจัดการและวิชาการ ต่อยอดจากประสบการณ์ทำงานของแต่ละองค์กรเพื่อให้ทั้ง 288 โรงเรียนเกิดการพัฒนาขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

 ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานอนุกรรมการโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง กสศ. กล่าวตอนหนึ่งในการบรรยายพิเศษ เรื่อง “ยกระดับคุณภาพโรงเรียน ลดความเหลื่อมล้ำ :เปลี่ยน ครู-ห้องเรียน” ว่า  การแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแต่เพียงอุดหนุนงบประมาณยังไม่เพียงพอ แต่จะต้องปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนในชนบทให้สูงขึ้นด้วย จากรายงานของ World Development Report 2018 : Learning to Realize Education’s Promise พบว่าหากจะให้ผลลัพธ์การเรียนรู้ในภาพรวมของประเทศไทยยกระดับขึ้น ครู โรงเรียน พ่อแม่ และผู้นำชุมชน ต้องร่วมมือกันเอาใจใส่ให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษแก่เด็กที่ขาดแคลนหรือเด็กที่เรียนอ่อน ไม่ใช่มุ่งเอาใจใส่เฉพาะเด็กเก่ง และขยันเรียน ซึ่งมีอยู่เพียงร้อยละ 10-20 แต่อีกร้อยละ 80-90 จะถูกทิ้ง ความร่วมมือระหว่างสพฐ.และกสศ.ในครั้งนี้จะทำให้เด็กอีกร้อยละ 80-90 ได้รับโอกาสในการพัฒนาและบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้เช่นกัน

“นักเรียนที่แม้จะยากจนอย่างไรทุกคนล้วนสามารถบรรลุการเรียนรู้คุณภาพสูงได้ โดยเริ่มจากครูพ่อแม่ และตัวนักเรียนเองเชื่อมั่นร่วมกันที่จะมีอนาคตที่ประสบความสำเร็จ ครูต้องชวนเด็กตั้งเป้าหมายสูง และพยายามทำให้สำเร็จให้ได้ เพราะครูและพ่อแม่จะเป็นตัวช่วยสำคัญให้เด็กเกิดการพัฒนา สร้างความเชื่อมั่นให้เห็นความหวังดีว่าครูเอาใจใส่เด็กทั้งห้องเรียน” ที่ปรึกษา คณะกรรมการบริหาร กสศ. กล่าว

คนศธ.แต่งดำจี้เลิกคำสั่งคสช.คืนอำนาจให้สำนักงานเขตพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/396071

คนศธ.แต่งดำจี้เลิกคำสั่งคสช.คืนอำนาจให้สำนักงานเขตพื้นที่

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 – 10:40 น.
คัดค้านการปรับโครงสร้าง ศธ
เปิดอ่าน 803 ครั้ง

คนศธ.แต่งดำจี้เลิกคำสั่งคสช.คืนอำนาจให้สำนักงานเขตพื้นที่ โดย…  คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com- 

หลังจากบุคลากรในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ได้แต่งดำพร้อมกันเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการคัดค้านการปรับโครงสร้าง ศธ. ขณะเดียวกันยังขอให้ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของการปรับโครงสร้างการทำงานใน สพท.โดยให้คงไว้เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษา โดยในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ กลุ่มผู้คัดค้านกว่า 1,000 คน จะแต่งชุดดำและเดินทางไปยื่นหนังสือต่อสภาผู้แทนราษฎร

“ธนชน มุทาพร”  ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ชัยภูมิ เขต 1 ในฐานะประธานชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย (ชร.ผอ.สพท.) เปิดเผยว่า ศธ.เป็นกระทรวงใหญ่ ไม่อยากให้ใช้ระบบการบริหารงานเป็นแบบซิงเกิลคอมมานด์ รวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง ควรเป็นการกระจายอำนาจให้โรงเรียนและสถานศึกษามีอำนาจพัฒนาตนเองได้ ส่วนโครงสร้างใหม่อยากให้ผ่านการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร
ทั้งนี้ได้นำเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ปรับแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…ฉบับที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ยกร่างไว้ มีบางมาตราที่อยากให้ยกเลิก โดยเฉพาะกรณีการปรับโครงสร้างให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.และปลัดศธ.เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการทุกตำแหน่งในกระทรวง และมีอำนาจในการออกคำสั่งปรับระบบภายในของ ศธ.ได้
นอกจากนี้จะเสนอให้ทบทวนร่าง พ.ร.บ.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยแยกงานบริหารบุคคลออกจากคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) และคืนกลับมาให้ สพท.ดำเนินการเช่นเดิม เพื่อให้ กศจ.เข้ามาช่วยบูรณาการเชื่อโยงการศึกษาต่างๆ ให้แก่ สพท.และบูรณาการทำงานร่วมกัน
รวมทั้งขอให้ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่เกี่ยวข้อง และทำให้เกิดปัญหา ในส่วนของการปรับโครงสร้างการทำงานใน สพท.คงไว้เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษา
“โดยในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ กลุ่มผู้คัดค้านกว่า 1,000 คน จะแต่งชุดดำ และเดินทางไปยื่นหนังสือต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้การดำเนินการเรื่องนี้เป็นรูปธรรมมากขึ้น หากยังไม่มีการแก้ไข จะหารือองค์กรครูยกระดับข้อเรียกร้องต่อไป” ธนชน กล่าว

อย่างไรก็ตามแม้ว่า “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) จะออกมาบอกว่าขณะนี้การดำเนินการเรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ข้อยุติว่าจะมีแนวทางการปรับโครงสร้าง ศธ. ในภูมิภาคอย่างไรและการประชุมปรับโครงสร้าง ศธ.ในภูมิภาคก็ยังไม่ได้เริ่มการประชุมแบบจริงจัง การปรับโครงสร้าง ศธ.ภูมิภาคนั้น ต้องการลดความซ้ำซ้อน และลดงบประมาณ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนงานการศึกษาไปในทิศทางเดียวกันทุกอย่างที่ทำมุ่งประโยชน์ของเด็กและประโยชน์ขององค์กรในระยะยาว

ทว่าฝั่งผู้บริหารที่ออกมาเคลื่อนไหวกลับมองต่างเพราะมีการเสนอของบประมาณไว้ในเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 เพื่อจัดสร้างอาคารสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) กว่า 30 แห่งด้วยงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะอธิบายว่าได้อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรแล้วหากงบประมาณที่เสนอไปไม่คุ้มค่าต่อการใช้งบประมาณในส่วนนี้ก็พร้อมที่จะคืนสำนักงบประมาณ

อย่างไรก็ตามวันเดียวกันสมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย (ส.ค.ท.) ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1  เรื่อง ให้ยกเลิกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560  การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ โดยอ้างถึงมติของสมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย (ส.ค.ท.) และองค์กรเครือข่ายครู 4 ภูมิภาค เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2562  ณ ห้องประชุมบุญยเกตุ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร เสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรียกเลิก คำสั่ง คสช.ที่

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และให้สถานศึกษาเป็นนิติบุคคล เน้นการกระจายอำนาจและมีผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกระดับ…..”
ว่ากันว่าผู้บริหารเขตพื้นที่หลายรายยอมรับว่ามีความกังวลกับภารกิจและอำนาจหน้าที่ของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ที่มีภารกิจเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของกระทรวงศึกษาธิการในระดับจังหวัด เกี่ยวกับการบริหารและการจัดการศึกษาตามที่กฎหมายกำหนด จัดทำงบประมาณและบริหารราชการประจำทั่วไปของกระทรวงในจังหวัด การติดตามและประเมินผล รวมทั้งการปฏิบัติราชการตามอำนาจ

โดยเฉพาะการวิเคราะห์และดำเนินการจัดตั้งและจัดสรรงบประมาณประจำปีของส่วนราชการหรือหน่วยงานสั่งกัดกระทรวงศึกษาธิการ

พิจารณาและเสนอให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการหรือหน่วยงานสั่งกัดกระทรวงศึกษาธิการ
ดำเนินงานเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของส่วนราชการหรือหน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ กำกับ ดูแล เร่งรัด ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติงานของส่วนราชการหรือหน่วยงานและสถานศึกษสั่งกัดกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นไปตามนโยบายและยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจสอบภายในด้นการบริหาร การเงิน และการบัญชีของส่วนราชการหรือหน่วยงานและสถานศึกษาสังกัด เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีประเด็น (ร่าง) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ.. มาตรา 101 ให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาและรองผู้อำนวยการสถานศึกษา

ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นครูใหญ่และผู้ช่วยครูใหญ่ตามพระราชบัญญัตินี้แล้วแต่กรณีและมีสิทธิได้ร้บงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินวิทยฐานะและประโยนช์ตอบแทนอื่นตามอัตราเดียวกับผู้อำนวยการสถานศึกษาและรองผู้อำนวยการสถานศึกษาได้รับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คุรุสภาออกไบรับรองความเป็นครูให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาและรองผู้อำนวยการสถานศึกษาตามวรรคหนึ่งโดยเร็ว

ซึ่งก่อนหน้านี้มีความกังวลเกี่ยวกับคำว่า “ผู้อำนวยการสถานศึกษา” กับคำว่าครูใหญ่มาระยะหนึ่งแล้ว คงต้องรอดูว่า วันนี้ (30 ต.ค.) กลุ่มผู้คัดค้านกว่า 1,000 คน จะแต่งชุดดำเดินทางไปยื่นหนังสือต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การดำเนินการเรื่องนี้เป็นรูปธรรมมากขึ้นได้อย่างไรต่อไป

เสียงสะอื้น..มนุษย์พันธุ์38 ค(2) ลูกนอกไส้ วังจันทรเกษม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/396003

เสียงสะอื้น..มนุษย์พันธุ์38 ค(2) ลูกนอกไส้ วังจันทรเกษม

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 – 01:09 น.
มนุษย์พันธุ์38 ค2,ลูกนอกไส้,วังจันทรเกษม,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,คัดค้านพรบการศึกษาแห่งชาติ
เปิดอ่าน 6,022 ครั้ง

“คมชัดลึกออนไลน์” สะท้อนเสียงสะอื้น ของมนุษย์พันธุ์38 ค(2) ลูกนอกไส้ วังจันทรเกษม ถึง “เดอะตั้น”ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้มากบารมี

        ” เราทุกคนคือส่วนสำคัญในการพลิกประวัติศาสตร์การศึกษาไทย และร่วมปฏิรูปการศึกษาของประเทศไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้เด็กทุกคนได้พัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ ทั้งเด็กปกติ เด็กด้อยและขาดโอกาส ไปจนถึงเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ เพื่อให้ทุกคนได้รับการศึกษาพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกันทั้งประเทศ ‘

ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)กล่าวมอบนโยบายให้กับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2562 หลังเข้ารับตำแหน่ง “เสมา1” แห่งวังจันทรเกษม พร้อมกับหยอดคำหวานว่า เขามีความยินดีรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ เพราะเข้าใจดีว่า การพัฒนาทุกอย่างต้องเจอปัญหา และปัญหาในแต่ละพื้นที่ก็มีสภาพและบริบทแตกต่างกันไป

หากโฟกัสมาที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) 1 ใน4องค์กรหลัก สพฐ.มีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 225 เขต กำลังแบ่งพื้นที่เขตมัธยมการศึกษาเพิ่มอีก 24 เขต โดยมีบุคลากรบนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) หรือบุคลากร 38ค(2) จำนวน  11,000 คน  ที่นักการศึกษา มองบุคลากร 38ค(2)ว่าเป็นบุคลากรประเภทไหน ของกระทรวงศึกษาธิการ  หนึ่งหมื่นชีวิตที่เหลื่อมล้ำ ที่ไม่รู้จะหันหน้าไปทางไหน

บุคลากรทางการศึกษาอื่น38ค(2) บุคลากร11,000 คน เหล่า นี้มีอยู่ 6 กลุ่มประกอบด้วย  1. กลุ่มอำนวยการ 2. กลุ่มนโยบายและแผน 3. กลุ่มบริหารงานการเงินและสินทรัพย์ 4.กลุ่มบริหารงานบุคคล 5.กลุ่มตรวจสอบภายใน และ 6.กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา

คนเหล่านี้ มีการศึกษาดี  ไล่เรียงมาตั้งเรียนจบครู  จบปริญญาโท  จบปริญญาเอก บางเขตพื้นที่การศึกษา บางคนเป็นนักเรียนทุน กพ.  สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ กลุ่มคนเหล่านี้ อยู่ในสังกัด “สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา” มี “ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา” เป็น ผู้บังคับบัญชา ขึ้นตรงต่อ “สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน” หรือ สพฐ.

 นานแค่ไหนแล้ว ที่นักการศึกษาของไทย ไม่ว่าจบนอก จบใน เด่น ดัง อยู่ในสถาบันการศึกษาของรัฐ หรือ เอกชน จะเข้าใจ อย่างลึกซึ้งว่า บุคลากรทางการศึกษาอื่น 38ค(2) คือ ใคร มีบทบาท ภารกิจ มีความสำคัญต่อการศึกษา แค่ไหน อย่างไร ควรมีคำนิยามที่แท้จริง อย่างลึกซึ้ง หรือ ไม่ 

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.)ก็ไม่เต็มตัว ไปทางครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)ก็ไม่เต็มตัว

ผ่านเสนาบดีมาแล้ว 6 คนไล่เรียงมา ตั้งแต่ ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช ,นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา, นายจตุรนต์ ฉายแสง ,พลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย ,พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ,นายแพทย์ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ จนถึงนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คนปัจจุบัน พร้อมด้วย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  

 ที่ผ่านมาไม่เคยมีเสนาบดีคนไหนที่ขยับบุคลากรบนสำนักงานเขตพื้นที่ ว่าจะให้ไปดำรงตำแหน่งในสังกัดใด ในสังกัด สำนักงาน ก.พ.หรือ ก.ค.ศ.

 11,000 ชีวิต ฟันเฟืองสำคัญบนสำนักงานเขตพื้นที่ คือบุคลากรที่ขับเคลื่อนรับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ นโยบาย สพฐ. สู่สถานศึกษา สู่องค์กรอื่นและชุมชน ประสานงานทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่ผ่านหัวหน้าส่วนราชการในระดับภูมิภาค (จังหวัด) เก็บข้อมูล รวบรวม วิเคราะห์ นำเสนอสู่ในระดับสพฐ. และสำนักปลัดกระทรวง 

      กลุ่มบุคคลเหล่านี้ ที่ทำหน้าที่ประสานงาน ข้อมูล ระเบียบ วิธีปฏิบัติ และกฎหมาย ที่ข้าราชการครูต้องพึงปฏิบัติ โดยแบ่งกลุ่มงานในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

 ณ วันนี้ นโยบายของเสนาบดีที่ผ่านมา ไม่ได้เอื้อให้บุคลากรบนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือมนุษย์พันธุ์ 38(2) เปรียบเสมือนลูกนอกไส้ ไม่มีโอกาสได้มีความก้าวหน้า เจริญในหน้าที่และตำแหน่ง และยังถูกตัดลดทอนความก้าวหน้าทางวิชาชีพ จากชำนาญการพิเศษ หรือ ซี8 เหลือเพียงชำนาญการ ( ซี 7 )ในอนาคต ขณะเดียวผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ ครู เติบโตด้วยเส้นทางของตัวเอง 

เหนืออื่นใด บุคคลากร 11,000 คน เปรียบเหมือนโซ่ที่เชื่อมต่อส่วนกลางสู่ระดับภูมิภาค คอย ติดต่อ ประสานงาน รวบรวม ข้อมูล เพื่อขอปรับปรุงตำแหน่ง ของบุคคลดังกล่าว

มนุษย์พันธุ์ 38(2) กลับมามีความหวังอีกครั้ง เมื่อกระทรวงศึกษาธิการเปิดสัมมนารับฟังความคิดเห็น (ร่าง) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. พร้อมมีบรรยายพิเศษ เรื่อง การขับเคลื่อนกฎหมายการศึกษาเพื่อการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ที่โรงแรมปรินซ์พาเลส มหานาค กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2562 มีดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช  รมช.ศธ. เป็นประธาน

 “มีการแบ่งกลุ่มอภิปราย และรับฟังความคิดเห็น ร่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ..ความหวังของบุคลากร 11,000 คน ขอฝากความก้าวหน้าในวิชาชีพ ต่อ 3 รัฐมนตรีศึกษาฯ โปรดเมตตาจักพระคุณยิ่งในการจัดกรอบอัตรากำลัง ขอกราบขอบพระคุณอย่างสูง”มนุษย์พันธุ์ 38(2) รายหนึ่ง กล่าวกับคมชัดลึกออนไลน์

มนุษย์พันธุ์ 38(2)รอพบรมว.ศธ.

และล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ 29 ตุลาคม 2562  มนุษย์พันธุ์ 38(2) กลับมามีความหวังเป็นครั้งที่ 2 ในยุค “เดอะตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “เปิดใจ” ให้ตัวแทนมนุษย์พันธุ์ 38(2)เข้าพบ และรับฟังเสียงสะอื้นของบุคลากร38ค(2) ท่ามกลางกระแสต่อต้าน ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ โฟกัสจ่อปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ ร้อนระอุไปทั่วประเทศไทย

เผือกร้อนๆ แบบนี้  “เดอะตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ  จะบริหารจัดการรอยปริแยกในรอบรั้ววังจันทรเกษมไม่ให้ร้าวลึก ชนิดที่บุคลากรใน 225 เขตที่พื้นที่การศึกษาไม่ขอสังฆกรรมกับ “คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด( กศจ.)” ได้อย่างไร??

  กมลทิพย์ ใบเงิน รายงาน

ค้าน ปฏิรูปโครงสร้างศธ. แต่งดำ-ไม่สังฆกรรม กศจ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/395841

ค้าน ปฏิรูปโครงสร้างศธ. แต่งดำ-ไม่สังฆกรรม กศจ.

วันที่ 29 ตุลาคม 2562 – 14:05 น.
ร่าง พรบการศึกษาแห่งชาติ
เปิดอ่าน 763 ครั้ง

ค้าน ปฏิรูปโครงสร้างศธ. แต่งดำ-ไม่สังฆกรรม กศจ. โดย…  ทีมคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

28 ตุลาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ จำนวน 225 เขต พร้อมใจแสดงสัญลักษณ์การคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เนื่องจากมีความกังวลว่าการปรับปรุงโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการอาจส่งผลในอนาคตของผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ ไม่มีความชัดเจนว่าจะเกิดความก้าวหน้าในวิชาชีพ อาจส่งผลต่อการบริหารและการจัดการศึกษาได้ จึงไม่เห็นด้วยกับกระบวนการปรับปรุงโครงสร้างที่ขาดการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งก่อนหน้านี้มีผู้อำนวยการเขตพื้นที่อย่างน้อย 15 เขต ไม่รับตำแหน่งในคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) โดยให้เหตุผลว่าไม่มีตัวแทนของหน่วยงานที่จัดการศึกษา

ว่ากันว่าการดำเนินการครั้งนี้สมาคมผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย สมาคมนักบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย ชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย ชมรมบุคลากร 38 ค และชมรมบุคลากรทางการศึกษา 4.0 ขอความร่วมมือข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศ แต่งชุดดำ เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อแนวคิดในการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ อย่างพร้อมเพรียงกัน

  โครงสร้างใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการทุกตำแหน่ง ในกระทรวง รองจากรัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วย โดยมี กรม ส่วนกลาง มีหน้าที่สนับสนุนส่งเสริมด้านงบประมาณวิชาการ, กรมส่งเสริมสนับสนุนการตรวจติดตามและนิเทศภาค ค – 12  มีผู้ตรวจราชการ ศธ. เป็นผู้บังคับบัญชา โดยมีรองอธิบดี 1 คน บริหารงานในสำนักงานประจำ โดยอาจจัดให้มีผู้ตรวจราชการระดับกรม กรมละ 1 คน ก็ได้

รวมศึกษานิเทศก์มาเป็นหน่วยเดียวกัน ที่สำนักงานบริหารการศึกษาจังหวัดมีหน้าที่ตรวจติตตามประเมินผลและนิเทศทุกสังกัด โดยมีหน่วยในพื้นที่อำเภอ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการศึกษาจังหวัด เป็นผู้บังคับบัญชา ข้าราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในจังหวัด บริหารงานโดยผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารการศึกษาจังหวัด

กระจายอำนาจไปยังกลุ่มโรงเรียน (ในโรงเรียนประถมศึกษา) และสถานศึกษาในสังกัดอื่นๆ โดยให้ ผอ.สำนักงาน มีหน้าที่บริหารงานโดยผ่านความเห็นชอบของคณะอนุกรรมการบริหารสำนักงานนั้นๆ หน่วยงานระดับจังหวัดเป็นราชการครูโดยให้ผู้อำนวยการสำนักบริหารการศึกษาจังหวัด มีวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ โดยใช้รูปแบบประเมินแนวทางเดียวกับการประเมินผู้บริหารการศึกษาในปัจจุบัน (ว.12)

ทั้งนี้ มีรายงานว่าคณะกรรมการปรับโครงสร้าง ศธ. ได้ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นของการมีแนวคิดปรับโครงสร้างว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการยกร่างนำเสนอ เพื่อให้แต่ละแท่ง/สังกัด ไปศึกษารายละเอียด และจะนำเสนอรายละเอียดอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2562 โดยคณะกรรมการชุดนี้จะสิ้นสุดประมาณเดือนกุมภาพันธ์

อย่างไรก็ตาม ตัวแทนผู้บริหารที่มีความเป็นห่วงโครงสร้างดังกล่าวอย่างน้อย 9 คนประกอบด้วย 1.นายธนชน มุทาพร (ผอ.สพป.ชัยภูมิ 1) ประธานชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย/เลขาธิการสมาคมนักบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย 2.นายศุภสิน ภูศรีโสม(ผอ.สพป.ขอนแก่น 4) เลขานุการชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย 3.นายไพศาล ปันแดน (ผอ.สพป.สุพรรณบุรี 1) นายกสมาคมนักบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย

4.นายถาวร ภูมิรัตน์ (ผอ.สพป.อุบลฯ 1) อุปนายกสมาคมนักบริหารฯ 5.นายสุวิทย์ มุกดาภิรมย์ (ผอ.สพป.ลำพูน 1) อุปนายกสมาคมนักบริหารฯ 6.นายรตนภูมิ โนสุ (ผอ.สพป.เชียงใหม่ 1) นายกสมาคมผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย 7.นายอดุลย์ กองทอง (ผอ.สพป.ยโสธร) อุปนายสมาคมผู้บริหารฯ 8.นายอดิศักดิ์ มุ่งชู (ผอ.สพม.25/ขอนแก่น) นายกสมาคมผู้บริหารมัธยมเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย 9.นายรัชชัยย์ ศรสุวรรณ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย จะประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” เพื่อสรุปแนวทางร่วมกันวันนี้ (29 ต.ค.)

อย่างไรก็ตาม หลายพื้นที่มีข้าราชการแต่งชุดดำเชิงสัญลักษณ์คัดค้านเผยแพร่แถลงการณ์ อย่างเช่น สมาคมสมาพันธุ์นักการศึกษาจังหวัดพิจิตร ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยต่อแนวคิดในการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการใจความว่า การปรับปรุงกระทบต่อสภาพจิตใจ ขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานทั้งระบบ ขาดการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียซึ่งอาจส่งผลให้อนาคตของผู้ปฏิติงานทุกระดับ ส่งผลเสียต่อการบริหารจัดการและการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยภาพรวม อาจมีการยุบเลิกเขตพื้นที่การศึกษาและจัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการภาคและสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดแทน

เช่นที่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 41 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร กลุ่มข้าราชการ แต่งชุดดำเชิงสัญลักษณ์คัดค้าน นำโดย “สมวุฒิ ศรีอำไพ” อดีต ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 41 (สพม.) ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาเขต 41 กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการปรับปรุงโครงสร้างที่ขาดการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียอย่างสำคัญ และขอเป็นกลุ่มแนวร่วมในการคัดค้านและวิธีการของกระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้

โดยข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 41 พร้อมใจแสดงสัญลักษณ์การคัดค้านร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ด้วยการแต่งกายชุดดำ และในวันที่ 30 ตุลาคม จะเดินทางไปรัฐสภา เพื่อยื่นหนังสือต่อกรรมาธิการและจะมีการเคลื่อนไหวใหญ่ต่อไป

 “วราวิช กำภู ณ อยุธยา” ประธานคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการนัดแรกวานนี้(28 ต.ค.) ว่าได้ทำความเข้าใจกับคณะกรรมการว่า วัตถุประสงค์หลักของการปฏิรูปครั้งนี้ไม่เน้นปรับปรุงโครงสร้าง แต่เป็นการทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้มีความทันสมัย ให้ครู ผู้บริหาร และบุคลากรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการบริหารจัดการและคุณภาพของผู้เรียน โดยได้มอบโจทย์ให้แก่คณะกรรมการไปรวบรวมข้อมูลและนำเสนอแนวทางวิธีที่จะพัฒนาคุณภาพการศึกษากลับมาประชุมกันอีกครั้งในเดือนหน้า เพื่อหาวิธีที่ดีที่สุด

“จากประสบการณ์การปรับโครงสร้างมาแล้วหลายแห่ง ต้องมีทั้งการรวมศูนย์อำนาจและกระจายอำนาจ แต่ไม่มีใครตอบได้ว่าอย่างไหนดีทั้ง 100% หรือวิธีการใดที่ทำแล้วคนจะพอใจทั้ง 100% เพราะฉะนั้นหากจะมีการเปลี่ยนแปลง เราจะต้องหาวิธีที่ดีที่สุดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ ศธ. และจะไม่มีการลิดรอนสิทธิประโยชน์และศักดิ์ศรีที่เคยได้” ประธานคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

ไม่ว่าผลการประชุมร่วมกันระหว่างตััวแทนผู้บริหารที่คัดค้านโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ 9 คน กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” จะออกมาอย่างไร ประธานชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย ยังคงยืนยันว่า วันที่ 30 ตุลาคม จะยังคงเห็นรถตู้บรรทุกข้าราชการแต่งดำ  225  คัน จอดเต็มกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐสภาเช่นเดิม

เปิดใจแกนนำครู-ผบห…5ปี ภายใต้กฏหมาย คสช. ครูอึดอัดมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/395807

เปิดใจแกนนำครู-ผบห…5ปี ภายใต้กฏหมาย คสช. ครูอึดอัดมาก

วันที่ 29 ตุลาคม 2562 – 01:03 น.
แต่งดำ,ปรับโครงสร้าง,กระทรวงศึกษาธิการ,5 ปีคสช
เปิดอ่าน 2,436 ครั้ง

“คมชัดลึกออนไลน์” เปิดใจ..ดร.นิพนธ์ ยศดา แกนนำครูและผู้บริหาร คัดค้านพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ชี้5ปี ภายใต้กฏหมาย คสช.ครูอึดอัดมาก

เพิ่มอุณหภูมิร้อนแรงในแวดวงการศึกษาขึ้นมาทันที  ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา เมื่อ สมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) และสมาคมผู้บริหารสถานศึกษามหาสารคาม รวมพลังครูและบุคลากรทางการศึกษา ออกแถลงการณ์คัดค้าน ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ด้วยการนัดแต่งดำ 28 ต.ค. 2562

“ดร.นิพนธ์ ยศดา” ผู้อำนายการโรงเรียนสารคามวิทยาคม ในฐานะเลขานุการ รักษาการนายกสมาคมผู้บริหารสถานศึกษามหาสารคาม เปิดเบื้องหลังของการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ด้วยการแต่งดำของครูและผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 225 เขต กับ”คมชัดลึกออนไลน์” ว่า เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วย ต่อแนวคิดในการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

ซึ่งอาจจะส่งผลให้มีการยุบเลิกเขตพื้นที่การศึกษา และจัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการภาคและสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด แทนการบริหารจัดการศึกษาทั้งหมดในส่วนภูมิภาค ซึ่งขาดการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียอย่างครบถ้วน

 “การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ไม่สะท้อนให้เห็นว่าจะก่อให้เกิดคุณภาพทางการศึกษาต่อผู้เรียนแต่ประการใด ตรงกันข้ามกลับจะทำให้เกิดความขัดแย้งทางการศึกษาในวงกว้างมากขึ้น”  ดร.นิพนธ์  ระบุ

เหนืออื่นใด  คณะกรรมการปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนมากอยู่ในส่วนกลาง ไม่มีตัวแทนครูและบุคลากรทางการศึกษา เข้าไปมีส่วนร่วมแม้แต่คนเดียว ทำให้ครู ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา ไม่สะบายใจ

 “5ปี ภายใต้กฏหมาย คสช. ครูอึดอัดมาก เป็น5 ปีที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและปัญหา ที่ส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของครู ผู้บริหารโรงเรียน ผู้บริหารในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เนื่องจากงานบุคคล เงินเดือน การแต่งตั้ง โยกย้าย จากเดิมจบที่เขตพื้นที่การศึกษา ถูกปรับเปลี่ยนให้เสนอไปยังบอร์ดกศจ.ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน” ดร.นิพนธ์ ระบุ

ดร.นิพนธ์  เสนอว่า  กระทรวงศึกษาธิการไม่ควรรวบอำนาจ ควรจะกระจายอำนาจให้เขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 225 เขต หากปล่อยให้โครงสร้างศธ. ยึดโยงตามยุค คสช. เกรงว่าจะเพิ่มรอบปริแยกระหว่างเขตพื้นที่การศึกษากับศึกษาธิการทุกระดับมากขึ้น  เพราะมีความซ้ำซ้อนกันทั้งเชิงบริหารและเชิงอำนาจ

” ความอึดอัดของครูและผู้บริหารระดับปฏิบัติการในพื้นที่ทั่วประเทศ  เริ่มมีความหวังว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คงจะรับฟังเสียงของครูและบุคลากรทางการศึกษาบ้าง พวกเราจึงรวมพลังแสดงเชิงสัญลักษณฺ์ พวกเราอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทางสร้างสรรค์ กระทรวงศึกษาฯควรกระจายอำนาจ ให้เขตพื้นที่ฯ ให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล” ดร.นิพนธ์ ระบุ

ดร.นิพนธ์ วิพากษ์โครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน  ไม่ตอบโจทย์การกระจายอำนาจ เป็นการย้อนยุคไปเมื่อ 40 ปี  ขาดการมีส่วนร่วมของครู ผู้บริหารโรงเรียน ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา และประชาชน ในทุกระดับ เป็นเรื่องอันตรายมาก หากผู้มีอำนาจในกระทรวงศึกษาธิการ ยังยืนกรานที่จะเดินหน้าต่อไปโดยไม่ฟังเเสียงครู และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

มาตามนัด..พรึ่บ 225 เขตแต่งดำ คัดค้านพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/395716

มาตามนัด..พรึ่บ 225 เขตแต่งดำ คัดค้านพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

วันที่ 28 ตุลาคม 2562 – 14:25 น.
แต่งดำ,คัดค้านพรบการศึกษาแห่งช่าติ,เขตพื้นที่การศึกษาฯ,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,225 เขตพื้นที่การศึุกษา
เปิดอ่าน 2,958 ครั้ง

มาตามนัด..พรึ่บ! สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ จำนวน 225 เขต “แต่งดำ” แสดงสัญลักษณ์ คัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

วันที่ 28 ตุลาคม 2562  – ตั้งแต่ช่วงเวลา 8.00 น. ของวันนี้  ปรากฏว่ากลุ่มบุคลากรทางการศึกษา  ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ จำนวน 225 เขตพร้อมใจกันแต่งชุดดำ หลังจากสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) ออกแถลงการณ์เมื่อวานนี้ (27ตุลาคม 2562)
โดยข้าราชการในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 41 (สพม.เขต41) พร้อมใจแสดงสัญลักษณ์การคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ โดยร่วมกับสมาคมนักบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย ชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยสมาคม/สมาพันธ์ครูทุกจังหวัด และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ

ได้ศึกษาแนวคิดและทิศทางการปรับปรุงโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการที่จะมีส่วนได้เสียอย่างสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลในอนาคตของผู้ปฏิบัติงานทุกระดับมีสภาพที่เปลี่ยนไป ไม่ชัดเจนว่าจะเกิดความก้าวหน้าในวิชาชีพ จะคงเดิมหรือตกต่ำลง อาจส่งผลต่อการบริหารและการจัดการศึกษาได้

ข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 41 ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการปรับปรุงโครงสร้างที่ขาดการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียอย่างสำคัญ และขอเป็นกลุ่มแนวร่วมในการคัดค้านและวิธีการของกระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้


โดยข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 41 พร้อมใจแสดงสัญลักษณ์การคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ด้วยการแต่งกายชุดดำ โดยร่วมกับสมาคมนักบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย ชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยสมาคม/สมาพันธ์ครูทุกจังหวัด และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ จำนวน 225 เขตพื้นที่ ในวันที่ 28 ตุลาคม 2562

ทั้งนี้ กลุ่มข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 41 ได้รับความเมตตาจาก นายสมวุฒิ ศรีอำไพ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 41 และที่ปรึกษากลุ่มข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจน ดร.ศักดิ์ชัย เพชรแกมทอง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 41 และผู้อำนวยการโรงเรียนในสังกัด เข้าร่วมการแสดงสัญลักษณ์การคัดค้าน ร่าง พรบ.การศึกษาแห่งชาติ ด้วยการใส่ชุดดำ

20ปี10โครงการผลิตครูปัญหา คุณภาพ ยังคงมีอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/395706

20ปี10โครงการผลิตครูปัญหา คุณภาพ ยังคงมีอยู่

วันที่ 28 ตุลาคม 2562 – 13:28 น.
ครู,ปฏิรูปการศึกษา
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

20ปี10โครงการผลิตครูปัญหา คุณภาพ ยังคงมีอยู่  โดย… -ชุลีพร อร่ามเนตร – qualitylife4444@gmail.com – รูปผลิตครู

โครงการผลิตครู 10 โครงการในช่วงก่อนปฏิรูปการศึกษา 2542 จนถึงปัจจุบันมีเป้าหมายในการผลิตเดียวกัน คือ เพื่อพัฒนาคุณภาพครูอันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพเด็ก ทว่าแต่ละครั้งของการเปิดรับครูในโครงการต่างๆ แม้จะมีการกำหนดเป้าหมายของจำนวนครูที่ตั้งไว้อย่างชัดเจน เมื่อถึงเวลาบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กลับพบว่ามีอัตราว่างเหลืออยู่ทุกปีอย่างโครงการครูคืนถิ่นที่มีการบรรจุไปก่อนหน้านี้ พบว่าปี 2562 มีตำแหน่งว่าง 5,253 อัตรา แต่มีครูที่ได้รับการบรรจุเพียง 2,681 อัตรา ผลของการบรรจุดังกล่าวก่อให้เกิดคำถามว่า…กระบวนการผลิตครูเป็นเช่นใด? ทำไมถึงได้ครูไม่ครบตามเป้าหมาย?

และปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกครั้งที่ถามถึงคุณภาพของเด็ก “ครู” จะกลายเป็นจำเลยของสังคม เพราะด้วยบทบาทหน้าที่ของครู ต้องเป็นผู้อบรมสั่งสอน ส่งเสริมการเรียนรู้ให้เด็กได้ดี มีคุณภาพ มีความรู้ เป็นคนดี คนเก่งของสังคม ทำให้ครูมีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพเด็ก แต่การจะผลิตครูที่มีศักยภาพ และมีคุณภาพในการสอนเด็กได้ต้องผ่านกระบวนการผลิตครูจากสถาบันผลิตครู ทำให้รัฐบาลเกิดโครงการผลิตครูมากมาย เพื่อแก้ไขปัญหาการผลิต และพัฒนาครูของประเทศ

ว่ากันว่า “โครงการผลิตครู” แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้ ช่วงแรกโครงการเริ่มดำเนินการปฏิรูปการศึกษาในปี 2542 (เสร็จสิ้นโครงการไปแล้ว) โดยมีโครงการแสวงหาช้างเผือก โครงการคุรุทายาท โครงการเร่งรัดผลิตและพัฒนาบัณฑิตระดับปริญญาตรีสาขาวิชาคณิตศาสตร์ของประเทศไทย (รพค.) โครงการคุรุทายาท (ตชด.) ต่อมาโครงการเริ่มดำเนินการก่อนการปฏิรูปการศึกษาในปี 2542 (ปัจจุบันยังมีโครงการอยู่) ได้แก่ โครงการเพชรในตม และโครงการผลิตครูที่มีความรู้ความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์(สควค.)

ช่วงที่สาม โครงการดำเนินการเมื่อมีการปฏิรูปการศึกษาในปี 2542 ได้แก่ โครงการผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับปริญญาตรี (หลักสูตร 5 ปี) โครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่/มืออาชีพ โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น และครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น

รศ.ดร.ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เล่าว่า โครงการผลิตครูตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีเป้าหมายหลักเพื่อต้องการครูคุณภาพ มีจิตวิญญาณความเป็นครู และรับประกันการมีงานทำ กลับไปทำงานในท้องถิ่นบ้านเกิด หรือในพื้นที่ห่างไกล แต่ใช่ว่าเด็กทุกคนที่สมัครเรียนครูแล้วจะเข้าโครงการต่างๆ ได้ทันที เพราะโครงการส่วนใหญ่จะมีเกณฑ์ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนครูในสถาบันแต่ละแห่ง และเมื่อได้เข้าเรียนในโครงการแล้ว เด็กต้องได้รับการฝึกฝน ฝึกปฏิบัติความเป็นครูอย่างเข้มข้น เมื่อเด็กกลุ่มนี้จบออกมาเป็นครูต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครู สอนเก่ง ถ่ายทอดเก่ง คิดบทเรียน กิจกรรม เป็นครูที่ดี สอนเด็กให้มีคุณภาพ

“ทุกโครงการจะคัดเลือกเด็กที่มีความรู้ เป็นเด็กดี เด็กเก่งมาเรียนในระบบการผลิตครู เป็นการจำกัดจำนวนรับที่มีคุณภาพในสถาบันการผลิตที่มีคุณภาพ โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้สมัคร ขณะเดียวกันจะคัดเลือกสถาบันการผลิตครูเพื่อเข้าร่วมการผลิต ซึ่งความเป็นจริงต่อให้เด็กผ่านหลักสูตรของการเรียนการสอน กระบวนการผลิตครูตามหลักเกณฑ์ กรอบมาตรฐานชัดเจน แต่ต้องยอมรับว่า สถาบันการผลิตครูที่มีสาขามากกว่า 14 สาขา มีคณะ สถาบันที่เปิดสอนกว่า 50 แห่งแตกต่างกัน ดังนั้นแม้ว่านิสิตนักศึกษาวิชาชีพครูผ่านกระบวนการผลิตแล้ว ก็มีบางมหาวิทยาลัยที่ไม่สามารถผลิตครูได้ตรงกับคุณสมบัติ หลักเกณฑ์กำหนด เมื่อจะบรรจุหรือแต่งตั้งครู จึงไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้” รศ.ดร.ประพันธ์ศิริ กล่าว

ปัจจุบันมีหลายโครงการที่ดูท่าว่าจะไม่ได้ไปต่อ อาทิ โครงการเพชรในตม ขณะที่โครงการผุดใหม่ อย่าง โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ก็ไม่ได้เปิดกว้างให้ทุกสถาบันการผลิตครูเข้าร่วม รศ.ดร.ประพันธ์ศิริ อธิบายต่อว่า สถาบันการผลิต ถือเป็นหัวใจหลักในโครงการผลิตครูแต่ทางปฏิบัติสถาบันการผลิตครูมีปัญหา

หากจะผลิตครูให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ มหาวิทยาลัยควรดำเนินการใน 4 กระบวนการ ดังต่อไปนี้ 1.กระบวนการรับเข้ามาเป็นครู ควรกำหนดเกณฑ์ในการรับ เช่น การสอบวัดแววความเป็นครู วัดความรู้ในแต่ละสาขาวิชา ต้องมีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2.50 หรือ 2.75 รวมถึงต้องมีการสอบสัมภาษณ์ ดูบุคลิกท่าทางว่าเหมาะสมกับความเป็นครูหรือไม่ เด็กมีความต้องการ รักในอาชีพครูหรือไม่ เป็นต้น

2.กระบวนการผลิตครู ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของครุสภา และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษากำหนด รวมถึงหลักเกณฑ์ในแต่ละโครงการ ต้องมีหลักสูตรที่มีคุณภาพ มาตรฐาน มีอาจารย์ในชั้นเรียน 1:25 คน และอาจารย์ตรงตามวุฒิ ต้องมีความรู้ความสามารถ ต้องมีครูของครูที่เข้าใจนิสิตนักศึกษา เวลานิสิตนักศึกษาไปฝึกสอนจะได้เข้าใจเด็ก ต้องให้คำแนะนำเด็กได้ เป็นต้น รวมถึงต้องมีหอพัก เพราะการฝึกให้นิสิตนักศึกษาเป็นครูที่ดี มีจิตวิญญาณความเป็นครู ฝึกปฏิบัติในชั้นเรียนอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องลงไปถึงการใช้ชีวิต พฤติกรรมของคนที่จะเป็นครู ครูต้องไม่ใช้การสอนเป็นเครื่องมือในการหารายได้

3.กระบวนการพัฒนาอาจารย์ ครูของครูให้มีความรู้ใหม่ๆ มีกระบวนการสอนที่เข้าใจในแต่ละพื้นที่ที่นิสิตนักศึกษาต้องไปฝึกสอน และ 4.กระบวนการติดตามประเมินผลการสอนของนิสิตนักศึกษา ไม่ว่านิสิตนักศึกษาจบออกไปเป็นครูที่ไหน อย่างน้อย 2 ปี ต้องติดตามประเมินการสอนของนิสิตนักศึกษาครูเหล่านี้ เพื่อจะได้รู้ว่าครูเหล่านี้กำลังเผชิญอะไร และต้องได้รับการเพิ่มเติมทักษะด้านไหน อีกทั้ง ยังทำให้ครูรุ่นใหม่ได้มีไฟในการสอน เพราะมีครูของครูคอยช่วยเหลือ

“ครู เป็นต้นทุนความฉลาดของเด็ก ดังนั้น กว่าจะได้คนมาเป็นครู ต้องมีกระบวนการที่เข้มข้น ต้องเริ่มตั้งแต่นำเด็กเข้ามา ผ่านการอบรม ฝึกปฏิบัติ สร้างจิตวิญญาณความเป็นครู ซึ่งการสร้างจิตวิญญาณความเป็นครูนั้นสำคัญอย่างมาก เพราะครูไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสอน ให้ความรู้เท่านั้น แต่ต้องช่วยอบรมบ่มเพาะให้คนคนหนึ่งเป็นคนดี คนเก่ง และรักในอาชีพ มีจิตวิญญาณความเป็นครูในการช่วยสร้างคุณภาพของเด็ก ซึ่งครูจะเป็นครูคุณภาพได้นั้น ล้วนเป็นหน้าที่ของสถาบันการผลิตครูต้องพึ่งพัฒนาหลักสูตร จัดกระบวนการเรียนการสอนให้ครูออกไปเป็นครูที่ดี สมบูรณ์แบบ เป็นครูที่ทำเพื่อเด็กทุกคนจริงๆ” รศ.ดร.ประพันธ์ศิริ กล่าวทิ้งท้าย

นัด ครู-ผอ.ร.ร.ทั่วประเทศแต่งดำ ค้านยุบ-เลิกเขตพื้นที่กศ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/395636

นัด ครู-ผอ.ร.ร.ทั่วประเทศแต่งดำ ค้านยุบ-เลิกเขตพื้นที่กศ.

วันที่ 27 ตุลาคม 2562 – 20:30 น.
สบมท,นัดครูแต่งดำ,ประท้วงยุบเขตพื้นที่การศึกษา,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,รมวศึกษาธิการ
เปิดอ่าน 9,368 ครั้ง

ส.บ.ม.ท.แถลงการณ์ค้าน”ยุบ” หรือ “ยกเลิก” เขตพื้นที่การศึกษา ตามที่ “รมว.ศธ.”จ่อปรับโครงสร้างศธ.ใหม่ชี้เพิ่มความแตกแยก 28 ต.ค.นี้นัดครู-ผบห.แต่งดำประท้วง

แถลงการณ์ สมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย เรื่อง คัดค้านการยุบหรือยกเลิกเขตพื้นท่ีการศึกษา ตามที่นาย ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่าได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ

โดยมีเจตนาเพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาบรรลุเป้าหมาย มีโครงสร้างขององค์กรที่เอื้อต่อการบริหารจัดการและการศึกษา นอกจากนั้นนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ยังได้มีแนวคิดในเรื่องของการให้สภาหอการค้าจังหวัดเข้ามาเป็นคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) โดยอ้างว่าเพื่อให้มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับสถานศึกษามากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะได้ทราบความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น นั้น

สมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) พิจารณาแล้ว ขอแถลงการณ์ว่าโรงเรียนและครูเป็นหน่วยงานและเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดของกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องของการจัดการศึกษาให้นักเรียนและย่อมรู้แนวทางดีว่าการจัดการศึกษาอย่างไรส่งผลที่ดีเเละเกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียน

การจัดการศึกษาในอดีตที่ผ่านมาก่อนที่จะมีการยึดอำนาจรัฐของ คสช. การจัดการศึกษาเป็นไปด้วยดี เป็นระบบ ผู้นำทางการศึกษาในระดับพื้นที่ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการเรียนการสอน แล้วพัฒนาขึ้นมาจนเป็นผู้นำการศึกษาในระดับพื้นที่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นไปตามความคาดหวังของสังคม

การบริหารงานการศึกษาและการบริหารงานบุคคลระดับพื้นที่เป็นการบริหารแบบมีส่วนร่วมโดยมีผู้แทนครู ผู้แทนผู้บริหารโรงเรียน ผู้แทนผู้เกี่ยวข้องทางการศึกษาร่วมเป็นคณะพิจารณาวางแผนและดำเนินการ โครงสร้างองค์กรไม่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายการเมืองหรือบุคคลอื่นใดในการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในเรื่องของการบริหารงานบุคคล

ต่อมาเมื่อมีรัฐบาล คสช. เข้ามาบริหารประเทศ และผู้มีอำนาจของรัฐบาลบางรายได้มีความพยายามที่จะเข้ามาใช้อำนาจในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการครูในทุกจังหวัดเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวและวางรากฐานทางการเมืองที่จะสืบทอดอำนาจ แต่ไม่สามารถทำได้เพราะติดขัดด้วยกฎหมายที่เป็นระบบที่ดีและเข้มแข็ง จึงได้มีการใช้อำนาจเผด็จการมีคำสั่งให้ตัดอำนาจ ที่ดีและเหมาะสมออกไปแล้ว

ประกาศใช้อำนาจใหม่ที่เอื้อประโยชน์ต่อระบบที่เรียกว่า Single Command กล่าวคือผู้มีอำนาจสูงสุดในกระทรวงศึกษาธิการสั่งการปลัดกระทรวง โดยปลัดกระทรวงสั่งการต่อไปที่ศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการจังหวัดสั่งการไปที่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ส่วนองค์คณะบุคคลในแต่ละจังหวัดที่แต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด ก็ล้วนแล้วแต่มาจากการพิจารณาสั่งการจากส่วนกลางทั้งสิ้น ตัดระบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมทิ้งไป

ผลที่ตามมาคือการจัดการศึกษาล้มเหลว ผลการเรียนของนักเรียนตกต่ำอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน การบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยใช้รูปแบบเดิมที่มีศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้ใช้อำนาจตามมาตรา 53 และการมี กศจ.ที่มีคณะกรรมการรูปแบบเดิมประสบความล้มเหลวไม่เป็นไปตามที่ผู้มีอำนาจกล่าวอ้างว่าเป็นระบบที่ดี ส.บ.ม.ท.ได้ติดตามการทำงานเกี่ยวกับเรื่องการบริหารการศึกษาของ รมว.ศธ. มาระยะหนึ่งแล้วพบว่าแม้ว่า รมว.ศธ. จะแถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่า

“ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าจะมี กศจ. หรือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือไม่ เพราะอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นการวิเคราะห์ปัญหาเท่านั้น ดังนั้นระหว่างนี้อยู่ในช่วงของการดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่ แต่ขอให้มั่นใจว่าทุกเรื่องที่ตนปรับปรุงเพื่อมุ่งสู่คุณภาพของเด็กแน่นอน” ก็ตาม

แต่ในทางปฏิบัติได้พบข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า รมว.ศธ. น่าจะตัดสินใจตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะยังคงมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้นำการศึกษาในระดับจังหวัด และจะยังคงมี กศจ. อยู่ โดยข้อบ่งชี้ดังกล่าวประกอบด้วย

 1. รมว.ศธ. ได้เสนอตั้งงบประมาณจัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดและสำนักงานศึกษาธิการภาค อีก 24 แห่งทั่วประเทศไทย โดยมีงบประมาณก่อสร้างแห่งละประมาณ 20 ล้านบาท

          2. รมว.ศธ. เพิ่งให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไปว่าจะให้สภาหอการค้าจังหวัดเป็นกรรมการ กศจ. 3. รมว .ศธ. ตอบคำถามผู้แทนองค์กรครูที่ถามว่า “ทำไมต้องให้มีศึกษาธิการจังหวัดมาเป็นผู้บริหารจัดการศึกษา ทำไมไม่ให้ สพฐ. /และ สพท. ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของข้าราชการครูทั้งประเทศบริหารจัดการกันเอง”

รมว.ศธ. ตอบชัดเจนว่าการศึกษาเป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องมีส่วนร่วมในระดับจังหวัดด้วย คำตอบดังกล่าวเห็นได้ว่าไม่ได้ปฏิเสธคำถามของผู้แทนองค์กรครู

4. คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการนั้นพบว่าคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างที่ได้รับการแต่งตั้งเกือบทุกรายล้วนแล้วแต่เป็นข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หรือหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมที่ขึ้นตรงกับปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

         โดยไม่มีผู้แทนครูหรือผู้แทนผู้บริหารโรงเรียนซึ่งเป็นผู้ที่รู้ปัญหาของการจัดการศึกษาที่ส่งผลเสียหายต่อนักเรียน และเป็นผู้รู้โอกาสในการจัดการศึกษาที่จะเกิดประโยชน์โดยตรงต่อนักเรียน แม้แต่รายเดียว เป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการที่มีสัดส่วนที่ไม่เหมาะสมและการแต่งตั้งคณะกรรมการคณะนี้ขึ้นมาก็เพื่อต้องการให้เกิดความชอบธรรมในรูปแบบที่ รมว.ศธ. ต้องการ

 5.ได้มีการถ่ายโอนอัตรากำลังของ สพฐ. ที่ควรจะนำไปใช้ในเรื่องการเรียนการสอนไปเป็นอัตรากำลังของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดหลายร้อยคน 6. สภาการศึกษา ได้มีมติให้เพิ่มเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษาจังหวัดให้ครบทุกจังหวัดเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยได้มีการวิเคราะห์แล้วพบว่าไม่เพิ่มคน ไม่เพิ่มงบประมาณ และสถานที่ตั้งมีความพร้อมแล้ว แต่ รมว.ศธ. กลับไม่ลงนามเพิ่มเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษาจังหวัด โดยอ้างว่าจะรอการปรับโครงสร้าง

7. ได้มีการสอบเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เสร็จสิ้นแล้ว แต่ไม่ดำเนินการตามกระบวนการเพื่อให้มีการบรรจุและแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา

จากข้อบ่งชี้ดังกล่าวข้างต้นจึงเห็นได้ว่า รมว.ศธ. มีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าจะยุบหน่วยงานเขตพื้นท่ีการศึกษา และจะยังคงให้มีสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเพื่อทำหน้าท่ีบริหารจัดการการศึกษาขั้นพื้นฐานในแต่ละจังหวัดและยังจะให้เอกชนคือบรรดาพ่อค้าเข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการศึกษาในแต่ละจังหวัด

ส.บ.ม.ท.พิจารณาแล้วเห็นว่าในการจัดการศึกษาที่ให้แต่ละจังหวัดมีคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่บริหารการศึกษาและทำหน้าที่บริหารงานบุคคล โดยขาดการมีส่วนร่วมของข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษา และยังตัดอำนาจการบริหารงานบุคคลจากผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไปเป็นอำนาจของศึกษาธิการจังหวัด

 ในรูปแบบที่เคยปฏิบัติมาเป็นเวลา 5 ปี นั้นสร้างความเสียหายให้กับการศึกษาอย่างมากมาย ส่งผลให้การจัดการศึกษาตกต่ำทั้งประเทศ สร้างความเดือดร้อนให้กับข้าราชการครูในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างยิ่ง และยังสร้างความแตกแยกของบุคคลากรในวงการศึกษาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

นอกจากนี้การมีแนวคิดในเรื่องการปรับปรุงโครงสร้าง ที่ขาดการมีส่วนร่วมของครู มีแนวคิดในเรื่องการยุบเขตพื้นท่ีการศึกษา การให้ กศจ. และเอกชน เป็นผู้บริหารและกำกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของแต่ละจังหวัด เป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้

 ส.บ.ม.ท.จึงขอเชิญชวนให้ผู้บริหารโรงเรียนและข้าราชการครูแสดงสัญลักษณ์การไม่เห็นด้วยอย่างสงบ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนและเป็นไปตามครรลองของกฎหมาย โดยการพร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดดำพร้อมกันทั้งประเทศ ในวันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม 2562 นี้ และหาก รมว.ศธ. ยังมีแนวคิดเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ก็จะมีการยกระดับการแสดงสัญลักษณ์ของความไม่เห็นด้วยต่อไป

รัชชัยย์ ศรสุวรรณ 

       นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย

                 27ตุลาคม 2562

กสศ.เปิดแจกทุน ม.3 และ ม.6 เรียนต่อสายวิชาชีพชั้นสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/395591

กสศ.เปิดแจกทุน ม.3 และ ม.6 เรียนต่อสายวิชาชีพชั้นสูง

วันที่ 27 ตุลาคม 2562 – 15:59 น.
กสศ,แจกทุน,สายวิชาชีพ
เปิดอ่าน 0 ครั้ง

กสศ.ชวนโรงเรียนทั่วประเทศ แนะแนว นร.ยากจน-ด้อยโอกาสแต่เรียนดีที่กำลังศึกษาชั้น ม.3 / ม.6 หรือเทียบเท่า เตรียมสมัครทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงรุ่น 2 ช่วง ธ.ค.นี้

27 ตุลาคม 2562 ที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดเวที“ปลุกพลัง สร้างโอกาสแห่งอนาคต กับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง”โดยมีนักศึกษาทุนรุ่นที่ 1 พร้อมด้วยครูอาจารย์เข้าร่วมกว่า 300 คน

นางสาวนัซเราะห์  สมจริง นักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ปวส.1 สาขาวิชาการท่องเที่ยววิทยาลัยชุมชนสตูล กล่าวว่า ทุนกสศ.เป็นทางเดียวที่ทำให้เราได้เรียนต่อ แล้วยังสามารถมาช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้านได้ด้วย มันเป็นทั้งความดีใจที่ได้เรียนและภูมิใจที่เราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวดีขึ้น ทุนนี้คือสิ่งที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตจากที่เคยท้อถอยจนไม่มีความหวังแล้ว แต่ตอนนี้สามารถมองเห็นอนาคตของตัวเองได้อีกครั้ง

นพ.สุภกร  บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกา (กสศ.) กล่าวว่า ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา กสศ.ลงพื้นที่ 11 เส้นทางทั่วประเทศ ต่อเนื่องทุกวันเสาร์อาทิตย์เพื่อปฐมนิเทศนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงรุ่นที่ 1 ทั้งหมด 2,113 คน และอาจารย์อีกกว่า 250 คน จากสถานศึกษาสายอาชีพ 36 แห่งในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สถาบันวิทยาลัยชุมชน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพนักศึกษาทุนฯ ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของ ผู้บริหาร ครูอาจารย์ รุ่นพี่นักศึกษาสายอาชีพ รวมถึงเครือข่ายภาคธุรกิจเอกชน ช่วยกันแบ่งปันประสบการณ์ ทั้งเรื่องทักษะชีวิต การวางแผนชีวิตให้นักศึกษาทุนรู้คุณค่าและการวางแผนการใช้-จ่ายเงิน ตลอดจนทักษะอาชีพ จากประสบการณ์จริงของนายจ้าง เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจมุ่งมั่นในการเรียน และพัฒนาให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือการจัดการศึกษาสายอาชีพชั้นสูง

ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า ในเทอมที่ผ่านมาเราได้เห็นความก้าวหน้าของระบบดูแลความเป็นอยู่และสวัสดิภาพนักศึกษาทุน โดยมีครู อาจารย์ที่เปรียบเสมือนโค้ชชีวิตให้คำปรึกษาแนะนำด้านสภาพจิตใจ เพื่อดูแลการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงในช่วงวัยรุ่น โดยกสศ.ยังร่วมกับสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์  พัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักศึกษาทุนอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีความก้าวหน้าของหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาสายอาชีพ โดยเฉพาะความร่วมมือกับเครือข่ายภาคธุรกิจเอกชนทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ในรูปแบบทวิภาคี เช่น วิทยาลัยเทคโนโลยีชลบุรีทำความร่วมมือกับ บริษัทแอลแอลไอที (ประเทศไทย) จำกัด (หลิงหลง) ในรูปแบบการเรียนระบบทวิภาคีแบบทวิวุฒิ คือเรียนในประเทศไทย 1 ปี และไปเรียนในสาธารณรัฐประชาชนจีน1 ปี 6 เดือน จบแล้วได้วุฒิ 2 ประเทศสามารถเรียนต่อและทำงานได้ทั้งไทยและจีน และยังร่วมกับวิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวะทางรถไฟหลิ่วโจว สาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อฝึกทักษะอาชีพจากประสบการณ์จริง วิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญนำนักศึกษาทุนที่ได้รับการคัดเลือกไปฝึกประสบการณ์การทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นระยะเวลา 1 ปีแบบทวิภาคี โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ร่วมกับบริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด ร่วมพัฒนาหลักสูตรและเป็นสถานที่ในการฝึกอาชีพ เป็นต้น

“กสศ.ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมโอกาสการมีงานทำของนักศึกษาทุน ในเทอมที่ผ่านมามีภาคธุรกิจเอกชนมากกว่า 50 แห่งร่วมโครงการทวิภาคี  และความร่วมมือระหว่างประเทศในการคัดเลือกนักศึกษาทุนไปดูงานและฝึกงาน เช่น ญี่ปุ่น จีน เดนมาร์ก และมาเลเซีย” ผู้จัดการ กสศ.กล่าว

ดร.พีระพล พูลทวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) กล่าวว่า  ฝากถึงนักศึกษาที่ได้รับทุนวัตกรรม สายอาชีพชั้นสูงรุ่นที่ 1 การได้รับทุน ไม่สำคัญเท่าเราจะไปถึงวัตถุประสงค์ของกองทุนกสศ. ได้อย่างไร เมื่อได้รับโอกาสเราจะต้องเอาใจใส่ต่อสิ่งที่ได้รับ อาจารย์จะต้องดูแลลูกศิษย์ ผู้อำนวยการต้องเป็นผู้กำกับ ขณะนี้มีกระแสว่าจะมีคนตกงานอีก 400,000 คน ดังนั้นนักศึกษาต้องมองวิกฤตให้เป็นโอกาส ร่วมบูรณาการระหว่าง ศธ.กสศ.และผู้ประกอบการภาคเอกชน จะเป็นแสงสว่างที่ดีต่อสายอาชีวะ การได้ศึกษางานในสถานประกอบการ ได้เรียนรู้งานนอกห้องเรียน เป็นโอกาสช่วยให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น

ดร.ธีระพล  ถนอมศักดิ์ยุทธ ผู้ช่วยบริหารสำนักประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัดมหาชน กล่าวว่า ปัจจุบันเป็นยุคที่เทคโนโลยีส่งผลต่อชีวิตคน และธุรกิจ ดังนั้นเราไม่สามารถเรียนรู้ในห้องเรียนได้อย่างเดียว ทุกคนต้องเตรียมตัวเองให้พร้อม ถ้าตั้งหลักได้ตั้งแต่วันนี้ อีก 60 ปี ข้างหน้าจะสบาย  นักศึกษาทุนที่ได้รับโอกาส ต้องปรับตัวให้พร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อที่จะพัฒนาตนเองให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ พร้อมรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆที่กำลังจะเกิดขึ้น

​“วันนี้ภาคธุรกิจไม่ได้รอให้น้องเรียนจบแล้วค่อยไปสมัครงาน หรือเริ่มต้นทำงาน เหมือนของกลุ่มทรู มีโครงการ ทรู แล็บ (True Lab)ที่เข้าไปเชื่อมโยงภาคการศึกษา นำโจทย์ภาคธุรกิจลงไป มีสตาร์ทอัพระดับนักศึกษารวมถึงอาชีวะด้วย ถ้ามีบิสซิเนสโมเดล อยากทำธุรกิจ ไม่ต้องเรียนจบก็สามารถลองผิดลองถูก  รีบเรียนรู้ความล้มเหลวตั้งแต่ตอนเรียน แล้วเริ่มต้นใหม่ จะได้ประสบการณ์เร็วขึ้น ยุคนี้เป็นยุคที่ต้องการนักปฏิบัติ สุดท้ายแล้วพอได้นวัตกรรมมา ก็มาแชร์องค์ความรู้กัน รูปแบบการเรียนของอาชีวะจากนี้ไป เป็นเรื่องของการลงมือปฏิบัติทำงานจริงในภาคเอกชน ในโรงงานจริง แล้วจะได้เรียนรู้จริง ถือเป็นการร่นระยะเวลา” ดร.ธีระพล กล่าว

นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมความร่วมมือนวัตกรรมและทุนการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า ล่าสุดกสศ.กำลังจะประกาศเปิดรับโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงรุ่นที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ประมาณเดือนพฤศจิกายนจะเปิดรับสมัครสถานศึกษาสายอาชีพ ที่มีความพร้อมในการค้นหา แนะแนว คัดเลือกนักเรียนทุน มีระบบดูแลความเป็นอยู่และสวัสดิภาพนักศึกษา มีกระบวนการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพในสาขาที่มีโอกาสการทำงานสูงและสอดคล้องกับความต้องการแรงงานและการส่งเสริมโอกาสการมีงานทำโดยภายในเดือนธันวาคม

กสศ.จะประกาศรายชื่อสถานศึกษาสายอาชีพที่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าว ระหว่างนี้กสศ.จึงขอประชาสัมพันธ์ไปยังโรงเรียนให้ช่วยแนะแนวและเตรียมความพร้อม ให้กับนักเรียนยากจนด้อยโอกาส มีรายได้เฉลี่ยสมาชิกครัวเรือนต่อคนต่อเดือนไม่เกิน 3,000 บาท ที่กำลังจะจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือเทียบเท่า และนักเรียนที่กำลังจะจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/ปวช.3 หรือเทียบเท่าโดยเป็นนักเรียนที่มีศักยภาพในการศึกษาต่อจนจบการศึกษา มีผลการเรียนสะสมดี หรือมีความสามารถพิเศษทางทักษะฝีมือ นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์โดยสามารถติดตามการประกาศรายชื่อสถานศึกษาสายอาชีพและสาขาวิชาที่เปิดรับในช่วงเดือนธันวาคมนี้ ทาง www.eef.or.th สำหรับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงของกสศ. แบ่งเป็น2ประเภท คือ ทุน2ปี ปวส./อนุปริญญา และทุน 5 ปีปวช.ต่อเนื่อง ปวส.โดยนักศึกษาทุนจะได้รับการสนับสนุนค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายรายเดือน พร้อมกับกิจกรรมเสริมคุณภาพจนสำเร็จการศึกษา


“ทุนนี้จะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในผู้ขาดแคลน ทุนทรัพย์และด้อยโอกาสซึ่งเป็นการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกด้านการศึกษา (SDG4) ในปีที่ผ่านมามี นักเรียนยากจน ด้อยโอกาสที่เรียนเก่ง และมีความสามารถสูง ได้รับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงจำนวนมาก เห็นได้จากผลการเรียนในเทอมที่ผ่านมา และมีนักศึกษาทุนจำนวนมากได้รับรางวัลด้านวิชาการและสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เช่น การแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ การแข่งขันอาชีวศึกษา เพชรยอดมงกุฏ  อย่างไรก็ตามนักเรียนที่ได้รับทุนจาก กสศ. ปีหนึ่งราว​ 2,000 กว่าคนเท่านั้น ซึ่งคิดเป็นเพียง 1 % ของนักเรียนที่มีฐานะยากลำบาก นับว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก  ดังนั้นหากภาคธุรกิจเอกชนสนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนเติมเต็มทุนสร้างโอกาสนี้ สามารถร่วมเป็นเครือข่ายร่วมสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาโดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 0795475ในวันและเวลาราชการ” นางสาวธันว์ธิดา กล่าว

นายฉันท์ชนก แก้วตา นักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ปวส.1 สาขายานยนต์ วิทยาลัยเทคโนโลยีอีสานเหนือ กล่าวว่า ที่บ้านผมมีพ่อทำงานคนเดียว ช่วงจบ ม.6 พ่อผมเสียชีวิต แม่บอกว่าไม่มีเงินส่งเสียให้เรียนต่อแล้ว ผมจึงตั้งใจแล้วว่าจะเลิกเรียนไปหางานรับจ้างรายวันทำ งานทำถนนหรืออะไรก็ได้ที่เขารับ แต่พอรู้ว่าได้เป็นหนึ่งในนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ก็ดีใจครับที่ได้เรียนหนังสือต่อ แม่เขาก็กำชับให้ผมตั้งใจเรียน ทำตัวให้ดีให้สมกับที่ กสศ.เลือกเรา