ดันมหาวิทยาลัยสู่ Market Base สนองตลาดยึดปชช.เป็นตัวตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/395513

ดันมหาวิทยาลัยสู่ Market Base สนองตลาดยึดปชช.เป็นตัวตั้ง

วันที่ 27 ตุลาคม 2562 – 00:10 น.
ดรสุวิทย์ เมษินทรีย์,ดันมหาวิทยาลัยสู่ Market Base สนองตลาด,แรงงานในระบบ,ผู้สูงวัย
เปิดอ่าน 520 ครั้ง

“สุวิทย์”ดันมหาวิทยาลัยสู่ Market Base สนองตลาด ยึดปชช.เป็นตัวตั้ง เล็งใช้กลไกงบประมาณกำหนดทิศทางอุดมศึกษา ย้ำต้องพัฒนาแรงงาน40 ล้าน-ผู้สูงวัยมีการเรียนรู้

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) เป็นประธานและมอบนโยบายในการประชุมผู้บริหาร สป.อว. (กลุ่มภารกิจด้านการอุดมศึกษา) ร่วมกับ รมว.อว. ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์วิจิตร ศรีสอ้าน อาคารอุดมศึกษา 1 สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ถนนศรีอยุธยา) เมื่อเร็วๆ นี้

ศ.สัมพันธ์ ฤทธิเดช เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา  นำเสนอข้อมูลในภาพรวมของ สป.อว. (กลุ่มภารกิจด้านการอุดมศึกษา) ในที่ประชุมว่า โครงสร้างเดิมแบ่งเป็น 9 สำนัก 4 หน่วยงานในกำกับ มีภารกิจหลักตามโครงสร้างรวมทั้งหมด 13 ภารกิจหลัก ได้แก่

ยุทธศาสตร์อุดมศึกษา การขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรม การส่งเสริมการผลิตและพัฒนากำลังคน ยุทธศาสตร์ต่างประเทศ การพัฒนาและติดตามมาตรฐานและคุณภาพการอุดมศึกษา ฐานข้อมูลอุดมศึกษา การบริหารงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา การพัฒนาสมรรถนะนักศึกษา กฎหมาย/การเสนอขอโปรดเกล้าฯ การส่งเสริมดำเนินงานของมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชน

รวมถึงการพัฒนาเครือข่าย Cooperative and Work Integrated Education เลขานุการของ กกอ. กพอ. และ Back office โดยมีโครงการและงานสำคัญที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ โครงการครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น โครงการ Thai MOOC การพัฒนาคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศด้วยเกณฑ์ EdPEx Credit Bank การปรับปรุงเกณฑ์การเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ โครงการอาสาประชารัฐ การปลดล็อก มอ. และตำแหน่งทางวิชาการ เป็นต้น

จากนั้น ผู้อำนวยการและผู้แทนสำนัก/หน่วยงาน ได้ชี้แจงบทบาท ภารกิจ หน้าที่การดำเนินงานและข้อมูลที่เกี่ยวข้องของแต่ละสำนักให้ที่ประชุมรับทราบ

จากนั้น ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ได้มอบนโยบายให้แก่ที่ประชุม โดยกล่าวในตอนหนึ่งว่า มหาวิทยาลัยในปัจจุบันไม่ใช่แบบเดิมอีกต่อไป เรากำลังดูแลในสิ่งที่กำลังเป็น แต่ยังไม่ได้ดูแลในสิ่งที่ควรจะเป็นในอนาคต เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีวิสัยทัศน์ที่ไกลกว่ามหาวิทยาลัย ในอนาคตการอุดมศึกษาหน้าตาจะเป็นอย่างไร ใช้ภาพในอนาคตเป็นตัวตั้ง

“ในอนาคตมหาวิทยาลัยจะต้องเป็น Market Base โดยใช้ความต้องการของตลาดหรือประชาชนเป็นตัวตั้ง โจทย์ที่สำคัญคือเราจะทันโลกในศตวรรษที่ 21 มองเห็นภาพของโลกในอนาคตอย่างไร โครงสร้างของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันไม่ตอบโจทย์ประเทศ ในอนาคตเราจะใช้กลไกของงบประมาณ นโยบายในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย เพื่อกำหนดทิศทางของการอุดมศึกษา” ดร.สุวิทย์  กล่าว

          ดร.สุวิทย์  กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องมีอิสรภาพแต่ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ หน้าที่ของเราในอนาคตคือการเพิ่มขีดความสามารถให้มหาวิทยาลัยไม่ใช่การไปควบคุม แต่จะต้องเข้มงวดในเรื่องมาตรฐานมากขึ้น บทบาทของมหาวิทยาลัย บทบาทของเราต้องเปลี่ยน การควบคุมของเราจะควบคุมในเชิงที่ไม่ให้มหาวิทยาลัยเป็นภัยต่อสังคม มาตรฐานจะต้องเป็นมาตรฐานระดับโลกที่ไปส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน

 “มาตรฐานมหาวิทยาลัย ต้องเป็นมาตรฐานที่ต้องตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ กลุ่มเป้าหมายของมหาวิทยาลัยไม่ใช่นิสิต นักศึกษาเพื่อผลิตออกมาเป็นบัณฑิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีกลุ่มของแรงงานที่อยู่ในระบบอีก 40 ล้านคน ที่จะต้องถูก reskill upskill รวมถึงคนสูงวัยที่จะต้องมีการเรียนรู้และการศึกษาสำหรับคนสูงวัย นี่คือสิ่งที่อยากให้เตรียมพร้อมรับกลุ่มเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงไป เรากำลังเปลี่ยนแปลงประเทศภายใต้กระทรวงใหม่ ผ่านภารกิจสำคัญคือการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ เพื่อนำไปสู่สร้างนวัตกรรม”  ดร.สุวิทย์ กล่าว

พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิตบึงกาฬเรียนรู้วิถีชีวิต-สร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/395259

พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิตบึงกาฬเรียนรู้วิถีชีวิต-สร้างรายได้ม

วันที่ 25 ตุลาคม 2562 – 14:40 น.
พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต,ิวิถีชีวิตชุมชน
เปิดอ่าน 0 ครั้ง

พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต บึงกาฬ เรียนรู้วิถีชีวิต-สร้างรายได้ชุมชน 

หากมองภายนอกศิลปะอาจเชื่อมโยงกับความเป็นวิถีชุมชนได้ยาก แต่ในความจริงแล้วศิลปะเป็นศูนย์กลางที่เปิดพื้นที่ให้คนแต่ละพื้นที่ได้มาพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และทำกิจกรรมร่วมกัน แม้จะต่างเพศหรือต่างวัย โดยจังหวัดบึงกาฬ ได้ตั้ง พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จังหวัดบึงกาฬ เพื่อเป็นสถานที่ให้คนในชุมชนมาเจอกัน ถ่ายทอดวิถีชีวิต อีกทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนเรียนรู้วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของครอบครัวชาวอีสานในสมัยก่อน ผ่านข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันรวมทั้งการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนเข้าสู่ชุมชนผ่านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรมในวิถีพื้นบ้าน

สุทธิพงษ์ สุริยะ ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า จากการริเริ่มที่อยากจะนำธรรมะ ธรรมชาติ และธรรมดาเข้าด้วยกัน จึงนำศิลปะเข้ามาจัดการอย่างมีระบบ เพื่อให้เข้ากับวิถีเกษตรชุมชนจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบยั่งยืนด้วยการใช้ศิลปะในการออกแบบอย่างร่วมสมัยให้สวยงามและสะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน ทำให้เกิดชุมชนเกื้อกูล บอกเล่าเรื่องวิถีความเป็นอยู่ดั้งเดิมให้คนอยู่ใกล้ชิดและอบอุ่นกัน โดยมีแนวทางเกษตรเป็นตัวเชื่อมทำให้เกิดความยั่งยืนรวมถึงการเปิดตลาดจำหน่ายสินค้าในชุมชน

พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จังหวัดบึงกาฬ ตั้งบนพื้นที่ 3 ไร่ และแบ่งเป็น 3 ส่วน มีบทบาทและหน้าที่ต่างกัน ได้แก่ ส่วนแรก “พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต” มีลักษณะเป็นเรือนไม้อีสานอายุ 60 ปี ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของบ้านอีสาน ทั้งระเบียงกว้างสำหรับกิจกรรมของคนในครอบครัว หรือครัวอีสานที่ปัจจุบันหาดูได้ยาก

ทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดภูมิทัศน์จากการอิงธรรมชาติด้วยการตกแต่งจากผ้าซิ่นของบรรพบุรุษคนอีสาน ดอกดาวเรืองและดอกพุดตูมสีขาวที่มักใช้ในงานบายศรีสู่ขวัญจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของทางพิพิธภัณฑ์ นอกจากนั้นยังมีการประดับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนชาวอีสานและชาวไทยทั้งปวง

ทั้งนี้ ส่วนของ “พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต” มีทั้งหมด 3 โซน คือ ‘Green Activity’ ลานอเนกประสงค์ที่มุ่งเน้นการบูรณาการสร้างชุมชนให้ยั่งยืนจากการสร้างแหล่งรายได้และอาชีพ โดยสร้างเครือข่ายกับมหาวิทยาลัยและบุคลากรในสาขาต่างๆ เพื่อสร้างองค์ความรู้และคำแนะนำให้แก่ชุมชน หรือการเปิดพื้นที่ให้แต่ละชุมชนที่ต้องการพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

โซนที่สอง คือ ‘ตลาดชุมชนพอเพียง’ เป็นการสนับสนุนในการสร้างอาชีพให้ชุมชน เปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยทุกอำเภอใน จ.บึงกาฬ นำวัตถุดิบท้องถิ่น พืชผักพื้นบ้าน อาหารการกิน งานหัตถกรรม เครื่องจักสาน มาจำหน่ายโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางเพื่อเป็นการเสริมรายได้ให้ชุมชนและนักท่องเที่ยวได้ซึมซับความเป็นท้องถิ่นอีสานด้วยการแต่งขาวเข้าวัด ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่นของตระกูลใส่เสื้อสีขาว ผู้ชายนุ่งโสร่งใส่เสื้อสีขาวหรือนุ่งกางเกงใส่เสื้อสีขาวมีผ้าขาวม้ามัดเอว โดยตลาดชุมชนพอเพียงจะเปิดให้บริการทุกวันเสาร์และอาทิตย์ 13.00-17.00 น.เข้าชมฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย

และในโซนสุดท้าย ‘พื้นที่ศิลปะและชมดอกไม้ริมทุ่ง’ จุดผ่อนคลายให้แก่นักท่องเที่ยวจากการมองทุ่งหญ้าที่เปลี่ยนสีตามฤดูกาลและภาพศิลปะแนวธรรมชาติ มีแนวทางสร้างเครือข่ายร่วมกับศิลปินและคนรักการวาดภาพมาสร้างสรรค์และแสดงผลงานในโซนนี้ และส่วนที่สอง คือ “พิพิธภัณฑ์วัด พุทธหัตถศิลป์” มีพระจำพรรษาเพียง 4 รูป ช่วยกันอนุรักษ์การไหว้พระด้วยหมากเบ็ง หรือบายศรีขนาดเล็กๆ ที่ทำจากใบตองธรรมชาติเท่ากำปั้น เป็นงานฝีมือของหลวงปู่และผู้สูงวัยช่วยกันทำ

ส่วนที่สาม ได้แก่ จุดเช็กอินภาพวาดเขียนสีพญานาคกับอาชีพชุมชนการแสดงผลงานภาพวาดพญานาค 22 จุดโดยอิงจากวิถีชีวิตและอาชีพของเจ้าของบ้าน อาทิ ภาพพญานาคตัดผม อาชีพเจ้าของบ้านคือช่างตัดผม ภาพพญานาครดน้ำต้นไม้ อาชีพเจ้าของบ้านคือทำสวนเกษตร ภาพพญานาคขับรถไถนา อาชีพเจ้าของบ้านมีรถไถนารับจ้าง เป็นต้น ซึ่งร่วมมือกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จัดทำโครงการ “วาดบ้าน แปลงเมือง” ขึ้นโดยทำการลงพื้นที่สำรวจอาชีพ ความสนใจและสิ่งที่ชาวบ้านต้องการ ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่คนในชุมชนมีความเชื่อและศรัทธาเรื่องพญานาค

วิถีชีวิตชาวบ้านบ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์ของคนในชุมชน ซึ่งการนำศิลปะเข้ามาก็เป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมโยงและเผยแพร่ให้นักท่องเที่ยวรวมถึงคนไทยด้วยกันเองได้รู้และช่วยอนุรักษ์ให้อยู่สืบต่อไป อีกทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนเรียนรู้วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของครอบครัวชาวอีสานในสมัยก่อน ผ่านข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนเข้าสู่ชุมชนผ่านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรมในวิถีพื้นบ้าน

ณัฐ แก้วสกุล นักกิจกรรมจิตอาสา วิชาชีพที่มีต้องคืนให้แผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/395258

ณัฐ แก้วสกุล นักกิจกรรมจิตอาสา วิชาชีพที่มีต้องคืนให้แผ่นดิน

วันที่ 25 ตุลาคม 2562 – 14:25 น.
ผศณัฐ แก้วสกุล,วิชาชีพ,วิชาชีพที่มี ต้องคืนให้แผ่นดิน,จิตอาสา
เปิดอ่าน 3 ครั้ง

ณัฐ แก้วสกุล นักกิจกรรมจิตอาสา  วิชาชีพที่มี ต้องคืนให้แผ่นดิน  โดย…   ชลธิชา ศรีอุบล  กองประชาสัมพันธ์ มทร.ธัญบุรี

25 ปีของการเป็นครู “ผศ.ณัฐ แก้วสกุล” ยึดหลักในการทำงานว่าต้องลงมือทำ ไม่ใช่สอนอย่างเดียว ต้องทำให้ดู เด็กทุกวันนี้เรียนรู้จากพฤติกรรม ไม่ใช่เรียนรู้จากกระดาษหรือคำสอน อย่างเช่นการทำกิจกรรมจิตอาสา ต้องชวนมาทำ หาวิธีในการจูงใจและเปลี่ยนทัศนคติ อาจต้องใช้ “ซูเปอร์สตาร์” เพื่อดึงให้มาช่วยเหลือสังคม ซึ่งหลายงานที่ผู้นำต้นแบบเป็นดารา เช่น บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์, ตูน บอดี้สแลม เป็นต้นแบบที่ชัดเจนในการสร้างแรงบันดาลใจด้านจิตอาสาเพื่อส่วนรวม

ปัจจุบัน นอกจากเป็นอาจารย์คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม เขายังเป็นที่ปรึกษาชมรมราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) หรือที่รู้จักกันดีในกลุ่มนักกิจกรรมจิตอาสา พยายามสร้างกิจกรรมและสร้างทัศนคติจิตอาสาให้แก่เยาวชน การปลูกฝังให้แก่นักศึกษา ผู้นำนักศึกษา

สาเหตุที่ทำกิจกรรมจิตอาสามาตลอด เพราะมีแนวคิดว่า “วิชาชีพที่มี ต้องคืนให้แผ่นดิน” และสาขาที่เรียนทำประโยชน์ได้ สร้างสิ่งปลูกสร้างอาคารเรียนให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนและเกิดแก่โรงเรียนได้ โดยออกค่ายกับนักศึกษาอยู่ประมาณ 4–5 ปี จึงได้รับตำแหน่งที่ปรึกษาชมรมราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติ มทร.ธัญบุรี ถึงทุกวันนี้

ทุุกครั้งที่ออกค่ายต้องสร้างอาคารเรียนให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน เนื้องานทุกอย่างในการทำกิจกรรมครั้งนี้ เป็นการสร้างทักษะให้นักศึกษา สอนทุกกระบวนการ นักศึกษาที่ใฝ่รู้จะได้เนื้อหาได้ประสบการณ์ตรงนี้เต็มรูปแบบ ภูมิใจทุกครั้งที่นักศึกษาได้ลงมือและสำเร็จทุกครั้ง ภูมิใจที่เห็นลูกศิษย์ทำได้ ออกไปสู่สังคมและตลาดแรงงานที่จะพึ่งพาตัวเองได้

เพราะเชื่อว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้นำ โดยผู้นำมหาวิทยาลัย คือ อาจารย์ ผู้นำเด็ก คือ ผู้นำนักศึกษา ทำการถ่ายทอดไปยังสโมสรนักศึกษา สโมสรถ่ายทอดให้นักศึกษาในสาขา ทำให้เป็นสังคมที่ฝังรากหยั่งลึกไปในหัวใจ ทุกอย่างต้องช่วยกัน ทุกกิจกรรม มุ่งเน้นกิจกรรมจิตอาสาทั้งหมด เพื่อให้ผู้นำจิตอาสาทั้งหมดมหาวิทยาลัย เพื่อมหาวิทยาลัยเป็นต้นแบบได้ นำไปสู่ชุมชน ชุมชนต่ออำเภอ ระดับจังหวัด เริ่มด้วยการทำจิตอาสาในมหาวิทยาลัยและชุมชน การระดมจิตอาสา ในการรับผิดชอบต่อสังคม

“ถามว่าสิ่งที่ทำเพื่อต้องการเป็นฮีโร่ ต้องโดดเด่น ต้องการเป็นต้นแบบหรือเปล่า ตอบเลยว่าความต้องการไม่มี มีแต่จิตสำนึกที่ต้องร่วมรับผิดชอบต่อสังคม เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ร่วมอยู่ ร่วมใช้ทรัพยากรในสังคมอย่างมีจิตสำนึก ซึ่งถ้าสังคมขาดเรื่องพวกนี้จะอยู่อย่างไร เป็นสังคมที่เห็นแก่ตัวอย่างรุนแรง 20 ปี ในการทำงานตรงนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 คือต้นแบบการทำงานของผม เป็นแรงผลักดันทุกอย่าง ให้ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม” ที่ปรึกษาชมรมราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติ มทร.ธัญบุรี กล่าว

เขาเล่าว่า วัยเด็กช่วงปิดเทอม เขาต้องไปทำนากับปู่ย่า ที่ อ.หัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ทั้งๆ ที่พ่อรับราชการครู ทำให้ได้เรียน ปรับตัวเข้ากับสังคม เป็นภูมิชีวิตที่ดีมาก ไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นอยู่ ไม่ได้สะทกสะท้านกับความลำบาก เมื่อครั้งปี 2531 เข้ามาเรียนในระดับ ปวช.และ ปวส. ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตพระนครเหนือ

สมัยเรียนปริญญาตรี สาขาครุศาสตร์อุตสาหการ วิชาเอกวิศวกรรมงานเชื่อมประกอบ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลเขตเทเวศร์ (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตเทเวศร์) มาอยู่วัดลครทำ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร หลวงตาสอนทุกวันว่า “คนเกิดก่อนต้องช่วยคนเกิดทีหลัง” คำนั้นฝังอยู่ในใจจนทุกวันนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่มนุษย์คนหนึ่งควรที่จะทำ

หลังเรียนจบปี 2538 บรรจุรับราชการครูที่ ภาควิชาครุศาสตร์อุตสาหการ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทเวศร์ และปี 2539 ได้ย้ายมาบรรจุราชการครูที่ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ศูนย์กลางสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี) จนกระทั่งปี 2547 ได้เริ่มออกค่าย กับชมรมราชมงคลอาสาพัฒนาเฉลิมพระเกียรติ มทร.ธัญบุรี ครั้งแรกที่ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน

ผศ.ณัฐ บอกว่ามหาวิทยาลัยต้องพัฒนาจิตอาสาในรายวิชา ให้นักศึกษาเริ่มคิดกิจกรรมด้วยตนเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น รณรงค์การคัดแยกขยะในมหาวิทยาลัยและชุมชน รวมไปถึงการดูแลสภาพแวดล้อม นำนักศึกษาลงพื้นที่ในการช่วยเหลือชาวบ้าน พัฒนาและปรับปรุงที่อยู่อาศัย ซ่อมแซม เช่น การซ่อมแซมศูนย์การเรียนรู้วัดไก่เตี้ย จิตอาสาในรายวิชามีประสิทธิภาพค่อนข้างมาก นักศึกษาได้ฝึกทักษะในรายวิชา รวมไปถึงการสร้างจิตสำนึกที่ดี ทำแล้วเกิดประโยชน์ ลงพื้นที่ทำงานแล้วกลับมาตระหนัก เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับชุมชนได้

          “จิตอาสา ไม่ใช่ลงไปทำโน่นทำนี่ แต่จิตอาสาคือ ต้องไม่ทำร้ายสังคม ต้องไม่ซ้ำเติมสังคม ไม่ผลักภาระตนเองสู่สังคม นี่คือจิตอาสา ต้องมีความรับผิดชอบตนเองในทุกเรื่อง ถ้าคนในสังคมรับผิดชอบเรื่องของตนเองทุกเรื่อง มองที่ประโยชน์ขององค์กรมากขึ้นและมองว่าถ้าไม่มีองค์กรคงไม่มีเรา มองที่ส่วนรวมมากขึ้นก็จะทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้นไปในตัวนั่นเอง” ผศ.ณัฐ กล่าวทิ้งท้าย

มทร.สุวรรณภูมิ-กพร. ปั้นบัณฑิตพันธุ์ใหม่แก้ว่างงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/395165

มทร.สุวรรณภูมิ-กพร. ปั้นบัณฑิตพันธุ์ใหม่แก้ว่างงาน

วันที่ 24 ตุลาคม 2562 – 19:12 น.
มทรสุวรรณภูมิ,ปั้นบัณฑิตพันธุ์ใหม่,แก้ว่างงงาน
เปิดอ่าน 411 ครั้ง

มทร.สุวรรณภูมิ จับมือ กพร.ผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่นักปฏิบัติที่มีคุณภาพแก้ว่างงาน หวั่นบัณฑิตจบใหม่ 5.24 แสน เสี่ยงว่างงานสูง

นายธีรพล ขุนเมือง อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับนโยบายสหกิจศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทร.สุวรรณภูมิ) เปิดเผย หลังจากประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายฯ เมื่อเร็วๆ นี้ว่า

จากการสำรวจภาวะการมีงานทำของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าตัวเลขการว่างงานเพิ่มขึ้นจาก 3 แสนกว่าเป็น 4 แสนกว่าคนในปัจจุบัน โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ประมาณ 5.24 แสนคน อาจต้องประสบปัญหาภาวะว่างงานสูงขึ้น

“ซึ่งในส่วนของ มทร.สุวรรณภูมิ ได้ตระหนักและให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติที่เมื่อจบมาแล้วสามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งนอกจากปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานแล้ว ยังมีการดำเนินการด้านสหกิจศึกษาอย่างเข้มข้น” ประธานคณะกรรมการกำกับนโยบายสหกิจศึกษา มทร.สุวรรณภูมิ กล่าว

โดยมุ่งเน้นให้นักศึกษาของ มทร.สุวรรณภูมิ ฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการ ให้ตรงกับสาขาวิชาที่เรียนหรือใกล้เคียงวิชาที่เรียนให้มากที่สุด มีอาจารย์ที่ปรึกษาและพี่เลี้ยงกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด โดยความร่วมมือของสภาอุตสาหกรรมแต่ละจังหวัดที่ มทร.สุวรรณภูมิ จัดตั้ง คือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี รวมทั้งจังหวัดอื่น ๆ ที่นักศึกษาไปฝึกในรูปแบบสหกิจศึกษาด้วย ซึ่งในแต่ละภาคการศึกษาจะมีนักศึกษา ออกไปฝึกฯ ไม่น้อยกว่า 500 คน ซึ่งในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2562 มีจำนวน 912 คนในสถานประกอบการ 548 แห่ง

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า นอกจาการฝึกปฏิบัติสหกิจศึกษาอย่างเข้มข้น เพื่อให้นักศึกษาเพิ่มประสบการณ์ มีโอกาสในการประยุกต์ความรู้ ทักษะการทำงาน รู้จักใช้ชีวิตที่แท้จริงของการทำงานก่อนสำเร็จการศึกษาเชื่อมโยงความรู้ทางทฤษฎีสู่การปฏิบัติได้จริง สร้างความมั่นใจแก่สถานประกอบการที่จะรับผู้สำเร็จการศึกษาเข้าทำงานแล้ว อีกประการหนึ่งที่จะเพิ่มเติมให้แก่นักศึกษาก่อนจบ จะต้องมีการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องด้วย

นายธีรพล กล่าวอีกว่า โดยความร่วมมือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.)ซึ่งมีมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ กว่า 500 สาขา เพื่อสร้างโอกาสในการทำงานเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ มาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เป็นข้อกำหนดทางวิชาการที่ใช้เป็นเกณฑ์วัดระดับฝีมือ ความรู้ ความสามารถ และทัศนคติในการทำงานของนักศึกษาที่จะออกไปประกอบอาชีพในสาขาต่าง ๆ ซึ่งจะสร้างความมั่นใจแก่สถานประกอบการเพิ่มมากขึ้น ในการรับบัณฑิตที่จบจาก มทร.สุวรรณภูมิ จึงมั่นใจว่าจากแนวทางข้างต้น บัณฑิตของ มทร.สุวรรณภูมิ จะเป็นบัณฑิตพันธุ์ใหม่นักปฏิบัติที่มีคุณภาพ และมีงานทำมากขึ้น (Employability) มีรายได้สูงขึ้น และเป็นที่พึงพอใจของสถานประกอบการ และบางรายอาจประกอบอาชีพอิสระได้อย่างมั่นคง สามารถสร้างผลผลิตของสินค้าและการบริการ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ด้วย

ครม.อนุมัติตาม รมว.ศธ.เสนอแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง8ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/394962

ครม.อนุมัติตาม รมว.ศธ.เสนอแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง8ราย

วันที่ 23 ตุลาคม 2562 – 22:00 น.
ครมอนุมิต,ผู้บริหารระดับสูง,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ
เปิดอ่าน 96 ครั้ง

ครม.อนุมัติตาม”รมว.ศธ.” เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดศธ.ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง 8 ราย

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ล่าสุดเมื่อ 22 ตุลาคม 2562 ได้อนุมัติตามที่นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 8 ราย ดังนี้

นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ไปดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวง นายศรีชัย พรประชาธรรม เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวง ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง นายประชาคม จันทรชิต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

นางปัทมา วีระวานิช ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ไปดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ ศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 2 สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง นายธีรพงษ์ สารแสน ศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 10 สำนักงานปลัดกระทรวง ไปดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

นายพีระ รัตนวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน ทดแทนตำแหน่งที่ว่างและตำแหน่งที่จะว่าง

แบน 3สารเคมีเกษตรแค่จุดเริ่ม จับตาสารทดแทน-ช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/394928

แบน 3สารเคมีเกษตรแค่จุดเริ่ม จับตาสารทดแทน-ช่วยเกษตรกร

วันที่ 23 ตุลาคม 2562 – 13:31 น.
อนุทิน ชาญวีรกูล,พาราควอต,คลอร์ไพริฟอส,ไกลโฟเซต,สุกรรณ์ สังข์วรรรณะ,สารพิษ
เปิดอ่าน 17 ครั้ง

แบน 3สารเคมีเกษตรแค่จุดเริ่ม จับตาสารทดแทน-ช่วยเกษตรกร โดย…  ทีมคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

“พาราควอต-แบน 21 จำกัดการใช้ 5 คลอร์ไพริฟอส-แบน 22 จำกัดการใช้ 4 ไกลโฟเซต-แบน 19 จำกัดการใช้ 7” เป็นข้อความที่ รมว.สาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล โพสต์เฟซบุ๊ก หลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติแบน 3 สารเคมีเกษตร พร้อมกับระบุว่า “ขอกราบขอบพระคุณและน้อมคารวะต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายเฉพาะผู้ที่ลงมติแบนการใช้สารพิษด้วยจิตสำนึกที่รักและห่วงใยในคุณภาพชีวิตและสุขภาพของพี่น้องประชาชน  ประวัติศาสตร์จะจารึกวีรกรรมที่ท่านทำเพื่อแผ่นดินเกิดในวันนี้เยี่ยงวีรบุรุษของชาติ ขอแสดงความยินดีกับคนไทยทุกคนที่ประเทศของเรายังมีข้าราชการและนักวิชาการที่เปี่ยมล้นไปด้วยคุณธรรมและจริยธรรมหลงเหลืออยู่ในบ้านของเรา”

ก่อนหน้านั้น อนุทิน ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเพื่อพิจารณายกเลิกการใช้สารเคมีอันตรายในภาคเกษตร 3 ชนิด คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ว่าตัวแทนของกระทรวงสาธารณสุขที่ไปร่วมประชุม 3 คน คือ อธิบดีกรมการแพทย์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีมติชัดเจนตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม แล้วคือ การแบนสารพิษ 3 สาร

      อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการวัตถุอันตราย 26  คน ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย (ฉบับที่ 4) 2562 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ 27 ตุลาคม 2562 ประกอบด้วย 

1.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน 2.ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม 3.อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม 4.ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 5.อธิบดีกรมประมง 6.อธิบดีกรมปศุสัตว์ 7.อธิบดีกรมวิชาการเกษตร 8.อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ 9.ปลัดกระทรวงสาธารณสุข 20.ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวัตถุอันตราย 21.ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเกษตรกรรมยั่งยืน 22.ผู้ทรงคุณวุฒิด้านคุ้มครองสุขภาพอนามัย 23.ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเคมี 24.ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิทยาศาสตร์ 25.ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสาขาวิศวกรรมศาสตร์ และ 26.ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสาขาเกษตรศาสตร์

 วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) กล่าวว่า แม้คณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีมติแบน 3 สารพิษในครั้งนี้จะเป็นคณะกรรมการฯ ตามกฎหมายฉบับเดิม แต่เมื่อมีคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ตามกฎหมายฉบับใหม่นั้น ก็จะมีหน้าที่ดูแลเรื่องวิธีการจัดการให้คำแนะนำ หาสารทางเลือกทดแทน เป็นต้น แต่หน้าที่ของคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ก็ไม่มีผลกับมติการแบนหรือการโหวตในครั้งนี้แล้ว ไม่สามารถไปกลับมติการแบนของคณะกรรมการชุดเดิมได้

การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้บริโภค แต่ก็ต้องตระหนักว่าเกษตรกรคือผู้ที่จะต้องรับภาระในการปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะเกษตรกรที่แสดงความจำนงว่าจะใช้สาร 3 ชนิดนี้ จึงอยากเรียกร้องว่าหากมีต้นทุนจากการปรับเปลี่ยนนี้ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะต้องช่วยกันสนับสนุนแบ่งเบาภาระ เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องรับภาระจากการปรับเปลี่ยนครั้งนี้

สำหรับเรื่องสารทดแทนเป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะต้องดำเนินการ ควรหาวิธีการทดแทน คือ 1.ใช้เครื่องมือกลและเครื่องจักรกลทางการเกษตร 2.เรื่องการปลูกพืชคลุมดิน และ 3.การจัดระบบการปลูกพืชแบบผสมผสาน

ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง หรือไทยแพน (Thai-PAN) กล่าวว่า ระยะยาวให้รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีมาตรการสนับสนุนเกษตรกรให้ปรับเปลี่ยนไปสู่เกษตรกรรมยั่งยืนรูปแบบต่างๆ และให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ตามระดับความเป็นอันตรายเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงจากผลกระทบภายนอก (pesticide externalities) ที่มีมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี โดยนำภาษีที่เก็บได้ไปใช้ในการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อใช้ในการจัดการวัชพืชและศัตรูพืชที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ข้อมูลจาก Thai-PAN Thailand Pesticide Alert Network ระบุว่า พาราควอต ชื่อการค้า กรัมม็อกโซน และอื่นๆ ผู้ผลิตรายใหญ่ ซินเจนทา บริษัทที่ไม่สนับสนุนการใช้ บริษัทโดล ยุติการใช้พาราควอตในพื้นที่เกษตรของบริษัทในเครือทั่วโลกตั้งแต่ปี 2007 บริษัทซิกิต้า ซึ่งป็นคู่แข่งของโดล ยุติการใช้ในพื้นที่ปลูกกล้วยตั้งแต่ปี 2009 ไซม์คาร์บีแพลนเตชั่น โกลเด้นอะกริรีซอร์สเสส และบริษัทปาล ยักษ์ใหญ่ของโลกเกือบทั้งหมด บริษัทเจียไต๋ ประกาศยุติการจำหน่ายตั้งแต่ปี 2561 บริษัทไทยฮา สนับสนุนการแบนพาราควอต บริษัทมิตรผล ไม่สนับสนุนการใช้ในพื้นที่อ้อย

ขณะที่ คลอร์ไพริฟอส ชื่อการค้า ลอร์สแบน และอื่นๆ ผู้ผลิตราย์ใหญ่ ดาวอะโกรซายส์ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ที่ตกค้างในผักผลไม้มากที่สุด ส่วนไกลโฟเซต ชื่อการค้า: ราวด์อัพ และอื่นๆ ผู้ผลิตรายใหญ่ : มอนซานโต้-ไบเออร์ ศาลตัดสินให้บริษัทชดใช้ กรณีไกลโฟเซตก่อมะเร็ง ศาลในรัฐแคลิฟอร์เนียตัดสินให้บริษัทมอนซานโต้-ไบเออร์ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ใช้ไกลโฟเซต และต่อมาพบว่าป่วยด้วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง NHL (non-Hodgkin’s lymphoma) ดังนี้ 1. DewayneLee Johnson 78 ล้านดอลลาร์ 2. Edwin Hardeman 80 ล้านดอลลาร์ 3. Alva Pilliod และ Alberta Pilliod เป็นเงิน 86.7 ล้านดอลลาร์ โดยขณะนี้มีคดีที่ฟ้องร้องบริษัทมอนซานโต้-ไบเออร์ ร่วมกันมากกว่า 10,000 คดี ที่ยังรอการพิจารณา

มีรายงานข่าวว่าที่ผ่านมาในการขึ้นทะเบียนให้เกษตรกรมาเข้ารับอบรมการใช้สารเคมี ตามมาตรการจำกัดการใช้ มีเพียง 4-5 แสนคนเท่านั้น หากเทียบเคียงกับเกษตรกร ผู้ปลูกสวนยาง 1.4 ล้านราย มีพื้นที่ปลูกยาง 17 ล้านไร่ ผู้ปลูกอ้อย 8 แสนราย พื้นที่ปลูก 8 ล้านไร่ และเกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง 1.8 ล้านไร่ ปลูกข้าวโพด 4 ล้านไร่ ปาล์มน้ำมัน 7 ล้านไร่

       เกษตรกรแจงแบนสารสูญ8.2แสนล้าน
สุกรรณ์ สังข์วรรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เปิดเผยว่า หากนับเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลักมีเพียง 6 รายการ ได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้สารกำจัดวัชพืช พาราควอต และไกลโฟเซต ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรสูงถึงปีละ 4.5 แสนล้านบาท นำรายได้เข้าสู่ประเทศรวมกว่า 1.5 ล้านล้านบาท หากแบนสารดังกล่าว สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาล ได้ประมาณการผลกระทบต่อภาคเกษตรอุตสาหกรรม ไม่เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ ผลผลิตรวมจะลดลงร้อยละ 82 รายได้เกษตรกรจะหายไปเกินครึ่ง หรือร้อยละ 56 คิดเป็นมูลค่า 2.5 แสนล้านบาท

รวมทั้ง ปริมาณการส่งออกสินค้ารวมจะหายไปร้อยละ 80 คิดเป็นมูลค่า 5.7 แสนล้านบาท รวมแล้วภาครัฐจะต้องสูญเสียรายได้กว่า 8.2 แสนล้านบาท การบริหารเกษตรกรรมของประเทศด้วยหลักมโนศาสตร์ กระแสสังคมและความรู้สึก ไม่ควรเกิดขึ้นในทุกรัฐบาล การพัฒนาประเทศต้องใช้หลักวิทยาศาสตร์บนพื้นฐานความเป็นจริงและศักยภาพของประเทศ

ชี้กลูโฟซิเนตแพงประสิทธิภาพต่ำ
เกษตรกรเพาะปลูกมานานกว่า 50 ปี ระบบเกษตรปลอดภัยมาตรฐาน GAP ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยเป็นทางออกที่ดีที่สุดสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งส่งเสริมเกษตรเคมีและเกษตรอินทรีย์ ต่างต้องดำเนินไปควบคู่กัน โดยปัจจุบันเกษตรเคมีมีพื้นที่กว่า 137 ล้านไร่ แต่เกษตรอินทรีย์มีพื้นที่ 3 แสนไร่เท่านั้น และสารกลูโฟซิเนต ที่แนะนำให้ทดแทนนั้น อันตรายกว่าสารเดิม เพิ่มเติมคือแพงกว่า 5 เท่า ประสิทธิภาพต่ำกว่า

สำหรับทางออกที่เหมาะสมที่สุดคือ มาตรการจำกัดการใช้ฯ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศออกมาใช้ จะต้องไม่แบนสารดังกล่าว เพราะแรงงานไม่สามารถหาได้ หากหาได้คิดเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลัก 60 ล้านไร่ รัฐต้องจ่ายค่าแรงชดเชยให้เกษตรกร 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี หากใช้เครื่องจักร ปัจจุบันเกษตรกรเป็นหนี้สินอยู่ครอบครัวละ 135,220 บาทต่อปี รัฐต้องยกเลิกหนี้สินให้เกษตรกรทั้งหมดที่อยู่ในระบบของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อสร้างหนี้ใหม่กู้เงินมาซื้อเครื่องจักร โดยเกษตรเรียกร้องให้รัฐออกค่าใช้จ่ายส่วนต่างของเครื่องจักรทั้งหมดให้เกษตรกร

ทั้งนี้สมาพันธ์ฯ จะรวบรวมข้อมูลผลกระทบจากเกษตรกรแต่ละพื้นที่หลังถูกระงับการใช้สารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิดให้ได้มากที่สุดเพื่อนำเรื่องยื่นต่อศาลปกครองกลางในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ ให้คุ้มครองชั่วคราวและจะรวมตัวกันเดินทางยื่นเรื่องถึงนายกรัฐมนตรีต่อไปด้วย

ทักษะดี ๆ ตอบโจทย์ตลาดแรงงานไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/394837

ทักษะดี ๆ ตอบโจทย์ตลาดแรงงานไทย

วันที่ 23 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์,ตลาดแรงงานไทย,ทักษะ
เปิดอ่าน 42 ครั้ง

มธบ.แนะทักษะดี ๆ ตอบโจทย์ตลาดแรงงานไทย ใน 10 ปีข้างหน้า แนะนศ.ปรับตัวเปลี่ยนความคิด AI แย่งงานมนุษย์  

23 ตุลาคม 2562 สถาบัน DPU X โดย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ.) จัดงานเสวนา “ทักษะในอนาคตของแรงงานในประเทศไทย In the next 10 year” เพื่อชี้แนวทางให้นักศึกษาปรับตัวอย่างไร ให้อยู่รอดในอนาคต

โดยมีดร.พณชิต กิตติปัญญางาม นักวิจัยและผู้อำนวยการ DPU X มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ผศ.ไพรินทร์ ชลไพศาล นักวิจัยและผู้ชำนาญการอาวุโส DPU CORE อาจารย์ดวงจันทร์ วรคามิน นักวิจัยและอาจารย์วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี(CIBA) ร่วมเป็นวิทยากร โดยมีนายวรากิต เพชรน้ำเอก ประธานชมรมนิยายวิทยาศาสตร์ไทย ร่วมให้ความรู้แก่นักศึกษาถึงแนวทางการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์

ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ผู้อำนวยการ DPU X มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ.) กล่าวว่า มธบ.วางแผนการปรับตัวสู่โลกอนาคต ในอีก 10 ปีข้างหน้า เพื่อชี้แนวทางให้อาจารย์และนักศึกษาเห็นภาพว่าในยุคดังกล่าวสังคมโลกต้องการคนหรือแรงงานแบบไหน หลังเรียนจบการศึกษาออกไปจะอยู่รอดได้อย่างไร เมื่อ AI (Artificial Intelligent) เริ่มแทรกซึมเข้ามาทำงานแทนมนุษย์

โดยนำข้อมูลจากทีมนักวิจัยมธบ.เรื่อง ทักษะแรงงานในอนาคตของไทย(Skill Set For Future Workforce in Thailand) มาสื่อสารให้อาจารย์และนักศึกษารับรู้ พร้อมรับมือเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในสายอาชีพต่าง ๆ โดยทีมวิทยากรได้เสนอแนวคิดถึงสาขาอาชีพที่น่าสนใจในอนาคตและอาชีพที่อาจหายไป รวมถึงทักษะที่จำเป็น เพื่อให้อาจารย์แต่ละคณะนำไปปรับหลักสูตรเพื่อให้นักศึกษาลุกขึ้นพัฒนาตนเองให้อยู่รอดในโลกที่แข่งขันกันด้วยจำนวนประชากรที่มีคุณภาพ

ดร.พณชิต กล่าวต่อว่า Artificial Intelligence หรือ AI คือ ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งหมายถึงวิทยาการคอมพิวเตอร์แขนงหนึ่งที่จะพยายามสามารถคิดหาเหตุผลเรียนรู้การทำงานได้เหมือนสมองมนุษย์  ปัจจุบันหลายองค์กรได้นำสิ่งนี้มาทำงานแทนมนุษย์บางส่วน ในวงการนิยายได้กล่าวถึงสมองกลที่พัฒนาถึงขั้นเขียนนิยายได้เอง ทุกคนอาจเริ่มหวาดกลัวเมื่อ AI สามารถเรียนรู้บางสิ่งได้เหมือนมนุษย์มีความฉลาดผนวกกับความคิดที่ลึกซึ้งขึ้น ทำให้มนุษย์ถูกแย่งงานโดยไม่รู้ตัว

ทั้งนี้ชนชั้นแรงงานมีโอกาสว่างงานสูงเพราะเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถช่วยลดต้นทุนการทำงานได้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าทุกคนยังไม่มีความพร้อมที่จะรับมือเรื่องดังกล่าว เพราะต่างเชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถมาทำงานแทนมนุษย์ได้ ดังนั้นจึงอยากฝากนักศึกษาโดยเฉพาะคณะนิเทศศาสตร์ ต้องปรับตัวในทันเทคโนโลยี เพราะปัจจุบันสายบันเทิงเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง จากที่เคยทำงานในสตูดิโอ หรือสำนักพิมพ์ เปลี่ยนมาทำงานที่บ้าน เช่น ยูทูปเบอร์ เป็นต้น

“ทุกคนสร้างคอนเทนต์ให้ตัวเอง และสร้างคุณค่าให้ตนเองได้ จึงอยากให้น้องๆช่วยกันวาดภาพหน้าตาที่ทำงานในอนาคอีก 10 ปี จะเกิดอาชีพแบบไหน และอาชีพไหนจะหายไป” ผอ.DPU X กล่าว

ผศ.ไพรินทร์ ชลไพศาล นักวิจัยและผู้ชำนาญการอาวุโส DPU CORE  กล่าวว่า ผลงานวิจัยโดยหลักอยากทราบว่าทักษะของคนไทยในอนาคตควรมีอะไรบ้าง ซึ่งทีมวิจัยได้แบ่งออกเป็น 3 ช่วง พบว่าช่วงแรก ระหว่างปี 2020-2029 อยู่ในช่วงพัฒนา AI ช่วงที่ 2 ปี 2030-2049 AI มีความสามารถเท่ามนุษย์ และช่วงที่ 3 ปี 2050-2060 มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับ AI

ดังนั้นทำอย่างไรให้คนอยู่รอดในแต่ละช่วงได้ ซึ่งผลวิจัยระบุถึงทักษะที่คนควรมี คือ  ความคิดสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยี และการสื่อสารกับมนุษย์ ขณะนี้ธุรกิจในภาคเอกชนเริ่มปรับตัว ในการสัมภาษณ์งานจะวัดทักษะในการแก้ปัญหามากกว่าดูเกรดเฉลี่ย นอกจากนี้มีคนทำนายไว้ว่าว่า 90%  ผู้ช่วยของคนจะอยู่ในสมาร์ทโฟนของตนเอง ธุรกิจที่ทำคอนเทน์ แพลทฟอร์ม จะอยู่ได้ในอนาคต

รวมถึงแอพพลิเคชั่นด้วย ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้ทำให้คนตกงานเสมอไปแต่กลับสร้างงานใหม่ให้คนในอนาคต เพราะเชื่อว่ามนุษย์อยู่เหนือ AI เพราะมนุษย์มีความคิดที่ลึกซึ้ง สามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อน และจับความรู้สึกของคนได้ดีกว่า แม้เราใช้หุ่นยนต์หรือปัญญาประดิษฐ์เข้าไปทำงานที่มีภาวะความเสี่ยงสูง เช่น กู้ภัย เมื่อเจอผู้รอดชีวิต มนุษย์ต้องเป็นคนตัดสินใจหรือสั่งการอีกครั้ง

“ขณะนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนไปเร็ว สิ่งที่เราวิเคราะห์วันนี้อาจเกิดขึ้นในปีถัดไปก็ได้ DPU CORE พยายามปรับหลักสูตรให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ปรับเนื้อหากิจกรรมบางอย่างเพื่อตอบโจทย์ทักษะให้ทันสมัย แต่สิ่งที่นักศึกษาจำเป็นต้องมีคือความเชื่อที่ส่งผลต่อพฤติกรรม(Mindset) และการเรียนรู้ตลอดชีวิต แม้มีทักษะเบื้องต้นยังจำเป็นต้องเรียนรู้ต่อยอดเพิ่มเติม จึงอยากฝากให้ทุกคน เข้าถึงทักษะต่างๆให้ได้ เข้าใจว่า AI คืออะไร และใช้ประโยชน์จาก AI ให้ได้” นักวิจัยและผู้ชำนาญการอาวุโส DPU CORE กล่าว

ขณะที่อาจารย์ดวงจันทร์ วรคามิน นักวิจัยและอาจารย์วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี(CIBA) กล่าวว่า ตลาดแรงงานในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปมาก งานที่ต้องใช้ทักษะประจำ หรืองานที่ทำซ้ำๆ อาทิ งานเสมียน งานบัญชี งานคีย์ข้อมูล เป็นต้น จะใช้ AI มาทดแทน ดังนั้นคนที่จะอยู่รอดในอนาคตต้องหมั่นเรียนรู้ ทักษะต่าง ๆ ที่ต้องใช้มีความสำคัญมาก เช่น การทำงานเป็นทีม การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน การวิเคราะห์ หลายองค์กรต้องการคนที่มีคุณภาพ ส่วนสายอาชีพที่มีความต้องการในอนาคต คือ อาชีพดูแลผู้สูงอายุ เพราะสังคมผู้สูงวัยมีอัตราเพิ่มจำนวนมาก รวมถึงคลีนิคศัลยกรรมความงาม

กนกวรรณ ชู ปราจีน โมเดลต้นแบบบริหารจัดการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/394852

กนกวรรณ ชู ปราจีน โมเดลต้นแบบบริหารจัดการศึกษา

วันที่ 22 ตุลาคม 2562 – 19:42 น.
กนกวรรณ,รมชศึกษาธิการ,ปราจีนโมเดล,แก้ปัญหาเหลื่อมล้ำ,จัดการศึกษา
เปิดอ่าน 28 ครั้ง

“กนกวรรณ” ชู “ปราจีน” โมเดลต้นแบบการบริหารจัดการศึกษาบูรณาการ แก้ปัญหาเหลื่อมล้ำ

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวถึงการจัดการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการจังหวัดต้นแบบการบริหารจัดการศึกษาแบบบูรณาการ (ปราจีนบุรีโมเดล) ที่กระทรวงศึกษาธิการ ว่า ตนได้กำหนดแนวนโยบายในการบริหารการศึกษา มุ่งจัดการศึกษาเพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัย ได้รับบริการการศึกษาที่มีคุณภาพ อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยการมีส่วนร่วมของภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายของรัฐบาล เป็นไปตาม เป้าหมายในการพัฒนาที่ยั่งยืน ปี ค.ศ. 2030  ที่ประชาคมโลกตกลงร่วมกันในเรื่องของการขจัดความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมของคนทุกกลุ่ม โดยน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นแนวทางในการดำเนินการ โดยให้ความสำคัญกับการศึกษาเพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพ ประชากรที่มีคุณภาพ เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ ให้มีความเจริญก้าวหน้าทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม รัฐบาลจึงให้ความสำคัญเกี่ยวกับนโยบาย ด้านการศึกษา มีการปฏิรูประบบการบริหารจัดการศึกษา แต่สภาพปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาด้านการศึกษาหลายประการ

สำหรับโครงการจังหวัดต้นแบบการบริหารจัดการศึกษาแบบบูรณาการ (ปราจีนบุรีโมเดล) นั้น เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการศึกษาในส่วนภูมิภาคให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการศึกษาแบบบูรณาการในจังหวัดปราจีนบุรี ส่งเสริมความเสมอภาค และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยคาดว่าจะสามารถสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับประชากรวัยเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษา ได้แก่ เด็กตกหล่น และเด็กออกกลางคัน เด็กตกหล่น จึงถือเป็นภารกิจสำคัญของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการให้ประชากรกลุ่มดังกล่าวได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม และเสมอภาค

นางกนกวรรณ กล่าวอีกว่า ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการยังคงประสบปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก เนื่องจากประชากรลดลง ในบางพื้นที่มีสถานศึกษาในระดับเดียวกันเป็นจำนวนมาก และมีแผนการรับนักเรียนที่มีจำนวนมากกว่าประชากรวัยเรียน มาตรการการควบรวม และเลิกสถานศึกษาขนาดเล็ก ยังคงเป็นปัญหาความเห็นที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกัน หลักการจัดการศึกษา กำหนดให้ทุกภาคส่วนสามารถจัดการศึกษาได้ทุกระดับ ทุกประเภทการศึกษา ยังไม่มีการวางแผนในการจัดตั้งสถานศึกษาให้สอดคล้องกับจำนวนผู้เรียนในแต่ละพื้นที่ สำหรับผู้เรียนที่ยังขาดการวิเคราะห์ตนเองให้สามารถเลือกเรียนได้ตามความถนัดและความสนใจของตนเอง ยังไม่มีการวิเคราะห์ และให้คำปรึกษาผู้เรียนเป็นรายบุคคลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้เรียนเลือกเส้นทาง การศึกษาต่อและประกอบอาชีพได้ตรงตามความถนัด ความสนใจของตนเองและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดงาน ทำให้มีปัญหาการว่างงานของผู้ที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา

“หน่วยงานทางการศึกษาและสถานศึกษาต้องใช้ข้อมูลสำหรับการวางแผนสำหรับการเปิดสาขาอาชีพให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน และตลาดงาน อีกทั้งขาดการบูรณาการงานด้านการศึกษา ขาดการวางแผนเพื่อการระดมทรัพยากรใช้ร่วมกัน  การบริหารจัดการข้อมูลเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ยังไม่เป็นระบบ ยังคงปรากฏความเหลื่อมล้ำของนักเรียนและสถานศึกษา ในการได้รับการสนับสนุนทรัพยากร จากต้นสังกัดที่แตกต่างกัน” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

นางกนกวรรณ กล่าวด้วยว่า ดังนั้น จึงต้องบูรณาการทั้งกิจกรรมกรรม บุคลากร และงบประมาณ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน คาดหวังว่าจะสามารถช่วยเหลือประชากรวัยเรียนให้ได้เข้ารับการศึกษาทุกคน สามารถจัดทำระบบให้คำปรึกษา การวิเคราะห์ตนเอง เพื่อการศึกษาต่อและเส้นทางสู่การประกอบอาชีพ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในจังหวัดปราจีนบุรี จัดทำ Education mapping  ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี และวางระบบการระดมและการใช้ทรัพยากรทางการศึกษาร่วมกันในจังหวัดปราจีนบุรีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

เบาหวาน…ควบคุมได้สร้างเครือข่ายสู่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/394696

เบาหวาน…ควบคุมได้สร้างเครือข่ายสู่ความสำเร็จ

วันที่ 22 ตุลาคม 2562 – 14:05 น.
โรคเบาหวาน,ระดับน้ำตาล,ผู้ป่วย
เปิดอ่าน 82 ครั้ง

เบาหวาน…ควบคุมได้สร้างเครือข่ายสู่ความสำเร็จ โดย… ทีมคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

ปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นเบาหวานประมาณ 5 ล้านคน และมีแนวโน้มเป็นเบาหวานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากปี 2534 คนไทยเป็นเบาหวาน 2.3% และปี 2557 เพิ่มขึ้นเป็น 8.9% เสียชีวิตจากโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนถึง 21.96% และยังควบคุมระดับน้ำตาลได้น้อยมากประมาณ 40% สามารถควบคุมทั้ง 3 อย่าง คือ ระดับน้ำตาล ไขมัน และความดันโลหิตได้ประมาณ 12% เท่านั้น ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเบาหวานเฉลี่ยสูงถึง 47,596 ล้านบาทต่อปี และหากมี 3 โรคร่วมด้วย ได้แก่ ความดันโลหิตสูง หัวใจและหลอดเลือดสมอง ทำให้ต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 3 แสนล้านบาทต่อปี

สิ่งที่เกิดขึ้นยังพบว่าผู้ป่วยมีการควบคุมระดับน้ำตาลได้น้อย โดยคนไข้ใหม่ในปีแรกจะดูแลตัวเองดีมาก คุมระดับน้ำตาลได้ดี แต่เมื่อนานไปเริ่มที่จะคุมไม่ได้ เพราะจะมีข้ออ้างในการดูแลตัวเองต่างๆ มากมาย เช่น ทุเรียนภูเขาไฟออกปีละครั้งจะต้องกิน หรือกินลองกองช่วยชาติ เป็นต้น ซึ่งการจะบอกคนไข้ให้ยับยั้งชั่งใจและเปลี่ยนพฤติกรรม วิถีชีวิตและต้องเปลี่ยนไปตลอดชีวิตกับสิ่งที่คุ้นเคยมานาน 30-40 ปี ไม่ใช่เรื่องง่ายและเกิดขึ้นได้ทันที

 นพ.เพชร รอดอารีย์ อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อ รพ.วชิระ และเลขาธิการสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย บอกว่า การจะทำให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้นนั้น จะต้องอาศัยมิติเชิงสังคมและวัฒนธรรมด้วย ตาม “โครนิค แคร์ โมเดล” (Chronic Care Model) ที่จะต้องประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ระบบสุขภาพ และชุมชน ซึ่งจะเป็นส่วนที่สำคัญ เนื่องจากเมื่อคนไข้ได้รับความรู้และการดูแลจากระบบแล้ว จะต้องกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน ในชุมชน สภาพแวดล้อมของคนไข้ส่วนใหญ่จึงอยู่ที่ชุมชน

เพราะฉะนั้นการที่จะทำให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถดูแลตนเอง ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีอย่างยั่งยืน จะต้องอาศัยครอบครัวและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ช่วยในการสนับสนุนอำนวยความสะดวก เพื่อให้มีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อจะทำให้ผู้ป่วยเบาหวานดูแลตนเองได้ดีขึ้น แต่หากมุ่งเน้นการดูแลแต่เฉพาะในสถานพยาบาลจะไม่สำเร็จ

แนวทางการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม สามารถเริ่มต้นด้วยการใช้รูปแบบของการสร้างชมรม เครือข่ายหรือกลุ่มคนในชุมชน ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาคล้ายคลึงกันมารวมตัวกัน ด้วยความสมัครใจ เพื่อช่วยเหลือกันและกัน ด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์อย่างสม่ำเสมอ ส่งเสริมให้มีกำลังใจ สามารถปรับตัว และมีศักยภาพในการดูแลตนเองและจัดการกับสุขภาพตนเอง เพราะคนไข้ด้วยกันจะมีความเข้าใจกันและกันมากกว่าแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

“เป้าหมายหลักของการมีกลุ่มสนับสนุนหรือเครือข่ายผู้ป่วยเบาหวานที่ช่วยเหลือ ประคับประคอง ส่งเสริมสนับสนุน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเผชิญกับความวิตกกังวล ลดความรู้สึกที่ต้องแยกตัวออกจากสังคม เพื่อความสามารถในการเผชิญกับความเจ็บป่วย มีการรับรู้ที่ถูกต้อง รู้จักแหล่งให้ความช่วยเหลือและพัฒนาศักยภาพในการดูแลตนเอง งานวิจัยในต่างประเทศ พบว่าการมีกลุ่มสนับสนุนของผู้ป่วยเบาหวาน ทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวานดีขึ้นอย่างชัดเจน” นพ.เพชรกล่าว

การมีกลุ่มสนับสนุนและการสร้างเครือข่ายสามารถเกิดขึ้นได้จริง โดย รพ.พุทธชินราช จ.พิษณุโลก เป็นต้นแบบของความสำเร็จในการควบคุมโรคเบาหวานและการสร้างเครือข่ายในพื้นที่ Life Long NCDs นพ.วิรัช  ศิริกุลเสถียร อายุรแพทย์ รพ.พุทธชินราช เล่าว่า นวัตกรรม Life Long NCDs  ซึ่งเป็นการช่วยให้คนมีชีวิตยืนยันปลอดจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs) มีแนวคิดว่าจะต้องดำเนินการในทุกกลุ่มวัย เชื่อมโยงทุกภาคี ดูแลระดับบุคคล ครอบครัวชุมชน จึงมีการเริ่มต้นตั้งแต่การตั้งครรภ์ที่มีคุณภาพ การมีคลินิกติดตามเด็กและมารดาหลังคลอด

รวมถึงการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ด้วยการดำเนินโครงการเครือข่ายราชการต้นแบบ แกนนำสุขภาพภาครัฐ โรงงานต้นแบบ วัดต้นแบบ และชุมชนต้นแบบ เป็นการดึงทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม โดยการเข้าไปแนะนำถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้ลดความเสี่ยงของโรค เช่น ครัวต้นแบบ การให้ร้านอาหารในพื้นที่ มีเมนูอาหารที่เค็มน้อยอร่อยดี เป็นเมนูทางเลือกสำหรับประชาชนอย่างน้อย 1-3 เมนู

นอกจากนี้ ดำเนินการระดับบุคคล ด้วยการคัดกรองประชาชนแล้วให้ความรู้และการดำเนินการตามความเหมาะสมของแต่ละกลุ่ม อย่างกลุ่มเสี่ยงจะให้คำแนะนำวิธีการปฏิบัติเพื่อไม่ให้กลายเป็นกลุ่มป่วย กลุ่มป่วยก็จะส่งเสริมแนวทางในการควบคุมโรคให้ได้ เช่น การมีตู้เย็นรอบบ้านจากการปลูกผักกินเอง มีอาสาสมัครครอบครัว(อสค.)เข้าไปดูแล และกลุ่มป่วยนอกระบบมีการร่วมกับเครือข่ายคลินิกประกันสังคมและร้านยาคุณภาพในการร่วมดูแลและลดความแออัดของสถานพยาบาล

ตัวอย่างชุมชนต้นแบบ คือที่ “ชุมชนจอมทอง” อ.เมืองพิษณุโลก ซึ่งมีวิสัยทัศน์ชุมชนที่ให้ชาวจอมทองมีสุขภาพพอเพียง ผู้นำชุมชนจึงมีนโยบายสาธารณะในเรื่องเหล้า บุหรี่ ห้ามเผาหญ้า โรงเรียนปลอดก๊อบแก๊บ ร้านค้าต้นแบบ ร้านนี้ดีมีเมนูอ่อนหวาน ร้านนี้เกลือเจือจาง ล้อมรั้วด้วยรักปลูกผักสวนครัว วัดปลอดพระ(อ้วน) เครือข่ายพระบิณฑบาตความทุกข์ด้วยการนิมนต์พระเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง เป็นต้น เมื่อมีการขับเคลื่อนทั้งชุมชนเช่นนี้ ส่งผลให้การรายงานอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันในผู้ป่วยเบาหวานของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.)จอมทอง เป็น 0 ตั้งแต่ปี 2559-2562

ศ.คลินิก นพ.วีระศักดิ์ ศรินนภากร กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ทุกส่วนต้องมีส่วนในการดูแลสุขภาพของตัวเองและครอบครัวด้วย การให้ความรู้เพื่อจัดการตนเองในผู้ป่วยเบาหวานจึงสำคัญ และความรู้ความเข้าใจที่เจ้าหน้าที่ให้ไปนั้นจะต้องส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมและเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยที่ผู้ป่วยสามารถทำพฤติกรรมนั้นได้เอง แม้ไม่มีเจ้าหน้าที่หรือผู้ให้ความรู้อยู่ด้วย

ดังนั้นผู้ที่ทำหน้าที่ให้ความรู้จะต้องรู้จักเรื่องการพูดเพื่อสร้างแรงจูงใจด้วย และต้องแสดงให้ผู้ป่วยรับรู้ได้ถึงความใส่ใจและปรารถนาดีจึงได้แนะนำแนวทางการปฏิบัติตน หากอาสาสมัครสาธารณสุข(อสม.)ที่มีอยู่กว่า 1 ล้านคนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการให้ความรู้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานก็น่าจะได้ผล เพราะอสม.เป็นคนคุ้นเคยอยู่ในชุมชน ผู้ป่วยย่อมมีความไว้วางใจ โดยอาจจะต้องเพิ่มเติมแนวทางหรือองค์ความรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานให้ อสม.เพิ่มขึ้น เพื่อนำไปแนะนำผู้ป่วยต่อไป

นายวีรชัย ก้อนมณี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนระบบบริการสุขภาพชุมชน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวว่า สปสช.มีกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่นหรือกองทุนตำบล ซึ่งเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างสปสช.และท้องถิ่น เป็นไปตามมาตรา 47 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ที่กำหนดให้ สปสช.สร้างความร่วมมือกับท้องถิ่น ในการสร้างระบบสุขภาพให้แก่ประชาชนในพื้นที่

โดยกองทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนตั้งแต่เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ประกอบอาชีพเสี่ยงต่างๆ เข้าถึงระบบบริการสุขภาพ โดยทำหน้าที่ในการหนุนเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการ ในลักษณะที่ใครอยากทำอะไร เพื่อดูแลสุขภาพตนเองก็สามารถเสนอโครงการเพื่อรับงบประมาณจากกองทุนนี้ไปดำเนินการได้ ซึ่งหากชุมชนมีโครงการจะทำเกี่ยวกับโรคเบาหวาน หรือโรค NCDs อื่น ก็สามารถเสนอโครงการผ่านกองทุนนี้ได้

  คนไทยป่วยเป็นเบาหวาน
– ประมาณ 5 ล้านคน
– คุมระดับน้ำตาลได้ประมาณ 40%
– คุม ระดับน้ำตาล ไขมัน และความดัน 12%
– ค่าใช้จ่ายรักษาเบาหวาน 47,596 ล้านบาทต่อปี
– 3 โรคร่วม 3 แสนล้านบาทต่อปี

*การควบคุมระดับน้ำตาล
– อาศัยมิติเชิงสังคมและวัฒนธรรม
– “โครนิค แคร์ โมเดล”
– ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วม-สร้างเครือข่ายในพื้นที่ Life Long NCDs
– อาสาสมัครครอบครัว(อสค.)เข้าไปดูแล
– อาสาสมัครสาธารณสุข(อสม.)ให้ความรู้

กรมสุขภาพจิต แนะข้อตกลง 3 ประการก่อนให้ลูกเริ่มเล่นเกม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/394603

กรมสุขภาพจิต แนะข้อตกลง 3 ประการก่อนให้ลูกเริ่มเล่นเกม

วันที่ 21 ตุลาคม 2562 – 22:25 น.
กรมสุขภาพจิต,แนะข้อตกลง 3 ประการ,ก่อนให้ลูกเริ่มเล่นเกม,แนะพ่อแม่,ผู้ปกครอง,ทำข้อตกลง
เปิดอ่าน 173 ครั้ง

กรมสุขภาพจิต แนะพ่อแม่ผู้ปกครองทำข้อตกลง 3 ประการกับลูก ก่อนให้ลูกเริ่มเล่นเกม คือ 1. เวลา 2. เนื้อหา และ 3. พฤติกรรม เพื่อป้องกันการติดเกมตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น

นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ในปี ค.ศ.2018 องค์การอนามัยโลก ได้ประกาศ “โรคติดเกม” (Gaming Disorder) เป็นหนึ่งในโรคทางจิตเวช มีผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพ ครอบครัว การศึกษา การงานอาชีพ และสังคม ซึ่งโรคติดเกม คือ โรคที่เกิดจากพฤติกรรมเสพติด ในทางสมองมีลักษณะคล้ายกับติดสารเสพติด เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาสมอง พัฒนาการ และพฤติกรรมของเด็ก

ส่วนใหญ่จะติดจากการเล่นเกมผ่านอินเทอร์เน็ต โดยมีอาการสำคัญ ดังนี้ 1.ใช้เวลาเล่นนานเกินไป 2.ขาดการควบคุมตนเองในการใช้ชีวิตปกติ เช่น การกิน การนอน และ 3.เสียหน้าที่ การเรียน และการงาน

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า ดังนั้น ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กติดเกม สามารถป้องกันได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งง่ายกว่าการแก้ไขภายหลัง โดยพ่อแม่ผู้ปกครองควรทำข้อตกลง 3 ประการก่อนให้ลูกเริ่มเล่นเกม ดังนี้ 1.เวลา ควรแบ่งเวลาให้ลูกเล่นเกมอย่างเหมาะสม กำหนดระยะเวลาในการเล่นเกมวันละ 1- 2 ชั่วโมงต่อวัน และไม่ควรให้เล่นเกมในเวลาเรียน หรือเล่นในช่วงเวลากลางคืน 2.เนื้อหา ในส่วนของเนื้อหาต้องไม่มีความรุนแรง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กไปเสพข้อมูลความรุนแรงเพิ่มเติมจากทางอินเทอร์เน็ต และ 3.พฤติกรรม การเล่นเกมต้องไม่นำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อาทิ ไม่ยอมไปเรียน โดดเรียน ไม่กินข้าวตามเวลา ไม่ยอมนอน มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงทางกายและวาจา เป็นต้น

ทั้งนี้ เรื่องติดเกมไม่ใช่เป็นปัญหาของแค่ตัวเด็ก แต่เป็นปัญหาของทั้งครอบครัวที่ต้องร่วมกันจัดการ หากไม่สามารถจัดการได้ ให้ปรึกษาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นในสังกัดกรมสุขภาพจิต หรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง