ผุดระบบบริจาคออนไลน์ Crowdfunding ระดมทุนพัฒนาการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/394530

ผุดระบบบริจาคออนไลน์Crowdfundingระดมทุนพัฒนาการศึกษา

วันที่ 21 ตุลาคม 2562 – 12:30 น.
ระบบการบริจาคออนไลน์ CONNEXT ED Crowdfunding,การศึกษา
เปิดอ่าน 36 ครั้ง

ผุดระบบบริจาคออนไลน์Crowdfundingระดมทุนพัฒนาการศึกษาโรงเรียนที่ขาดแคลน โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com – 

ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และ 33 องค์กรเอกชน เดินหน้า CONNEXT ED ระยะที่ 3 พัฒนาสมุดพกดิจิทัล ระบบการบริจาคออนไลน์ CONNEXT ED Crowdfunding ตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาและขยายเครือข่ายความร่วมมือภาคเอกชน ฝากภาครัฐร่วมสนับสนุนบริจาคเพื่อการศึกษาให้สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายได้เกิน 10% ของกำไรสุทธิ หนุนนาทีโฆษณาในช่วงไพรม์ไทม์

จากการประชุมนโยบายและแผนงานขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาไทย ภายใต้ “โครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED” ประจำปี 2562 ซึ่งโครงการสานอนาคตการศึกษาได้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2559 โดย 12 องค์กรเอกชนชั้นนำของไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ กลุ่มเซ็นทรัล บมจ.ซีพี ออลล์ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร กลุ่มมิตรผล:กลุ่มธุรกิจน้ำตาลประเทศไทย และธุรกิจใหม่ กลุ่มปตท. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เอสซีพี บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป และบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น เข้าร่วมยกระดับการศึกษาไทยสู่การสร้างเด็กดี เด็กเก่ง ของประเทศอย่างยั่งยืน

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาคเอกชน กล่าวว่า โครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED เป็นการตอบโจทย์ยุทธศาสตร์การลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาคน และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ซึ่งจากการดำเนินการระยะแรกมาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงระยะที่ 2 ปี 2562 ได้มีการยกระดับการจัดการการศึกษาในโรงเรียนประชารัฐ จากโรงเรียนในสังกัดสพฐ.ทั่วประเทศได้ถึง 4,781 โรงเรียน มีนักเรียนที่ร่วมโครงการเพิ่มขึ้นเป็น 1,047,660 คน

อีกทั้ง ขยายความร่วมมือจาก 12 องค์กรเอกชนชั้นนำผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ กับเครือข่ายพันธมิตรใหม่อีก 21 องค์กรเอกชน รวมเป็น 33 องค์กร ได้แก่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น บมจ.บ้านปู สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ โรงเรียนเอ็นคอนเส็ปท์ อี แอคเคเดมี่ บจ.ไทยโตชิบาอุตสาหกรรม และ บจ.สวนอุตสาหกรรมบางกะดี บมจ.บีอีซี เวิลด์ บจ.สลิงชอท กรุ๊ป บจ.เอดู พาร์ค บจ.เอ.พี. ฮอนด้า บจ.โพซิทีฟ โซลูชั่น บจ.เอส เค โพลีเมอร์ บจ.เบอร์แทรม (1958) บจ.โกลบิช อคาเดเมีย (ไทยแลนด์)

ศุภชัย เจียรวนนท์

บจ.แม็คเอ็ดดูเคชั่น บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) บจ.เควี อิเล็กทรอนิกส์ บจ.แอล แอนด์ อี แมนูแฟคเจอริ่ง บจ.เลิร์น คอร์ปอเรชั่น บจ.เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม (เทสโก้ โลตัส) และ บจ.เวสเทิร์น ดิจิตอล (ประเทศไทย) โดยมีผู้นำรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นพนักงานจิตอาสาจากองค์กรภาคเอกชน เพิ่มขึ้นเป็น 900 คน และองค์กรภาคเอกชน จัดสรรงบประมาณสนับสนุนโรงเรียนประชารัฐ รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 3,153 ล้านบาท ครอบคลุม 77 จังหวัด

สำหรับการดำเนินงานโครงการสานอนาคตการศึกษาในระยะที่ 3 (2562-2563) คณะทำงานยังคงยึด 5 ยุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อนและยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาไทยอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีแผนการดำเนินงาน ได้แก่ สมุดพกดิจิทัล พัฒนาระบบฐานข้อมูลและการจัดการสถานศึกษาให้สามารถประมวลผลข้อมูลและแสดงผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนรายบุคคลในรูปแบบสมุดพกดิจิทัลที่จะช่วยให้ทราบจุดอ่อน จุดแข็ง ความถนัด ของนักเรียนแต่ละคน อันนําไปสู่การพัฒนาทักษะและส่งเสริมศักยภาพได้ตรงจุด

 พัฒนาระบบบริจาคออนไลน์
นอกจากนี้จะมีการพัฒนาระบบการบริจาคออนไลน์  CONNEXT ED Crowdfunding จัดทําระบบบริจาคออนไลน์เพื่อระดมทุนสนับสนุนด้านการศึกษาสําหรับโรงเรียนที่ต้องการการสนับสนุนงบประมาณในด้านต่างๆ โดยระบบได้รวบรวมโครงการตามแผนพัฒนาคุณภาพโรงเรียนประชารัฐที่ผ่านการคัดกรองจากคณะทํางานส่วนกลางเพื่อให้บุคคลทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนทางการศึกษา

รวมทั้งจัดทำมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา ซึ่งจะเป็นคณะทํางานด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นํา เปลี่ยนสถานะเป็นมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ด้านการยกระดับคุณภาพการศึกษาพื้นฐานของประเทศ รวมทั้งจะขยายโอกาสความร่วมมือไปยังองค์กรเอกชนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมโรงเรียนประชารัฐที่ยังต้องการการดูแลจากองค์กรเอกชน จํานวน 2,124 โรงเรียน โดยปัจจุบันมีโรงเรียนภายใต้ความดูแลของภาคเอกชน จํานวน 2,657 โรงเรียน จากจํานวนทั้งหมด 4,781 โรงเรียน

ศุภชัย กล่าวต่อว่า จากการหารือกับกลุ่มภาคเอกชนในการดำเนินโครงการดังกล่าว สิ่งที่ต้องการสนับสนุนจากภาครัฐ มีทั้งหมด 5 ประเด็นสำคัญ คือ 1.Transparency ความคาดหวังต่อโครงการและภาพความสำเร็จที่ภาครัฐอยากเห็น จัดทำ KPI วัดคุณภาพของโรงเรียนร่วมกัน พร้อมร่วมประเมิน ถอดบทเรียน สนับสนุนการเก็บข้อมูลโรงเรียนในระบบโรงเรียนประชารัฐ กำกับ ติดตามเอกสาร E-donation อย่างเข้มงวด Tax Benefit การบริจาคเพื่อการศึกษาให้สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายได้เกิน 10% ของกำไรสุทธิ

2.Market Mechanisms สนับสนุนนาทีโฆษณาในช่วงไพรม์ไทม์ (1 นาที) เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการศึกษา สนับสนุนนโยบายสร้างการมีส่วนร่วมของภาคอาชีวะ/อุดมศึกษา สื่อสารข้อมูลโครงสร้าง/ประโยชน์ที่โรงเรียนจะได้รับในมุมมองของภาครัฐ(ไม่ได้เพิ่มภาระ) ร่วมทำ matching fund ในระบบการบริจาคออนไลน์ (เช่น รัฐ:เอกชน 1:1)

3.High Quality Principals&Teachers กำหนดให้ผู้อำนวยการต้องดำรงตำแหน่งอย่างน้อย 5 ปีเพื่อความต่อเนื่องของโครงการ มีการให้คุณให้โทษแก่ผู้อำนวยการและครู สร้างแรงจูงใจให้ครูร่วมโครงการ อาทิ การให้ incentive/การปรับวิทยฐานะเมื่อทำผลงานสำเร็จ เพิ่มทักษะ coaching และ facilitator แก่ครู แก้ไขการขาดแคลนครูวิชาการเอกหรือปรับการผลิตครูให้สอน

4.Child Centric& Curriculum เน้นการพัฒนาครูด้านการสอนแบบ Child Centric ประเมินผลอย่างจริงจัง การสนับสนุนกิจกรรมนอกหลักสูตรเพื่อสร้างเสริมทักษะชีวิต ส่งเสริมให้ครูออกแบบหลักสูตรได้เอง ที่มีการบูรณาการบริบทของชุมชนให้เข้ากับวิชาการ ทักษะอาชีพ และ 5.Digital Infrastructures สนับสนุนการขยายเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสู่ทุกห้องเรียน สนับสนุนงบซ่อมบำรุงอุปกรณ์ไอซีทีต่างๆ จากโครงการ สนับสนุนการจัดจ้างบุคลากรด้านไอซีทีประจำโรงเรียน สนับสนุนโครงการบริจาคคอมพิวเตอร์ให้แก่โรงเรียน

 ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาครัฐ กล่าวว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการศึกษาไทย สะท้อนถึงความตั้งใจของทุกฝ่ายที่ต้องการปฏิรูปการศึกษาให้เห็นผลอย่างรวดเร็ว  กระทรวงศึกษาธิการ ต้องการผลักดันให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต เกิดขึ้นทั่วประเทศ (95% ของโรงเรียนทั้งหมด) ภายในพฤษภาคม 2563 โดยนำเทคโนโลยีมาเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างกระทรวงและโรงเรียน พัฒนาครูบุคลากร และสนับสนุนการบริหารจัดการในโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และพร้อมให้การสนับสนุนโครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ถือว่าสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติในบริบทที่ไม่เคยมีมาก่อน และสามารถใช้พลังจากความร่วมมือนี้ขับเคลื่อนต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันผลักดันให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นได้

ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

   โครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ระยะที่ 3 (2562-2563)
-สมุดพกดิจิทัล : พัฒนาระบบฐานข้อมูลและการจัดการสถานศึกษา School Management System ให้สามารถประมวลผลข้อมูลและแสดงผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนรายบุคคล ในรูปแบบ “สมุดพกดิจิทัล” ที่จะช่วยให้ทราบจุดอ่อน จุดแข็ง ความถนัด ของนักเรียนแต่ละคน อันนําไปสู่การพัฒนาทักษะและส่งเสริมศักยภาพได้ตรงจุดต่อไป
-ระบบการบริจาคออนไลน์ CONNEXT ED Crowdfunding : จัดทําระบบบริจาคออนไลน์เพื่อระดมทุนสนับสนุนด้านการศึกษาสําหรับโรงเรียนที่ต้องการการสนับสนุนงบประมาณในด้านต่างๆ โดยระบบได้รวบรวมโครงการตามแผนพัฒนาคุณภาพโรงเรียนประชารัฐที่ผ่านการคัดกรองจากคณะทํางานส่วนกลางเพื่อให้บุคคลทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนทางการศึกษา

-มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED : คณะทํางานด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นํา เปลี่ยนสถานะเป็นมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์ อีดี เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ด้านการยกระดับคุณภาพการศึกษาพื้นฐานของประเทศ
-Potential Partner : ขยายโอกาสความร่วมมือไปยังองค์กรเอกชนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมโรงเรียนประชารัฐที่ยังต้องการการดูแลจากองค์กรเอกชน จํานวน 2,124 โรงเรียน โดยปัจจุบันมีโรงเรียนภายใต้ความดูแลของภาคเอกชน จํานวน 2,657 โรงเรียน จากจํานวนทั้งหมด 4,781 โรงเรียน

ครูโอ๊ะ รับฟังเสียงสะท้อนเรื่องค่าตอบแทน ครูกศน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/394486

ครูโอ๊ะ รับฟังเสียงสะท้อนเรื่องค่าตอบแทน ครูกศน.

วันที่ 20 ตุลาคม 2562 – 21:15 น.
ครูโอ๊ะ กนกวรรณ, เร่งหาทางแก้ไขปัญหา,รมชศึกษาธิการ,ครูกศน
เปิดอ่าน 91 ครั้ง

ครูโอ๊ะ “กนกวรรณ วิลาวัลย์” รมช.ศึกษาฯ รับฟังเสียงสะท้อนเรื่องค่าตอบแทน ครูกศน.

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายศรีชัย พรประชาธรรม เลขาธิการ กศน. ให้การต้อนรับตัวแทนครูผู้สอนกลุ่มเป้าหมายพิเศษสังกัด กศน. จังหวัดอุบลราชธานี อุดรธานี ขอนแก่น และฉะเชิงเทรา จำนวนกว่า 50 คน ที่มาเข้าพบเพื่อขอความเป็นธรรมในการจัดจ้างตำแหน่งครูผู้สอนคนพิการ

และการคงไว้ซึ่งตำแหน่งครูผู้สอนผู้ด้อยโอกาส ที่จะช่วยสร้างความมั่นใจในการได้รับค่าตอบแทนการปฏิบัติการสอนที่รวดเร็ว และมีความมั่นคงในอาชีพ ในช่วงของรอยต่อปีงบประมาณ 2563 เมื่อวันพุธที่ 16 ตุลาคม 2562 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

รมช.ศึกษาธิการ  กล่าวตอนหนึ่งว่า หลังจากได้รับฟังปัญหาของครู กศน. ทั้งกลุ่มครูผู้สอนคนพิการ และครูผู้สอนผู้ด้อยโอกาส ก็ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาอาจเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการตั้งงบประมาณ สำหรับเป็นค่าตอบแทนแก่ ครู กศน.ที่สอนกลุ่มเป้าหมายพิเศษ จึงทำให้ครูได้รับค่าตอบแทนล่าช้าตลอดหลายปีที่ผ่านมา

“ดิฉันขอยืนยันว่า รมช.ศึกษาธิการ คนนี้ มีแนวทางการทำงานและเป้าหมายเน้น ทำทุกอย่างให้ดีกว่าเดิม เมื่อเข้ามารับตำแหน่งจึงพยายามที่จะศึกษาหาข้อมูล พร้อมรับฟังความต้องการและปัญหาจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับผู้บริหาร ครู ข้าราชการ และบุคลากรในหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแล เพื่อนำมาประกอบการกำหนดนโยบายและแผนงาน ที่จะบูรณาการสู่การปฏิบัติด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และที่สำคัญคือสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายรัฐบาลด้านการศึกษา และนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ” นางกนกวรรณ กล่าว

นางกนกวรรณ กล่าวอีกว่า และเมื่อได้รับฟังปัญหาในครั้งนี้ จะพยายามผลักดันและดำเนินการให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้ครู กศน.กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบ โดยเบื้องต้นมอบให้ผู้บริหาร กศน. เร่งหาทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับค่าตอบแทนในช่วงรอยต่อของปีงบประมาณอย่างเร่งด่วน และสื่อสารให้ทุกคนในองค์กรเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก

นางกนกวรรณ กล่าวอีกว่า  พร้อมปรับวิธีการบริหารงานและการวางแผนงบประมาณอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับการขับเคลื่อนจุดเน้นนโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ เพราะเชื่อว่าแผนงานที่ดี จะมีส่วนสำคัญในการบูรณาการสู่การปฏิบัติ และนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่มุ่งสู่เป้าหมาย

“การสร้างโอกาสให้ประชาชนผู้เรียนที่สำเร็จหลักสูตร สามารถมีงานทำ ใช้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการสร้างอาชีพ และมีหลักสูตรพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงวัย”นางกนกวรรณ กล่าว

นางกนกวรรณ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ขอย้ำอีกครั้งว่า นโยบายของตนต้องการจะดูแลครูและผู้เรียน กศน. ทุกคนให้มีชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะครู กศน.ควรได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการต่าง ๆ ตามสิทธิ ในระยะเวลาที่ไม่ทำให้เกิดกระทบกับความเป็นอยู่ เพื่อสร้างความพร้อมและเป็นขวัญกำลังใจในการทำงานรองรับการจัดการศึกษาสำหรับผู้พิการที่จะมาอยู่ในความดูแลของ กศน.เพิ่มขึ้น ส่วนการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ จะคอยติดตามผลการดำเนินงานด้วยตนเอง เพื่อให้ “เด็กต้องได้เรียน ครูต้องได้เงินค่าตอบแทน” ต่อไป

ม.รามคำแหง รับสมัครนศ.ใหม่ ภาค 2/2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/394345

ม.รามคำแหง รับสมัครนศ.ใหม่ ภาค 2/2562

วันที่ 20 ตุลาคม 2562 – 01:25 น.
รับสมัครนศใหม่,‎มหาวิทยาลัยรามคำแหง,ภาคเรียนที่ 22562
เปิดอ่าน 353 ครั้ง

มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดรับสมัครนศ.ใหม่ ประจำภาคเรียนที่ 2/2562 ระหว่างวันที่ 2 – 5 พฤศจิกายน 2562

มหาวิทยาลัยรามคำแหง(ม.ร.) รับสมัครนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรี ภาค2ปีการศึกษา2562ระหว่างวันที่ 2 – 5 พฤศจิกายน 2562 (ทุกวัน) ณ อาคารหอประชุมพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ม.ร. (หัวหมาก)

พร้อมเปิดรับสมัครทางอินเทอร์เน็ตที่www.iregis2.ru.ac.thตั้งแต่บัดนี้ – 5 พฤศจิกายน 2562รวมทั้งเปิดรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเข้าศึกษาในระบบPre-degreeเพื่อสะสมหน่วยกิตล่วงหน้า โดยสามารถนำหน่วยกิตมาเทียบโอนได้เมื่อจบ ม.6และยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ทำงานแล้วมีวุฒิอนุปริญญาได้ศึกษาเพิ่มเติม หรือเรียนปริญญาใบที่2โดยสามารถเทียบโอนหน่วยกิตได้มากขึ้นทำให้สำเร็จการศึกษาเร็วขึ้น

ทั้งนี้ เปิดรับสมัครนักศึกษาส่วนกลาง (ม.ร.หัวหมาก) ใน11คณะ ได้แก่ คณะนิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ มนุษยศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สื่อสารมวลชน ศิลปกรรมศาสตร์ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์

ผู้สนใจสามารถซื้อใบสมัครได้แล้วที่อาคาร สวป.ชั้น 1 ม.ร. หัวหมาก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.0-2310-8614-24,www.ru.ac.thหรือที่Facebook : PR Ramkhamhaeng University

นศ.บริหารธุรกิจ จัดเต็ม ‘มาร์เก็ตเดย์ 2019’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/394337

นศ.บริหารธุรกิจ จัดเต็ม ‘มาร์เก็ตเดย์ 2019’

วันที่ 20 ตุลาคม 2562 – 01:05 น.
มาร์เก็ตเดย์ 2019,วิสาหกิจชุมชน,จัดอีเวนต์ใหญ่
เปิดอ่าน 119 ครั้ง

นศ.บริหารธุรกิจ มทร.ธัญบุรี เตรียมจัดอีเวนต์ใหญ่ จัดเต็ม ‘มาร์เก็ตติ้งเดย์ 2019’ขนทัพความรู้ ต่อยอดวิสาหกิจชุมชนและสถานประกอบการ ปีที่ 3

หนุ่มสาวจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี หรือชาวบัวสววรค์ นักศึกษาสาขาวิชาการตลาด วางแผนแบ่งงาน เพื่อเตรียมงานมาร์เก็ตติ้งเดย์ 2019 โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ตามรูปแบบการเรียนการสอนในลักษณะWork-Integrated LearningหรือWIL.ผสมผสานกับการบริการวิชาการ ที่ให้นักศึกษาเรียนรู้และลงพื้นที่ศึกษาโจทย์จริง ปัญหาจริงจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหรือสถานประกอบการ ศึกษาปัญหาทางธุรกิจ ใช้ความรู้ที่เรียนมาวิเคราะห์และนำเสนอเพื่อแก้ปัญหาการตลาดด้านต่าง ๆ ให้กับธุรกิจ ซึ่งจะมีกำหนดจัดขึ้นในวันจันทร์ที่  21 ตุลาคม  2562 นี้ ณ หอประชุมใหญ่ มทร.ธัญบุรี

ลองฟังเสียงของตัวแทนนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการตลาดในแต่ละกลุ่ม เริ่มต้นคนแรกที่ “ เบนซ์” พรชิตา วันเนาว์  เล่าว่าตนและเพื่อนร่วมกลุ่มในทีมอีก 12 ชีวิต ลงพื้นที่จับธุรกิจผลิตและจำหน่ายขนม เบเกอรี่ ‘วิสาหกิจชุมชนกลุ่มอาชีพสหกรณ์ทำขนมบุ่งเข้’ อ.ปากพลี จ.นครนายก ซึ่งประสบปัญหายอดขาย ขาดช่องทางการขายออนไลน์และการพัฒนาผลิตภัณฑ์

    ขนมบุ่งเข้

                                 “เบนซ์ ” พรชิตา วันเนาว์

โดยเข้าไปวางแผนและจัดทำแผนธุรกิจ สร้างความตระหนักรู้และขยายช่องทางการขายสู่ออนไลน์ เปิดแฟนเพจ ขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น และสร้างการบอกต่อผ่านทางนามบัตรที่แนบไปให้ลูกค้าในแต่ละครั้งที่ซื้อ เพื่อเป็นช่องทางการติดต่อ

ขณะเดียวกันยังนำเสนอการออกแบบโลโก้ เพื่อการสื่อสารแบรนด์ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับยุคสมัย โดยคงไว้ซึ่งความดั้งเดิมที่ดำเนินมากว่า 13 ปี ที่สำคัญยังเลือกคุกกี้มาแปลงโฉมสู่รูปลักษณ์ใหม่ เพื่อจะนำมาแสดงในวันงานมาร์เก็ตติ้งเดย์ด้วย

“ดีใจที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสมาชิกวิสาหกิจชุมชน และนำความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้ ทำให้เกิดประสบการณ์ด้านการตลาด เห็นปัญหาและได้แก้ปัญหาจริง” 

“โอม” พงศธร พรเงิน 

ส่วน “โอม” พงศธร พรเงิน  อธิบายถึงการไปช่วยแก้ปัญหา‘เอสเอ็มอี หมูแดดเดียว’มีนบุรี กทม. ร่วมศึกษาปัญหาธุรกิจที่ผู้ประกอบการกำลังประสบอยู่ พบว่าเกิดความไม่แตกต่างทางธุรกิจ จึงคิดที่จะสร้างแบรนด์ใหม่ เริ่มต้นวางแผนกับเจ้าของเอสเอ็มอีด้วยการตั้งแต่ชื่อธุรกิจใหม่ที่ว่า ‘หมูเบิร์นแดด’ และร่วมกันคิดสูตรพริกไทยดำขึ้นใหม่อีกหนึ่งสูตร ที่ต่างจากสูตรต้นตำรับเดิม เพิ่มกลิ่นไอความเป็นสุขภาพเข้ามาเสริม

และแนะนำบรรจุภัณฑ์ใหม่ด้วยถุงซิปล็อค“จุดร่วมระหว่างเจ้าของธุรกิจและทีมของตนเองที่เกิดขึ้นผ่านการแลกเปลี่ยนและลงมือทำร่วมกัน เชื่อว่าจะนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจที่ดีกว่าเดิม” 

และบอกอีกด้วยว่า “ส่วนของหมูที่อร่อยและเหมาะกับการเลือกมาทำหมูแดดเดียว คือส่วนสะโพกหน้าและสันคอ ซึ่งเป็นความลับในความอร่อยของหมูเบิร์นแดด”

                                           “แก้ม” วีรภทรา สิงห์ลอ

ขณะที่ “แก้ม” วีรภทรา สิงห์ลอ  ขอเป็นตัวแทนกลุ่มเพื่อแชร์ประสบการณ์จากการลงพื้นที่ว่า “โจทย์จริงจากการลงพื้นที่ ช่วยกระตุ้นให้ฝึกคิดแก้ปัญหา สอนให้รู้จักการทำงานร่วมกันเป็นทีม ภายใต้การนำสิ่งที่เรียนมาช่วยหาค้นคำตอบในเชิงธุรกิจ ซึ่งมีอาจารย์เป็นโค้ช ทำให้เกิดการเรียนรู้เชิงลึก เกิดประสบการณ์การทำงานก่อนจะสำเร็จการศึกษา”

และกลุ่มของตนนั้นเจาะไปที่ธุรกิจ‘M MELON FARM’ฟาร์มเมลอน คลอง 3 จ.ปทุมธานี ช่วยธุรกิจในการคิดค้น พัฒนาและแปรรูปสินค้าให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น เช่น การทำแยมเมลอน และการทำน้ำเมลอนสกัด ซึ่งคาดว่าความรู้จากกลุ่มตนนี้จะช่วยสร้างความแปลกใหม่สร้างการรับรู้ และทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ “ขอบคุณเจ้าของฟาร์มที่ให้โอกาสในการเข้าไปเรียนรู้ครั้งนี้”

                                        “กิ๊ก” ปาริชาติ กลิ่นสุคนธ์ 

“กิ๊ก” ปาริชาติ กลิ่นสุคนธ์  เล่าว่าได้ลงพื้นที่ ต.บึงบา อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ณ สวนเราเกษตรอินทรีย์ เจาะกลุ่มผักออแกนิค คิดค้นนำเสนอร่วมกับเจ้าของสวน ซึ่งเดิมปลูกผักทั้งกรีนโอค เรดโอค คอสและบัตเตอร์เฮด โดยนำผักสุขภาพดังกล่าวไปแปรรูปด้วยกรรมวิธีที่ง่าย คงความอร่อยไว้เช่นเดิม เพื่อไม่ให้เสียรสชาติ ด้วยการแปรรูปสู่สลัดโรลและสลัดซูชิ จากการทดลองตลาดพบว่า ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ และสร้างเป็นข้อเสนอแนะสำหรับเป็นแนวทางแก่สวนเราเกษตรอินทรีย์ต่อไป

“การแปรรูปผักดังกล่าวนี้ ทำให้สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผัก สร้างความสนใจจากผู้บริโภคที่รักสุขภาพ และเพิ่มความสะดวกในการรับประทาน สอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิตที่ค่อนข้างเร่งรีบของผู้คนในยุคดิจิทัล”

                                  “ฟ้า” ศิริพัชญา เมืองสุวรรณ์

ปิดท้ายด้วย “ฟ้า” ศิริพัชญา เมืองสุวรรณ์  ที่ไปช่วยวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอาชีพผลิตรองเท้าหนังแท้ จ.ปทุมธานี แบรนด์‘TOP PLATE’ซึ่งอยากขยายฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค จากการลงพื้นที่ สัมภาษณ์พูดคุยแม้ว่าจะดำเนินธุรกิจมานานถึง 20 กว่าปี สิ่งหนึ่งที่พบคือความคงเดิมของหน้าร้าน จึงนำเสนอการปรับร้านหน้าใหม่เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ กระตุ้นความสนใจ และเพิ่มช่องทางการขายออนไลน์ ด้วยการนำเสนอเรื่องราวของร้าน วิธีการผลิตและการให้ความรู้เรื่องรองเท้า ซึ่งมุ่งไปที่ความรู้และความบันเทิง ผ่านข้อความและโพสต์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากแฟนเพจ

  รองเท้าหนังแท้ แบรนด์‘TOP PLATE

“ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันวิสาหกิจชุมชน ได้ฝึกการวางกลยุทธ์การตลาด การเพิ่มช่องทางการขาย รวมถึงการนำเสนอเพื่อจัดแสดงสินค้า” และอยากให้เพื่อน ๆ นักศึกษาทุกคน ไม่เพียงแค่คณะบริหารธุรกิจอย่างเดียว ได้เข้ามาชมงาน มาดูแนวทางการประกอบธุรกิจ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ประกอบการ และสร้างแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพของตนเองต่อไปได้

คาดการณ์กันว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นนี้ จะทำให้ทั้งนักศึกษาและผู้ประกอบการได้เรียนรู้ร่วมกัน กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เรียนรู้ระบบการทำงานเป็นทีม สร้างประสบการณ์ทางธุรกิจ และเป็นการประยุกต์ความรู้ด้านการตลาดอย่างเป็นรูปธรรม จะสนุกหรรษาแค่ไหนพบกันในงานมาร์เก็ตติ้งเดย์ 2019

 

เรื่องและภาพ..โดย อลงกรณ์ รัตตะเวทิน

เปิด มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล แห่งแรกในเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/394291

เปิด มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล แห่งแรกในเอเชีย

วันที่ 19 ตุลาคม 2562 – 13:37 น.
มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 100 ครั้ง

“คาร์เนกีเมลลอน (Carnegie Mellon)” จับมือสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเปิด “มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University)” แห่งแรกในเอเชีย

19 ต.ค.2562-มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน มหาวิทยาลัยด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์อันดับ 1 ของโลก ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เล็งเห็นถึงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และสถาปัตยกรรมอันดับต้นๆของไทย จับมือรูปแบบสถาบันร่วม (Joint Institute) แห่งแรกในเอเชีย ภายใต้ชื่อ “มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University)” พัฒนาบุคลากรในวิชาวิศวคอมพิวเตอร์ ระดับปริญญาโทและปริญญาเอก และงานวิจัยเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้ก้าวสู่สังคมดิจิตัลอย่างเต็มรูปแบบ

ดร.สุพันธุ์ ตั้งจิตกุศลมั่น อธิการบดีมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัย คาร์เนกีเมลลอน (Carnegie Mellon University) สถาบันการศึกษาที่เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์อันดับ 1 ของโลก ตั้งอยู่ที่เมืองพิตซ์เบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผลงานโดดเด่นระดับโลก ทั้งในเรื่องการผลิตรถยนต์     ไร้คนขับ การคิดค้นโปรแกรม Java และการพัฒนา AI ชิ้นแรกของโลกที่เป็นจุดเริ่มต้นให้คอมพิวเตอร์คิดและแก้ไขปัญหาได้คล้ายมนุษย์จนเกิดประโยชน์ในวงการต่างๆมากมาย ทั้งในแวดวงธุรกิจ การแพทย์ และการพัฒนาสังคม เป็นต้น

ทั้งนี้ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) ที่มีชื่อเสียงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และสถาปัตยกรรมอันดับต้นๆของไทย ผู้สร้างผลงานโดดเด่นมากมายทั้ง รถไฟฟ้าใต้ดินแห่งแรกของประเทศไทย บุคลากรคนไทยคนแรกที่ได้เดินทางไปสำรวจอวกาศ ออกแบบชิ้นส่วนรถไฟฟ้าที่เร็วที่สุดในโลกให้ญี่ปุ่น และผลงานอื่นๆอีกนับพันโครงการ ที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน จึงเข้ามาจับมือร่วมกันในรูปแบบ สถาบันร่วม (joint institute) แห่งแรกในเอเชีย ภายใต้ชื่อว่า “มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University)”

โดยเมื่อเร็วๆนี้ ได้จัดกิจกรรม CMKL Open House 2019 เพื่อเปิดบ้านให้คำปรึกษาและเเนะนำหลักสูตรของ มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) ตลอดจนเปิดโอกาสให้ได้ใกล้ชิดคณาจารย์จาก มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน อาทิ Prof. James Bain จากภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์(ECE) Associate Director, DSSC มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลอน มาให้ความรู้ และมีผู้อำนวยการหลักสูตรมาพูดถึงการเรียนการสอน รวมทั้งได้รับเกียรติจากผู้บริหารจากองค์กรเอกชนชั้นนํา ที่ร่วมเป็นตัวแทนภาคอุตสาหกรรมจาก บ.ThaiBev และ บ. Betagro ที่มาให้ความรู้เกี่ยวกับวิสัยทัศน์และนโยบายทางด้านดิจิตอลขององค์กร พร้อมแชร์ประสบการณ์ที่ได้ทํางานวิจัยร่วมกับทางมหาวิทยาลัย CMKL

นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก กลุ่มผู้นำทางด้านธุรกิจ Entertainment ได้แก่ คุณ ป้อม-ศิวัตร เชาวรียวงษ์ CEO GroupM Thailand คุณ นัท-ธนัท ตันอนุชิตติกุล CEO CARTOON CLUB คุณ บุ๊น–เกียรติยศ พานิชปรีชา Founder/CEO bit.studio คุณ จั๊ก-สุภณวิชญ์ สมสมาน Founder/CEO The Monk Studios คุณชายอดัม-หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล Founder/CEO FuKDuK / Program Director at PCCW OTT (Thailand) มาพูดคุยกันในเรื่องของนวัตกรรมการบันเทิง การใช้เทคโนโลยีในวงการสื่อและบันเทิงต่างๆ อย่างน่าสนใจ ตลอดจนตัวแทนนิสิตเก่าจากCarnegie Mellon University ที่ประเทศสหรัฐอเมริกามาแชร์ประสบการณ์ ถึงแนวทางการใช้ชีวิตนักศึกษาในรั้วCarnegie Mellon ให้ประสบความสําเร็จสูงสุดอีกด้วย

ผู้ที่สนใจศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก  มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) สามารถส่ง Statement of Purpose (SOP) สำเนาผลการเรียนระดับปริญญาตรี และสำเนาผลสอบ TOEFL เพื่อเข้ารับคำแนะนำและเตรียมความพร้อมก่อนสมัครเรียนโดยตรงกับคณาจารย์ หรือ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.cmkl.ac.th/open-houseและ www.facebook.com/CMKLUniversity

กพ.เตรียมจัด OCSC INTERNATIONAL EDUCATION EXPO 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/394289

กพ.เตรียมจัด OCSC INTERNATIONAL EDUCATION EXPO 2019

วันที่ 19 ตุลาคม 2562 – 13:28 น.
กพ,OCSC
เปิดอ่าน 54 ครั้ง

สำนักงาน กพ. เตรียมจัด OCSC INTERNATIONAL EDUCATION EXPO 2019 มหกรรมการศึกษาต่อต่างประเทศ ครั้งที่ 16 งานนิทรรศการด้านการศึกษาต่อต่างประเทศ ที่ใหญ่ที่สุดของไทย

19 ต.ค.2563-สำนักงาน กพ. เตรียมจัด OCSC INTERNATIONAL EDUCATION EXPO 2019 มหกรรมการศึกษาต่อต่างประเทศ ครั้งที่ 16 งานนิทรรศการด้านการศึกษาต่อต่างประเทศ ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย งานเดียวที่รวมสถาบันการศึกษาชั้นนำ และแหล่งทุนการศึกษาจากทั่วโลก

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน กพ.) เตรียมจัดงานมหกรรมด้านการศึกษาต่อต่างประเทศครั้งยิ่งใหญ่ประจำปี งานเดียวที่รวมแหล่งข้อมูลเรียนต่อต่างประเทศ แหล่งทุนการศึกษามากที่สุด พร้อมดึง 344 สถาบัน จาก 23 ประเทศทั่วโลก จากโซนอังกฤษ ยุโรป อเมริกา แคนาดา และ เอเชีย พบปะพูดคุย และให้คำปรึกษาแก่นักเรียน นักศึกษา พร้อมรวบรวมทุนการศึกษา จากมหาวิทยาลัยชั้นนำต่าง ๆ ทั่วโลก อาทิ มหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต สถาบันเทคโนโลยีอิลลินอยส์ มหาวิทยาลัยโตรอนโต สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย มหาวิทยาลัยเร้ดดิ้ง และอื่น ๆ อีกมากมาย

หม่อมหลวงพัชรภากร เทวกุล เลขาธิการ ก.พ. เปิดเผยว่า ตามวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ ได้รับความเชื่อมั่น และเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งในระดับประเทศและระดับโลก  รวมถึงบทบาทภารกิจสำคัญของสำนักงาน กพ. คือการดูแลจัดการการศึกษาที่รับผิดชอบมาอย่างยาวนานนั้น ทำให้สำนักงาน ก.พ. มีองค์ความรู้และเครือข่ายด้านการศึกษาต่อต่างประเทศอย่างกว้างขวาง ประกอบกับเป็นหน่วยงานภาครัฐเพียงแห่งเดียวที่ให้บริการในเรื่องดังกล่าว จึงได้รับความเชื่อถือจากผู้ปกครอง นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจ เสมอมา ด้วยความเป็นหน่วยงานที่ให้บริการปรึกษา แนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศอย่างเป็นกลาง โดยไม่มีผลประโยชน์แฝงเร้น นอกจากจะเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองแล้ว ยังจะเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ในการตัดสินใจเพื่อลงทุนด้านการศึกษาและพัฒนาตนเอง ทำให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบ รอบด้าน และหลากหลาย มากขึ้น

สำนักงาน กพ. จึงได้ร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างประเทศชั้นนำ ในการจัดมหกรรมการศึกษาต่อต่างประเทศ ครั้งที่ 16 (OCSC INTERNATIONAL EDUCATION EXPO 2019) วันเสาร์และอาทิตย์ที่ 2-3 พฤศจิกายน 2562 ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน งานเดียวที่รวมสถาบันการศึกษาชั้นนำและแหล่งทุนการศึกษาจากทั่วโลก ทั้งโรงเรียนมัธยม มหาวิทยาลัยที่ได้รับการรับรองและสถาบันสอนภาษา กว่า 344 สถาบัน จาก 23 ประเทศ ภายใต้แนวคิด “Happy Studying Abroad” ประสบการณ์ดี ๆ ไม่ได้มีแค่ในห้องเรียน โดยมุ่งหวังให้นักเรียน นักศึกษาที่ไปเรียนต่อต่างประเทศ ได้รับประสบการณ์ทั้งในและนอกห้องเรียนอย่างมีความสุขครบทุกองศามิติ ทั้งในเรื่องการใช้ชีวิตส่วนตัว และการศึกษา

“การเลือกมหาวิทยาลัยที่จะไปเรียนต่อเป็นจุดเน้นสำคัญ เราอยากให้นักเรียน “เลือกให้ถูกจริต” ของแต่ละคน พูดง่าย ๆ คือ เลือกที่เรียนให้เข้ากับ lifestyle และการใช้ชีวิต เช่น ชอบอยู่อย่างสงบเงียบ ก็อาจเลือกเมืองเล็ก แต่ถ้าคนเบื่อง่ายอาจเลือกไปเรียนในเมืองใหญ่ บางคนชอบเชียร์กีฬาก็อาจเลือกมหาวิทยาลัยที่ดังในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยประเภทต่าง ๆ เป็นต้นในงาน OCSC EXPO ครั้งนี้ เราเตรียมข้อมูลเหล่านี้ไว้สำหรับเลือกมหาวิทยาลัย ที่จะไม่สามารถหาได้จากในอินเทอร์เน็ตแน่นอน” เลขาธิการ ก.พ.กล่าว

ทั้งนี้ภายในงานจะแบ่งออกเป็น โซน ได้แก่
1.บูธสำนักงานกพ ให้คำปรึกษาทุกเรื่องเรียนต่อต่างประเทศ
2.โซนทดลองสอบทุนรัฐบาลทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์
3.โซนให้คำปรึกษาเรื่องทุนรัฐบาล ประกาศและรับสมัครทุนรัฐบาลกว่า 500 ทุน แบ่งเป็น
– ทุนสำหรับบุคคลทั่วไป เพื่อไปศึกษาต่อปริญญาโท และ ปริญญาเอก และ
– ทุนUiS สำหรับนักศึกษา ปี3 เพื่อไปเรียน ปี4
4.เปิดมุมมองใหม่จากประสบการณ์ของรุ่นพี่ที่เคยไปเรียนจากหลากหลายมุมของโลก ประสบการณ์สุดมันส์ พูดคุยเรื่องประสบการณ์การเรียนต่ออย่างเป็นกันเอง พร้อมรุ่นพี่รับเชิญอย่าง KAYAVINE และ JAYSBABYFOOD
5.โซน Workshop ฝึกปรือ เทคนิคการสอบ IELTS ให้ได้คะแนนสูง และ ฝึกเขียน ACADEMIC ESSAY เพื่อเขียนรายงานภาษาอังกฤษและเตรียมสอบ
6.กิจกรรมทดสอบ  IQ , EQ จากกรมสุขภาพจิตก่อนไปเรียนต่อ
7.ทดลองสอบ IELTS mock tests (Reading & Listening) ฟรี
8.ครูต้น ถอดรหัสอัจฉริยะพหุปัญญา แสกนลายนิ้วมือค้นหาตัวตน
9.ให้คำปรึกษาตัวต่อตัว ในการไปศึกษาต่อที่จีน และการขอทุน ที่โซน CHINA PAVILION
10. ปรึกษาการเรียนที่ประเทศ สวีเดนพร้อมโอกาสสมัครงานกับบริษัทชั้นนำภายในงาน

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่จะทำให้ผู้เข้าร่วมชมงานได้สัมผัสกับประสบการณ์ HAPPY STUDYING ABROAD ที่รวมข้อมูลการเรียน และ กิจกรรมนอกห้องเรียนเพื่อเสริมประสบการณ์ชีวิตมากที่สุด อีกทั้งยังมีโซนรับปรึกษาทุกเรื่องการเรียนต่อต่างประเทศ รับสมัครทุนรัฐบาล พร้อมทดลองทำข้อสอบฟรี ภายในงานอีกด้วย รวมถึงเปิดมุมมองใหม่ จากรุ่นพี่ที่เคยไปเรียนในประเทศต่างๆของโลก ในมุมรุ่นพี่ และ พบกับ รุ่นพี่รับเชิญอย่าง KAYAVINE (เรียนต่อ USA, UK) & JAYSBABY FOOD (เรียนเกาหลี)

มกท. ร่วมสถานทูตแอฟริกาใต้ สดุดี เนลสัน แมนเดลา บุคคลต้นแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/394121

มกท. ร่วมสถานทูตแอฟริกาใต้ สดุดี เนลสัน แมนเดลา บุคคลต้นแบบ

วันที่ 18 ตุลาคม 2562 – 12:21 น.
มกรุงเทพ,หลักสูตรอินเตอร์ฯ,สถานทูตแอฟริกาใต้,สดุดี,เนลสัน แมนเดลา,บุคคลต้นแบบของเยาวชน
เปิดอ่าน 44 ครั้ง

หลักสูตรอินเตอร์ฯ ม.กรุงเทพ ร่วมสถานทูตแอฟริกาใต้ สดุดี เนลสัน แมนเดลา บุคคลต้นแบบของเยาวชน

หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (Bangkok University International หรือ BUI) ร่วมกับสถานทูตแอฟริกาใต้ จัดนิทรรศการและปาฐกถาในหัวข้อ “Nelson Mandela’s Legacies: Take Action, Inspire Change – Make Every Day A Mandela Day” เพื่อสดุดีและระลึกถึงปูชนียบุคคลระดับโลก เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ผู้เสียสละและอุทิศตนในการช่วยเหลือให้ชาวแอฟริกาใต้ ตลอดจนชาติอื่นๆ ในทวีปแอฟริกาได้หลุดพ้นจากความยากจน อยู่ดีกินดีมากขึ้น และเป็นแกนนำต่อประชาคมโลกในการหาแนวทางขจัดปัญหาเหยียดสีผิว ซึ่งไม่เพียงแค่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมชมนิทรรศการและฟังปาฐกถาเกี่ยวกับประวัติชีวิตที่สร้างคุณประโยชน์ของแมนเดลาเท่านั้น แต่ยังเป็นการจุดประกายให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้นำแนวคิดและปรัชญาที่ได้เรียนรู้จากชีวิตของแมนเดลาไปเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิตและช่วยเหลือสังคมในฐานะพลเมืองโลกต่อไป

การปาฐกถาครั้งนี้ H.E. Mr. Geoffrey Quinton Mitchell Doidge เอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย ให้เกียรติมาเป็นประธานในการกล่าวปาฐกถา โดยมี H.E. Mrs. Laila Ahmed Bahaaeldin เอกอัครราชทูตอียิปต์ประจำประเทศไทย Ms. Jennifer K. Njiru อุปทูตฯ สถานเอกอัครราชทูตเคนยาประจำประเทศไทย และ ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล รองอธิการบดีอาวุโสด้านกิจการภายนอก มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกล่าวด้วย นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากเจ้าหน้าที่ทางการทูตและผู้แทนสถานทูตจากหลายประเทศในทวีปแอฟริกาที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในประเทศไทยมาร่วมงาน ได้แก่ H.E. Dr. Abdulhakim A.F. Atya เอกอัครราชทูตลิเบียประจำประเทศไทย Mr. Abdelrhani Charfi อัครราชทูตที่ปรึกษาและรอง

หัวหน้าคณะทางการทูตแห่งราชอาณาจักรโมร็อกโกประจำประเทศไทย รวมทั้งคุณต่อ ศรลัมพ์  ผู้อำนวยการกองแอฟริกา กรมเอเชียใต้ และ ดร.มัทนา สานติวัตร อุปนายกสภามหาวิทยาลัยกรุงเทพ

H.E. Mr. Geoffrey Quinton Mitchell Doidge เอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย ได้ยกตัวอย่างว่า แต่เดิมตนเป็นคนใจร้อน แต่เมื่อได้ทำงานใกล้ชิดกับแมนเดลา ก็มีความสุขุม เรียนรู้ที่จะแบ่งปันไมตรีจิตให้ผู้อื่น และนึกถึงผู้อื่นก่อนนึกถึงตัวเองมากขึ้นเหมือนที่แมนเดลาปฏิบัติเสมอมา ซึ่งนับเป็นคุณสมบัติที่ควรบ่มเพาะให้แก่เยาวชนตั้งแต่เนิ่นๆ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่สถานทูตแอฟริกาใต้ร่วมมือกับ BUI จัดนิทรรศการและปาฐกถาครั้งนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในต้นทางสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษา BUI ที่เข้าร่วมกิจกรรมได้ระลึกว่า ในแต่ละวันจะสามารถอุทิศตนเพื่อสังคมและเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้โลกใบนี้อย่างไรได้บ้างในฐานะพลเมืองโลก ซึ่งเท่ากับทำให้ทุกๆ วันเป็น “Mandela Day” ดังหัวข้อปาฐกถานั่นเอง

เนลสัน แมนเดลา เป็นหนึ่งในรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของโลก เนื่องจากเขาเป็นแกนนำในการประท้วงนโยบายแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 กระทั่งถูกคุมขังเป็นเวลาถึง 27 ปี และเมื่อพ้นโทษออกมา ก็ชนะการเลือกตั้งด้วยแนวคิดที่จะสร้างความเท่าเทียมกันให้แก่ทุกชนชาติและทุกสีผิว จนได้เป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของแอฟริกาใต้ เขาเป็นแบบอย่างของผู้ที่อุทิศตนเพื่อความเสมอภาคและการให้อภัย กระทั่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปีค.ศ. 1993 แมนเดลาเสียชีวิตเมื่อปีค.ศ. 2013 ด้วยวัย 95 ปี นับเป็นบุคคลที่โลกควรจารึกคุณงามความดีและยกย่องให้เป็นต้นแบบของเยาวชนอย่างแท้จริง

ศูนย์การเรียนรู้ไฟ-ฟ้า จุดประกายทักษะชีวิตเยาวชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/394089

ศูนย์การเรียนรู้ไฟ-ฟ้า จุดประกายทักษะชีวิตเยาวชน

วันที่ 18 ตุลาคม 2562 – 11:20 น.
ศูนย์การเรียนรู้ไฟฟ้า,กาญจนา โรจวทัญญู
เปิดอ่าน 49 ครั้ง

ศูนย์การเรียนรู้ไฟ-ฟ้า จุดประกายทักษะชีวิตเยาวชน โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com 

ด้วยความเชื่อที่ว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพหากได้รับโอกาสในการพัฒนา นำมาซึ่งการสร้างศูนย์การเรียนรู้ไฟ-ฟ้า  จุดประกายเยาวชนและชุมชนทั้ง 5 แห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อปลูกฝังเยาวชนอายุ 12–17 ปี ให้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์เชิงศิลปะ พัฒนาทักษะชีวิต และนำสิ่งที่เรียนรู้คืนสู่ชุมชนและสังคม

“ศูนย์การเรียนรู้ไฟฟ้า” ริเริ่มในปี 2552 โดยธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) มุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยให้สามารถเติบโตสู่สังคมได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมอบโอกาสให้แก่เยาวชนอายุระหว่าง 12-17 ปี ในชุมชนได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์เชิงศิลปะ และพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต (Art & Life Skill) โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อนำสิ่งที่เรียนรู้คืนสู่สังคม ชุมชน พร้อมจัดงาน FAI-FAH ART FEST อย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนจากศูนย์การเรียนรู้ไฟฟ้าทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ ประดิพัทธ์ ประชาอุทิศ ถนนจันทร์ บางกอกน้อย และศูนย์ล่าสุดที่สมุทรปราการ มาแสดงผลงาน ความคิดสร้างสรรค์ ให้บุคคลทั่วไปได้เห็นถึงพลังของเด็กที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

ภายในงาน FAI-FAH ART FEST 2019 ปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เด็กธรรมดา…คือสิ่งที่สวยงาม” เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ณ ทีเอ็มบี สำนักงานใหญ่ แบ่งเป็น 4 โซน ได้แก่ โซนแสดงผลงานศิลปะ โซนช็อปสินค้าจากเด็กไฟฟ้าและชุมชน โซนกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อสังคม และโซนเวทีการแสดงความสามารถ พร้อมมอบเกียรติบัตรให้แก่เยาวชนโครงการไฟฟ้า ที่ผ่านการเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์เชิงศิลปะและทักษะอาชีพแขนงต่างๆ ที่สำเร็จหลักสูตรเป็นเวลา 3 ปี จำนวน 36 คน

กาญจนา โรจวทัญญู

 กาญจนา โรจวทัญญู หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร สื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ทีเอ็มบี กล่าวว่า มีเยาวชนด้อยโอกาสมากมายซึ่งอยู่ในชุมชนที่พ่อแม่รายได้ไม่สูง สภาพแวดล้อมไม่ดีมาก เด็กเหล่านี้ไม่มีโอกาสในการพัฒนา หรือค้นหาความสามารถของตัวเอง จึงก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้ไฟฟ้า แห่งแรกที่ประดิพัทธ์ โดยมีหลักสูตรให้เรียนราว 6–8 หลักสูตร ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ไม่มีสอนในโรงเรียน เช่น ศิลปะ ร้องเพลง เต้น ดนตรี ทำอาหาร กีฬา ฯลฯ

“เป็นการเปิดโลกให้เด็ก เด็กบางคนที่มาเรียนกับเราเขาไม่เคยเห็นสปาเกตตีเลย ดังนั้นกิจกรรมเหล่านี้ทำให้เขามีไอดอลใหม่ๆ มีโลกทัศน์ใหม่ๆ จากเดิมที่เคยมองว่าคนที่ขับมอเตอร์ไซค์ดูเท่ แต่พอได้มาเรียนเขารู้ว่าตัวเองสามารถทำอย่างอื่นได้ เช่น เต้น ดนตรี ฯลฯ และสิ่งที่เราปลูกฝังให้เด็ก คือต้องรู้จักให้ ไม่ใช่เป็นผู้รับอย่างเดียว ทุกปีเด็กจะต้องมีโปรเจกท์คืนสู่ชุมชน เช่น บางกอกน้อยทำแผนที่ท่องเที่ยวให้ชุมชน เพราะการเป็นผู้ให้กับผู้รับความรู้สึกไม่เท่ากัน ไม่ต้องรวย ไม่ต้องรอเรียนจบก็สามารถเป็นผู้ให้ได้”

สำหรับเด็กที่สมัครเข้าในศูนย์การเรียนรู้ไฟฟ้า สามารถเลือกเรียนได้ 2 หลักสูตรและต้องอยู่จนครบ 3 ปี จึงจะถือว่าสำเร็จหลักสูตร มีเด็กบางส่วนที่มีความจำเป็นทางบ้านต้องดร็อปไว้ก็มีเช่นกัน แต่จากการสังเกตพบว่าเด็กที่อยู่กับเราครบ 3 ปี เขาจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เก่งขึ้น มีความมั่นใจมากขึ้น นอกจากเด็กที่เรียนในศูนย์การเรียนรู้ไฟฟ้าแล้ว ยังมีโครงการห้องสมุดไฟฟ้า สำหรับเด็กเล็กอายุ 8-11 ปี รวมถึงยกกิจกรรมไฟฟ้าไปทำในโรงเรียนด้วย ดังนั้นในแต่ละปีเราทำงานร่วมกับเด็กหลายแสนคน
“ปัจจุบันศูนย์ยังมีแค่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เนื่องจากต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเรารับอายุ 12–17 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่หัวเลี้ยวหัวต่อ และจำกัดให้เด็กที่มีรายได้ครอบครัวไม่สูงมาก ต้องการเพิ่มศักยภาพตัวเอง เพราะหากมีรายได้สูงถึงปานกลางเราจะถือว่าพ่อแม่มีกำลัง นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้เยาวชนทั่วประเทศส่งผลงานศิลปะเข้าประกวดในโครงการ FAI-FAH ART CONTEST เพื่อเป็นการสนับสนุนด้านศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย” กาญจนา กล่าวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ทีเอ็มบียังมีโครงการ FAI-FAH FOR COMMUNITIES สำหรับพนักงานโดยในทุกๆ ปี ต้องทำ 40 โปรเจกท์ร่วมกับชุมชนไม่ว่าจะเป็นด้านการสร้างอาชีพ สิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิต ฯลฯ เช่น ร่วมกับโรงพยาบาลศรีธัญญา แปลงงานวาดจากศิลปะบำบัดของผู้ป่วยจิตเวชเป็นผลิตภัณฑ์ แปรรูปผลิตภัณฑ์ใบเตย สอนชุมชนทำคุกกี้ เป็นต้น
“พนักงานต้องไปหาความต้องการของชุมชน โดยเรามีข้อกำหนดอยู่ว่าชุมชนที่จะลงไปต้องเป็นชุมชนเข้มแข็ง หลังจากจบโปรเจกท์ผู้นำชุมชนต้องสานต่อได้เพราะเราไม่เน้นบริจาคเงินแต่เน้นสร้างองค์ความรู้ เราให้เงินตั้งต้นเล็กน้อยจากนั้นชุมชนต้องไปต่อจึงจะยั่งยืนและสามารถพึ่งพาตนเองได้”

     ไฟฟ้าเสริมทักษะชีวิต
“เฟิร์ส” ธนกฤต อินทร์ธรรม อายุ 16 ปี ชั้น ม.4 ร.ร.วัดสุทธิวราราม ซึ่งเข้าร่วมโครงการไฟฟ้าศูนย์ถนนจันทน์ เป็นเวลา 4 เดือน เล่าว่า ภายในศูนย์มีหลักสูตรให้เลือกเรียนมากมายตามความสนใจ เช่น หมวดเสริมความรู้วิชาการ หมวดดนตรี เต้นรำ และกีฬา หมวดศิลปกรรม สามารถเลือกเรียนได้คนละ 2 หลักสูตร แบ่งเป็นหลักสูตรละ 3 ระดับ ใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียน โดยเลือกเรียนวาดภาพและวงดนตรี

“เฟิร์ส” ธนกฤต อินทร์ธรรม

“สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากการมาเรียนที่ศูนย์คือการวาดรูป การจัดองค์ประกอบ วาดภาพเสมือน ซึ่งตามตลาดที่เขารับวาดราคาต่อรูป 500–700 บาท เป็นรายได้ที่ค่อนข้างดี และคุณแม่ก็เห็นด้วย จึงคิดว่าน่าจะสามารถหารายได้เสริมระหว่างเรียนและช่วงปิดเทอมได้รวมถึงต่อยอดไปในอนาคตเป็นอาชีพได้ สำหรับหลักสูตร “วงดนตรี” เลือกเพราะส่วนตัวชอบร้องเพลง เคยไปประกวดตามเวทีต่างๆ และมีความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กๆ ว่าอยากจะมีวงดนตรีเป็นของตัวเอง” ธนกฤต กล่าว
ด้าน นัฐภรณ์ อุทัย อายุ 18 ปี ชั้น ม.6 ร.ร.ดอนเมืองทหารอากาศบำรุง   ผู้ชนะเลิศระดับ ม.ปลาย การประกวด FAI-FHA ART CONTEST ในหัวข้อ เด็กธรรมดา…คือสิ่งที่สวยงาม เจ้าของผลงาน “เติมฝันที่ขาดหาย” ด้วยเทคนิคสีผสม อธิบายแนวคิดของรูปว่า เป็นรูปเด็กที่มีความผิดปกติตรงขา สำหรับเรามองว่าเด็กธรรมดาไม่จำเป็นต้องมีร่างกายครบทั้งหมด แต่คนที่เขาพิการก็ถือเป็นเด็กธรรมดาได้เหมือนกัน และเขาก็สามารถมีความฝันเหมือนคนทั่วไป เช่นรูปที่วาดพื้นหลังสะท้อนความฝันที่เขาอยากเป็นตำรวจ นักบินอวกาศ อยากทำทุกอย่างที่เด็กธรรมดาทั่วไปเขาทำกัน มันคือความฝันอันสวยงาม เพราะเขากล้าที่จะฝัน กล้าที่จะทำ ถึงแม้ความฝันของเขาจะต้องใช้ความพยายามมากกว่าเด็กทั่วไปก็ตาม

นัฐภรณ์ อุทัย

น้องนัฐเล่าต่อไปว่าชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็กๆ จนมาเจอครูปัญญา ซึ่งสอนศิลปะ ม.ปลาย จึงเริ่มวาดรูปจริงจังและเริ่มส่งประกวดมาเรื่อยๆ พอได้รางวัลรู้สึกดีใจมากเพราะมีความฝันว่าอยากเป็นครูสอนศิลปะ การวาดรูปให้อะไรหลายอย่าง ศิลปะหากเรามีความคิดสร้างสรรค์ มีใจรักในการทำ ได้รางวัลหรือไม่เราก็มีความสุขเพราะเราทำผลงานชิ้นนั้นสำเร็จ
“หากใครที่มีความฝันหรือชอบอะไรสักอย่างให้ลงมือทำ เพราะบางทีสิ่งที่เราทำไปอาจจะได้อะไรกลับมามากกว่าสิ่งที่คิด และสักวันเราจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราชอบ” น้องนัฐ กล่าวทิ้งท้าย

จากเกมกายภาพบำบัดเพื่อแม่สู่ 1 ใน 20 ธุรกิจดีเด่นอาชีวะฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/393954

จากเกมกายภาพบำบัดเพื่อแม่สู่ 1 ใน 20 ธุรกิจดีเด่นอาชีวะฯ

วันที่ 17 ตุลาคม 2562 – 16:05 น.
ธุรกิจโปรแกรมเกมตะลุยมหาสมบัติ,เกมกายภาพบำบัด,แม่
เปิดอ่าน 110 ครั้ง

จากเกมกายภาพบำบัดเพื่อแม่สู่ 1 ใน 20 ธุรกิจดีเด่นอาชีวะฯ โดย…  ทีมข่าวคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com 

จากแรงบันดาลใจที่คุณแม่เป็นโรคหลอดเลือดในสมอง ต้องทำกายภาพบำบัดด้วยท่าเดิมๆ ซ้ำๆ ในทุกๆ วันจนทำให้เกิดอาการเบื่อและเคร่งเครียด จุดประกายให้ กวินทรา ตรีรัตนาภรณ์ สร้าง “ธุรกิจโปรแกรมเกมตะลุยมหาสมบัติ” ฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีภาวะอัมพฤกษ์ทางแขน

สำหรับ “ธุรกิจโปรแกรมเกมตะลุยมหาสมบัติ” เพื่อผู้มีภาวะอัมพฤกษ์ทางแขนและกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางการเคลื่อนไหวของแขน ซึ่งถูกคิดค้นโดย กวินทรา ตรีรัตนาภรณ์ ปวช.2 สาขาคอมพิวเตอร์กราฟฟิก วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี ที่ผ่านการคัดเลือกเป็น 1 ใน 20 ทีมธุรกิจดีเด่นในโครงการของอาชีวศึกษาที่ส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระสำหรับผู้เรียนอาชีวศึกษา

กวินทรา เล่าถึงแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจโปรแกรมเกมตะลุยมหาสมบัติสำหรับผู้มีภาวะอัมพฤกษ์ทางแขน และกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางการเคลื่อนไหวของแขนว่า คุณแม่เป็นโรคอัมพฤกษ์หรือโรคหลอดเลือดในสมอง คือ ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้เกิดอาการปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรงหรือชาเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด

“คุณหมอแนะนำให้ฝึกกายภาพบำบัดเพื่อช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของระบบประสาทมือและแขนที่อ่อนแรง เช่น บีบลูกบอล ยืดแขนยกแขน แต่การกายภาพบำบัดในท่าซ้ำๆ เดิมๆ ทำให้แม่เกิดอาการเบื่อ และเครียด จึงเกิดแนวคิดสร้างเกมให้คุณแม่เล่นโดยนำแนวคิดดังกล่าวปรึกษา ครูศิระ ประเสริฐศักดิ์ ช่วยกันประดิษฐ์ คิดค้นและทดลอง จนเกิดเป็นเกมตะลุยมหาสมบัติ (The Land of Treasure) โดยใช้อุปกรณ์ Leap Motion Controller เป็นอุปกรณ์ร่วม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการทำกายภาพบำบัดให้กับผู้ป่วยที่มีภาวะอัมพฤกษ์ทางแขน เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดการฟื้นตัวของระบบประสาทมือ”

สำหรับเกมตะลุยมหาสมบัติ (The Land of Treasure) มีทั้งหมด 5 ด่าน ด่านแรก จะเป็นด่านของการทดลองเล่น เพื่อให้ผู้เล่นเกิดความคุ้นชินในการใช้อุปกรณ์ Leap Motion Controller เช่น ให้ผู้เล่นใช้มือปัดป้ายวัตถุภายในเกมตามจำนวนที่ระบุ และเมื่อผู้เล่นผ่านภารกิจก็จะเพิ่มความยากขึ้นไปในแต่ละด่าน เช่น การเก็บชิ้นส่วนที่มากขึ้น และการทำภารกิจให้สำเร็จตามเวลาที่กำหนด เป็นต้น

   อาการแม่ดีขึ้นกว่า 90%
กวินทรา กล่าวต่อไปว่า ในช่วงแรกของการทดสอบคุณแม่มีอาการดีขึ้นตามลำดับ จนปัจจุบันดีขึ้น ประมาณ 90% ดีใจมาก ครูหลายท่านในวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี เห็นประโยชน์จากโปรแกรมเกมนี้ จึงแนะนำให้เขียนเป็นแผนธุรกิจส่งในนามศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา

และเนื่องจากปัจจุบันประเทศไทย มีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นตามการคาดประมาณประชากรของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และในปี 2574 ประเทศไทยจะเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนถึงร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด

จึงได้นำโปรแกรมเกมตะลุยมหาสมบัติ ไปประชาสัมพันธ์ให้ทดลองใช้ฟรี โดยติดตั้งไว้ในคลินิกอายุรกรรมและสถานพยาบาลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งจากการติดตามผลการใช้งานของผู้ป่วยอัมพฤกษ์ทางแขนและผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางการเคลื่อนไหวของแขนมีผลตอบรับดี เนื่องจากเป็นการฝึกกายภาพบำบัดที่แปลกใหม่ ช่วยฟื้นฟูการเคลื่อนไหวตั้งแต่สะบักหลังจนถึงปลายนิ้วมือ ทำให้อาการดีขึ้นตามลำดับ ไม่เบื่อ ไม่เครียด เกิดความเพลิดเพลิน และแรงจูงใจในการฝึกกายภาพบำบัด

“ชุดโปรแกรมนี้มีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับราคาที่ขายกันในต่างประเทศ เพราะเป็นการนำโปรแกรมเกมมาผสมผสานกับเทคโนโลยีเสมือนจริง เพื่อเสริมแรงให้สนุกสนาน เพลิดเพลิน ช่วยลดความกดดันและตึงเครียดในการฝึกกายภาพบำบัดได้ โดยโปรแกรมเกมตะลุยมหาสมบัติฯ ยังได้รับรางวัลรองชนะเลิศ สุดยอดนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษา ระดับชาติ ประจำปีการศึกษา พ.ศ.2561ประเภทที่ 6 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมซอร์ฟแวร์และสมองกลฝังตัวอีกด้วย”

ณรงค์ แผ้วพลสง

ณรงค์ แผ้วพลสง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ตามนโยบายหลัก 12 ด้านของรัฐบาลปัจจุบัน ว่าด้วยเรื่องการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย เน้นให้มีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและความยากจน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

โดยการพัฒนานวัตกรรมเชิงสังคมและนวัตกรรมในเชิงพื้นที่ ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสสำหรับผู้ด้อยโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย ควบคู่ไปกับการพัฒนาทุนมนุษย์ให้พร้อมสำหรับโลกยุคดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 อย่างเป็นรูปธรรม

นายณรงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ระยะแรกจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านสุขภาพของประชาชนอย่างครบวงจร ทั้งระบบยา วัคซีน เวชภัณฑ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จึงได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้เรียนอาชีวศึกษาคิดค้นสร้างนวัตกรรม โดยใช้เทคโนโลยีผนวกกับความรู้ด้านวิชาชีพมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้การทำธุรกิจและมีรายได้ระหว่างเรียน เกิดเป็นศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาในสถานศึกษาสังกัด สอศ.

“ธุรกิจโปรแกรมเกมตะลุยมหาสมบัติ ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี ที่ผ่านการคัดเลือกเป็น 1 ใน 20 ทีมธุรกิจดีเด่นในโครงการของอาชีวศึกษาที่ส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระสำหรับผู้เรียนอาชีวศึกษาที่จะจัดแสดงแผนธุรกิจในวันที่ 23 ธันวาคม 2562 นี้ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา” นายณรงค์ กล่าว

ดูรายละเอียดเกี่ยวกับ “เกมตะลุยมหาสมบัติ” เพิ่มเติมที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ VR Game Innovation หรือที่ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี

ม.มหิดลสร้างแพทย์นวัตกรใช้ดิจิทัล-เทคโนโลยีรักษาโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/393692

ม.มหิดลสร้างแพทย์นวัตกรใช้ดิจิทัล-เทคโนโลยีรักษาโรค

วันที่ 16 ตุลาคม 2562 – 09:58 น.
มมหิดล,แพทย์นวัตกร
เปิดอ่าน 147 ครั้ง

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com –

แนวโน้มการนำดิจิทัลและเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในทางการแพทย์ในการรักษาผู้ป่วยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แพทย์จึงจำเป็นต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง นำมาซึ่งการเปิดหลักสูตรร่วมระหว่าง คณะแพทย์-วิศวะ ม.มหิดล ครั้งแรกในประเทศไทย สร้าง “แพทย์นวัตกร” สายพันธุ์ใหม่ เรียน 7 ปี ได้ 2 ปริญญา ปริญญาตรีควบปริญญาโท

ล่าสุด คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล ได้ลงนามความร่วมมือกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.มหิดล เปิดโครงการร่วม “หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต – วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์” (พ.บ.-วศ.ม.) ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล มุ่งสร้าง “แพทย์นวัตกร” ครั้งแรกในประเทศไทย ตอบโจทย์ยุคดิสรัปชั่น ใช้เวลาเรียน 7 ปี ได้ 2 ปริญญา (ปริญญาตรีแพทย์ และปริญญาโทวิศวกรรมศาสตร์) เสริมศักยภาพประเทศไทยก้าวเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์ในอนาคต โดยตอบรับเป้าหมายเมดิคัลฮับ และนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ในอีอีซี เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล กล่าวว่า แนวโน้มการนำดิจิทัลและเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในทางการแพทย์ในการรักษาผู้ป่วยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แพทย์จึงจำเป็นต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น นอกจากความรู้ด้านการแพทย์ที่ดีแล้ว ทักษะและความเข้าใจทางด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนการทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับแพทย์ยุคใหม่

อีกทั้ง คนรุ่นใหม่มีความสามารถและความสนใจทั้งในด้านการแพทย์และวิศวกรรม ดังนั้น หลักสูตรร่วมแพทย์–วิศวะ (พ.บ.-วศ.ม.) จะช่วยดึงศักยภาพและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ในการสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ จากความรู้ทางด้านแพทย์และวิศวกรรม

   แพทย์ที่เป็นได้มากกว่าแพทย์
จุดเด่นของหลักสูตรร่วมแพทย์–วิศวะ (พ.บ.-วศ.ม.) คือ การพัฒนาทักษะทางการแพทย์และความรู้ทักษะพื้นฐานทางวิศวกรรม สร้างประสบการณ์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ร่วมกับนักวิจัยและอาจารย์ทั้งในคณะแพทย์และคณะวิศวะ ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 7 ปี โดยปีที่ 1-3 มีการเรียนการสอนทางด้านพรีคลินิกเช่นเดียวกับหลักสูตรแพทย์ปกติ ส่วนในชั้นปีที่ 4 เป็นช่วงของการพัฒนาทักษะด้านวิศวกรรมและลงมือพัฒนางานวิจัยหรือนวัตกรรม

หลังจากนั้นในปีที่ 5-7 จึงกลับมาเรียนชั้นคลินิกเช่นเดียวกับหลักสูตรแพทย์ปกติ พร้อมทั้งทดลองและต่อยอดนวัตกรรมที่ได้พัฒนาขึ้นในช่วงเวลานี้ด้วยเช่นกัน เมื่อจบการศึกษาสามารถทำงานเป็นแพทย์ที่เป็นได้มากกว่าแพทย์ โดยมองเห็นปัญหาและโอกาสในการแก้ปัญหาด้วยหลักการทางวิศวกรรม มีการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบมากขึ้น มีพื้นฐานพร้อมต่อยอดเพื่อพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ และเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่มีโอกาสสูงขึ้นในการได้รับเลือกให้เรียนต่อเฉพาะทางหรือหลักสูตรปริญญาเอกทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากมีประสบการณ์ทำงานวิจัยและผลงานตีพิมพ์ในระดับนานาชาติ

ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า คุณสมบัติที่สำคัญในการสมัครหลักสูตรดังกล่าว คือ ต้องจบมัธยมปลายในประเทศหรือต่างประเทศ มีความรู้ภาษาอังกฤษดี เนื่องจากเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่ต้องทำอยู่บนพื้นฐานภาษาอังกฤษค่อนข้างมาก ดังนั้น ต้องมีคะแนนสอบ IELTS ไม่น้อยกว่า 6.5 ขึ้นไป และคะแนนสอบ BMAT ต้องเกิน 12 ขึ้นไป จึงจะมีสิทธิสมัคร

นอกจากนี้ คนที่มีศักยภาพสูงในด้านวิศวกรรมศาสตร์ เช่น มีโครงการวิจัยที่เกี่ยวกับการแพทย์ หรือ วิศวกรรมศาสตร์ ในชั้น ม.ปลาย รวมถึงนักเรียนระดับโอลิมปิกจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ค่าใช้จ่ายทั้งหลักสูตรไม่เกิน 4 แสนบาท ซึ่งมหาวิทยาลัยมีโครงการทุนการศึกษาอีกด้วย

“เรามีความเชื่อมั่นว่า มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่สนใจทางด้านการแพทย์ควบคู่กับวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งตรงนี้จะเป็นหลักสูตรที่ตรงใจ เพียงแต่ว่าจะใช้เวลาเรียนมากขึ้นจาก 6 ปี เป็น 7 ปี แต่ได้ 2 ปริญญา คือ แพทยศาสตรบัณฑิต และวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต แต่ใบประกอบวิชาชีพจะมีอย่างเดียว คือ ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม เพราะไม่ได้ตอบโจทย์การเป็นวิศวกร แต่เป็นแพทย์ที่มีความรู้เชิงวิศวกรรมศาสตร์” ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.มหิดล กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้รับยกย่องว่ามีเป็นประเทศหนึ่งที่มีระบบสาธารณสุขที่ดี ขณะที่ไทยเรากำลังก้าวเป็นสังคมสูงวัย อีกทั้งการเติบโตของบริการสุขภาพการแพทย์และแนวโน้มเฮลธ์เทค ในปีหนึ่งๆ มีชาวต่างชาติที่เดินทางมาใช้บริการรักษาพยาบาลในประเทศไทย จำนวน 1.05 ล้านคนต่อปี และหากรวมผู้ติดตามด้วยจะมีจำนวนเป็น 3 ล้านคนต่อปี

สำหรับรูปแบบการเรียนทางด้านวิศวกรรมและความเชื่อมโยงทางด้านการแพทย์ จะเป็นอีกพลังในการสร้าง “คน” ที่จะร่วมสร้างประเทศฐานนวัตกรรม นำมาซึ่งสุขภาพดี คุณภาพชีวิตและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ประเทศ และภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีประชากร 650 ล้านคน โดยนักศึกษาในโครงการหลักสูตรร่วม จะได้รับการพัฒนาศักยภาพในรายวิชาทางด้านวิศวกรรม ผ่านหลักสูตร “วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์” (Biomedical Engineering) ในการสร้างแพทย์ที่เชี่ยวชาญในการรักษาและมีความรู้ความเข้าใจทางด้านวิศวกรรม ทำให้สามารถมองเห็นปัญหาและโอกาสในการแก้ปัญหา

รวมทั้งสร้างนวัตกรรมให้เชื่อมโยงกับวิศวกรชีวการแพทย์ได้ เป็นลักษณะ Project Based Learning (PBL) โดยเน้นการทำโปรเจกท์เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองและการลงมือปฏิบัติจริง ให้เกิดทักษะการทำงานวิจัย เกิดกระบวนการคิด การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ มุ่งส่งเสริมให้มีการทำงานวิจัย นวัตกรรม การตีพิมพ์ผลงานระดับนานาชาติในวารสารวิชาการต่างประเทศ ผ่านการทำวิทยานิพนธ์

“ทั้งนี้ ผู้เรียนสามารถเลือกแนวทางการทำวิจัยในด้านต่างๆ ได้ เช่น วิศวกรรมเนื้อเยื่อและระบบส่งยา ชีวสัญญาณและการประมวลผลภาพ วิศวกรรมฟื้นฟูอวัยวะประดิษฐ์ อุปกรณ์รับรู้ทางชีวภาพและอุปกรณ์ชีวการแพทย์ การคำนวณขั้นสูงทางการแพทย์ รวมทั้งหุ่นยนต์และศัลยกรรมบูรณาการคอมพิวเตอร์ เชื่อว่าหลักสูตรดังกล่าว จะสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลง และสร้างคุณประโยชน์ให้แก่วงการสาธารณสุขไทยได้” ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าว

หลักสูตร พ.บ.-วศ.ม. เปิดรับสมัครในเดือนธันวาคมนี้ โดยวิธีรับตรงผ่านระบบ TCAS63 รอบพอร์ตโฟลิโอ ของ ทปอ. และพิจารณาคัดเลือกโดยดูจากพอร์ตโฟลิโอ และสัมภาษณ์แบบ Multiple Mini Interview (MMI) รับนักศึกษาจำนวน 20 คนต่อปีการศึกษา โดยเป็นการรับตรงในรอบที่ 1 แฟ้มสะสมผลงาน มีการรับนักศึกษาแยกจากหลักสูตรแพทย์ปกติอย่างชัดเจน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://med.mahidol.ac.th/meded/th/Course_2 และ Facebook Fanpage: RAMA By D