ไทย:สังคมคุณธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219866

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 ม.ค. 2559

ไทย:สังคมคุณธรรม

ไทย:สังคมคุณธรรม : กมลทิพย์ ใบเงินเรื่อง ศูนย์คุณธรรมฯภาพ

          ปฏิเสธไม่ได้ว่าในรอบกว่า 10 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยเกิดวิกฤติ “คุณธรรม” อย่างรุนแรง แต่เหตุการณ์เหล่านี้ ไม่รอดพ้นสายตา “ผู้ใหญ่ใจดี” ในบ้านเมืองของเรา ที่เป็นเสาหลักค้ำจุนผดุงคุณธรรม อย่าง “ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย” องคมนตรี “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” องคมนตรี, “ศ.ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์” ประธานคณะกรรมการศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน), “นพ.พลเดช ปิ่นประทีป” ที่ปรึกษาคณะกรรมการศูนย์คุณธรรมฯ “สิน สื่อสวน” ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรมฯ ฯลฯ
          จากแนวคิดที่ว่า “สังคมคุณธรรมจะเกิดขึ้นจริงได้ ต้องทำในระดับพื้นที่” จนเกิดเป็นรูปธรรม เดินหน้าสังคมคุณธรรม มาอย่างต่อเนื่องด้วยการนำร่อง “จังหวัดคุณธรรมนำร่อง” ประกอบด้วย “พิจิตร ราชบุรี บุรีรัมย์ และพัทลุง” ซึ่ง “ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)” เป็นผู้ให้การสนับสนุนในด้านองค์ความรู้ การประสานงาน ส่งเสริมเชื่อมประสานการดำเนินงานด้านอื่นๆ นับจากเริ่มขับเคลื่อนเมื่อปลายปี 2557 กระทั่งปัจจุบัน รวมเวลากว่า 1 ปี หากเปรียบเป็นการเพาะปลูก ต้นไม้ทั้งสี่ก็ได้หยั่งรากลง พร้อมผลิใบเตรียมตัวที่จะออกดอกออกผลภายในอีกไม่เกิน 2 ปีข้างหน้า
          “พิจิตร” จังหวัดที่มีปัญหาเยาวชน เช่น ยาเสพติด ท้องวัยเรียน ที่ติดเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ได้คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ภายใต้การขับเคลื่อน ซึ่งหัวแรงใหญ่ในการขับเคลื่อน “สังคมคุณธรรม” มาจากผู้ใหญ่ใจดี่ “ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย” องคมนตรี ผู้น้อมนำ “หลักสูตรโรงเรียนคุณธรรม” มาดัดแปลงให้เข้ากับหลักการง่ายๆ เริ่มที่ “โรงเรียนบางมูลนากภูมิวิทยาลัย” โรงเรียนนอกสายของพ่อแม่ผู้ปกครอง ได้ขยับขึ้นมาเป็น “โรงเรียนระดับหัวแถวทั้งด้านพฤติกรรมและการศึกษา” ด้วยแนวคิด “ปัญหาที่อยากแก้ ความดีที่อยากทำ” จากนั้นนำไปสู่เครือข่ายโรงพยาบาลคุณธรรม เครือข่ายเกษตร เครือข่าย อปท. เครือข่ายเด็กและเยาวชน เครือข่ายผู้สูงอายุ ที่พร้อมจะนำ จ.พิจิตร เป็น “เมืองแห่งความสุข”
          “บุรีรัมย์” ใช้หลักธรรมนูญ 9 ดี โดยใช้แนวคิด “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ลงไปทั่วทุกหมู่บ้าน ด้วยการนำของ “พ่อเมือง” ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ชูแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี “จังหวัดบุรีรัมย์” จะเป็น “เมืองคุณธรรม” ส่วน “พัทลุง” รณรงค์ให้เกิด “คุณธรรม” ในชีิวิตประจำวัน เช่น เรื่องวินัยในกฎจราจร และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องขยะให้ช่วยกันลดขยะเพื่อให้เกิด “เมืองพัทลุงเป็นเมืองบายใจ” *ปิดท้ายด้วย “ราชบุรี” ใช้ยุทธศาสตร์ขยายภาคีในจังหวัด ควบคู่กับการจัดกิจกรรม “ตลาดนัดความดี” มีการหมุนเวียนการจัดกิจกรรม “ตลาดนัดความดี” ไปในแต่ละอำเภอ เพื่อสร้างกระแส “จังหวัดคุณธรรม” และการมี “ส่วนร่วม” ในทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อจะเป็น “เมืองแห่งความจงรักภักดีบนวิถีแห่งความพอเพียง”
          กว่า 1 ปีของการขับเคลื่อน “สังคมคุณธรรม” เรียกได้ว่าแต่ละพื้นที่ ต่างได้ทำงานขับเคลื่อน ด้วยเป้าหมายให้จังหวัดของตน “อยู่ดี มีสุข ปลอดภัย และสวยงามในแบบฉบับของตนเอง” และได้เกิดกระแสความตื่นตัวในวงกว้าง มีหลายจังหวัดที่สนใจเข้าร่วม อาทิ น่าน ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ อ่างทอง สุพรรณบุรี ตรัง ภูเก็ต
          ว่ากันว่า การขับเคลื่อนสังคมคุณธรรม ถักทอสายใยความห่วงใยสังคมไทย ที่มีความเชื่อมโยงมาจาก “สมัชชาคุณธรรม” จากเครือข่ายที่เข้มแข็ง ทรงพลังแต่ละพื้นที่ผนวกเข้ากับนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัด ได้สร้างกลไกที่สอดประสานภาคประชาชนในการขับเคลื่อน
          “ศูนย์คุณธรรมฯใช้ 2 พลังหรือ2 มิติ หรือ 2 ขา ในการขับเคลื่อนสังคมคุณธรรม พลังแรกมาจากนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนพลังที่สองมาจากพลังสังคมทุกภาคส่วนที่มีแกนนำในการขับเคลื่อนสังคมคุณธรรม แม้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้ว่าราชการจังหวัด แต่แกนนำภาคประชาชนจะเดินหน้าขับเคลื่อนเชื่อมโยงกับผู้ว่าฯ คนใหม่ได้ทันที ซึ่งในการขับเคลื่อนสังคมคุณธรรมนั้น ทั้งในระดับองค์กร ในระดับหน่วยงาน ในระดับพื้นที่จะต้องยึดแผนความซื่อตรง” สิน สื่อสวน ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าว *ด้วยกระแสตอบรับที่ดีต่อ “สังคมคุณธรรม” นั้น “สิน” เผยว่า ศูนย์คุณธรรมฯ มีข้อจำกัดในการส่งเสริมสนับสนุนเงินงบประมาณในการดำเนินการจังหวัดนำร่องคุณธรรม แม้จากการสำรวจพบว่ามีการตื่นตัวทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน เรียกร้องคุณธรรมคืนสู่สังคมไทย ดูจากผลสำรวจหลังจากมีการนำร่องจังหวัดคุณธรรม ปรากฏว่ามี 25 จังหวัดเสนอขอเข้าร่วมจังหวัดคุณธรรม นับเป็นนิมิตหมายที่ดีในการฟื้นฟูคุณธรรมให้กลับคืนสู่สังคมไทย
          “ในปี 2559 ศูนย์คุณธรรมประกาศเดินหน้าสังคมคุณธรรมต่อไป พร้อมตอบสนองความต้องการจังหวัดคุณธรรมที่อยากเข้าร่วม และน่ายินดีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดและภาคประชาชน จะเข้าร่วมจังหวัดคุณธรรมมีสถาบันพระปกเกล้าเข้ามาเป็นแกนนำ ชูยุทธศาสตร์ภายใน 5 ปี ร้อยเอ็ดจะเป็นจังหวัดโปร่งใสมีแผนวินัยและแผนคุณธรรมชัดเจน” สิน ระบุ *ฟ้าหลังฝนมักสวยงามเสมอ ความหวังที่บ้านเมืองของเราจะเกิด “สังคมคุณธรรม” เมื่อทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่มีเล่นพรคเล่นพวก ฯลฯ เหล่านี้คงไม่ไกลเกินเอื้อม เพียงขอให้คนไทยทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกัน เพื่ออนาคตลูกหลานของไทยจะได้อยู่เย็นเป็นสุข เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เกื้อกูลกัน เกิดความสงบสุขได้อย่างแท้จริง เน้อ!!

1ปีสธ.แก้ปัญหาสุขภาพคนไทยหลายมติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219741

การศึกษา-สาธารณสุข  :  2 ม.ค. 2559

1ปีสธ.แก้ปัญหาสุขภาพคนไทยหลายมติ

1ปีสธ.แก้ปัญหาสุขภาพคนไทยหลายมติ ด้านหวังอีก10ข้างหน้าอายุยืนถึง 80 ปี

           ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยยังมีปัญหาที่ท้าทายระบบสุขภาพที่สำคัญ และต้องเร่งแก้ไขหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเด็กไอคิวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและมีพัฒนาการล่าช้า ปัญหาความแออัดของหน่วยบริการ ส่งผลให้มีปัญหาการเข้าถึงบริการที่จำเป็น อีกทั้งคนไทยยังเสียชีวิตจากโรคที่ป้องกันได้ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ รวมถึงสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่ยังขาดระบบการดูแลที่ดีมีคุณภาพ

กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การนำของ ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จึงมุ่งดำเนินงานสนองนโยบายด้านสาธารณสุขของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในการยกระดับคุณภาพบริการด้านสาธารณสุข และสุขภาพของประชาชน โดยกล่าวว่า ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาและเสริมความเข้มแข็งระบบบริการด้านสาธารณสุขอย่างทั่วถึง เท่าเทียมมีคุณภาพและประสิทธิภาพเพื่อให้ปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ดังจะเห็นผลการดำเนินการที่สำคัญหลายเรื่อง ได้แก่ 1.ดูแลผู้สูงวัยติดบ้านติดเตียงอย่างมีคุณภาพ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เมื่อปี 2558 รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ประกาศให้การดูแลผู้สูงอายุเป็นนโยบายสำคัญ เน้นการดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง โดยชุมชนมีส่วนร่วม มีการอบรมผู้ดูแล (Care Giver) และผู้จัดการ (Care Manager) และมอบสมุดบันทึกสุขภาพประจำตัวผู้สูงอายุ ส่วนในปี 2559 รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ 600 ล้านบาท ให้ผู้สูงอายุติดเตียง ผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง และผู้พิการ 100,000 คน เพื่อให้ได้รับการดูแลสุขภาพถึงบ้านโดยทีมสหวิชาชีพ

2.ทีมหมอครอบครัว (Family Care Team) ที่ปัจจุบันมีทีมหมอครอบครัวกระจายอยู่ทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 66,492 ทีม เพื่อลงเยี่ยมผู้ป่วยและครอบครัวในพื้นที่รับผิดชอบ เน้น 3 กลุ่ม คือผู้สูงอายุติดเตียง ผู้พิการ และผู้ป่วยระยะสุดท้ายของชีวิต 3.เด็กไทยฉลาดพัฒนาการสมวัย จัดทำโครงการส่งเสริมพัฒนาการเด็กเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 ดำเนินการระหว่าง พ.ศ.2558-2561 เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กไทยให้เป็นไปตามศักยภาพ หรือมีศักยภาพที่สูงกว่า สามารถคัดกรองพัฒนาการเด็กไทยได้กว่า 180,000 คน ซึ่งพบว่าเด็กไทยมีพัฒนาการล่าช้าลดลงจากร้อยละ 27 ในปี 2556 เหลือร้อยละ 21 ในปี 2558 ปัญหาเด็กจมน้ำ เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ สร้าง ทีมผู้ก่อการดี (Merit Maker) 335 ทีม เน้นการดำเนินงานในรูปแบบสหสาขาและแบ่งปันทรัพยากรในพื้นที่ 227 อำเภอ 35 จังหวัด ซึ่งปัญหาการเสียชีวิตจากการจมน้ำของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ลดลงร้อยละ 18.3 เมื่อเทียบกับปี 2557

4.ลดอัตราป่วยและเสียชีวิตจากโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองลดเหลื่อมล้ำ และลดรอคอย พบว่าสามารถลดอัตราการการเสียชีวิตของผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน จากร้อยละ 17.0 ในปี 2556 เหลือเพียงร้อยละ 11.9 ในปี 2558 ลดอัตราตายจากโรคหลอดเลือดสมองจากร้อยละ 16.9 ในปี 2556 เหลือร้อยละ 11.6 ในปี 2558 ได้ ลดเวลารอคอยการผ่าตัดหัวใจในภาพรวมทั่วประเทศ จาก 9 เดือน เหลือ 4 เดือน กระจายอำนาจบริหารจัดการไปสู่เขตสุขภาพ จำนวน 13 เขต ดูแลเชื่อมโยงตั้งแต่ปฐมภูมิจนถึงทุติยภูมิ ลดการส่งต่อออกนอกเขตได้เป็นจำนวนมาก ยกระดับโรงพยาบาลระดับอำเภอ ให้มีมาตรฐานเทียบเท่าโรงพยาบาลจังหวัด เพิ่ม 20 แห่ง พัฒนาศูนย์แพทย์เชี่ยวชาญผ่าตัดหัวใจ 16 แห่ง ผ่าตัดสมอง 51แห่ง โรงพยาบาลชุมชนร้อยละ 80 ให้ยาละลายลิ่มเลือดได้ ปรับระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินได้ทุกโรงพยาบาล ทั้งรัฐและเอกชน และลดข้อจำกัดในการเข้าถึงยาที่มีราคาสูง และมีระบบช่องทางด่วนอุบัติเหตุและฉุกเฉิน (Trauma Fast Track) ในทุกเครือข่าย ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดภายใน 2 ชั่วโมง

5.ป้องกันและยับยั้งโรคอุบัติใหม่/อุบัติซ้ำ ได้รับการชื่นชมจากนานาประเทศและองค์การอนามัยโลก ในการดูแลควบคุมโรคของไทยซึ่งเป็นผู้นำด้านการควบคุมโรคในอาเซียน ในเรื่องการจัดระบบคัดกรองที่ท่าอากาศยานและช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ การอบรมทีมเฝ้าระวังและสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) และแพทย์ระบาดวิทยาทั่วประเทศ 1,080 ทีม ร่วมกับ อสม. 1 ล้านคน พัฒนาระบบการดูแลรักษาป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลทุกแห่ง พัฒนาจัดตั้งห้องปฏิบัติการเฉพาะในการตรวจวิเคราะห์โรคอีโบลาได้ 22 แห่ง สามารถตรวจเชื้อโรคติดต่ออุบัติใหม่ได้ภายใน 8 ชั่วโมง

6.สมุนไพรไทยสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ รัฐบาลสนับสนุนการใช้แพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทย โดยมีบริการแพทย์แผนไทยคู่ขนานในโรงพยาบาล 594 แห่งทั่วประเทศ มีโรงพยาบาลที่ผลิตยาสมุนไพรที่ผ่านมาตรฐาน GMP 15 แห่ง มีผู้บริการรักษาด้วยแพทย์แผนไทยกว่า 20 ล้านครั้ง เกษตรกรมากกว่า 10,000 ครัวเรือน มีรายได้จากการปลูกสมุนไพรเพิ่มขึ้น 5 เท่า พัฒนาแหล่งปลูกสมุนไพร เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ท้องถิ่น สร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวอีกว่า จากวิสัยทัศน์ประเทศไทย พ.ศ.2558-2563 ที่ให้สังคมไทย “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ควบคู่ไปกับการดำเนินงานตามแนวทาง “ประชารัฐด้านสังคม” นั้น กระทรวงสาธารณสุขจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงานในปี 2559 โดยเน้นการปฏิรูป 4 ด้าน คือ 1.ป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพ บูรณาการงานเชิงรุก 2.ลดการป่วยเสียชีวิตจากโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน โดยตั้งเป้าให้วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ เด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี 700,000 คนทั่วประเทศ 3.ปรับโครงสร้างและระบบการทำงาน ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ฯลฯ เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว เอื้อต่อการบริการประชาชนและภาคเอกชน พร้อมขึ้นทะเบียนยา อาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพและเครื่องมือแพทย์ และ 4.ร่วมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยบูรณาการกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อผลักดันให้ไทยเป็น ศูนย์กลาง Wellness & Medical Tourism ตั้งเป้าสร้างรายได้ให้ประเทศ จำนวน 225,155 ล้านบาท/ปี

“ภายในทศวรรษต่อไปคนไทยทุกคนจะมีสุขภาพแข็งแรงเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างยั่งยืน มุ่งหวังในอีก 10 ปีข้างหน้า คนไทยมีสุขภาพดีได้ถึงอายุ 72 ปี และมีอายุยืนขึ้นไม่น้อยกว่า 80 ปี เพื่อเป็นกำลังสำคัญในสร้างความเข้มแข็งของสังคมไทยต่อไป” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในตอนท้าย


ปลื้มชาวพุทธนิยมสวดมนต์เพิ่มขึ้นจากปี57กว่า1.2ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219708

การศึกษา-สาธารณสุข  :  1 ม.ค. 2559

ปลื้มชาวพุทธนิยมสวดมนต์เพิ่มขึ้นจากปี57กว่า1.2ล้านคน

“วธ.”เผยสถิติพุทธศาสนิกชน“สวดมนต์ข้ามปี59”18,277,524คนจากสถานที่จัดงาน22,967แห่งทั่วประเทศปลื้มชาวพุทธนิยมสวดมนต์-ชี้เพิ่มขึ้นจากปี2557กว่า1.2ล้านคน

          วันที่ 1 มกราคม 2559 พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เกี่ยวกับการกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย ต้อนรับปีใหม่วิถีพุทธ 2559 จัดโดยกรมการศาสนา (ศน.) และหน่วยงานอื่นๆ ทั่วประเทศ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 23 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร กระทรวงมหาดไทย จังหวัดทุกจังหวัด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงคมนาคม สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม กรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็นต้น
          พลเอก ธนะศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้จากการรวบรวมข้อมูลจากที่รายงานมายังศูนย์ประสานงานกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี 2559 ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา พบว่าพุทธศาสนิกชน นิยมเข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์เป็นจำนวนมาก และจากการสำรวจข้อมูลวัดและสถานที่จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีที่รายงานมายังศูนย์ฯ มี 22,967 แห่ง โดยมีพุทธศาสนิกชนที่เข้าร่วมทั้งสิ้น 18,277,524 คน ทั้งนี้จากการสถิติผู้เข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ปี 2557 ที่ผ่านมา มีจำนวน 17 ล้านคน ซึ่งเป็นที่น่ายินดีที่พบว่าในปีนี้มีชาวพุทธเข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์เพิ่มมากขึ้นอีกกว่า 1.2 ล้านคน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตในโอกาสขึ้นปีใหม่แบบวิถีชาวพุทธ
          พลเอก ธนะศักดิ์ กล่าวอีกว่า เป็นที่น่ายินดีว่ากิจกรรมดังกล่าวได้รับการตอบรับจากทุกหน่วยงาน ทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เห็นได้จากสถานที่จัดสวดมนต์ข้ามปี อาทิ วัด สถานปฏิบัติธรรม สำนักสงฆ์ สถานที่อันเป็นมงคล หน่วยงานต่างๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและส่วนภูมิภาค 76 จังหวัด รวมไปถึงอุทยานแห่งชาติที่มีนักท่องเที่ยวสนใจร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี อาทิ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จ.อุบลราชธานี อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จ.เพชรบูรณ์ และอุทยานแห่งชาติเอราวัณ จ.กาญจนบุรี
          “ที่สำคัญมีกิจกรรม “สวดมนต์อาเซียน” 14 จังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย ตาก เลย หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร นครพนม อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สระแก้ว สุรินทร์ ระนอง และสงขลา นอกจากนี้ยังมีพี่น้องชาวไทยที่นับถือศาสนาคริสต์ และซิกซ์ มีการจัดกิจกรรมอธิษฐานขอพรและสวดมนต์ตามศาสนาของตนเอง อย่างไรก็ตาม ขอชื่นชมหน่วยงานที่จัดสวดมนต์ข้ามปีให้กับผู้ด้อยโอกาสทางสังคม อาทิ กลุ่มเด็กพิเศษและผู้ด้อยโอกาสจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เยาวชนจากสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ผู้ต้องขังของกรมราชทัณฑ์ ด้วย” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว
          ทั้งนี้ สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ประสานงานกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี 2559 โทร 02 446 8182 และเบอร์ฮอตไลน์ 24 ชั่วโมง

………………………………….
(หมายเหตุ ภาพจากแฟ้มข่าว)


เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ เริ่มต้นการออม-ดูแลสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219626

การศึกษา-สาธารณสุข  :  1 ม.ค. 2559

เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ เริ่มต้นการออม-ดูแลสุขภาพ

เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ เริ่มต้นการออม-ดูแลสุขภาพ : โดย…ทีมข่าวสาธารณสุข

                     ปัจจุบันโลกได้กลายเป็นเมืองมากขึ้น จากข้อมูลที่บ่งชี้ว่าประชากรเกินกว่าครึ่งอาศัยอาศัยอยู่ในเมืองและอีกประมาณ 15 ปีข้างหน้า ประชากร 3 ใน 4 ของโลกจะอยู่ในเมือง อีกเรื่องใหญ่ๆ เรื่องหนึ่งคือโลกจะแก่ลงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกเช่นกันที่ประชากรสูงวัยจะมากกว่าคนอายุ 18 ปีหรือน้อยกว่า ไม่ว่าเป็นสาเหตุจากอัตราการเกิดที่ลดลงและวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ดีขึ้นและแนวโน้มเหล่านี้จะยังคงอยู่อย่างน้อยอีก 20 ปี เพราะฉะนั้นการออกแบบและวางผังเมืองจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนของโลกใบนี้
                     ผศ.ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง Urban Design and Development Center : UDDC กล่าวว่า มีคนเปรียบเทียบว่ากรุงเทพฯเป็นเมืองที่คนหนุ่มสาวที่มุ่งหน้ามาทำงาน แต่หลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร กลับไม่มีผู้สูงวัยออกมาใช้ชีวิต นั่นอาจเป็นเพราะไม่มีพื้นที่ที่จะอยู่ได้อย่างมีความสุข
                     ดังนั้น จึงต้องเพิ่มโอกาสในการพัฒนาเมืองของกรุงเทพมหานครว่า พื้นที่ย่านเก่าในกรุงเทพฯ เข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว การพัฒนาเมืองในระดับย่านจึงเป็นสัญญาณที่สำคัญเพราะเป็นพื้นที่ที่มีต้นทุนสูง ไม่ว่าจะเป็นการสั่งสมประสบการณ์ของผู้สูงอายุในพื้นที่ รวมทั้งความรู้และเครือข่ายซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนที่สามารถเชื่อมโยงสถาบันทางสังคมได้ดี
                     “คนทุกวัยสามารถใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างเท่าเทียม สามารถเชื่อมโยงกัน ผู้สูงวัยเป็นต้นทุนที่สูงมาก เพราะมีทั้งอัดแน่นไปด้วยประสบการณ์ชีวิต ความรู้และเวลาที่จะมาช่วยขับเคลื่อนโครงการที่สำคัญ โดยมองว่าการเพิ่มพื้นที่สาธารณะให้มากเพื่อให้คนในชุมชนได้ออกมาชีวิต การทำกิจกรรมกลางแจ้งเพื่อเอื้อให้คนสูงวัยมาเจอกับคนรุ่นหลังให้มากขึ้น สิ่งที่เราต้องการตอนนี้ก็แค่ทัศนคติ โอกาส และพื้นที่ในการที่จะเอื้อให้ผู้สูงวัย สามารถใช้ศักยภาพที่มีได้อย่างเต็มที่” ผอ.ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง กล่าวทิ้งท้าย
                     รศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเตรียมตัวเข้าสู่วัยชราภาพโดยเฉพาะเรื่องการออม เนื่องจากผู้สูงอายุในปัจจุบันกับอนาคตมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะผู้สูงอายุในปัจจุบันมีลูกมากเป็นครอบครัวใหญ่ ลูกหลานช่วยเหลือเกื้อกูลได้ แต่ในอนาคตผู้สูงอายุคือพวกเราวัยทำงานนี่เอง ซึ่งบางคนไม่แต่งงานหรือมีลูกน้อย นั่นก็เป็นเหตุให้มีผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการเกื้อหนุนจากบุตร ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะอยู่นานกว่าผู้สูงอายุในปัจจุบันอีกด้วย เพราะฉะนั้นการเตรียมพร้อมตัวเราเองสำคัญที่สุด
                     รศ.ดร.วรเวศม์ ให้คำแนะนำว่า คนไทยต้องเปลี่ยนทัศนคติเรื่องการออม จากที่เข้าใจว่ารายได้หักรายจ่ายคือการออม เปลี่ยนเป็น “รายได้หักการออมเหลือเท่าไหร่ค่อยเอาไปใช้” และต้องออมอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ
                     “นอกจากนี้ยังต้องมีการเตรียมตัวในเรื่องของความรู้ทักษะ ประสบการณ์ เพราะในอนาคตผู้สูงอายุอาจจะต้องทำงานต่อเนื่องจากการขยายอายุเกษียณ ที่สำคัญคือเรื่องการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายมหาศาลในอนาคตด้วย” คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ กล่าวย้ำ
                     ในมุมมองของการดูแลสุขภาพแบบ “ป้องกันดีกว่าแก้ไข” เพื่อรับสังคมสูงวัย ดวงจิต ศิริมังคโลดม หรือ ไว ไกลหมอ เจ้าของแฟนเพจ “ไกลหมอ” แนะนำว่า เริ่มจาก “อากาศ” การหายใจที่ถูกต้องคือ การหายใจเข้าพุงป่อง หายใจออกพุงแฟบ เพราะถึงแม้ว่าคนเมืองทั่วไปจะเลือกอากาศของตัวเองไม่ได้ แต่เรามีสิทธิ์ที่จะเอาอากาศเข้าตัวอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดได้
                     “ต่อมา “น้ำดื่ม” บอกเลยว่า น้ำเป็นยา แต่คุณต้องรู้ว่าดื่มเท่าไหร่ โดยคำนวณจากน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 5 ซีซีทุกวัน และต้องดื่มน้ำเปล่าที่สะอาด ส่วน “ผักสด” ดีที่สุด เพราะมีเอนไซม์ แต่หากไม่ไว้ใจว่าปลอดสารเคมีหรือไม่ให้ล้างผักด้วยน้ำด่างที่มีค่า PH มากกว่า 11 ขึ้นไป หรือใช้เบกกิ้งโซดาใส่น้ำล้างผักให้สะอาด” ไว ไกลหมอทิ้งท้าย
                     นอกจากนี้ยังได้ฟังประสบการณ์ในการมองความตายให้เป็นเรื่องธรรมดาโดยป้าศรี คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ อายุ 76 ปี ประธานกรรมการโรงพยาบาลจักษุรัตนิน และนักเขียนชื่อดัง ร่วมแบ่งปันว่า การยื้อความตาย คือ การยื้อกระบวนการตายให้ยาวขึ้น ส่วนการยื้อชีวิต การยืดชีวิตที่ยังมีคุณภาพให้ยาวขึ้น แต่ในการทำงานด้านนี้เราพบว่าการยื้อชีวิตเป็นการยื้อความตาย
                     “มีคำถามว่า การถอดท่อช่วยหายใจของผู้ป่วยในระยะท้ายทำได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ถอดได้ ถ้าลูกหลานและญาติพี่น้องประชุมกับหมอแล้วว่า ยินยอม หรือหากเจ้าของชีวิตได้มีพินัยกรรมเอาไว้ว่าไม่เข้ารับการรักษาในระบบสาธารณสุข ซึ่งมีแบบฟอร์มของ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) มาตรา 12 ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550” ป้าศรียกตัวอย่าง
                     ป้าศรีบอกอีกว่า คุณภาพความตายจะเกิดไม่ได้ ถ้าเจ้าของชีวิตไม่พร้อม ดังนั้นคุณภาพความตายคือ กายไม่ทุกข์ทรมาน ไม่อึดอัด ไม่เจ็บปวด ใจไม่วิตกกังวล ไม่โกรธ ไม่หงุดหงิด ไม่หวาดกลัว สังคมหรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง รวมทั้งความเชื่อที่ไม่รู้สึกขัดแย้งในใจ ไม่รอคอย ไม่กังวล ไม่เป็นห่วง จิตวิญญาณสุขสงบจากอิสรภาพ จากการยึดติดวัตถุและอารมณ์ จากการยึดติดกายใจและสังคมนั่นเอง
———————
(เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ เริ่มต้นการออม-ดูแลสุขภาพ : โดย…ทีมข่าวสาธารณสุข)

รื้อบัตรทอง ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219674

การศึกษา-สาธารณสุข  :  31 ธ.ค. 2558

รื้อบัตรทอง ?

รื้อบัตรทอง ? ‘ข้อถกเถียงว่าบัตรทอง ควรดำเนินการต่อไปอย่างไร เพื่อให้เกิดความมั่นคง’ #ห้องข่าวฉุกเฉิน #ฉุกเฉิน1นาที #NationTV

 

รื้อบัตรทอง? ‘ข้อถกเถียงว่าบัตรทอง ควรดำเนินการต่อไปอย่างไร เพื่อให้เกิดความมั่นคง’ #‎ห้องข่าวฉุกเฉิน #‎ฉุกเฉิน1นาที #‎NationTV

 

 

http://www.nationtv.tv/main/program/ER_News/378483413/


เทรนด์การศึกษาปี 2559 เด็ก=โจทย์ เน้นเชื่อมโยง กระจายอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219591

การศึกษา-สาธารณสุข  :  31 ธ.ค. 2558

เทรนด์การศึกษาปี 2559 เด็ก=โจทย์ เน้นเชื่อมโยง กระจายอำนาจ

เทรนด์การศึกษาปี 2559 เด็ก=โจทย์ เน้นเชื่อมโยง กระจายอำนาจ : โดย…ชุลีพร อร่ามเนตร

                      เดินหน้าเข้าสู่ศักราชใหม่ ปี 2559 “ปฏิรูปการศึกษาไทย” ก็ยังคงเป็นประเด็นฮอตที่สังคมกำลังจับตามอง เพราะหากย้อนดูบทเรียนจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกและปฏิิรูปการศึกษาไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อาจเรียกว่าเป็นเรื่องเก่าคร่ำครึเลยก็ว่าได้ ใครไปใครมาในแวดวงการศึกษามักหยิบยกสานต่อเรื่องนี้ตลอด บางยุคนำเรื่องเก่ามาปัดฝุ่นเปลี่ยนชื่อใหม่ หรือจัดทำเรื่องใหม่ก็ว่ากันไป
                      ยุครัฐบาลปัจจุบัน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี” ซึ่งมี “พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็นรมว.ศึกษาธิการ” ปฏิิรูปการศึกษาเช่นกัน โดยได้เตรียมแต่งองค์ทรงเครื่องไว้เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้าง ปรับหลักสูตร ผุดนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เพียงแต่ยังไม่เห็นเป็นชุดที่พร้อมสวมใส่ได้ทันที ด้วยเหตุทุกเรื่องต้องใช้เวลา..
                      ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เทรนด์การศึกษาต้องเป็นการศึกษาที่ภาคประชาชน ดึงทุกภาคส่วน เช่น องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ปราชญ์ชุมชน คนในท้องถิ่น โรงเรียน ผู้บริหาร ครู เข้ามาร่วมจัดการศึกษา เพื่อทำให้เกิดสังคม ชุมชนการเรียนรู้ และการจัดการศึกษาที่ดีต้องเน้นเรื่องคุณภาพเด็ก โรงเรียน ผู้บริหาร ครูต้องสร้างห้องเรียนแห่งการเรียนรู้ ออกแบบจัดการสอน กิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กตามศักยภาพ และความเป็นชุมชน ท้องถิ่นของพวกเขา ต้องกระจายอำนาจการเรียนรู้ให้ความสำคัญกับโรงเรียนมากขึ้น รวมถึงพัฒนาหลักสูตร สมรรถนะพลเมืองประชาธิปไตยของไทย ควบคู่ไปกับความเป็นท้องถิ่นให้เกิดขึ้นในห้องเรียน
                      “การศึกษาจะปรับเปลี่ยนอย่างใจร้อนไม่ได้ ต้องมีการวางแผนและดำเนินการตามแผนอย่างชัดเจน ต่อเนื่องถึงจะเห็นผลเป็นรูปธรรม ดังนั้น นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ขณะนี้ถึงยังไม่เป็นรูปธรรมชัดเจน แต่หลายเรื่องเป็นนโยบายที่ดีหากทำสำเร็จ และมีความต่อเนื่องถึงจะเปลี่ยนรัฐบาล โดยทิศทางพัฒนาการศึกษาไทย ต้องคำนึงการประเมินโรงเรียน ครูอิงกับคุณภาพเด็กไม่ใช่อิงตามผลงาน เอกสารของครู และนโยบายการศึกษาควรเกิดจากภาคประชาชน สังคมไม่ใช่นักการเมือง”
                      นโยบายการศึกษามีทั้งโดนใจ และขัดใจผู้ปฏิบัติคละเคล้ากันไป แต่สิ่งที่ต้องทำ คือ กระจายอำนาจไปสู่โรงเรียนให้ได้จริงๆ นายศุภณัฎฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การกระจายอำนาจไปสู่โรงเรียนให้มากขึ้นจะสามารถช่วยเพิ่มคุณภาพของโรงเรียนและเด็กได้ เพราะครู โรงเรียนน่าจะรู้จักเด็กได้ดี และโรงเรียนมีความหลากหลายถ้าจะพัฒนาระบบการศึกษา ต้องให้คนในพื้นที่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแต่ละแห่งเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาตามบริบท ศักยภาพเด็ก อยากให้ ศธ.กระจายอำนาจเปิดโอกาสให้โรงเรียนเอกชนมีส่วนร่วมการศึกษา จัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวต้องเหมาะกับสภาพครอบครัวของเด็ก เด็กในเมืองกับต่างจังหวัด เด็กชายขอบจะให้เงินอุดหนุนรายหัวเท่ากันทุกโรงเรียนไม่ได้ ต้องหาวิธีการที่จะให้งบประมาณไปถึงโรงเรียนและเด็กอย่างแท้จริง นอกจากนั้น ต้องปรับให้อิสระแก่โรงเรียนมากขึ้น การพัฒนาห้องเรียนต้องไม่สร้างภาระให้ครู ครูควรทำหน้าที่สอน เตรียมการสอนไม่ใช่ทำงานธุรการ
                      เด็กรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไทย ต้องเป็นเด็กที่มีความสามารถในการวิเคราะห์ มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักการทำงานเป็นทีม และมีความรับผิดชอบ ศ.ดร. อัญชนา ณ ระนอง ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวปิดท้ายว่า ทิศทางพัฒนาการศึกษาของไทย ควรเน้นด้านคุณภาพ ไม่ควรเน้นด้านเนื้อหา (content) อย่างที่เป็นอยู่ โดยต้องฝึกให้นักเรียน นักศึกษามีความสามารถในการคิดและวิเคราะห์ ตั้งแต่ระดับประถมจนถึงบัณฑิตศึกษา รวมถึงไม่ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก
                      “เด็กไทยปัจจุบันใช้การเรียนพิเศษเป็นเครื่องมือในการเพิ่มโอกาสการสอบเข้าเรียนต่อในสถาบันที่มีชื่อเสียงแทบทุกระดับ โดยในการเรียนพิเศษเน้นสอนเทคนิค วิเคราะห์เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูก ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายของการศึกษา อีกทั้งการวัดผลการศึกษาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องปรับปรุง เพราะถ้าการวัดผลการศึกษาไม่เปลี่ยน สถานศึกษาก็คงไม่ต้องปรับตัวอะไร หรือถ้าปรับตัวก็ไปในทางที่จะทำอย่างไรคะแนนผลสอบจะได้สูง หรือเด็กจะสอบเข้าได้มาก ถ้าจะปฏิรูปการศึกษาต้องเปลี่ยนทั้งระบบให้มีความสอดคล้องกัน ตั้งแต่เป้าหมายที่ชัดเจนว่าเด็กแต่ละระดับต้องมีความรู้และทักษะในการวิเคราะห์อะไรบ้าง เนื้อหา กิจกรรม และวิธีการสอนก็ต้องสอดคล้องตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ การวัดผลก็ต้องวัดผลตามเป้าหมายนั้น”
                      โลกหมุนเวียน ผลัดเปลี่ยนตลอดเวลาเฉกเช่นเดียวกับทิศทางพัฒนาการศึกษาไทยที่ต้องปรับเพื่อพัฒนา ผลิตเด็กไทยอนาคตของชาติให้เท่าทัน พร้อมต่อการแข่งขันกับนานาประเทศ และคงไม่ใช่หน้าที่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของภาคประชาชน สังคมที่ต้องร่วมด้วยช่วยกันดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
——————–
(เทรนด์การศึกษาปี 2559 เด็ก=โจทย์ เน้นเชื่อมโยง กระจายอำนาจ : โดย…ชุลีพร อร่ามเนตร)

‘เอแบค’บานปลายตร.ระงับศึก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219659

การศึกษา-สาธารณสุข  :  30 ธ.ค. 2558

‘เอแบค’บานปลายตร.ระงับศึก!

ผู้บริหารชุดใหม่นำบุกตัดโซ่หน้าประตูทางเข้าถูก รปภ.ชุดเก่าใช้น้ำ-ถังดับเพลิงฉีดสกัด ‘ดาว์พงษ์’ เล็งเรียก 2 ฝ่ายถก ปลัดศธ.ขู่ตั้ง กก.ควบคุมเอแบค

                     30 ธ.ค. 58  ปัญหาความขัดแย้งภายในของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ที่ทางคณะผู้บริหารเกิดความแตกแยกเป็น 2 ฝ่าย จนหวิดกลายเป็นเหตุปะทะกัน  ได้ขยายความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ โดยเมื่อเช้าวันนี้ (30 ธ.ค.)  ดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัยให้ปฏิบัติหน้าที่อธิการบดีเอแบคคนใหม่ พร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชุดใหม่ของทางมหาวิทยาลัยเอแบค อีกประมาณ 20 คน ได้ใช้ความพยายามที่จะบุกเข้าไปภายในมหาวิทยาลัยเอแบค เพื่อที่จะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่อธิการบดีตามที่ได้รับการแต่งตั้ง โดยได้มีการนำช่างมาตัดแม่กุญแจที่ด้านหน้าประตู ขณะที่ รปภ.ชุดเก่าได้พยายามขัดขวางโดยนำถังดับเพลิงและน้ำฉีดสกัดกลุ่มของ ดร.สุทธิพร ที่พยายามจะบุกเข้ามา จนมีการยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า
                     อย่างไรก็ตาม ตลอดทั้งวันจนถึง 18.00 น. ทั้งสองฝ่ายได้มีการปะทะกันไปกว่า 3 รอบ ส่งผลให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น พ.ต.อ.ไพศาล วงศ์วัชรมงคล รอง ผบก.น.4 จึงได้เรียกตัวแทนทั้งสองฝ่ายมาเจรจาที่โรงแรมเดอะภัทรา แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. โดยใช้ข้อกฎหมาย ซึ่ง ดร.สุทธิพร เป็นฝ่ายเดินทางไปเจรจาก่อน หลังจากนั้นทางฝ่าย ดร.กมล กิจสวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนพัฒนา คู่กรณีได้ตามมาเจรจาต่อ จึงได้ข้อตกลงร่วมกันทั้งสองฝ่ายว่า ห้ามใช้กำลังปะทะกันอีกโดยเด็ดขาด และให้ใช้ข้อกฎหมายในการตกลงกันแทน อีกทั้งเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ด้วย
                     ทั้งนี้ สำหรับสถานการณ์ที่บริเวณหน้าประตูด้านข้างของมหาวิทยาลัย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนของ บก.น.4 จำนวน 1 กองร้อย (150 นาย) คอยตรึงกำลังรักษาความปลอดภัย และป้องกันไม่ให้ทั้งสองฝ่ายปะทะกันอีก ส่วนในวันพรุ่งนี้ (31 ธ.ค.) เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนกับเจ้าหน้าที่สายตรวจของ สน.หัวหมาก และทหารจะเข้ามาเฝ้าดูแลโดยตลอด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นมาอีก
                     ด้าน รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบต่อภาพลักษณ์ของอุดมศึกษาไทยอย่างมาก เพราะระดับปัญญาชนไม่ควรจะใช้วิถีทางกระทบกระทั่ง แต่ควรใช้วิธีการพูดคุยเจรจากัน ดังนั้นในการประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก ของกระทรวงศึกษาธิการ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) แจ้งต่อคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ซึ่งมีอำนาจโดยตรงในการดูแลมหาวิทยาลัย ให้จัดประชุมเพื่อพิจารณากรณีนี้อย่างเร่งด่วนว่ามีความรุนแรงถึงขั้นที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องเข้าไปควบคุมมหาวิทยาลัยแห่งนี้หรือไม่ ทั้งนี้ คาดว่าคงจะประชุมได้ในวันที่ 4 มกราคม 2559
                     “อำนาจทางกฎหมายที่ ศธ.จะนำมาใช้ควบคุมมหาวิทยาลัยได้คือ มาตรา 86 ตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 โดยจะมีคณะกรรมการเข้าไปดูแลอย่างน้อย 5 คน เพื่อไปดูแลเรื่องต่างๆ ของมหาวิทยาลัย และหากเหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติก็จะคืนมหาวิทยาลัยให้กลับไปดูแลดังเดิม ซึ่งต้องเร่งให้ กกอ.ประชุมเพื่อมีมติออกมาว่าสามารถใช้มาตรา 86 ได้ จากนั้นจะเป็นอำนาจของ รมว.ศึกษาธิการ เข้าไปดำเนินการต่อ” รศ.นพ.กำจร กล่าว
                     ปลัด ศธ.กล่าวอีกว่า ในระหว่างนี้ซึ่งยังเป็นช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ หากมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นก็คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทางมหาวิทยาลัยจัดการ ต้องดูแลกันไปเองก่อน เพราะ ศธ.คงไม่ได้มีหน้าที่ลงไปดูมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งตราบใดที่เรายังไม่มีอำนาจจากตัวกฎหมาย
                     ด้าน พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร อดีต รมช.ศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงปัญหามหาวิทยาลัยเอแบค ได้เสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวมาให้เรียบร้อยแล้ว หลังปีใหม่จะนัดทั้งสองฝ่ายคุยกันให้เร็วที่สุด
                     นายวีระศักดิ์ อนุสนธิวงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ให้คำปรึกษาธุรกิจและกฎหมาย มหาวิทยาลัยเอแบค กล่าวว่า ได้ทราบมติของสภามหาวิทยาลัยเรื่องการปลดภราดาบัญชา แสงหิรัญ ออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเอแบค และได้แต่งตั้ง ดร.สุทธิพร เป็นอธิการบดีแทนแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องมั่วมากกว่า เพราะนายกสภามหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นผู้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง และ สกอ.ยังไม่ได้ให้การรับรอง

หนุ่มนิติรามฯคว้ารางวัลดีเด่นสิทธิมนุษยชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219586

การศึกษา-สาธารณสุข  :  29 ธ.ค. 2558

หนุ่มนิติรามฯคว้ารางวัลดีเด่นสิทธิมนุษยชน

‘พงษ์นรินทร์’ หนุ่มนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง คว้ารางวัลบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2558

                      นายพงษ์นรินทร์ นนท์ก่ำ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (ม.ร.) ได้รับรางวัลบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2558 ประเภทเด็กและเยาวชน อายุไม่เกิน 25 ปี เนื่องในวันสิทธิมนุษยชนสากล จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
                      นายพงษ์นรินทร์ เป็นรองประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ทำงานด้านสิทธิเด็กและสิทธิมนุษยชน การเมืองและประชาธิปไตย การลดความรุนแรง และการใช้สันติวิธี ตั้งแต่ปี 2556 เคยเป็นคณะทำงานเวทีสิทธิเด็กทั้งระดับภาคและระดับชาติ คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบคุ้มครองเด็กแห่งชาติ คณะอนุกรรมการพัฒนาบุคลากรด้านเด็กและเยาวชน คณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์ไม่พร้อม คณะกรรมการยกร่างข้อบังคับสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย รวมทั้งเป็นวิทยากรบรรยายและวิทยากรกระบวนการด้านสิทธิเด็กและสิทธิมนุษยชน การเมืองและประชาธิปไตย การลดความรุนแรง การใช้สันติวิธี และการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม
                      “งานของผมจะเน้นการ รวบรวมประเด็นปัญหา ข้อเสนอแนะ แนวทางจากเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ นำไปเสนอต่อภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดเป็นนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนงาน กรอบงบประมาณ และกฎหมายต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการปกป้องคุ้มครอง ส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชน และตอบสนองความต้องการตามเจตจำนงของเด็กและเยาวชน ให้ปรากฏเป็นจริงและเป็นรูปธรรมมากที่สุด
                      อุดมการณ์ในการทำงานของผม คือ การทำให้คนในสังคมเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกัน รวมทั้งมีสิทธิเสรีภาพในการเเสดงความคิด ความเห็น ได้อย่างเสรี เพื่อให้เกิดทางเลือกที่หลากหลาย และสามารถนำเสนอสู่สังคมอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม ในอนาคตตั้งใจว่าจะได้ใช้ความรู้ด้านกฎหมายรวมทั้งประสบการณ์มาปกป้องคุ้มครอง ส่งเสริมและพัฒนา รวมทั้งเป็นตัวผลักดันขับเคลื่อนกลไกต่างๆ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และตรงตามเจตนารมณ์ของคนในสังคม” นายพงษ์นรินทร์ กล่าว

‘ธีรพล’แจงนำเข้าแรงงานจีนต้องถูกก.ม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219623

การศึกษา-สาธารณสุข  :  29 ธ.ค. 2558

‘ธีรพล’แจงนำเข้าแรงงานจีนต้องถูกก.ม.

โฆษกกระทรวงแรงงาน แจงนำเข้าแรงงานต่างด้าวชาวจีน ต้องถูก ก.ม. นายจ้างรับทำงานไม่มีใบอนุญาต ปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาทต่อคน พบต่างด้าวผิด ก.ม.แจ้ง 1694

                     29 ธ.ค. 58  นายธีรพล ขุนเมือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงานและโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กรณีมีการเสนอข่าวว่า มีการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดที่มีการส่งเสริมให้มีการลงทุนเป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีการนำแรงงานต่างด้าวชาวจีน เข้ามาทำงานในโรงงานในลักษณะผิดกฎหมายนั้น ตนขอชี้แจงในปัจจุบันมี จำนวนคนต่างด้าวสัญชาติจีน (CN) ที่ได้รับอนุญาตทำงานในประเทศไทย ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2558 รวม จำนวน 18,067 คน โดยแยกเป็น ตามมาตรา 9 รวมจำนวนทั้งสิ้น จำนวน 12,825 คน โดยทำงานในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 120 คน บุรีรัมย์ จำนวน 54 คน กาญจนบุรี จำนวน 30 คน สระแก้ว จำนวน 21 คน อื่นๆ จำนวน 12,600 คน และตามมาตรา 12 รวมจำนวนทั้งสิ้น 5,242 คน โดยทำงานในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 36 คน อื่นๆ จำนวน 5,206 คน ทั้งนี้ ไม่มีพบข้อมูลการทำงานในจังหวัดบุรีรัมย์ กาญจนบุรี และสระแก้ว สำหรับแนวทางของกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงานมีแนวทางการออกใบอนุญาตทำงานให้คนต่างด้าว ดังนี้
                     “พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ตามมาตรา 9 โดยคนต่างด้าวที่ประสงค์จะทำงานต้องมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรหรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว (Non-Immigrant) ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง โดยมิใช่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยวหรือผู้เดินทางผ่าน (Tourist/Transit) พระราชกฤษฎีกากำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ. 2522 จำนวน 39 อาชีพ และเป็นไปตามความจำเป็นและเหมาะสมของระเบียบกรมการจัดหางานว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2552 โดยคำนึงถึงความมั่นคงทางการเมือง ศาสนา เศรษฐกิจและสังคม โอกาสในการประกอบอาชีพของคนไทย และความต้องการแรงงานต่างด้าวที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ประโยชน์จากการอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในตำแหน่งงานนั้น”
                     โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวอีกว่า สำหรับพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ตามมาตรา 12 ในการอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาทำงานในราชอาณาจักรว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนหรือกฎหมายอื่น ได้แก่ พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 พระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ให้ผู้อนุญาตตามกฎหมายดังกล่าวมีหนังสือแจ้งการอนุญาตนั้นต่อนายทะเบียนพร้อมด้วยรายละเอียดที่อธิบดีกำหนดโดยเร็ว โดยการอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานภายใต้มาตรา 12 ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ. 2522 รวมถึงการกำหนดจำนวนบุคลากรและระยะเวลาการอนุญาตต้องเป็นไปตามการพิจารณาอนุมัติหรือให้ความเห็นชอบจากคณะกรรมการของกฎหมายนั้นๆ
                     “ในเรื่องนี้ สำนักงานจัดหางานจังหวัดนครราชสีมา ได้แจ้งการตรวจสอบการอนุญาตคนต่างด้าวสัญชาติจีน (CN) ทำงานในท้องที่จังหวัดนครราชสีมา โดยชุดตรวจสอบติดตามการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์จังหวัดนครราชสีมาและชุดตรวจสอบฯ ระดับอำเภอได้ร่วมตรวจการทำงานแรงงานต่างด้าวในปี 2558 ถึงปัจจุบัน ไม่พบคนต่างด้าวสัญชาติจีนลักลอบการทำงานแต่อย่างใด และหากพบว่ามีกรณีการจ้างแรงงานผิดกฎหมาย ขอให้แจ้งสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694 โดยหากนายจ้างรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน ปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 100,000 บาทต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คน และต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับ ตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 100,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ”
                     อนึ่ง เมื่อวันที่ 28 – 29 ธันวาคม 2558 สื่อออนไลน์และหนังสือพิมพ์หลายฉบับได้นำเสนอ ถ้อยแถลงของ “นายกวัชระ เพชรทอง” อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่อ้างว่า ได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชนว่า บริษัทจากประเทศจีนได้นำเข้าแรงงาน วิศวกร เข้ามาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก ถือเป็นการแย่งงานคนไทย ทั้งการนำเข้าดังกล่าวยังผิดกฎหมายแรงงานอีกด้วย ซึ่งพบว่าโรงงานในจังหวัดบุรีรัมย์ มีไม่ต่ำกว่า 600 คน , จังหวัดนครราชสีมา มีไม่ต่ำกว่า 800 คน และที่จะมีการตามมาอีกในโรงงานที่กำลังก่อสร้างที่จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดสระแก้ว ซึ่งล้วนแต่เป็นโรงงานที่ได้รับอนุญาติจัดตั้งโรงงานจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (อีโอไอ) จึงเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.สั่งดำเนินการตรวจสอบโดยด่วน อย่าให้บริษัทจีนตบตาหรือจ่ายเงินใต้โต๊ะใก้แก่เจ้าหน้าที่ทั้งในระดับจังหวัดและในระดับที่ใหญ่กว่านั้นอีกต่อไป และต้องดำเนินการเคร่งครัดกับกระทรวงแรงงานที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้โดยตรง เพราะถือว่าไม่เป็นธรรมต่อแรงงานไทย

อัญเชิญพระอัฐิ‘พระสังฆราช’ประดิษฐานวัดเทวสังฆาราม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219570

การศึกษา-สาธารณสุข  :  29 ธ.ค. 2558

อัญเชิญพระอัฐิ‘พระสังฆราช’ประดิษฐานวัดเทวสังฆาราม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาติให้อัญเชิญพระอัฐิ ‘พระสังฆราช’ ประดิษฐานวัดเทวสังฆาราม ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

      29 ธ.ค.2558 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระอัฐิ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่พระราชทานแบ่งไว้ไปประดิษฐาน ณ วัดเทวสังฆาราม ต.บ้านเหนือ อ.เมืองกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี โดยสมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ ได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะพระอัฐิ สมเด็จพระสังฆราช ทอดผ้าไตร 10 ไตร พระสงฆ์ 10 รูป สดับปกรณ์ จากนั้น สมเด็จพระวันรัต กรวดน้ำถวายเป็นพระกุศล เจ้าพนักงานภูษามาลากราบสักการะพระอัฐิ เชิญเจดีย์พระอัฐิ จากพระแท่นภายในตำหนักเพ็ชร ไปประดิษฐานที่พระราชยาน ซึ่งเทียบรอบบริเวณลานด้านหน้าตำหนักเพ็ชร เชิญเจดีย์พระอัฐิ โดยพระราชยาน ไปที่ประตูริมถนนพระสุเมรุ จากนั้น เจ้าพนักงานภูษามาลา เชิญเจดีย์พระอัฐิ จากพระราชยาน ประดิษฐานในรถยนต์พระประเทียบ ในเวลาต่อมาเชิญเจดีย์พระอัฐิ สมเด็จพระสังฆราชโดยรถยนต์พระประเทียบจากวัดบวรนิเวศ ไปยังจ.กาญจนบุรี
      จากนั้นเวลา 15.15 น. รถยนต์พระประเทียบเชิญเจดีย์พระอัฐิ ถึงยังมณฑลพิธี หน้าศาลหลักเมืองจ.กาญจนบุรี ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ จ.กาญจนบุรี พุทธศาสนิกชนเฝ้ารับเสด็จ เจ้าพนักงานภูษามาลา เชิญเจดีย์พระอัฐิ จากรถยนต์พระประเทียบ ไปประดิษฐานที่พระราชยาน ที่เทียบรอ จากนั้นเชิญเจดีย์พระอัฐิโดยพระราชยานไปยังพระอุโบสถ วัดเทวสังฆาราม โดยใช้เส้นทางถนนปากแพรก เมื่อถึงหน้าพระอุโบสถ หยุดพระราชยาน จากนั้นเจ้าพนักงานภูษามาลาเชิญเจดีย์พระอัฐิ จากพระราชยาน ไปประดิษฐานภายในพระอุโบสถ เจ้าอาวาสวัดเทวสังฆาราม คณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนเฝ้ารับเสด็จ
      ต่อมาเวลา 15.45 น. ผู้ว่าราชการจังหวัด ประธานฝ่ายฆราวาส จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะพระอัฐิ สมเด็จพระสังฆราช ถวายสักการะเจ้าพระคุณสมเด็จพระวันรัต พระสงฆ์ 10 รูป สวดมาติกา ทอดผ้าไตร 10 ไตร พระสงฆ์ 10 รูป สดับปกรณ์ จากนั้นกรวดน้ำอุทิศถวายเป็นพระกุศล เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี นำคณะสงฆ์ ถวายสังการะพระอัฐิ สมเด็จพระสังฆราช
      ในเวลา 16.15 เปิดโอกาสคณะสงฆ์ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ถวายสักการะพระอัฐิ สมเด็จพระสังฆราช เป็นอันเสร็จพิธี
      สำหรับวันที่ 30 ธันวาคม เวลา 13.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญพระอัฐิ สมเด็จพระสังฆราช ที่พระราชทานแบ่งไว้ไปประดิษฐาน ณ วัดญาณสังวราราม ในพระบรมราชูไปถัมภ์ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี