‘ปิยะสกล’ปัดเอี่ยวปลดบอร์ดสสส.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220017

การศึกษา-สาธารณสุข  :  6 ม.ค. 2559

‘ปิยะสกล’ปัดเอี่ยวปลดบอร์ดสสส.

‘ปิยะสกล’ ชี้ ปลดบอร์ด สสส.ต้องถามเหตุผล คตร. แจงแก้ปัญหาตามที่ได้รับมอบหมาย ปรับปรุงการดำเนินงาน-ระเบียบข้อบังคับ

                      6 ม.ค. 59  จากกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ออกคำสั่งให้กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ จำนวน 7 คน ประกอบด้วย นพ.วิชัย โชควิวัฒน ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นายสมพร ใช้บางยาง รศ.ประภาภัทร นิยม และนายวิเชียร พงศธร พ้นจากการเป็นกรรมการและการดำรงตำแหน่งในกองทุนดังกล่าว
                      ล่าสุด ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (บอร์ด สสส.) คนที่ 1 กล่าวว่า คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) ดำเนินการตรวจสอบ สสส.มาตั้งแต่ก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่ง เหตุผลของการปลดต้องไปสอบถามจาก คตร. เมื่อตนเข้ามาก็มาช่วยแก้ปัญหาตามที่ได้รับมอบหมาย คือ ให้ สธ.ศึกษา ปรับปรุงให้การดำเนินงานของ สสส.ราบรื่นตรงกับ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดที่มี นพ.เสรี ตู้จินดา ประธานที่ปรึกษา รมว.สธ.เป็นประธาน และได้ข้อสรุปต้องมีการแก้ไขระเบียบข้อบังคับ สสส. 26 ฉบับ โดยเน้นแก้ไขเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของคณะกรรมการ และผ่านความเห็นชอบของบอร์ด สสส.เรียบร้อยแล้ว

‘ดาว์พงษ์’ลุยปรับโครงสร้างศธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220012

การศึกษา-สาธารณสุข  :  6 ม.ค. 2559

‘ดาว์พงษ์’ลุยปรับโครงสร้างศธ.

‘ดาว์พงษ์’ ย้ำปี59 เดินหน้าปรับโครงสร้าง ศธ. ยันจะใช้ ม.44 เท่าที่จำเป็น ขณะที่ ‘ม.บูรพา’ เข้ายื่นหนังสือ ‘รมว.ศธ.’ ช่วยแก้การสรรหาอธิการบดี

     6 มกราคม 2559 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ว่า จะเร่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการให้เห็นผลในปี2559นี้ เพราะปัญหาเรื่องโครงสร้างมีผลต่อการบริหารงาน และการขับเคลื่อนต่อการบริหารงาน และการขับเคลื่อนกระทรวงศึกษาธิการ โดยส่วนตัว ได้รับฟังปัญหาเรื่องโครงสร้างมามาก เพราะฉะนั้นจะต้องเร่งปรับแก้โครงสร้าง แต่การปรับแก้โครงสร้างในส่วนใด ก็จะต้องมีทั้งคนได้เปรียบและเสียเปรียบ ดังนั้นจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ ชั่งน้ำหนักให้ดี ขณะนี้ตนยังพูดอะไรไม่ได้มาก
     “ยืนยันว่า จะใช้มาตรา44 เท่าที่จำเป็น แต่การจะใช้ ม.44 ได้นั้น ไม่ใช่อำนาจของผม เป็นอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ซึ่งผมต้องไปนำเสนอ คสช.ให้เห็นถึงความจำเป็นและความสำคัญ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เสนอเรื่องขอใช้ ม.44 ไป ทั้งนี้เรื่องที่จะต้องใช้ ม.44 อาทิเช่น การตั้งกรมวิชาการ และการรวมอาชีวะรัฐและเอกชนอยู่ภายใต้สังกัดเดียวกัน” รมว.ศธ.กล่าว
‘ม.บูรพา’ ยื่นหนังสือ ‘รมว.ศธ.’ ช่วยแก้การสรรหาอธิการบดี
     6 ม.ค.59 ผศ.เชิดชัย ชาญสมุทร อาจารย์พิเศษคณะศึกษาศาสตร์ และกรรมการสมาคมศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยบูรพา (มบ.) ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ขอให้ลงไปกำกับดูแลกรณีศาลปกครองระยองได้พิพากษาให้เพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (สภามหาวิทยาลัยบูรพา) ในการประชุมครั้งพิเศษที่ 3/2557 เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2557 เฉพาะส่วนที่มีมติไม่เห็นชอบรายงานผลการสรรหาอธิการบดีและไม่ให้มีการประกาศรายชื่อของผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นผู้ที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบดี และเพิกถอนมติของถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุมครั้งที่ 4/2557 เมื่อวันที่ 16ก.ค.2557เฉพาะส่วนที่มีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพาชุดใหม่แทนชุดเดิม โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่มีมติดังกล่าวและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ดำเนินการตามข้อ 20 ของข้อบังคับมหาวิทยาลัยบูรพา ว่าด้วย คุณสมบัติและการสรรหาอธิการบดี พ.ศ. 2552 ตามขั้นตอนต่อไป ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
     “ที่ผมมายื่นหนังสือต่อรมว.ศึกษาธิการในวันนี้ก็เพราะต้องการให้ท่านลงไปกำกับด้วยตัวเอง เนื่องจากในวันที่14ม.ค.นี้ทราบว่าจะมีการนัดประชุมสภามหาวิทยาลัยนัดพิเศษ ซึ่งจะมีวาระการพิจารณาในส่วนที่ศาลปกครองระยองพิพากษา ซึ่งจริง ๆ แล้วจะมีการประชุมสภาฯในวันที่20ม.ค. ทั้งนี้ผมอยากขอร้องกรรมการสภาฯผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านให้พิจารณาตามคำสั่งศาลปกครอง อย่าให้มหาวิทยาลัยเสียหายไปมากกว่านี้เลย เพราะที่ผ่านมาเคยมีการพิจารณาแล้ว แต่เสียงข้างมากไม่ปฏิบัติตาม อย่างไรก็ตามเมื่อมีคำสั่งศาลปกครองพิพากษาออกมาแล้วก็ควรจะรีบดำเนินการสรรหาอธิการบดีม.บูรพาโดยเร็วเพื่อให้ลูกหลานได้รับการศึกษาอย่างสบายใจ และคณาจารย์จะได้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งจะเป็นใครก็ได้มีมีรายชื่อ1ใน3ที่ได้รับการสรรหาเข้ามาชิงตำแหน่งอธิการบดีม.บูรพา” ผศ.เชิดชัย กล่าว
     ด้าน พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ได้รับเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่จะขอจัดการกับปัญหามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ(เอแบค)ก่อนแล้วจึงค่อยเข้าไปดูปัญหาของมบ.อย่างไรก็ตามปัญหาในลักษณะนี้เป็นเรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องเข้าไปดูอยู่แล้ว แต่ก็ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา และฉุดรั้งการดำเนินการในหลาย ๆ เรื่อง
‘ดาว์พงษ์’ พร้อมดำเนินการ ‘ขรก.ศธ.’ ถูก ม.44สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
     พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่มีข้าราชการในสังกัดกระทรวงศึกษา ถูกใช้ ม.44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอานาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) 2557 ตรวจสอบและมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยมีนายสุเมธ แย้มนุ่น รักษาการอธิการบดี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นายอร่าม ศิริพันธุ์ หัวน้าภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายสมคิด มะธิปะโน ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนแก่งนาจารย์พิทยาคม จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
     ซึ่งเป็นต้นสังกัดก็ต้องดำเนินการไปตามคำสั่งก่อน และก็ยังไม่ทราบว่ามีความผิดในเรื่องใด ที่ผ่านมาก็ไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อนเพราะเป็นเรื่องที่ สตง.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบกันมาก่อนนี้แล้ว และเห็นว่าจะมีล็อต4เพิ่ม แต่ตนไม่รู้จริง ๆว่าจะมีรายชื่อบุคลากรของกระทรวงศึกษาฯอยู่ด้วยอีกหรือไม่ ซึ่งการที่ตนไม่รู้ก่อนล่วงหน้าก็ดีแล้ว เพราะเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต หากตนรู้ก็คงช่วยอะไรใครไม่ได้ทั้งสิ้น เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอดีตทั้งหมด และตนก็คงไม่ตั้งกรรมการขึ้นมาดูแลในเรื่องนี้ รอให้ต้นสังกัดรายงานขึ้นมาว่าใครมีความผิดในเรื่องใด

มจธ.เปิดตัว’ชุดกังหันน้ำ’ช่วยผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219993

การศึกษา-สาธารณสุข  :  6 ม.ค. 2559

มจธ.เปิดตัว’ชุดกังหันน้ำ’ช่วยผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล

มจธ.เปิดตัว’ชุดกังหันน้ำ’ช่วยผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล : กรชนก ศรีสุข

           อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หนึ่งในพื้นที่อนุรักษ์ผืนป่าแก่งกระจาน เป็นอุทยานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ด้วยความอุดมสมบูรณ์ และยังเป็นต้นน้ำของแม่น้ำหลายสาย ไม่ว่าจะเป็น แม่น้ำเพชรบุรี หรือแม่น้ำปราณบุรี ป่าแก่งกระจานจึงจัดว่าเป็น 1 ใน 25 ผืนป่าโลก ที่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณด้านล่างของอุทยาน บริเวณพะเนินทุ่งบ้านกร่าง จนถึงป่าละอูใจกลางป่าแก่งกระจาน รวมถึงบริเวณบ้านโป่งลึก และบ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง ยังเป็นที่อยู่อาศัยของ “ชาวปกากะญอ” ซึ่งอพยพมาจากเทือกเขาตะนาวศรี ชายแดนไทย-พม่า

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ จัดโครงการความร่วมมือทางวิชาการในการดำเนินงานทางวิชาการเพื่อการพัฒนาชนบท โดยนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงงานวิจัยเข้าไปพัฒนาถ่ายทอด และต่อยอดองค์ความรู้ให้แก่สังคมและชุมชน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ชุดกังหันน้ำขนาดเล็กจึงถูกนำมาใช้ในการพัฒนาชุมชนที่ห่างไกล อย่างบ้านโป่งลึก-บางกลอย

ดร.อุสาห์ บุญบำรุง หัวหน้าโครงการวิจัย สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ กล่าวว่า เป้าหมายหลักของงานวิจัย คือการพัฒนาชุดกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมากราคาถูก โดยใช้วัสดุและกระบวนการผลิตในประเทศทั้งหมด เน้นที่ราคาต่ำกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะที่ประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน ในส่วนขั้นตอนการผลิตนั้น ดร.อุสาห์ อธิบายว่า ได้ใช้อัลกอริทึมทางคณิตศาสตร์ ช่วยในการหาขนาดและรูปทรงของใบพัดที่เหมาะสมที่สุด จากนั้นใช้วิธีการคำนวณพลศาสตร์ของไหลช่วยในการจำลอง วิเคราะห์ประสิทธิภาพเชิงกลศาสตร์การไหลของชุดกังหันน้ำก่อนนำไปติดตั้งทดสอบภาคสนาม

ผลการดำเนินงานก่อให้เกิดชุดกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าต้นแบบ 3 แบบ โดยชุดกังหันน้ำเพลตันขนาด 1 กิโลวัตต์ มีต้นทุนอยู่ที่ 15 บาทต่อวัตต์, ชุดกังหันใบพัดขนาด 500 วัตต์ มีต้นทุนอยู่ที่ 22 บาทต่อวัตต์ ในส่วนของชุดกังหันกระแสน้ำขนาด 100 วัตต์ มีต้นทุนอยู่ที่ 390 บาทต่อวัตต์ ซึ่งอัตราค่าไฟฟ้าที่ผลิตจากชุดกังหันเพลตันอยู่ที่ 0.72 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ชุดกังหันน้ำใบพัดอยู่ที่ 1.64 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งต่ำกว่าอัตราค่าไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ขณะที่อัตราค่าไฟฟ้าที่ผลิตจากชุดกังหันกระแสน้ำอยู่ที่ 12.88 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าอัตราค่าไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในปัจจุบัน แต่หากนำชุดกังหันน้ำกระแสน้ำไปใช้ในพื้นที่ที่ไฟฟ้าไม่สามารถเข้าถึงได้และต้องใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กผลิตไฟฟ้าในอัตราค่าไฟฟ้าประมาณ 20 บาทต่อยูนิต ชุดกังหันกระแสน้ำต้นแบบนี้ถือว่ามีความคุ้มค่าในการลงทุนมากกว่า

ด้าน นายอรรถการ จันทร์ศศิธร วิศวกร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดเผยว่า ชุมชนที่สามารถนำชุดกังหันน้ำไปใช้งานได้คือชุมชนที่ห่างไกล ซึ่งต้องการใช้พลังงานไฟฟ้า แต่พลังงานไฟฟ้าไม่สามารถเข้าถึงได้ เช่น บ้านโป่งลึก-บางกลอย พบว่าสายไฟฟ้าไม่สามารถเข้าถึงได้ จึงต้องใช้เครื่องปั่นไฟ ซึ่งเป็นพลังงานที่ไม่ค่อยสะอาดนัก คือต้องใช้น้ำมันเบนซินหรือดีเซลใส่เข้าไปในเครื่องปั่นไฟ จึงจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ซึ่งรูปแบบที่นำกังหันน้ำมาติดตั้งที่บ้านโป่งลึก-บางกลอย คือ กังหันน้ำแบบกระแสน้ำไหล ข้อดีของรูปแบบนี้คือ ไม่ต้องมีเฮดเข้ามาเกี่ยวข้อง เพียงแค่มีกระแสน้ำไหลผ่านตัวกังหันก็จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้แล้ว

สำหรับการต่อยอดนวัตกรรมกังหันน้ำนี้ จะเน้นที่การเพิ่มประสิทธิภาพให้ดีขึ้น อย่างเช่น กังหันน้ำแบบกระแสน้ำไหล จากการวิจัยพบว่า กระแสน้ำที่ไหลผ่านนั้น น้ำมีการไหลมาจากทุกทิศทาง จึงทำให้เกิดการปั่นป่วน ซึ่งต่อไปต้องทำการพัฒนา โดยการบังคับน้ำที่จะไหลมาปะทะตัวใบกังหันให้มีความราบรื่นมากยิ่งขึ้น สามารถทำได้ด้วยการติดตั้งท่อน้ำ และการเพิ่มกำลังการผลิต เช่น รูปแบบที่มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1 กิโลวัตต์ เพิ่มเป็น 3 กิโลวัตต์ 100 วัตต์ เพิ่มเป็น 200-300 วัตต์ การเพิ่มกำลังการผลิตก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพของกังหันน้ำในอนาคต

ในส่วนราคาขายชุดกังหันน้ำ แบบแรกมีการผลิตออกมา 2 รุ่น คือ 1.รุ่นที่กำลังการผลิตอยู่ที่ 1 กิโลวัตต์ 2.รุ่นที่กำลังการผลิตอยู่ที่ 300 วัตต์ ซึ่ง 1 กิโลวัตต์ ราคาขายอยู่ที่ 3 หมื่นบาท และ 300 วัตต์ ราคาขายอยู่ที่ 1.5 หมื่นบาท แบบที่สองเฮดต่ำ ราคาขายอยูที่ 1.5 หมื่นบาท และแบบที่สามแบบ กระแสน้ำไหล ราคาขายอยู่ที่ 2.9 หมื่นบาท

ผู้ใหญ่ลอย จีบัง ผู้ใหญ่บ้านโป่งลึก กล่าวว่า ชาวบ้านที่อยู่ใกล้กังหันนี้ก็สามารถช่วยได้เยอะ แต่ชาวบ้านที่อยู่ห่างไกล ต้องมีการลงทุนเพิ่มในเรื่องสายไฟ ในส่วนของระบบน้ำก็เหมือนกัน คือ ชาวบ้านที่อยู่ไกลจากแหล่งน้ำมาก อาจจะมีปัญหาในเรื่องของแรงดันน้ำที่ไม่สามารถส่งต่อไปยังพื้นที่ห่างไกลได้


‘อิ่ม สุข ปลูกอนาคต’หนุนเด็กไทยเรียนรู้พัฒนายั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219909

การศึกษา-สาธารณสุข  :  6 ม.ค. 2559

‘อิ่ม สุข ปลูกอนาคต’หนุนเด็กไทยเรียนรู้พัฒนายั่งยืน

‘อิ่ม สุข ปลูกอนาคต’หนุนเด็กไทยเรียนรู้พัฒนายั่งยืน

            กิจวัตรประจำวันของ พรพรรณ ทองวงค์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านปากพู่ อ.กะปง จ.พังงา พร้อมกับเพื่อนร่วมชั้น ศาสตรินทร์ แซ่ล่อง และเนตรนภา ลายทิพย์ นอกจากเรียนหนังสือแล้ว ทุกๆ เช้าพอมาถึงโรงเรียน น้องทั้ง 3 คนตรงมาที่โรงเรือนเลี้ยงไก่ของโรงเรียน เพื่อให้อาหารแม่ไก่ไข่ จำนวน 100 ตัว เสร็จแล้วรดน้ำผักสวนครัว ให้อาหารปลาดุกบิ๊กอุย เก็บเห็ดและผัก ก่อนเข้าห้องเรียน และกลับมาเก็บไข่ช่วงเวลาพักกลางวัน เพื่อรวบรวมส่งให้โรงอาหารของโรงเรียนนำไปประกอบอาหารกลางวันให้แก่เพื่อนนักเรียน

กิจกรรมทุกวันของน้องพรพรรณ และเพื่อนร่วมชั้น เกิดขึ้นหลังจากที่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ได้เข้ามาดำเนิน “โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต” 60 โรงเรียน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 60 พรรษา เพื่อสนับสนุนให้โรงเรียนบ้านปากพู่ เป็นโรงเรียนขยายโอกาสเปิดสอนนักเรียนตั้งแต่อนุบาล-มัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้มีวัตถุดิบสำหรับผลิตอาหารกลางวันเลี้ยงดูเด็กนักเรียนจำนวน 180 คนของโรงเรียน ได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ปลอดภัย มีภาวะโภชนาการและสุขอนามัยที่ดี

นายนิจกานต์ แตงเหมาะ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปากพู่ กล่าวว่า โครงการ “ซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต” สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ การได้รับสนับสนุนแหล่งผลิตวัตถุดิบสำหรับอาหารกลางวัน ตั้งแต่แม่ไก่ไข่ โรงเพาะเห็ด บ่อเลี้ยงปลา แปลงปลูกผักสวนครัว ได้เข้ามาช่วยเติมเต็มและต่อยอดเป้าหมายการยกระดับภาวะโภชนาการที่ดี และสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ ของเด็กและเยาวชนไทย เป็นวัยที่ต้องการอาหารมีคุณประโยชน์อย่างเพียงพอ เพื่อให้เด็กเติบโต แข็งแรง และมีความพร้อมเรียนรู้เพื่อพัฒนาสติปัญญาที่ดี เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต

“โรงเรียนได้มอบหมายให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้ามามีส่วนร่วมในการเลี้ยงไก่ไข่ และปลา การปลูกผักสวนครัว รวมถึงการเพาะเห็ด เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้การเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งโรงเรียนยังสอนให้เด็กได้รู้จักการทำปุ๋ยหมักจากพืชผสมกับมูลไก่ เพื่อนำมาใช้กับแปลงผักสวนครัวของโรงเรียน ส่วนที่เหลือนำไปจำหน่ายให้แก่ชุมชนได้อีกด้วย”  นายนิจกานต์  กล่าวเพิ่มเติม

ด้าน น้องเนตรนภา ลายทิพย์ เล่าว่า มีหน้าที่ดูแลแม่ไก่ ให้อาหารปลาดุก รดน้ำต้นไม้ ไม่ถือว่าเป็นภาระสำหรับตนเองเลย เพราะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้ทุกคนในโรงเรียนได้รับประทานเมนูอาหารกลางวันที่หลากหลายไม่ซ้ำกัน และสามารถนำเทคนิคและประสบการณ์จากการช่วยงานโรงเรียนไปช่วยงานพ่อแม่ที่บ้านได้อีกด้วย

ขณะที่ ศาสตรินทร์ แซ่ล่อง เล่าว่า เด็กๆ ส่วนใหญ่ชอบกินไข่อยู่แล้ว จึงดีใจที่ได้เห็นเพื่อนกินกับข้าวที่ทำจากไข่เกือบทุกวัน และยังได้กินผักที่ปลูกเอง สดสะอาด และมั่นใจว่าปลอดสารเคมี ทำให้เพื่อนๆ ในโรงเรียนมีสุขภาพดี และยังกลับไปทำปุ๋ยหมักเพื่อไว้ใช้กับแปลงผักที่บ้านอีกด้วย

ทั้งนี้ โรงเรียนบ้านปากพู่ จ.พังงา ซึ่งเป็นโรงเรียนในชนบทที่ยังขาดแคลนโอกาส ได้มีแหล่งผลิตวัตถุดิบสำหรับใช้ประกอบอาหารกลางวันให้แก่นักเรียน แปลงปลูกผักกางมุ้ง บ่อเลี้ยงปลาและปลาดุกบิ๊กอุย 1,500 ตัว โรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่พร้อมแม่ไก่ 100 ตัว และโรงเรือนเพาะเห็ดนางฟ้าและสนับสนุนเชื้อเห็ดอีก 1,000 ก้อน พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ในการผลิตอาหารที่ได้มาตรฐานปลอดภัยสู่โรงเรียน ช่วยทำให้โรงเรียนมีวัตถุดิบในการประกอบอาหารกลางวันอย่างเพียงพอ เด็กนักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ประกอบอาชีพ เพื่อสร้างรายได้เลี้ยงตนเองหลังจากจบการศึกษาได้ในอนาคต รวมทั้ง โรงเรียนสามารถนำผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายในชุมชนได้


พลิกโฉม’แผนการศึกษาแห่งชาติ’แผนงานชัด-อ่านง่าย-ใช้ได้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219920

การศึกษา-สาธารณสุข  :  5 ม.ค. 2559

พลิกโฉม’แผนการศึกษาแห่งชาติ’แผนงานชัด-อ่านง่าย-ใช้ได้จริง

พลิกโฉม’แผนการศึกษาแห่งชาติ’แผนงานชัด-อ่านง่าย-ใช้ได้จริง : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ

          ในปี 2559 เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ด้วยแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2552-2559 (ฉบับปรับปรุง) ที่ใช้อยู่เวลานี้ กำลังจะสิ้นสุดลง ดังนั้น สกศ.ต้องเร่งจัดทำร่างแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2574 ซึ่งเป็นแผนระยะยาว 15 ปี โดยจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จเพื่อให้ทันประกาศใช้ในปี พ.ศ.2560
          “แผนการศึกษาแห่งชาติเปรียบเสมือน “ธรรมนูญการศึกษา” ที่ได้กำหนดกรอบและแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อใช้ในการเตรียมพร้อมเด็กและเยาวชนในอีก 15 ปีข้างหน้าให้พร้อมเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 และทันต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สภาพสังคมโลก” ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) สะท้อนความสำคัญของแผนการศึกษาแห่งชาติ พร้อมเปิดเผยว่า ขณะนี้การยกร่างแผนการศึกษาฯ ที่มี ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานอนุกรรมการสภาการศึกษา ด้านจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ เป็นประธาน คืบหน้าไปแล้ว 40% โดยได้กำหนดหลักการสำคัญ คือ เป็นแผนยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการพัฒนาการศึกษาให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มุ่งเน้นการประกันโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา และการศึกษาเพื่อการมีงานทำและสร้างงานได้ ประกอบด้วย 4 หมวดหลัก ได้แก่ หมวดที่ 1 หลักการและความมุ่งหมาย หมวดที่ 2 ระบบการศึกษา หมวดที่ 3 แนวนโยบายการศึกษาของรัฐ และหมวดที่ 4 แนวทางการจัดการศึกษา ซึ่งทั้ง 4 หมวดผ่านการระดมความคิดเห็นทั้งสิ้น
          ส่วนแผนการทำงานขั้นตอนต่อไปนั้น ดร.กมล แจงว่า ที่ผ่านมาพบว่าแผนการศึกษาที่ทำไปนั้นองค์กรหลักของ ศธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหยิบนำไปใช้จริงประมาณ 15% ทั้งที่ความจริงควรต้องนำไปใช้ไม่น้อยกว่า 80% เพราะฉะนั้น เพื่อให้แผนการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้มีความสมบูรณ์ สกศ.จะเชิญทุกหน่วยงานมาร่วมลงรายละเอียดในแต่ละหมวดของร่างแผนการศึกษาให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาระยะ 15 ปี ที่แต่ละหน่วยงานกำลังจัดทำอยู่ เพื่อที่เมื่อถึงเวลานำไปปฏิบัติจะได้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พัฒนายกระดับคุณภาพการศึกษาได้ตรงตามเป้าหมายและมาตรฐานที่วางไว้
          “ราวเดือนมกราคม-มีนาคม 2559 เป็นช่วงสำคัญ จะเริ่มคิกออฟครั้งใหญ่ จัดประชุมวิชาการเชิญนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิของไทยและต่างประเทศ หรือตัวอย่างประเทศที่ทำข้อมูลแผนการศึกษาประสบความสำเร็จมาบอกเล่าประสบการณ์ และแบ่งกลุ่มให้องค์กรหลัก ศธ.และทุกหน่วยงานมาร่วมวงถกแถลงและปรับแผนร่วมกัน ซึ่งคาดว่าใช้เวลาไม่นาน จากนั้นจะนำแผนลงไปสู่ระดับพื้นที่ว่ามีสิ่งใดติดขัดหรือไม่ ประกอบกับเรารวมกลุ่มประชาคมอาเซียนแล้ว มีความเชื่อมโยงประเทศสมาชิก ยิ่งต้องคำนึงถึงความแตกต่าง ความต้องการทางด้านการศึกษาและด้านอาชีพ จึงอาจจะไม่สามารถใช้แผนแผนเดียวกับทุกพื้นที่ได้ อย่างไรก็ตาม จะต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนเสนอ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบต่อไป” เลขาธิการ สกศ.ระบุ
          นอกจากนี้ สกศ.มีแนวคิดจะปรับโฉมรูปเล่มแผนการศึกษาแห่งชาติใหม่ โดย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมช.ศึกษาธิการ ได้มอบให้ไปศึกษาแผนการศึกษาแห่งชาติของประเทศมาเลเซีย มาเป็นต้นแบบในการจัดทำ ซึ่งพบว่าแผนการศึกษาของมาเลเซียเป็นระยะยาว 15 ปีเช่นเดียวกับของไทย แต่ที่ต่างกันคือ เขาจะกำหนดชัดไว้ในช่วง 5 แรก 5 ปีถัดมา และ 5 ปีสุดท้ายมีแผนการทำงานอะไรบ้าง วางเป้าหมาย ทิศทางการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน รวมไปถึงยกตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนั้นๆ ประกอบ เพราะฉะนั้นรูปเล่มแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่จากเดิมที่จะเป็นเชิงวิชาการก็จะเปลี่ยนทำในลักษณะดังกล่าว โดยไม่ใช่แค่เพียงรูปแบบสวยงามน่าอ่าน ยังมุ่งให้ประชาชนอ่านง่าย เข้าใจ มองเห็นกระบวนการทำงานและผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้น โดยมีตัวอย่างหรือกรณีศึกษาที่เห็นผลเป็นรูปธรรมประกอบ
          “ที่สำคัญผมจะฟื้นการทำแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติขึ้นอีกครั้ง เพราะพบว่าที่ผ่านมา สกศ.หยุดทำไป โดยขณะนี้ได้เสนอ พล.อ.ดาว์พงษ์แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ระยะเวลา 5 ปี มีเลขาธิการ สกศ.เป็นประธาน ซึ่งแผนนี้จะสอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติ ระยะ 15 ปี แต่จะกำหนดรายละเอียดของแผนงานโครงการหลักๆ การกำหนดเป้าหมาย งบประมาณ และกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม เพื่อหน่วยงานต่างๆ นำไปดำเนินการตามแนวทางของรัฐบาล” ดร.กมล กล่าวในที่สุด
          สาระสำคัญของทั้ง 4 หมวดหลักในร่างแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2574 ดังนี้ หมวดที่ 1 หลักการและความมุ่งหมายของการจัดการศึกษา เน้นการให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยการสร้างทักษะ ความรู้ความสามารถและสมรรถนะ ให้ครอบคลุมการศึกษาในทุกระดับ ให้โอกาสทางการศึกษาสำหรับผู้พิการ ผู้ที่มีความสามารถพิเศษ และเน้นความเสมอภาคทางเพศ โดยเชื่อมโยงกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
          หมวดที่ 2 ระบบการศึกษา เห็นว่าระบบการศึกษาไม่ควรยึดตามกรอบเวลา ควรเน้นตามศักยภาพของผู้เรียน หากสามารถเรียนจบได้เร็วก็สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เร็วขึ้น เพิ่มกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ อาทิ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ผู้มีความสามารถพิเศษ รวมทั้งการเรียนรู้ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (e–education) และการเรียนรู้ด้วยตนเอง
          หมวดที่ 3 แนวนโยบายการศึกษาของรัฐ ให้ความสำคัญกับการลดบทบาทหน่วยงานส่วนกลางจากการเป็นผู้จัดการศึกษามาเป็นผู้กำกับนโยบาย แผน คุณภาพและมาตรฐาน การติดตามประเมินผล กระจายอำนาจไปสู่สถานศึกษา ปรับระบบการจัดสรรเงินงบประมาณจากเดิมที่จัดสรรผ่านสถานศึกษามาเป็นการจัดสรรผ่านผู้เรียนให้มากขึ้น เน้นหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย เสียสละ การสร้างทัศนคติ ค่านิยมที่ถูกต้อง
          หมวดที่ 4 แนวทางการจัดการศึกษา เน้นการให้สถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน การจัดทำหลักสูตรสอดคล้องกับบริบทของชุมชนในท้องถิ่น กระบวนการผลิตและพัฒนาครู การรับรองคุณวุฒิวิชาชีพครู จูงใจคนดี คนเก่ง มีความสามารถเข้าสู่วิชาชีพครู การจัดสรรทุนสนับสนุนผู้เรียนที่มีศักยภาพ ด้อยโอกาส ยากจน และขาดแคลนทุนทรัพย์
ที่มา : สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

ครม.เห็นชอบม.3-ม.6ต้องผ่านแนะแนวก่อนจบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219914

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 ม.ค. 2559

ครม.เห็นชอบม.3-ม.6ต้องผ่านแนะแนวก่อนจบ

ครม.เห็นชอบให้นักเรียน ม.3 และม.ปลาย ทุกคน ต้องผ่านการแนะแนวการศึกษาและอาชีพ ก่อนเรียนจบ เพื่อเร่งแก้ปัญหาผลิตกำลังคนไม่ตรงตลาดแรงงาน

           นายธีรพล ขุนเมือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงานและโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2559 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เสนอให้กระทรวงแรงงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และหน่วยงานต่าง ๆ ที่จัดให้มีการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ร่วมมือกันแก้ปัญหาผลิตกำลังคนไม่ตรงตลาดแรงงาน ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และการทำงานต่ำระดับ ซึ่งจะกระทบต่อรายได้และคุณภาพชีวิตของตัวแรงงานและขีดความสามารถของประเทศในการแข่งขัน โดยให้ดำเนินการให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4 ม.5 และม.6) ทุกคนต้องได้รับการแนะแนวการศึกษาและอาชีพก่อนสำเร็จการศึกษาตามกระบวนการแนะแนวครบถ้วนทุกขั้นตอน

โดยกระทรวงแรงงานให้การสนับสนุนแบบทดสอบศักยภาพต่าง ๆ และการประมวลการทดสอบในระบบออนไลน์ (Online) แก่นักเรียนและสนับสนุนข้อมูลอาชีพและข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางของตลาดแรงงานแก่เครือข่ายครูแนะแนวของสถานศึกษา รวมถึงได้กำหนดให้การแนะแนวการศึกษาและอาชีพแก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นเป้าหมายและตัวชี้วัดผลการดำเนินงานประจำปีของสถานศึกษาด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมแก่กำลังแรงงานก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน เป็นไปในแนวทางและมาตรฐานเดียวกันและเป็นการทำงานในลักษณะแบบเครือข่ายจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ผลการวิจัยของกระทรวงแรงงานพบว่า นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะต้องตัดสินใจเลือกว่าจะศึกษาต่อในสายอาชีวศึกษาหรือสายสามัญศึกษา กว่าร้อยละ 50 ไม่ได้ผ่านกระบวนการแนะแนวการศึกษาและอาชีพอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะส่งผลต่อขีดความสามารถใน การตัดสินใจเลือกสาขาวิชาที่จะศึกษาต่ออย่างมาก การที่นักเรียนไม่ได้ถูกเตรียมความพร้อมมาก่อน ย่อมมีความสุ่มเสี่ยงในการตัดสินใจเพราะไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของหลักการและเหตุผล นอกจากนี้ ผลการวิจัย ยังพบอีกว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 31ยังไม่ได้กำหนดเป้าหมายในชีวิต และมีจำนวนถึงร้อยละ 36 ที่มีเป้าหมายที่จะรับราชการหรือทำงานในรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นการกำหนดเป้าหมายที่ไม่สอดคล้องกับทิศทางของตลาดแรงงาน เนื่องจากในแต่ละปีมีการเปิดรับสมัครงานในระบบราชการและรัฐวิสาหกิจน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาออกมาแต่ละปี

ดังนั้น หากปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ยังดำรงอยู่ต่อไป ก็จะส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติในระยะยาว จึงต้องมีการปรับปรุงกระบวนการแนะแนวการศึกษาและอาชีพให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปอย่างทั่วถึง ในส่วนของกระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางานได้พัฒนาแบบทดสอบความถนัดทางอาชีพเพื่อให้บริการทางออนไลน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สามารถรองรับผู้ใช้บริการได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน และได้เชื่อมโยงเว็บไซด์เกี่ยวกับแบบทดสอบระดับสติปัญญา (IQ) และแบบทดสอบความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการด้วยแล้ว รวมถึงได้จัดทำข้อมูลอาชีพ และข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางของตลาดแรงงาน เพื่อใช้ในการแนะแนวการศึกษาและอาชีพแก่นักเรียน นักศึกษา เป็นประจำทุกปี


หลายพื้นที่หลายหน่วยงานเตรียมจัดงานวันเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219899

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 ม.ค. 2559

หลายพื้นที่หลายหน่วยงานเตรียมจัดงานวันเด็ก

หลายพื้นที่หลายหน่วยงานเตรียมจัดงานวันเด็กวันเสาร์ที่ 9 ม.ค.นี้ ทำเนียบฯเปิดให้นั่งเก้าอี้นายกฯตามปกติ

ทำเนียบฯเปิดให้นั่งเก้าอี้นายกฯตามปกติ

รายงานจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า รัฐบาลจะมีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2559 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 9 ม.ค. นี้ โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเป็นประธานเปิดงาน พร้อมพบปะและร่วมกิจกรรมกับเด็กและเยาวชนที่มาร่วมงานโดยจะมีการจัดกิจกรรมโดยรอบทุกหน่วยงานภายในทำเนียบรัฐบาล ส่วนไฮไลท์สำคัญคือการเปิดให้เยาวชนได้นั่งเก้านายกรัฐมนตรี บนห้องทำงานในตึกไทยคู่ฟ้าเหมือนเช่นทุกปี ส่วนรายละเอียดอื่นๆสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจะมีการจัดแถลงข่าวเกี่ยวกับกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ปี 2559 อย่างละเอียดให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง

“ถนนสายวิทยาศาสตร์”

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับพันธมิตรทางด้านวิทยาศาสตร์บนถนนโยธีและถนนพระรามที่ 6 จัดงาน“ถนนสายวิทยาศาสตร์” รับวันเด็กแห่งชาติ ปี 2559 เปิดสถานีกิจกรรมและการทดลองทางวิทยาศาสตร์ให้เด็กไทยได้เรียนรู้ สัมผัสอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ เสริมสร้างประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ พัฒนาความคิด และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง รวม 34 สถานี มากกว่า 100 กิจกรรม ระหว่างวันที่ 7-9 มกราคม 2559 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น. ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพฯ

โดยสามารถเดินทางได้ทั้งรถโดยสารประจำทาง ตลอดจนรถไฟฟ้าบีทีเอส ทั้งนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้เตรียมรถตู้ไว้บริการรับ-ส่ง ณ สถานีรถไฟฟ้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มาเที่ยวชมงานตลอดการจัดงานอีกด้วย นอกจากนั้นแล้วในวันที่ 9 มกราคม 2559 กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ยังร่วมจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติประจำปี2559 ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยได้จัดโซนลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ด้วยวิทยาศาสตร์ซึ่งจะมีกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์ให้เด็กและเยาวชนได้มีส่วนร่วม เพื่อให้เด็กและเยาวชนนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันและการศึกษาอย่างถูกต้องเหมาะสมผ่านกิจกรรมและเครื่องเล่นทางปัญญามากกว่า 100 กิจกรรม จาก 34 สถานีการทดลอง บนถนนสายวิทยาศาสตร์แห่งนี้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2577 9999 ต่อ 2109

 

‘7สี คิดดี คิดส์เดย์’

ช่อง 7 สี เอาใจ คุณน้องๆ หนูๆ กับกิจกรรมวันเด็กสุดพิเศษ ประจำปี 2559 ในงาน‘7สี คิดดี คิดส์เดย์’พบกับนักแสดงและผู้ประกาศข่าวจากช่อง 7 สี อาทิ ทีมนักแสดงจากละครแก้วหน้าม้า  นำโดยสองพระนางเอ เอกราช เดียร์ ดาริน และพระเอกหนุ่มแอม พีรวัศ ร่วมด้วยสองผู้ประกาศข่าวหนุ่ม อนุวัต ปุ้ม เปรมสุดา และอีกคับคั่ง พร้อมนำทีมพาไปร่วมสนุก ลุ้นของขวัญกับบูธกิจกรรมในงาน อาทิ บูธเกมจากรายการดิสนีย์คลับ บูธเกมจากรายการปลดหนี้ บูธจากรายการเชฟกระทะเหล็ก ที่จะมาทำขนมแสนอร่อยให้น้องๆ ได้ชิมฟรีตลอดงาน และพิเศษกับบูธ‘เด็ดข่าวเด็ก’ ที่ยกเอาสตูดิโอ พร้อมทีมข่าวตัวจริงเสียงจริง ไปประกบติวเข้มให้ความรู้น้องๆ ที่มีฝันอยากเป็นผู้ประกาศข่าว ให้ได้ลองอ่านข่าวกันแบบสดๆ แถมบันทึกลงแผ่นDVDให้น้องๆ ได้เก็บกลับไปเป็นที่ระลึก และอีกมากมาย

ห้ามพลาดใน วันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2559 เวลา 10.00–15.00 น. ณ ศูนย์การค้า เดอะไนน์ พระราม9 โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของกิจกรรมได้ทางช่อง 7 สี และช่อง 35 ในระบบHDและทางhttps://www.facebook.com/BBTV.Ch7,www.ch7.comและInstagram : @bbtv_ch7

 

มทร.ศรีวิชัยเชิญเที่ยวงานวันเด็ก

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สงขลาร่วมกับ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัดจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2559 Enjoy Science “สนุกวิทย์พลังคิด เพื่ออนาคต” ในวันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2559 เวลา 08.00 – 15.00 น.ณ สนามกีฬามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (ติดกับโรงอาหาร)ตั้งแต่เวลา 08.00 – 15.00 น. พบกับกิจกรรมมากมาย อาทิเพลิดเพลินกับเกมส์มหาสนุก การทดลองวิทยาศาสตร์แสนสนุก

 

บีทีเอสจัดกิจกรรม“วันเด็กแห่งชาติ”

บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือรถไฟฟ้าบีทีเอส แจ้งว่า เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ เสาร์ที่สองของเดือนมกราคม ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2559 ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึง 24.00 น. บริษัทฯ เปิดโอกาสให้เด็กที่มีส่วนสูงไม่เกิน 140 เซ็นติเมตร นั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสฟรีตลอดทุกเส้นทาง รวมทั้งสถานีในส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทและ สายสีลม ซึ่งปกติจะยกเว้นค่าโดยสารเฉพาะเด็กที่มีส่วนสูงไม่เกิน 90 ซม. เท่านั้น เพื่อเป็นการร่วมฉลองวันเด็กแห่งชาติ และส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้เดินทางไปร่วมงาน และทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวได้อย่างสะดวกสบายตามสถานที่ต่างๆ ที่ทางภาครัฐบาล และเอกชนได้จัดเตรียมไว้ ซึ่งเด็กจะต้องเดินทางพร้อมผู้ปกครองขึ้นและลงสถานีเดียวกัน โดยบริษัทฯ จะจัดเจ้าหน้าที่คอยดูแลอำนวยความสะดวกให้กับเด็กและผู้ปกครองเพื่อเข้าออกในระบบอย่างปลอดภัยโดยผ่านประตูพิเศษ ซึ่งสามารถติดต่อขอรับคูปองการเดินทางได้ทุกสถานี

สำหรับสถานที่จัดกิจกรรมวันเด็กในเส้นทางรถไฟฟ้า อาทิ พิพิธภัณฑ์เด็ก กรุงเทพมหานคร โดยลงที่สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต หรือ ท่องโลกใต้ทะเลที่ SEA LIFE Bangkok Ocean World ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ลงที่สถานีสยาม หรือ พาเด็กๆ ไปสนุกแบบสร้างสรรค์ ที่งาน วันเด็กศิลป์ @ BACC ตอน ส่งยิ้มให้โลก’ จัดขึ้นที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สามารถโดยสารรถไฟฟ้าลงที่สถานีสนามกีฬา เป็นต้น สามารถสอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ฮอตไลน์บีทีเอส โทรศัพท์ 0 2617 6000

 

เป่าลูกโป่งระดับโลก ปาร์ค มิน อ๊อก

ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต  เลยเตรียมจัดกิจกรรมต้อนรับ เทศกาลวันเด็กในงาน “Jungceylon Kids Day 2016 ตอน “Wonder Bubble Land ดินแดนลูกโป่งมหัศจรรย์” ขึ้นในระหว่างวันที่ 9-10 มกราคม 2559 โดยมีกิจกรรมสุดพิเศษสำหรับเด็กๆและครอบครัวมากมาย ซึ่งไฮไลท์ในปีนี้คือ การแสดงสุดพิเศษครั้งแรกในภูเก็ตโดย Bubble Man สุดยอดนักเป่าฟองสบู่สารพัดรูปแบบชื่อดังจากประเทศเกาหลี “ปาร์ค มิน อ๊อก” (Park Min OK) ที่จะเดินทางมาโชว์ให้เด็กๆได้ตื่นตาตื่นใจกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งเด็กๆจะมีโอกาสได้ร่วมสนุก กับการถ่ายรูปเป็นที่ระลึกในฟองสบู่ยักษ์ อีกด้วย

นอกจากนี้การแสดงยังประกอบด้วยการเต้นไปตามจังหวะของดนตรี และการแปลงร่าง ให้กลายเป็นสุนัข, นกกระจอกเทศ, ไก่ หรืออีกหลากหลายแบบตามแต่จินตนาการของผู้แสดง พร้อมสอดแทรกมุขตลกผ่านลีลาท่าเต้น และใบหน้า เพื่อเรียกความสนใจและสร้างความตลกขบขัน ให้กับผู้ชม ขอเชิญชวนคุณหนูๆและครอบครัวร่วมสนุกสนานกับกิจกรรมและชมการแสดงพิเศษครั้งแรกในภูเก็ต ของสุดยอดนักเป่าฟองสบู่ และมนุษย์ลูกโป่งยักษ์ ได้ในงาน “Jungceylon Kids Day 2016 ตอน “Wonder Bubble Land ดินแดนลูกโป่งมหัศจรรย์”  ได้ในระหว่างวันที่ 9-10 มกราคม 2559 ตั้งแต่เวลา 11.00 -18.00น. ณ โซนเดอะพอร์ท ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 076-600-111 (ฟรีตลอดงาน!)

 

รพ.หัวเฉียวจัดกิจกรรมวันเด็กปี59

โรงพยาบาลหัวเฉียว ขอเชิญร่วมกิจกรรมเนื่องในวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2559 โดยกิจกรรมเน้นให้เด็กรักษาสุขภาพของตัวเอง โดยมีการสาธิตการล้างมือ 7 ขั้นตอน เพราะมือต้องมีการสัมผัสอะไรมากมาย สุขภาพดีต้องเริ่มจากมือเป็นอันดับแรก และให้ความรู้ในการรักษาความสะอาดสุขภาพปากและฟันสำหรับเด็ก ภายในงานยังมีกิจกรรม อาทิ มุมถ่ายภาพ โชว์โบโซ่ลูกโป่งแฟนซีประดิษฐ์ ร่วมสนุกสนานกับซุ้มอาหาร ซุ้มสอยดาวพร้อมรับของขวัญมากมาย กิจกรรมจัด ในวันเสาร์ที่ 9 ม.ค. 2559 เวลา 09.00-12.00 น. ณ บริเวณคลินิกเด็ก ชั้น 2 โรงพยาบาลหัวเฉียว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ แผนกลูกค้าสัมพันธ์ โทร.02-2231351 ต่อ 3126
เที่ยววันเด็กที่สยามพารากอน

ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป สยามพารากอนและซีเอ็มโอ เตรียมรวมพลเหล่าโปเกมอนขวัญใจคุณหนู ๆ มาสร้างความสนุกและรอยยิ้มตั้งแต่ต้นปีกับงาน Pokémon Day ~Pikachu Dance Party~ วันที่ 8 – 10 มกราคม 2559 ณ สยามพารากอน ขอชวนคุณหนู ๆ โปเกมอนเทรนเนอร์ และแฟนคลับชาวไทย ผจญภัยไปในโลกแห่งโปเกมอน 5 โซนมหัศจรรย์ส่งตรงจากญี่ปุ่น ได้แก่1. โซนโปเกมอนแดนซ์พาร์ค ณ ลานพาร์คพารากอน พบกับขบวนพิคาชูแดนซ์ 3 โชว์ 3 สไตล์วาไรตี้แดนซ์ และ พิคาชูไทยแดนซ์ ชะ..ชะ..ช่า สไตล์สามช่า ที่ออกแบบเพื่อชาวไทยโดยเฉพาะ เป็นครั้งแรกของประเทศไทยและของโลก

2. โซนโปเกมอนเซ็นเตอร์ พ็อพอัพสโตร์ ณ ไลฟ์สไตล์ฮอลล์ ชั้น 2 ครั้งแรกที่โปเกมอนเซ็นเตอร์พ็อพอัพสโตร์เปิดบริการนอกประเทศญี่ปุ่น ยกขบวนสินค้าโปเกมอนจากญี่ปุ่น ที่คัดสรรมาให้แฟนๆโปเกมอนและเทรนเนอร์ได้จับจองเป็นเจ้าของ…สินค้ารุ่นพิเศษและมีจำนวนจำกัดเฉพาะงานนี้เท่านั้น!!

พร้อมพบกับฟิกเกอร์พิคาชูเกาะแก้วแสนน่ารักจากญี่ปุ่น 5,000 ชิ้นสุดท้ายในโลก หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว!!! ตามสะสมกันได้ในงานนี้เท่านั้น

3. โซนโปเกมอนทาวน์ฮอลล์ ณ แฟชั่นฮอลล์ชั้น 1 สนุกกับแทรมโปลีนโปเกมอนจัมโบ้สูงถึง 8 เมตร และเกมอีกมากมาย

4. โซนโปเกมอนเพลย์กราวด์ ณ แฟชั่นแกลเลอรี่ ชั้น 1 เพลิดเพลินกับกิจกรรมวาดภาพระบายสี และแทททูโปเกมอน

5. โซนโปเกมอนมูฟวี่ไทม์ ณ โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ วันที่ 9 และ 10 มกราคมนี้ ฟินกับภาพยนตร์แอนิเมชันตอนพิเศษ “พิคาชูเป็นดารา” พร้อม Meet & Greet ถ่ายรูปกับพิคาชูอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ยังมีผองเพื่อนโปเกมอนของพิคาชูยกขบวนมาพาเหรดที่เมืองไทยเป็นครั้งแรก มากถึง 7 คาแรคเตอร์ พิเศษสุด! กับขบวนพิคาชูดรัมเมเยอร์พาเหรด ที่มาพร้อมกับวงโยธวาทิตสุดอลังการ ขอเชิญทุก ๆ คน มาสนุกในงาน Pokémon Day ~Pikachu Dance Party~ วันที่ 8 – 10 มกราคมนี้ ที่สยามพารากอน เข้าร่วมงานฟรี (มีค่าใช้จ่ายเฉพาะบางโซน)ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.facebook.com/pokemontogether, http://www.pokemontogether.com หรือ Youtube/Pokemon Thailand Official

………………………..

(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจาก http://www.mediainsight.in.th/คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ-2559/)


กฤษฎีกาตีความสปสช.ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219898

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 ม.ค. 2559

กฤษฎีกาตีความสปสช.ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์

กฤษฎีกาตีความสปสช.ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์-ขัดกฎหมาย 4 ประเด็น จ่ายช่วยเหลือผู้ให้บริการ-ค่าใช้จ่ายประจำ-ใช้พัฒนาบุคลากร-ให้เงินบุคลากรล้างไตผ่านช่องท้องไม่ได้

            เมื่อวันที่ 4 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.)มีการนำเสนอผลการตีความการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของคณะกรรมการกฤษฎีกาใน5 ประเด็นตามที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ขอให้มีการตีความตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายหลังจากที่มีความเห็นแตกต่างกันระหว่างบอร์ดสปสช.กับคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ(คตร.)

ผลการตีความ ระบุว่า มีการจัดสรรเงินผิดวัตถุประสงค์จัดต่อกฎหมายคือพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ.2545 ใน 4 ประเด็น คือ 1.การจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีผู้ให้บริการได้รับความเสียหายจากการให้บริการสาธารณสุข 2.หน่วยบริการนำเงินเหมาจ่ายรายหัวไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายประจำ อาทิ ค่าจ้างลูกจ้าง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าตอบแทนบุคลากร เป็นต้น 3.สปสช.สาขาจังหวัด ใช้จ่ายเงินกองทุนงบบริการด้านสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในการพัฒนาบุคลากรของหน่วยบริการและ4.สปสช.จ่ายค่าตอบแทนเกี่ยวกับการล้างไตผ่านช่องท้อง ส่วนอีก 1 ประเด็น เรื่องการจ่ายเงินกองทุนฯให้องค์กร มูลนิธิ หน่วยงาน และภาคประชาชนที่ไม่ใช่หน่วยบริการไม่ขัดต่อกฎหมาย

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สธ.ในฐานะประธานบอร์ดสปสช. กล่าวว่า หลังจากตีความมา ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ขอให้ผู้แทนคณะกรรมการกฤษฎีกามาร่วมหารือกับสธ.และ สปสช.เพื่อช่วยกันหาทางออก ไม่ใช่ไปต่อว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างเดียว เพราะดูตามกฎหมาย ซึ่งระยะสั้นอาจต้องปรับระเบียบ แต่ในระยะยาวอาจต้องมีการปรับพ.ร.บ.ฯ ให้เป็นไปอย่างราบรื่น เนื่องจากพ.ร.บ.ฯนี้ใช้มาสิบกว่าปีแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาได้หารือกันมาตลอด แต่มีหลายคนไม่เข้าใจไปต่อว่าคณะกรรมการกฤษฎีกา ทั้งๆที่ก็ช่วยกันหาทางแก้ไข และอยากย้ำว่าไม่ต้องห่วงว่าจะกระทบกับใคร

“ที่มีคนห่วงเรื่อง กรณีสปสช. จ่ายเงินช่วยเหลือผู้ให้บริการทางการแพทย์ที่ได้รับผลกระทบจากการบริการไม่ได้อีกเนื่องจากขัดกับพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ โดย สปสช.ไม่สามารถใช้เงินเหมาจ่ายรายหัวมาช่วยเหลือตรงนี้ จากการหารือเราต้องมีการช่วยเหลือทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้นได้มอบให้กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ร่วมกับสปสช. มาช่วยเรื่องนี้ ซึ่งทางปลัดสธ.อยู่ระหว่างดำเนินการมีการตั้งงบฯ 6 ล้านบาทสำหรับปีงบประมาณ 2560 ควบคู่กับการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเฉพาะ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ” นพ.ปิยะสกล กล่าว

รมว.สธ. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุว่า การที่รพ.นำเงินค่าบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัวไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายประจำในกิจการอื่นๆ เช่น จ้างลูกจ้างชั่วคราว ค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ค่าตอบแทนตามภาระงาน ซึ่งทำไม่ได้นั้น แต่เพื่อไม่ให้ขัดต่อการทำงานของรพ.ตนได้มอบหมายให้ นพ.เสรี ตู้จินดา ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ เป็นประธานคณะกรรมการหาทางช่วยเหลือเรื่องดังกล่าว โดยให้ไปดูในเรื่องมาตรา 3(12) ที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายอื่นๆที่จำเป็นตามที่คณะกรรมการกำหนด คาดว่าภายใน 1 เดือนจะหาแนวทางพร้อมช่วยเหลือได้ทันที ซึ่งอาจออกเป็นระเบียบช่วยเหลือ โดยคณะกรรมการชุดนี้มีทั้ง สธ. สปสช. และผู้แทนคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ รวมทั้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) อย่างไรก็ตาม ระหว่างรอการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ ให้ใช้จ่ายงบตามเดิมไปก่อน ยังไม่ต้องหยุดให้เงินตามคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ เพราะจะส่งผลกระทบต่อบุคลากรสาธารณสุขทั้งหมดได้ หากมีอะไร ตนในฐานะประธานบอร์ดฯ ขอรับผิดชอบเอง ส่วนกรรมการในบอร์ดก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะต้องยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก นอกจากบอร์ดมีมติให้มีการอุทธรณ์ข้อตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาและมอบหมายให้คณะกรรมการฯชุดนพ.เสรีพิจารณาแนวทางแก้ไขในประเด็นอื่นที่กฤษฎีกาตีความว่าผิดวัตถุประสงค์ขุดกฎหมายด้วย


ร.ร.ปทุมคงคาใช้’สะเต็มศึกษา’สร้างแรงบันดาลใจ’เด็ก’สู่อาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219868

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 ม.ค. 2559

ร.ร.ปทุมคงคาใช้’สะเต็มศึกษา’สร้างแรงบันดาลใจ’เด็ก’สู่อาชีพ

ร.ร.ปทุมคงคาใช้’สะเต็มศึกษา’สร้างแรงบันดาลใจ’เด็ก’สู่อาชีพ : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ

           สะเต็มศึกษาเป็นกลวิธีที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สนับสนุนเพื่อให้เกิดการบูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์เข้าด้วยกัน หวังให้ผู้เรียนนำความรู้ไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตและพัฒนาอาชีพโรงเรียนปทุมคงคา หนึ่งในโรงเรียนเครือข่ายสะเต็มศึกษาก็ได้นำกิจกรรมที่ชื่อว่า “นาวาฝ่าวิกฤต” ไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
           สำหรับ “นาวาฝ่าวิกฤต” กำหนดให้นักเรียนสวมบทบาทเป็นวิศวกรที่จะต้องออกแบบและสร้างพาหนะสำหรับบรรทุกสิ่งของในช่วงวิกฤติน้ำท่วมซึ่งพาหนะดังกล่าวต้องสามารถบรรทุกสิ่งของให้ได้มากที่สุด โดยไม่เปียกน้ำและใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าโดยตัวแทนนักเรียน ม.3 ได้แก่ นายธนบดี แนวศรีนาค นายสุรเชษฐ์ สิทธิสุข ด.ช.ธีรภัทร แก้วกำเนิด และ ด.ช.ประภัทร จิตต์ฮหมัน ชั้น ม.3 ร่วมเล่าถึงการทำกิจกรรมดังกล่าวว่า กิจกรรมนาวาฝ่าวิกฤต เป็นการนำประสบการณ์จากน้ำท่วมครั้งใหญ่ จะประกอบไปด้วยฐานการเรียนรู้ 3 ฐาน
           ฐานที่การเรียนรู้ที่ 1 ทำดินน้ำมันให้ลอยน้ำได้อย่างไร โดยตั้งคำถามว่าถ้าปั้นดินน้ำมันทั้งก้อนเป็นสี่เหลี่ยมแผ่นบางๆ และนำไปลอยน้ำดินน้ำมันรูปทรงดังกล่าวจะลอยน้ำได้หรือไม่ และให้ออกแบบและปั้นดินน้ำมันที่สามารถลอยน้ำฐานการเรียนรู้ที่ 2 สูงหรือต่ำมีผลต่อการทรงตัวเรืออย่างไร โดยต้องสร้างเรือ 2 ชั้นโดยใช้วัสดุเป็นถ้วยโฟมแล้ววางดินน้ำมันก้อนเล็กทรงกลม 4 ก้อนบนเรือสองชั้นตามตำแหน่งต่างๆ และให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายว่าเหตุใด ตำแหน่งที่บรรทุกสิ่งของบนเรือจึงมีผลต่อการทรงตัวของเรือและฐานการเรียนรู้ที่ 3 บรรทุกสิ่งของได้เท่าใด โดยคำนวณหาปริมาตรขวดพลาสติกทรงกระบอก และหาคำตอบว่าขวดพลาสติกสามารถบรรทุกสิ่งของเข้าไปข้างในได้มากที่สุดเท่าไรโดยที่ขวดยังไม่จมน้ำ
           “การทำกิจกรรมทั้ง 3 ฐานการเรียนรู้ทำให้เราได้รับประสบการณ์ในการเรียนวิทยาศาสตร์ที่สนุกขึ้น ได้ฝึกการทำงานกับเพื่อนในทีมและได้แข่งขันเรียนรู้จากเพื่อนในทีมอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ความรู้ที่ได้ก็จะติดตัวให้เรานำไปปรับใช้กับการเรียนวิชาอื่นๆ รวมถึงใช้ในชีวิตประจำวันได้” กลุ่มนักเรียนชาย ม.3 กล่าว
           ขณะที่ น.ส.มุทิตา กกแก้ว ครูสอนวิทยาศาสตร์ ม.ต้นและวิชาเคมี ม.ปลาย อธิบายว่า โรงเรียนปทุมคงคา ได้เริ่มนำร่องนำสะเต็มศึกษามาใช้ทำกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนมาตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1/2558 ซึ่งกิจกรรมนาวาฝ่าวิกฤตนั้น ทาง สสวท.พัฒนาขึ้นและนำมาใช้ในการเรียนของนักเรียน ม.ต้น มีเป้าหมายที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กได้ฝึกฝนในการเป็น “วิศวกรน้อย” โดยจำลองสถานการณ์ที่เจอขึ้นจริงมาเป็นตัวกระตุ้นเพื่อให้นักเรียนรู้จักคิดแก้ไขปัญหา ซึ่งปัญหาต่างๆ สามารถแก้ไขได้ด้วยความรู้ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะฉะนั้น สิ่งที่นักเรียนจะได้จึงแตกต่างไปจากการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในอดีตที่รู้แค่ด้านวิชาการ อาทิ รู้จักความหนาแน่น รู้ว่าสารที่มีมวลเท่ากันต้องทำวัตถุรูปทรงอย่างไร ขนาดใด ฯลฯ
           “กิจกรรมสะเต็มศึกษาจะส่งเสริมให้เด็กได้ศึกษาลงมือปฏิบัติ นำความรู้ที่ได้แต่ละฐานไปสู่การสร้างชิ้นงานและยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและปูทางการเป็นวิศวกรน้อยให้แก่เด็กๆ ส่วนตัวมองว่าการนำรูปแบบสะเต็มศึกษามาใช้จัดกิจกรรมการสอนถ้าทำอย่างต่อเนื่องจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน เพราะเด็กเกิดความคุ้นชินเกิดทักษะชีวิต รู้จักคิดและวางเป้าหมายเพื่อจะเดินไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การทำงานร่วมกันในหมู่เพื่อน รับฟังความคิดเห็นไม่ใช่รู้หรือสนใจแค่ตนเอง ที่สำคัญความรู้ไม่ได้จบลงแค่ในห้องเรียนและแค่การสอบ” น.ส.มุทิตา กล่าว
           ในตอนท้าย น.ส.มุทิตา บอกด้วยว่า ที่โรงเรียนยังใช้กิจกรรมสะเต็มศึกษา ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในระดับ ม.ปลายด้วย โดยจะเน้นกิจกรรมที่เน้นทักษะชีวิตและยังต่อยอดไปสู่การประกอบอาชีพด้วย

1ปีปฏิรูปแรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219867

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 ม.ค. 2559

1ปีปฏิรูปแรงงาน

1ปีปฏิรูปแรงงาน : แวดวงแรงงานประจำวันที่4ม.ค.2559

          สภาพปัญหาของประเทศที่ผ่านมามีมากมายหลายด้าน เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลปัจจุบันเข้ามาบริหารประเทศ ได้แก้ไขและปฏิรูปด้านแรงงานในหลายประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประชาชนทั่วไปและผู้ประกันตน โดยเฉพาะประชาชนทั่วไป : มีปัญหาการเข้าถึงบริการด้านการหางานเป็นเรื่องยุ่งยาก ไม่สะดวก ทำให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษาขาดโอกาส และอาจนำสู่การหลอกลวงทั้งในและต่างประเทศ
          จึงได้จัดตั้งศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย หรือ Smart Job Center ขึ้นเป็นครั้งแรกภายใต้รัฐบาลชุดนี้ โดยใช้บัตรประชาชนใบเดียวได้รับบริการทุกด้าน มีผู้ได้รับการบรรจุงานในประเทศแล้วกว่า 14,200 คน มีรายได้กว่า 127 ล้านบาทต่อเดือน ไปทำงานต่างประเทศ 264,386 คน รายได้ส่งกลับรอบปีที่ผ่านมา 68,068 ล้านบาท ทั้งมีบริการหางานครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้คนไทยมีงานทำอีก 630,000 คน มีรายได้กว่าเดือนละ 5,000 ล้านบาท รวมทั้งได้พัฒนาทักษะฝีมือด้านอื่นๆ ทั้งในสถานประกอบการและนำไปการประกอบอาชีพอิสระรวมแล้ว 4,483,210 คน มากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 1,179,907 คน ในส่วนของผู้ประกันตน ได้มีการปรับปรุงสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นด้วย พร้อมให้การดูแลและคุ้มครอง ทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบ ภายใต้แนวคิด “การปลูกจิตสำนึก ร่วมใจป้องกัน สร้างสรรค์ความปลอดภัยและสุขอนามัยที่ดี”
          นอกจากนั้นยังมีปัญหาแรงงานต่างด้าว การค้ามนุษย์ : ซึ่งมีการลักลอบเข้ามาของแรงงานต่างด้าวอย่างมากมาย สุ่มเสี่ยงต่อกระบวนการค้ามนุษย์ และความมั่นคงของประเทศ ได้เปิดให้มีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ (เมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา) เพื่อเข้าสู่การทำงานอย่างถูกต้องพร้อมปรับระบบการบริหารจัดการในรูปแบบใหม่ โดยมุ่งเน้นให้ปฏิบัติ ควบคู่กับมาตรการป้องกันและปราบปรามอย่างเข้มข้นไปด้วย อีกส่วนหนึ่งคือ ปัญหาการขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งข้อมูล ได้มีการพัฒนา Smart Labour Application บริการด้านแรงงานที่สะดวกรวดเร็วมากขึ้น ผ่านอุปกรณ์ สมาร์ทโฟน (Smart Phone) และแท็บเล็ต (tablet) ให้สามารถสมัครงานได้ด้วย นี่เพียงย่อๆ แต่น่าสนใจครับ