‘เยาวชน5เครือข่าย’จี้รบ.เลิกแช่แข็งโครงการสสส.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220149

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 ม.ค. 2559

‘เยาวชน5เครือข่าย’จี้รบ.เลิกแช่แข็งโครงการสสส.

‘เยาวชน 5 เครือข่าย’ จี้รัฐบาลเลิกแช่แข็งโครงการ สสส. ระบุกระทบกิจกรรมกว่า 2,400 โครงการ วอนปลดล็อก เหตุหลายองค์กรเดือดร้อนหนัก ชี้ต้องกู้หนี้มาทำงานเพื่อสังคม

      8 ม.ค.59 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ฝั่งสำนักงานก.พ.เดิม) ถนนพิษณุโลก มีเครือข่ายเยาวชน 5 เครือข่าย ได้แก่ เครือข่ายป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ เครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน เครือข่ายบางกอกนี้ดีจัง เครือข่ายเยาวชนสร้างสรรค์รู้ทันแอลกอฮอล์ เครือข่ายเด็กเปลี่ยนโลก นำโดย นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการชะลอโครงการที่รับทุนสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งดำเนินการโดยคณะกรรมการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินภาครัฐ (คตร.) ซึ่งกระทบการทำงานของเด็กและเยาวชน ตลอดจนองค์กรภาคประชาชนอย่างมาก
      นายธีรภัทร์ กล่าวว่า เครือข่ายเยาวชนฯเป็นกลุ่ม ที่รวมตัวกันทำกิจกรรมทางสังคมมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาผลกระทบที่เกิดจากปัจจัยเสี่ยง เช่น เหล้า บุหรี่ การพนัน รวมถึงสื่อที่ไม่ปลอดภัย อันจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดี ของเด็ก เยาวชน และสังคมไทยโดยรวม ซึ่งต้องยอมรับว่าเครือข่ายฯได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก สสส. และได้ดำเนินกิจกรรมมาตามแผนงานแล้วระยะหนึ่ง แต่เมื่อมีการตรวจสอบกำกับติดตามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้โครงการต่างๆ ต้องหยุดชะงักและเป็นแบบนี่มานานร่วม 3 เดือนแล้ว และจากข้อมูลในปี58 พบว่ามีโครงการต่างๆที่ขอสนับสนุนงบประมาณจาก สสส. มากถึง 2,400 โครงการ และมีโครงการด้านเด็ก เยาวชนจำนวนมากที่รวมอยู่ในนั้นได้รับผลกระทบ กิจกรรมที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเกิดมีปัญหาไม่สามารถดำเนินการต่อได้ บางโครงการแก้ปัญหาด้วยการกู้ยืมเงินมาเพื่อจัดกิจกรรมให้บรรลุเป้าหมายไปก่อน ทำให้เกิดภาระหนี้สิน บางมูลนิธิต้องลดจำนวนบุคคลากร หรือเริ่มถอดใจเตรียมปิดตัวยุติบทบาทลงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งยังไม่มีท่าทีว่าจะมีงบประมาณมาสนับสนุนเพื่อดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ได้ต่อไปหรือไม่
      นายธีรภัทร์ กล่าวว่า จากผลกระทบที่เกิดขึ้นเครือข่ายฯขอแสดงจุดยืนและข้อเสนอถึง นายกรัฐมนตรี ดังนี้ 1.เครือข่ายฯเห็นด้วยกับการตรวจสอบความโปร่งใสของ สสส. และทุกหน่วยงานโดยไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ ขอให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล เท่าเทียม และปราศจากอคติ 2.ขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากการชะลอหรือยุติโครงการ ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ที่เป็นผลกระทบจากการเข้ามากำกับ ตรวจสอบของหน่วยงานต่างๆ เพราะในช่วงกว่า 3 เดือนที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานขององค์กรต่างๆ ที่รับทุนสนับสนุนจากสสส.อย่างรุนแรง ทำให้หลายองค์กรต้องหยุดกิจกรรม การรณรงค์ไปอย่างน่าเสียดายและมีบางแห่งเตรียมที่จะปิดตัวและยุติบทบาทไปบ้างแล้ว เครือข่ายฯ ใคร่ขอให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางช่วยเหลือเยียวยาองค์กรรับทุนต่างๆ ในการลดภาระที่เกิดขึ้นแล้วด้วย ทั้งนี้เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจกับคนทำงานที่อุทิศตนทำงานเพื่อสังคม ร่วมกันสร้างสังคมแห่งสุขภาวะ สังคมที่เข้มแข็ง รับมือกับสถานการณ์ปัญหาทางสังคมที่รุมเร้ารอบด้าน 3.เครือข่ายหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะเข้าใจและเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อเป็นของขวัญวันเด็ก และเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับกลุ่มคนที่มีจิตใจอาสาทำงานเพื่อส่วนรวม
      ผู้สื่อข่าวรายงานบรรรยากาศการชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มเยาวชนฯว่า ใช้เวลาในการทำกิจกรรมประมาณ 10 นาที โดยกิจกรรมที่ทำเป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ โดยมีการนำถังน้ำแข็งขนาดใหญ่ใส่น้ำแข็งเต็มถัง และนำตุ๊กตาโนบิตะและชิซูกะ จากการ์ตูนเรื่องโดราเอม่อน วางด้านหน้าถังเพื่อเป็นตัวแทนของเด็กและเยาวชน ขณะที่ในถังน้ำแข็งมีชิ้นส่วนของหุ่นเฉพาะส่วนแขน พร้อมป้ายรายชื่อโครงการต่างๆนำมาแช่แข็งในถัง ขณะที่กลุ่มเยาวชนก็ถูกมัดแขนมัดขาตัวเอง เพื่อสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ว่ากำลังแช่แข็งโครงการและการทำกิจกรรมดีดีของเยาวชน และนอกจากนี้ยังมีการชูป้ายข้อความ อาทิ นายกฯช่วยที อย่าปล่อยภาคประชาชนหมดแรง อย่าดองโครงการเยาวชนอยากทำกิจกรรมสร้างสรรค์ วอน คตร. หยุดแช่แข็งโครงการประชาชนฯ

รัฐ-เอกชนจัดหนัก‘ปั้นฝันเติมรอยยิ้ม’วันเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220128

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 ม.ค. 2559

รัฐ-เอกชนจัดหนัก‘ปั้นฝันเติมรอยยิ้ม’วันเด็ก

ส่องกิจกรรม‘วันเด็กแห่งชาติ’ รัฐ-เอกชนจัดหนัก ‘ปั้นฝันเติมรอยยิ้ม’

           ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับการเฉลิมฉลองเทศกลาลปีใหม่ มาคราวนี้ถึงคิวน้องๆ หนู ที่จะสนุกสนานไปกับงาน “วันเด็กแห่งชาติ” ที่เวียนมาบรรจบเป็นประจำทุกปีในวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม

ปีนี้หน่วยงานรัฐและเอกชนจัดหนักจัดเต็มเพื่อรังสรรค์แต่งเติมความสนุกหรรษาให้น้องๆ ได้เพลิดเพลินอิ่มเอมใจไปกับกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติในปีนี้

เริ่มทีี่หน่วยงานหลักอย่าง “กระทรวงวัฒนธรรม” ที่ปีนี้มาด้วยความไฮเทคเอาใจน้องๆ ด้วยการเปิดตัว “เกมคุณธรรมแอนิเมชั่นออนไลน์”

“วีระ  โรจน์พจนรัตน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม บอกว่า  เนื่องในวันเด็กปี 2559 นี้ วธ.โดยกรมการศาสนา (ศน.) จัดทำเกมคุณธรรมแอนิเมชั่นออนไลน์ (Racefor Good) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของกองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา

ทั้งนี้ เกมดังกล่าวจััดทำในรูปแบบเกมการ์ตูนแอนิเมชั่นออนไลน์ผ่าน mobileapplication บนระบบปฏิบัติการณ์ “แอนดรอย” เนื่องจากเป็นสื่อที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่าย เพราะปัจจุบันมีผู้ใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการณ์แอนดรอยกันอย่างแพร่หลาย จึงเป็นช่องทางที่สำคัญอีกช่องทางหนึ่งในการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาให้ไปสู่พุทธศาสนิกชนเด็กและเยาวชนอย่างทั่วถึง

สำหรับเกมคุณธรรมแอนิเมชั่นออนไลน์ (Racefor Good) มีรูปแบบและธีมของเรื่องคือ “เมื่อความชั่วร้ายออกอาละวาด การออกวิ่งเพื่อความดีจึงเริ่มขึ้น!! โดยจะพาเด็กๆ เข้าสู่โลกที่ปีศาจแห่งความชั่วร้ายออกอาละวาด ดังนั้นการออกวิ่งเพื่อสะสมพลังความดีจึงเริ่มต้นขึ้น คือเด็กจะต้องเก็บสะสมพลังความดีให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มพลังในการปราบเหล่าปีศาจที่ชั่วร้าย และตามหาหลักธรรมคำสอนอันมีประโยชน์ที่ซ่อนไว้มากมาย โดยเป็นการทำความดีด้วยวิธีต่างๆ แล้วใช้ความดีเหล่านั้นปราบความชั่วร้ายให้หายไป

วิธีการเล่น คือ ออกวิ่งไปในเส้นทางต่างๆ ภายในเกม แล้วเก็บพลังงานความดีให้ได้มากที่สุด ยิ่งสะสมความดีได้มากเท่าใดคะแนนยิ่งสูงมากขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มคะแนนได้จากการทำความดีต่างๆ ภายในเกม รวมถึงเอาชนะปีศาจร้าย และออกตามหาหลักธรรมคำสอนต่างๆ โดยทำกิจกรรมภายในเกม เช่น นั่งสมาธิ เพื่อปลดล็อกหลักธรรมคำสอนต่างๆ อันมีประโยชน์ที่ถูกซ่อนไว้ในขณะที่ผู้เล่นสามารถพบเจอกับพระสงฆ์, พระพุทธรูป, และกลด เมื่อผู้เล่นเข้าไปไหว้พระสงฆ์ หรือกราบพระพุทธรูปผู้เล่นจะได้รับพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องรักษาผู้เล่นระยะเวลาหนึ่งช่วงระยะเวลานี้ผู้เล่นจะสามารถเดินชนเหล่าปีศาจเพื่อเก็บคะแนนพิเศษได้

ส่วนการเข้าไป “นั่งสมาธิ” ที่จะทำให้น้องๆ ได้รับพลังที่ต่างออกไปคือ ผู้เล่นจะต้องแตะหน้าจอไปเรื่อยๆ จนกว่าแถบพลังจะเต็มในขณะที่ตัวละครนั่งสมาธิ เมื่อทำสำเร็จจะเป็นการระเบิดพลังศักดิ์สิทธิ์ไปทั่วทั้งฉาก ทำให้ปีศาจที่อยู่ในหน้าจอหายไป

ทั้งนี้ การติดตั้งตัวเกม สามารถดาวน์โหลดใน Play Store (Play Store คือโปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่น ในการใช้งาน โดยสามารถเลือกดูรายการซื้อ

และดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้) โดยทำการค้นหาด้วยการพิมพ์ Race forGood ลงในช่องค้นหา เมื่อกดตกลง รอสักครู่ ก็จะปรากฏตัวเกมจากนั้นแตะเพื่อดาวน์โหลด โดยเกมคุณธรรมแอนิเมชั่นออนไลน์ Race forGood ให้ประชาชน เด็กและเยาวชนทั่วไปได้ใช้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ สอบถามรายละเอียดได้ที่กรมการศาสนา โทร.0-2422-8781

มาที่การจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติของหน่วยงานต่างๆ พบว่า เป็นไปอย่างคึกคัก อาทิ “ถนนสายวิทยาศาสตร์” กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับพันธมิตรทางด้านวิทยาศาสตร์บนถนนโยธีและถนนพระรามที่ 6 จัดงาน “ถนนสายวิทยาศาสตร์” รับวันเด็กแห่งชาติ ปี 2559 เปิดสถานีกิจกรรมและการทดลองทางวิทยาศาสตร์ให้เด็กไทยได้เรียนรู้ สัมผัสอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ เสริมสร้างประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ พัฒนาความคิด และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง รวม 34 สถานี มากกว่า 100 กิจกรรม ระหว่างวันที่ 7-9 มกราคม 2559 ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพฯ

นอกจากนั้นกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ยังร่วมจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2559 ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยได้จัดโซนลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เด็กและเยาวชนนำไปปรับใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมผ่านกิจกรรม พร้อมทั้งเครื่องเล่นทางปัญญามากกว่า 100 กิจกรรม จาก 34 สถานีการทดลอง บนถนนสายวิทยาศาสตร์แห่งนี้ สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2577-9999 ต่อ 2109

ขณะเดียวกัน ศูนย์รักษ์สุนัขหัวหิน ในพระบรมราชูปถัมภ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างเวลา 09.00-16.00 น. เพื่อร่วมกันรำลึกถึง “คุณทองแดง” สุนัขทรงเลี้ยงในพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉายภาพยนตร์แอนิเมชั่นแห่งปี “คุณทองแดง ดิ อินสไปเรชั่นส์” ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ชมฟรี

ด้าน บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ขอเชิญชวนร่วมงานวันเด็กบางจาก “สร้างสุข..ไม่สิ้นสุด” ประจำปี 2559 พบกับการแสดงหลากหลาย สนุกสนาน หรรษา เฮฮา กับกิจกรรมต่างๆ อาทิ วิทยาศาสตร์โชว์ มายากล สุนัขแสนรู้ สนามเด็กเล่นเป่าลม มินิคอนเสิร์ต สินเจริญบราเธอร์ส ศิลปินสร้างสุข “ต๊อก” ศุภกร ฯลฯ พร้อมความรู้รอบตัวและรับของรางวัลมากมายที่โรงกลั่นน้ำมันบางจาก ถนนสุขุมวิท 64

เช่นเดียวกัน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กไทยได้รับความรู้และความเพลิดเพลินควบคู่ไปด้วยกันแบ่งเป็นโซนกิจกรรมเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ พร้อมจัดแสดงของนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ บนเวทีกลาง ห้องประชุมสายสุรี จุติกุล ชั้นสอง

มาที่ “พิพิธภัณฑ์มาดามทุสโซ” เปิดโอกาสให้เด็กอายุ 3-11 ปี เข้าชมฟรีในวันเด็กแห่งชาติและผู้ปกครองสามารถเข้าชมในราคาพิเศษใกล้ชิดกับหุ่นขี้ผึ้งตัวการ์ตูนขวัญใจรวมถึงบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์และบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกในแวดวงบันเทิง กีฬา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ ที่ ชั้น 6 ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่

ขณะที่ “พอร์โต้ ชิโน่” จัดกิจกรรม “คิดจะมันส์” พบกับกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ อาทิ ห้องทดลองวิทยาศาสตร์แสนสนุกที่พร้อมให้น้องหนูทุกคนได้เล่นสมมุติเป็นนักวิทยาศาสตร์ทดลองประดิษฐ์เครื่องเล่นและสิ่งของต่างๆ ที่ส่งตรงมาจากสถาบัน Art De Science พบกิจกรรมเครื่องเล่นขนาดยักษ์ “คีบมหาสนุก” ชมการแสดงดนตรีจากน้องๆ โรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี ณ พอร์โต้ ชิโน่ กม.25 ถนนพระราม 2 จ.สมุทรสาคร

ด้าน “ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ” จัดกิจกรรมพิเศษสุดหรรษา มอบความสุขชุดใหญ่ให้เด็กไทย ในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2559 เอาใจคุณหนูๆ และครอบครัวร่วมเที่ยวชมห้องแสดงทางท้องฟ้าหรือห้องฉายดาวในเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดที่ใช้เทคโนโลยีเครื่องฉายดาวระบบดิจิทัลควบคุมโดยซอฟต์แวร์ระบบดิจิสตาร์ 5 จากสหรัฐอเมริกา ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ

ส่วน “อิเกีย” ขอเชิญหนูๆ ที่สูงไม่เกิน 130 ซม. มาสนุกกับการสวมบทบาทเชฟตัวจิ๋วในกิจกรรม “เชฟตัวน้อยเข้าครัว” ร่วมทำเมนูแซนด์วิช และทำแยมผลไม้รสโปรดด้วยตัวเอง พร้อมทั้งรับไอศกรีมอิเกียฟรีทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมวันที่ 9-10 มกราคมนี้

เช่นเดียวกัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สงขลา ร่วมกับ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2559 Enjoy Science “สนุกวิทย์พลังคิด เพื่ออนาคต” ณ สนามกีฬามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย พบกับกิจกรรมมากมาย และเพลิดเพลินกับเกมมหาสนุก การทดลองวิทยาศาสตร์แสนสนุก

มาแรงไม่แพ้ใคร “บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือรถไฟฟ้าบีทีเอส” แจ้งว่า เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ เสาร์ที่สองของเดือนมกราคม ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2559 ตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น. บริษัทเปิดโอกาส ให้เด็กที่มีส่วนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร นั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสฟรีตลอดทุกเส้นทาง รวมทั้งสถานีในส่วนต่อขยายสายสุขุมวิทและสายสีลม โดยบริษัทจะจัดเจ้าหน้าที่คอยดูแลอำนวยความสะดวกให้แก่เด็กและผู้ปกครองเพื่อเข้าออกในระบบอย่างปลอดภัยโดยผ่านประตูพิเศษ ซึ่งสามารถติดต่อขอรับคูปองการเดินทางได้ทุกสถานี

สำหรับสถานที่จัดกิจกรรมวันเด็กในเส้นทางรถไฟฟ้า อาทิ พิพิธภัณฑ์เด็ก กรุงเทพมหานคร โดยลงที่สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต หรือท่องโลกใต้ทะเลที่ซีไลฟ์ แบงค็อก โอเชี่ยน เวิร์ล ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ลงที่สถานีสยาม หรือพาเด็กๆ ไปสนุกแบบสร้างสรรค์ ที่งานวันเด็กศิลป์ @ BACC ตอน ส่งยิ้มให้โลก จัดขึ้นที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สามารถโดยสารรถไฟฟ้าลงที่สถานีสนามกีฬา เป็นต้น สามารถสอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ฮอตไลน์บีทีเอส โทรศัพท์ 0-2617-6000

จัดหนักให้อีกเมื่อ “ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต เลย” เตรียมจัดกิจกรรมต้อนรับเทศกาลวันเด็กในงาน “Jungceylon Kids Day 2016″ ตอน “WonderBubble Land ดินแดนลูกโป่งมหัศจรรย์” ระหว่างวันที่ 9-10 มกราคม โดยมีกิจกรรมสุดพิเศษสำหรับเด็กๆ และครอบครัวมากมาย ซึ่งไฮไลท์ในปีนี้คือ การแสดงสุดพิเศษครั้งแรกในภูเก็ตโดย Bubble Man สุดยอดนักเป่าฟองสบู่สารพัดรูปแบบชื่อดังจากประเทศเกาหลี “ปาร์ค มิน อ๊อก” ที่จะเดินทางมาโชว์ให้เด็กๆ ได้ตื่นตาตื่นใจกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งเด็กๆ จะมีโอกาสได้ร่วมสนุกกับการถ่ายรูปเป็นที่ระลึกในฟองสบู่ยักษ์ เด็กๆ จะสนุกสนานกับกิจกรรมและชมการแสดงพิเศษครั้งแรกในภูเก็ตของสุดยอดนักเป่าฟองสบู่ และมนุษย์ลูกโป่งยักษ์ได้ในงาน “Jungceylon Kids Day 2016 ตอน “WonderBubble Land ดินแดนลูกโป่งมหัศจรรย์” ได้ในระหว่างวันที่ 9-10 มกราคม ตั้งแต่เวลา 11.00 -18.00 น. ณ โซนเดอะพอร์ท ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0-7660-0111 (ฟรีตลอดงาน!)

แม้ความสนุกสนานจากกิจกรรมวันเด็กจะมากมายเพียงใด แต่สุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญ “โรงพยาบาลหัวเฉียว” ขอเชิญน้องๆ ร่วมกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2559 โดยกิจกรรมเน้นให้เด็กรักษาสุขภาพของตัวเอง โดยมีการสาธิตการล้างมือ 7 ขั้นตอน พร้อมให้ความรู้ในการรักษาความสะอาดสุขภาพปากและฟันสำหรับเด็ก ภายในงานยังมีกิจกรรม อาทิ มุมถ่ายภาพ โชว์โบโซ่ลูกโป่งแฟนซีประดิษฐ์ ร่วมสนุกสนานกับซุ้มอาหาร ซุ้มสอยดาวพร้อมรับของขวัญมากมาย พบกันที่คลินิกเด็ก ชั้น 2 โรงพยาบาลหัวเฉียว

ยังมีกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ อีกมากมายที่ทางภาครัฐและเอกชนจัดเต็มมาให้น้องๆ วัยซนได้สนุกสนานเพลิดเพลินกันทั้งวัน

สุดท้ายขอนำคำขวัญวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2559 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาฝากกันอีกครั้ง “เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาคต”


อาชีพในฝันเด็กไทยปี2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220053

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 ม.ค. 2559

อาชีพในฝันเด็กไทยปี2559

อาชีพในฝันเด็กไทยปี2559

           แพทย์ยังครองอันดับหนึ่งอาชีพในฝันของเด็กไทยในปี 2559 ผลสำรวจอาชีพในฝันของเด็กไทยปี 2559 ของกลุ่มบริษัทอเด็คโก้ ประเทศไทย พบว่าอาชีพแพทย์ยังคงเป็นอาชีพในฝันอันดับหนึ่งของเด็กไทย อาชีพมาแรงที่ขึ้นมาติด 1 ใน 5 อันดับอาชีพในฝัน และอาชีพที่เท่ที่สุดคือ นักกีฬา ด้านไอดอลในดวงใจคือคุณพ่อคุณแม่

กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ ประเทศไทย สรุปผลการรวบรวมข้อมูลจากเด็กไทยที่มีอายุระหว่าง 7-14 ปี จำนวน 1,546 คน พบว่าแพทย์ยังคงเป็นอาชีพในฝันอันดับหนึ่งติดต่อกันเป็นปีที่ 7 โดยเหตุผลที่ใฝ่ฝันอยากเป็นคุณหมอนั้นเพราะต้องการช่วยเหลือผู้อื่น อยากรักษาดูแลคนในครอบครัวและเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดี อันดับรองลงมาคือ นักกีฬา เชฟทำอาหาร วิศวกร และครู ตามลำดับ

เทรนด์อาชีพที่มาแรงในปีนี้คือ นักกีฬา เพราะเด็กๆ ส่วนใหญ่ชอบเล่นกีฬา นอกจากทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังอยากสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ อาชีพเชฟทำอาหารก็เป็นอีกอาชีพที่เด็กๆ ให้ความสนใจด้วยความรักในการทำอาหาร ในปีนี้ยังมีอาชีพใหม่ๆ ที่เด็กอยากเป็นคือ นักรีวิวด้วยการอัดคลิปวิดีโอลงในยูทูบ ด้วยเหตุผลที่ว่า อยากทำให้คนอื่นมีความสุขเมื่อได้ดูคลิปและเป็นความชอบส่วนตัวในการรีวิวสินค้า และอาชีพบาริสต้าร้านกาแฟสตาร์บัคส์ เพราะมีคนชอบดื่มกาแฟยี่ห้อนี้เยอะ

ผลสรุปอันดับอาชีพที่เท่ที่สุดพบว่า อันดับหนึ่งยังคงเป็นอาชีพแพทย์ รองลงมาคือ ทหาร ตำรวจ นักแสดง นักร้อง และนักกีฬา ตามลำดับ โดยส่วนใหญ่คำตอบมักจะสอดคล้องกับอาชีพในฝัน เช่น ฝันอยากจะเป็นแพทย์ อาชีพที่คิดว่าเท่ที่สุดก็คือแพทย์ หรือฝันว่าอยากเป็นนักกีฬา อาชีพที่คิดว่าเท่ที่สุดก็คือนักกีฬา แต่ก็มีบางส่วนที่คำตอบอาชีพที่เท่ที่สุดแตกต่างจากอาชีพในฝัน เช่น ฝันว่าอยากจะเป็นเชฟทำอาหารแต่คิดว่าอาชีพที่เท่ที่สุดคืออาชีพแพทย์ หรืออยากเป็นคุณครูแต่คิดว่าอาชีพที่เท่ที่สุดคือทหาร

เมื่อถามถึงเงินเดือนที่อยากได้ เด็กส่วนใหญ่อยากได้เงินเดือนประมาณ 50,000–100,000 บาท โดยเงินเดือนที่อยากได้สูงสุดคือ มากกว่า 1,000,000 บาท และเงินเดือนต่ำสุดคือ ไม่เห็นว่าเม็ดเงินเป็นสิ่งที่สำคัญ เช่น เด็กคนหนึ่งอยากเป็นแพทย์ตอบว่า ถ้าสามารถรักษาให้คนอื่นหายได้คงจะได้ความภูมิใจเป็นเงินเดือน อีกคนอยากเป็นนักทำแอนิเมชั่นตอบว่า เงินเดือนเท่าไรก็ได้ขอให้มีความสุขก็พอ หรือเด็กคนหนึ่งอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ตอบว่า ไม่ต้องการเงินเดือนหากทำงานแล้วธรรมชาติกลับมาสวยงามดังเดิมและคนไทยหันมาชอบธรรมชาติมากขึ้น

เมื่อถามถึง 3 สิ่งที่อยากทำหากได้เป็นนายกรัฐมนตรี เด็กส่วนใหญ่ตอบว่า ต้องการพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง ปฏิรูปการศึกษา ช่วยเหลือผู้ยากไร้และดูแลประชาชน นอกจากนี้ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่มีความรักธรรมชาติ โดยระบุว่าอยากพัฒนาและดูแลสิ่งแวดล้อมให้ดี เห็นได้ว่าน้องๆ ใส่ใจความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศอยากให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

ด้านไอดอลในดวงใจของเด็กไทยพบว่า อันดับหนึ่งคือ คุณพ่อคุณแม่ จะเห็นได้ว่าพ่อแม่นั้น นอกจากจะเป็นคนสำคัญที่สุดแล้วยังเป็นแบบอย่างที่น้องๆ อยากเจริญรอยตามอีกด้วย ไอดอลอันดับสองรองลงมาคือ คุณหมอคนเก่งที่ช่วยรักษาคนไข้ อันดับสามตกเป็นของ ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลชื่อดังชาวอาร์เจนตินา สอดคล้องกับอาชีพในฝันที่อยากเป็นนักกีฬา อันดับสี่คือ “ญาญ่า” อุรัสยา เสปอร์บันด์ นักแสดงคนเก่งที่เพิ่งได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากรั้วจามจุรี และอันดับห้าคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ คุณลุงตู่ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันนั่นเอง

คำถามที่เพิ่มเติมขึ้นมาในปีนี้ ถามถึงวิชาที่น้องๆ ชอบเรียนมากที่สุด คือ วิชาวิทยาศาสตร์ รองลงมาคือวิชาคณิตศาสตร์ วิชาพลศึกษา วิชาศิลปะและวิชาคอมพิวเตอร์ ตามลำดับ เมื่อถามถึงสิ่งที่สนุกที่สุดที่ทำในวันหยุด ส่วนใหญ่ตอบว่าไปเที่ยวพักผ่อน รองลงมาคือเล่นเกม และเล่นกีฬา พบว่าร้อยละ 12 ของเด็กไทยยังคำนึงถึงการเรียนแม้ในวันหยุด ชอบอ่านหนังสือและเรียนพิเศษเพิ่มพูนความรู้ในวันหยุด

ทุกปีเมื่อถามว่าอยากอยู่ประเทศอะไรมากที่สุดในโลก เด็กมากกว่าครึ่งเลือกอยู่ประเทศไทย ในปีนี้จึงปรับคำถามโดยถามว่า นอกเหนือจากประเทศไทยอยากอยู่ประเทศใดในโลก ผลสำรวจชี้ว่าน้องๆ อยากอยู่ประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับแรก รองลงมาคือสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศศูนย์กลางเศรษฐกิจและมีความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีที่น้องๆ ส่วนมากให้ความสนใจ


41ปีราชมงคลธัญบุรีนวัตกรรมสร้างชาติสร้างอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220141

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 ม.ค. 2559

41ปีราชมงคลธัญบุรีนวัตกรรมสร้างชาติสร้างอนาคต

41ปีราชมงคลธัญบุรีนวัตกรรมสร้างชาติสร้างอนาคต

            วันที่ 18 มกราคมของทุกปี เป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ปีนี้เป็นปีที่ 41 กิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นจึงอยู่ภายใต้ธีม “41 ปี ราชมงคลธัญบุรี นวัตกรรมสร้างชาติ สร้างอนาคต” โดยหัวใจหลักของงานอยู่ที่ความรู้ทางวิชาการ งานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรม ที่พร้อมจะนำไปต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ แม้ว่ามหาวิทยาลัยเน้นผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติ ไม่ได้เน้นการผลิตบัณฑิตอย่างเดียว แต่พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี ให้เติบโต เพื่อสร้างเศรษฐกิจของชาติ”

ไฮไลท์ของงานในหอประชุมใหญ่ เน้นการแสดงงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลจากทุกคณะ ที่ทำผลงานและรับรางวัลทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยทำร่วมกับภาคเอกชน หนึ่งในตัวอย่างของนวัตกรรมที่คิดค้นโดยอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ทำงานร่วมกับเอกชนจนเป็นผลงานเชิงพาณิชย์แล้วก็คือ เครื่องประหยัดเชื้อเพลิงในรถยนต์ ซึ่งคิดค้นและทำเป็นเชิงพาณิชย์แล้ว เตรียมนำมาขายราคาพิเศษในงาน พร้อมติดตั้งภายใน 30 นาที

“นวัตกรรมดังกล่าวออกแบบและผลิตด้วยอาจารย์ 100% ร่วมกับเอกชนทำมาร์เก็ตติ้ง ทำการทดลอง และตรวจสอบให้ได้มาตรฐาน ซึ่งผลงานตัวนี้ประหยัดพลังงานได้กว่า 20-30% ทั้งสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล และเบนซิน” เป้าหมายของมหาวิทยาลัยคือ ผลักดันให้เกิดสตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี ซึ่งไม่ใช่ทำแค่โอท็อป แต่มีการนำนวัตกรรมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา” รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี กล่าว

นอกจากนี้ยังมีการฝึกอาชีพ การฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้น พร้อมแสดงนิทรรศการของแต่ละคณะ อาทิ คณะวิศวะ คณะบริหาร คณะศิลปกรรม ก็จะมีการอบรม สร้างอาชีพ การแข่งขันทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเชิญน้องๆ ชั้นมัธยมเข้าร่วมการแข่งขันทางวิทยาศาสตร์ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-19 มกราคม 2559 นี้

เรือหุ่นยนต์สองทุ่นเพื่อใช้เก็บข้อมูลทางอุทกศาสตร์ ผลงาน ดร.ปรัชญา เปรมปราณีรัชต์, ดร.มนูศักดิ์ จานทอง อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล และนายสุรศักดิ์ ทิมพิทักษ์, นายไกรศักดิ์ โพธิ์ทอง, นายสุรเชษฐ์ สุขล้น, นายบัญชา แซ่ย่าง, นายบัณฑิตย์ ขำดี นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี พัฒนาเรือหุ่นยนต์สองทุ่นแบบใช้งานระยะยาวสำหรับสำรวจข้อมูลอุทกศาสตร์ เพื่อหาความลาดชันของตลิ่งและสามารถแสดงภาพพื้นที่หน้าตัดของลำน้ำ และช่วยคำนวณหาปริมาตรความจุของลำน้ำ โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประจำปีงบประมาณ 2558 คือหนึ่งในผลงานที่นำงานจัดแสดง

ดร.ปรัชญา เปิดเผยว่า จากลักษณะภูมิประเทศของประเทศไทย พบว่ามีลุ่มแม่น้ำหลายแหล่งที่ประสบปัญหาการชะล้างพังทลายของดินหรือริมตลิ่ง ซึ่งสาเหตุหลักๆ ของการพังทลายของริมตลิ่งนั้น เกิดจากกระแสน้ำและกระแสลมจากสภาพภูมิประเทศและอากาศ หรือภัยที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดการกัดเซาะของตลิ่งและพื้นที่เขตชุมชนจนทำให้เกิดความเสียหาย นอกจากนั้นปัญหาการชะล้างพังทลายของดินและริมตลิ่งที่พบเจอแล้ว การบุกรุกทำลายป่า และการทำการเกษตร

จากปัญหาเบื้องต้นทางทีมงานวิจัยจึงได้พัฒนาเรือหุ่นยนต์สองทุ่นต้นแบบขึ้นมา โดยเรือหุ่นยนต์สองทุ่นต้นแบบมีการพัฒนาระบบขับเคลื่อนเรือด้วยสองใบพัดแบบ differential เพื่อรองรับการปฏิบัติงานต่อเนื่องได้นานกว่า 3 ชั่วโมง ติดตั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ตรวจวัดหน้าตัดความลึก (Cross-sectional profile) ของลำน้ำ ด้วยคลื่นเสียง หรือ echo sounder และความสูงตลิ่ง (Bank height) ของแหล่งน้ำ ด้วยเลเซอร์สแกนเนอร์ โดยในการเก็บข้อมูลจำเป็นต้องรู้ค่าความลึกของหน้าตัดลำน้ำทั้งใต้และเหนือผิวน้ำอย่างน้อย 6 จุด ขึ้นอยู่กับความกว้างของลำน้ำต่างๆ พร้อมนำข้อมูลที่ได้มาประมวลหาลักษณะของหน้าตัดคลองหรือแหล่งน้ำ ด้วยโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้หาความลาดชันของตลิ่งและสามารถแสดงภาพพื้นที่หน้าตัดของลำน้ำได้

ดร.มนูศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดเด่นของเรือหุ่นยนต์ ถูกพัฒนาเป็นสองทุ่นเพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการเคลื่อนที่ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยว ป้องกันการพลิกคว่ำของเรือเมื่อปะทะคลื่น บวกกับตัวเรือสร้างด้วยสเตนเลสจึงสามารถวิ่งได้ทั้งน้ำจืด และน้ำกร่อย ขนาดของเรือ กว้าง 1.60 เมตร ยาว 180 เมตร สามารถวิ่งในแหล่งน้ำที่มีความลึกมากกว่า 50 เมตร และสามารถวิ่งด้วยความเร็ว 1 เมตรต่อวินาที สามารถนำเรือหุ่นยนต์แบบใช้งานสำรวจแหล่งน้ำระยะยาว ที่ประยุกต์ใช้ได้ในแม่น้ำ ลำคลอง หนอง อ่างเก็บน้ำ และริมชายฝั่งทะเล อีกด้วย ใครสนใจมาดูในงานได้

ทั้งนี้ วันที่ 17 มกราคม 2559 ชวนน้องๆ นักศึกษาจบ ม.6 ปวช. มาติวให้ฟรี วิชาหลักๆ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ตลอดทั้งวัน เพื่อให้น้องๆ ได้เตรียมตัวสอบก่อนเข้ามหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาในกลุ่มราชมงคลอีก้ดวย สนใจลงทะเบียนฟรี ดูข้อมูลได้ที่ http://www.rmutt.ac.th


บอร์ดสสส.ยื่นขอความเป็นธรรมเหตุถูกปลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220100

การศึกษา-สาธารณสุข  :  7 ม.ค. 2559

บอร์ดสสส.ยื่นขอความเป็นธรรมเหตุถูกปลด

ศอตช.พบบอร์ดสสส. ใช้ช่องว่างกฎหมายเอื้อให้บริหารคล่องตัวชงขออนุมัติงบฯ ‘สมพร ใช้บางยาง’บอร์ดสสส. ยื่นขอความเป็นธรรม ภาคประชาชนออกแถลงการณ์ต้านกลุ่มทุน

            7ม.ค.2558 แหล่งข่าวจากศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.)  ระบุถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี   ใช้มาตรา 44 โยกย้ายผู้บริหารสำนักงานกองทุนสนับสนุนและสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ว่า  จากการตรวจสอบแม้จะไม่พบประเด็นการทุจริต แต่ศอตช.จำเป็นต้องเสนอให้ใช้มาตรา 44 ย้ายบอร์ดสสส.ให้พ้นจากหน้าที่เนื่องจากตรวจสอบพบว่าบอร์ดสสส.ทุกคนล้วนมีตำแหน่งเป็นประธานมูลนิธิอื่น  และต่างก็ทำเรื่องขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากสสส.ทุกมูลนิธิ  วงเงินรวมตั้งแต่ 100 – 600 ล้านบาท  แม้การอนุมัติจะทำได้ไม่ผิดกฎหมาย แต่กฎหมายสสส. ออกมาเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในช่วงจัดตั้งองค์กร หลังบริหารงานมีการใช้ช่องว่างและข้อยกเว้นต่าง ๆ ไปทำให้การใช้จ่ายไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ หากไม่แก้ไขจะทำให้เกิดปัญหาระยะยาว ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเสนอใช้มาตรา 44

จี้‘หมอวิชัย’โชว์หลักฐานบ.เหล้า-บุหรี่จ้องล้มสสส.ใน3วัน

พญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญ ที่ปรึกษาสมาพันธ์แพทยืโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป(สพศท.) กล่าวว่า จากที่นพ.วิชัย โชควิวัฒน หนึ่งในกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)ที่ถูกคำสั่งคสช.ปลดพ้นตำแหน่งออกมาระบุว่าการปลดนั้นมีขบวนการล้มสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)โดยบริษัทเหล้าและบุหรี่อยู่เบื้องหลังนั้น ตนเห็นว่าหากนพ.วิชัยมีหลักฐานก็ควรนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชนหรือมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ ไม่ควรพูดกล่าวหาใครลอยๆ หากภายใน 3 วันไม่สามารถนำมาแสดงได้ถือว่าโกหก เป็นการสร้างนิยาย โดยที่บางครั้งคนที่ถูกกล่าวอ้างถึงไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย อย่างเช่น กรณีที่มีการตรวจสอบสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ก็กล่าวหาว่ามีขบวนการล้มสปสช. เป็นต้น

“ถ้ามั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรปิด ก็เปิดโอกาสให้มีการเข้าไปพิสูจน์ความจริง ไม่ใช่แตะไม่ได้ ขณะนี้ดูเหมือนมีการพยายามเบี่ยงประเด็นจากเรื่องบุคคลเฉพาะคนที่เป็นบอร์ดซึ่งถูกปลดให้กลายเป็นเรื่องขององค์กรว่าเป็นเรื่องขัดผลประโยชน์และรัฐบาลพยายามโอบอุ้มนายทุน ทำให้ตนเองกลายเป็นวีรบุรุษ เพราะไม่ต้องการตายเดี่ยว แต่หากชูเป็นเรื่ององค์กรก็จะเป็นการปลดเรื่องให้พ้นตัว ยืนหยัดให้ตนเองเป็นฮีโร่ เมื่ออ้างเป็นเรื่ององค์กรก็จะมีคนมาช่วยเหลือ เป็นแนวร่วมเขาจำนวนมาก ซึ่งองค์กรสสส.ควรยินดีที่มีคนมาตรวจสอบแทน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และสะท้อนว่าไม่สนับสนุนความไม่ถูกต้อง ที่สำคัญ การเป็นบอร์ดสสส.ในสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิมีคนอื่นๆอีกมากที่มีคุณสมบัติจะเป็นได้ ไม่ใช่จะปิดตายไม่ให้คนอื่นเป็นเลย ผูกขาดคนเดียว”พญ.ประชุมพรกล่าว

 5อดีตบอร์ดสสส.ไม่รู้มีบ.เหล้า-บุหรี่จ้องล้มสสส.

นายสมพร ใช้บางยาง อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการกีฬากองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(บอร์ดสสส.) กล่าวว่า ตนได้ยื่นหนังสือร้องทุกข์ถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและขอความเป็นธรรมในเรื่องดังกล่าว เป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองว่าไม่มีการทุจริตใดๆตั้งแต่รับราชการมาจนกระทั่งเข้ามาทำงานกับสสส. ซึ่งการเป็นบอร์ดสสส.ก็ไม่ได้มีข้อห้ามว่าเมื่อเป็นกรรมการมูลนิธิแล้วห้ามเป็นบอร์ด

“ที่ต้องยื่นหนังสือถึงนายกฯเพื่อเป็นการรักษาศักดิ์ศรีของผม ซึ่งทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ไม่มีทุจริต การทำงานไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นการทำงานเพื่อส่วนรวม และช่วงที่เป็นกรรมการมูลนิธิและกรรมการในสสส. ก็ไม่เคยเอาตำแหน่งไปอนุมัติเงินใดๆให้มูลนิธิ ช่วงที่มีการพิจารณาโครงการของมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ผมก็ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณา ส่วนที่มีการระบุว่ามีขบวนการล้มสสส.โดยมีบริษัทเหล้า บุหรี่อยู่เบื้องหลังนั้น ผมไม่รู้ เพราะไม่ได้อยู่วงในขนาดนั้น”นายสมพรกล่าว

ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการสร้างเสริมสุขภาพสสส. กล่าวว่าคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ(คตร.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มาตรวจสอบสสส. และรายงานว่าไม่พบการทุจริต แต่มีข้อกังวลกรณีผลประโยชน์ทับซ้อนซึ่งต้องพิจารณาดีๆ เพราะตนเองได้ลาออกจากกรรมการมูลนิธิวิถีสุขตั้งแต่ปี 2551และมาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.เพียงปีกว่าๆ ก็ไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไร

“เมื่อ คสช. จะแก้ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ต้องทำทุกกระทรวงโดยควรตรวจสอบว่า กระทรวงใดมีข้าราชการที่มีอำนาจหน้าที่ ควบคุมให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐ แต่ไปเป็นบอร์ดของรัฐวิสาหกิจ/บริษัท ที่ต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐ(Operator)เช่น ผู้บริหารของกระทรวงพลังงาน ไปเป็นบอร์ดของรัฐวิสาหกิจ/บริษัท ที่ทำกำไรจากธุรกิจพลังงาน และมีผลประโยชน์มหาศาลจากการเป็นบอร์ด ซึ่งเทียบกับการเป็นบอร์ด สสส.ไม่ได้เลยผลตอบแทนขึ้นอยู่กับผลกำไรของรัฐวิสาหกิจ/บริษัทด้วย เช่น มีโบนัส ตามผลกำไรจึงมีผลประโยชน์ขัดกันชัดเจน คสช.รับทราบหรือไม่ แล้วทำไม ไม่รีบแก้ไขให้รวดเร็วเหมือนจัดการกับบอร์ด สสส. หรือมีเหตุผลอื่นที่ คสช.ต้องรีบจัดการ สสส.ด่วนกว่า ซึ่งคงห้ามไม่ให้คนที่ติดตามสถานการณ์คิดไม่ได้”นายสงกรานต์ กล่าว

กรณีกลุ่มธุรกิจเหล้าบุหรี่เข้ามาแทรกแซงจ้องล้ม สสส. นายสงกรานต์ กล่าวว่า คงมีคนคิด เนื่องจากในต่างประเทศก็พบเห็นกันมาก่อน อย่างออสเตรเลีย มีการตั้งองค์กรคล้ายๆ สสส. ใช้งบจากภาษีเหล้า บุหรี่ แต่ธุรกิจก็หาช่องทางฟ้องร้องจนองค์กรล้มไป แต่ของไทย ไม่มีหลักฐานและคงพูดแบบนั้นไม่ได้เต็มที่ เพียงแต่คงมีคนคิด อย่างไรก็ตาม องค์กรแบบ สสส.คนส่วนใหญ่ในสังคมได้ประโยชน์ มีแต่ธุรกิจที่ทำลายสุขภาพ ทำร้ายสังคมเท่านั้นที่เสียประโยชน์ และมันเกิดกระบวนการทำลายองค์กรแบบ สสส. มาในหลายประเทศแล้ว เพราะธุรกิจเหล่านี้มีกำลังทุนมหาศาล ที่จะทำอะไรต่ออะไรเกิดขึ้นในสังคมนี้ได้แน่นอน ส่วนตัวแอบคิดว่ากรณี สสส. อาจมีการสอดไส้เรื่อง สสส. มาในคำสั่งนี้ภายหลังหรือไม่

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสื่อสารมวลชน สสส. กล่าวว่า ตนไม่ทราบเหตุผลของคำสั่งครั้งนี้หากบอกว่ามาจากผลประโยชน์ทับซ้อนจากกรณีการนั่งกรรมการบอร์ดต่างๆ ข้อเท็จจริงคือ สสส.มีการกวดขันเข้มงวดมาก ไม่ให้มีการอนุมัติโครงการใดๆ ที่มีความทับซ้อนเลย ตนมานั่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในบอร์ดสสส.ประมาณ 1 ปีกว่า ตนไม่เคยอนุมัติโครงการหรือมีส่วนอนุมัติโครงการใดๆ ที่ตนสังกัดอยู่ หรือแม้แต่ก่อนหน้านี้ที่ตนเป็นอนุกรรมการในสสส.ก็ไม่เคยเช่นกัน ยิ่งล่าสุดการประชุมบอร์ดสสส.มีมติให้แก้ระเบียบสสส. กำหนดให้กรรมการที่มีตำแหน่งในบอร์ดอื่นๆควบคู่นั้น ให้ตัดสินใจเลือกเพียงตำแหน่งเดียวภายในระยะเวลา 90 วัน ซึ่งจริงๆในบอร์ดฯ ให้เวลา 180 วัน แต่ผู้ทรงคุณวุฒิแต่ละท่านขอเพียง 30-60 วันด้วยซ้ำ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ

“จริงๆกรรมการแต่ละท่านอยู่ระหว่างทยอยลาออกจากบอร์ดอื่นๆ มี 2 ท่านเท่าที่ทราบขอลาออกจากบอร์ด สสส.ด้วย มี นพ.วิชัย โชควิวัฒน และรศ. ประภาภัทร นิยมขณะที่ผมอยู่ระหว่างลาออกจากตำแหน่งในบอร์ดอื่นๆเช่นกัน อย่างมูลนิธิองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยจึงไม่เข้าใจว่ายังไม่ทันให้เวลากรรมการได้ตัดสินใจออกจากตำแหน่ง ตามมติบอร์ดสสส. ก็กลับมีคำสั่งนี้แล้ว ซึ่งผมอยู่ในสถานะต้องปฏิบัติตามก็ต้องเป็นเช่นนั้น”นพ.ยงยุทธ กล่าว

ต่อข้อถามอาขมาจากการแทรกแซงของธุรกิจเหล้าบุหรี่ จ้องล้มล้างสสส.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า เป็นข้อสันนิษฐาน เพราะเมื่อพิจารณาเหตุผลอื่นๆ ก็ไม่พบความน่าจะเป็น

ด้านรศ.ประภาภัทร นิยม อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปะวัฒนธรรม สสส. กล่าวว่าตนไม่ทราบถึงสาเหตุของการที่ถูกปลดในครั้งนี้ เพราะการทุจริตก็ไม่มี และการเอากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิออกทำได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้คำสั่งมาตรา44ส่วนตัวไม่ได้กังวลอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น เชื่อว่าต่อให้ไม่มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง7คนนี้ สสส.ก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้ตามเจตนารมณ์ และเชื่อว่าไม่ว่าผู้ใดที่จะเข้ามาทำก็สามารถเดินหน้าได้ เพราะ สสส.เป็นของสังคมไทยอยู่แล้ว สำ

นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาชุมชน สสส. กล่าวว่า ตนไม่ทราบถึงสาเหตุการโดนปลด แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร และการถูกปลดก็ไม่ใช่คดีทุจริตจึงมีความกังวลใดๆ ต่อจากนี้ก็คงทำงานที่มีอยู่ต่อไป ส่วนกรณีที่มีการระบุว่ามีบริษัทเหล้าบุหรี่พยายามจะล้มสสส.นั้น ตนอยู่วงนอกจึงไม่ทราบและไม่มีหลักฐานในเรื่องนี้

ภาคประชาชนออกแถลงการณ์ต้านกลุ่มทุน

ขณะเดียวกันได้มีกแถลงการณ์ของขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน ปกป้องการปฏิรูประบบสุขภาพ ส่งเสริมการกำกับตรวจสอบสสส.โดยสังคม  คัดค้านกลุ่มทุนและผู้มีอำนาจยึดครองกลไกการปฏิรูประบบสุขภาพความว่า

ตามที่มีคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช.ที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2559 ให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. จำนวน 7 คน ออกจากตำแหน่ง ได้แก่ นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน์ รองประธานกรรมการคนที่ 2 และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 6 คน ได้แก่ นายสงกรานต์ ภาคโชคดี นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ นายยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นายสมพร ใช้บางยาง รองศาสตราจารย์ประภัทร นิยม และนายวิเชียร พงศธร  นั้น

ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน (Thai Health Promotion Movement) ซึ่งประกอบไปด้วยเครือข่ายภาคประชาชนจากทั่วประเทศ 20 เครือข่าย ที่ดำเนินงานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพในด้านต่างๆในพื้นที่ทั่วประเทศ   เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวของหัวหน้าคสช.เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบธรรม เนื่องจากการตรวจสอบที่ผ่านมาโดยศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.)  คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) พบว่าการดำเนินงานของสสส.และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องมิได้มีการทุจริตแต่ประการใด  ส่วนกรณีที่คณะกรรมการของ สสส.บางคนดำรงตำแหน่งในองค์กรที่ได้รับทุนด้วยนั้นเกิดขึ้นเนื่องด้วย พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 ถูกออกแบบให้ตัวแทนจากองค์กรภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหาร สสส. ภายใต้ระเบียบการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน(COI)ที่เข้มงวด เช่น คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องไม่สามารถอนุมัติงบประมาณในองค์กรที่ตนเองเกี่ยวข้อง เป็นต้น

อย่างไรก็ตามภายใต้สถานการณ์ทางสังคมปัจจุบัน  สสส.และคณะกรรมการกองทุนฯ ซึ่งมี พลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย  เป็นประธาน ได้ทำงานร่วมกับคณะทำงานของกระทรวงสาธารณสุขที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมโดยเน้นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยได้มีการแก้ไขระเบียบข้อบังคับสสส. หลายฉบับ เน้นแก้ไขเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของคณะกรรมการ และผ่านความเห็นชอบของบอร์ดสสส.เรียบร้อยแล้ว  ทั้งนี้ให้ดำเนินการไปตามระเบียบดังกล่าวภายใน 90 วัน และคณะกรรมการของ สสส.ได้เริ่มทยอยปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวแล้ว  แต่กลับมีประกาศ มาตรา 44 ปลดบอร์ดของ สสส. อย่างมีเงื่อนงำดังกล่าว

ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชนเชื่อว่า คำสั่งดังกล่าวจะนำไปสู่การแต่งตั้งคณะกรรมการกรรมการกองทุนและแต่งตั้งผู้จัดการสสส.คนใหม่ ที่มาจากกลุ่มบุคคลที่ใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจรัฐ และตัวแทนจากกลุ่มทุนบางกลุ่มเข้ามาเป็นคณะกรรมการและผู้จัดการ สสส. คนใหม่ เพื่อมิให้การดำเนินการของสสส. ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ ยาและอาหาร  เป็นต้น  สร้างผลกระทบต่อผลประโยชน์ในกิจการของตน รวมทั้งเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากกองทุนของสสส. ได้โดยปราศจากการตรวจสอบของสังคม

เพื่อปกป้องการปฏิรูประบบสุขภาพที่ได้ดำเนินการมาต่อเนื่องมานานกว่า 15 ปีโดยภาคประชาชนหลากหลายเครือข่าย ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชนขอประกาศ คัดค้านคำสั่งของ คสช.ที่ปลดคณะกรรมการทั้ง 7 คนออกโดยไม่ชอบธรรม และจะดำเนินการคัดค้านการประกาศแต่งตั้งกรรมการกองทุนคณะใหม่ หากพบว่าบุคคลที่จะถูกตั้งขึ้นมานั้นเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้มีอำนาจ กลุ่มทุนที่ขัดขวางการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชน หรือมิได้ยึดโยงกับภาคประชาชน

ทั้งนี้ ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน จะได้จัดให้มีการประชุมใหญ่ของตัวแทนจากเครือข่ายต่างๆ ทั่วประเทศ ในวันจันทร์ที่ 11 มกราคม 2558 เพื่อประกาศแนวทางและมาตรการในการเคลื่อนไหวในกรณีดังกล่าว โดยเครือข่ายที่ตอบรับการประชุมเพื่อร่วมเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ได้แก่ ชมรมแพทย์ชนบท  เครือข่ายผู้บริโภค  เครือข่ายเด็ก เยาวชนและครอบครัว เครือข่ายงดเหล้าและบุหรี่ เครือข่ายเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTA Watch) เครือข่ายองค์กรแรงงานไทย(อรท.) เครือข่ายแรงงานนอกระบบ  เครือข่ายชาติพันธุ์และผู้มีปํญหาสถานะ เครือข่ายสุขภาวะผู้หญิง  เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ  เครือข่ายสลัมสี่ภาค เครือข่ายหมออนามัย เครือข่ายผู้ป่วย  เครือข่ายนักวิชาการปฏิรูประบบสุขภาพ เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่น เครือข่ายสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย  เครือข่ายสมาคมวิศการ  เครือข่ายกลุ่มคนรักหลักประกัน   เครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน

 

คตร.ปลดล็อกบิกจ่ายโครงการสสส.วงเงิน5ล้าน

ดร.ทพ.สุปรีดา อดุลยานนท์ รักษาการผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า จากกรณีที่มีการปลดบอร์ดสสส. 7 คนนั้น ตนได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานประธานบอร์ด สสส. ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รมว.คลัง พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริประธาน คตร. และ นพ.กิตติศักดิ์ กลับดีเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) เพื่อหารือเรื่องนี้แล้ว โดยพล.อ.ประยุทธ์ ได้ชี้แจงว่า การย้ายตำแหน่งดังกล่าว ไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ และไม่ได้เกี่ยวกับว่ามีความผิด แต่เพื่อให้เกิดการตรวจสอบเท่านั้น โดยขณะนี้องค์ประชุมของบอร์ดยังถือว่าครบตามระเบียบสามารถจัดประชุมบอร์ดได้ ซึ่งจะมีการเร่งรัดกระบวนการสรรหาตามระเบียบหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็จะมีการประชุมบอร์ดในวันที่15ม.ค.นี้

“คตร.ยังได้แจ้งว่า ขณะนี้กระบวนการตรวจสอบ สสส. ทำครบตามกระบวนการแล้ว เห็นสมควรให้ยกเลิกมาตรการตรวจสอบการเบิกจ่ายโครงการต่างๆของสสส.วงเงิน5ล้านบาท เพื่อให้การเบิกจ่ายเป็นไปตามขั้นตอนปกติ ซึ่งอยู่ระหว่างการทำหนังสือส่งไปยังประธานบอร์ดและคตร.ต่อไป”ดร.ทพ.สุปรีดา กล่าว


‘หมอวิชัย’ลั่น‘ยืนตรงไม่กลัวเงาคด’เชื่อมีจ้องล้มสสส.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220061

การศึกษา-สาธารณสุข  :  7 ม.ค. 2559

‘หมอวิชัย’ลั่น‘ยืนตรงไม่กลัวเงาคด’เชื่อมีจ้องล้มสสส.

‘หมอวิชัย’ลั่น‘ยืนตรงไม่กลัวเงาคด’ เชื่อมีขบวนการจ้องล้มสสส.

           หลังจากคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 1/2559 ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 มกราคม เรื่องประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ครั้งที่ 3 โดยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 โดยมีคำสั่งให้กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จำนวน 7 คน พ้นจากตำแหน่ง ล่าสุดได้มีเสียงสะท้อนจาก นพ.วิชัย โชควิวัฒน รองประธานคนที่สอง ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เก็บตกจากเนชั่นภาคเที่ยง” ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี ถึงการถูกปลดครั้งนี้

นพ.วิชัย กล่าวว่า รับทราบถึงคำสั่ง คสช.แล้ว แต่ก็ไม่เข้าใจถึงเหตุผลว่าทำไมถึงต้องทำเช่นนั้น เพราะไม่ปรากฏเหตุผลในคำสั่งที่ชัดเจน ได้แต่คาดคะเนตามที่เข้าใจ เพราะจากที่ดูรายชื่อคณะกรรมการที่ถูกปลดล้วนเป็นคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มาจากการสรรหาแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เป็นไปตามกฎหมายของ สสส. แต่ละคนก็ได้รับการสรรหามาจากหลายสาขาตามระเบียบที่คณะกรรมการสรรหากำหนดขึ้นมา โดยคณะกรรมการสรรหาก็มาจากหลายภาคีและเครือข่ายต่างๆ โดยบอร์ด สสส.ทั้งหมดได้รับการสรรหาและเชิญให้มาทำงานกับ สสส.อย่างถูกต้อง มีการตรวจสอบคุณสมบัติและผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาโดยตำแหน่ง ซึ่งข้าราชการเป็นผู้ตัดสินและเลือกเข้ามา

นอกจากนี้ ในการประชุมบอร์ด สสส.ในรัฐบาลที่ผ่านๆ มา นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นประธานบอร์ด สสส.โดยตำแหน่ง ส่วนใหญ่จะเข้าร่วมประชุม เช่น สมัยรัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร รัฐบาลนายกฯ ยิ่่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เข้าร่วมประชุม ส่วนรัฐบาลอื่นๆ ก็มอบให้รองนายกฯ มาเป็นประธานเท่านั้น โดยบอร์ดสสส.มีหน้าที่บริหารกองทุนและเงิน ซึ่ง สสส.ไม่มีหน่วยงานย่อยช่วยทำงานเช่นกระทรวงต่างๆ ที่มีกรม กอง คอยช่วยทำงาน ทำให้ สสส.จึงต้องทำงานร่วมกับกระทรวงต่างๆ หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน มูลนิธิ สมาคม ภาคประชาชนรวมถึงตัวบุคคล เพื่อให้เงินกองทุนของ สสส.ใช้จ่ายในลักษณะของโครงการให้มากที่สุดซึ่งไม่ใช่เป็นการจ้าง

ส่วนกรณีที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้ามาตรวจสอบการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์นั้น ที่ผ่านมา สตง.ได้เข้ามาตรวจสอบโดยตลอดก็ไม่มีปัญหา เพิ่งจะมีปัญหาในปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการระบุว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน กระทั่งมีขบวนการคิดที่จะล้มเลิกสสส.แต่ก็ไม่สำเร็จ ซึ่งเข้าใจว่าขบวนการนี้มีบริษัทเหล้า-บุหรี่ต่างชาติอยู่เบื้องหลัง เพราะมองว่ากองทุน สสส.เป็นศัตรูที่จะขัดผลประโยชน์บริษัทเหล่านี้ รวมถึงโรงงานยาสูบก็มีความพยายามที่จะล้มบอร์ด สสส.เช่นกัน

นพ.วิชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่ระบุว่าโครงการของ สสส.ไม่ได้ประเมินผลงานและไม่มีการรายงานผลนั้น ยืนยันว่ากฎหมายของกองทุน สสส.กำหนดไว้ชัดเจนให้มีคณะกรรมการประเมินผล ซึ่งคณะกรรมการประเมินผลได้รับการแต่งตั้งมาจากกระทรวงการคลังและมีผู้แทนหลายหน่วยงานร่วมเป็นกรรรมการ อีกทั้งผลประเมินก็มีการรายงานต่อ ครม.และวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรทุกปี อย่างไรก็ตาม มองว่าอนาคตของ สสส.หลังจากนี้ก็ต้องดูว่าอำนาจรัฐที่จะดูแลให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างบริษัทบุหรี่-เหล้ากับผลประโยชน์ของประชาชนว่าจะเอนเอียงไปในทิศทางใด

“ผมคิดว่าเรื่องการปลด เป็นเรื่องสืบเนื่องจากการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อให้ สสส.หมดสภาพไปในเวลาสามปี เพื่อจะเอางบประมาณของ สสส.เข้าไปเป็นงบแผ่นดิน ซึ่งจะละลายหายไปและไม่เกิดประโยชน์ เพราะตลอดมา สสส.ดำเนินการได้ผลดีมาตลอด เช่น เรื่องเหล้าก็รณรงค์ได้ผล หรือเรื่องบุหรี่ก็ได้ผลดีมาก แต่เพราะว่าทำแล้วได้ผลดีจึงกระทบต่อธุรกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องเหล้า-บุหรี่ โดยกฎหมายให้เก็บเงินเพิ่มอีก 2% ส่วนการใช้งบของ สสส.เข้มงวดมาก ต้องชี้แจงต่อสภา และบางครั้งเราก็ถูกซักฟอกแต่เราก็ชี้แจงได้ผลมาโดยตลอด แต่เมื่อมีข่าวรั่วจึงมีการต่อต้านและมีบริษัทบุหรี่เข้าไปแทรกแซงเรื่องนี้ ซึ่งต่อมาก็บอกไม่เขียนรัฐธรรมนูญแบบนั้นแล้ว แต่ก็ส่งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เข้ามาตรวจ” นพ.วิชัย กล่าวว่า

ส่วนคำสั่ง คสช.ที่ปลดบอร์ด สสส. ทั้ง 7 คน หากวิเคราะห์ดูก็น่าจะมาจากเหตุผลที่ว่าบอร์ดทั้ง 7 คนเคยได้รับเงินจากกองทุน สสส.ในนามของมูลนิธิ ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิด ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากบุคคลเหล่านี้มีมูลนิธิมาก่อนที่จะมานั่งเป็นบอร์ดสสส. ซึ่งมองว่าไม่ผิดระเบียบและกฎหมายของ สสส. และเรื่องนี้ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ โดย พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรรมเป็นประธาน ซึ่งผลตรวจสอบก็ออกมาว่าไม่มีความผิด ทุกอย่างโปร่งใส ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ก็นำไปสู่การแก้ระเบียบของ สสส. 20 ฉบับ ซึ่งบอร์ด สสส.ก็ได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 โดยมีการแก้ไขตามข้อเสนอของคณะกรรมการตรวจสอบเสนอมาทั้งหมด อีกทั้งยังได้เพิ่มกรอบการทำงานให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ขณะนี้รอ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานบอร์ด สสส.ลงนามก็จะมีผลบังคับใช้ทันที เราก็คิดว่าเรื่องจะจบไป แต่สุดท้ายก็จบแบบนี้

“ก่อนหน้านี้บอร์ด สสส.ได้พูดคุยกันว่าจะมีการลาออกจากการเป็นบอร์ด เพราะบางคนรู้สึกไม่สบายใจ เนื่องจากต้องทำงานเป็นบอร์ดพร้อมกับการดูแลมูลนิธิด้วย โดยบอร์ดหลายคนต้องใช้เวลาตัดสินใจ ซึ่งที่ประชุมบอร์ด สสส.ให้เวลา 6 เดือน แต่บางส่วนบอกว่านานเกินไป และในที่สุดก็ได้ข้อสรุปให้เหลือเวลาตัดสินใจเพียง 3 เดือน เท่าที่คุยกันบางคนบอกว่าไม่เอาแล้ว มานั่งอยู่บอร์ด สสส. ทำให้เสียชื่อเสียง จะลาออกตั้งแต่ช่วงแรก แต่ผมในฐานะรองประธานได้ขอร้องให้ช่วยกันประคับประคองการทำงานไปก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ แต่เมื่อมาเจอคำสั่ง คสช.ก็ถือว่าจบการทำงานเท่านี้”

นพ.วิชัย กล่าวถึงอนาคตของ สสส.ว่า หลังจากนี้บอร์ด สสส.ที่เหลือ 2 คน คือ นางทิชา ณ นคร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคม และนายชำนาญ พิเชษฐพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ก็คงต้องทำหน้าที่ต่อไป ซึ่งมองว่าคำสั่ง คสช.ครั้งนี้ยังเปิดช่องให้ สสส.ทำงานต่อไปโดยกำหนดเดิมได้วางแผนไว้บอร์ด สสส.จะมีการประชุมในวันศุกร์ที่ 15 มกราคมนี้ โดยจะบรรจุวาระสรรหาบอร์ด สสส.ชุดใหม่ หากเป็นไปตามขั้นตอนนี้คาดว่าภายใน 1 เดือนหรือไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์น่าจะมีกรรมการบอร์ดชุดใหม่มาแทน

“จากนี้จะต้องจับตาว่ากระบวนการสรรหากรรมการบอร์ด สสส.จะถูกแทรกแซงหรือไม่” นพ.วิชัย กล่าวตั้งข้อสังเกตและว่า ส่วนตัวไม่ห่วงเรื่องการแทรกแซง เมื่อพ้นแล้วก็เป็นหน้าที่ของคนที่เข้ามาทำจะรับผิดชอบ หวังว่าจะไม่มีการแทรกแซง หวังว่ากระบวนการสรรหาจะเป็นไปตามครรลองที่ถูกต้อง แต่การทำงานของ สสส.ต่อไปคงไม่ง่ายเหมือนเก่า ต้องถูกจับตา บางครั้งถูกจับผิดและให้ร้าย ซึ่งคนทำงานต้องทำงานด้วยความระมัดระวัง หากไม่กล้าตัดสินใจก็จะเสียโอกาสไปเยอะ

เมื่อถูกถามว่า การถูกปลดครั้งนี้จะเป็นมลทินติดตัวหรือไม่ นพ.วิชัย ยืนยันว่า “มนุษย์หากยืนตรงไม่ต้องกลัวเงาคด”

“ต้องมาดูว่าวิธีการใช้งบประมาณของ สสส.มีการใช้ตามภารกิจและเกิดประโยชน์แค่ไหน หากเปลี่ยนไปจะได้ประโยชน์หรือไม่ ผมยังเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ตั้งใจทำงานเพื่อแก้ปัญหา หากตั้งสติดีๆ และใช้ปัญญาเราคงได้ข้อสรุปดีๆ ได้” อดีตรองประธานบอร์ด สสส. กล่าวตอนท้าย


‘บอร์ด สสส.’สำคัญแค่ไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220047

การศึกษา-สาธารณสุข  :  7 ม.ค. 2559

‘บอร์ด สสส.’สำคัญแค่ไหน?

‘บอร์ด สสส.’สำคัญแค่ไหน?

           คำสั่งปลด “บอร์ด สสส.” 7 คน อาจสร้างความแปลกใจให้คนทั่วไป แต่สำหรับผู้บริหารระดับสูงแล้ว มีกระแสจะโดน ม.44 ของ คสช.จัดการขั้นเด็ดขาดตั้งแต่ก่อนสิ้นปี 2558 …

“ไม่ได้เป็นคำสั่งฟ้าผ่า มีกระแสมาหลายระลอกแล้ว ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนฝ่ายบอร์ดเคลียร์กับทหารได้ แต่ที่เตือนหนักคือช่วงก่อนปีใหม่ ตอนนั้นเชื่อกันว่าเคลียร์ได้อีก สุดท้ายก็โดนปลด” หนึ่งในเครือข่ายร่วมงาน สสส.วิเคราะห์ให้ฟังต่อว่า

“บอร์ด สสส.” หรือคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพโดนจับตาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนมาตลอด หลังจาก คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) เข้ามาตรวจบัญชีการใช้จ่ายเงินในโครงการต่างๆ มีการเสนอในทีมบริหารว่า บอร์ดที่มีตำแหน่งในมูลนิธิต่างๆ ที่รับเงิน สสส. ควรลาออกจากตำแหน่งไปก่อนเพื่อความโปร่งใส แล้วสรรหาคนใหม่มาทำหน้าที่แทน แต่ก็ไม่มีใครลาออกทำให้ คสช.สั่งปลดเอง

หลายคนถามว่า “บอร์ด สสส.” สำคัญแค่ไหน? ถ้าอธิบายเบื้องต้นคงบอกได้ว่าเป็นผู้กำหนดนโยบายโดยรวม และอนุมัติโครงการใหญ่ๆ เช่น ปกติโครงการหรือกิจกรรมที่ใช้เงินไม่เกิน 2 แสนบาท จะมีผู้ทรงคุณวุฒิกลั่นกรอง 1 คน ถ้าเงินมากขึ้นจะเพิ่มจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิในการช่วยกลั่นกรอง แต่ถ้าเกินมากว่า 20-50 ล้านบาทจะต้องผ่านการอนุมัติโดย “คณะกรรมการบริหารแผน” ที่มีอยู่ 7 คณะ และ ถ้าโครงการที่ใช้เงินเกิน 50 ล้านบาท บอร์ด สสส.จะเป็นผู้พิจารณาเอง

คำถามสำคัญคือ ในวันนี้มีเครือข่ายผู้ทำงานกับสสส.กว่า 4 พันโครงการทั่วประเทศ มีชาวบ้านเกี่ยวข้องหลายหมื่นคน ทุกคนกำลังรอว่า สสส.จะอนุมัติเงินให้โครงการที่ใช้จ่ายไปแล้วหรือไม่ และโครงการต่อเนื่องปี 2559 จะทำอย่างไร คสช.ควรรีบจัดการ เพราะนอกจากปลดบอร์ดแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องการสรรหาตำแหน่ง “ผู้จัดการกองทุน สสส.” แทน “ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์” ที่ลาออกไปตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2558

“จะว่าไปแล้วตำแหน่งผู้จัดการสำคัญที่สุด เป็นเหมือนซีโอ หรือแม่บ้านที่ดูแลชงเรื่องทุกอย่างให้บอร์ดพิจารณา ตราบใดก็ตามถ้ายังสรรหาผู้จัดการคนใหม่ไม่ได้ การดำเนินงานทุกอย่างดูเหมือนหยุดชะงักไป ตอนนี้เป็นช่วงตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้จัดการคนใหม่ แล้วคสช.มาสั่งปลดบอร์ด แสดงว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลังแน่นอน พวกบริษัทเหล้า-บุหรี่ คงดีใจเพราะที่ผ่านมาการรณรงค์ของ สสส.ได้ผลอย่างดี”

เครือข่ายผู้ร่วมงาน สสส. ตั้งข้อสังเกตทิ้งท้ายไว้ว่า เงินสนับสนุนที่ สสส.ได้ปีละ 4 พันล้านนั้น เป็นเงินที่หน่วยงานรัฐหรือพวกกระทรวงต่างๆ อยากเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะตอนนี้งบประมาณขาดแคลนกันหมด อยากให้ “สื่อมวลชน” จับตาดูว่า สุดท้ายใครจะเข้าเป็น “ผู้จัดการ” และ “บอร์ด” และคนเหล่านั้นมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกลุ่มธุรกิจหรือผู้มีอิทธิพลใดบ้าง ?


ชวนประกวดภาพประทับใจ’สวดมนต์ข้ามปี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219985

การศึกษา-สาธารณสุข  :  7 ม.ค. 2559

ชวนประกวดภาพประทับใจ’สวดมนต์ข้ามปี’

ชวนประกวดภาพประทับใจ’สวดมนต์ข้ามปี’ : หัวใจไทย

            ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กรมการศาสนาได้ส่งเสริมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย ต้อนรับปีใหม่วิถีพุทธ  2559 ร่วมกับวัดทุกวัดทั่วประเทศในวันที่ 31 ธันวาคม-1 มกราคม เวลา 18.00-00.30 น. ซึ่งได้เชิญชวนให้ประชาชนทำบุญ ถือศีล เข้าร่วมปฏิบัติธรรม เจริญจิตภาวนา ฟังพระธรรมเทศนา ไหว้พระสวดมนต์ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อให้จิตใจสดชื่นแจ่มใส เป็นการเริ่มต้นในวันปีใหม่ที่เป็นมงคล นำเอาหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นหลักสำคัญในการดำรงชีวิต ดังนั้นเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าว มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 18 ล้านคน

นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า กรมการศาสนา จึงได้จัดโครงการประกวดภาพถ่ายทางพระพุทธศาสนาหัวข้อ “สวดมนต์ข้ามปี…ส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย ต้อนรับปีใหม่วิถีพุทธ 2559” ร่วมถ่ายทอดความรู้สึก ความประทับใจและประสบการณ์ที่พบเห็นผ่านการถ่ายภาพสวดมนต์ข้ามปี ทำให้ประชาชนได้ตระหนักเห็นคุณค่าของการ ทำบุญ ถือศีล เข้าร่วมปฏิบัติธรรม เจริญจิต ภาวนา ฟังพระธรรมเทศนา ไหว้พระสวดมนต์ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ต้อนรับปีใหม่ นับเป็นการสืบสาน อนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย สืบทอดพระพุทธศาสนา และส่งเสริมให้รักการถ่ายภาพด้านพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น

ผู้สนใจส่งผลงานเข้าประกวดตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 15 มกราคม ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. (เว้นวันหยุดราชการ) ได้ที่กลุ่มประชาสัมพันธ์และเทคโนโลยีสารสนเทศ กรมการศาสนา ชั้น 12 อาคารธนาลงกรณ์ หรือส่งผ่านอีเมล :photopr@dra.mail.go.th ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตรจากกรมการศาสนา สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร.0-2422-8789


‘เจะหมัด ฤทธิ์โต’คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/219980

การศึกษา-สาธารณสุข  :  7 ม.ค. 2559

‘เจะหมัด ฤทธิ์โต’คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

เปิดโลกการศึกษามุสลิมตอน: ‘เจะหมัด ฤทธิ์โต’คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

            วันนี้ผมได้เจอคนที่ชาวบ้านต่างกล่าวถึงในเรื่องของการเป็นตัวแทนช่วยเหลือสังคม แม้จะเป็นเพียงคนบ้านนอกธรรมดาๆ คนหนึ่ง การศึกษาก็ไม่สูง แต่ความรับผิดชอบและการทำหน้าที่สุดยอดของน้ำใจ ที่ไม่เคยนิ่งนอนใจในทุกครั้งที่มีปัญหาของลูกบ้านในหมู่บ้าน จนใครๆ ต่างกล่าวถึงเขาล่ะ “เจะหมัด ฤทธิ์โต” ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่บ้านม่วงทวน หนุ่มร่างสูงใหญ่วัย 50 ต้นในตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แต่มีความสุขกับงานประจำ คือ การทำสวน กรีดยาง เลี้ยงวัว แบบคนธรรมดาคนหนึ่งจริงๆ ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

“ผมเกิดและเติบโตมาในหมู่บ้านม่วงทวน รู้จักผู้คนทุกครัวเรือน เข้าใจทุกอย่างในสิ่งที่คนธรรมดาคนหนึ่งต้องการ การศึกษาผมไม่ได้จบสูงแค่อ่านหนังสือออกเขียนได้พูดได้ ไม่ได้ทำกิจกรรมเพื่อการพัฒนาสังคม หากแต่เพราะศาสนาที่คอยบ่มสอน และสังคมการเป็นอยู่ของพี่น้องในหมู่บ้านที่มีแต่คนมุสลิมเป็นฐานของการสร้างศีลธรรมและการมองโลกอย่างสันติ ทำให้ผมทำงานทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายมาจากใจ เพราะผมคิดเสมอว่า อัลลอฮ์ผู้ทรงรอบรู้และเห็นในใจจริงของทุกคน” เจะหมัด กล่าว

เจะหมัด ฤทธิ์โต หรือ  “เจะหมัด” ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านม่วงทวน อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง แต่งงานมีครอบครัวที่อบอุ่น มีลูก 3 คน ทุกคนได้รับการศึกษาทั้งศาสนาและสามัญควบคู่กันไป เจะหมัดทำงานเกี่ยวกับการดูแลช่วยเหลือในหมู่บ้านในตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมาประมาณ 15 ปีแล้ว หน้าที่หลักคือการเป็นผู้ช่วยของผู้ใหญ่บ้านคอยประสานงานและนำข่าวสารมาประกาศให้ชาวบ้านในหมู่บ้านม่วงทวนซึ่งนับถือศาสนาอิสลามล้วนๆ กว่า 400 ครัวเรือนลูกบ้านประมาณ 1,800-2,000 คนได้เข้าใจในงานต่างๆ ที่สำคัญเป็นตัวกลางคอยช่วยเหลือพี่น้องไม่ว่าจะงานด้านสังคมบ้านๆ และที่เกี่ยวกับด้านเอกสารราชการ โดยเฉพาะเป็นตัวแทนในการประสานงานระหว่างชาวบ้านกับราชการ หรือการจัดงานต่างๆ ตามคำสั่งของผู้ใหญ่บ้านเพื่อให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน

การพัฒนาสังคมในหมู่บ้าน ไม่ใช่เรื่องยากหากรู้จักพื้นเพเดิม และพยายามเข้าใจ เข้าถึงคนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะทำทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจ โดยไม่ต้องหวังให้ใครชมนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น เพราะเจะหมัดเชื่อเสมอว่าการทำความดี การช่วยเหลือผู้คน สังคมคือสิ่งจำเป็นหากเราทำดีอัลลอฮ์จะประทานความดีให้เราเอง ค่าตอบแทนคือเป้าหมายของการทำงานของผู้คนในปัจจุบัน

แต่ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญกว่าเงิน คือ ความทุกข์ใจของชาวบ้าน แม้บางครั้งตัวเองจะต้องจ่ายไป แต่ถือว่าเป็นการช่วยเหลือบรรเทาให้พี่น้อง หรือการซอดาเกาะห์ บริจาคแม้จะเพียงน้อยนิดก็ตาม เจะหมัดเสริมว่า เงินเดือนของผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านไม่ได้มากนัก เดือนละ 5,000 บาท แต่ก็อยู่อย่างมีความสุข เพราะไม่ได้สนใจในประเด็นนี้มากนัก ทุกคนอยากได้เงิน แต่หลายคนจึงไม่มีความสุขเพราะมัวแต่ค้นหาเงินโดยปราศจากความพอเพียง จึงไม่เพียงพอแม้จะได้มามากเท่าไหร่ก็ตาม นี่คือสิ่งที่จะทำให้เราไม่พบเจอความสุข

การทำงานในตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้ช่วยฯ หรือในตำแหน่งอื่นๆ ของหมู่บ้าน ทุกคนทำงานกันอย่างเต็มที่ แล้วแต่ว่าผู้ใหญ่บ้านจะมอบหมายให้ฝ่ายไหนทำอะไร เหนื่อยพอๆ กันแต่เราก็มีความสุขที่จะพัฒนาสังคมในหมู่บ้านให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันสังคมในหมู่บ้านเปลี่ยนไป เด็กรุ่นใหม่โตขึ้นมาเร็วมาก ด้านศาสนาก็อ่อนแอลง เนื่องจากสมัยก่อนมีปอเนาะ มีสถานที่คอยยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่เมื่อสิ้นบุญโต๊ะครูไปทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลง อีกทั้งเมื่อโดนพายุพัดเข้ามาทำลายสวนยางอันเป็นอาชีพหลักของคนในหมู่บ้าน ยิ่งทำให้เศรษฐกิจของคนในหมู่บ้านเงียบเหงาจนน่ากลัว จากที่เคยมีรายได้มากกลับต้องขาดรายได้หลัก ทำให้ทุกคนต้องสู้ชีวิตและรู้จักการเก็บ การจ่ายและดิ้นรนเพื่อการอยู่รอด

โชคดีที่เกิดมาในหมู่บ้านม่วงทวน อดีตของหมู่บ้านตัวอย่าง มีการพัฒนาต่อเนื่องทั้งด้านศาสนาและสามัญ มีผู้นำซึ่งเป็นตัวกลางของหมู่บ้านทั้งด้านศาสนา หรือที่เรียกว่าโต๊ะครู ผู้นำด้านราชการคือผู้ใหญ่บ้านและผู้นำด้านศาสนา “โต๊ะอิหม่าม” การประสานงานด้านต่างๆ จึงง่ายขึ้น แต่ต้องยอมรับถึงอุปสรรคที่มีเพราะนั้นคือบททดสอบของอัลลอฮ์ เพื่อทดสอบว่าเราจะผ่านมันไปได้หรือไม่ หากผ่านไปได้สิ่งดีๆ ก็จะเข้ามาหาเราเอง ถ้าคนคนนั้น ต้องการที่จะพัฒนาตัวเองต่อไป

ไม่แปลกใจเลยที่ใครๆ ต่างพูดถึงผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านกันมาก ในเรื่องน้ำใจและการช่วยเหลือที่ไม่เคยที่จะได้รับการปฏิเสธในทุกครั้ง


เตือนระวัง’โรคตาขี้เกียจ’ในเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220030

การศึกษา-สาธารณสุข  :  6 ม.ค. 2559

เตือนระวัง’โรคตาขี้เกียจ’ในเด็ก

กรมการแพทย์เผย ‘โรคตาขี้เกียจ’ ในเด็ก ถ้าไม่ได้รับการตรวจรักษาที่ถูกต้อง ทำให้ตามัวแบบถาวร แนะผู้ปกครองสังเกตความผิดปกติพบจักษุแพทย์ทันที

                      6 ม.ค. 59  นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคตาขี้เกียจ หรือ โรคตามัว เป็นโรคที่ทำให้ตาของเด็กมัวลง ถ้าไม่ได้รับการตรวจรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงทีอาจทำให้ตามัวแบบถาวร และไม่สามารถแก้ไขได้เมื่อโตแล้ว การมองเห็นในคนปกติเริ่มมีการพัฒนาของสายตาตั้งแต่แรกคลอด และจะสมบูรณ์เต็มที่เมื่ออายุประมาณ 10 ปี แล้วสายตาจะคงที่จนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งความผิดปกติของตาตั้งแต่เด็กจึงมีผลอย่างมากต่อการมองเห็นไปตลอดชีวิต การตรวจตาในเด็กเพื่อค้นหาความผิดปกติจึงมีความสำคัญมาก
                      เนื่องจากเด็กไม่สามารถบอกความผิดปกที่เกิดขึ้นกับตนเองได้เหมือนผู้ใหญ่ ผู้ปกครองจึงควรสังเกตความผิดปกติทางตาที่เกิดขึ้นกับเด็ก หากมีความผิดปกติด้านการมองเห็น และอาจสงสัยว่าเป็นโรคตาขี้เกียจ จะมีอาการสำคัญ คือ ในเด็กเล็ก อาจสังเกตเห็นลูกตาดำสั่น หรือเด็กไม่จ้องหน้า เด็กร้องไห้เมื่อถูกปิดตา 1 ข้าง หรือพยายามดึงมือที่ปิดตาออก สำหรับในเด็กโต ถ้าผู้ปกครองทดลองปิดตาทีละข้างสลับกัน เด็กจะมองเห็นภาพไม่ชัดเจนเหมือนคนปกติ ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยความผิดปกติที่เกิดขึ้น
                      สาเหตุของภาวะสายตาขี้เกียจ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เกิดจากความบกพร่องของอวัยวะรับภาพและแปลผลภาพ เป็นกลุ่มที่รักษาได้น้อยมาก หรือไม่ได้เลย ตัวอย่างของโรคในกลุ่มนี้ เช่น โรคประสาทตาฝ่อ เป็นต้น และกลุ่มที่ 2 เกิดจากการบดบังภาพที่เข้าสู่จอประสาทตา เป็นกลุ่มที่พบได้บ่อย เช่น โรคตาเข หรือตาเหล่ โรคสายตาสั้น – ยาว – เอียง แบบไม่สมมาตร โรคที่ทำให้แสงผ่านเข้ามาในตาไม่ดี เช่น โรคต้อกระจกแต่แรกเกิด โรคเลือดออกในน้ำวุ้นลูกตา หนังตาตก เป็นต้น
                      สำหรับวิธีแก้ไขภาวะสายตาขี้เกียจ ได้แก่ 1. การแก้ไขที่สาเหตุ เช่น ถ้าเด็กมีปัญหาสายตาสั้นยาวไม่เท่ากันมากๆ ก็แก้ไขได้ด้วยการใช้แว่นเพื่อให้ตาทั้งสองข้างมองเห็นชัดๆ เท่ากัน หรือใกล้เคียงกัน 2. กระตุ้นให้เด็กใช้ตาข้างที่เป็นโรคตาขี้เกียจมากขึ้น ซึ่งมีหลายวิธีที่นิยมกัน คือ ปิดตาข้างที่มองเห็น เพื่อที่จะให้เด็กใช้สายตาข้างที่ขี้เกียจมากขึ้น 3. บำบัดสายตา เป็นการฟื้นฟูตาขี้เกียจด้วยการใช้เครื่องมือฝึกกล้ามเนื้อตา และโปรแกรมการฝึกบริหารกล้ามเนื้อตาด้วยคอมพิวเตอร์
                      นพ.สุพรรณ กล่าวอีกว่า การป้องกันภาวะตาขี้เกียจของเด็ก คือ 1. เด็กควรได้รับการสังเกตดวงตาตั้งแต่แรกคลอด โดยดูลักษณะขนาดของดวงตาทั่วๆ ไปว่าปกติหรือไม่ มีอะไรที่มาปิดตาดำของเด็กหรือไม่ 2. เมื่อเด็กมีอายุ 2 – 3 เดือน ผู้ปกครองต้องสังเกตว่าเด็กจ้องมองเวลาให้นมได้หรือไม่ เมื่อเด็กยังทำไม่ได้ ควรต้องปรึกษาแพทย์ 3. เมื่อเด็กอายุ 6 เดือน ควรจ้องมองตามวัตถุได้ โดยตาของเด็กปกติจะจ้องมองนิ่งๆ จับวัตถุได้ 4. เมื่ออายุ 3 ปี เด็กจะมีสายตาใกล้เคียงกับผู้ใหญ่พอให้ความร่วมมือในการวัดสายตาโดยใช้แผ่นภาพเป็นรูปภาพหรือรูปสัตว์ที่เด็กคุ้นเคยขนาดต่างๆ กัน ซึ่งสามารถวัดระดับการมองเห็นของเด็กได้ รวมถึงการตรวจดูว่าตาเหล่หรือไม่ จึงควรนำเด็กมาพบจักษุแพทย์เสมอ