‘บิ๊กต๊อก’จี้’หมอวิชัย’เคารพกติกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220322

การศึกษา-สาธารณสุข  :  11 ม.ค. 2559

‘บิ๊กต๊อก’จี้’หมอวิชัย’เคารพกติกา

‘ไพบูลย์’ ย้อน ‘หมอวิชัย’ ให้รับผิดชอบคำพูด เคารพกติกา ไม่เห็นด้วย ‘เรืองไกร’ เสนอยุบ สสส. ชี้ หลายโครงการเป็นประโยชน์ แค่ต้องจัดระบบใหม่ให้สังคมหายเคลือบแคลง

                      11 ม.ค. 59  พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่า จะส่งจดหมายยื่นข้อเสนอให้ รมว.ยธ. ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) พิจารณายุบ หรือยกเลิก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า ไม่เข้าใจว่ายุบในความหมายของนายเรืองไกร คืออะไร แต่ต้องยอมรับว่ามีหลายโครงการของ สสส.ที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ ถ้าเสนอให้ยุบโดยไม่ให้มี สสส. ณ เวลานี้ ตนก็ไม่เห็นด้วย เพราะที่ผ่านมา สสส.มีโครงการที่ดีมีประโยชน์หลายโครงการ ซึ่งควรจะมีการจัดระบบใหม่เพื่อให้สังคมปราศจากความเคลือบแคลงและหายสงสัย ไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราทำเพื่อความบริสุทธิ์ใจ เพราะการจัดระบบสามารถทำได้ ถ้าปล่อยไว้ให้เคลือบแคลงก็จะมีปัญหาไม่จบไม่สิ้น ถือเป็นคนละเรื่องกับการปลดย้ายบอร์ด สสส.ตามคำสั่ง ม.44
                      พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวถึง กรณีของ นพ.วิชัย โชควิวัฒน อดีตกรรมการกองทุน สสส. ที่ถูกย้าย จะไม่เข้าร้องขอความเป็นธรรมกรณีที่ถูกปลด ว่า การกำหนดรายชื่อตามมาตรา 44 แม้จะเสนอไปแล้ว แต่โดยหลักการผู้ที่ถูกย้ายก็สามารถยื่นร้องขอความเป็นธรรมได้เสมอ บางคนแม้จะออกคำสั่งไปแล้วแต่เมื่อนำหลักฐานมาพิสูจน์หรือมีข้อมูลใหม่ที่ตรวจสอบได้ ทาง ศอตช.ก็ออกคำสั่งถอนให้ การใช้คำสั่งนี้เพื่อเป็นมาตรการระงับยับยั้ง ไม่ใช่เป็นคำสั่งเบ็ดเสร็จเหมือนคำสั่งศาลยุติธรรม การจะเข้ามาร้องขอความเป็นธรรมหรือไม่ ถือเป็นสิทธิ์ของเขา แต่อยากขอให้เคารพในกติกาของ ศอตช.ด้วย เพราะการประกาศรายชื่อที่โยกย้ายตามคำสั่ง ม.44 มีมาแล้ว 2 ล็อต ก่อนคำสั่งปลดบอร์ด สสส. ซึ่งเป็นล็อตที่ 3 ก็มีกติกาชัดเจนว่า รายชื่อที่ถูกโยกย้ายไม่ได้ระบุว่าเป็นความผิดเด็ดขาด หากชี้แจงได้ก็สามารถคืนตำแหน่งได้
                      “เราใช้มาตรการนี้เพื่อยับยั้งยังไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมาตรการทางปกครอง ถ้าพิสูจน์ได้ก็กลับสู่ตำแหน่งเดิม ถ้าเขาไม่ขอใช้สิทธิ์ก็ต้องเคารพกติกา ถ้าท่านอยากให้เคารพกติกาก็ต้องเคารพกติกาของผมด้วย เพราะนั่นคือสิ่งที่สังคมต้องการ และการที่ไปกล่าวเรื่องคนโน้นคนนี้มีปัญหา ท่านก็ต้องเคารพคำพูดของท่านด้วยว่าพูดแล้วเกิดความเสียหายกับคนอื่นและองค์กรอื่นหรือไม่ ถ้าไม่เคารพกติกาก็จะเกิดผลเสียได้ ส่วนการดำเนินการในทางอาญาจะมีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสำนักการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และ คตร. ซึ่งไม่ได้อยู่ในกำกับดูแลของ ศอตช. เพียงแต่ทำงานร่วมกันเพื่อนำไปสู่การออกคำสั่งมาตรา 44 ถ้าทั้ง 2 หน่วยงานเรียกให้ข้อมูลก็คงต้องมา”

เพิ่มสิทธิผู้ประกันตน : แวดวงแรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220296

การศึกษา-สาธารณสุข  :  11 ม.ค. 2559

เพิ่มสิทธิผู้ประกันตน : แวดวงแรงงาน

เพิ่มสิทธิผู้ประกันตน : แวดวงแรงงาน

            ช่วงปีที่ผ่าน มีเรื่องน่ายินดีสำหรับผู้ประกันตน ทั้งในระบบและนอกระบบหลายประการ โดยเฉพาะผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และ 39 กว่า 11 ล้านคน มีการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น อาทิ สิทธิค่าคลอดบุตร จากเดิมได้สิทธิไม่เกินสองครั้ง เป็นรับสิทธิไม่จำกัดจำนวนครั้ง พร้อมเงินสงเคราะห์ลาหยุดได้ 90 วัน และเงินสงเคราะห์บุตรอายุไม่เกิน 6 ปี ให้รับสิทธิไม่เกิน3 คน จากเดิมไม่เกิน 2 คน

กรณีว่างงาน เดิม : ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเมื่อถูกเลิกจ้างหรือลาออก เพิ่ม : ให้ความคุ้มครองสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานแก่ผู้ประกันตนกรณีนายจ้างหยุดกิจการชั่วคราวเนื่องจากเหตุสุดวิสัย โดยยังไม่มีการเลิกจ้าง เช่น กรณีสถานประกอบการถูกน้ำท่วม

กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย เดิม : มีสิทธิได้รับเฉพาะค่าตรวจวินิจฉัยโรค ค่าบำบัดทางการแพทย์ ค่ากินอยู่ และรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล ค่ายาและค่าเวชภัณฑ์ ค่ารถพยาบาล หรือค่าพาหนะรับส่งผู้ป่วย เพิ่ม : ค่าส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค และค่าใช้จ่ายเป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้ประกันตนในกรณีได้รับความเสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์

ปรับปรุงหลักเกณฑ์การได้รับสิทธิประโยชน์ เดิม : ผู้ประกันตนไม่มีทายาท (บิดา มารดา บุตร และคู่สมรส) ไม่สามารถทำหนังสือระบุบุคคลผู้มีสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพไว้ล่วงหน้าได้ โดยเงินบำเหน็จชราภาพจะตกเป็นของกองทุน) เพิ่ม : ผู้ประกันตนสามารถทำหนังสือระบุบุคคลผู้มีสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพไว้ล่วงหน้าได้ โดยมีสิทธิได้รับร่วมกับทายาท หากไม่มีทายาท หรือไม่มีบุคคลที่ทำหนังสือระบุจะให้สิทธิแก่ พี่ น้อง ปู่ ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา เดิม : ระยะเวลาการยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายใน 1 ปี เพิ่ม : ขยายระยะเวลาการยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนจาก 1 ปี เป็น 2 ปี และขยายความคุ้มครองไปถึงลูกจ้างชั่วคราวทุกประเภทของส่วนราชการที่มีอยู่ประมาณ 3 แสนคนทั่วประเทศ รวมทั้งลูกจ้างของนายจ้างที่ไปประจำทำงานในต่างประเทศก็ได้รับความคุ้มครองด้วยเช่นกัน


เหตุใด…บัณฑิตครูเดินไม่ถึงฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220295

การศึกษา-สาธารณสุข  :  11 ม.ค. 2559

เหตุใด…บัณฑิตครูเดินไม่ถึงฝัน

เหตุใด…บัณฑิตครูเดินไม่ถึงฝัน กระบวนการผลิตหรือระบบการคัดเลือก? : ชุลีพร อร่ามเนตร- เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ

           อัตราการสอบเข้าแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้าเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วยกรณีทั่วไป ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ครั้งที่ 2/2558 ที่ผ่านมา พบมีผู้ที่สอบผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนดไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 เพียง 19,940 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 19.12 จากจำนวนผู้เข้าสอบทั้งสิ้น 104,265 คน เป็นตัวเลขที่สพฐ.บอกว่าไม่น้อยและสูงเกินกว่าเป้า

แต่ทำให้เกิดข้อกังขาถึงเรื่องคุณภาพการผลิตบัณฑิตครูในปัจจุบัน เหตุใดผู้ที่เรียนจบหลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์โดยตรงไม่สามารถสอบคัดเลือกเพื่อเป็น “ครู” ได้ มาตรฐานและคุณภาพการเรียนการสอนย่อหย่อนจนส่งผลกระทบต่อบัณฑิตครูที่จบมาไม่มีศักยภาพอย่างนั้นหรือ…คุณภาพครูถือเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อคุณภาพเด็ก ทำให้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เฟ้นหามาตรการเพื่อพัฒนาคุณภาพครู แก้ไขและเยียวยาเพื่อคงครูที่มีคุณภาพอยู่ในระบบให้นานที่สุด ความพยายามล่าสุดมีแนวคิดจะคัดกรองสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพแท้จริงมาทำหน้าที่ผลิตครู โดยเฉพาะเบื้องต้นเสนอไอเดียให้ใช้วิธีการกำหนดเป้าหมายจำนวนบัณฑิตที่เข้าสู่วิชาชีพครูของแต่ละแห่งมาเป็นตัวชี้วัด เพื่อการันตีคุณภาพของสถาบันการศึกษานั้นๆ ซึ่งถ้าไม่มีคุณภาพจริงคงไม่สามารถผลิตบัณฑิตครูอย่างที่ต้องการได้ ไม่มีคนสนใจมาเลือกเรียน และอาจต้องปิดตัวไปในที่สุด

มองลึกลงไปถึงคุณภาพบัณฑิตครูผ่านการสอบคัดเลือก “รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์” ประธานที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ในฐานะผู้ดูแลการออกข้อสอบคัดเลือกครูให้สพฐ.มาหลายสมัย ให้ความเห็นว่า เวลานี้เราไม่มีข้อสอบกลางที่เป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อนำมาใช้จัดสอบ ไหนจะปัญหาเรื่องการทุจริตข้อสอบรั่วมาหลอกหลอนเป็นเหตุให้สพฐ.ต้องหาผู้บริหารจัดการสอบคือมหาวิทยาลัยต่างๆ มาทำหน้าที่ แต่พบว่ามีผู้ทำงานนี้ไม่มากเนื่องจากต้องมีความรับผิดชอบสูงและต้องยอมรับว่าการออกข้อสอบที่ผู้ออกข้อสอบต่างคนต่างสถาบันแม้จะกำหนดเนื้อหาสาระเดียวกันไว้มาตรฐานข้อสอบก็ยังแตกต่างกัน

“เรื่องมาตรฐานข้อสอบที่แตกต่างกันนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การสอบครูผู้ช่วยที่ผ่านๆ มาพบว่าบางเขตพื้นที่การศึกษามีคนสอบผ่านขึ้นบัญชีได้เยอะมาก ขณะที่บางเขตพื้นที่ฯ มีผู้ผ่านน้อย ซึ่งการที่มีผู้สอบผ่านน้อยก็อาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ได้แก่ 1.ข้อสอบยากเกินไป 2.คุณสมบัติคนสมัครสอบต่างกัน และ 3.การกำหนดกรอบคิดเนื้อหาโครงสร้างการสอบแตกต่างกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ส่วนหนึ่งต้องมองพื้นฐานการผลิตครูของแต่ละสถาบันที่จะมีจุดเน้นไม่เหมือนกัน ก็ส่งผลต่อคุณภาพบัณฑิตย่อมต่างกัน” รศ.ดร.สุขุมกล่าว

สำหรับข้อสอบคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม จะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับพื้นฐานที่ควรรู้ เป็นความรู้พื้นฐานที่ควรรู้ในวิชาชีพครู ระดับกลาง มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ แต่อาจจะไม่ลึกมาก และระดับการจำแนก ซึ่งสามารถคัดคนที่เก่งดีมีคุณภาพ ทำให้ได้ครูคุณภาพได้ เพราะฉะนั้นการจะคัดเลือกคน ความยาก-ง่ายของข้อสอบการคัดเลือกมีนัยสำคัญที่จะทำให้ได้ครูมีคุณภาพหรือครูไม่มีคุณภาพเช่นกัน

“ปัจจุบันการสอบคัดเลือกครูยังไม่ค่อยให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพ แต่มุ่งเน้นเพื่อคัดเลือกคนที่จะมาบรรจุเป็นครูไปสอนเด็กเท่านั้นทั้งที่การสอบคัดเลือกเพื่อให้ได้ครูเก่งครูดีตรงนี้ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดอยากให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบหันมามอง แต่เวลานี้เรายังวนเวียนกับหลุมดำของปัญหาการทุจริตข้อสอบรั่ว ทำให้การสอบแข่งขันเพื่อคัดเลือกครูผู้ช่วยแต่ละครั้งที่พุ่งเป้าไปที่การได้คนมาเป็นครูกระบวนการดำเนินการต้องไม่มีปัญหา เหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งผมเชื่อว่าถ้ากลับมามองในมิติคุณภาพมากขึ้นจุดนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยได้พอสมควร” รศ.ดร.สุขุมกล่าว

ขณะที่ฝ่ายสถาบันผลิตครูมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “รศ.ดร.สุรชัย จิวเจริญสกุล” คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่าปัจจัยที่อาจส่งผลให้ผู้ที่จบครูไม่สามารถสอบบรรจุครูได้นั้น ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากสาขาที่เปิดรับไม่สอดคล้องกับความสามารถของครูที่จบ ซึ่งเมื่อครูไปสอบทำให้ไม่มีองค์ความรู้ในวิชานั้นๆ เท่าที่ควร

อีกทั้งเรื่องดังกล่าวยังสะท้อนถึงคุณภาพหลักสูตรได้ เพราะตอนนี้หลักสูตรของสถาบันผลิตครูแต่ละแห่งมีความอิสระในการบริหารจัดการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรของตนเอง ดังนั้นทำให้คุณภาพมาตรฐานของแต่ละหลักสูตรสถาบันการผลิตมีความแตกต่างกัน คุณภาพของบัณฑิตครูที่จบออกมาจึงแตกต่างกันด้วย

“สถาบันผลิตครูแต่ละแห่งมีแนวทางกระบวนการผลิตครูแตกต่างกันบางแห่งอาจมุ่งผลิตครูที่มีองค์ความรู้แต่ขาดทักษะการสอน หรือผลิตครูมีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีองค์ความรู้และมีทักษะการสอน ซึ่งขึ้นอยู่กับเป้าหมายบริบทของครูแต่ละพื้นที่ แต่เชื่อว่าทุกแห่งมีการจัดการศึกษาเพื่อผลิตครูให้เป็นครูที่สมบูรณ์แบบ มีความรู้ในวิชาสอน มีจิตวิญญาณของความเป็นครู และที่สำคัญครูรุ่นใหม่ต้องรู้จักปรับเปลี่ยนตัวเอง จัดกิจกรรม มีวิธีการสอนใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับลักษณะของเด็กรุ่นใหม่”

รศ.ดร.สุรชัย บอกอีกว่า หลักสูตรการผลิตครูมีแนวทางในการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องและมีความทันสมัยมากขึ้น โดยพยายามมุ่งผลิตครูที่เน้นการสอนแบบคิดวิเคราะห์ มีจิตวิญญาณของความเป็นครู และมีทักษะในการสอน ซึ่งเรื่องการสอบเข้านั้นหากต้องการให้ครูสอบเข้าได้มากขึ้นไม่ใช่เพียงหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างสถาบันผลิตครูที่ต้องกลับมาทบทวนถึงกระบวนการเรียนการสอนการผลิตครูแต่ละสถาบันให้มีความเชื่อมโยงมุ่งไปในทิศทางมีมาตรฐานและคุณภาพที่เท่าเทียมกันเท่านั้น

“ระบบการผลิตครูในประเทศไทยมีแนวทางในการปฏิรูปปรับเปลี่ยนหลายต่อหลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถยกระดับพัฒนาคุณภาพครูได้ตามความเป็นจริง กระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาหน่วยงานที่กำกับดูแลต้องเอาจริงเอาจัง มีระบบในการพัฒนาครูอย่างแท้จริงด้วย ต้องดูว่าบทบาทหน้าที่ของครูในปัจจุบันและอนาคตเป็นเช่นใดคนเป็นครูต้องมีลักษณะอย่างไร และสำรวจว่าคณะใด มหาวิทยาลัยใด มีศักยภาพในการผลิตครู แล้วครูมีความรู้ความสามารถสอบเข้าได้จำนวนมากหรือมีหลักในการพัฒนาครูที่ดีก็นำมาเป็นต้นแบบให้แก่สถาบันอื่นๆ ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยสถาบันไหนผลิตครูดีก็ผลิตต่อไป ขณะเดียวกันหน่วยงานที่ใช้ครูอย่างสพฐ.เองก็ต้องบอกให้ได้ว่าต้องการเด็กแบบไหน ครูอย่างไร และในแต่ละวิชาต้องการสัดส่วนเท่าใด สถาบันผลิตครูได้ผลิตตอบโจทย์ รวมถึงสถาบันผลิตครูก็ต้องมุ่งผลิตครูคุณภาพไม่ใช่ปริมาณ” รศ.ดร.สุรชัยแนะนำทิ้งท้าย

ทุกฝ่ายทั้งคนผลิต คนใช้ คงต้องร่วมมือกันแก้ปัญหานี้


‘พอช.’ สนับสนุน ‘ชุมชนจัดการตนเอง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220185

การศึกษา-สาธารณสุข  :  10 ม.ค. 2559

‘พอช.’ สนับสนุน ‘ชุมชนจัดการตนเอง’

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ก้าวที่เห็นค่าวิถีชีวิตสิ่งแวดล้อม ‘พอช.’ สนับสนุน ‘ชุมชนจัดการตนเอง’ : โดย…สุวัฒน์ คงแป้น

                      สังคมไทย ตั้งแต่อดีตกาลเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับความเป็นชุมชนหมู่บ้าน ความเป็นญาติมิตร ช่วยเหลือเกื้อกูล ซึ่งเป็นน้ำใจที่งดงาม เปี่ยมด้วยความรักและมีไมตรีให้กันและกัน
                      วิถีไทยเช่นนี้ เกิดจากผู้คนในหมู่บ้านได้ร่วมกันบ่มเพาะ จนหยั่งรากลึกเป็นเสาหลักของชุมชนหมู่บ้านที่มั่นคง ไม่ว่าจะเป็นวิถีการผลิตที่เป็นไปเพื่อการพึ่งตนเอง และเอื้อต่อธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านที่งดงาม แฝงไปด้วยภูมิปัญญาของคนท้องถิ่น มีเอกลักษณ์เฉพาะ ตลอดจนความเชื่อที่เต็มไปด้วยอุบายให้ผู้คนมีความรักต่อกันและเอื้อต่อธรรมชาติรอบๆ ตัว
                      แต่การพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจกว่า 50 ปี เป็นต้นมา ได้บ่อนทำลายสังคมและวัฒนธรรมชุมชนที่ดีงาม การผลิตแบบพอเพียง และเอื้อต่อธรรมชาติ ถูกเปลี่ยนไปสู่การผลิต เพื่อการค้าที่ต้องพึ่งปัจจัยภายนอก มีการใช้สารเคมี รุกที่สาธารณะ เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิต ในขณะที่ราคาผลผลิตก็ถูกกำหนดมาจากภายนอก ในที่สุดก็เข้าสู่ภาวะล้มละลาย ความรู้เดิมหายไร้ที่พึ่งพิง
                      ในปี พ.ศ. 2548 เครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศ จึงได้ร่วมกันคัดเลือกพื้นที่นำร่องในการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น โดยการนำเอาประสบการณ์งานพัฒนาที่ชุมชนทำอยู่แล้ว มาคิดใหม่แบบบูรณาการเน้นการสร้างความเข้มแข็งที่ฐานราก โดยใช้ “พื้นที่” เป็นตัวตั้ง ใช้แผนแม่บทชุมชนเป็นเครื่องมือ มีองค์กรชุมชนเป็นแกนกลาง ภาคีท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐร่วมสนับสนุน เพื่อให้ชุมชนสามารถปรับตัว กำหนดวิถีชีวิตของตนเอง และพึ่งตนเองได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นพัฒนา 4 ส่วน อย่างบูรณาการ
ฟื้นฟูภูมิปัญญาพัฒนาอุดมการณ์ท้องถิ่น
                      ปัจจุบันความคิดและความเชื่อของคนในท้องถิ่นได้เปลี่ยนไป จากที่เคารพธรรมชาติ ก็หันมาทำลาย เห็นธรรมชาติเป็นทุน จากที่เคยเคารพและปฏิบัติตามความคิดความเชื่อของคนเฒ่าคนแก่ อันเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่แสดงออกทางวัฒนธรรม ประเพณี จนกลายเป็นวิถีชีวิตที่ดีงาม กลับละเลยไม่ใส่ใจใฝ่หา จนทำให้ชุมชนขาดราก ขาดอุดมการณ์ของท้องถิ่น หลงใหลไปตามกระแสทุนนิยม ที่ไหลบ่าถาโถมเข้ามาอย่างเชี่ยวกราก
                      ดังนั้น ภารกิจอันสำคัญอย่างหนึ่งของการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นก็คือ ชุมชนต้องร่วมกันฟื้นฟูภูมิปัญญา สร้างอุดมการณ์ของท้องถิ่นขึ้นมา เช่น การทำพิธีสืบชะตาดิน น้ำ ป่า และการจัดการน้ำในระบบเหมืองฝาย การทำพิธีบวชป่าของพี่น้องเครือข่ายป่าชุมชนทั่วประเทศ อันเป็นประเพณีความเชื่อ ที่แสดงออกซึ่งความเคารพเพื่อให้คนอยู่กับธรรมชาติอย่างพึ่งพาต่อกัน
ชุมชนจัดการและใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
                      ธรรมชาติกับมนุษย์จะต้องอยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพา แม้ชุมชนท้องถิ่นจะเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้งละเอียดลออ มีการจัดการที่สอดคล้องเหมาะสม พึ่งพาอาศัยและไม่ทำลายระบบนิเวศ แต่โครงสร้างการจัดการทรัพยากรแบบรวมศูนย์หลายทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ชุมชนเกิดความขัดแย้ง ไม่สามารถเข้าถึงหรือถูกกีดกันออกจากฐานทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
                      การฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นจะเป็นจริงได้ จึงต้องร่วมกันฟื้นฟูความรู้เรื่องระบบนิเวศท้องถิ่นและปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจัดการฐานทรัพยากรดิน น้ำ ป่า ชายฝั่ง ความหลากหลายทางชีวิต เพื่อให้ชุมชนมีสิทธิในการใช้ประโยชน์และมีหน้าที่ดูแลรักษาได้อย่างยั่งยืน เช่น การฟื้นฟูพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำเชียงของ จังหวัดเชียงราย ในลักษณะที่ชุมชนผู้ใช้ประโยชน์เป็นหลักในการจัดการ
“พออยู่พอกิน” บนศักยภาพระบบนิเวศ
                      หัวใจสำคัญของการผลิต ต้องเป็นระบบที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการป่าชุมชน เพื่อคนอยู่ร่วมกับป่า การเปลี่ยนวิถีไปสู่การเกษตรกรรมยั่งยืน ที่ไม่พึ่งการตลาด แต่เน้นระบบแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ตลอดจนการพัฒนาระบบตลาดที่เป็นของชุมชนการนำวัสดุในท้องถิ่นมาผลิต เพื่อใช้และแบ่งปัน ซึ่งระบบเช่นนี้อยู่คู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่อดีตกาล
                      แต่การพัฒนาที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนนโยบายการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชุมชนได้กลายเป็นสาเหตุให้คนมุ่งนำทรัพยากรไปเปลี่ยนเป็น “เงิน” จนเกินขีดที่ธรรมชาติจะรองรับได้ เกิดปัญหาความขัดแย้ง แย่งชิงทรัพยากรในหลายๆ พื้นที่
ขาดความสัมพันธ์ก็ขาดความเอื้ออาทร
                      ปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะนำพาชุมชนไปสู่ความอยู่ดีมีสุขได้ก็คือ ความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชน ซึ่งชุมชนไทยในอดีตจะมีฐานเครือญาติที่เข้มแข็ง มีระบบการนับถือผู้อาวุโสในชุมชน พัฒนาไปสู่ผู้นำตามธรรมชาติด้านต่างๆ เช่น ผู้นำศาสนาเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ปราชญ์ชาวบ้านเป็นผู้นำทางความคิด หมอเมือง แม่จ้าง เป็นต้น ซึ่งลักษณะเช่นนี้ไม่เพียงทำให้ผู้คนในชุมชนมีเสาหลักเท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาขยายออกไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ เช่น การเกิดกลุ่มองค์กรต่างๆ กลุ่มเยาวชน กลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่ กลุ่มที่สร้างความสัมพันธ์ของคนต่างวัย กลุ่มและบุคคลเหล่านี้ได้ร่วมกันสร้างความคิด ความเชื่อพัฒนาไปสู่ระบบชุมชนแห่งความเอื้ออาทรและเกื้อกูลกัน
                      และนี่คือแนวคิด ทิศทางการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นเป็นกระบวนการพัฒนาแนวใหม่ ที่ชุมชนเป็นแกนหลัก เป็นการบูรณาการทุนทุกประเภทในชุมชนมาทำงานร่วมกัน โดยใช้แผนชีวิต ชุมชนเป็นเครื่องมือ รู้เท่าทันกระแสโลกที่เปลี่ยนไป และรู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างเลือกสรร ปรับโครงสร้างการพัฒนาให้ชุมชนและท้องถิ่นเป็นผู้กำหนดการพัฒนาได้มากขึ้น และเป็นบ่อเกิดของอุดมการณ์ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 ที่ชาวบ้านได้ร่วมกันผลักดันขึ้น เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่นร่วมกันของทุกภาคส่วน
                      โดยตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. ได้สนับสนุนให้เครือข่ายองค์กรชุมชนใช้สภาองค์กรชุมชน เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงทุกภาคส่วนระดับตำบล หรือจังหวัดหรือภูมินิเวศ นำปัญหามานั่งพูดคุยและวางแผนพัฒนาเพื่อกำหนดอนาคตของชุมชนท้องถิ่น
                      ดังนั้น การที่ภาคประชาสังคม หรือภาคประชาชนจะกำหนดอนาคตของชุมชนท้องถิ่นได้ จำเป็นจะต้องมีหลักเป็นของตนเอง คือ ทำงานเพื่อประชาชน โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในพื้นที่ มีองค์กรของภาคประชาชนใช้สภาองค์กรชุมชน ซึ่งเป็นองค์กรที่มีสถานะตามกฎหมาย ทำหน้าที่เชื่อมโยงภาคีพัฒนาต่างๆ มาทำงานร่วมกัน ให้เกิดกลไกของภาคประชาชนที่กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การจัดการทำข้อมูลที่จะนำไปสู่การวางแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่น
                      “พอช.” ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชน โดยสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาที่ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ใช้สภาองค์กรชุมชนเชื่อมโยงภาคีพัฒนาต่างๆ ให้เกิดเวทีกลางที่ทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกัน เป็นเวทีที่เป็นของคนในพื้นที่ นำปัญหามาแก้ปัญหาร่วมกันบนประโยชน์ของคนในพื้นที่ ซึ่งหากประชาชนมีตัวตนชัดเจน ก็จะเป็นแนวทางที่องค์กรเข้ามาสนับสนุนได้ตรงกับสิ่งที่ชุมชนต้องการ สิ่งเหล่านี้จะทำให้หน่วยงานสนับสนุนต่างๆ จากส่วนกลางและท้องถิ่นต้องเดินเข้าไปหาประชาชน เสนอแผนงานของตนเองให้สอดคล้องกับแผนของประชาชน
                      ด้วยแนวคิด อุดมการณ์ และการดำเนินงานเช่นนี้จึงเกิด “ชุมชนจัดการตนเอง” และเป็นนัยสำคัญที่จะก้าวไปสู่ความเข้มแข็งของการเมืองภาคพลเมือง การเมืองที่จะกำหนดอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง
———————
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ก้าวที่เห็นค่าวิถีชีวิตสิ่งแวดล้อม ‘พอช.’ สนับสนุน ‘ชุมชนจัดการตนเอง’ : โดย…สุวัฒน์ คงแป้น)

ข้อตกลงปารีส คอป21 ความรับผิดชอบอย่างเป็นธรรมที่หายไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220184

การศึกษา-สาธารณสุข  :  10 ม.ค. 2559

ข้อตกลงปารีส คอป21 ความรับผิดชอบอย่างเป็นธรรมที่หายไป

หลากมิติเวทีทัศน์ : ข้อตกลงปารีส คอป21 ความรับผิดชอบอย่างเป็นธรรมที่หายไป : โดย … Climate Watch Thailand

                      การจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือโลกร้อน ไม่ได้จบลงด้วยการได้ข้อตกลงปารีส ซึ่ง 195 ประเทศทั่วโลก ได้ร่วมลงนามรับรองกันเมื่อครั้ง การประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 หรือ คอป 21 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
                      เรายังต้องติดตามการเจรจาและการดำเนินการของแต่ละประเทศในอีกหลายเดือนหรือหลายปีข้างหน้าต่อไป ที่จะเป็นบทพิสูจน์ว่า ข้อตกลงปารีสมีความหมาย มีความเข้มข้น และมีความเป็นธรรมเพียงใด ในการนำพาโลกเราไปสู่การบรรลุการเพิ่มระดับอุณหภูมิไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส หรือแม้กระทั่ง 1.5 องศาฯ
                      ข้อตกลงปารีส นับได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์สำหรับมวลมนุษยชาติทีเดียว นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศร่ำรวยหรือยากจน ประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศกำลังพัฒนา มีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและจัดการกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยทั้ง 195 ประเทศ จะเดินหน้าการพัฒนาและการเติบโตของประเทศไปในทิศทางที่ห่างไกลจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อสร้างเศรษฐกิจและอนาคตสีเขียว พร้อมกับการสร้างสังคมที่มีภูมิคุ้มกันและมีความเข้มแข็งในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
                      จากข้อตกลงปารีส โลกมีเป้าหมายร่วมกันในการจำกัดอุณหภูมิของโลกให้สูงขึ้นไม่เกิน 2 องศาฯ โดยมุ่งความพยายามที่จะจำกัดอุณหภูมิโลกให้อยู่ที่ 1.5 องศาฯ  การอ้างอิงกับ 1.5 องศาฯ นี้ ก็ถือเป็นประวัติศาสตร์ของโลกทีเดียว ที่แสดงให้เห็นว่าประเทศต่างๆ ได้ตระหนักถึงความจำเป็นความเร่งด่วนของประเทศยากจนและประเทศที่มีความเปราะบางอย่างมากต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงได้ร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการรับรองเป้าหมายอุณหภูมิที่มีความเข้มข้นนี้ และมีการเสนอให้คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC จัดทำรายงานฉบับพิเศษว่าด้วยผลกระทบจากการที่โลกร้อนขึ้น 1.5 องศาฯ
                      ปารีสตระหนักดีว่าความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตาม INDCs (การกำหนดเป้าหมายสนับสนุนในระดับประเทศอย่างมุ่งมั่น)นั้น ไม่เพียงพอ จึงได้กำหนดให้ประเทศต่างๆ มีการสื่อสารและรายงานการดำเนินการตาม INDCs ในปี 2020 และทุกๆ 5 ปีหลังจากนั้น เพื่อปรับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซฯ ให้เข้มข้นขึ้น จาก INDCs เราเห็นถึงความพยายามและความสมัครใจของประเทศกำลังพัฒนาในการลดการปล่อยก๊าซฯ แต่เราไม่เห็นความเป็นภาคบังคับของประเทศพัฒนาแล้วที่จะเป็นผู้นำในการลดการปล่อยก๊าซฯ อย่างเข้มข้น จากข้อตกลงปารีส ทุกประเทศจะมาร่วมกันทบทวนและปรับเป้าหมายให้เข้มข้นขึ้นทุกๆ 5 ปี ความแตกต่างในความพยายามระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนากำลังไม่ชัดเจน ความรับผิดชอบและการเป็นผู้นำในการลดการปล่อยก๊าซญ ของประเทศพัฒนาแล้วกำลังเลือนหายไป
                      เป้าหมายระยะยาวในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการกำหนดอุณหภูมิโลกไว้สูงขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาฯ นี้ กำลังสร้างแรงกระเพื่อมต่ออุตสาหกรรมสกปรก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมฟอสซิล นี่เป็นสัญญาณที่สำคัญและชัดเจนอย่างยิ่งต่อธุรกิจและกลุ่มผู้ลงทุน ถึงทิศทางที่จะเดินหน้าเพื่อให้โลกบรรลุเป้าหมายการจำกัดอุณหภูมิที่สูงขึ้น ซึ่งมีเพียงทิศทางเดียวเท่านั้น นั่นคือ การเลิกพึ่งพาฟอสซิล โลกเรากำลังเดินหน้าสู่ทิศทางการเริ่มต้นแห่งยุคอวสานของอุตสาหกรรมฟอสซิลแล้ว
                      และนับเป็นครั้งแรกอีกเหมือนกัน ที่ข้อตกลงปารีสได้ตระหนักถึงความต้องการและความพยายามของประเทศกำลังพัฒนาในการจัดการกับผลกระทบจากโลกร้อน อุณหภูมิที่สูงขึ้นในขณะนี้ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงและอันตรายอย่างมากแล้วต่อประเทศยากจนและประเทศที่เปราะบางที่สุด อีกทั้งยังได้ตระหนักถึงความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนของความจำเป็นและความต้องการอย่างเร่งด่วนในการปรับตัวกับอุณหภูมิที่จะสูงขึ้นแต่ละองศา
                      หากความพยายามในการลดการปล่อยและการดำเนินการเพื่อการปรับตัวประสบความล้มเหลว จะก่อให้เกิดความสูญเสียและความเสียหายขึ้น ชุมชนจะประสบกับการสูญเสียทรัพย์สิน ได้รับผลกระทบต่อสุขภาพ สูญเสียแผ่นดินอย่างถาวร วัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตหายไป และแม้กระทั่งสูญเสียชีวิต ปารีสได้บรรจุเรื่องการสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage) ไว้เป็นหนึ่งมาตราแยกออกจากเรื่องการปรับตัว ข้อตกลงปารีสได้ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความสามารถในการจัดการความเสี่ยงและการสร้างภูมิคุ้มกัน (ก่อนที่ความสูญเสียและความเสียหายจะเกิดขึ้น) พร้อมจัดตั้งคณะทำงานเพื่อจัดการการย้ายถิ่นอันเนื่องมาจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ไม่มีการพูดถึงการชดเชย (เมื่อเกิดความสูญเสียและเสียหายขึ้น) และความรับผิดชอบทางกฎหมายและอย่างเป็นธรรมของประเทศที่ปล่อยสูง ที่เป็นสาเหตุให้เกิดความสูญเสียและความเสียหาย การบรรจุเรื่องความสูญเสียและความเสียหายไว้เป็นอีกหนึ่งมาตรานี้ ก็นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญต่อแนวทางต่อไปที่ประชาคมโลกจะได้ร่วมมือกันเตรียมการและตอบสนองต่อเหตุการณ์รุนแรงทางสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งเปิดโอกาสให้มีการเจรจาในรายละเอียดต่อไป
                      ในเรื่องการเงิน ประเทศพัฒนาแล้วจะให้การสนับสนุนด้านการเงินปีละ แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปจนถึงปี 2025 แต่ข้อตกลงปารีสกลับแสดงให้เห็นถึงความไม่ชัดเจนของความรับผิดชอบอย่างเป็นธรรมของประเทศพัฒนาแล้ว นอกจากจะไม่มีความเข้มข้นในการบังคับให้ประเทศพัฒนาแล้วสนับสนุนด้านการเงินต่อไปภายหลังจากปี 2025 แล้ว ข้อตกลงปารีสกลับมีความยืดหยุ่นในเรื่องการเงินเพื่อการจัดการกับโลกร้อน โดยให้มีการกำหนดเป้าหมายการเงินใหม่หลังจากนั้น และไม่ระบุว่าใครจะเป็นผู้สนับสนุน และในขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้ามาช่วยเรื่องการเงินด้วย โดยความสมัครใจ แม้จะเป็นความสมัครใจ แต่ก็นับเป็นการเริ่มดึงให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความรับผิดในเรื่องการเงินด้วย จากเป้าหมายปารีสที่ต้องการให้มีการไหลเวียนของเงินเพื่อให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาฯ เรากลับยังไม่เห็นความชัดเจนถึงการเงินที่คาดการณ์ได้ในอนาคต
                      2 องศาฯ และ 1.5 องศาฯ จากปารีสส่งสัญญาณสำคัญต่อการเลิกพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แล้วหันมาใช้พลังงานหมุนเวียน และส่งสัญญาณถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีการจัดการความเสี่ยงและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะความเสี่ยงและความรุนแรงจะยิ่งมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นไปจากระดับที่เป็นอยู่ขณะนี้ แต่ยังไม่มีความชัดเจนและขาดความเป็นธรรมในเรื่องกลไกที่จะตอบรับกับสัญญาณดังกล่าว ความรับผิดชอบที่เป็นธรรมจากประเทศพัฒนาแล้วกำลังแผ่วลง โดยเฉพาะเรื่องความเข้มข้นในการลดการปล่อยและการสนับสนุนด้านการเงิน ในขณะที่การดำเนินการและความสมัครใจในการมีส่วนร่วมรับผิดชอบของประเทศกำลังพัฒนากำลังมีความชัดเจนขึ้น เราเริ่มมองเห็นความรับผิดชอบที่มากขึ้นจากประเทศกำลังพัฒนา
                      ข้อตกลงปารีส ไม่เพียงพอที่จะทำให้โลกเราปลอดภัยและมีอุณหภูมิสูงขึ้นไม่เกิน 2 องศาฯ หรือ 1.5 องศาฯ เราจะต้องติดตามรายละเอียดต่างๆต่อไป โดยเฉพาะเรื่องการเงินที่จะต้องมีเพิ่มเติมมากขึ้นและคาดการณ์ได้เพื่อการลดการปล่อยและการปรับตัว เป้าหมายการลดการปล่อยที่เข้มข้น การปรับตัว การจัดการกับความสูญเสียและความเสียหายและการชดเชย รวมทั้งความพยายามและความแตกต่างของความรับผิดชอบระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา บนพื้นฐานของความเป็นธรรมในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง
———————
(หลากมิติเวทีทัศน์ : ข้อตกลงปารีส คอป21 ความรับผิดชอบอย่างเป็นธรรมที่หายไป : โดย … Climate Watch Thailand)

เครือข่ายยุวทัศน์-สสส.ฉายหนังเพื่อเด็กดู(ฟรี)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220236

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 ม.ค. 2559

เครือข่ายยุวทัศน์-สสส.ฉายหนังเพื่อเด็กดู(ฟรี)

เครือข่ายยุวทัศน์-สสส.ฉายหนังเพื่อเด็กดู(ฟรี) เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ปี 2559 ติดอาวุธทางปัญญาให้เด็ก วัยรุ่นไทย รู้เท่าทันพิษภัยบุหรี่

            เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่โรงภาพยนตร์ SF Cinema สาขา Central world นายกมล สุขสมบูรณ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง The Assassin : ฆาตกร สอดแทรกอันตรายของบุหรี่ ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพซึ่งผลิตโดยเครือข่ายยุวทัศน์ กรุงเทพมหานคร (ยทก.) ร่วมกับชมรมหนังสั้นและการถ่ายภาพ โรงเรียนประชาราษฎร์บำเพ็ญ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ฉายฟรีเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ

นายกมล กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลไทย นำโดย พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญอย่างยิ่งแก่เด็กและเยาวชน ทั้งด้านพัฒนาการศึกษา ความเป็นอยู่ตั้งแต่แรกเกิดตลอดจนด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนในทุกมิติ เพราะรัฐบาลเชื่อว่าการสร้างเด็กให้มีคุณค่าจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่ประเทศชาติได้รับก็คือทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นคนเก่งสามารถพัฒนาชาติบ้านเมืองให้ทันนานาชาติได้ และนับว่าเด็กไทยโชคดีที่ “เครือข่ายยุวทัศน์ กรุงเทพมหานคร” เครือข่ายของเด็กและเยาวชนไทยลุกขึ้นมาผลิตสื่อน้ำดีอย่างภาพยนตร์เรื่อง “THE ASSSASSIN : ฆาตกร” ที่เปรียบเสมือนสื่อสีขาวแต่สามารถสะท้อนปัญหาสังคมให้ได้เห็นกันในมุมลึกที่ผู้ใหญ่อาจจะเข้าใจยาก และถือว่าเป็นของขวัญสำหรับเด็กและเยาวชน หากได้มารับชมแล้วคงได้รับประโยชน์อย่างยิ่งแก่การดำเนินชีวิตในยุคปัจจุบัน

ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า สสส. ได้เปิดโอกาสให้เยาวชนมีอิสระในการคิดเนื้อหาและใช้รูปแบบการนำเสนอด้วยภาพรวม ถือเป็นสื่อที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายคือ เด็กและเยาวชนโดยเฉพาะวัยรุ่น การคิดและค้นคว้าด้วยตัวเองทำให้เยาวชนได้รับความรู้ที่ลึกซึ้ง และถือเป็นผู้นำเยาวชนช่วยรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงในอนาคตต่อไป อย่างไรก็ตาม การสื่อสารพิษภัยบุหรี่หรือปัจจัยเสี่ยงอื่นสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่วัยเด็ก พ่อแม่ เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูก สิ่งแวดล้อมรอบบ้าน โรงเรียนเพื่อน พบว่า ครอบครัวที่มีพ่อ แม่ สูบยุหรี่ดื่มเหล้า ทำให้เด็กเติบโตมาแล้วมีพฤติกรรมสูบบุหรี่และดื่มเหล้าตาม

“ปัจจุบันเด็ก 100 คน จะมีคนสูบบุหรี่ 15 คน ดื่มเหล้า 18 คน ติดเกม 13 คน พนันบอลอีกแสนกว่าคน และกลุ่มที่ค้ายาเสพติดมีอายุมากที่สุด 20-25 ปี ปัจจุบันสิ่งแวดล้อมกระตุ้นการมอมเมาเยาวชนไทยอย่างมาก โดยภายใน 7 นาทีสามารถเข้าถึงร้านเหล้า 15 นาทีเข้าถึง ร้านเกม และ 30 นาที เข้าถึง ซีดี ลามก นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ไม่ดีมากกว่าพื้นที่ดี 2-3 เท่า สิ่งเหล่านี้มันกำลังถาโถมเข้าสู่วัยรุ่นไทย เป็นสิ่งที่สสส. เฝ้าระวังและให้ความรู้เท่าทันแก่เเด็ก เยาวชน รวมถึงประชาชนทั่วไป หนังเรื่องฆาตรกร ถือเป็นกิจกรรมวันเด็กและของขวัญวันเด็กดีที่มีประโยขน์ต่อเด็ก พ่อ แม่ อย่างแท้จริง” ดร.นพ.บัณฑิต กล่าว

นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ ประธานเครือข่ายยุวทัศน์ กรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้ควบคุมการผลิตกล่าวถึงแนวคิดการจัดสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า ปัจจุบันสื่อน้ำดีหรือสื่อสีขาวมีน้อยมาก เนื่องจากผู้ผลิตภาพยนตร์ส่วนใหญ่ก็ทำเป็นธุรกิจกันหมด เลยจำเป็นต้องใส่เนื้อหาที่ล่อแหลมเข้าไปเพื่อต้องการให้คนสนใจและสร้างรายได้มากที่สุด อีกแนวคิดหนึ่ง คือปัจจุบันมีแต่ภาพยนตร์ที่กระแทกสังคม น้อยนักเป็นภาพยนตร์สะท้อนสังคมที่สะท้อนปัญหาจากเด็กและเยาวชนจริงๆ ยิ่งปัญหาสังคมที่เป็น “ปัจจัยเสี่ยง” ยิ่งไม่มีเลย เราจึงต้องจัดทำภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาฉายซึ่งจัดทำเป็นภาพยนตร์จริงๆ ที่ไม่ใช่สารคดีตามสไตล์หน่วยงานราชการทำ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้มีความยาวถึง 40 นาที และสร้างด้วยความสามารถของเด็ก เยาวชน ชั้นมัธยมศึกษา จากโรงเรียนประชาราษฎร์บำเพ็ญ


5จว.ใต้จัดเต็มงานวันเด็กตามนโยบายศธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220218

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 ม.ค. 2559

5จว.ใต้จัดเต็มงานวันเด็กตามนโยบายศธ.

5จว.ใต้จัดเต็มงานวันเด็กตามนโยบาย ศธ. ชูผลงาน “ลดเวลาเรียนฯ-สานฝันกีฬาฯ” เน้นนิทรรศการมีชีวิตให้เด็กมีส่วนร่วม “ขวัญ-อุษามณี” ควง “เติ้ล-ธนพล” ยกทัพดาราร่วมงาน

          วันนี้ (8 ม.ค.) นายอาดุลย์ พรมแสง ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมยะลาเขต 1 เปิดเผยถึงการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2559 ในพื้นที่ จ.ยะลา ว่าในขณะนี้พื้นที่เขต 1 จ.ยะลามีการจัดนิทรรศการเน้นลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ โครงการสานฝันกีฬา เข้าสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ จะมาเปิดกิจกรรมที่ รร.บ้านนิบงชนูปถัมภ์ พร้อมกันนี้จะมีกิจกรรมของ กศน. และหน่วยทหารในพื้นที่ รวมถึงกิจกรรมการแสดงร้องรำทำเพลง และการแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน การแข่งขันฟุตบอล 7 คน เรียกว่าจะมีเกมส์เล่นทุกซุ้ม มีรางวัลให้กับเด็กทุกๆคนที่มาร่วมงานด้วย  ทั้งนี้ในวันดังกล่าวจะมีการจัดพาหนะอำนวยความสะดวกให้กับเด็กนักเรียนที่มาร่วมกิจกรรม ซึ่งในปีนี้ ทางรัฐบาลโดยสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ คาดว่าจะมีเด็กเข้าร่วมกิจกรรมไม่ต่ำกว่า 1,000 คน ไม่รวมผู้ปกครอง และมีดารานักแสดงจากช่อง 7 สี นำโดย ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์ และ เติ้ล-ธนพล นิ่มหทัยสุข มาร่วมสร้างความสนุกภายในงาน โดยได้รับการสนับสนุนจาก นายพลากร สมสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บรัษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ที่ยกกองทัพศิลปินดารานักแสดงช่อง 7 สร้างความสุขเด็กๆจังหวัดชายแดนใต้ในวันเด็กแห่งชาติปีนี้

“ปีที่ผ่านมาสำนักงานเขตพื้นที่ ไม่เคยเป็นเจ้าภาพจัดงานวันเด็กเลย เพียงแต่ไปร่วมกับเทศบาล อบจ.ที่จัดเท่านั้น ปีนี้ถือว่าเป็นโอกาสดี ที่ รมช.ศึกษาฯ โดย สพฐ. ได้อนุมัติงบประมาณให้เขตพื้นที่ จ.ยะลา จัดกิจกรรม สร้างความสุขให้เด็กนักเรียน   หวังให้เด็กมีความสุข ในฐานะคนในพื้นที่รู้สึกดีใจที่ทางรัฐบาลได้ให้ความห่วงใยด้านการศึกษากับเด็กในพื้นที่ภาคใต้ เพราะถือว่ายังขาดโอกาสอีกหลายส่วน ถ้าได้กิจกรรมแบบนี้ ถือว่าได้ชดเชยในสิ่งที่ขาดไปได้” นายอาดุลย์ ระบุ

ด้านนายพิภพ ทองแดง ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 1 กล่าวว่า ในส่วนของ จ.ปัตตานี  มีความพร้อมในการจัดกิจกรรมแล้ว โดยจะจัดที่สนามกีฬากลางศาลากลาง จ.ปัตตานี ซึ่งจะมีการจัดเวที แบ่งเป็นในส่วนของ อบจ.ปัตตานี  และของกระทรวงศึกษาธิการ โดย สพฐ.เขต 1 ซึ่งจะมีดารา จากช่อง 7 สี เดินทางมาร่วมงาน นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรม ร่วมสนุก ทั้งเกมส์ และร่วมจับสลากของรางวัลอีกมากมาย โดยจะมีนักเรียนที่คัดเลือกมาจากทั่ว สพฐ.เขต 1 จ.ปัตตานี เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 1,000 คน จึงได้เตรียมเสื้อยื้ดงานวันเด็กไว้แจกจ่าย รวมถึงอำนวยความสะดวกการเดินทาง

“มั่นใจว่า ในวันพรุ่งนี้ จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นวันเด็กไม่ใช่วันผู้ใหญ่ โดยเน้นธีม สีสัน สดใส  มีผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาเป็นประธานในพิธีเปิด ขณะเดียวกัน มีการจัดแสดงนิทรรศการมีชีวิต 6  โครงการ เช่น ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้  โครงการสานฝันกีฬาใต้ ค่านิยม 12 ประการ  เป็นต้น ขณะที่การรักษาความปลอดภัย ก็มีการวางกำลังดูแลความเรียบร้อยไว้แล้ว ทั้งทหารและพลเรือน” นายพิภพกล่าว

ในส่วนของ จ.นราธิวาส  นายนิพัฒน์ มณี ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาสเขต 1 เปิดเผยว่า กำหนดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ที่สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบฯ บริเวณใกล้ๆศาลากลางจังหวัด ซึ่งรูปแบบกิจกรรมป็นการเชิญชวนให้เด็กๆมาร่วมงานโดยแจ้งไปทุกโรงเรียนในเขตพื้นที่ 1  มาร่วมกิจกรรม ตามฐานต่างๆ โดยมีการจัดนิทรรศการนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้  โครงการสานฝันกีฬาสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้  นอกจากนี้ยังมีการเชิญชวนหน่วยงานในสถานศึกษานราธิวาสด้วย   ซึ่งก่อนหน้านี้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประชุมร่วมกันในการจัดกิจกรรมให้กับเด็กๆในพื้นที่แต่ละจังหวัด เพื่อให้สอดคล้องกันและเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งปีนี้ รมช.ศึกษาฯ ได้มอบให้สำนักงานเขตการศึกษา จัดกิจกรรมให้กับเด็กๆในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีมาก่อน

“เป็นเรื่องที่ดีที่รัฐบาลชุดนี้ได้เล็งเห็นความสำคัญ สนับสนุนงบในการจัดกิจกรรม โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานในพิธีเปิด โดยเป้าหมายของการจัดงานครั้งนี้ ต้องการให้เด็กได้เรียนรู้และสนุกสนาน เข้าใจกิจกรรมที่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลผ่านนิทรรศการต่างๆ” นายนิพัฒน์ กล่าว

ขณะที่ นายประสิทธิ์ หนูกุ้ง ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 เปิดเผยว่า ในส่วนของ จ.สงขลา จะมีการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติขึ้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 3 อ.นาทวี ตั้งแต่เวลา 09.00 – 15.00 น. โดย พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ จะให้เกียรติเดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจ จะมีการแสดงของนักเรียนจากโรงเรียนในสังกัด การแสดงยุโธปกรณ์และสุนัขสงครามโดยหน่วยเฉพาะกิจสงขลา และกิจกรรมนันทนาการสร้างความสนุกสนานให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน โดยมี น้องไอซ์ – อธิชนัน ศรีเสวก นักแสดงจากช่อง 7 และ ปูไข่-พงศ์สิรี บรรลือวงศ์ นักแสดง และอดีตนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทย มาร่วมสร้างสีสัน โอกาสนี้ พล.อ.สุรเชษฐ์จะมอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบจำนวน 17 ทุนการศึกษา และอุปกรณ์กีฬาเพื่อสนับสนุนโครงการสานฝันกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย

“ในส่วนของ จ.สงขลา ได้เน้นการจัดนิทรรศการมีชีวิต ไม่เน้นการทำป้ายหรือไวนิล ให้เด็กนักเรียนมีส่วนร่วมในการนำเสนอผลงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในส่วนของนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ที่จะเด็กนักเรียนมาแสดงศิลปะแม่ไม้มวยไทย ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในพื้นที่ด้วย” นายประสิทธิ์ กล่าว

เช่นเดียวกับ นายนิสิต ชายภักตร์ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จ.สตูล ที่กล่าวถึงความพร้อมในการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติว่า กิจกรรมจะจัดขึ้นที่สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สตูล ในปีนี้จัดภายใต้แนวคิดคืนความสุขให้แก่เด็กนักเรียนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยความร่วมมือจากหน่วยงานทางการศึกษาทั้งหมดในพื้นที่ จะมีกิจกรรมต่างๆมายมาย เน้นในส่วนของกิจกรรมเคลื่อนไหวให้เด็กๆได้มีส่วนร่วม อาทิ การละเล่นพื้นเมือง กีฬา ประภาพระบายสี และกิจกรรมจากนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ในการเสริมทักษะทางร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ตามนโยบายของ รมช.ศึกษาฯ นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากห้างร้านเอกชนในการมอบของขวัญให้แก่เด็กๆ โดยเด็กทุกคนจะได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้านอย่างน้อยคนละ 1 ชิ้น รวมทั้งจะมีซุ้มอาหารจัดเลี้ยงผู้เข้าร่วมงานที่คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 1,000 คนด้วย ทั้งยังมี ทับทิม – อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์ และโตนนท์ วงศ์บุญ นักแสดงชื่ดังจากช่อง 7 มาร่วมสร้างบรรยากาศในงานด้วย

“รมช.ศึกษาฯได้ให้นโยบายว่ากิจกรรมวันเด็กครั้งนี้จะช่วยสร้างความรู้สึกที่ดีให้แก่เด็กนักเรียน ผู้ปกครอง และครูผู้สอน ทำให้เห็นว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนการจัดกิจกรรม อีกทั้งจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสมัครสมานสามัคคีของเด็กๆที่แม้เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม แต่ก็มีความรักความปรารถนาต่อกัน มีมิตรภาพ ไม่มีความขัดแย้งแต่อย่างใด” นายนิสิต กล่าว


หลายจังหวัดจัดงานวันเด็กคึกคัก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220163

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 ม.ค. 2559

หลายจังหวัดจัดงานวันเด็กคึกคัก!

หลายจังหวัดจัดงานวันเด็กแห่งชาติคึกคัก! กทม.เปิดบ้านต้อนรับวันเด็กปี59 ขณะที่จ.อ่างทองจัดกิจกรรมให้เด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาสกว่า 200 คน

      8 ม.ค.59 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(กทม.) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. ต้อนรับผู้แทนนักเรียน ผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากทม. จำนวน 400 คน และให้โอวาทแก่เด็กนักเรียนเนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2559 พร้อมเปิดให้เยี่ยมชมห้องอมรพิมารห้องที่ใช้เป็นสถานที่รับรองบุคคลสำคัญหรือแขกเมืองของกทม. ห้องประชุมสภากทม. ห้องประชุมสุทัศน์ซึ่งเป็นห้องที่ใช้ในการประชุมคณะผู้บริหารกทม.
      ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า กทม.ให้ความสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีของสังคม จึงส่งเสริมการเรียนรู้แก่นักเรียน ทั้งในและนอกห้องเรียน เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนต่างๆ ให้ความสำคัญในการพัฒนาทั้งในด้านจิตใจ อารมณ์ และศีลธรรม ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี และในโอกาสวันเด็กนี้อยากให้น้องๆ ได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มาก ที่สำคัญผู้ที่อยู่ในวัยเรียนต้องมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา เพราะโลกเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เราต้องพร้อมที่จะเรียนรู้ และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พัฒนาตนเองให้ดีที่สุด จึงหวังว่าน้องๆ นักเรียนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี มีความกตัญญูต่อแผ่นดิน ต่อสังคม ต่อผู้มีพระคุณ ต้องรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และต้องมีความรับผิดชอบต่อตนเอง องค์กร โรงเรียน สังคม และพัฒนาตนเองไปในทางที่ดีขึ้น การเรียนรู้เป็นกุญแจสำคัญต่ออนาคตของทุกคน และขอให้ทุกคนมีความสุขกับวันเด็กปี 2559
      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดงานฉลองวันเด็กของกทม. ประจำปี 2559 กทม.กำหนดจัดขึ้น รวม 5 จุดใหญ่ ในวันเสาร์ที่ 9 ม.ค.2559 ระหว่างเวลา 08.00–16.30 น. ประกอบด้วย 1.สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) 2.พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 (จตุจักร) 3.ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง 4.บริเวณลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกทม. และ5.จัดในวันอาทิตย์ที่ 10 ม.ค. ที่พิพิธภัณฑ์เด็กกทม.แห่งที่ 2 (ทุ่งครุ) นอกจากนี้ยังได้จัดงานสัปดาห์วันเด็กแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 8-17 ม.ค. ที่ศูนย์เยาวชนของกรุงเทพมหานคร ทั้ง 36 แห่ง โดยในปีนี้กทม.จัดงานวันเด็ก ภายใต้แนวคิด “เด็ก กทม. ใฝ่เรียนรู้ สู่ประชาคมอาเซียน” โดยเน้นการส่งเสริมพัฒนาการเด็กและเยาวชนให้มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา และต้อนรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
      ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ทั้งนี้ จะมีกิจกรรมสร้างเสริมประสบการณ์และสร้างสรรค์ของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกทม. แบ่งเป็น 6 โซนกิจกรรม ประกอบด้วย 1.โซนมหานครแห่งความปลอดภัย ใส่ใจประชาคมอาเซียน 2.โซนมหานครแห่งความสุข ไร้ทุกข์ ปลอดโรคภัยในประชาคมอาเซียน 3.โซนมหานครสีเขียว กลมเกลียวกับประชาคมอาเซียน 4.โซนมหานครแห่งการเรียนรู้ สู่ประชาคมอาเซียน 5.โซนมหานครแห่งโอกาสของทุกคน มุ่งผลประชาคมอาเซียน และ 6.โซนมหานครแห่งประชาคมอาเซียน อีกทั้งการประกวด การแข่งขันเกม กีฬา การละเล่น การแสดงดนตรี นาฏศิลป์ กิจกรรมลานสนุก ทักษะวิชาการและการเรียนรู้ด้านต่างๆ การตอบปัญหาชิงรางวัล และลุ้นของรางวัลจากการร่วมสนุกในกิจกรรมต่างๆ มากมาย
      ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับภารกิจและผลงานของหน่วยงานต่างๆในสังกัดกทม. เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้นโยบายและการทำงานของกทม.เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน และประชาชน การสาธิตและให้เด็กได้ทดลองใช้รถสายตรวจพลังงานไฟฟ้า 2 ล้อ บริการตรวจสุขภาพฟันด้วยรถทันตกรรมเคลื่อนที่ บริการตัดผม เสริมสวย ซุ้มเมืองหนังสือโลก ตลาดนัดสุขภาพ และยังมีการตั้งห้องส่งจำลองของสถานีวิทยุกระจายเสียงกทม. และสถานีโทรทัศน์มหานคร ฝึกให้น้องๆ เป็นผู้ประกาศข่าว และผู้สื่อข่าว รวมถึงจัดให้มีการมอบทุนการศึกษา จำนวน 288 ทุนให้แก่นักเรียนสังกัดกทม.ที่ตั้งใจเรียน มีความประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อส่งเสริมด้านการศึกษา
      ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ขณะเดียวกันกทม.ยังได้จัดรถแท็กซี่สำหรับคนพิการ บริการรับ-ส่งน้องๆ จากโรงเรียนศรีสังวาลย์ได้เข้าร่วมกิจกรรมวันเด็กของกทม. พร้อมจัดพี่เลี้ยงอาสาดูแล เพื่อเติมความสุขให้แก่เด็กๆ เหล่านี้ เพื่อเปิดโอกาสที่เท่าเทียม อีกทั้งสร้างรอยยิ้มความสุขให้แก่เด็ก ส่งเสริมจินตนการ แรงบันดาลใจ และพัฒนาการด้านต่างๆ ให้แก่เด็กและเยาวชนอย่างสมวัย สำหรับงานวันเด็กบริเวณลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกทม. จะเริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 น. – 21.00 น. ภายใต้ชื่องาน “มหัศจรรย์ สีสันวันเด็ก” ชมขบวนพาเหรดโบโซ่ และการแสดงของเด็กๆ ร่วมไปกับบรรยากาศไฟประดับกรุงเทพฯ แสงสีแห่งความสุข การแจกขนมและของขวัญมากมายแก่เด็กๆ ที่มาร่วมงาน เช่น สายไหม ข้าวเกรียบว่าว ข้าวโพดคั่ว น้ำตาลปั้น และขนมโตเกียว
อ่างทองจัดงานวันเด็กให้เด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาสกว่า 200 คน
      ที่วัดตาลเจ็ดช่อ ต.ตลาดกรวด อ.เมือง จ.อ่างทอง ซึ่งเป็นสถานที่ที่รับเลี้ยงเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส จัดงานวันเด็กล่วงหน้าให้เด็กกว่า 200 คน ที่อยู่ในความดูแลของพระครูพิบูลพัฒนพิมล เจ้าอาวาส โดยเด็กเกือบทั้งหมด เป็นเด็กจากพื้นที่สูง ที่เดินทางมาพักอาศัยและศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนวัดตาลเจ็ดช่อ ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ เช่น การละเล่นแบบไทยๆ เกมส์และกิจกรรมการให้ความรู้ สร้างความสุกสนานและรอยยิ้มให้กับเด็กด้อยโอกาสเหล่านี้ โดยทางวัดและโรงเรียนได้เตรียมของขวัญให้กับเด็กทุกคน นอกจากนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลตลาดกรวด นำสิ่งของ ขนม ไอศครีม มาแจกให้เด็กๆด้วย
      ขณะที่อีกหลายพื้นที่เตรียมจัดงานวัดเด็กในวันพรุ่งนี้ โดยเฉพาะที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานวันเด็กของจังหวัดอ่างทอง มีการจัดเตรียมพื้นที่หลายร้อยไร่ ทั้งในและนอก อบจ. เพื่อจัดบู๊ทกิจกรรมต่างๆ โดยได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานของจังหวัดอ่างทอง ในการจัดงานวันเด็กเพื่อสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับเยาวชนของชาติในวันเด็กปีนี้แล้ว
สวนสัตว์โคราชจัดเต็ม! เปิดสวนสัตว์เด็กสวนสัตว์เรืองแสงรับวันเด็ก
      ที่สวนสัตว์นครราชสีมา เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 ม.ค.59 นายอาคมมณีกุล ผอ.สวนสัตว์นครราชสีมา ทำพิธีเปิดพื้นที่แสดง Zoo Kid Zone หรือสวนสัตว์เด็ก มีการแสดงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก11ชนิด ได้แก่ ลิงกระรอก,โมมาเสทหูขาว/ดำ,สุนัขจิ้งจอก เฟนเน็คฟ็อกซ์,หมีขอ,ลีเมอร์,กระต่าย,เมียร์แคท,เม่นใหญ่แผงคอยาว,คิงคาจู หรือหมีน้ำผึ้ง,ลิงคอตตอนทามาริน และปาก้า สัตว์ปีก6ชนิด เช่น ไก่ฟ้า,นกหว้า,นกแว่นสีเทา,ไก่จุก,นกชาปีไหน และไก่ฟ้าจันทบูร รวมกว่า 100 ชีวิต นอกจากนี้ยังมีเจ้าอุ๊อู๋ ลิงชิมแปนซี เพศผู้ อายุ4ปี สวมชุดนักเรียนมาคอยต้อนรับ และสร้างเสียงหัวเราะให้แก่นักเรียน ที่เข้าชมในรอบปฐมทัศน์
      รวมทั้งเปิด สวนสัตว์เรืองแสง Korat Light Zoo เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ที่รวบรวมผลงานศิลปกรรมด้านประติมากรรม จิตรกรรม จำลองรูปสัตว์นานาชนิด และสัตว์ในจินตนาการ เทคนิคการเล่นแสง สี แสวงไสวภายในห้องทึบแสงตกแต่งบรรยากาศเสมือนเดินอยู่ในถ้ำ สร้างความบันเทิงนอกเหนือขอบเขตของธรรมชาติทั่วไป และเกิดจินตนาการทางด้านศิลปะให้แก่ผู้ชม เปิดบริการทุกวันเวลา 09.00-16.30 น. อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่30บาท เด็ก 20 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าชมฟรี
      นายอาคม ผอ.สวนสัตว์นครราชสีมา เผยว่า สำหรับกิจกรรมงานวันเด็กแห่งชาติ สวนสัตว์ ฯ ได้มอบสิทธิพิเศษสำหรับเด็กความสูงไม่เกิน 135 ซม. เข้าเที่ยวชมฟรี ในงานมีการแสดงนิทรรศการข้อมูลให้ความรู้เกี่ยวกับสัตว์ และเผยแพร่ผลงานวิชาการของสวนสัตว์นครราชสีมา ร่วมเล่นเกมส์มหาสนุก ครอบครัวผูกพัน และกิจกรรมแฝงความรู้เล่นเกมส์ตอบปัญหา แจกของขวัญ ของรางวัลมากมายกว่า1แสนชิ้น และได้จัดเตรียมขนม เครื่องดื่มให้เด็ก รับประทานฟรี ตลอดทั้งวัน
พิษณุโลก – ทหารขนรถถังจัดแสดงในงานวันเด็กแห่งชาติ
      วันที่ 8 มกราคม 2558 พ.ท.ธนกฤติ สุขเกิด ผู้บังคับทหารม้าที่9 (ม.พัน 9) ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ได้กำเนินการเคลื่อนย้ายรถถังเอ็ม 21 ของม.พัน 9 จำนวน 20 คัน ไปตามจังหวัดต่างๆเพื่อจัดแสดงในวันเด็กแห่งชาติ การเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์และรถถังนั้นได้เคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ต่าง ๆ จังหวัดพิษณุโลก 14 จุด พิจิตร 3 จุด กำแพงเพชร 4 จุด สุโขทัย 1 จุด ตาก 1 จุด รวม 23 จุด รถถัง 20 คัน โดยเริ่มลำเลียงไปยังสถานที่จัดงานวันเด็กตั้งแต่วันที่ 7 และ 8 มกราคม 2559 พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ทหารประจำการ ให้ความรู้กับเด็กเกี่ยวกับการขับเคลื่อนรถถัง การใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ
เชียงใหม่ – โรงเรียนบ้านลวงเหนือ ร่วมจัดกิจกรรมงานวันเด็ก
      เมื่อเวลา 09.00 น. วันนี้ (8 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงเรียนบ้านลวงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ได้มีการจัดกิจกรรมงานวันเด็กขึ้นภายในโรงเรียน โดยสมศักย์ ไชยวงศ์ผู้อำนวยการโรงเรียนและทางคณะครูได้น้อมนำเอาคำขวัญของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า “เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาคต” มาใช้สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อให้เด็กนักเรียนนั้นได้ตระหนักถึงหน้าที่ของการเป็นเด็กนักเรียน มีความขยันหมั่นเพียร พัฒนาตนด้านการศึกษา และสร้างอนาคตดีที่แก่ประเทศชาติ ซึ่งสำหรับในวันนี้ ไม่มีการเรียนการสอนในโรงเรียน อีกทั้งยังอนุโลมให้เด็กนักเรียนสามารถแต่งชุดลำลองได้ 1 วัน เนื่องจากอยากให้เด็กนักเรียนมีความสุขและความเป็นอิสระในช่วงวันเด็กแห่งชาติ สำหรับในช่วงเช้านั้น ก็มีกิจกรรมการแสดงทั้งส่วนของวัฒนธรรมและการเต้นของเด็กๆ บนเวที อีกทั้งยังได้มีการแลกของขวัญของเด็กภายในโรงเรียนอีกด้วย
      นายสมศักย์ ไชยวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านลวงเหนือ กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมงานวันเด็กในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กนักเรียนนั้น ได้ใช้เวลากับผ่องเพื่อนและเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน อีกทั้งยังเป็นช่วงวัยที่เต็มไปด้วยสีสัน การละเล่นต่างๆ โดยที่ผ่านมาก็มีการจัดกิจกรรมดังกล่าวเป็นประจำทุกปี ซึ่งปีนี้ก็เป็นอีกปีหนึ่งที่ได้มีการริเริ่มกิจกรรมด้วยการนำคำขวัญของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ว่า “เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาคต” มาใช้เป็นต้นแบบสำหรับกิจกรรมตามฐานต่างๆ ซึ่งก็สามารถสร้างความสุขและความประทับใจ ให้กับเด็กนักเรียนที่เข้าร่วมได้ไม่น้อย
      ทั้งนี้สำหรับโรงเรียนบ้านลวงเหนือนั้น ตั้งอยู่ในพื้นที่อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โดยเด็กนักเรียนส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 เป็นชาวไทลื้อ และอีกร้อยละ 20 เป็นชาวเขาเผ่าม้ง สอนในระดับชั้น ประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา ปัจจุบันมีบุคลากรรวม 11 คน และเด็กนักเรียนรวม 165 คน ที่ผ่านมาก็มีกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และการจัดกิจกรรมวันเด็กก็จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
สิงห์บุรี – ร.ร.ประถมฯสิงห์บุรี จัดทำบุญเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ 2559
      เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2559 เวลา 08.30 น. ที่สนามโรงเรียนวัดสังฆราชาวาส นายกิตติชัย ศรีประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสังฆราชาวาส ได้จัดทำบุญตักบาตรให้กับเด็กนักเรียน เพื่อให้ครู นักเรียน และผู้ปกครองได้ทำบุญร่วมกันฟังธรรม เพื่อปลูกฝังให้เป็นเด็กดีในอนาคตและเป็นกำลังของประเทศชาติ และได้มีกิจกรรมให้นักเรียนในโรงเรียน ให้มาเล่นจับของรางวัลให้เด็กนักเรียน
      สำหรับในโอกาสนี้ ที่จัดก่อนก็เพื่อให้เด็กไปร่วมกับกิจกรรมวันเด็กในวันที่ 9 มกราคม 2558 ซึ่งเป็นการจัดงานวันเด็กแห่งชาติในปีนี้ มีหลายหน่วยงานในจังหวัดสิงห์บุรี ได้เตรียมจัดงานวันเด็กให้เด็กๆ ได้ร่วมกิจกรรมและรับแจกของขวัญของรางวัลมากมาย อาทิ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี เปิดให้เด็กๆ ได้ชมการแสดงของช้างแสนรู้ และร่วมกิจกรรมรับความรู้และความสนุกสนาน พร้อมรับของขวัญของรางวัลมากมาย และหลายหน่วยงานร่วมจัดนิทรรศการให้เด็กได้ชมและร่วมรับแจกสิ่งของต่างๆ และอาหาร เครื่องดื่ม อีกมากมาย
ชลบุรี – สถานรับเลี้ยงเด็กปฐมวัยทหารเรือจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ
      8 ม.ค.59 น.อ.กิติพงษ์ เรืองเดช รองเจ้ากรมโรงงานฐานทัพเรือสัตหีบ เป็นประธานจัดกิจกรรมวันเด็ก ประจำปี2559ณ สถานรับเลี้ยงเด็กปฐมวัย ทร.5 หมู่บ้านกรมโรงงานฐานทัพเรือสัตหีบ (ทุ่งโปรง) อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมี น.อ.สุทธิศักดิ์ บุตรนาค ผู้อำนวยการสถานรับเลี้ยงเด็กปฐมวัย ทร.5พร้อมด้วย น.ท.หญิง นิลวรรณ ชุณหชาติ ครูใหญ่ ร่วมให้การต้อนรับ และผู้ปกครอง ร่วมจัดกิจกรรมเป็นจำนวนมาก
      น.อ.กิติพงษ์ เรืองเดช กล่าวว่า การจัดกิจกรรมวันเด็ก ได้จัดขึ้นเป็นพิเศษเพื่อผู้ปกครองได้มีโอกาสนำบุตรหลานมาร่วมสนุก เพื่อให้เด็กได้มีความความสุข รวมถึงตัวผู้ปกครองด้วย ซึ่งภายในงานจัดให้มีแสดงของเด็กนักเรียน พร้อมกับเตรียมกิจกรรมสนุก ๆ และของขวัญไว้มากมาย โดยจะมีการจัดกิจกรรมสอดแทรกความรู้ เพื่อให้เด็กได้รับประโยชน์ ควบคู่ไปกับความสนุกสนาน ทั้งนี้เพื่อสร้างสรรค์พัฒนาการให้แก่เด็กและเยาวชนที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นบุคลากรของชาติในวันข้างหน้าต่อไป
ระนอง – เปิดศาลากลางให้เยาวชนต่างด้าวร่วมงานวันเด็ก
      เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2558 นายสุริยันต์ กาญจนศิลป์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า ทางจังหวัดระนอง ร่วมกับเทศบาลเมืองบางริ้น จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2559 ขึ้นบริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดระนอง และอาคารศาลากลางจังหวัดระนอง ตั้งอยู่ ม.3 ต.บางริ้น อ. เมืองระนอง พร้อมเปิดโอกาสให้เด็กๆทั้งเด็กในพื้นที่ต่างๆในจังหวัดระนองเข้าร่วมกิจกรรม รวมทั้งเด็กต่างด้าวที่ตามผู้ปกครองมาทำงานในจังหวัดระนองเข้าร่วมกิจกรรมวันเด็กที่ทางจังหวัดจัดขึ้นด้วย ซึ่งการเปิดโอกาสให้เด็กๆทั้งเด็กไทยและเด็กต่างด้าวเข้าร่วมกิจกรรมงานวันเด็กนั้น เพื่อให้เด็กเยาวชนทั้งสองชาติมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันรับการเปิดเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยคาดว่าจะมีเด็กๆ เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 5,000 คน
      สำหรับการจัดงานของจังหวัดระนองในปี 2559 นี้ จังหวัดได้ร่วมมือกับเทศบาลเมืองบางริ้น ได้กำหนดจัดงานวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2559 ของจังหวัดระนองขึ้นในวันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2559 เวลา 07.00-13.00 น. ณ ศูนย์ราชการจังหวัดระนอง กิจกรรมประกอบด้วยการแสดงบนเวทีกลาง และซุ้มกิจกรรมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง หน่วยงานต่างๆ จำนวน 15 ซุ้ม มีการจัดนิทรรศการให้ความรู้ แสดงผลงานภารกิจของหน่วยงาน การเล่นเกมส์ การแจกของขวัญ ของรางวัล บริการอาหาร ขนม เครื่องดื่ม และอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งเปิดห้องทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัดระนองให้เด็กและเยาวชนเข้าเยี่ยมชม ถ่ายภาพและรับของขวัญ ของที่ระลึกจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง
รพ.พังงา จัดกิจกรรมวันเด็ก59 ให้เยาวชนที่ป่วยได้รับความสุข
      เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2559 ที่โรงพยาบาลพังงา นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพังงา เป็นประธานเปิดงานวันเด็กประจำปี 2559 เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กในพื้นที่ใกล้เคียงและเด็กที่ป่วยอยู่ในโรงพยาบาล ได้รับความสุข สนุกสนานในวันสำคัญของเด็ก โดยมีคณะผู้บริหาร พร้อมด้วย คณะแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ฝ่ายกุมารเวชกรรมโรงพยาบาล ผู้ปกครองและเด็กที่มาใช้บริการและที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเข้าร่วม หลังจากแจกของขวัญให้กับเด็กที่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้แล้ว ยังมีการนำของขวัญโดยผอ. หมอ พยาบาลที่ร่วมใจสวมใส่ชุดแฟนซีตามไปแจกให้กับเด็กที่ป่วยอยู่ภายในดึกเด็กอีกด้วย ซึ่งสามารถสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับเด็กที่ป่วยและผู้ปกครองที่ดูแลอยู่เป็นอย่างมาก
      นายแพทย์เล็ก พัฒนาการจิต หัวหน้าแผนกกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพังงา กล่าวว่า วัยเด็กเป็นวัยแห่งความสนุกสนานและการเรียนรู้ ทุกวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมของทุกๆปีเป็นวันเด็กแห่งชาติ เป็นวันที่เด็กๆทุกคนต่างตั้งตารอที่จะร่วมสนุกในกิจกรรมต่างๆที่หน่วยงานต่างๆจัดขึ้น แต่มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่พลาดช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ไปเพราะอาการเจ็บป่วย ซึ่งเด็กๆที่ป่วยเหล่านี้ก็ต้องการรอยยิ้มและความสุขไม่ต่างจากเด็กทั่วๆไปเช่นกัน กิจกรรมในวันนี้โรงพยาบาลพังงามีเป้าหมายที่จะดูแลทางด้านจิตใจของเด็กที่ป่วยควบคู่ไปกับการรักษาทางกาย จะทำให้เด็กไม่รู้สึกซึมเศร้า ซึ่งจะส่งผลดีต่อการรักษาพยาบาลต่อไป
ตรัง – อบต.ปะเหลียน เดินเท้ามอบของขวัญให้เด็กชนเผ่าซาไก
      8 มกราคม 2559 นายสมพงษ์ คงเกลี้ยง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลปะเหลียน อ.ปะเหลียน จ.ตรัง พร้อมสมาชิก อบต. ผู้นำชุมชน และผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ เดินทางด้วยรถจักรยานยนต์และการเดินเท้า เข้าไปในหมู่บ้านของชนเผ่าซาไก หมู่ที่ 14 บ้านสันติราษฎร์ ต.ปะเหลียน บนเทือกเขาบรรทัด เพื่อนำขนม นม ของขวัญและเงินไปมอบให้แก่เด็กๆที่ด้อยโอกาสทางสังคม “ชนเผ่าซาไก” รวมทั้งครอบครัว ที่อยู่กันประมาณ 20 ครัวเรือน มีเด็กประมาณ 15 – 20 คน สร้างรอยยิ้มและความสุขให้แก่เด็กๆเป็นอย่างมาก
      ทั้งนี้ อบต.ปะเหลียน เป็นตำบลใหญ่มีทั้งหมด 15 หมู่บ้าน 2,865 ครัวเรือน หรือประชากรกว่า 11,000 คน ซึ่งในวันเด็กแห่งชาติจะมีการจัดงานบริเวณสนามหน้าที่ทำการอบต.อย่างยิ่งใหญ่ มีเด็กๆในตำบลและตำบลใกล้เคียงมาร่วมกิจกรรม ได้รับรางวัลและของขวัญหลายพันคน ถือเป็นงานยิ่งใหญ่ประจำปีของเด็กๆ แต่ขณะเดียวกันเด็กๆของชนเผ่าซาไก ที่อาศัยอยู่กับครอบครัวบนภูเขาจะขาดโอกาสในการร่วมกิจกรรมและรับของรางวัล ทางนายกอบต.และเจ้าหน้าที่ รวมทั้งผู้นำชุมชน จึงได้นำของขวัญและขนม นม ต่างๆ ไปมอบให้ถึงที่ เพือ่ให้โอกาสและกำลังใจเด็กๆเหล่านี้

ศึก’เอแบค’7วันไม่จบ’ยึดอำนาจ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220162

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 ม.ค. 2559

ศึก’เอแบค’7วันไม่จบ’ยึดอำนาจ’

‘เอแบค’ ยังไม่จบ ‘ดาว์พงษ์’ นั่งหัวโต๊ะไกล่เกลี่ยกว่า 3 ชม. ให้โอกาสสองฝ่ายกลับไปตั้งสติทบทวน เรียกประชุมอีกครั้งภายใน 7 วัน จ่อใช้ ม.86 ยึดอำนาจ

                      8 ม.ค. 59  เมื่อเวลา 09.00 น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานประชุมนัดพิเศษเพื่อไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้งภายในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือ เอแบค โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) มีมติเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาใน 2 แนวทาง ได้แก่ แนวทางที่ 1. ให้ไกล่เกลี่ยพูดคุยกับทั้งสองฝ่าย ว่าจะสามารถทำความเข้าใจกันได้หรือไม่ และแนวทางที่ 2. ให้นำมาตรา 86 (4) และวรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาบังคับใช้
                      โดย พล.อ.ดาว์พงษ์ เปิดเผยภายหลังประชุมหารือนานกว่า 3 ชั่วโมง ว่า การประชุมครั้งนี้มีกรรมการสภาฯ ทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมหารือ โดยเฉพาะ ดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล รักษาการอธิการบดี ม.เอแบค ภราดาบัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี และภราดาสุรสิทธิ์ สุขชัย นายกสภาฯ แต่เพราะเป็นการเรียกประชุมด่วน ทำให้กรรมการสภาฯ มาไม่ครบทุกคนและยังไม่มีมีข้อยุติสุดท้ายจริง
                      ซึ่งได้แจ้งที่ประชุมว่าในฐานะ รมว.ศึกษาธิการ ที่ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 86 ของ พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ยืนยันว่า ไม่ได้อยากใช้ และอยากให้ทั้งสองฝ่ายคุยกันให้ชัดเจนภายใน แต่เท่าที่ได้หารือครั้งนี้พบปัญหาว่าแต่ละฝ่ายไม่เชื่อมั่นในความคิดหรือการทำของกันและกันมีมุมมองที่ต่าง ทั้งยังมีความไม่ลงรอย แต่ทั้งสองฝ่ายต่างพูดตรงกันว่ารักและทำเพื่อมหาวิทยาลัยเอแบค ต้องการทำให้มหาวิทยาลัยมั่นคงและยั่งยืน
                      “ผมใช้เวลาในการฟังกรรมการสภาฯ ทั้งสองฝ่ายพูดคุยและเสนอความคิดเห็นซึ่งในวันนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป ผมให้ทั้งสองฝ่ายกลับไปตั้งสติและนำข้อเสนอแนะที่ผมให้ไปคิดโดยภายใน 7 วัน หลังจากนี้ผมจะเรียกประชุมอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม จากการไกล่เกลี่ย ในวันนี้ผมมีคำตอบในใจแล้ว แต่อยากจะให้แก้ปัญหากันเองก่อน ซึ่งสุดท้ายยังไม่เชื่อมั่นกันก็จำเป็นต้องใช้มาตรา 86 (4) และจะถือว่าเป็นโอกาสสุดท้าย เพราะเรื่องนี้ยืดเยื้อมานานแล้วผมคงไม่ปล่อยไว้ วันนี้คุยกันนานกว่า 3 ชั่วโมง ยังไม่มีคำตอบ ก็น่าจะเดาว่าจะใช้วิธีใด แต่เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อน และมีวัฒนธรรมองค์กรเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ”
                      สำหรับนักศึกษาที่กำลังจะเปิดภาคเรียนวันที่ 11 มกราคมนี้นั้น ก็ให้เรียนตามปกติ นาทีนี้ยังไม่มีผลกระทบใดๆ กับนักศึกษา แต่หากปล่อยไว้นานจะมีผล ส่วนตำแหน่งของภราดา สุรสิทธิ์ ซึ่งถูกแต่งตั้งมาจากกรุงโรม ประเทศอิตาลี หากตั้งคณะกรรมการควบคุมเข้าไปดูแล ม.เอแบค ตามมาตรา 86 (4) จะมีผลกระทบอะไรหรือไม่นั้น เราก็มีกฎหมายของเรา อะไรที่ทำได้ตนก็ทำ และการแต่งตั้งนายกสภาฯ ก็เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.
                      รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า สำหรับเหตุการณ์ที่มีการกระทบกระทั่งกันนั้น ได้มีการพูดในที่ประชุมโดยไม่ได้ถามถึงสาเหตุ แต่บอกเพียงว่าภาพที่ออกมาให้คิดว่าเหมาะสมหรือไม่ ก็ไม่ได้มีใครอธิบายอะไรแต่ก็เชื่อทุกคนเข้าใจเพราะเป็นผู้ใหญ่และก็คงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ ได้สอบถามถึงปัญหาในการดำเนินการ โครงการเครื่องฝึกบินจำลองของคณะวิศวกรรมศาสตร์ แต่เรื่องนี้ต้องแยกแยะระหว่างสาเหตุของปัญหากับภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นแยกทั้งสองเรื่องออกจากกันคนไทยและศิษย์เก่าเอแบค ตอนนี้มองเอแบคว่าสภาฯ เกิดความแตกแยก ต้องแก้เรื่องนี้ก่อน ส่วนการตรวจสอบก็ต้องดำเนินการต่อไป
                      รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ. กล่าวว่า เหตุที่เชิญทั้ง 2 ฝ่ายมาพูดคุยในวันนี้ก็เพื่อเกิดการปรองดอง รอมชอม โดยเฉพาะเรื่องคดีความที่อยากให้เลิกแล้วต่อกัน แต่ในที่ประชุมก็ยังมีการโต้เถียงและกล่าวหากันอยู่ในบางประเด็น ผู้รับใบอนุญาตจึงได้เสนอให้สภาฯ ผู้ทำหน้าที่ทุกคนลาออกเพื่อแสดงรับความผิดชอบร่วมกัน และเพื่อให้ผู้ถือใบอนุญาตเสนอรายชื่อกรรมการสภาฯ ชุดใหม่ ซึ่งประเด็นนี้มีความเป็นไปได้ แต่หากกรรมการบางคนไม่ยอมลาออกเพราะเป็นเอกสิทธิ์ก็ว่ากันไม่ได้ ดังนั้น พล.อ.ดาว์พงษ์ จึงมอบให้กลับไปหารือในประเด็นนี้กันอีกครั้ง เพื่อหารูปแบบที่มีความเป็นไปได้ และสามารถแก้ปัญหาได้ด้วย พร้อมกันนี้ได้เสนอให้ไปสร้างระเบียบหรือข้อบังคับต่างๆ ให้มีความชัดเจนในการบริหารมหาวิทยาลัยมากขึ้น ขณะเดียวกันให้ไปตรวจสอบระบบบัญชีที่ยังมีข้อบกพร่องในอดีต และให้มีการออกข้อบังคับของสภาฯ เกี่ยวกับการได้มาซึ่งนายกสภาฯ และอธิการบดีฯ รวมถึงเรื่องของคดีความต่างๆ ที่อยากให้เลิกแล้วต่อกัน
                      “บรรยากาศในที่ประชุมยังคงมีความเห็นที่ยังไม่สอดคล้องกัน มีการโต้แย้งกันบ้าง สุดท้ายจึงต้องหาทางออกให้ไปรอมชอมกันภายใน 7 วัน แต่หากยังไม่มีคำตอบให้ รมว.ศึกษาธิการ คงต้องใช้อำนาจในการตัดสินใจ อย่างไรก็ตามน่าเสียดายที่เอแบคเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ และที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย แต่ต้องมามีปัญหาจนทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง และหากต้องใช้อำนาจเข้าไปควบคุมก็ยิ่งจะทำให้เกิดความเสียหายทั้งแก่มหาวิทยาลัยและประเทศชาติ เพราะมีนักศึกษาต่างชาติเรียนอยู่จำนวนมาก”
                      ด้าน ดร.สุทธิพร กล่าวว่า ในการประชุมแต่ละฝ่ายต่างเสนอรูปแบบหลากหลายเพื่อจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งในส่วนของเขาได้เสนอให้ทุกฝ่ายถอยออกมาและตั้งคนกลางเข้ามาทำหน้าที่ แต่ยังขอรักษาสิทธิ์อธิการบดี ม.เอแบค ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม สุดท้ายที่ประชุมก็ยังไม่มีข้อยุติ ซึ่ง รมว.ศึกษาธิการ ก็ได้ให้ไปคิดหาแนวทางมาและแจ้งให้ทราบ พร้อมทั้งบอกกลางที่ประชุมด้วยว่าที่สุดแล้วถ้ายังไม่มีข้อยุติ รมว.ศึกษาธิการ ก็จะใช้อำนาจตามมาตรา 86 (4) พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ตั้งกรรมการควบคุม
                      อนึ่งมาตรา 86 (4) พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 กำหนดไว้ว่า ถ้ามหาวิทยาลัยเอกชน เกิดเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ จากทั้งหมด 4 สาเหตุ ซึ่งรวมถึงการที่สภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี คณาจารย์ หรือนักศึกษา ดำเนินการอันเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงและความปลอดภัยต่อประเทศ ต่อวัฒนธรรมของชาติ ความสงบเรียบร้อย หรือ ศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งกรณีของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มีความรุนแรงเกิดขึ้นซึ่งส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรม ความสงบ และศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 86 (4) แล้ว ใช้อำนาจตามมาตรา 86 วรรค 2 ตั้งกรรมการเข้าไปควบคุมสถาบันอุดมศึกษาแห่งนั้น ประกอบด้วยกรรมการไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 15 คน ทำหน้าที่แทนสภามหาวิทยาลัยเดิม พร้อมออกประกาศควบคุมมหาวิทยาลัยในหนังสือพิมพ์ไม่น้อยกว่า 3 วัน
                      ขณะที่ นายวีรศักดิ์ อนุสนธิวงษ์ กรรมการสภาวิทยาลัยเอแบค กล่าวว่า ในที่ประชุมต่างฝ่ายต่างมีจุดยืน และแต่ละเงื่อนไขที่ต่างฝ่ายเสนอ ก็ค่อนข้างยอมรับได้ลำบากซึ่งทางฝ่ายเราเสนอให้ทุกคนลาออก และส่งเรื่องคืนให้ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้ง คือ มูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย กลับไปดำเนินการเอง เพราะเจ้าของคงไม่ปล่อยให้มหาวิทยาลัยเสียหาย แต่ก็มีกรรมการบางคนไม่เห็นด้วย ดังนั้นคงต้องหาจุดที่ลงตัวร่วมกัน โดยนัดหารือวันที่ 14 มกราคม เวลา 15.00 น. ที่มูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลฯ หากตกลงกันไม่ได้ และรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ใช้อำนาจตามมาตรา 86 (4) ตั้งกรรมการควบคุมเข้าไปดูแลปัญหา ก็คงต้องยอมรับสภาพ

‘ปิยะสกล’ยันไม่ล้มสสส.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220156

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 ม.ค. 2559

‘ปิยะสกล’ยันไม่ล้มสสส.

‘ปิยะสกล’ ยันไม่ล้ม สสส. ลั่นเดินหน้าปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น – ไม่ติดขัด

                      8 ม.ค. 59  จากกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) 2557 ออกคำสั่งให้กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ จำนวน 7 คน ประกอบด้วย นพ.วิชัย โชควิวัฒน ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นายสมพร ใช้บางยาง รศ.ประภาภัทร นิยม และนายวิเชียร พงศธร พ้นจากการเป็นกรรมการและการดำรงตำแหน่งในกองทุนดังกล่าว ก่อนที่ นพ.วิชัย จะออกมาระบุว่า มีขบวนการจ้องล้มสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีบริษัทเหล้าและบุหรี่อยู่เบื้องหลัง ตามด้วยขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน (Thai Health Promotion Movement) ซึ่งประกอบไปด้วยเครือข่ายภาคประชาชนจากทั่วประเทศ 20 เครือข่าย ออกมาคัดค้านคำสั่ง คสช.และจะมีการประชุมใหญ่ของตัวแทนจากเครือข่ายต่างๆ ทั่วประเทศ ในวันจันทร์ที่ 11 มกราคม 2559 เพื่อประกาศแนวทางและมาตรการในการเคลื่อนไหว
                      ล่าสุด ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) ในฐานะรองประธานคนที่ 1 คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (บอร์ด สสส.) กล่าวว่า ไม่มีการแช่แข็งโครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สสส. ไม่มีการล้ม สสส.แน่นอน เนื่องจากโครงการจำนวนมากเป็นสิ่งที่ดีมากๆ และในการประชุมบอร์ด สสส.ครั้งต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเป็นวันที่ 15 มกราคม 2559 สามารถเปิดประชุมได้ เพราะองค์ประกอบการประชุมครบถ้วน แม้จะขาดบอร์ด 7 คนก็ตาม โดยจะมีการพิจารณาเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาบอร์ด สสส.ส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิแทนผู้ที่พ้นจากตำแหน่ง และจะรับรองระเบียบข้อบังคับทั้ง 26 ฉบับ ที่มีการแก้ไขปรับปรุง และบอร์ดให้ความเห็นชอบไปแล้วเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 เพื่อมีการบังคับใช้ต่อไป
                      “เมื่อระเบียบข้อบังคับที่มีการแก้ไขออกมาใช้บังคับ โครงการต่างๆ ที่รับทุนจาก สสส. หากดำเนินการถูกต้องและครบถ้วนตามระเบียบ ก็น่าจะดำเนินการต่อไปได้เลย ยืนยันว่า ไม่มีการล้ม สสส.แน่นอน สิ่งที่จะทำ คือ ทำให้ สสส.เดินหน้าต่อไปด้วยดี ไม่ติดขัด”
                      ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี นพ.วิชัย ระบุว่า มีขบวนการจ้องล้ม สสส. ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวอีกว่า ตนไม่เห็นว่ามี และไม่เห็นภาพแบบนั้น ยืนยันว่า คณะกรรมการที่ตนเป็นกรรมการไม่เคยคิดล้ม สสส.
                      ต่อข้อถาม มีความกังวลหรือไม่ที่ในวันที่ 11 มีนาคม ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชนจะมีการเคลื่อนไหว รมว.สธ. กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิ ต้องเป็นผู้ที่มีทั้งคุณวุฒิและไม่ขัดต่อระเบียบข้อบังคับ เชื่อว่าภาคประชาสังคมทุกคนพร้อมช่วยกันทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศ