ครูเฮ!‘คืนครูสู่ห้องเรียน’19วันใน1ปีพลิกชีวิตเด็กไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

การศึกษา-สาธารณสุข  :  14 ม.ค. 2559

ครูเฮ!‘คืนครูสู่ห้องเรียน’19วันใน1ปีพลิกชีวิตเด็กไทย

ครูเฮ!‘คืนครูสู่ห้องเรียน’19วันใน1ปีพลิกชีวิตเด็กไทย : ชุลีพร อร่ามเนตรรายงาน

            ของขวัญวันครู 16 มกราคม 2559 ปีนี้ดูจะเป็นอีกปีที่ครูไทยได้เฮอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะนโยบาย “คืนครูสู่ห้องเรียน” ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัด “สำรวจตารางชีวิตครูไทยใน 1 ปี” พบว่า ปี 2558 ที่ผ่านมา ครูได้เวลาคืนสู่ห้องเรียนมากขึ้นถึง 19 วัน คิดเป็นอัตราส่วนถึง 25% เมื่อเทียบกับปี 2557 คืนความสุขให้ครูไทยได้ใช้เวลาอยู่กับลูกศิษย์มากขึ้น

ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้ทรงคุณวุฒิ สสค. กล่าวว่า ผลการสำรวจดังกล่าวดูจากกิจกรรมภายนอกชั้นเรียนที่กระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของครู ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2558-5 มกราคม 2559 โดยสัมภาษณ์ครูที่ได้รับรางวัลครูสอนดีจาก สสค. ทั่วประเทศ 319 คน ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างเดิมจากการเก็บข้อมูลในปี 2557 เพื่อให้เกิดความแม่นยำในการเปรียบเทียบสถานการณ์ พบว่า ปี 2558 มีวันเปิดเรียน 200 วัน ครูต้องใช้เวลากับกิจกรรมนอกชั้นเรียนที่ไม่ใช่การสอนถึง 65 วัน คิดเป็น 32.5% ดังนี้ ประเมินโรงเรียน 19 วัน ประเมินนักเรียน 12 วัน ประเมินครู 7 วัน ประกวด/แข่งขันนอกโรงเรียน 4 วัน แข่งขันกิจกรรมทางวิชาการ 9 วัน อบรมนอกห้องเรียน 8 วัน ประเมินภายนอกโรงเรียน 3 วัน กิจกรรมอื่นๆ 3 วัน ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับปี 2557 พบว่าลดลงจากเดิมที่ครูต้องใช้เวลาถึง 84 วัน เท่ากับว่าครูได้รับการคืนเวลาสู่ห้องเรียนมากขึ้นถึง 19 วัน คิดเป็น 25% ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก

“ปัจจัยที่สามารถคืนเวลาให้ครูได้มากขึ้นนั้น เกิดจากการดำเนินนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่องการปรับลดจำนวนวิชาแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) การลดกิจกรรมประกวดแข่งขันและอบรมครูลง นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่กำลังดำเนินการ เช่น การปรับระบบการประเมินวิทยฐานะของครูและผู้บริหาร ที่ไม่ผูกกับการแข่งขัน และการได้รางวัล รวมถึงการปรับระบบประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ซึ่งคาดว่าเมื่อเรื่องเหล่านี้ได้ข้อสรุป และนำมาใช้แล้ว จะสามารถคืนเวลาการสอนให้ครูได้เพิ่มขึ้น ในปี 2559 ถึง 50% หรือประมาณ 35-40 วัน” ดร.อมรวิชช์ กล่าว

นอกจากนั้น อยากให้มีกลไกเข้าไปรองรับกับการที่ครูมีเวลาในชั้นเรียนเพิ่มขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้เวลาเหล่านี้ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์จริงๆ โดยเฉพาะการเตรียมการสอน และการพัฒนาขีดความสามารถของครู รวมถึงอยากให้มีการสนับสนุนนโยบายคืนครูสู่ห้องเรียน และนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ อย่างต่อเนื่อง เพราะนโยบายดังกล่าวหากมีการสานต่อไปเรื่อยๆ จะเป็นประโยชน์ต่อครูทั้งในเรื่องการเตรียมการสอน พัฒนาขีดความสามารถของครู ซึ่งถ้าครูมีความสามารถ สร้างสรรค์นวัตกรรมการสอน ก็จะนำไปสู่การสร้างคุณภาพให้แก่เด็ก

นโยบาย “คืนครูสู่ห้องเรียน” มาจากการรับฟังเสียงสะท้อนจากครูผู้ปฏิบัติในพื้นที่โดยตรง ทำให้แก้ปัญหาถูกจุด สามารถคืนเวลาให้ครูกลับคืนสู่ห้องเรียนได้ 19 วันใน 1 ปี  ศ.ดร.สมพงษ์  จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า นโยบายที่ดีต้องเป็นนโยบายจากล่างขึ้นบน ไม่ใช่จากบนลงล่าง เพราะวิธีการคิดเชิงนโยบายมีคุณภาพหรือด้อยคุณภาพ ข้อมูลต้องมาจากผู้ปฏิบัติ นั่นคือครู และเด็ก เพื่อทำให้เห็นปัญหาและแก้ไขปัญหาได้มากขึ้น

“รัฐบาลต้องจริงจังกับการยกเลิกการประเมินวิทยฐานะจากวัฒนธรรมเอกสารมาเน้นที่ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน และผมไม่เห็นด้วยกับการที่คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะ มีมติอนุโลมให้ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ว 13/2556 และหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ ว 17/2552 ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่เน้นรางวัลของครูไปพลางก่อนในช่วง 2 ปี โดยเกณฑ์การประเมินต้องดูผลงานเชิงประจักษ์ที่เกิดผลต่อตัวผู้เรียนเป็นหลัก และควรทำในรัฐบาลยุคนี้ ไม่ควรขยายเวลาการใช้เกณฑ์เดิมออกไป เพราะวิทยฐานะเป็นเรื่องที่เกิดประโยชน์กับเงินเดือนครูมาก แต่ไม่เกิดประโยชน์กับเด็ก เมื่อรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งยึดผลประโยชน์ของครูเป็นหลัก และกลับไปใช้เกณฑ์เดิมอีก ดังนั้นควรเริ่มเกณฑ์ใหม่ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

กิจกรรมนอกห้องเรียนที่ครูมองว่า มีแนวโน้มลดลงและภาคนโยบายควรผลักดันให้ลดกิจกรรมเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ อันดับ 1 การประเมินต่างๆ ของโรงเรียนและครู 39.68% เนื่องจากทำให้ครูไม่ได้สอนหนังสือ เพราะต้องใช้เวลาในการเตรียมเอกสารต่างๆ อันดับ 2 กิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน 27.78% เพราะนักเรียนต้องเข้าร่วมกิจกรรม จัดเตรียมกิจกรรม อันดับ 3 การแข่งขันทางวิชาการต่างๆ 12.70% เนื่องจากครูต้องเตรียมความพร้อมให้นักเรียน นักเรียนบางคนไม่สามารถเข้าเรียนได้ และอันดับ 4 การอบรม 12.70% เพราะครูต้องทิ้งชั้นเรียน ทำให้จัดการเรียนการสอนไม่ทัน หรือรวบรัดตัดตอน เสียเวลาเรียน

นายอาคม สมพามา ครูสอนดี จ.ราชบุรี กล่าวว่า ทุกวันนี้ครูไทยทำงานเยอะมาก เพราะครูไม่ได้มีหน้าที่เป็นเพียงผู้สอน ให้ความรู้แก่เด็กเท่านั้น แต่ยังสอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรม การใช้ชีวิต ฉะนั้นครูเป็นบุคคลที่เสียสละและบางคนทำงานทั้ง 7 วัน จึงอยากให้ลดภาระงานของครูที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนลดลง เพราะอย่างในปี 2558 การประเมินโรงเรียนไม่ได้ลดลงจากปี 2557 ซึ่งยังเป็นการประเมินตามรางวัลระดับชาติที่ครูและผู้บริหารโรงเรียนสามารถนำไปยื่นประกอบวิทยฐานะได้ ทำให้เป็นการสร้างภาระงานให้ครู ดังนั้นระบบการประเมินการศึกษา วิทยฐานะควรลดลง และควรประเมินครูโดยใช้ระบบนิเทศก์ติดตามครูอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ นโยบายคืนครูสู่ห้องเรียน และปลดล็อกให้ ก.ค.ศ.ยกเลิกการรับรองรางวัล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินวิทยฐานะเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยเปลี่ยนเป็นเน้นผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียนแทน เชื่อว่าจะเกิดผลดีในการศึกษาอย่างแน่นอน

ทุกวันนี้ครูและเด็กไทยมีความสุขมากเพียงใดกับการเรียนการสอนโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเวลา ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา สสค. กล่าวว่า กลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ซึ่งจัดสอบโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) ได้สำรวจการใช้เวลาของครูใน 50 ประเทศ เมื่อปี 2558 พบว่า เวลาที่ใช้ในการสอนของครูแต่ละประเทศมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 694 ชั่วโมงต่อปี คิดเป็น 182 วัน โดยครูมีเวลาสอนจริงเฉลี่ย 50% ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศไทย ส่วนกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนโดยตรง เท่ากับ 6.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ คิดเป็น 34% แบ่งเป็นเวลาในการเตรียมการสอน 4 ชั่วโมงต่อวัน เวลาจัดการกับพฤติกรรมเด็ก 3.5 ชั่วโมงต่อวัน และเวลาที่เหลือครูนำไปพัฒนาตนเอง

“หากดูเวลาครูไทยที่ไม่ได้ใช้ไปกับการเรียนการสอน ขณะนี้ถือว่าอยู่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่าง 15-34% แต่ก็อยากให้อยู่ในช่วงค่าเฉลี่ยที่ต่ำสุด เพื่อให้ครูได้กลับมาใช้เวลากับเด็กในชั้นเรียน เพราะรางวัลที่ยิ่งใหญ่สำหรับครูที่แท้จริง ไม่ใช่โล่รางวัล หรือกระดาษ แต่เป็นเวลาความสุขที่ครูได้อยู่กับเด็กในห้องเรียน ได้จัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพให้เกิดขึ้นแก่เด็ก”

นอกจากนั้น OECD ได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายไว้ว่า 1.อยากให้มีการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำเวลาที่ครูต้องสอน และทำกิจกรรมนอกห้องเรียน คือ ถ้ามีองค์การภายนอกเข้ามาเอาครูไปทำกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนเด็ก ถ้าเกินมาตรฐานขั้นต่ำเวลา กำหนดเพดานเวลาของการดึงครูออกไปจากห้องเรียนได้ก็ไม่สามารถกระทำได้ เพื่อช่วยให้ครูมีเวลาเต็มที่ในการเรียนการสอน 2.มีระบบเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์ภาระการเรียนการสอนของครู โดยคัดเลือกครูกลุ่มหนึ่งมาประเมินเวลาของครูทั้งในส่วนการเรียนการสอน การเตรียมการสอน และการทำกิจกรรมนอกห้องเรียน และสรุปในแต่ละช่วง เพื่อให้ทราบว่าครูมีทรัพยากรเวลาเหลือเท่าใด ดังนั้น หากการคิดนโยบายใหม่ๆ ขึ้นมา ต้องมาดูว่าครูเหลือทรัพยากรเวลาหรือไม่ที่จะกระทำสิ่งเหล่านี้ และ 3.ครูไทยต้องเป็นนักบริหารเวลา เช่น เวลามีภารกิจอะไรเร่งด่วนต้องสามารถจัดแบ่งเวลาได้ หรือ เวลา 19 วันที่ได้คืนไป ครูจะได้เลือกทำในสิ่งที่เหมาะสมว่าจะไปดำเนินการอย่างไร เป็นต้น


3ล้านเล่ม50ล้านบาทหนังสือเก่าเข้าห้องสมุดกศน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220432

การศึกษา-สาธารณสุข  :  14 ม.ค. 2559

3ล้านเล่ม50ล้านบาทหนังสือเก่าเข้าห้องสมุดกศน.

3ล้านเล่ม50ล้านบาทหนังสือเก่าเข้าห้องสมุดกศน.

           ว่ากันว่าวันที่ 21 มกราคมนี้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะเป็นประธานในการรับมอบหนังสือเก่าจำนวน 3 ล้านเล่ม มูลค่า 40-50 ล้านบาท จากองค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เพื่อนำไปให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) นำไปแจกจ่ายให้แก่ กศน.ตำบลทั่วประเทศ เพื่อใช้ประกอบการค้นคว้าให้เกิดการเรียนรู้ และเพื่อส่งเสริมการรักการอ่าน

หนังสือดังกล่าวไม่ใช่หนังสือหลักสูตรปัจจุบัน แต่เป็นหนังสือที่พิมพ์ในช่วงเวลาที่มีการปรับปรุงหลักสูตร ซึ่ง พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มองว่าหากเก็บไว้เฉยๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์ จึงคิดว่าน่าจะนำไปให้นักศึกษา กศน. หรือชาวบ้านอ่านเพื่อเป็นความรู้ได้ โดยนำไปไว้ที่ กศน.ตำบลทุกแห่ง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า เพราะอย่างน้อยก็เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้อ่านมากขึ้น แม้ว่าจะไม่ใช่หนังสือที่เป็นหลักสูตรปัจจุบันแต่ก็สามารถทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ เพราะหนังสือบางเล่มยังมีเนื้อหาเป็นปัจจุบันอยู่

ซึ่ง พล.อ.ดาว์พงษ์ บอกว่า ตอนแรกจะนำหนังสือเหล่านั้น ซึ่งมีมูลค่า 40-50 ล้านบาทไปชั่งกิโลขายได้เงินแค่ 2 ล้านบาท จึงให้องค์การค้าฯ คิดหาทางจะเอาหนังสือพวกนี้ไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์ได้บ้าง ซึ่ง กศน.บอกว่าเสียดายและยังใช้ประโยชน์ได้ จึงมอบให้ กศน.ไป อีกทั้งอย่างน้อยก็ยังเป็นการกระตุ้นการรักการอ่านได้ด้วย

จากการสอบถามองค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ทราบว่าหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือแบบเรียนชั้นประถมศึกษาปีทีี่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6  ที่ทางองค์ค้าฯ พิมพ์ขึ้นมาจำหน่าย แต่ขายไม่หมดทำให้เหลือค้างสต็อกเก็บรักษาไว้ที่คลังลาดพร้าวมาประมาณ 3-4 ปีมาแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เคยมีแนวคิดจะบริจาคให้สถานศึกษาต่างๆ แต่ติดขัดที่จะต้องมารับหนังสือที่คลังลาดพร้าวเอง ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเห็นว่าเหมาะสมที่จะบริจาคให้แก่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เพราะมีห้องสมุดอยู่ทั่วประเทศ และมีบุคลากรและพาหนะในการจัดส่งได้สะดวก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการบรรจุลงลังเพื่อสะดวกในการขนย้าย

นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการสำนักงาน กศน. กล่าวว่า ได้รับการติดต่อจากองค์การค้าฯ ให้ไปรับหนังสือจำนวน 3 ล้านเล่ม เพื่อนำไปมอบใช้ประกอบการเรียนการสอนของนักศึกษา กศน. และนำไปไว้ที่ กศน.ทุกตำบล ห้องสมุดประชาชนทุกแห่ง รวมถึงศูนย์การเรียนชุมชน ซึ่งกระจายอยู่ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ แม้ว่าจะเป็นหนังสือเก่า คิดว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะอย่างน้อยก็ใช้อ่านประกอบเป็นความรู้ได้

จากการสำรวจพบว่าหนังสือที่องค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการ ศึกษา (สกสค.) นำมาบริจาค ประกอบด้วย แบบฝึกหัดสาระการพื้นฐานชุดภาษาเพื่อชีวิต ชั้น ป.4 วรรณคดีวิจักษ์ ชั้น ป.6 แบบบันทึกกิจกรรมสาระการเรียนรู้พื้นฐานวิทยาศาสตร์ ชั้น ป.3 ฟิสิกส์ เล่ม 2 ชั้น ม.5 คณิตศาสตร์ชั้น ป.3 แบบฝึกหัดการเรียนรู้พื้นฐานชุดภาษาเพื่อชีวิตทักษะปฏิสัมพันธ์ ชั้น ป.4-6 วรรณคดีลำนำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ป.6 วรรณคดีวิจักษ์ ชั้น ป.3 และอื่นๆ


สิ้นแล้ว!ยายทวด115ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220491

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 ม.ค. 2559

สิ้นแล้ว!ยายทวด115ปี

ยายทวด 5 แผ่นดิน สิ้นอายุขัยอย่างสงบด้วยวัย 115 ปี 3 เดือน 23 วัน ที่บ้านพัก อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ เผยเคล็ดลับอายุยืน ชอบทานผัก-ปลา

                      13 ม.ค. 59  เมื่อเวลา 14.30 น. นายพงษ์ศักดิ์ ปรีชาวิทย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ได้เดินทางไปเป็นประธานในงานฌาปนกิจศพ นางเสียง คำโสม อายุ 115 ปี “ยายทวด 5 แผ่นดิน” ที่สิ้นอายุขัยอย่างสงบ ท่ามกลางประชาชนมาร่วมไว้อาลัยส่งดวงวิญญาณประมาณ 1 พันคน ที่วัดป่าดอนกรรม บ้านโนนชาด ต.โซ่ อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ
                      นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า อยากให้พี่น้องชาวจังหวัดบึงกาฬ ดูคุณยายเสียงเป็นแบบอย่าง ที่ชอบรับประทานผักและปลาเป็นอาหาร ถึงแม้จะมีอายุย่างเข้าวัย 116 ปีในปีนี้ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีอายุมากที่สุดในจังหวัดบึงกาฬ และทำตัวเป็นคนที่มีจิตใจร่าเริงแจ่มใสตลอดเวลา ทำให้มีสุขภาพดีช่วยเหลือตัวเองได้ ใช้ชีวิตอยู่โดยไม่เป็นภาระของลูกหลาน
                      นายสุทัศน์ คำโสม อายุ 56 ปี ประธานสภาเทศบาลตำบลโซ่พิสัย เปิดเผยว่า คุณแม่เสียง คำโสม เกิดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2443 มีลูกทั้งหมด 7 คน เป็นชาย 4 คน และหญิง 3 คน โดยตนเป็นคนสุดท้อง ซึ่งลูกทั้ง 7 คน ได้เสียชีวิตไปแล้ว 3 คน ก่อนเสียชีวิตคุณแม่เสียงได้อาศัยอยู่กับตนที่บ้านเลขที่ 89 บ้านสามเหลี่ยม หมู่ 3 ต.โซ่พิสัย อ.โซ่พิสัย แต่ก่อนที่ยังแข็งแรงได้ทำหน้าที่เป็นหมอตำแยประจำหมู่บ้าน ช่วยเหลือทำคลอดบุตรมานับไม่ถ้วน และเป็นคนที่มีนิสัยร่าเริงยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา สายตาดีอ่านออกเขียนหนังสือได้โดยไม่ต้องสวมแว่นตาและหูดีได้ยินชัดเจนเหมือนคนปกติ ชอบกินปลาและผักเป็นอาหาร บางครั้งยังทำกับข้าวกินเองได้ เช่น ทอดไข่ ทอดปลา และได้หมดแรงเดินไปไหนมาไหนไม่ได้เมื่อประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ขณะนอนบนที่นอนจะบอกให้ลูกหลานเปิดเทปหรือซีดีธรรมะให้ฟังทุกวัน และได้สิ้นลมหายใจไปเมื่อเวลา 05.09 น.วันที่ 11 ธ.ค. 59 รวมอายุได้ 115 ปี 3 เดือน 23 วัน

มอบโล่ครูดอยยกเป็นคนดีศรีเมืองตาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220472

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 ม.ค. 2559

มอบโล่ครูดอยยกเป็นคนดีศรีเมืองตาก

มอบโล่ครูดอยยกเป็นคนดีศรีเมืองตาก ชาวเน็ตแน่ชมแบกนักเรียนป่วยฝ่าทางวิบากและป่าเขาไปส่งโรงพยาบาล

             เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2559 นายสมชัยฐ์ หทยตันย์ติ ผวจ.ตาก กล่าวถึงกรณี นางสาวรัชนก เงินงามมีสุข อายุ 31 ปี หรือครูปู ครูอัตราจ้างชั้วคราวประจำศูนย์การเรียนรู้ชาวไทยภูเขา บ้านเซกรา ต.แม่สอง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ช่วยเหลือลูกศิษย์ เป็นเด็กหญิง อายุ 11 ปี ทราบชื่อภายหลังว่า เด็กหญิงวัฒนาพร วนาสร้าง เด็กกำพร้าพ่อ-แม่ ที่มีอาการป่วยฉับพลันระบบทางเดินอาหาร โดยแบกลงดอยภูเขาสูงมาขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร และฝ่าทางป่าเขามา เพื่อไปส่งโรงพยาบาลนั้นจนโด่งดังไปทั่วนั้น

ทางจังหวัดตาก ได้ให้ความสนใจเรื่องนี้มาก เพราะถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดี ในการเสียสละช่วยชีวิตคน โดยเฉพาะลูกศิษย์ของตนเอง จึงขอแต่งตั้งให้ นางสาวรัชนก เป็น “คนดีศรีเมืองตาก”ซึ่งทางจังหวัดจะทำโล่ และมอบเงินรางวัลจำนวนหนึ่งในเร็วๆนี้ ซึ่งกำหนดมอบในที่ประชุมจังหวัดตาก

รายงานข่าวแจ้งว่า เด็กหญิงอายุ 11 ปี ที่ถูกแบกหาม เป็นลูกศิษย์ซึ่งกำพร้าพ่อแม่ เกิดอาการปวดท้อง และมีอาการอาเจียนต่อเนื่องอย่างรุนแรงเกือบตลอดทั้งคืน โดยที่โรงเรียนไม่มียารักษา จนกระทั่งรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง อาการของเด็กหญิงยังไม่ดีขึ้นและทรุดลง จึงตัดสินใจพยุงร่างของเด็กหญิงออกจากโรงเรียน ทั้งเดิน ทั้งแบก เพราะสภาพเส้นทาง ทุลักทุเลเนื่องจากไม่มีรถยนต์ จนสามารถเดินเท้าลงจากเขามาและพบกับชาวบ้านระหว่างทาง จึงโบกรถยนต์ขอความช่วยเหลือไปส่งโรงพยาบาล ล่าสุดเด็กที่ได้รับการช่วยเหลือรอดมีอาการปลอดภัยแล้ว

ล่าสุด นายสมชัยฐ์ ได้เลี้ยงข้าวนางสาวรัชนก และเด็กหญิงวัฒนาพรขณะไปปฏิบัติหน้าที่ ณ อำเภอท่าสองยาง พร้อมกับมอบของที่ระลึกให้ ซึ่งเรื่องราวของครูปู หรือ นางสาวรัชนก โด่งดังไปทั่ว โดยเฉพาะในวงการครู


แรงงานข้ามชาติ..ร้องขอรัฐไทย‘สิทธิสุขภาพเท่าเทียม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220439

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 ม.ค. 2559

แรงงานข้ามชาติ..ร้องขอรัฐไทย‘สิทธิสุขภาพเท่าเทียม’

เสียงจากแรงงานข้ามชาติ..ร้องขอรัฐไทย‘สิทธิสุขภาพเท่าเทียม’ : ปฏิญญา เอี่ยมตาล ทีมข่าวรายงานพิเศษ

           “อยากให้รัฐบาล…บอกนายจ้างออกหลักฐานรับรองให้พวกเรา จะได้ไปซื้อบัตรประกันสุขภาพ เพราะไปซื้อแล้วไม่ขายให้ ไม่มีเอกสาร…นี่แหละของขวัญที่อยากได้”

“อยากขอให้รัฐไทย จ่ายเงินค่าจ้างแรงงานพวกเรา เท่ากับเงินค่าจ้างคนไทย 300 บาท โดยไม่เลือกปฏิบัติ และให้มีสิทธิบัตรประกันสุขภาพและประกันสังคมอย่างเท่าเทียม คนไทยได้อย่างไรเราก็อยากได้บ้าง”

“ขอให้มีล่ามทุกโรงพยาบาล ที่พูดภาษาพวกผมได้ จะได้คุยรู้เรื่อง ป่วยเป็นอะไร หมอ พยาบาล จะได้เข้าใจ ไม่อยากไปแล้วต้องกลับ ไม่ได้รักษา เสียเวลา เสียเงินค่ารถด้วย”

“อยากให้ขายประกันสุขภาพให้แรงงานข้ามชาติทุกคน โดยไม่มีเงื่อนไข เราอยากซื้อ แต่ติดปัญหาคือ โรงพยาบาลไม่ขาย”

“หนูอยากให้รัฐไทยจ่ายยาต้านไวรัสเอชไอวีต่อเนื่อง โดยไม่ต้องกลับไปเอาที่กัมพูชา เพราะต้องใช้เงินเยอะ ไปกลับทีครั้งละพันกว่าบาท เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา ตอนนี้ก็ตกงาน อยากให้ทางการ 2 ประเทศเชื่อมระบบถึงกันจะได้ส่งต่อยาให้กันได้”

นี่คือเสียงเรียกร้องจากตัวแทนแรงงานข้ามชาติประเทศพม่าและกัมพูชา ที่เข้ามาทำงานในไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานประมงพื้นที่ จ.สมุทรสาคร จ.สงขลา จ.ระยอง จ.ตราด และ จ.สมุทรปราการ อยากให้ปี 2559 เป็นปีที่รัฐไทยปรับแก้ไขระบบบริการประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติและเงินค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ให้ทัดเทียมถ้วนหน้า เสมือนเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ควรได้รับ โดยเฉพาะสิทธิการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลต่างๆ

“คา คา ไร” หรือชื่อไทยว่า ใหม่ ตัวแทนแรงงานข้ามชาติ จ.สมุทรสาคร กล่าวว่า ปัญหาตอนนี้แรงงานส่วนใหญ่ที่นี่ยังเข้าไม่ถึงหลักประกันสุขภาพ มี 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม 1 พวกที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนและยังไม่มีบัตรรับรอง กลุ่ม 2 พวกขึ้นทะเบียนแล้วถูกต้องมีบัตรสีชมพู รับรอง และกลุ่ม 3 พวกที่มีพาสปอร์ต แต่เมื่อไปทำงานในล้งประมงเล็กๆ นายจ้างจะไม่ออกหลักฐานไปซื้อบัตรประกันสุขภาพหรือทำประกันสังคม เพราะกลัวต้องจ่ายเงินส่วนต่างเพิ่มให้แรงงานอีกคนละ 5 เปอร์เซ็นต์ ตามระเบียบรัฐ จึงไม่ยอมทำเรื่องให้ เมื่อป่วยก็รักษาเอง นายจ้างไม่รับผิดชอบ

“ทุกวันนี้ถ้าไม่ป่วยจริงๆ ไม่มีใครอยากไปโรงพยาบาลหรอก ส่วนใหญ่ไปคลินิกมากกว่า รักษาเสร็จก็จ่ายตังค์เลย แต่ถ้าไปโรงพยาบาลมันหลายขั้นตอน ไม่กล้าไป ถึงไปก็ไปไม่ถูก ไม่รู้ว่าต้องไปจุดไหนก่อน ไม่มีตัวหนังสือบอก ไม่มีล่าม คุยกันไม่รู้เรื่อง เคยมีเคสหนึ่งเป็นเนื้องอกในมดลูก ไม่รู้ตัวมาก่อน ป่วยมานาน ไม่กล้าไปโรงพยาบาล ไปแต่คลินิก เอายามากิน พอมารู้อีกทีเนื้องอกก้อนโตแล้ว ต้องผ่าตัดใหญ่ใช้เงินเป็นแสน คนไข้ไม่มีเงิน สุดท้ายก็ตาย” น.ส.ใหม่ เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

น.ส.ใหม่ยังให้สัมภาษณ์ถึงข้อเรียกร้องแรงงานประมงข้ามชาติพม่าว่า อยากได้ให้รัฐบาลออกนโยบายชัดเจนว่า จะขายประกันสุขภาพให้แรงงานข้ามชาติทุกคน เพราะที่ผ่านมาคนที่ป่วยจริงๆ กลับไม่ขาย แต่ไปขายให้คนที่ไม่ป่วย อยากให้ขายโดยไม่มีเงื่อนไข ราคายิ่งถูกยิ่งดี อยากให้มีราคาแน่นอน ไม่ใช่ขึ้นไปเรื่อยๆ จากเมื่อก่อนปี 2549 ราคา 1,900 บาท ตอนนี้เพิ่มเป็น 2,100 บาทแล้ว อยากให้ขายให้ทุกเคสทุกสัญชาติ ทั้งพม่า ลาว กัมพูชา โดยไม่ต้องมีเอกสารรับรองจากนายจ้าง

“ลาย สรุน” แรงงานข้ามชาติกัมพูชา จ.สงขลา กล่าวว่า แรงงานประมงที่นี่ส่วนใหญ่ไม่มีบัตรประกันสุขภาพ นายจ้างไม่รับรอง เป็นประมงเล็กๆ ส่วนคนอยู่ประมงใหญ่มีบัตรเมื่อไปโรงพยาบาลก็ไม่ได้รักษา ไม่รู้จะบอกอาการอย่างไร สื่อสารกับหมอ พยาบาล ไม่รู้เรื่อง เพราะไม่มีล่าม บางคนจ่ายเงินซื้อบัตรแล้วยังต้องจ่ายเงินจ้างล่ามด้วย ทั้งที่ป่วยหนัก ต้องเสียเงินเยอะ สิ่งที่อยากได้จากรัฐบาลไทยคือ อยากให้ช่วยจัดหาล่ามประจำทุกโรงพยาบาลรัฐในสงขลา รวมถึงในหน่วยราชการที่เกี่ยวกับสวัสดิการแรงงานและประกันสังคม

“ลอ วุน” หรือชื่อไทย “วีระ” แรงงานข้ามชาติประมงกัมพูชา จ.ระยอง ให้สัมภาษณ์ว่า แรงงานส่วนใหญ่เป็นลูกเรืออวน มีคนงาน 40 คนต่อลำ ออกทะเลครั้งหนึ่ง 15 วัน ทุกคนมีบัตรประกันสุขภาพสีชมพู ไปรักษาที่โรงพยาบาลไหนก็ได้ ตอนนั้น คสช.มาทำให้ เจ้าหน้าที่ดูแลดี ไม่มีปัญหา

ส่วนสิ่งที่อยากได้จากรัฐบาลไทยในปี 2559 นี้ในฐานะที่เป็นตัวแทนแรงงานกัมพูชาประมงระยอง อยากให้รัฐช่วยดูแลแรงงานข้ามชาติ และ อยากให้นายจ้างเห็นใจ สนใจพวกเรา โดยเฉพาะตอนเปิดให้ทำบัตรหรือทำเอกสารราชการอื่นๆ อยากให้นายจ้างมีน้ำใจพาไปหน่อยจะได้ไม่ต้องเสียค่านายหน้าหลายต่อ เสียเงินเยอะ ตัวอย่างเช่น นายจ้างพาไปเสียค่าทำ 3,000 บาท ถ้าไปเองเสียมากถึง 10,000 บาท และอีกเรื่องคือ อยากขอของขวัญให้รัฐบาลปรับขึ้นเงินค่าจ้างแรงงานข้ามชาติให้เท่ากับแรงงานขั้นต่ำของคนไทยที่ 300 บาท โดยเฉพาะบางคนที่ทำงานมานานกว่า 10 ปี

จากคำบอกเล่าของตัวแทนแรงงานข้ามชาติในพื้นที่ต่างๆ ข้างต้น จะเห็นว่า แต่ละพื้นที่จะมีปัญหาที่คล้ายๆ กันคือ เรื่องการขายบัตรประกันสุขภาพที่ไม่เท่าเทียม ทำให้ภาคีที่เกี่ยวข้องออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐพัฒนาระบบบริหารจัดการสุขภาพแรงงานข้ามชาติ ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชากรแรงงานข้ามชาติในไทยที่มีกว่า 1.3 ล้านคน (ข้อมูลจากสำนักงานบริหารแรงงานต่างด้าว เดือน พ.ย.2558) อย่างยั่งยืนภายใต้หัวใจสำคัญคือ ต้องไม่มีใครถูกทอดทิ้งอยู่เบื้องหลังสังคมไทย

สอดคล้องกับความต้องการของ “โต วิน” หนุ่มแรงงานข้ามชาติพม่าในโรงงานทำรองเท้าพื้นที่ จ.สมุทรปราการ กล่าวถึงสิ่ง่ที่อยากได้จากรัฐบาลไทยว่า อยากให้เปลี่ยนจากเงินค่าจ้างรายวันเป็นรายเดือน อยากได้สวัสดิการต่างๆ เหมือนคนไทย อยากให้ขายบัตรประกันสุขภาพราคาถูก อยากให้มีเจ้าหน้าที่มาดูแลเรื่องการต่อพาสปอร์ต ไม่อยากจ่ายเงินให้นายหน้า เพราะทุกวันนี้ไปทำครั้งหนึ่งเสียเงิน 18,000 บาท

“หลิน บุญช่วย” แรงงานข้ามชาติกัมพูชา จ.ตราด หนึ่งในผู้ติดเชื้อเอชไอวี กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลไทยดูแลผู้ป่วยแรงงานข้ามชาติเอชไอวีมากขึ้น อยากให้ขายบัตรประกันสุขภาพผู้ป่วยประเภทนี้ จะได้มียากินต่อเนื่อง ไม่ต้องกลับไปรับยาที่กัมพูชา เพราะเดินทางลำบาก เสียค่าใช้จ่ายเยอะ ตอนนี้ตกงาน ไม่มีเงิน เวลาจะไปก็ต้องไปกู้เงิน ไปกลับใช้เงินกว่า 1,400 บาท อยากให้มีระบบเชื่อมกันจะได้รับยาในไทยได้

สำนักงานบริหารแรงงานต่างด้าวรายงานว่า ปัจจุบันแรงงานข้ามชาติในไทยส่วนใหญ่มี 3 สัญชาติคือ พม่า ลาว และกัมพูชา ขึ้นทะเบียนถูกต้องทั้งสิ้น 1,323,989 คน แบ่งเป็นเข้ามาแบบพิสูจน์สัญชาติ 1,042,674 คน และนำเข้าตามเอ็มโอยู 281,315 คน อาชีพส่วนใหญ่คือ กรรมกรและงานรับใช้ในบ้าน โดยกลุ่มแรงงานข้างต้นไม่มีปัญหาในการประกันสุขภาพ เพราะมีการจดทะเบียนถูกต้อง ส่วนกลุ่มที่มีปัญหาที่รัฐไทยต้องเร่งแก้ไขในขณะนี้คือ แรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้จดทะเบียน ที่มีมากถึง 2 ล้านคนนั่นเอง


หนัง‘ฆาตกร’สะท้อน(บางมุม)เด็กไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220438

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 ม.ค. 2559

หนัง‘ฆาตกร’สะท้อน(บางมุม)เด็กไทย

หนัง‘ฆาตกร’สะท้อน(บางมุม)เด็กไทย : ภูดิศ เชื้อประดิษฐ์ นศ.ฝึกงาน ม.พะเยา

           เมื่อเสาร์ที่ 9 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา The Assassin : ฆาตกร ภาพยนตร์ที่เด็กสร้างเพื่อเด็กดู ผลิตโดยเครือข่ายยุวทัศน์ กรุงเทพมหานคร (ยทก.) ร่วมกับชมรมหนังสั้นและการถ่ายภาพ โรงเรียนประชาราษฎร์บำเพ็ญ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) เปิดให้รับชมฟรีเป็นของขวัญวันเด็กในปี พ.ศ.2559

เนื้อหาในภาพยนตร์ นำเสนอเรื่องของพี่น้องสองคนที่อาศัยอยู่ด้วยกัน “น้องเจมส์” จักราช นิลละออ รับบทพี่ชาย และ “น้องเฟิร์ส” คณพันธ์ ปุ้ยตระกูล รับบทน้องชาย พี่ชายเป็นเด็กที่ประสบปัญหาเรื่องการเรียนและด้วยการชักจูงจากฆาตกรทำให้เลือกเดินทางในเส้นทางที่ผิด แต่ขณะที่น้องชายเป็นเด็กเรียนดี และมีสุขภาพอ่อนแอ พยายามชักจูงพี่ชายไปในทางที่ดี แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ และทำให้พี่น้องแยกจากกัน

น้องเจมส์ กล่าวว่า ดีใจที่ได้รับบทแสดงเป็นตัวละครที่สำคัญตัวหนึ่ง และสะท้อนภัยที่จะเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนในสังคมที่หันมาพึ่งบุหรี่ อยากจะบอกผู้ใหญ่ว่า เด็กไทยทุกคนไม่ใช่อนาคตของชาติ เราเป็นปัจจุบันของชาติแล้ว และเด็กในวันนี้ไม่ใช่เป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า แต่เด็กในวันนี้ก็คือผู้ใหญ่ในวันนี้แล้ว ส่วนตัวอยากให้ผู้ใหญ่สนับสนุน และให้ความร่วมมือเวลาเด็กขอให้ช่วยทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

“พชรพรรษ์ ประจวบลาภ” ประธานเครือข่าวยุวทัศน์ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัจจุบันสื่อน้ำดีหรือสื่อสีขาวมีน้อย เนื่องจากผู้ผลิตภาพยนตร์จัดทำเพื่อธุรกิจ จำเป็นต้องใส่เนื้อหาที่ล่อแหลมเข้าไปดึงดูดความสนใจของผู้รับชม มุ่งสร้างรายได้ให้มากที่สุด และมีภาพยนตร์ที่สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจากเด็กและเยาวชนจริงๆ จำนวนน้อย

ที่มีแนวคิดในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้มาจากเหตุ 2 ปัจจัย คือ ต้องการสร้างสื่อปลอดภัย สร้างสรรค์ และตระหนักถึงภัยที่เกิดจากบุหรี่ แอลกอฮอล์ และอุบัติเหตุ ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเด็กและเยาวชนในสังคม มาถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์ที่มีความยาว 40 นาที อยากให้เด็กและเยาวชนได้มีโอกาสได้รับชมภาพยนต์เรื่องนี้ และสะท้อนถึงผลที่จะเกิดขึ้นตามมา โทษของการสูบบุหรี่ ไม่ได้คาดหวังว่าเด็กที่มารับชมจะสามารถเลิกบุหรี่ได้ทันที แต่อยากให้เห็นถึงภัยที่จะเกิดขึ้นรอบๆ ตัว

ด้าน “ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล” ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า อยากให้เกิดผู้นำที่เป็นเยาวชนในการร่วมกันสร้างสังคม เพราะปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นมาจากสิ่งแวดล้อมในสังคม ปัญหาวัยรุ่นมีจำนวนเยอะมาก ทั้งด้านบุหรี่ ดื่มสุรา ติดเกม การพนัน และสื่อลามกอนาจาร เด็กมีการซึมซับพฤติกรรมต่างๆ รวมถึงความรวดเร็วของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เด็กสามารถคิดเองทำเอง สะสมความรู้เองได้

ดังนั้นการเปิดพื้นที่ให้เด็กเป็นการให้โอกาสเด็กเต็มที่ในการสร้างสิ่งที่ดี เปิดพื้นที่ให้เด็กได้แสดงความสามารถอย่างสร้างสรรค์ อย่างเด็กกลุ่มผู้ผลิตภาพยนตร์ The Assassin : ฆาตกร เรื่องนี้ โดยการนำเสนอปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมให้ได้เห็นอย่างชัดเจนในเรื่อง การจำหน่ายบุหรี่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เยาวชนที่ลุกขึ้นมาทำเพื่อสังคม

“เด็กเป็นอนาคตของชาติ ทางรัฐบาลจึงเป็นห่วงเยาวชน ห่วงการหันไปพึ่งยาเสพติด ความรับผิดชอบต่อสังคม อนาคตของชาติ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า เยาวชนมีความหวังแน่นอน ผู้ใหญ่ควรสนับสนุนในการทำงานของเด็ก เมื่อเด็กได้ทำจะเกิดความภูมิใจในตนเอง และมีพื้นที่ในการแสดงผลงานอย่างเช่น การเปิดโอกาสให้ภาพยนตร์ที่เด็กสร้างได้ฉายในโรงภาพยนตร์ ปลุกเด็กเข้ามาแข่งขันกัน หวังว่าเยาวชนช่วยกันพัฒนาสังคม ทางรัฐบาลพร้อมสนับสนุน” ดร.นพ.บัณฑิต กล่าว

นายกมล สุขสมบูรณ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นับเป็นตัวอย่างที่ดีของเยาวชนที่เล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม พร้อมทั้งให้ความร่วมมือในการพัฒนาแก้ไขปัญหาแบบมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน จากความร่วมมือสนับสนุนของรัฐบาลช่วยให้เด็กและเยาวชนมีพื้นที่ในการแสดงความสามารถมากขึ้น และถือว่าเป็นของขวัญวันเด็กที่มีคุณค่า ตามคำขวัญวันเด็กปี 2559 ที่ว่า เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาตค


‘วิเชียร พงศธร’แจงไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนนั่งบอร์ดสสส.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220375

การศึกษา-สาธารณสุข  :  12 ม.ค. 2559

‘วิเชียร พงศธร’แจงไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนนั่งบอร์ดสสส.

‘วิเชียร พงศธร’แจงไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนนั่งบอร์ดสสส. เผยใช้กลไกระดมทุน ‘ภาคเอกชน’ หนุนงานสังคม

           12ม.ค.2559 นายวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย และอตีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ได้แถลงว่า ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนขณะนั่งบอร์ดสสส. ซึ่งได้ใช้กลไกระดมทุนภาคเอกชน สนับสนุนหนุนงานด้านสังคม

 


ใครค้าน-ใครหนุน‘แช่แข็งสสส.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220351

การศึกษา-สาธารณสุข  :  12 ม.ค. 2559

ใครค้าน-ใครหนุน‘แช่แข็งสสส.’

ใครค้าน-ใครหนุน‘แช่แข็งสสส.’ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

           เมื่อ “ชมรมแพทย์ชนบท” ออกหน้าเป็นแกนนำขับเคลื่อนให้ “คสช.” ยกเลิกการ “บอนไซ” หรือ “แช่แข็ง สสส.” เวทีการตรวจสอบหรือเรียกกันว่า ยุทธการล้างบาง กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น…

ช่วงเช้าวันที่ 11 มกราคม กลุ่มคนทำงานภาคประชาชนกว่า 20 เครือข่ายเข้าร่วมประชุมในนาม “ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน“ (Thai Health Promotion Movement) จุดประสงค์เพื่อหาทางปกป้องไม่ให้ สสส. โดนรุมหรือโดนตรวจสอบอย่างไม่เป็นธรรม ระหว่างการประชุมไม่เปิดให้สื่อมวลชนเข้าฟัง โดยช่วงเที่ยงได้เปิดแถลงข่าว สรุปใจความสำคัญ 3 ประการคือ

1.การใช้ ม.44 สั่งปลดบอร์ดของสสส.ทั้ง 7 คน เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2559 ถือว่าไม่ชอบธรรมเนื่องจากไม่พบการทุจริต และไม่ได้บกพร่องต่อหน้าที่ รัฐบาลต้องคืนความเป็นธรรมให้แก่คณะกรรมการทุกท่าน เพื่อกู้เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ฯลฯ

2.กรณีระงับโครงการงบประมาณเกิน 5 ล้านบาท จำนวน 515 โครงการ รวมเงิน 1,643 ล้านบาท ทำให้เกิดผลกระทบคนทำงานในองค์กรต่างๆ ประมาณ 5,200 คน และมากกว่า 3,400 คนขาดงบประมาณดำเนินการ ไม่ได้รับค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนานเกิน 3 เดือน หากรวมอาสาสมัครคาดว่าน่าจะเกิน 1 หมื่นคน ดังนั้นขอให้รีบสนับสนุนงบประมาณในโครงการต่างๆ

3.ปัญหาไล่เบี้ยเก็บภาษีมูลนิธิและและองค์กรต่างๆ ที่ร่วมปฏิบัติงานกับสสส.

เกิดขึ้นจากกรณี “กรมสรรพากร” ไล่เรียกเก็บภาษีย้อนหลังมูลนิธิและองค์กรต่างๆ ย้อนหลัง 5 ปี โดยตีความว่าผู้ที่ทำงานกับสสส. “เป็นสัญญาจ้างทำของ” ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 3 และต้องติดตราสารอากรในอัตรา 1 บาท ต่อทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท (0.001%) พร้อมเบี้ยปรับ 5-6 เท่า ของงบประมาณ

การดำเนินการไล่เบี้ยเก็บภาษีจากองค์กรสาธารณประโยชน์ดังกล่าวถือเป็นการคุกคามการทำงานขององค์กรภาคประชาสังคมอย่างร้ายแรงซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน

ขอให้หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน กรมสรรพากร และสรรพากรจังหวัดทุกจังหวัด ยุติการคุกคามองค์กรต่างๆ และขบวนการส่งเสริมสุขภาพภาคประชาชนจะร่วมมือกันฟ้องร้องเพื่อยกเลิกประกาศกรมสรรพากรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

3 ประเด็นข้างต้น เสมือนการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ !?!

ที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของ สสส. พบว่าบางโครงการไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุนตาม “พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544” จนทำให้ “ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์” ผจก.กองทุน สสส. ต้องขอลาออก เพื่อเปิดทางให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างเต็มที่

ห้วงเวลานั้น ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพยายามเข้ามาเจรจากับกลุ่มผู้มีอำนาจ แต่สุดท้ายยืดเวลาไปได้เพียงไม่กี่เดือน ในที่สุดวันที่ 5 มกราคม 2559 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ใช้มาตรา 44 สั่งให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ “บอร์ด สสส.” จำนวน 7 คน ออกจากตำแหน่ง

“ฝ่ายสนับสนุน สสส.” ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว คณะทำงานโครงการต่างๆ กว่า 4 พันโครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนจาก สสส. พยายามรวมตัวกันเพื่อกดดันไม่ให้ คสช.หรือกลุ่มการเมือง เข้ามาทำลาย สสส. แต่ดูเหมือนผู้บริหาร สสส.จะขอยับยั้งเอาไว้ เนื่องจากมองว่าการเคลื่อนไหวในวงกว้างอย่างเปิดเผยอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ อยากให้ทุกฝ่ายวิธีเดินเกมเจรจาทางลับอย่างเป็นส่วนตัวกับผู้นำประเทศมากกว่า

แต่ในที่สุดการเจรจาทางลับก็ล้มเหลว จึงเปิดทางให้ “ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน” จัดการเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 มกราคม

จากการสอบถามแกนนำ “กลุ่มสนับสนุน สสส.” ส่วนใหญ่ยอมรับว่า หากไม่เคลื่อนไหว การทำงานของ สสส.ที่ต่อสู้กับพวกเครือข่ายเหล้าและบุหรี่คงหยุดชะงัก กลุ่มอบายมุขจะเข้ามาครอบงำสังคมไทยมากกว่าเดิม นอกจากนี้กิจกรรมและโครงการสุขภาพเพื่อรากหญ้าจะถูกตัดงบช่วยเหลือไปด้วย เพราะที่ผ่านมากลุ่มเหล่านี้ได้เงินบางส่วนจาก สสส.ไปช่วยทำให้กิจกรรมดำเนินต่อไปได้ เพราะกิจกรรมเหล่านี้ภาครัฐบาลไม่เคยเหลียวแลหรือให้ความสนใจ รวมถึงกิจกรรมของกลุ่มแรงงานหรือกลุ่มคนทำงานด้านปฏิรูประบบประกันสังคมด้วย

ขณะที่ “ฝ่ายค้านสสส.” หรือฝ่ายเห็นด้วยกับแช่แข็ง หรืออยากให้ตรวจสอบ สสส.เสนอข้อมูลน่าสนใจว่า 13 ปีที่ผ่านมา สสส.ทำงานโดยไม่มีส่วนร่วมในการอนุมัติโครงการจากฝ่ายอื่น มีเพียงคนภายในตัดสินกันเอง และบางกิจกรรมไม่ตรงตามวัตถุประสงค์เพื่อสุขภาวะหรือสุขภาพที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมองว่ากิจกรรมที่ผ่านการสนับสนุนของ สสส. ไม่กระจายไปยังองค์กรใหม่หรือรายใหม่ มีเพียงกลุ่มคนเดิมๆ รับทุนซ้ำหน้า ดังที่เรียกกันว่า “กลุ่มหมอ สสส.” โดยเฉพาะเมื่อตรวจสอบพบว่า กลุ่มบอร์ด สสส. ไปเป็นคณะกรรมการมูลนิธิหรือหน่วยงานอื่น แล้วเอาเงิน สสส.ไปให้มูลนิธิตนเองทำกิจกรรม แม้ว่าจะไม่ผิดระเบียบแต่ถือว่า “ไม่สง่างาม”

จากความคิดเห็นของทั้ง 2 ฝ่ายนั้น “ฝ่ายสนับสนุน สสส.” มีมวลชนเป็นแนวร่วม โดยเฉพาะกลุ่ม 5 เครือข่ายสำคัญคือ

1.ชมรมแพทย์ชนบท เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค เครือข่ายงดเหล้าและบุหรี่

2.เครือข่ายหมออนามัย เครือข่ายผู้ป่วย เครือข่ายสุขภาวะทางเพศ เครือข่ายสุขภาวะผู้หญิง/

3.เครือข่ายเด็ก เยาวชนฯ เครือข่ายผู้พิการ เครือข่ายผู้สูงอายุ

4.เครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน เครือข่ายแรงงาน เครือข่ายสลัมสี่ภาค เครือข่ายชาติพันธุ์ฯ เครือข่ายชุมชนท้องถิ่น

5.เครือข่ายเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และเครือข่ายนักวิชาการสุขภาพ

ส่วน “ฝ่ายคัดค้าน สสส.” แบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการอนุมัติโครงการที่ผ่านมา เช่น กลุ่มหมอที่ไม่ได้อยู่ในมูลนิธิของบอร์ด สสส. รวมถึงกลุ่มเอ็นจีโอที่ไม่เห็นด้วยกับการทำงานบางกิจกรรม และกลุ่มผู้มีอำนาจอย่างเป็นทางการ ได้แก่ คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ในฐานะ “ฝ่ายหาข้อมูลเชิงลึก” เมื่อผลการตรวจสอบเป็นอย่างไร ส่งต่อให้ “ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ” (ศอตช.) เป็นฝ่ายตัดสินว่าจะดำเนินการอย่างไร

หากพิจารณาผลงาน สสส.ที่ผ่านมา การรณรงค์ลดเหล้าและบุหรี่ได้ผลอย่างชัดเจน กลายเป็นคำพูดติดปากว่า “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” หรือ “ควันบุหรี่ทำร้ายคนรอบข้าง” จนมีการตั้งข้อสังเกตว่า ผู้อยู่เบื้องหลังการล้างบางหรือแช่แข็ง สสส.อาจคือ “กลุ่มธุรกิจสุราและยาสูบ” เพราะเสียผลประโยชน์ไปมหาศาล

ล่าสุด มีการวิเคราะห์เชิงลึกว่า กลุ่มที่น่ากลัวและกำลังจะเข้ามามีอิทธิพลใน “บอร์ด สสส.” ชุดใหม่นั้น อาจเป็น “กลุ่มธุรกิจอาหาร” เพราะในช่วงไม่กี่ปีมานี้ สสส.มีกิจกรรมเกี่ยวข้องกับรณรงค์อาหารปลอดภัย กิจกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ ฯลฯ ทำให้เกิดความหวาดกลัวจากบริษัททุนยักษ์ใหญ่ด้านอาหาร ที่กำลังครอบงำกลุ่มเกษตรกรและพื้นที่เกษตรกรรมทั่วประเทศไทย

วันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สธ. ในฐานะรองประธานบอร์ด สสส. กล่าวย้ำอย่างหนักแน่นว่า “โครงการต่างๆ ที่รับทุนจาก สสส. หากถูกต้อง น่าจะดำเนินการต่อไปได้เลย ยืนยันว่า ไม่มีการล้ม สสส.”

เมื่อไม่มีการล้ม สสส. จุดสำคัญที่สังคมต้องจับตามองคือ ใครจะเข้ามาเป็น “กรรมการสรรหาบอร์ด สสส.” และ “บอร์ด 7 คน” ที่ถูกสรรหาเข้ามานั้น ใครเป็นใคร ต้องช่วยกันจับจ้องให้ดีอย่ากะพริบตา เพราะนอกจากไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเหล้า-บุหรี่แล้ว ยังต้องโปร่งใสไม่ข้องเกี่ยวกับวงการธุรกิจอาหารและกลุ่มธุรกิจเกษตรข้าม ชาติด้วย


มทร.พระนครคิด(ส์)ดีทำดี…เพื่อสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220365

การศึกษา-สาธารณสุข  :  12 ม.ค. 2559

มทร.พระนครคิด(ส์)ดีทำดี…เพื่อสังคม

มทร.พระนคร คิด(ส์)ดีทำดี…เพื่อสังคม ดึงพระธาตุบังพวนวิทยาพัฒนาวิชาการ : นิรชา ทูลประสิทธิ์

           ว่ากันว่าครบรอบ 11 ปี วันสถาปนามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จัดงาน 11 ปี คิด(ส์)ดี ทำดี…เพื่อสังคมระหว่างวันที่ 18-20 มกราคม 2558 ณ คณะบริหารธุกิจ ราชมงคลพระนคร พร้อม ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับโรงเรียนพระธาตุบังพวนวิทยา อบรมยุวมัคคุเทศก์โรงเรียนพระธาตุบังพวนวิทยา บูรณาการการเรียนการสอนคณะศิลปศาสตร์ เพื่อให้นักศึกษาที่ศึกษาอยู่ในสาขาการท่องดที่ยวได้ฝึกทักษะวิชาชีพของนักศึกษาการท่องเที่ยว

โดยได้ฝึกอบรมยุวมัคคุเทศก์ให้นักเรียนโรงเรียนวัดพระธาตุบังพวนวิทยา จ.หนองคาย ซึ่งมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายและฝึกปฏิบัติการเป็นยุวมัคคุเทศก์ในหัวข้อ ภูมิศาสตร์และทรัพยากรการท่องเที่ยว ตลอดจนหลักการและข้อควรปฏิบัติของมัคคุเทศก์ อีกทั้งยังได้ศึกษาประวัติศาสตร์พุทธสถาปัตย์พระธาตุบังพวนและการนันทนาการสำหรับมัคคุเทศก์ด้วย โดยเยาวชนที่ได้รับการฝึกจากโครงการ

สมาชิกยุวมัคคุเทศก์ในครั้งนี้ คือเยาวชนในชุมชนพระธาตุบังพวน ที่ได้รับการอบรมจากอาจารย์และนักศึกษาจากสาขาวิชาการท่องเที่ยว คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยจะให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติและความเป็นมาของวัดพระธาตุบังพวน องค์พระธาตุ ชมกลุ่มสัตตมหาสถานที่ขึ้นตามคติพุทธศาสนา นับเป็นที่เดียวในโลกที่ยังหลงเหลือโบราณสถานอันเป็นสัตตมหาสถานจากอดีตครบทั้ง 7 สิ่ง คือ โพธิบัลลังก์, อนิมิสเจดีย์, รัตนจงกรมเจดีย์, รัตนฆรเจดีย์, อชปาลนิโครธ เจดีย์, มุจลินทเจดีย์ และราชายตนะเจดีย์

อนุสรา พรหมสูตร หรือ อาย นักเรียนชันมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนพระธาตุบังพวนวิทยา หนึ่งในผู้ฝึกอบรมในโครงการยุวมัคคุเทศก์ ได้เล่าว่า ที่โรงเรียนมีชมรมยุวมัคคุเทศก์ที่ตั้งมากว่าหนึ่งปีแล้ว ในชมรมจะมีสมาชิกประมาณ 30 คน โดยในชมรมจะมีการฝึกจากอาจารย์ที่ราชมงคลพระนครและฝึกกันเอง ทำให้มีความรู้มากขึ้น รู้เรื่องราวมากขึ้น สามารถอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้มากขึ้น อาจารย์และพี่ๆ จะเริ่มสอนการพูด การเจรากับคณะทัวร์

วันแรกที่เริ่มเรียนทางอาจารย์ที่สอนนำกระดาษมาให้ท่องจำ 7-8 แผ่น เป็นการแนะนำตัวและประวัติของวัดพระธาตุบังพวน แต่วันแรกจำได้แค่สองแผ่น วันต่อมาเลยนัดเพื่อนมาท่องจำกัน โดยนั้งเป็นวงกลมแล้วผลัดกันพูดผลัดกันจำเลยทำให้จำได้มากขึ้น และนอกจากการฝึกที่โรงเรียนแล้ว ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ก็จะมาให้ข้อมูลแนะนำคณะทัวร์ด้วย รู้สึกสนุกและมีสุขทุกครั้งที่ได้ทำหน้าที่แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวคือวัดพระธาตุบังพวนให้นัดท่องเที่ยวได้ทราบ ไม่ว่าทั้งหมดจะออกมาดีแค่ไหน แต่พวกเราก็รู้ว่าทำเต็มที่แล้ว และภูมิใจกับสิ่งที่ได้นำเสนอ

“อยากฝากถึงทุกคนว่าการเป็นมัคคุเทศก์ หรือการเป็นไกด์ มันจะไม่ยากเลยคะถ้าใจเรามุ่งมั่นที่จะทำ ถ้าเราคิดว่ามันไม่ยากมันก็จะไม่ยาก ถ้าเราคิดว่าเราทำไม่ได้เราก็จะทำไม่ได้เพราะว่าใจเรามันไม่กล้าพอ ถ้าเรากล้าที่จะเผชิญทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ง่ายคะและมีความสุขมากๆ ค่ะ” อนุสรา กล่าว

ในด้านของการจัดงาน 11 ปี คิด(ส์)ดี ทำดี…เพื่อสังคม รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กล่าวว่า สำหรับแนวคิดการจัดงานครั้งนี้ มุ่งเน้นในเรื่องของการกระตุ้นจิตสำนึกให้นำคุณค่าของบุคคลในการดำเนินชีวิตทั้งในเรื่องการงานและส่วนตัวให้มีคุณธรรม มีหลักคิดและการปฏิบัติหรือการประพฤติตนที่ดี มีความเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีของครอบครัว สังคมและประเทศชาติ

ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับบุคคลที่คิดดี ทำดีอย่างต่อเนื่อง โดยให้รางวัลกับผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่มหาวิทยาลัย บุคคลดีเด่น ศิษย์เก่าดีเด่น ผู้มีผลงานด้านศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมดีเด่น เป็นต้น เชื่อว่ารางวัลดังกล่าวจะเป็นกำลังใจให้ทุกคนคิดดี ทำดี เพื่อสังคมได้อย่างแน่นอน

“ปีนี้ มหาวิทยาลัยจัดงานยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยได้บูรณาการองค์ความรู้ทั้งทางด้านวิชาการ การจัดการเรียนการสอน งานวิจัย การบริการสังคมและด้านศิลปวัฒนธรรม เพื่อตอกย้ำการเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชั้นนำด้านการผลิตบัณฑิตมืออาชีพและพร้อมก้าวสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัล โดยเน้นศักยภาพด้านต่างๆ ของมหาวิทยาลัยที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากปีที่ 1 จนถึงปีที่ 11 ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการทั้งในด้านความร่วมมือกับภาคเอกชนและภาครัฐ ด้านการบริการวิชาการ อันสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลได้เป็นอย่างดี” รศ.สุภัทรา กล่าว


ร.ร.สตรีมารดาฯปลูกความคิดคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220210

การศึกษา-สาธารณสุข  :  12 ม.ค. 2559

ร.ร.สตรีมารดาฯปลูกความคิดคนรุ่นใหม่

ร.ร.สตรีมารดาฯปลูกความคิดคนรุ่นใหม่แก้ปัญหาเด็กไทยคิดวิเคราะห์ไม่เป็น : มูลนิธิสยามกัมมาจล

            ทักษะ “การคิดวิเคราะห์” ยังเป็นจุดอ่อนของเด็กไทยมาต่อเนื่องยาวนาน ผลตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการครั้งล่าสุดปี 2557 ยอมรับว่าเด็กไทยยังมีทักษะการคิดวิเคราะห์ต่ำ จำเป็นต้องเร่งพัฒนาอย่างจริงจัง จากปัญหาข้างต้นนี้ โรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ จ.จันทบุรี เป็นโรงเรียนหนึ่งที่เล็งเห็นปัญหา และได้น้อมนำเอา “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหา-พัฒนา ทักษะ “การคิด” ให้แก่ลูกศิษย์ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา จนทุกวันนี้ความพยายามได้ผลิดอกออกผล

ครูบุญยรัตน์ ลมงาม หรือ ครูนก หัวหน้างานเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ จ.จันทบุรี เล่าว่า โรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียน โดยเริ่มต้นจากตัวครูศึกษาทำความเข้าใจ และนำไปใช้จริงกับตัวเองก่อนเป็นที่แรก ในส่วนของครูนก เศรษฐกิจพอเพียงทำให้ครูนกเปลี่ยนจากเป็นคนใจร้อน ยึดมั่นในความคิดของตัวเอง และเป็นคนพูดตรงจนกระทบจิตใจผู้อื่น มาเป็นคนที่ใจเย็นลง มีท่าทีการสื่อสารกับผู้อื่นด้วยน้ำเสียงและถ้อยคำที่นุ่มนวลขึ้น ในด้านการทำงานก็เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนทำงานสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง เพราะขาดกระบวนการทำงานที่ดี มาเป็นหยุดและตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่าเรารู้เรื่องที่เราทำมากน้อยแค่ไหน ต้องหาความรู้อะไรเพิ่มเติม เมื่อเลือกที่จะทำแล้วก็ต้องทำอย่างพอดี มีเหตุผล มีการวางแผน และมีคุณธรรม งานที่ได้จึงสำเร็จ

เมื่อพิสูจน์ผลกับตัวเองจนคณะครูมั่นใจแล้วจึงเริ่มปลูกฝังแก่ลูกศิษย์ โรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ได้มอบหมายให้ครูทุกคนน้อมนำพระราชดำรัสไปออกแบบการเรียนการสอนสอดแทรกลงสู่ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ พร้อมๆ กับการติดตามประเมินผลทั้งผู้เรียนและครูผู้สอน

สำหรับ “กิจกรรมนอกห้องเรียน” ครูนกในฐานะหัวหน้างานเศรษฐกิจพอเพียงได้เปิดโอกาสให้เด็กๆ เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงผ่านการลงมือทำ ได้ฝึกคิด ฝึกทำงานในสถานการณ์จริง ยกตัวอย่างการเข้าร่วมค่ายเยาวชนเศรษฐกิจพอเพียงจัดโดยมูลนิธิสยามกัมมาจล ในค่ายเด็กๆ เลือกทำโครงการจิตอาสาสอนภาษาอังกฤษให้น้องนักเรียนชั้น ป.3-4 โรงเรียนวัดไผ่ล้อม จ.จันทบุรี เพื่อให้น้องๆ เกิดทัศนคติที่ดีต่อวิชาภาษาอังกฤษ

“หลังจากสอนให้เด็กรู้จักเศรษฐกิจพอเพียงว่าคืออะไร ประกอบด้วยอะไรแล้ว เราต้องพยายามผลักดันให้เขาได้นำไปใช้ ได้ลงมือทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น แล้วเราก็กลับมาพูดคุยกันทุกครั้งจนเป็นนิสัย ระหว่างนี้ครูนกก็จะคอยสังเกตและตั้งคำถามกระตุ้นให้เขาคิด คอยย้ำและเติมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อไม่ให้เขาหลุด เช่นเวลาเขาจะไปสอนภาษาอังกฤษให้น้อง เขาต้องมีเงื่อนไขความรู้ ครูก็จะถามเขาว่าเนื้อหาที่จะไปสอนมีอะไรบ้าง ตัวเองมีความรู้ไปสอนไหม รู้นิสัยของน้องๆ ที่จะไปสอนหรือไม่ น้องมีกี่คน เราต้องเตรียมอะไรไปบ้าง ก่อนเข้าไปสอนเราได้เข้าไปปรึกษาผู้อำนวยการโรงเรียนของน้องหรือยัง หรือเรื่องความพอประมาณ เราจะสอนน้องเวลาไหน สอนครั้งละกี่ชั่วโมง การเดินทางไปสอน ระยะทางไกลเกินไปหรือเปล่า แล้วเราจะสอนน้องลึกแค่ไหน พอประมาณกับวัตถุประสงค์ที่เราตั้งใจหรือไม่” ครูนกเล่า

ด้วยความพากเพียรของครูผู้สอน ผลลัพธ์จึงเกิดเป็นดอกผลที่ตัวศิษย์ น้องลีน่า ชวนา สุทธินราธร นักเรียนชั้น ม.6 สะท้อนว่าการทำโครงการสอนภาษาอังกฤษให้น้องๆ โรงเรียนวัดไผ่ล้อมเป็นสนามฝึกซ้อมการใช้เศรษฐกิจพอเพียง ทำให้เป็นคนคิดวิเคราะห์มากขึ้น

“อย่างแรกคือเราต้องคำนึงถึงศักยภาพของตัวเราเองก่อน เช่นพวกเราได้มีโอกาสเรียนภาษาอังกฤษกับทางโรงเรียน ได้ฝึกพูดฝึกแสดงออก สามารถสื่อสารในสำเนียงที่ถูกต้อง เราก็อยากใช้ศักยภาพที่มีแบ่งปันให้น้องๆ เศรษฐกิจพอเพียงยังทำให้เราทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น คือรู้จักวางแผน ป้องกันความเสี่ยง ยกตัวอย่างการเตรียมน้องอาสาที่จะมาช่วยสอนภาษาอังกฤษ เราก็ต้องเตรียมเขาก่อน อธิบายให้น้องเข้าใจโครงการ รู้รายละเอียด รู้วัตถุประสงค์ รู้ลำดับขั้นตอนกิจกรรมว่าเราจะทำอะไร มีรายละเอียดอย่างไร” น้องลีน่าเล่า

ด้าน น้องเพื่อน ธัญญพัทธ์ อัครพันธุ์ทวี จากชั้น ม.5 ร่วมสะท้อนว่าเป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าใจความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงจากครูนกและเศรษฐกิจพอเพียงก็ช่วยให้เพื่อนมีกระบวนการคิดที่ดีขึ้น

“ตอนที่หนูย้ายมาอยู่โรงเรียนนี้ตอน ม.3 คุณครูให้ถอดบทเรียนเศรษฐกิจพอเพียงจากการทำงาน หนูก็ไม่รู้จักว่าคืออะไร ขณะที่เพื่อนคนอื่นเขาทำกันได้สบายๆ เหมือนเป็นชีวิตประจำวัน เราก็พยายามค้นหาความหมาย ถามกูเกิลๆ ก็ตอบเราไม่ได้ กลับไปนั่งคิดเองแต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก คิดวนไปวนมาว่ามันคือการประหยัดเหรอ มันคือการรีไซเคิลเหรอ มันคือการทำสวนปลูกพืชหรือเปล่า จนกระทั่งครูนกได้ชวนหนูคุยแล้วก็ไปสะดุดกับประโยคๆ หนึ่งที่ครูนกบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงมันไม่ใช่การที่เราไปปลูกผัก หรือทำไร่นะ แต่มันคือหลักคิดที่เรานำไปใช้ในชีวิตประจำวันทุกวัน” น้องเพื่อนเล่าและเสริมว่าเมื่อเข้าใจแล้วก็ได้นำไปใช้ทั้งในชีวิตการเรียน และเรื่องของความรัก

“ตอนนี้หนูใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับทุกเรื่องเลยนะคะ ทั้งเรื่องการเรียน และเรื่องความรัก อย่างเรื่องความรัก พ่อแม่ก็ทราบว่าเราคบกันอยู่ เรื่องเวลาเราต้องแบ่งให้ถูกเพราะว่าเราจะไปรักเขาอย่างเดียวแล้วไม่เรียนก็ไม่ได้ อนาคตก็จะเสียหายทั้งคู่ พ่อแม่ของเราก็จะต่อว่าเขา ดังนั้นถ้าจะคุยโทรศัพท์ก็ต้องทำการบ้านให้เสร็จ และก็ต้องตั้งเวลาไว้ว่าเท่านี้ถึงเท่านี้นะ ให้เหตุผลเขาว่าเพราะเธอต้องพักผ่อนแล้วตื่นเช้านั่งรถประจำไปโรงเรียน” น้องเพื่อนเล่าตัวอย่างการน้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงไปเป็นเครื่องมือการคิดวิเคราะห์ในการใช้ชีวิตประจำวันปิดท้าย

ปัจจุบัน โรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ เป็น 1 ใน 47 ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเป็นศูนย์ขยายผลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงแก่โรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศ เป้าหมายเพื่อสร้างบุคลิกของเด็กไทยรุ่นใหม่ให้เป็นผู้มีอุปนิสัยพอเพียง รู้จักการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมดุล มีความสุข ท่ามกลางสังคมไทยและสังคมโลก ที่นับวันจะยิ่งมีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากขึ้นในทุกขณะ