ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220628

การศึกษา-สาธารณสุข : 17 ม.ค. 2559
เรียกร้องก.ม.ลาคลอด120วัน เพื่อ’แม่-ลูก’พันผูกชีวิตครอบครัว
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220628

เรียกร้องก.ม.ลาคลอด120วัน เพื่อ’แม่-ลูก’พันผูกชีวิตครอบครัว
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220629

เสียงเพรียกเครือข่ายลุ่มน้ำอีสาน ถอนร่าง พ.ร.บ.น้ำ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220651

สคช.เร่งยกระดับคุณวุฒิคนไอที…รับเปิดประชาคมอาเซียน
ประเทศไทยมีเป้าหมายพัฒนาให้คนไทยสามารถใช้คอมพิวเตอร์พื้นฐานได้ถึงร้อยละ 50 ของคนทั้งประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคน สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ สคช. ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่พัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพ อันเป็นกลไกสำคัญที่จะยกระดับความก้าวหน้าและอัตราผลผลิตของกำลังคนในประเทศไทย จึงร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ‘จัดทำมาตรฐานอาชีพ’ อีกทั้งยังรับรองทักษะและความเชี่ยวชาญของบุคคลด้วยการสร้างมาตรฐานในการวัดสมรรถนะเพื่อรับรอง ‘คุณวุฒิวิชาชีพ’
ล่าสุด สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ที่ปรึกษาโครงการ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้แทนจากสมาคมสมาพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมด้านไอซีทีไทย ร่วมจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ แบ่งเป็น 6 กลุ่มสาขาอาชีพ ครอบคลุม 26 อาชีพ ประกอบด้วย 1.สาขาซอฟต์แวร์และการประยุกต์ 2.สาขาฮาร์ดแวร์ 3.สาขาการสื่อสารโทรคมนาคม 4.สาขาเครือข่ายและความปลอดภัย 5.สาขาบริหารโครงการสารสนเทศ และ 6.สาขาแอนิเมชั่น
วีระชัย ศรีขจร ผู้อำนวยการ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ข้อมูลตัวเลขจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระบุว่า ปัจจุบันมีบุคลากรในสายงานนี้ จำนวน 5 แสนคน คาดว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานในบริษัทซอฟต์แวร์ ประมาณ 35,000 คน ซึ่งขณะเดียวกัน ตามแผนงานของกระทรวง ระหว่างปี ค.ศ.2011-2020 ตั้งเป้าหมายว่า ให้คนไทยสามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐาน เช่น ไมโครซอฟท์เวิร์ด เอ็กเซล ใช้อินเทอร์เน็ตเป็น สืบค้นข้อมูลได้ คิดเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศ สิ่งที่ สคช.กำลังเร่งดำเนินการคือ จัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ 6 กลุ่มสาขาอาชีพข้างต้น เพื่อรองรับบุคลากร 5 แสนคน ที่คาดว่าจะเพิ่มเป็น 1 ล้านคนในอนาคต
“สคช.ได้นำหลักเกณฑ์ของญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มาประยุกต์ใช้ ซึ่งก่อนหน้านี้ ประเทศญี่ปุ่นมีการทดสอบคุณวุฒิวิชาชีพไอที ผ่านมาตรฐานที่เรียกว่า “ไอทีพาสปอร์ต” (IT Passport) แบ่งความรู้เป็น 6 ด้าน โดยที่แต่ละคนมีความรู้ทั้ง 6 ด้าน เพียงแต่ว่า จะมีสัดส่วนด้านใดมากกว่า ในการสมัครเข้าทำงานของประเทศญี่ปุ่น ทุกคนต้องผ่านการวัดระดับความรู้ด้านนี้ หากได้ระดับ 2 หมายความว่า พอทำงานได้ ส่วนระดับ 3 คือทำงานได้ทันที” ผู้อำนวยการ สคช. กล่าว
เมื่อให้นักศึกษาไทยที่เรียนจบการศึกษา ระดับปริญญาตรี เข้าทดสอบไอทีพาสปอร์ตของญี่ปุ่น พบว่า ได้ระดับ 2 เนื่องจากเกณฑ์ของญี่ปุ่นสูงกว่าไทย ดังนั้น สคช.จึงนำมาตรฐานของญี่ปุ่น มาบวกเกณฑ์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อนำมาปรับใหม่ และใช้เป็นเกณฑ์สำหรับคนไทย ซึ่งจะต่ำกว่าเกณฑ์ไอทีพาสปอร์ตของประเทศญี่ปุ่นเล็กน้อย
ส่วนเกาหลีใต้ก็เป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่มีการทดสอบความรู้ด้านไอทีเหมือนญี่ปุ่น แต่เรียกว่า TOPCIT โดยเฉลี่ยคนเกาหลีสอบได้ 200 คะแนน จาก 1,000 คะแนน สคช.เคยใช้เกณฑ์ของเกาหลีใต้ทดสอบนักศึกษาและคณาจารย์สถาบันอาชีวศึกษาบางแห่ง ซึ่งทุกคนบอกว่ามีประโยชน์มาก
วีระชัย กล่าวว่า บริษัทในเกาหลีใต้ไม่ได้บังคับว่า ผู้สมัครงานต้องมีผลสอบ TOPCIT หรือต้องสอบได้คะแนนเท่าไร และปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ด้านนี้ มีผลต่อการพิจารณารับเข้าทำงาน ส่วนคนที่สอบได้คะแนนน้อย มักจะกลับไปพัฒนาตนเอง ยกตัวอย่าง การนำไปใช้ประโยชน์ที่ สคช.ดำเนินการ เช่น การรับรองวิชาชีพคนเปิดร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หากลูกค้าต้องการให้ผู้ขายประกอบคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่ง ช่างควรมีความรู้พื้นฐานใดบ้าง เช่น ต่อเน็ตเวิร์กเป็น รู้ระบบรักษาความปลอดภัย หากผู้ขายมีใบรับรองคุณวุฒิจะทำให้ลูกค้าทราบว่า ผู้ขายมีคุณสมบัติในการทำงานตามที่ต้องการ เกิดความมั่นใจมากขึ้น แต่ระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เราไม่ทราบว่า ช่างมีความรู้ตามหลักการที่ถูกต้องจริงหรือไม่
โดยขณะนี้ สคช. มีโครงการจะทดสอบคุณวุฒิข้างต้นกับพนักงาน บริษัท ยิบอินซอย จำกัด เพื่อเป็นการยกระดับความเชี่ยวชาญและความชำนาญการของบุคลากรในองค์กรให้มีความพร้อมและทราบถึงศักยภาพของตนเองในการทำงาน
ข้อดี คือ บริษัทจะได้ทราบว่า พนักงานแต่ละคนมีความเชี่ยวชาญด้านใดมากเป็นพิเศษ หากโยกย้ายพนักงานเปลี่ยนไปทำงานตำแหน่งดังกล่าว จะทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และตัวพนักงานเองจะได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ
ล่าสุด สคช.ได้รับนโยบายจากรัฐบาล พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแล สคช. ว่า ตามนโยบายของรัฐบาลจะทำอย่างไรจะให้คนทั่วไปที่ไม่ได้มีวุฒิการศึกษาด้าน ไอทีสามารถใช้ไอทีได้ ให้เป็นคุณสมบัติพื้นฐานเหมือนเวลาเขียนใบสมัครงานแล้วมีข้อความให้กรอกว่า มีความรู้ภาษาอังกฤษระดับใดพูดง่ายๆ คือ ในอนาคต ผู้สมัครงานต้องกรอกข้อความว่า “มีความรู้ไอที” ระดับใดด้วยในส่วนนี้ สคช. กำลังเจรจากับทางเกาหลีใต้ ซึ่งมีแนวโน้มจะร่วมมือด้วย เนื่องจากเกาหลีใต้กำลังทำคุณวุฒิด้านไอทีให้แก่คนที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษา
ส่วนกลุ่มเป้าหมายในสถาบันการศึกษา ทางสถาบันได้ทำมาตรฐาน 6 สาขา และส่งรายละเอียดในการประเมินให้แก่มหาวิทยาลัย วิทยาลัยเทคนิคและอาชีวะที่ร่วมงานด้วย รวมทั้ง สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่กำกับดูแลสถาบันการศึกษา โดยองค์กรที่ร่วมรับรองสมรรถนะบุคคล ตามมาตรฐานอาชีพ สาขาไอซีที เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยี) และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และวิทยาเขตภูเก็ต ให้ความสนใจและมีท่าทีตอบรับ เพราะต้องการผลิตบัณฑิตให้ตรงกับความต้องการของบริษัทเอกชนผู้จ้างงานเช่นกัน
“การยกระดับความเชี่ยวชาญของบุคลากรสายไอที เป็นภารกิจเร่งด่วน ผมคิดว่า คนมองเห็นความสำคัญ แต่ไม่มีกระบวนการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น เราทำจนกระทั่ง ณ วันนี้เรามีแนวคิดต่อยอดสำหรับคนไม่จบไอทีมา คุยกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เรากลับเอามาทำมาตรฐาน ดูว่าเขาต้องมีสมรรถนะใดบ้าง เราให้คนที่ไม่มีความรู้ด้านไอทีมาร่วมด้วย เพราะเขาเป็นผู้ใช้ ผู้ใช้จะบอกเลยว่าต้องการคนทำงานที่มีคุณสมบัติใดบ้าง เช่น เด็กจบอาชีวะควรมีความสามารถขนาดไหนด้านไอที คือต้องสร้างมาตรฐานทุกอาชีพ เมื่อสร้างได้แล้ว ก็ทดสอบให้ได้ สิ่งที่เราทำทั้งหมดไปจบที่การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการในปี 2559 นี้ ได้มีการเตรียมความพร้อมของคนไว้แค่ไหน บุคลากรที่ผลิตมาได้มาตรฐานจริงหรือเปล่า เราจึงต้องเอามาตรฐานต่างประเทศมาเทียบ…ในอาเซียน 9 ประเทศ เหมือนเขามีใบรับรอง เราจะเชื่อได้อย่างไร ของเราก็ต้องมี จึงต้องยึดโยงกับมาตรฐานของประเทศอื่น อย่างสิงคโปร์มี 9 ระดับ สถาบัน มี 7 ระดับ คือแต่ละประเทศมีกี่ระดับก็ได้ แต่ทุกประเทศจะพิจารณาคุณสมบัติของบุคลากร จากสิ่งที่เราคุยข้างต้น และเปรียบเทียบกันเอง” ผู้อำนวยการ สคช. กล่าว
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220649

‘โครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทย’พัฒนาศักยภาพกลุ่มเอสเอ็มอี
กระทรวงแรงงาน โดย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดตัว “โครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทย” หลังได้รับงบประมาณ 67.5 ล้านบาท เน้นพัฒนาฝีมือแรงงานของลูกจ้างในกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นอันดับแรก ล่าสุดมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการแล้ว 260 แห่ง จาก 10 กลุ่มธุรกิจ
กรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2559 กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้จัด “โครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทย” เพื่อพัฒนาศักยภาพแรงงานในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี ที่มีพนักงานจำนวน 50-200 คน และกลุ่มสถานประกอบกิจการที่มีพนักงานตั้งแต่ 201 คนขึ้นไป เพื่อให้แรงงานมีทักษะฝีมือที่สูงขึ้น สามารถทำงานได้หลากหลายมากขึ้น ในเวลาเท่าเดิม และขณะเดียวกันก็จะต้องลดการสูญเสียในวงจรการผลิต ลดต้นทุนการผลิตได้จริง โดยเน้นธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นหลัก ในสัดส่วน 70 ต่อ 30
“งบประมาณปีนี้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้รับมาจำนวน 67.5 ล้านบาท ซึ่งจะนำมาสำหรับพัฒนาศักยภาพแรงงานในธุรกิจเอสเอ็มอี และสถานประกอบกิจการ ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 260 แห่ง ใน 20 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม สิ่งทอและแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์จากไม้ หัตถกรรม อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ พลาสติกและยาง ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งพิมพ์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เซรามิก ธุรกิจค้าปลีก โรงแรมท่องเที่ยวและภัตตาคาร งานสร้างสรรค์และออกแบบ โลจิสติกส์ ธุรกิจเพื่อสุขภาพ ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจซ่อมบำรุง ธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และธุรกิจการเกษตร” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าว
อธิบดีกรีฑา กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมีความห่วงใยกลุ่มผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ซึ่งเป็นอีกฐานธุรกิจที่สำคัญของประเทศ ที่จะต้องเร่งสร้างความเข้าใจในเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อลดต้นทุนการผลิต การบริการ เพราะสถานประกอบกิจการไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ต่างก็ต้องการลูกจ้างที่มีฝีมือ เพื่อช่วยเพิ่มกำลังการผลิต อีกทั้งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สถานประกอบกิจการทั้งสิ้น
“ถือเป็นหน้าที่โดยตรงของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ต้องเข้าไปช่วยสนับสนุน เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศให้โตขึ้น โดยโครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทยจะดำเนินการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าว
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220620

สสส.หนุนอ่านหนังสือพัฒนา9ทักษะEFชีวิตมีสุข
เมื่อวันที่ 15 ม.ค. แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย และสถาบันอาร์แอลจี หรือ รักลูกกรุ๊ป จัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการหนังสือและการอ่านเครื่องมือพัฒนาทักษะสมอง Executive Functions (EF) ในเด็กปฐมวัย “คำตอบการปฏิรูปการศึกษาไทย?” โดยนางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวว่า แผนการอ่านฯ ภายใต้การสนับสนุนของสสส. ขับเคลื่อนงานส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยมาโดยตลอด และด้วยตระหนักในความรู้เรื่อง EF ที่สัมพันธ์อย่างยิ่งกับการอ่าน โดยการอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญที่ส่งเสริมทักษะสมอง EF จึงเกิดความร่วมมือครั้งสำคัญ โดยมีแนวคิดในการผสานความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมเพื่อการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน เสริมพลังการทำงานโดยการเผยแพร่ความรู้ EF รณรงค์การพัฒนาหนังสือที่ส่งเสริม EF ร่วมสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้เกิดขึ้นในสังคมไทย จนเกิดการยอมรับของสังคมและมีการต่อยอดขยายฐานผู้นำความรู้ EF ไปใช้ในการพัฒนาเด็กโดยเฉพาะเด็กปฐมวัย ผ่านเครื่องมือหนังสือและการอ่านอย่างกว้างขวาง ซึ่งโลกในวันข้างหน้าเก่งอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบของความอยู่รอดเด็กที่จะมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จได้ต้องเป็นผู้ที่มี EF ดีคิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น อยู่กับคนอื่นเป็น มีความสุขเป็น
นางสุภาวดี หาญเมธี ประธานสถาบันอาร์แอลจี หรือ รักลูกกรุ๊ป กล่าวในหัวข้อ “ทางรอดเด็กไทยสู่ศตวรรษที่ 21” และนำเสนอการขับเคลื่อนงาน EF ในสังคมไทย ว่า EF (Executive Functions) เป็นกระบวนการทางความคิด (Mental process) ในสมองส่วนหน้า ที่เกี่ยวข้องกับการคิด ความรู้สึก และการกระทำ เช่น การยั้งใจคิดไตร่ตรอง การควบคุมอารมณ์ การยืดหยุ่นทางความคิด การตั้งเป้าหมาย วางแผน ความมุ่งมั่น การจดจำและเรียกใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่างๆ และการทำสิ่งต่างๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอนจนบรรลุความสำเร็จ ซึ่งเป็นทักษะที่มนุษย์เราทุกคนต้องใช้ มีความสำคัญยิ่งต่อทั้งความสำเร็จในการเรียน การทำงาน รวมทั้งการมีชีวิตครอบครัว ทักษะ EF นี้นักวิชาการระดับโลกชี้แล้วว่า สำคัญกว่า IQ ทั้งนี้ มีงานวิจัยชัดเจนว่า ช่วงวัย 3-6 ปีนี้ เป็นช่วงเวลาทองของชีวิตในการพัฒนาทักษะ EF ให้กับเด็ก เพราะสมองจะมีการพัฒนาทักษะ EF ได้ดีที่สุดในช่วงเวลานี้ พ้นจากช่วงเวลานี้ไปถึงวัยเรียน วัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น แม้จะยังพัฒนาได้ แต่ก็จะไม่ได้ดีเท่ากับช่วงปฐมวัย
นางสุภาวดี กล่าวต่อว่า สำหรับ Executive Functions(EF) ประกอบด้วยทักษะ 9 ด้าน ประกอบด้วย 1. ความจำที่นำมาใช้งาน(Working memory) 2.การยั้งคิด (Inhibitory Control) 3. การยืดหยุ่นความคิด และคิดนอกกรอบ(Shift หรือ Cognitive Flexibility)4. การใส่ใจจดจ่อมุ่งมั่น (Focus / Attention) 5.การควบคุมอารมณ์ (Emotional Control) 6.การวางแผนและการจัดระบบดำเนินการ(Planning and Organizing) 7. การรู้จักประเมินตนเอง(Self –Monitoring) รวมถึงการตรวจสอบการงานเพื่อหาจุดบกพร่อง และรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร ได้ผลอย่างไร 8. การริเริ่มและลงมือทำ(Initiating) 9. ความพากเพียรมุ่งสู่เป้าหมาย (Goal-Directed Persistence) หากเด็กมีทักษะทั้ง 9 ด้าน เชื่อว่าจะเป็นทางรอดเด็กไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งจำเป็นต้องมีการปฏิรูปการศึกษาของไทยในขณะนี้ด้วย
ด้านนางสุชาดา สหัสกุล อุปนายกฝ่ายในประเทศสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การสนับสนุนการจัดกิจกรรม และประชาสัมพันธ์โครงการคัดสรรหนังสือเด็กที่ส่งเสริม Executive Functions ทางสมาคมฯ จะได้หนุนเสริมและรณรงค์เพื่อนๆสำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสือ ให้เกิดการผลิตหนังสือที่มีคุณภาพตอบโจทย์การสร้างเสริมและพัฒนา EF โดยองค์กรร่วมจัดงานจะได้มอบตราสัญลักษณ์ให้แก่สำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสือในแนวนี้ด้วย
…………………….
(หมายเหตุ ภาพนางสุดใจ พรหมเกิ จากhttp://www.thaihealth.or.th/)
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220603

‘ดาว์พงษ์’ยึดอำนาจ!จบศึก’เอแบค’
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220574

ศธ.ให้ความสำคัญครูคนแรกดึงพ่อแม่เป็นส่วนหนึ่งวันครู
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220493

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์รับแพทย์ขยายรพ.อีก400เตียง
“ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิจุฬาภรณ์ มีพระวินิจฉัยเห็นชอบให้รวมหน่วยงานทั้ง 3 หน่วยงานภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ ประกอบด้วย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ และสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์เป็นหน่วยงานใหม่ มีสถานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐบาลและได้รับเงินงบประมาณแผ่นดินสนับสนุน” รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ ผู้ช่วยอธิการบดีสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีพระวินิจฉัยให้ใช้ชื่อหน่วยงานว่า “ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ : Chulabhorn Royal Academy of Science” เพื่อให้เป็นสถาบันการศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ชั้นนำของภูมิภาคในการผลิตและพัฒนาบุคลากรชั้นสูง ทำการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่และนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้ เผยแพร่ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม การแพทย์ การสาธารณสุข และให้บริการทางการแพทย์ เป็นศูนย์กลางความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งทำงานประสานกับองค์การระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ อธิบายว่า องค์ประธานมูลนิธิจุฬาภรณ์ทรงมุ่งหวังให้เป็นแหล่งผลิตนักวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพสูง และมีทักษะการวิจัยที่สามารถนำไปใช้หรือประยุกต์ใช้ได้ในการทำงาน เพื่อตอบสนองความต้องการเร่งด่วนของประเทศชาติ ซึ่งปีที่ผ่านมา สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ ได้ครบรอบ 10 ปีของการก่อตั้ง สามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพและตอบสนองความต้องการของประเทศได้กว่า 124 คน มีทั้งนักศึกษาทั้งชาวไทยและนักศึกษาชาวต่างประเทศ ในระดับปริญญาโท 98 คน และระดับปริญญาเอก 26 คน บัณฑิตที่ศึกษาจบจากสถาบันได้มีโอกาสเข้าทำงานกับหน่วยงานที่มีชื่อเสียงและศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
“ตอนนี้เรามีโรงพยาบาลที่ให้บริการผู้ป่วยมะเร็งอีก 100 เตียงและในปี 2560 “ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ : Chulabhorn Royal Academy of Science” จะเปิดรับนักศึกษาแพทย์เพิิ่มเติมจากที่เปิดสอนระดับปริญญาโทและปริญญาเอกในสาขาพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม(Environmental Toxicology) วิทยาศาสตร์ชีวภาพประยุกต์(Applied Biological Sciences : Environmental Health) เคมีชีวภาพ(Chemical Biology) เพื่อรองรับให้อนาคตจะเปิดให้บริการโรคทั่วไปอีก 400 เตียง คาดว่าจะรองรับประชาชนในพื้นที่ได้มากขึ้น” ผู้ช่วยอธิการบดีสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ กล่าว
และในโอกาสได้ครบรอบ 10 ปีของการก่อตั้งจะให้ทุนการศึกษาโครงการผลิตนักวิทยาศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก จำนวนรวม 30 ทุน ใน 3 สาขาวิชา อาทิ พิษวิทยาสิ่งแวดล้อม(Environmental Toxicology) วิทยาศาสตร์ชีวภาพประยุกต์ (Applied Biological Sciences : Environmental Health) เคมีชีวภาพ(Chemical Biology) เป็นทุนแบบให้เปล่าครอบคลุมค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาอื่นๆ ตลอดระยะเวลาของหลักสูตร รวมถึงมีค่าใช้จ่ายรายเดือนให้แก่ผู้รับทุนอีกด้วย ตั้งแต่ 7,000–10,000 บาท ผู้สนใจสามารถยื่นใบสมัครและเอกสารประกอบการสมัครได้ด้วยตนเอง ในวันเสาร์ที่ 23 มกราคม 2559 และรอฟังประกาศผลผู้มีสิทธ์สอบสัมภาษณ์ เพื่อเข้ารับการสัมภาษณ์ได้ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน สอบถามได้ที่โทร.0-2554-1900 ต่อ 2144 และ 2128 หรือเว็บไซต์ http://www.cgi.ac.th
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220556

‘ดาว์พงษ์’พร้อมยึดอำนาจ’เอแบค’
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220539

แห่สมัครครูผู้ช่วย2.8หมื่นรับแค่212