เรียกร้องก.ม.ลาคลอด120วัน เพื่อ’แม่-ลูก’พันผูกชีวิตครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220628

การศึกษา-สาธารณสุข  :  17 ม.ค. 2559

เรียกร้องก.ม.ลาคลอด120วัน เพื่อ’แม่-ลูก’พันผูกชีวิตครอบครัว

หลากมิติเวทีทัศน์ : เรียกร้องกฎหมายลาคลอด 120 วัน เพื่อ ‘แม่-ลูก’ พันผูกชีวิตครอบครัว : โดย…จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล

                      แน่นอนว่า ความลำบากกว่าจะได้มาซึ่ง “วันลาคลอด” นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก ทั้งที่เป็นสิทธิของผู้หญิงที่พึงได้รับ
                      ด้วยเหตุนี้ จึงนำมาสู่การเคลื่อนไหวของกลุ่มแรงงานหญิงจากหลากหลายอาชีพ องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม และกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี เพื่อระดมความคิดเห็นและส่งเสียงเรียกร้องให้เกิดกฎหมายลาคลอดเพิ่มขึ้น จากเดิมมีอยู่แล้ว 90 วัน ให้เพิ่มเป็น 120 วัน ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นมาตรฐานสากลที่หลายๆ ประเทศนำมาบังคับใช้ อีกทั้งกฎหมายเดิมของไทยเรานั้นล้าสมัย ไม่ทันต่อสถานการณ์เพราะใช้มายาวนานกว่า 22 ปีแล้ว
                      โดยก่อนหน้านี้ได้มีการร่วมแลกเปลี่ยนในรูปแบบ กิจกรรมเสริมพลังใจให้แรงงานหญิงที่ร่วมขบวนการเคลื่อนไหวกฎหมายลาคลอด รวมถึงการแลกเปลี่ยนผ่านเวทีสัมมนา “บทเรียนการต่อสู้กฎหมายลาคลอด 90 วัน กับทิศทางการพัฒนาสวัสดิการแรงงานหญิง”
                      สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นการร่วมสะท้อนมุมมองการเคลื่อนไหวกฎหมายลาคลอด 90 วัน เป้าหมายเพื่อต้องการให้เห็นบทเรียนจากอดีต 20 ปี ที่กลุ่มแรงงานหญิง เครือข่ายวิชาชีพ สื่อมวลชน นักวิชาการ นักสาธารณสุข ได้ร่วมกันต่อสู้จนประสบความสำเร็จสู่การออกกฎหมายลาคลอด 90 วัน ซึ่งต้องนำวิธีการมาปรับใช้เป็นกลยุทธ์ หรือเอาบทเรียนมาเรียนรู้ มาร่วมเคลื่อนไหว เพิ่มแนวร่วมต่อสู้ให้เกิดสิทธิสวัสดิการใหม่ๆ ครอบคลุมทุกกลุ่มสาขาอาชีพ รวมถึงกลุ่มแรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติด้วย ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตระหนักและมีส่วนร่วม
                      อรุณี ศรีโต กล่าวในมุมมองของประธานแรงงานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี ว่า ในฐานะที่เคยเคลื่อนไหวต่อสู้เรื่องนี้ จึงอยากเห็นการแก้ไขกฎหมายลาคลอดที่ใช้มานานกว่า 22 ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ.2536 โดยการเพิ่มวันลาคลอดให้แรงงานหญิงได้ใช้สิทธิดูแลบุตรหลังคลอดเพิ่มเป็น 120 วัน หรือ 4 เดือน เพราะบทบาทแม่เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก สภาพร่างกายยังไม่ฟื้นตัว ยังไม่แข็งแรง การให้นมบุตรยังทำได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นสิทธิการลาคลอดหรือเพิ่มวันลาคลอดจะช่วยให้คุณแม่ฟื้นตัวได้ดีและเพิ่มความรักความผูกพันแม่สู่ลูก ซึ่งในต่างประเทศมีกฎหมายลาคลอด 6 เดือน บางประเทศ 1 ปี
                      นอกจากนี้ควรให้สิทธิผู้ชายลางาน เพื่อมาดูแลภรรยาและลูกได้ เนื่องจากสิทธินี้ให้เฉพาะราชการลาได้ 15 วัน ซึ่งควรครอบคลุมทุกสาขาอาชีพ ขณะเดียวกันต้องสร้างความเข้าใจกับหัวหน้างานเพราะหากไม่เข้าใจก็ไม่ได้รับการอนุมัติลางาน หรือขาดแทนการลา ส่งผลจนไม่กล้าลา
                      “ขณะนี้ข้าราชการหญิงที่ลาคลอด สามารถลาได้ถึง 90 วัน แต่ขณะเดียวกันสามีของข้าราชการหญิงที่ลาคลอดนั้น หากเป็นข้าราชการจะสามารถลาได้ 2 สัปดาห์ ในการไปดูแลภรรยา แต่ทางกลับกันส่วนของภาคเอกชนสามีที่จะขอลาไปดูแลภรรยาที่ลาคลอดนั้นทำไม่ได้ จึงอยากให้รัฐบาลมองมาที่กฎหมายลาคลอดบ้าง ว่าได้ใช้กฎหมายนี้มาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากแล้ว มีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นบ้างหรือไม่ ต้องเปลี่ยนแปลงได้หรือยัง และจากการแลกเปลี่ยนในเวทีครั้งนี้ ต่างต้องการแก้ไข และถ้าทางรัฐบาลจะนำเรื่องนี้ไปจัดการก็ควรที่จะเปลี่ยนแปลงกฎหมายลาคลอดให้อยู่ในระยะเวลา 120 วันด้วย เพื่อให้เป็นสากลเท่าเทียมต่างประเทศที่ทำกัน”
                      ศรีไพร นนทรีย์ กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิต กล่าวในมุมมองของอดีตแรงงานหญิงที่มีบทบาทในการเคลื่อนไหวกฎหมายลาคลอด ว่าเวทีนี้ถือเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะเป็นที่ที่สามารถจะบอกเล่าให้ทุกคนได้รับรู้ถึงเรื่องราวเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเริ่มต้นการเรียกร้องให้กฎหมายลาคลอด เปลี่ยนแปลงการลาคลอดของลูกจ้างหญิงให้อยู่ในระยะเวลาที่มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งปัจจุบัน ภาคเอกชนอย่างบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือดีแทค เพิ่มระยะเวลาให้พนักงานหญิงเตรียมตัวคลอดและพักฟื้นหลังการคลอดได้ 180 วัน เริ่ม 1 มกราคม 2559 ซึ่งเป็นระเบียบที่ออกมาได้ระยะเวลาลาคลอดมากกว่ากฎหมาย อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นต้องรณรงค์ให้กฎหมายลาคลอดอนุญาตให้พนักงานหญิง ข้าราชการ และภาคเอกชน ลาคลอดได้ถึง 90 วัน อย่างเป็นกิจจะลักษณะเท่าเทียมกันก่อน เพื่อนำมาสู่การเพิ่มวันลาคลอดต่อไป ซึ่งกฎหมายนี้ควรครอบคลุมลูกจ้างหญิงทุกกลุ่มอาชีพ
                      สุภาวดี เพชรรัตน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กล่าวว่า การถอดบทเรียนกฎหมายลาคลอดสู่ความสำเร็จมีปัจจัยหลายด้าน สมัยนั้นกลุ่มแรงงานได้ร่วมกันผลักดันกฎหมายประกันสังคม จนเป็นผลพวงความสำเร็จมาสู่กฎหมายลาคลอด เพราะทุกคนเห็นถึงพลังในการเคลื่อนไหว ช่วงนั้นมีการสื่อสาร จัดทำข้อมูลสร้างกระบวนการ สร้างการรับรู้และรณรงค์อย่างต่อเนื่อง จนทุกภาคส่วนรับรู้ขานรับและอยากมีส่วนร่วมผลักดัน ทำให้รัฐบาลเห็นความสำคัญนำมาสู่การออกกฎหมายลาคลอด 90 วัน ซึ่งประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จนี้ อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้หญิง หากเป็นไปได้ควรมีการแก้กฎหมายเพิ่มวันลาคลอดเป็น 120 วัน รวมถึงให้ผู้ชายลาเพื่อไปดูแลภรรยาและลูกด้วย นอกจากนี้ควรมีนโยบายจากภาครัฐจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กที่ปลอดภัยในย่านอุตสาหกรรม ชุมชน
                      สุจิตตรา ฝาสันเทียะ ตัวแทนแม่ที่อยู่ระหว่างใช้สิทธิลาคลอดและตัวแทนเครือข่ายครอบครัว กล่าวว่า เป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งที่เพิ่งคลอดลูกคนที่สอง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการใช้สิทธิลาคลอด ได้มีโอกาสอยู่บ้านเลี้ยงดูลูกให้นมลูก แม้จะเป็นเวลาเพียงสั้นๆ 3 เดือน แต่ก็เป็นช่วงที่มีคุณค่ายิ่งสำหรับคนเป็นแม่ ยังนึกภาพไม่ออกว่า ถ้าวันนี้สังคมไทยไม่มีกฎหมายลาคลอด 90 วัน คนเป็นแม่และลูกๆ ในประเทศนี้จะตกอยู่ในสภาพอย่างไร
                      “คนจำนวนมากเข้าใจว่ากฎหมายหรือเรื่องดีๆ ในประเทศนี้ มาจากนโยบายของนักการเมือง ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นความจริงเพียงเสี้ยวเดียว กรณีกฎหมายลาคลอดนี้ชัดเจนมาก เมื่อได้ศึกษาดูจึงรู้ว่ากว่าจะได้กฎหมายมา ต้องใช้คำว่า “เลือดตาแทบกระเด็น” ต้องใช้พลังแห่งความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า ในการต่อสู้กับผู้ที่เห็นต่าง การข่มขู่คุกคามจากนายจ้างที่เห็นแก่ประโยชน์ตัวเอง และโน้มน้าวให้ฝ่ายการเมืองเห็นชอบ” น.ส.สุจิตตรา ระบุ
                      เรียกได้ว่า 22 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้วว่า กฎหมายฉบับนี้ มีคุณูปการมากมายต่อผู้หญิง ต่อเพศแม่ ต่อลูกๆ และครอบครัวไทย ดังนั้น ผู้ใช้สิทธิลาคลอดทั่วประเทศคงต้องฝากความหวังไว้กับผู้มีอำนาจว่ากฎหมายดีๆ แบบนี้จะขยับสู่การลาคลอดได้ 120 วันได้อย่างไร
                      ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจศึกษารายละเอียดความเป็นมา บทเรียนการต่อสู้กฎหมายลาคลอด 90 วันซึ่งรวบรวมการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิประโยชน์สู่การเปลี่ยนแปลง โดยสามารถติดต่อขอรับหนังสือ ได้ที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล หรือโทร.0-2513-2889
———————–
(หลากมิติเวทีทัศน์ : เรียกร้องกฎหมายลาคลอด 120 วัน เพื่อ ‘แม่-ลูก’ พันผูกชีวิตครอบครัว : โดย…จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล)

เสียงเพรียกเครือข่ายลุ่มน้ำอีสาน ถอนร่าง พ.ร.บ.น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220629

การศึกษา-สาธารณสุข  :  17 ม.ค. 2559

เสียงเพรียกเครือข่ายลุ่มน้ำอีสาน ถอนร่าง พ.ร.บ.น้ำ

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : เสียงเพรียกเครือข่ายลุ่มน้ำอีสาน ถอนร่าง พ.ร.บ.น้ำ (ฉบับกรมทรัพย์ฯ) : โดย…เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน

                      หนาวลมโบราณเขาให้ห่มผ้า หนาวฟ้าเขาว่าให้ผิงไฟ…แต่หนาวแล้งนี่สิเรื่องใหญ่ ไม่ว่าจะห่มฟ้าหรือผิงไฟก็คงไม่มีวันหายหนาว
                      เรื่องน้ำ กำลังกลายเป็นเรื่องสำคัญของมวลมนุษยชาติในประเทศไทยไปแล้วเวลานี้ เพราะแม้แต่รัฐบาลก็ยังไม่นิ่งนอนใจ เตรียมหามาตรการรับมือกันยกใหญ่ ส่วนจะแก้ตรงจุดตรงใจประชาชนหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
                      อย่าง เสียงเพรียกเรื่องน้ำในภาคอีสาน ก็นับว่าน่าสนใจ
                      ทั้งนี้เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ขณะที่หลายคนเตรียมตัวเตรียมใจสนุกสนานกับช่วงเทศกาลปีใหม่ ทว่า เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน, คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน(กป.อพช.อีสาน), สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ และเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมตัวแทนชาวบ้านลุ่มน้ำมูล น้ำชี น้ำพอง แก่งละว้า กว่า 50 คน แถลงข่าว “หยุดเหยียบย่ำ พ.ร.บ.น้ำ (ฉบับประชาชน)”
                      โดย สิริศักดิ์ สะดวก ผู้ประสานงานเครือประชาชนลุ่มน้ำอีสาน กล่าวว่า การป้องกันและการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง จะต้องให้คนในท้องถิ่นในลุ่มน้ำนั้นๆ เข้าไปมีส่วนร่วม แต่เนื้อหาในร่างพระราชบัญญัติน้ำ ฉบับของกรมทรัพยากรน้ำ ในสายตาของตนเป็นการรวบอำนาจ ให้อำนาจแก่รัฐในการจัดสรรแล้วก็บริหารจัดการน้ำ และจากการติดตามศึกษามาตลอดพบว่า ฉบับของกรมทรัพยากรน้ำไม่ได้มีการเปิดให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ฉะนั้น ฉบับกรมทรัพยากรน้ำ จึงเป็นการลิดรอนสิทธิการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อชุมชนของคนลุ่มน้ำในอีสานอย่างชัดเจน
                      ถ้าร่างพ.ร.บ.น้ำ (ฉบับกรมทรัพยากรน้ำ)ผ่าน ก็จะเป็นการให้อำนาจรัฐในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเราไม่เห็นด้วยแน่นอน เช่น ในมาตรา 6 ของร่าง พ.ร.บ.น้ำ (ฉบับกรมทรัพยากรน้ำ) เขาเขียนไว้ว่า “รัฐจะมีอำนาจพัฒนาทรัพยากรน้ำสาธารณะ โดยสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงรูปร่างของแหล่งน้ำ หรือขยายพื้นที่ของแหล่งน้ำนั้นได้” เพราะฉะนั้นแค่เรื่องมาตรา 6 ของกรมทรัพยากรน้ำ ก็เป็นการให้อำนาจรัฐในการที่จะเปลี่ยนแปลงแหล่งน้ำต่างๆ โดยที่ไม่ไปฟังเสียงประชาชน ไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปแสดงความคิดเห็น ไม่ได้ศึกษาผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดเห็นได้ชัด อย่างเช่นในลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำชี เราจะเห็นว่าขบวนการอย่างนี้มันเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งถ้าหาก พ.ร.บ.น้ำ (ฉบับของกรมทรัพยากรน้ำ)ถูกประกาศใช้จริง มองว่าคนอีสานจะได้รับผลกระทบมากเพราะว่าวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำนั้นเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันโดยตรง ใครจะมาตัดขาดจากกันไม่ได้ นับตั้งแต่การดำรงชีวิตโดยการเกษตร และวิถีการหาปลา ด้วยเหตุนี้ จึงมีข้อเสนอการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของภาคประชาชน ผ่านร่างพระราชบัญญัติน้ำ พ.ศ….(ฉบับประชาชน)ขึ้นมา ซึ่งร่างพ.ร.บ.น้ำภาคประชาชนจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นว่า คุณมีสิทธิในการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมกับชุมชนอย่างไรบ้าง และเป็นกฎหมายที่ให้คนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง โดยไม่เบี่ยงเบนจากหลักการของคนในท้องถิ่น ดังนั้นเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน จึงมีข้อเสนอคือ “ให้รัฐบาลถอดร่างพระราชบัญญัติ พ.ร.บ.น้ำ พ.ศ…(ฉบับกรมทรัพยากรน้ำ)ออกทันที”
                      เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม หรือแสดงความคิดเห็น การที่จะนำร่างพ.ร.บ.ฉบับกรมทรัพยากรน้ำไปพิจารณา ถือว่าไม่มีความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชน ในขณะที่เครือข่ายลุ่มน้ำในภาคอีสานยังสนับสนุนรูปแบบในการจัดการน้ำของชุมชนที่เปิดให้ชุมชนเข้าถึงทรัพยากร ในการอนุรักษ์ และฟื้นฟูระบบนิเวศในแต่ละท้องถิ่นนั้นๆ
                      ขณะที่ ปัญญา คำลาภ จากสมาคมคนทาม กล่าวว่า สถานการณ์ในพื้นที่ลุ่มน้ำมูล ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม 2558 ก็เริ่มมีการขุดลอกแม่น้ำมูลในเขตอำเภอราษีไศล ซึ่งชาวบ้านและคนในพื้นที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อยู่ดีๆ ก็มีรถแม็คโคร มีรถขนเครื่องจักรกลหนักจากผู้รับเหมาลงมา แล้วก็มาลุยกันเลย โดยที่เทศบาล อบต. ผู้ใหญ่บ้าน อำเภอ ไม่รู้เรื่อง ชาวบ้านก็เลยเกิดคำถามว่าใครมาทำอะไร ? เพราะมันเกิดผลกระทบโดยตรงกับชาวบ้าน
                      เนื่องจากเห็นได้ชัดว่าทรัพยากรธรรมชาติริมฝั่งถูกทำลายโดยเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ จากริมฝั่งทามที่เคยอุดมสมบูรณ์ มีป่าบุ่งป่าทามเป็นแหล่งหาอยู่หากินของคนในพื้นที่ หาของป่า หาไข่มดแดง หามันแซง หาหน่อไม้ และที่สำคัญยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา ปลาจากแม่น้ำมูลจะอุดมสมบูรณ์มากเพราะว่ามีระบบนิเวศชายฝั่งที่ปลาทุกชนิดอยู่ได้ มีการวางไข่ มีการหาอาหาร แต่พอโครงการทำเสร็จแล้วจะเห็นว่าทุกอย่างโล่งเตียน แล้วที่แปลกประหลาดก็คือมีป้ายโปรดรักษาป่าชุมชน แต่มีการเผา มีการโค่นต้นไม้ลง และไม่เห็นมีใครออกมารับผิดชอบกับปัญหาที่เกิดขึ้น คิดดูถ้ามีพ.ร.บ.น้ำโดยให้อำนาจการจัดการอยู่ที่รัฐออกมาบังคับใช้อะไรจะเกิดขึ้น
                      ด้าน อกนิษฐ์ ป้องภัย กรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน กล่าวว่า แนวโน้มการบริหารจัดการน้ำของรัฐเชื่อว่าจะพัฒนาเป็นแหล่งเก็บน้ำเพื่อตอบสนองการขยายตัวของเมือง เกษตรกรรมรายใหญ่ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และภาคอุตสาหกรรม เพราะว่าแนวโน้มการพัฒนาประเทศมันจะเป็นแบบนั้น ดังนั้น การขุดลอกริมฝั่งแม่น้ำก็เพื่อให้แหล่งน้ำมันกว้างขึ้น เก็บน้ำได้เยอะขึ้น อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ภาคประชาชนเป็นกังวลในเรื่องของการให้อำนาจรัฐที่มีมากเกินไป
                      เพราะฉะนั้นจะต้องให้อำนาจแก่ประชาชนที่จะออกแบบว่าจะแบ่งน้ำอย่างไรให้เหมาะสมกับความต้องการของประชาชนด้วย และในร่าง พ.ร.บ.น้ำ (ฉบับกรมทรัพยากรน้ำ) จะพูดไม่ค่อยชัดในเรื่องของสิทธิในการใช้น้ำ ยังไม่มีการลงรายละเอียด แต่ในส่วนของภาคประชาชนจะให้ประชาชนมีสิทธิในการที่จะพิจารณาว่าจะแบ่งน้ำอย่างไร? จะทำอย่างไรถึงจะไม่มีผลกระทบกับสิทธิชุมชน เช่น กรณีของแม่น้ำมูล สิทธิของประชาชนระบุไว้ชัดเจนเลยว่า ให้มีสิทธิร่วมพิจารณาว่าโครงการนี้มีผลกระทบกับสิทธิชุมชน แล้วก็เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ และรับแจ้งผลพิจารณาได้เลยในกฎหมายภาคประชาชน
                      ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ว่าข้อเสนอของภาคประชาชนอีสานจะได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มากน้อยแค่ไหน หาไม่แล้วก็ยากที่จะซื้อใจประชาชนได้ อย่างดีก็ถูกข้าราชการหลอกให้เห็นดีเห็นงามไปวันๆ เท่านั้น
———————–
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : เสียงเพรียกเครือข่ายลุ่มน้ำอีสาน ถอนร่าง พ.ร.บ.น้ำ (ฉบับกรมทรัพย์ฯ) : โดย…เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสาน)

สคช.เร่งยกระดับคุณวุฒิคนไอที…รับเปิดประชาคมอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220651

การศึกษา-สาธารณสุข  :  16 ม.ค. 2559

สคช.เร่งยกระดับคุณวุฒิคนไอที…รับเปิดประชาคมอาเซียน

สคช.เร่งยกระดับคุณวุฒิคนไอที…รับเปิดประชาคมอาเซียน

            ประเทศไทยมีเป้าหมายพัฒนาให้คนไทยสามารถใช้คอมพิวเตอร์พื้นฐานได้ถึงร้อยละ 50 ของคนทั้งประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคน สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ สคช. ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่พัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพ อันเป็นกลไกสำคัญที่จะยกระดับความก้าวหน้าและอัตราผลผลิตของกำลังคนในประเทศไทย จึงร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ‘จัดทำมาตรฐานอาชีพ’ อีกทั้งยังรับรองทักษะและความเชี่ยวชาญของบุคคลด้วยการสร้างมาตรฐานในการวัดสมรรถนะเพื่อรับรอง ‘คุณวุฒิวิชาชีพ’

ล่าสุด สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ที่ปรึกษาโครงการ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้แทนจากสมาคมสมาพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมด้านไอซีทีไทย ร่วมจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ แบ่งเป็น 6 กลุ่มสาขาอาชีพ ครอบคลุม 26 อาชีพ ประกอบด้วย 1.สาขาซอฟต์แวร์และการประยุกต์ 2.สาขาฮาร์ดแวร์ 3.สาขาการสื่อสารโทรคมนาคม 4.สาขาเครือข่ายและความปลอดภัย 5.สาขาบริหารโครงการสารสนเทศ และ 6.สาขาแอนิเมชั่น

วีระชัย ศรีขจร ผู้อำนวยการ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ข้อมูลตัวเลขจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระบุว่า ปัจจุบันมีบุคลากรในสายงานนี้ จำนวน 5 แสนคน คาดว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานในบริษัทซอฟต์แวร์ ประมาณ 35,000 คน ซึ่งขณะเดียวกัน ตามแผนงานของกระทรวง ระหว่างปี ค.ศ.2011-2020 ตั้งเป้าหมายว่า ให้คนไทยสามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐาน เช่น ไมโครซอฟท์เวิร์ด เอ็กเซล ใช้อินเทอร์เน็ตเป็น สืบค้นข้อมูลได้ คิดเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศ สิ่งที่ สคช.กำลังเร่งดำเนินการคือ จัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ 6 กลุ่มสาขาอาชีพข้างต้น เพื่อรองรับบุคลากร 5 แสนคน ที่คาดว่าจะเพิ่มเป็น 1 ล้านคนในอนาคต

“สคช.ได้นำหลักเกณฑ์ของญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มาประยุกต์ใช้ ซึ่งก่อนหน้านี้ ประเทศญี่ปุ่นมีการทดสอบคุณวุฒิวิชาชีพไอที ผ่านมาตรฐานที่เรียกว่า “ไอทีพาสปอร์ต” (IT Passport) แบ่งความรู้เป็น 6 ด้าน โดยที่แต่ละคนมีความรู้ทั้ง 6 ด้าน เพียงแต่ว่า จะมีสัดส่วนด้านใดมากกว่า ในการสมัครเข้าทำงานของประเทศญี่ปุ่น ทุกคนต้องผ่านการวัดระดับความรู้ด้านนี้ หากได้ระดับ 2 หมายความว่า พอทำงานได้ ส่วนระดับ 3 คือทำงานได้ทันที” ผู้อำนวยการ สคช. กล่าว

เมื่อให้นักศึกษาไทยที่เรียนจบการศึกษา ระดับปริญญาตรี เข้าทดสอบไอทีพาสปอร์ตของญี่ปุ่น พบว่า ได้ระดับ 2 เนื่องจากเกณฑ์ของญี่ปุ่นสูงกว่าไทย ดังนั้น สคช.จึงนำมาตรฐานของญี่ปุ่น มาบวกเกณฑ์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อนำมาปรับใหม่ และใช้เป็นเกณฑ์สำหรับคนไทย ซึ่งจะต่ำกว่าเกณฑ์ไอทีพาสปอร์ตของประเทศญี่ปุ่นเล็กน้อย

ส่วนเกาหลีใต้ก็เป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่มีการทดสอบความรู้ด้านไอทีเหมือนญี่ปุ่น แต่เรียกว่า TOPCIT โดยเฉลี่ยคนเกาหลีสอบได้ 200 คะแนน จาก 1,000 คะแนน สคช.เคยใช้เกณฑ์ของเกาหลีใต้ทดสอบนักศึกษาและคณาจารย์สถาบันอาชีวศึกษาบางแห่ง ซึ่งทุกคนบอกว่ามีประโยชน์มาก

วีระชัย กล่าวว่า บริษัทในเกาหลีใต้ไม่ได้บังคับว่า ผู้สมัครงานต้องมีผลสอบ TOPCIT หรือต้องสอบได้คะแนนเท่าไร และปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ด้านนี้ มีผลต่อการพิจารณารับเข้าทำงาน ส่วนคนที่สอบได้คะแนนน้อย มักจะกลับไปพัฒนาตนเอง ยกตัวอย่าง การนำไปใช้ประโยชน์ที่ สคช.ดำเนินการ เช่น การรับรองวิชาชีพคนเปิดร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หากลูกค้าต้องการให้ผู้ขายประกอบคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่ง ช่างควรมีความรู้พื้นฐานใดบ้าง เช่น ต่อเน็ตเวิร์กเป็น รู้ระบบรักษาความปลอดภัย หากผู้ขายมีใบรับรองคุณวุฒิจะทำให้ลูกค้าทราบว่า ผู้ขายมีคุณสมบัติในการทำงานตามที่ต้องการ เกิดความมั่นใจมากขึ้น แต่ระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เราไม่ทราบว่า ช่างมีความรู้ตามหลักการที่ถูกต้องจริงหรือไม่

โดยขณะนี้ สคช. มีโครงการจะทดสอบคุณวุฒิข้างต้นกับพนักงาน บริษัท ยิบอินซอย จำกัด เพื่อเป็นการยกระดับความเชี่ยวชาญและความชำนาญการของบุคลากรในองค์กรให้มีความพร้อมและทราบถึงศักยภาพของตนเองในการทำงาน

ข้อดี คือ บริษัทจะได้ทราบว่า พนักงานแต่ละคนมีความเชี่ยวชาญด้านใดมากเป็นพิเศษ หากโยกย้ายพนักงานเปลี่ยนไปทำงานตำแหน่งดังกล่าว จะทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และตัวพนักงานเองจะได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ

ล่าสุด สคช.ได้รับนโยบายจากรัฐบาล พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแล สคช. ว่า ตามนโยบายของรัฐบาลจะทำอย่างไรจะให้คนทั่วไปที่ไม่ได้มีวุฒิการศึกษาด้าน ไอทีสามารถใช้ไอทีได้ ให้เป็นคุณสมบัติพื้นฐานเหมือนเวลาเขียนใบสมัครงานแล้วมีข้อความให้กรอกว่า มีความรู้ภาษาอังกฤษระดับใดพูดง่ายๆ คือ ในอนาคต ผู้สมัครงานต้องกรอกข้อความว่า “มีความรู้ไอที” ระดับใดด้วยในส่วนนี้ สคช. กำลังเจรจากับทางเกาหลีใต้ ซึ่งมีแนวโน้มจะร่วมมือด้วย เนื่องจากเกาหลีใต้กำลังทำคุณวุฒิด้านไอทีให้แก่คนที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษา

ส่วนกลุ่มเป้าหมายในสถาบันการศึกษา ทางสถาบันได้ทำมาตรฐาน 6 สาขา และส่งรายละเอียดในการประเมินให้แก่มหาวิทยาลัย วิทยาลัยเทคนิคและอาชีวะที่ร่วมงานด้วย รวมทั้ง สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่กำกับดูแลสถาบันการศึกษา โดยองค์กรที่ร่วมรับรองสมรรถนะบุคคล ตามมาตรฐานอาชีพ สาขาไอซีที เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยี) และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และวิทยาเขตภูเก็ต ให้ความสนใจและมีท่าทีตอบรับ เพราะต้องการผลิตบัณฑิตให้ตรงกับความต้องการของบริษัทเอกชนผู้จ้างงานเช่นกัน

“การยกระดับความเชี่ยวชาญของบุคลากรสายไอที เป็นภารกิจเร่งด่วน ผมคิดว่า คนมองเห็นความสำคัญ แต่ไม่มีกระบวนการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น เราทำจนกระทั่ง ณ วันนี้เรามีแนวคิดต่อยอดสำหรับคนไม่จบไอทีมา คุยกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เรากลับเอามาทำมาตรฐาน ดูว่าเขาต้องมีสมรรถนะใดบ้าง เราให้คนที่ไม่มีความรู้ด้านไอทีมาร่วมด้วย เพราะเขาเป็นผู้ใช้ ผู้ใช้จะบอกเลยว่าต้องการคนทำงานที่มีคุณสมบัติใดบ้าง เช่น เด็กจบอาชีวะควรมีความสามารถขนาดไหนด้านไอที คือต้องสร้างมาตรฐานทุกอาชีพ เมื่อสร้างได้แล้ว ก็ทดสอบให้ได้ สิ่งที่เราทำทั้งหมดไปจบที่การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการในปี 2559 นี้ ได้มีการเตรียมความพร้อมของคนไว้แค่ไหน บุคลากรที่ผลิตมาได้มาตรฐานจริงหรือเปล่า เราจึงต้องเอามาตรฐานต่างประเทศมาเทียบ…ในอาเซียน 9 ประเทศ เหมือนเขามีใบรับรอง เราจะเชื่อได้อย่างไร ของเราก็ต้องมี จึงต้องยึดโยงกับมาตรฐานของประเทศอื่น อย่างสิงคโปร์มี 9 ระดับ สถาบัน มี 7 ระดับ คือแต่ละประเทศมีกี่ระดับก็ได้ แต่ทุกประเทศจะพิจารณาคุณสมบัติของบุคลากร จากสิ่งที่เราคุยข้างต้น และเปรียบเทียบกันเอง” ผู้อำนวยการ สคช. กล่าว


‘โครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทย’พัฒนาศักยภาพกลุ่มเอสเอ็มอี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220649

การศึกษา-สาธารณสุข  :  16 ม.ค. 2559

‘โครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทย’พัฒนาศักยภาพกลุ่มเอสเอ็มอี

‘โครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทย’พัฒนาศักยภาพแรงงานกลุ่มเอสเอ็มอี

            กระทรวงแรงงาน โดย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดตัว “โครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทย” หลังได้รับงบประมาณ 67.5 ล้านบาท เน้นพัฒนาฝีมือแรงงานของลูกจ้างในกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นอันดับแรก ล่าสุดมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการแล้ว 260 แห่ง จาก 10 กลุ่มธุรกิจ

กรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2559 กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้จัด “โครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทย” เพื่อพัฒนาศักยภาพแรงงานในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี ที่มีพนักงานจำนวน 50-200 คน และกลุ่มสถานประกอบกิจการที่มีพนักงานตั้งแต่ 201 คนขึ้นไป เพื่อให้แรงงานมีทักษะฝีมือที่สูงขึ้น สามารถทำงานได้หลากหลายมากขึ้น ในเวลาเท่าเดิม และขณะเดียวกันก็จะต้องลดการสูญเสียในวงจรการผลิต ลดต้นทุนการผลิตได้จริง โดยเน้นธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นหลัก ในสัดส่วน 70 ต่อ 30

“งบประมาณปีนี้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้รับมาจำนวน 67.5 ล้านบาท ซึ่งจะนำมาสำหรับพัฒนาศักยภาพแรงงานในธุรกิจเอสเอ็มอี และสถานประกอบกิจการ ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 260 แห่ง ใน 20 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม สิ่งทอและแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์จากไม้ หัตถกรรม อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ พลาสติกและยาง ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งพิมพ์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เซรามิก ธุรกิจค้าปลีก โรงแรมท่องเที่ยวและภัตตาคาร งานสร้างสรรค์และออกแบบ โลจิสติกส์ ธุรกิจเพื่อสุขภาพ ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจซ่อมบำรุง ธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และธุรกิจการเกษตร” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าว

อธิบดีกรีฑา กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมีความห่วงใยกลุ่มผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ซึ่งเป็นอีกฐานธุรกิจที่สำคัญของประเทศ ที่จะต้องเร่งสร้างความเข้าใจในเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อลดต้นทุนการผลิต การบริการ เพราะสถานประกอบกิจการไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ต่างก็ต้องการลูกจ้างที่มีฝีมือ เพื่อช่วยเพิ่มกำลังการผลิต อีกทั้งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สถานประกอบกิจการทั้งสิ้น

“ถือเป็นหน้าที่โดยตรงของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ต้องเข้าไปช่วยสนับสนุน เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศให้โตขึ้น โดยโครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทยจะดำเนินการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าว


สสส.หนุนอ่านหนังสือพัฒนา9ทักษะEFชีวิตมีสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220620

การศึกษา-สาธารณสุข  :  15 ม.ค. 2559

สสส.หนุนอ่านหนังสือพัฒนา9ทักษะEFชีวิตมีสุข

สสส.หนุนอ่านหนังสือพัฒนา9ทักษะEFสร้างกระบวนการสมอง คิดได้-ลงมือทำ-ควบคุมอารมณได้-ชีวิตมีสุข เน้นช่วงทองของชีวิตในเด็กปฐมวัย 3-6 ปี ทางรอดเด็กไทยสู่ศตวรรษที่ 21

           เมื่อวันที่ 15 ม.ค. แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย และสถาบันอาร์แอลจี หรือ รักลูกกรุ๊ป จัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการหนังสือและการอ่านเครื่องมือพัฒนาทักษะสมอง Executive Functions (EF) ในเด็กปฐมวัย “คำตอบการปฏิรูปการศึกษาไทย?” โดยนางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวว่า แผนการอ่านฯ ภายใต้การสนับสนุนของสสส. ขับเคลื่อนงานส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยมาโดยตลอด และด้วยตระหนักในความรู้เรื่อง EF ที่สัมพันธ์อย่างยิ่งกับการอ่าน โดยการอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญที่ส่งเสริมทักษะสมอง EF  จึงเกิดความร่วมมือครั้งสำคัญ โดยมีแนวคิดในการผสานความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมเพื่อการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน เสริมพลังการทำงานโดยการเผยแพร่ความรู้ EF รณรงค์การพัฒนาหนังสือที่ส่งเสริม EF ร่วมสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่านให้เกิดขึ้นในสังคมไทย จนเกิดการยอมรับของสังคมและมีการต่อยอดขยายฐานผู้นำความรู้ EF ไปใช้ในการพัฒนาเด็กโดยเฉพาะเด็กปฐมวัย ผ่านเครื่องมือหนังสือและการอ่านอย่างกว้างขวาง ซึ่งโลกในวันข้างหน้าเก่งอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบของความอยู่รอดเด็กที่จะมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จได้ต้องเป็นผู้ที่มี EF ดีคิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น อยู่กับคนอื่นเป็น มีความสุขเป็น

นางสุภาวดี หาญเมธี  ประธานสถาบันอาร์แอลจี หรือ รักลูกกรุ๊ป กล่าวในหัวข้อ “ทางรอดเด็กไทยสู่ศตวรรษที่ 21” และนำเสนอการขับเคลื่อนงาน EF ในสังคมไทย ว่า EF (Executive Functions) เป็นกระบวนการทางความคิด (Mental process) ในสมองส่วนหน้า ที่เกี่ยวข้องกับการคิด ความรู้สึก และการกระทำ เช่น การยั้งใจคิดไตร่ตรอง การควบคุมอารมณ์ การยืดหยุ่นทางความคิด การตั้งเป้าหมาย วางแผน ความมุ่งมั่น การจดจำและเรียกใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่างๆ และการทำสิ่งต่างๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอนจนบรรลุความสำเร็จ ซึ่งเป็นทักษะที่มนุษย์เราทุกคนต้องใช้ มีความสำคัญยิ่งต่อทั้งความสำเร็จในการเรียน การทำงาน รวมทั้งการมีชีวิตครอบครัว ทักษะ EF นี้นักวิชาการระดับโลกชี้แล้วว่า สำคัญกว่า IQ ทั้งนี้ มีงานวิจัยชัดเจนว่า ช่วงวัย 3-6 ปีนี้ เป็นช่วงเวลาทองของชีวิตในการพัฒนาทักษะ EF ให้กับเด็ก เพราะสมองจะมีการพัฒนาทักษะ EF ได้ดีที่สุดในช่วงเวลานี้ พ้นจากช่วงเวลานี้ไปถึงวัยเรียน วัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น แม้จะยังพัฒนาได้ แต่ก็จะไม่ได้ดีเท่ากับช่วงปฐมวัย

นางสุภาวดี กล่าวต่อว่า สำหรับ Executive Functions(EF) ประกอบด้วยทักษะ 9 ด้าน ประกอบด้วย 1. ความจำที่นำมาใช้งาน(Working memory) 2.การยั้งคิด (Inhibitory Control) 3. การยืดหยุ่นความคิด และคิดนอกกรอบ(Shift หรือ Cognitive Flexibility)4. การใส่ใจจดจ่อมุ่งมั่น (Focus / Attention) 5.การควบคุมอารมณ์ (Emotional Control)  6.การวางแผนและการจัดระบบดำเนินการ(Planning and Organizing) 7. การรู้จักประเมินตนเอง(Self –Monitoring) รวมถึงการตรวจสอบการงานเพื่อหาจุดบกพร่อง และรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร ได้ผลอย่างไร  8. การริเริ่มและลงมือทำ(Initiating) 9. ความพากเพียรมุ่งสู่เป้าหมาย (Goal-Directed Persistence) หากเด็กมีทักษะทั้ง 9 ด้าน เชื่อว่าจะเป็นทางรอดเด็กไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งจำเป็นต้องมีการปฏิรูปการศึกษาของไทยในขณะนี้ด้วย

ด้านนางสุชาดา สหัสกุล อุปนายกฝ่ายในประเทศสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การสนับสนุนการจัดกิจกรรม และประชาสัมพันธ์โครงการคัดสรรหนังสือเด็กที่ส่งเสริม Executive Functions ทางสมาคมฯ จะได้หนุนเสริมและรณรงค์เพื่อนๆสำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสือ ให้เกิดการผลิตหนังสือที่มีคุณภาพตอบโจทย์การสร้างเสริมและพัฒนา EF โดยองค์กรร่วมจัดงานจะได้มอบตราสัญลักษณ์ให้แก่สำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสือในแนวนี้ด้วย

…………………….
(หมายเหตุ ภาพนางสุดใจ พรหมเกิ จากhttp://www.thaihealth.or.th/)


‘ดาว์พงษ์’ยึดอำนาจ!จบศึก’เอแบค’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220603


การศึกษา-สาธารณสุข  :  15 ม.ค. 2559

‘ดาว์พงษ์’ยึดอำนาจ!จบศึก’เอแบค’

‘ดาว์พงษ์’ สุดทนใช้ ม.86 พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ตั้งคณะกรรมการควบคุม ม.เอแบค ลั่นจำเป็น เหตุสองฝ่ายเคลียร์กันไม่ได้ คาดเสนอรายชื่อแต่งตั้ง กก.ได้ 19 ม.ค.นี้

                      15 ม.ค. 59  หลังจากให้เวลาผู้บริหารมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) เร่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในองค์กรให้ลุล่วง แต่สุดท้ายกลุ่มผู้บริหารก็ไม่สามารถตกลงร่วมกันแก้ไขปัญหาได้ และเมื่อมาถึงทางตัน ล่าสุด พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 86 (4) วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว
                      เมื่อเวลา 13.30 น.  พล.อ.ดาว์พงษ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และฝ่ายกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เกี่ยวกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ว่า หลังจากที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เชิญกรรมการสภาเอแบค ทั้งสองฝ่ายมาประชุมเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาไปเมื่อวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีข้อสรุป และได้ขอให้ทั้งสองฝ่ายไปตกลงกัน เพื่อหาทางออกและกลับมารายงานภายใน 7 วัน แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้ โดยฝ่ายกรรมการสภาฝ่ายหนึ่งได้เสนอให้กรรมการสภาทุกคนลาออก ส่วนกรรมการสภาอีกฝ่ายเสนอให้ตั้งสภาชุดใหม่ โดยให้กรรมการสภามาจากฝั่งละ 5 คน และให้กระทรวงศึกษาธิการส่งคนกลาง 3 คน เข้ามาร่วม ภายใต้เงื่อนไขว่าทุกคนต้องลาออก แต่ปรากฏว่าก็ยังมีกรรมการสภาบางคนไม่เห็นด้วย
                      พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้มาตรา 86 (4) วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาบังคับใช้ ตั้งคณะกรรมการควบคุมเข้าไปดูแล ม.เอแบค ซึ่งขณะนี้ได้ยกร่างคำสั่งไว้แล้ว โดยได้ขอให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ สกอ.ไปทาบทามผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเหมาะสมมาเป็นคณะกรรมการควบคุม รวมถึงต้องดูไม่ให้เกิดผลกระทบต่อนักศึกษา และอาจารย์ โดยคาดว่าจะสามารถลงนามในคำสั่งตั้งกรรมการควบคุมได้ภายในสัปดาห์หน้า
                      “เมื่อตั้งคณะกรรมการควบคุม ก็ต้องลงไปดูว่าความไม่ลงรอยต่างๆ เกิดจากอะไรบ้าง รวมถึงโครงการห้องปฏิบัติการเครื่องฝึกบินจำลองเสมือนจริง ที่มีปัญหาอยู่ ว่ามีการทุจริตจริงหรือไม่ ส่วนจะให้ควบคุมเป็นเวลานานเท่าไรนั้น ผมคงไม่สามารถตอบได้ เดิมผมเคยพูดว่าให้เวลาควบคุม 3 เดือน แต่ถ้าการตรวจสอบยังไม่เรียบร้อย ก็ต้องขยายเวลาเพิ่มไปอีก ยอมรับว่าการตั้งคณะกรรมการควบคุม เข้าไปควบคุม ม.เอแบค เป็นเรื่องที่ผมไม่อยากทำเลย รู้สึกไม่สบายใจ ที่จะต้องใช้วิธีนี้ แต่เมื่อไม่มีทางอื่นก็จำเป็นต้องทำ เพราะพิจารณาแล้วว่าตอนนี้อาจจะไม่มีผลกระทบกับนักศึกษา แต่ถ้าปล่อยไว้นานก็อาจจะมีปัญหาได้ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ก็เพื่อ ม.เอแบค และนักศึกษา โดยทั้งสองฝ่ายไม่ต้องกังวลใจว่าผมจะไปกลั่นแกล้งฝ่ายใด”
                      รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล รักษาการอธิการบดี ม.เอแบค ระบุว่า แม้จะตั้งคณะกรรมการควบคุมเข้าไปดูแล ม.เอแบค นายสุทธิพร ก็ยังมีตำแหน่งเป็นอธิการบดี ม.เอแบค เพราะมีคำสั่งศาลปกครองคุ้มครองอยู่นั้น การตั้งคณะกรรมการควบคุม จะไม่ไปก้าวล่วงคำสั่งศาลปกครอง แต่เมื่อใช้มาตรา 86 (4) วรรคสอง เพื่อตั้งคณะกรรมการควบคุมขึ้นมาเป็นสภามหาวิทยาลัยชุดใหม่ สภาก็มีอำนาจในการแต่งตั้งผู้ที่มีความเหมาะสมขึ้นมาเป็นอธิการบดี ซึ่งจะส่งผลให้ตำแหน่งของนายสุทธิพรหมดวาระตามลงไปด้วย
                      ด้าน รศ.นพ.กำจร กล่าวว่า ภายหลังจากที่ได้พิจารณาทุกเรื่องแล้ว คงต้องใช้มาตรการที่ กกอ.เสนอแนะต่อ รมว.ศึกษาธิการ ให้ใช้มาตรา 86 (4) วรรคสอง ให้อำนาจในการตั้งคณะกรรมการควบคุม แต่ขณะนี้ก็ยังไม่ได้ปิดทาง 100% ยังเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่ายเสนอทางออก หากมีทางออกที่ดีกว่าการใช้มาตรา 86 รมว.ศึกษาธิการ ก็พร้อมพิจารณา ซึ่งอาจจะไม่ออกคำสั่งควบคุมก็ได้ แต่ต้องเป็นข้อเสนอที่มาจากสภาเดียว ที่ไม่มีกรรมการเสียงข้างมาก หรือเสียงข้างน้อย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ก็ได้เตรียมร่างคำสั่งและเตรียมทาบทามผู้ทรงคุณวุฒิไว้แล้ว 3 – 4 คน ซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่มีความเข้าใจปัญหาของเอแบค แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ คาดว่าจะออกคำสั่งควบคุมได้ภายในวันที่ 19 มกราคมนี้ เพราะฉะนั้นทั้ง 2 ฝ่ายก็ยังมีเวลาที่จะไกล่เกลี่ยกันก่อนออกคำสั่ง ซึ่งหวังว่าระหว่างนี้จะไม่เกิดการกระทบกระทั่งกัน ส่วนเรื่องการเรียนการสอนนั้น ขณะนี้เปิดเทอมแล้วก็ให้ดำเนินการต่อได้ไปตามปกติ
                      ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดจึงไม่มีผู้แทนทั้ง 2 ฝ่ายของ ม.เอแบค เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า เป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน เพราะตั้งใจไม่เชิญทั้ง 2 ฝ่ายมาประชุมอยู่แล้ว แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ สกอ.สอบถามมาจึงแจ้งไปว่า ไม่ขัดข้อง หากจะมีผู้แทนมาประชุม แต่สุดท้ายได้รับแจ้งจาก สกอ.ว่า ได้แจ้งยกเลิกการเชิญประชุมทั้ง 2 ฝ่าย
                      ขณะที่ นายสุทธิพร ให้สัมภาษณ์ภายหลังทราบคำตัดสินว่า ได้หารือกับกลุ่มผู้สนับสนุนและได้ข้อสรุปว่าจะยื่นอุทธรณ์การบังคับใช้มาตรา 86 (4) วรรคสอง กับ สกอ. ภายในระยะเวลา 30 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้ง เนื่องจากเมื่อพิจารณาตามข้อกฎหมายแล้ว สถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบันยังไม่เข้าข่ายที่จะบังคับใช้มาตรา 86 (4) วรรคสอง เพราะ ม.เอแบคยังสามารถเปิดการเรียนการสอนได้ตามปกติ
                      ด้านนายวีรศักดิ์ อนุสนธิวงษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภามหาวิทยาลัยเอแบค กล่าวว่า เคารพต่อคำตัดสินและการวินิจฉัยของ พล.อ.ดาว์พงษ์ เพราะเป็นการพิจารณาที่จะดำเนินการตามกรอบกฎหมาย ทั้งนี้ ส่วนตัวยังมองว่าการมีคนกลางเข้ามาควบคุมมหาวิทยาลัยชั่วคราวนั้น ไม่ได้ทำให้ ม.เอแบค เสื่อมเสียชื่อเสียง แถมยังมีข้อดีในเรื่องของการมีคนนอกเข้ามาตรวจสอบ เหมือนมีคนมาช่วยล้างทำความสะอาดบ้านให้
                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับขั้นตอนการควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้น รมว.ศึกษาธิการ มีคำสั่งควบคุมและแต่งตั้งกรรมการควบคุม ไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 15 คน จากนั้นประกาศคำสั่งควบคุมในหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทย ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 วัน นอกจากนั้น ห้ามอธิการบดี คณาจารย์ประจำ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่จะได้รับมอบหมายจากกรรมการควบคุม และส่งมอบทรัพย์สิน สมุดบัญชี เอกสาร และสิ่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้แก่คณะกรรมการควบคุมโดยไม่ชักช้า
                      ทั้งนี้ สถาบันอุดมศึกษาอาจอุทธรณ์คำสั่งควบคุมได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งและรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการอุทธรณ์คำสั่งควบคุม เพื่อเสนอความเห็นประกอบการพิจารณา ซึ่งกรณีอุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น คณะกรรมการควบคุมก็จะพิจารณาควบคุมต่อไป แต่หากอุทธรณ์ฟังขึ้น คณะกรรมการควบคุมก็จะพิจารณายกเลิกคำสั่งควบคุม

ศธ.ให้ความสำคัญครูคนแรกดึงพ่อแม่เป็นส่วนหนึ่งวันครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220574

การศึกษา-สาธารณสุข  :  15 ม.ค. 2559

ศธ.ให้ความสำคัญครูคนแรกดึงพ่อแม่เป็นส่วนหนึ่งวันครู

ศธ.ให้ความสำคัญครูคนแรกดึงพ่อแม่เป็นส่วนหนึ่งวันครู : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญรายงาน

            “พ่อแม่ถือเป็นครูคนแรกของลูก ฉะนั้น การจัดงานวันครูครั้งต่อๆ ไปอยากให้คุรุสภาพิจารณาว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะให้พ่อแม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวันครูด้วย เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักให้แก่เด็กว่าวันครู ไม่ใช่มีเพียงแค่ครูเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพ่อแม่ของเขาเองด้วยเป็นเรื่องที่เขาต้องจดจำ” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวในการแถลงข่าวการจัดงานวันครู ครั้งที่ 60 ประจำปี 2559 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-17 มกราคม โดยปีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญวันครู พ.ศ.2559 ว่า “อนาคตก้าวไกล ด้วยครูดี มีคุณภาพ”
            โดยส่วนกลางในวันที่ 16 มกราคมนี้ ที่หอประชุมคุรุสภา นายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาเป็นประธานในพิธีบูชาบูรพาจารย์ นำกล่าวปฏิญาณต่อพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้น นายกฯ จะร่วมในพิธีคารวะครูผู้สอนเมื่อครั้งศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดนวลนรดิศ 2 คน ได้แก่ นายเจริญ ทั่งทอง อายุ 78 ปี สอนวิชาคณิตศาสตร์ และนางธานี คุ้มชนะ อายุ 92 ปี สอนวิชาสังคมศึกษา
            นอกจากนี้ ยังได้เชิญครูผู้สอนของพล.อ.ดาว์พงษ์ เมื่อครั้งศึกษาที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ปทุมวัน) 2 คนมาร่วมในพิธีด้วย ได้แก่ นายประทวน เจริญจิตต์ อายุ 80 ปี สอนวิชาศิลปะและดนตรี ระดับม.1 และนางพิศศรี แจ้งไพร ครูสอนวิชาภาษาไทย ระดับม.2 ขณะเดียวกัน จะมีพิธีมอบรางวัลแก่ผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ได้รับรางวัลคุรุสภา
            ครูเจริญ ทั่งทอง อดีตครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บอกว่า คนเป็น “ครู” ไม่มีคำว่าเกษียณอายุราชการความเป็นครู จิตวิญญาณความเป็นครูจะติดตัวไปตลอดชีวิต ดีใจที่นายกฯ ให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษาของชาติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาคน เยาวชนซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต ส่วน พล.อ.ดาว์พงษ์ เพิ่งมาบริหารงานไม่นานราว 5 เดือนแต่หยิบปัญหาขึ้นมาเป็นนโยบายได้น่าสนใจ ทั้งลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ การปรับปรุงระบบผลิตครู ให้ความสำคัญกับการสร้างครูดี เก่ง มีคุณธรรม จริยธรรม”
            ครูเจริญ บอกว่า การปฏิรูปการศึกษา ศธ.ต้องเร่งพัฒนาคุณภาพของ “ครู” เพราะครูคือหัวใจของการศึกษา ต้องเริ่มจากคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาสู่วิชาชีพครู ซึ่งเป็นวิชาชีพชั้นสูง ต้องคัดเลือกคนเก่ง ดี มีคุณธรรม ที่สำคัญต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครู และการผลิตครูต้องผลิตให้ตรงกับความต้องการแท้จริง เพราะทุกวันเราผลิตครูออกมามากแต่ใช้จริงแค่เพียงส่วนหนึ่ง และยังขาดครูที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง โดยเฉพาะสาขาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ จะเห็นได้ว่ามีปัญหาขาดแคลนต่อเนื่อง
            “อยากฝากให้รัฐบาล และศธ.พิจารณาให้การจะลงทุนสร้างคนต้องลงทุนให้คุ้มค่า ได้ครูที่มีคุณภาพเพื่อกลับมาพัฒนาเด็กและเยาวชนของเรา ขณะเดียวกัน อย่ามัวแต่รอและพัฒนาครูรุ่นใหม่ จนหลงลืมครูประจำการ ซึ่งจะละเลยไม่ได้ แต่จะต้องนำครูประจำการเหล่านี้มาเข้ากระบวนการพัฒนาเพื่อต่อยอดและยกระดับความรู้ ความสามารถให้ดียิ่งขึ้นด้วย” ครูเจริญ กล่าว
            ครูเจริญ ยังฝากข้อคิดถึงครูทุกคนด้วยว่า “ขอให้ครูทุกคนนั้นทำงานด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครู ต้องรักเด็ก มีความเมตตา เอื้ออาทรกับเด็ก คนเป็นครูทำงานต้องให้ใจเต็ม 100% เพราะอาชีพครูไม่ใช่อาชีพที่จะมาหาผลประโยชน์ แต่เป็นอาชีพที่สร้างคน ถ้าเรามีความตั้งใจจริงพร้อมที่จะให้ใจกับลูกศิษย์ สิ่งที่เราจะได้รับกลับมาคือความสุข ความภาคภูมิใจ” สำหรับปีนี้คณะกรรมการจัดงานวันครูยังได้จัดทำสติกเกอร์ไลน์ “วันครู” เพื่อนำรายได้สมทบทุนมูลนิธิช่วยครูอาวุโสในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิรางวัลคุรุสภา โดยสามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://line.me/R/shop/detail/1232377 หรือค้นหาคำว่า “วันครู” พร้อมกันนี้ขอเชิญชวนทุกคนที่มีครูร่วม “ระลึกถึงพระคุณครู กลับไปคารวะครู” ในวันที่ 16 มกราคม หรือร่วมส่งข้อความถึงคุณครูได้ที่เฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/khuruday และสามารถร่วมบันทึกข้อความจากใจศิษย์ถึงครู ส่งบัตรคารวะครูออนไลน์ได้ที่ http://www.ksp.or.th
            ส่วนในภูมิภาคสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จัดกิจกรรมสัปดาห์วันครู ครั้งที่ 60 พ.ศ.2559 ระหว่างวันที่ 11-17 มกราคม 1.รณรงค์ให้สถานศึกษา ครู นักเรียน ครูภูมิปัญญา และชุมชน ร่วมทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ หรือกิจกรรมจิตอาสา เช่น การทำความสะอาด เก็บขยะ เพื่อแสดงความรับผิดชอบและความเสียสละของครูที่มีต่อชุมชน จัดกิจกรรมสันทนาการอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม 2.ให้สถานศึกษาทุกแห่งกำหนดคำขวัญวันครูให้เป็นคำขวัญประจำสถานศึกษาตลอดปี 2559 หรือ “หนึ่งคำขวัญ หนึ่งสถานศึกษา” (One slogan One school :โอเอสโอเอส) ที่สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตระหนักในความสำคัญของวันครูและความภาคภูมิใจในความเป็นครู
            3.ขอให้สถานศึกษาทุกแห่ง จัดชุมนุมครูเพื่อให้ครูทุกคนได้มีโอกาสกล่าวคำปฏิญาณตนต่อผู้ปกครองและชุมชน เพื่อแสดงถึงการให้คำมั่นในการประกอบวิชาชีพและการรับผิดชอบต่อเยาวชนของชาติ และ4.ขอให้สถานศึกษาทุกแห่งจัดกิจกรรม “ครูเยี่ยมบ้านเด็ก” ในสัปดาห์วันครู เพื่อแสดงถึงความรักและความห่วงใยต่อศิษย์ รวมทั้งให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างครูและผู้ปกครองที่เกี่ยวกับการพัฒนาเด็กร่วมกัน เป็นต้น

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์รับแพทย์ขยายรพ.อีก400เตียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220493

การศึกษา-สาธารณสุข  :  15 ม.ค. 2559

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์รับแพทย์ขยายรพ.อีก400เตียง

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์รับแพทย์ปี60ขยายรพ.อีก400เตียงให้ทุนป.โท-เอก30ทุน

            “ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิจุฬาภรณ์ มีพระวินิจฉัยเห็นชอบให้รวมหน่วยงานทั้ง 3 หน่วยงานภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ ประกอบด้วย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ และสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์เป็นหน่วยงานใหม่ มีสถานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐบาลและได้รับเงินงบประมาณแผ่นดินสนับสนุน” รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ  มงคลอัศวรัตน์ ผู้ช่วยอธิการบดีสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีพระวินิจฉัยให้ใช้ชื่อหน่วยงานว่า “ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ : Chulabhorn Royal Academy of Science” เพื่อให้เป็นสถาบันการศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ชั้นนำของภูมิภาคในการผลิตและพัฒนาบุคลากรชั้นสูง ทำการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่และนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้ เผยแพร่ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม การแพทย์ การสาธารณสุข และให้บริการทางการแพทย์ เป็นศูนย์กลางความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งทำงานประสานกับองค์การระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ อธิบายว่า องค์ประธานมูลนิธิจุฬาภรณ์ทรงมุ่งหวังให้เป็นแหล่งผลิตนักวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพสูง และมีทักษะการวิจัยที่สามารถนำไปใช้หรือประยุกต์ใช้ได้ในการทำงาน เพื่อตอบสนองความต้องการเร่งด่วนของประเทศชาติ ซึ่งปีที่ผ่านมา สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ ได้ครบรอบ 10 ปีของการก่อตั้ง สามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพและตอบสนองความต้องการของประเทศได้กว่า 124 คน มีทั้งนักศึกษาทั้งชาวไทยและนักศึกษาชาวต่างประเทศ ในระดับปริญญาโท 98 คน และระดับปริญญาเอก 26 คน บัณฑิตที่ศึกษาจบจากสถาบันได้มีโอกาสเข้าทำงานกับหน่วยงานที่มีชื่อเสียงและศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

“ตอนนี้เรามีโรงพยาบาลที่ให้บริการผู้ป่วยมะเร็งอีก 100 เตียงและในปี 2560 “ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ : Chulabhorn Royal Academy of Science” จะเปิดรับนักศึกษาแพทย์เพิิ่มเติมจากที่เปิดสอนระดับปริญญาโทและปริญญาเอกในสาขาพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม(Environmental Toxicology) วิทยาศาสตร์ชีวภาพประยุกต์(Applied Biological Sciences : Environmental Health) เคมีชีวภาพ(Chemical Biology) เพื่อรองรับให้อนาคตจะเปิดให้บริการโรคทั่วไปอีก 400 เตียง คาดว่าจะรองรับประชาชนในพื้นที่ได้มากขึ้น” ผู้ช่วยอธิการบดีสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ กล่าว

และในโอกาสได้ครบรอบ 10 ปีของการก่อตั้งจะให้ทุนการศึกษาโครงการผลิตนักวิทยาศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก จำนวนรวม 30 ทุน  ใน 3 สาขาวิชา อาทิ พิษวิทยาสิ่งแวดล้อม(Environmental Toxicology) วิทยาศาสตร์ชีวภาพประยุกต์ (Applied Biological Sciences : Environmental Health) เคมีชีวภาพ(Chemical Biology) เป็นทุนแบบให้เปล่าครอบคลุมค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาอื่นๆ ตลอดระยะเวลาของหลักสูตร รวมถึงมีค่าใช้จ่ายรายเดือนให้แก่ผู้รับทุนอีกด้วย ตั้งแต่ 7,000–10,000 บาท ผู้สนใจสามารถยื่นใบสมัครและเอกสารประกอบการสมัครได้ด้วยตนเอง ในวันเสาร์ที่ 23 มกราคม 2559 และรอฟังประกาศผลผู้มีสิทธ์สอบสัมภาษณ์ เพื่อเข้ารับการสัมภาษณ์ได้ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน สอบถามได้ที่โทร.0-2554-1900 ต่อ 2144 และ 2128 หรือเว็บไซต์ http://www.cgi.ac.th


‘ดาว์พงษ์’พร้อมยึดอำนาจ’เอแบค’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220556

การศึกษา-สาธารณสุข  :  14 ม.ค. 2559

‘ดาว์พงษ์’พร้อมยึดอำนาจ’เอแบค’

ศึก ‘เอแบค’ ส่อไม่จบ ‘ดาว์พงษ์’ นัดสองฝ่ายหารือครั้งสุดท้าย 15 ม.ค.นี้ จ่อใช้ ม.86 ยึดอำนาจ

                      14 ม.ค. 59  พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีศูนย์สื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ออกแถลงการณ์ แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมโดยเสนอให้กรรมการสภาทุกคนลาออก เพื่อคืนอำนาจให้มูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย และไม่รับข้อเสนอใด รวมถึงจะไม่มีการเจรจาต่อรองในวันที่ 14 มกราคมนี้ และพร้อมยอมให้ รมว.ศึกษาธิการ ใช้อำนาจตามมาตรา 86 (4) พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ในวรรคสอง ตั้งคณะกรรมการควบคุมการบริหารงานของมหาวิทยาลัย ว่า ที่สุดแล้วหากทั้งสองฝ่ายต่างไม่สามารถหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาภายในที่เกิดขึ้นได้จริง และจะเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย เกิดผลกระทบต่อการบริหารงาน โดยเฉพาะต่อนักศึกษา ในฐานะ รมว.ศึกษาธิการ ก็อาจจะพิจารณาใช้อำนาจตามมาตรา 86 (4) ได้มอบให้ รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประสานกับทั้งสองฝ่ายในการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหานำมาเสนอภายใน 7 วัน ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 15 มกราคม และเวลา 13.30 น. ได้นัดหมายให้มาหารือร่วมกันครั้งสุดท้าย
                      นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล รักษาการอธิการบดี ม.เอแบค กล่าวว่า ขอรอประชุมร่วมกับ พล.อ.ดาว์พงษ์ ก่อนในวันที่ 15 มกราคม ทั้งนี้ หากการประชุมไม่สามารถตกลงกันได้ และสุดท้ายแล้ว รมว.ศึกษาธิการ จะใช้มาตรา 86 เข้าไปควบคุมการบริหารของ ม.เอแบค นั้น ก็ไม่สามารถห้ามได้
                      อนึ่งมาตรา 86 (4) พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 กำหนดไว้ว่า ถ้ามหาวิทยาลัยเอกชน เกิดเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ จากทั้งหมด 4 สาเหตุ ซึ่งรวมถึงการที่สภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี คณาจารย์ หรือนักศึกษา ดำเนินการอันเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงและความปลอดภัยต่อประเทศ ต่อวัฒนธรรมของชาติ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งกรณีของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มีความรุนแรงเกิดขึ้นซึ่งส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรม ความสงบ และศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 86 (4) แล้ว ใช้อำนาจตามมาตรา 86 วรรคสอง ตั้งกรรมการเข้าไปควบคุมสถาบันอุดมศึกษาแห่งนั้น ประกอบด้วยกรรมการไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 15 คน ทำหน้าที่แทนสภามหาวิทยาลัยเดิม พร้อมออกประกาศควบคุมมหาวิทยาลัยในหนังสือพิมพ์ไม่น้อยกว่า 3 วัน

แห่สมัครครูผู้ช่วย2.8หมื่นรับแค่212

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220539

การศึกษา-สาธารณสุข  :  14 ม.ค. 2559

แห่สมัครครูผู้ช่วย2.8หมื่นรับแค่212

เผยยอดสมัครครูผู้ช่วยอาชีวะกว่า 2.8 หมื่นราย ว่างแค่ 212 อัตรา ขณะที่โพลล์ชี้ดัชนีความเชื่อมั่นครูไทยลดลง

                      14 ม.ค. 59  ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เปิดรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย เมื่อวันที่ 14 – 20 ธันวาคม 2558 จำนวน 212 อัตรา แบ่งเป็น เขตทั่วไปจำนวน 209 อัตรา 65 กลุ่มวิชาและ เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 อัตรา 4 กลุ่มวิชา โดยสมัครผ่านทางอินเทอร์เน็ตที่ https://vec.job.thai.com นั้นปรากฏว่า มีผู้ให้ความสนใจสมัครสอบ มีผู้มีสิทธิ์สอบรวม 28,566 ราย แบ่งเป็น เขตทั่วไป จำนวน 28,435 ราย และเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 131 ราย
                      โดยในส่วนของเขตทั่วไปพบว่า มีสองกลุ่มวิชา ที่ไม่มีผู้สมัคร คือ ช่างต่อเรือ และช่างอากาศยาน ส่วนกลุ่มวิชาที่มีผู้สมัครน้อยที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มวิชาแมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ สมัคร 1 ราย รับ 1 อัตรา กลุ่มวิชาอุตสาหกรรมเครื่องหนัง สมัคร 1 ราย รับ 2 อัตรา กลุ่มวิชาช่างสำรวจ สมัคร 3 ราย รับ 2 อัตรา กลุ่มวิชาเทคโนโลยีปิโตรเลียม สมัคร 4 ราย รับ 1 อัตรา และกลุ่มวิชาเทคนิคพลังงาน สมัคร 4 ราย รับ 1 อัตรา ส่วน เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเปิดรับสมัครใน 4 กลุ่มวิชานั้น มีผู้มาสมัครครบทุกกลุ่มวิชา โดยกลุ่มวิชาที่มีผู้สมัครน้อยที่สุด คือ ศิลปะการดนตรี จำนวน 7 ราย รับ 1 อัตรา และช่างไฟฟ้ากำลัง จำนวน 18 ราย รับ 1 อัตรา ส่วนกลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ มีผู้สมัคร 75 ราย รับ 1 อัตรา และช่างอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีโทรคมนาคม สมัคร 31 ราย รับ 1 อัตรา
                      “การสอบในครั้งนี้ถือว่ามีผู้สมัครจำนวนมาก เพราะ สอศ.เปิดรับเพียง 212 อัตรา แต่มีผู้มีสิทธิ์สอบถึง 28,566 ราย และครั้งแรกในรอบหลายปีที่ สอศ.เปิดรับสมัครในเขตทั่วไป จึงมีผู้สมัครสนใจมากและอาจเพราะวิทยาลัยอาชีวศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในเขตเมือง มีสวัสดิการและสวัสดิภาพค่อนข้างดี”
                      ทั้งนี้ สอศ.จะจัดสอบภาค ก ความรอบรู้และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความประพฤติและการปฏิบัติของวิชาชีพครู และสอบภาค ข ความรู้และความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง วันที่ 17 มกราคม ประกาศผลผู้ผ่านภาค ก และ ข ที่ได้คะแนนร้อยละ 60 วันที่ 29 มกราคม 2559 และสอบสัมภาษณ์ วันที่ 8 – 9 กุมภาพันธ์ ทั้งนี้จะขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ไว้ 2 ปี โดยจะเรียกบรรจุครั้งแรกในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ จำนวน 209 อัตรา เนื่องจากบางสาขาไม่มีผู้สมัคร ดังนั้น สอศ. จะขอให้คุรุสภา เปิดช่องให้ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู มาสมัครสอบในสาขาขาดแคลนได้ และเปิดสอบบรรจุในสาขาดังกล่าวอีกครั้งโดยเร็วที่สุด
โพลล์ชี้ดัชนีความเชื่อมั่นครูไทยลดลง
                      รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) เปิดเผยว่า สวนดุสิตโพล ได้จัดทำดัชนี “ความเชื่อมั่นครูไทย” ปี 2558 โดยสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 8,106 คน ระหว่างวันที่ 25 ธ.ค. 2558 – 5 ม.ค. 2559 โดยเน้นตัวชี้วัด 30 ตัว ที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อครูไทยทั้งในด้านส่วนตัว ชุมชน และการพัฒนาวิชาชีพ ตลอดจนการพัฒนาประเทศในรอบปี 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน โดยสามารถสรุปเรียงลำดับจากความเชื่อมั่นสูงสุดไปถึงต่ำสุด
                      “ปรากฏว่าประชาชนให้คะแนน ‘ดัชนีครูไทย’ ปี 2558 ภาพรวมเต็ม 10 ได้ 7.43 คะแนน น้อยกว่าปี 2557 ซึ่งมีคะแนนอยู่ที่ 7.58 คะแนน ส่วนคะแนนตัวชี้วัด 30 ตัว ปรากฏว่า ด้านบุคลิกภาพการแต่งกายเหมาะสมกับอาชีพ ได้คะแนนสูงสุด 7.90 คะแนน รองลงมาคือด้านความรู้ความสามารถในการสอน 7.72 คะแนน การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง 7.69 คะแนน สำหรับตัวชี้วัดที่ได้คะแนนน้อยที่สุดคือเรื่องหนี้สินของครู 6.66 คะแนน รองลงมาการแสดงออกทางอารมณ์ การควบคุมอารมณ์ 7.09 คะแนน และการรู้จักประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ 7.12 คะแนน”
                      รศ.ดร.สุขุม กล่าวต่อไปว่า เมื่อถามถึงจุดเด่นของครูไทย ในปี 2558 ประชาชนเห็นว่า มีเทคนิคการสอนน่าสนใจ ทันสมัย สื่อสารให้เด็กเข้าใจได้มากขึ้น 33.39% รองลงมา พยายามศึกษาค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ มาพัฒนาการเรียนการสอน 21.45% แต่งกายดี บุคลิกภาพดี ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี 19.38% เอาใจใส่และเข้าใจเด็ก เป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำที่ดี 14.53% และจิตใจดี เมตตากรุณา โอบอ้อมอารี ไม่ใช้คำพูดรุนแรงกับเด็ก 11.25%
                      “ส่วนจุดด้อยของครูไทยในปี 2558 เห็นว่า สอนเร็ว มีเนื้อหาวิชามาก เน้นทฤษฎีมากเกินไป 29.42% รองลงมา ดุ ใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ ขาดการควบคุมอารมณ์ ไม่รับฟังเหตุผลของเด็ก 27.11% มีภาระหนี้สินมาก มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ฟุ้งเฟ้อ 18.08% ไม่เก่งภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียน 14.23% และไม่มีเวลาให้กับเด็ก ขาดการเอาใจใส่ดูแล ไม่เข้าใจเด็กเท่าที่ควร 11.16%”
———————–
(หมายเหตุ : ภาพแฟ้มข่าว)