อย.ย้ำยาสลายไขมันไม่มีจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220933

การศึกษา-สาธารณสุข  :  20 ม.ค. 2559

อย.ย้ำยาสลายไขมันไม่มีจริง

อย.ย้ำ ยาสลายไขมันไม่มีจริง ชี้เป็นวิธีใช้ยาแบบไม่เป็นตามข้อบ่งชี้

                      ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงกรณีการฉีดสลายไขมันส่วนต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีการโฆษณาว่าฉีดสลายไขมันเฉพาะจุดได้ เช่น หน้าท้อง ท้องแขน ต้นขา หนังตา หรือ ปีกจมูก ซึ่งแพทยสภาได้ระบุว่า เทคนิคการสลายไขมันด้วยการฉีดเฉพาะจุด (Meso therapy) ยังไม่เคยมีการรับรองมาตรฐาน หรือมีงานวิจัยทางการแพทย์ที่รองรับที่ชัดเจนแต่อย่างใด ว่า ยืนยันว่า อย.ไม่เคยมีการขึ้นทะเบียนยาใดๆ ที่มีคุณสมบัติเพื่อสลายไขมัน ส่วนการใช้ยาหรือสารอื่นๆ เพื่อสลายไขมันนั้น จัดเป็นการใช้ยาที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการใช้ยา
                      “แพทย์ผู้ใช้ยาหรือสารใดๆ กับผู้ป่วย มีจรรยาบรรณการประกอบวิชาชีพเป็นเครื่องกำกับอยู่ ตามหลักแล้วก็ต้องใช้ยาตามสรรพคุณของยาที่ได้รับการอนุมัติ ส่วนที่จะอ้างว่าเป็นการปรุงยาเพื่อใช้กับผู้ป่วยเฉพาะรายในสถานพยาบาลนั้น แพทย์หรือผู้ใช้ยาดังกล่าวจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบผลจากการใช้ยาดังกล่าว เพราะการใช้ยาหรือสารใดๆ จะถูกควบคุมด้วย พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 พ.ร.บ.การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 หากมีการร้องเรียนหรือผลกระทบจากการใช้ยาไม่เป็นไปตามข้อบ่งชี้” ภก.ประพนธ์ กล่าว
                      ภก.ประพนธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีการใช้วิตามินซี หรือสารแอลคานีทีน มาฉีดเพื่อหวังผลในการสลายไขมันนั้น ก็คล้ายๆ กับกรณีการใช้สารกลูตาไธโอน มาฉีดเพื่อให้มีสีผิวขาว แต่ความจริงแล้ว อย.ไม่เคยขึ้นทะเบียนสารดังกล่าวเพื่อการทำให้ผิวขาว แต่ขึ้นทะเบียนเพื่อกำจัดพิษของโลหะหนัก พิษจากแคดเมียม พิษจากตะกั่ว พิษจากปรอท เป็นต้น และใช้รักษามะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งการใช้กลูตาไธโอน เพื่อทำให้ผิวขาวจึงเป็นกรณีตัวอย่างในการใช้ยาไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของยาที่ขึ้นทะเบียนไว้ ซึ่งแพทย์ผู้ใช้ต้องรับผิดชอบหากใช้แล้วเกิดอันตรายหรือผลกระทบกับผู้ป่วยขึ้น ปัจจุบัน อย.ดูแลในเรื่องมาตรฐานและคุณภาพของยา ส่วนเรื่องการใช้ยาหากมีการกระทำผิดก็จะเป็นหน้าที่ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และแพทยสภา ที่ดูแลเรื่องมาตรฐานการรักษา และจริยธรรมของแพทย์ผู้ใช้ยา

รายชื่อกก.ควบคุมม.เอแบคถึงมือ‘ดาว์พงษ์’แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220932

การศึกษา-สาธารณสุข  :  20 ม.ค. 2559

รายชื่อกก.ควบคุมม.เอแบคถึงมือ‘ดาว์พงษ์’แล้ว

‘ดาว์พงษ์’เผยรายชื่อคกก.ควบคุมม.เอแบค ถึงมือแล้ว แต่ยังไม่ลงนามแต่งตั้ง แจงขอเวลาตรวจสอบคุณสมบัติ ระบุเชื่อเกินครึ่งรายชื่อที่เสนอมาเหมาะสม

           เมื่อวันที่20มกราคม พล.อ.ดาว์พงษ์รัตนสุวรรณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ( ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ตนได้มอบหมายให้ รศ.นพ.กำจรตติยกวี ปลัดศธ. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอุกดมศึกษา (สกอ.)ไปยกร่าง คำสั่งตั้งคณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) หลังจากที่ได้มีมติใช้ตามมาตรา 86(4)และวรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาบังคับใช้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในม.เอแบค โดยขณะนี้ สกอ.ได้เสนอรายชื่อคณะผู้ทรงคุณวุฒิ มาเป็นคณะกรรมการควบคุมมาถึงตนแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงนามแต่งตั้ง เพราะต้องตรวจสอบคุณสมบัติรายบุคคล และปรับข้อความในคำสั่งบางเรื่องให้มีความเหมาะสมก่อนจึงจะลงนามแต่งตั้ง ดังนั้น เวลานี้ขอเวลาแต่งตัวคณะกรรมการควบคุมชุดนี้ก่อน แต่ตั้งใจว่าจะลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมให้ได้ภายในสัปดาห์นี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า คุณสมบัติของคณะกรรมการควบคุมม.เอแบค ที่จะตั้งขึ้น ควรต้องมีประสบการณ์ ในการเข้าไปควบคุมมหาวิทยาลัยเอกชน เช่น มหาวิทยาลัยอีสาน (มอส.) ที่เคยมีการตั้งคณะกรรมการควบคุมการบริหารมหาวิทยาลัย หรือไม่ พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่าเวลานี้เชื่อเกินครึ่งไปแล้วว่ารายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่ รศ.นพ.กำจร และ สกอ.เสนอมาเหมาะสม แต่จะต้องมีประสบการณ์เป็นคณะกรรมการควบคุมมาก่อนหรือไม่นั้น ไม่รู้ ยังตอบไม่ได้ว่ามีใครบ้าง ขอแต่งตัวก่อน เพราะคำสั่งนี้ไม่ใช่คำสั่งพื้น ๆ ต้องดูให้ละเอียดรอบคอบ

“ส่วนที่ นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล รักษาการอธิการบดีม.เอแบค จะยื่นหนังสือเปิดผนึกอุทธรณ์การบังคับใช้มาตรา 86 (4) วรรค 2 เนื่องจากพิจารณาตามข้อกฎหมายแล้ว สถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบันยังไม่เข้าข่ายที่จะบังคับใช้ ม.86 (4) วรรค 2 เพราะเอแบค ยังสามารถเปิดการเรียนการสอนได้ตามปกติและระบุว่า จะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้เองภายใน9เดือนนั้น ผมยังไม่เห็นหนังสืออุทธรณ์ดังกล่าว และเวลานี้ผมก็ยังไม่ได้เซ็นคำสั่งตั้งคณะกรรมการควบคุมด้วย จึงไม่เข้าใจว่าจะมาอุทธรณ์อะไร”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว


ไทยร่วมญี่ปุ่นฝึกช่างฝีมือตลอด3ปีรับค่าตอบแทน5หมื่น/เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220882

การศึกษา-สาธารณสุข  :  20 ม.ค. 2559

ไทยร่วมญี่ปุ่นฝึกช่างฝีมือตลอด3ปีรับค่าตอบแทน5หมื่น/เดือน

ไทยร่วมญี่ปุ่นฝึกช่างฝีมือตลอด3ปีรับค่าตอบแทน5หมื่น/เดือน : ธีรพล ขุนเมือง โฆษกกระทรวงแรงงานเรื่อง สำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สป.รง.ภาพ

            ช่วงกลางเดือนมกราคม 2559 พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ไปเยี่ยมชมบริษัท เบสเท็กซ์ เคียวเออิ จำกัด ที่จังหวัดไซตะมะ ประเทศญี่ปุ่น โดยนายซาดากิ ทานากะ ประธานบริษัท เบสเท็กซ์ เคียวเออิ จำกัด พร้อมผู้บริหารต้อนรับ โดยบริษัทเบสเท็กซ์ได้รับแรงงานไทยจำนวน 50 คน เข้าฝึกช่างฝีมือ ในการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของฮอนด้าเพื่อส่งไปทั่วโลก รวมทั้งโรงงานของบริษัทที่ตั้งอยู่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา

สำหรับแรงงานไทยที่ฝึกในบริษัท เบสเท็กซ์ เคียวเออิ จำกัด ขณะที่ฝึกช่างฝีมือก็จะได้รับเงินเดือนเป็นค่าตอบแทนไปด้วย ตลอดระยะเวลาการฝึกช่างฝีมือ 3 ปี นอกจากนี้ เมื่อผ่านการฝึกและมีฝีมือได้ระดับหนึ่งแล้ว จะได้รับการบรรจุให้ทำงานในบริษัท เบสเท็กซ์ (ไทยแลนด์) ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย

พล.อ.ศิริชัย ได้แจ้งให้นายซาดากิ และผู้บริหารเบสเท็กซ์ ทราบว่า “ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างการปฏิรูปประเทศ จึงได้ระดมพลังทรัพยากรมนุษย์ให้ร่วมมือกัน รวมทั้งขอความร่วมมือมิตรประเทศให้ช่วยพัฒนาระดับฝีมือ รวมทั้งรู้จักใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ด้วย เบสเท็กซ์ เป็นบริษัทหนึ่งที่สนับสนุนแรงงานไทยมาตลอด ขณะนี้ประเทศไทยมีโครงการในการยกระดับมาตรฐานฝีมือให้แก่แรงงานในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี(กัมพูชา, สปป.ลาว, เมียนมาร์ และเวียดนาม) โดยไทยเป็นศูนย์กลางในการดำเนินงาน”

ไม่เพียงเท่านั้น การฝึกงานของแรงงานไทย ในโรงงานเบสเท็กซ์ ซึ่งครึ่งหนึ่งใช้เทคโนโลยีแทนคน ผู้ฝึกงานเป็นเพียงผู้ตรวจสอบเป็นหลักเท่านั้น ผู้ฝึกงานเหล่านี้ เมื่อครบกำหนดกลับประเทศไทย หากมีระดับฝีมือผ่านมาตรฐาน จะได้รับการบรรจุเข้าทำงานในบริษัทในเครือเบสเท็กซ์ ทันที โดยในระหว่างฝึกงานได้รับค่าตอบแทน 35,000–50,000 บาทต่อเดือน พร้อมสวัสดิการอีกด้วย และจะได้รับเงินเพิ่มจากเงินเดือนที่ได้รับ เช่น ฝึกงาน 1 ปี ได้รับเพิ่ม 1,000 บาท ฝึกงาน 3 ปี ได้รับเพิ่ม 3,000 บาท จึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่เป็นโอกาสสำหรับเยาวชนไทยที่รักทางสายวิชาชีพ ทางช่างต่างๆ สามารถเตรียมตัวตั้งแต่ต้น เพื่อเปิดโอกาสให้ตนเองไปเพิ่มทักษะฝีมือที่ญี่ปุ่นได้

เหนืออื่นใด การรับสมัครคัดเลือกผู้รับการฝึกอบรมเพื่อจัดส่งไปฝึกปฏิบัติงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่นนั้น จะดำเนินการผ่านทางมูลนิธิเพื่อสาธารณประโยชน์ องค์กรพัฒนาแรงงานระดับนานาชาติ ประเทศญี่ปุ่น (Public Interest Foundation, International Manpower Development Organization, Japan : IM Japan หรือเรียกโดยย่อว่า ไอเอ็ม ประเทศญี่ปุ่น) ทั้งนี้ คุณลักษณะอาชีพและประเภทงาน ไอเอ็ม ประเทศญี่ปุ่น จะแจ้งลักษณะ ประเภทงาน และจำนวนผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิคที่ต้องการในแต่ละรุ่น ตามความประสงค์ของสถานประกอบการต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่น ที่ต้องการรับผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิค เพื่อให้กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เป็นผู้พิจารณาดำเนินการคัดเลือก ตามบันทึกความเข้าใจและข้อตกลงระหว่างกรมการจัดหางานกับมูลนิธิเพื่อสาธารณประโยชน์ องค์กรพัฒนาแรงงานระดับนานาชาติ ประเทศญี่ปุ่น

ไม่เพียงเท่านั้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา “ไอเอ็ม ประเทศญี่ปุ่น” ได้ให้การสนับสนุนการฝึกงานของช่วงฝีมือไทยมาเป็นอย่างดี จนถึงปัจจุบันมีช่างฝีมือไทยที่ผ่านการฝึกงานดังกล่าวไปแล้ว จำนวน 3,644 คน และจะขยายการฝึกงานไปจนถึงขั้นเทคนิคระดับสูงอีกด้วย

ประธานไอเอ็ม ประเทศญี่ปุ่น นายเคียวเออิ ยานางิ ซาวะ แจ้งเพิ่มเติมว่า “องค์กรรับผู้ฝึกงาน กำลังปรับปรุงกฎหมายรับผู้ฝึกงาน จาก 3 ปี เป็น 5 ปี แต่มีเงื่อนไข ผู้ฝึกงานปีที่ 3 จะฝึกงานปีที่ 4-5 ได้ จะต้องผ่านเกณฑ์ประเมินผลระดับฝีมือและมีความประพฤติดีด้วย ซึ่งกฎหมายนี้อยู่ในสภาแล้วด้วย”

ในโอกาสนี้ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน  เสนอแนะให้ ไอเอ็ม ประเทศญี่ปุ่น สนับสนุนการจัดตั้งสมาคม/ชมรมผู้ผ่านการฝึกจากญี่ปุ่น เพื่อจะได้ดูแล ติดตามผล รวมทั้งพัฒนาแรงงานรุ่นต่อๆ ไปให้เข้มแข็งมากขึ้น และขอความร่วมมือในการออกใบประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐานการฝึก รวมทั้งจัดหาตำแหน่งงานในภาคอุตสาหกรรมให้ผู้ฝึกงานให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้เป็นความจำเป็นของประเทศไทยในการสร้างผู้ปฏิบัติงานระดับฝีมือ เพื่อรองรับงานโครงการใหญ่ๆ เช่น รถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง จึงขอความร่วมมือในการสนับสนุนการยกระดับในการพัฒนาฝีมือแรงงานของไทยที่ญี่ปุ่นได้จัดตั้งศูนย์ฯ ด้วยการยกระดับการฝึกทางเทคนิคให้สูงขึ้น โดยจะให้เป็นศูนย์กลางของประเทศในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงอีกด้วย

นักเรียน นักศึกษา ประชาชนที่สนใจเพิ่มทักษะฝีมือที่ประเทศญี่ปุ่น ต้องสำเร็จการศึกษาระดับชั้น ม.6 หรือ ปวช. และปวส. อายุตั้งแต่ 20 ปีไม่เกิน 30 ปี สามารถสอบถามสายด่วน 1694 กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน นี่คืออีกก้าวของความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นประโยชน์ยิ่งต่อการพัฒนาศักยภาพและพัฒนาขีดความความสามารถของแรงงานไทย ให้ทัดเทียมนานาชาติ


เปิด10อันดับงาน’ภูเก็ต’ปวช.-ปวส.ต้องการสูงกว่าป.ตรี3เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220803

การศึกษา-สาธารณสุข  :  20 ม.ค. 2559

เปิด10อันดับงาน’ภูเก็ต’ปวช.-ปวส.ต้องการสูงกว่าป.ตรี3เท่า

เปิด10อันดับงาน’ภูเก็ต’ปวช.-ปวส.ต้องการสูงกว่าป.ตรี3เท่า : ทีมข่าว สสค.0เรื่อง/ภาพ

           เปิด 10 อันดับงาน “ภูเก็ต” พบ “นายจ้าง” ต้องการวุฒิปวช./ปวส.สูงมากกว่า 3 เท่าของวุฒิป.ตรี “ภูเก็ต” จับมือ “สสค.” จัดมหกรรม “เปิดโลกสัมมาชีพ Learn for Live 2016” เปิด “60 คลินิก” ปรึกษาอาชีพ วิทย์-ศิลป์-อาร์ต เตรียมความพร้อมเยาวชน ม.ต้น สู่โลกของการทำงาน

สภาการศึกษาจังหวัดภูเก็ต เทศบาลนครภูเก็ต และสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกันเปิดมหกรรม “เปิดโลกสัมมาชีพ Learn for Live 2016” เชื่อมโยงภาคีเครือข่ายภาคธุกิจและการศึกษาร่วมเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจให้แก่เด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2559 ณ ศูนย์กีฬาสะพานหิน จังหวัดภูเก็ต

งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติคนภูเก็ตในการเรียนอาชีวะ และสร้างค่านิยมที่ถูกต้องในการเรียนรู้ เตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นสู่โลกการทำงานในสายอาชีพ เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐ ในการแก้ปัญหาและความต้องการของประเทศในเรื่องการขาดแคลนแรงงาน และตอบสนองความต้องการด้านแรงงานตามทิศทางการพัฒนาของจังหวัด

นางสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต ประธานเปิดงานกล่าวว่า จากข้อมูลของเด็กมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายของภูเก็ตพบว่า มีเด็กเยาวชนภูเก็ตมากกว่า 50% ที่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการเรียนต่อด้านใด เพราะการแนะแนวยังให้ข้อมูลไม่เป็นปัจจุบัน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม การค้นพบตัวเองและรู้ว่าตัวเองต้องพัฒนาทักษะด้านใดจึงเอื้อต่อการพัฒนาสู่อาชีพในอนาคต

ขณะที่วิจัยแรงงานในตลาดภูเก็ตและแนวโน้มอาชีพในอนาคต 5 ปีของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ.) ร่วมกับสสค.ซึ่งคำนวณข้อมูลการสำรวจภาวการณ์มีงานทำของประชากร ไตรมาสที่ 3 ปี 2558 สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า เงินเดือนของคนที่ทำงานในภูเก็ตจำแนกตามวุฒิ (25-30 ปี) พบว่า ผู้ที่จบปริญญาตรีได้เงินเดือนเฉลี่ย 13,610 บาท ขณะที่วุฒิปวช./ปวส.ได้เงินเดือนเฉลี่ย 12,462 บาท

แต่เมื่อคำนวณถึงภาระในการเรียนต่อ และการใช้หนี้กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)ของผู้เรียนป.ตรีจะพบว่า การเรียนปวช./ปวส.อาจมีเงินเหลือใช้มากกว่า ขณะเดียวกันเมื่อสำรวจตลาดแรงงานกลับพบว่า 10 ตำแหน่งงานที่นายจ้างต้องการมากที่สุด ได้แก่ 1.แรงงานทั่วไป (16.7%) 2.ผู้จัดการฝ่ายขาย (10%) 3.ช่างไฟประจำเรือ (8.4%) 4.หัวหน้าและพนักงานทำความสะอาด (7.6%) 5.พนักงานต้อนรับโรงแรม (6.5%) 6.พนักงานต้อนรับทั่วไป (6.1%) 7.พนักงานต้อนรับในห้องอาหาร (5.8%) 8.ผู้จัดการทั่วไปด้านธุรกิจ (5%) 9.หมอนวดแผนโบราณ (5%) และ 10.ช่างเทคนิควิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมอื่นๆ (4.5%) โดยคิดเป็นอาชีพที่ใช้วุฒิปวช./ปวส. (49.3%) และใช้วุฒิป.ตรี (15%) หรือสูงกว่า 3 เท่า

ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มธบ. กล่าวว่า การจบป.ตรีไม่ได้การันตีรายได้และอนาคตที่ดีกว่าในภูเก็ต เพราะดูจากผลวิจัยพบว่าความต้องการจ้างงานกว่า 80% อยู่ในระดับต่ำกว่าป.ตรี และยังพบว่านายจ้างคาดหวังให้ลูกจ้างมีทักษะด้านภาษาต่างประเทศ ไอที การคำนวณ และการบริหารจัดการด้วย

ขณะที่ นายบัณฑูร ทองตัน ประธานสภาการศึกษาจังหวัดภูเก็ต เล่าว่า “สิ่งที่สภาการศึกษาภูเก็ต เทศบาลนครภูเก็ต รวมทั้งภาคธุรกิจเอกชน และเครือข่ายสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะอาชีวศึกษา และอาสาสมัครในภูเก็ตลุกขึ้นมาช่วยกันจัดมหกรรมเปิด 60 อาชีพแนะแนวเด็กมัธยมต้นสู่โลกการทำงาน ก็เพราะเห็นตรงกันว่า ภูเก็ตประสบปัญหาว่างงานในขณะที่งานหลายตำแหน่งขาด การฉายภาพอนาคตของภูเก็ตให้แก่ผู้ปกครอง ครูและผู้เรียนจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการเตรียมพร้อมของเด็กเยาวชนและคนภูเก็ต ขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงพลังของคนภูเก็ตที่ลุกขึ้นมาช่วยกันจัดการศึกษา โดยใช้โจทย์ความต้องการของพื้นที่เป็นฐาน วันนี้ภูเก็ตรู้แล้วว่าเราต้องมุ่งไปสู่การพัฒนาสัมมาชีพที่ขาดด้านใดบ้าง ผมมั่นใจว่า หากส่วนกลางปล่อยให้การศึกษาเป็นเรื่องที่จังหวัดเข้ามามีส่วนร่วมได้ ก็จะช่วยแบ่งเบาภาระให้รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ  โดยเฉพาะเรื่องกลไกขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัด ควรมีกฎหมายรองรับ แต่มิใช่รูปแบบการสั่งการให้เกิดพร้อมกันทั่วประเทศ ควรเริ่มจังหวัดที่มีความพร้อมก่อนเริ่มก่อน”

“การแนะแนวเรื่องอาชีพต้องไม่ใช่การสร้างภาพฝัน แต่ต้องเข้าไปปรับกระบวนการในการเรียนรู้ด้วยการสร้างภาพความเป็นจริงในชีวิตและการทำงานให้เด็กและเยาวชนได้เห็นเพื่อให้เขาได้มีเป้าหมายในชีวิต และรู้ว่าถ้าจะไปให้ถึงเป้าหมายนั้นจะต้องทำอย่างไรบ้าง วันนี้สังคมเรายังเชื่ออยู่กับสิ่งเดิมที่ยังผิดทางอยู่ ซึ่งต้องใช้เวลาในการสร้างความรู้และความเข้าใจให้เกิดขึ้นกับทั้งครู เด็ก และผู้ปกครอง วิธีที่ดีที่สุดก็คือต้องใช้เวลาในชั้นเรียนมาบูรณาการกับเรื่องการเรียนรู้อาชีพ เอาชีวิตจริงมาให้เด็กเรียนรู้ โดยกระตุ้นให้เด็กได้คิดและค้นคว้าด้วยตัวเอง” ศ.ดร.สุมาลี ตั้งประดับกุล ผู้ทรงคุณวุฒิ สสค. กล่าวสรุปทิ้งท้าย


คาดสสส.ประชุม22มค.สรรหาบอร์ดทดแทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220866

การศึกษา-สาธารณสุข  :  19 ม.ค. 2559

คาดสสส.ประชุม22มค.สรรหาบอร์ดทดแทน

สสส. ขอบคุณนายกฯปลดล็อค ‘องค์ประกอบ’ คาดประชุมได้ 22 มค. เดินหน้าสรรหาบอร์ดทดแทน

            เมื่อวันที่ 19 มกราคม ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ โฆษกสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เปิดเผยว่า จากกรณีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 2/2559 เรื่องการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุน สสส. เป็นการชั่วคราว ได้แต่งตั้งนายชำนาญ พิเชษฐพันธ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ ให้ดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการฯ คนที่ 2 นั้น ในนาม สสส.ขอขอบคุณท่านนายกฯ และ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนฯ ที่ช่วยปลดล็อคไม่ให้การดำเนินงานหยุดชะงัก ทั้งนี้จากคำสั่ง คสช.ที่ 1/2559 ได้กำหนดให้ สสส.แต่งตั้งกรรมการใหม่ตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนดไว้เดิม ซึ่งกระบวนการในการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จะต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ จำนวน 7 คน เพื่อทำหน้าที่สรรหาผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ ใหม่ทั้ง 7 คน โดยตามกระบวนการแล้วจะต้องให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน เพื่อนำรายชื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณาคัดเลือก และนำรายชื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เพื่อแต่งตั้งต่อไป

“ในเบื้องต้น พล.ร.อ.ณรงค์ ได้กำหนดวันประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ ไว้ในวันที่ 22 มกราคมนี้ เพื่อให้ สสส.จัดประชุมได้โดยเร็วที่สุด ซึ่ง สสส.จะนำเสนอระเบียบวาระให้ท่านพิจารณาอีกครั้ง” นายประกาศิต กล่าว

สำหรับนายชำนาญ พิเชษฐพันธ์ เกิดวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2492 จบการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิตอังกฤษ สำนัก Gray’s Inn กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นถือผู้ที่มีความรู้ความสามารถและเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มีส่วนสำคัญในการพิจารณาและพัฒนากฎหมาย สสส.หลายฉบับ และปัจจุบันเป็นกรรมการพิจารณาปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อนุกรรมการพิจารณาวิธีพิจารณาความแพ่งสากล สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ประธานกรรมการสอบสวนคดีมรรยาททนายความ สภาทนายความ อดีตเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาและผู้ช่วยประธานกองทุนกีฬาทหารโลก กรรมการกำหนดหลักสูตรวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก


สพฐ.ประกาศรับนร.ปี59ไร้แป๊ะเจี๊ยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220818

การศึกษา-สาธารณสุข  :  19 ม.ค. 2559

สพฐ.ประกาศรับนร.ปี59ไร้แป๊ะเจี๊ยะ

‘การุณ’ เลขาธิการ กพฐ. ประกาศรับนร.ปี59 ต้องปลอดแป๊ะเจี๊ยะ พบใครเรียกรับแลกที่นั่งฟันวินัยทันที กำชับผู้บริหารรับ นร.ต้องโปร่งใส เป็นธรรมตรวจสอบได้

      19 ม.ค.59 นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวระหว่างการประมอบนโยบายรับนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีการศึกษา2559 ให้แก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) และผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง 282 แห่ง ว่า การรับนักเรียนปีนี้ขอให้ยึดหลักโปร่งใส่ เป็นธรรมและสามารถตรวจสอบได้ เด็กทุกคนจะต้องมีที่เรียน ผู้ปกครองมีความเข้าใจในนโยบายการรับนักเรียน
      ที่สำคัญคือผู้ปกครองและเด็กมีความสุขในการเข้าเรียนซึ่งภาพรวมการรับนักเรียนปีการศึกษา2559ไม่แตกต่างไปจากปีที่ผ่านมา มีเพียงการปรับปรุงในเรื่องคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ที่ใช้เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อม.1และ ม.4จากเดิมใช้คะแนนใน8กลุ่มสาระฯ ปรับเหลือ5กลุ่มสาระฯ แต่ยังคงสัดส่วนเดิม20%ส่วนหลักเกณฑ์อื่น ๆ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
      ทั้งนี้ ในโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงนั้น จะเปิดรับนักเรียนเพียงรอบเดียวเท่านั้น โดยได้ขอให้ผอ.โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง ประชาสัมพันธ์หรือเป็นตัวกลางนำผู้ปกครองไปเยี่ยมชมโรงเรียนคู่พัฒนา เพื่อให้ผู้ปกครองทราบว่าเห็นว่า โรงเรียนเหล่านี้ก็มีคุณภาพไม่แตกต่างจากโรงเรียนดังๆ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้ผู้ปกครองเกิดความมั่นใจและลดปัญหาความหนาแน่นของเด็กแห่สมัครเรียนโรงเรียนดังด้วย
      ขณะที่ จำนวนนักเรียนต้องไม่เกิน50คนต่อห้อง แต่ในปีถัดไปให้ค่อย ๆ ปรับลดจนเหลือไม่เกิน40คนต่อห้อง ส่วนจะให้ปรับลดลงปีละเท่าไรนั้น ยังไม่สามารถบอกได้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการรับนักเรียนในแต่ละปี ส่วนการรับนักเรียนในชั้นม.4อยากให้โรงเรียนทุกแห่งรับนักเรียนจากโรงเรียนเดิมให้เรียนต่อทุกคน ยกเว้นโรงเรียนวัตถุประสงค์พิเศษและโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงให้พิจารณาจากผลการเรียนตามที่โรงเรียนกำหนด
      “การรับนักเรียนในปีนี้จะต้องไม่มีการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะอย่างเด็ดขาดโดยหากผู้ปกครองพบว่า โรงเรียนใดมีการเรียกรับเงินแลกที่นั่งเรียนสามารถแจ้งมาที่ สพฐ. ได้ทันทีซึ่งหากพบว่าเรียกรับเงินจริงก็จะต้องถูกลงโทษทางวินัยต่อไปทั้งนี้ ผมได้ฝากให้ผู้อำนวยการโรงเรียนไปดูปัญหาการประท้วงของนักเรียนด้วย เพราะช่วงที่ผ่านมาพบการรวมกลุ่มประท้วงมากขึ้น และตอนนี้ปัญหานี้ไม่ได้มีแค่เด็กมัธยมแต่เริ่มลุกลามไปถึงเด็กระดับประถมศึกษาแล้ว หากปล่อยไปอนาคตจะเกิดเป็นปัญหามากขึ้นเด็กอาจจะเข้าใจได้ว่าเมื่อไม่พอใจก็จะลุกขึ้นมาประท้วงเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ ซึ่งไม่ถูกต้อง”เลขาธิการ กพฐ.กล่าว
      นายการุณ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม สพฐ.เตรียมรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นต่าง ๆ ตามที่พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบายให้ตกซ้ำชั้นในชั้นประถมศึกษาปีที่3ป.6และมัธยมศึกษาปีที่3ว่ามีผลกระทบต่อจิตใจเด็กมากน้อยแค่ไหน แต่สพฐ.เองก็มองว่า การปล่อยให้เด็กที่เรียนไม่ผ่าน ไปเรียนในชั้นที่สูงขึ้นจะกระทบต่อคุณภาพการจัดการศึกษา โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ทันในภาคเรียนที่2ปีการศึกษา2559
      อนึ่งปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา2559มีดังนี้ระดับก่อนประถมศึกษา รับสมัครวันที่27ก.พ. -3มี.ค.2559จับฉลากวันที่13มี.ค.2559ประกาศผลและรายงานตัวนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ วันที่13มี.ค.2559มอบตัววันที่20มี.ค.2559ระดับประถมศึกษาปีที่1 รับสมัครวันที่6 – 10มี.ค.2559จับฉลากวันที่20มี.ค.2559ประกาศผลและรายงานตัวนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ วันที่20มี.ค.2559มอบตัววันที่27มี.ค.2559
      ระดับมัธยมศึกษา (ม.) ปีที่1 โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง รับสมัครนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ วันที่20 – 21มี.ค.2559สอบ23มี.ค.2559ประกาศผลและรายงานตัว25มี.ค.2559มอบตัว9เม.ย.2559รับสมัครสอบคัดเลือกนักเรียนทั่วไปและใช้คะแนนโอเน็ต รับสมัคร20 – 24มี.ค.2559สอบคัดเลือก26มี.ค.2559ประกาศผลและรายงานตัววันที่2เม.ย.2559จับฉลากและรายงานตัว วันที่3เม.ย. มอบตัววันที่9เม.ย.2559นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ สมัคร20 – 24มี.ค.2559ประกาศผลและรายงานตัววันที่2เม.ย. มอบวันที่9เม.ย.2559
      ระดับ ม.1โรงเรียนทั่วไป รับสมัคร20 – 24มี.ค.2559สอบคัดเลือก3เม.ย.2559ประกาศผลและรายงานตัววันที่7เม.ย. 2559จับฉลากประกาศผลและรายงานตัว วันที่3เม.ย.2559มอบตัววันที่9เม.ย. โดยนักเรียนต้องยื่นคะแนนโอเน็ต วันที่30มี.ค.2559ทั้งนี้ นักเรียนที่มีความประสงค์จะให้เขตพื้นที่จัดหาที่เรียนให้ รับสมัครวันที่6 – 10เม.ย.2559ประกาศผลและรายงานตัววันที่17เม.ย.2559
      ระดับ ม.4 นักเรียนชั้น ม.3ที่จบจากโรงเรียนเดิม ให้รายงานตัววันที่31มี.ค.2559มอบตัววันที่10เม.ย.2559รับสมัครนักเรียนความสามารถพิเศษ วันที่20 – 21มี.ค.2559สอบวันที่23มี.ค.2559ประกาศผลและรายงานตัว วันที่25มี.ค.2559มอบตัว วันที่10เม.ย.2559ส่วนนักเรียนที่จบ ม.3จากโรงเรียนอื่น รับสมัครวันที่20 – 24มี.ค.2559สอบคัดเลือกวันที่27มี.ค.2559ประกาศผลและรายงานตัว วันที่3เม.ย.2559มอบตัววันที่10เม.ย. นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ รับสมัครวันที่20 – 24มี.ค.2559ประกาศผลและรายงานตัววันที่3เม.ย.2559มอบตัววันที่10เม.ย.2559โดยนักเรียนต้องยื่นคะแนนโอเน็ตวันที่30มี.ค.2559
      สำหรับโรงเรียนที่มีลักษณะพิเศษ ได้แก่1.โรงเรียนวัตถุประสงค์พิเศษ ระดับป.5รับสมัคร วันที่20-24ก.พ.2559สอบวันที่5มี.ค.2559ประกาศผล วันที่10มี.ค.2559รายงานตัวภายใน13มี.ค.2559และมอบตัว ภายใน9เม.ย.
      โรงเรียนที่จัดห้องเรียนพิเศษ ก่อนประถม ป.1รับสมัคร13-17ก.พ.2559สอบวันที่21ก.พ.2559ประกาศผล วันที่27ก.พ.2559รายงานตัวภายใน8มี.ค.2559และมอบตัว ภายใน15มี.ค.2559 โรงเรียนวัตถุประสงค์พิเศษ และโรงเรียนที่จัดห้องเรียนพิเศษ กำหนดปฏิทิน ดังนี้ ระดับ ม.1รับสมัคร วันที่20-24ก.พ.2559สอบวันที่5มี.ค.2559 ประกาศผลวันที่10มี.ค.2559รายงานตัวภายใน13มี.ค.2559และมอบตัว ภายใน9เม.ย. และระดับม.4รับสมัคร วันที่20-24ก.พ.2559สอบวันที่ 6 มี.ค.2559

โพธารามวิทยาลัยคุณธรรมส่งเสริมเยาวชนด้อยโอกาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220641

การศึกษา-สาธารณสุข  :  19 ม.ค. 2559

โพธารามวิทยาลัยคุณธรรมส่งเสริมเยาวชนด้อยโอกาส

โพธารามวิทยาลัยคุณธรรมส่งเสริมเยาวชนด้อยโอกาส : ภูดิศ เชื้อประดิษฐ์ นศ.ม.พะเยา

            โครงการโรงเรียนคุณธรรม เริ่มต้นจากโรงเรียนบางมูลนากภูมิวิทยาคม จ.พิจิตร โดย ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี นำหลักคุณธรรมมาใช้แก้ปัญหาของเด็กและเยาวชน เมื่อประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาจึงขยายผลนำไปใช้กับสถานศึกษาในภาคกลางทั้งหมด 19 โรงเรียน 1 วิทยาลัย ได้รับพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ในการก่อตั้งกองทุนการศึกษา ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง เมื่อปี 2555 ต่อมาปี 2557 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ก่อตั้งมูลนิธิยุวสถิรคุณ เพื่อดำเนินงานโครงการโรงเรียนคุณธรรมเรื่อยมาจนกระทั่งในปี 2559 นี้ ถือเป็นการต่อยอดของการสร้างโรงเรียนคุณธรรม ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายขยายแนวทางการสร้างโรงเรียนคุณธรรมให้กับสถานศึกษาทั่วประเทศ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมา ปราโมทย์ โชติมงคล ผู้อำนวยการศูนย์โรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวสถิรคุณ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ประชุมแนวทางการพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม ณ วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานีเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเชิงลึก และแนวทางการบรรลุสู่ความสำเร็จภายใน 1 ปี ให้แก่สถานศึกษาที่ขอเข้าร่วมโครงการ 709 แห่ง มี ผอ.เขตพื้นที่การศึกษากว่า 1,200 คน และขยายผลโครงการโรงเรียนคุณธรรมต้นแบบ

วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม จ.ราชบุรี เป็นหนึ่งในสถานศึกษาต้นแบบจากทั้งหมด 19 โรงเรียน 1 วิทยาลัยที่ได้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนคุณธรรม ทำให้เด็กและเยาวชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ อ.สวนผึ้ง ชายแดนพม่า และบริเวณรอบๆ ได้รับโอกาสทางการศึกษา ชูศักดิ์ นายะสุนทรกุล ผอ.วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม กล่าวว่า เยาวชนในพื้นที่แห่งนี้อยู่ในจุดที่มีความเสี่ยงยาเสพติด มีการทะเลาะวิวาท และประสบปัญหาท้องไม่พร้อม เมื่อได้ทราบข่าวจากกระทรวงการศึกษาจึงได้เข้าร่วมโครงการ และไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนบางมูลนากภูมิวิทยาคม จ.พิจิตร ที่เป็นต้นแบบโรงเรียนคุณธรรม เพื่อนำมาปรับใช้กับทางวิทยาลัยเทคนิคโพธาราม สร้างคุณธรรมให้แก่เยาวชน

การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน โดยขั้นตอนที่ 1 ตระหนัก เริ่มจากการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครูและบุคลากรของวิทยาลัย สร้างนักศึกษากลุ่มแกนนำ ขั้นตอนที่ 2 เรียนรู้ การสร้างความเข้าใจระหว่างครู นักเรียน และชุมชน มีก่อตั้งชมรมจิตอาสา ใช้หลักความดีของศาสนาเข้ามาปฏิบัติ ภายใต้อัตลักษณ์ วินัย พอเพียง จิตอาสา

ขั้นตอนที่ 3 ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ สร้างวินัยให้นักเรียนมีสัมมาคารวะ ปฏิบัติตามกฎระเบียบ และสร้างน้ำใจจิตอาสา เมื่อส่วนมากปฏิบัติในส่วนน้อยจึงต้องปฏิบัติตาม เป็นวิธีการสร้างน้ำดีขจัดน้ำเสีย และมอบรางวัลส่งเสริมทางบวกแก่นักเรียนที่สร้างความดี ขั้นตอนที่ 4 ประเมินผลจากตัวบ่งชี้อัตลักษณ์ ด้านวินัย ด้านพอเพียง และด้านจิตอาสา ส่งผลให้นักเรียนส่วนใหญ่มีสัมมาคารวะมากขึ้น แต่งกายถูกระเบียบ จากเด็กที่มีผลการเรียนต่ำก็พัฒนาสูงขึ้น ปัญหาการทะเลาะวิวาทลดลง จนทำให้ได้รับรางวัลสถานศึกษาพระราชทานประจำปี 2558 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา

มนท์กาญจน์ บุญคุณ นักศึกษา ปวช.3 สาขาวิชาเคมีสิ่งทอ สำเร็จการศึกษาระดับ ม.3 จากโรงเรียนรุจิรพัฒน์ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ได้รับทุนการศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคโพธารามเรียนต่อที่วิทยาลัยแห่งนี้ และยังได้รับทุนการศึกษา โครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2558 เป็นระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างที่ศึกษาอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซียก็ได้ศึกษาภาษาอังกฤษร่วมกับนักเรียนที่เดินทางไปด้วยกัน ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้รับจากทางวิทยาลัย

สนใจสถานศึกษาส่งเสริมให้เยาวชนมีพฤติกรรมที่ดี ปฏิบัติเพื่อสังคม ดูข้อมูลได้ที่ http://www.technicphotharam.com/index1.htm โทร.0-3223-1313


ค่ายศิลปะร่วมสมัยพื้นที่เผยตัวตนความสุขลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220640

การศึกษา-สาธารณสุข  :  19 ม.ค. 2559

ค่ายศิลปะร่วมสมัยพื้นที่เผยตัวตนความสุขลงตัว

ค่ายศิลปะร่วมสมัยพื้นที่เผยตัวตนความสุขลงตัว : สุชาดา สอนกริ่ม-วิไลพร ศรีสุข นศ.มรภ.บุรีรัมย์

            ศิลปะก่อให้เกิดสุนทรียะเช่นเดียวกับดนตรีคำประพันธ์ ทำให้ผู้ที่ได้ชื่นชมผลงานรู้สึกคล้อยตามไปกับภาพในอีกแง่มุมหนึ่ง ศิลปะเป็นการแสดงออกถึงตัวตนของแต่ละคนที่ต้องการจะสื่อให้คนอื่นได้รับรู้อย่างเช่นภาพของ “พลอยพรรณษา พันธ์โพธิ์ทอง” หรือน้องพลอย นักศึกษาชั้นปีที่ 5 คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ภาควิชาศิลปะไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร และ “ธนวัฒน์ จันทร์นิมิตร” หรือน้องอั๋น นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยทักษิณ ทั้งคู่เป็น 2 เยาวชนที่เข้ารอบ 10 คนสุดท้ายของโครงการค่ายเยาวชนสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยครั้งที่ 7 ประจำปี 2559 ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้ร่วมเดินทางต่อยอดพัฒนาศักยภาพ ณ สหรัฐอเมริกา เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์

ธนวัฒน์ ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจากการคัดเลือกรอบ 10 คน เจ้าของภาพหมาขี้เรื้อนกับภาพคุณทองแดง กล่าวว่า แรงจูงใจที่ทำภาพคุณทองแดงขึ้นเพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา เห็นได้จากคุณทองแดงที่เป็นสุนัขจรจัดสะท้อนให้เห็นความเมตตากรุณาต่อสัตว์ต่ำต้อยตัวเล็กๆ ซึ่งทุกชีวิตมีค่าในตัวเองไม่มีใครอยากถูกทอดทิ้ง และสิ่งที่ได้รับตอบแทนคือความกตัญญูอย่างเช่นคุณทองแดง ส่วนภาพสุนัขขี้เรื้อนนั้นต้องการแสดงให้เห็นถึงสัตว์ที่มีความทุกข์เข็ญมากที่สุดทั้งทางกายและจิตใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกฎเกณฑ์ต่อธรรมชาติสัจจะความจริง การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งสอดคล้องกับหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

อีกหนึ่งผลงานที่มีความโดดเด่นคือผลงานของน้องพลอย ภาพแรกชื่อภาพอุ่นใจไพร่ฟ้าซึ่งเป็นงานที่ส่งเข้าประกวดและทำให้ได้เข้ารอบ 70 คนและภาพ “ต๊ะ ติง ตอง ตอยต๊อง ต๊อย ตึง ตัว ตน ตู้…ต๊ะ เตือนไต” เป็นภาพที่แม้แต่ชื่อก็มีความน่าสนใจและความเป็นตัวของตัวเองเป็นอย่างมาก โดยรวมของภาพทั้งสองทำให้สะดุดตากรรมการ เพราะมีความโดดเด่นแสดงความเป็นตัวตนได้อย่างชัดเจน ผลงานที่สร้างขึ้นก็มาจากวัสดุเหลือใช้และการสร้างสรรค์ผลงานแบบเทคนิคสื่อผสม

แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานมาจากตัวเองอยากจะมีพื้นที่สักพื้นที่ทำที่มีความสุขผ่านงานศิลปะ เป็นโครงการที่มีประโยชน์กับเยาวชนได้เห็นงานที่หลากหลาย เห็นวิธีคิดที่แตกต่าง เห็นวิถีชีวิตของคนในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป ได้เรียนรู้ว่าการสอนของแต่ละที่ไม่เหมือนกัน ได้พบเห็นคนหลากหลายประเภททำให้เราได้เรียนรู้ได้ปรับตัวให้เข้ากับคนหลายๆ ประเภทด้วย

อาจารย์ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ กล่าวถึงภาพหมาขี้เรื้อนกับภาพคุณทองแดงเป็นภาพที่ได้คะแนนสูงสุด เพราะเขาใช้วัสดุดีเนื้อหาเข้าเป้าตรงประเด็น ดูแล้วเป็นเอกภาพของความงามของสุนทรียะที่ประกอบด้วย 3 ฐาน คือ ฐานที่ 1 ความคิด เอาความคิดมาใช้ได้ชัดเจนต่อเนื่องจากหมาข้างถนนสามารถเอามาเชื่อมต่อกับหมาคุณทองแดงเขาเชื่อมความคิดได้ดี ฐานที่ 2 ความสำคัญของเรื่องการใช้สัญลักษณ์และยังสามารถเอาหมามาสื่อสัญลักษณ์ได้ ฐานที่ 3 เทคนิควิธีการสมบูรณ์แบบมาก เอา 3 เทคนิควิธีการมารวมกันจนเกิดเป็นหนึ่ง เรียกความงามที่พอดี พอเพียงลงตัว มันดูลงตัว กรรมการจึงมีมติเป็นเอกฉันท์

อาจารย์กมล ทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติ กล่าวต่อว่า การจัดโครงการค่ายเยาวชนสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัย เพื่อไปแสดงผลงาน นำผลงานไปถ่ายทอดแก่ชาวต่างชาติได้ชม และจะมีงานศิลปะตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ให้เยาวชนได้ศึกษา และไปดูการเรียนการสอนศิลปะในมหาลัยจัดแสดงศิลปะในที่แสดงศิลปะที่สำคัญๆ สร้างผลงานและกลับมาแสดงที่ประเทศ

โดยในปีนี้มุมมองในการสร้างงานของเด็ก ภาพบังคับของพระเจ้าอยู่หัวมีความคิดที่หลากหลายและทำได้ดี ถึงจะเป็นหัวข้อที่ตั้งขึ้นมาแต่ผลงานที่เยาวชนสร้างสรรค์ขึ้นก็มีความหลากหลาย ส่วนในด้านผลงานชิ้นที่สองที่ให้ทำระหว่างการเข้าค่ายนั้นเราก็จะได้เห็นกระบวนการทำงานที่แตกต่างกันไปของเยาวชน พัฒนาการในการสร้างสรรค์ผลงานที่ต้องแข่งขันกับเวลาทำให้ได้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนมากขึ้น


‘ซูเปอร์เอลนีโญ’สงครามแย่งน้ำ2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220729

การศึกษา-สาธารณสุข  :  18 ม.ค. 2559

‘ซูเปอร์เอลนีโญ’สงครามแย่งน้ำ2559

‘ซูเปอร์เอลนีโญ’สงครามแย่งน้ำ2559 : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

             องค์กรนาซาเตือนชาวโลกล่วงหน้าตั้งแต่ปี 2558 ว่า กำลังจะเผชิญภัยแล้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในปี 2559 ผู้คนกว่าสิบล้านจะหิวโหย เนื่องจากภาวะ “เอลนีโญ” และไม่ใช่ เอลนีโญ แบบธรรมดาแต่เป็น… “ซูเปอร์เอลนีโญ” !!!

“โนอา” หรือองค์การบริหารจัดการด้านมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งสหรัฐอเมริกา (NOAA) ตอกย้ำภัยพิบัติแล้งที่กำลังกระจายไปทั่วโลก ด้วยรายงานวิเคราะห์สภาพอากาศเมื่อเดือนตุลาคม 2015 ว่า อุณหภูมิผิวดินและผิวน้ำทะเลวัดได้สูงสุดในรอบ 136 ปี เป็นเหตุให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงจนทำลายสถิติที่เคยบันทึกไว้

“ไมเคิล ฮาลเพิร์ต” ผู้เชี่ยวชาญจากโนอา วิเคราะห์ความรุนแรงของ “เอลนีโญ” ว่า การแปรปรวนของสภาพอากาศส่งผลให้อุณหภูมิในฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นผิดปกติ และมีแนวโน้มกินเวลานานประมาณ 1 ปี ตั้งแต่ปี 2015-2016 จากการวัดสถิติอุณหภูมิเฉลี่ยรอบ 3 เดือน เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว พบว่าผิวน้ำในมหาสมุทรสูงเพิ่มขึ้นประมาณ 3.6 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่าเกณฑ์ปกติถึง 2 องศาเซลเซียส

ย้อนดูสถิติวิกฤติแห้งแล้งจาก “เอลนีโญ” เคยเกิดระดับรุนแรง 15 ปีที่แล้ว หรือปี 1997 ประเมินความเสียหายไม่ต่ำกว่า 1,200-1,500 ล้านล้านบาท มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,000 คน สำหรับประเทศไทยนั้นรัฐบาลต้องเยียวยา และชดเชยเงินให้เกษตรกรไปไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท และครั้งนี้รัฐบาลเตรียมงบประมาณเยียวยาแล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาท

“เอลนีโญ” หมายถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่อุณหภูมิผิวนํ้าทะเลของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกสูงขึ้นกว่าปกติ ทำให้ฝนไม่ตก ไม่มีมรสุม เกิดสภาวะแห้งแล้ง สำหรับประเทศไทยนั้น ปริมาณฝนน้อยลงเพราะพายุเปลี่ยนทิศทาง จากเดิมมีพายุเคลื่อนเข้าฝั่งไทยประมาณ 3-4 ลูกต่อปี แต่ในปี 2558 มีเพียงลูกเดียวเท่านั้น

พยากรณ์อากาศปี 2559 ระบุว่า ประเทศไทยเผชิญภาวะแห้งแล้งผิดปกติ นักวิชาการยืนยันตรงกันว่า แห้งแล้งที่สุดในรอบ 20 ปี ปริมาณน้ำที่ขาดแคลนสะสมตั้งแต่ปี 2557 ต่อเนื่องถึงปี 2558 พายุฝนมาเพียงน้อยนิด ส่งผลให้ปี 2559 ชาวไทยต้องเตรียมรับมือกับ ซูเปอร์เอลนีโญ

ผู้นำรัฐบาลกล่าวเตือนมาแล้วล่วงหน้า โดยวันที่ 20 กรกฎาคม 2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปัญหาภัยแล้งว่า

“วันนี้โลกเริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว ฝนไม่ตก ตกไม่ตรงที่ ไม่ตรงเวลา นี่โลกมันเปลี่ยนแล้ว แล้วก็เรื่องเอลนีโญ ฝนเลื่อนการตกลงไป ต้องเตรียมความพร้อมไว้ เพราะมันเกิดขึ้นมาแล้ว เดิมมันตกเหนือเขื่อนเราถึงสร้างเขื่อนไว้ตรงนั้น วันนี้พอฝนมันเลื่อนลงมามันตกใต้เขื่อนส่วนใหญ่ มันก็เก็บน้ำไม่ได้ เขื่อนก็สร้างไม่ได้”

“น้ำบาดาลเพื่อการเกษตร มีโควตาวางแผนไว้ 500 กว่าแห่ง วันนี้ซัดไป 1,000 กว่าแห่งแล้ว น้ำบาดาลจริงๆ แล้วเราต้องเก็บน้ำบาดาลเหล่านี้ไว้ใช้อุปโภคบริโภค แต่พี่น้องเดือดร้อน ก็ไปเลี้ยงนาเลี้ยงอะไรไปก่อน แต่ถ้ามันไม่ไหวรัฐก็จะดูแลให้ แต่เดี๋ยวน้ำบาดาลหมด คราวนี้ไม่มีน้ำแล้วนะ ผมก็ผลิตน้ำเองไม่ได้ด้วย”

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต อธิบายว่า “เอลนีโญ” รอบนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2557-2558 ทำให้ไทยเกิดภาวะน้ำขาดแคลนสะสม แม้รัฐบาลสั่งห้ามทำ “นาปรัง” ก็ตาม แต่ “นาปี” ไม่สามารถห้ามได้ เพราะค่าชดเชยเพียงไร่ละพันบาทไม่เพียงพอ ชาวนาแถวลุ่มน้ำเจ้าพระยายังคงทำนาตามปกติ เริ่มจากเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และจะมาเก็บเกี่ยวช่วงต้นปี 2559 ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาขาดแคลนน้ำมากที่สุด

“ตอนนี้คงต้องระวังเรื่องน้ำอุปโภคบริโภค เพราะถ้าแม่น้ำเจ้าพระยาน้ำลดมาก จะทำให้น้ำทะเลหนุนเข้ามาเป็นน้ำกร่อย สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ 1.จัดทำระบบเตือนภัยน้ำขาดแคลน 2.จัดระบบสำรองและการบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง เช่น เขื่อนภูมิพล ที่เคยปล่อยน้ำวันละ 10 กว่าล้าน ลบ.ม. ตอนนี้เหลือเพียง 5 ล้าน ลบ.ม. 3.ต้องเร่งสูบน้ำบาดาลมาใช้ในพื้นที่ที่ทำได้ และสุดท้ายคือ การจัดกติกาจัดการน้ำจะให้ใครใช้ก่อนใช้หลัง เพราะสงครามน้ำอาจเกิดขึ้นถ้าหน้าฝนปีนี้ไม่มีฝนเข้ามา แต่จากข้อมูลสภาพอากาศ คาดว่าภาวะเอลนีโญ ช่วงกลางปีน่าจะผ่อนคลายและผ่านพ้นไปได้ เพียงแต่ช่วงหน้าร้อนต้องดูว่ารัฐบาลจะรับมืออย่างไร โดยเฉพาะน้ำในเขื่อน” ดร.เสรี กล่าวเตือน

ภาวะการขาดแคลนน้ำกำลังเกิดขึ้น ชาวไร่ชาวนาหลายพื้นที่ออกมาแจ้งร้องเรียนสื่อมวลชน เช่น กรณีชาวนาโพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร จำต้องปล่อยต้นข้าวนากว่า 20 ไร่ ให้ยืนต้นตาย เพราะไม่สามารถหาน้ำมาเลี้ยงต้นข้าวได้ เดือนมกราคม 2559 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้มีพื้นที่ภัยแล้ง 55 จังหวัด และอยู่ในเขตชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด เช่น กรุงเทพฯ กำแพงเพชร ฉะเชิงเทรา ชัยนาท ตาก ฯลฯ

ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปีทั้งหมด 64 ล้านไร่ มีชาวนากว่า 4 ล้านครัวเรือน หลายฝ่ายเริ่มวิตกว่า การขาดแคลนน้ำจะส่งผลไม่ใช่แค่น้ำเพื่อการเกษตรเท่านั้น แต่น้ำกินน้ำใช้อาจไม่เพียงพอด้วย !?!

“ชัชชม ชมประดิษฐ์” ผอ.ส่วนบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทาน ยืนยันว่า มีการวางแผนการใช้น้ำอย่างดีเพื่อรับการภาวะเอลนีโญที่รุนแรง โดยยกเลิกการส่งน้ำให้ไร่นาบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาประมาณ 1.7 ล้านไร่ เกษตรกรต้องใช้น้ำจากคลองหรือบ่อน้ำของตัวเอง ทำให้น้ำเหลือในส่วนของชลประทานพอเพียงไปถึงเดือนกรกฎาคม 2559

“เกษตรกรรับทราบไปแล้วว่า น้ำน้อย เพราะแจ้งเตือนมาตลอด ส่วนน้ำกินน้ำใช้ไม่น่ากังวล เพราะกรมชลประทานสำรองน้ำจากเขื่อนขนาด

ใหญ่ และขนาดกลางไว้แล้ว นอกจากพื้นที่ห่างไกลจริงๆ หากจำเป็นจริงอาจมีการเคลื่อนย้ายน้ำมาให้เป็นบางช่วง ตอนนี้ลุ่มเจ้าพระยามีน้ำเผื่อไว้ 3,655 ล้าน ลบ.ม. ระบายน้ำออกเฉลี่ยวันละ 16 ล้าน ลบ.ม. เพราะฉะนั้นมีน้ำกินน้ำใช้ไปอีก 7 เดือน จากนั้นเข้าสู่ฤดูฝน ปัญหาคงคลี่คลาย” ผอ.ส่วนบริหารจัดการน้ำ กล่าวยืนยัน

ปัญหา “สงครามแย่งน้ำ” ปี 2559 จะเกิดขึ้นหรือไม่ ? คงต้องรอลุ้นว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” จะหมดไปในปีนี้ตามคาดการณ์หรือไม่ สภาวะอากาศแปรปรวนในปัจจุบัน ทำให้การไม่มีใครกล้ายืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์

(หมายเหตุที่มาของภาพ https://wattsupwiththat.files.wordpress.com/2015/07/1997-2015-el-nino.jpg)


‘จบจากที่นี่ไม่ตกงาน’ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220642

การศึกษา-สาธารณสุข  :  18 ม.ค. 2559

‘จบจากที่นี่ไม่ตกงาน’ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ

‘จบจากที่นี่ไม่ตกงาน’ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ : เปิดวิสัยทัศน์ โดยเบญจทิพย์ เพชรสม รัตนศักดิ์ สมนสิงห์ วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด

            “สิ่งที่เราจะทำให้ทุกคนเชื่อมั่นว่า เราคือมืออาชีพที่แท้จริง ก็คือ นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันของเราจะไม่ตกงานอย่างแน่นอน แสดงให้เห็นว่า ผลผลิตของเราได้มาตรฐาน และนี่คือสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องร่วมกันทำให้เป็นจริง” ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กล่าว

อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กล่าวว่า สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นผู้พระราชทานนามสถาบัน มีหน้าที่จัดการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านช่างศิลป์ นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และคีตศิลป์ ทั้งไทยและสากล รวมถึงศิลปวัฒนธรรมด้วย เป็นสถานศึกษาเฉพาะทางในด้านนาฏดุริยางค์ และช่างศิลป์

ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2541 ในสังกัดกรมศิลปากร เพื่อดูแลด้านศิลปวัฒนธรรมของประเทศ มีสถานศึกษาทางด้านนาฏดุริยางค์ ได้แก่ โรงเรียนศิลปากร แผนกนาฏดุริยางค์ ซึ่งได้พัฒนาขึ้นเป็นโรงเรียนสังคีตศิลป์โรงเรียนนาฏศิลป และวิทยาลัยนาฏศิลปในปัจจุบัน สถานศึกษาทางด้านช่างศิลป์ ได้แก่ โรงเรียนศิลปศึกษา และได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นวิทยาลัยช่างศิลป   ต่อมาปี 2545 มีการจัดตั้ง “สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์” ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในการจัดการศึกษาทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมโดยตรง ในสังกัดกรมศิลปากร และปัจจุบันแยกออกมาเป็นหน่วยงานที่เทียบเท่ากรมในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม และในปี 2550 ได้รับการจัดตั้งเป็นสถาบันอุดมศึกษานิติบุคคลปัจจุบัน เปิดสอนคณะศิลปวิจิตร คณะศิลปนาฏดุริยางค์ คณะศิลปศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลป 12 แห่ง และวิทยาลัยช่างศิลป 3 แห่ง

“การจัดการเรียนการสอนเน้นศึกษาเฉพาะทางด้านนาฏดุริยางคศิลป์ มุ่งเน้นจัดการศึกษาทางด้านศิลปวัฒนธรรมโดยตรงว่า นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้จะไม่ตกงาน หรือถ้าไม่มีงานทำคิดเป็นร้อยละ 0.0012  เท่านั้น นั่นหมายความว่า ผลผลิตของสถาบันเป็นผลผลิตที่มีคุณภาพเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม ทั้งที่เห็นได้จากการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมในงานต่างๆ อาทิ งานสโมสรสันนิบาต งานทำเนียบรัฐบาล งานแสดงโขนพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เป็นภาพลักษณ์ที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคมว่า นักศึกษาที่จบจากสถาบันแห่งนี้ เป็นผู้มีคุณภาพรับใช้สังคมได้” ดร.สิริชัยชาญ กล่าว

อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กล่าวว่า สถาบันแห่งนี้เปิดทำการเรียนการสอนมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2541 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีสถานที่ตั้งที่ชัดเจนถาวรเป็นของตนเอง ซึ่งในขณะนี้ได้มีการพิจารณาคัดสรรพื้นที่ทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม โดยวิธีเช่า หรือซื้อ แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาให้เหมาะสมที่สุด คาดว่าในปี 2559 จะมีความชัดเจนเรื่องสถานที่ตั้งมากขึ้น

“เรื่องที่ผมจะผลักดันให้มีสถานะสูงขึ้นคือ โครงการจัดตั้งวิทยาเขต ซึ่งเตรียมที่จะนำวิทยาลัยนาฏศิลปในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ และวิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา ผนวกเข้าด้วยกันเป็นวิทยาเขตนำร่องก่อน แต่จะไม่ใช้คำว่า “มหาวิทยาลัย” แต่ยืนยันที่จะใช้คำว่า “สถาบัน” เพื่อให้เป็นสถานศึกษาเฉพาะทาง ทั้งทางด้านนาฏศิลป์ ดนตรี ทั้งไทย สากล พื้นบ้าน และศิลปะ วิจิตรศิลป์ ประยุกต์ศิลป์ ซึ่งก็อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ เพื่อยกฐานะให้เทียบเท่ากับสถาบันอื่นต่อไป” อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กล่าว

นอกจากนี้อีกเรื่องที่มีความสำคัญคือ การยกระดับจากครู ที่ทำหน้าที่สอนในระดับขั้นพื้นฐาน ให้เป็นอาจารย์ เพื่อสอนในระดับอุดมศึกษานั้น สถาบันได้ดำเนินการร่วมกับ สกอ. ยกเว้นครูในตำแหน่งครูชำนาญการพิเศษ ครูเชี่ยวชาญ ให้เลื่อนเป็นตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือรองศาสตราจารย์ได้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ สกอ.ว่า บุคคลที่จะสอนในระดับปริญญาตรีต้องมีวุฒิปริญญาโท และต้องเป็นตำแหน่งอาจารย์และขอผ่อนผันให้ครู วิทยฐานะชำนาญการ และชำนาญการพิเศษด้วย มิเช่นนั้นจะไม่สามารถทำการสอนระดับปริญญาตรีได้ สถาบันจึงเร่งที่จะพัฒนาบุคลากรในเรื่องนี้ต่อไป

ดร.สิริชัยชาญ กล่าวว่า มีบุคลากรหลายกลุ่มทำงานในสถาบัน ทั้งครู อาจารย์ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างจ้างเหมาบริการ พนักงานราชการ ข้าราชการฝ่ายสนับสนุนที่มาจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กับกลุ่มครู และกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เป็นของอุดมศึกษาอีกส่วนหนึ่ง กับกลุ่มอาจารย์สถาบันมีการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาระดับอุดมศึกษา จึงต้องแก้กฎหมายในเชิงงานบุคลากร เพื่อให้เอื้อกับการทำงานของบุคลากรต่อไป

อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า ปัจจุบันสถานศึกษาต่างๆ ในประเทศเกิดขึ้นมากมาย ดังนั้นสถาบันต้องให้รายละเอียดด้านการศึกษา เพื่อประกอบการตัดสินใจศึกษาต่อของผู้เรียน สถาบันต้องให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้ปกครองและผู้เรียนว่า จบแล้วมีงานทำแน่นอน