เป็นผู้บริหาร(ธรรมดา)ต้องมีศีล5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221006

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 ม.ค. 2559

เป็นผู้บริหาร(ธรรมดา)ต้องมีศีล5

เป็นผู้บริหาร(ธรรมดา)ต้องมีศีล5 ‘พล อินจันทร์’ ผอ.พรหมานุสรณ์ : เปิดวิสัยทัศน์ โดย…หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ

            จากลูกชาวไร่ชาวนาหลังเขาบันไดอิฐ เคยเป็นเด็กวัดยางอาศัยข้าวก้นบาตร เดินถือปิ่นโตตามหลังหลวงพ่อ อยู่วัดเพื่อเรียนหนังสือตั้งแต่เด็กๆ จนเรียนจบชั้นประถมศึกษา มีโอกาสได้เรียนต่อจนจบ ม.ปลาย ต่อเนื่องเรียนเอกคณิตศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนเติบโหญ่ในอาชีพเรือจ้าง ไต่เต้ามาจากครูโรงเรียนในป่า พื้นที่สีชมพู อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี เป็นครูประจำการรุ่นสุดท้ายที่ถูกเลือกให้มาเป็นผู้บริิหารโรงเรียน

เริ่มต้นจากบริหารโรงเรียนเล็กๆ ตั้งแต่เขาย้อยวิทยา ไปบ้านแหลมวิทยา เรื่อยมาจนถึงโรงเรียนขนาดใหญ่อย่างโรงเรียนคงคาราม ก่อนจะข้ามฟากมาเป็นผู้บริหาร “พรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี” โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ “พล อินจันทร์” ยืนยันว่าเขามาจากลูกคนธรรมดา ฐานะเรียกว่าค่อนข้างจะยากจน แม้ว่าวันนี้มีโอกาสได้มาเป็นถึงผู้บริหาร แต่จะขอเป็นผู้บริหารโรงเรียนแบบคนธรรมดา ที่นักเรียน พ่อ แม่ ผู้ปกครองเข้าถึงได้ง่าย สามารถขอปรึกษาหารือร่วมจัดการเรียนการสอน เพื่อช่วยกันพัฒนาศักยภาพ “นักเรียน” ก้าวไปสู่ความเป็นมาตรฐานสากลแข่งขันได้ในเวทีโลกให้ได้ แม้ว่าจะเหลือเวลาอีกเพียง 10 เดือน

“เป็นผู้บริหารมา 1 ปี 9 เดือน 21 วัน การพัฒนาคุณภาพนักเรียนให้สามารถไปแข่งขันในเวทีโอลิมปิก คือเป้าหมายที่ต้องทำให้ได้มากยิ่งๆ ขึ้น เพราะเป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่การันตีได้ว่านักเรียนของโรงเรียนแห่งนี้มีศักยภาพมากน้อยแค่ไหนนักเรียนที่เรียนในห้องเรียนโครงการส่งเสริมทางด้านวิทยาศาสตร์จะได้รับการเรียนการสอนที่เข้มข้นทางด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ รวมทั้งภาษาอังกฤษ เพราะต้องเตรียมตัวรองรับอาเซียนการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษมีความจำเป็นมาก เป็นหน้าที่ของสถาบันการศึกษาต้องให้ความสำคัญและเติมเต็มในกับนักเรียนให้มากที่สุด” ผอ.โรงเรียนพรหมานุสรณ์ กล่าว

ดังนั้นการรับนักเรียน (ห้องเรียนพิิเศษ) ชั้นม.1 จำนวน 4 ห้อง เป็นต้นว่า โครงการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพผู้มีความสามารถพิเศษ (ตามแนวทางสสวท.และสอวน.) รับจำนวน 1 ห้องเรียน 40 คนนั้น โรงเรียนจะคัดเลือกนักเรียนที่สอบผ่านเกณฑ์คัดเลือก 70 คนแรกให้มีสิทธิสอบเข้าห้อง สสวท.จากนั้นจะคัดเลือกไว้ 40 คน ส่วนนักเรียนที่ได้อันดับที่เหลือโดยเรียงตามจำนวนคะแนนจากมากไปหาน้อยจะได้เรียนในโครงการส่งเสริมความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (SMART Class Project) จำนวน 2 ห้องๆละ 40 คน และโครงการส่งเสริมความเป็นเลิศด้านภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์  English Math and Science (EMS) อีกจำนวน 1 ห้อง 40 คน  ส่วนนักเรียนที่ไม่สามารถสอบเข้าห้องโครงการพิเศษได้ ก็สามารถสมัครสอบห้องเรียนปกติซึ่งจะเปิดรับอีก 6  ห้องเรียน ซึ่งจะได้รับการส่งเสริมการเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ภาษาอังกฤษและคอมพิวเตอร์ด้วยเช่นกัน

“การรับเด็กยึดหลักปฏิบัติตามระเบียบของสพฐ.ทุกประการ รับห้องเรียนละ 40 คนซึ่งอาจจะมีเกินมาได้ เพราะอาจจะมีเด็กนักเรียนที่สอบได้คะแนนเท่ากันถ้า ไม่เกิน 45 คนเป็นอำนาจของผู้อำนวยการโรงเรียน ถ้าหากจะรับถึง 50 คนผู้อำนวยการโรงเรียนต้องเสนอเรื่องให้สำนักงานเขตพื้นที่พิจารณา แต่ยืนยันได้ว่าการรับเด็กทั้ง ม.1 และ ม.4 ของโรงเรียนพรหมานุสรณ์โปร่งใส ตรงไปตรงมาอย่างแน่นอนรับรองว่าไม่มีนอกไม่มีใน ไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์แลกที่นั่ง เป็นผู้บริหารต้องมีศีล 5 มีคุณธรรม จริยธรรม ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีและไม่สามารถปกครองคนได้” ผอ.พล กล่าว

เพราะฉะนั้นข้อสอบที่ใช้ในการสอบเข้าจะใช้วิธีให้ครูผู้สอนที่ไม่ได้เปิดโรงเรียนกวดวิชามาออกข้อสอบก่อนสอบ 1 วันและควบคุมขบวนการผลิตไม่ให้รั่วไหล เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและยุติธรรมเปิดโอกาสให้คนที่มีคุณสมบัติสอบผ่านอย่างแท้จริงได้เรียนตามศักยภาพสมองและความต้องการ และจะประกาศผลในวันพรุ่งนี้ทันทีที่สอบเสร็จ
ปฏิทินรับนักเรียน ปี2559

ม.1 กลุ่มโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงห้องเรียนพิเศษ สมัครได้วันที่ 20-24 ก.พ.2559 สอบ 5 มี.ค. ประกาศผล 10 มี.ค. รายงานตัว 12 มี.ค. มอบตัว 9  เม.ย. รับสมัครสอบคัดเลือกนักเรียนทั่วไปและใช้คะแนนโอเน็ต รับสมัคร 20-24 มี.ค.2559 สอบคัดเลือก 26 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 2 เม.ย.2559 มอบตัว 9 เม.ย . รับสมัครนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ วันที่ 20- 21 มี.ค.2559 สอบ 23 มี.ค.2559 ประกาศผลและรายงานตัว 25 มี.ค.2559 มอบตัว 9 เม.ย.2559

นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ สมัคร 20- 24 มี.ค.2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 2 เม.ย. มอบวันที่ 9 เม.ย.2559

ระดับ ม.1 โรงเรียนทั่วไปรับสมัคร 20-24 มี.ค.2559 สอบคัดเลือก 3 เม.ย.2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 7 เม.ย.2559 มอบตัว 9 เม.ย. จับสลากประกาศผลและรายงานตัว วันที่ 3 เม.ย.2559 มอบตัววันที่ 9 เม.ย. โดยนักเรียนต้องยื่นคะแนนโอเน็ต วันที่ 30 มี.ค.2559

ระดับ ม.4 ห้องเรียนพิเศษ สมัคร 20-24 ก.พ.59 สอบ 6 มี.ค.ประกาศผล 11 มี.ค. รายงานตัว 13 มี.ค. มอบตัว 9 เม.ย. รับสมัครสอบคัดเลือกนักเรียนทั่วไปและใช้คะแนนโอเน็ต วันที่ 20-24 มี.ค. สอบ 27 มี.ค. ประกาศและรายงานตัว 3 เม.ย. มอบตัว 10 เม.ย   ส่วนนักเรียนชั้น ม.3 ที่จบจากโรงเรียนเดิม ให้รายงานตัววันที่ 31 มี.ค.2559 มอบตัววันที่ 10 เม.ย.2559 โดยให้เลือกนักเรียนที่มีผลการเรียนเฉลี่ยรวม 5 ภาคเรียน ไม่ต่ำกว่า 2.00 เข้าเรียน

รับสมัครนักเรียนความสามารถพิเศษ วันที่ 20- 21 มี.ค.2559 สอบวันที่ 23 มี.ค.2559 ประกาศผลและรายงานตัว วันที่ 25 มี.ค.2559 มอบตัว วันที่ 10 เม.ย.2559 นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ รับสมัครวันที่ 20- 24 มี.ค.2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 3 เม.ย.2559 มอบตัววันที่ 10 เม.ย.2559 โดยนักเรียนต้องยื่นคะแนนโอเน็ตวันที่ 30 มี.ค.2559

สำหรับส่วน ม.1-ม.4 ที่รับรอบ 2 นักเรียนที่ยังไม่ที่เรียน โดยผู้ปกครองและนักเรียนจะต้องไปยื่นความประสงค์กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เพื่อจัดสรรที่เรียนให้ซึ่งปีนี้กำหนดไว้วันที่ 6-10 เม.ย.2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 17 เม.ย.2559


ไทยพบผู้ป่วย‘เมอร์ส’รายที่2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221123

การศึกษา-สาธารณสุข  :  24 ม.ค. 2559

ไทยพบผู้ป่วย‘เมอร์ส’รายที่2

ไทยพบผู้ป่วนเมอร์สรายที่ 2 ชาย71ปี ชาวโอมาน หลังเข้าไทยเมื่อ22ม.ค. อาการยังทรงตัว ต้องใช้ออกซิเจน เร่งติดตามคนสัมผัสผู้ป่วยใกล้ชิดอีก 37 ราย

          วันที่ 24 ม.ค.59 ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกล. สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงว่าประเทศไทยพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อเมอร์สรายที่ 2 เป็นชาย 71 ปี ชาวโอมาน เดินทางเข้ามาประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2559 สธ.ได้รับตัวจากรพ.เอกชนเข้ารักษาในห้องควบคุมความดันเป็นลบหรือห้องแยกโรคที่สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรคแล้ว นอกจากนี้ จะเร่งดำเนินการติดตามผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยอีก 37 คน เป็นคนไทย 13 คน เป็นบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่โรงแรมและคนขับแท็กซี่ เพื่อเฝ้าระวังอาการจนกว่าจะพ้นระยะฟักตัวของโรคอย่างน้อย 14  วัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีผู้ที่ต้องกักตัวอยู่ในสถาบันบำราศฯ 1 คน คือลูกของผู้ป่วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประเทศพบผู้ป่วยยืนยันโรคเมอร์สรายแรกเมื่อปี 2558 เป็นชายชาวโอมานเช่นกัน โดยเข้ารับการรักษาที่รพ.บำรุงราษฎร์ก่อนถูกส่งตัวมาเข้ารับการรักษาที่ห้องแยกโรคสถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ก่อนจะหายดีและเดินทางกลับประเทศโอมาน โดยไม่พบมีการระบาดโรคนี้ในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ในปี 2558 มีการระบาดของโรคเมอร์สฝนตะวันออกกลางและประเทศเกาหลีใต้

เปิดโลกคนไร้บ้าน We Are CSO ใครๆ ก็เป็นได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221084

การศึกษา-สาธารณสุข  :  24 ม.ค. 2559

เปิดโลกคนไร้บ้าน WE ARE CSO ใครๆ ก็เป็นได้

หลากมิติเวทีทัศน์ : เปิดโลกคนไร้บ้าน We Are CSO ใครๆ ก็เป็นได้ : โดย…ประกาศ เรืองดิษฐ์ ศูนย์เผยแพร่และส่งเสริมงานพัฒนา (ผสพ.)

                      กลุ่มคนชายขอบที่สุดในสังคมเมืองคือ กลุ่มคนเร่ร่อนไร้บ้านใช้ชีวิตในที่สาธารณะ เหตุผลที่ทำให้เกิดภาวการณ์ไร้บ้าน ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากปัญหาครอบครัวแตกแยก เป็นผู้มีภาวะทางจิต เป็นคนพิการ เป็นนักโทษที่พ้นออกจากคุกและไม่มีที่ไป เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ไม่สามารถอยู่กับครอบครัวได้ หรือแม้กระทั่งผู้สูงอายุที่ไม่มีใครดูแล
                      ถ้าดูผิวเผินปัจจัยเหล่านี้เป็นเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับความล้มเหลวส่วนตัว แต่ถ้าพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ก็จะพบว่าสาเหตุเหล่านี้มีรากฐานมาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานที่ไม่เป็นธรรม แรงบีบคั้นทางเศรษฐกิจ และรัฐไม่มีมาตรการหรือนโยบายด้านสวัสดิการสังคม ที่เอื้อต่อการที่จะดูแลผู้ที่ประสบปัญหาเหล่านี้
                      วันชัย บุญประชา ผู้ประสานงานโครงการส่งเสริมความเข้มแข็งภาคประชาสังคมเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาวะในสังคมไทย กล่าวถึงกิจกรรม “เปิดบ้านคนไร้บ้าน We Are CSO ใครๆ ก็เป็นได้” ว่า การมาร่วมเรียนรู้ครั้งนี้ เกิดขึ้นจากคนกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่า ภาคประชาสังคม “CSO” ย่อมาจาก Civil Society Organization เป็นองค์กรทำงานด้านการพัฒนาภาคประชาสังคม ใครๆ ก็เป็นได้ ทุกคนที่เป็นประชาชน ที่มีจิตใจมีความมุ่งมั่นเดียวกัน ตั้งใจทำให้สังคมดีขึ้น และออกมาร่วมมือกันทำ ก็เป็นประชาสังคม
                      “การเปิดบ้าน…คนไร้บ้าน เป็นการยกตัวอย่าง ว่านี่คือตัวอย่างภาคประชาสังคม เพื่อให้เห็นว่า แม้ขนาดคนไร้บ้าน ที่พวกเราเห็นอยู่ตามท้องถนน เราก็ยังรู้สึกว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของภาคประชาสังคม ถ้าประชาชนเรานิ่งดูดาย ปล่อยให้กลไกของราชการดูแล เขาก็ต้องทำงานเพียงฝ่ายเดียว ประเทศจะเกิดปัญหาแน่ ฉะนั้นการรวมกลุ่มเป็นภาคประชาสังคม จึงกลายเป็นกลไกสำคัญของประเทศ เรามาที่ศูนย์พักคนไร้บ้าน สุวิทย์ วัดหนู ครั้งนี้ จึงมาเรียนรู้ร่วมกัน ว่าทำไมถึงเกิดศูนย์พักคนไร้บ้าน เรียนรู้ตัวอย่างความเข้มแข็ง ความตั้งใจ ความมุ่งมั่นของประชาชนกลุ่มหนึ่ง ที่ตั้งใจทำเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อเนื่องจนเกิดผล”
                      สาเหตุหลักๆ ของคนไร้บ้านคือเศรษฐกิจ เมื่อประสบปัญหาภัยแล้งอย่างนี้ ไม่สามารถทำการเกษตรได้ ผลผลิตราคาไม่ดี จึงมีบางคนเป็นคนไร้บ้านเฉพาะกิจ ซึ่ง “คนไร้บ้าน” ถูกนิยามว่า เป็นคนที่เข้าไม่ถึงที่อยู่อาศัยจริงๆ ไม่สามารถที่จะมีที่หลบแดด หลบฝน ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ไม่มีเพื่อนฝูงให้อยู่ด้วย สังคมรังเกียจ ทั้งสังคมในบ้าน สังคมส่วนรวม
                      “อี๊ด คนไร้บ้าน” หรือ ธเนศ จรโณทัย เปิดเผยถึงสาเหตุที่ออกมาใช้ชีวิตเป็นคนไร้บ้านว่า มาจากครอบครัวใหญ่ ลูกหลายคน เป็นโสดอยู่คนเดียวและมีโรคประจำตัว เมื่อพ่อแม่เสียชีวิตจึงไม่อยากเป็นภาระของใคร อยู่ในบ้านบางทีก็ปวดหัวมึนหัว เป็นความดัน ดูเหมือนว่าขี้เกียจ จึงออกมาใช้ชีวิตในที่สาธารณะ
                      “ถ้าสังคมไม่รับแล้วเราก็ต้องโดดเดี่ยว ก็ไม่อยากเจอใคร ไม่อยากเล่าชีวิต เล่าไปแล้วไม่มีเครดิต คำว่าคนไร้บ้านไม่มีใครเขาให้เครดิต ทะเบียนราษฎรของกระทรวงมหาดไทยก็ไม่ให้เครดิต สุขภาวะต่างๆ สุขภาพการอยู่ข้างนอกมันตายง่าย ตายเร็ว คนเราถ้าไม่มีเงินในกระเป๋าภาพก็ไม่ดี”
                      พี่อี๊ด คนไร้บ้าน เล่าถึงปัญหาของคนไร้บ้านเมื่อออกมาใช้ชีวิตในที่สาธารณะเป็นเวลานานๆ จึงทำให้รู้สึกว่าไม่ต้องรับผิดชอบอะไร บางครั้งถูกกดดันจากรัฐบาล ด้วยมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลไม่อยากให้คนจนรกหูรกตา ทำให้คนไร้บ้านบางคนต้องหนีไปนอนไกลถึงสถานีรถไฟโคราช เก็บของเก่าคืออาชีพที่คนไร้บ้านนึกถึงมากที่สุด ถังขยะคือแหล่งอาหารของคนไร้บ้านที่ผู้คนทิ้งขวดน้ำเอาไว้ ทิ้งขนมเอาไว้ก่อนจะจากไป เมื่อพบก็ต้องกินประทังชีวิต แต่เมื่อกินเข้าไปก็หารู้ไม่ว่ามันคือแหล่งโรค จึงมีบางคนเสียชีวิตเพราะแบคทีเรีย กลายเป็นศพไร้ญาติไร้บ้าน
                      อ.อัจฉรา รักยุติธรรม นักวิชาการจากภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาศิลปากร เห็นว่า คนไร้บ้านเป็นปัญหาของสังคมเมือง แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วก็ยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้ สาเหตุคนไร้บ้านในต่างประเทศส่วนใหญ่จะเป็นเรื่อง ปัญหาทางเศรษฐกิจ เมื่อเศรษฐกิจเกิดวิกฤติ อัตราคนไร้บ้านจะสูงขึ้น เพราะเขาไม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัย อยู่ตามบ้านเพื่อนก็นับว่าเป็นคนไร้บ้าน ซึ่งก็ยังเป็นข้อถกเถียงเรื่องนิยามว่าจะนับเป็นคนไร้บ้านหรือไม่?
                      อีกสาเหตุหนึ่งคือ ภัยธรรมชาติ ในหลายประเทศก็นับว่าเป็นคนไร้บ้าน เพราะรัฐต้องจัดสวัสดิการดูแลในระยะสั้นและระยะยาว เช่นแผ่นดินไหว สึนามิ น้ำท่วม พายุ คนไร้บ้านในต่างประเทศกับในประเทศไทยจึงต่างกัน
                      “ในเมืองไทย เรามีหน่วยงานที่ทำกับคนไร้บ้านอยู่จำนวนหนึ่ง แต่นิยามเรายังไม่ตรงกัน เรามีหน่วยงานภาคเอกชน 3 หน่วยงาน คือ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย มูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิอิสรชน หน่วยราชการมี สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) มี บ้านมิตรไมตรี ตอนนี้ชื่อ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง เมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมาได้ทำงานกับคนไร้บ้านโดยเฉพาะ อยู่ในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) มี บ้านอิ่มใจ ของกทม. และยังมีหน่วยงานที่อยู่ในระบบสังคมสงเคราะห์ต่างๆ เช่น บ้านพักคนชรา เรามีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เรามีบ้านคุ้มครองเด็ก คุ้มครองสตรี เหล่านี้ ถ้านับ เราก็มีหน่วยงานที่ทำกับคนไร้บ้านจำนวนมาก แต่เขาไม่ได้รู้สึกว่านั่นคือคนไร้บ้าน”
                      เมื่อชีวิตออกมาเป็นคนไร้บ้านแล้ว การใช้ชีวิตประจำวันก็มีความยากลำบาก ไม่มีที่อาบน้ำ ไม่มีที่นอน ไม่มีที่ซักผ้า ต้องแอบอาบน้ำซักผ้าตามที่สาธารณะ ซึ่งต้องหลีกเลี่ยงจากเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากนี้คนไร้บ้านส่วนมากไม่มีบัตรประชาชน จึงไม่สามารถเข้าถึงบริการพื้นฐานจากรัฐ เช่น บริการด้านการแพทย์ หรือถ้าถูกทำร้ายร่างกายหรือถูกละเมิดสิทธิในรูปแบบใดๆ พวกเขาไม่สามารถแจ้งความต่อตำรวจได้ ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคใหญ่ของการแก้ปัญหาจึงเป็นทัศนคติของสังคมและเจ้าหน้าที่รัฐในด้านลบ รวมถึงการที่รัฐบาลขาดนโยบายที่เหมาะสมในการรับมือกับปัญหาคนไร้บ้าน
                      นพพรรณ พรหมศรี เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) อธิบายการทำงานกับคนไร้บ้านว่าเริ่มต้นจากงานชุมชนแออัดที่ทำอยู่ คือชุมชนรางรถไฟ ที่นั่นเขาก็มีการบริจาคศูนย์ชุมชนให้เป็นที่นอนของคนไร้บ้าน มีหลายๆ กลุ่มช่วยกันหาที่ว่ามีที่ตรงไหนบ้างที่ว่างอยู่ พบว่ามีพื้นที่ว่างที่ตลิ่งชันจึงทำเป็นศูนย์เล็กๆ ทดลองการไปอยู่ร่วม จนถึงวันนี้ ช่วยกันทำ คนไร้บ้านก็ช่วยกันสร้าง
                      “เดิมคนไร้บ้านก็อยู่กันแบบปัจเจก นอนทั่วไปตามที่สาธารณะ ไม่มีความสัมพันธ์แบบกลุ่มกันเท่าไหร่ เมื่ออยู่ด้วยกันจะสร้างสรรค์งานพัฒนาอื่นๆ ได้อีกไหม ก็ต้องทดลอง ตอนเริ่มทดลองอยู่ช่วงประมาณปี 2547 ตอนนั้นยังเป็นกลุ่มเล็กๆ อยู่ หลังจากทดลองจนมั่นใจว่าเมื่อเขารวมกันเขาจะสามารถแก้ปัญหาได้และไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว เราก็เสนอกับรัฐบาลว่า ของบประมาณมาสร้างที่นี่ สร้างเสร็จปี 2551 โดยใช้ชื่อว่า ศูนย์พักคนไร้บ้านสุวิทย์ วัดหนู บนที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย ใกล้สถานีรถไฟจรัญสนิทวงศ์ เขตบางกอกน้อย ทำเป็นศูนย์พักพิง”
                      จากบทเรียนในการสร้างและบริหารจัดการศูนย์พักของคนไร้บ้านด้วยตนเอง ทำให้กลุ่มคนไร้บ้านมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เห็นศักยภาพและความสามารถของตนเอง มีกิจกรรมการปลูกผักในแปลงรวม การทำร้านค้ากลุ่ม การขายของเก่าร่วมกัน การสร้างทีมรับจ้างก่อสร้าง รวมถึงการดูแลสมาชิกกลุ่มและการเอื้ออำนวยให้คนไร้บ้านได้เข้าถึงการมีบัตรประชาชน ซึ่งทำให้เข้าถึงสวัสดิการด้านอื่นๆ ของรัฐได้โดยตรง
                      สำหรับคนไร้บ้านแล้ว กิจกรรมสร้างศักยภาพทั้งหลายช่วยสร้างความรู้สึกว่า ตนเองมีคุณค่า จนกลายเป็นความเชื่อมั่นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะฝันถึงการมีบ้านและชุมชนใหม่ของตนเองในอนาคต การรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือการสร้างตัวตนของคนชายขอบให้มีพื้นที่ทางสังคม การช่วยเหลือเอื้ออาทร ความไว้ใจกัน เป็นการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างคนไร้บ้านที่ผ่านประสบการณ์การถูกทอดทิ้งจากครอบครัว ชุมชน สังคม เป็นการสร้างพลังในการก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีความหวังในชีวิตอีกครั้งหนึ่ง
———————-
(หลากมิติเวทีทัศน์ : เปิดโลกคนไร้บ้าน We Are CSO ใครๆ ก็เป็นได้ : โดย…ประกาศ เรืองดิษฐ์ ศูนย์เผยแพร่และส่งเสริมงานพัฒนา (ผสพ.))

มีบ้านมั่นคง สิ่งแวดล้อมดีที่เมืองบางปู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221085

การศึกษา-สาธารณสุข  :  24 ม.ค. 2559

มีบ้านมั่นคง สิ่งแวดล้อมดีที่เมืองบางปู

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : มีบ้านมั่นคง สิ่งแวดล้อมดีที่เมืองบางปู : โดย…อุดมศรี ศิริลักษณาพร สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)

                      ดูเหมือนปัญหาที่อยู่อาศัยกับปัญหาสิ่งแวดล้อม มักมาด้วยกัน ไปด้วยกันเสมอ ที่่สำคัญการหาทางออกของทั้งสองเรื่อง ก็มักที่จะทำคนเดียวโดดเดี่ยวไม่ได้เช่นกัน
                      อย่างที่เมืองบางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ชาวบ้านมีความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยจำนวน 7 ชุมชน 387 ครัวเรือน พวกเขาเริ่มมีทางออก เมื่อรวมตัวกันเป็นเครือข่ายบ้านมั่นคงและเริ่มดำเนินงานพัฒนาที่อยู่อาศัย พัฒนาสาธารณูปโภค และพัฒนาสภาพแวดล้อมของชุมชน หลังจากที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. ได้เริ่มต้นอนุมัติแผนงานและงบประมาณเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาสาธารณูปโภคในชุมชนตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา
                      ที่นี่สมาชิกโครงการเป็นชุมชนมุสลิม ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ค้าขาย และรับจ้างทั้งในชุมชนและนอกชุมชน อาศัยอยู่ชุมชนดั้งเดิมในพื้นที่ป่าชายเลนและที่ดินมีโฉนดบางส่วน สภาพชุมชนมีความแออัด บ้านเรือนก่อนสร้างใหม่และปรับปรุง มีสภาพเก่าและทรุดโทรมมาก ในช่วงฤดูฝนมีน้ำท่วมขัง
                      มะอายือบิง สาเละ คณะกรรมการชุมชนบาลาดูวอ ฝ่ายเหรัญญิกและช่างชุมชน กล่าวว่า เดิมชาวชุมชนในเมืองบางปูส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน แต่ในปัจจุบันความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำทะเลลดลง ทำให้เหลือชาวประมงพื้นบ้านประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนหนึ่งหันมาประกอบอาชีพรับจ้าง และมีคนไปทำงานที่มาเลเซียมากขึ้น
                      มะอายือบิง บอกว่า การดำเนินงานพัฒนาของแต่ละชุมชนจะมีคณะกรรมการของชุมชน ชุมชนละ 15 คน ทำหน้าที่บริหารจัดการงานบ้านการพัฒนาสาธารณูปโภค การส่งเสริมการออม การประสานความร่วมมือกับเครือข่ายบ้านมั่นคงในระดับเมือง จังหวัด และสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งการประสานงานกับหน่วยงานสนับสนับสนุน
                      รอบีอ๊ะ สาแลแม คณะกรรมการเครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองบางปู เล่าว่า การบริหารจัดการของเครือข่ายที่ผ่านมา มีความล่าช้าในการสร้างและปรับปรุงบ้าน ทำให้สมาชิกขาดความเชื่อมั่น จึงได้หาทางออกร่วมกับสถาปนิกชุมชนและเครือข่ายบ้านมั่นคงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีประสบการณ์ในการสร้างบ้านมาก่อน และได้ระดมจากเครือข่ายช่างชุมชนในจังหวัดและพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาช่วยกันสร้างบ้านตัวอย่างที่ชุมชนโต๊ะโสมและชุมชนบาลาดูวอ ในช่วงต้นปี 2558
                      หลังจากที่มีบ้านตัวอย่าง ทำให้สมาชิกมีความกระตือรือร้นในการออมและทยอยปรับปรุงบ้านของตนเอง อย่างไรก็ตามเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับสมาชิกในเรื่องการสร้างบ้าน คณะกรรมการได้จัดหาช่างภายในชุมชนแทนผู้รับเหมาในรายที่ต้องมีการจ้างและค่าจ้างจะไม่ให้เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ของค่าวัสดุ
                      ประกอบกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยของชุมชนในเครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองบางปู เป็นการปรับปรุงที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิม ซึ่งได้รับงบอุดหนุนที่อยู่อาศัยจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนจากฐานเพดานครัวเรือนละ 2.5 หมื่นบาท จึงได้ใช้งบอุดหนุนดังกล่าวเพื่อการสร้างบ้านใหม่และปรับปรุงซ่อมแซม โดยการใช้งบประมาณไม่ได้จ่ายตามเพดานต่อครัวเรือน หากคำนึงถึงความเดือดร้อนของสมาชิกและความจำเป็นเท่าที่ต้องปรับปรุง
                      เช่น ที่ชุมชนโต๊ะโสม มีข้อตกลงร่วมกันของคณะกรรมการและสมาชิก ให้สนับสนุนการสร้างบ้านใหม่ที่หลังละ 6 หมื่น บาท หากเกินจากนี้เจ้าของบ้านต้องสมทบเอง ส่วนบ้านที่ต้องปรับปรุงซ่อมแซมก็ให้เป็นไปตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 2.5 หมื่นบาทต่อหลัง แต่ละชุมชนจะกำหนดการสนับสนุนไม่เท่ากันแต่มีความใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ สมาชิกที่ได้รับงบอุดหนุนสร้างบ้าน มีข้อตกลงเรื่องการคืนทุนเข้ากองทุนของชุมชนเพื่อช่วยเหลือสมาชิกที่เดือดร้อนรายอื่นๆ ต่อไป ปัจจุบันเจ้าของบ้านที่มีการสร้างและปรับปรุงแล้วเสร็จ จำนวน 215 ครัวเรือน มีการคืนทุนเข้ากองทุนของชุมชนแล้ว รวมเป็นเงิน 223,909 บาท
                      ด้านการพัฒนาสาธารณูปโภค ในทุกชุมชนมีความคืบหน้าในการพัฒนาถนน ทางเท้า ในชุมชน การจัดการเรื่องคูระบายน้ำ การปรับพื้นที่ป้องกันน้ำท่วมขัง การจัดสร้างที่จอดเรือของชุมชนแทนของเดิมที่เก่าและทรุดโทรมจำนวน 8 จุด สามารถจอดเรือได้กว่า 80 ลำ การจัดสร้างที่ละหมาดให้แก่นักเรียนและผู้เดินทางสัญจรที่ชุมชนบาลาดูวอ การริเริ่มจัดการธนาคารขยะที่ชุมชนโต๊ะโสม การปรับภูมิทัศน์ของชุมชนบาลาดูวอ เป็นต้น
                      ด้านการส่งเสริมการออมของสมาชิก มีการออมทรัพย์ ออมสวัสดิการ ออมเพื่อรักษาดินรักษาบ้านส่วนใหญ่เดือนละ 100 บาทต่อครัวเรือน ปัจจุบันมีเงินออมสะสมของชุมชนรวม 380,653 บาท นอกจากนี้คณะกรรมการของเครือข่ายเมืองบางปู ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนของคณะกรรมการชุมชน 7 ชุมชน มีการประชุมร่วมกันทุกเดือนเพื่อติดตามและพัฒนางานร่วมกัน จากการประชุมของคณะกรรมการเครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองบางปูครั้งล่าสุด ได้สรุปร่วมกันว่าจะดำเนินการพัฒนาที่อยู่อาศัย พัฒนาสาธารณูปโภค และพัฒนาสภาพแวดล้อมของชุมชนให้แล้วเสร็จภายในปี 2559
                      หลังจากนี้ต้องหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้มากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันสมาชิกในครัวเรือนส่วนหนึ่งต้องไปทำงานรับจ้างที่ประเทศมาเลเซีย ด้านการใช้ที่ดินเพื่อการปรับปรุงที่อยู่อาศัย การพัฒนาสาธารณูปโภค และสภาพแวดล้อมในชุมชน ได้มีการกำหนดกติกาและข้อตกลงร่วมระหว่างชุมชน เทศบาลและหน่วยงานที่ดูแลเรื่องที่ดิน เพื่อการพัฒนาชุมชนและป้องกันพื้นที่ไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่ม
                      ถึงตรงนี้ต้องบอกว่า เครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองบางปู เป็นอีกตัวอย่างของการพัฒนาตนเองหลายด้านควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมที่น่าสนใจ และเชื่อว่าหลายชุมชนสามารถเจริญรอยตามได้ด้วย
———————-
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : มีบ้านมั่นคง สิ่งแวดล้อมดีที่เมืองบางปู : โดย…อุดมศรี ศิริลักษณาพร สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.))

 

‘ดาว์พงษ์’เซ็นควบคุม’ม.เอแบค’แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221079

การศึกษา-สาธารณสุข  :  22 ม.ค. 2559

‘ดาว์พงษ์’เซ็นควบคุม’ม.เอแบค’แล้ว

‘ดาว์พงษ์’ เซ็นตั้ง ‘อานนท์ เที่ยงตรง’ เป็นประธาน กก.ควบคุม ม.เอแบค พร้อมมอบโจทย์ 4 ข้อให้แก้สารพัดปัญหา

                      22 ม.ค. 59  ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยหลังหารือร่วมกับคณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือเอแบค ว่า ขณะนี้ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการที่ 47/2559 เรื่องให้มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญอยู่ในความควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยใช้อำนาจตามมาตรา 86 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 โดยกรรมการมีทั้งสิ้น 12 ราย
                      ประกอบด้วย รศ.ดร.อานนท์ เที่ยงตรง เป็นประธาน ส่วนกรรมการ ได้แก่ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศ.ดร.บุญเจริญ ศิริเนาวกุล อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) รศ.ดร.ศศิวิมล มีอำพล คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) รศ.สุภาว์ จุลนาพันธุ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รศ.มานิตย์ จุมปา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ดร.กฤษณพงษ์ กีรติกร อดีตรมช.ศึกษาธิการ ดร.สุภัทร จำปาทอง รองปลัดศึกษาธิการ และผู้อำนวยการสำนักประสานและส่งเสริมกิจการอุดมศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการ มีเจ้าหน้าที่ สกอ. 2 ราย ทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขานุการ
                      รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ได้สั่งให้คณะกรรมการควบคุมดำเนินการใน 4 เรื่อง คือ 1. ให้คณะกรรมการควบคุมไปดูให้งานของ ม.เอแบค ทุกอย่างเดินไปได้อย่าสะดุด การเรียนการสอนของนักศึกษาและอาจารย์อย่าให้ขาดตอน 2. ดำเนินแก้ไขปัญหาสาเหตุความขัดแย้งที่เกิดขึ้นที่นำมาสู่การใช้มาตรา 86 โดยดูว่าความขัดแย้งอยู่ตรงไหน ใครผิดใครถูก ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย นำความจริงมาเปิดเผยให้ได้ ให้เป็นที่เรียบร้อยและยอมรับกัน 3. สร้างความแข็งแกร่งให้ ม.เอแบค ยั่งยืน โดยไปดูกฎระเบียบที่มีอยู่ หากส่วนไหนยังหลวมอยู่และนำมาซึ่งปัญหาก็ให้ไปอุดช่องว่าง และอะไรที่ควรเพิ่มเติมในกฎระเบียบก็ให้มี และ 4. รายงานให้ทราบเป็นระยะทุกเดือน
                      อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการชุดนี้แปลสภาพเป็นสภามหาวิทยาลัยเอแบคแล้ว โดย รศ.ดร.อานนท์ เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยเอแบค ซึ่งได้ขอให้ส่งบันทึกการประชุมของสภามหาวิทยาลัยเอแบคชุดใหม่ให้ตนดูทุกครั้ง เนื่องจากเป็นการแต่งตั้งโดย รมว.ศึกษาธิการ จึงต้องลงไปกำกับและทราบความเคลื่อนไหวอย่างละเอียด
                      “ไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการทำงาน เพราะสภาชุดใหม่ต้องเข้าไปดูว่าปัญหามีอะไรบ้าง แก้ไขอย่างไร แต่ทุกอย่างต้องเรียบร้อย เมื่อกรรมการควบคุมชุดนี้จะลุกออกมาแล้วส่งคืนให้มูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อยและทุกคนจะต้องยอมรับหมด มีความสบายใจที่จะเดินต่อ โดยตามกฎหมายต้องลงประกาศในหนังสือพิมพ์ฉบับภาษาไทย เป็นเวลา 3 วัน โดยจะเริ่มจากวันที่ 23 มกราคมนี้ โดยผู้ที่มีความประสงค์จะคัดค้านสามารถยื่นอุทธรณ์มาที่ผมได้ภายใน 30 วัน ซึ่งเราจะให้ความเป็นธรรม และขอให้เชื่อว่า กระทรวงไม่ได้อยากจะทำอะไรแบบนี้ แต่เมื่อถึงเวลาและจำเป็นก็ต้องทำ เพราะได้ให้เวลาพูดคุยกันมาไม่น้อย แต่ก็ไม่สามารถตกลงกันได้ และเห็นว่าความขัดแย้งเริ่มบานปลายก็ต้องหยุดก่อน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ทำเพื่อเอแบค” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่ทั้งสองฝ่ายยื่นจดหมายเปิดผนึก โดยนายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล อดีตรักษาการอธิการบดี ม.เอแบค ยื่นหนังสือมานั้น ยังไม่เห็นว่าอยู่ที่ไหน และไม่ได้ดึงเรื่องใดๆ

สปสช.ทุ่ม600ล้านรับมือสังคมสูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220946

การศึกษา-สาธารณสุข  :  22 ม.ค. 2559

สปสช.ทุ่ม600ล้านรับมือสังคมสูงวัย

สปสช.ทุ่ม600ล้านรับมือสังคมสูงวัย

            ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ในปี 2537 สังคมไทยมีผู้สูงอายุ 4 ล้านคน หรือร้อยละ 6.8 ของประชากร พอถึงปี 2557 ตัวเลขนี้พุ่งขึ้นเป็น 10 ล้านคน หรือร้อยละ 14.9 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 20.5 ล้านคน หรือร้อยละ 32.1 ในปี 2583 แต่จุดวิกฤติอยู่ที่ว่า จำนวนผู้สูงอายุที่ได้รับการคัดกรองจากกระทรวงสาธารณสุขจำนวน 6,394,022 คน มีกลุ่มติดบ้าน ติดเตียง ที่จำเป็นต้องได้รับบริการสุขภาพและสังคมสูงถึง 1.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 21

ตัวเลขข้างต้นนำไปสู่การวางแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติว่าด้วยการสร้างเสริมสุขภาวะในระยะท้ายของชีวิต พ.ศ.2557-2559 ที่เป็นฉันทามติจากการประชุมสมัชชาสุขภาพ เฉพาะประเด็นเมื่อปี 2556 แผนดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานความต้องการให้คนไทยทุกคน “ตายดี” ไม่เจ็บปวดทรมานและสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประกอบไปด้วย 3 ยุทธศาสตร์ คือ 1.ยุทธศาสตร์เสริมสร้างทักษะความรู้ ทัศนคติที่ต่อการมีสุขภาวะในระยะท้ายของชีวิตและตายดี การดูแลแบบประคับประคอง และสร้างเครือข่ายของประชาชนในการดูแลแบบประคับประคองให้เข้มแข็งขึ้น

2.ยุทธศาสตร์พัฒนาและจัดระบบบริการดูแลแบบประคับประคองในระยะท้ายของชีวิตที่ได้คุณภาพ มาตรฐาน ครอบคลุม เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะในระยะท้ายของชีวิตและรองรับการตายดี 3.ยุทธศาสตร์พัฒนาระบบบริหารจัดการเพื่อสนับสนุนการจัดบริการ พัฒนาเครือข่ายสารสนเทศให้สามารถเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ มีระบบสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้สูงอายุและการจัดการนโยบายที่เอื้อต่อการจัดบริการแบบประคับประคอง

ผ่านมาแล้ว 2 ปี หลังจากที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติมีมติเห็นชอบในแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว การทำงานในเรื่องนี้นับว่ามีความก้าวหน้าขึ้นมากเห็นได้จากรูปธรรมเชิงนโยบายที่ถูกผลักดันออกมา

อรจิตต์ บำรุงสกุลสวัสดิ์ ผู้แทนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อธิบายว่า ขณะนี้ สปสช.กำลังสร้างระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ซึ่งจะเริ่มในปีงบประมาณ 2559 นี้เป็นปีแรก โดยได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากงบเหมาจ่ายรายหัวปกติจำนวน 600 ล้านบาท สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง 1 แสนคน และจะขยายให้ครอบคลุมทั้งหมดภายใน 3 ปี

นอกจากนี้ยังจัดสิทธิประโยชน์สำหรับผู้สูงอายุโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้สูงอายุติดเตียงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้, กลุ่มผู้สูงอายุติดบ้านที่ยังพอช่วยเหลือตัวเองได้ และกลุ่มติดสังคมที่สามารถออกนอกบ้านได้ รวมถึงการประเมินภาวะเสื่อมอื่นๆ และความต้องการดูแลและอุปกรณ์การแพทย์ประเภทต่างๆ เพื่อที่จะจัดการสนับสนุน โดยเตรียมอุดหนุนเงินให้แก่โรงพยาบาลในอำเภอจำนวน 100 ล้านบาท ขณะเดียวกันจะเพิ่มการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นด้วยการกระจายงบประมาณให้แก่กองทุนสุขภาพตำบลเพิ่มเติมจำนวน 500 ล้านบาท อีกด้วย

“ตอนนี้เรามีนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีชีวิตที่ดีขึ้น โดยระบบประกันสุขภาพแห่งชาติจะจัดหาบริการให้ในเรื่องหลักๆ อย่างการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย และการดูแลระยะยาวในผู้สูงอายุติดเตียง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากมติสมัชชาสุขภาพครั้งที่ 6” อรจิตต์กล่าว

แม้ว่าระบบการดูแลผู้สูงอายุจะมีความเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น แต่ ดร.ประกาสิต กายะสิทธิ์ จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสุขภาพ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ละเลยไม่ได้เลยคือ กลุ่มคนในช่วงวัยก่อนสูงอายุคือช่วงอายุ 45-59 ปี อีกจำนวนกว่า 14 ล้านคน ซึ่งอาจก่อให้เกิดวิกฤติประชากรผู้สูงอายุที่คิดเป็นสัดส่วนกว่าค่อนประเทศในอีก 15 ปีข้างหน้า ถึงตอนนั้นประมาณการว่าจะมีค่าใช้จ่ายเบี้ยผู้สูงอายุถึงเดือนละ 6 หมื่นล้านบาท และค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขอีกจำนวนมาก

อย่างไรก็ดี หากมองภาพรวมความพร้อมของนโยบายระบบบริการสุขภาพของไทยในปัจจุบันก็นับว่ามาไกลพอสมควร ทั้งในด้านสาธารณสุขที่มีแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติว่าด้วยการสร้างเสริมสุขภาวะในระยะท้ายของชีวิต พ.ศ.2557–2559 และกำลังอยู่ในระหว่างการผลักดันนโยบายสนับสนุนอื่นๆ อีกจำนวนมาก

“แต่ที่กังวลคือ ระเบียบปฏิบัติในท้องถิ่นบางประการยังคงติดขัดอยู่ จึงต้องเร่งการกระจายอำนาจลงไปในส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การจัดการมีความคล่องตัวมากขึ้น” ดร.ประกาสิต กล่าว

นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนจากนโยบายวางแผนครอบครัวเป็นนโยบายการวางแผนชีวิตครอบครัว ซึ่งหลักใหญ่ใจความเป็นเรื่องของการสนับสนุนการทำงานของคนที่ต้องดูแลเด็กและผู้สูงอายุ ซึ่งหากสำเร็จจะมีส่วนช่วยแบ่งเบาภาระวัยแรงงานได้มาก


‘ดิ เอ็กซ์พลอเรอร์’ปั้นเด็กอาชีวะสู่มืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220949

การศึกษา-สาธารณสุข  :  22 ม.ค. 2559

‘ดิ เอ็กซ์พลอเรอร์’ปั้นเด็กอาชีวะสู่มืออาชีพ

‘ดิ เอ็กซ์พลอเรอร์’ปั้นเด็กอาชีวะสู่มืออาชีพ : สุชาดา สอนกริ่ม -วิไลพร ศรีสุข นศ.มรภ.บุรีรัมย์

            ดิ เอ็กซ์พลอเรอร์ โครงการที่จะช่วยสานฝันให้เด็กอาชีวะก้าวไปสู่ความสำเร็จกับการทำงานอย่างมืออาชีพ เรียนรู้ประสบการณ์จริงในโรงแรม เปิดโอกาสเปิดโลกทัศน์การเรียนรู้ในการบริการแบบสากล เมื่อจบโครงการสามารถทำงานได้อย่างมืออาชีพ โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จับมือกับบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด (มหาชน) พัฒนาการศึกษาอาชีวศึกษาทวิภาคี ภายใต้แนวคิด สร้างคน สร้างงาน พัฒนาชาติให้เท่าทันกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียน

รพีพร ศิริพิน นักศึกษาสาขางานบริการอาหารและเครื่องดื่ม ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า จ.นครปฐม หนึ่งในนักศึกษาที่ร่วมโครงการกับไมเนอร์กล่าวว่า เริ่มสนใจโครงการนี้เพราะเป็นโครงการที่ให้โอกาสแก่คนที่อยากทำงานและเรียนควบคู่กันไป ครั้งแรกที่รู้ว่าสอบติดโครงการนี้ดีใจมากที่จะได้ร่วมงานกับโรงแรมในเครือไมเนอร์

“อยากเข้ามาเป็นหนึ่งในโครงการนี้ คือมีความใฝ่ฝันอยากเป็นเชฟ แต่ก็มีอุปสรรคอยู่บ้าง ที่พบบ่อยคือบางครั้งการเรียนและการทำงานควบคู่กันไปเหนื่อย ซึ่งบางครั้งร่างกายก็อ่อนล้า แต่ก็ไม่ท้อหรือสิ้นหวัง ถ้าแค่นี้ท้อแล้วจะไปถึงอนาคตได้อย่างไร ต้องพยายามให้ไปสู่เป้าหมายให้ได้” รพีพร กล่าว

พร้อมทิ้งท้ายฝากถึงน้องๆ ที่สนใจ โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมากซึ่งจะช่วยให้ได้เรียนรู้ในหลายๆ อย่าง เช่น ประสบการณ์การทำงาน การใช้ชีวิต การแบ่งแยกเวลา และการบริการแบบมืออาชีพ อยากให้น้องๆ มาเข้าร่วมโครงการกันเยอะๆ เพราะโครงการนี้จะช่วยพัฒนาและสร้างให้เราเป็นมืออาชีพได้จริงๆ

ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า ธุรกิจในเครือไมเนอร์กรุ๊ปมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยพัฒนาอาชีวศึกษาโดยเฉพาะอาชีวะระบบทวิภาคี เพื่อต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ที่เข้ามาเรียนในหลักสูตรนี้ และสร้างความเชื่อมั่นให้สถานประกอบการว่าจะได้กำลังคนที่มีคุณภาพไปทำงานด้วย โดยบริษัทได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับ สอศ.ด้านทวิภาคีในปี 2558 ร่วมพัฒนานักเรียน นักศึกษาอาชีวะสาขาการโรงแรม ผ่านโครงการ “ดิ เอ็กซ์พลอเรอร์” เยาวชนดี มีอาชีพตามฝัน ของบริษัท

เป็นบริษัทแรก และบริษัทเดียวในกลุ่มธุรกิจโรงแรม ที่นำเอามาตรฐานการศึกษาสายวิชาชีพของประเทศออสเตรเลีย (Competency based Trainning, by Australian Qualification Framework-AQF) มาใช้ควบคู่กับการศึกษาระบบทวิภาคีของอาชีวะ เป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่กำลังคนที่จะเข้าทำงานธุรกิจการโรงแรม ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเป็นกำลังคนที่พร้อมจะเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ยศกฤต เติมลาภ ผู้อำนวยการกลุ่มฝ่ายการเรียนรู้ กลุ่มโรงแรมไมเนอร์ กล่าวว่า หลักสูตรการโรงแรม โครงการ “ดิ เอ็กซ์พลอเรอร์” ได้ออกแบบให้นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ได้มีโอกาสใช้ชีวิตและศึกษาหาความรู้พร้อมทั้งประสบการณ์จริงในโรงแรม มีรายได้เพื่อเป็นทุนในการศึกษา หรือช่วยเหลือครอบครัวในระหว่างเข้าร่วมโครงการ

โดยตลอดระยะเวลา 1 ปี นักศึกษาจะได้มีความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานงานบริการระดับสากลจากโปรแกรม FUTURA ซึ่งเป็นหลักสูตรออนไลน์ และได้รับการรับรองคุณวุฒิจาก Australian Qualification Framework เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นักศึกษาที่ฝึกประสบการณ์กับกลุ่มโรงแรมในเครือไมเนอร์ จะได้รับการฝึกพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษกับครูสอนภาษาอังกฤษโดยตรง และจะเห็นได้ว่านักศึกษาที่ร่วมโครงการมีพัฒนาการทักษะด้านภาษาอังกฤษที่ดีขึ้น

โครงการ “ดิ เอ็กซ์พลอเรอร์” เปิดตัวปี 2557 ในโรงแรมของไมเนอร์ที่ประเทศมัลดีฟส์ และเปิดโครงการในประเทศไทยครั้งแรกปี 2558 ซึ่งรุ่นแรกบริษัทได้คัดเลือกนักศึกษากว่า 70 คน โดยมีนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกทั้งสิ้น 15 คน มีโรงแรมอนันตรา ริเวอร์ไซต์ กรุงเทพ รีสอร์ท และโรงแรมพัทยา แมริออท รีสอร์ทแอนด์สปา เป็นสถานที่ฝึกอบรมของนักศึกษา นักศึกษาโครงการดิ เอ็กซ์พลอเรอร์ รุ่นนี้และครูฝึกของโครงการ ได้รับการคัดเลือกจากหัวหน้างานที่มีความเชี่ยวชาญและผ่านการอบรม พร้อมได้รับใบประกาศนียบัตรหลักสูตรการสอนและประเมินผลจากออสเตรเลีย เพื่อที่จะสร้างความมั่นใจว่าครูทุกคนสามารถดูแล ถ่ายทอดความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประเมินสมรรถนะงานให้แก่นักศึกษาได้ตามมาตรฐานการบริการระดับสากล


ชายไทยใหญ่ขึ้นใช้ถุงยางอนามัยไซส์52

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220998

การศึกษา-สาธารณสุข  :  21 ม.ค. 2559

ชายไทยใหญ่ขึ้นใช้ถุงยางอนามัยไซส์52

ชายไทยมีขนาดใหญ่ขึ้น จากเดิมใช้ถุงยางอนามัยขนาด 49 มม. เพิ่มเป็นไซส์ 52 ผิวขรุขระกลิ่นสตรอเบอร์รีขายดีที่สุด

                      นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงมาตรการเพิ่มการใช้ยางพาราของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระหว่างการตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตถุงยางอนามัย ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ว่า ในส่วนของ อย.มีการดูแลคุณภาพการผลิตของถุงมือยางทางการแพทย์ ถุงยางอนามัย ซึ่งเมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา ได้เรียกผู้ประกอบการคือ ผู้ผลิตถุงยางอนามัย 9 ราย ถุงมือยาง 20 ราย มาหารือเพื่อวางแผนส่งต่อให้รัฐบาลว่าจะสามารถเพิ่มการผลิตเพื่อช่วยเกษตรกรได้อย่างไรบ้าง ในส่วนของถุงยางอนามัยพบว่า ร้อยละ 80 – 90 ผลิตโดยใช้น้ำยางพาราในประเทศไทย มีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่นำเข้า ซึ่งยางพาราถือเป็นวัตถุดิบที่นำมาผลิตทั้งถุงยางและถุงมือได้ดีที่สุด และถือว่ามีต้นทุนถูกกว่ายางสังเคราะห์ โดยในแต่ละปีมีกำลังการผลิตโดยรวม 6.5 หมื่นตัน แบ่งเป็นถุงยางอนามัย 9,000 ตัน ถุงมือยาง 5.6 หมื่นตัน
                      นายนาวิน จังเจริญกุล ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาดภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท แอนเซล จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีกำลังการผลิตถุงยางอนามัย เฉลี่ย 2,880,000 ชิ้นต่อวัน โดยส่งออกคิดเป็นร้อยละ 99 ทั้งนี้ บริษัทมีปริมาณการใช้น้ำยางพาราสด 2,900 ตันต่อปี โดยบริษัทที่ประเทศอินเดียซื้อ 1,900 ตันต่อปี ใช้โรงงานในประเทศไทย 1,500 ตันต่อปี ล่าสุด บริษัทที่ประเทศศรีลังกามีการสั่งซื้อน้ำยางดิบของไทย 1,200 ตันต่อปี
                      “บริษัทผลิตถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชาย ทั้งจากน้ำยางธรรมชาติและน้ำยางสังเคราะห์ มีความหลากหลายทั้งเรื่องผิวสัมผัส สี รูปร่าง กลิ่น ชนิดของสารหล่อลื่น และขนาด ซึ่งก่อนการผลิตถุงยางอนามัย บริษัทมีการทำการวิจัยและพัฒนา โดยพบว่า ผิวขรุขระกลิ่นสตรอเบอร์รีขายดีที่สุด รองลงมาคือกลิ่นวานิลลา และขนาดอวัยวะเพศชายไทยมีขนาดใหญ่ขึ้น จากเดิมที่เคยใช้ถุงยางอนามัยขนาด 49 มิลลิเมตร เพิ่มเป็น 52 มิลลิเมตร”

ทักษะอีเอฟพัฒนาสมองเด็กปฐมวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220849

การศึกษา-สาธารณสุข  :  21 ม.ค. 2559

ทักษะอีเอฟพัฒนาสมองเด็กปฐมวัย

ทักษะอีเอฟพัฒนาสมองเด็กปฐมวัย : ภูดิศ เชื้อประดิษฐ์รายงาน

           สถาบันอาร์แอลจี (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) ร่วมกับแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน และสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ส่งเสริมการอ่านช่วยพัฒนาทักษะสมอง EF (Executive Functions) ในเด็กปฐมวัย พัฒนาทักษะด้านสมองให้รู้จักการวางแผน การคิดวิเคราะห์ รู้จักการยับยั้งชั่งใจ รวมไปถึงการมุ่งมั่นให้ไปสู่เป้าหมายอย่างสำเร็จ การเตรียมพร้อมเด็กๆ ในศตวรรษที่ 21 ให้มีคุณลักษณะที่ดี

สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน กล่าวว่าอยากให้สังคม ให้พ่อแม่ หรือบุคคลที่ดูแลเด็กๆ ได้เข้าใจไปพร้อมๆ กันว่า การอ่านช่วยพัฒนาทักษะสมอง หนังสือที่ผ่านต้องเป็นหนังสือที่เด็กอ่านแล้วมีความสุข สนุก เพลิดเพลิน สมองของมนุษย์จะจดจำเฉพาะเรื่องที่กระทบผ่านอารมณ์เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์เศร้าหมอง อารมณ์สะเทือนใจ โดยเฉพาะเรื่องของความสุขความรื่นรมย์ก็จะทำให้สมองทำงานได้ดีเป็นพิเศษ ปัจจุบันคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยอยู่อันดับที่ 7 ของอาเซียน และคุณภาพของระบบอุดมศึกษาอยู่อันดับที่ 8 การอ่านจึงเป็นการสร้างพื้นฐานให้แก่เด็กไทยให้สามารถมีคุณภาพในอนาคต

ดร.นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การอ่านเพื่อพัฒนาสมอง คือทักษะที่จะคอยกำกับควบคุมตนเองไปสู่ความสำเร็จ ประกอบไปด้วย 2 ด้าน ด้านที่หนึ่งคือด้านการลงมือทำ ต้องรู้จักวางแผนก่อนเริ่มลงมือทำ และรู้จักประเมินปรับปรุงหากพบปัญหาก็สามารถหาวิธีแก้ไขจนสำเร็จได้ ด้านที่สองคือการควบคุมตนเองในเรื่องการคิด การกระทำ เพื่อให้จดจ่อกับงาน

ทั้ง 2 ส่วนนี้เป็นทักษะที่เริ่มพัฒนาเด็กในวัยปฐมวัย เด็กจะสามารถยับยั้งความคิด ควบคุมอารมณ์ และมีการยืดหยุ่นความคิดได้ ไม่ยึดติดกับความคิดเดียวจึงมีความสำคัญมาก เด็กที่มีอีเอฟดีจะสามารถปรับตัวตามสิ่งแวดล้อมต่างๆ มีการปรับความคิดการกระทำที่จะทำให้เป้าหมายสำเร็จได้ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น และสามารถอยู่กับสังคมอย่างมีความสุข เป็นเด็กที่มีการคิดไตร่ตรองก่อน โอกาสที่จะทำผิดก็จะน้อยลง

ส่วนเด็กที่ไม่มีอีเอฟก็จะแสดงปัญหาพฤติกรรมในชั้นเรียน เช่นจะไม่มีสมาธิในการเรียน ควบคุมอารมณ์ไม่ดีก็จะไม่มีความสัมพันธ์กับเพื่อน ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่ส่งผลต่อการเรียนของเด็กและความสำเร็จในการเรียน ผลการเรียนจะไม่ค่อยดี เด็กไทยในปี 2558 มีการประเมินในเด็กอนุบาล 3-6 ปี จำนวน 243 คน ในทุนวิจัยของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) สรุปได้ว่าในเด็กจำนวน 5 คน จะมี 1 คนที่มีความบกพร่องในทักษะ 5 ด้าน คือความจำ การหยุด การเปลี่ยนความคิด การควบคุมอารมณ์ และการวางแผนงาน มีปัญหามากที่สุดคือการหยุดตัวเองในด้านการกระทำ ความคิด และอารมณ์

สิริมา ณ พัทลุง มูลนิธิดวงประทีป กล่าวว่า ปัจจุบันมูลนิธิมีเด็กจำนวน 65 คน อายุตั้งแต่ 3 ขวบ จนถึง 20 ปี ที่ผ่านมาเรามีการใช้อีเอฟทำให้เด็กมีความคิด เด็กสามารถพัฒนาความคิดต่อยอดได้ พัฒนาจนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เพราะกระบวนในการสร้างเด็กออกสู่ภายนอกให้สามารถใช้ชีวิตสังคมภายนอกได้อย่างสมบูรณ์จะต้องเริ่มตั้งแต่เล็กๆ ให้รู้จักช่วยเหลือคนเอง โดยส่งเสริมให้เด็กฝึกฝนในทักษะด้านต่างๆ เริ่มจากการเก็บของ การซักผ้า รักษาของของตนเอง ถ้าพ่อแม่ ผู้ปกครองเข้าใจ บ่มเพาะและปลูกฝังด้วยสื่อต่างๆ ไม่เฉพาะการอ่าน แต่ยังรวมถึงการเล่นดนตรี ก็จะเป็นฐานในการสร้างกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเองในทุกๆ ด้าน สิ่งที่เป็นประโยชน์มากกว่าการพัฒนาทักษะทางด้านภาษาก็คือ ความอบอุ่นของครอบครัว มันเป็นสายใยแห่งความสัมพันธ์ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ จะส่งผลให้เด็กสามารถยับยั้งใจ จะไม่กล้าทำในเรื่องที่ส่งผลให้พ่อแม่เสียใจ ซึ่งตรงนี้จำเป็นและสำคัญมากในการสร้างรากฐานความสัมพันธ์ของครอบครัว


วุ่นต่อเนื่อง!เอแบคปลดคณบดีวิศวะคนเก่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/220955

การศึกษา-สาธารณสุข  :  20 ม.ค. 2559

วุ่นต่อเนื่อง!เอแบคปลดคณบดีวิศวะคนเก่า

เอแบควุ่นต่อเนื่อง ดร.กมล กิจสวัสดิ์ ตั้งคณบดีคณบดีวิศวะคนใหม่ ย้ายเจ้าหน้าที่ธุรการ อาจารย์คณะวิศวะฯ หวั่นกระทบต่อการจัดการเรียนการสอน

           จากกรณีความขัดแย้งภายในของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)ของกรรมการสภาฯ ซึ่งมีการแบ่งเป็น สองฝ่าย ระหว่าง ดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล และกรรมการสภาฯ กลุ่มหนึ่ง กับ ภราดาบัญชา แสงหิรัญ และกรรมการสภาฯ อีกกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่สามารถหาทางออกของปัญหาได้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จำเป็นต้องใช้มาตรา 86(4)และวรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาบังคับใช้คือ แต่งตั้งคณะกรรมการเข้าไปดูแล ทำหน้าที่คล้ายสภามหาวิทยาลัย เป็นคนกลางเข้าไปช่วยดูแลช่วยแก้ไขปัญหา

เมื่อวันที่ 19 ม.ค. เวลาประมาณ15.00น.ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เอแบค วิทยาเขตสุวรรณภูมิ ได้เกิดความวุ่นวายขึ้น เมื่อ นายวิทยา เจริญศรี ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลของมหาวิทยาลัย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ประมาณ 20 คน ได้เดินทางมาพร้อมหนังสือคำสั่งแต่งตั้งคณบดีคนใหม่ ดร.อมฤต ภูมิรัตน (Dr.Amarit Bhumiratana) คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์คนใหม่ แทน ผศ. ดร. กิตติพันธุ์ เตชะกิตติโรจน์ มีผลตั้งแต่วันที่ 18 มค.2559 ถึงวันที่ 31 ก.ค.2561

ดร.ภัทรชาติ โกมลกิติ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ม.เอแบค กล่าวว่าตั้งแต่เวลา 8.00น. คณาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้รับโทรศัพท์เรียกให้เข้าร่วมประชุมคณาจารย์ เนื่องจากมีเรื่องจะแจ้งให้ทราบ แทนจากทุกครั้งที่จะมีการประชุมคณาจารย์จะจดหมายเชิญ หรือประกาศ ต่อมาเวลาประมาณ15.00น. ก็ได้รับแจ้งจากอาจารย์ที่เข้าร่วมประชุมว่ามีคำสั่งแต่งตั้ง ดร.อมฤต เป็นคณบดีคนใหม่แทนคณบดีคนเดิม ยึดตามคำสั่งที่ลงนามโดย ดร.กมล กิจสวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา ซึ่งอ้างว่าทำหน้าที่แทน ภราดาบัญชา ทำให้คณาจารย์เกิดความสับสน และได้มีความพยายามชี้แจงเรื่องราวต่างๆ เพื่อไม่ให้อาจารย์ออกจากห้องประชุม

ขณะเดียวกันในช่วงเวลาดังกล่าวนายวิทยา พร้อมเจ้าหน้าที่และรปภ. เดินทางมายังสำนักทะเบียนของคณะวิศวะ และได้มีการแจ้งคำสั่งตั้งคณบดีคนใหม่ เลขาคณบดีคนใหม่ และเจ้าที่ทำงานธุรการคนใหม่ของคณะทั้งหมด ส่วนเจ้าหน้าที่เดิมจะถูกย้ายไปที่อื่น โดยขณะนี้ได้มีการย้ายเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการ3คนแล้ว เพราะคำสั่งดังกล่าวมีผลทันที แตกต่างจากทุกครั้งจะต้องมีการประกาศให้ทราบล่วงหน้า

“ที่ผ่านมาคณะวิศวกรรมศาสตร์ก็ไม่ได้สร้างปัญหาแต่อย่างไร เราจัดการเรียนการสอนปกติมาตลอด  ตอนนี้คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาในคณะวิศวกรรมศาสตร์ รู้สึกตกใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อยากให้ทุกฝ่ายของมหาวิทยาลัยคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม และนักศึกษาเป็นที่ตั้ง เกรงว่าจะสร้างความเสียหายให้แก่ภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย รวมทัั้งการปฎิบัติงาน และการเรียนการสอน เป็นการกระทำที่สร้างผลเสียมากกว่าผลดี”ดร.ภัทรชาติ กล่าว