‘บังดี้’นายกสมาคมนักศึกษาไทยไคโรคนที่53

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221376

การศึกษา-สาธารณสุข  :  28 ม.ค. 2559

‘บังดี้’นายกสมาคมนักศึกษาไทยไคโรคนที่53

เปิดโลกการศึกษามุสลิม ตอน : ‘บังดี้’นายกสมาคมนักศึกษาไทยไคโรคนที่53

             “ทุกครั้งที่มีปัญหา ทุกครั้งที่ไม่เป็นที่พอใจกับการทำงาน ได้แต่บอกตัวเองเสมอว่า เราต้องอดทนและยิ้มกับสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมๆ กับพูดให้เบาๆ แต่ชัดเจน โกรธได้แต่อย่าเกลียด เพราะเชื่อว่าคนอียิปต์เขาชอบคนอ่อนน้อมถ่อมตน และจะเป็นที่มาของชัยชนะทั้งตัวเองและคนรอบข้าง”
             นักศึกษาไทยในประเทศอียิปต์ได้รวมตัวกันก่อตั้งสมาคมเมื่อปี 2498 พร้อมๆ กับการสืบทอด ต่อยอดกันเรื่อยมาจนมาถึงนายกสมาคมคนที่ 53 ในปัจจุบัน 2559 อียิปต์ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทั้งการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษาและเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้นักเรียนไทย 2,000 คน โดยประมาณที่ได้มาพำนักและศึกษาด้านศาสนาอยู่ในประเทศอียิปต์แห่งนี้ ต้องเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมอียิปต์
             ดังนั้นวันนี้ผู้นำนักศึกษาคนใหม่ คือ กุญแจสำคัญที่จะเข้าไปดูแลและคอยเป็นหูเป็นตาให้แก่นักศึกษาและประเทศไทยของเราในหลายองค์กรทั้งในส่วนของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร รวมถึงองค์กรอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนักศึกษา
             “บังดี้” ชื่อที่พี่ๆ น้องๆ ในอียิปต์ ต่างเรียกกัน หรือ “เอกรัฐ พิทักษ์เมธานนท์” เป็นบุตรของอาหมัด พิทักษ์เมธานนท์ กับ ฉลวย หมัดละ มีอาชีพทำธุรกิจส่วนตัว บังดี้ จบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนสุเหร่าทรายกองดิน กรุงเทพมหานคร และมัธยมศึกษาที่โรงเรียนอัตตัรกียะห์อิสลามียะห์ (นราธิวาส) หลังจากนั้นได้ศึกษาต่อด้านศาสนาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมิศบาฮุ้ลอุลูม และก่อนจะบินมาศึกษายังประเทศอียิปต์ ได้ศึกษาจนจบปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (ฉะเชิงเทรา) ชีวิตนี้ตั้งความฝันว่าอยากมีโรงเรียนสอนหนังสือเป็นของตัวเองและอยากเป็นครูผู้ให้ความรู้แก่ผู้คน สังคมมากที่สุด
             บังดี้ เดินทางสู่อียิปต์ปี ศ.ศ.2007 และเข้าศึกษามหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร คณะคุรุศาสตร์ (ตัรบียะห์) เอกอิสลามศึกษา ปัจจุบันศึกษาอยู่ระดับชั้นปีที่ 4 เป็นคณะที่นักศึกษาสนใจน้อย อาจจะเนื่องด้วยศัพท์และภาษาหนังสือส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยได้พบในตอนที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษา “ซานาวี” ที่เมืองไทย
             และที่สำคัญที่สุด เมื่อศึกษาอยู่ระดับชั้นปีที่ 3-4 จะต้องทำการฝึกสอนในโรงเรียนอาหรับ ซึ่งต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างสูง เพราะเด็กอาหรับส่วนใหญ่จะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่นิ่งและเรียบร้อยเหมือนเด็กไทย ดังนั้นการสอนนอกจากต้องใช้ความสามารถในด้านภาษาแล้วยังต้องใช้จิตวิทยาในการควบคุมเด็กๆ ให้อยู่
             “ไม่มีอะไรที่ง่ายเลยสักอย่าง การใช้ชีวิตในอียิปต์ก็เช่นกันซึ่งต่างจากคนไทยเราโดยสิ้นเชิงที่รับไม่ได้อันดับแรกเลยคือเสียงแตรรถยนต์ การพูดเสียงดังและความไม่เป็นระเบียบ แต่ด้วยการตักเตือนของรุ่นพี่ทำให้ความรู้สึกเหล่านี้ลดลงและค่อยๆ ศึกษาคนอาหรับไปด้วย เพราะเมื่อถึงจุดนี้เราจะรู้ว่าอียิปต์สอนให้เราอดทน เข้มแข็งและกล้าสู้กับปัญหา คือสิ่งที่จำเป็นที่เราทุกคนต้องมี” บังดี้ กล่าว
             ก่อนเป็นผู้นำนักศึกษา “บังดี้” เคยดำรงตำแหน่ง ปฏิคมชมรม ทัศนศึกษา ตัวแทนประธานชมรมในงานสมาคม ตัวแทนฝ่ายทะเบียนสมาคม เลขาฯ ฝ่ายประสานงานภาคกลาง 3 ปี ซึ่งการทำงานในปีนี้ เน้นเรื่องการศึกษา ต่อยอดจากปีที่แล้ว เช่น การจัดติวหนังสือให้รุ่นน้องเพิ่มมากขึ้น จัดชุมนุมเชิงวิชาการขึ้น เพื่อพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ เช่น ทักษะการพูด ทักษะการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และทักษะการร้องอนาชีต กฎ และระเบียบของมหาวิทยาลัยปีนี้ มหาวิทยาลัยจะมีการบังคับให้นักศึกษาทุกคนเข้าเรียนทุกวิชา ส่วนทางสถาบันภาษา (ตัมฮีด) มีการเปลี่ยนแปลงกฎเล็กน้อย คือให้สมาคมเป็นตัวกลางในการยื่นสมัครเข้าเรียนให้แก่นักศึกษาใหม่
             สิ่งที่อยากฝากนักศึกษาที่ต้องการมาเรียนที่นี่ ให้มาในช่วงที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรเปิดรับสมัคร ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคมโดยประมาณ เนื่องจากว่าหากนักศึกษามาก่อนการเปิดรับสมัครเป็นเวลานานจนวีซ่าหมดอายุ จะมีปัญหากับการสมัครเรียน สำหรับนักศึกษาที่ต้องการมาเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ต้องผ่านการเรียนจากสถาบันภาษา (ตัมฮีด) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อคอร์ส 540 ปอนด์อียิปต์ (ยกเว้นนักศึกษาทุนมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร)

อนุรักษ์โบราณสถานในวัด : หัวใจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221377

การศึกษา-สาธารณสุข  :  28 ม.ค. 2559

อนุรักษ์โบราณสถานในวัด : หัวใจไทย

อนุรักษ์โบราณสถานในวัด : หัวใจไทย

            ณ หอประชุมใหญ่พุทธมณฑล จ.นครปฐม เมื่อเร็วๆ นี้ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร ประธานฝ่ายสงฆ์ และ ดร.ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม ประธานฝ่ายฆราวาส ร่วมกันเป็นประธานเปิดการสัมมนาถวายความรู้แด่พระสังฆาธิการและฆราวาสผู้สนับสนุนวัดโครงการดูแลทรัพย์สินทางศิลปวัฒนธรรมของชาติของพระสังฆาธิการ จัดโดยกรมศิลปากร มีพระสงฆ์กว่า 300 รูป พร้อมด้วยฆราวาสผู้สนับสนุนวัดกว่า 100 คน เข้าร่วมการสัมมนา
            อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กรมศิลปากรมีหน้าที่ดูแลรักษามรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของวัดในการเป็นแหล่งรวมความรู้ทางด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ ประกอบไปด้วยโบราณสถาน และโบราณวัตถุ ตลอดจนประเพณี ความเชื่อ โดยมีพระสงฆ์และชาวบ้านเป็นผู้ดูแลรักษาทรัพย์สินทางศิลปวัฒนธรรมสืบต่อกันมา การจะส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์มรดกทางด้านศิลปวัฒนธรรมต่างๆ เหล่านี้ ให้ยังคงอยู่ต่อไป จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจจากพระสงฆ์และฆราวาส ซึ่งเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินต่างๆ ภายในวัดด้วย
            “การสัมมนาในครั้งนี้มีการเสวนาเรื่อง บทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลพุทธศาสนา การเสวนาเรื่อง แนวทางการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์โบราณสถานระหว่างวัดกับกรมศิลปากร และการบรรยายพิเศษ เรื่อง นโยบายกระทรวงวัฒนธรรมในด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้มีการซักถามในประเด็นปัญหาต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกัน สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์โบราณสถาน นำไปสู่ความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลพุทธศาสนา เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับข้อกำหนด กฎหมาย และระเบียบต่างๆ ตลอดจนนโยบายและการดูแลรักษาโบราณสถาน สร้างเครือข่ายในการอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ”

มทร.ธัญบุรีเจ๋งสร้าง’วงจรอิเล็กทรอนิกส์’ลดการใช้เชื้อเพลิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221287

การศึกษา-สาธารณสุข  :  27 ม.ค. 2559

มทร.ธัญบุรีเจ๋งสร้าง’วงจรอิเล็กทรอนิกส์’ลดการใช้เชื้อเพลิง

มทร.ธัญบุรีเจ๋งสร้าง’วงจรอิเล็กทรอนิกส์’ลดการใช้เชื้อเพลิง30% : อลงกรณ์ รัตตะเวทิน เรื่องและภาพ

           อาจารย์คณะวิศวะ มทร.ธัญบุรี เจ๋ง สร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อผลิตก๊าซโอโซนสำหรับใช้ในเครื่องยนต์ ช่วยลดจำนวนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 15-30% ช่วยให้เครื่องยนต์มีกำลังแรงม้า แรงบิดและอัตราเร่งที่ดีกว่า ทั้งยังผลักดันต่อยอดเชิงพาณิชย์ บุกตลาดรถยนต์ภายในประเทศ

ผศ.ดร.จักรี ศรีนนท์ฉัตร อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ในฐานะผู้คิดค้นนวัตกรรมวงจรคูณแรงดันแบบมัลติคอนโทรลเลอร์ (Multicontroller Voltage Multiplier Circuit) ร่วมกับบริษัท อิเล็กทรอนิกส์โปร ดีไซน์ จำกัด เปิดเผยว่า วงจรอิเล็กทรอนิกส์ MVMC ถือเป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับยานยนต์ ซึ่งมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ติดตั้งง่ายโดยไม่ต้องดัดแปลงแก้ไขอุปกรณ์เครื่องยนต์ใดๆ และใช้ได้กับรถยนต์ทั้งเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องดีเซล

ผศ.ดร.จักรี กล่าวว่า ปัจจุบันปริมาณการใช้รถยนต์มีอัตราการเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ ในข้อมูลเชิงเทคนิคเป็นที่รู้กันว่า ขณะที่เครื่องยนต์เกิดการสันดาป เครื่องยนต์ต้องการก๊าซออกซิเจนและจะเปลี่ยนเป็นก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ดังนั้น การสันดาปที่ดี เครื่องยนต์จึงต้องการก๊าซออกซิเจนที่บริสุทธิ์ จึงได้คิดค้นวงจร MVMC เพื่อผลิตก๊าซโอโซนด้วยสนามไฟฟ้าความถี่สูงเพื่อให้ใช้ในเครื่องยนต์ ซึ่งจะลดจำนวนก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ โดยวงจรนี้จะทำหน้าที่เปลี่ยนก๊าซออกซิเจนให้กลายเป็นก๊าซโอโซน ทำให้เครื่องยนต์เพิ่มการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และช่วยเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์

“หลักการทำงานของวงจร MVMC จะสั่งงานผ่านตัวคอนโทรลเลอร์ โดยปล่อยประจุไฟฟ้าผ่านตัวกลางรูปทรงใบพัดที่ติดตั้งอยู่ในท่อไอดี ซึ่งสามารถปล่อยประจุได้เสถียรและมีความหนาแน่นมาก เพื่อให้ในท่อไอดีเกิดปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจน ทำให้มีก๊าซโอโซนเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้ปริมาณก๊าซออกซิเจนในห้องเผาไหม้มีมากขึ้นกว่าเดิม 1.5 เท่า เนื่องจากการเข้าไปแตกตัวของก๊าซโอโซนในห้องเผาไหม้ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ รถยนต์มีกำลังแรงม้า แรงบิดที่สูงขึ้น เนื่องจากการเผาไหม้ทำได้สมบูรณ์ขึ้น ทำให้รถยนต์สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลกว่าเดิม ในขณะที่การจ่ายน้ำมันเท่าเดิม จากการทดสอบจริง พบว่า สามารถประหยัดน้ำมันได้มากกว่า 15-30 เปอร์เซ็นต์และลดปริมาณควันดำได้มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์” ผศ.ดร.จักรี กล่าว

ผศ.ดร.จักรี กล่าวต่อไปว่า มทร.ธัญบุรี และบริษัท อิเล็กทรอนิกส์โปร ดีไซน์ จำกัด ยังร่วมมือกับ บริษัท อินครีส ประเทศไทย จำกัด ในการทดสอบและออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อต่อยอดผลงานนวัตกรรมให้มีความสมบูรณ์แบบและสร้างมูลค่าเพิ่ม นำไปสู่เชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ บุกตลาดรถยนต์ภายในประเทศ มุ่งเจาะตลาดในกลุ่มเทคโนโลยี พลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยเปิดตัวสินค้าในชื่อ “INCREASE” นวัตกรรมเพิ่มพลังเครื่องยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อม ลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเครื่องยนต์ในระยะยาว และได้รับใบรับรองคุณภาพ RoHS มาตรฐานเพื่อสิ่งแวดล้อม จาก International Testing Service Co.,Ltd. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.0-2549-4990


สานพลังยกระดับอาชีวะขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221286

การศึกษา-สาธารณสุข  :  27 ม.ค. 2559

สานพลังยกระดับอาชีวะขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

สานพลังยกระดับอาชีวะขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ : สุชาดา สอนกริ่ม นักศึกษา มรภ.บุรีรัมย์

            การเปลี่ยนแปลงทางสภาวะเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของประเทศที่เป็นอยู่ในขณะนี้ส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษาเป็นอย่างมาก หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางในการจัดการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และเพื่อให้ผู้สำเร็จด้านอาชีวศึกษามีโอกาสทำงานมากขึ้น

งานสานพลังประชารัฐ ยกระดับคุณภาพวิชาชีพอาชีวศึกษา จึงเกิดขึ้น ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) ที่โรงแรมสยามเคมเปนสกี้ กรุงเทพฯ ทั้ง 3 กระทรวงได้จับมือ 13 องค์กรเอกชนชั้นนำระดับประเทศและภาคประชาสังคม เพื่อสานพลังประชารัฐ ยกระดับคุณภาพวิชาชีพอาชีวศึกษา เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทัดเทียมเวทีโลก ตั้งเป้าเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 2 ปี

โดยสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) จะยกระดับมาตรฐานอาชีพ พัฒนามาตรฐานและคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อรับรองสมรรถนะบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ 3 แสนคน ภายในปี 2563 เน้นการพัฒนากำลังคนในธุรกิจการบิน รถไฟความเร็วสูงและระบบราง ไอซีที การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ และการยกระดับฝีมือกำลังคนในธุรกิจสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนและภาคประชาสังคมในครั้งนี้ เป็นไปตามมติของคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ที่ทำหน้าที่ร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วน ลดความเหลื่อมล้ำ การยกระดับคุณภาพคนและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยอาศัย 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1.ธรรมาภิบาล 2.นวัตกรรมและผลิตภาพ 3.การพัฒนาทุนมนุษย์ 4.การมีส่วนร่วมในความมั่งคั่ง

พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ กล่าวว่า คณะทำงาน มีภารกิจหลัก 5 ประการ คือ 1.การสร้างค่านิยมหรือแรงจูงใจให้เด็กมาเรียนอาชีวะมากขึ้น 2.การผลิตผู้เรียนอาชีวะในสาขาที่ขาดแคลนให้ปริมาณเพียงพอต่อการพัฒนาประเทศ 3.การสร้างคุณภาพให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนอาชีวะ 4.การสร้างอาชีวะให้มีความเป็นเลิศในแต่ละด้าน 5.ให้อาชีวะมีความเป็นสากลและมีความร่วมมือกับต่างประเทศมากขึ้น

“รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชนด้านการยกระดับฯ กล่าวว่า แนวทางการขับเคลื่อนด้านการยกระดับวิชาชีพฯ แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะแรก (Quick Win) จะใช้เวลา 6 เดือน ว่าด้วย 1.การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ (Re-Branding) เพื่อสร้างแรงจูงใจผ่านภาพลักษณ์ที่ดีกับกลุ่มเป้าหมายทั้งทางตรงและทางอ้อม 2.สร้างสถาบันต้นแบบ (Excellence Model Schools) ซึ่งจะได้พิจารณาคัดเลือกสถานศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ มีรูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสม 3. ร่วมกันพัฒนาฐานข้อมูล (Database) ทั้งในส่วนอุปสงค์ของความต้องการแรงงานวิชาชีพ และอุปทานแรงงานวิชาชีพที่เรียนจบมา เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ โดยเน้นความเร่งด่วนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่

ส่วนในระยะกลางและระยะยาว (Medium & Long term) คณะทำงานมีแผนที่จะ 1.กำหนดมาตรฐานทักษะวิชาชีพการเรียนการสอน การจ้างงาน ค่าตอบแทน ฯลฯ ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความรู้ความสามารถ และทักษะฝีมือ 2.แก้ไขกฎหมายเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อภาพรวมการยกระดับคุณภาพวิชาชีพอาชีวศึกษา 3.ส่งเสริมการยกระดับคุณภาพวิชาชีพอาชีวศึกษาให้ยั่งยืน 4.ผลักดันให้มีหน่วยงานที่รวบรวม ฐานข้อมูลของวิชาชีพอาชีวศึกษาให้เป็นรูปธรรม 5.พัฒนาหลักสูตรและครูผู้สอน โดยมีสถาบันพัฒนาครูระดับอาชีวศึกษา

“ทุกภาคส่วนจะร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจังเพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยมีกำหนดระยะเวลาเริ่มต้น 2 ปี และเมื่อครบ 2 ปีแรกแล้ว ทุกฝ่ายจะมาประเมินผลการทำงานและพิจารณาทบทวนร่วมกันอีกครั้ง ซึ่งต้องยอมรับว่า ภารกิจเพื่อชาตินี้ เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอีกมาก เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ทุกฝ่ายได้ยึดถือร่วมกันเป็นพันธสัญญา” นายรุ่งโรจน์ กล่าว

“วีระชัย ศรีขจร” ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ สคช. กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2558 ได้จัดทำมาตรฐานอาชีพไปแล้ว 36 สาขาวิชาชีพ เช่น บริการยานยนต์ โลจิสติกส์ ผู้ประกอบอาหารไทย สปา จัดดอกไม้ ตัดเย็บเสื้อผ้า ไอซีที แท็กซี่ ช่างทำผม แมคคาทรอนิกส์ ธุรกิจถ่ายภาพ อุตสาหกรรมการพิมพ์ เป็นต้น พร้อมทั้งจัดตั้งองค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ 52 แห่ง 14 สาขาวิชาชีพ และกระตุ้นเป้าหมายในพื้นที่ผ่านการจัดกิจกรรมโอเพ่นเฮ้าส์ ร่วมกับองค์กรรับรองต่างๆ ซึ่งจัดให้มีการประเมินสมรรถนะบุคคลไปแล้ว 10,565 คน ใน 11 สาขาวิชาชีพ ได้รับใบรับรองคุณวุฒิวิชาชีพแล้ว 7,744 คน

ส่วนปีงบประมาณ 2559 มีแผนให้มีองค์กรรับรอง 50 แห่ง ใน 19 สาขาวิชาชีพ มีเป้าหมายในการมอบใบประกาศนียบัตรคุณวุฒิวิชาชีพ และหนังสือรับรองมาตรฐานอาชีพให้แก่ผู้เข้ารับและผ่านการประเมินสมรรถนะบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ จำนวน 1.6 หมื่นคน, ปี 2560 จำนวน 3 หมื่นคน, ปี 2561 จำนวน 5 หมื่นคน, ปี 2562 จำนวน 8 หมื่นคน และคาดว่า จะสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย 3 แสนคน ภายในปีงบประมาณ 2563

“การพัฒนากำลังคนภาคธุรกิจการบินจะดำเนินการภายในเดือนมกราคม 2559 คาดว่ามีกำลังคนในสาขาวิชาชีพนี้กว่า 5,000 คน ส่วนวิชาชีพเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และดิจิทัลคอนเทนต์ หรือไอซีที ถือเป็นสาขาที่ขาดแคลนกำลังคนเร่งดำเนินการจัด เพื่อรองรับบุคลากร คาดว่าจะเพิ่มจาก 5 แสนคน เป็น 1 ล้านคน ในอนาคต โดยได้นำหลักเกณฑ์ของประเทศญี่ปุ่น (NIPA) และเกาหลีใต้ (IITP) มาประยุกต์ใช้ในการทดสอบคุณวุฒิวิชาชีพด้วย” ผู้อำนวยการ สคช.กล่าวทิ้งท่าย


รมว.สธ.หนุนพัฒนาคุณภาพชีวิตมุสลิมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221268

การศึกษา-สาธารณสุข  :  26 ม.ค. 2559

รมว.สธ.หนุนพัฒนาคุณภาพชีวิตมุสลิมไทย

รมว.สธ.หนุนพัฒนาคุณภาพชีวิตมุสลิมไทย เดินหน้าโครงการ“มัสยิดปลอดบุหรี่100%” สสส. เป้าลดรณรงค์ลดผู้สูบเหลือ 10% เพื่อสุขภาวะที่ดีตามหลักศาสนา

           วันที่ 23 ม.ค. ที่มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับมูลนิธิสร้างสุขมุสลิมไทย(สสม.) และแผนงานสร้างสุขมุสลิมไทย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดงานมหกรรมอาหารและวัฒนธรรมมุสลิมไทย ครั้งที่ 6 ภายใต้แนวคิด “เลิกบุหรี่บ้านละคน” โดยภายในงานมีการสัมมนาวิชาการและนำเสนอผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะมุสลิมในด้านต่างๆ นิทรรศการให้ความรู้แนวทางการเลิกบุหรี่โดยใช้หลักการทางศาสนา การออกร้านแนะนำอาหารพื้นบ้านมุสลิม เป็นต้น โดย ศ.นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และประธานในพิธี กล่าวว่า การสร้างเสริมสุขภาพในกลุ่มมุสลิมต้องเป็นประเด็นที่ สธ.ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เกิด “มัสยิดปลอดบุหรี่” ทั้ง 100% ตามกฎหมาย ปัจจุบันพบว่ามีมัสยิดปลอดบุหรี่เพียง 15% เป็นเรื่องที่ต้องร่วมมือกับทำงานต่อไปเพื่อให้เกิดมัสยิดปลอดบุหรี่ได้ทั้ง 100% และเป็นไปในรูปแบบที่จริงจังยั่งยืน

ด้าน ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. สนับสนุนให้เกิดการสร้างเสริมสุขภาวะในกลุ่มมุสลิมไทยที่มีนกว่า 3.4 ล้านคนทั่วประเทศ โดยร่วมกับ สสม.พัฒนาองค์ความรู้ประเด็นสุขภาวะของมุสลิมไทยที่สอดคล้องกับหลักการทางศาสนาอิสลาม เพื่อสร้างความตระหนักในปัจจัยเสี่ยงและปัญหาสุขภาพของในสังคมมุสลิมไทย โดยเฉพาะพิษภัยของบุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบต่างๆ ที่ผ่านมาได้ร่วมกับสนับสนุนให้เกิด “มัสยิดปลอดบุหรี่” กว่า 570 แห่ง คิดเป็น 15% ของมัสยิดทั่วประเทศ และมีจังหวัดที่ประกาศให้มัสยิดทุกแห่งในจังหวัดเป็นมัสยิดปลอดบุหรี่ 15 จังหวัด ซึ่งมัสยิดปลอดบุหรี่จะเป็นกลไกสนับสนุนให้พี่น้องมุสลิมร้อยละ 22.9 คนที่สูบบุหรี่อยู่เข้าสู่กระบวนการช่วยเลิกบุหรี่ได้ และคุ้มครองสุขภาพของผู้เข้ามาปฏิบัติศาสนกิจในมัสยิดจากควันบุหรี่มือสอง และในระยะต่อไปสสส.และภาคีมีเป้าหมายในการร่วมกันลด ละ เลิกการสูบบุหรี่ในกลุ่มพี่น้องมุสลิมไทยลงอย่างน้อยร้อยละ 10 ในพื้นที่เป้าหมาย ภายในปี 2560 โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่มีพี่น้องมุสลิมไทยสูงสุด

นายดาวุด  ทับอุไร ประธานจัดงาน กล่าวว่า งานมหกรรมอาหารและวัฒนธรรมมุสลิมไทย “มหกรรมอาหารและวัฒนธรรมมุสลิมไทย ครั้งที่ 6” ภายใต้แนวคิด “เลิกบุหรี่บ้านละคน” เป็นงาน “รวมพลคนรักสุขภาพ” ที่รวบรวมกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับสุขภาพ และคุณภาพชีวิตในวิถีอิสลามไว้มากมาย เพื่อเผยแพร่วิธีการดูแลสุขภาวะมุสลิมไทยตามแนวทางของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ.ล.) อย่างถูกต้องตามหลักการ  และวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำเสนอประเด็นเรื่องอันตรายของการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ โดยเฉพาะบุหรี่และยาเส้น ภายใต้แนวคิด “เลิกบุหรี่บ้านละคน” เพื่อให้สังคมมุสลิมไทยได้รับรู้และตระหนักถึงพิษภัยของบุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบต่างๆ  ต่อไป


ศธ.ปลื้มผล’ลดเวลาเรียนฯ-สานฝันกีฬาฯ5จว.ใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221267

การศึกษา-สาธารณสุข  :  26 ม.ค. 2559

ศธ.ปลื้มผล’ลดเวลาเรียนฯ-สานฝันกีฬาฯ5จว.ใต้

ศธ.ปลื้มผล’ลดเวลาเรียนฯ-สานฝันกีฬาฯ5จว.ใต้ ครู – ผู้ปกครองประสานเสียงการันตีฉลุย ชื่อเด็กมีความสุขเพิ่ม เหตุได้ทำในสิ่งที่ชอบ

             ตามที่รัฐบาล โดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ควบคู่ไปกับโครงการ “สานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้” เพื่อยกระดับ และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันประกอบด้วย จ.นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสงขลา มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 จนถึงวันนี้เป็นระยะเวลาเกือบ 3 เดือน ล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการ ได้สำรวจผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินนโยบายในช่วงแรกพบว่า ทั้งครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ต่างพึงพอใจ และพร้อมให้การสนับสนุนในส่วนของนโยบายลดเวลาเรียนฯ ขณะที่โครงการสานฝันกีฬาฯก็มีเด็กและเยาวชนสนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก เพื่อสานฝันการเป็นนักกีฬาทีมชาติหรือนักกีฬาอาชีพในอนาคต นักเรียนในโรงเรียนพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกภูมิใจที่ได้มาศึกษาในโรงเรียนที่มีกิจกรรมนี้ เพราะได้เล่นกีฬาที่ชื่นชอบ ได้ทำตามความฝันในการเป็นนักกีฬาทีมชาติ และยังได้ความรักสามัคคี พร้อมขอบคุณรัฐบาลที่ให้โอกาสเด็กๆจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย

นายอาดุลย์ พรมแสง ผู้อำนวยการ (ผอ.) สำนักงานเขตพื้นที่การ ศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ยะลา 1 เปิดเผยว่า สำหรับ จ.ยะลา มีโรงเรียนเข้าร่วมนโยบายลดเวลาเรียนฯ จำนวน 11 โรงเรียน หลังจากที่ได้ดำเนินการมากว่า 2 เดือน พบว่าเด็กมีความสนใจในการร่วมกิจกรรมเสริม โดยเฉพาะ ร.ร.บ้านโกตาบารู อ.รามัน ที่การดำเนินการน่าพึงพอใจอย่างมาก

“เด็กๆมักจะถามว่าในแต่ละวันจะเรียนอะไร โดยเฉพาะการเล่นกีฬา ดนตรี และการเรียนประกอบอาชีพเสริม ที่เด็กๆชอบกันมาก เพราะเด็กไม่ได้หวังแค่เรียนรู้เท่านั้น แต่มีความมุ่งมั่นอยากจะทำเป็นอาชีพด้วย” นายอาดุลย์ กล่าว

ขณะที่ ส.ต.ท.มะปอซี อาแว ครูผู้สอน ร.ร.บ้านโกตาบารู กล่าวว่า เด็กๆมีโอกาสได้ทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบและถนัด ทั้งจากนโยบายลดเวลาเรียนฯ และโครงการสานฝันกีฬาฯ ส่งผลให้เด็กนักเรียนทำในสิ่งนั้นๆได้ดี เช่นเดียวกับ ด.ช.อิฟรอน เจ๊ะอาแว นักเรียน ร.ร.บ้านโกตาบารู ที่แสดงความชื่มชอบนโยบายลดเวลาเรียนฯ โดยให้เหตุผลว่า ทำให้สามารถเลือกทำกิจกรรมในสิ่งที่ชอบได้มากขึ้น ส่งผลให้มั่นใจในตัวเอง และสุขภาพแข็งแรง ซึ่งผู้ปกครอง ด.ช.อิฟรอน ก็ระบุว่า หลังเลิกเรียนเด็กๆส่วนใหญ่ก็ได้เล่นฟุตบอลเสริมทักษะการเล่นกีฬา แต่ผลการเรียนก็ไม่ตก และยังดีขึ้นด้วย

ในส่วนโครงการสานฝันการกีฬาฯใน จ.ยะลา นายดุลลาภ ตาเล๊ะ ผอ.ร.ร.เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ยะลา ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี กล่าวว่า โรงเรียนรับนโยบายและเป็นโรงเรียนต้นแบบ ที่นำหลักสูตรการศึกษาวิทยาศาสตร์กีฬา ให้นักเรียนที่มีความเชี่ยวชาญในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการศึกษาในระบบที่ดี และมีโอกาสทางการศึกษาที่ดีต่อไป ซึ่งก็เป็นความภาคภูมิใจของผู้ปกครอง

ด้าน นายนิพัฒน์ มณี ผอ.สพป. นราธิวาส 1 บอกว่า ก่อนหน้านี้ในพื้นที่มีเหตุการณ์ความรุนแรง ประกอบกับนักเรียนใช้เวลาไปกับการเรียนเพียงอย่างเดียว ทำให้มีความเครียด หลังจากที่รัฐบาลได้ให้นโยบายลดเวลาเรียนฯ สังเกตได้ว่ นักเรียนมีความสุขเพิ่มขึ้นและมีพัฒนาการด้านต่างๆ ขณะที่ผู้ปกครองและนักเรียนต่างชื่นชอบที่มีกิจกรรมหลากหลาย ทำให้ผลการดำเนินงานและการตอบรับมีความคืบหน้าไปมาก ทั้งยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ต้องขอขอบคุณที่รัฐบาลจัดโครงการนี้ขึ้น

นายนิกร เซ้งเถียร ผอ.ร.ร.รือเสาะชนูปถัมภ์ ต.รือเสาะ เปิดเผยว่า สำหรับโครงการสานฝันการกีฬาฯนั้น เราได้เปิดโอกาสให้นักเรียนที่ศึกษาชั้น ม.4 ได้เรียนหนังสือควบค่ำไปกับการเล่นกีฬาที่ตัวเองชื่นชอบ และมีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนมาก ส่งผลในปีนี้ทางโรงเรียนขยายแผนการเรียนเพิ่มอีก 2 แผน เชื่อว่าเป็นการตอบโจทย์ให้นักเรียนจังหวัดชายแดนใต้ที่ไม่มีโอกาสเหมือนพื้นที่อื่นๆได้อย่างดี

นายนิรุตต์ โว๊ะนิเน็ง ครูผู้ฝึกสอนกีฬาฮอคกี้ ร.ร.รือเสาะชนูปถัมภ์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวนับเป็นการจุดประกายและความฝันให้เด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา เพราะจุดมุ่งหมายของตนคือเด็กทุกคนต้องเรียนหนังสือ โครงการนี้จึงเป็นการเติมเต็มอนาคตของเด็ก

อีกด้านที่ จ.ปัตตานี นายพิภพ ทองแดง ผอ.สพป. ปัตตานี เขต 1 กล่าวว่า ในสำนักงานเขตพื้นที่มีโรงเรียนนำร่องนโยบายลดเวลาเรียนฯ 14 โรงเรียน ใน 4 อำเภอ ขณะที่โรงเรียนอิสลามแบบเข้ม ก็จัดกิจกรรมได้โดยไม่ส่งผลกระทบแต่อย่างใด และจากการที่สอบถามนักเรียนมีความพึงพอใจ เรียนอย่างมีความสุข ขณะเดียวกันผู้ปกครองก็พึงพอใจ

ขณะที่ นายสมาน เจ๊ะเตะ ผอ.ร.ร.บ้านบูดี อ.ยะหริ่ง กล่าวว่า โรงเรียนได้จัดกิจกรรมที่หลากหลาย ส่วนหนึ่งจะล้อกับคู่มือที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดให้ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียนคือ เด็กๆต่างมีความสุข สนุกสนาน และได้ความรู้ ขณะที่นักเรียนในโรงเรียนก็ระบุว่า ชื่นชอบการเรียนประกอบวิชาชีพ เพราะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และมีความรู้

สำหรับโครงการสานฝันการกีฬาฯในพื้นที่ จ.ปัตตานี นายธนู นูนน้อย ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การ ศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 15 จ.ปัตตานี กล่าวว่า ในส่วนที่รับผิดชอบมี 4 โรงเรียน และจะมีการเปิดกีฬาที่นักเรียนให้ความสนใจอย่าง ฟุตบอล วอลเลย์บอลชาย-หญิง เซปักตระกร้อ เทควันโด้ และแบดมินตัน และขอขอบคุณรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา และการกีฬาของเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ขณะที่ นายอภิชัย หมุดทอง ผู้ปกครอง กล่าวว่า เป็นโครงการที่ดีมาก อย่างน้อยเด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะได้มีโอกาสที่ดี ในเรื่องกีฬา เพื่อพัฒนาศักยภาพให้เด็กไปสู่วงการกีฬาของไทย และยังช่วยให้ห่างไกลยาเสพติดิดด้วย

ขณะที่นโยบายลดเวลาเรียนฯใน จ.สงขลา  นายคมสันต์ อุยสกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเคลียง ยืนยันว่า ได้รับการตอบรับจากคนในพื้นที่เป็นอย่างดี ซึ่งก็ได้จัดตารางสอนในภาคบ่ายเป็นการเรียนชุมนุม โดยเฉพาะกีฬามวยไทย ที่มีผลงานชนะเลิศในเวทีต่างๆ และนักเรียนยังได้ออกกำลังกาย ส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ซึ่ง ด.ญ.วรรณิดา ขะหวีดาโอะ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระบุว่า ได้เล่นกีฬา ฝึกอาชีพมากขึ้น ไม่เคร่งเครียดในการเรียน แต่ผลการเรียนก็ดีขึ้นด้วย

ในส่วนของโครงการสานฝันกีฬาฯ นายมานพ จุลวรรณลีย์ ผ.อ.นาทวีวิทยาคม กล่าวว่า โรงเรียนได้เตรียมหลักสูตรให้นักเรียนมีทักษะทางด้านกีฬา โดยเน้นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้เป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพ โดย ด.ช.มัชานนท์ โชติกร นักเรียนชั้น ม. 2 กล่าวว่า เป็นโครงการที่ดีสำหรับเด็กในจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อก้าวสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพ ให้สามารถเลี้ยงตนเองได้ ขณะที่ด.ญ.ศิริลักษณ์ หลีแหละ ระบุว่า ส่วนตัวชอบเล่นกีฬา และอนาคตอยากเป็นพยาบาลด้วย การศึกษานี้สามารถเป็นโอกาสให้เป็นได้ทั้งสองอย่างคู่กันไป

ที่ จ.สตูล นายจักรี วัฒนะ ผอ.ร.ร.บ้านกาลูบี เป็ดเผยว่า โรงเรียนบ้านกาลูบีเป็นโรงเรียนนำร่องโครงการ ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ทำให้นักเรียนสามารถเรียนรู้นอกห้องเรียน มีความสนุกสนามกับกิจกรรมภาคปฏิบัติตามความสนใจ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมทักษะด้านการประกอบอาชีพ เช่น การทำอาหารคาวหวาน ทำขนม ที่เชิญวิทยากรท้องถิ่นหรือผู้ปกครองมาร่วมด้วย ส่งผลให้โรงเรียนและชุมชนมีความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

ด้านนายพรพล หลังจิ ครูผู้สอน กล่าวว่า ถือเป็นโครงการที่ส่งเสริมให้เด็กใช้ทักษะชีวิตในแต่ละวัน และรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ซึ่งเป็นผลดีต่อตัวเด็กเอง และต่อสังคมและชุมชน

สำหรับความเป็นรู้สึกของผู้ปกครองนั้น นางรอฮีม๊ะ ปันคีกา ผู้ปกครองนักเรียน ระบุว่า ดีใจที่มีโครงการนี้ เพราะทำให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมกับโรงเรียน เมื่อเด็กกลับไปบ้านก็สามารถนำความรู้ที่ได้ไปช่วยเหลือพ่อแม่ และอยากให้มีโครงการแบบนี้เกิดขึ้นต่อไป ขณะที่นักเรียนในโรงเรียนต่างเห็นชื่นชอบโครงการนี้ โดยเฉพาะการเรียนทำสิ่งประดิษฐ์ โดย ด.ญ.คอลีย๊ะ กอหลำ กล่าวว่า ชอบการประดิษฐ์กระปุกออมสิน เพราะนำไปใช้ได้ที่บ้าน ทำให้มีเงินออม


ความเหมือนบนความแตกต่าง2ม.ดังเอแบค-ม.อีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221208

การศึกษา-สาธารณสุข  :  26 ม.ค. 2559

ความเหมือนบนความแตกต่าง2ม.ดังเอแบค-ม.อีสาน

ความเหมือนบนความแตกต่าง 2 ม.ดัง เอแบค-ม.อีสาน ถูกควบคุมตาม ‘มาตรา 86’

      ความขัดแย้งของ “มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือเอแบค” ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2558 จวบจนขณะนี้ ดูท่าจะเข้าข่าย “น้ำผึ้งหยดเดียว” ทำลายล้าง สร้างความเสียหายให้แก่ม.เอกชน เก่าแก่ มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับจากนักศึกษาชาวไทย และต่างชาติ ล่าสุด “พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ต้องใช้ยาแรง ตามมาตรฐาน 86 (4) วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาบังคับใช้ คือ แต่งตั้งคณะกรรมการเข้าไปดูแล ทำหน้าที่คล้ายสภามหาวิทยาลัย เป็นคนกลางเข้าไปช่วยดูแล ขจัดปัญหาภายในของมหาวิทยาลัยที่เกิดจากเหล่าผู้บริหารที่แย้งชิงอำนาจด้วยหวั่นลุกลามส่งผลกระทบต่อนักศึกษา
      พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชนพ.ศ.2546 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 ระบุว่า มาตรา 86 เมื่อสถาบันอุดมศึกษาเอกชนใดมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) ไม่มีทุนพอจะดำเนินการต่อไป หรือมีหนี้สินเกินทรัพย์สินหรือมีฐานะการเงินไม่มั่นคงอันอาจเกิดความเสียหายแก่สถาบันอุดมศึกษาเอกชน (2) ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวง เงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนด หรือประกาศที่ออกหรือกำหนดตามพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนหรือคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ในเมื่ออาจทำให้เกิดความเสียหายแก่สถาบันอุดมศึกษาเอกชนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐมนตรีซึ่งสั่งการตามมาตรา 100 วรรคสาม
 (3) หยุดสอนเกินสองเดือนติดต่อกันเว้นแต่เป็นการหยุดสอนตามข้อกำหนดของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน และ (4) สภาสถาบัน กรรมการสภาสถาบันอธิการบดีคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือนักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนดำเนินการอันเป็นภัยอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงหรือความปลอดภัยของประเทศวัฒนธรรมของชาติความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนอยู่ในความควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาและให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยกรรมการไม่น้อยกว่าห้าคนแต่ไม่เกินสิบห้าคนทำหน้าที่แทนสภาสถาบันและให้ประกาศคำสั่งควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยกำหนดเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสามวัน
      ฉะนั้น จากมาตรา 86 (4) กำหนดไว้ว่า ถ้ามหาวิทยาลัยเอกชน เกิดเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ จากทั้งหมด 4 สาเหตุข้างต้น กรณีของ ม.เอแบค ถือได้ว่ามีความรุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรม ความสงบและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 86 (4)”
      ว่ากันว่า การควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน “พล.อ.ดาว์พงษ์” มีคำสั่งควบคุมและแต่งตั้งกรรมการควบคุม ไม่น้อยกว่า 5 คนแต่ไม่เกิน 15 คน จากนั้นประกาศคำสั่งควบคุมในหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทย ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 วัน นอกจากนั้น ห้ามอธิการบดี คณาจารย์ประจำ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่จะได้รับมอบหมายจากกรรมการควบคุม และส่งมอบทรัพย์สิน สมุดบัญชี เอกสาร และสิ่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้แก่คณะกรรมการควบคุมโดยไม่ชักช้า
      ทั้งนี้ สถาบันอุดมศึกษาอาจอุทธรณ์คำสั่งควบคุมได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งและรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการอุทธรณ์คำสั่งควบคุม เพื่อเสนอความเห็นประกอบการพิจารณา ซึ่งกรณีอุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น คณะกรรมการควบคุมก็จะพิจารณาควบคุมต่อไป แต่หากอุทธรณ์ฟังขึ้น คณะกรรมการควบคุมก็จะพิจารณายกเลิกคำสั่งควบคุม โดยการควบคุม ม.เอแบค คาดว่าจะมีการออกคำสั่งควบคุมเร็วๆ นี้
      แน่นอนว่า “ม.เอแบค” เป็น ม.เอกชนแห่งแรกที่ถูกควบคุมด้วยเหตุจากความขัดแย้งของผู้บริหารที่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายระหว่างกลุ่ม “ภราดาบัญชา แสงหิรัญ และภราดาสุรสิทธิ์ สุขชัย นายกสภา ฯ รวมถึงกรรมการสภาฯ อีกกลุ่ม” กับด้าน “ดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล และกรรมการสภาฯ อีกกลุ่มหนึ่ง” ไม่สามารถหาข้อยุติได้ว่าใครเป็นกลุ่มที่เหมาะบริหารมหาวิทยาลัย เมื่อทั้ง 2 ฝ่าย อ้างสิทธิ์ผู้บริหารตามกฎหมายด้วยกันทั้งสิ้น
      การตั้งคณะกรรมการกลาง หรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกเข้าไปควบคุมบริหารงาน แทนผู้บริหารดั่งเดิมของมหาวิทยาลัยย่อมไม่ใช่เรื่องดี โดยเฉพาะความเชื่อมั่น ภาพลักษณ์ แต่กรณีของ “ม.เอแบค” ก็ไม่ร้ายแรงถึงขั้นยกเลิกเพิกถอนใบอนุญาต เฉกเช่น มหาวิทยาลัยอีสาน หรือมอส. ม.เอกชน ที่ถูกมาตรฐาน 86 (4) วรรคสอง ถูกตั้งกรรมการควบคุม และปิดฉากลงอย่างถาวร
      หากย้อนอดีตไปเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ม.เอกชน ที่ถูกใช้มาตรฐาน 86 (4) วรรคสอง จนเป็นข่าวคาว มีเพียง “มอส.” มหาวิทยาลัยฉาวซื้อขายวุฒิ ได้ขายใบประกาศนียบัตรบัณฑิตให้แก่นักศึกษาที่ต้องการเป็นครู (ป.บัณฑิต) จนพบทุจริตกลโกงอุดมศึกษา เอาผิดผู้บริหารพร้อมตั้งคณะกรรมการควบคุมเข้าไปช่วยบริหารงาน ช่วยเยียวยานักศึกษาให้ได้ใบรับปริญญา
      ผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าไปช่วยเยียวยานักศึกษา นำทีมโดย “ศ.เกียรติคุณ ดร.สุมนต์ สกลไชย” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยอีสาน ต่อมาเป็นผู้ชำระบัญชี มอส.ทำหน้าที่เคลียร์ปัญหาทั้งเรื่องการบริหารการศึกษา รวมถึงทรัพย์สิน หนี้สินต่างๆ ก่อน มอส.จะหมดสภาพการเป็นมหาวิทยาลัย
      “มอส.” มีความชัดเจนแน่ชัด เป็นการจัดการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพ เนื่องจากเปิดหลักสูตรเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง เพราะครุสภาไม่รับรองหลักสูตร ทำให้เด็กที่จบออกมาจำนวนมากไม่ได้รับปริญญา ก่อนนำไปสู่กระบวนการคืนความเป็นธรรมให้แก่นักศึกษา และเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัยอีสาน มีผลวันที่ 31 ตุลาคม 2555 นำไปสู่การสั่งปิดมหาวิทยาลัย และจำหน่ายทรัพย์สินทั้งหมด เพื่อเอาเงินมาคืนนักศึกษาที่เสียค่าหน่วยกิต
      เปรียบเทียบระหว่างกรณีของ “มอส. กับ ม.เอแบค” ว่ากันด้วยเหตุของการใช้ มาตรฐาน 86 (4) วรรคสอง ของทั้ง 2 สถาบัน ต้องยอมรับว่ามีความแตกต่างกันอย่าชัดเจน โดยในส่วนของ ม.เอแบค เป็นความขัดแย้งของเหล่าผู้บริหารภายใน ไม่ได้เข้าข่ายฉ้อโกงธุรกิจทางการศึกษาอย่าง มอส.ที่ไปเปิดจัดการศึกษานอกที่ตั้งไร้คุณภาพ เอาเปรียบนักศึกษา แต่ของ ม.เอแบค สะท้อนหลักธรรมาภิบาล ไม่ยอมกันของเหล่าผู้บริหาร
      ถ้าวิเคราะห์ไปถึงการแก้ไขปัญหาของ ม.เอแบค ว่าจะไปทิศทางใด หลายฝ่ายมองว่า เป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้ง่ายๆ ขอเพียงผู้บริหารทั้งสองฝ่าย “ต้องเปิดใจ จับเข่าคุยกัน ถอยคนละก้าว และกลับมาทบทวนแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพราะถ้าคิดว่าจะทำเพื่อมหาวิทยาลัยจริงๆ คงมีทางออกได้ไม่ยาก”  หากทั้งสองฝ่ายยังเข้าข้างตนเอง มุ่งถูกผิดตามผลประโยชน์ของตนเอง ทางออก “ม.เอแบค” คงถึงทางตัน
      สภาพปัจจุบันของ ม.เอแบค แม้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อนักศึกษาที่กำลังเรียนในทางกายภาพ “แต่ความรู้สึก การไว้วางใจ เชื่อมั่นต่อมหาวิทยาลัยแห่งนี้สั่นคลอนอย่างแน่นอน” เพราะคงไม่มีใครอยากเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสีย ฉาวโฉ่ของเหล่าผู้บริหาร คงได้แต่หวังพึ่ง “คณะกรรมการควบคุม” ที่ “พล.อ.ดาว์พงษ์” วาดหวังเอาไว้ว่าคณะกรรมการควบคุมจะเข้าไปคัดเลือก ผู้ดำรงตำแหน่งรักษาการอธิการบดี แก้ปมความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพื่อนำเอแบคกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่ร้อนระอุอย่างทุกวันนี้ คงต้องช่วยกันภาวนาให้มหากาพย์ชุลมุนของเหล่าผู้บริหารเอแบค ปิดฉากลง

สธ.แจงชายโอมานป่วย‘เมอร์ส’ยังทรง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221196

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 ม.ค. 2559

สธ.แจงชายโอมานป่วย‘เมอร์ส’ยังทรง!

สธ.แจงชายโอมานป่วย ‘เมอร์ส’ อาการยังทรงตัว เผยเพิ่มกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงเป็น 40 คน แต่ติดตามเข้าพื้นที่กักตัวได้ 32 คน

       ความคืบหน้ากรณีประเทศไทยตรวจพบผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือเมอร์ส รายที่ 2 เป็นชายวัย 71 ปี ชาวโอมาน และรับเข้ารักษาตัวที่สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2559 พร้อมกับเฝ้าระวังผู้สัมผัสผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง จำนวน 37 ราย
       ล่าสุด เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 25 มกราคม 2559 ที่กรมควบคุมโรค(คร.) นายแพทย์อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงข่าวว่า ขณะนี้ผู้ป่วยมีอาการไข้ต่ำ 38 องศาเซลเซียส หายใจเร็วเล็กน้อย ยังต้องให้ออกซิเจน สามารถพูด เดิน และรับประทานอาหารได้ โดยภาพรวมถือว่าอาการทรงตัว แต่ยังจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
       ส่วนกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงที่เดิมมีจำนวน 37 คนนั้น จากการสอบสวนโรคอย่างละเอียดพบว่า มีผู้สัมผัสใกล้ชิดที่ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงเพิ่มจำนวนเป็น 40 คน ได้แก่ ญาติที่เป็นลูกชาย 1 คน ผู้โดยสารบนเครื่องบิน 22 คน เป็นคนไทย 4 คน ต่างชาติ 18 คน ประกอบด้วยชาวฝรั่งเศส 1 คน เยอรมัน 3 คน อินเดีย 3 คน ตุรกี 3 คน และโอมาน 8 คน ขณะนี้ติดตามตัวได้แล้ว 14 คน ส่วนอีก 8 คน ทราบชื่อและที่อยู่เรียบร้อยแล้วอยู่ระหว่างการประสานงานและพูดคุยก่อนนำเข้าสู่ระบบกักตัวต่อไป คนขับแท็กซี่ 2 คน พนักงานโรงแรมที่เดิมมีเพียง 1 คน เพิ่มอีก 3 คน รวมเป็น 4 คน และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชน 11 คน ซึ่งทั้ง 40 คน ยังไม่ถือเป็นผู้ป่วยยังสบายดีอยู่
       “ระบบการตรวจจับผู้ป่วยโรคเมอร์สของไทยถือว่าทำได้รวดเร็ว สามารถรู้ผู้ป่วยได้ภายใน 10 ชั่วโมงหลังเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ภาพรวมถือว่าระบบควบคุมโรคมีความเข้มแข็งและมาตรฐานสูง ซึ่งในการตรวจจับโรคจะมีหลายชั้น เริ่มจากด่านควบคุมโรคที่จุดผ่านแดนทั้งทางบก น้ำและอากาศ ตามด้วยที่สถานพยาบาล ซึ่งจะตรวจละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งเป้าหมายสำคัญคือต้องไม่มีผู้ป่วยที่เป็นโรครุนแรงหลุดเข้าสู่ชุมชน ดังงนั้นจึงฝากถึงผู้ที่มีโรคประจำตัวให้เลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรคเมอร์ส หรือหากเดินทางไปในพื้นที่ดังกล่าวแล้วภายใน 14 วันมีอาการไข้ ไม่สบายให้รีบปรึกษาแพทย์และแจ้งประวัติการเดินทาง” นพ.อำนวยกล่าว
       ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการป่วยแล้วแต่ยังเดินทางมาประเทศไทยเพื่อเข้ารับการรักษานั้น นอกจากระบบการตรวจจับผู้ป่วยที่ประเทศไทยจะต้องทำอย่างเข้มข้นแล้วประเทศต้นทางต้องมีระบบการเฝ้าระวังที่ดีด้วย โดยกรมควบคุมโรคและกระทรวงสาธารณสุขได้ประสานไปยังสถานทูตโอมานให้ตรวจคัดกรองผู้ป่วยที่จะเดินทางเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งแจ้งสายการบินและองค์การการบินระหว่างประเทศ ในเรื่องการตรวจคัดกรองผู้โดยสารแต่ละคนว่ามีความปลอดภัยต่อผู้อื่น ไม่เป็นโรคติดต่ออันตราย และแจ้งไปยังองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ทราบถึงปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นด้วย โดยใช้กรณีที่ผู้ป่วยรายนี้เดินทางเข้าประเทศไทยเป็นกรณีตัวอย่าง เพราะถือเป็นปัญหาส่วนรวมไม่ใช่แค่ปัญหาของประเทศไทย
       “กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการป่วยแล้วยังเดินทางเข้ามายังประเทศไทย ทั้งที่โรคเมอร์สจัดเป็นโรคติดต่ออันตรายนั้น ถ้าเป็นตามกฎหมายไทย คือ พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2523 ไม่ได้เอาผิดกับผู้ป่วย แต่จะเอาผิดกับผู้ที่รู้ว่ามีคนป่วยแต่ไม่แจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น สถานที่พัก สถานพยาบาล หรือแพทย์ เป็นต้น” นพ.โอภาสกล่าว
       นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักระบาดวิทยา กล่าวว่า กลุ่มผู้เสี่ยงสูง 40 คน ซึ่งติดตามตัวได้แล้ว 32 คนนั้น ได้รับตัวไว้ในห้องพิเศษของโรงพยาบาลต่างๆ และโรงแรมที่พัก โดยมีการแยกตัวไว้ในพื้นที่ที่เป็นเอกเทศไม่วุ่นวายกับบุคคลอื่น เพื่อที่หากกลุ่มเสี่ยงสูงมีอาการป่วยจะไม่มีผู้สัมผัสคนป่วยเพิ่มขึ้นอีก
       พญ.จริยา แสงสัจจา ผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร กล่าวว่า ขณะนี้ที่สถาบันบำราศนราดูรได้รับตัวผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงไว้สังเกตอาการ จำนวน 9 คน ได้แก่ ลูกชายผู้ป่วย 1 คน คนขับแท็กซี่ 2 คน ผู้โดยสารชาวไทย 1 คน และชาวโอมานที่โดยสาร 2 แถวหน้า-หลังบนเครื่องบินลำเดียวกับผู้ป่วย จำนวน 5 ราย โดยทุกคนจะต้องเก็บเสมหะเพื่อส่งตรวจเชื้อทางห้องปฏิบัติการตั้งแต่วันแรกที่เข้าอยู่ในโรงพยาบาล และทุกวันที่ 7 และ 14 จนพ้นระยะฟักตัวของโรค ส่วนผลการตรวจของลูกชายผู้ป่วยในรอบแรกไม่พบว่าป่วย สำหรับค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยจะต้องรับภาระเอง ซึ่งจะมีอัตราที่สูงกว่าการรักษาโรคทั่วไป ส่วนผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต้องเข้ารับการกักตัวจะมีการจ่ายค่าเสียเวลาให้ 500 บาทต่อวัน

‘ดาว์พงษ์’เผย‘การุณ’รายงาน‘เทพศิรินทร์’จบแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221173

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 ม.ค. 2559

‘ดาว์พงษ์’เผย‘การุณ’รายงาน‘เทพศิรินทร์’จบแล้ว

“อนันต์” ผอ.เทพศิรินทร์ ย้ำจบปัญหาเรื่องไหว้เด็ก แจง นร.มาขอขมาแล้วตั้งแต่ 22 ม.ค. “ดาว์พงษ์”เผย“กพฐ.”รายงานให้ทราบแล้ว เท่าที่ติดตามเรื่อง“เทพศิรินทร์”จบแล้ว

          วันที่ 25 ม.ค.59  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 07.10 น.ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ได้จัดทำบุญและถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุสงฆ์เนื่องในวันพระใหญ่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่โรงเรียนทำเป็นประจำ โดยมี นายอนันต์ ทรัพย์วารี ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพศิรินทร์ ดร.ปรเมษฐ์ โมลี ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา อดีตผอ.โรงเรียนเทพศิรินทร์ พร้อมด้วยครูอาจารย์ นักเรียนเข้าร่วม
          โดย นายอนันต์ กล่าวภายหลังทำบุญว่า จากภาพที่ปรากฏข่าวว่าตนไหว้และเกือบกราบนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 นั้นเวลานี้เรื่องดังกล่าวถือว่ายุติแล้ว ซึ่งความจริงยุติตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ส่วนกรณีที่ระบุว่านักเรียนคนดังกล่าวจะนำมาพวงมาลัยมาขอขมาในวันนี้นั้น เด็กไม่ได้นำมาพวงมาลัยมาขอขมา เพราะเด็กได้เข้ามาขอขมาตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 22 ม.ค.แล้ว โดยมาขอพบสองรอบ รอบแรกเด็กมาตัวเปล่าตนและเด็กก็มาครั้งที่สองพร้อมพวงมาลัยดอกไม้ตนก็ให้เข้าพบพร้อมอบรมและรับไหว้พวงมาลัย ก่อนจะให้นำพวงมาลัยไปกราบพระรูปสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี และได้บอกแก่นักเรียนคนดังกล่าวว่าในวันจันทร์ที่ 25 ม.ค.ซึ่งก็คือวันนี้จะไปพบกับนักเรียนม.6 ทั้งหมดที่สนามบาสเกตบอลและชี้แจงให้นักเรียนทุกคนได้ทราบเรื่องทั้งหมด เพราะการที่เด็กมาขอขมาเด็กมาคนเดียวเพื่อนๆออาจจะไม่ทราบ แต่เนื่องจากช่วงเช้าติดภารกิจทำบุญในวันพระใหญ่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่โรงเรียนทำมาต่อเนื่องเลยมอบหมายให้รองผู้อำนวยโรงเรียนไปชี้แจงแทน
          “เรื่องนี้ถือว่าจบแล้วและความจริงก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนซึ่งก็เกิดขึ้นได้เป็นปกติในทุกโรงเรียน แต่วิธีการแก้ไขปัญหาก็จะแตกต่างกันไปแต่เป้าหมายสำคัญก็คือมุ่งให้เด็กเป็นคนดี ซึ่งบางคนอาจมองว่าที่ผมทำเป็นเรื่องเสียศักดิ์ศรี แต่คนเป็นครูมีหน้าที่สอนหนังสือให้เด็กมีความรู้ สอนให้เด็กเป็นคนดี และยังเป็นข้าราชการมีหน้าที่ทำงานรับใช้พระเจ้าแผ่นดิน รับใช้บ้านเมือง เพราะฉะนั้น ผมเป็นข้าราชการครูมีทั้งความเป็นครูและความเป็นข้าราชการก็จะต้องทำทั้งหมดนี้คือทำให้เด็กเป็นคนดีของสังคมให้ได้ ซึ่งในวันที่เด็กมาขอขมาผมยังได้บอกว่าเธอมาขอขมาก็ดีแล้วเมื่อเด็กทำผิดก็ต้องขอโทษและเมื่อครูทำผิดก็ต้องขอโทษ ทั้งนี้ ผมเคยเป็นครูฝ่ายปกครองที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ 20 ปีผมรู้จักเด็กทุกคน รู้ธรรมชาติของเด็กผู้ชายที่มีความห้าวแตกต่างกันไปวิธีการรับมือก็ต้องแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้น แค่การไหว้เด็กผมทำได้เพื่อเป็นการสอนเพราะผมรู้ว่าเด็กเทพศิรินทร์เมื่อถึงจุดหนึ่งเขาจะยอม”นายอนันต์ กล่าว
          ผอ.โรงเรียนเทพศิรินทร์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 1 กรุงเทพมหานคร ตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงนั้นก็เป็นไปตามระเบียบราชการและซึ่งก็พร้อมให้ตรวจสอบ
          ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า วันนี้มีกลุ่มศิษย์เก่าโรงเรียนเทพศิรินทร์ พร้อมด้วยเครือข่ายผู้ปกครองนักเรียนอีพี และมินิอีพีของโรงเรียน ประมาณ 20 คนนำกระเช้าดอกไม้มามอบให้ นายอนันต์ เพื่อเป็นกำลังใจ โดยระบุว่ารู้สึกไม่สบายใจที่เห็นข่าวดังกล่าว ซึ่งนายอนันต์ก็ได้ขอบคุณและพูดคุยสั้นๆถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
          ด้าน พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ได้รายงานเรื่องนี้ให้ทราบแล้ว และเท่าที่ติดตามก็พบว่าเรื่องจบแล้ว

เปิดม่านการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221145

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 ม.ค. 2559

เปิดม่านการศึกษา

เปิดม่านการศึกษา : โดย…ครูแจ่ม

        แม้ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เจ้ากระทรวงคุณครู  ได้ข้อยุติแล้วว่า “ปมขัดแย้ง” ภายในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ต้องมี “คณะกรรมการควบคุม” ก็ยังเกิดความวุ่นวายขึ้นที่เอแบค วิทยาเขตสุวรรณภูมิ เนื่องจาก “นายวิทยา เจริญศรี” ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลของเอแบค พร้อมบุคลากรและพนักงานรักษาความปลอดภัยประมาณ 20 คน นำหนังสือคำสั่งแต่งตั้ง “คณะบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์คนใหม่” และเจ้าหน้าที่ของคณะทั้งหมด มาที่“คณะวิศวะ” และขอให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดออกจากพื้นที่ จนเกิดความชุลมุนเมื่อวันที่ 20 ม.ค.2559
        ยามนี้มองเข้าไปใน “เอแบค” แม้ด้านกายภาพยังไม่มีนักศึกษาเอแบคออกมาร้องว่าได้รับความเดือดร้อนจาก “ปมขัดแย้ง” ที่ยืดเยื้อนานข้ามปีเลยสักคน แต่ความขัดแย้งของผู้บริหาร “ไม่มีความลับ” ถูกแพร่กระจายตามโลกโซเชียล ชนิดที่เรียกได้ว่า ชื่อเสียงของเอแบคที่สะสมมานานแทบ “ป่นปี้” ไม่เหลือชิ้นดี
        ย้อนกลับไปมองด้วยใจเป็นธรรมกับสังคมไทย  ฝ่ายบริหาร ฝ่ายปฏิบัติ ไล่เรียงมาตั้งแต่ สภามหาวิทยาลัย อธิการบดี อาจารย์ ต้องตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของการดำรงอยู่ในสถานะเป็น “สถาบันการศึกษา” ต้องเคารพกฎกติกา และเคารพกฎหมายของบ้านเมือง นั้นเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง
        การฝ่าฝืนคำสั่งศาลปกครอง ทำให้คนภายในนอก ที่มองเข้าไปใน “เอแบค” ต้องตั้งคำถามว่า “เอแบค” เป็นเอกเทศหรืออยู่นอกราชอาณาจักรไทยหรืออย่างไร ทำไมไม่เคารพกฎหมายหรือคำสั่งศาลปกครองดังที่รับรู้กัน ยิ่งเป็นถึงระดับ “อธิการบดี” หรืออาจารย์ด้วยแล้ว จะตอบลูกศิษย์ว่าอย่างไร จะเดินหน้าต่อกันได้อย่างไร หาก “ผู้ใหญ่” กลับไม่เคารพกฎหมายบ้านเมืองเสียเอง เด็กที่ไหนจะนับถือ…