ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221376

การศึกษา-สาธารณสุข : 28 ม.ค. 2559
‘บังดี้’นายกสมาคมนักศึกษาไทยไคโรคนที่53
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221376

‘บังดี้’นายกสมาคมนักศึกษาไทยไคโรคนที่53
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221377

อนุรักษ์โบราณสถานในวัด : หัวใจไทย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221287

มทร.ธัญบุรีเจ๋งสร้าง’วงจรอิเล็กทรอนิกส์’ลดการใช้เชื้อเพลิง
อาจารย์คณะวิศวะ มทร.ธัญบุรี เจ๋ง สร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อผลิตก๊าซโอโซนสำหรับใช้ในเครื่องยนต์ ช่วยลดจำนวนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 15-30% ช่วยให้เครื่องยนต์มีกำลังแรงม้า แรงบิดและอัตราเร่งที่ดีกว่า ทั้งยังผลักดันต่อยอดเชิงพาณิชย์ บุกตลาดรถยนต์ภายในประเทศ
ผศ.ดร.จักรี ศรีนนท์ฉัตร อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ในฐานะผู้คิดค้นนวัตกรรมวงจรคูณแรงดันแบบมัลติคอนโทรลเลอร์ (Multicontroller Voltage Multiplier Circuit) ร่วมกับบริษัท อิเล็กทรอนิกส์โปร ดีไซน์ จำกัด เปิดเผยว่า วงจรอิเล็กทรอนิกส์ MVMC ถือเป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับยานยนต์ ซึ่งมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ติดตั้งง่ายโดยไม่ต้องดัดแปลงแก้ไขอุปกรณ์เครื่องยนต์ใดๆ และใช้ได้กับรถยนต์ทั้งเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องดีเซล
ผศ.ดร.จักรี กล่าวว่า ปัจจุบันปริมาณการใช้รถยนต์มีอัตราการเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ ในข้อมูลเชิงเทคนิคเป็นที่รู้กันว่า ขณะที่เครื่องยนต์เกิดการสันดาป เครื่องยนต์ต้องการก๊าซออกซิเจนและจะเปลี่ยนเป็นก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ดังนั้น การสันดาปที่ดี เครื่องยนต์จึงต้องการก๊าซออกซิเจนที่บริสุทธิ์ จึงได้คิดค้นวงจร MVMC เพื่อผลิตก๊าซโอโซนด้วยสนามไฟฟ้าความถี่สูงเพื่อให้ใช้ในเครื่องยนต์ ซึ่งจะลดจำนวนก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ โดยวงจรนี้จะทำหน้าที่เปลี่ยนก๊าซออกซิเจนให้กลายเป็นก๊าซโอโซน ทำให้เครื่องยนต์เพิ่มการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และช่วยเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์
“หลักการทำงานของวงจร MVMC จะสั่งงานผ่านตัวคอนโทรลเลอร์ โดยปล่อยประจุไฟฟ้าผ่านตัวกลางรูปทรงใบพัดที่ติดตั้งอยู่ในท่อไอดี ซึ่งสามารถปล่อยประจุได้เสถียรและมีความหนาแน่นมาก เพื่อให้ในท่อไอดีเกิดปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจน ทำให้มีก๊าซโอโซนเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้ปริมาณก๊าซออกซิเจนในห้องเผาไหม้มีมากขึ้นกว่าเดิม 1.5 เท่า เนื่องจากการเข้าไปแตกตัวของก๊าซโอโซนในห้องเผาไหม้ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ รถยนต์มีกำลังแรงม้า แรงบิดที่สูงขึ้น เนื่องจากการเผาไหม้ทำได้สมบูรณ์ขึ้น ทำให้รถยนต์สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลกว่าเดิม ในขณะที่การจ่ายน้ำมันเท่าเดิม จากการทดสอบจริง พบว่า สามารถประหยัดน้ำมันได้มากกว่า 15-30 เปอร์เซ็นต์และลดปริมาณควันดำได้มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์” ผศ.ดร.จักรี กล่าว
ผศ.ดร.จักรี กล่าวต่อไปว่า มทร.ธัญบุรี และบริษัท อิเล็กทรอนิกส์โปร ดีไซน์ จำกัด ยังร่วมมือกับ บริษัท อินครีส ประเทศไทย จำกัด ในการทดสอบและออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อต่อยอดผลงานนวัตกรรมให้มีความสมบูรณ์แบบและสร้างมูลค่าเพิ่ม นำไปสู่เชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ บุกตลาดรถยนต์ภายในประเทศ มุ่งเจาะตลาดในกลุ่มเทคโนโลยี พลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยเปิดตัวสินค้าในชื่อ “INCREASE” นวัตกรรมเพิ่มพลังเครื่องยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อม ลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเครื่องยนต์ในระยะยาว และได้รับใบรับรองคุณภาพ RoHS มาตรฐานเพื่อสิ่งแวดล้อม จาก International Testing Service Co.,Ltd. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.0-2549-4990
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221286

สานพลังยกระดับอาชีวะขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ
การเปลี่ยนแปลงทางสภาวะเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของประเทศที่เป็นอยู่ในขณะนี้ส่งผลกระทบต่อการจัดการศึกษาเป็นอย่างมาก หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางในการจัดการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และเพื่อให้ผู้สำเร็จด้านอาชีวศึกษามีโอกาสทำงานมากขึ้น
งานสานพลังประชารัฐ ยกระดับคุณภาพวิชาชีพอาชีวศึกษา จึงเกิดขึ้น ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) ที่โรงแรมสยามเคมเปนสกี้ กรุงเทพฯ ทั้ง 3 กระทรวงได้จับมือ 13 องค์กรเอกชนชั้นนำระดับประเทศและภาคประชาสังคม เพื่อสานพลังประชารัฐ ยกระดับคุณภาพวิชาชีพอาชีวศึกษา เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทัดเทียมเวทีโลก ตั้งเป้าเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 2 ปี
โดยสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) จะยกระดับมาตรฐานอาชีพ พัฒนามาตรฐานและคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อรับรองสมรรถนะบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ 3 แสนคน ภายในปี 2563 เน้นการพัฒนากำลังคนในธุรกิจการบิน รถไฟความเร็วสูงและระบบราง ไอซีที การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ และการยกระดับฝีมือกำลังคนในธุรกิจสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ
ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนและภาคประชาสังคมในครั้งนี้ เป็นไปตามมติของคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ที่ทำหน้าที่ร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วน ลดความเหลื่อมล้ำ การยกระดับคุณภาพคนและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยอาศัย 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1.ธรรมาภิบาล 2.นวัตกรรมและผลิตภาพ 3.การพัฒนาทุนมนุษย์ 4.การมีส่วนร่วมในความมั่งคั่ง
พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ กล่าวว่า คณะทำงาน มีภารกิจหลัก 5 ประการ คือ 1.การสร้างค่านิยมหรือแรงจูงใจให้เด็กมาเรียนอาชีวะมากขึ้น 2.การผลิตผู้เรียนอาชีวะในสาขาที่ขาดแคลนให้ปริมาณเพียงพอต่อการพัฒนาประเทศ 3.การสร้างคุณภาพให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนอาชีวะ 4.การสร้างอาชีวะให้มีความเป็นเลิศในแต่ละด้าน 5.ให้อาชีวะมีความเป็นสากลและมีความร่วมมือกับต่างประเทศมากขึ้น
“รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชนด้านการยกระดับฯ กล่าวว่า แนวทางการขับเคลื่อนด้านการยกระดับวิชาชีพฯ แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะแรก (Quick Win) จะใช้เวลา 6 เดือน ว่าด้วย 1.การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ (Re-Branding) เพื่อสร้างแรงจูงใจผ่านภาพลักษณ์ที่ดีกับกลุ่มเป้าหมายทั้งทางตรงและทางอ้อม 2.สร้างสถาบันต้นแบบ (Excellence Model Schools) ซึ่งจะได้พิจารณาคัดเลือกสถานศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ มีรูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสม 3. ร่วมกันพัฒนาฐานข้อมูล (Database) ทั้งในส่วนอุปสงค์ของความต้องการแรงงานวิชาชีพ และอุปทานแรงงานวิชาชีพที่เรียนจบมา เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ โดยเน้นความเร่งด่วนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่
ส่วนในระยะกลางและระยะยาว (Medium & Long term) คณะทำงานมีแผนที่จะ 1.กำหนดมาตรฐานทักษะวิชาชีพการเรียนการสอน การจ้างงาน ค่าตอบแทน ฯลฯ ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความรู้ความสามารถ และทักษะฝีมือ 2.แก้ไขกฎหมายเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อภาพรวมการยกระดับคุณภาพวิชาชีพอาชีวศึกษา 3.ส่งเสริมการยกระดับคุณภาพวิชาชีพอาชีวศึกษาให้ยั่งยืน 4.ผลักดันให้มีหน่วยงานที่รวบรวม ฐานข้อมูลของวิชาชีพอาชีวศึกษาให้เป็นรูปธรรม 5.พัฒนาหลักสูตรและครูผู้สอน โดยมีสถาบันพัฒนาครูระดับอาชีวศึกษา
“ทุกภาคส่วนจะร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจังเพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยมีกำหนดระยะเวลาเริ่มต้น 2 ปี และเมื่อครบ 2 ปีแรกแล้ว ทุกฝ่ายจะมาประเมินผลการทำงานและพิจารณาทบทวนร่วมกันอีกครั้ง ซึ่งต้องยอมรับว่า ภารกิจเพื่อชาตินี้ เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอีกมาก เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ทุกฝ่ายได้ยึดถือร่วมกันเป็นพันธสัญญา” นายรุ่งโรจน์ กล่าว
“วีระชัย ศรีขจร” ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ สคช. กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2558 ได้จัดทำมาตรฐานอาชีพไปแล้ว 36 สาขาวิชาชีพ เช่น บริการยานยนต์ โลจิสติกส์ ผู้ประกอบอาหารไทย สปา จัดดอกไม้ ตัดเย็บเสื้อผ้า ไอซีที แท็กซี่ ช่างทำผม แมคคาทรอนิกส์ ธุรกิจถ่ายภาพ อุตสาหกรรมการพิมพ์ เป็นต้น พร้อมทั้งจัดตั้งองค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ 52 แห่ง 14 สาขาวิชาชีพ และกระตุ้นเป้าหมายในพื้นที่ผ่านการจัดกิจกรรมโอเพ่นเฮ้าส์ ร่วมกับองค์กรรับรองต่างๆ ซึ่งจัดให้มีการประเมินสมรรถนะบุคคลไปแล้ว 10,565 คน ใน 11 สาขาวิชาชีพ ได้รับใบรับรองคุณวุฒิวิชาชีพแล้ว 7,744 คน
ส่วนปีงบประมาณ 2559 มีแผนให้มีองค์กรรับรอง 50 แห่ง ใน 19 สาขาวิชาชีพ มีเป้าหมายในการมอบใบประกาศนียบัตรคุณวุฒิวิชาชีพ และหนังสือรับรองมาตรฐานอาชีพให้แก่ผู้เข้ารับและผ่านการประเมินสมรรถนะบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ จำนวน 1.6 หมื่นคน, ปี 2560 จำนวน 3 หมื่นคน, ปี 2561 จำนวน 5 หมื่นคน, ปี 2562 จำนวน 8 หมื่นคน และคาดว่า จะสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย 3 แสนคน ภายในปีงบประมาณ 2563
“การพัฒนากำลังคนภาคธุรกิจการบินจะดำเนินการภายในเดือนมกราคม 2559 คาดว่ามีกำลังคนในสาขาวิชาชีพนี้กว่า 5,000 คน ส่วนวิชาชีพเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และดิจิทัลคอนเทนต์ หรือไอซีที ถือเป็นสาขาที่ขาดแคลนกำลังคนเร่งดำเนินการจัด เพื่อรองรับบุคลากร คาดว่าจะเพิ่มจาก 5 แสนคน เป็น 1 ล้านคน ในอนาคต โดยได้นำหลักเกณฑ์ของประเทศญี่ปุ่น (NIPA) และเกาหลีใต้ (IITP) มาประยุกต์ใช้ในการทดสอบคุณวุฒิวิชาชีพด้วย” ผู้อำนวยการ สคช.กล่าวทิ้งท่าย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221268

รมว.สธ.หนุนพัฒนาคุณภาพชีวิตมุสลิมไทย
วันที่ 23 ม.ค. ที่มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับมูลนิธิสร้างสุขมุสลิมไทย(สสม.) และแผนงานสร้างสุขมุสลิมไทย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดงานมหกรรมอาหารและวัฒนธรรมมุสลิมไทย ครั้งที่ 6 ภายใต้แนวคิด “เลิกบุหรี่บ้านละคน” โดยภายในงานมีการสัมมนาวิชาการและนำเสนอผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะมุสลิมในด้านต่างๆ นิทรรศการให้ความรู้แนวทางการเลิกบุหรี่โดยใช้หลักการทางศาสนา การออกร้านแนะนำอาหารพื้นบ้านมุสลิม เป็นต้น โดย ศ.นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และประธานในพิธี กล่าวว่า การสร้างเสริมสุขภาพในกลุ่มมุสลิมต้องเป็นประเด็นที่ สธ.ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เกิด “มัสยิดปลอดบุหรี่” ทั้ง 100% ตามกฎหมาย ปัจจุบันพบว่ามีมัสยิดปลอดบุหรี่เพียง 15% เป็นเรื่องที่ต้องร่วมมือกับทำงานต่อไปเพื่อให้เกิดมัสยิดปลอดบุหรี่ได้ทั้ง 100% และเป็นไปในรูปแบบที่จริงจังยั่งยืน
ด้าน ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. สนับสนุนให้เกิดการสร้างเสริมสุขภาวะในกลุ่มมุสลิมไทยที่มีนกว่า 3.4 ล้านคนทั่วประเทศ โดยร่วมกับ สสม.พัฒนาองค์ความรู้ประเด็นสุขภาวะของมุสลิมไทยที่สอดคล้องกับหลักการทางศาสนาอิสลาม เพื่อสร้างความตระหนักในปัจจัยเสี่ยงและปัญหาสุขภาพของในสังคมมุสลิมไทย โดยเฉพาะพิษภัยของบุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบต่างๆ ที่ผ่านมาได้ร่วมกับสนับสนุนให้เกิด “มัสยิดปลอดบุหรี่” กว่า 570 แห่ง คิดเป็น 15% ของมัสยิดทั่วประเทศ และมีจังหวัดที่ประกาศให้มัสยิดทุกแห่งในจังหวัดเป็นมัสยิดปลอดบุหรี่ 15 จังหวัด ซึ่งมัสยิดปลอดบุหรี่จะเป็นกลไกสนับสนุนให้พี่น้องมุสลิมร้อยละ 22.9 คนที่สูบบุหรี่อยู่เข้าสู่กระบวนการช่วยเลิกบุหรี่ได้ และคุ้มครองสุขภาพของผู้เข้ามาปฏิบัติศาสนกิจในมัสยิดจากควันบุหรี่มือสอง และในระยะต่อไปสสส.และภาคีมีเป้าหมายในการร่วมกันลด ละ เลิกการสูบบุหรี่ในกลุ่มพี่น้องมุสลิมไทยลงอย่างน้อยร้อยละ 10 ในพื้นที่เป้าหมาย ภายในปี 2560 โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่มีพี่น้องมุสลิมไทยสูงสุด
นายดาวุด ทับอุไร ประธานจัดงาน กล่าวว่า งานมหกรรมอาหารและวัฒนธรรมมุสลิมไทย “มหกรรมอาหารและวัฒนธรรมมุสลิมไทย ครั้งที่ 6” ภายใต้แนวคิด “เลิกบุหรี่บ้านละคน” เป็นงาน “รวมพลคนรักสุขภาพ” ที่รวบรวมกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับสุขภาพ และคุณภาพชีวิตในวิถีอิสลามไว้มากมาย เพื่อเผยแพร่วิธีการดูแลสุขภาวะมุสลิมไทยตามแนวทางของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ.ล.) อย่างถูกต้องตามหลักการ และวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำเสนอประเด็นเรื่องอันตรายของการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ โดยเฉพาะบุหรี่และยาเส้น ภายใต้แนวคิด “เลิกบุหรี่บ้านละคน” เพื่อให้สังคมมุสลิมไทยได้รับรู้และตระหนักถึงพิษภัยของบุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบต่างๆ ต่อไป
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221267

ศธ.ปลื้มผล’ลดเวลาเรียนฯ-สานฝันกีฬาฯ5จว.ใต้
ตามที่รัฐบาล โดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ควบคู่ไปกับโครงการ “สานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้” เพื่อยกระดับ และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันประกอบด้วย จ.นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสงขลา มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 จนถึงวันนี้เป็นระยะเวลาเกือบ 3 เดือน ล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการ ได้สำรวจผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินนโยบายในช่วงแรกพบว่า ทั้งครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ต่างพึงพอใจ และพร้อมให้การสนับสนุนในส่วนของนโยบายลดเวลาเรียนฯ ขณะที่โครงการสานฝันกีฬาฯก็มีเด็กและเยาวชนสนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก เพื่อสานฝันการเป็นนักกีฬาทีมชาติหรือนักกีฬาอาชีพในอนาคต นักเรียนในโรงเรียนพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกภูมิใจที่ได้มาศึกษาในโรงเรียนที่มีกิจกรรมนี้ เพราะได้เล่นกีฬาที่ชื่นชอบ ได้ทำตามความฝันในการเป็นนักกีฬาทีมชาติ และยังได้ความรักสามัคคี พร้อมขอบคุณรัฐบาลที่ให้โอกาสเด็กๆจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย
นายอาดุลย์ พรมแสง ผู้อำนวยการ (ผอ.) สำนักงานเขตพื้นที่การ ศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ยะลา 1 เปิดเผยว่า สำหรับ จ.ยะลา มีโรงเรียนเข้าร่วมนโยบายลดเวลาเรียนฯ จำนวน 11 โรงเรียน หลังจากที่ได้ดำเนินการมากว่า 2 เดือน พบว่าเด็กมีความสนใจในการร่วมกิจกรรมเสริม โดยเฉพาะ ร.ร.บ้านโกตาบารู อ.รามัน ที่การดำเนินการน่าพึงพอใจอย่างมาก
“เด็กๆมักจะถามว่าในแต่ละวันจะเรียนอะไร โดยเฉพาะการเล่นกีฬา ดนตรี และการเรียนประกอบอาชีพเสริม ที่เด็กๆชอบกันมาก เพราะเด็กไม่ได้หวังแค่เรียนรู้เท่านั้น แต่มีความมุ่งมั่นอยากจะทำเป็นอาชีพด้วย” นายอาดุลย์ กล่าว
ขณะที่ ส.ต.ท.มะปอซี อาแว ครูผู้สอน ร.ร.บ้านโกตาบารู กล่าวว่า เด็กๆมีโอกาสได้ทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบและถนัด ทั้งจากนโยบายลดเวลาเรียนฯ และโครงการสานฝันกีฬาฯ ส่งผลให้เด็กนักเรียนทำในสิ่งนั้นๆได้ดี เช่นเดียวกับ ด.ช.อิฟรอน เจ๊ะอาแว นักเรียน ร.ร.บ้านโกตาบารู ที่แสดงความชื่มชอบนโยบายลดเวลาเรียนฯ โดยให้เหตุผลว่า ทำให้สามารถเลือกทำกิจกรรมในสิ่งที่ชอบได้มากขึ้น ส่งผลให้มั่นใจในตัวเอง และสุขภาพแข็งแรง ซึ่งผู้ปกครอง ด.ช.อิฟรอน ก็ระบุว่า หลังเลิกเรียนเด็กๆส่วนใหญ่ก็ได้เล่นฟุตบอลเสริมทักษะการเล่นกีฬา แต่ผลการเรียนก็ไม่ตก และยังดีขึ้นด้วย
ในส่วนโครงการสานฝันการกีฬาฯใน จ.ยะลา นายดุลลาภ ตาเล๊ะ ผอ.ร.ร.เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ยะลา ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี กล่าวว่า โรงเรียนรับนโยบายและเป็นโรงเรียนต้นแบบ ที่นำหลักสูตรการศึกษาวิทยาศาสตร์กีฬา ให้นักเรียนที่มีความเชี่ยวชาญในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการศึกษาในระบบที่ดี และมีโอกาสทางการศึกษาที่ดีต่อไป ซึ่งก็เป็นความภาคภูมิใจของผู้ปกครอง
ด้าน นายนิพัฒน์ มณี ผอ.สพป. นราธิวาส 1 บอกว่า ก่อนหน้านี้ในพื้นที่มีเหตุการณ์ความรุนแรง ประกอบกับนักเรียนใช้เวลาไปกับการเรียนเพียงอย่างเดียว ทำให้มีความเครียด หลังจากที่รัฐบาลได้ให้นโยบายลดเวลาเรียนฯ สังเกตได้ว่ นักเรียนมีความสุขเพิ่มขึ้นและมีพัฒนาการด้านต่างๆ ขณะที่ผู้ปกครองและนักเรียนต่างชื่นชอบที่มีกิจกรรมหลากหลาย ทำให้ผลการดำเนินงานและการตอบรับมีความคืบหน้าไปมาก ทั้งยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ต้องขอขอบคุณที่รัฐบาลจัดโครงการนี้ขึ้น
นายนิกร เซ้งเถียร ผอ.ร.ร.รือเสาะชนูปถัมภ์ ต.รือเสาะ เปิดเผยว่า สำหรับโครงการสานฝันการกีฬาฯนั้น เราได้เปิดโอกาสให้นักเรียนที่ศึกษาชั้น ม.4 ได้เรียนหนังสือควบค่ำไปกับการเล่นกีฬาที่ตัวเองชื่นชอบ และมีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนมาก ส่งผลในปีนี้ทางโรงเรียนขยายแผนการเรียนเพิ่มอีก 2 แผน เชื่อว่าเป็นการตอบโจทย์ให้นักเรียนจังหวัดชายแดนใต้ที่ไม่มีโอกาสเหมือนพื้นที่อื่นๆได้อย่างดี
นายนิรุตต์ โว๊ะนิเน็ง ครูผู้ฝึกสอนกีฬาฮอคกี้ ร.ร.รือเสาะชนูปถัมภ์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวนับเป็นการจุดประกายและความฝันให้เด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา เพราะจุดมุ่งหมายของตนคือเด็กทุกคนต้องเรียนหนังสือ โครงการนี้จึงเป็นการเติมเต็มอนาคตของเด็ก
อีกด้านที่ จ.ปัตตานี นายพิภพ ทองแดง ผอ.สพป. ปัตตานี เขต 1 กล่าวว่า ในสำนักงานเขตพื้นที่มีโรงเรียนนำร่องนโยบายลดเวลาเรียนฯ 14 โรงเรียน ใน 4 อำเภอ ขณะที่โรงเรียนอิสลามแบบเข้ม ก็จัดกิจกรรมได้โดยไม่ส่งผลกระทบแต่อย่างใด และจากการที่สอบถามนักเรียนมีความพึงพอใจ เรียนอย่างมีความสุข ขณะเดียวกันผู้ปกครองก็พึงพอใจ
ขณะที่ นายสมาน เจ๊ะเตะ ผอ.ร.ร.บ้านบูดี อ.ยะหริ่ง กล่าวว่า โรงเรียนได้จัดกิจกรรมที่หลากหลาย ส่วนหนึ่งจะล้อกับคู่มือที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดให้ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียนคือ เด็กๆต่างมีความสุข สนุกสนาน และได้ความรู้ ขณะที่นักเรียนในโรงเรียนก็ระบุว่า ชื่นชอบการเรียนประกอบวิชาชีพ เพราะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และมีความรู้
สำหรับโครงการสานฝันการกีฬาฯในพื้นที่ จ.ปัตตานี นายธนู นูนน้อย ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การ ศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 15 จ.ปัตตานี กล่าวว่า ในส่วนที่รับผิดชอบมี 4 โรงเรียน และจะมีการเปิดกีฬาที่นักเรียนให้ความสนใจอย่าง ฟุตบอล วอลเลย์บอลชาย-หญิง เซปักตระกร้อ เทควันโด้ และแบดมินตัน และขอขอบคุณรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา และการกีฬาของเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ขณะที่ นายอภิชัย หมุดทอง ผู้ปกครอง กล่าวว่า เป็นโครงการที่ดีมาก อย่างน้อยเด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะได้มีโอกาสที่ดี ในเรื่องกีฬา เพื่อพัฒนาศักยภาพให้เด็กไปสู่วงการกีฬาของไทย และยังช่วยให้ห่างไกลยาเสพติดิดด้วย
ขณะที่นโยบายลดเวลาเรียนฯใน จ.สงขลา นายคมสันต์ อุยสกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเคลียง ยืนยันว่า ได้รับการตอบรับจากคนในพื้นที่เป็นอย่างดี ซึ่งก็ได้จัดตารางสอนในภาคบ่ายเป็นการเรียนชุมนุม โดยเฉพาะกีฬามวยไทย ที่มีผลงานชนะเลิศในเวทีต่างๆ และนักเรียนยังได้ออกกำลังกาย ส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ซึ่ง ด.ญ.วรรณิดา ขะหวีดาโอะ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระบุว่า ได้เล่นกีฬา ฝึกอาชีพมากขึ้น ไม่เคร่งเครียดในการเรียน แต่ผลการเรียนก็ดีขึ้นด้วย
ในส่วนของโครงการสานฝันกีฬาฯ นายมานพ จุลวรรณลีย์ ผ.อ.นาทวีวิทยาคม กล่าวว่า โรงเรียนได้เตรียมหลักสูตรให้นักเรียนมีทักษะทางด้านกีฬา โดยเน้นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้เป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพ โดย ด.ช.มัชานนท์ โชติกร นักเรียนชั้น ม. 2 กล่าวว่า เป็นโครงการที่ดีสำหรับเด็กในจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อก้าวสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพ ให้สามารถเลี้ยงตนเองได้ ขณะที่ด.ญ.ศิริลักษณ์ หลีแหละ ระบุว่า ส่วนตัวชอบเล่นกีฬา และอนาคตอยากเป็นพยาบาลด้วย การศึกษานี้สามารถเป็นโอกาสให้เป็นได้ทั้งสองอย่างคู่กันไป
ที่ จ.สตูล นายจักรี วัฒนะ ผอ.ร.ร.บ้านกาลูบี เป็ดเผยว่า โรงเรียนบ้านกาลูบีเป็นโรงเรียนนำร่องโครงการ ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ทำให้นักเรียนสามารถเรียนรู้นอกห้องเรียน มีความสนุกสนามกับกิจกรรมภาคปฏิบัติตามความสนใจ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมทักษะด้านการประกอบอาชีพ เช่น การทำอาหารคาวหวาน ทำขนม ที่เชิญวิทยากรท้องถิ่นหรือผู้ปกครองมาร่วมด้วย ส่งผลให้โรงเรียนและชุมชนมีความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น
ด้านนายพรพล หลังจิ ครูผู้สอน กล่าวว่า ถือเป็นโครงการที่ส่งเสริมให้เด็กใช้ทักษะชีวิตในแต่ละวัน และรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ซึ่งเป็นผลดีต่อตัวเด็กเอง และต่อสังคมและชุมชน
สำหรับความเป็นรู้สึกของผู้ปกครองนั้น นางรอฮีม๊ะ ปันคีกา ผู้ปกครองนักเรียน ระบุว่า ดีใจที่มีโครงการนี้ เพราะทำให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมกับโรงเรียน เมื่อเด็กกลับไปบ้านก็สามารถนำความรู้ที่ได้ไปช่วยเหลือพ่อแม่ และอยากให้มีโครงการแบบนี้เกิดขึ้นต่อไป ขณะที่นักเรียนในโรงเรียนต่างเห็นชื่นชอบโครงการนี้ โดยเฉพาะการเรียนทำสิ่งประดิษฐ์ โดย ด.ญ.คอลีย๊ะ กอหลำ กล่าวว่า ชอบการประดิษฐ์กระปุกออมสิน เพราะนำไปใช้ได้ที่บ้าน ทำให้มีเงินออม
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221208

ความเหมือนบนความแตกต่าง2ม.ดังเอแบค-ม.อีสาน
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221196

สธ.แจงชายโอมานป่วยเมอร์สยังทรง!
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221173

ดาว์พงษ์เผยการุณรายงานเทพศิรินทร์จบแล้ว
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221145

เปิดม่านการศึกษา