พอเพียง…ที่เพียงพอโรงเรียนบ้านทุ่งนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221599

พอเพียง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  1 ก.พ. 2559

พอเพียง…ที่เพียงพอโรงเรียนบ้านทุ่งนา

พอเพียง…ที่เพียงพอโรงเรียนบ้านทุ่งนา : ทัยรัตน์ ดีประเสริฐ

             ภาพนักเรียนกำลังให้อาหารไก่ เก็บไข่ไก่ คัดแยกขนาดไข่ไก่ หว่านอาหารให้ปลาดุก เพาะถั่วงอก ปลูกพืชสวนครัว ฯลฯ คุ้นตาชาวบ้านชุมชนบ้านทุ่งนา เกิดขึ้นจากการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขับเคลื่อนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา โดย โกวิท วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทุ่งนา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1 “ผมเชื่อว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็น “ปรัชญา” ไม่ใช่“สูตรสำเร็จ” เป็นหลักที่ต้องนำไปใช้ในการบริหารจัดการหรือดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดความเหมาะสม เพื่อให้เกิดประโยชน์ ดังนั้นจึงต้องใช้วิจารณญาณในการนำไปใช้ด้วยตัวเอง สิ่งที่สำคัญก็คือต้องปรับใช้ให้พอเหมาะ พอดี พอประมาณ อย่างมีเหตุผลกับกิจกรรมหรือบริบทของโรงเรียนและสภาพภูมิสังคมของแต่ละแห่งด้วยความรอบคอบ ชัดเจน แปลงปรัชญาสู่การปฏิบัติจริง เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” ผอ.โกวิทกล่าว
             โรงเรียนบ้านทุ่งนาจัดสภาพภูมิทัศน์โดยรอบด้วยพืชสวนครัว “สวนครัวสวย โรงเรียนงาม” ภายในบริเวณโรงเรียน มีซุ้มพืชสวนครัว บวบเหลี่ยม ฟักเขียว ด้านข้างของอาคารเรียนเป็นบ่อเลี้ยงปลาดุกตัว เหนือบ่อเป็นโรงเรือนเล้าเลี้ยงไก่ไข่ ที่แม่ไก่กำลังออกไข่ กอผักบุ้งชูยอดอวบอิ่มเขียวขจีอยู่เหนือผิวน้ำ ด้านหลังอาคารเรียนมีบ่อซีเมนต์เพาะถั่วงอกบนกระสอบป่าน รอบอาคารเรียน ยกร่องเป็นแปลงปลูกพืชสวนครัว มีโรงทำปุ๋ยหมักชีวภาพ เพื่อใช้บำรุงพืชสวนครัว
             ผอ.โกวิท มารับตำแหน่งที่โรงเรียนนี้เมื่ิอปี 2523 พบว่า พื้นที่โรงเรียนกว่า 6 ไร่ ยังรกร้างว่างเปล่า จึงได้ประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา ใช้กลยุทธ์แบบมีส่วนร่วม สร้างแรงศรัทธากับชุมชน ร่วมด้วยช่วยกันพัฒนาจาก “รกร้าง…สู่…รุ่งเรือง” ผู้ปกครองและชุมชนให้ความร่วมมือ ร่วมใจเป็นอย่างดียิ่ง อาสามาช่วยกันขุดบ่อเลี้ยงปลา ก่อสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ มาเป็นวิทยากรในการทำน้ำหมักชีวภาพ
             การบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง “3 ห่วง 2 เงื่อนไข” (พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน เงื่อนไขความรู้ เงื่อนไขคุณธรรม) อาทิ กิจกรรมการเลี้ยงไก่ไข่ ต้องคำนึงถึงความพอประมาณในศักยภาพของนักเรียน พอประมาณในเรื่องงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ ระยะเวลา มีเหตุผลในเรื่องการได้ผลผลิตมาใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารกลางวัน ประหยัดรายจ่าย เพิ่มรายได้จากการจำหน่าย มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี
             นักเรียนได้มีโอกาสบริโภคแหล่งโปรตีนจากไข่ อาหารเสริมไข่เพื่อสุขภาพ บริโภคพืชผักปราศจากสารพิษตกค้าง ได้รับสารอาหารเพียงพอ ส่งผลต่อการพัฒนาการทางกาย ทางสติปัญญา เจริญเติบโตอย่างเหมาะสมตามวัย เกิดสุขภาวะทางโภชนาการ นักเรียนได้รับความรู้ เทคนิคการให้อาหารไก่ การคัดแยกขนาดไข่ ซึ่งนักเรียนสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังคุณธรรมให้แก่นักเรียน มีความรับผิดชอบ การตรงต่อเวลา ความรอบคอบ เอื้ออาทร แบ่งปัน ซึ่งทำให้นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คือ “อยู่อย่างพอเพียง”
             นายแฉล้ม งวดงาม ประธานคณะกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนบ้านทุ่งนา เล่าว่าโรงเรียนมีกิจกรรมต่างๆ ที่น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน และชุมชนก็เป็นแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียนด้วย โรงเรียนมีการเลี้ยงไก่ไข่เหนือบ่อเลี้ยงปลาดุก มูลของไก่ก็เป็นอาหารให้กับปลา น้ำในบ่อก็ปลูกผักบุ้ง ผักสวนครัว วัตถุดิบเหล่านี้ก็ใช้ปรุงอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนอีกทั้งทางโรงเรียนยังได้ขยายผลออกสู่ชุมชน เช่น ช่วยเหลือวัสดุอุปกรณ์ในการต่อโรงเรือนเล้าไก่ ถ่ายทอดความรู้ในการเลี้ยงไก่ไข่ ชาวบ้านมีไข่ไก่บริโภคอย่างเพียงพอ เหลือออกจำหน่ายอีกด้วย
             คุณครูจันทร์เพ็ญ ส่งชีพ เล่าว่า ได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาบูรณาการในการจัดแผนการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียน ที่เห็นผลเชิงประจักษ์ชัดเจน ก็คือ นักเรียนมีพัฒนาการทางกายสูงขึ้น มีพัฒนาการทางสติปัญญา อารมณ์ สังคม ดีขึ้น เรียนรู้ได้เร็ว มีทักษะชีวิตเหมาะสม ซึ่งส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในการทดสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับชาติ (O-NET) มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ติดต่อกันตั้งแต่ปีการศึกษา 2554 ถึง 2557 และมีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าค่าคะแนนเฉลี่ยระดับประเทศ อย่างต่อเนื่องทุกปี เป็นระยะเวลา 4 ปี (ตั้งแต่ปีการศึกษา 2554 –2557)
             ด.ช.ชนะศักดิ์ จงถาวร นักเรียนชั้น ป. 6 บอกว่า ที่บ้านพ่อแม่ต้องออกไปกรีดยางตั้งแต่เช้ามืด จึงไม่มีเวลาทำอาหารให้กิน ที่โรงเรียนได้กินไข่เป็นอาหารเสริมทุกวัน และก็เป็นไข่ไก่ที่เลี้ยงเอง เก็บไข่มาเองกับมือ อาหารกลางวันที่โรงเรียนก็อร่อย เมนูไข่ มีปลา มีผักหลากหลายชนิด อุดมสมบูรณ์มาก รู้สึกว่าปีนี้ตัวเองสูงขึ้นมาก ชอบช่วยเพื่อนๆ เก็บไข่ รดน้ำใส่ปุ๋ยพืชผัก หว่านอาหารให้ปลาดุก มาโรงเรียนสนุกมาก ได้ความรู้ด้วย สนใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนบ้านทุ่งนาสอบถามได้ที่ โทร.0-7520-4323

 


‘เอสซีเอ’ก้าวสู่ปีที่10วิทยาลัยปั้นศิลปินมาตรฐานอังกฤษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221590

อังกฤษ,ก้าว,สู่,วิทยาลัย,ปั้น,ศิลปิน,มาตรฐาน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  1 ก.พ. 2559

‘เอสซีเอ’ก้าวสู่ปีที่10วิทยาลัยปั้นศิลปินมาตรฐานอังกฤษ

‘เอสซีเอ’ก้าวสู่ปีที่10วิทยาลัยปั้นศิลปินมาตรฐานอังกฤษ : กมลทิพย์ ใบเงินเรียบเรียง วิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดงภาพ

           ถ้าพูดถึงสถาบันการศึกษานักปั้นดาวที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทย คงไม่มีใครไม่รู้จัก วิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดง (Superstar College of Asia : SCA) อย่างแน่นอน หลายคนเคยรู้จักสถาบันการศึกษาแห่งนี้ในนาม Superstar Academy โรงเรียนสอนพิเศษดนตรีและศิลปะการแสดง ต่อมาได้พัฒนาหลักสูตรเป็น มัธยมปลาย (ร่วมมือกับโรงเรียนศรีวิกรม์) และหลักสูตรปริญญาตรี (ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสยาม) ที่ได้รับมาตรฐานจากกระทรวงศึกษาธิการ

“นับเป็นวิทยาลัยสร้างศิลปินแห่งแรกในประเทศไทยและในกลุ่มประเทศอาเซียนรวมทั้งยังเป็นสถาบันด้านการฝึกสอนดนตรีและการแสดงเดียวในประเทศไทยที่ได้รับรองคุณภาพจากบอร์ดการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษ EDEXCEL ว่ามีคุณภาพเท่าเทียมวิทยาลัยที่ประเทศอังกฤษ โดยใช้วิธีการคัดเลือกนักศึกษาประเภทสอบเข้าตรงผ่านการออดิชั่น โดยมีอาจารย์ผู้สอนที่มีทักษะความสามารถพร้อมในทุกๆ ด้าน”  พิสิษฎ์พงศ์  วรเศรษฐการกิจ หรือภูมิ คณบดี วิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดง  หรือเอสซีเอ เปิดฉากสนทนา

คณบดีนักปั้นดาว  เล่าอีกว่า เอสซีเอมีอาจารย์ผู้สอนที่มีความรู้ ความสามารถทั้งด้านวิชาการ และประสบการณ์ทางด้านดนตรีและศิลปะการแสดงกว่า 100 ท่าน คอยให้ความรู้ นักเรียนนักศึกษาที่ได้เข้ามาเรียนที่วิทยาลัยแห่งนี้นอกจากจะได้ความรู้แล้ว ยังได้มีโอกาสฝึกฝนและปฏิบัติกับอุปกรณ์ที่มีพร้อมอย่างครบครัน ด้วยห้องเรียนที่มีรองรับอย่างมากมาย โดยปัจจุบันวิทยาลัยแห่งนี้มีนักเรียนนักศึกษารวมแล้วกว่า 4,000 คน ซึ่งแต่ละคนจะได้พบกับโอกาสทางอาชีพ จากศูนย์จัดหาอาชีพ (Career Center) ที่ทางวิทยาลัยได้จัดเตรียมไว้เพื่อแนะนำน้องๆ นักเรียน นักศึกษาทุกท่านได้ เข้าสู่สนามการทำงานจริงแบบมืออาชีพบนเส้นทางการทำงานเข้าสู่วงการบันเทิงทั้งไทยและต่างประเทศ

“ผู้ที่ผ่านการเรียนในทุกๆ หลักสูตร นั่นจะถูกปลูกฝังให้ มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความเป็นผู้นำ และรู้ความต้องการของตัวเอง เพื่อวางเป้าหมายให้กับชีวิตในอนาคตอย่างผู้มีคุณธรรม เมื่อสำเร็จการศึกษาก็สามารถบริการจัดการ สร้างผลงานของตัวเองเพื่อก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงหรือเส้นทางบันเทิงได้ด้วยตนเอง ทั้งการร้อง เต้น เล่นละคร การผลิตผลงาน การวางแผนธุรกิจ และการทำงานทั้งในเบื้องหน้าและเบื้องหลัง”

ดูเหมือนว่าที่ผ่านมา  เอสซีเอมีนักเรียนนักศึกษาได้เข้าไปทำงานในวงการบันเทิงมากมาย อาทิ “ไข่มุก” รุ่งรัตน์ เหม็งพานิช จากรายการเดอะวอยซ์ ไทยแลนด์ 4 นักศึกษาชั้นปีที่ 2, เอกมล บุญโพธิ์ทอง เคพีเอ็น นักศึกษาชั้นปีที่ 3, “ออย” กุลจิรา ทองคำ เดอะวอยซ์ คิดส์ ไทยแลนด์ 1 นักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, “แป้ง” ณัฐณิชา ทิพยมณฑล เดอะสตาร์ 4 นักศึกษาชั้นปีที่ 2, “กวาง” อาริศา หอมกรุ่น จากรายการไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์  นักศึกษาชั้นปีที่ 2 และอีกมากมาย

“เพื่อเป็นการต้อนรับก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ในปี 2559 วิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดง ได้เปิดตัวหลักสูตรใหม่ 2 หลักสูตร คือหลักสูตรประกาศนีียบัตรวิชาชีพ และหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ด้านดนตรีศิลปะการแสดง (ร่วมมือกับสยามเทค) ซึ่งเป็นการสร้างนวัตกรรมด้านหลักสูตรอีกครั้งและยังเป็นการตอบสนองความต้องการผลักดันด้านหลักสูตรวิชาชีพตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในปีการศึกษานี้ด้วย  อีกทั้งเพื่อเป็นการรองรับอุตสาหกรรมด้านบันเทิงที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในระดับประเทศสู่การเป็นประชาคมอาเซียน และยังเป็นการเพิ่มช่องทางความสนใจทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่สนใจทักษะด้านดนตรีและการแสดงอีกด้วย”  พิสิษฎ์พงศ์ กล่าว

ว่ากันว่า พิสิษฎ์พงศ์ วรเศรษฐการกิจ คณบดีวิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดง เอสซีเอ ผู้อยู่เบื้องหลังศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์ของเมืองไทยมากมาย “กั้ง” วรกร ศิริสรณ์ ที่คว้ารางวัล เดอะ สตาร์ คนที่ 10 ของเมืองไทย, “ถังเบียร์” ภูริวัชร์ ธีระชาติ ชนะเลิศจากการประกวดเอเอฟ 10, “โบว์” เมลดา สุศรี ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ ไทย ซูเปอร์ โมเดล คอนเทสต์ 2013, คิมเบอร์ลี่ แอน เทียมศิริ, “มิ้นต์” ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง, ใบเตย อาร์สยาม, “ไข่มุก” รุ่งรัตน์ เหม็งพานิช เดอะ วอยซ์ ไทยแลนด์ 4 และศิลปินดาราอีกหลายท่านที่วิทยาลัย Superstar College of Asia เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

สมัยวัยเด็ก “ภูมิ” พิสิษฎ์พงศ์ ศึกษาระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยรุ่น 142 เป็นเด็กเรียนดีอันดับ 1 ของโรงเรียน ได้รางวัลและทุนเรียนดีและยังได้ทุนโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS ไปศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา 1 ปี

“ภูมิ” พิสิษฎ์พงศ์ ยังเป็นนักกิจกรรมตัวยงของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นประธานชมรมคอมพิวเตอร์, ประธานเชียร์จตุรมิตรที่นำรุ่นน้องร้องเพลงเชียร์และแปลอักษร รวมไปถึงนักร้องประสานเสียงบีซีซี กลี คลับ อีกด้วย เรียกว่าโดดเด่นทั้งด้านวิชาการและกิจกรรมรอบด้าน ต่อมาได้เข้าศึกษาในคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและจบการศึกษาด้วยผลการเรียนเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ หลังจากจบการศึกษาระดับอุดมศึกษา ได้เริ่มต้นทำธุรกิจครั้งแรกในชีวิตด้วยการลงร่วมหุ้นกับผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกันเปิดบริษัทที่ปรึกษาด้านคอมพิวเตอร์จนประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วเป็นที่กล่าวขานในหมู่เพื่อนรุ่นเดียวกัน

จากนั้นไม่นาน “ภูมิ” พิสิษฎ์พงศ์ ได้หันมาสนใจเรื่องธุรกิจด้านบันเทิงและมองเห็นปัญหาของธุรกิจค่ายเพลงอิสระ หรือที่หลายคนเรียกว่า ค่ายเพลงอินดี้ และมีแนวคิดที่อยากจะแก้ปัญหาการทำงานของบุคลากรในวงการบันเทิงไทยให้มีคุณภาพพัฒนาไปสู่ระดับสากล จึงได้หันมาศึกษาเรื่องธุรกิจบันเทิงอย่างจริงจังและตั้งใจเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจบันเทิง มหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยคุณภาพอันดับต้นๆ ของโลก เมื่อสำเร็จการศึกษาก็กลับมาสานต่อเจตนารมณ์ของตัวเองจึงได้ก่อตั้ง “วิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดง” ในปี 2550 และตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ มีการพัฒนาหลักสูตรต่อเนื่อง จากหลักสูตรอคาเดมีจนมาเป็นหลักสูตรการศึกษาระดับสามัญ และอุดมศึกษาแห่งแรกในอาเซียน โดยเป็นหลักสูตรเดียวกับประเทศอังกฤษและเป็นวิทยาลัยศิลปะการแสดงแห่งเดียวในอาเซียน

“วิทยาลัยศิลปะและการแสดงแห่งแรกของเอเชีย มีเป้าหมายผลิตบุคลากรให้เป็น “ซูเปอร์สตาร์ในทุกวงการ” และนอกจากจะสร้างบุคลากรคุณภาพแล้วยังต้องปลูกฝังเรื่องคุณธรรมให้เป็นผู้นำทางด้านความคิดและเป็นแบบอย่างที่ดีในวงการบันเทิงไทยเพราะสมัยเรียนที่ ร.ร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผมได้รับการปลูกฝังเรื่องคุณธรรมจริยธรรมมาโดยตลอด รวมถึงได้เข้าร่วมอบรมจริยธรรม ปลูกฝังให้มีคุณธรรมมาตั้งแต่วัยเยาว์จนกระทั่งสำเร็จการศึกษา”  พิสิษฎ์พงศ์ ฝากทิ้งท้าย

นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ที่ี่สนใจ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.superstarcollege.com

 


หลังข้อตกลงปารีส…ความหวังในการหยุดวิกฤติโลกร้อนอยู่ที่ไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221489

การศึกษา-สาธารณสุข  :  31 ม.ค. 2559

หลังข้อตกลงปารีส…ความหวังในการหยุดวิกฤติโลกร้อนอยู่ที่ไหน?

หลากมิติเวทีทัศน์ : หลังข้อตกลงปารีส…ความหวังในการหยุดวิกฤติโลกร้อนอยู่ที่ไหน? : โดย…อารียา ติวะสุระเดช และ ฝ้ายคำ หาญณรงค์ / ภาพ…ฝ้ายคำ หาญณรงค์

                      ข้อตกลงปารีสที่เกิดขึ้นจาก การประชุมภาคีกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ ครั้งที่ 21 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส (UNFCCC COP21) ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโลกในการร่วมมือกันจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยแต่ละประเทศสมาชิกต่างตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือวิกฤติโลกร้อน เป็นปัญหาเร่งด่วนที่ไม่สามารถล่าช้าได้อีกต่อไป และจำเป็นต้องจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นเกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส ภายในสิ้นศตวรรษนี้
                      ประเทศไทยเองก็ตระหนักถึงความโหดร้ายจากโลกร้อน ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยขึ้นกล่าวในช่วงผู้นำเปิดการประชุม คอป 21 เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 ว่า ประเทศไทยตระหนักถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากโลกร้อน โดยเฉพาะความสำคัญในการปรับตัวเพื่อรับมือกับน้ำท่วมในประเทศที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลต่ำ ภัยแล้งและสงครามแย่งชิงน้ำที่จะเพิ่มภาระให้ภาคเกษตรอย่างมาก
                      ที่น่าภาคภูมิใจคือ ไทยเองก็ได้แสดงเจตจำนงร่วมแก้ปัญหาโลกร้อน ด้วยการประกาศเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นสองช่วง คือช่วงที่หนึ่ง ก่อนปี พ.ศ. 2563 (NAMAs) ที่ 7-20% และช่วงที่สอง เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างปี พ.ศ. 2563-2573 (INDCs) ที่ 20-25% นับจากระดับที่ปล่อยปกติ (Business as Usual/BAU) และไทยก็กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า จะดำเนินการได้ตามเป้าหมายในระยะแรก ดังที่ ประเสริฐ ศิรินภาพร ผู้อำนวยการสำนักงานประสานการจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แห่งสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ส.ผ.) ชี้แจงว่า ขณะนี้ไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว 4% และคาดว่าจะลดได้มากกว่าเป้าหมายระยะแรกคือ 7% ก่อนปี 2563 นับจากนี้ไป ประเทศไทยจะสามารถช่วยลดโลกร้อนได้แค่ไหน เป็นสิ่งที่สังคมจะต้องช่วยกันกระตุ้นและจับตาต่อไป
                      อย่างไรก็ตาม หากถามว่าข้อตกลงปารีสจะสามารถแก้วิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในตอนนี้ได้หรือไม่ สิ่งที่เราต้องรับรู้ก็คือ แม้ข้อตกลงฯ จะเชิญชวนทุกประเทศทั่วโลกยื่นคำสัญญาว่าจะช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไหร่ แต่เมื่อรวบรวมเป้าหมายที่ทุกประเทศได้ให้คำมั่นสัญญาไปแล้วในขณะนี้ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะป้องกันไม่ให้โลกร้อนขึ้นเกิน 2 องศาได้ อีกทั้งเป้าหมายของแต่ละประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้ข้อตกลง ก็เป็นไปโดยสมัครใจ ซึ่งไม่สามารถบังคับใครให้ลดการปล่อยก๊าซฯ เพิ่มขึ้นได้ เราจึงยังต้องช่วยกันผลักดันให้รัฐบาลทุกประเทศเพิ่มเป้าที่ตัวเองตั้งไว้โดยเร็วก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
                      ตัวแปรสำคัญที่สุดในการตอบว่า มนุษย์จะหยุดวิกฤติโลกร้อนได้หรือไม่ คือเชื้อเพลิงฟอสซิล ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการคำนวณโดยสถาบันวิจัยและองค์กรต่างๆ ทั่วโลกในเรื่องนี้ ที่สรุปได้ว่า หากเราเผาถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ทั้งหมดที่มนุษย์ค้นพบแล้ว จะปล่อยคาร์บอนเกินกว่าปริมาณที่ควรปล่อยเพื่อรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 2 องศาถึงประมาณ 3 เท่า นั่นหมายความว่า เราไม่สามารถพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในการสร้างโลกอนาคตได้อีกต่อไป และนี่คือข้อเท็จจริงที่น่าเป็นห่วง เพราะเรามีเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่มากเกินไป และเรายังเคยชินกับการใช้มันเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมนุษย์
                      ในอีกแง่มุมหนึ่ง ข้อตกลงปารีส ไม่ใช่สิ่งเดียวที่เราจะฝากความหวังในการแก้ปัญหาเรื่องโลกร้อน และเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เรายิ่งไม่ควรฝากความหวังไว้กับมัน แล้วเราควรฝากความหวังไว้กับอะไร ?
                      สิ่งที่เรามักมองข้ามไปคือ มีประชาชนจำนวนมากที่เริ่มลงมือปกป้องสภาพภูมิอากาศ ป้องกันการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมานานแล้ว ประชาชนเหล่านี้ คือประชาชนรากหญ้าที่กำลังต่อสู้เพื่อรักษาผืนดินอันเป็นบ้านและถิ่นฐานทำมาหากิน จากโครงการขุดเจาะถลุงใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น เหมืองถ่านหิน เหมืองทอง โรงไฟฟ้าถ่านหิน และการบุกรุกป่าไม้ ฯลฯ พวกเขาเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่กำลังปกป้องธรรมชาติ หยุดการปล่อยคาร์บอนเพิ่มเติมโดยการพิทักษ์ให้ฟอสซิลยังคงอยู่ใต้ดิน พวกเขาคือ “ผู้ปฏิบัติการหยุดโลกร้อนตัวจริง”
                      ยกตัวอย่าง เช่น ชาวบ้านที่แม่เมาะ จ.ลำปาง ที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองและโรงไฟฟ้าถ่านหิน แม้โครงการจะดำเนินการมาแล้วกว่า 40 ปี แต่ชาวบ้านแม่เมาะก็ยังเดินหน้าเรียกร้องผู้รับผิดชอบต่อผลกระทบทางลบ ต่อวิธีทำมาหากิน สุขภาพ และวิถีชีวิตที่พวกเขาต้องเผชิญ โดยการฟ้องร้องหน่วยงานราชการไทยให้รับผิดชอบมากขึ้น และแม้คดีของพวกเขาจะยืดเยื้อยาวนานกว่า 10 ปี ในที่สุด ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเมื่อปีที่ผ่านมาว่า กฟผ. ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องควบคุมการปล่อยมลพิษอากาศซึ่งทำลายสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม
                      แม้ว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญของภาวะโลกร้อน จะยังไม่ถือเป็นมลพิษอากาศตามกฎหมายไทย และไม่ถูกพูดถึงในคำฟ้องนั้น แต่การยืนหยัดต่อสู้อันยาวนานของชาวบ้านแม่เมาะ เป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจอันมีชีวิตและความรู้สึก ที่ทำให้ผู้คนมากมายทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ตระหนักถึงผลกระทบจากพลังงานถ่านหิน ต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ในขณะเดียวกัน ชาวบ้านอีกหลายพื้นที่ ก็กำลังลุกขึ้นมาหยุดการเผาไหม้ถ่านหินเพิ่ม เช่น ชาวบ้านเทพา ที่ จ.สงขลา ซึ่งกำลังต่อสู้กับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาขนาด 2,200 เมกะวัตต์ ชาวบ้านที่เขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเคลื่อนไหวปกป้องพื้นที่เกษตรและแหล่งน้ำ จากการตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อนขนาด 600 เมกะวัตต์
                      รวมทั้งชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ที่ อ.วังสะพุง จ.เลย ซึ่งยืนหยัดคัดค้านการขุดเจาะเหมืองทองเพิ่มเติมในพื้นที่เกษตรและต้นน้ำแม่น้ำเลย อีกทั้งยังผลักดันให้มีการฟื้นฟูลำห้วยที่โดนมลพิษจากเหมืองทองปนเปื้อน จนสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลยต้องออกมาประกาศห้ามชาวบ้านใช้น้ำ หลังจากกรมควบคุมมลพิษและกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ตรวจพบสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำ อาทิ สารหนู แมงกานีส แคดเมียม สูงเกินเกณฑ์มาตรฐานน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน และเกณฑ์คุณภาพน้ำบริโภคกรมอนามัย แม้จะไม่ใช่การยับยั้งอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนมหาศาลโดยตรงอย่างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ก็เป็นการแสดงพลังอย่างแข็งขันเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อลูกหลาน
                      ประเทศไทยยังโชคดีที่ยังมีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก ยังมีพื้นที่ป่าและแหล่งอาหารอีกมากมายที่ชุมชนคงรักษาไว้ และมีชาวบ้านที่ตระหนักถึงสิทธิในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนที่เขารักและห่วงใย เราจึงมีความหวังที่จะเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านการลดวิกฤติโลกร้อน และสามารถที่จะเป็นตัวอย่างในการปกป้องสิ่งแวดล้อมในสังคมอาเซียนเช่นกัน
                      ผลพวงที่สำคัญที่สุดของการขับเคลื่อนเพื่อปกป้องชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติที่ผ่านมา คือเสียงที่ต้องการปกป้องโลก ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพื้นที่ แต่กำลังขยายไปถึงจังหวัดอื่นๆ และเสียงในโลกออนไลน์ ที่ผู้คนจำนวนมากเริ่มรับรู้ข้อเท็จจริงและข่าวสารมากขึ้น ส่งข้อมูลผ่านต่อให้เพื่อนฝูง รวมทั้งไปร่วมปฏิบัติการของชุมชน เช่น ไปให้กำลังใจกลุ่มชาวบ้านในการรณรงค์ เช่น เครือข่ายอันดามันที่มาแสดงจุดยืนคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่โดยการอดอาหารที่กรุงเทพฯ การร่วมลงชื่อรณรงค์ หยุดโฆษณาชวนเชื่อถ่านหินสะอาด ในโลกออนไลน์ หรือการร่วมลงชื่อไม่เห็นด้วยกับกระบวนการอีเอชไอเอ ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อนที่จะทำลายแหล่งอาหารและเกษตรอินทรีย์
                      นับได้ว่า การต่อสู้อย่างยืนหยัดของชุมชนในพื้นที่ต่างๆ เป็นแนวหน้าที่ทำให้เราได้ยินเสียงสะท้อนซึ่งกำลังดังขึ้นเรื่อยๆ ของคนในสังคมไทย ว่าเราต้องการปกป้องสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และต้องการคุณภาพชีวิตที่ปลอดมลพิษสำหรับลูกหลานของเรา
                      กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา แม้ว่าการประชุมเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนภายใต้สหประชาชาติจะจัดขึ้นมาแล้วถึง 21 ครั้ง แต่ก็ยังล่าช้าเกินจะยับยั้งหายนะจากวิกฤติโลกร้อนหรือบรรเทาผลที่จะเกิดจากความวิปริตของธรรมชาติที่เกิดขึ้นแล้วได้อย่างทันท่วงที ถึงกระนั้นเราก็ยังไม่ควรสิ้นหวัง เพราะทางออกจากวิกฤติโลกร้อนอยู่ในมือเราทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่เราไม่ควรลืมคือ มีคนมากมายที่พร้อมจะต่อสู้เพื่อปกป้องผืนดินและชุมชน
                      บางที สิ่งที่ชาวบ้านซึ่งมักโดนตราหน้าว่าเป็น “พวกต่อต้านการพัฒนา” เหล่านี้กำลังทำอยู่ จริงๆ คือ “รักษาโลกให้ลูกหลานของพวกเราทุกคน”
—————————
(หลากมิติเวทีทัศน์ : หลังข้อตกลงปารีส…ความหวังในการหยุดวิกฤติโลกร้อนอยู่ที่ไหน? : โดย…อารียา ติวะสุระเดช และ ฝ้ายคำ หาญณรงค์ / ภาพ…ฝ้ายคำ หาญณรงค์)

เปิดเมืองบางกอกนี้ดีจัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221490

การศึกษา-สาธารณสุข  :  31 ม.ค. 2559

เปิดเมืองบางกอกนี้ดีจัง

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : เปิดเมืองบางกอกนี้ดีจัง เพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์รู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยง : โดย…สาวิตรี รักษาสิทธิ์

                      ปัจจุบันเด็กเยาวชนอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและพิษภัย เด็กสามารถเดินถึงร้านเหล้าได้ภายใน 7 นาที ไปร้านเกมและแหล่งพนันได้ในเวลา 15 นาที เข้าถึงซีดีลามกและสถานบันเทิงได้ใน 30 นาที ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่พวกเขาจะต้องมีภูมิคุ้มกันมีทักษะชีวิตรอบด้านมีสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นพิษเป็นภัย
                      อย่างไรก็ดีทุกฝ่ายคงต้องเร่งวางมาตรการร่วมมือร่วมใจกันส่งเสริมให้เกิดการรู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยง มีกิจกรรมสร้างสรรค์และเกิดพื้นที่ดีลดพื้นที่เสี่ยงเพื่อเอื้อต่อการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาเด็กเยาวชนรวมถึงประชากรกลุ่มคนทุกวัยในชุมชน
                      ที่น่าสนใจเมื่อไม่นานมานี้ กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ มูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนาสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดงานมหกรรมบางกอกนี้ดีจังภายใต้แนวคิด “เพลินบางกอกนี้…ดีจัง 3 ดีมีชีวิต” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ณ บริเวณลานยิ้มริมน้ำคลองบางหลวงวัดหงส์รัตนาราม บางกอกใหญ่ เพื่อรณรงค์ลดพื้นที่เสี่ยงมุ่งสู่การทำพื้นที่สร้างสรรค์สร้างกิจกรรมชุมชนให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
                      ภายในงานมีการแสดงจากกลุ่มเยาวชน Wow! บางกอกเชิดมังกร และทอล์ค&โชว์เพลงพื้นบ้านลิเกฮูลู รำโทน รำวงย้อนยุค และยังมีกระบวนการสื่อพัฒนาเด็กเยาวชน อาทิ เรียนรู้ลงมือทำ บ้านภูมิปัญญา เรือกระทงกาบมะพร้าว บิดกลีบบัว ภาพเขียนลายรดน้ำ นิทรรศการภาพถ่าย ภาพวาด เด็กเล่าเรื่องยิ้ม กิจกรรมทำมือ ศิลปะเรียกยิ้ม ปั้นแป้งหลากสี หน้ากากหรรษา ทำของเล่นสื่อสนุก กังหันลม และครัวยิ้ม เด็กทำขนม ฯลฯ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก
                      ดร.ผุสดี ตามไท รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อธิบายถึงการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ในครั้งนี้ว่ากรุงเทพมหานครเห็นถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชน จึงได้ร่วมกับมูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา สสย. สสส. และที่ขาดไม่ได้คือกลุ่มเด็กเยาวชนชุมชนโรงเรียนจากเครือข่ายบางกอกนี้ดีจังเขตบางกอกใหญ่ บางกอกน้อย บางพลัด พระนคร บึงกุ่ม และสวนหลวง ที่ช่วยผลักดันให้พื้นที่ชุมชน กทม.เกิดกิจกรรมบางกอกนี้ดีจังมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งเป็นการรณรงค์ให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์ พื้นที่ปลอดภัย พื้นที่ให้คนในชุมชนได้มาใช้ประโยชน์ พัฒนาศักยภาพเด็กเยาวชน คนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ อาทิ สื่อศิลปวัฒนธรรมการแสดงฝึกทักษะชีวิต ทำงานอาสา การออกแบบช่วยให้เกิดภูมิคุ้มกันในการเท่าทันตนเองเท่าทันสื่อเท่าทันสังคม และเกิดการใช้ภูมิปัญญาในชุมชนปกป้องดูแลสร้างชุมชนให้น่าอยู่ เอื้อต่อการพัฒนาส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนต่อไป
                      “ขณะนี้เรามีพื้นที่ตัวอย่างเกิดขึ้นแล้ว อาทิ พื้นที่เขตบางกอกใหญ่ ชุมชนวัดหงส์รัตนาราม ชุมชนวัดโพธิ์เรียง เขตบางกอกน้อย บางพลัด พระนคร บึงกุ่ม และสวนหลวง ได้เริ่มทำพื้นที่สร้างสรรค์และพร้อมขยายต่อยอดสู่ชุมชนอื่นๆ เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง หัวใจสำคัญของกิจกรรมนี้ คือการที่เด็กและเยาวชนคนในชุมชนตื่นตัวลุกขึ้นมาทำกิจกรรมด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอความหวังจากส่วนราชการ และในระยะยาวทุกภาคส่วนจะบูรณาการงานเข้ามาเองเป็นระบบที่เกิดจากฐานรากคือชาวบ้านจริง ไม่ใช่ระบบสั่งการจากบนสู่ล่าง” ดร.ผุสดี กล่าวย้ำ
                      ขณะที่่ สุรนาถ แป้นประเสริฐ แกนนำเครือข่ายเยาวชนบางกอกนี้ดีจัง กล่าวว่า ต้องชื่นชมและขอบคุณผู้ใหญ่ที่เห็นความสำคัญสนับสนุนกลุ่มเด็กเยาวชนและคนทั่วไปให้ได้มีพื้นที่ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ เนื่องจากปัจจุบันเด็กเยาวชนตกอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและพิษภัย เข้าถึงอบายมุข ยาเสพติด เหล้า บุหรี่ รวมถึงสื่อที่ไม่ปลอดภัยได้ง่ายมาก จึงหวังว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นวันนี้จะเป็นทางเลือกให้ทุกคนตื่นตัวต่อการทำกิจกรรมทางสังคม ใช้ศักยภาพสื่อสาร สร้างการรับรู้ สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้พัฒนาตนเองและส่วนรวม โดยเฉพาะการลุกขึ้นมาของเด็กและเยาวชนในการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมให้ได้ศึกษาเรียนรู้ชุมชน รวมถึงเปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้แสดงออกมากมาย รวมถึงมีการแสดงด้านศิลปวัฒนธรรมให้รับชม ซึ่งปีนี้มีการเปิดเส้นทางเดิน-ปั่น ตามยิ้ม 3 ดีมีชีวิตบางกอกนี้ดีจัง เพื่อสื่อสารกับคนในชุมชนถึงกิจกรรมครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม อยากให้เกิดกิจกรรมแบบนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างชุมชนให้น่าอยู่ ใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้ ทำกิจกรรมเชิงบวกร่วมกัน เพื่อให้นักเรียนเกิดภูมิคุ้มกันห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงสิ่งเสพติด
                      เรียกได้ว่า เมืองบางกอก ยังคงเป็นเมืองที่มีชุมชนเป็นมิตร เป็นเมืองน่าอยู่ เมืองที่สร้างวิถีสุข มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้เต็มไปด้วยสื่อภูมิปัญญา สื่อวัฒนธรรม สื่อศิลปะชุมชน เด็ก เยาวชน โรงเรียน ชุมชนสามารถได้รับและได้ใช้สื่อที่เหมาะสมต่อการพัฒนาในแต่ละช่วงวัย มีโอกาสเข้าถึงสื่อดีได้ โดยไม่จำกัดโอกาส เวลา และสถานที่ คนในชุมชนสามารถมาร่วมใช้ประโยชน์ ซึ่งหมายถึงการมีทักษะที่จะคิดวิเคราะห์เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันในการเท่าทันตนเอง เท่าทันสื่อ เท่าทันสังคม และเกิดการใช้ภูมิปัญญาของทุกฝ่ายในชุมชน เพื่อมีส่วนร่วมในการปกป้องดูแลและสร้างสรรค์ชุมชนร่วมกัน
—————————
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : เปิดเมืองบางกอกนี้ดีจัง เพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์รู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยง : โดย…สาวิตรี รักษาสิทธิ์)

มหิดลแจงกรณีอาจารย์สาวเบี้ยวทุนไม่ใช่รายแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221515

การศึกษา-สาธารณสุข  :  30 ม.ค. 2559

มหิดลแจงกรณีอาจารย์สาวเบี้ยวทุนไม่ใช่รายแรก

ม.มหิดลแจงกรณีอาจารย์สาวเบี้ยวทุน ชี้กรณีเช่นนี้มีอยู่ประปราย ไม่ใช่รายแรก

           30ม.ค.2559 ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลว่าอดีตอาจารย์หญิงรายหนึ่งของภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ มม.ได้ขอทุนรัฐบาลเพื่อไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยได้มีผู้คำประกัน 4 รายแต่ปรากฎว่าเมื่อจบการศึกษาอาจารย์หญิงคนดังกล่าวไม่กลับมาทำงานใช้ทุนที่ประเทศไทย ซึ่งมีเงื่อนไขว่ากรณีไม่ทำงานใช้ทุนจะต้องจ่ายเงินคืน 3 เท่าจากทุนที่ได้รับ 10 ล้านบาท หรือจำนวน 30 ล้านบาท ทำให้ผู้คำประกันทั้ง 4 รายต้องชดใช้แทนแต่ได้มีการเจรจาต่อศาลเพื่อขอลดหย่อนชดใช้ตามจำนวนทุนที่ได้รับ 10 ล้านบาทว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2536 ทางมหาวิทยาลัยได้เสนอชื่ออาจารย์หญิงคนดังกล่าว เพื่อขอเข้ารับทุนจากรัฐบาล เนื่องจากเห็นว่าเป็นคนเก่ง เรียนดี และมองว่าจะสามารถกลับมาทำประโยชน์ให้แก่ประเทศได้

ตามกระบวนการแล้วการขอทุนจากรัฐบาลก็จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด คือเมื่อเรียนจบกลับมาต้องชดใช้ทุน โดยทำงานให้หน่วยงานต้นสังกัด ซึ่งก็คือมหาวิทยาลัยมหิดล และเพราะในตอนขอทุนรัฐบาลนั้น อาจารย์หญิงคนดังกล่าวนั้นเพิ่งเรียนจบและทำงานได้เพียง 1 ปีจึงต้องมีผู้คำประกันให้ ก็ตามที่ปรากฎข่าวว่ามีผู้ค้ำประกัน 4 ราย อย่างไรก็ตาม อาจารย์หญิงคนดังกล่าวขอทุนเพื่อศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก จึงทำให้ใช้ระยะเวลาในการเรียนประมาณ 10 ปีทุนประมาณ 10 ล้านบาท

ศ.นพ.บรรจง กล่าวต่อว่า ประมาณปี 2547 อาจารย์หญิงคนดังกล่าวได้แจ้งมายังมหาวิทยาลัย ในฐานะต้นสังกัด ขอยกเลิกที่จะกลับมาทำงานใช้ทุนคืน ซึ่งตามเงื่อนไขการขอทุนรัฐบาลก็ต้องชดใช้เงินคืน ทำให้กระทรวงการคลัง ได้ประสานมายังมหาวิทยาลัยให้เร่งรัดติดตามอาจารย์คนดังกล่าวชดใช้เงินคืนเพราะเป็นเงินของประเทศ แต่เมื่อติดต่อไม่ได้ก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย ประสานและติดตามไปยังผู้ค้ำประกันทั้ง 4 รายชดใช้แทน โดยตลอดมา มหาวิทยาลัยไม่นิ่งนอนใจให้การช่วยเหลือ เจรจาต่อศาลเพื่อขอลดหย่อนเงินที่ต้องชดใช้คืนให้กับรัฐบาล เหลือจำนวนเท่าเงินทุน 10 ล้านบาท

“ทางอาจารย์หญิงคนดังกล่าวไปมีครอบครัวที่นั่น แล้วปฏิเสธที่จะกลับมาทำงานและใช้ทุนคืน เมื่อกระทรวงการคลังเร่งรัดมาที่มหาวิทยาลัยในฐานะต้นสังกัด เราก็ต้องไปติดตามจากผู้ค้ำประกัน เพราะเงินดังกล่าวไม่ใช่ตามกลับมาแล้วจะเข้ามหาวิทยาลัย แต่ต้องคืนให้กับรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาบุคคลที่ขอทุนรัฐบาลไปเรียนต่อต่างประเทศแล้วเบี้ยวไม่กลับมาชดใช้มีอยู่ประปราย รายนี้ไม่ใช่รายแรก แต่ที่ผ่านมาสังคมยังไม่มีสื่อโซเชียลมากขนาดนี้ อีกทั้ง ปัจจุบันคนในสังคมไม่ยอมรับคนที่ไม่มีจริยธรรม ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง จึงทำให้เรื่องดังกล่าวแพร่กระจายรวดเร็ว เพราะฉะนั้น ถ้าจะมีมาตรการทางสังคมแบบที่เป็นอยู่ก็ต้องปล่อยไป”รองอธิการบดี มม.กล่าว

ศ.นพ.บรรจง กล่าวต่อว่า ในการคัดเลือกคนเพื่อจะเสนอให้ขอทุนรัฐบาลจะต้องมีมาตรการเข้มข้นหรือไม่นั้น ความจริงแล้วทุกอย่างมีการตรวจสอบเข้มข้น ดูภูมิหลัง ความประพฤติของบุคคลนั้นๆ แต่ก็เป็นการดูในเวลาปัจจุบัน ซึ่งไม่มีทางตอบได้เลยว่าในอีก 10 ปีจากนี้บุคคลนั้นจะเปลี่ยนไปหรือไม่ เช่นกรณีอาจารย์หญิงคนดังกล่าว ซึ่งเห็นว่าเป็นคนเก่งมีความรับผิดชอบ น่าจะมาทำประโยชน์ให้ประเทศได้มาก แต่เมื่อไปเรียนต่อเขาไปมีครอบครัวและสุดท้ายก็เกิดเหตุการณ์เช่นนี้


กรมการแพทย์เร่งพัฒนา’การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221394

การศึกษา-สาธารณสุข  :  30 ม.ค. 2559

กรมการแพทย์เร่งพัฒนา’การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง’

กรมการแพทย์ จัดประชุมวิชาการระดับชาติ เรื่อง “การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง” เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองให้มีมาตรฐานเดียวกัน

          นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าาวว่า ปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์และเทคโนโลยีได้ชะลอการเสียชีวิต และยืดชีวิตมนุษย์ให้ยืนยาวขึ้น เมื่อระยะของโรคลุกลามเข้าสู่ระยะท้าย รักษาไม่หาย ผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่กับความทุกข์ด้านร่างกาย เช่น ทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด กระวนกระวาย ซึมเศร้า หายใจลำบาก ท้องผูก และอาการไม่สุขสบายอื่นๆ ทำให้ต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลเป็นระยะ ตลอดจนช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ พบว่า ค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของชีวิต มีมูลค่าสูงมากกว่าช่วงใดๆ ของชีวิต คิดเป็นร้อยละ 8-11 ต่อปี ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และเป็นร้อยละ 10 – 29 ของค่าใช้จ่ายผู้ป่วยใน จากการศึกษาพบว่า ในผู้ป่วยมะเร็งที่เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาล จะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 80,780 บาท ในปีสุดท้ายของชีวิต และมีวันนอนเฉลี่ย 29.2 วันต่อคน

“กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง และระยะสุดท้าย ซึ่งเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ให้ได้รับการดูแลจากบุคลากรการแพทย์ จนกระทั่งอยู่ในวาระท้ายของชีวิตอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมโยงตั้งแต่โรงพยาบาลจนถึงบ้าน เป็นการรักษาโรคตามมาตรฐานควบคู่การบรรเทาความทุกข์ทรมานทางกาย จิตใจ จิตวิญญาณตามหลักศาสนา ผู้ป่วยและญาติมีส่วนร่วมตัดสินใจในแนวทางการรักษา โดยสนับสนุนให้โรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่ง จัดตั้งหน่วยดูแล และทีมดูแลผู้ป่วยที่บ้าน เพื่อให้ผู้ป่วยอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ป้องกันและลดความทุกข์ทรมาน ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงดูแลครอบครัวของผู้ป่วยในทุกมิติ และจัดให้มีระบบการให้คำปรึกษา ประสานงานส่งต่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง”

โดยกรมการแพทย์ ได้รับมอบหมายเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ในการพัฒนาวิชาการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง จึงได้จัดการประชุม 2nd National Palliative and Hospice Care Conference ระหว่างวันที่ 24-26 กุมภาพันธ์ ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ โดยมี ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุม

อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ เพื่อสร้างความตระหนักในความสำคัญของการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง แก่บุคลากรทางการแพทย์ และสร้างเวทีเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์ และร่วมสร้างสรรค์ เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง รวมทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายการดำเนินการระหว่างหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สมาคมบริบาลผู้ป่วยระยะสุดท้าย สมาคมพยาบาลโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย ชมรมพยาบาลแบบประคับประคอง สภาการพยาบาล เป็นต้น เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมและผลักดันผลงานรูปแบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง

นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำมาตรฐานที่จำเป็นของระบบดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในหน่วยงานต่างๆ เพื่อกำหนดมาตรฐานหรือขั้นต่ำของครุภัณฑ์ การบริการและสถานที่ที่มีความจำเป็นในการจัดหอผู้ป่วยหรือมุมให้บริการตามระบบการดูแลผู้ป่วยแบบระคับประคอง ให้ครอบคลุมในทุกบริบท จำนวน 11 กลุ่มโรค อาทิ โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ โรคไต เป็นต้น รวมทั้งจัดให้มีโครงการศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในประชาคมอาเซียน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับประเทศต่างๆ และนำองค์ความรู้มาพัฒนาต่อยอดต่อไป

โดยในปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยให้เหมาะสมกับกลุ่มโรคและวัย และเหมาะสมกับสถานพยาบาลแต่ละระดับในบริบทของวัฒนธรรมประเพณีไทย ตั้งแต่ระดับสถาบันเชี่ยวชาญเฉพาะโรค และโรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปทุกแห่ง และขยายไปสู่โรงพยาบาลชุมชน 300 แห่งทั่วประเทศ


‘ครัวกลาง’เมืองแกศูนย์อาหารเด็กมาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221353

การศึกษา-สาธารณสุข  :  29 ม.ค. 2559

‘ครัวกลาง’เมืองแกศูนย์อาหารเด็กมาตรฐาน

‘ครัวกลาง’เมืองแกศูนย์อาหารเด็กมาตรฐาน :กมล หอมกลิ่นรายงาน

             จากข้อมูลขององค์การยูนิเซฟในปี 2555 ระบุว่า เด็กไทยที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ทุก 1 ใน 6 คน มีภาวะทุพโภชนาการ นั่นหมายถึงเด็กไทยกำลังเผชิญเรื่องการขาดสารอาหารและได้รับสารอาหารบางอย่างมากเกินความต้องการของร่างกาย จนส่งผลต่อพัฒนาการในด้านที่สำคัญ เช่น การเรียนรู้ และร่างกายแคระแกร็น ผอมแห้ง หรืออ้วน เป็นต้น ที่ผ่านมาในการที่จะพัฒนาระบบโภชนาการของเด็กนั้น ยังติดขัดปัญหาหลายประการ ทั้งเรื่องการจัดการงบประมาณที่มีจำกัด ทักษะการประกอบอาหาร และรวมถึงความเข้าใจในด้านโภชนาการของแม่ครัว เป็นต้น

ที่เทศบาลตำบลเมืองแก อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ จึงจัดการโภชนาการที่เรียกว่า “ครัวกลาง” ซึ่งเป็นโครงการที่สนับสนุนการสร้างระบบโภชนาการอาหารที่เหมาะสมของเด็กๆ ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่อยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาล เน้นการมีส่วนร่วมของครูศูนย์และชุมชนเป็นที่ตั้ง โดยในแต่ละสัปดาห์ครูในศูนย์จะสลับกันส่งเมนูอาหารมาที่แม่ครัว เพื่อให้เกิดการควบคุมเมนูที่สำคัญ วัตถุดิบที่ทำอาหารเกือบทั้งหมดกว่าร้อยละ 80 มาจากชุมชน

สุรศักดิ์ สิงหาร  ปลัดเทศบาลตำบลเมืองแก เล่าว่า การบริหารจัดการภายใต้งบประมาณค่าอาหารที่ได้รับจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมื้อละ 20 บาทต่อเด็กหนึ่งคน โดยการรวมเงินจากเดิมที่กระจายไปยังศูนย์ต่างๆ ทั้ง 4 ศูนย์ มาอยู่ที่เดียวกัน

จากนั้นก็จัดหาแม่ครัว 3 คน มาประจำที่โรงครัวของเทศบาล ซึ่งสภาเทศบาลได้อนุมัติงบประมาณในการสร้างโรงครัวจำนวน 817,000 บาท ที่ใช้พื้นที่ในเขตเทศบาลเป็นสถานที่ตั้ง หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาทีม โดยการส่งแม่ครัวและเจ้าหน้าที่ไปอบรมโภชนาการสมวัยที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือสสส. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนงบประมาณโครงการที่ได้จัดหลักสูตรให้เพื่อให้ทุกคนเข้าใจกระบวนการจัดการอาหารกลางวันและปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านการจัดการอาหาร เช่น หลักในการซื้อวัตถุดิบ เทคนิคการเตรียม การปรุงและการประกอบอาหาร หลักในการจัดทำเมนูหมุนเวียนในรอบ 1 เดือน รวมถึงเรื่องความสะอาดด้านสุขาภิบาลอาหารและโรงครัว โดยมีโปรแกรม Thai School Lunch หรือระบบแนะนำสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียน ซึ่งเป็นโปรแกรมออนไลน์อัตโนมัติ เป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ของแม่ครัวและเจ้าหน้าที่

“ครัวกลางของเทศบาลตำบลเมืองแกนั้น เน้นการมีส่วนร่วมของครูศูนย์และชุมชนเป็นที่ตั้ง โดยในแต่ละสัปดาห์ครูในศูนย์จะสลับกันส่งเมนูอาหารมาที่แม่ครัวเพื่อให้เกิดการควบคุมเมนู ที่สำคัญวัตถุดิบที่ทำอาหารเกือบทั้งหมดกว่าร้อยละ 80 มาจากชุมชน และอาหารเหล่านี้ก็รับประกันว่าเป็นพืชผักไร้สารพิษแน่นอน” ปลัดเทศบาลตำบลเมืองแก กล่าว

คำแสน ลักขษร  ตัวแทนกลุ่มข้าวอินทรีย์บ้านเมืองแก ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่มีรายได้จากโครงการครัวกลาง เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้กลุ่มข้าวอินทรีย์บ้านเมืองแกมีสมาชิกกลุ่มทั้งหมด 27 คน และกลุ่มได้ทำงานมา 7 ปีแล้ว การที่เทศบาลสนับสนุนโดยการซื้อข้าวอินทรีย์ของกลุ่มถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะทำให้ได้ขายข้าวในราคาที่ดีกว่าตลาดทั่วไป นับเป็นการเสริมกำลังใจให้แก่สมาชิกกลุ่มเป็นอย่างดี และที่สำคัญเด็กๆ ในชุมชนก็ได้กินข้าวที่ปลอดภัยด้วย

โครงการกิน กอด เล่น เล่า ซึ่งเป็นนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เทศบาลตำบลเมืองแกร่วมกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้นำมาดำเนินการ โดยให้ครูศูนย์ทำกิจกรรมกับผู้ปกครอง ทั้งการจัดอบรมและการลงพื้นที่ให้คำแนะนำผู้ปกครองเพื่อกระตุ้นให้บ้านแต่ละหลังทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างเด็กๆ และผู้ใหญ่ ผ่านวิธีการกิน  นั่นคือ ให้ผู้ปกครองเข้าใจถึงหลักการทำอาหารที่มีโภชนาการสมวัยให้แก่เด็กๆ กอดก็คือการมอบความรักความอบอุ่นให้เด็กๆ โดยการกอด เล่นก็คือการเล่นกับเด็กๆ ตามเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และเล่าก็คือการอ่านหนังสือให้ฟัง หรือการเล่านิทาน อันจะเป็นการสร้างจินตนาการที่ดีให้แก่เด็กๆ

เบญจวรรณ ปามา  หนึ่งในผู้ปกครองนักเรียนที่ได้ร่วมทำกิจกรรมผ่านโครงการกิน กอด เล่น เล่า บอกว่า หลังจากมีโครงการตอนนี้ลูกชอบกินผักมากขึ้น อาจเป็นเพราะที่ศูนย์เด็กคุณครูหัดให้กิน และที่สำคัญตนเองก็มีความเข้าใจในเรื่องโภชนาการมากขึ้นเช่น ตอนนี้ทุกเช้าทำกับข้าวพวกต้มจืดใส่หมู และตอนเย็นก็ไม่ขาดผักเหมือนกัน รวมถึงตอนเย็นก่อนนอนถ้ามีโอกาสก็มักเล่านิทานให้ฟัง เพื่อสร้างความอบอุ่นให้เขา ซึ่งตอนนี้ก็เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นหลายอย่าง

โครงการ “ครัวกลาง” ของเทศบาลตำบลเมืองแก ไม่ได้แก้ปัญหาเฉพาะเรื่องการจัดการโภชนาการอาหาร แต่ยังมีเรื่องการกระจายรายได้ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมความรักความอบอุ่นในครอบครัวและที่สำคัญทุกคนในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมเสมือนหนึ่งว่าเราเป็นเจ้าของร่วมกัน การเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่เหมาะสม เป็นการแบ่งเบาภาระของคุณครู ผู้ปกครองเองก็อุ่นใจว่าลูกหลานได้กินอาหารตามหลักโภชนาการ


มหกรรมศิลปินแห่งชาติสัญจรเปิดโอกาสให้เยาวชนสร้างงานศิลป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221352

การศึกษา-สาธารณสุข  :  29 ม.ค. 2559

มหกรรมศิลปินแห่งชาติสัญจรเปิดโอกาสให้เยาวชนสร้างงานศิลป์

มหกรรมศิลปินแห่งชาติสัญจรเปิดโอกาสให้เยาวชนสร้างงานศิลป์ : สุชาดา สอนกริ่ม-วิไลพร ศรีสุข มรภ.บุรีรัมย์ รายงาน

             ศิลปะก่อให้เกิดความสุข เกิดการเรียนรู้ความคิดสร้างสรรค์ ผลงานที่ถ่ายทอดออกมาล้วนมาจากจิตวิญญาณของความเป็นศิลปิน นับว่าเป็นโอกาสดีที่น้องๆ เยาวชนจะได้เปิดประสบการณ์ใหม่ในการสร้างสรรค์งานศิลปะกับศิลปินแห่งชาติที่มากด้วยประสบการณ์ในโครงการศิลปินแห่งชาติสัญจร เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาทักษะ และเสริมสร้างประสบการณ์ให้แก่เยาวชน โดยโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรมที่ดำเนินกิจกรรมถ่ายทอดงานศิลป์สู่เยาวชนภาคกลางตอนบน ณ โรงเรียนบางมูลนากภูมิวิทยาคม จ.พิจิตร

ความสามารถของคนเรานั้นแตกต่างกันอยู่ที่ว่าใครจะดึงความสามารถออกมาได้มากหรือน้อย โครงการถ่ายทอดงานศิลป์กับศิลปินแห่งชาติ : กิจกรรมศิลปินแห่งชาติสัญจรถ่ายทอดงานศิลป์สู่เยาวชนภาคกลางตอนบน จึงเกิดขึ้น เพื่อช่วยผลักดันให้น้องๆ ที่มีความสามารถได้มั่นใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นน้องที่รักในการถ่ายภาพเช่น ศราวุฒิ หนูเป้า หรือน้องพี นักเรียนชั้น ม.6 จากโรงเรียนเขาทรายทับคล้อพิทยา เจ้าของภาพ “พระองค์” ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศเทคนิคศิลปะผ่านเลนส์ ก็จะได้รับความรู้และความมั่นใจในการถ่ายภาพมากยิ่งขึ้น

น้องพี กล่าวว่า แรงบันดาลใจที่ทำให้รักในการถ่ายภาพมาจากการชื่นชอบครูคนหนึ่ง ซึ่งชอบถ่ายภาพและเป็นตากล้องประจำโรงเรียน จึงได้เรียนรู้วิธีการถ่ายภาพต่างๆ จากครู วันหนึ่งครูท่านนี้ย้ายไปสอนที่อื่น จากที่ชอบถ่ายภาพอยู่แล้วเลยรับเป็นตากล้องของโรงเรียนแทน และเมื่อมีโครงการถ่ายทอดงานศิลป์กับศิลปินแห่งชาติ ซึ่งมีฐานเทคนิคศิลปะผ่านเลนส์ จึงสมัครเข้าร่วมทันที เพราะคิดว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีช่วยให้เด็กๆ หลายๆ คนที่มีแรงบันดาลใจในเรื่องศิลปะได้มีแนวทางและแรงผลักดันให้สนใจในสิ่งที่ชอบเพิ่มมากขึ้น การได้รับรางวัลในครั้งนี้ดีใจมาก เพราะจะได้เอารางวัลไปให้ครูที่ชื่นชอบดู ท่านจะได้ชื่นชมในตัวเรามากขึ้น

อาจารย์ยรรยง โอฬาระชิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์  เล่าว่า ภาพที่ชนะรางวัลเป็นภาพที่เด่นสะดุดตา สิ่งต่างๆ ภายในรูปสมดุลกันหมด รูปภาพดูอ่อนช้อยไม่แข็งทื่อ ข้อบกพร่องอาจจะมีนิดหน่อย แต่ถ้าหากฝึกฝนอีกหน่อยก็จะชำนาญมากขึ้น เพราะเกณฑ์ในการตัดสินภาพก็จะดูที่เอกภาพ องค์ประกอบของภาพ มีการรับแสง ความชัดเจนของภาพ มุมกล้อง รวมกันแล้วเกิดเป็นเอกภาพและจุดเด่นของภาพ และที่สำคัญการถ่ายภาพก็เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้ เทคนิควิธีการถ่ายภาพ เพื่อนำไปพัฒนาและปรับใช้ในต่อๆ ไป

นายวรนันท์ ชัชวาลทิพากร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ เล่าต่อว่า เทคนิคการถ่ายภาพต้องพยายามโฟกัสในจุดที่ต้องการให้โดดเด่นและชัดเจน อธิบายพื้นฐานขั้นต้นในการถ่ายภาพเพื่อให้เด็กเข้าใจกระบวนการถ่ายภาพมากขึ้น หลังจากถ่ายภาพเสร็จให้เด็กเลือกภาพส่งเข้าประกวดคนละ 2 ภาพ เพื่อให้วิทยากรได้ชี้แนะว่า ภาพที่เขาถ่ายมาเป็นอย่างไร มุมกล้อง แสง องค์ประกอบโดยรวม เพื่อที่จะให้เขาเห็นแนวทางในการแก้ไขภาพของตัวเองและนำไปปรับใช้ให้การถ่ายภาพครั้งต่อไปให้ดียิ่งขึ้น

อาจารย์ชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ กล่าวว่าค่ายศิลปินแห่งชาติสัญจรเป็นค่ายที่ต้องการให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้พื้นฐานของศิลปะทุกแขนง โดยจะมีการแสดงศิลปะในแต่ละแขนงให้เด็กดูก่อนว่าสัมพันธ์กันอย่างไร พอเด็กเริ่มเข้าใจแล้วจึงแบ่งไปตามฐานต่างๆ ที่เด็กสนใจและเริ่มเรียนรู้เจาะลึกกับเหล่าศิลปินแห่งชาติในแต่ละฐานนั้นๆ นอกจากจะได้ความรู้แล้ว การที่เด็กได้รับรางวัลต่างๆ ก็จะเป็นกำลังใจและแรงผลักดันให้เด็กกล้าที่จะสร้างสรรค์ผลงานขึ้น ค่ายนี้แตกต่างจากค่ายอื่นตรงที่เปิดโลกทัศน์ให้เด็ก เด็กจึงจะได้เห็นสายสัมพันธ์ของงานศิลปะทั้งวรรณศิลป์ ทัศนศิลป์ และศิลปะการแสดง ไปพร้อมๆ กัน


คุยลูกเทพได้ควรปรึกษาแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221433

การศึกษา-สาธารณสุข  :  28 ม.ค. 2559

คุยลูกเทพได้ควรปรึกษาแพทย์

รมว.สธ.ชี้ ตุ๊กตาลูกเทพ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล คลายเหงาได้ แต่อย่าเกินเลยหมกมุ่นจนจิตหลอน แนะปรึกษาแพทย์หากถึงขั้นสื่อสารพูดคุยโต้ตอบได้

                      28 ม.ค. 59  ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่ากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกระแสการเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพ ว่า ถือเป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล หากเลี้ยงเพื่อช่วยคลายเหงา เล่นชั่วครั้งชั่วคราว ก็สามารถทำได้ แต่ควรอยู่ในความเป็นจริงและความพอดี อย่าเกินเลย ถ้าหมกมุ่นจนถึงขั้นเหมือนเกิดจิตหลอน คิดว่าสามารถพูดคุยโต้ตอบ หรือสื่อสารกับตุ๊กตาลูกเทพได้ ก็ต้องกลับมาดูตัวเอง ถ้าถึงขั้นคิดว่าสื่อสารได้ ก็ขอแนะนำว่าควรไปปรึกษาแพทย์
                      “ที่บอกว่าตุ๊กตาลูกเทพได้รับการปลุกเสกขึ้นมาสามารถที่จะสื่อสารได้ อยากให้คิดว่าของที่ขึ้นชื่อว่าปลุกเสก ก็ถือว่าเป็นสิ่งสมมติขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องจริง และอยากเตือนว่า ไม่อยากให้ไปหลงกับโปรโมชั่น และการโฆษณาที่หวังจะค้าขายเพื่อรายได้ เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของการตลาด ที่ผู้สูงอายุนิยมเลี้ยงเพื่อคลายความเหงาเนื่องจากไม่มีบุตรหลานใกล้ชิดนั้น ก็ทำได้ ทุกอย่างมีความพอดี หากอุ้มแล้วมีความสุขอยู่บนความพอดี ก็ควรปล่อยไป แต่คนรอบข้างก็ควรมีการสังเกตให้อยู่บนพื้นฐานของความพอดีด้วย”

‘ดาว์พงษ์’สั่งทบทวนเกณฑ์คัดเลือกผอ.ร.ร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221430

การศึกษา-สาธารณสุข  :  28 ม.ค. 2559

‘ดาว์พงษ์’สั่งทบทวนเกณฑ์คัดเลือกผอ.ร.ร.

‘ดาว์พงษ์’ สั่งทบทวนเกณฑ์คัดเลือก ผอ.ร.ร. ชี้ผู้บริหารเป็นหัวใจสำคัญ เล็งให้อำนาจ สพฐ.โยกย้าย ลงโทษ สอบสวนวินัยครู ชี้ที่ผ่านมากระบวนการล่าช้า

                      28 ม.ค. 59  พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหารือถึงแนวทางการเข้าสู่ตำแหน่งของผู้บริหาร โดยเฉพาะในตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เนื่องจากการที่ทำงานร่วมกับภาคเอกชน พบว่า กุญแจสำคัญที่จะทำให้การจัดการศึกษาประสบความสำเร็จ คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งหากเราคัดสรรคนดี คนเก่งมาเป็นผู้บริหารโรงเรียน โรงเรียนก็จะพัฒนาไปได้เร็ว จึงต้องมาดูว่ากติกาเดิมที่จะใช้ในการคัดเลือกมีความเหมาะสมหรือไม่ มีอะไรที่เป็นช่องว่าง ต้องมาปรับเพิ่มแก้ไข เพราะตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนมีผลมากต่อการพัฒนาการศึกษา
                      “จะสังเกตได้ว่าโรงเรียนที่พัฒนาได้เร็วส่วนมาก จะมีผู้อำนวยการโรงเรียนที่เก่ง ขยันทุ่มเท โรงเรียนที่พัฒนาได้ช้า ก็อาจจะมีปัจจัยอื่นบ้าง แต่หัวใจสำคัญคือผู้อำนวยการโรงเรียน ส่วนจะปรับหลักเกณฑ์การคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษาสังกัด สพฐ. โดยขอให้ผู้ที่เข้าคัดเลือกในกลุ่มประสบการณ์ ไม่ต้องผ่านการสอบข้อเขียน ตามที่ สพฐ.เสนอหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถบอกได้”
                      พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ตนได้มอบหมายให้ ก.ค.ศ.ไปหาแนวทางปรับแก้อำนาจในการบริหารงานบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ โดยให้ สพฐ.มีอำนาจในการโยกย้าย ลงโทษ หรือสอบสวนทางวินัยครู และบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด จากเดิมที่เป็นอำนาจของคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) นั้น ยังไม่ลงตัว แต่มีการพูดคุย และมอบหมายให้ สพฐ. และ ก.ค.ศ.ไปหารือร่วมกัน เพราะสังเกตว่ากระบวนการสอบสวนวินัยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีขั้นตอนที่ค่อนข้างล่าช้า
                      โดยเฉพาะการสอบสวนกรณีการทุจริต จึงต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรให้การสอบวินัยมีความรวดเร็วขึ้น ซึ่งเรื่องนี้โยงไปถึงการพิจารณาแต่งตั้ง ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้เขา เขาก็เลื่อนตำแหน่งไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมาดูว่าการลงโทษทำไมถึงช้า ส่วนจะต้องคืนอำนาจไปให้ สพฐ.หรือไม่นั้น ยังไม่คิดถึงเรื่องนั้น แต่ขอให้กระบวนการพิจารณาโทษมีความรวดเร็วขึ้น มีการกำกับและควบคุมได้ ไม่ใช่ปล่อยให้นานไปแล้วทำอะไรไม่ได้ ซึ่งตนจะตัดสินใจให้หน่วยงานไหนดูแล ก็ต้องมีข้อมูลจากทั้ง สพฐ.และ ก.ค.ศ.ประกอบการพิจารณาก่อน