ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221599

การศึกษา-สาธารณสุข : 1 ก.พ. 2559
พอเพียง…ที่เพียงพอโรงเรียนบ้านทุ่งนา
พอเพียง…ที่เพียงพอโรงเรียนบ้านทุ่งนา : ทัยรัตน์ ดีประเสริฐ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221599

พอเพียง…ที่เพียงพอโรงเรียนบ้านทุ่งนา
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221590

‘เอสซีเอ’ก้าวสู่ปีที่10วิทยาลัยปั้นศิลปินมาตรฐานอังกฤษ
ถ้าพูดถึงสถาบันการศึกษานักปั้นดาวที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทย คงไม่มีใครไม่รู้จัก วิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดง (Superstar College of Asia : SCA) อย่างแน่นอน หลายคนเคยรู้จักสถาบันการศึกษาแห่งนี้ในนาม Superstar Academy โรงเรียนสอนพิเศษดนตรีและศิลปะการแสดง ต่อมาได้พัฒนาหลักสูตรเป็น มัธยมปลาย (ร่วมมือกับโรงเรียนศรีวิกรม์) และหลักสูตรปริญญาตรี (ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสยาม) ที่ได้รับมาตรฐานจากกระทรวงศึกษาธิการ
“นับเป็นวิทยาลัยสร้างศิลปินแห่งแรกในประเทศไทยและในกลุ่มประเทศอาเซียนรวมทั้งยังเป็นสถาบันด้านการฝึกสอนดนตรีและการแสดงเดียวในประเทศไทยที่ได้รับรองคุณภาพจากบอร์ดการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษ EDEXCEL ว่ามีคุณภาพเท่าเทียมวิทยาลัยที่ประเทศอังกฤษ โดยใช้วิธีการคัดเลือกนักศึกษาประเภทสอบเข้าตรงผ่านการออดิชั่น โดยมีอาจารย์ผู้สอนที่มีทักษะความสามารถพร้อมในทุกๆ ด้าน” พิสิษฎ์พงศ์ วรเศรษฐการกิจ หรือภูมิ คณบดี วิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดง หรือเอสซีเอ เปิดฉากสนทนา
คณบดีนักปั้นดาว เล่าอีกว่า เอสซีเอมีอาจารย์ผู้สอนที่มีความรู้ ความสามารถทั้งด้านวิชาการ และประสบการณ์ทางด้านดนตรีและศิลปะการแสดงกว่า 100 ท่าน คอยให้ความรู้ นักเรียนนักศึกษาที่ได้เข้ามาเรียนที่วิทยาลัยแห่งนี้นอกจากจะได้ความรู้แล้ว ยังได้มีโอกาสฝึกฝนและปฏิบัติกับอุปกรณ์ที่มีพร้อมอย่างครบครัน ด้วยห้องเรียนที่มีรองรับอย่างมากมาย โดยปัจจุบันวิทยาลัยแห่งนี้มีนักเรียนนักศึกษารวมแล้วกว่า 4,000 คน ซึ่งแต่ละคนจะได้พบกับโอกาสทางอาชีพ จากศูนย์จัดหาอาชีพ (Career Center) ที่ทางวิทยาลัยได้จัดเตรียมไว้เพื่อแนะนำน้องๆ นักเรียน นักศึกษาทุกท่านได้ เข้าสู่สนามการทำงานจริงแบบมืออาชีพบนเส้นทางการทำงานเข้าสู่วงการบันเทิงทั้งไทยและต่างประเทศ
“ผู้ที่ผ่านการเรียนในทุกๆ หลักสูตร นั่นจะถูกปลูกฝังให้ มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความเป็นผู้นำ และรู้ความต้องการของตัวเอง เพื่อวางเป้าหมายให้กับชีวิตในอนาคตอย่างผู้มีคุณธรรม เมื่อสำเร็จการศึกษาก็สามารถบริการจัดการ สร้างผลงานของตัวเองเพื่อก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงหรือเส้นทางบันเทิงได้ด้วยตนเอง ทั้งการร้อง เต้น เล่นละคร การผลิตผลงาน การวางแผนธุรกิจ และการทำงานทั้งในเบื้องหน้าและเบื้องหลัง”
ดูเหมือนว่าที่ผ่านมา เอสซีเอมีนักเรียนนักศึกษาได้เข้าไปทำงานในวงการบันเทิงมากมาย อาทิ “ไข่มุก” รุ่งรัตน์ เหม็งพานิช จากรายการเดอะวอยซ์ ไทยแลนด์ 4 นักศึกษาชั้นปีที่ 2, เอกมล บุญโพธิ์ทอง เคพีเอ็น นักศึกษาชั้นปีที่ 3, “ออย” กุลจิรา ทองคำ เดอะวอยซ์ คิดส์ ไทยแลนด์ 1 นักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, “แป้ง” ณัฐณิชา ทิพยมณฑล เดอะสตาร์ 4 นักศึกษาชั้นปีที่ 2, “กวาง” อาริศา หอมกรุ่น จากรายการไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 และอีกมากมาย
“เพื่อเป็นการต้อนรับก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ในปี 2559 วิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดง ได้เปิดตัวหลักสูตรใหม่ 2 หลักสูตร คือหลักสูตรประกาศนีียบัตรวิชาชีพ และหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ด้านดนตรีศิลปะการแสดง (ร่วมมือกับสยามเทค) ซึ่งเป็นการสร้างนวัตกรรมด้านหลักสูตรอีกครั้งและยังเป็นการตอบสนองความต้องการผลักดันด้านหลักสูตรวิชาชีพตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในปีการศึกษานี้ด้วย อีกทั้งเพื่อเป็นการรองรับอุตสาหกรรมด้านบันเทิงที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในระดับประเทศสู่การเป็นประชาคมอาเซียน และยังเป็นการเพิ่มช่องทางความสนใจทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่สนใจทักษะด้านดนตรีและการแสดงอีกด้วย” พิสิษฎ์พงศ์ กล่าว
ว่ากันว่า พิสิษฎ์พงศ์ วรเศรษฐการกิจ คณบดีวิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดง เอสซีเอ ผู้อยู่เบื้องหลังศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์ของเมืองไทยมากมาย “กั้ง” วรกร ศิริสรณ์ ที่คว้ารางวัล เดอะ สตาร์ คนที่ 10 ของเมืองไทย, “ถังเบียร์” ภูริวัชร์ ธีระชาติ ชนะเลิศจากการประกวดเอเอฟ 10, “โบว์” เมลดา สุศรี ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ ไทย ซูเปอร์ โมเดล คอนเทสต์ 2013, คิมเบอร์ลี่ แอน เทียมศิริ, “มิ้นต์” ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง, ใบเตย อาร์สยาม, “ไข่มุก” รุ่งรัตน์ เหม็งพานิช เดอะ วอยซ์ ไทยแลนด์ 4 และศิลปินดาราอีกหลายท่านที่วิทยาลัย Superstar College of Asia เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
สมัยวัยเด็ก “ภูมิ” พิสิษฎ์พงศ์ ศึกษาระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยรุ่น 142 เป็นเด็กเรียนดีอันดับ 1 ของโรงเรียน ได้รางวัลและทุนเรียนดีและยังได้ทุนโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS ไปศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา 1 ปี
“ภูมิ” พิสิษฎ์พงศ์ ยังเป็นนักกิจกรรมตัวยงของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นประธานชมรมคอมพิวเตอร์, ประธานเชียร์จตุรมิตรที่นำรุ่นน้องร้องเพลงเชียร์และแปลอักษร รวมไปถึงนักร้องประสานเสียงบีซีซี กลี คลับ อีกด้วย เรียกว่าโดดเด่นทั้งด้านวิชาการและกิจกรรมรอบด้าน ต่อมาได้เข้าศึกษาในคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและจบการศึกษาด้วยผลการเรียนเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ หลังจากจบการศึกษาระดับอุดมศึกษา ได้เริ่มต้นทำธุรกิจครั้งแรกในชีวิตด้วยการลงร่วมหุ้นกับผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกันเปิดบริษัทที่ปรึกษาด้านคอมพิวเตอร์จนประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วเป็นที่กล่าวขานในหมู่เพื่อนรุ่นเดียวกัน
จากนั้นไม่นาน “ภูมิ” พิสิษฎ์พงศ์ ได้หันมาสนใจเรื่องธุรกิจด้านบันเทิงและมองเห็นปัญหาของธุรกิจค่ายเพลงอิสระ หรือที่หลายคนเรียกว่า ค่ายเพลงอินดี้ และมีแนวคิดที่อยากจะแก้ปัญหาการทำงานของบุคลากรในวงการบันเทิงไทยให้มีคุณภาพพัฒนาไปสู่ระดับสากล จึงได้หันมาศึกษาเรื่องธุรกิจบันเทิงอย่างจริงจังและตั้งใจเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจบันเทิง มหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยคุณภาพอันดับต้นๆ ของโลก เมื่อสำเร็จการศึกษาก็กลับมาสานต่อเจตนารมณ์ของตัวเองจึงได้ก่อตั้ง “วิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดง” ในปี 2550 และตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ มีการพัฒนาหลักสูตรต่อเนื่อง จากหลักสูตรอคาเดมีจนมาเป็นหลักสูตรการศึกษาระดับสามัญ และอุดมศึกษาแห่งแรกในอาเซียน โดยเป็นหลักสูตรเดียวกับประเทศอังกฤษและเป็นวิทยาลัยศิลปะการแสดงแห่งเดียวในอาเซียน
“วิทยาลัยศิลปะและการแสดงแห่งแรกของเอเชีย มีเป้าหมายผลิตบุคลากรให้เป็น “ซูเปอร์สตาร์ในทุกวงการ” และนอกจากจะสร้างบุคลากรคุณภาพแล้วยังต้องปลูกฝังเรื่องคุณธรรมให้เป็นผู้นำทางด้านความคิดและเป็นแบบอย่างที่ดีในวงการบันเทิงไทยเพราะสมัยเรียนที่ ร.ร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผมได้รับการปลูกฝังเรื่องคุณธรรมจริยธรรมมาโดยตลอด รวมถึงได้เข้าร่วมอบรมจริยธรรม ปลูกฝังให้มีคุณธรรมมาตั้งแต่วัยเยาว์จนกระทั่งสำเร็จการศึกษา” พิสิษฎ์พงศ์ ฝากทิ้งท้าย
นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ที่ี่สนใจ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.superstarcollege.com
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221489

หลังข้อตกลงปารีส…ความหวังในการหยุดวิกฤติโลกร้อนอยู่ที่ไหน?
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221490

เปิดเมืองบางกอกนี้ดีจัง
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221515

มหิดลแจงกรณีอาจารย์สาวเบี้ยวทุนไม่ใช่รายแรก
30ม.ค.2559 ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลว่าอดีตอาจารย์หญิงรายหนึ่งของภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ มม.ได้ขอทุนรัฐบาลเพื่อไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยได้มีผู้คำประกัน 4 รายแต่ปรากฎว่าเมื่อจบการศึกษาอาจารย์หญิงคนดังกล่าวไม่กลับมาทำงานใช้ทุนที่ประเทศไทย ซึ่งมีเงื่อนไขว่ากรณีไม่ทำงานใช้ทุนจะต้องจ่ายเงินคืน 3 เท่าจากทุนที่ได้รับ 10 ล้านบาท หรือจำนวน 30 ล้านบาท ทำให้ผู้คำประกันทั้ง 4 รายต้องชดใช้แทนแต่ได้มีการเจรจาต่อศาลเพื่อขอลดหย่อนชดใช้ตามจำนวนทุนที่ได้รับ 10 ล้านบาทว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2536 ทางมหาวิทยาลัยได้เสนอชื่ออาจารย์หญิงคนดังกล่าว เพื่อขอเข้ารับทุนจากรัฐบาล เนื่องจากเห็นว่าเป็นคนเก่ง เรียนดี และมองว่าจะสามารถกลับมาทำประโยชน์ให้แก่ประเทศได้
ตามกระบวนการแล้วการขอทุนจากรัฐบาลก็จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด คือเมื่อเรียนจบกลับมาต้องชดใช้ทุน โดยทำงานให้หน่วยงานต้นสังกัด ซึ่งก็คือมหาวิทยาลัยมหิดล และเพราะในตอนขอทุนรัฐบาลนั้น อาจารย์หญิงคนดังกล่าวนั้นเพิ่งเรียนจบและทำงานได้เพียง 1 ปีจึงต้องมีผู้คำประกันให้ ก็ตามที่ปรากฎข่าวว่ามีผู้ค้ำประกัน 4 ราย อย่างไรก็ตาม อาจารย์หญิงคนดังกล่าวขอทุนเพื่อศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก จึงทำให้ใช้ระยะเวลาในการเรียนประมาณ 10 ปีทุนประมาณ 10 ล้านบาท
ศ.นพ.บรรจง กล่าวต่อว่า ประมาณปี 2547 อาจารย์หญิงคนดังกล่าวได้แจ้งมายังมหาวิทยาลัย ในฐานะต้นสังกัด ขอยกเลิกที่จะกลับมาทำงานใช้ทุนคืน ซึ่งตามเงื่อนไขการขอทุนรัฐบาลก็ต้องชดใช้เงินคืน ทำให้กระทรวงการคลัง ได้ประสานมายังมหาวิทยาลัยให้เร่งรัดติดตามอาจารย์คนดังกล่าวชดใช้เงินคืนเพราะเป็นเงินของประเทศ แต่เมื่อติดต่อไม่ได้ก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย ประสานและติดตามไปยังผู้ค้ำประกันทั้ง 4 รายชดใช้แทน โดยตลอดมา มหาวิทยาลัยไม่นิ่งนอนใจให้การช่วยเหลือ เจรจาต่อศาลเพื่อขอลดหย่อนเงินที่ต้องชดใช้คืนให้กับรัฐบาล เหลือจำนวนเท่าเงินทุน 10 ล้านบาท
“ทางอาจารย์หญิงคนดังกล่าวไปมีครอบครัวที่นั่น แล้วปฏิเสธที่จะกลับมาทำงานและใช้ทุนคืน เมื่อกระทรวงการคลังเร่งรัดมาที่มหาวิทยาลัยในฐานะต้นสังกัด เราก็ต้องไปติดตามจากผู้ค้ำประกัน เพราะเงินดังกล่าวไม่ใช่ตามกลับมาแล้วจะเข้ามหาวิทยาลัย แต่ต้องคืนให้กับรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาบุคคลที่ขอทุนรัฐบาลไปเรียนต่อต่างประเทศแล้วเบี้ยวไม่กลับมาชดใช้มีอยู่ประปราย รายนี้ไม่ใช่รายแรก แต่ที่ผ่านมาสังคมยังไม่มีสื่อโซเชียลมากขนาดนี้ อีกทั้ง ปัจจุบันคนในสังคมไม่ยอมรับคนที่ไม่มีจริยธรรม ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง จึงทำให้เรื่องดังกล่าวแพร่กระจายรวดเร็ว เพราะฉะนั้น ถ้าจะมีมาตรการทางสังคมแบบที่เป็นอยู่ก็ต้องปล่อยไป”รองอธิการบดี มม.กล่าว
ศ.นพ.บรรจง กล่าวต่อว่า ในการคัดเลือกคนเพื่อจะเสนอให้ขอทุนรัฐบาลจะต้องมีมาตรการเข้มข้นหรือไม่นั้น ความจริงแล้วทุกอย่างมีการตรวจสอบเข้มข้น ดูภูมิหลัง ความประพฤติของบุคคลนั้นๆ แต่ก็เป็นการดูในเวลาปัจจุบัน ซึ่งไม่มีทางตอบได้เลยว่าในอีก 10 ปีจากนี้บุคคลนั้นจะเปลี่ยนไปหรือไม่ เช่นกรณีอาจารย์หญิงคนดังกล่าว ซึ่งเห็นว่าเป็นคนเก่งมีความรับผิดชอบ น่าจะมาทำประโยชน์ให้ประเทศได้มาก แต่เมื่อไปเรียนต่อเขาไปมีครอบครัวและสุดท้ายก็เกิดเหตุการณ์เช่นนี้
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221394

กรมการแพทย์เร่งพัฒนา’การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง’
นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าาวว่า ปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์และเทคโนโลยีได้ชะลอการเสียชีวิต และยืดชีวิตมนุษย์ให้ยืนยาวขึ้น เมื่อระยะของโรคลุกลามเข้าสู่ระยะท้าย รักษาไม่หาย ผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่กับความทุกข์ด้านร่างกาย เช่น ทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด กระวนกระวาย ซึมเศร้า หายใจลำบาก ท้องผูก และอาการไม่สุขสบายอื่นๆ ทำให้ต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลเป็นระยะ ตลอดจนช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ พบว่า ค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของชีวิต มีมูลค่าสูงมากกว่าช่วงใดๆ ของชีวิต คิดเป็นร้อยละ 8-11 ต่อปี ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และเป็นร้อยละ 10 – 29 ของค่าใช้จ่ายผู้ป่วยใน จากการศึกษาพบว่า ในผู้ป่วยมะเร็งที่เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาล จะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 80,780 บาท ในปีสุดท้ายของชีวิต และมีวันนอนเฉลี่ย 29.2 วันต่อคน
“กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง และระยะสุดท้าย ซึ่งเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ให้ได้รับการดูแลจากบุคลากรการแพทย์ จนกระทั่งอยู่ในวาระท้ายของชีวิตอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมโยงตั้งแต่โรงพยาบาลจนถึงบ้าน เป็นการรักษาโรคตามมาตรฐานควบคู่การบรรเทาความทุกข์ทรมานทางกาย จิตใจ จิตวิญญาณตามหลักศาสนา ผู้ป่วยและญาติมีส่วนร่วมตัดสินใจในแนวทางการรักษา โดยสนับสนุนให้โรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่ง จัดตั้งหน่วยดูแล และทีมดูแลผู้ป่วยที่บ้าน เพื่อให้ผู้ป่วยอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ป้องกันและลดความทุกข์ทรมาน ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงดูแลครอบครัวของผู้ป่วยในทุกมิติ และจัดให้มีระบบการให้คำปรึกษา ประสานงานส่งต่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง”
โดยกรมการแพทย์ ได้รับมอบหมายเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ในการพัฒนาวิชาการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง จึงได้จัดการประชุม 2nd National Palliative and Hospice Care Conference ระหว่างวันที่ 24-26 กุมภาพันธ์ ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ โดยมี ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุม
อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ เพื่อสร้างความตระหนักในความสำคัญของการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง แก่บุคลากรทางการแพทย์ และสร้างเวทีเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์ และร่วมสร้างสรรค์ เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง รวมทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายการดำเนินการระหว่างหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สมาคมบริบาลผู้ป่วยระยะสุดท้าย สมาคมพยาบาลโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย ชมรมพยาบาลแบบประคับประคอง สภาการพยาบาล เป็นต้น เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมและผลักดันผลงานรูปแบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง
นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำมาตรฐานที่จำเป็นของระบบดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในหน่วยงานต่างๆ เพื่อกำหนดมาตรฐานหรือขั้นต่ำของครุภัณฑ์ การบริการและสถานที่ที่มีความจำเป็นในการจัดหอผู้ป่วยหรือมุมให้บริการตามระบบการดูแลผู้ป่วยแบบระคับประคอง ให้ครอบคลุมในทุกบริบท จำนวน 11 กลุ่มโรค อาทิ โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ โรคไต เป็นต้น รวมทั้งจัดให้มีโครงการศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในประชาคมอาเซียน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับประเทศต่างๆ และนำองค์ความรู้มาพัฒนาต่อยอดต่อไป
โดยในปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยให้เหมาะสมกับกลุ่มโรคและวัย และเหมาะสมกับสถานพยาบาลแต่ละระดับในบริบทของวัฒนธรรมประเพณีไทย ตั้งแต่ระดับสถาบันเชี่ยวชาญเฉพาะโรค และโรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปทุกแห่ง และขยายไปสู่โรงพยาบาลชุมชน 300 แห่งทั่วประเทศ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221353

‘ครัวกลาง’เมืองแกศูนย์อาหารเด็กมาตรฐาน
จากข้อมูลขององค์การยูนิเซฟในปี 2555 ระบุว่า เด็กไทยที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ทุก 1 ใน 6 คน มีภาวะทุพโภชนาการ นั่นหมายถึงเด็กไทยกำลังเผชิญเรื่องการขาดสารอาหารและได้รับสารอาหารบางอย่างมากเกินความต้องการของร่างกาย จนส่งผลต่อพัฒนาการในด้านที่สำคัญ เช่น การเรียนรู้ และร่างกายแคระแกร็น ผอมแห้ง หรืออ้วน เป็นต้น ที่ผ่านมาในการที่จะพัฒนาระบบโภชนาการของเด็กนั้น ยังติดขัดปัญหาหลายประการ ทั้งเรื่องการจัดการงบประมาณที่มีจำกัด ทักษะการประกอบอาหาร และรวมถึงความเข้าใจในด้านโภชนาการของแม่ครัว เป็นต้น
ที่เทศบาลตำบลเมืองแก อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ จึงจัดการโภชนาการที่เรียกว่า “ครัวกลาง” ซึ่งเป็นโครงการที่สนับสนุนการสร้างระบบโภชนาการอาหารที่เหมาะสมของเด็กๆ ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่อยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาล เน้นการมีส่วนร่วมของครูศูนย์และชุมชนเป็นที่ตั้ง โดยในแต่ละสัปดาห์ครูในศูนย์จะสลับกันส่งเมนูอาหารมาที่แม่ครัว เพื่อให้เกิดการควบคุมเมนูที่สำคัญ วัตถุดิบที่ทำอาหารเกือบทั้งหมดกว่าร้อยละ 80 มาจากชุมชน
สุรศักดิ์ สิงหาร ปลัดเทศบาลตำบลเมืองแก เล่าว่า การบริหารจัดการภายใต้งบประมาณค่าอาหารที่ได้รับจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมื้อละ 20 บาทต่อเด็กหนึ่งคน โดยการรวมเงินจากเดิมที่กระจายไปยังศูนย์ต่างๆ ทั้ง 4 ศูนย์ มาอยู่ที่เดียวกัน
จากนั้นก็จัดหาแม่ครัว 3 คน มาประจำที่โรงครัวของเทศบาล ซึ่งสภาเทศบาลได้อนุมัติงบประมาณในการสร้างโรงครัวจำนวน 817,000 บาท ที่ใช้พื้นที่ในเขตเทศบาลเป็นสถานที่ตั้ง หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาทีม โดยการส่งแม่ครัวและเจ้าหน้าที่ไปอบรมโภชนาการสมวัยที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือสสส. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนงบประมาณโครงการที่ได้จัดหลักสูตรให้เพื่อให้ทุกคนเข้าใจกระบวนการจัดการอาหารกลางวันและปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านการจัดการอาหาร เช่น หลักในการซื้อวัตถุดิบ เทคนิคการเตรียม การปรุงและการประกอบอาหาร หลักในการจัดทำเมนูหมุนเวียนในรอบ 1 เดือน รวมถึงเรื่องความสะอาดด้านสุขาภิบาลอาหารและโรงครัว โดยมีโปรแกรม Thai School Lunch หรือระบบแนะนำสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียน ซึ่งเป็นโปรแกรมออนไลน์อัตโนมัติ เป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ของแม่ครัวและเจ้าหน้าที่
“ครัวกลางของเทศบาลตำบลเมืองแกนั้น เน้นการมีส่วนร่วมของครูศูนย์และชุมชนเป็นที่ตั้ง โดยในแต่ละสัปดาห์ครูในศูนย์จะสลับกันส่งเมนูอาหารมาที่แม่ครัวเพื่อให้เกิดการควบคุมเมนู ที่สำคัญวัตถุดิบที่ทำอาหารเกือบทั้งหมดกว่าร้อยละ 80 มาจากชุมชน และอาหารเหล่านี้ก็รับประกันว่าเป็นพืชผักไร้สารพิษแน่นอน” ปลัดเทศบาลตำบลเมืองแก กล่าว
คำแสน ลักขษร ตัวแทนกลุ่มข้าวอินทรีย์บ้านเมืองแก ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่มีรายได้จากโครงการครัวกลาง เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้กลุ่มข้าวอินทรีย์บ้านเมืองแกมีสมาชิกกลุ่มทั้งหมด 27 คน และกลุ่มได้ทำงานมา 7 ปีแล้ว การที่เทศบาลสนับสนุนโดยการซื้อข้าวอินทรีย์ของกลุ่มถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะทำให้ได้ขายข้าวในราคาที่ดีกว่าตลาดทั่วไป นับเป็นการเสริมกำลังใจให้แก่สมาชิกกลุ่มเป็นอย่างดี และที่สำคัญเด็กๆ ในชุมชนก็ได้กินข้าวที่ปลอดภัยด้วย
โครงการกิน กอด เล่น เล่า ซึ่งเป็นนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เทศบาลตำบลเมืองแกร่วมกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้นำมาดำเนินการ โดยให้ครูศูนย์ทำกิจกรรมกับผู้ปกครอง ทั้งการจัดอบรมและการลงพื้นที่ให้คำแนะนำผู้ปกครองเพื่อกระตุ้นให้บ้านแต่ละหลังทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างเด็กๆ และผู้ใหญ่ ผ่านวิธีการกิน นั่นคือ ให้ผู้ปกครองเข้าใจถึงหลักการทำอาหารที่มีโภชนาการสมวัยให้แก่เด็กๆ กอดก็คือการมอบความรักความอบอุ่นให้เด็กๆ โดยการกอด เล่นก็คือการเล่นกับเด็กๆ ตามเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และเล่าก็คือการอ่านหนังสือให้ฟัง หรือการเล่านิทาน อันจะเป็นการสร้างจินตนาการที่ดีให้แก่เด็กๆ
เบญจวรรณ ปามา หนึ่งในผู้ปกครองนักเรียนที่ได้ร่วมทำกิจกรรมผ่านโครงการกิน กอด เล่น เล่า บอกว่า หลังจากมีโครงการตอนนี้ลูกชอบกินผักมากขึ้น อาจเป็นเพราะที่ศูนย์เด็กคุณครูหัดให้กิน และที่สำคัญตนเองก็มีความเข้าใจในเรื่องโภชนาการมากขึ้นเช่น ตอนนี้ทุกเช้าทำกับข้าวพวกต้มจืดใส่หมู และตอนเย็นก็ไม่ขาดผักเหมือนกัน รวมถึงตอนเย็นก่อนนอนถ้ามีโอกาสก็มักเล่านิทานให้ฟัง เพื่อสร้างความอบอุ่นให้เขา ซึ่งตอนนี้ก็เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นหลายอย่าง
โครงการ “ครัวกลาง” ของเทศบาลตำบลเมืองแก ไม่ได้แก้ปัญหาเฉพาะเรื่องการจัดการโภชนาการอาหาร แต่ยังมีเรื่องการกระจายรายได้ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมความรักความอบอุ่นในครอบครัวและที่สำคัญทุกคนในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมเสมือนหนึ่งว่าเราเป็นเจ้าของร่วมกัน การเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่เหมาะสม เป็นการแบ่งเบาภาระของคุณครู ผู้ปกครองเองก็อุ่นใจว่าลูกหลานได้กินอาหารตามหลักโภชนาการ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221352

มหกรรมศิลปินแห่งชาติสัญจรเปิดโอกาสให้เยาวชนสร้างงานศิลป์
ศิลปะก่อให้เกิดความสุข เกิดการเรียนรู้ความคิดสร้างสรรค์ ผลงานที่ถ่ายทอดออกมาล้วนมาจากจิตวิญญาณของความเป็นศิลปิน นับว่าเป็นโอกาสดีที่น้องๆ เยาวชนจะได้เปิดประสบการณ์ใหม่ในการสร้างสรรค์งานศิลปะกับศิลปินแห่งชาติที่มากด้วยประสบการณ์ในโครงการศิลปินแห่งชาติสัญจร เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาทักษะ และเสริมสร้างประสบการณ์ให้แก่เยาวชน โดยโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรมที่ดำเนินกิจกรรมถ่ายทอดงานศิลป์สู่เยาวชนภาคกลางตอนบน ณ โรงเรียนบางมูลนากภูมิวิทยาคม จ.พิจิตร
ความสามารถของคนเรานั้นแตกต่างกันอยู่ที่ว่าใครจะดึงความสามารถออกมาได้มากหรือน้อย โครงการถ่ายทอดงานศิลป์กับศิลปินแห่งชาติ : กิจกรรมศิลปินแห่งชาติสัญจรถ่ายทอดงานศิลป์สู่เยาวชนภาคกลางตอนบน จึงเกิดขึ้น เพื่อช่วยผลักดันให้น้องๆ ที่มีความสามารถได้มั่นใจในตัวเองมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นน้องที่รักในการถ่ายภาพเช่น ศราวุฒิ หนูเป้า หรือน้องพี นักเรียนชั้น ม.6 จากโรงเรียนเขาทรายทับคล้อพิทยา เจ้าของภาพ “พระองค์” ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศเทคนิคศิลปะผ่านเลนส์ ก็จะได้รับความรู้และความมั่นใจในการถ่ายภาพมากยิ่งขึ้น
น้องพี กล่าวว่า แรงบันดาลใจที่ทำให้รักในการถ่ายภาพมาจากการชื่นชอบครูคนหนึ่ง ซึ่งชอบถ่ายภาพและเป็นตากล้องประจำโรงเรียน จึงได้เรียนรู้วิธีการถ่ายภาพต่างๆ จากครู วันหนึ่งครูท่านนี้ย้ายไปสอนที่อื่น จากที่ชอบถ่ายภาพอยู่แล้วเลยรับเป็นตากล้องของโรงเรียนแทน และเมื่อมีโครงการถ่ายทอดงานศิลป์กับศิลปินแห่งชาติ ซึ่งมีฐานเทคนิคศิลปะผ่านเลนส์ จึงสมัครเข้าร่วมทันที เพราะคิดว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีช่วยให้เด็กๆ หลายๆ คนที่มีแรงบันดาลใจในเรื่องศิลปะได้มีแนวทางและแรงผลักดันให้สนใจในสิ่งที่ชอบเพิ่มมากขึ้น การได้รับรางวัลในครั้งนี้ดีใจมาก เพราะจะได้เอารางวัลไปให้ครูที่ชื่นชอบดู ท่านจะได้ชื่นชมในตัวเรามากขึ้น
อาจารย์ยรรยง โอฬาระชิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ เล่าว่า ภาพที่ชนะรางวัลเป็นภาพที่เด่นสะดุดตา สิ่งต่างๆ ภายในรูปสมดุลกันหมด รูปภาพดูอ่อนช้อยไม่แข็งทื่อ ข้อบกพร่องอาจจะมีนิดหน่อย แต่ถ้าหากฝึกฝนอีกหน่อยก็จะชำนาญมากขึ้น เพราะเกณฑ์ในการตัดสินภาพก็จะดูที่เอกภาพ องค์ประกอบของภาพ มีการรับแสง ความชัดเจนของภาพ มุมกล้อง รวมกันแล้วเกิดเป็นเอกภาพและจุดเด่นของภาพ และที่สำคัญการถ่ายภาพก็เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้ เทคนิควิธีการถ่ายภาพ เพื่อนำไปพัฒนาและปรับใช้ในต่อๆ ไป
นายวรนันท์ ชัชวาลทิพากร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ เล่าต่อว่า เทคนิคการถ่ายภาพต้องพยายามโฟกัสในจุดที่ต้องการให้โดดเด่นและชัดเจน อธิบายพื้นฐานขั้นต้นในการถ่ายภาพเพื่อให้เด็กเข้าใจกระบวนการถ่ายภาพมากขึ้น หลังจากถ่ายภาพเสร็จให้เด็กเลือกภาพส่งเข้าประกวดคนละ 2 ภาพ เพื่อให้วิทยากรได้ชี้แนะว่า ภาพที่เขาถ่ายมาเป็นอย่างไร มุมกล้อง แสง องค์ประกอบโดยรวม เพื่อที่จะให้เขาเห็นแนวทางในการแก้ไขภาพของตัวเองและนำไปปรับใช้ให้การถ่ายภาพครั้งต่อไปให้ดียิ่งขึ้น
อาจารย์ชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ กล่าวว่าค่ายศิลปินแห่งชาติสัญจรเป็นค่ายที่ต้องการให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้พื้นฐานของศิลปะทุกแขนง โดยจะมีการแสดงศิลปะในแต่ละแขนงให้เด็กดูก่อนว่าสัมพันธ์กันอย่างไร พอเด็กเริ่มเข้าใจแล้วจึงแบ่งไปตามฐานต่างๆ ที่เด็กสนใจและเริ่มเรียนรู้เจาะลึกกับเหล่าศิลปินแห่งชาติในแต่ละฐานนั้นๆ นอกจากจะได้ความรู้แล้ว การที่เด็กได้รับรางวัลต่างๆ ก็จะเป็นกำลังใจและแรงผลักดันให้เด็กกล้าที่จะสร้างสรรค์ผลงานขึ้น ค่ายนี้แตกต่างจากค่ายอื่นตรงที่เปิดโลกทัศน์ให้เด็ก เด็กจึงจะได้เห็นสายสัมพันธ์ของงานศิลปะทั้งวรรณศิลป์ ทัศนศิลป์ และศิลปะการแสดง ไปพร้อมๆ กัน
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221433

คุยลูกเทพได้ควรปรึกษาแพทย์
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221430

‘ดาว์พงษ์’สั่งทบทวนเกณฑ์คัดเลือกผอ.ร.ร.