หมอฟันหนีทุนยอมใช้หนี้แล้วพร้อมดอกเบี้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221733

หมอฟันหนีหนี้,หมอ,ฟัน,หนี,ทุน,หนี้,ดอกเบี้ย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 ก.พ. 2559

หมอฟันหนีทุนยอมใช้หนี้แล้วพร้อมดอกเบี้ย

หมอฟันหนีทุนยอมแล้ว ส่งข้อความถึงผู้ค้ำยอมจ่ายเงินกู้พร้อมดอกเบี้ย หลังจากม.มหิดลเตรียมฟ้องล้มละลาย

            ความคืบหน้าหลังจากทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ โพสต์เฟซบุ๊กระบายความในใจเนื่องจากต้องชดใช้หนี้จำนวน 2 ล้านจากการเซ็นค้ำประกัน ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการขอทุนไปเรียนต่อปริญญาโทและเอกในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ปรากฏว่า เมื่อเรียนจบทพญ.ดลฤดี ไม่ยอมกลับมาประเทศไทย ทำให้ทพ.เผด็จ และอาจารย์หมอ พร้อมแพทย์หญิงอีก 2 คนต้องจำยอมชดใช้หนี้จากการเซ็นค้ำประกันจำนวนสูงถึง 8 ล้านบาท ล่าสุดทางมหาวิทยาลัยมหิดลได้เปิดแถลงข่าวเพื่อออกมาชี้แจงข้อสงสัยต่างๆ พร้อมกับจะดำเนินการแจ้งความทพญ.ดลฤดีในข้อหาล้มละลาย

ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์นี้ทพ.เผด็จได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คส่วนตัวช่วงเช้าของวันนี้ซึ่งเป็นข้อความจากทพญ.ดลฤดีที่ส่งทางเมล์ถึงเพื่อนที่เป็นผู้ค้ำประกันความว่า

“As I mentioned to you, P’Pui, P’Padet and Aj Araya several times that I will pay all of you the loan you got plus interest, I’m still looking for a way to find the money to pay you and perhaps, it may be better that you hear it directly form me so that
you can be reassured that I will do it as I promise?

I just talked to P’Pui and she’s aware of my intention and sincerity.

Please give me the best number and time for me to call you.

Porsche

“อย่างที่เคยบอกไปแล้วหลายครั้งกับพี่ปุ้ย พี่เผด็จ และอาจารย์อารยาว่า ฉันจะจ่ายเงินกู้คืนให้ทั้งหมดพร้อมกับดอกเบี้ย ฉันกำลังหาทางเอาเงินมาจ่ายคืนพวกคุณอยู่ ซึ่งบางทีจะเป็นการดีกว่าถ้าคุณฟังจากฉันโดยตรงเพื่อให้มั่นใจว่าฉันจะทำตามสัญญาฉันเพิ่งคุยกับพี่ปุ้ย และเธอรับรู้ถึงเจตนาและความจริงใจของฉันช่วยบอกหมายเลขโทรศัพท์และเวลาที่สะดวกให้ฉันติดต่อได้

ปอร์เช่”

 


ก่อนเซ็น‘ค้ำประกัน’บทเรียน‘หมอฟันหนีหนี้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221722

หนีหนี้,เซ็น,ค้ำประกัน,บทเรียน,หมอ,ฟัน,หนี,หนี้

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 ก.พ. 2559

ก่อนเซ็น‘ค้ำประกัน’บทเรียน‘หมอฟันหนีหนี้’

ก่อนเซ็น‘ค้ำประกัน’บทเรียน‘หมอฟันหนีหนี้’ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

            จากกรณีโลกออนไลน์รุมต่อต้าน “หมอฟันสาว” ผู้รับเงินทุนการศึกษาไปเรียนต่อสหรัฐอเมริกา 10 ล้านบาท แล้วเพิกเฉยไม่กลับมาชดใช้จนทำให้ “ผู้ค้ำประกัน” จำนวน 4 คน ต้องเดือดร้อน

กรณีนี้สร้างความสงสัยให้แก่สังคมว่า ผู้ค้ำประกันมีวิธีเรียกร้องเงินที่จ่ายให้เจ้าหนี้ไปได้หรือไม่?

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ประเทศไทยประกาศใช้กฎหมายแก้ไขปรับปรุงใหม่เกี่ยวกับการค้ำประกัน ทำให้เกิดความสับสนว่ากฎหมายนี้จะมีผลกับคดีที่เกิดขึ้นในปัจจุบันช่วงเวลาใดและอย่างไร

“การค้ำประกัน” หมายถึง บุคคลหนึ่งยอมรับที่จะชำระหนี้แทนอีกบุคคล “หากเขาไม่ชำระหนี้” ให้แก่เจ้าหนี้

ที่ผ่านมากฎหมายค้ำประกันโดนต่อต้านจากเครือข่ายผู้เป็นหนี้สิน เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ไม่ยุติธรรมต่อผู้ที่มาช่วยค้ำประกันให้ลูกหนี้ ดังนั้นจึงมีความพยายามเคลื่อนไหวผลักดันให้ปรับปรุมมาตลอดหลายรัฐบาล แต่มาสำเร็จในยุคสมัย คสช. นั่นคือ

“พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2557” (หนี้ ค้ำประกัน จำนอง) หรือเรียกทั่วไปว่า “กฎหมายค้ำประกันฉบับปรับปรุงใหม่ 2558” มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 12 กุมภาพันธ์ 2558

หากสรุปเฉพาะรายละเอียดสำคัญ พบการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 3 ประการในส่วนของ “ผู้ค้ำประกัน” ได้แก่

1.ฉบับเก่าไม่เคยจำกัดเงินหนี้ค้ำประกัน แต่ฉบับใหม่กำหนดให้จำกัดวงเงินสูงสุดและระยะเวลาในการค้ำประกัน

2.จากที่ผู้ค้ำฯ ต้องรับผิดชอบมูลหนี้ทั้งหมดเหมือนกับลูกหนี้ทุกประการ แต่ฉบับแก้ไข ไม่กำหนดให้ผู้ค้ำฯต้องรับผิดชอบทั้งหมด

3.ฉบับเดิมระบุให้ “เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้” แต่ฉบับใหม่กำหนดว่า “เมื่อลูกหนี้ผิดนัดให้เจ้าหนี้ต้องแจ้งให้ผู้ค้ำประกันเป็นหนังสือภายใน 60 วัน และห้ามเจ้าหนี้เรียกหนี้เอากับผู้ค้ำในทันที แต่ต้องไปไล่เบี้ยหรือสืบเอาเงินทองทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน เมื่อทำสุดความสามารถแล้วค่อยมาเอาหนี้ส่วนที่เหลือกับผู้ค้ำฯ”

“ชูชาติ บุญยงยศ” ประธานชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล อธิบายว่า กรณีของ “หมอเผด็จ พูลวิทยกิจ” ทันตแพทย์ผู้เซ็นค้ำประกันหมอฟันสาวข้างต้น ตามข้อมูลที่สื่อมวลชนเผยแพร่นั้น สามารถวิเคราะห์เป็นกรณีศึกษาได้อย่างดี เพราะที่ผ่านมามีผู้ค้ำประกันเข้ามาร้องเรียนต่อชมรมจำนวนมาก หลังจากถูกเจ้าหนี้ฟ้องร้องหรือขู่ให้จ่ายหนี้ โดยไม่ใช้วิธีกดดันหรือไล่เก็บเงินกับ “ลูกหนี้” อย่างจริงจัง เพราะเล็งเห็นว่าผู้ค้ำประกันมีฐานะ หรือไม่สามารถหนีได้ การตามเอาจากผู้ค้ำประกัน เป็นวิธีง่ายกว่าไปติดตามกับลูกหนี้ตัวจริง

“เล่นงานคนค้ำประกันง่ายสุด สะดวก ยิ่งเป็นกฎหมายเก่า บังคับให้ผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดชอบทุกอย่างกับลูกหนี้ แต่กฎหมายใหม่ผ่อนคลายให้รับผิดชอบเฉพาะส่วนของตน เช่น หนี้ 8 ล้านบาท มีคนค้ำประกัน 4 คน แต่ละคนจ่ายแค่ 2 ล้านบาท ไม่ต้องรับผิดชอบดอกเบี้ย ถ้าเป็นกฎหมายเก่า เจ้าหนี้จะฟ้องผู้ค้ำคนเดียวให้จ่าย 8 ล้านบาทก็ได้ และยังต้องจ่ายดอกเบี้ยทั้งหมดด้วย”

“ชูชาติ” วิเคราะห์กรณีผู้ค้ำประกันหมอฟันสาวรายนี้ออกเป็น 3 ประเด็น ประเด็นที่ 1 เมื่อผู้ค้ำประกันต้องมารับผิดชอบชำระหนี้ตามคำสั่งศาล

จากการที่โจทก์ ซึ่งอาจเป็นหน่วยงานรัฐหรือมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง ยื่นฟ้องต่อศาล หากผู้ค้ำประกันต้องการได้เงินจำนวนนี้กลับคืน ผู้ค้ำประกันต้องไปไล่เบี้ยเอากับผู้กู้ต่อไป โดยทำเป็นสำนวนฟ้องผู้กู้ให้เป็นจำเลยในคดีใหม่และยื่นต่อศาลแพ่งอีกครั้ง

โดยผู้ค้ำฯ ต้องฟ้องไล่เบี้ยเอาเงินที่จ่ายไปแทนลูกหนี้จำนวนนี้ภายใน 2 ปี นับจากวันที่ศาลได้พิพากษาคดีนี้ไปแล้ว และผู้ค้ำฯ ต้องใช้หนี้แทนผู้กู้ให้หมดภายใน 2 ปีด้วยเช่นกัน ไม่เช่นนั้นผู้ค้ำฯ อาจขาดอายุความในการฟ้องผู้กู้ได้ตามกฎหมาย แต่ถ้าฟ้องทันภายใน 2 ปี จะมีเวลาตามไล่เบี้ยเอากับลูกหนี้เพื่อเอาเงินมาคืนได้อีก 10 ปี ตามกฎหมายของการบังคับคดี

ทั้งนี้คดีฟ้องร้องผู้ค้ำประกันทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หากศาลยังไม่ตัดสินหรือมีคำพิพากษาออกมา สามารถใช้กฎหมายฉบับปรับปรุงปี 2558 ได้ แม้เรื่องราวหรือคดีความจะเกิดขึ้นก่อนกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ก็ตาม หากผู้ค้ำฯ ถูกฟ้อง ณ ปัจจุบัน ผู้ค้ำประกันสามารถเอากฎหมายฉบับใหม่ไปใช้สู้คดีที่ชั้นศาลได้

ประเด็นที่ 2 หากตัว “ลูกหนี้” หลบหนีไปต่างประเทศ ไม่ยอมชดใช้หนี้สินให้ ดังกรณีหมอฟันสาวนั้น ผู้ค้ำฯ สามารถดำเนินการฟ้องผู้กู้ให้เป็นคดีแพ่งใหม่อีกครั้งได้ และหากมูลหนี้เกิน 1 ล้านบาท ขอแนะนำให้ฟ้องเป็น “คดีล้มละลาย” เพราะถ้าหากผู้กู้หรือจำเลย ไม่ยอมมาขึ้นศาล ศาลก็จะพิพากษาให้ผู้กู้เป็นบุคคลล้มละลายไปตามที่ผู้ค้ำฯ ฟ้อง เมื่อเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว หากเดินทางกลับมายังประเทศไทยก็จะไม่สามารถเดินทางออกไปจากประเทศไทยได้อีก ถ้าไม่ได้รับการอนุญาตจากศาลเสียก่อน

“เนื่องจากการฟ้องร้องคดีล้มละลายโดยผู้ค้ำฯเป็นโจทก์ ศาลจะออกหมายเรียกจำเลยให้มาสู้คดี เมื่อไม่มาแสดงตัวต่อสู้คดี ต่อให้คดีหมดอายุความในการฟ้องไปแล้ว ศาลจะสั่งให้จำเลยแพ้คดี กลายเป็น “บุคคลล้มละลาย” ตามคำพิพากษาของศาลทันที ซึ่งการเป็นบุคคลล้มละลายถือเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับผู้ทำงานมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เพราะจะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ มีปัญหาเรื่องเครดิต ถือเป็นอีกวิธีที่จะกดดันไปทางหน่วยงานที่สังกัดอยู่”

นอกจากนี้ นายชูชาติกล่าวถึงประเด็นที่ 3 ว่า หน่วยงานรัฐบาลที่เป็นเจ้าหนี้ ควรดำเนินการฟ้องร้องคดีอาญาด้วย เพราะนอกจากบีบบังคับให้ผู้ค้ำประกันจ่ายแทนแล้ว หากสืบทราบว่าผู้กู้มีเจตนาโยกย้ายทรัพย์สินหนีหนี้ เช่น ขายบ้าน ขายรถ โดยขอข้อมูลย้อนหลังได้ที่กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานที่ดิน เพราะการกระทำแบบนี้ถือเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 เพื่อกดดันให้ลูกหนี้พยายามหาเงินมาชดใช้ให้ผู้ค้ำประกัน เมื่อเป็นคดีอาญาแล้ว อาจจะสามารถทำเรื่องให้เป็นการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน กลับมารับโทษในประเทศไทยได้ เพราะประเทศไทยมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับสหรัฐอเมริกา

ประธานชมรมหนี้ฯ กล่าวเตือนทิ้งท้ายว่า กรณีมีคนมาขอให้เป็น “ผู้ค้ำประกัน” ก่อนที่จะเซ็นชื่อลงในเอกสาร ให้ตั้งสติถามใจตัวเองให้ดีว่า

เรารักตัวผู้กู้มากน้อยแค่ไหน เราพร้อมจะตายแทนเขาได้ไหม?

“ผมเจอมาเยอะคำถามแบบนี้…ถ้าตัวเองไม่ได้รักเขามากๆ ไม่ได้พร้อมจะยอมตายเพื่อคนคนนี้ ก็ให้ตอบปฏิเสธไปเลยครับ ยอมเสียเพื่อนที่ไม่สนิทสักคน ดีกว่าเสียอนาคต”

กรณีของหมอฟันสาวหนีหนี้นั้น ล่าสุดทั้ง 2 ฝ่ายกำลังจะตั้งทนายความฟ้องร้องคดีแล้ว ถือเป็นคดีตัวอย่าง น่าติดตามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ “ผู้ค้ำประกัน” ได้ศึกษาเป็นบทเรียน

 


ปันน้ำใจพี่‘บดินทร’หาหนังสือให้น้องเติมปัญญาร.ร.บ้านหนองช้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221729

บดินทร

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 ก.พ. 2559

ปันน้ำใจพี่‘บดินทร’หาหนังสือให้น้องเติมปัญญาร.ร.บ้านหนองช้าง

ปันน้ำใจพี่‘บดินทร’หาหนังสือให้น้องเติมปัญญา‘ร.ร.บ้านหนองช้าง’

            “ขอบคุณในน่้ำใจที่แบ่งปันให้โรงเรียนเล็กๆ อย่างเรา หนังสือและอุปกรณ์การเรียนที่ได้รับในวันนี้จะทำให้นักเรียนอนุบาลถึงป.6 จำนวน 72 คน รวมทั้งผู้ปกครองได้เข้าถึงการอ่าน เพิ่มพูนสติปัญญามากยิ่งขึ้น” ศศิธร พิมพา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองช้าง จ.ร้อยเอ็ด กล่าวภายหลังที่รับมอบหนังสือและอุปกรณ์การศึกษาในโครงการ “มอบหนังสือเป็นสื่อแทนใจ” ที่หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก, โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี), ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บริษัทสถาพรบุ๊กส์ จำกัด และบริษัทแจ่มใส พับลิชชิ่ง จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 7 เพื่อมอบให้น้องๆ โรงเรียนที่ขาดแคลนในต่างจังหวัด

สำหรับโรงเรียนบ้านหนองช้าง ตั้งอยู่ที่ ต.หนองแวง อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด มีพื้นที่บริการ 2 หมู่บ้าน คือ บ้านหนองช้าง และบ้านเหล่าดอกไม้ เปิดทำการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีผู้บริหาร 1 คน ครูผู้สอน 4 คน นักเรียนจำนวน 72 คน โรงเรียนตั้งอยู่ในชนบทห่างจากตัวอำเภอประมาณ 15 กม.

ผอ.ศศิธร เล่าว่า เพิ่งมารับตำแหน่งได้ 6 เดือน ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้ยังขาดปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น เช่น อาคารเรียนทรุดโทรม เนื่องจากมีอายุใช้งานมากกว่า 30 ปี ถูกปลวกทำลาย ระบบประปายังขาดถังน้ำเพื่อการบรรจุทำให้น้ำไม่เพียงพอ ครุภัณฑ์การศึกษา ครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่อเชื่อมอินเทอร์เน็ต ห้องสมุดทรุดโทรมขาดแคลนหนังสือที่มีประโยชน์ต่อเด็ก เช่น หนังสือนิทาน หนังสือเสริมความรู้แก่เด็กๆ ส่วนมากที่มีเป็นหนังสือเรียน นอกจากนั้นยังขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ที่ส่งเสริมงานอาชีพและทักษะการประกอบอาชีพให้แก่นักเรียน

“เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งจัดผ้าป่าเพื่อระดมทุนการศึกษาำไปทำห้องสมุด ซึ่งเป็นโอกาสดีที่โรงเรียนได้รับแบ่งปันหนังสือในครั้งนี้ จะได้นำไปจัดห้องสมุดส่งเสริมนักเรียนให้รักการอ่าน และจัดโครงการรักการอ่าน เอาหนังสือใส่ตะกร้าให้นักเรียนนำกลับไปบ้านเพื่อให้ผู้ปกครองและเด็กเล็กได้อ่าน ให้บริการยืมหนังสือไปอ่านที่บ้านได้ จะช่วยให้เด็กไทยในชนบทได้เข้าถึงการศึกษา เข้าถึงการอ่านมากยิ่งขึ้น โดยจะมีสมุดคู่มือส่งเสริมการอ่านไปให้ผู้ปกครองเซ็นกลับมาด้วยพร้อมสรุปใจความย่อๆ และนำไปคิดเป็นคะแนนส่งเสริมการอ่านให้แก่นักเรียน” ผอ.ศศิธร กล่าว

ทั้งนี้ ปีการศึกษา 2559 นี้ โรงเรียนบ่้านหนองช้าง มีนักเรียนจบป.6 จำนวน 6 คน ส่วนใหญ่จะเรียนต่อในโรงเรียนหนองผึ้งวิทยาคาร เป็นโรงเรียนมัธยมประจำตำบล เปิดสอน ม.1-ม.6 ซึ่งมีรถนักเรียนรับส่ง เพราะผู้ปกครองส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม บางรายพ่อแม่มาทำงานในกรุงเทพฯ บางรายครอบครัวหย่าร้าง นักเรียนอาศัยอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายายตามลำพัง

“กิ๊ฟ” รัชฎาพร แสงทา เล่าว่า ปีการศึกษานี้จบชั้นป.6 ต้องมาอยู่กับพ่อ และเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ จ.สมุทรสาคร ที่พ่อทำงานอยู่ ส่วนพี่ชายยังอยู่กับยายที่บ้านหนองช้าง เพราะทั้งพ่อแม่ต่างมีครอบครัวใหม่ กิ๊ฟบอกว่า ทุกเดือนพ่อจะส่งเงินไปให้เดือนละ 3,000 บาท เธอจะบริหารค่าใช้จ่ายเองตั้งแต่เด็กๆ อยู่บ้านช่วยยายทำงานบ้าน และใช้เงินวันละ 30 บาท ถ้าเหลือก็นำไปฝากธนาคารไว้ ตอนนี้มีเงินเก็บกว่า 4 หมื่นบาท

“ดีใจมากที่ได้หนังสือเข้าห้องสมุด เป็นคนชอบอ่านหนังสือการ์ตูน ตั่้งใจว่าจะใช้บริิการอ่านหนังสือในห้องสมุดให้ได้มากที่สุด ช่วงนี้อยู่ระหว่างการเตรียมตัวสอบปลายภาคและสอบโอเน็ตก่อนจบชั้นป.6 ซึ่ง ผอ.จะติวหนังสือให้ก่อนสอบ” น้องกิ๊ฟเล่า

การที่เด็กจากชนบทได้รับการแบ่งปันหนังสือจากพี่ๆ เมืองหลวงอย่าง “โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)” พวกเขารู้สึกตื่นเต้นและดีใจกับน้ำใจที่ได้รับมากมาย “ศศิมา โสภา” บอกว่า ปีหน้าจะอยู่ชั้นป.6 ชอบอ่านหนังสือการ์ตูนมาก ดีใจเป็นที่สุดที่ได้หนังสือเข้าห้องสมุด จะยืมหนังสือกลับบ้านเพื่อนำไปอ่านให้น้องๆ ซึ่งอยู่ป.1 ฟังที่บ้านด้วย

“อ.จริยา หวังเชิดชูเกียรติ” หัวหน้างานห้องสมุดโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กล่าวว่ากิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นทุกปีเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักการแบ่งปัน โดยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–6 ครูและผู้ปกครอง เลือกซื้อหนังสือพร้อมเขียนการ์ด เพื่อมอบให้น้องๆ โรงเรียนในต่างจังหวัดได้รับหนังสือดี มีคุณค่า ที่บริเวณหน้าห้องสมุด

ทั้งนี้ พระมหากิติพจน์ ป.ธ.9 กล่าวมอบหนังสือ และรองผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการ นาวาตรีหญิงพิมพา เทียนอุดม, วิมลพรรณ คำประชา รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ตัวแทนหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก, อุทัย เอียดคง เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัทสถาพรบุ๊กส์ จำกัด และ จตุรพล แตระพรพาณิชย์ ฝ่ายการตลาด บริษัทแจ่มใส พับลิชชิ่ง จำกัด ร่วมมอบกระเช้าหนังสือให้แก่ โรงเรียนบ้านหนองช้าง จ.ร้อยเอ็ด

สนใจเยี่ยมชอบโรงเรียนบ้่านหนองช้างสอบถามได้ที่ ผอ.ศศิธร พิมพา โทร.08-9274-0689


‘เกณฑ์พีเอ’เส้นทาง(ใหม่)สู่’วิทยฐานะครู’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221647

ครู,เกณฑ์,พีเอ,เส้นทาง,ใหม่,สู่,วิทยฐานะ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 ก.พ. 2559

‘เกณฑ์พีเอ’เส้นทาง(ใหม่)สู่’วิทยฐานะครู’

‘เกณฑ์พีเอ’เส้นทาง(ใหม่)สู่’วิทยฐานะครู’: เกศกาญจน์ บุญเพ็ญเรื่อง กลุ่มประชาสัมพันธ์ สร.ศธ.ภาพ

           อีกไม่นาน “วิทยฐานะ” เส้นทางความก้าวหน้าของผู้ประกอบวิชาชีพครู กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ !!

ด้วย…กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ตามข้อตกลงในการพัฒนางาน (Performance Agreement : พีเอ) ว7/2558 หวังแก้ไขจุดบอด ของการประเมินวิทยฐานะ โดยเฉพาะในแง่คุณภาพที่ถูกมองว่า ผลงานที่ทำเน้นแต่เนื้อหาวิชาการ ทั้งยังไม่ส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพหรือผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน เพราะไม่ถูกนำไปใช้จริง ไหนจะข้อครหาว่ามีครูบางรายทิ้งห้องเรียน ทิ้งนักเรียน เพื่อทำผลงานวิชาการ ยังไม่รวมปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย อาทิ ลอกผลงาน หรือครูบางรายยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินจ้างคนทำแทนก็มี

แต่เกณฑ์พีเอใหม่ตามแนวนโยบายของ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  มุ่งให้การประเมินครูต้องสะท้อนความจริง เน้นผลสัมฤทธิ์การเรียนเป็นสำคัญ ไม่เพิ่มภาระครู ต้องทำให้ครูอยู่กับเด็กมากยิ่งขึ้น และการประเมินต้องตอบโจทย์ว่าครูดีจริง และรูปแบบประเมินต้องไม่ใช่รูปแบบเดียว เพราะครูมีหลากหลาย อาทิ ครูสอนเก่งแต่ทำผลงานวิชาการไม่เก่ง ครูทำผลงานเก่ง ครูที่สอบไม่เก่ง เขียนไม่เก่ง แต่เก่งด้านการสอน เป็นนักปฏิบัติ มีผลงานรางวัลมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัด พื้นที่ชายขอบ และครูที่มีจิตวิญญาณความเป็นครูแท้จริง ดังนั้น ต้องมีรูปแบบการประเมินที่หลากหลายเพื่อให้ครูเหล่านี้มีโอกาสได้เข้าสู่วิทยฐานะเช่นเดียวกับครูอื่นๆ

อย่างไรก็ดี รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะ ระบุว่า ขณะนี้รูปแบบและรายละเอียดต่างๆ ของเกณฑ์พีเอค่อนข้างลงตัวแล้ว โดยจะแบ่งหลักเกณฑ์พีเอ ออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.การปฏิบัติหน้าที่ปกติ ครูทุกคนจะต้องเขียนแผนการปฏิบัติการสอน จัดทำสื่อการสอน การดูแลเด็กไม่น้อยกว่ากี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ฯลฯ เสนอผู้อำนวยการโรงเรียนโดยต้องทำเป็นกิจวัตร แต่จะไม่ใช่การกรอกเอกสารจำนวนมากๆ เช่นที่ผ่านมา และ 2.การพัฒนาเข้าสู่วิทยฐานะ ในทุกระดับจะต้องกำหนดเป้าหมาย แผนการพัฒนา และยิ่งวิทยฐานะสูงการไปสู่เป้าหมายจะยากขึ้นตามลำดับ ขณะที่ ในการกลั่นกรองการประเมินจะลดการใช้ดุลพินิจลง แต่จะให้ความสำคัญกับการพิจารณาจากหลักฐาน ข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ชัดเจน โดยตั้งเป้าให้เริ่มใช้ปีการศึกษา 2559

ที่น่าสนใจ คือเรื่องคุณสมบัติของครูและบุคลากรทางการศึกษา นอกจากต้องมีคุณธรรม จริยธรรม มีจรรยาบรรณความเป็นครู ไม่ถูกลงโทษทางแผ่นดิน ไม่ถูกลงโทษทางจรรยาบรรณจากสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และไม่ถูกลงโทษจากต้นสังกัดแล้ว ยังให้ความสำคัญต่อเรื่องความมีวินัยทางการเงินด้วย โดยจะระบุเพิ่มลงไปว่าจะต้องไม่ค้างชำระหนี้จนถึงขั้นถูกยื่นโนติส แม้สุดท้าย อ.ก.ค.ศ.วิสามัญฯ จะตัดสินใจไม่เขียนลงไป เพราะไม่ต้องการให้กลายเป็นประเด็น แต่ก็ตระหนักดีว่าปัญหาหนี้สินครูก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และครูต้องเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่ลูกศิษย์ ถ้าพบภายหลังได้รับวิทยฐานะแล้วก็อาจจะไม่พิจารณาเลื่อนวิทยฐานะระดับถัดไป

จากนี้คงต้องรอคำตอบสุดท้ายจากที่ประชุม ก.ค.ศ. ว่าจะมีมติออกมาเช่นไร ซึ่งหากเกณฑ์ดังกล่าวมีผลบังคับใช้จะมีครูและบุคลากรฯหลายแสนคน ต้องเข้าสู่การประเมินวิทยฐานะตามเกณฑ์พีเอ ส่วนที่ค้างท่อรอการประเมินใน 2 หลักเกณฑ์เดิม คือ หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ว 13/2556 และหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ ว 17/2552 สำนักงานก.ค.ศ. ก็จะดำเนินการไปตามกระบวนการ

ส่วนความตั้งใจของ ศธ. ที่ต้องการหลอมรวมให้ระบบการประเมินความก้าวหน้าของครูในอนาคตเหลือเพียงรูปแบบเดียวนั้น คงต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ !

 


‘ไวรัสซิกา’โรคต้องแจ้งความลำดับที่23

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221706

สาธารณสุข,ซิกา,ยุงลาย,ไวรัส,แจ้งความ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  2 ก.พ. 2559

‘ไวรัสซิกา’โรคต้องแจ้งความลำดับที่23

สธ.ออกประกาศ ‘โรคติดเชื้อไวรัสซิกา’ เป็นโรคติดต่อต้องแจ้งความ ยันป่วยอาการไม่รุนแรงหายเองใน 7 วัน แต่ห่วงผลต่อทารกทำพิการ

                       2 ก.พ. 59  ที่กรมควบคุมโรค นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) พร้อมด้วย พล.อ.ต.สันติ ศรีเสริมโภค ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาและที่ปรึกษากรม คร. ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสซิกา หลังจากที่องค์การอนามัยโรคประกาศให้สถานการณ์ระบาดของโรคนี้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน โดย นพ.อำนวย กล่าวว่า ได้มีการออกประกาศเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสซิกาเพิ่มเติม 2 ฉบับ โดยฉบับแรก ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เรื่อง เพิ่มเติมชื่อโรคติดต่อและอาการสำคัญ โดยระบุว่า อาการสำคัญ ได้แก่ มีอาการไข้ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ตาแดง บางรายอาจมีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย โดยทั่วไปจะมีอาการป่วยประมาณ 1 สัปดาห์ และฉบับที่ 2 ประกาศ สธ. เรื่อง เพิ่มเติมชื่อโรคติดต่อต้องแจ้งความ ระบุว่า โรคติดเชื้อไวรัสซิกาเป็นโรคที่ต้องแจ้งความ เมื่อพบผู้ป่วยต้องรายงานให้ สธ.ทราบ
                       นพ.อำนวย กล่าวอีกว่า ในการเฝ้าระวังป้องกันโรคจะมีการคุมเข้มเป็นพิเศษใน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. หญิงตั้งครรภ์ 2. ผู้ป่วยไข้ออกผื่น เป็นกลุ่มก้อน จะมีการลงพื้นที่เพื่อสอบสวนโรคทันที 3. ทารกที่คลอดแล้วมีศีรษะเล็ก และ 4. ผู้ป่วยที่มีอาการปลายประสาทอักเสบ โดยจะเน้น 4 มาตรการ คือ 1. การเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา 2. การเฝ้าระวังทางกีฏวิทยา 3. การเฝ้าระวังทารกแรกเกิดที่มีความพิการแต่กำเนิด และ 4. การเฝ้าระวังกลุ่มอาการทางระบบประสาท นอกจากนี้จะมีการเพิ่มความเข้มข้นในการออกไปสอบสวนโรค หากมีผู้ป่วยอาการเข้าข่ายจะส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสอบสวนโรคทันทีและอย่างจริงจัง รวมถึงด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศบริเวณสนามบินจะมีการเฝ้าระวังเข้มแข็งในกรณีที่มีผู้เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคแล้วมีอาการไข้ด้วย อีกทั้งมีการประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ระหว่างนักระบาดวิทยาภาคสนามของประเทศอาเซียนบวก 3 เพื่อปรึกษาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการร่วมกันในการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อซิกา
                       นอกจากนี้ ประชาชนต้องช่วยกันกำจัดทั้งตัวยุงและแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ทั้งยุงลายบ้านและยุงลายสวน เพราะหากสามารถกำจัดยุงลายได้จะคุมได้ถึง 3 โรค ได้แก่ ไข้เลือดออก ไข้ซิกา และไข้ปวดข้อชิคุนกุนยา ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงเมื่อเดินทางกลับมายังประเทศไทยแล้วมีอาการป่วยเป็นไข้ ออกผื่น ให้แจ้งกรมควบคุมโรค ส่วนหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรเดินทางไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค
คนไทยป่วยทั้งจากเชื้อใน-นอกประเทศ
                       นพ.อำนวย กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2555 – 2558 มีรายงานผู้ป่วย 2 – 5 ราย ทุกครั้งผู้ป่วยจะหายและยุติโรคได้ ไม่มีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง ที่ผ่านมาในประเทศไทยจึงยังไม่ถือว่ามีการระบาดของโรค และขณะนี้ยังไม่ถือว่ามีการระบาด ซึ่งข้อมูลจากการสอบสวนโรค พบว่า ผู้ป่วยที่เคยเจอในประเทศไทยมีทั้งที่ติดเชื้อมาจากต่างประเทศ และติดเชื้อจากยุงลายภายในประเทศไทยเอง ซึ่งการที่เจอผู้ป่วยสะท้อนว่าไทยมีระบบเฝ้าระวังที่เข้มแข็งสามารถตรวจจับผู้ป่วยและควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว ขอให้ประชาชนมั่นใจระบบป้องกันและควบคุมโรคของไทย ส่วนที่ว่ายุงลายเป็นแหล่งรังโรค หรือมีเชื้อไวรัสซิกามากน้อยหรือรุนแรงแค่ไหนนั้น กำลังศึกษา โดยได้ประสานความร่วมมือกับภาควิชากีฏวิทยา มหาวิทาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
ผู้ป่วยที่ รพ.ภูมิพล หายกลับบ้านแล้ว
                       พล.อ.ต.สันติ ศรีเสริมโภค ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กล่าวว่า รพ.ภูมิพล มีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกาเข้ารับการรักษา 1 ราย เป็นชายไทยอายุประมาณ 20 กว่าปี เข้ารับการรักษาเมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา ด้วยอาการไข้ มีผื่น ตาแดง ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว จากการเจาะเลือดส่งตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่า ไวรัสซิกา ซึ่งให้การรักษาจนผู้ป่วยอาการดีขึ้น และออกจากโรงพยาบาลแล้ว และโรงพยาบบาลได้มีการเฝ้าระวังโดยมาตรการทำลายยุง และแผ่นพับให้ความรู้แก่หญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากโรคนี้ที่น่าห่วง คือ ทารกที่คลอดจากแม่ที่ติดเชื้อซิกา โดยเฉพาะในช่วงที่ตั้งครรภ์อ่อนๆ 12 สัปดาห์ แต่ประเทศไทยยังไม่มีรายงานพบในหญิงตั้งครรภ์
ประสานสูติฯ-อายุรแพทย์เฝ้าระวัง
                       ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า โรคนี้มีการระบาดทั่วไป โดยเฉพาะใน 19 ประเทศแถบทวีปอเมริกา ซึ่งที่ประเทศบราซิล พบผู้ป่วยราว 5 ล้านคน และมีทารกที่คลอดมามีศีรษะเล็กมากกว่า 3,000 คน เฉลี่ย 20 คน ต่อหมื่นทารกที่เกิดมีชีพ จากเดิมที่มีเพียง 0.5 คนต่อหมื่นทารกที่เกิดมีชีพ จึงมีการศึกษาว่าไวรัสซิกามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ ซึ่งผลออกมาว่าเชื่อมโยงและเกี่ยวกันได้ ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงประกาศไม่ให้หญิงตั้งครรภ์เดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาด ทั้งนี้ ตามปกติอาการของผู้ป่วยโรคซิกาจะมีอาการใกล้เคียงกับไข้เลือดออกเดงกี่และไข้ปวดข้อยุงลาย หรือชิคุนกุนยา คือ มีไข้ ออกผื่นและปวดข้อ จึงต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ (ห้องแลป) ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยสามารถดำเนินการตรวจได้
                       “ได้มีการประสานไปยังราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้เฝ้าระวังทารกแรกคลอดที่มีศีรษะเล็กในประเทศไทย และราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ในการหาความเชื่อมโยงโรคติดเชื้อไวรัสซิกาและผู้ป่วยที่มีอาการปลายประสาทอักเสบ ทั้งนี้ หญิงตั้งครรภ์หากเจาะเลือดตรวจจะไม่สามารถบอกได้ว่าทารกติดเชื้อไวรัสซิกาหรือไม่ เพราะแอนติบอดีจะเหมือนกับโรคไวรัสเดงกี่และไข้สมองอักเสบ จะต้องเจาะน้ำคล่ำจึงจะสามารถตรวจได้”
ป่วยหายเองใน 7 วัน
                       นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักระบาดวิทยา กล่าวว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสซิกาจะมีอาการน้อยและหายเองได้ใน 7 วัน มีจำนวนน้อยมากที่จะต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่ที่องค์การอนามัยโลกต้องประกาศให้การระบาดของโรคเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น ไม่ได้สนใจว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคนี้มากเท่าไหร่ แต่สนใจและเป็นเรื่องสำคัญเพราะทารกที่คลอดจากแม่ที่ติดเชื้อไวรัสซิกาแล้วเด็กพิการ
                       อนึ่ง โรคติดเชื้อไวรัสซิกานับเป็นโรคติดต่อต้องแจ้งความลำดับที่ 23 โดยที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความมาแล้ว 22 โรค ได้แก่ 1. อหิวาตกโรค 2. กาฬโรค 3. ไข้ทรพิษ 4. ไข้เหลือง 5. ไข้กาฬหลังแอ่น 6. คอตีบ 7. โรคบาดทะยักในทารกแรกเกิด 8. โปลิโอ 9. ไข้หวัดใหญ่ 10. ไข้สมองอักเสบ 11. โรคพิษสุนัขบ้า 12. ไข้รากสาดใหญ่ 13. วัณโรค 14. แอนแทร็กซ์ 15. โรคทริคิโนซิส 16. โรคคุดทะราด เฉพาะในระยะติดต่อ 17. โรคอัมพาตกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียกอย่างเฉียบพลันในเด็ก 18. โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง 19. โรคไข้ปวดข้อยุงลาย 20. ไข้เลือดออก 21. โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา และ 22. โรคเมอร์ส (MERS)

‘ม.มหิดล’แจงปมหมอลาออกหนีทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221694

สาธารณสุข,มหิดล,หมอฟัน,หนีทุน,ทพญ.,สหรัฐ,ล้มละลาย,ฟ้อง,ทวงหนี้,แจง,หมอ,ลาออก,หนี,ทุน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  2 ก.พ. 2559

‘ม.มหิดล’แจงปมหมอลาออกหนีทุน

‘หมอหนีทุน’ อ้างใช้ไป 8 ล้าน เรียกเก็บ 30 ล้าน ไม่เป็นธรรม ไม่จ่าย ม.มหิดล เร่งหารือ สกอ.จ่อฟ้องล้มละลาย ขึ้นแบล็กลิสต์ ทวงหนี้ข้ามประเทศ แจงยับยั้งลาออกไม่ได้

                       2 ก.พ. 59  ที่มหาวิทยาลัยมหิดล (ม.มหิดล) ศาลายา  ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ รองอธิการบดี ม.มหิดล เป็นประธานแถลงข่าวกรณี ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.มหิดล ไม่ชดใช้ทุนรัฐบาล ว่า เรื่องดังกล่าว ม.มหิดล ไม่ได้บ่ายเบี่ยงที่จะให้ข้อมูล หรือตอบคำถาม แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นมานาน ตั้งแต่ปี 2547 และเกี่ยวข้องกับผู้บริหารชุดเก่าๆ ทำให้ต้องรวบรวมข้อมูล เพื่อให้เกิดความถูกต้องก่อนตอบคำตอบ
                       ทั้งนี้ สำหรับการเรียกให้ชดใช้ทุน ม.มหิดล ได้ดำเนินการ ดังนี้ ขั้นตอนแรก คือ การเรียกให้ชดใช้เงินจากผู้ผิดสัญญาและผู้ค้ำประกัน เนื่องจากการค้ำประกันในสัญญาดังกล่าวยังคงเป็นไปตามหลักการเดิม คือ ผู้ทำสัญญาและผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกันในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ม.มหิดล จึงได้มีหนังสือแจ้งให้อดีตทันตแพทย์และผู้ค้ำประกันทุกคนนำเงินจำนวนที่ต้องรับผิดตามสัญญามาชดใช้ให้แก่ ม.มหิดล ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
                       ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ปฏิบัติเป็นปกติเป็นการทั่วไป และปรากฏว่าทั้งอดีตทันตแพทย์และผู้ค้ำประกันทุกราย มิได้มาชดใช้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ม.มหิดล จึงต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป คือ ขั้นตอนการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อใช้สิทธิ์เรียกให้อดีตแพทย์และผู้ค้ำประกันแต่ละรายมาชดใช้ ม.มหิดล และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จึงได้นำคดีขึ้นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้อดีตทันตแพทย์และผู้ค้ำประกันชดใช้เงินให้แก่ทางราชการ โดยให้อดีตทันตแพทย์และผู้ค้ำประกันตามสัญญารับทุนรัฐบาลฯ ร่วมกันหรือแทนกันต้องชดใช้เงินให้แก่ สกอ.เจ้าของทุน จำนวน 196,637.49 บาท กับ 666,131.73 ดอลลาร์สหรัฐ
                       ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2549 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้อดีตทันตแพทย์และผู้ค้ำประกันรับผิดชอบใช้เงินตามฟ้องและเมื่อคดีถึงที่สุด ม.มหิดล ได้มีหนังสือแจ้งให้อดีตทันตแพทย์และผู้ค้ำประกันนำเงินมาชำระคำพิพากษา แต่อดีตทันตแพทย์ไม่ได้นำเงินมาชำระ ส่วนผู้ค้ำประกันรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงขอหารือเรื่องการผ่อนผันต่อไป
                       ภายหลังศาลมีคำพิพากษาทาง ม.มหิดล ได้มีการติดตามอดีตทันตแพทย์และผู้ค้ำประกันทั้ง 4 โดยการส่งหนังสือไปยังอดีตทันตแพทย์ที่อยู่ต่างประเทศตามขั้นตอนการทวงหนี้ ในส่วนผู้ค้ำประกันทั้ง 4 ราย ม.มหิดล ได้มีโอกาสพูดคุยเกี่ยวกับขั้นตอนการชำระหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งในขั้นต้น ม.มหิดล ได้ทำความเข้าใจและชี้แจงผู้ค้ำประกันว่า ความรับผิดชอบตามคำพิพากษาที่ต้องใช้ระหว่างอดีตทันตแพทย์และผู้ค้ำประกันนั้นเสมอกันตามคำพิพากษาของศาลปกครอง ร่วมกัน ระบุว่า ร่วมกันหรือแทนกัน ซึ่งผู้ค้ำประกันก็เข้าใจในสถานะดังกล่าว และขอความเห็นใจว่าผู้ค้ำประกันแต่ละรายมีเจตนาดีต่ออดีตทันตแพทย์
                       ดังนั้น ผู้ค้ำประกันทั้ง 4 ราย จึงยื่นคำร้องขอผ่อนผันการชำระหนี้ ผ่าน ม.มหิดล ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาผ่อนผัน ซึ่งก็ได้รับการลดหย่อนภาระหนี้ และผ่อนผันหนี้ได้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย
                       สำหรับกรณีที่เหตุใด ม.มหิดล จึงอนุญาตให้อดีตทันตแพทย์รายดังกล่าวออกจากข้าราชการ รองอธิการบดี ม.มหิดล อธิบายว่า การลาออกจากราชการ กับการชดใช้เงินทุน เป็นคนละกรณีกัน เพราะการให้ข้าราชการลาออกและยังต้องชดใช้ทุนไม่ถือเป็นเหตุในการยับยั้งการลาออกตามระเบียบ ก.พ.ว่าด้วยการลาออกจากราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญ พ.ศ. 2551
                       อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผู้ค้ำประกันทั้ง 4 ราย ได้นำเงินมาชดใช้ครบตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2559 ถือว่าพ้นความรับผิดชอบทั้งหมดแล้ว แต่อดีตทันตแพทย์ก็ยังอยู่ในบ่วงกรรมที่ต้องใช้ทุน และไม่ใช่ว่าจะนำเงินมาคืนผู้ประกัน 8 ล้านบาทเท่านั้น แต่ต้องคืนเงินให้รัฐบาล เป็นจำนวนเงิน 30 ล้านบาท
                       ศ.นพ.บรรจง กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า ทพญ.ดลฤดี เดินทางมาประเทศไทยเมื่อปี 2558 ทำไม ม.มหิดล ไม่ดำเนินการนั้น ซึ่งเรื่องนี้ ตนได้รับข่าวเช่นกันแต่ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ เพราะการตรวจสอบและขอความร่วมมือจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จะตรวจสอบได้ก็ต่อเมื่อมีการดำเนินการให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย และเรื่องนี้ทางมหาวิทยาลัยไม่สามารถดำเนินการเองได้ จะต้องดำเนินการผ่าน สกอ. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับ สกอ.เพื่อดำเนินการในเรื่องดังกล่าว
                       ทั้งนี้ เรื่องการฟ้องร้องล้มละลาย เป็นรูปแบบหนึ่งที่สามารถดำเนินการทวงหนี้ข้ามประเทศได้ รวมถึงเมื่อเดินทางเข้าประเทศไทย จะมีแบล็กลิสต์ในประเทศ ซึ่ง ตม.สามารถล็อกตัวไว้ได้ นอกจากนี้ ส่วนการติดตามสอบถามถึงการติดตามบังคับทรัพย์สินของอดีตทันตแพทย์รายดังกล่าว ณ ต่างประเทศ ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะเป็นคดีแพ่ง และมีมูลกรณีเกิดขึ้นในประเทศไทย เจ้าหนี้ไม่สามารถติดตามบังคับคดีนอกอาณาจักรได้
                       “มหาวิทยาลัยไม่ได้นิ่งนอนใจ และถือว่าเรื่องนี้เป็นอุทธาหรณ์ รวมถึงกรณีศึกษาที่ ม.มหิดล จะต้องไปทบทวนแนวทางการให้ทุนการศึกษาต่อยังต่างประเทศ โดยให้ผู้ขอทุนเป็นผู้รับผิดชอบหลัก เพื่อไม่ให้ผู้ค้ำประกันซึ่งมีความหวังดีต้องได้รับผลกรรม ซึ่งที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยก็พยายามช่วยเหลือเต็มที่ และเราก็รู้สึกหดหู่ใจที่ไม่ช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่ เพราะการช่วยเหลือต้องเป็นไปตามกฎระเบียบต่างๆ ส่วนเรื่องเกี่ยวกับจริยธรรมวิชาชีพ ไม่ใช่ส่วนของมหาวิทยาลัย แต่เป็นส่วนสภาวิชาชีพที่จะต้องดำเนินการ” ศ.นพ.บรรจง กล่าวและว่า ที่ผ่านมา จะมีกรณีที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับอดีตทันตแพทย์หรือไม่นั้น เรื่องนี้ต้องไปสอบถามที่ สกอ.
                       รศ.ทพ.พาสน์ศิริ นิสาลักษณ์ คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ ม.มหิดล กล่าวว่า อดีตทันตแพทย์ ได้ยื่นหนังสือลาออกตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค. 2547 โดยให้เหตุผลว่า ต้องการไปทำงานวิจัยที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเมื่อทางมหาวิทยาลัยและ สกอ.ทราบเรื่องดังกล่าว จึงได้แจ้งให้ดำเนินการฟ้องคดี 7 ก.ย. 2547 ก่อนให้หนังสือลาออกดังกล่าวมีผลวันที่ 28 ก.ย. 2547
                       อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยไม่ได้เพิกเฉย และได้พยายามติดตามทวงหนี้ ซึ่งอดีตทันตแพทย์ ให้เหตุผลไม่ยอมชดใช้ทุนว่า ไม่มีเงิน มีภาระ ไม่เป็นธรรม และรัฐบาลไทยเรียกร้องมากเกินไป เพราะเขาใช้เงินไป 8 ล้านกว่า มาเรียกเก็บ 30 ล้าน เขาเลยไม่จ่าย ซึ่งขณะนั้น ทาง ม.มหิดล ได้พยายามหาแนวทางช่วยเหลือเยียวยาทั้งในส่วนอดีตทันตแพทย์ และผู้ค้ำประกัน โดยได้พยายามติดต่อไปยังอดีตทันตแพทย์และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ให้อดีตทันตแพทย์มาสอนผ่านทางออนไลน์ หรือมาสอนเป็นช่วงเวลา ถือเป็นการชดใช้ทุน แต่เมื่อสอบถามไปยังกระทรวงการคลังและกรมบัญชีกลาง กลับได้รับคำตอบว่า ไม่สามารถที่จะให้ชดใช้ทุนในลักษณะดังกล่าวได้
ทันตแพทยสภาถกฟันหมอฟันหญิงหนีทุนสัปดาห์หน้า

ทพ.ธรณินทร์ จรัสจรุงเกียรติ นายกทันตแพทยสภา กล่าวว่า ทันตแพทย์หญิงคนดังกล่าวได้ขึ้นทะเบียนประกอบโรคศิลปะที่ทันตแพทยสภา ซึ่งปัจจุบันยังมีผลบังคับใช้และสามารถประกอบวิชาชีพภายในประเทศไทยได้อยู่ แต่หลังปรากฎเป็นข่าวว่าไม่ยอมชดใช้ทุนคืนนั้นทำให้มีบุคลากรในแวดวงสาธารณสุขร้องเรียนเข้ามายังทันตแพทยสภาเป็นจำนวนมากเพื่อขอให้มีการพิจารณาลงโทษ ถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ แต่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันนั้นยังไม่มีการประสานทำเรื่องร้องเรียนเข้ามาเลย อย่างไรก็ตามเนื่องจากเรื่องนี้เป็นประเด็นที่สังคมกำลังจับตา

“ทันตแพทยสภาจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการทันตแพทยสภาภายในสัปดาห์หน้า เพื่อพิจารณาบทลงโทษต่อไป ส่วนจะใช้ระยะเวลาในการพิจารณาเท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับประเด็น และข้อมูลต่างๆ ซึ่งต่อจากนี้จะทำเรื่องขอข้อมูลไปยังหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ซึ่งการจะลงโทษทันตแพทย์ต้องดูที่แต่ละประเด็น ดูหลักฐานประกอบ ซึ่งบทลงโทษจะมีตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือน ภาคฑัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาต และเพิกถอนใบอนุญาต ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทันตแพทย์ส่วนใหญ่จะทำผิดเรื่องมาตรฐานวิชาชีพจึงทำการว่ากล่าวตักเตือนเท่านั้น ยังไม่เคยมีความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกง อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียด หากมีการผิดกฎหมายบ้านเมืองก็จะมีการพิจารณาประกอบกัน เพราะตามบทบัญญัติของวิชาชีพระบุว่ากรณีที่ทำผิดกฎหมายทันนตแพทยสภาสามารถนำมาพิจารณาประกอบกันได้”ทพ.ธรณินทร์กล่าว


‘เซนต์สตีเฟ่น’เรียนรู้การให้ บันไดสู่ม.โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221591

เรียนรู้,บันได,สู่,โลก

การศึกษา-สาธารณสุข  :  2 ก.พ. 2559

‘เซนต์สตีเฟ่น’เรียนรู้การให้ บันไดสู่ม.โลก

‘เซนต์สตีเฟ่น’เรียนรู้การให้ บันไดสู่ม.โลก : กมลทิพย์ ใบเงินเรียบเรียง เซนต์สตีเฟ่นส์ภาพ

           หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่  ไม่มีเรื่องอะไรที่จะมายิ่งใหญ่ เกินเรื่องของบุตรหลานนั้นไม่มี ยิ่งสังคมไทยด้วยแล้ว อะไรๆ ที่เกี่ยวกับบุตรหลาน พ่อแม่ยอมได้ทุกเงื่อนไข ยิ่งเป็นเรื่องการศึกษาที่ต้องลงทุนเพื่ออนาคตของบุตรหลานด้วยแล้ว ไม่มีพ่อแม่คนไหนยอมแพ้ที่จะสรรหา เลืิอกเฟ้น สถานศึกษาดี มีคุณภาพให้แก่บุตรหลาน

การวางแผนและเตรียมพร้อมให้บุตรหลาน เพื่อไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยชื่อดังในต่างประเทศ โรงเรียนนานาชาติจะเป็นตัวเลือกให้พิจารณาอันดับต้นๆ หนึ่งในโรงเรียนนานาชาติกว่า 150 แห่งในประเทศไทย อย่าง “โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์” เป็นทางเลือกหนึ่ง ที่วางรากฐานการศึกษาให้บุตรหลาน ก่อนไปผจญภัยในต่างแดน

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ “โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์” ทั้งสาขากรุงเทพมหานคร และสาขาเขาใหญ่ เดิมทีเซนต์สตีเฟ่นส์ ก่อตั้งโดย “กฤษณ์ อัสสกุล” บิดาของ “นุสรา อัสสกุล” หัวเรือใหญ่แห่ง ไทยสมุทรประกันชีวิต และโอเชี่ยนกรุ๊ป กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แนวหน้าในประเทศไทย โดย “นุสรา” ได้สานเจตนารมณ์ต่อจากบิดา ที่จะพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย ให้เจริญก้าวหน้าเทียบเท่าระดับนานาชาติ เพราะมีความเชื่อว่าการศึกษาจะสามารถพัฒนาประเทศให้มั่นคงได้

ก่อนเข้าเยี่ยมชมโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟนส์ ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก “มิสเตอร์ จอห์น รอฟ อาจารย์ใหญ่” กล่าวแนะนำว่า “เซนต์สตีเฟ่นส์ กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนถนนวิภาวดีรังสิต เปิดสอนตั้งแต่ระดับเนิร์สเซอรี่ถึง Year 13 และส่งต่อนักเรียนทุกคน เข้าระดับมหาวิทยาลัยชื่อดังทั้งในและต่างประเทศ ในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เช่น University of Bath, University of Warwick, Imperial University ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันเซนต์สตีเฟ่นส์ กรุงเทพฯ ทำการปรับปรุงเพิ่มเติมทั้งภายนอก ภายใน ออกแบบโดยใช้แนวคิด “เส้นทางการเรียนรู้” หรือ “Learning Street” เชื่อมการเรียนรู้ให้เด็กได้สัมผัสไม่เฉพาะแต่ในห้องเรียนเท่านั้น แต่สามารถเรียนได้จากสภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน เพื่อกระตุ้นความสนใจของเด็กได้ตลอดเวลา”

มิสเตอร์จอห์น กล่าวเพิ่มเติมว่า “ส่วนเซนต์สตีเฟ่นส์เขาใหญ่ เป็นโรงเรียนแบบประจำและไปกลับ ตั้งอยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ท่ามกลางธรรมชาติอากาศบริสุทธิ์ เปิดรับนักเรียนอายุ 2-16 ปี โดยนักเรียนสามารถเตรียมความพร้อมในโรงเรียนประจำก่อนเดินทางไปต่างประเทศ นักเรียนจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเสมือนเป็นบ้านหลังที่สอง เพราะที่โรงเรียนแห่งนี้ครูจะใกล้ชิดนักเรียนดูแลถ้อยทีถ้อยอาศัยเหมือนคนครอบครัวเดียวกัน ครูเจ้าของภาษาได้รับการคัดเลือกมาเพื่อปูพื้นฐานให้นักเรียนในระบบการศึกษาแบบอังกฤษผสมผสานระหว่างระบบการศึกษา IPC (International Primary Curriculum) และ IGCSE (The International General Certificate of Secondary Education) เรียนรู้ท่ามกลางธรรมชาติแบบ Learning by Doing หรือเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง”

เซนต์สตีเฟ่นส์” ที่จัดการเรียนการสอนได้อย่างลงตัว เด็กจะได้ทั้งความเป็นนานาชาติและวิถีไทย ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ที่อยู่ในวิถีชีวิตของคนไทย เช่น สงกรานต์ ลอยกระทง วันไหว้ครู วันตรุษจีน วันสำคัญนานาชาติ ทำให้เด็กมีแนวคิดและวินัยแบบฝรั่ง แต่อีกด้านยังได้วัฒนธรรมของประเทศไทยด้วย อีกทั้งเด็กยังมีสัมมาคารวะ มารยาทดี และมีกาลเทศะ

“ที่เซนต์สตีเฟ่นส์” นอกจากเด็กจะได้เรียนวิชาการแล้ว ยังมีกิจกรรมเสริมหลักสูตร ในช่วงเย็นหลังเลิกเรียน ให้นักเรียนได้เพิ่มทักษะความรู้รอบตัว ทั้งกีฬา ศิลปะ การแสดง งานฝีมือ ฯลฯ เพราะเราเชื่อว่าเด็กไม่จำเป็นต้องเก่งทางด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความรู้รอบตัวและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตได้ในภายภาคหน้า” มิสเตอร์จอห์น กล่าว

ไม่เพียงเท่านั้น เด็กที่นี่นอกจากจากได้รับการการศึกษาทางทฤษฎีแล้ว “เซนต์สตีเฟ่นส์” ยังปลูกฝังให้เด็กเรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข รู้จักการให้และการรับ รู้จักการแบ่งปัน อย่างในปีนี้กิจกรรม School Fair จัดขึ้นเพื่อระดมทุน ช่วยเหลือมูลนิธิเพื่อเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ และองค์กร Klongdogs (องค์กรพิทักษ์สุนัข) โดยทุกปีนักเรียนจะเป็นผู้คิดโครงการและโหวตเลือกมูลนิธิที่อยากให้ความช่วยเหลือ โครงการดังกล่าวยังสอนนักเรียนรู้จักเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ สร้างให้เด็กมีเมตตาและโอบอ้อมอารีต่อเพื่อนร่วมโลก

เหนืออื่นใด ทุกๆ ปี เด็กที่เซนต์สตีเฟ่นส์ ยังได้เปิดโลกกว้าง ร่วมแข่งขันกีฬาและร่วมแสดงดนตรีกับนักเรียนโรงเรียนนาชาติอื่นในแถบเอเชีย จากการเข้าร่วมกิจกรรมของ FOBISIA (The Federation of British International Schools in Asia) ทำให้นักเรียนของเรามีเพื่อนต่างชาติ เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง รู้จักการปรับตัว ทำให้เด็กรู้จักเข้าอกเข้าใจคนอื่นและเสริมทักษะการเรียนรู้คุณสมบัติของการเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตด้วยเช่นกัน

“ตลาดโรงเรียนนาชาติเมิื่อเปิดโลกการค้าเสรี หรือ ASEAN จะทำให้ตลาดโรงเรียนนาชาติเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะประเทศไทยมีคุณภาพการศึกษาที่ดี บุคลากรมีความเป็นมืออาชีพ และอุปกรณ์การเรียนการสอนก็ทันสมัย แถมยังเป็นจุดศูนย์กลางในภูมิภาค ซึ่งการเดินทางสะดวกสบาย มีความปลอดภัย หากผู้ปกครองในประเทศกลุ่มอาเซียน จะพิจารณาโรงเรียนที่ปูพื้นฐานให้บุตรหลานแล้วนั้น ประเทศไทยจะเป็นทางเลือกต้นๆ ให้พิจารณาอย่างแน่นอน” มิสเตอร์จอห์น กล่าวสรุป

พ่อแม่ผู้ปกครองสนใจ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sis.edu


ม.มหิดลแถลงชี้แจงหมอฟันหนีทุน2ก.พ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221632

ทุน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  1 ก.พ. 2559

ม.มหิดลแถลงชี้แจงหมอฟันหนีทุน2ก.พ.

สกอ.ยันไม่นิ่งนอนใจ ตามจี้หมอฟันหนีมาใช้ทุนคืนเงิน ชี้เรื่องนี้ส่วนหนึ่งเป็นจิตสำนึกของบุคคล ด้าน ม.มหิดลเตรียมแถลงชี้แจง2ก.พ.นี้

             1ก.พ.2559 น.ส.อาภรณ์ แก่นวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวถึงกรณีทันตแพทย์หญิง ดลฤดี จำลองราษฏร์ อดีตอาจารย์ ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ศาตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ไม่ชดใช้ทุนรัฐบาล ว่าทุนดังกล่าวนั้นเป็นทุนรัฐบาล(สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา) เพื่อศึกษาวิชาในต่างประเทศ

ในส่วนของอาจารย์คนดังกล่าวที่รับทุนไปนั้น เป็นทุนที่สกอ.ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้นต้องการเร่งรัดการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพในสาขาที่จำเป็นต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี พัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ รวม 16 สาขา สกอ.ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบจึงได้ส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาดำเนินการภารกิจดังกล่าว โดยได้จัดสรรทุนต่างๆ กระจายไปยังมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพและมีปริมาณที่เพียงพอภายใต้โครงการทุนพัฒนาอาจารย์สาขาขาดแคลน 16 สาขา ตั้งแต่ระดับปริญญาโทและเอก ณ ต่างประเทศ

ทั้งนี้ สำหรับกรณีการรับทุนของอาจารย์ท่านดังกล่าว จะเป็นโครงการพัฒนาอาจารย์สาขาวิชาทันตแพทยศาสตร์ (พ.ศ.2536-2540) ซึ่งขณะนั้นอาจารย์ท่านดังกล่าวได้เป็นอาจารย์ของคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้รับการจัดสรรให้ศึกษาทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท และเอก เป็นระยะเวลา 6 ปี เมื่อสำเร็จการศึกษาจะต้องกลับมาชดใช้ทุน โดยต้องกลับมารับราชการในส่วนราชการตามที่กำหนดให้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 เท่า ของระยะเวลาที่ได้รับทุนรัฐบาล

ทั้งนี้ ในส่วนของอาจารย์คนดังกล่าว ต้องกลับมาทำงานที่ประเทศไทยเป็นระยะเวลา 12 ปี แต่เมื่ออาจารย์คนดังกล่าวสำเร็จการศึกษากลับไม่มาชดใช้ทุน และที่ผ่านมาทางสกอ.ได้พยายามให้ทางม.มหิดลติดต่อประสานให้อาจารย์ดังกล่าวกลับมาชดใช้ทุน ซึ่งขณะนั้นอาจารย์เขายืนยันว่าจะไม่กลับมา เพราะต้องการศึกษาต่อในระดับหลังปริญญาเอก

ทางมหาวิทยาลัยก็ได้พยายามทุกวิธีทางเพื่อให้อาจารย์ท่านดังกล่าวมาชดใช้ทุน แต่เมื่อไม่ได้ก็ต้องดำเนินการตามสัญญา ผู้ค้ำประกันจึงต้องเข้ามารับผิดชอบ โดยจะต้องชดเชยเป็นเงิน 2 เท่า ของจำนวนทุนรัฐบาล และเป็นเบี้ยปรับแก่ผู้รับสัญญา และตอนนั้น ทางผู้ค้ำประกันก็ได้ไปยื่นฟ้องขอความเมตตาจากศาล ให้จ่ายเพียงเงินจำนวนทุน ไม่ต้องเสียค่าปรับ ซึ่งสกอ.เอง ก็ได้เข้าไปช่วยไกล่เกลี่ย จนผู้ค้ำประกันทั้ง 4 คน ต้องช่วยชดใช้ทุนแก่อาจารย์ท่านดังกล่าว

“เรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณปี 2547 ซึ่งขณะนั้นทุกฝ่ายพยายามติดต่อไปยังอาจารย์ท่านดังกล่าวเพื่อให้กลับมาใช้ทุน แต่เรื่องนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นความรับผิดชอบ ความมีจิตสำนึกของตัวบุคคล ซึ่งอาจารย์ท่านดังกล่าวที่ไม่ชดใช้ทุนเป็นเพียงส่วนน้อยมากๆ จากอาจารย์ทั้งหมดที่ขอรับทุน โดยทุนในโครงการดังกล่าวขณะนั้น สาขาทันตแพทยศาสตร์ มีผู้ขอรับทุน 80 คน มีอาจารย์ท่านดังกล่าว เพียงคนเดียวที่หนี ไม่ชดใช้ทุนดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้ ทางสกอ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ รวมถึงมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่เคยนิ่งนอนใจ ที่จะแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดการหนีไม่ใช้ทุน ปัจจุบัน จึงเปลี่ยนแปลงสัญญา โดยผู้ค้ำประกัน ไม่ใช่เป็นบุคคลภายนอก แต่กลายเป็นคนในครอบครัว ซึ่งเชื่อว่าผู้ได้รับทุนคงไม่ทำให้คนในครอบครัวเดือดร้อน และขณะนี้ส่วนใหญ่ผู้ที่ได้รับทุนต่างก็กลับมาทำงานชดใช้ทุนทั้งสิ้น” เลขาธิการ กกอ.กล่าว

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ เกิดขึ้นมา 10 กว่าปีที่แล้ว และปัจจุบันโครงการนี้ก็ไม่ได้มีแล้ว แต่มีโครงการอื่นๆ เพราะการให้ทุนแก่อาจารย์ นิสิตนักศึกษา เพื่อไปศึกษาวิชาในต่างประเทศ หรือภายในประเทศเองยังคงมีความจำเป็นเพื่อการพัฒนาให้อาจารย์มีคุณภาพนำไปสู่การพัฒนาการเรียนการสอน และด้านวิชาการ อีกทั้งอาจารย์ส่วนใหญ่ที่ได้รับทุนต่างก็กลับมาชดใช้ทุน และทำงานรับใช้ประเทศ

ทั้งนี้หากอาจารย์ท่านดังกล่าวเกิดความรู้สึกอยากชดใช้ทุนนั้น ขณะนี้คงต้องไปคืนเงินให้แก่ผู้ค้ำประกันทั้ง 4 คน ที่ได้เสียเงินชดเชยคืนรัฐบาลมาแล้ว จำนวนประมาณ 4 ล้านบาท ตอนนี้ยังต้องชำระต่ออีกประมาณ 5 ล้าน หรือ 6 ล้านบาท ซึ่งจำนวนเงินต้องไปดูตามสัญญา

สำหรับโครงการพัฒนาอาจารย์สกอ.ตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 เป็นต้นมา จำนวน 16 สาขาวิชา มีดังนี้ แพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ อุตสาหกรรมเกษตร สถาปัตยกรรมศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ ครุศาสตร์อุตสาหกรรม สัตวแพทยศาสตร์ สหเวชศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ อัญมณีและเครื่องประดับ วิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ ภาษา และบัญชี ซึ่งทางมหาวิทยาลัย/สถาบันคัดเลือกผู้รับทุน จะเป็นผู้คัดเลือกผู้รับทุนและแจ้งมายังสกอ. เพื่อจัดสรรทุนตามหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกผู้รับทุน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 2 ก.พ. เวลา 13.00 น. ทางมหาวิทยาลัยมหิดล จะมีการจัดแถลงข่าวกรณี ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฏร์ รวมถึงการใช้ทุนการศึกษา โดยจะมี ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ รองอธิการบดีมม. พร้อมด้วย รศ.ทพ. พาสน์ศิริ นิสาลักษณ์ คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ มม. ณ ห้องประชุมศ.เกียรติคุณ นพ.นที รักษ์พลเมือง ชั้น 5 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

 


ก.แรงงานผนึก13องค์กรยกระดับฝีมืออาชีวะไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221592

แรงงาน,องค์กร,ระดับ,ฝีมือ,อาชีวะ,ไทย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  1 ก.พ. 2559

ก.แรงงานผนึก13องค์กรยกระดับฝีมืออาชีวะไทย

ก.แรงงานผนึก13องค์กรยกระดับฝีมืออาชีวะไทย : แวดวงแรงงาน

           วันก่อนมีงานสำคัญของประเทศ โดยมีการลงนาม “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือสานพลังประชารัฐ ยกระดับคุณภาพวิชาชีพอาชีวศึกษา (Competitive Workforce)” ประกอบด้วย รมว.แรงงาน รมว.ศึกษาธิการ รมว.อุตสาหกรรม พร้อม 13 องค์กรชั้นนำระดับประเทศ และภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนทิศทางพัฒนาแรงงานให้ตรงความต้องการภาคอุตสาหกรรม ยกระดับคุณภาพแรงงาน มีรายได้สูง โดยมีดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

ซึ่งนายธีรพล ขุนเมือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน และโฆษกกระทรวงแรงงาน เล่าว่า ในส่วนของกระทรวงแรงงาน พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวว่า กระทรวงแรงงานจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการวางแผนการผลิตกำลังคนร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตอบสนองความต้องการด้านแรงงานจากภาคอุตสาหกรรม พร้อมยกระดับความสำคัญของผู้จบการศึกษาสายอาชีพด้านมาตรฐานฝีมือแรงงาน และการฝึกอบรมเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน และเป็นแกนกลางในการรับ คนจากอาชีวศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงานภายใต้หลักการมีความรู้ดี มีทักษะสูง และมีรายได้ ที่เหมาะสม และที่สำคัญจะร่วมผลักดันให้โครงการนี้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ แก่เยาวชน สถานประกอบการ และสอดรับกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีต่อไป


‘ประกันสังคม’ทวงสิทธิ..ขอเท่าเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221579

ประกันสังคม,ทวง,สิทธิ,เท่าเทียม

การศึกษา-สาธารณสุข  :  1 ก.พ. 2559

‘ประกันสังคม’ทวงสิทธิ..ขอเท่าเทียม

‘ประกันสังคม’ทวงสิทธิ..ขอเท่าเทียม : รายงานพิเศษโดยปฏิญญา เอี่ยมตาล ทีมข่าวรายงานพิเศษ

           “ไปหาหมอประกันสังคม..นั่งรอ 3 ชม. ถึงคิวตรวจใช้เวลาไม่ถึง 3 นาที…ยังไม่ทันรู้เลยว่า เป็นอะไร จ่ายให้แต่ยาพาราฯ”

“เสียเงินนะ..ไม่ได้รักษาฟรี..โดนหักเงินล่วงหน้า ถูกเลือกปฏิบัติ ดูแลพวกจ่ายเงินสดแทบจะอุ้มไม่ยุติธรรมนะ…กินข้าวแกงแม่ค้ายังให้กินก่อนแล้วจ่ายทีหลัง”

“อยากได้สิทธิเท่ากับ ม.39 ผมมีกำลังจ่าย จะให้เพิ่มเท่าไหร่บอกมา”

“อยากได้ค่าทำฟันเพิ่มเป็น 1,000 บาท ปีละ 400 บาท 600 บาท มันไม่พอหรอก..”

“คนปวดฟันมันทรมานกว่าเจ็บป่วยอย่างอื่นน่าจะรีบรักษาควรทำแบบจ่ายตรงไม่ต้องสำรองเงินจ่ายก่อน ทั้งที่เงินก็เก็บไปแล้ว”

“ไม่ต้องเพิ่มลาคลอดหรอก คนใช้แรงงานจะท้องได้กี่ครั้งเต็มที่แค่ลูก 2 คน อยากให้เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรมากกว่า คนพิการยังได้ 800 บาทเลย”

“เงินบำนาญชราภาพได้คนละ 3,000 กว่าบาทต่อเดือน มันไม่พอหรอกกับสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ ใช้ 4-5 วันก็หมดแล้ว”

“อยากให้ขยับเพดานเงินออม ทำเป็นภาคสมัครใจคนฐานเงินเดือนสูงก็อยากจ่ายเยอะแต่ไม่ยอมขยับเพดานให้”

“อยากได้เงินทำศพที่ 4 หมื่นบาท เท่า ม.33 และ ม.39 จะให้ส่งเพิ่มอีกเท่าไหร่ก็บอกมาผมยอมจ่ายมีปัญญาส่งเพื่อลูกเมียไม่ต้องเดือดร้อนไปกู้เงินมาจัดงาน”

ข้างต้นเป็นเสียงสะท้อนจากผู้ประกันตนที่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน รวมถึงกลุ่มผู้ประกันตนนอกระบบ มาตรา 39-มาตรา 40 ผู้เรียกร้องให้ปรับปรุงมาตรฐานการบริการและการรักษาพยาบาลอย่างไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงปรับเรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้ทัดเทียมเสมอภาคกัน

“นลิน อ่ำสวัสดิ์” แรงงานตัดเย็บเสื้อส่งออก วัย 48 ปี เปิดใจต่อทีมข่าวคม ชัด ลึก ว่า ที่ผ่านมาเวลาไปใช้บริการโรงพยาบาลประกันสังคมรู้สึกสลดใจเพราะถูกจัดแยกออกจากผู้ป่วยนอกคนอื่นๆ ที่เสียเงินเองรู้สึกเหมือนเป็นพวกอนาถานั่งรอแล้วรอเล่า รอนานหลายชั่วโมงไม่มีใครมาสนใจผิดกับผู้ป่วยที่เสียเงินเองเมื่อเดินเข้ามาเจ้าหน้าที่แทบจะเข้าไปอุ้มขึ้นเตียงเลย

“ไปหาหมอทีไรก็นั่งรอนานไม่ต่ำกว่า 3 ชม. พอถึงคิวเรียกตรวจเจอหน้าหมอยังไม่ถึง 3 นาทีก็ให้ออกมารอหน้าห้องยาไม่รู้วินิจฉัยโรคกันแบบไหน เร็วมากจนบางครั้งยังไม่รู้ตัวเองเลยว่า ตัวเองเป็นอะไรหมอมีน้อยไม่พอกับจำนวนคนที่มารอรักษาเคยนั่งจับเวลาคนป่วยนะ 1 ชม.หมอตรวจได้ 20 กว่าคน บางครั้งเกือบ 30 คน ถ้าใครป่วยหนักคงนอนรอความตายอยู่ตรงนั้นพอถึงเวลาเรียกรับยา จ่ายให้แต่ยาพาราฯ และยาสามัญประจำบ้านทั้งที่เราเสียเงินนะ หักเงินไปก่อนแล้วทุกเดือน 400 กว่าบาท บางคน 750 บาท ไม่ใช่รักษาฟรี” อลิน กล่าวในฐานะตัวแทนแรงงานคนอื่นๆ พร้อมยื่นข้อเรียกร้อง

นอกจากเรื่องความล่าช้าที่กล่าวมา “ผู้ประกันตน” อยากได้ “ใบรับรองสิทธิ” ให้สามารถเข้ารักษาได้ทุกโรงพยาบาลและอยากมีโรงพยาบาลประกันสังคมโดยเฉพาะเป็นของกองทุนประกันสังคมเองไม่ต้องไปโรงพยาบาลเอกชนอื่นๆ

ความเห็นของนลินสอดคล้องกับ  “จตุพร พิจิตรศิริ” อายุ 42 ปี พนักงานบริษัทแห่งหนึ่งใน กทม. ผู้จ่ายเงินประกันสังคมมานานต่อเนื่อง 15 ปี โดนหักทุกเดือน 750 บาท ตั้งแต่จ่ายมาเคยไปรับบริการรักษาโรงพยาบาลเครือข่ายประกันสังคมเพียงไม่กี่ครั้งเนื่องจากรอนาน ไม่มีระบบระเบียบ จ่ายยาไม่ตรงกับโรคที่เป็น เจ้าหน้าที่พูดจาไม่ดี ทำเหมือนว่า ไปขอให้ช่วยเหลือ

“เกือบ 8 ปีแล้วไม่เคยไปอีกเลยเปลี่ยนไปซื้อประกันชีวิตแทน เสียเงินมากกว่าแต่คุ้มค่าและพอใจกับการบริการ เสียดายเงิน 750 บาททุกเดือน เพราะรวมกัน 1 ปีก็เท่ากับ 50 เปอร์เซ็นต์ของเงินซื้อประกันชีวิต อยากให้รัฐปรับแก้แบบเลือกตามความสมัครใจมากกว่า ใครไม่อยากเข้ากองทุนฯ ก็ไม่ต้องบังคับ เพราะต้องเสียเงินซ้ำซ้อน” จตุพร แสดงความเห็น

ขณะที่ “ลัดดา เพชรรั่ว” สาวทำงานวัย 28 ปี ผู้ถูกหักเงินประกันสังคม ณ ที่จ่ายเดือนละ 750 บาท ตั้งคำถามว่ากองทุนประกันสังคมเอาเงินไปทำอะไรบ้าง อยากให้บอกประชาชนให้ทราบอย่างละเอียด เช่น เงินไปใช้จ่ายเป็นค่าอะไรบ้างมีสิทธิประโยชน์อย่างไรควรทำเอกสารส่งมาที่บ้านว่า เงินไปอยู่ตรงไหน ลงทุนอะไร จะได้ทราบความเคลื่อนไหว และสามารถตรวจสอบเงินของตัวเองได้เพราะเป็นเงินจำนวนมหาศาลอยากให้ประกันสังคม “ตั้งกล่องรับเรื่องราวร้องทุกข์” หันหน้ามาฟังความเห็นของประชาชนที่เสียเงินบ้าง

“สำราญ แจ่มจำรัส” วัย 60 ปี หนึ่งในผู้ประกันตนนอกระบบ มาตรา 39 อยากให้รัฐบาลเข้ามาดูแลบริการให้เหมาะสมกับเงินที่จ่ายไม่อยากถูกมองว่า มาตรา 39 ต่ำต้อยเป็นคนที่ถูกเลือกปฏิบัติ

“ลุงเคยปวดฟันมาก แต่ไม่กล้าไปหาหมอ เพราะไม่มีเงินค่าถอนฟัน ไม่ใช่ซี่ละ 100-200 บาท ถ้าเป็นฟันคุดราคาเป็นพันบาท ก็อดทนปวดอยู่อย่างนั้นเพราะเคยไปหาหมอประกันสังคมแล้ว หมอไม่ถอนให้ บอกให้กลับบ้านไปก่อนแล้วค่อยมาใหม่ มันเสียเวลาเสียค่ารถนะไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงไม่รักษาทันทีเพราะการปวดฟันมันทรมานกว่าเจ็บป่วยอย่างอื่นพอตอนหลังไปใหม่หมอถอนให้ จ่ายค่าถอนฟันไป 250 บาท พออีก 2 วันผมก็เอาใบเสร็จไปเบิกที่ประกันสังคม เจ้าหน้าที่ถามว่าเอาหน้าสมุดธนาคารมาไหม ผมตอบว่า ไม่ได้เอามาเจ้าหน้าที่บอกให้กลับไปเอาพอเอามาก็บอกว่าใช้ไม่ได้ต้องเป็นบัญชีธนาคารกรุงไทยเท่านั้น” ลุงสำราญเล่าด้วยสีหน้าเคร่งเครียดพร้อมให้ข้อมูลต่อว่า

“วันนั้นเสียค่ารถเกือบ 400 บาท เพียงแค่เบิกเงินทำฟัน 250 บาทเอง สุดท้ายเจ้าหน้าที่บอกจะใช้วิธีโอนทางไปรษณีย์รอหลายวันจนกระทั่งมีบุรุษไปรษณีย์มาที่บ้าน วันนั้นไม่มีใครอยู่ พอเขาไม่เจอ ก็ต้องไปเอาที่ไปรษณีย์เองเสียเงินค่ารถอีก มันมีแต่เรื่องเสียเงินทั้งนั้นกว่าจะได้เงินค่าทำฟันคืน 250 บาท เสียเงินเดินทางไปประกันสังคมและไปรษณีย์รวมแล้วครั้งนั้น 600 บาท มันไม่คุ้มเลยผมอยากเสนอให้จ่ายตรงค่าทำฟันไปเลย ไม่ต้องแยกออกมาเป็นคนละส่วน เหมาจ่ายแบบเดียวกัน และเพิ่มวงเงินการค่ารักษาฟันให้สามารถเบิกจ่ายได้ตามจริง ไม่ต้องกำหนดว่า ต้องเป็นที่ปีละ 400 บาท หรือ 600 บาท” ลุงสำราญเสนอความเห็น

“ณีรมล สุทธิพรรณพงศ์”  ผู้ประกันตนมาตรา 40 ภาคสมัครใจ เสนอว่า ขอให้แรงงานนอกระบบสิทธิเท่าเทียมกับผู้อื่น แม้ต้องจ่ายเงินเพิ่มก็ยินดี เพราะคนในระบบอยากได้อะไรนอกระบบก็อยากได้อย่างนั้นทุกคนเป็นคนเหมือนกันอยากให้มันเท่าเทียมสิ่งที่อยากได้มากตอนนี้คือ เงินสงเคราะห์บุตร ตอนนี้ได้เดือนละ 400 บาท อยากให้ปรับเพิ่ม เพราะคนพิการยังได้ 800 บาท แล้วส่วนเงินค่าทำศพถ้าเป็นแรงงานในระบบจะได้ 4 หมื่นบาท แต่ของเราได้แค่ 2 หมื่นบาท

“เวลาไปใช้บริการจัดงานศพที่วัดไหนไม่มีใครมาถามว่า คนนี้อยู่มาตรา 33 นะคิดแค่ 4 หมื่นบาท คนนี้อยู่มาตรา 40 จ่าย 2 หมื่นบาท ความจริงมันไม่มีแบบนั้นทางวัดคิดราคาเดียวกันหมดเป็นค่าใช้จ่ายคนตายเหมือนกัน และก็เรื่องเงินออมสำหรับดูแลผู้สูงอายุ อยากให้มีกองทุนเข้ามาช่วยเหลือการดูแลบุพการีของตนเองแรงงานในระบบมี แต่แรงงานนอกระบบไม่มีอยากให้มีสิทธิทั้ง 6 ข้อเท่ากันกับมาตรา 39 ซึ่งเป็นนอกระบบเหมือนกัน” ณีรมล กล่าวคาดหวังในตอนท้าย

ล่าสุด เครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) จัดเวทีเสวนาทิศทางการปฏิรูปประกันสังคมปี 2559 ที่ห้องทับทิม โรงแรมรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2559 มีคณะกรรมการประกันสังคมเข้าร่วมรับฟังข้อคิดเห็น ข้อเรียกร้อง เสนอแนะจากผู้ประกันตนทั้ง 3 มาตราอย่างพร้อมเพรียง

โดย “ธีระวิทย์ วงศ์เพชร” คณะกรรมการประกันสังคม เสนอว่าการปรับปรุงพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และการเปลี่ยนไปในปัจจุบันเป็นเรื่องจำเป็น อยากให้ผู้ประกันตนทุกระดับเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกองทุนฯ เช่น การสมัครเป็นผู้แทนผู้ประกันตนในคณะกรรมการ หรืออนุกรรมการ เพื่อช่วยกันพัฒนาระบบตรวจสอบ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผลการบริหาร จัดการกองทุน

ขณะที่ “มนัส โกศล” ประธานเครือข่าย คปค.ที่เข้าร่วมประชุมกล่าวแนะนำว่า บทบาทหน้าที่สำคัญของผู้บริหารกองทุนประกันสังคมคือการเร่งเดินหน้าปฏิรูปลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มสิทธิประโยชน์ เน้นความเป็นอิสระ โปร่งใส และขยายเพดานเงินสมทบเพื่อให้ระบบมั่นคงในอนาคต

“ตอนนี้มีการเสนอให้เพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค และการคุ้มครองสิทธิอีก 12 ข้อไว้แล้ว อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาอย่างเร่งด่วน”

ข้างต้นเป็นความคิดเห็นของสมาชิกที่ต้องการให้ “กองทุนประกันสังคม” เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านบริหารและบริการ หากใครสนใจอยากเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหาร สามารถสมัครเป็นผู้แทนผู้ประกันตนในคณะกรรมการหรืออนุกรรมการได้ !

ที่สำคัญหากย้อนไปปีที่เริ่มเก็บเงินเข้ากองทุนครั้งแรก เมื่อ ปี 2534 เป็นเงินสมทบจากนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล ตัวเลขเดือนมิถุนายน 2558 กองทุนฯมีสินทรัพย์มากถึง 1.4 ล้านล้านบาท

ดังนั้นพิจารณาจาก 12 ข้อเรียกร้องของผู้ประกันตนจึงไม่ใช้เรื่อง “เป็นไปไม่ได้”  !

“2559 ปฏิรูปประกันสังคม”

1.ผู้ประกันตนมีส่วนร่วม โปร่งใส ตรวจสอบได้

2.มีอิสระการบริหาร ไม่ถูกครอบงำจากกลไลรัฐ

3.หลักประกันคืนความสุขให้ประชาชน

4.บริการที่ดีและรวดเร็ว

5.รักษาพยาบาลเป็นมาตรฐาน ไม่เลือกปฏิบัติ

6.เพิ่มสิทธิประโยชน์ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค

7.เพิ่มเงินสมทบให้สัมพันธ์กับฐานรายได้ แบบขั้นบันได

8.ปรับปรุงพัฒนาสิทธิประโยชน์ ม.39 ม.40 ให้เท่าเทียม

9.ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายสิทธิ ม.40 สำหรับคนที่พร้อม

10.ขยายอายุสงเคราะห์บุตร เพิ่มเงินช่วยเหลือต่อเดือน

11.จ่ายเงินบำนาญชราภาพเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ

12.ปรับแก้ ก.ม.ให้ทันสมัยและใช้ ก.ม.ให้ศักดิ์สิทธิ์

—————————-

(หมายเหตุ : ที่มา : http://www.sso.go.th)