พบครูไม่ยอมชำระหนี้ช.พ.ค.6.7หมื่นคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221863

สหรัฐเบี้ยวหนี้

การศึกษา-สาธารณสุข  :  5 ก.พ. 2559

พบครูไม่ยอมชำระหนี้ช.พ.ค.6.7หมื่นคน

พบครูไม่ยอมชำระหนี้ช.พ.ค.6.7หมื่นคน “ปลัดศธ.”มอบสวนดุสิตโพลสำรวจ-ครูส่วนใหญ่ไม่คิดเบี้ยวหนี้

           เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ธนาคารออมสิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ได้หารือร่วมกันเพื่อทบทวนแนวทางแก้ปัญหาหนี้สินครู ในครั้งนี้ธนาคารออมสินได้ รายงานความคืบหน้าภายหลังเปิดให้ครูที่ผิดนัดชำระหนี้มากกว่า 3 งวดขึ้นไป และถูกธนาคารออมสินยื่นโนติสไปแล้วจำนวน  13,405 คน เข้าไกล่เกลี่ย โดยขณะนี้มีครูอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้ประมาณ 6,000 คน และอยู่ระหว่างกระบวนการฟ้องร้องอีกประมาณ 4,000 คน ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการติดตามทวงหนี้

“สำหรับครูที่กู้เงินจากโครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ของสกสค. แล้วไม่ยอมชำระหนี้ประมาณ 6.7 หมื่นคน จะต้องติดตามต่อไปและต้องหามาตรการอื่นๆ ร่วมด้วย เพราะแนวทางการใช้เงินอนาคตที่วางไว้ เช่น การนำเงินช.พ.ค. ที่ใช้ในการค้ำประกันเงินกู้ มาตั้งเป็นวงเงินกู้ในการรีไฟแนนซ์ ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ที่ธนาคารออมสินอยู่ระหว่างรอเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งอาจจะยังไม่เพียงพอ ส่วนจะถึงขั้นยื่นฟ้องล้มละลายกับคนที่ตั้งใจไม่ใช้หนี้เลยหรือไม่นั้นไม่สามารถตอบได้ ขึ้นอยู่กับธนาคารออมสิน” รศ.นพ.กำจร กล่าว

รศ.นพ.กำจร กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้เร่งให้เชิญแหล่งเงินกู้ของครูทั้งหมดทั้งธนาคารออมสิน สหกรณ์ออมทรัพย์ครู สกสค. มาหารือร่วมกันถึงปัญหาทั้งหมด ตลอดจนร่วมกันหาแนวทางแก้ไข ไม่ให้ครูกู้มากเกินไป ขณะเดียวกันยังมอบหมายให้รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) และที่ปรึกษาเลขาธิการสกสค. ไปทำการวิจัยปัญหาหนี้สินครูไทยว่า ครูกู้เงินไปทำอะไรกันบ้าง ครูต้องการให้ช่วยเหลืออะไรบ้าง  เพื่อกำหนดแนวทางแก้ปัญหาหนี้สินครูที่ถูกต้องต่อไป

ด้าน รศ.ดร.สุขุม กล่าวว่า ขณะนี้คณะวิจัยของสวนดุสิตโพลกำลังเร่งเก็บกลุ่มตัวอย่าง ครูที่มีหนี้สิน โดยตั้งเป้าหมายให้ได้กลุ่มตัวอย่างมากกว่า 5,000 คนจากทั่วประเทศไทย  ซึ่งขณะนี้เก็บข้อมูลจากครูที่มีหนี้สินได้แล้วประมาณ 2,700 คน โดยคณะวิจัยจะสรุปผลและเสนอแนวทางแก้ปัญหาหนี้สินครูในกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะทำให้ได้คำตอบว่า ครูกู้เงินไปทำอะไรบ้าง  อย่างไรก็ตามจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าครูมีทั้งกู้เงินเพื่อนำไปชำระหนี้สินเก่า  กู้เงินเพื่อเป็นค่าเทอมลูก ส่วนที่กู้เงินเพื่อนำเงินมาเสี่ยงโชคมีบ้าง แต่ก็มีจำนวนไม่มากนัก  ซึ่งจากกการประเมินผลในภาพรวมของการเป็นหนี้สินของครู ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่พูดกัน และครูส่วนใหญ่ที่กู้เงินจากทุกสถาบันการศึกษาก็ไม่มีครูคนไหน่คิดที่จะเบี้ยวหนี้แม้แต่รายเดียว


โฮมฮักรักลูกหลาน‘บ้านนามั่ง’ส่งเสริมสุขภาพ(นร.)ระดับเพชร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221778

โฮมฮัก,รัก,ลูก,หลาน,บ้าน,สุขภาพ,นร.,ระดับ,เพชร

การศึกษา-สาธารณสุข  :  5 ก.พ. 2559

โฮมฮักรักลูกหลาน‘บ้านนามั่ง’ส่งเสริมสุขภาพ(นร.)ระดับเพชร

โฮมฮักรักลูกหลาน‘บ้านนามั่ง’ส่งเสริมสุขภาพ(นร.)ระดับเพชร

            สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องสร้างเอง สุขภาพนั้นเป็นเรื่องสำคัญหากคนเรารักษาสุขภาพตัวเองดี การดำเนินชีวิตต่างๆ ก็จะมีความสุขมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต เราจะทำอย่างไรให้เขาเจริญเติบโตไปตามมาตรฐาน และไม่มีภาวะขาดสารอาหาร ดังนั้นจึงมีโครงการส่งเสริมสุขภาพระดับเพชรขึ้น เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนมีบุคลากรที่มีสุขภาพดีกันมากขึ้น อย่างเช่น โรงเรียนบ้านนามั่ง ที่ได้เป็นโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร โดยได้รับการสนับสนุนในด้านองค์ความรู้จากโรซ่า

“ประภากร จันทระวิชะ” นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านนามั่ง จ.อุดรธานี หนึ่งในผู้ที่เข้าอบรมในโครงการส่งเสริมสุขภาพ เล่าว่า โครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร เป็นโครงการที่ดี ช่วยพัฒนาสุขภาพของคนในโรงเรียน และชุมชนได้มาก ปัจจุบันนี้เด็กๆ ในโรงเรียนมีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากที่เมื่อก่อนเด็กในโรงเรียนจะมีร่างกายไม่ค่อยสมดุลกับช่วงอายุ บางคนก็ผอมมาก บางคนก็อ้วนจนเกินวัย

แต่ปัจจุบันนี้เด็กในโรงเรียนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและเหมาะสมกับเกณฑ์อายุ โดยโรงเรียนของเรามีวิธีการจัดการกับปัญหาเด็กอ้วนคือ การไม่เปิดให้ขายนมหรือน้ำอัดลม ไม่ว่าจะเป็นขนมลูกอม ขนมหวาน หรือแม้แต่ขนมที่ทางโรงเรียนเห็นว่าไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายก็จะจัดการห้ามไม่ให้นำมาขายเพื่อสุขภาพที่ดีของนักเรียน

“ได้มีโอกาสเข้าอบรมกับทางโครงการโฮมฮักรักลูกหลานโภชนาการดี ซึ่งเป็นโครงการที่เข้ามาช่วยส่งเสริมในด้านความรู้ วิธีการที่ถูกต้องให้แก่โรงเรียน เพื่อที่โรงเรียนจะได้เป็นโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชรเร็วขึ้น โฮมฮักสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้แก่คนทั้งโรงเรียน จัดอบรมให้นักเรียนเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ ทั้งในเรื่องการกินให้ถูกหลักโภชนาการ การทำความสะอาด การล้างมือ และการรักษาความสะอาดในโรงเรียน ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องสุขภาพที่ดีมากขึ้น” ประภากร กล่าว

“นางสมร ศิลาคม” ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนามั่ง กล่าวว่า โรงเรียนได้แก้ไขปัญหา 1.สุขภาพนักเรียน 2.ปัจจัยที่จะทำให้สุขภาพนักเรียนไม่ดี มีปัจจัยหลายอย่างคือ ปัจจัยทั้งภายนอกและภายในเรื่องสุขภาพนักเรียน ที่สำคัญเลยคืออาหารปลอดภัย สุขาน่าใช้ เด็กไทยฟันดี นี่คือสามอย่างที่โรงเรียนเน้น

สาเหตุที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร คือ โรงเรียนบ้านนามั่ง เป็นโรงเรียนในโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งพระองค์ท่านทรงมีวัตถุประสงค์อยู่ 6 ข้อ และข้อแรกคือ ดูแลเรื่องโภชนาการ โรงเรียนจึงมุ่งเน้นในวัตถุประสงค์ ข้อนี้เป็นสำคัญ โดยเริ่มจากการดูแลเรื่องอาหารไม่ให้เด็กอ้วน เตี้ย หรือผอมจนเกินกว่าเกินมาตรฐาน เรื่องที่สองคือเรื่องฟัน และที่สำคัญคือสุขาต้องน่าใช้ ดังนั้นจึงได้เข้าร่วมโครงการระดับเพชร

ทั้งนี้ บริษัท ไฮคิวผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด (โรซ่า) ก็ยื่นมือเข้ามาช่วย โดยการให้ความรู้ จัดอบรม จัดประชุม พาไปดูงาน โดยองค์ความรู้ที่ได้จากการเข้าโครงการโฮมฮักรักลูกหลานที่โรซ่าจัดขึ้นนี้ ทางโรงเรียนจึงได้เอามาปรับปรุงทั้งหมด 19 ตัวชี้วัดของกรมอนามัย โดยสำนักงานอนามัยที่ 6 ที่ขอนแก่น ได้มาประเมินและปรับปรุงมาเรื่อยๆ จนได้เป็นโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร และนอกจากนั้น สพฐ.ก็มาประเมินและยกย่องโรงเรียนบ้านนามั่งเป็นโรงเรียนต้นแบบโรงเรียนสุขภาพดี

“นางจันทร์เพ็ญ ผาระสิทธิ์” ครูโรงเรียนบ้านนามั่ง กล่าวว่า โรงเรียนบ้านนามั่งได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมสุขภาพเป็นเวลา 3 ปี เพิ้งได้รับรางวัลมาเมื่อปลายปี พ.ศ.2558 ที่ผ่านมา โครงการส่งเสริมสุขภาพระดับเพชรมีประโยชน์ต่อโรงเรียนมาก ทั้งครูและนักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั้งในโรงเรียนและชุมชน ดำเนินการเป็นเวลา 3 ปี จนได้เป็นโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร โดยโรซ่าได้ยื่นมือเข้ามาช่วยตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มเข้าร่วมโครงการส่งเสริมสุขภาพระดับเพชรและดูแลทางโรงเรียนมาเรื่อยๆ

โดยการจัดวิทยากรที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านเกี่ยวกับสุขภาพมาให้ความรู้ทั้งครูและนักเรียนอยู่เสมอ นอกจากนั้นโครงการโฮมฮักรักลูกหลานได้จัดอบรมให้ความรู้ทั้งครูและนักเรียน รวมทั้งแม่บ้านก็ได้เข้าร่วมอบรมด้วย ทำให้บุคลากรภายในโรงเรียนมีความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับสุขภาพและนำข้อมูลมาปรับใช้อยู่เสมอ ทำให้ความรู้ที่ได้ถูกถ่ายทอดไปสู่ทุกคนทั้งในโรงเรียนและชุมชน ทำให้ความรู้ที่ได้จากโครงการนั้นเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด


ขนมเบื้องปริญญา’วัชระ ประทุมพวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221859

ขนมเบื้องญวน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  5 ก.พ. 2559

ขนมเบื้องปริญญา’วัชระ ประทุมพวง’

ขนมเบื้องปริญญา’วัชระ ประทุมพวง’จากร้านขายขนมเล็กๆสู่ธุรกิจแฟรนไชส์

             “เรียนจบปริญญาตรี แต่ทำไมมาเป็นพ่อค้าขายขนมเบื้อง!” คำพูดที่หลายคนมักตั้งคำถามกับเขาคนนี้ “วัชระ ประทุมพวง” ศิษย์เก่าสาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรม คณะบริหารธุรกิจ ม.รังสิต และคำตอบที่ได้รับกลับไป เชื่อว่าจะสามารถทำหลายคนหันกลับมาทบทวนตัวเองใหม่ว่า วันนี้ได้สู้ชีวิตอย่างเต็มที่ และได้นำความรู้ที่เรียนมาไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์แล้วหรือยัง?

วัชระ กล่าวว่า หลังจากที่ครอบครัวต้องสูญเสียหัวเรืออย่างคุณพ่อไป ชีวิตของทุกคนในบ้านก็เริ่มเปลี่ยน แม่ต้องรับภาระเลี้ยงลูก 4 คน ตลอดชีวิตที่เติบโตมาก็เห็นแม่ทำขนมเบื้องขายมาโดยตลอด เพราะความที่เป็นคนชอบสังเกต ชอบเรียนรู้อะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ

นอกจากงานพิเศษที่ทำเพื่อหารายได้เพิ่มเติมแล้ว ทุกวันหลังเลิกเรียนจะไปช่วยแม่ขายขนมเบื้อง ไปเรียนรู้วิธีการละเลงแป้ง เติมไส้ ใส่ครีม เพราะกว่าจะออกมาเป็นขนมเบื้องแต่ละชิ้นคนทำต้องใส่ความตั้งใจลงไปด้วย และมากกว่านั้นคือการใส่ใจกับส่วนผสมทุกอย่างให้เป็นไปตามสูตรที่ทำกันมา

ผ่านเวลาไป 10 ปี จากชีวิตที่แทบจะไม่เหลืออะไร ก็สามารถตั้งตัวขึ้นมาได้อีกครั้งด้วยขนมเบื้อง หรือที่ลูกค้าเรียกขานกันว่า ขนมเบื้องที่อร่อยที่สุดย่าน ม.รังสิต ต้องขนมเบื้องป้าเหน่ง

วัชระ กล่าวต่อว่า หลังจากที่เรียนจบก็เคยไปสมัครงานบริษัทต่างๆ จนวันหนึ่งมานั่งคิดว่า ทำไมเราจะต้องไปหาอะไรให้ไกลจากตัวเรา ในเมื่อสิ่งที่เรามีอยู่เราทำมันเองได้ และสามารถสร้างมูลค่าต่อยอดเป็นธุรกิจได้อีกด้วย จึงปรึกษากับแม่ว่าจะลองขายขนมเบื้องดู โดยเขาเป็นคนทำและขายเองจากประสบการณ์ที่เรียนรู้จากแม่มาเกือบตลอดทั้งชีวิต หลังจากขายไประยะหนึ่งก็เริ่มมีลูกค้าประจำ ส่วนหนึ่งก็มาจากแป้งที่เราขายมาจากหม้อเดียวกันกับที่แม่ทำ

ซึ่งสาขาแรกที่แม่ขายนั้นตั้งอยู่บริเวณหน้า ม.รังสิต หลังจากวันนั้นจึงเริ่มมาคิดว่าถ้าเราทำหน้าร้านสวยๆ มีแพ็กเกจขนมดีๆ ร้านขนมเบื้องเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากรถเข็นก็สามารถเป็นธุรกิจขึ้นมาได้

“ขนมเบื้องของเราไม่ต้องหรู แต่เน้นใส่ใจในคุณภาพของวัตถุดิบ ไส้ขนมทั้งหวานและเค็มต้องทำใหม่ทุกวัน และจะคงรสชาติดั้งเดิมเอาไว้เพื่อให้คนจดจำ ถ้าคิดถึงขนมเบื้องป้าเหน่ง จะมีแค่ไส้หวานและเค็มเท่านั้น หลังจากที่ขยายกิจการเปิดสาขาที่ 2 จนขายดิบขายดี เขาได้เปิดร้านขนมเบื้อง ภายใต้ชื่อแบรนด์ “ขนมเบื้องป้าเหน่ง” เพิ่มอีก 3 สาขาใน จ.ปทุมธานี ซึ่งรวมเป็น 5 สาขาภายใน 1 ปี”

เพราะความสำเร็จที่ได้มา ไม่ใช่การวิ่งเข้าเส้นชัยอย่างรวดเร็ว แต่มันคือการค่อยๆ คิด ค่อยๆ เดิน ค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละก้าว สุดท้ายตรงปลายทางของเส้นชัยนั้นจะคือความสำเร็จที่เราภูมิใจ เช่นเดียวกับบัณฑิตคนนี้ที่เคยถูกตั้งคำถามว่า “จบปริญญาตรีทำไมมาขายขนมเบื้อง” เขาก็แค่ทำในสิ่งที่เขารัก ใครจะคิดว่าจากร้านขายขนมเบื้องบนรถเข็นเล็กๆ วันนี้จะกลายเป็นแบรนด์และธุรกิจครอบครัวที่ประสบความสำเร็จ


14มี.ค.ศาลนัดพิจารณาคดีล้มละลาย‘ดลฤดี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221841

ดลฤดี

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 ก.พ. 2559

14มี.ค.ศาลนัดพิจารณาคดีล้มละลาย‘ดลฤดี’

14มี.ค.ศาลนัดพิจารณาคดีล้มละลาย‘ดลฤดี’ อธิบดีอัยการฯเผยถือเป็นคดีธรรมดาทั่วไป

4ก.พ.2559 ความคืบหน้ากรณี ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล หนีทุนเรียนจนทำให้กลุ่มเพื่อนทันตแพทย์และอาจารย์ผู้ค้ำประกันต้องชดใช้หนี้แทนจำนวน 8 ล้านบาท และกลุ่มผู้ค้ำประกันได้ออกมาร้องขอความเป็นธรรม โดยต้นสังกัดมหาวิทยาลัยมหิดลได้หาทางเยียวยาด้วยการยื่นฟ้องล้มละลายนั้น

นายยุคล เหล่าพูลสุข อธิบดีอัยการสำนักงานคดีล้มละลาย กล่าวว่า อัยการสำนักคดีล้มละลาย 1 ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลล้มละลายกลางไปเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.58 ขณะที่ศาลนัดพิจารณาคดีครั้งแรกวันที่ 14 มี.ค.นี้ ซึ่งอัยการก็เสนอหลักฐานไปตามรายละเอียด โดยศาลจะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจพิจารณา ส่วนมูลเหตุที่ยื่นฟ้องก็มาจากเรื่องไม่ยอมใช้ทุนคืน ถือเป็นคดีธรรมดาทั่วไปเปรียบเหมือนลูกหนี้ที่ไม่ยอมชดใช้หนี้

เมื่อถามว่า มูลเหตุในการฟ้องล้มละลายมาจากคำสั่งของศาลปกครองที่สั่งให้ ทันตแพทย์หญิงคนดังกล่าวชดใช้เงิน ใช่หรือไม่นั้น นายยุคล กล่าวว่า เป็นหนี้ที่ผู้กู้ ขอทุนก็ต้องชดใช้เท่านั้นเอง เป็นเรื่องผิดสัญญาทั่วไป ไม่ใช่เรื่องการทุจริตหรือการกระทำละเมิด แต่อย่างใด


‘ดร.สมเกียรติ’จี้สื่อไทยลุยสัมภาษณ์‘ดลฤดี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221836

หมอหนีทุน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 ก.พ. 2559

‘ดร.สมเกียรติ’จี้สื่อไทยลุยสัมภาษณ์‘ดลฤดี’

“ดร.สมเกียรติ” จี้สื่อลุยบอสตัน สัมภาษณ์ “ทพญ.ดลฤดี” ชี้ฟังความจริงสองข้างให้ถูกต้องตามหลักวิชาฯ

          4ก.พ.2559 ทวิตเตอร์ของ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ‏นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ได้ทวิตข้อความระบุว่า ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ ไม่มีโอกาสพูดชี้แจงบนเวทีสื่อไทยเลย สื่อมวลชนทำข่าวข้างเดียว มีแต่ความเห็นและคำพูดของฝ่ายให้ทุนกับอาจารย์ผู้ค้ำประกัน

“สื่อมวลชนไทยต้องไปสัมภาษณ์ค้นหาความจริงจาก ทพญ.ดลฤดี ที่ Harvard ด้วย จึงจะเป็นการทำข่าวแบบสมดุลย์ ถ้าผมยังทำข่าวทีวีอยู่ ป่านนี้ไป Boston สัมภาษณ์ ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ ให้ครบหมดเรื่องไปแล้ว จะได้ฟังความจริงสองข้างตามหลักวิชาชีพสื่อสารฯ”


‘หมอเผด็จ’แนะ’ดลฤดี’ทำสัญญาใช้หนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221830

หมอหนีทุน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 ก.พ. 2559

‘หมอเผด็จ’แนะ’ดลฤดี’ทำสัญญาใช้หนี้

‘หมอเผด็จ’ลั่นตลอด10ปีแต่ไม่เคยได้เงินจาก‘ดลฤดี’ แนะถ้าจะคืนจริงควรทำหนังสือสัญญาชดใช้หนี้มีผลทางกม.สหรัฐอเมริกา อย่าพูดลอยๆ เดินหน้าฟ้องขอชดใช้เงินคืน

            เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ ทันตแพทย์คลินิกแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ผู้ค้ำประกัน ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ที่ไม่กลับมาทำงานชดใช้ทุนรัฐบาล กล่าวถึงกรณีที่ ทพญ.ดลฤดี ตอบอีเมล์ผ่านสื่อ และระบุว่าจะใช้เงินคืนให้แก่ผู้ค้ำประกันว่า ตนไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้เลย เพราะตลอดเวลา 10 ปี ทพญ.ดลฤดี ก็พูดเช่นนี้มาหลายครั้งแล้วว่าจะใช้เงิน แต่ยังไม่เคยเห็นเป็นรูปธรรม แต่ยอมรับว่ามีช่วงแรกที่ใช้เงินมา 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งตนคิดว่าหาก ทพญ.ดลฤดี ต้องการที่จะใช้เงินผู้ค้ำประกันทุกคนจริง ก็ควรโอนเงินมาให้ได้แล้ว และควรทำหนังสือสัญญาชดใช้หนี้ที่มีผลทางกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาว่าจะชดใช้เงินให้ หากทำแบบนี้ที่ตนกล่าวถึงจะยอมรับ และเชื่อถือในคำพูดได้ แต่ถ้ายังพูดลอยๆ จะให้เชื่อมั่นได้อย่างไร รวมถึงการกระทำของ ทพญ.ดลฤดี น่าจะเป็นเพียงการลดกระแสสังคม การสร้างภาพก็เป็นงานถนัดของเขา และถ้าจะคืนเงินจริงๆ อดีตจะตั้งทนายความมาสู้ทำไม

ทพ.เผด็จ กล่าวต่อไปว่าตนยังคงยืนยันจะฟ้องร้อง ทพญ.ดลฤดี เพื่อให้ชดใช้เงินคืน ซึ่งตอนนี้กำลังปรึกษากับทนายความ และเตรียมข้อมูลต่างๆ รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะจากคนที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวแล้ว ตนไม่เคยคิดที่จะฟ้องร้อง ทพญ.ดลฤดี แต่เมื่อคนไทยในสหรัฐอเมริกาตั้งทุนให้ตนสู้ ตนก็ต้องต่อสู้ เพื่อให้เป็นกรณีตัวอย่าง ซึ่งอยากให้ ทพญ.ดลฤดี มาชำระเงินคืน และมาขอโทษมากกว่าไม่ได้ต้องการฟ้องร้องหรือทำอย่างอื่น ทั้งนี้ สำหรับกรณี ที่มีมีสื่อลงข่าวว่าตนจะฟ้อง มม. เรื่องนี้ขอยืนยันเช่นเดียวกัน ว่าไม่เคยคิด และไม่เคยพูดว่าจะฟ้อง มม.เลย แต่พูดเสมอว่า อยากให้ มม.มีการช่วยเหลือพวกตนที่เป็นผู้ค้ำประกันให้มากกว่านี้ เช่น การหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือไม่คิดดอกเบี้ย เพื่อจะได้เป็นบรรทัดฐานสำหรับผู้ค้ำประกันรายอื่น หากต้องเกิดกรณีการเบี้ยวทุนแบบนี้อีก ส่วนก่อนหน้านี้ที่ มม. ระบุว่า ได้ลดดอกเบี้ยให้แก่ผู้ค้ำประกันแล้วนั้น ในเรื่องนี้เป็นผลมาจากนายประสิทธิ์ จำลองราษฎร์ ซึ่งเป็นอาของ ทพญ.ดลฤดี เป็นผู้แนะนำให้ขอลดดอกเบี้ย ซึ่งการดำเนินเรื่องนี้ได้นั้น ผู้ค้ำประกันต้องทำเรื่องผ่าน มม. ไม่สามารถทำเองได้ ทาง มม.ถึงได้เข้ามาดำเนินการให้

ทั้งนี้ ในส่วนกระแสสังคมต้องการให้ยื่นเรื่องต่อทันตแพทยสภาเพื่อให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพนั้น คิดว่าทำไปก็ไม่มีผลอะไร เพราะ ทพญ.ดลฤดี ได้ใบอนุญาตฯ ของสหรัฐอเมริกา และก็คงไม่กลับมาเมืองไทยอยู่แล้ว จึงมองว่าทำไปก็ไม่น่าจะเกิดประโยชน์อะไร เช่นเดียวกับ การติดต่อไปยังพ่อของ ทพญ.ดลฤดี เพื่อพูดคุยในเรื่องการไม่ใช้ทุนคืน ซึ่งที่ผ่านมามีหลายคนเคยมีการติดต่อกับพ่อของ ทพญ.ดลฤดีแล้ว แต่พ่อก็พูดในทำนองว่าไม่รับรู้กับคนๆ นี้ ตัดขาดกันไปนานแล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตนไม่ได้ติดต่อไปยัง มม. แล้ว เพราะได้ใช้หนี้ในส่วนของผู้ค้ำประกันไปหมดแล้ว เวลานี้ทางผู้ค้ำประกัน ต้องไปฟ้องเอาในส่วนของผู้ค้ำประกันเอง ขณะที่ทาง มม. ก็ต้องไปฟ้องเอาอีก 20 ล้านที่หายไป

ทพ.เผด็จ กล่าวอีกว่า มีหลายเรื่องที่สังคมตั้งข้อสังเกต และยังเคลือบแคลงใจ โดยเฉพาะกรณีการที่ มม.อนุมัติให้ลาออกทั้งที่ ทพญ.ดลฤดี ยังไม่ใช้ทุนคืน ซึ่งการที่ มม.ชี้แจงว่า การขอลาออกจากราชการกับการชดใช้เงินทุนเป็นคนละกรณีกัน เพราะการให้ข้าราชการลาออก และยังต้องชดใช้ทุน ไม่เป็นเหตุให้ยับยั้งการลาออก ตามระเบียบ ก.พ. ว่าด้วยการลาออกจากราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญ พ.ศ.2551 ก็มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดถึงนำระเบียบฯ ปี 2551 มาชี้แจง ทั้งที่ ทพญ.ดลฤดี ลาออกเมื่อปี 2547 ดังนั้น จึงขอยืนยันที่อยากให้มีองค์กรกลางเข้าไปตรวจสอบ มม. เพื่อทุกอย่างจะได้เคลียร์ เพราะถ้ายังไม่เคลียร์สังคมก็ยังเคลือบแคลงแบบนี้ต่อไป

 


‘น้องน้ำใส’เด็ก-เยาวชนดีเด่นปี59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221814

การศึกษา,ร.ร.สาธิต มรภ.สงขลา,ชลพรรษ ศิริสาธิตกิจ,น้องน้ำใส,เด็กและเยาวชนดีเด่น

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 ก.พ. 2559

‘น้องน้ำใส’เด็ก-เยาวชนดีเด่นปี59

ร.ร.สาธิต มรภ.สงขลา สุดปลื้ม ด.ญ.ชลพรรษ ศิริสาธิตกิจ คว้ารางวัลเด็กและเยาวชนดีเด่น ครบเครื่องทั้งผลการเรียนเยี่ยม ชอบทำกิจกรรม เจ้าตัวกับฝันอยากเป็นคุณหมอ

                      ด.ญ.ชลพรรษ ศิริสาธิตกิจ หรือ “น้องน้ำใส” นักเรียนชั้น ป.4/1 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ได้รับคัดเลือกจากกระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นเด็กและเยาวชนดีเด่น ประจำปี 2559 โดยได้เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล น้องน้ำใสใฝ่ฝันอยากเป็นหมอเด็ก
                      ดร.ชลลดา แสงมณี ศิริสาธิตกิจ คุณแม่ของน้องน้ำใส่ ในฐานะประธานหลักสูตรการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ เล่าว่า ตนและคุณพ่อของน้องน้ำใส ดร.พรไทย ศิริสาธิตกิจ อาจารย์หลักสูตรสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ เลี้ยงลูกแบบสบายๆ อยากเรียนอะไรก็ให้เรียน อยากทำอะไรก็ให้ทำ เน้นเก่ง ดี มีสุข เพราะคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญ และสิ่งที่ครอบครัวให้ความสำคัญที่สุดคือ ความรักและความอบอุ่นภายในครอบครัว ซึ่งจะสร้างให้ลูกเป็นเด็กที่ดีและมีคุณภาพของสังคม
                      ด.ญ.ชลพรรษ เป็นเด็กที่เรียนหนังสือดีมาตลอดทุกปีการศึกษา โดยมีระดับผลการเรียนทุกปีการศึกษาเท่ากับ 4.00 และมีค่าคะแนนเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 93 ทุกปีการศึกษา ได้ลำดับที่ 1 ของสายชั้นทุกปีการศึกษาตั้งแต่เริ่มเข้าศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2555 – 2557 ได้รับเกียรติบัตรและรางวัลหลายรายการเกี่ยวกับการเรียนดี เช่น รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 วิชาคณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษาตอนต้น ประเภททีม จากการสอบแข่งขันคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ระหว่างโรงเรียน Yorwor Mathematics Science Competition 2014 (YMSC 2014) ชิงถ้วยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งจากอาชีพการงานของคุณพ่อและคุณแม่ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับชุมชน ทำให้น้องน้ำใสได้มีโอกาสลงชุมชนบ่อยๆ หากมีอะไรที่เป็นการเชิญชวนหรือขอความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส หรือผู้ประสบภัย น้องน้ำใสมักจะให้ความร่วมมือและช่วยเหลือเสมอ ไม่ว่าจะเป็น การช่วยเหลือในเรื่องของเงินหรือแรงงานรวมทั้งช่วยที่บ้านปลูกและดูแลผักสวนครัวสำหรับบริโภคในครัวเรือนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน

เปิดจดหมาย!‘หมอดลฤดี’ส่งตรงถึงเนชั่นทีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221793

หมอหนีทุน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 ก.พ. 2559

เปิดจดหมาย!‘หมอดลฤดี’ส่งตรงถึงเนชั่นทีวี

เปิดจดหมาย!‘หมอดลฤดี’ส่งตรงถึงเนชั่นทีวี ยัน!พร้อมหนี้ให้ครบแน่นอน ขณะที่หมอเผด็จโพสต์สวนไม่เชื่อ

             ความคืบหน้ากรณี ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล หนีทุนเรียนจนทำให้กลุ่มเพื่อนทันตแพทย์และอาจารย์ผู้ค้ำประกันต้องชดใช้หนี้แทนจำนวน 8 ล้านบาท และกลุ่มผู้ค้ำประกันได้ออกมาร้องขอความเป็นธรรม โดยต้นสังกัดมหาวิทยาลัยมหิดลได้หาทางเยียวยาด้วยการยื่นฟ้องล้มละลาย ทพญ.ดลฤดีต่อศาลไทย และเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ ทันตแพทย์ผู้ค้ำประกันทพญ.ดลฤดี โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณี ทพญ.ดลฤดีส่งอีเมลมาถึงกลุ่มผู้ค้ำประกันทุกคน โดยข้อความดังกล่าวระบุกำลังหาทางเอาเงินมาจ่ายคืนแต่ก็มีผู้ค้ำประกันได้ออกมาปฎิเสธไม่เป็นความจริง

และเมื่อ23.00น.คืนของวันที่ 3 กุมภาพันธ์ทพญ.ดลฤดีได้ตอบอีเมลกลับมาที่
“เนชั่นทีวี” หลังจากที่ได้ส่งเมลถามไปเมื่อวันที่ 31 มกราคม และ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมารวมสองครั้ง ถึงข้อสงสัย สาเหตุที่ไม่กลับมาใช้ทุนและปล่อยให้คนค้ำประกันชดใช้แทน โดยข้อความตอบในเมลระบุว่า
“ระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการพูดคุยและข้อกล่าวหาต่างๆ ทางออนไลน์ เกี่ยวกับสัญญาเรื่องทุนการศึกษา ที่ผู้ร่วมลงชื่อกับดิฉัน และตัวดิฉันที่ได้เซ็นไว้กับมหาวิทยาลัยมหิดลในปี ค.ศ. 1993 โดยมีบางคนที่อาจจะไม่ได้รับรู้ถึงข้อเท็จจริงทุกประการในเรื่องที่ซับซ้อนอย่างมาก และไม่เป็นปกติ (เช่นเรื่องนี้) หรือบางคนที่อาจจะเร่งรีบสรุปเกี่ยวกับตัวดิฉัน

(ซึ่ง)เรื่องนี้นับว่าเป็นประเด็นส่วนตัว ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และ วิทยาลัยทันตแพทย์ศาสตร์แห่งฮาร์วาร์ดจุดที่สำคัญที่สุดที่ดิฉันอยากจะเน้นก่อนอื่นในแถลงการณ์นี้ คือว่าดิฉันมีเจตจำนงมาตลอดที่จะชำระคืนทุนการศึกษาที่ดิฉันได้รับมาจากมหาวิทยาลัยมหิดล – ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการ(ทำงาน) รับใช้ หรือว่าในรูปตัวเงิน ดิฉันได้ร้องขอให้มีความยืดหยุ่นมาโดยตลอด

ในเรื่องของช่องทางการชำระคืน ตัวอย่างเช่น (ได้เสนอยื่น)แผนการชำระคืนในระยะที่ยาวกว่าเดิม แทนที่จะเป็นการจ่ายเงินก้อนโตภายใน 30 วัน แต่ก็ถูกปฏิเสธ และเนื่องจากความยากลำบากในด้านการเงินและเรื่องส่วนตัว ที่เกี่ยวกับสถานะทางวีซ่า และการปฏิเสธต่ออายุหนังสือเดินทาง โดยมหาวิทยาลัยมหิดล ดิฉันไม่สามารถทำงานได้เป็นเวลาหลายปี และด้วยการสนับสนุนจากครอบครัว เพื่อนฝูง คนไข้ และเพื่อนร่วมงานของดิฉัน ดิฉันจึงสามารถได้รับสถานะทางวีซ่าคืน และเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ในที่สุดนับแต่นั้นมา

ดิฉันได้แสดงถึงความต้องการที่จะแสดงความรับผิดชอบในเรื่องการชำระเงิน(กู้ยืมทุนการศึกษา)คืน ทั้งโดยวาจา โดยผ่านอีเมล และโดยทางโทรศํพท์กับ ผู้ร่วมลงชื่อกับดิฉันมาโดยตลอด และดิฉันได้ดำเนินการชำระคืนบ้างแล้วบางส่วนในช่วงที่เป็นไปได้ ดังนั้นข้อกล่าวหาที่ว่าดิฉันได้พยายามหลบหนีและหลีกเลี่ยงภาระการชำระคืน จึงไม่เป็นความจริงเมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยมหิดลได้บังคับใช้เส้นตาย(การชำระหนี้)กับผู้ร่วมลงชื่อกับดิฉัน ซึ่งเป็นเส้นตายที่ไม่ได้มีการสื่อสารต่อให้ดิฉันได้รับรู้ จนกระทั่งมหาวิทยาลัยมหิดลได้ลงมือบังคับใช้โดยกระทันหัน โดยดิฉันได้รับเงินจากสินเชื่อส่วนตัวเป็นจำนวน ห้าหมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ และได้ส่งมอบเงินให้แก่ผู้ร่วมลงชื่อกับดิฉันไปแล้วเมื่อเดือนเมษายน (พ.ศ. 2558)

และดิฉันยังได้ร้องขอว่า ให้ทางมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ขยายเส้นตาย(การชำระเงินส่วนที่เหลือ)ออกไปอีกเพื่อที่ดิฉันจะได้มีเวลาพอที่จะหาเงินมาเพิ่มเติมเพื่อชำระเงินทุนการศึกษาในส่วนที่เหลือผ่านทางผู้ร่วมลงชื่อกับดิฉันและโดยที่ปราศจากการผ่อนผันจากมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ร่วมลงชื่อกับดิฉันได้ทำเรื่องขอสินเชื่อส่วนตัวเพื่อชำระหนี้แทนดิฉัน และดิฉันได้ให้สัญญากับพวกเขาว่า เงินทั้งหมดที่เขาได้ชำระให้กับมหาวิทยาลัย(ตามสัญญาค้ำประกัน)ไปแล้ว จะได้รับชำระคืนทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ย หลังจากที่ดิฉันได้รับเงินสินเชื่อที่จำเป็นเพิ่มเติมมาอีกในอนาคต ซึ่งขณะนี้ดิฉันก็กำลังดำเนินการที่จะเสาะหาเงินเพิ่มเติมมาอีก และดิฉันได้ขอร้องอีกว่า ขอให้ดิฉันได้มีเวลาเพิ่มที่จะชำระเงินคืนแก่ผู้ร่วมลงชื่อกับดิฉันและโดยที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ดิฉันหวังว่ากรณีนี้จะมีผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใน(หลักเกณฑ์)การอนุมัติให้ทุนการศึกษา และระบบใข้ทุนคืนในประเทศไทย – ซึ่งเป็นระบบที่จะอนุญาตให้มีทางออกเสริมที่มีเหตุผลและเป็นประโยชน์ต่อสำหรับผู้ได้รับทุน ที่จะสามารถชำระเงินคืนได้

พวกคุณอยู่ ซึ่งบางทีอาจเป็นการดีกว่าถ้าผู้ค้ำประกันทุกคนรับฟังเรื่องราวโดยตรงจากดิฉัน เพื่อจะได้มั่นใจว่า จะทำตามสัญญา ตอนนี้ได้พูดคุยกับพี่ปุ้ย ซึ่งพี่ปุ้ยได้รับรู้ถึงเจตนาและความจริงใจของดิฉัน ดังนั้นช่วยบอกหมายเลขโทรศัพท์และเวลาที่สะดวกของผู้ค้ำประกันเพื่อจะได้ติดต่อไปหา”

ขณะที่ ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ ทันตแพทย์ผู้ค้ำประกันให้แก่ ทพญ.ดลฤดี  โพสต์ข้อความสวนกลับทางเว็บไซต์เนชั่นทีวีว่า “ผมได้อ่านแล้วครับ แต่ผมไม่ชอบกิน…ครับ” ซึ่งหมอเเผเด็จไม่เชื่อ เพราะก่อนหน้านี้เธอเคยพูดแบบนี้มาแล้ว เคยบอกจะจ่ายหนี้มาแล้วหลายครั้งแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำตามคำพูดแม้แต่ครั้งเดียว มาครั้งนี้เธอเขียนจดหมายมาอีกครั้งซึ่งตอบแบบกว้าง ๆ เนื่อหาเหมือนเดิม ซึ่งตอนนี้เรื่องนี้เริ่มกระทบถึงตัวเธอมากขึ้น เพราะแรงกดดันจึงเธอต้องตอบจดหมายอีกครั้งหนึ่งที่สำคัญทันตแพทย์เผด็จ พูลวิทยกิจ ได้เคยบอกไว้ว่า”ดลฤดี”ไม่เคยพูดขอโทษสักคำ ไม่เคยรู้สึกถึงการทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน แม้ผู้อื่นใช้หนี้แทนเธอแล้ว”


ผจก.สสส.คนใหม่สรรหา7บอร์ดใหม่เสร็จ19ก.พ.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221774

สสส.

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 ก.พ. 2559

ผจก.สสส.คนใหม่สรรหา7บอร์ดใหม่เสร็จ19ก.พ.นี้

ผู้จัดการ สสส.คนใหม่ ‘ดร.สุปรีดา’ เปิดวิสัยทัศน์ประกาศนำ สสส.สู่องค์กรสร้างเสริมสุขภาพแบบมืออาชีพชูหลักธรรมาภิบาลตรวจสอบได้ สรรหา 7บอร์ดใหม่เสร็จภายใน19ก.พ.นี้

           3ก.พ.2559 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)  ดร.ทพ.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)  แถลงข่าวถึงแนวทางการบริหารองค์กรภายหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการว่า ในยุคแรกของการทำงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. เมื่อ 13 ปีที่ผ่านมา คำว่า “การสร้างเสริมสุขภาพ” ยังเป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย ไม่มีต้นแบบการทำงานที่ชัดเจน หรือแม้องค์กรลักษณะใกล้เคียงกันในต่างประเทศ ก็มีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกับบริบททางสังคมไทยดังนั้น สสส.ในยุคแรกจึงเป็นยุคแห่งการแสวงหาทั้งแนวทาง และรูปแบบการทำงานสร้างเสริมสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทไทย ซึ่งจากการสั่งสมประสบการณ์ เรียนรู้การทำงานสร้างเสริมสุขภาพร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคีเครือข่าย จนถึงปัจจุบันเกิดเป็นต้นแบบงานสร้างเสริมสุขภาพที่มีหลักเกณฑ์การทำงานที่สอดคล้องกับสภาพจริงของบ้านเรา ดังนั้นสสส. ในยุคต่อไปจึงเป็นยุคของการก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพด้านการสร้างเสริมสุขภาพ

ผู้จัดการ สสส. กล่าวต่อว่า โจทย์การทำงานของ สสส.ที่ต้องให้คำตอบต่อสังคมได้รับรู้และเข้าใจใน 4 ข้อ คือ 1.เข็มทิศของเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ “ผู้สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ” ที่จะต้องคมชัดเป็นระบบยิ่งขึ้น เพื่อให้สังคมเข้าใจนิยามเชิงปฏิบัติการและองค์ความรู้ต่างๆ ของ สสส. 2.พัฒนากระบวนการทำงานแบบองค์กรมืออาชีพ 3.พัฒนาวัฒนธรรมองค์กร หรือคุณค่าหลักของ สสส. ในการเป็นผู้สร้างเสริมสุขภาวะอย่างสร้างสรรค์ ที่จะต้องแปลคุณค่านี้ไปสู่แนวปฏิบัติและทักษะของบุคลากร และ 4.สร้างการยอมรับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสังคมได้ตระหนักว่า สสส.เป็นองค์กรที่ยึดมั่นในธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนยึดถือตลอดระยะเวลาการทำงานและถือเป็นหัวใจสำคัญที่ได้ย้ำกับเจ้าหน้าที่ สสส.ทุกคนว่า ต้องปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งการประเมินผลงาน และความคุ้มค่าให้เป็นที่ประจักษ

ดร.ทพ.สุปรีดา กล่าวอีกว่า ในส่วนที่มีการทักท้วงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน สสส.รับโจทย์ทุกอย่างและพยายามแก้ไขปรับปรุงตามที่มีการชี้แนะ และหลายเรื่องมีฐานที่มั่นคงชัดเจนอยู่แล้ว แต่จะพยายามสร้างความเข้าใจให้มากขึ้น โดยมีการดำเนินการแก้ไขข้อบังคับสสส.ตามกรอบเวลาที่คตร.กำหนดไว้ 3 เดือน ซึ่งสสส.ได้ดำเนินการตามกระบวนการเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบของคตร.

ผู้จัดการสสส. กล่าวด้วยว่า สำหรับที่มีการชะลอโครงการที่ไดรับงบประมาณสนับสนุจากสสส.โดยเฉพาะในโครงการที่มีงบประมาณเกิน 5 ล้านบาทนั้น เห็นใจภาคีเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้การทำงานที่ต่อเนื่องต้องชะงัก มีคนเดือดร้อนหลายพันคน และ500 โครงการ สสส.มีการเรงกระบวนการต่างๆที่เป็นเงื่อนไขของการชะลอทุกอย่างหมดแล้ว ขณะนี้อยู่ที่การพิจารณาของคตร.และกรรมการของสธ. ทราบว่ามี 50 โครงการที่ผ่านคตร.แล้วแต่รอการตรวจสอบจากสธ.

ดร.ทพ.สุปรีดา กล่าวอีกด้วยว่า กรณีกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีรายได้บุคคลจาภภาคีที่รับงบประมาณสสส.นั้น ได้มีการหารือกับกรมสรรพากรเพื่อททำความเข้าใจในเรื่องนี้ เนื่องจากที่ผ่ายมาอาจมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนหรือบางข้อความในสัญญาระหว่างสสส.กับภาคีทำให้เกิดการเข้าใจผิด ทั้งที่ ในการทำสัญญากับภาคที่รับงบประมาณนั้น เบื้องงต้นสสส.ได้มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายในส่วนที่เป็นรายได้จริงของภาคี และภาคีก็จ่ายภาษีเพิ่มหากมีรายได้เพิ่มทั้งของบุคคลและองค์กรมาตลอด

“เงินอีกก้อนเป็นเงินที่ใช้ในการทำงานสาธารณะเพื่อสังคมคือใช้ในการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งไม่ใช่รายได้ เงินไม่ได้เข้ากระเป๋าของภาคีเลย โดยสสส.จะส่งคนไปตรวจสอบ เก็บใบเสร็จมาเคลียร์ หากมีเงินเหลือหรือทำงานไม่ได้ผลเงินก็ต้องคืน และเงินส่วนนี้ก็ไม่ได้ไปผลิตของแต่ไปทำประโยชน์ให้สังคม ถือเป็นความเดือดร้อนของคนทำงานสาธารณะ”ดร.ทพ.สุปรีดากล่าว

ดร.ทพ.สุปรีดา กล่าวด้วยว่า การสรรหากรรมการสสส.ในส่วนผู้ทรงคุณวุฒิแทนคนเดิม จำนวน 7 คนที่มมีการตั้งศ.นพ.อุดมศิลป์ สีแสงนามเป็นประธานกรรมการสรรหานั้น จะมีการเปิดรับการสมัครโดยการเสนอชื่อบุคคลและสมัครด้วยตนเองในระหว่างวันที่ 4-14 กุมภาพันธ์ 2559 โดยจะสรรหาให้ได้ 2 เท่าของจำนวนเดิม คืออย่างน้อย 14 คน เพื่อนำเข้าส่การพิจารณาของกรรมการสสส. ในวันที่ `19 กุมภาพันธ์ เพื่อพิจารณาและเสนอครม.ต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการชะลอให้งบประมาณส่งผลให้สำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.) ต้องปิดตัวลง ดร. ทพ.สุปรีดา กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่จิงๆ ต้องเข้าใจก่อนว่า สกส.เป็นองค์กรลูกที่มาฝากไว้กับ สสส. ซึ่งองค์กรนี้มีคณะกรรมการระดับชาติเป็นของตัวเอง โดยขณะนี้ได้จัดทำร่าง พ.ร.บ.ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ โดยอยู่ระหว่างรอการพิจารณา หากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ องค์กรนี้ก็จะพร้อมทำงานได้อีกครั้ง ขณะนี้เหมือนเป็นการหยุดรอชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งการปิดตัวชั่วคราวก็เป็นมติบอร์ด สกส.ด้วย

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าจากนี้จะมีระบบในการแก้ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างไรให้เป็นรูปธรรม ดร.ทพ.สุปรีดา กล่าวว่า สสส.ให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลมาโดยตลอด นับจากนี้จะเข้มข้นขึ้นโดยจะมีการพัฒนาระบบที่เรียกว่าข้อตกลงด้านคุณธรรม ซึ่งจะทำงานกับทุกภาคส่วน หากแล้วเสร็จในอนาคตจะสามารถเปิดเผยชื่อบุคคลและองค์กรที่รับทุนสนับสนุน โครงการที่รับทุน งบประมาณที่ได้รับ โดยจะเปิดเผยในระดับที่สามารถเปิดเผยได้ตามมาตรฐานสากล


ผู้ค้ำหมอหนีทุนยันไม่ได้รับติดต่อคืนเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221772

หมอหนีทุน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 ก.พ. 2559

ผู้ค้ำหมอหนีทุนยันไม่ได้รับติดต่อคืนเงิน

ผู้ค้ำหมอหนีทุนยันไม่ได้รับติดต่อคืนเงิน จะฟ้องร้องหรือไม่ขอปรึกษาเพื่อนหมอก่อน ขณะที่สกอ.ส่งอัยการฟ้องล้มละลายตั้งแต่ก.ย.58แล้ว เสียงอ่อยถ้าไม่เข้าไทยเอาผิดไม่

            3ก.พ.2559 ผศ.ทพญ.ภัทรวดี ลีลาทวีวุฒิ รองหัวหน้าภาควิชาทันตกรรมเด็ก คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) หนึ่งใน 4 คนที่เซ็นค้ำประกันให้ ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ ม.มหิดล ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก ณ สหรัฐอเมริกา และหนีทุนไม่เดินกลับมาประเทศไทย ทำให้ผศ.ทพญ.ภัทรวดี ต้องรวมชดใช้หนี้ค้ำประกันทุนเรียน เป็นจำนวนเงินกว่า 2 ล้านบาท กล่าวถึงกรณีที่ ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ ทันตแพทย์ อยู่คลินิกแห่งหนึ่งในจ.สระบุรี ผู้ค้ำประกันอดีตทันตแพทย์ มม.อีกคนที่ออกมาเปิดเผยว่า ได้รับจดหมายจาก ทพญ.ดลฤดี เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2559 ว่าจะคืนเงิน ซึ่งที่นำมาโพสต์ว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการติดต่อจากทพญ.ดลฤดีว่าจะมีการคืนเงินแต่อย่างใด ส่วนจะดำเนินการฟ้องร้อง ทพญ.ดลฤดี หรือไม่อย่างไร ขอหารือ ทพ.เผด็จ ซึ่งเป็นผู้ร่วมค้ำประกันก่อน

“ขอยืนยันว่าไม่เคยได้รับการติดต่อมาจากทพญ.ดลฤดี และไม่เคยมีการตกลงกันมาก่อนว่าให้ผู้ค้ำประกันจ่ายเงินไปก่อนและมาใช้คืน และที่มีการโพสต์จดหมายว่าจะใช้คืนของ ทพ.เผด็จก็ทราบจากนักข่าวว่าจดหมายที่มีชื่อของเราด้วย ส่วนการแถลงข่าวของมหาวิทยาลัยมหิดลล่าสุดนั้นก็ทำให้ทราบว่าสถาบันดำเนินการอย่างไรบ้างที่ผ่านมา ซึ่งผู้ค้ำไม่เคยรู้มาก่อน รู้แต่ว่าถูกสถาบันดำเนินการฟ้องไปพร้อมกับผู้ที่ได้ทุนไปศึกษาต่อและต้องชดใช้ตามระเบียบ” ผศ.ทพญ.ภัทรวดี กล่าวและว่า

เงินจำนวน 2 ล้านกว่าบาทที่นำไปใช้หนี้ ได้รับความช่วยเหลือมาจากเพื่อนให้สามารถดำเนินการได้ตามระเบียบของสถาบัน เพื่อให้สามารถทำหน้าที่สอนนักศึกษาได้ต่อไป

 

สกอ.ส่งอัยการฟ้องล้มละลายตั้งแต่ก.ย.58แล้ว

ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)น.ส.อาภรณ์ แก่นวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) กล่าวถึงกรณี ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฏร์ อดีตอาจารย์คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล(มม.) ไม่ชดใช้ทุนว่าสกอ.ได้ให้ทางอัยการสูงสุด เป็นผู้ดำเนินการยื่นฟ้องล้มละลายอดีตอาจารย์ทันตแพทยศาสตร์ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย.2558 ซึ่งอัยการสูงสุดได้ส่งฟ้องไปเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2558 หมายเลขคดีที่ล.3603/58

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสกอ.พยายามให้มม.ติดตามหนี้มาตลอด จนกระทั่งสู่กระบวนการฟ้องร้องศาล ซึ่งเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ ทพญ.ดลฤดี ซึ่งถือเป็นลูกหนี้ ต้องชดใช้ทุน 30 ล้านบาท แต่เมื่อทาง ทพญ.ดลฤดี ไม่มาชำระหนี้ ทางสกอ.ได้มอบหมายให้ทาง มม.ไปสืบทรัพย์ ว่าทพญ.ดลฤดี มีทรัพย์สินอะไรบ้าง พบว่าไม่มีทรัพย์สินใดที่ใช้ชื่อ ทพญ.ดลฤดี ซึ่ง ณ เวลานั้น ทพญ.ดลฤดี ยังไม่ได้สมรส แต่ต่อให้สมรส สินสมรสก็ใช้ได้เฉพาะในราชอาณาจักรไทย ดังนั้น เมื่อมูลค่าหนี้ของคดี 30 ล้าน เกินหลักทรัพย์ของทพญ.ดลฤดี ทางสกอ.จึงได้นำหลักฐานทั้งหมดไปส่งมอบให้ทางอัยการสูงสุด เป็นผู้ดำเนินการยื่นฟ้องล้มละลาย ส่วนเรื่องดังกล่าวผ่านมา 10 ปี แต่สกอ.เพิ่งมาฟ้องเมื่อเดือน ก.ย. 2558 นั้น เพราะว่าเรื่องนี้ต้องเป็นไปตามกระบวนการฟ้องร้อง

“จริงๆ เรื่องทุน เราไม่ได้อยากได้เงิน เพราะการที่สกอ.ส่งนักเรียน อาจารย์ทุน ไปศึกษาต่อทั้งในและต่างประเทศนั้น เพราะคาดหวังว่าพวกเขาจะกลับมาเป็นอาจารย์ที่ดี ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศ ซึ่งกรณีของ ทพญ. ดลฤดี เป็นเพียงกรณีเดียวที่เกิดขึ้น และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นกรณีแรก เพราะที่ผ่านมา ถึงจะมีผู้ที่ผิดสัญญา เช่น เรียนโท แต่ไม่จบปริญญาเอก หรือมาทำงานชดใช้ทุนไม่ครบตามเวลาที่กำหนด ก็มีเพียงเล็กน้อยมาก อย่าง โครงการทุนสาขาขาดแคลน 16 สาขา เช่นเดียวกับ ทพญ.ดลฤดี ซึ่งมีผู้รับทุน 5,000 กว่า มีเพียง 23 คน ที่ผิดสัญญา แต่ทุกคนก็กลับมาชดใช้และทำตามสัญญา มีเพียง ทพญ.ดลฤดี คนเดียว ที่ไม่ได้ใช้ทุนและไม่ใช้เงิน” น.ส.อาภรณ์ กล่าว

ที่ผ่านมา สกอ.ได้มีการวางแนวทางในการแก้ไขปัญหาของผู้ไม่ชดใช้ทุน โดยได้มีการปรับเปลี่ยนสัญญาผู้ค้ำประกัน จากบุคคลภายนอกก็เป็นคนในครอบครัว เพราะเชื่อว่า นักเรียน อาจารย์ทุนคงไม่ทำให้คนในครอบครัวตัวเองเดือดร้อน

เลขาธิการกกอ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีที่นักวิชาการออกมากล่าวว่าต่อให้ฟ้องล้มละลายก็ไม่มีประโยชน์นั้น การฟ้องล้มละลายเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะสามารถกระทำได้ และการดำเนินการทุกอย่างก็เป็นไปตามกฎหมายไทย ซึ่งเมื่อมีการฟ้องให้ ทพญ. ดลฤดี เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว จะมีอายุความเพียง 3 ปี เนื่องจากการฟ้องล้มละลายดังกล่าวเป็นการฟ้องล้มละลายที่ไม่ใช่กรณีทุจริต ซึ่งถ้าเป็นกรณีทุจริต จะมีอายุความ 10 ปี

ทั้งนี้ การฟ้องล้มละลายดังกล่าว มีผลบังคับใช้ได้เฉพาะในราชอาณาจักรไทยเท่านั้น และจะทำให้ ทพญ.เป็นบุคคลล้มละลาย ใน 3 ปี แต่หลังจากนั้นก็ถือเป็นบุคคลธรรมดา ดังนั้น ถึงการฟ้องร้องล้มละลายจะไม่สามารถเอาผิดทพญ.ดลฤดีได้ หากไม่เข้ามาในประเทศไทย เพราะ ขณะนี้ ทพญ. ดลฤดี ยังมีหลักฐานทะเบียนราษฏร์อยู่ในประเทศไทย หรือหากเขาเข้ามาในประเทศไทยก็จะช่วยให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(ตม.) กักตัวอาจารย์ท่านดังกล่าวได้

นอกจากนี้ ในส่วนของมูลค่าหนี้ นั้น ตามหลักกฎหมาย ทพญ.ดลฤดี ต้องรับผิดชอบ ซึ่งหลังจากนี้หากทพญ.ดลฤดี ต้องการชำระหนี้ทุนคืน ต้องไปหารือกับกรมบัญชีกลางว่า จะต้องชำระหนี้คืนจำนวนเท่าใด และคาดว่าจะมากกว่ามูลค่าหนี้ 30 ล้านบาท เพราะมูลค่าหนี้ 30 ล้านบาท เป็นเพียงเงินต้นหากไม่มาชำระหนี้ตามเวลาที่กำหนดก็จะถูกปรับ มีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7

อย่างไรก็ตาม กรณีที่เกิดขึ้น ถือเป็นบทเรียนที่ดีในการวางแนวทางในการจัดสรรทุนการศึกษา แต่ทั้งนี้ในส่วนของโครงการทุนต่างๆ นั้น ก็มีหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันอยู่แล้วตามความเหมาะสม ซึ่งการที่ ทพญ.ดลฤดี กล่าวอ้างว่าสัญญาชดใช้ทุน คืนเงินทุนไม่เป็นธรรม เอาเปรียบนั้น เรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนทำสัญญา ทพญ.ดลฤดี ก็คงเห็นภาระทุนอยู่แล้ว ผู้รับทุนก็คงเข้าใจถึงการชดใช้ทุน เป็นการยอมรับร่วมกัน และขณะนี้ ทางสกอ.ก็ยังคงใช้เกณฑ์ดังกล่าวอยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามกระแสข่าวล่าสุดพบว่า อดีตอาจารย์ทันตแพทย์ ส่งข้อมูลถึงเพื่อนอาจารย์ผู้ค้ำประกัน ยินดีจะคืนเงินให้เลขาธิการ กกอ. กล่าวตอนแบบทีเล่นทีจริงว่า กลับมาทำงานใช้ทุน ง่ายกว่าและต่อให้อดีตอาจารย์แต่งงานที่ประเทศสหรัฐ ก็ให้พาสามีกลับมาได้ เป็นหมอฟันมาเปิดคลินิกหมอฟันในประเทศไทยได้

ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ ทันตแพทย์อยู่คลินิกแห่งหนึ่งในจ.สระบุรี 1ใน 4 ผู้ค้ำประกันอดีตทันตแพทย์ มม. กล่าวว่าได้รับจดหมายจาก ทพญ.ดลฤดี เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2559 ว่าจะคืนเงิน ซึ่งที่นำมาโพสนั้น เพราะต้องการให้สังคมได้เห็นว่า ทพญ.ดลฤดี พยายามลดทอนความรุนแรงในสังคม แต่ไม่ได้จะคืนเงินจริงๆ ซึ่งถ้าจะคืนเงินจริงต้องทำการโอนเงิน หรือส่งเงินมาให้แล้ว ดังนั้น ขณะนี้ กำลังปรึกษากับทีมทนายความ เพื่อดำเนินการฟ้องร้อง ทพญ.ดลฤดี แน่นอน อย่างไรก็ตาม อยากเรียกร้องให้ทางหน่วยงานด้านกฎหมาย อย่าง สภาทนายความ เข้าไปตรวจสอบการทำงานของฝ่ายกฎหมาย มม. เพราะเรื่องดังกล่าวหากย้อนกลับไปดูข้อมูล หรือสัญญาต่างๆ มีมูลเหตุหลายเรื่องที่น่าสนสัย และเชื่อว่าน่าจะฟ้องร้องได้ตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว แต่ทำไมฝ่ายกฎหมายของ มม.ถึงไม่ทำอะไร