เผยสตง.รับเรื่องเอาผิด’หมอฟันหนีทุน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222061

หมอฟันหนีหนี้

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 ก.พ. 2559

เผยสตง.รับเรื่องเอาผิด’หมอฟันหนีทุน’

สกอ.ย้ำช่วยเหลือผู้ค้ำประกันกรณีหมอหนีทุนเต็มที่ เร่งฟ้อง“ดลฤดี”ให้ถึงที่สุด “หมอเผด็จ” เผย สตง.รับเรื่องเอาผิด“ดลฤดี” ทางอาญาให้ได้

             8ก.พ.2559 รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวถึงกรณี ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ไม่กลับมาทำงานชดใช้ทุนรัฐบาลว่า ขอยืนยันว่าสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ไม่เคยนิ่งเฉยกับกรณีดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการยื่นฟ้องล้มละลาย และศาลล้มละลายรับเรื่อง พร้อมทั้งนัดไต่สวนในวันที่ 14 มี.ค.2559 แล้ว

ส่วนก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2558 ได้เป็นประธานการประชุมร่วมระหว่าง สกอ. คณะทันตแพทยศาสตร์ มม. กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และผู้ค้ำประกันทั้ง 4 คน โดยได้ข้อสรุปว่า จะดำเนินการฟ้องร้อง ทพญ.ดลฤดี ให้ถึงที่สุด และจะไม่ปล่อยให้ลอยนวล ส่วนผู้ค้ำประกัน เนื่องจากไม่ใช่คนผิด แต่ต้องมารับภาระแทน ดังนั้น จึงได้ช่วยเหลือให้คนกลุ่มนี้รับภาระน้อยที่สุด จากเดิมต้องจ่ายเงิน 35 ล้านบาท เหลือเพียง 7.6 ล้านบาท และให้ผ่อนชำระได้ ซึ่งผู้ค้ำประกันก็พอใจ โดยขณะนี้ทั้ง 4 คนก็จ่ายเงินครบถ้วนแล้วด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับการช่วยเหลือเรื่องเงินแก่ผู้ค้ำประกันนั้น เท่าที่ทราบ ทางมูลนิธิคณะทันตแพทยศาสตร์ มม. ก็ได้ช่วยเหลือด้วยการให้ผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคลากรของคณะ ได้ยืมเงินเพื่อนำไปชำระหนี้แทน ทพญ.ดลฤดี ซึ่งในเรื่องของจำนวนเงินไม่แน่ชัด แต่จะไม่ให้ผู้ค้ำประกัน ไม่จ่ายหนี้แทน ทพญ.ดลฤดี เลยคงเป็นไม่ได้ เพราะผู้ค้ำประกันต้องชำระตามกฎหมาย

“ต้องขอบคุณพลังของสังคมที่ช่วยกันกดดัน ทพญ.ดลฤดี เพราะต้องยอมรับว่ากระบวนการทางกฎหมายทำอะไร ทพญ.ดลฤดี ได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากกฎหมายไทยไม่สามารถไปบังคับใช้กับ ทพญ.ดลฤดี ที่อาศัยอยู่ต่างประเทศได้”รองเลขาธิการกกอ.กล่าว

ด้าน ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ ทันตแพทย์คลินิกแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ผู้ค้ำประกัน ทพญ.ดลฤดี กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการในส่วนของการฟ้องร้อง ทพญ.ดลฤดี ว่าตอนนี้ อยู่ระหว่างการเตรียมเอกสาร และหารือกับทนายความ แต่ขณะนี้ได้นำเอกสารหลักฐานต่างๆ รวมถึงคำสั่งศาลปกครองกลาง ส่งให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แล้ว ซึ่งทาง สตง.รับเรื่องที่จะเอาผิด ทพญ.ดลฤดี ทางอาญาให้ได้ ทั้งนี้คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าน่าจะมีผลสรุปในเรื่องนี้

“ถึงผมจะชำระเงินคืนหมดแล้ว แต่ทุกวันนี้ยังมีภาระต้องจ่ายเงินให้กับแหล่งที่กู้ยืมเงินมา พร้อมทั้งเสียดอกเบี้ยเกือบร้อยละ 8 โดยขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดที่เข้ามายื่นมือช่วยหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือปลอดดอกเบี้ยให้ อย่างไรก็ตาม เวลานี้คนที่มีปัญหามากที่สุดคือ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นต้นเรื่องแต่กลับไม่ทำอะไรที่เห็นเป็นรูปธรรมเลย ซึ่งคนที่สมควรรับผิดชอบเรื่องนี้ รวมถึงชำระหนี้แทน ทพญ.ดลฤดี ทั้งหมดคือ อธิการบดี มม. ในสมัยนั้นที่เป็นผู้ลงนามอนุมัติให้ ทพญ.ดลฤดี ลาออก เพราะปล่อยให้คนที่มียังมีปัญหาไม่ชำระเงินคืนลาออกได้อย่างไร อีกทั้งก็ไม่มีการสั่งให้นักกฎหมาย มม. สมัยนั้นติดตามเรื่องนี้ด้วยตั้งแต่เกิดเรื่องใหม่ๆ ถ้าทำตั้งแต่ตอนนั้นเรื่องก็คงไม่เป็นเช่นนี้”ทพ.เผด็จ กล่าว


สกอ.แจงแค่พิธีซ้อม‘ใส่มงกุฎรับปริญญา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222041

รับปริญญา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 ก.พ. 2559

สกอ.แจงแค่พิธีซ้อม‘ใส่มงกุฎรับปริญญา’

สกอ.แจงภาพแชร์โซเชียลเตือนไม่เหมาะ แค่พิธีซ้อม‘ใส่มงกุฎรับปริญญา’

8ก.พ.2559ร ศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) กล่าวถึงกรณีที่มีการแชร์ภาพบัณฑิตมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งสวมมงกุฎในงานรับปริญญาว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เป็นการซ้อมใหญ่ไม่ใช่รับจริง ขณะนี้ทางสกอ.ได้ทำหนังสือตักเตือนไปยังมหาวิทยาลัย เนื่องจากการกระทำดังกล่าวถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังเป็นการขัดต่อกฎกระทรวง กําหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะ และเข็ม วิทยฐานะของสถาบันอุดมศึกษา ที่มีการกำหนดไว้ว่า วันรับปริญญาต้องไม่มีการสวมใส่สิ่งของบนศรีษะ ยกเว้นหมวกรับปริญญา

“การกระทำดังกล่าว ถึงจะเป็นเพียงวันซ้อมก็ไม่เหมาะสม และต่อให้เป็นม.เอกชน ก็ต้องยึดตามกฎกระทรวงว่าด้วยเครื่องแบบการแต่งกาย ที่ทุกมหาวิทยาลัยต้องปฎิบัติตาม ดังนั้น อยากฝากมหาวิทยาลัยทุกแห่ง ก่อนจะกระทำหรือดำเนินการอะไรขอให้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นด้วย เพราะปัจจุบันการติดต่อสื่อสารทางโซเซียลมีเดียมีความรวดเร็วอย่างมาก”รองเลขาธิการ กกอ.กล่าว


‘สวนสุนันทา’แชมป์’ราชภัฏ’4ปีซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222004

สวนสุนันทา,สวน,สุนันทา,แชมป์,ซ้อน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 ก.พ. 2559

‘สวนสุนันทา’แชมป์’ราชภัฏ’4ปีซ้อน

‘สวนสุนันทา’แชมป์’ราชภัฏ’4ปีซ้อน : เปิดวิสัยทัศน์ โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ มร.สส. 0 เรื่อง/ภาพ

              “ฤาเดช” สั่งเดินหน้าพัฒนาเต็มรูปแบบ หลังสวนสุนันทาครองแชมป์มหาวิทยาลัยราชภัฏอันดับ 1 ของประเทศติดต่อกัน 4 ปี ย้ำต้องเป็นองค์กรสมรรถนะสูงพร้อมมุ่งสู่เอตทัคคะนานาชาติ สั่งเข้มฝึกอบรมบุคลากรทุกคนต้องมีทักษะภาษาอังกฤษ พร้อมเตรียมปรับรูปแบบของการสื่อสารภายใน จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ทั้งเว็บไซต์ ระบบงานสารบรรณ การเรียนการสอน การสนทนา ชี้จะมีส่วนสำคัญต่อการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปีด้วย

การจัดอันดับคุณภาพด้านวิชาการของเว็บโบเมตริกส์จากประเทศสเปน ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ปรากฏว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (มร.สส.) ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 1 ในกลุ่มของมหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน เป็นอันดับที่ 17 ของประเทศไทย อันดับ 552 ของเอเชียและอันดับ 1,915 ของโลก ล่าสุด รศ.ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้มอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานสำหรับบุคลากรเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเอตทัคคะนานาชาติ

“สามปีที่ผ่านมาได้สร้างจุดเน้นของมหาวิทยาลัยไว้ในแต่ละปี เริ่มจากองค์กรแห่งความผาสุก มหาวิทยาลัยคุณภาพชั้นนำ ชุมชนวิชาการและการพัฒนาคุณภาพบัณฑิต และในปี 2559 นี้ สวนสุนันทาจะเป็นองค์กรสมรรถนะสูง นั่นหมายความว่า องค์กรของเราจะมีความสง่างาม กะทัดรัด ศักยภาพของบุคลากรและคุณภาพของบัณฑิตอยู่ในระดับสูง ในลักษณะแบบ small but beautiful หน่วยงานภายในต้องพยายามไม่ขยายการรับคนเพิ่ม แต่จะต้องบริหารจัดการกำลังคนที่มีให้มีประสิทธิภาพสูงให้ได้”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอนาคตข้างหน้า ด้วยสภาพทางสังคมทำให้เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบได้ ปัญหาใหญ่คือภาวะลดลงของจำนวนนักเรียนชั้น ม.6 ซึ่งเป็นปัญหาทางสังคม เราคิดล่วงหน้าว่าสวนสุนันทาในวันข้างหน้าจะปรับองค์กรเพื่อต่อสู้กับปัญหานี้อย่างไร จะคิดแต่เพียงรับนักเรียนตามเกณฑ์ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ดี แต่จะต้องมองหาโอกาสในการปรับตัว เช่นรับนักศึกษาต่างชาติ หรือปรับรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นไปที่บุคคลในวัยทำงานเป็นต้น

“และอีกประการหนึ่งที่บุคลากรของเราต้องพัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ต่อไปในอนาคต สวนสุนันทาจะปรับรูปแบบของการสื่อสารภายใน จะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ทั้งเว็บไซต์ ระบบงานสารบรรณ การเรียนการสอน การสนทนา สิ่งเหล่านี้จะชัดเจนและนำลงสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังในอนาคต”

รศ.ดร.ฤาเดช เผยแนวทางพัฒนาบุคลากร มร.สส.ว่า ในขั้นแรกนี้ จะอบรมพัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษให้แก่บุคลากรทุกคน โดยให้ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และคณะเป็นผู้ดำเนินการ เริ่มจากสอบวัดระดับความรู้เบื้องต้น เพื่อจำแนกกลุ่มการอบรม อบรมตามระยะเวลาและนำไปสู่การสอบวัดผลในที่สุด ความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษของบุคลากรนนี้ จะมีส่วนสำคัญต่อการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปีซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560 เป็นต้นไป

“การได้อันดับ 1 ในกลุ่มของมหาวิทยาลัยราชภัฏของประเทศไทยเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกันนั้น เป็นวิสัยทัศน์เบื้องต้นของคณะผู้บริหารที่ได้วางเป้าหมายไว้ว่า ในบรรดามหาวิทยาลัยทั่วประเทศที่มีอยู่กว่า 200 แห่งนั้น มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาควรจะอยู่ใน 15 อันดับแรก ส่วนอันดับในมหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งมี 40 แห่ง เราจะต้องขึ้นมาเป็นที่ 1 ส่วนในระดับนานาชาติ ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องอยู่ในอันดับ 1-150 ให้ได้ หลังจากมีเป้าหมายในการพัฒนาแล้ว คณะผู้บริหารจึงดำเนินการ และได้เลือกสถาบัน Webometrics Ranking จากประเทศสเปน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ให้การยอมรับว่าเป็นองค์กรอ้างอิงชี้วัดคุณภาพมหาวิทยาลัย”

รศ.ดร.ฤๅเดช กล่าวอีกว่า ที่เลือก Webometrics เพราะการจัดอันดับของสถาบันนี้ทำให้เรามองเห็นคู่แข่งจากที่อื่นๆ ทั่วโลก ในขณะที่สถาบันอื่นๆ จัดแค่ 200-400 อันดับเท่านั้น เริ่มแรกก่อนจะเข้าสู่การจัดอันดับ สวนสุนันทาอยู่ที่ 15 ของมหาวิทยาลัยราชภัฏ เมื่อมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาโดยเฉพาะเราก็พบว่า การพัฒนาการเรียนการสอน พัฒนาหลักสูตร พัฒนาผู้สอนรวมทั้งงานวิจัย คือปัจจัยที่ทำให้มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับ พวกเราเดินทาง 1 ปีเต็มๆ เพื่อศึกษาการพัฒนาสิ่งต่างๆ เหล่านี้

“จนกระทั่งเมื่อมีการประกาศอันดับออกมา เราก็ขยับจากอันดับที่ 15 มาอยู่อันดับที่ 2 และพัฒนาขึ้นมาจนอยู่อันดับที่ 1 เป็นปีที่ 4 ติดต่อกันแล้วจากการจัดอันดับล่าสุดเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ส่วนอันดับรวมในประเทศทั้งหมด เราอยู่อันดับที่ 17 โดยเป้าหมายคืออันดับที่ 15 รวมทั้งมีเป้าหมายว่าจะเป็น 1 ใน 10 ของมหาวิทยาลัยไทย ที่ติดอันดับระดับโลก ซึ่งจัดโดย QS World Universities Ranking อันจะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้เข้าไปติดอันดับ ซึ่งนับแต่นี้ต่อไปเราคงจะไม่หยุดยั้งอยู่แค่ที่ 1 ของประเทศเท่านั้น ต้องเดินหน้าพัฒนาสู่ระดับนานาชาติกันต่อไป” รศ.ดร.ฤาเดช ให้คำมั่นทิ้งท้าย


ทีดีอาร์ไอแนะใช้หมอฟันหนีทุนปฏิรูปทุนนร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221985

หมอฟันหนีหนี้

การศึกษา-สาธารณสุข  :  7 ก.พ. 2559

ทีดีอาร์ไอแนะใช้หมอฟันหนีทุนปฏิรูปทุนนร.

นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ชี้ปัญหาหนีทุนการศึกษาเป็นเพียงส่วนเดียวของปัญหาทั้งหมด แนะรัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ปฏิรูปกลไกการบริหารจัดการนักเรียนทุนทั้งระบบ

           7ก.พ.2559 กรณีที่อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดลรายหนึ่งซึ่งได้ทุนรัฐบาลเพื่อไปศึกษาต่อต่างประเทศ แต่หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ไม่ยอมกลับมาชดใช้ทุนและทำให้ผู้ที่ค้ำประกันต้องชดใช้ทุนแทน เป็นประเด็นที่ผู้คนให้ความสนใจกันมาก และหลายฝ่ายตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการนักเรียนทุนรัฐบาลนั้น

ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู นักวิชาการอาวุโสทีดีอาร์ไอ กล่าวว่าปัญหาหนีทุนการศึกษาเป็นเพียงส่วนเดียวของปัญหาทั้งหมด โดยความไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการนักเรียนทุนรัฐบาลมีสาเหตุสำคัญ3 ประการ ได้แก่   ประการแรก ทิศทางการพัฒนาประเทศไทยไม่ชัดเจนพอแม้ว่าประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่แผนพัฒนาฯ เป็นเพียงกรอบกว้างๆ ทำให้ไม่สามารถกำหนดเป้าหมายการพัฒนากำลังคนที่ชัดเจนได้ นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่มีนโยบายอุตสาหกรรมที่ชัดเจนซึ่งแตกต่างจากหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่นเกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ซึ่งทำให้การวางแผนกำลังคน รวมถึงการให้ทุนการศึกษาทำได้ยาก

ประการที่สอง รัฐขาดข้อมูลที่สำคัญในการบริหารจัดการทุนการศึกษาที่สำคัญคือการขาดข้อมูลความต้องการกำลังคนที่ต้องการในอนาคตในแต่ละสาขาและยังขาดระบบในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานให้ทุนที่จัดทำอย่างเป็นประจำและสม่ำเสมอ และประการที่สาม การบริหารจัดการทุนอยู่ภายใต้หลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) ซึ่งจัดสรรทุนตามความต้องการของส่วนราชการ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ซึ่งจัดสรรทุนสำหรับบุคลากรในมหาวิทยาลัยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งจัดสรรทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งจัดสรรทุนการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งจัดสรรทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์ โดยหน่วยงานเหล่านี้มีลักษณะการทำงานแบบแยกกันทำ และไม่มีการประสานงานกัน

สาเหตุดังกล่าวทำให้การบริหารจัดการทุนการศึกษาไม่มีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดความสูญเปล่ามากมายจากทั้งความซ้ำซ้อนและความไม่สอดคล้องระหว่างความต้องการของหน่วยงานและสาขาที่นักเรียนทุนไปเรียนต่อ ทำให้มีนักเรียนทุนหลายคนที่จบกลับมาแล้วแต่ยังไม่ถูกบรรจุเข้าทำงาน หรือมีผู้สละทุนการศึกษาเพื่อไปเรียนสาขาอื่น เช่น แพทย์ศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ตลอดจนมีการแย่งชิงผู้สมัครทุนระหว่างหน่วยงานให้ทุนต่างๆ

ที่สำคัญ การขาดกลไกการติดตามผู้รับทุนที่มีประสิทธิภาพและขาดการประเมินผลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ นักเรียนทุนบางส่วนใช้ระยะเวลาในการศึกษานานเกินกว่าที่ควรจะเป็น เช่น จากข้อมูลของ สกอ. ซึ่งรายงานโดยสำนักข่าวอิศราพบว่า โครงการทุนพัฒนาอาจารย์สาขาขาดแคลน 16 สาขาในระดับการศึกษาปริญญาโทและเอก ของ สกอ. ในระหว่างปี 2535-2548มีผู้รับทุนถึง5,342 คน แต่มีผู้ที่เรียนจบเพียง3,835 คน ทั้งที่ผ่านมากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งสะท้อนว่านักเรียนทุนเกือบร้อยละ 30 ใช้เวลาในการศึกษานานกว่า10 ปี หรือโครงการทุนพสวท. ในระหว่างปี2527-2556 มีจำนวนผู้รับทุนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปริญญาตรี โท และเอก ในช่วงระยะเวลา30 ปีที่ผ่านมาทั้งสิ้น4,488 คน แต่มีผู้สำเร็จการศึกษาแล้วเพียง1,110 คน หรือเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น

นักวิชาการอาวุโสทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ปัญหาสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งในการให้ทุนการศึกษาของประเทศไทยคือ การไม่มีแผนอย่างชัดเจนในการใช้ประโยชน์จากผู้สำเร็จการศึกษา จึงส่งผลให้การจัดสรรทุนมีลักษณะกระจัดกระจายมาก เช่น ในปี 2559 มีการส่งนักเรียนทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์ไปศึกษาด้านระบบรางจำนวนเกือบ 50 ทุน โดยกระจายไปในมหาวิทยาลัยต่างๆ มากกว่า 15 แห่งในทุกภูมิภาคทำให้ยากที่ประเทศไทยจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแตกต่างจากสิงคโปร์ หรือเกาหลีใต้ที่มีการกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพในแต่ละด้านอย่างชัดเจน เช่น การต่อเรือ หรือเทคโนโลยีชีวภาพ ก่อนสนับสนุนให้หน่วยงานเหล่านั้นส่งนักเรียนทุนไปศึกษาต่อ

ในสภาวะปัจจุบันที่ประเทศไทยเสี่ยงที่จะติดอยู่ในกับดักประเทศรายได้ปานกลาง และจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปีจากนี้ การปฏิรูปกลไกการบริหารจัดการนักเรียนทุนเพื่อเร่งรัดการพัฒนาประเทศจึงมีความสำคัญยิ่ง โดยควรปรับปรุงการบริหารการจัดสรรทุนการศึกษาให้เป็นระบบรวมศูนย์ภายใต้คณะกรรมการระดับชาติ และควรวางกลไกในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเป็นระบบอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความสูญเปล่าของงบประมาณแผ่นดิน

ที่สำคัญการวางแผนการจัดส่งนักเรียนทุนควรอยู่บนพื้นฐานของการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีความเป็นเลิศในสาขาเฉพาะแต่ละด้าน เช่น ให้มหาวิทยาลัยในภาคใต้พัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยางพารา หรือมหาวิทยาลัยที่เน้นด้านโลจิสติกส์เป็นเจ้าภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ของประเทศหรือท้องถิ่น แทนที่จะเกลี่ยทุนไปหลายแห่งจนทำให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งไม่สามารถพัฒนาความเป็นเลิศเฉพาะทางขึ้นมาได้

 

 


ก้าวข้ามไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ ‘ท่าข้าม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221903

หลากมิติเวทีทัศน์,สิ่งแวดล้อม,ท่าข้าม,พอช.

การศึกษา-สาธารณสุข  :  7 ก.พ. 2559

ก้าวข้ามไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ ‘ท่าข้าม’

หลากมิติเวทีทัศน์ : ก้าวข้ามไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ ‘ท่าข้าม’ : โดย…รัชตะ มารัตน์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)

                     ความเชื่อที่ว่า การพัฒนาสังคมที่ถูกต้อง จะต้องเริ่มจากล่างขึ้นบน มิใช่จากบนลงล่าง พูดกันมานานพอสมควร แต่ไม่ค่อยเห็นเป็นจริงมากนัก และความคิดที่ว่า ประชาชนยังไม่พร้อม ก็ยังมีอยู่ แต่แท้ที่จริง ถ้าได้อ่านเรื่องนี้แล้ว คุณอาจจะต้องเปลี่ยนความเชื่อเสียที
                     จากที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมสภาองค์กรชุมชน ต.ท่าข้าม อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ภิรมย์ พริกไทย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 บ้านท่าตลิ่งชัน และประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลท่าข้าม พร้อมสมาชิกสภา กำลังพูดจาปราศรัย แลกเปลี่ยนปัญหาและหาทางแก้ไขร่วมกัน เพื่อนำผลที่ได้เป็นธงร่วมในการ “พัฒนาให้ตำบลท่าข้าม เป็นพื้นที่รูปธรรม จัดการตนเองอย่างยั่งยืน” เห็นได้ชัด
ต.ท่าข้าม ผู้อาศัยส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น แต่ก็มีชาวบ้านจากนนทบุรี นครปฐมและกาญจนบุรีเข้ามาอาศัยอยู่จำนวนมาก เพื่อมาหางานทำ เนื่องด้วยตำบลท่าข้ามตั้งอยู่ใกล้เขตเมือง ความเจริญกำลังรุกคืบเข้ามา มีกิจการร้านค้าหมู่บ้านจัดสรร เกิดขึ้นมากมาย จนสภาพไม่ต่างอะไรกับชุมชนเมือง
                     แรกเริ่มเดิมทีเป็นชุมชนศูนย์กลางการค้าขายผลผลิตทางการเกษตรจากสองลุ่มน้ำ คือ “แม่น้ำตาปี” ที่มีต้นน้ำมาจากเขต จ.นครศรีธรรมราช และ “คลองพุมดวง” ที่มีต้นน้ำมาจาก อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งสายน้ำทั้ง 2 สายจะมาบรรจบกันที่ ต.ท่าข้าม ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า “แหลงช้าง” ในปัจจุบัน
                     ด้วยลักษณะที่เป็นพื้นที่ศูนย์กลางดังกล่าว ต.ท่าข้าม จึงกลายเป็นชุมชนใหม่ที่ก่อตั้งขึ้นตามลักษณะภูมิประเทศ และเกิดเป็นต้นตระกูลที่บรรพบุรุษจะใช้ชื่อของปู่ย่าตายายในรุ่นแรกมาสนธิกันจนเกิดเป็นนามสกุลใหม่ กลายเป็นชาวท่าข้ามนับแต่บัดนั้น ผ่านมาแล้ว 3-4 ช่วงอายุคน
                     สำหรับกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่ง คือชาวจีนอพยพที่ล่องเรือเข้ามาจากฝั่งตะวันออก และมาตั้งชุมชนในตลาดตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าหลวง ภายหลังจากการก่อสร้าง “สะพานพระจุลจอมเกล้า” เมื่อปีพุทธศักราช 2449 เกิดเป็นชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีน ประกอบอาชีพค้าขายในเขตเทศบาลเมืองท่าข้ามในปัจจุบัน
                     ส่วนของชุมชนชาวภาคกลางเอง ได้ย้ายถิ่นฐานจากคำบอกเล่า เมื่อประมาณ 40-50 ปีก่อน โดยเข้ามาซื้อที่ดินบริเวณนี้ในราคาหลักร้อยบาท ด้วยความคิดที่ว่า พื้นที่แห่งนี้ยังมีความอุดมสมบูรณ์น่าจะเป็น “บ่อเงิน บ่อทอง” สำหรับลูกหลานได้ในอนาคต
                     “ผู้ใหญ่ภิรมย์” เล่าว่า การพัฒนารูปแบบใหม่ในปัจจุบันจะใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลท่าข้าม จะเป็นตัวกลางให้พี่น้องชาวท่าข้ามได้ร่วมกันพัฒนาระบบเศรษฐกิจและทุนชุมชนฐานราก โดยการประสานภาคีต่างๆ เข้ามาร่วมสนับสนุน เวทีในวันนี้จึงมีทั้งการทำกระบวนการกลุ่ม วิเคราะห์ศักยภาพหมู่บ้าน จุดแข็งคืออะไร จุดอ่อนเป็นอย่างไร รวมทั้งการสอดแทรกข้อเสนอแนะของชุมชน มีการวิเคราะห์ทุนหลักของชุมชน ทั้งในเรื่องทรัพยากร ภูมิปัญญา เงินตรา หรือแม้กระทั่งการค้นหาสาเหตุการไหลออกของคนวัยทำงาน ตบท้ายด้วยการร่วมมือกันวาดแผนที่ทำมือ หรือแผนที่ชุมชน เสมือนหนึ่งเป็น “จิตรกรรมชิ้นเอกของชุมชน” ก็เรียกได้
                     จากการร่วมกันพูดคุย วิเคราะห์ออกมาว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ของ ต.ท่าข้าม ทำเกษตรกรรม ปลูกปาล์มน้ำมัน ยางพารา และรับจ้างทั่วไป ซึ่งก็ไม่แตกต่างอะไรกับพื้นที่อื่นๆ ทางภาคใต้ ที่มักปลูกพืชเหล่านี้เป็นอาชีพหลักตามกระแส “นโยบายนิยม” พอถึงบทราคาตกต่ำก็เดือดร้อน “ทุกข์” ถ้วนหน้ากัน จนมีสำนวนหนึ่งที่ออกมาจากบทเพลงทางภาคใต้ในช่วงนี้ว่า “ยางมันลงเหลือกิโลสิบห้า ชาดมันบ้าเหลือร้าย โหมเราชาวใต้ อิตายแล้วเด้”
                     ผู้ใหญ่ภิรมย์ พาผู้เขียนไปยังหมู่ 3 ซึ่งเป็นชุมชนชาวภาคกลาง ได้พบกับ สมพนธ์ ไทยบุญรอด อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม ซึ่งเป็นแกนนำชุมชน พร้อมกับพี่น้องในชุนชนอีกจำนวนหนึ่ง กำลังนั่งวิเคราะห์ข้อมูลของชุมชน เกี่ยวกับมูลค่าที่ได้จากผลผลิต เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับพัฒนาพื้นที่ ตามโจทย์ของสภาองค์กรชุมชนที่ให้ไว้เมื่อวันก่อน
                     การนำเสนอในเวทีหมู่บ้าน ชาวบ้านได้บอกกล่าวเรื่องราวอย่างเป็นระบบ มีเนื้อหาสาระเป็นที่น่าสนใจ โดยเล่าว่า
                     ในช่วงแรกๆ ชาวบ้านละแวกนี้ปลูกพืชยืนต้นเป็นอาชีพหลัก เช่น ส้มและชมพู่ ต่อมาในช่วงปีพุทธศักราช 2505 เกิดมหาวาตภัยขึ้นที่แหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช ส่งผลให้อาสินของพี่น้องเกิดความเสียหาย ชาวบ้านเองก็วิเคราะห์กันว่าพื้นที่แห่งนี้คงไม่เหมาะสมที่จะปลูกพืชยืนต้นอีก จึงพยายามวิเคราะห์ด้วยหลักคิดที่ว่า “คนบ้านดอนเขาขาดอะไร” คิดได้แบบนั้น จึงเริ่มนำวิทยาการด้านการปลูกผักระยะสั้นมาใช้นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ส่งขายท่าน้ำของชุมชนท่าข้าม โดยพายเรือผ่านสายคลองของชุมชนออกไปสู่แม่น้ำตาปี รวมถึงทางรถไฟสายใต้ลงไปถึงหาดใหญ่ และตลาดบ้านดอน หรือเมืองสุราษฎร์ธานี นั่นเอง
                     ต่อมาช่วงพุทธศักราช 2518 ในสมัยรัฐบาลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เกิดนโยบาย “เงินผัน” ทำให้มีการสร้างถนนหนทางเชื่อมติดกันหลายเส้นทาง วิถีการค้าขายทางน้ำ จึงค่อยๆ ลดหายไป แต่ทว่าส่งผลดีที่ทำให้พี่น้องเองก็ขายพืชผักได้มากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน แต่ก็มาเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเมื่อประมาณปีพุทธศักราช 2540 เป็นต้นมา รัฐพยายามส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ เกิดห้างสรรพสินค้า ไม่ต่ำกว่า 3 แห่งในเขตเมือง เกิดหมู่บ้านจัดสรร มีการจ้างงานของธุรกิจใหญ่ คนจากต่างถิ่นก็หลั่งไหลเข้ามาอยู่อาศัยมากขึ้น
                     สมพนธ์ ได้ยกกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่า ที่ผ่านมารัฐก็พยายามทำการสำรวจข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน หรือ จปฐ. แต่ข้อมูลเหล่านั้นก็ไม่ได้ตอบโจทย์ของชุมชนจริงๆ เขาจึงสนใจกระบวนการทำงานของ “สภาองค์กรชุมชน” เพราะอย่างน้อยการชวนชาวบ้านมาพูดคุยทำให้ตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของชาวบ้านอย่างลึกซึ้ง ผ่านการคิดของชาวบ้านเอง ตอนนี้จึงมีการวิเคราะห์ปัญหาหลักด้านรายได้ของพี่น้องที่เกิดขึ้นว่า จริงๆ แล้ว ราคาปาล์ม ราคายางพารา คนท่าข้ามมีรายได้แค่ไร่ละหมื่นกว่าๆ ต่อปี แต่ถ้าปลูกผักหรือพืชชนิดอื่นโอกาสมีรายได้ถึงไร่ละหลักแสนบาทต่อปี
                     นี่จึงเป็นข้อมูลสำคัญ ที่สภาองค์กรชุมชน จะใช้ในการพัฒนาต่อยอดและทำให้คนในชุมชนรับทราบและเข้าถึงข้อมูลในการปลูกพืชผักชนิดต่างๆ เช่น ผักบุ้ง คะน้า กวางตุ้ง หรือวิทยาการใหม่ๆ เช่น การปลูกผักแต้มพริก การปลูกผักร่องสวน “ถ้าชุมชนเกิดความสนใจ เราก็จะส่งขายห้างค้าส่งตามความต้องการได้มากขึ้น สารเคมีก็จะใช้น้อยลง คนรุ่นหลังก็ไม่ต้องกังวลที่จะกลับมาอยู่บ้าน เพราะสภาเราจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลตลาดอยู่ตลอดเวลา” สมพันธ์ กล่าวอย่างภูมิใจ
                     ที่น่าสนใจไปกว่านั้น ยังมีเรื่องการพลิกฟื้นวิถีชีวิตในอดีตภายใต้การอยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลง ด้วยการฟื้น “ตลาดน้ำชุมชน” เนื่องจากชุมชนตั้งอยู่ติดลำน้ำ คล้ายๆ กับตลาดโก้งโค้ง ตลาดพื้นบ้านที่นำของกินของใช้มาซื้อหาแลกเปลี่ยนยกระดับไปสู่การจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นการสร้างพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของชุมชนอีกอย่าง
                     ก็หวังว่าการทำแผนสำรวจข้อมูลชุมชนพื้นที่รูปธรรม จะทำให้ชุมชนเกิดความตื่นรู้ในข้อมูลชุมชน และสามารถพัฒนาพื้นที่ให้ท่าข้ามเป็น “ผู้นำทางความคิด” มากกว่า “ผู้ทำตามนโยบาย”
———————-
(หลากมิติเวทีทัศน์ : ก้าวข้ามไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ ‘ท่าข้าม’ : โดย…รัชตะ มารัตน์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.))

‘ไทยแอ็ค’ เปลี่ยนประเทศไทยคนละไม้คนละมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221904

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,ไทยแอ็ค

การศึกษา-สาธารณสุข  :  7 ก.พ. 2559

‘ไทยแอ็ค’ เปลี่ยนประเทศไทยคนละไม้คนละมือ

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ‘ไทยแอ็ค’ เปลี่ยนประเทศไทยคนละไม้คนละมือ : โดย…บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์

                     เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นหรือพบเจอปัญหาต่างๆ ในสังคม คุณจะเป็น “ไทยแบบไหน” ไทยเดือดร้อน ไทยเผ่น ไทยมุง หรือ ไทยถีบ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน “ทำ” อะไร ก็ไม่สำคัญมากไปกว่า “เราอยากเห็นประเทศไทยในอนาคตเป็นอย่างไรต่างหาก”
                     ในพื้นที่ชายแดน โรงพยาบาลไม่ใช่แค่เพียงสถานที่รักษา แต่คือบ้านของทุกคนในชุมชนคนป่วย คือ คนในครอบครัวเดียวกัน นอกจากรักษาแล้วอีกภารกิจที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของหมอ คือ ลงพื้นที่ไปดูแลสารทุกข์สุกดิบชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และได้รับโอกาสมากกว่าที่เป็นอยู่
                     ครูผู้พร่ำสอน ชี้เส้นทางข้างหน้าแห่งความถูกต้อง เพื่อเป็นใบเบิกทางของชีวิตให้เด็กๆ ได้นำความรู้ไปต่อยอดในอนาคต ยิ่งเห็นเด็กมีการศึกษา มีอาชีพก้าวหน้านี้เป็นความสุขที่สุดของคนที่ได้ชื่อว่าเป็น “ครู”
                     ผู้นำชุมชนที่ยึดวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ทำเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านเห็นและนำไปปฏิบัติตาม โดยหวังจะให้ชาวบ้านเลิกจน พึ่งพาตัวเองได้ เป็นต้นแบบของการทำความดีให้ลูกบ้านได้เห็น เพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง เป็นหมู่บ้านที่น่าอยู่
                     งานของตำรวจ ไม่ใช่แค่อยู่บนโรงพักแต่เขาจะลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน สำรวจตรวจตราความปลอดภัยหมู่บ้านทุกซอกทุกมุม
                     มีแม่บางคนที่ลูกของเธอเป็นเด็กพิการ เธอรู้ดีว่าไม่มีโรงเรียนไหนที่จะสอนลูกให้เติบโตได้เท่ามือเล็กๆ ของเธอเอง เธอตัดสินใจลาออกจากงาน ละทิ้งความก้าวหน้าทางอาชีพเพื่อมาดูแลลูกของเธอ และกลายเป็นศูนย์ดูแลลูกของแม่ๆ คนอื่นที่ประสบปัญหาเหมือนเธอ บรรดาคุณแม่กลุ่มนี้ต่างช่วยกันออกเงินดูแลกันเอง คอยปลูกฝังให้เด็กเข้มแข็งและหัดช่วยตัวเอง เพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นภาระของใครๆ ในวันหน้า
                     ตัวอย่างเรื่องราวบางเสี้ยวของคนตัวเล็กตัวน้อยรอบๆ ตัวเรา ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ทุกคนเพียงแค่รักแผ่นดินไทยสุดหัวใจ และปรารถนาให้ประเทศไทย “อยู่เย็นเป็นสุขและน่าอยู่” เท่านั้นเอง พวกเขาและเธอไม่เลือกตั้งคำถาม แต่เลือกที่จะทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ถามแต่ตัวเองแค่ว่า เราทำอะไรได้บ้าง เพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองให้แข็งแกร่ง เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโลกในที่สุด
                     “ไทยแอ็ค-THAI ACT” เป็นกลุ่มคนเล็ก ที่เริ่มจากแรงเล็กแรงน้อย คนละไม้คนละมือ ที่หวังเป็นจุดเริ่มต้นพลังในการสร้างประเทศไทยในอนาคต ที่เชื่อว่าพลังของทุกคนเปลี่ยนแปลงสังคมได้ เพียงแค่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองและลงมือทำทันที
                     THAI คือ คนทุกคนบนผืนแผ่นดินไทย ส่วน ACT คือ Action และ Active ที่สื่อความหมายว่า เป็นความกระตือรือร้นที่เกิดขึ้นจากการลงมือทำ เพราะเชื่อว่าพลังของคนทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศไทยได้ เพียงแค่ “ตัวเรา” ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อส่วนรวม เปลี่ยนประเทศไทยได้ด้วยพลังในตัวเราก็เป็น “THAIACT” เช่นเดียวกัน
                     วันชัย บุญประชา หนึ่งในผู้ก่อตั้ง “กลุ่มไทยแอ็ค” กล่าวถึงความตั้งใจว่า ต้องการที่จะสื่อสารชวนคนในสังคม มาร่วมเป็นภาคประชาสังคมโดยวิธีการที่คนในสังคมสามารถทำได้ด้วยกัน ความเป็นภาคประชาสังคม ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อน ใครๆ ก็สามารถเป็นได้ ขอเพียง เริ่มจากการที่เราเห็นสิ่งที่คิดว่าไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม เห็นสิ่งที่น่าจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยกันทำให้ดีขึ้น ถ้าเห็นอะไรที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นแล้วเราเฉย ก็จะทำให้เกิดเป็นปัญหาลุกลามบานปลายใหญ่โต
                     แต่ถ้าทุกคนเข้ามาร่วมกัน ช่วยกันแก้ไขปัญหาก็จะทำให้สังคมโดยรวมดีขึ้น เริ่มจากหนึ่งคน ร่วมกันทำเป็นสองคน สามคน ร่วมกับคนที่มีความคิดเดียวกัน จึงเป็นการร่วมมือกันระหว่างประชาชนในการพยายามช่วยตนเองมากกว่าการรอให้ระบบราชการหรือระบบอื่นๆ เข้ามาทำให้ปัญหานั้นหมดไปหรือลดลง ฉะนั้นภาคประชาสังคมก็คือประชาชนคนทั่วไปที่ร่วมกันช่วยกันแก้ปัญหา ไม่ปล่อยให้ราชการหรือรัฐเท่านั้นเข้ามาเป็นผู้กำหนดหรือแก้ปัญหาเพียงลำพัง
                     “ที่ผ่านมาประชาชนคนทั่วไป ราชการหรือนักธุรกิจ มักเข้าใจคำว่าภาคประชาสังคมเป็นคนที่ออกมาต่อสู้ อยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐ ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม หรือเรื่องที่กระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มประมงพื้นบ้าน กลุ่มแรงงาน กลุ่มสมัชชาคนจน มองดูน่ากลัว
                     “แต่จริงๆ แล้ว เราทุกคนก็คือประชาชนที่ออกมารวมกลุ่มปกป้องคุณภาพชีวิตของคนในสังคมทั้งสิ้น ไม่ต่างจาก ชมรมผู้ปกครองในโรงเรียน กลุ่มชาวบ้านที่อยู่เป็นชุมชน มารวมกันทำความสะอาด ตัดหญ้า มาทำให้พื้นที่ชุมชนตนเองมีสภาพแวดล้อมดีขึ้น ก็ถือว่าเป็นภาคประชาสังคมเช่นกัน การเป็นภาคประชาสังคมจริงๆ แล้วเป็นการหนุนเสริม ทำให้สังคมเป็นสังคมที่ไม่นิ่งดูดาย ทุกคนได้มีโอกาสช่วยเหลือดูแลกัน”
                     “THAIACT” ไม่ต้องรอผู้อื่นเปลี่ยนแปลง แต่ให้เปลี่ยนแปลงตัวเองหรือระเบิดออกมาจากข้างในตัวเองก่อน แล้ว Action ทันที เริ่มที่ตัวเราและค่อยขยายไปยังกลุ่มเพื่อน ชุมชน สังคม ประเทศชาติ โลกกลายเป็น เครือข่ายข้ามครอบครัว ข้ามชุมชน ข้ามภูมิภาค ข้ามประเทศ
                     ในการสื่อสารเพื่อจะทำให้คนในสังคมเข้าใจว่า ทุกคนก็เป็นภาคประชาสังคมได้นั้น “ไทยแอ็ค -Thai Civil Societywww.facebook.com/thaicivilsociety” จึงเป็นช่องทางเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าวนี้ เชิญชวนทุกคนมาร่วมกันทำหน้าที่ของตัวเองอย่างมุ่งมั่น เปลี่ยนประเทศไทยคนละไม้คนละมือ
                     วิเศษ คุณฤทธิ์พงศ์ ผู้ดูแลเพจไทยแอ็ค ได้กล่าวถึงความตั้งใจในการทำว่า “สิ่งที่เราอยากเห็นในเพจไทยแอ็คอย่างแรกเลยคือ อยากให้มีคนหรือกลุ่มคนที่ไม่ได้นิ่งดูดายกับความเดือดร้อนของคนอื่นๆ ในสังคม มีช่องทางบอกเล่าเรื่องราวหรือวิธีการในการให้ความช่วยเหลือคนเหล่านั้น ไปจนถึงเรื่องที่พวกเราในสังคมจะต้องมาช่วยๆ กัน อย่างที่สองก็คือเราอยากนำเสนอตัวอย่างเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน เพื่อที่พวกเราจะได้มาร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็น “สังคมศึกษา” และร่วมกันเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว และสุดท้ายเราอยากจะเสนอความคิด และมุมมองต่างๆ ในสังคม ผ่านตัวการ์ตูนในแบบฉบับของเรา และเชิญชวนให้คนในสังคมออกมาปฏิบัติการในเรื่องของส่วนรวมมากขึ้น”
                     เพจไทยแอ็ค เปิดพื้นที่ เปิดโอกาส ให้ทุกๆ คนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเรียนรู้กับชุมชน สังคม อันจะทำให้เกิดความเข้าใจ ความเป็นไป และปัญหาของสังคมไทยนำไปสู่การเชื่อมโยงตนเองกับสังคม เกิดเป็นสำนึกของคนบนผืนแผ่นดินไทยที่ไม่นิ่งดูดาย
                     ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก ทำให้สังคมไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ปัญหาที่ซับซ้อนและรุนแรงมากยิ่งขึ้น “สังคมไทยที่น่าอยู่และเป็นสุข” จึงต้องการคนในสังคมเข้ามา Action ร่วมกันคิด ร่วมกันแก้ปัญหา ร่วมกันสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาสังคมไทยให้เต็มไปด้วยคนที่ Active เคารพกติกา เคารพความแตกต่าง และร่วมรับผิดชอบต่อสังคมเพราะทุกคนต่างก็เป็นเจ้าของประเทศไทยเช่นเดียวกัน แค่ “THAI Action” พลัน “THAI Active” ก็บังเกิดและผลิบาน
                     ความท้าทายวันนี้คือ ทำอย่างไรสังคมไทยจะสามารถส่งผ่านและปลูกฝังค่านิยมเรื่องการ Action เพื่อส่วนรวมให้เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที กับสภาพสังคมที่นับวันมีปัญหาและมีความซับซ้อนมากขึ้น การปลุก “สำนึกให้คน Action” จึงมีความสำคัญยิ่งและไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงแค่จากการอ่านหรือท่องจำเท่านั้น แต่ต้องเป็นการเรียนรู้จากการ “ลงมือทำ”
                     การสร้างคนทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยให้ Action ต่อปัญหาของชุมชนและสังคมส่วนรวม ให้กลายเป็นคนที่ Active จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งต่อสังคมไทยในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยในขณะนี้ด้วย เพราะเราคือ ภาคประชาสังคมไทย หรือ ThaiCivil Society และทุกคน ก็คือส่วนหนึ่งที่สำคัญยิ่ง
                     มาร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่ “อยู่เย็น-เป็นสุข-เป็นธรรม และน่าอยู่สำหรับทุกคน” นี้ด้วยกัน
———————-
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ‘ไทยแอ็ค’ เปลี่ยนประเทศไทยคนละไม้คนละมือ : โดย…บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์)

สตง.ขยับฟ้องอาญา’หมอหนีทุน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221943

สาธารณสุข,ทุน,หนี,โกง,ก.พ.,สหรัฐ,หมอฟัน,มหิดล,ทันตแพทย์,สตง.,ล้อมคอก,ฟ้อง,อาญา,อิศรา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  6 ก.พ. 2559

สตง.ขยับฟ้องอาญา’หมอหนีทุน’

สตง.ขยับฟ้องอาญาหมอฟันหนีทุนทำรัฐเสียหาย สั่งวางมาตรการล้อมคอกพวก ‘เก่งแต่โกง’ ด้าน ‘หมอเผด็จ’ จี้มหิดลส่งข้อมูลให้ฮาร์วาร์ดสอบใน 2 วัน

                      6 ก.พ. 59  คดีอื้อฉาวกรณี ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ม.มหิดล) นักศึกษาที่ได้รับทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก ที่สหรัฐอเมริกา แล้วไม่กลับมาใช้ทุนต่อมหาวิทยาลัยมหิดล แต่กลับไปทำงานเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสหรัฐ และใช้ชีวิตสุขสบายอยู่กับสามีชาวอเมริกัน ปล่อยให้เพื่อนอาจารย์คนไทยที่เป็นผู้ค้ำประกันต้องรับกรรม ชดใช้หนี้สินที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อแทนอย่างทุกข์ยาก จนสังคมโซเชียล โดยเฉพาะคนไทยในสหรัฐ มีความเห็นใจ ร่วมกันต่อต้านหมอฟันฉาว และเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ ทันตแพทย์คลินิกแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี และผู้เซ็นค้ำประกันอีก 3 คน จนกระทั่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ต้องเข้ามาสอบสวนพฤติกรรมของ ทพญ.ดลฤดี ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานภาพของเธอ ขณะที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้ยื่นฟ้องเธอในคดีล้มละลายไปแล้วเมื่อก่อนปีใหม่ และศาลนัดไต่สวนนัดแรกวันที่ 14 มีนาคมนี้ ขณะที่ล่าสุด สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กำลังเข้ามามีส่วนในการตรวจสอบเรื่องอื้อฉาวนี้ในแง่มุมเกี่ยวกับการสร้างความสูญเสียแก่รัฐเพื่อเอาผิดในคดีอาญาอีกด้วย
                      นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดเผยต่อสำนักข่าวอิศรา ว่า ได้สั่งการนิติกร สตง.ไปศึกษาข้อกฎหมายเกี่ยวกับปัญหาการหนีทุนเรียนของ ทพญ.ดลฤดี เพื่อเอาผิดทางอาญา นอกเหนือจาการฟ้องร้องทางแพ่ง แม้ว่าเจ้าตัวจะแจ้งลาออกจากราชการไปแล้วก็ตาม
                      “สตง.เห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ แม้การหนีทุน จะมีบุคคลค้ำประกันที่ต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น และมีกระบวนการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายคืนจากบุคคลที่ได้รับทุนไปเรียน แต่ สตง.มองว่า เรื่องนี้สร้างความเสียหายให้แก่ราชการเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเงินแผ่นดินที่ใช้จ่ายไป และไม่ได้ผลตอบแทนกลับมา ประเทศชาติเสียบุคลากร กำลังสมองไปเปล่าประโยชน์ ลงทุนส่งให้ไปเรียนเมืองนอกด้วยเงินจำนวนมาก แต่เมื่อเรียนสำเร็จแล้ว ไม่เดินทางกลับมาทำงานรับใช้ประเทศ ถือเป็นเรื่องที่เลวร้ายต่อระบบคุณธรรมของประเทศเป็นอย่างมาก”
                      ผู้ว่าการ สตง. ยังระบุด้วยว่า จะสั่งการให้เจ้าหน้าที่ไปรวบรวมข้อมูลการให้ทุนของหน่วยงานราชการต่างๆ ว่า มีขั้นตอนการดำเนินการเป็นอย่างไร จำนวนนักศึกษาที่หนีทุนเรียน และวงเงินราชการที่ต้องเสียหายไป รวมถึงกระบวนการติดตามเงินทุนคืนของหน่วยงานต่างๆ ว่ามีความบกพร่องหละหลวมเกิดขึ้นหรือไม่ด้วย เพื่อนำมาใช้ในการกำหนดมาตรการป้องกันปัญหาเสนอแนะให้หน่วยงานราชการที่ให้ทุนการศึกษา และรัฐบาล คาดว่าในช่วงสัปดาห์หน้า สตง. น่าจะประกาศมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาได้
                      ด้าน ทพ.เผด็จ กล่าวว่า หลังจากที่ทาง Ombuds office ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจสอบภายในของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ส่งคณะกรรมการลงมาตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี ทพญ.ดลฤดี ไม่ใช้ทุนคืนรัฐบาลไทยแล้วนั้น ล่าสุดคนไทยในสหรัฐอเมริกาได้แจ้งมายังพวกตนให้ทำหนังสือถึงมหาวิทยาลัยมหิดล ให้จัดส่งเอกสารใหม่ไปยังสำนักรับเรื่องการร้องเรียนของทันตแพทย์ หรือ Ombuds Office ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดอีกครั้ง เพราะเอกสารที่มหาวิทยาลัยมหิดลส่งไปครั้งแรก ส่งไปคนละหน่วยงานที่ ทพญ.ดลฤดี ทำงานอยู่
                      “แหล่งข่างของผมที่สหรัฐแจ้งว่าให้ผมทำหนังสือถึงมหาวิทยาลัยมหิดลว่า กระผมในนามผู้ค้ำประกันทั้ง 4 คน ของ ทพญ.ดลฤดี มีความคิดเห็นตรงกันว่า ทางมหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการตอบรับมาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นคนละส่วนกัน ดังนั้น ผมจึงได้ประสานไปยังหนึ่งในผู้ค้ำประกันที่เป็นอาจารย์มหิดล เพื่อประสานไปยังฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยมหิดล ในการจัดส่งเอกสารใหม่ทั้งหมด พร้อมประทับตรามหาวิทยาลัยมหิดล เพราะผมนั้นไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากเป็นบุคคลภายนอกของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งอาจารย์หนึ่งในผู้ค้ำประกันที่อยู่ ที่มหาวิทยาลัยก็จะไปดำเนินการในวันเวลาราชการ คือวันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้”
                      ทพ.เผด็จ กล่าวอีกว่า ต้องขอขอบคุณคนไทยในสหรัฐอเมริกาที่ได้เข้ามาช่วยเหลือ และประสานงานติดต่อหน่วยงานในสหรัฐอเมริกาให้ ซึ่งพวกตนและผู้ค้ำประกันจะเร่งดำเนินการให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน และอยากขอความร่วมมือ มหาวิทยาลัยมหิดลในการจัดการเอกสารต่างๆ ส่วนการยื่นฟ้องร้อง ทพญ.ดลฤดี นั้นได้มีการรวบรวมเอกสาร และหารือร่วมกับทนายความว่าจะดำเนินการอย่างไรบ้าง ซึ่งหลังจากมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น ทาง ทพญ.ดลฤดี ก็ไม่ได้มีการติดต่อมายังตนเพิ่มเติม แต่ถ้าติดต่อมาตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นการชี้แจงเรื่องอะไร หากไม่มีเอกสารหลักฐานการชดใช้เงินคืน ตนก็ไม่เชื่อและคงยังเดินหน้าเรียกร้องค่าเสียหายกลับคืนมา
                      ทพ.เผด็จ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ ตนได้รับข้อมูลมาจากหลายฝ่ายที่เชื่อถือได้ และหลายคนก็เกิดความเคลือบแคลงใจในการดำเนินการติดตามทวงหนี้ ชดใช้ทุนของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยเฉพาะฝ่ายกฎหมาย และผู้บริหารมหาวิทยาลัย ที่บริหารงานในช่วงปี 2547 เช่นเดียวกับตน จึงอยากเรียกร้องให้ผู้บริหารชุดเก่าออกมาชี้แจง หรือตอบคำถามสังคมกรณี ทพญ.ดลฤดี ไม่ว่าจะเรื่องการอนุมัติการลาออก ทพญ.ดลฤดี หรือการติดตามทวงหนี้ เพราะเรื่องเกิดขึ้นในช่วงอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้บริหารชุดเก่า ไม่ใช่ชุดปัจจุบัน เพราะผู้บริหารชุดเก่าน่าจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดและตอบคำถาม ความเคลือบแคลงใจได้ดี
                      ทพ.เผด็จ ยังโพสต์ข้อความในเพซบุ๊กส่วนตัวถึงการฟ้องร้อง ทพญ.ดลฤดี ด้วยว่า ตนจะขอรับแต่เฉพาะเงินต้นที่จ่ายไปเท่านั้นส่วนดอกเบี้ยและค่าเสียหายต่างๆ ที่ตนอาจได้รับในอนาคต จะขอบริจาคให้องค์กรการกุศลทั้งหมด
                      “ผมขอแค่เงินต้นไปใช้คืนธนาคารที่กู้มาพอครับในส่วนของดอกเบี้ยธนาคารที่ผมกู้มาผมก็จะรับผิดชอบเอง เพราะจริงๆ ก็ทำใจว่าสูญตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ถ้าได้คืนแค่เงินต้นก็ดีใจน้ำตาไหลแล้วครับ ขอบคุณทุกท่านที่เป็นกำลังใจให้นะครับ”
                      ทพ.เผด็จ กล่าวต่อไปว่า จากการติดตามการแสดงความคิดเห็นของหลายๆ คนที่เข้ามาทางเฟซบุ๊กตนนั้น ทำให้เห็นข้อความที่น่าสนใจประเด็นหนึ่งคือ มีการระบุว่าก่อนหน้านี้ก็มีอาจารย์คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.มหิดล ที่หนีใช้ทุนในลักษณะเดียวกับ ทพญ.ดลฤดี เช่นกัน ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นหลังจากกรณีของ ทพญ.ดลฤดี โดยอาจารย์ท่านนี้ได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศและไม่กลับมาใช้ทุนเช่นกัน ซึ่งกรณีนี้พ่อแม่ยอมจ่ายเงินคืนให้ แต่ก็ยังถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย ผิดกับกรณีของ ทพญ.ดลฤดี ที่อนุมัติให้ลาออกแต่ไม่ถูกไล่ออก จึงเป็นข้อสังเกตที่ทำให้คนในสังคมกำลังเคลือบแคลงใจ และเป็นข้อคำถามของคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กว่า ทำไมอีกคนโดนไล่ออก แต่อีกคนแค่ลาออก
                      กรณีที่ ทพ.เผด็จ กล่าวถึงกรณีการหนีใช้ทุนของ น.ส.อุษณีย์ ธำรงศักดิ์ อดีตอาจารย์ระดับ 4 คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งลาราชการไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาเวชศาสตร์ช่องปาก ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2538 – 2543 โดยได้รับเงินเดือนเต็มระหว่างลาศึกษา ต่อมาไม่ติดต่อกับมหาวิทยาลัยมหิดล และหน่วยงานราชการอื่นที่เกี่ยวข้องกับผู้รับทุน สำนักงาน ก.พ.จึงสั่งยุติการศึกษา สั่งงดให้ทุน และให้เดินทางกลับ เพื่อรับราชการและชดใช้ทุน แต่ปรากฏว่าไม่กลับมาปฏิบัติราชการและไม่ยอมชดใช้เงินคืนจำนวน 22 ล้านบาท ทางมหาวิทยาลัยจึงฟ้องร้องผู้ค้ำประกัน ซึ่งก็คือ พ่อแม่และพี่น้อง
                      อย่างไรก็ตาม ศาลจังหวัดพระโขนง ได้มีคำสั่งให้ น.ส.อุษณีย์ เป็นผู้สาบสูญ ตามที่พ่อแม่ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวน แต่ศาลปกครองกลาง พิจารณาเห็นว่า การที่ศาลจังหวัดพระโขนงสั่งให้ น.ส.อุษณีย์ เป็นคนสาบสูญนั้นฟังไม่ขึ้น แต่เป็นความจงใจที่ไม่เดินทางกลับประเทศไทยเพื่อรับราชการชดใช้ทุน จึงมีคำพิพากษาให้ชดใช้เงินคือแก่หน่วยงานเจ้าของทุนในที่สุด

‘ยุงจีเอ็มโอ’… ไวรัสลึกลับ‘ซิกา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221896

ซิกา,ยุง,จีเอ็มโอ,ไวรัส

การศึกษา-สาธารณสุข  :  6 ก.พ. 2559

‘ยุงจีเอ็มโอ’… ไวรัสลึกลับ‘ซิกา’

‘ยุงจีเอ็มโอ’… ไวรัสลึกลับ‘ซิกา’ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

             ต้นเดือนมกราคม 2559 “บราซิล” เปิดเผยตัวเลข “ทารกหัวเล็ก” เกือบ 4 พันคน ที่อาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อไวรัสซิกา (Zika virus) ทำให้องค์การอนามัยโลกสั่งระดมผู้เชี่ยวชาญมาประชุม ณ กรุงเจนีวา ก่อนประกาศ “ไวรัสซิกา” เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” ในวันที่ 1 ก.พ.2559

จากนั้น วันที่ 2 กุมภาพันธ์ กระทรวงสาธารณสุขไทยเรียกประชุมเร่งด่วนและประกาศแถลงการณ์ให้เชื้อร้ายตัวนี้เป็น “โรคติดต่อที่ต้องแจ้งความ” ตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ.2523 หมายความว่าหากใครเป็นผู้ป่วยหรือผู้พบเห็นต้องแจ้งกระทรวงสาธารณสุขทันที !

นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่ปี 2555-2558 ไทยมีรายงานผู้ป่วยไวรัสซิกา 2-5 ราย ประชาชนอย่าตื่นตระหนก ไทยไม่ใช่พื้นที่ระบาดของโรค ไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต อาการป่วย ได้แก่ มีไข้ ออกผื่น ตาแดง ปวดข้อ ส่วนใหญ่ป่วยแล้วหายได้เองภายใน 4-7 วัน

หากเชื้อตัวนี้ไม่ได้เป็นเชื้ออันตราย ทำไม “ฮู” หรือองค์การอนามัยโรคต้องประกาศให้เป็นโรคฉุกเฉินร้ายแรง  ?

สืบเนื่องมาจากการระบาดอย่างรุนแรงของเชื้อไวรัสตัวนี้ใน “บราซิล” และประเทศแถบละตินอเมริกานั่นเอง ย้อนกลับไปเมษายน 2558 รัฐบาลบราซิลรายงานการพบผู้ป่วยโรคซิกาเป็นรายแรก จากนั้นไม่กี่เดือนไวรัสร้ายตัวนี้เริ่มระบาดอย่างรวดเร็ว โดยมียุงลายเป็นพาหะ ตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งทะยานจากหลักร้อย เป็นหลักล้านในเวลาเพียง 9 เดือน

วันที่ 31 ธันวาคม 2558 มีรายงานพบผู้ป่วยซิกาในบราซิลจำนวน 1.5 ล้านราย !

ยิ่งไปกว่านั้น พบรายงานจำนวนเด็กหัวเล็กหรือทารกแรกเกิดคลอดออกมาจากมารดาที่ป่วยเป็นโรคซิการะหว่างตั้งครรภ์สูงกว่า 3,700 ราย ทั้งที่ก่อนหน้านี้บราซิลมีเพียงปีละไม่ถึง 200 ราย จึงมีการเตือนไปทั่วโลกว่า ไวรัสซิกาอาจทำให้ทารกแรกเกิดเป็น “โรคศีรษะเล็กกว่าปกติ” (Microcephaly) อาการเบื้องต้นคือ กล้ามเนื้อเด็กจะอ่อนแรง การเจริญเติบโตผิดปกติ เด็กบางคนป่วยคล้ายอัมพาตหรือบางรายการทำงานของสมองผิดปกติ

ความสับสนเริ่มเกิดขึ้น เมื่อ “ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อร้ายแรงของสหรัฐ (ซีดีซี) ไม่ยืนยันว่า “ไวรัสซิกา” เป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคศีรษะเล็ก เพียงแต่บอกว่า “อาจมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน” เท่านั้น

เนื่องจากมีหลายประเทศพบหญิงตั้งครรภ์ป่วยโรคซิกาแล้วเด็กที่คลอดออกมาไม่ได้มีอาการศีรษะเล็ก เหมือนที่เกิดขึ้นในบราซิล !

กลุ่มเอ็นจีโอเริ่มขุดคุ้ยข้อมูลว่า หรือเป็นเพราะ “ยุงจีเอ็มโอ” ในบราซิล คือต้นเหตุทำให้เกิดเด็กหัวเล็กหรือไม่ ? เพราะช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บราซิลถือเป็นพื้นที่ทดลอง “ยุงจีเอ็มโอ” ขนาดใหญ่ของภูมิภาคละตินอเมริกา

ยุงจีเอ็มโอ หมายถึง “ยุงดัดแปลงพันธุกรรม” ใช้วิธีตัดต่อ ดีเอ็นเอไวรัสโรคเริม และ แบคทีเรียอีโคไล ใส่ลงไปยุงตัวผู้ แล้วปล่อยสู่ธรรมชาติไปผสมพันธุ์กับยุงตัวเมีย ยีนนี้จะช่วยทำให้ไวรัสไข้เลือดออกในตัวยุงหมดฤทธิ์ และทำให้ไข่ของยุงตัวเมีย “ฝ่อ” หรือไม่ฟักออกเป็นลูกน้ำ เชื่อว่าจะช่วยลดจำนวนยุงที่เป็นพาหะนำสู่ “ไข้เลือดออก” ที่กำลังแพร่ระบาดในหลายประเทศ บริษัทเจ้าของเทคโนโลยียุงจีเอ็มโอ คือ “ออกซิเทค” (Oxitec) จากอังกฤษ ตั้งชื่อรหัสยุงจีเอ็มโอว่า “โอเอ็กซ์ 513เอ” (OX513A) สร้างห้องแล็บผลิตยุงจีเอ็มโอในหลายประเทศ โดยเฉพาะบราซิลทำทดลองตั้งแต่ปี 2555 ผลิตยุงได้เดือนละ 2 ล้านตัว เนื่องจากบราซิลมีประชากรทั้งหมด 200 ล้านคน พบการระบาดของไข้เลือดออกเดงกี่อย่างรุนแรง พบผู้ป่วย 6-7 แสนรายต่อปี เสียชีวิตประมาณ 200-300 ราย

“ยุงจีเอ็มโอ” กลายเป็นความหวังในการจำกัดยุงลายพาหะโรคไข้เลือดออก บราซิลทดลองปล่อยยุง “โอเอ็กซ์ 513เอ” สู่ธรรมชาติเมื่อปี 2557 ในพื้นที่รัฐทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล ซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดของโรคซิกาในปี 2558

นักวิทยาศาสตร์กลุ่มที่เชื่อว่า “ยุงจีเอ็มโอ” เป็นอัศวินในสงครามปราบยุงลาย พาหะของไข้เลือดออกเดงกี่ ชิคุนกุนยา รวมถึงไวรัสซิกา เนื่องจากยุงในธรรมชาติเหล่านี้เริ่มดื้อต่อยาฆ่าแมลง และยังไม่มีวัคซีนรักษาโรคไข้เลือดออก จากผลการศึกษายุงจีเอ็มโอ “โอเอ็กซ์ 513เอ” ที่ปล่อยในเกาะเคย์แมนปี 2553 พบจำนวนยุงลดลงตามเป้าหมายร้อยละ 80

ปี 2554 ทีมนักวิทยาศาสตร์จากออกซิเทค ทดลองในพื้นที่ “อิตาเบราบา” ชานเมืองจูอาเซยโร รัฐบาเยีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นภูมิภาคแห้งแล้งของบราซิล ชานเมืองนี้มีผู้คนอาศัยหนาแน่น แต่ไม่มีน้ำประปา ชาวบ้านต้องรองน้ำเก็บไว้ใช้ จึงกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำชั้นดีของยุงลาย ผลปรากฏว่า ประชากรยุงลดลงร้อยละ 81-95

ขณะที่ฝ่ายค้านหรือเครือข่ายต่อต้านจีเอ็มโอ เปิดเผยข้อมูลเมื่อปลายเดือนมกราคม 2559 ว่า “ออกซิเทค” เป็นบริษัทอังกฤษที่เป็นลูกของบริษัทอินเตอร์ซอนของอเมริกา (Intrexon Corporation) การระบาดของไวรัสซิกาอาจเกิดจากยุงจีเอ็มโอก็ได้ เนื่องจากในอดีต “ไวรัสซิกา” เคยระบาดในประเทศอื่นมาแล้ว แต่ไม่พบทารกหัวเล็กตั้งแต่กำเนิดมากมายหลายพันคนเหมือนในบราซิล นอกจากนี้ยังไม่เคยมีงานวิจัยชี้ชัดว่ายุงจีเอ็มโอจัดการกับไวรัสด้วยวิธีการใด? มีโอกาสจะแพร่เชื้อโรคมาสู่มนุษย์หรือไม่? ที่สำคัญเชื้อไวรัสซิกาเมื่อเติบโตในยุงเหล่านี้ได้ จะนำไปสู่วิวัฒนาการของไวรัสร้ายตัวใหม่ที่เป็นอันตรายยิ่งกว่าไวรัสต้นกำเนิดหรือไม่?

ที่น่าเป็นห่วงคือ ผลกระทบจากการปล่อยสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่สู่สภาพแวดล้อม อาจทำให้ประชากรยุงลดลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นอันตรายต่อแมลงอันตรายชนิดอื่น หรือสัตว์อื่นหรือไม่ เพราะทำลายวงจรห่วงโซ่อาหารของธรรมชาติ

วิวาทะของกลุ่มสนับสนุนและกลุ่มคัดค้าน “ยุงจีเอ็มโอ” กลายเป็นประเด็นสำคัญที่หน่วยงานรัฐของไทยและคนไทยต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

เนื่องจาก บริษัทออกซิเทค เคยประกาศว่าจะนำยุง “โอเอ็กซ์ 513เอ” ที่เคยทดลองในบราซิล มาทดลองในมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม อินเดีย และ “ไทยแลนด์” ?!?

ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” สอบถามไปยังนักชีววิทยาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ปรากฏว่าไม่เคยมีรายงานการขออนุญาตนำยุงจีเอ็มโอเข้ามาทดลองในประเทศไทยแต่อย่างใด

ทั้งนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสไข้เลือดออกของกระทรวงสาธารณสุข ยอมรับว่าไม่เคยรับรู้ข้อมูลว่ามีการทดลองยุงจีเอ็มโอในประเทศไทยมาก่อน แต่ก็ไม่สามารถยืนยันว่า “ไม่มี” เพราะอาจเป็นความร่วมมือของหน่วยงานบางแห่งได้

ส่วนความกังวลว่า ยุงจีเอ็มโอมีโอกาสทำให้เด็กทารกเกิดมาหัวเล็กหรือไม่นั้น แพทย์ข้างต้นยืนยันว่าที่ผ่านมายังไม่มีผลงานวิจัยหรือผลการศึกษายืนยันว่า กรณีที่เกิดขึ้นในบราซิลเกี่ยวข้องกับยุงจีเอ็มโอหรือไม่ พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า

“การนำพืชหรือสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมมาปล่อยสู่ธรรมชาติเป็นเรื่องต้องระมัดระวัง เพราะผลกระทบจากการไปฝืนธรรมชาติ เป็นอะไรที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ในอนาคต”

………………….

(หมายเหตุ : ที่มาของรูป http://images.latintimes.com/sites/latintimes.com/files/styles/large_breakpoints_theme_lt_desktop_1x/public/2015/07/24/mosquito-malaria.jpg

https://www.britishcouncil.org/sites/default/files/styles/bc-landscape-630×354/public/oxitec_males_mosquitoes_being_released_in_brazil_resize.jpg?itok=hbuiIBFx
http://www.thestar.com.my/~/media/10b4f86295b448cc948ea7d946e9f54f.ashx/
http://i.dailymail.co.uk/i/pix/2016/01/29/10/30B1139900000578-0-image-a-5_1454062868902.jpg)


‘บิ๊กหนุ่ย’เล็งทบทวนให้ทุนหลัง‘ดลฤดี’เบี้ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221885

ดลฤดี,บิ๊ก,เล็ง,ทบทวน,ทุน,หลัง,เบี้ยว

การศึกษา-สาธารณสุข  :  5 ก.พ. 2559

‘บิ๊กหนุ่ย’เล็งทบทวนให้ทุนหลัง‘ดลฤดี’เบี้ยว

“ดาว์พงษ์” เล็งหารือ ก.คลัง ทบทวนรายละเอียดเงื่อนไขการให้ทุนพัฒนาอาจารย์ สกอ.ย้ำเป้าหมายรัฐบาลให้ทุนเรียนต่อเพื่อพัฒนาประเทศ เชื่อกรณี“ดลฤดี”ม.มหิดลดูแลได้

           เมื่อวันที่ 5 ก.พ.2559 ที่กระทรวงศึกษาธิการ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้ขอให้สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ส่งข้อมูลระเบียบการรับทุนพัฒนาอาจารย์ เพื่อทบทวนเงื่อนไขการให้ทุนในด้านต่างๆ ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะเวลานี้สังคมมีความเปลี่ยนแปลงอาจจะต้องมาพิจารณาเพิ่มเติม ซึ่งเท่าที่ดูพบว่ามีหลักเกณฑ์ข้อหนึ่งระบุว่าการรับทุนและการชดใช้ทุนเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง (กค.) เพราะฉะนั้น ศธ.อาจจะต้องหารือกับ กค.ด้วยในรายละเอียดต่างๆ รวมถึงคุณสมบัติของผู้ค้ำประกัน แต่ก็พบว่าเมื่อเร็วๆนี้ได้มีการปรับแก้ให้พ่อแม่เป็นผู้ค้ำประกันได้แล้วจึงไม่น่าจะมีปัญหา

“ส่วนตัวมองว่าสาเหตุที่ต้องกำหนดเงื่อนไขให้มีการให้ชำระเงินทุนคืนจำนวนมาก หากผู้รับทุนไม่กลับมาทำงานเป็นอาจารย์ตามที่กำหนดไว้ในสัญญานั้น เพราะรัฐบาลมีวัตถุประสงค์อยากให้ผู้รับทุนกลับมาทำงานรับใช้ประเทศมากกว่าไม่ได้อยากได้เงิน ซึ่งการที่ผู้รับทุนไปแล้วกลับมาทำงานใช้ช่วงเวลาน้อยๆ แล้วชดใช้เงินคืนตรงนี้ก็อาจทำให้เสียโอกาสพัฒนาประเทศ และยังเสียโอกาสกับคนที่เขาอาจจะตั้งใจที่จะไปเรียนและกลับมาทำงานด้วย ดังนั้นรัฐบาลอยากได้คนกลับมาเป็นกำลังพัฒนาประเทศไม่ได้มองเม็ดเงิน ดังนั้นต่อไปจึงอาจจะต้องดูคุณสมบัติของผู้รับทุนให้มากขึ้น รวมถึงดูวัตถุประสงค์และเงื่อนไขการให้ทุนในภาพรวมทั้งหมด เชื่อว่าคนที่หนีและไม่ยอมชำระเงินทุนคืนไม่ได้มีรายนี้แค่รายเดียว แต่ยังไม่รู้ว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดจะตั้งกรรมการสอบ ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) นั้น คงไม่สามารถตอบอะไรได้ แต่เชื่อว่าทาง มหาวิทยาลัยมหิดล(มม.) ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน ศธ.ได้กระจายอำนาจให้มหาวิทยาลัยไปหมดแล้ว เชื่อว่ามหาวิทยาลัยจะสามารถกำกับดูแลเรื่องต่างๆได้เป็นอย่างดี

 

หมอเผด็จรวบรวมหลักฐานส่งHarvardสอบ

ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ ทันตแพทย์คลินิกแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ผู้ค้ำประกัน ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ที่ไม่กลับมาทำงานชดใช้ทุนรัฐบาล กล่าวถึงความคืบหน้าหลังจากมีข่าวว่าOmbudsซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจสอบภายในของHarvard Medicine Schoolได้ส่งคณะกรรมการลงมาตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี ทพญ.ดลฤดี ที่ไม่ใช้ทุนคืนรัฐบาลไทยแล้วว่า ล่าสุดคนไทยในสหรัฐอเมริกาแจ้งว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมหลักฐาน และเอกสารต่างๆ ซึ่งมีกระบวนการที่ต้องใช้เวลา คาดว่าสัปดาห์หน้าน่าจะมีผลออกมา ทั้งนี้ คนไทยในสหรัฐอเมริกายังได้ส่งหน้าเว็บไซต์ของหน่วยงานOmbudsมาให้ด้วย เพื่อชวนให้คนไทยช่วยกันเข้าไปร้องเรียน หรือส่งข้อมูล ซึ่งจะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับกรณีที่เกิดขึ้น และไม่ต้องกลัวว่าจะมีผลกระทบอะไร เพราะถือเป็นข้อมูลลับจะไม่มีการเปิดเผยแต่อย่างใด โดยเวลานี้คนไทยในสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาร่วมแปลเอกสาร และอธิบายทำความเข้าใจในเรื่องนี้กับคณะกรรมการที่เข้ามาตรวจสอบบ้างแล้ว

“ไม่ว่าอย่างไร ผมยังคงเดินหน้าที่จะฟ้องร้อง ทพญ.ดลฤดี ต่อไป ซึ่งอยู่ระหว่างการติดต่อทนายความในสหรัฐอเมริกาตามที่มีคนไทยในสหรัฐอเมริกาแนะนำมา เพราะการจ้างทนายที่นี่ต้องเสียเงินสูงมาก จึงอยากได้ทนายที่ทำให้เสียเงินน้อยที่สุด หรือยินดีช่วยเหลือเรา จึงทำให้ต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง และแม้ที่ผ่านมาจะมีคนไทยในสหรัฐอเมริกาบริจาคเงินให้เพื่อดำเนินการฟ้องร้อง แต่พวกเราไม่อยากรบกวน จะพยายามทำอะไรที่เกิดการรบกวนน้อยที่สุด และคาดหวังไว้ว่าหากผมชนะคดีการฟ้องร้องในครั้งนี้ ผมจะขอรับเพียงแค่เงินต้นที่เสียไปเท่านั้น ส่วนค่าดอกเบี้ยและค่าปรับ ผมจะบริจาคให้องค์กรการกุศลในประเทศไทย”ทพ.เผด็จ กล่าว.

ทพ.เผด็จ  กล่าวอีกว่า  นอกจากนั้น ตอนนี้มีหลายคนแจ้งตนมาว่า นายประสิทธิ์ จำลองราษฎร์ และญาติพี่น้องของ ทพญ.ดลฤดี ได้รับความเดือนร้อนจากกรณีนี้ค่อนข้างมาก บางคนคิดว่านายประสิทธิ์คือพ่อของ ทพญ.ดลฤดี ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่พ่อ แต่เป็นอา และเท่าที่ได้ฟังจากผู้ค้ำประกันรายอื่นก็พบว่า นายประสิทธิ์เป็นคนดี และมีความเห็นใจพวกเรามาโดยตลอด และที่ผ่านมายังพยายามช่วยคุยกับพ่อของ ทพญ.ดลฤดี ให้ด้วย ดังนั้น อยากให้พ่อของ ทพญ.ดลฤดี เปิดเผยตัว และออกมาขอโทษ ไม่ใช่ปล่อยให้ญาติพี่น้องต้องมาโดนกระแสสังคมต่อว่าแทน ซึ่งโดยปกติตามขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ถ้าลูกไปทำความผิด หรือทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง พ่อแม่ต้องออกมารับผิดชอบ และขอโทษแทนลูกด้วย แต่พ่อลูกคู่นี้ไม่คิดแบบนี้ ยังคงนิ่งเฉยมาตลอด 10 ปี


‘น้ำมันรำข้าว’อเนกประสงค์’ทอด-ผัด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/221886

สุขภาพ,น้ำมัน,สาธารณสุข

การศึกษา-สาธารณสุข  :  5 ก.พ. 2559

‘น้ำมันรำข้าว’อเนกประสงค์’ทอด-ผัด’

เปิดผลวิเคราะห์น้ำมัน 16 ชนิด ใช้เหมาะกับวิธีปรุงลดสารก่อมะเร็ง ‘น้ำมันรำข้าว’ อเนกประสงค์ที่สุด ไม่ควรกิน ‘น้ำมันมะพร้าว’ เป็นอาหารเสริม

                     5 ก.พ. 59  ศ.ดร.วิสิฐ จะวะสิต อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในการแถลงข่าวเรื่อง “น้ำมันดี น้ำมันเลว มีจริงไหม” ว่า องค์การอนามัยโลกและองค์การเกษตรและอาหารแห่งสหประชาชาติ กำหนดแนวทางการบริโภคสำหรับประชาชนทั่วไปใน 1 วัน คือ ควรบริโภคไขมันทั้งหมด 15 – 30% ของพลังงานทั้งหมด ดังนั้น หาก 1 วันได้รับพลังงาน 1,800 – 2,000 กิโลแคลอรี ควรได้รับไขมันประมาณ 900 กิโลแคลอรี หรือ 65 กรัมต่อวัน
                     ศ.ดร.วิสิฐ กล่าวอีกว่า ไขมันทั้งหมดที่ร่างกายควรได้รับต่อวันแยกเป็น ไขมันอิ่มตัว ต่ำกว่า 10% ของพลังงานทั้งหมด หรือประเภทที่ใส่ตู้เย็นแล้วเป็นไข เช่น น้ำมันในโซนร้อน ซึ่งมีข้อไม่ดี คือ ทำให้ค่าแอลดีแอล หรือคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีเพิ่มขึ้น และเพิ่มคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น แต่ข้อดี คือ ไม่หืน เมื่อนำไปใช้ในการทอดจะเปลี่ยนสภาพน้อย มีความกรอบมาก ดังนั้น น้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวมากจึงเหมาะกับการทอด
                     ไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง หรือไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน มีข้อดี ทำให้แอลดีแอลลดลง แต่ข้อเสีย เกิดการหืนง่าย ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ หากทำมีอุณหภูมิสูง ทำให้เกิดควัน ไม่เหมาะกับการนำไปทอด เพราะจะเกิดอนุมูลอิสระ มีสารก่อมะเร็งและเซลล์เสื่อม โอเมก้า-6 หรือไขมันที่มีไขมันไม่อิ่มตัว 2 ตำแหน่ง ควรได้รับ 5 – 8% ของพลังงานทั้งหมด โอเมก้า-3 หรือที่มีไขมันไม่อิ่มตัว 3 ตำแหน่ง ควรได้รับ 1 – 2% ของพลังงานทั้งหมด และไขมันทรานส์ ควรได้รับต่ำกว่า 1% ของพลังงานทั้งหมด เป็นไขมันที่ได้รับยิ่งต่ำยิ่งดี เพราะทำให้แอลดีแอลเพิ่ม และเอชดีแอลที่เป็นคอเลสเตอรอลที่ดีลดลง จึงแย่กว่าไขมันอิ่มตัว
                     “น้ำมันที่ดีต้องมีส่วนประกอบของกรดไขมันอิ่มตัว 1 ส่วน ไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 1 ส่วน ไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 1 ส่วน ซึ่งจากข้อมูลพบว่า น้ำมันรำข้าวมีสัดส่วนที่ใกล้เคียง 1 ต่อ 1 ต่อ 1 มากที่สุด จึงมีความอเนกประสงค์ในการใช้ได้มากกว่าน้ำมันอื่น ส่วนน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมาก เหมาะกับการทอด ส่วนถ้ามีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมาก เหมาะกับการผัด การได้รับไขมันที่เหมาะสมต่อร่างกายไม่ควรน้อยหรือมากกว่าเกณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นไขมันที่มาจากพืชหรือสัตว์ และควรใช้ปรุงอาหารให้เหมาะกับคุณสมบัติของน้ำมันแต่ละชนิด”
                     ผศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า น้ำมันจากพืชและสัตว์จะมีกรดไขมันทั้ง 3 ชนิด คือ กรดไขมันอิ่มตัว กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน เพราะฉะนั้นการเลือกใช้น้ำมันให้เหมาะสมกับแต่ละประเภทจะเป็นการดีต่อสุขภาพ โดยหากน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมาก เหมาะกับการทอดกรอบ แต่หากมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมาก เหมาะกับการปรุงอาหารที่ไม่ต้องผ่านความร้อนมาก เช่น การผัด
                     ผศ.ดร.วันทนีย์ กล่าวด้วยว่า จากการวิเคราะห์สัดส่วนของกรดไขมันในน้ำมันชนิดต่างๆ 16 ชนิด ของสถาบันโภชนาการ พบว่า มีกรดไขมันอิ่มตัว กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน โดยประมาณ ดังนั้น
                     1. ดอกคำฝอย 10% , 12% , 78% 2. วอลนัท 12% , 18% , 70% 3. เมล็ดทานตะวัน 11% , 25% , 64% 4. ข้าวโพด 16% , 26% , 58% 5. ถั่วเหลือง 16% , 22% , 62% 6. เมล็ดฝ้าย 27% , 19% , 54% 7. รำข้าว 23% , 45% , 32% 8. งา 17% , 41% , 42% 9. ถั่วลิสง 20% , 51% , 29% 10. แคโนลา 8% , 64% , 28%
                     11. มะกอก 15% , 74% , 11% 12. ปาล์มโอเลอีน 48% , 40% , 12% 13. มะพร้าว 90% , 7% , 3% 14. น้ำมันหมู 44% , 46% , 10% 15. ไขมันไก่ 44% , 48% , 16% และ 16. ไขมันวัว 67% , 25% , 8%
                     โดยน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมาก เหมาะกับการทอด และน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมาก เหมาะกับการใช้ผัด
                     “แหล่งไขมันส่วนหนึ่งมาจากเนื้อสัตว์ต่างๆ นม เนย เพราะฉะนั้นการได้รับไขมันต่อวันไม่เกิน 65 กรัมของพลังงานทังหมด จะต้องคำนึงถึงการได้ไขมันจากเนื้อสัตว์ต่างๆ ใน 1 วัน จึงแบ่งเป็นไขมันจากเนื้อสัตว์ที่เป็นไขมันอิ่มตัวไปแล้ว 1 ส่วน ราว 6 – 9 ช้อนกินข้าว จึงมีการแนะนำให้ใช้น้ำมันจากพืชในการสร้างสมดุลได้อีก 5 – 7 ช้อนกินข้าว”
                     สำหรับน้ำมันมะพร้าวที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมากกว่ากรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งเหมาะกับการใช้ทอด แต่กลับพบมีการนำมารับประทานแบบเพียวเป็นอาหารเสริมนั้น ผศ.ดร.วันทนีย์ กล่าวว่า แม้น้ำมันมะพร้าวจะมีไขมันอิ่มตัวมาก แต่มีความแตกต่างจากน้ำมันอื่นตรงที่ส่วนประกอบของน้ำมันมะพร้าวประมาณครึ่งหนึ่งมีความยาวโมเลกุลปานกลาง เมื่อร่างกายได้รับจะย่อยง่ายและดูดซึมได้ง่าย ทำให้มีการสะสมในร่างกายน้อยกว่าน้ำมันอื่นที่มีกรดไขมันอิ่มตัวเช่นเดียวกัน แต่หากกินน้ำมันมะพร้าวร่วมกับน้ำมันอื่นจนได้รับต่อวันเกินเกณฑ์ก็ไม่ดีต่อสุขภาพ ควรใช้ในการประกอบอาหาร ไม่ควรกินเป็นอาหารเสริม