ทุนเรียนฟรี(ไม่หนีทุน)กับปิยณัฐ สร้อยคำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222165

ทุนเรียนฟรี

การศึกษา-สาธารณสุข  :  10 ก.พ. 2559

ทุนเรียนฟรี(ไม่หนีทุน)กับปิยณัฐ สร้อยคำ

ทุนเรียนฟรี(ไม่หนีทุน)กับปิยณัฐ สร้อยคำ

           “หนุ่ม” ปิยณัฐ สร้อยคำ” บัณฑิตภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตนักเรียนทุนให้เปล่าของรัฐบาลอินเดีย ปัจจุบัน เป็นนักศึกษาปริญญาเอก สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูวส์ โดยได้รับทุนรัฐบาลไทย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) มีเงื่อนไขจะต้องกลับไปใช้ทุนที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ปิยณัฐ เล่าย้อนครั้งที่ได้ทุนรัฐบาลอินเดีย หรือ ICCR ว่า ได้รับการสนับสนุนจาก ผศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ไปสอบชิงทุนรัฐบาลอินเดีย หรือ ICCR ไปเรียนต่อในระดับปริญญาโท ด้านรัฐศาสตร์และการต่างประเทศ ที่มหาวิทยาลัยออสมาเนีย เมืองไฮเดอราบาด ซึ่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งทุนนี้ให้ตั้งแต่ไปเรียนปริญญาตรี ถึงปริญญาเอก นักเรียนที่กำลังจะจบ ม.6 สมัครได้โดยไม่จำกัดสาขาวิชา (ยกเว้นแพทยศาสตร์)

ต่อกระแสข่าวที่นักเรียนทุนรัฐบาลหนีทุน “ปิยณัฐ” แนะนำว่าผู้รับทุนมีทางเลือกสมัครทุนให้เปล่า ทุนให้ฟรี ทุนที่ไม่มีข้อผูกมัด เช่น 1.ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น เรียกว่า ‘มงบุคะงะคุโชว’ หรือเรียกสั้นว่าทุนมง สำหรับคนที่ชอบแดนปลาดิบ ผู้คนมีระเบียบวินัย ให้ตั๋วเครื่องบิน ให้ค่าเล่าเรียน พร้อมเงินกว่าเดือนละ 50,000 บาทไม่ต้องใช้ทุนครับ ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับการศึกษาด้านญี่ปุ่นศึกษา สำหรับนักศึกษาวิชาชีพปวช./ปวส. ทุนนักศึกษาจากวิทยาลัยด้านเทคโนโลยี(รับเด็ก ม.6 ไปเรียนต่อ) ทุนอบรมวิชาชีพครู สนใจทุนการศึกษาอื่นๆ โดยตรงของมหาวิทยาลัย เข้าชมแฟนเพจ JPSS ซึ่งเป็นศูนย์รวมทุนและข่าวสารการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นได้ที่ https://www.facebook.com/JapanStudySupport

ทุนสหภาพยุโรป (Erasmus Mundus) อีราสมุส มุนดุส (http://eeas.europa.eu/…/more_in…/erasmus-mundus/index_th.htm) คือโครงการทุนการศึกษาของสหภาพยุโรป (อียู) สำหรับนักศึกษาและนักวิชาการจากประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกอียู รวมทั้งประเทศไทย เป็นทุนให้เปล่าครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตั้งแต่ค่าเดินทางไปจนถึงค่าที่พักและอาหาร ตลอดจนค่าเล่าเรียน และประกันต่างๆ นอกจากจะได้เรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกหลายแห่งแล้ว ยังเปิดโอกาสในการเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมอันหลากหลายของยุโรปอีกด้วย

ปัจจุบันมีหลักสูตรปริญญาโท 138 หลักสูตร และหลักสูตรปริญญาเอก 43 หลักสูตร ครอบคลุมสาขาวิชาต่างๆ มากมาย แต่ละหลักสูตรจัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มมหาวิทยาลัยจากประเทศในอียูตั้งแต่ 3 ประเทศขึ้นไป ผู้ที่ได้รับทุนจะได้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยในยุโรปอย่างน้อย 2 แห่งขึ้นไป และเมื่อจบการศึกษาแล้วจะได้รับปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งหรือปริญญาบัตรร่วม หลักสูตรปริญญาโทสูงสุดอยู่ที่ 24,000 ยูโรต่อปี ส่วนหลักสูตรปริญญาเอกอยู่ระหว่าง 60,000 ถึง 130,000 ยูโรต่อระยะเวลาหลักสูตรสามปี ดูข้อมูลที่ (http://eeas.europa.eu/…/more_in…/erasmus-mundus/index_th.htm) หรือเว็บไซต์นี้ http://www.thaieurope.net/education/

ทุนประเทศฝรั่งเศส (Franco-Thai) โครงการทุน Franco-Thai (http://www.thailande.campusfrance.org/th/node/292721) มอบให้ผู้ถือสัญชาติไทยที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี เพื่อไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาของประเทศฝรั่งเศส ในระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอก เลือกเรียนได้ทั้งหลักสูตรที่สอนเป็นภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสในทุกสาขาวิชา

มีทุนการศึกษาแบบเต็มจำนวน ผู้ได้รับทุนจะได้รับเงินรายเดือนในเวลาที่ศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ตั๋วเครื่องบินไปกลับ รวมถึงการคุ้มครองทางสังคมตลอดระยะเวลาที่ศึกษาในประเทศฝรั่งเศส และทุนการศึกษาแบบไม่เต็มจำนวน เป็นทุนบางส่วน ผู้ได้รับทุนจะได้รับการคุ้มครองทางสังคมตลอดระยะเวลาที่ศึกษาในประเทศฝรั่งเศส

สำหรับปริญญาโท จะได้รับทุนการศึกษาในช่วงระยะเวลา 10 เดือน (หรือชั้นปีที่ 2 ของระดับปริญญาโท) อย่างไรก็ตามบางกรณีที่ต้องเข้าเรียนตั้งแต่ระดับปริญญาโทปีที่ 1 อาจได้รับทุนเป็นเวลา 2 ปี ปริญญาเอก จะได้รับทุนสูงสุดเป็นเวลา 3 ปี อย่างไรก็ตาม ผู้รับทุนต้องทำรายงานความคืบหน้าของโครงการและวิทยานิพนธ์ เพื่อใช้ในการพิจารณาต่อทุน ดูรายละเอียดและยื่นสมัครทุนได้ทาง http://www.francothai-science.com/scholarships หรือสอบถามข้อสงสัยได้ที่หน่วยงาน CampusFrance Thailand หรืออีเมลทาง bangkok@campusfrance.org

ทุนไต้หวัน MOFA Scholarship  ผู้ที่ได้รับทุนจะต้องมาจากประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน ผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาหลักสูตรระดับปริญญาตรีและปริญญาโทต้องเข้าเรียนหลักสูตรภาษาจีนเบื้องต้น(Pre-degreeMandarin Language) Enrichment Program or LEP) เพื่อปรับพื้นฐานภาษาจีนในการใช้ชีวิตประจำวัน จำนวนของทุนการศึกษา: ตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดไป-กลับ 1 ใบ พร้อมทั้งค่าใช้จ่ายรายเดือน เดือนละ NTD 30,000 (หรือประมาณ USD930) ปิดรับสมัครทุนการศึกษาก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ของทุกปี ทุกปีทุนการศึกษาจะมีการเปลี่ยนแปลงสาขาที่รับสมัคร ดูข้อมูลที่ (http://www.tec.mju.ac.th/scholarship.html)

ทุนรัฐบาลออสเตรเลีย (Endeavor Scholarship and Fellowships) เป็นทุนให้เปล่าโดยรัฐบาลออสเตรเลียไปศึกษายังแดนจิงโจ้ โดยมีทั้งทุนโท เอก ทุนทำวิจัย ทุนอาชีวศึกษาและฝึกอบรมสำหรับพี่ๆ น้องๆ สายอาชีพ และยังมีทุนสำหรับการศึกษาดูงานสำหรับบุคลากรด้วย คาดว่าจะเปิดรับราวเดือนเมษายน สนใจดูได้ที่ https://internationaleducation.gov.au/…/…/Pages/default.aspx

วิธีค้นหาทุนง่ายๆ คือพิมพ์ Google พิมพ์คำว่าทุนการศึกษา ชื่อประเทศที่อยากไป ตามด้วยปีที่จะไป เช่น Scholarship Romania 2016 จากนั้นก็หารายละเอียดและสมัครไปตามนั้น และทุนมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งที่ต้องการคนไปร่วมทำวิจัย ได้เรียนฟรีแล้วยังได้เข้าไปทำงานในฐานะทีมวิจัยกับอาจารย์ที่มีชื่อเสียง นำไปสู่การเข้าสู่วงโคจรของการได้งานในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.scholarships.com/http://www.internationalscholarships.comhttps://www.unigo.com/scholarshipshttp://www.fastweb.com


ส่องคุณภาพ‘เด็กไทย’5ปีสอบตกวิชาสามัญรูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222156

9วิชาสามัญ,คุณภาพ,เด็ก,ไทย,สอบ,วิชา,สามัญ,รูด

การศึกษา-สาธารณสุข  :  10 ก.พ. 2559

ส่องคุณภาพ‘เด็กไทย’5ปีสอบตกวิชาสามัญรูด

ส่องคุณภาพ‘เด็กไทย’5ปีสอบตกวิชาสามัญรูด : กมลทิพย์ ใบเงินรายงาน

               เมื่อ “เอนทรานซ์” ระบบรับบุคคลเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย หรือ “ระบบแพ้คัดออก”  ได้ถึงกาลอวสาน หลังถูกใช้มานานร่วม 40 ปี ได้ส่งไม้ต่อให้ “แอดมิชชั่นส์” หรือ “การรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา” มาทำหน้าที่แทน แต่ระบบดังกล่าวล้มลุกคลุกคลานมาตลอด ทำให้นักการศึกษาผนึกกำลังพัฒนาระบบมาเป็นลำดับ เพื่อคัดคนเข้าเรียนได้ตรงตามความต้องการของมหาวิทยาลัยให้ได้มากที่สุด

เมื่อแรกนำระบบ “แอดมิชชั่นส์” มาใช้โดยพิจารณาจากผลสอบโอเน็ต คะแนนสอบแกต/แพต และคะแนนเฉลี่ย ม.ปลาย ทั้งนี้เดิมนักเรียนชั้น ม.6 ต้องสอบโอเน็ต 7 วิชา ต่อมาลดเหลือ 5 วิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และสังคมศึกษา

ขณะเดียวกันการรับนักศึกษาผ่านระบบโควตา หรือ ระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮ้าส์ นั้น เริ่มเมื่อการศึกษา 2555 เดิมนักเรียนที่กำลังเรียนชั้น ม.6 ต้องสอบ 7 วิชา หรือที่เรียกว่า “สอบวิชาสามัญ 7 วิชา” ได้แก่ ภาษาไทย อังกฤษ สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา

ดูเหมือนว่า การสอบวิชาสามัญ 7 วิชา ถูกโจมตีจากนักสังคมสงเคราะห์และนักวิชาการศึกษาว่า ระบบดังกล่าวเป็นการขยายช่องว่างระหว่างเด็กรวยกับเด็กจนให้กว้างมากยิ่งขึ้น เด็กที่มาจากครอบครัวที่ร่ำรวยมีฐานะดีเท่านั้นถึงมีโอกาสเดินสายวิ่งรอกสอบรับตรงในมหาวิทยาลัยต่างๆ

“มีเด็ก ม.6 เดินสายวิ่งรอกสอบตรงแต่ละมหาวิทยาลัย แต่ละมหาวิทยาลัย แต่ละคณะ แต่ละสาขาวิชา จากผลศึกษาพบว่า เด็กที่ครอบครัวมีฐานะดีจะสนับสนุนค่าเดินเดิน ค่าที่พัก ค่ากิน ให้แก่ลูกในการเดินทางไปสอบตรงแต่ละมหาวิทยาลัย เช่น เด็กอยู่ขอนแก่นบินมาสอบตรงจุฬาฯ เด็กอยู่ภูเก็ตบินขึ้นไปสอบตรงที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือเด็กจากกรุงเทพฯ บินไปสอบตรงที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เฉลี่ยแล้วพบว่าต้นทุนในการเดินสายสอบตรงอยู่ระหว่าง 50,000-200,000 บาท แต่เด็กที่ยากจนหมดสิทธิ์ในการเดินสายสอบรับตรง เพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยมากยิ่งขึ้น” ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุ

เพื่อลดการวิ่งรอกสอบจนเกิดปัญหาการ “กั๊กสิทธิ” และเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในที่สุดได้ปรับเปลี่ยนการสอบวิชาสามัญจาก 7 วิชา เป็นสอบวิชาสามัญ “9 วิชา” ขึ้นเป็นครั้งแรกในปีการศึกษา 2559

ผลสอบวิชาสามัญ นักเรียนชั้น ม.6 จะนำคะแนนไปยื่นสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย คณะ/สาขาวิชาต่างๆ เพื่อให้มหาวิทยาลัยนำคะแนนไปใช้ประกอบในการรับบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮ้าส์ ซึ่งระบบเคลียริ่งเฮ้าส์หมายถึง ระบบการสอบรับตรงกลางร่วมกันของมหาวิทยาลัย โดยใช้ข้อสอบของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.)

ทั้งนี้ เมื่อย้อนดูผลสอบวิชาสามัญ 5 ปี ไล่เรียงมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2555 พบว่า การสอบวิชาสามัญ 7 วิชา ถือว่าเป็นการสอบครั้งแรก และจากการดูผลสอบในภาพรวมวิชาที่นักเรียนทำคะแนนเฉลี่ยได้สูงสุดและเกินครึ่ง จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน คือ วิชาภาษาไทย 54.61 ส่วนวิชาที่นักเรียนทำคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด คือ คณิตศาสตร์ 19.92 แต่การสอบครั้งนี้มีนักเรียนที่ทำคะแนนได้เต็ม 100 ได้แก่ วิชาฟิสิกส์ 6 คน และคณิตศาสตร์ 1 คน

ส่วนช่วงคะแนนที่นักเรียนส่วนใหญ่ทำได้และคะแนนเฉลี่ยในแต่ละวิชาคิดจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ดังนี้ ภาษาไทย ผู้เข้าสอบ 126,528 คน ช่วงคะแนนที่ทำได้มากที่สุด 50.01-60.00 จำนวน 41,529 คน คะแนนเฉลี่ย 54.61 วิชาสังคมศึกษา เข้าสอบ 130,369 คน ช่วงคะแนน 20.01-30.00 จำนวน 48,700 คน คะแนนเฉลี่ย 32.97 วิชาภาษาอังกฤษ เข้าสอบ 126,769 คน ช่วงคะแนน 20.01-30.00 จำนวน 55,723 คน คะแนนเฉลี่ย 28.43 วิชาคณิตศาสตร์ เข้าสอบ 118,680 คน ช่วงคะแนน 10.01-20.00 จำนวน 56,804 คน คะแนนเฉลี่ย 19.92 วิชาฟิสิกส์ เข้าสอบ 82,172 คน ช่วงคะแนน 10.01-20.00 จำนวน 35,912 คน คะแนนเฉลี่ย 23.54 วิชาเคมี เข้าสอบ 79,875 คน ช่วงคะแนน 10.01-20.00 จำนวน 29,373 คน คะแนนเฉลี่ย 25.75 และวิชาชีววิทยา เข้าสอบ 79,276 คน ช่วงคะแนน 20.01-30.00 จำนวน 36,203 คน คะแนนเฉลี่ย 32.75

ปีการศึกษา 2556 ภาพรวมคะแนนสอบ 7 วิชาสามัญเฉลี่ยใกล้เคียงกับปี 2555 โดยวิชาที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ภาษาไทย เฉลี่ย 50.43 รองลงมาคือ ชีววิทยา เฉลี่ย 30.40 ภาษาอังกฤษ เฉลี่ย 30.01 ฟิสิกส์ เฉลี่ย 29.84 สังคมศึกษา เฉลี่ย 29.18 เคมี เฉลี่ย 25.38 และคณิตศาสตร์ ได้คะแนนเฉลี่ยต่ำสุด 20.95 ตามลำดับ สำหรับผู้เข้าสอบที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละวิชาพบว่า วิชาฟิสิกส์มีผู้สอบได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน จำนวน 1 คน คณิตศาสตร์ได้เต็ม 100 คะแนน 5 คน ภาษาอังกฤษคะแนนสูงสุด 92.5 คะแนน จำนวน 1 คน ภาษาไทย สูงสุด 92 คะแนน 3 คน เคมี สูงสุด 92 คะแนน 3 คน ชีววิทยา สูงสุด 92 คะแนน 1 คน และสังคมศึกษา สูงสุด 70 คะแนน 2 คน ทั้งนี้จากการเทียบเคียงกับผลคะแนนสอบเมื่อปีที่ผ่านมาพบว่า ค่าคะแนนเฉลี่ยมีความใกล้เคียงกัน สำหรับค่าความยากของข้อสอบในปีนี้ก็ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่จะมีวิชาสังคมศึกษาที่ข้อสอบยากขึ้น เพราะมีการคิดวิเคราะห์มากขึ้น

ปีการศึกษา 2557 พบว่า ช่วงคะแนนที่นักเรียนส่วนใหญ่ทำได้ และคะแนนเฉลี่ยในแต่ละวิชาคิดจากคะแนนเต็ม 100 มีดังนี้ ภาษาไทย เข้าสอบ 139,277 คน คะแนนเฉลี่ย 54.35 สังคมศึกษา เข้าสอบ 135,702 คน คะแนนเฉลี่ย 39.42 ภาษาอังกฤษ เข้าสอบ 140,355 คน คะแนนเฉลี่ย 31.05 คณิตศาสตร์ เข้าสอบ 130,725 คน คะแนนเฉลี่ย 25.39 ฟิสิกส์ เข้าสอบ 83,854 คน เฉลี่ย 28.29 เคมี คะแนนเฉลี่ย 27.66 เข้าสอบ 85,085 คน และชีววิทยา เข้าสอบ 84,611 คน คะแนนเฉลี่ย 28.56 แต่ผลการทดสอบครั้งนี้วิชาที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด และเกินครึ่งจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน มีเพียงวิชาเดียวคือ ภาษาไทย 54.35 ส่วนวิชาที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุดคือ คณิตศาสตร์ 25.39 ซึ่งการสอบครั้งนี้มีนักเรียนทำคะแนนได้เต็ม 100 คะแนน ในวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมี และมีนักเรียนทำคะแนนได้ 0 คะแนน ในวิชาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และฟิสิกส์

ไม่เพียงเท่านั้น การสอบวิชาสามัญ 7 วิชา ประจำปีการศึกษา 2557 กลายเป็นเรื่อง “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” เมื่อนักเรียนได้นำข้อสอบมาโพสต์ตามเว็บไซต์ต่างๆ โดยระบุว่าข้อสอบบางข้อไม่มีคำตอบ หรือมีคำตอบหลายข้อ บางข้อโจทย์กำกวม ทำให้นักเรียนเกิดความสับสน

เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าง “รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์“ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ออกมาตอบโต้ทันที

“ผมยืนยันว่า ข้อสอบของ สทศ.ไม่ผิดพลาดแน่นอน เนื่องจากเป็นข้อสอบที่ออกโดยผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ รวมถึงมีระบบการตรวจข้อสอบทั้งก่อนและหลังสอบที่เป็นไปตามมาตรฐาน”

ดังนั้นการสอบ 7 วิชาสามัญ ในปีการศึกษา 2558 ยังดำเนินการต่อไปและพบว่า วิชาภาษาไทย มีผู้เข้าสอบ 149,384 คน คะแนนเต็ม 100 เฉลี่ย 58.66 สูงสุด 98.00 ต่ำสุด 8, วิชาสังคมศึกษา ผู้เข้าสอบ 147,879 คน คะแนนเต็ม 100 เฉลี่ย 35.99 สูงสุด 78.00 ต่ำสุด 6, ภาษาอังกฤษ ผู้เข้าสอบ 150,210 คน คะแนนเต็ม 100 เฉลี่ย 29.33 สูงสุด 95 ต่ำสุด 0, วิชาคณิตศาสตร์ ผู้เข้าสอบ 136,033 คน คะแนนเต็ม 100 เฉลี่ย 20.35 สูงสุด 100 ต่ำสุด 0, วิชาเคมี ผู้เข้าสอบ 87,184 คน คะแนนเต็ม 100 เฉลี่ย 31.16 สูงสุด 100 ต่ำสุด 4, วิชาชีววิทยา ผู้เข้าสอบ 93,203 คน คะแนนเต็ม 100 เฉลี่ย 29.05 สูงสูด 88 ต่ำสุด 0

ล่าสุดปีการศึกษา 2559 ผลสอบ 9 วิชาสามัญ พบว่าช่วงคะแนนที่นักเรียนส่วนใหญ่ทำได้ และคะแนนเฉลี่ยในแต่ละวิชาคิดจากคะแนนเต็ม 100 มีดังนี้ ภาษาไทย เข้าสอบ 179,968 คน คะแนนเฉลี่ย 56.65 คะแนนสูงสุด 100.00 ต่ำสุด 6.00 สังคมศึกษา 176,170 คน คะแนนเฉลี่ย 34.96 คะแนนสูงสุด 86.00 ต่ำสุด 2.00 ภาษาอังกฤษ เข้าสอบ 182,588 คน คะแนนเฉลี่ย 30.97 คะแนนสูงสุด 97.50 ต่ำสุด 1.25 คณิตศาสตร์1 เข้าสอบ 136,886 คน คะแนนเฉลี่ย 28.70 คะแนนสูงสุด 100.00 ต่ำสุด 4.00 ฟิสิกส์ เข้าสอบ 104,922 คน คะแนนเฉลี่ย 22.90 คะแนนสูงสุด 100.00 ต่ำสุด 0.00 เคมี เข้าสอบ 100,840 คน คะแนนเฉลี่ย 24.52 คะแนนสูงสุด 98.00 ต่ำสุด 0.00 ชีววิทยา เข้าสอบ 108,138 คน คะแนนเฉลี่ย 27.32 คะแนนสูงสุด 92.50 ต่ำสุด 2.50 คณิตศาสตร์2 เข้าสอบ 29,596 คน คะแนนเฉลี่ย 20.88 คะแนนสูงสุด 98.00 ต่ำสุด 0.00 และวิทยาศาสตร์ทั่วไป เข้าสอบ 37,528 คน คะแนนเฉลี่ย 26.43 คะแนนสูงสุด 74.00 ต่ำสุด 4.00

ภาพรวมผลสอบวิชาสามัญของเด็กไทยในรอบ 5 ปี จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน มีเพียง “ภาษาไทย” วิชาเดียวที่ค่าเฉลี่ยผลสอบเกินครึ่ง หรือ “สอบผ่าน” ส่วนวิชาที่เหลือพบว่าค่าเฉลี่ยไม่ผ่านมาตรฐาน หรือ “สอบตก” เฉพาะวิชาภาษาอังกฤษพบว่า คะแนนเฉลี่ยในรอบ 5 ปีไม่เคยถึง 50 คะแนน ดังนี้ ปี 2555 ค่าเฉลี่ย 28.43 คะแนน ปี 2556 ค่าเฉลี่ย 30.01 คะแนน ปี 2557 ค่าเฉลี่ย 31.05 คะแนน ปี 2558 ค่าเฉลี่ย 29.33 คะแนน และปี 2559 ค่าเฉลี่ย 30.97

ว่ากันว่า การรับนักศึกษาเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ผ่านระบบแอดมิชชั่นส์ ผ่านระบบโควตา หรือระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮ้าส์ และผ่านระบบรับตรงที่แต่ละมหาวิทยาลัยเปิดรับ 2-3 รอบนั้น กำลังจะถูกยกเครื่องอีกครั้งหลังพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับเรื่องร้องเรียนถึงการ “กั๊กสิทธิ” ยังไม่หมดไปจากระบบดังกล่าว ทำให้เด็กที่พ่อแม่มีฐานะยังเป็นกลุ่มที่มีโอกาสมากกว่าเด็กจนที่มาจากครอบครัวยากจน

ดูเหมือนว่า ภารกิจ “ยกเครื่อง” ระบบคัดคนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยกำลังกลายเป็นเผือกร้อนๆ ที่ “สสค.” หรือ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ยุค “นพ.สุภกร บัวสาย” นั่งหัวโต๊ะเป็น “ผู้จัดการ” นะขอบอก!

 


‘มศว’รับจัดงาน’สด๊อกก๊อกธม:สัมพันธ์บูชามาฆปูรมี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222138

มาฆบูชา,มศว,งาน,สัมพันธ์,บูชา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 ก.พ. 2559

‘มศว’รับจัดงาน’สด๊อกก๊อกธม:สัมพันธ์บูชามาฆปูรมี’

ศิลปกรรมมศว ได้รับความไว้วางใจจัดแสง สี เสียง เสียง สด๊อกก๊อกธม : สัมพันธ์ ศรัทธา บูชามาฆปูรมี” สระแก้ว ปีที่ 2 กรมศิลปากรชื่นชมให้เกียรติพื้นที่

                9ก.พ.2559 ผศ.ดร.ระวิวรรณ วรรณวิไชย คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า ศิลปกรรม มศว ได้รับความไว้วางใจจัดแสง สี เสียง เสียง สด๊อกก๊อกธม : สัมพันธ์ ศรัทธา บูชามาฆปูรมี” สระแก้ว ปีที่ 2  ทั้งนี้เริ่มจากงานบริการวิชาการ ทางคณะศิลปกรรมศาสตร์ มศว ได้เข้าไปช่วยงานทางด้านทุนวัฒนธรรมของจังหวัดสระแก้ว ที่มีอยู่แล้วให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น และเรามองเห็นว่าสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ซึ่งนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะชาวไทยหรือชาวต่างประเทศจะรู้จักมากขึ้นกว่าเดิม พร้อมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดสระแก้วให้มากขึ้น โดยการแสดงแสง สีเสียงในครั้งนี้ จะจัดแสดงที่ปราสาทที่มีความเก่าแก่และมีความเป็นมา มีชื่อว่า

“สด๊อกก๊อกธม” เพื่อสื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ความศรัทธา โดยเชื่อมร้อยกับวันสำคัญทางพุทธศาสนานั่นคือ  ค่ำคืน มาฆบูชา โดยใช้ชื่องานว่า “แสง สี เสียง สด๊อกก๊อกธม :สัมพันธ์ ศรัทธา บูชามาฆปูรมี” เพื่อคลี่คลายให้เห็นว่าทำไมความคิด ความเชื่อ ของผู้คนในแถบจังหวัดสระแก้วและชายแดนไทย-กัมพูชาที่เป็นเพื่อนบ้านของไทยถึงมีความเชื่อ ความศรัทธาทางพุทธศาสนาในลักษณะที่ให้ความสำคัญกับการบูชาและเคารพปราสาท โดยในค่ำคืนมาฆบูชา ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 ชาวบ้านถึงได้ไปเวียนเทียนที่ปราสาทสด๊อก๊อกธม การแสดงแสง สี เสียง ของค่ำคืนนั้นจึงจัดให้มีขึ้นในวันมาฆบูชา ณ ปราสาทสต๊อก๊อกธม อ.โคกสูง จ.สระแก้ว จะบอกเล่าเรื่องราวให้ผู้ที่เข้าชมงานได้รับรู้และรับทราบที่มาที่ไปของความเชื่อ ความศรัทธาตรงนี้ โดยเริ่มการแสดงในเวลา 17.00 น. เป็นการแสดงโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม

“มศว จัดการแสดงแสงสีเสียง สด๊อก๊อกธมมาเป็นปีที่ 2 แล้ว พบว่า ชาวบ้านในเขตชายแดนของไทยและกัมพูชาอยู่กันด้วยความรักความสามัคคี แม้จะมีชนชาติหลากหลายชาติพันธุ์ หากแต่ความแตกต่างและหลากหลายทางวัฒนธรรมนี้ก็ยังทำให้ชาวบ้านทั้งไทยและกัมพูชาอยู่กันได้ด้วยความเชื่อ ความศรัทธาในพลังความดีงาม เกิดสันติสุขขึ้นในพื้นที่ชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาในเขตจังหวัดสระแก้ว  เราหวังว่าต่อแต่นี้ไปหากการแสดงแสง สี  เสียงของจังหวัดถูกนำเสนอผ่านสื่อและช่องทางที่หลากหลาย การแสดงแสง สี เสียง ที่ดำเนินการขึ้นเป็นปีที่ 2 และปี ต่อๆ ไปจะเป็นประเพณีของทางจังหวัด เพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดสระแก้วเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลมาฆบูชา ที่มีการเวียนเทียนรอบปราสาท นักท่องเที่ยวสามารถเลือกมาท่องเที่ยวและเลือกมาเวียนเทียนร่วมกับชาวบ้านและชมการแสดงแสง สี เสียง ได้อีกด้วย เราหวังว่าความช่วยเหลือที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มศว เข้ามาบริการวิชาการให้ทางชุมชนและจังหวัด จะทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจกันของคนในจังหวัด และเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนขึ้น โดยไม่ทำให้พื้นที่หรือชุมชนสูญเสียเอกลักษณ์ของตัวเองไป”

ผศ.ดร.ระวิวรรณ กล่าวอีกว่า งานบริการวิชาการแก่ชุมชนที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มศว ได้ดำเนินการผ่านไป 1 ปี ส่งผลให้เกิดความไว้วางใจและความเชื่อถึงที่จังหวัดมอบให้มศว จนตอนนี้เกิดโครงการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องขึ้น โดยทางจังหวัดสระแก้ว การท่องเที่ยว สภาวัฒนธรรมจังหวัด กรมศิลปากร มีความเห็นร่วมกันว่า มศว จัดงานแสง สี เสียง ให้ทางจัดหวัดเน้นความรู้ ความคิดมุมมองทางศิลปวัฒนธรรม โบราณคดี ความคิดความเชื่อ ความศรัทธา และการแสดงแสง สี เสียง ที่มศวเป็นแม่งานนั้น เป็นการแสดงที่ไม่ทำลายองค์ปราสาท ไม่เน้นการจุดพลุ ดอกไม้ไฟ ไม่เน้นเสียงอึกทึก เป็นการแสดงที่ทำให้เห็นกระบวนการอนุรักษ์โดยผ่านความรู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางกรมศิลปากรชื่นชมคณะทำงานแสง สี เสียง ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ มศว มา และอยากเห็นพื้นที่จังหวัดอื่นๆ จัดแสดง แสง สี เสียงบริเวณพื้นที่องค์ปราสาท โดยเน้นแนวทางการอนุรักษ์เหมือนอย่างที่ มศว จัดแสง สี เสียง ที่ สด๊อกก็อกธม จ.สระแก้ว


อดีตนร.ทุนกพ.แนะปรับระบบค้ำประกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222133

หมอฟันหนีหนี้,นร.,ทุน,กพ.,แนะ,ระบบ,ค้ำประกัน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 ก.พ. 2559

อดีตนร.ทุนกพ.แนะปรับระบบค้ำประกัน

“ดร.นเรศ” อดีตนร.ทุน กพ.แนะปรับระบบค้ำประกัน ไม่กระทบผู้บริสุทธิ์ แต่ให้เป็นหน้าที่ของนักเรียนที่ต้องชดใช้เอง ทันตแพทยสภาถกฟัน 11 ก.พ.

             9ก.พ.2559 จากกรณีปัญหานักเรียนทุนรัฐบาลหนีทุน จนต้นสังกัดต้องไปไล่เบี้ยกับผู้ค้ำประกัน เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางสังคมโลกออนไลน์และความสนใจของสื่อมวลชนตลอดจนประชาชนทั่วไป

ดร.นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อดีตนักเรียนทุนกพ.กล่าวว่า ปัญหาการหนีทุนของนักเรียนทุนรัฐบาลนั้นยังมีอีกหลายกรณี ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานานเพียงแต่อาจเพิ่งถูกเปิดจากกรณีมีการฟ้องร้องเนื่องจากคดีใกล้หมดอายุความ และมีการไล่เบี้ยจากผู้ค้ำประกัน ซึ่งแม้ทางต้นสังกัดจะไม่ต้องการให้เกิดการฟ้องร้องหรือไล่เบี้ย แต่โดยกระบวนการทางกฎหมายเงินหลวงต้องมีผู้รับผิดชอบตามเงื่อนไขที่กำหนดในครั้งแรก ซึ่งทุกฝ่ายเองก็ทราบดี และไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดปัญหาในภายหลัง

“ผมได้คุยกับเพื่อน ๆ ที่เรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) หลายคนเห็นตรงกันว่า ควรปรับระบบการค้ำประกัน เนื่องจากโดยปกติแล้วคนค้ำประกันจะเป็นพ่อแม่แต่หากไม่มีหลักทรัพย์ ก็ให้อาจจะให้ญาติหรือคนรู้จักเป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งทุกคนก็หวังดีเพราะเด็กเองก็ตั้งใจไปเรียน แต่เมื่อเกิดปัญหานักเรียนหนีทุนไม่กลับมาใช้ทุนในประเทศ จึงเกิดการฟ้องร้องเป็นประเด็นกันขึ้นมา ผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายรายที่จะเกิดปัญหาในลักษณะเดียวกัน ดังนั้น รัฐบาลต้องกล้ายกเลิกระบบที่ให้ผู้อื่นมารับผิดชอบโดยไม่มีความผิด แต่ให้นักเรียนทุนรับผิดชอบชดใช้ทุนเองและฟ้องร้องกันได้โดยตรงอย่าให้หนีไปได้อย่างลอยนวล โดยอาจจะต้องต่อรองกับประเทศหรือสถาบันการศึกษาที่ผู้รับทุนไปเรียนให้ร่วมผูกมัดผู้รับทุน หรือเปลี่ยนมาใช้ระบบหักใช้ทุนจากเงินเดือนหรือรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ว่าจะไปทำงานอยู่ในภาครัฐหรือเอกชน” ดร.นเรศ กล่าว

สำหรับ ดร.นเรศ ดำรงชัย รับทุน กพ.ไปศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นในระดับมัธยมจนจบปริญญาเอก โดยมีความตั้งใจจะศึกษาต่อทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เนื่องจากเป็นเทรนด์ใหม่ของโลกโดยถือต้นแบบจากกระแสบูมสตาร์ทอัพของบริษัท จีเนเทค ที่ให้ทุนนักวิจัยและมีผลผลิตออกมาจริงราวปี 1980 กว่า ๆ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 6 ของประเทศไทยที่ได้ระบุไว้กว้าง ๆ เรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพที่สามารถตอบได้ทุกโจทย์ตั้งแต่เกษตร พลังงาน สาธารณสุข ไบโอเทค ฯลฯ จึงตัดสินใจเลือกเรียนที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว สาขา ไบโอเอนจิเนียริ่ง ซึ่งเปิดเป็นรุ่นแรก จนจบปริญญาเอก และกลับมาทำงานใช้ทุนที่ประเทศไทยในหน้าที่นักวิจัยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) โดยทำวิจัยเกี่ยวกับการสร้างผิวหนังเพื่อปลูกถ่ายให้กับคนถูกไฟไหม้น้ำร้อนลวก โดยร่วมมือกับโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลนพรัตน์ และโรงพยาบาลศูนย์ยะลา ต่อมาได้เป็นนักวิจัยเชิงนโยบายและเป็นผู้อำนวยการศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค ก่อนจะมาเป็นผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นสายงานที่เจ้าตัวได้มองโอกาสการเติบโตล่วงหน้าถึง 30 ปี
ทันตแพทยสภาถกฟันทพญ.หนีทุน11ก.พ

ทพ.ธรณินทร์ จรัสจรุงเกียรติ นายกทันตแพทยสภา กล่าวถึงกรณีทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์อดีตอาจารย์คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หนีการใช้ทุน จนผู้ค้ำประกันต้องชดใช้เงินแทน ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการสร้างความเสียหายแก่วิชาชีพทันตแพทย์ กรณีที่เกิดขึ้นอาจต้องมีการพิจารณาด้วยว่าจะส่อไปในทางฉ้อโกงด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในการจะดำเนินการตรวจสอบ เบื้องต้นต้องมีผู้กล่าวโทษก่อน แต่ขณะนี้ผู้เสียหายเองยังไม่มีการกล่าวโทษ ดังนั้น แนวทางที่จะดำเนินการต่อไปคือการให้กรรมการของทันตแพทยสภา ซึ่งอาจจะเป็นเลขาธิการทันตแพทยสภา หรือรองเลขาธิการทันตแพทยสภาดำเนินการกล่าวโทษ หลังจากนั้นจึงจะส่งเรื่องให้กับคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ ดำเนินการตรวจสอบต่อไป

“ในการกล่าวโทษจะใช้หลักฐานข้อมูลจากทางสื่อต่างๆ รวมถึงการรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม ร่วมกับการเชิญผู้เสียหายที่เป็นคนค้ำประกันทั้ง 4 คน มาให้ปากคำและให้ข้อมูลเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังต้องมีการเรียกบิดาและญาติของทพญ.ดลฤดีมาร่วมในการให้ปากคำด้วย โดยในการพิจารณาโทษกรรมการทันตแพทยสภาจะมีการหารือในวันที่ 11 ก.พ. 2559 ซึ่งในการพิจารณาโทษจะแบ่งเป็น 4 ขั้นโทษ ได้แก่ 1.การว่ากล่าวตักเตือน 2.ภาคทัณฑ์ 3.พักใบอนุญาต และ4.เพิกถอนใบอนุญาต โดยผู้ที่จะตัดสินโทษคือกรรมการทันตแพทยสภา แต่เรื่องนี้ก็ต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลพอสมควร”ทพ.ธรณินทร์กล่าว

 

มธ.ยอมรับมีหมอฟันเมินชดใช้ทุนจริง

ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) น.ส.อาภรณ์ แก่นวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) กล่าวถึงกรณี ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล(มม.) ไม่กลับมาทำงานชดใช้ทุนรัฐบาลว่า ขณะนี้ สกอ. ได้ดำเนินการฟ้องล้มละลายไปแล้ว และคงเป็นแนวทางสุดท้ายที่จะสามารถดำเนินการเอาผิดกับ ทพญ.ดลฤดีได้ ซึ่งคงต้องว่ากันไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนที่ทางมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา จะดำเนินการตรวจสอบเอาผิด ทพญ.ดลฤดีนั้น คงเป็นเรื่องภายในของมหาวิทยาลัย และถ้าทางมหาวิทยาลัยต้องการข้อมูลหรือเอกสาร ทาง สกอ. ก็พร้อมให้ความร่วมมือ แต่ทั้งนี้ ในส่วนของเอกสารก็ต้องดูว่าต้องการส่วนใดบ้าง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ สกอ.ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ และจะพยายามฟ้องร้องให้ถึงที่สุด

ด้าน ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงกรณีที่เพจ CSI LA ได้โพสต์ข้อความระบุว่า หมอฟันหนีทุนไม่ใช่มีแค่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล(มม.) เท่านั้น แต่มีที่คณะทันตแพทยศาสตร์ มธ. ด้วยว่า ตนได้มอบให้ฝ่ายนิติกร มธ. ตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลเรื่องดังกล่าวแล้ว เบื้องต้นทราบว่าเป็นอาจารย์คณะทันตแพทยศาสตร์ที่ได้รับทุนไปเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่ปี2546 แต่ไม่กลับมาใช้ทุน โดยเวลานี้ทางฝ่ายกฎหมายอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล รวมถึงมอบให้กองคลัง มธ. คำนวณค่าเสียหายที่เกิดขึ้นอยู่ ซึ่งน่าจะประมาณ 15 ล้านบาท ทั้งนี้ทาง มธ.ได้ลงโทษทางวินัยด้วยการไล่ออกอาจารย์คนดังกล่าวแล้ว เนื่องจากขาดราชการเกิน 15วัน และเท่าที่ทราบขณะนี้อาจารย์คนดังกล่าวได้ติดต่อกลับมาเพื่อจะขอชดใช้เงิน โดยการขอผ่อนชำระ

โดยแต่ละปี มธ.จะส่งอาจารย์ไปเรียนต่อต่างประเทศประมาณปีละ 100 คน ใช้เงินกว่าร้อยล้านบาทต่อปี และยอมรับว่าที่ มธ. ไม่ได้มีกรณีของคณะทันตแพทยศาสตร์เพียงกรณีเดียว ยังมีของคณะอื่นๆ ด้วย แต่มีจำนวนไม่มาก ซึ่งเท่าที่จำได้เมื่อ 30 ปีที่แล้วก็มีกรณีของอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ ที่ไม่ใช้ทุน ซึ่งเป็นเรื่องที่โด่งดังในช่วงเวลานั้นมาก

ทั้งนี้ทุกรายที่ไม่กลับมาใช้ทุนนั้น ทางฝ่ายนิติกรได้ดำเนินการทางกฎหมายทุกกรณีแล้ว และเมื่อคนที่ได้รับทุนไม่ยอมกลับมาใช้ทุน ระบบกฎหมายก็ระบุให้ฟ้องคนค้ำประกันได้ ซึ่งความจริงแล้วไม่มีใครอยากฟ้องผู้ค้ำประกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ค้ำประกันที่เป็นอาจารย์ของเราเอง ก็ยิ่งไม่อยากฟ้อง จึงต้องมีการเจรจาต่อรองกันเรื่องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

อธิการบดี มธ.กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้กฎหมายไทยไม่สามารถตามไปเอาผิดกับคนที่อยู่ในต่างประเทศได้ ซึ่งการที่มหาวิทยาลัยไปฟ้องคดีในต่างประเทศ ต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก แถมไม่รู้ว่าจะชนะคดีความหรือไม่ ทำให้มหาวิทยาลัยอาจจะเกิดความลังเลว่าการฟ้องคดีในต่างประเทศจะคุ้มค่าหรือไม่ เช่น เป็นหนี้ 10 ล้าน แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการฟ้องร้อง 7-8 ล้านบาท เป็นต้น สำหรับสัญญาการรับทุนในปัจจุบันมีความยุติธรรม และเหมาะสมแล้ว เพราะตั้งแต่กรณีของ ทพญ.ดลฤดี ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงสัญญา จากเดิมที่ต้องใช้ทุน 3เท่า ก็เหลือ 2 เท่า อีกทั้งยังเปิดให้พ่อแม่หรือญาติพี่น้องสามารถค้ำประกันได้ด้วย จากเดิมซึ่งไม่สามารถทำได้

ทั้งนี้ การที่ยังต้องให้ใช้ทุน 2 เท่านั้น เพราะต้องการให้ผู้ได้รับทุนกลับมาทำประโยชน์ให้แก่ราชการ หากกำหนดเพียงแค่ 1 เท่า ผู้รับทุนก็จะหาเงินมาคืนแล้วก็หนีไปเลย ซึ่งทุกมหาวิทยาลัยเมื่อส่งอาจารย์ไปเรียนต่อแล้ว ก็อยากได้ตัวอาจารย์กลับมาทำงานให้ ไม่มีใครอยากจะได้เป็นตัวเงินคืนแทน ส่วนกรณีของ ทพญ.ดลฤดีเป็นสัญญาการใช้ทุน 3 เท่า ซึ่งหากคิดว่าไม่เป็นธรรม ก็ไม่ควรจะหนีทุน และปล่อยให้ผู้ค้ำประกันใช้แทน

 


14องค์กรรัฐ-เอกชนเร่งส่งเสริมป้องกันสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222134

สุขภาพ,องค์กร,รัฐ,เอกชน,เร่ง,ส่งเสริม,ป้องกัน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 ก.พ. 2559

14องค์กรรัฐ-เอกชนเร่งส่งเสริมป้องกันสุขภาพ

14องค์กรรัฐ-เอกชนเร่งคุ้มครองส่งเสริม ป้องกันสุขภาพ “แรงงานนอกระบบ” 22 ล้านคนทั่วประเทศ เดินหน้ายุทธศาสตร์จัดการแรงงานฯ สสส.หนุนการทำงานอาชีวอนามัยระดับท้องถิ่น

            9ก.พ.2559 ที่โรงแรมปริ้น พาเลส มหานคร กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และตัวแทนองค์กรเครือข่ายรวม 14 องค์กร ร่วมพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือเพื่อการส่งเสริมป้องกันโรคจาการประกอบอาชีพสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบ โดยนายแพทย์อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค ประธานในพิธี กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขพร้อมร่วมประสานการทำงานเพื่อการส่งเสริม ป้องกันโรคจากการประกอบอาชีพของแรงงานนอกระบบร่วมกับทั้ง 14 องค์กรที่ร่วมลงนามในข้อตกลงนี้ ซึ่งยึดตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแรงงานนอกระบบ พ.ศ.2555-2559

โดยจะสนับสนุน ผลักดัน ขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ใน 4 ประเด็นคือ 1. กำหนดให้มีการส่งเสริมป้องกันโรคจากการประกอบอาชีพ ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข และบูรณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดเป็นรูปธรรม 2. ขยายสิทธิประโยชน์ด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคจากการประกอบอาชีพและสนับสนุนสิทธิประโยชน์การบริการสาธารณสุขตามระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 3. พัฒนาหน่วยบริการสาธารณสุขทุกระดับอาทิ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงพยาบาลชุมชน ให้สามารถจัดบริการอาชีวอนามัยได้ และ 4.พัฒนาบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุขให้สามารถจัดบริการ รวมถึงการสร้างอาสาสมัครสาธารณสุขด้านชีวะอนามัยโดยเฉพาะ และหวังให้การลงนามครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการประสานการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นต่อไป

ด้านดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า แรงงานนอกระบบของไทยมีจำนวนกว่า 22.1 ล้านคนทั่วประเทศไทย ซึ่งปัญหาของกลุ่มเฉพาะที่มีความซับซ้อนและหลากหลายทั้งบทบาท สถานภาพ การกระจายตัว จึงยากต่อการรวมตัวและไม่มีกลไกการประสานงานที่ชัดเจน สสส.ภายใต้แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน ได้ร่วมสนับสนุนและพัฒนา “ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบ” จากกลุ่มเครือข่ายอาชีพ19 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มกลไกหนึ่งให้แรงงานนอกระบบมีได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน อาทิ ประเด็นปัญหาสถานการณ์ ข้อมูลสิทธิประโยชน์ บริการสุขภาพและการพัฒนาคุณภาพชีวิต ถือเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างการทำงานที่ช่วยแสดงบทบาทในสังคมให้ชัดเจนขึ้น และศูนย์ฯนี้ได้รับการยอมรับให้เป็นกลไกหนึ่งภายใต้โครงสร้างการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การบริการจัดการฯนี้อีกด้วย


จี้ข้าราชการ6หมื่นรายเร่งคืนหนี้’กยศ.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222123

กยศ.,จี้,ข้าราชการ,หมื่น,ราย,เร่ง,คืน,หนี้

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 ก.พ. 2559

จี้ข้าราชการ6หมื่นรายเร่งคืนหนี้’กยศ.’

ประธาน”กยศ.” จี้ทุกส่วนราชการเร่งสำรวจบุคลากรในสังกัดค้างหนี้เงินกู้กยศ.แจ้งชำระหนี้ภายใน 15 ก.พ.นี้ 2 ล้านราย เป็นข้าราชการ 6 หมื่นราย

           9ก.พ.2559 นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกยศ. เปิดเผยว่า ตนได้ส่งหนังสือไปยังทุกส่วนราชการ ซึ่งรวมถึง รัฐวิสาหกิจทุกแห่งเพื่อขอความร่วมมือในการตรวจสอบรายชื่อว่า มีข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจภายใต้สังกัดของตนเองเป็นบุคคลที่ค้างชำระหนี้เงินกู้แก่กยศ.หรือไม่ หากพบว่า มี ขอให้แจ้งบุคคลนั้นๆ เพื่อเข้ามาทำข้อตกลงในการชำระหนี้ โดยขอให้แจ้งความจำนงภายในวันที่ 15 ก.พ.นี้ จากนั้น จะมีการลงนามทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันไม่เกินปลายเดือนมี.ค.นี้ โดยกยศ.จะให้เวลาในการเริ่มชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.นี้เป็นต้นไป

ทั้งนี้ จากข้อมูลค้างชำระหนี้เงินกู้กยศ.จะพบว่า มีผู้ค้างชำระหนี้กยศ.จำนวนประมาณ 2 ล้านราย จากผู้กู้ทั้งหมด 4.5ล้านราย ในจำนวนผู้ค้างชำระนี้ เป็นผู้ค้างชำระที่เป็นข้าราชการทั้งหมด 6 หมื่นราย ในจำนวนนี้ประมาณ 1 พันราย เป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงการคลัง และ ในจำนวนข้าราชการสังกัดกระทรวงการคลังที่ค้างชำระหนี้ เป็นข้าราชการสังกัดกรมสรรพากรประมาณ 700 ราย

“ในฐานะที่ผมเป็นปลัดกระทรวงการคลังและเป็นประธานกยศ.ผมตั้งเป้าจะให้ข้าราชการในสังกัดที่ค้างหนี้กยศ.จำนวน 1 พันรายจะต้องไม่เป็นผู้ค้างหนี้ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในแง่การดำเนินงานติดตามหนี้เงินกู้นั้น เราก็ได้ทำปูพรมไปทุกส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ และขอความร่วมมือไปยังภาคเอกชนแห่งต่างๆด้วย”

เขากล่าวด้วยว่า ขณะนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาออกกฎหมายกองทุนเพื่อการศึกษา มีสาระสำคัญที่เกี่ยวกับการชำระหนี้ของผู้กู้ยืมหนี้กยศ. โดยกำหนดให้นายจ้างหักเงินเดือนลูกจ้างที่ค้างชำระหนี้เงินกู้กยศ.เพื่อนำส่งให้กยศ.ผ่านกรมสรรพากรพร้อมกันกับการนำส่งเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ปัจจุบันสถานการณ์การชำระหนี้ของผู้กู้ค้างชำระหนี้กยศ.ดีขึ้นตามลำดับ โดยปี 2556 ยอดชำระหนี้อยู่ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท ปี 2557 ยอดชำระหนี้อยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท และ ปี 2558 อยู่ที่ 1.7 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้าการชำระหนี้ปี 2559 อยู่ที่ 1.9 หมื่นล้านบาท

สำหรับจำนวนผู้กู้เงินกยศ.มีจำนวน 4.5 ล้านราย วงเงิน 4 แสนล้านบาท มีผู้กู้ที่ถึงกำหนดชำระจำนวน 3.1  ล้านราย ในจำนวนนี้ มีผู้กู้ค้างชำระ 2 ล้านราย มูลหนี้ 5.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น ผู้กู้ค้างชำระทั่วไปจำนวน 1.2 ล้านราย มูลหนี้ 1.4 หมื่นล้านบาท , ผู้กู้ที่อยู่ระหว่างไกล่เกลี่ยจำนวน 1 แสนราย มูลหนี้ 7 พันล้านบาท และ ผู้กู้ที่ถูกดำเนินคดีจำนวน 7 แสนราย มูลหนี้ 3.5 หมื่นล้านบาท

ส่วนแผนการปล่อยกู้ปี 2559 โดยผู้กู้เป้าหมายมีจำนวน 6.7 แสนราย แบ่งเป็น ผู้กู้รายเก่า 4.7 แสนราย รายใหม่ 2  แสนราย รวมเป็นวงเงิน 2.7 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ สำหรับผู้กู้ที่ศึกษาในระดับมัธยมปลายถึงปริญญาตรีต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยที่ 2.00 และ ต้องทำโครงการเพื่อสังคมจำนวน 36 ชั่วโมง แต่สำหรับผู้กู้ที่ศึกษาในระดับอาชีวะศึกษา ไม่ต้องมีเงื่อนไขในลักษณะดังกล่าว

สถานการณ์การชำระหนี้เงินกู้กยศ.ที่ดีขึ้น เป็นผลจากการดำเนินกิจกรรมเพื่อติดตามหนี้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งหนี้เป็นระยะ ติดตามหนี้ ออกมาตรการจูงใจในการชำระหนี้ และเพิ่มช่องทางการชำระหนี้ โดยในส่วนการเพิ่มช่องทางการชำระหนี้นั้น ในปี 2557 กยศ.ได้เพิ่มช่องทางการชำระผ่านไปรษณีย์ ปี 2558 ได้เพิ่มช่องทางชำระผ่านเคาวน์เตอร์เซอร์วิส

เขากล่าวต่อว่า ส่วนปีนี้ มีแผนร่วมกับองค์กรนายจ้างให้หักเงินจากบัญชีเงินเดือนของลูกจ้าง เพื่อนำส่งแก่ กยศ. โดยปีนี้ จะได้นำร่องกับ 4 องค์กรนายจ้าง อาทิ ม.นเรศวร , วิทยาลัยเทคโนภาคตะวันออก เป็นต้น

ขณะเดียวกัน กยศ.ยังได้ว่าจ้างบริษัทติดตามหนี้ ซึ่งก็ถือว่า ได้ผลดี โดยปี 2557 มียอดติดตามหนี้ได้ 800 ล้านบาท ปี 2558 มียอดติดตามหนี้ได้ 1.7 พันล้านบาท สำหรับปี 2559 คงจะได้มากกว่านี้

 

มาตรการจูงใจชำระหนี้กยศ.

สำหรับมาตรการจูงใจบุคลากรในสังกัดองค์กรนายจ้าง ที่ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกองทุนกยศ. 1.กรณีบุคลากรที่เป็นผู้กู้ยืมเงิน ยินยอมให้หักเงินเดือน โดยกลุ่มลูกหนี้ทั่วไป แบ่งเป็น กลุ่มไม่ค้างชำระ เมื่อผู้กู้ยืมเงินให้ความยินยอมให้นายจ้างหักเงินเดือนชำระหนี้กองทุน เมื่อชำระเสร็จสิ้นแล้ว กองทุนจะให้เงินตอบแทนเป็นรางวัล คิดเป็น 1% ของเงินต้นคงเหลือ ณ วันที่เริ่มให้หักเงินเดือน

ส่วนกลุ่มผู้ค้างชำระ เมื่อผู้กู้ยืมเงินมาชำระหนี้เป็นปกติ และให้ความยินยอมให้นายจ้างหักเงินเดือนชำระหนี้กองทุน จะได้รับการลดเบี้ยปรับ 100%  กรณีไม่สามารถชำระหนี้ให้เป็นปกติได้ กองทุนจะปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ให้กับผู้กู้ยืม เมื่อผู้กู้ยืมเงินให้ความยินยอมให้นายจ้างหักเงินเดือนชำระหนี้กองทุน จะได้รับการลดเบี้ยปรับ 50% และมีระยะเวลาผ่อนชำระหนี้ ตามระยะเวลาที่เหลืออยู่ตามสัญญา

กรณีกลุ่มลูกหนี้ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องนั้น ในกลุ่มไม่ค้างชำระ เมื่อผู้กู้ยืมเงินให้ความยินยอมให้นายจ้างหักเงินเดือนชำระหนี้กองทุน เมื่อชำระเสร็จสิ้นแล้ว กองทุนจะให้เงินตอบแทนเป็นรางวัล คิดเป็น 1% ของเงินต้นคงเหลือ ณ วันที่เริ่มให้หักเงินเดือน ส่วนกลุ่มผู้ค้างชำระ เมื่อผู้กู้ยืมเงินมาชำระหนี้เป็นปกติ และให้ความยินยอมให้นายจ้างหักเงินเดือนชำระหนี้กองทุน จะได้รับการลดเบี้ยปรับ 100%

กรณีกลุ่มลูกหนี้ที่ถูกดำเนินคดี ในกรณีพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือน และไม่ค้างชำระหนี้ เมื่อผู้กู้ยืมเงินให้ความยินยอมให้นายจ้างหักเงินเดือนชำระหนี้กองทุน เมื่อชำระเสร็จสิ้นแล้ว กองทุนจะให้เงินตอบแทนเป็นรางวัล คิดเป็นจำนวน 1% ของเงินต้นคงเหลือ ณ วันที่เริ่มให้หักเงินเดือน กรณีพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือน และค้างชำระหนี้ เมื่อผู้กู้ยืมเงินมาชำระหนี้เป็นปกติและให้ความยินยอมให้นายจ้างหักเงินเดือนชำระหนี้กองทุน จะได้รับการลดเบี้ยปรับ 100%

ส่วนกรณีพิพากษาให้ชำระหนี้ทั้งจำนวน เมื่อผู้กู้ยืมเงินเข้าทำบันทึกข้อตกลงในการเจรจาไกล่เกลี่ยชั้นบังคับคดีตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาว่าด้วยการไกล่เกลี่ยลูกหนี้ตามคำพิพากษาชั้นบังคับคดี พ.ศ.2557 และให้ความยินยอมให้นายจ้างหักเงินเดือนชำระหนี้กองทุน เมื่อชำระเสร็จสิ้นแล้ว กองทุนจะให้เงินตอบแทนเป็นรางวัล คิดเป็นจำนวน 1% ของเงินต้นคงเหลือ ณ วันที่เริ่มให้หักเงินเดือน

2.กรณีบุคลากรที่เป็นผู้กู้ยืมเงินปิดบัญชี แบ่งเป็น กลุ่มลูกหนี้ทั่วไป โดยในกลุ่มไม่ค้างชำระ  กองทุนจะให้เงินตอบแทนเป็นรางวัล คิดเป็นจำนวน 3 %ของเงินต้นคงเหลือ ณ วันที่ปิดบัญชี ส่วนกลุ่มผู้ค้างชำระ จะลดเบี้ยปรับ 100% ส่วนกลุ่มลูกหนี้ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องนั้น ในกลุ่มไม่ค้างชำระ  กองทุนจะให้เงินตอบแทนเป็นรางวัล คิดเป็นจำนวน 3% ของเงินต้นคงเหลือ ณ วันที่ปิดบัญชี ส่วนกลุ่มผู้ค้างชำระ   จะลดเบี้ยปรับ 100%

กลุ่มลูกหนี้ที่ถูกดำเนินคดี ในกรณีพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือน และไม่ค้างชำระหนี้ กองทุนจะให้เงินตอบแทนเป็นรางวัล คิดเป็น 3% ของเงินต้นคงเหลือ ณ วันที่ปิดบัญชี กรณีพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือน และค้างชำระหนี้ ลดเบี้ยปรับ 100% กรณีพิพากษาให้ชำระหนี้ทั้งจำนวน ลดเบี้ยปรับ 100%

……………………….
(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจาก http://www.mcot.net และ http://www.ku.ac.th)


แนะทางแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นต้องสร้างจิตสำนึกสาธารณะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222079

คอร์รัปชั่น

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 ก.พ. 2559

แนะทางแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นต้องสร้างจิตสำนึกสาธารณะ

แนะทางแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นต้องสร้างจิตสำนึกสาธารณะ : นิธิปรียา จันทวงษ์รายงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

            ‘ศ.วิชา  มหาคุณ’ ชี้ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นเห็บเหาที่ฝังรากลึก มายาวนานในสังคมไทย ย้ำหน่วยงานราชการต้องมีจิตสำนึกสาธารณะ และความรับผิดชอบต่อสังคมสูง และควรระบุในรัฐธรรมนูญให้สิทธิแก่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทุกอย่าง

ศ.(พิเศษ) วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวระหว่างการประชุมโครงการ “ศึกษาสถานภาพความรู้เรื่องความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยในปริทรรศน์ประวัติศาสตร์” ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดโดยฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เรื่องขอบเขตและผลกระทบของการฉ้อราษฎร์บังหลวงต่อการพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทย ว่าหลายทศวรรษที่ผ่านมาประเทศต่างๆ ทั่วโลกตระหนักถึงผลร้ายที่เกิดขึ้นจากการทุจริตมากขึ้น เพราะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ประเมินเป็นมูลค่าความเสียหายทั้งตัวเงินและที่ประเมินค่าไม่ได้ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

“ทั้งนี้การแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนต้องมีปัจจัยหลายอย่างเอื้ออำนวยและเกื้อหนุนทั้งความมีเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การเสริมสร้างขีดความสามารถของสถาบัน และการลงทุนในบริการต่างๆ ของรัฐ การทุจริตในระดับสูงจะเป็นตัวบ่อนทำลายปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ทรัพยากรที่จะนำไปใช้ในโครงการด้านสังคมที่มีผลต่อประชาชนโดยตรงลดน้อยลง ซึ่งการแก้ปัญหาจึงต้องมีระบบการเงิน การบริหารและการควบคุมดูแลที่เข้มแข็ง แต่การทุจริตทำลายระบบและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ

การช่วยเหลือคนจนจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณไปให้แผนงานโครงการที่มีผลต่อการเจริญเติบโต เช่น การศึกษาขั้นพื้นฐาน การสาธารณสุขมูลฐาน แต่การรับสินบนขนาดใหญ่ เช่น การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และโครงการก่อสร้างใหญ่ๆ ทำให้โครงการที่ควรจะได้รับประโยชน์ถูกจัดลำดับความสำคัญอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นการทุจริตคอร์รัปชั่นจึงเป็นรูปแบบที่เลวร้ายอย่างหนึ่งของการเลือกปฏิบัติ เพราะจุดมุ่งหมายของการให้สินบน คือ การได้รับอภิสิทธิ์หรือการปฏิบัติที่เอื้ออำนวยจากนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐหากมีการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันคงจะไม่มีการให้สินบนหรือทุจริตเพื่อให้ได้รับการบริการที่ดีกว่าหรือเร็วกว่าผู้รับบริการทั่วไป” ศ.วิชา กล่าว

ศ.วิชา ระบุว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นฝังรากมานานตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มีการให้สิทธินักการเมืองเข้าไปรับสัมปทานกิจการต่างๆ และสืบทอดไปจนถึงรุ่นลูกหลาน ทำให้ความยากจนฝังรากอยู่ในประเทศไทยมายาวนาน คนระดับล่างที่ควรจะได้รับความช่วยเหลือจึงลดลง คนที่ได้รับผลประโยชน์ก็เป็นคนกลุ่มเดียวกัน มีส่วนได้ส่วนเสีย กลายเป็นที่มาของ “กับดักทางเศรษฐกิจ” แต่ถ้าไม่เข้าร่วมกลุ่มก็จะไม่มีโอกาสได้รับงาน อย่างไรก็ตามเรายังพอเห็นภาพการทุจริตในโครงการขนาดใหญ่ แต่การทุจริตประจำหน่วยงานต่างๆ เป็น “เห็บเหา” ที่เกาะกินจนถึงรากลึก ปัจจุบันหน่วยงานที่มีอำนาจในมือค่อนข้างเด็ดขาดได้เข้าไปจัดสรรโครงการใหญ่ๆ เช่น สร้างถนน เตาเผาศพ เตาเผาขยะ แม้ผู้บริหารระดับสูงจะหลุดพ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็ยังมีพวกพ้องบริหารงานอยู่ ทำให้เป็นช่องโหว่ของการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์

“คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในผลประโยชน์ร่วมกันมีมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดเป็นเงาแห่งการทุจริตทาบทับหน่วยงานต่างๆ คนเหล่านี้มักไม่คำนึงถึงประโยชน์สุขของมหาชน มีจิตสำนึกสาธารณะ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม เราจึงต้องช่วยกันสังคายนาปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นโดยเฉพาะด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบมหาศาล เพื่อให้สังคมดีขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายเพื่อต่อต้านการทุจริต การให้สิทธิแก่ประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ ซึ่งควรระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ แม้จะมี พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540 แต่ก็ยังไม่เพียงพอเพราะประชาชนยังเข้าไม่ถึงข้อมูลในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างแท้จริง โดยเฉพาะนโยบายแห่งรัฐ และนโยบายสาธารณะที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน” อดีตกรรมการ ป.ป.ช.กล่าว

ด้าน ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร หัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า โครงการกำลังศึกษาสถานภาพความรู้เรื่อง “ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยในปริทรรศน์ประวัติศาสตร์” ซึ่งมีระยะโครงการ 6 เดือนเพื่อส่งเสริมนโยบายของ สกว. ในการพัฒนาทักษะของนักวิจัยรุ่นใหม่และรุ่นกลางที่จะรับทุนต่อไปในสาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปกรรมให้ผลิตผลงานวิจัยที่มีมาตรฐานสูง อีกทั้งสำรวจสถานภาพความรู้เรื่องความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยในปริทรรศน์ประวัติศาสตร์ และผลิตผลงานวิจัยด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมไทยที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับขณะนี้มีหัวข้อวิจัย 18 เรื่องซึ่งจะคัดเลือกบทความที่สังเคราะห์ผลการสำรวจสถานภาพความรู้มาจัดทำเป็นหนังสือโดยคาดว่าจะได้ประเด็นสำคัญหรือโจทย์ที่สามารถนำไปพัฒนาเป็นงานวิจัยอย่างสมบูรณ์ในขั้นตอนต่อไป รวมถึงได้องค์ความรู้ใหม่จากการประเมินสถานภาพความรู้ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมไทยที่มีนัยสำคัญต่อนโยบายการพัฒนาประเทศ ตลอดจนอธิบายอุปสรรคและศักยภาพของระบบเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

“ทั้งนี้ในสังคมสมัยใหม่ความผันผวนทางเศรษฐกิจ สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาวะและทุกขภาวะของประชาชนคนเดินถนนมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่ตกแก่กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย เช่น เกษตรกรและผู้ขายแรงงานปัญหาใหญ่ประการหนึ่งคือความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจซึ่งผูกติดกับการเมืองไม่ว่าความวุ่นวายทางการเมืองที่ปะทุขึ้นมาในช่วงรอยต่อระหว่างปลายพ.ศ.2556 และต้นพ.ศ.2557 เป็น “วิกฤติ” หรือไม่ก็ตามแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น “อาการ” ของ “โรคเศรษฐกิจ” ที่ต้องศึกษาวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผลในแง่มุมเศรษฐศาสตร์รัฐศาสตร์กฎหมายและประวัติศาสตร์หรือการประสานสาขาวิชาต่างๆ โดยปกติแล้วการศึกษาปัญหาทางเศรษฐกิจของนักเศรษฐศาสตร์มักมุ่งเน้นไปที่วงจรของวิกฤติในประเด็นใดประเด็นหนึ่งและในเชิงปริมาณบนพื้นฐานของการใช้ทฤษฎีในการวิเคราะห์อย่างเป็นรูปธรรมและในขอบเขตระยะเวลาสั้นๆ” ดร.วินัย ระบุ

“อย่างไรก็ตามนักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ มีโจทย์วิจัยเกี่ยวกับสถานภาพเศรษฐกิจของสังคมหนึ่งแตกต่างออกไป กล่าวคือจำต้องอธิบายหรือมองผ่านประสบการณ์ในอดีตแม้ยังคงต้องให้ความสำคัญแก่ข้อมูลทางสถิติเท่าที่หาได้แต่สิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือมิติสังคมและวัฒนธรรม เช่นเดียวกับพัฒนาการทางวัตถุตลอดจนปฏิสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอื่นผู้ศึกษาต้องพยายามเข้าใจพัฒนาการทางเศรษฐกิจโดยภาพรวม และสามารถอธิบายปัจจัยที่เป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อนของระบบเศรษฐกิจ จึงจะเห็นว่างานวิจัยที่จริงจังและเป็นระบบที่ตอบคำถามเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจไทยยังมีอยู่ไม่มากนัก อีกทั้งขาดการเชื่อมโยงองค์ความรู้หรือประเด็นที่มีผู้ทำไว้แล้วเข้าด้วยกันในการศึกษาเรื่องความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมองข้ามนัยทางสังคมและวัฒนธรรมเพราะความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อชีวทัศน์และพฤติกรรมของกลุ่มคนต่างๆ ในสังคมไทยในแง่วัฒนธรรมก็ทำให้เกิดคำถามเชิงปรัชญาและจริยธรรมหลายประเด็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจการศึกษาธุรกิจโรงพยาบาลและธุรกิจนอกกฎหมายเป็นต้น ประเด็นที่ยกมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโจทย์วิจัยที่ต้องการคำตอบที่ชัดเจนและเป็นบทวิเคราะห์วิจารณ์ที่สังคมไทยปัจจุบันต้องการ” ดร.วินัย สรุป


ชวนคู่รัก’เดิน-วิ่ง สังคมสดใสด้วยหัวใจอาสา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222082

สุขภาพ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 ก.พ. 2559

ชวนคู่รัก’เดิน-วิ่ง สังคมสดใสด้วยหัวใจอาสา’

มูลนิธิหัวใจอาสา – สสส. ชวนคู่รัก ครอบครัว เพื่อน ร่วม“เดิน-วิ่ง สังคมสดใส ด้วยหัวใจอาสา ครั้งที่ 6” Run for Love 14 ก.พ.นี้สร้างภูมิคุ้มกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

              คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม ประธานมูลนิธิหัวใจอาสา กล่าวว่า มูลนิธิหัวใจอาสา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย ร่วมกันจัดงาน “เดิน-วิ่ง สังคมสดใส ด้วยหัวใจอาสา ครั้งที่ 6” ภายใต้สโลแกน “Run for Love” ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 ที่บริเวณลานเปตอง ศูนย์กีฬาวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) โดยใช้เส้นทางเดิน-วิ่ง 3 สวน ได้แก่ สวนวชิรเบญจทัศ, สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และสวนจตุจักร กทม.

เพื่อรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ออกกำลังกายเป็นวิถีชีวิต ให้มีสุขภาพแข็งแรง และป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อันได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อัมพาต อัมพฤกษ์ และโรคอ้วน สอดคล้องกับการทำงานอบแผนงานส่งเสริมการป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มาตั้งแต่ปี 2554  นอกจากนี้การจัดงานฯ ยังมุ่งเน้นสานต่อการรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนทุกเพศทุกวัย เห็นคุณค่าและลงมือปฏิบัติการ “ให้และแบ่งปันกันในสังคม” เพื่อตอกย้ำการสร้างสังคมเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และสังคมที่เป็นสุขร่วมกันอย่างต่อเนื่อง  อันเป็นเนื้องานสำคัญของ “แผนงานส่งเสริมการมีหัวใจอาสาและการแบ่งปันในสังคม” ของมูลนิธิฯ ด้วย

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. สนับสนุนกิจกรรม “เดิน-วิ่ง สังคมสดใส ด้วยหัวใจอาสา” อย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 6 แล้ว  กิจกรรมนี้สอดคล้องกับงานสร้างเสริมสุขภาพของ สสส.ในการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาวะที่ดี ป้องกันการเจ็บป่วยจากโรคเรื้อรังต่างๆ เนื่องจากการมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอ เป็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพที่สำคัญ นำไปสู่การเจ็บป่วยด้วยโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 6 โรคหลัก ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคถุงลมโป่งพอง โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ และโรคอ้วนลงพุง

ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันกลุ่มโรค NCDs เป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของโลกและของประเทศไทย เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของประชากรโลกมากถึง 36 ล้านคนต่อปี หรือคิดเป็น 63% ของการเสียชีวิตของประชากรโลกทั้งหมดในปี 2551 สำหรับประเทศไทยโรค NCDs เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากถึง 73% ของการเสียชีวิตของประชากรไทยในปี 2552 ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งมาจากการขาดกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ ผลสำรวจการมีกิจกรรมทางกายและพฤติกรรมเนือยนิ่งของคนไทยใน ปี 2558 โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สสส. พบว่า คนไทยมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ ร้อยละ 68.3 โดยมีช่วงเวลาการเดินทางอย่างกระฉับกระเฉงเพียง 26 นาที ทั้งวันมีกิจกรรมทางกายเพียงพอ 1.57 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่มีพฤติกรรมเนือยนิ่งสูงถึง 13.42 ชั่วโมงต่อวัน

สำหรับประเภทการแข่งขันและกิจกรรมเดิน-วิ่ง ประกอบด้วย การแข่งขันวิ่งมินิมาราธอนระยะทาง 10 กิโลเมตร, การแข่งขันวิ่งสำหรับเยาวชนอายุไม่เกิน 12 ปี ระยะทาง 2.7 กิโลเมตร, การวิ่งเพื่อสุขภาพระยะทาง 5 กิโลเมตร, การเดินเพื่อสุขภาพระยะทาง 2.7 กิโลเมตร  และการประกวด องค์กร/ชมรม ที่ส่งนักวิ่งจำนวนมากที่สุด  พร้อมเชิญชวนให้นักวิ่งนำสิ่งของมาบริจาคท่านละ 1 ชิ้น (ของที่ตนเองไม่ได้ใช้แล้ว แต่ยังมีคุณค่า) เพื่อมอบให้แก่ “ร้านปันกัน” นำไปจำหน่ายในราคาถูก รายได้ทั้งหมดนำไปใช้เพื่อสาธารณประโยชน์  สามารถสมัครออนไลน์ผ่านทาง http://www.vhf.or.th หรือสมัครได้ที่ มูลนิธิหัวใจอาสา โทร 092-704-2772 (กวาง) หรือสมัครหน้างาน ในวันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559 ระหว่างเวลา 10.00 – 15.00 น.  และในวันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 ตั้งแต่เวลา 04.30 น.  สอบถาม โทร 081-658-4704  และ 02-455-9149


นิสิตมก.ขอโทษกรณีโพสต์รูปภาพโครงกระดูกแมว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222081

กระดูกแมว

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 ก.พ. 2559

นิสิตมก.ขอโทษกรณีโพสต์รูปภาพโครงกระดูกแมว

มก.แถลงข่าว กรณีนิสิตโพสต์รูปภาพโครงกระดูกแมว ชี้เป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โพสต์เล่นๆ เพื่อความสนุกกับเพื่อน แจงนิสิตได้ออกมาขอโทษ ยอมรับผิดชอบจะไตร่ตรองให้ดี

           เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.)ศ.ดร.สุภา หารหนองบัว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) แถลงข่าวกรณีนิสิต มก. ได้โพสต์รูปภาพโครงกระดูกแมว  ที่เป็นข่าวในโลกโซเซียล ว่า  เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของนายฐิติพงศ์ โกศลจันทรยนต์   นิสิตชั้นปีที่ 4 หลักสูตรวิทยาศาสตร์เกษตร สาขากีฎวิทยา คณะเกษตร  ซึ่งได้ลงทะเบียนเรียนเมื่อภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2556 วิชา  01423243 การเก็บรักษาตัวอย่างสัตว์ (Museum Collection) ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่สอนเกี่ยวกับการรวบรวมและเก็บรักษาสัตว์ จรรยาบรรณการใช้สัตว์ทดลอง การจัดสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์

ขณะนั้นเป็นนิสิตชั้นปีที่ 1 ซึ่งในการเรียนจะแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ละ 4-5 คน  โดยใช้ซากหนูกลุ่มละ 1 ตัว ในการทำโครงกระดูกแต่เนื่องจากกลุ่มนิสิตทำชิ้นงานเสียหาย ทำให้ต้องไปหาซากสัตว์หนูตัวใหม่ ซึ่งใช้เวลา 2-3 วัน ไปหาซากหนู ตามร้านขายหนูที่เป็นเหยื่องู แต่เล็กเกินไป หรือร้านขายหนูนา แต่สภาพไม่สมบูรณ์  ก็พยายามอยู่หลายวัน จนนิสิตได้กลับไปบ้านพบว่าเพื่อนบ้านนำซากแมวที่ตายแล้วมาให้แม่เพราะคิดว่าเป็นแมวของที่บ้าน และแม่รอคนมาช่วยนำไปฝัง  เมื่อนิสิตมาพบจึงขออนุญาตแม่มาทำโครงกระดูกส่งอาจารย์ โดยแจ้งอาจารย์ว่าแมวตายจากการถูกรถชนเป็นสิ่งที่นิสิตคิดไปเองโดยไม่รู้สาเหตุของแมวตาย

อย่างไรก็ตาม นิสิตได้นำกระดูกมาให้เพื่อนในกลุ่มช่วยกันประกอบโครงร่างที่ห้องปฏิบัติการ  เมื่อทำเสร็จได้เก็บไว้ใช้สำหรับการเรียนการสอนในวิชานี้ ทางพิพิธภัณฑ์ของภาควิชาจึงได้ขอมาจัดแสดง   นิสิตไปเห็นจึงถ่ายรูปโพสต์ในเฟสบุ๊กดังเป็นข่าว และคุยเพื่อให้เกิดความสนุกในการคุยกับเพื่อนในสื่อออนไลน์เท่านั้น  ทั้งนี้ สำหรับกรณีกระต่าย เพื่อนบ้านเลี้ยงกระต่าย แล้วมีสุนัขเข้าไปกัดลูกกระต่ายตาย นิสิตจึงขอซากกระต่ายเพื่อจะมาทำโครงกระดูก  และย้ำว่าไม่ได้ฆ่าแมวและกระต่าย

“นิสิต ได้กล่าวขอโทษต่อสังคม และสำนึกผิดพร้อมกับยกกรณีของตนเป็นตัวอย่างในการโพสต์เรื่องราวต่าง ๆ ควรที่จะไตร่ตรองให้ดี ไม่ควรโพสต์เล่นๆ เพื่อความสนุกกับเพื่อน ซึ่งจะทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคม และประชาชนในวงกว้าง”ศ.ดร.สุภา กล่าว

 

…………………………………
(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจาก http://m.kku.ac.th/news/content.php?did=N0005019&l=th)

สทศ.ประกาศผลสอบ9วิชาสามัญแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222051

สทศ.,สทศ,ประกาศ,ผลสอบ,วิชา,สามัญ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 ก.พ. 2559

สทศ.ประกาศผลสอบ9วิชาสามัญแล้ว

สทศ.ประกาศผลสอบ 9 วิชาสามัญปีแรก เผยคะแนนเฉลี่ยเกินครึ่ง มีแค่‘ภาษาไทย’ วิชาเดียว ขอดูกระดาษคำตอบได้วันที่ 8-10 ก.พ.นี้ ดูกระดาษคำตอบวันที่ 13 ก.พ. นี้

            เมื่อวันที่ 8 ก.พ.59 รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (ผอ.สทศ.) เปิดเผยถึงผลการทดสอบวิชาสามัญ 9 วิชา ประจำปีการศึกษา 2559 โดยจัดสอบในวันที่ 26 – 27 ธ.ค. 2558 ซึ่งเป็นคะแนนที่มหาวิทยาลัยจะนำไปใช้ประกอบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อสถาบันอุดมศึกษา ในระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ ประจำปีการศึกษา 2559 ว่า สทศ.ได้ดำเนินการตรวจผลคะแนนสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้ประกาศผลการทดสอบก่อนกำหนดจากเดิมวันที่ 8 ก.พ.2559 เป็นวันที่ 7 ก.พ. 2559 ตั้งแต่เวลา 22.00 น.ทางเว็บไซต์ สทศ. http://www.niets.or.th โดย ผลการทดสอบวิชาสามัญ 9 วิชา ปีการศึกษา 2559 พบว่า วิชาที่มีผู้ได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน มี 3 วิชา คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์1 ฟิสิกส์ รองลงมา วิชาเคมีและวิชาคณิตศาสตร์ 2 มีคะแนนสูงสุด 98 คะแนน , วิชาภาษาอังกฤษ มีผู้ได้คะแนนสูงสุด 97.5 คะแนน , วิชาชีววิทยา มีผู้ได้คะแนนสูงสุด 92.5 คะแนน , วิชาสังคมศึกษา มีผู้ได้คะแนนสูงสุด 86 คะแนน , วิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป มีผู้ได้คะแนนสูงสุด 74 คะแนน

ทั้งนี้ สำหรับ ผลการทดสอบครั้งนี้วิชาที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด และเกินครึ่งจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน มีเพียงวิชาเดียว คือ ภาษาไทย 56.65 ส่วนวิชาที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด คือ คณิตศาสตร์2 20.88ซึ่งการสอบครั้งนี้มีนักเรียนทำคะแนนได้เต็ม 100 คะแนน ในวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์1 และฟิสิกส์ และมีนักเรียนทำคะแนนได้ 0 คะแนน ในวิชาฟิสิกส์ เคมี และคณิตศาสตร์2

ผอ.สทศ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับช่วงคะแนนที่นักเรียนส่วนใหญ่ทำได้ และคะแนนเฉลี่ยในแต่ละวิชาคิดจากคะแนนเต็ม 100 มีดังนี้ ภาษาไทย เข้าสอบ 179,968 คน คะแนนเฉลี่ย 56.65 คะแนนสูงสุด 100.00 ต่ำสุด 6.00 สังคมศึกษา 176,170 คน คะแนนเฉลี่ย 34.96 คะแนนสูงสุด 86.00 ต่ำสุด2.00 ภาษาอังกฤษ เข้าสอบ 182,588 คน คะแนนเฉลี่ย 30.97 คะแนนสูงสุด 97.50 ต่ำสุด1.25 คณิตศาสตร์1 เข้าสอบ 136,886 คน คะแนนเฉลี่ย 28.70 คะแนนสูงสุด 100.00ต่ำสุด4.00ฟิสิกส์ เข้าสอบ 104,922 คน คะแนนเฉลี่ย 22.90 คะแนนสูงสุด 100.00ต่ำสุด0.00 เคมี เข้าสอบ100,840 คะแนนเฉลี่ย 24.52 คะแนนสูงสุด 98.00 ต่ำสุด0.00 ชีววิทยา เข้าสอบ 108,138 คน คะแนนเฉลี่ย 27.32 คะแนนสูงสุด92.50 ต่ำสุด 2.50 คณิตศาสตร์2 เข้าสอบ 29,596 คน คะแนนเฉลี่ย 20.88คะแนนสูงสุด 98.00 ต่ำสุด0.00 และวิทยาศาสตร์ทั่วไป เข้าสอบ 37,528 คน คะแนนเฉลี่ย 26.43 คะแนนสูงสุด 74.00ต่ำสุด 4.00

“สทศ.จะเปิดให้ผู้ที่ต้องการยื่นคำร้องขอดูกระดาษคำตอบวิชาสามัญ 9 วิชา ปีการศึกษา 2559 ได้ตั้งแต่วันที่ 8-10 ก.พ.นี้ เวลา 09.00-16.00 น. โดยต้องยื่นคำร้องด้วยตนเอง หรือผู้แทนยื่นคำร้อง ค่าธรรมเนียมวิชาละ 20 บาทต่อคน ทั้งนี้จะให้บริการดูกระดาษคำตอบในวันที่ 13 ก.พ. หากผู้ยื่นคำร้องฯไม่มาตามวัน เวลา และสถานที่ที่นัดหมาย ทาง สทศ.จะถือว่าสละสิทธิ์การเข้าดูกระดาษคำตอบ” รศ.ดร.สัมพันธ์ กล่าว

 

ติงคะแนนสอบเด็กต่ำปัญหาซ้ำซาก  

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตามที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้ประกาศผลสอบ9วิชาสามัญพบว่า วิชาที่นักเรียนทำคะแนนเฉลี่ยเกินครึ่งจากคะแนนเต็มเพียงวิชาเดียว คือ วิชาภาษาไทยคะแนนเฉลี่ย56.65ส่วนอีก8วิชาพบว่าคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าครึ่งจากคะแนนเต็มโดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์2คะแนนเฉลี่ยต่ำสุดอยู่ที่20.88นั้น เท่าที่ดูตนบอกได้เลยว่าเห็นภาพความซ้ำซากของปัญหา ที่ผ่านมามีความพยายามในเชิงนโยบายที่จะพัฒนาคุณภาพการศึกษา ทั้งการปฏิรูปการศึกษา การแก้ไขปัญหาการติว หรือการกวดวิชา แต่ก็ยังไม่เกิดผลการเปลี่ยนแปลง ซึ่ง2-3ปีมานี้ก็คงทำให้เห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณภาพการศึกษา อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวนี้ต้องถือเป็นปัญหาระดับประเทศ ถ้าไม่วางแผนหรือนโยบายที่จะแก้ปัญหาให้ชัดเจนก็ไม่มีทางกระเตื้อง

“เรื่องคุณภาพการศึกษาของเด็กนั้นเป็นปัญหาระดับประเทศ ไม่ใช่พอสอบครั้งหนึ่งพบว่ามีปัญหาก็นำมาถกกันปีต่อปีมันไม่มีทางทำให้อะไรกระเตื้องขึ้นได้ ทั้งที่การสอบวิชาสามัญก็ผ่านมา4-5ปีแล้วก็เห็นว่าคะแนนไม่ได้ดีขึ้น ทางออกก็คือต้องมาดูว่าการแก้ไขปัญหาคุณภาพของเด็กที่ผ่านมาทำให้เด็กมีความรู้ความสามารถได้จริงหรือไม่ ขณะเดียวกัน สทศ.ในฐานะผู้ออกข้อสอบก็ต้องวิเคราะห์คุณภาพของข้อสอบด้วยว่ามีความสอดคล้องกับเนื้อหาหลักสูตร ความยากง่ายของข้อสอบที่จะสะท้อนว่าเด็กเรียนเพื่อจดจำนำมาสอบกับข้อสอบที่สะท้อนการคิดวิเคราะห์ไปด้วยกันหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งจะต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจังและต้องมีเจ้าภาพในการดำเนินการเพราะถ้าปล่อยไว้มีแต่จะทำให้ประเทศชาติเสียโอกาส”ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวอีกว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนและผู้บริหารสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) ได้เข้าพบพล.อ.ดาว์งพษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งรมว.ศึกษาธิการ ได้พูดถึงแนวคิดที่จะปฏิรูปการศึกษาและยกระดับคุณภาพการศึกษาในหลายเรื่องแต่ยังขาดงานวิจัยที่จะมารองรับ และต้องการให้ สสค.ไปพิจารณาดูว่าจะดำเนินการอะไรได้บ้าง อย่างไรก็ตาม เรื่องระบบการคัดเลือกนิสิต นักศึกษาที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาระบบกลางหรือ แอดมิชชั่นส์ การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ และการรับตรงแบบปกติโดยมหาวิทยาลัยก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่ รมว.ศึกษาธิการ ระบุว่ากำลังอยู่ในระหว่างการศึกษารายละเอียด

ด้าน นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่เห็นรายละเอียดการประกาศผลสอบ9วิชาสามัญ แต่ทุกวันนี้การสอบของเด็กเพื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยมีหลากหลาย ทั้งการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ซึ่งเฉพาะโอเน็ตเด็ก ป.6ม.6ทุกคนต้องเข้าสอบ ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็พยายามพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนเข้มข้นขึ้น เพราะเรามีเป้าหมายให้ยกระดับคะแนนผลโอเน็ต อย่างไรก็ตาม อยากให้เข้าใจว่าเด็กแต่ละคนก็มีความสามารถแตกต่างกัน จึงไม่อยากให้มองว่าคุณภาพของเด็กตกต่ำ

เด็กไทยโอดโอยผ่านออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการเข้าตรวจอสอบความคิดเห็นของนักเรียนหลังทราบผลการสอบ 9 วิชาสามัญในโลกออนไลน์ พบว่า ส่วนใหญ่จะเป็นในทำนองที่ได้รับคะแนนค่อนข้างน้อย อาทิ ในเวบไซต์ http://www.Dek-D.com มีการแสดงความคิดเห็นว่า “ห่วยจัด 2 วิชาหลัง นี่แบบรากหญ้า ใครให้น้อยกว่านี้ไหมครับ???” “ท้อแท้เลยครับ” “คะแนนน่ารักเหมือนหน้าตาเลยค่ะ” “คะแนนอัปรรีย์มาด” “ดูได้แล้ว คะแนนน้อยก็ไม่แปลกหรอก ทำไม่ทันสักวิชา” “เปิดดูปุ๊บ….คลุมโปงร้องไห้แป๊ป” “20 กว่า 30 กว่าคืออะรายยยยยยยยยยยย เกษตรศาสตร์เราลาก่อนน้ะ” “นี่แน่ใจเหรอว่าคะแนน#ร้องไห้หนักมาก” “เศษเลขชัดๆ55555555” “วิชาที่คืดว่าจะได้เยอะก็กลายเป็นได้น้อยจนน่าตกใจ ทำใจไม่ได้” “คะแนนนี่ ไม่ได่ครึ่งนึงของหน้าตาเลยค่ะ”

“คณิต กะ ฟิสิกส์ เราคิดว่าพอทำได้นะ โดยเฉพาะคณิต ไม่ยากเท่าแพทแต่คะแนนออกมา//น้อยกว่าสังคมที่เดินเข้าไปมั่ว คือ อัลไลลล” “ยอมใจ คะแนนอึ้งเยอะมาก เก่งง” “คือเสร็จจาก o-net ยังไม่ทันข้ามวันเลยไง เราขออยู่ช่วงระยะทำใจหน่อยไม่ได้อ่อตัวเธอ?#นี่คือคะแนนกุชั้ยยยมั้ยยยยย 9 วิชาสามัญ#WTFFFFFF “ “พีคสุดก็สังคม กาหลบข้อถูก คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ได้แค่ 20 ร้องไห้หนักมาก” “ตรุษจีน ต้องยิ้ม รับสิ่งดีๆ แต่ยิ้มไม่ออกตอนนี้ จะร้องไห้ แต่ต้องอัดมันไว้ข้างใน เหอๆ จุกอกมากกกก ต้องบอกลา กสพท. เพราะมีวิชาที่คะแนนไม่ถึงเกณฑืขั้นต่ำ เฮ้อ!”

หรือใน http://www.twitter.com มีความเคลื่อนไหวแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องผลการสอบ 9 วิชาสามัญ เช่นกัน โดยมีการใช้ # 9 วิชาสามัญ อาทิ “คำถามวันนี้.. คะแนน 9 วิชาดีมั้ย? : ดี ดีแล้วที่ไม่ได้ใช้ยื่น อห. กูเป็นเด็กวิทย์ที่ทำไทย ได้มากกว่าคณิตประมาณ 4 เท่า เชี้ยมากก #9วิชาสามัญ” “สังคมยากกว่าปีก่อนๆแน่เลย ขนาดสูงสุดยังอยู่ที่ 86.00 คะแนน#9วิชาสามัญ” “วัดเด็กทำได้หรือเด็กดวงดีครับ#รู้สึกสงสัย #9วิชาสามัญ” “ แกทแพทที่ว่าย่ำแย่ ยังต้องพ่ายแพ้ 9 วิชา โอเนตที่ผ่านมาก็ทำท่าจะไม่รอด ชีวิตกูจะช้ำชอกนานแค่ไหน

#9วิชาสามัญ” “เริ่มไม่แน่ใจ ว่าหนาวเพราะ 9 วิชา หรือว่าเพราะอากาศหนาว” “คำถามวันนี้.. คะแนน 9 วิชาดีมั้ย? : ดี ดีแล้วที่ไม่ได้ใช้ยื่น อห. กูเป็นเด็กวิทย์ที่ทำไทย ได้มากกว่าคณิตประมาณ 4 เท่า เชี้ยมากก #9วิชาสามัญ” “o-net = shock 9วิชา = aftershock #9วิชาสามัญ” “ดับอนาท นร.สาว หัวใจหยุดเต้นหน้าคอมพิวเตอร์หลังดูคะเเนนสอบ 9 วิชาสามัญตอน สี่ทุ่มครึ่ง ทับถมกับการทำข้อสอบโอเน็ตไม่ได้ตอนกลางวัน #9วิชาสามัญ” “บางคนอ่านแทบตายคะแนนเท่าคนเดา อะไรคือมาตรฐานการออกข้อสอบที่แท้จริงของสทศ.คะ จะวัดความรู้หรือวัดดวงเอาดีๆ อยากไฟไหม้50ครั้งเหรอ #9วิชาสามัญ”

“นี่สทศน่าจะมีโปรโมชั่น “ คะแนนไม่ดี ยินดีคืนเงินค่ะ ” เนอะ #9วิชาสามัญ” “ความเลวของสทศ คือจะประกาศตอนเช้าที่รร.แบบแกทแพทอีก คือมึงรู้มั้ยว่ามันรบกวนชาวบ้านเค้า รบกวนเค้าต้องมาปลอบกูเนี้ย มึงรู้บ้างมั้ย #9วิชาสามัญ” “มึงรู้ไหมว่าถ้าประกาศคะแนนวันนี้ ปริมาณเงินในอังเปาพวกกู จะลดไปกี่เปอร์เซ็นต์ #9วิชาสามัญ” เป็นต้น