ป่วย’เมอร์ส’รายที่2หายดีแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222275

สาธารณสุข,เมอร์ส,โอมาน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  11 ก.พ. 2559

ป่วย’เมอร์ส’รายที่2หายดีแล้ว

ผู้ป่วย ‘เมอร์ส’ รายที่ 2 ในไทย หายดีเดินทางกลับประเทศโอมานแล้ว หลังรักษาตัวนานกว่า 21 วัน ขณะที่กลุ่มเสี่ยง 39 คน ปลอดเชื้อให้กลับบ้านได้

                      11 ก.พ. 59  นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงข่าวความสำเร็จการรักษาผู้ป่วยเมอร์สชาวโอมาน ว่า หลังจากที่สถาบันบำราศนราดูร รับตัวชาย ชาวโอมาน อายุ 71 ปี ที่ป่วยเป็นโรคติดเชื้อตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส จากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เข้ารับการรักษาตัวเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2559 ขณะนี้ผลการรักษาผู้ป่วยรายดังกล่าวหายเป็นปกติแล้ว โดยผลการตรวจเชื้อจากห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ (ห้องแลป) ใน 3 แห่ง ได้แก่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รพ.จุฬาลงกรณ์ และสถาบันบำราศนราดูร ไม่พบเชื้อ 2 ครั้ง ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากล จึงได้ประสานสถานฑูตโอมานในการรับตัวผู้ป่วยเดินทางกลับประเทศ
                      ส่วนญาติ 1 คน ที่ต้องเข้ารับการกักตัวในห้องแยกโรคไม่พบเชื้อเช่นกัน รวมถึงผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดที่เป็นคนขับแท็กซี่ 2 คน พนักงานโรงแรม 4 คน ผู้โดยสารบนเครื่องบิน 22 คน และบุคลากรโรงพยาบาล 11 คน รวม 39 คน ไม่พบเชื้อเช่นกัน และได้อนุญาตให้กลับบ้านได้ตั้งแต่วันที่ 5 – 6 กุมภาพันธ์ 2559 และติดตามต่อหลังจากนั้นก็ไม่พบว่ามีใครป่วยเพิ่มเติม
                      นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า ผู้ป่วยรายนี้อาการหนักกว่าผู้ป่วยเมอร์สรายแรกในประเทศไทย โดยเจอปริมาณเชื้อในร่างกายมากกว่า จึงใช้เวลาในการรักษานานกว่า รวม 21 วัน ขณะที่รายแรกใช้เวลาเพียง 14 วัน แต่ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้ป่วยมีโรคเบาหวานด้วย อาจทำให้เชื้ออยู่ในร่างกายได้นานกว่ารายแรก ทั้งนี้ แพทย์ได้ออกหนังสือรับรองให้กับผู้ป่วยรายนี้ตามกฎการบินระหว่างประเทศว่าผู้ป่วยปลอดภัยสามารถเดินทางในระยะทางไกลได้ และผู้ร่วมเดินทางคนอื่นจะปลอดภัยด้วย และตามกฎอนามัยระหว่างประเทศปี 2548 ที่ระบุว่า ผู้ป่วยอยู่ในสภาพเดินทางไกลได้และปราศจากเชื้อ
                      พญ.จริยา แสงสัจจา ผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร กล่าวว่า สถาบันฯ ได้จำหน่ายผู้ป่วยออกจากสถาบันเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559 โดยผู้ป่วยมีอาการหายดี รับประทานอาหารได้ดี และเดินเองได้ตามปกติ จึงเดินทางพร้อมลูกชาย 1 คน ที่ถูกกักตัวไว้สังเกตอาการ และลูกชายอีก 2 คน ที่เดินทางมาเยี่ยมกลับประเทศโอมานแล้ว ส่วนค่ารักษาพยาบาลรวมกว่า 4.2 แสนบาท เบื้องต้น ได้รับการประสานจากสถานฑูตโอมานประจำประเทศไทยว่าจะประสานผู้ป่วยในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้สถาบันฯ ต่อไป

บอร์ดสกศ.รับทราบแผนการศึกษาแห่งชาติ15ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222273

การศึกษา,สกศ.,แผนการศึกษา 15 ปี,ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  11 ก.พ. 2559

บอร์ดสกศ.รับทราบแผนการศึกษาแห่งชาติ15ปี

บอร์ด สกศ.รับทราบแผนการศึกษา 15 ปี รมว.ศึกษาธิการ ย้ำไม่มีธง คาดทำประชาพิจารณ์ 21 มี.ค.นี้

                      11 ก.พ. 59  ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)  พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุมสภาการศึกษา ว่า คณะอนุกรรมการสภาการศึกษาเฉพาะกิจด้านจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งมี ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ เป็นประธาน ได้มีการรายงานความก้าวหน้าและผลการดำเนินการร่างกรอบทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2574 หรือแผนการศึกษาแห่งชาติ 15 ปี โดยที่ประชุมได้รับทราบและมอบหมายให้คณะดังกล่าวกลับไปพิจารณาข้อเท็จจริงว่าดำเนินการได้หรือไม่ โดยต้องทำคู่ขนานปรับแก้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2546 ให้ครอบคลุมในทุกเรื่อง และตลอดช่วงชีวิต ทุกระยะการดำเนินการไม่ว่าจะเป็นระยะสั้น กลาง ยาว เช่น เรื่องการแยกสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาออกเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา ได้หรือไม่ อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ ตนและนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีธงในเรื่องใดทั้งนั้น แต่หากพิจารณาตามเนื้อผ้าว่าต้องแยกก็ต้องแยก อย่างไรก็ตาม แผนการศึกษาแห่งชาติ ต้องรอ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2546 ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับแก้เสร็จสิ้นก่อนถึงจะดำเนินการได้
                      “แผนการศึกษาแห่งชาติ ต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทั้งด้านนโยบายรัฐ เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการนำปัญหาเดิม เช่น เรื่องคุณธรรม จริยธรรรม วินัย มาปรับแก้เพื่อจัดสร้างคนรุ่นใหม่ เก่ง ดี มีคุณธรรม และมีลักษณะตรงกับศตวรรษที่ 21 ทั้งนี้ ขณะนี้ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ และต้องไปศึกษาต่อด้วยว่าจะให้หน่วยงานใดรับผิดชอบปฏิบัติ ก่อนจะทำประชาพิจารณ์แผนดังกล่าวในวันที่ 21 มีนาคมนี้”

สพฐ.คุมเข้มนักเรียนมั่วสุม’วาเลนไทน์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222272

การศึกษา,สพฐ.,วาเลนไทน์,นักเรียน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  11 ก.พ. 2559

สพฐ.คุมเข้มนักเรียนมั่วสุม’วาเลนไทน์’

สพฐ.ร่วม สตช.หน่วยงานเกี่ยวข้องลงพื้นที่เสี่ยง-จุดอับ รณรงค์ให้เด็กรู้จักป้องกันตนเอง เลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและความรุนแรงช่วงเทศกาลวาเลนไทน์

                      11 ก.พ. 59  นายพะโยม ชินวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ทุกปีในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ในวันที่ 14 ก.พ.ที่จะถึงนี้ มักจะปรากฏข่าวเกี่ยวกับเด็กนักเรียนมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม กระทำการโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยการเข้าไปใช้บริการในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร การเข้าไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรง ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงได้กำหนดมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น เพื่อให้เด็กนักเรียนในสังกัดมีความปลอดภัย ลดความเสี่ยงของพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมทั้งทางเพศและความรุนแรง
                      นอกจากนี้ ยังได้มือร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 – 9 และกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี สำนักเทศกิจกรุงเทพมหานคร ออกมาตรการเฝ้าระวังเหตุและพร้อมจัดกิจกรรมรณรงค์กระตุ้นเตือนถึงการสร้างค่านิยมในวันแห่งความรัก รวมถึงการดูแลพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักเรียนในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์และเทศกาลสำคัญอื่นๆ โดยมีการวางมาตรการเฝ้าระวังเหตุความประพฤติไม่เหมาะสม 2 กิจกรรมหลัก คือ การเพิ่มความเข้มในการปฏิบัติงานตรวจพื้นที่เสี่ยง จุดอับ ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา (พสน.) เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เจ้าหน้าที่เทศกิจ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้ในเรื่องการป้องกันโรคติดต่อ ส่งเสริมให้ตระหนักถึงพฤติกรรมที่อยู่ในภาวะเสี่ยง รวมทั้งส่งเสริมพัฒนาความประพฤติที่เหมาะสมสร้างสรรค์เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ

ปลัดศธ.ปัดปล่อยครูกู้ฟุ่มเฟือย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222268

การศึกษา,ปล่อยกู้,ครู,ออมสิน,ฟุ่มเฟือย,กำจร ตติยกวี,หนี้

การศึกษา-สาธารณสุข  :  11 ก.พ. 2559

ปลัดศธ.ปัดปล่อยครูกู้ฟุ่มเฟือย

‘กำจร’ ย้ำมาตรการลดภาระหนี้ครู ไม่ใช่ปล่อยกู้ใหม่ ผู้ร่วมโครงการกู้ได้เฉพาะวงเงินเท่าที่เป็นหนี้

                      11 ก.พ. 59  รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบโครงการลดภาระหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยธนาคารออมสินจะอนุมัติวงเงินสินเชื่อใหม่ให้กับผู้กู้ที่เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้เงินกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ซึ่งทายาทจะได้รับเมื่อสมาชิกถึงแก่กรรม เป็นเงินบำเหน็จตกทอด นำมาขอสินเชื่อใหม่หรือรีไฟแนนซ์ เพื่อลดภาระหนี้หรือปิดบัญชีที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 4% ว่า โครงการดังกล่าวไม่ใช่การปล่อยกู้ให้ครูใหม่ แต่เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนด้านภาระที่ต้องจ่ายหนี้พร้อมกับดอกเบี้ยที่สูงในแต่ละเดือนของครู ซึ่งเดิมอยู่ที่ 6.5 – 7% โดยนำเงินในอนาคต หรือเงินบำเหน็จที่ทายาทจะได้รับเมื่อสมาชิกถึงแก่กรรม มารีไฟแนนซ์ และคำว่ารีไฟแนนซ์ หมายถึง การใช้หนี้ โดยสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ จะกู้ได้เฉพาะวงเงินเท่าที่เป็นหนี้เท่านั้น อาทิ มีหนี้ 100,000 บาท ก็กู้ได้แค่ 100,000 บาท ไม่สามารถกู้ส่วนต่างไปใช้ฟุ่มเฟือยได้
                      “หลักการของโครงการนี้ เพื่อต้องการลดภาระการชำระดอกเบี้ยให้กับครู เช่น ครูกู้เงินไป 1 ล้านบาท เดิมต้องจ่ายเงินต้นรวมดอกเบี้ย เดือนละประมาณ 7,600 บาท แต่เมื่อเข้าโครงการรีไฟแนนซ์ ก็จ่ายดอกลดลงต่อเดือน อาจเหลือยอดชำระเพียง 5,000 บาท เหตุที่ต้องทำแบบนี้ไม่ลดดอกเบี้ยลงทันที ก็เพราะธนาคารออมสิน ต้องการหลักประกันว่า ถ้าลดดอกเบี้ยไปแล้วยังมีปัญหาครูไม่ใช้หนี้อีก ก็ยังมีเงินอนาคตตรงนี้ประกันหนี้ไว้อยู่”
                      ปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ยืนยันว่า โครงการนี้เป็นการลดภาระดอกเบี้ยให้ครูจ่ายหนี้ลดลง ไม่ใช่เป็นมาตรการปลดหนี้ทั้งหมดให้ครู ดังนั้น ครูยังไงต้องใช้หนี้เองทั้งหมด ส่วนครูที่เป็นหนี้ทางอื่น เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ครูมาร่วมโครงการนี้ด้วยหรือไม่นั้น ตรงนี้ยังไม่ได้หารือ แต่เบื้องต้นจะรับเฉพาะผู้ที่กู้ยืมเงินจากธนาคารออมสิน ตามโครงการเงินกู้ ช.พ.ค.เป็นหลักก่อน

ส่อเพิกถอนใบอนุญาต‘ดลฤดี’หนีทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222243

ดลฤดี,หมอหนีทุน,หนีทุน,ส่อ,เพิกถอน,อนุญาต,หนี,ทุน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  11 ก.พ. 2559

ส่อเพิกถอนใบอนุญาต‘ดลฤดี’หนีทุน

ทันตแพทยสภามีมติเอกฉันท์กล่าวโทษ ‘ทพญ.ดลฤดี’ หนีทุน ส่งเรื่องให้อนุกรรมการจรรยาบรรณฯสอบสวนก่อนฟัน เตรียมเรียก 4 ผู้ค้ำ-ผู้ถูกกล่าวหาให้ข้อมูล

      11 กุมภาพันธ์ 2559 ที่สถาบันทันตกรรม ทพ.ธรณินทร์ จรัสจรุงเกียรติ นายกทันตแพทยสภา กล่าวว่า คณะกรรมการทันตแพทยสภาได้นำกรณีทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ ที่ถูกกล่าวหาว่าหนีทุนเข้าหารือเป็นวาระเร่งด่วน แต่เนื่องจากไม่มีผู้เสียหายมากล่าวหา ทพญ.ดลฤดี ต่อทันตแพทยสภา ทันตแพทยสภาทั้งคณะจึงมติด้วยตนเองในการกล่าวโทษ ทพญ.ดลฤดี และให้นำเรื่องเข้าสู่คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพทันตกรรม เพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนด้านจริยธรรม จรรยาบรรณ จากนี้อนุฯจะรวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆ โดยจะเชิญผู้เสียหายที่เป็นผู้คำประกันทั้ง 4 คนเข้าให้ข้อมูลพร้อมหลักฐาน รวมทั้งส่งหนังสือตามที่อยู่ที่แจ้งไว้กับทันตแพทยสภาให้ ทพญ.ดลฤดีในฐานะผู้ถูกกล่าวหาเข้าให้ข้อมูลด้วย หากหนังสือตีกลับก็จะสืบหาที่อยู่ใหม่ ทั้งนี้ ทพญ.ดลฤดี จะเข้าให้ข้อมูลด้วยตนเองหรือส่งเป็นหนังสือก็ได้ แต่หากไม่ชี้แจงก็ถือว่าสละสิทธิ์ คาดว่าจะส่งหนังสือเรียกตัวได้ภายในเดือนนี้
      “หากคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณฯพิจารณาจากข้อมูลหลักฐานแล้วเห็นว่าความผิดมีมูล ก็จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการทันตแพทยสภาเพื่อสอบขั้นสุดท้าย หากมีความผิดจะลงโทษใน 4 ขั้นตอน คือ ว่ากล่าวตักเตือน ,ภาคทัณฑ์ ,พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทันตกรรม และเพิกถอนใบอนุญาตฯ อย่างไรก็ตาม ถ้าอนุกรรมการฯพิสูจน์ทราบและเห็นว่า มีพฤติกรรม หรือการกระทำที่สร้างความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพทันตกรรมและไม่เคารพกฎหมาย หรือ กฎระเบียบ ก็จะทำให้ ทพญ.ดลฤดีขาดจากการเป็นสมาชิกภาพของทันตแพทยสภาไปโดยปริยาย เป็นไปตามข้อบังคับทันตแพทยสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพทันตกรรม พ.ศ.2538 ทำให้ไม่สามารถประกอบวิชาชีพทันตกรรมในประเทศไทยได้” ทพ.ธรณินทร์ กล่าว
      ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีการที่ทันตแพทย์ถุกฟ้องล้มละลายถือว่าเข้าข่ายทำให้พ้นจากการเป็นสมาชิกภาพโดยปริยายหรือไม่ ทพ.ธรณินทร์ กล่าวว่า ขณะนี้ศาลยังไม่ได้พิจารณาตัดสินกรณีทพญ.ดลฤดี แต่หากมีคำตัดสินของศาลมาประกอบก็จะทำให้มีหลักฐานที่หนักแน่นขึ้นที่จะทำให้พ้นจากการเป็นสมาชิกภาพ
      “ถ้าคณะอนุกรรมการฯสืบสวนพบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับความผิดเรื่องจริยธรรม จรรยาบรรณก็จะพิจารณาส่งหนังสือถึงมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดด้วย เพื่อให้ทราบถึงการประเด็นทางจริยธรรมของทันแพทย์ เนื่องจากที่ผ่านมาที่ได้ทราบจาสื่อมวลชนคือฮาร์วาร์ดมองว่่าเรื่องการหนีทุนเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนตัว ซึ่งบางรัฐในสหรัฐอเมริกาก็จะไม่ข้องเกี่ยว แต่หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวินัย คุณธรรมจริยธรรมเป็นเรื่องที่ทุกประเทศต้องนำมาพิจารณา” ทพ.ธรณินทร์ กล่าว

เข้าใจ…แม่วัยรุ่น‘หนูไม่ใช่คนไม่ดี!’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222226

แม่วัยรุ่น

การศึกษา-สาธารณสุข  :  11 ก.พ. 2559

เข้าใจ…แม่วัยรุ่น‘หนูไม่ใช่คนไม่ดี!’

เข้าใจ…แม่วัยรุ่น‘หนูไม่ใช่คนไม่ดี!’ : พวงชมพู ประเสริฐรายงาน

            เกี่ยวกับปัญหาแม่วัยรุ่น “น้องจิ๊บ” เด็กอายุ 17 ปี คือหนึ่งในแม่วัยใสที่ท้องก่อนวัยอันควร แต่เธอก็ใช้ชีวิตอย่างมีสติโดยมีคนรอบข้างเข้าใจดูแล

น้องจิ๊บ เล่าย้อนเรื่องราวให้ “คม ชัด ลึก” ฟังว่า คบกับแฟนที่เป็นเพื่อนในชั้นเรียนเดียวกันตั้งแต่ตอนอยู่ชั้น ม.3 ตอนนั้นคิดว่าเป็นคนดี เพราะเห็นเป็นคนเงียบๆ แต่เมื่อได้คบกันอย่างจริงจัง รู้จักกันมากขึ้น จึงรู้ว่าไม่ใช่คนดีแบบที่มอง แม้จะพยายามเปลี่ยนให้เขาเป็นคนดีมากกว่าที่เป็นอยู่ เมื่อขึ้นชั้น ม.4 ไม่ได้มีอาการแพ้ท้องแต่อย่างใด กระทั่งแม่สังเกตเห็นว่าปัสสาวะบ่อย จึงพาไปตรวจกับแพทย์ ทันทีที่แพทย์แจ้งผลว่าท้องได้ 4 เดือน ก็เกิดความรู้สึกไม่กล้าบอกพ่อแม่ ขอร้องให้แพทย์บอกแทน

“แม้จะรู้ว่าตัวเองท้องในช่วงอายุที่ยังน้อย แต่ไม่เคยคิดที่จะเอาเด็กออก เพราะการทำแท้งหนึ่งชีวิต เพื่อให้ตนเองมีความสุขขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี จึงเริ่มดูแลตัวเองอย่างดี อะไรที่ค้นจากอินเทอร์เน็ตว่าเป็นประโยชน์ก็พยายามกิน ดูแลลูกในท้องให้ดีที่สุด”

น้องจิ๊บเล่าต่อว่า หลังรู้ว่าท้องได้บอกฝ่ายชายและพ่อแม่ของฝ่ายชาย แต่จากท่าทีทำให้รู้ว่า ไม่น่าจะรับผิดชอบใครได้นอกจากตัวเอง ขณะที่พ่อแม่ฝ่ายชายปฏิเสธ พ่อจึงไปคุยกับอาจารย์ที่โรงเรียน แจ้งเรื่องราวที่เกิดขึ้น อาจารย์ก็เข้าใจ ให้โอกาสในการเรียน ตอนนั้นพ่อแม่พาไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล จากนั้นได้รับการส่งต่อมาฝากครรภ์ที่คลินิกวัยรุ่น รพ.รามาธิบดี ตลอดเวลาได้รับคำแนะนำอย่างดีจากแพทย์ วินาทีแรกที่เห็นหน้าลูก มีความสุขและโล่งใจเมื่อเห็นลูกสมบูรณ์แข็งแรงดี ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้น ม.5 ตอนนี้วางอนาคตไว้ว่า อยากจะเรียนสายนิติศาสตร์ หรือด้านจิตวิทยา

“บางคนคิดว่า คนที่ท้องในวัยรุ่นเป็นแม่คนตั้งแต่ยังเรียนไม่จบเป็นคนที่ไม่ดี แต่ความจริงแล้วไม่ใช่แบบนั้น คนเรามีจังหวะเวลาที่เกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้นได้ เราไม่อยากให้สังคมมองคนที่ก้าวพลาดหรือซ้ำเติม โดยเฉพาะคนที่ใกล้ชิดกัน ไม่ควรถามหรือพูดสิ่งที่จะตอกย้ำความเจ็บช้ำของเด็ก และสิ่งสำคัญ ทำให้รู้ว่าไม่มีใครรักและจริงใจกับเราเหมือนพ่อแม่ คำหวานของผู้ชายเชื่อไม่ได้ เพราะเขาจะพูดเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ และพูดแบบเดียวกันกับทุกคนไม่เฉพาะเราคนเดียว”

ขณะที่ “พ่อน้องจิ๊บ” ให้แง่คิดว่า เมื่อรู้ว่าลูกตั้งครรภ์ไม่ได้โกรธลูกรุนแรงจนกลายเป็นการผลักไสเผชิญปัญหาเพียงลำพัง แต่สิ่งที่ทำคือ ต้องยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น นั่งคิดหาทางช่วยลูกแก้ปัญหา และให้กำลังใจลูก ไม่อยากให้คนไทยมองแต่ความผิดพลาดของคนอื่น แต่ให้มองด้วยความเข้าใจและพร้อมช่วยกัน

เช่นเดียวกับ “น้องหนิง” (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี แม่วัยรุ่น ที่ตั้งครรภ์ตอนอายุ 16 ปี เล่าว่า คบกับแฟนได้ 2-3 เดือน จึงมีเพศสัมพันธ์กัน รู้ว่าท้องได้ 2 เดือน จากการซื้อที่ตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจ ก่อนไปตรวจที่คลินิก พอรู้ก็บอกแฟน แต่ไม่กล้าบอกแม่ กระทั่งแม่จับได้ตอนท้องได้ 3 เดือน เพราะเห็นจากลักษณะการกิน แต่แม่ไม่ได้โกรธ หรือดุด่ารุนแรง แต่พาไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล และจดทะเบียนสมรสกับแฟนที่มีอายุ 21 ปี

“ตอนที่แม่ยังไม่รู้ว่าตัวเองท้องเครียดมาก แต่พอแม่รู้และไม่ได้โกรธรุนแรงก็คลายความเครียดลง ทุกวันนี้ลาเรียนมาเลี้ยงลูก แต่เร็วๆ นี้จะกลับไปเรียนเหมือนเดิม อยากฝากถึงวัยรุ่นทุกคนว่า ต้องรู้จักป้องกัน หากท้องหรือติดโรคขึ้นมาชีวิตจะวุ่นวายมาก และพ่อแม่ไม่เข้าใจอาจเสียอนาคตได้” น้องหนิง กล่าว

แน่นอนว่า การให้ความรู้เกี่ยวกับเพศศึกษาเพื่อให้วัยรุ่นรู้จักที่จะรักตัวเอง มีศักดิ์ศรี สอนให้มีทักษะชีวิตเพื่อป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่หากวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ต้องให้รู้จักการป้องกันตนเองไม่ให้ตั้งครรภ์ และเมื่อเกิดการตั้งครรภ์ไม่พร้อมขึ้น พ่อแม่ต้องเข้าใจและพร้อมอยู่เคียงข้าง อย่าผลักไสให้ลูกต้องก้าวไปเผชิญปัญหาอย่างโดดเดี่ยว เพราะจะยิ่งเป็นการสร้างปัญหาให้มากขึ้น ที่สำคัญ สังคมต้องเข้าใจว่า….“แม่วัยรุ่น ไม่ใช่คนไม่ดี”

7 ปัญหาที่พบในแม่วัยรุ่น

1.ความไม่พร้อมในการเป็นพ่อแม่วัยรุ่นเนื่องจากสภาพจิตใจและวุฒิภาวะที่ยังไม่พร้อมต่อการเป็นพ่อแม่ตั้งแต่อายุน้อย

2.มีภาวะซึมเศร้าจากการเลิกรากันของฝ่ายชาย ทำให้ฝ่ายหญิงต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวและแบกรับภาระเพียงคนเดียว

3.การหยุดเรียนกลางคัน หรือไม่ได้เรียนต่อเนื่องจากไม่มีคนช่วยเลี้ยงดูบุตร

4.เศรษฐานะในครอบครัว รายได้ไม่เพียงพอต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาทำงานหารายได้เพิ่มเติม

5.มีความรู้สึกอับอายต่อสังคม กลัวถูกนินทาจากบุคคลรอบข้าง กลัวถูกสังคมตีตราว่าเป็นแม่ตั้งแต่วัยรุ่น

6.การถูกกีดกันจากสถานศึกษาไม่ให้เรียนหนังสือต่อเพราะจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับนักเรียนในโรงเรียน

7.ไม่มีองค์ความรู้ด้านทักษะชีวิตและเพศศึกษาไม่ได้มีการวางแผนในการคุมกำเนิด ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ซ้ำภายในสองปี

 


มพ.ร่วมกยศ.หักหนี้เงินกองทุนช่วยลูกศิษย์ได้เงินเรียนต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222214

กยศ.

การศึกษา-สาธารณสุข  :  11 ก.พ. 2559

มพ.ร่วมกยศ.หักหนี้เงินกองทุนช่วยลูกศิษย์ได้เงินเรียนต่อ

มพ.ร่วมกยศ.หักหนี้เงินกองทุนช่วยลูกศิษย์ได้เงินเรียนต่อ : หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ

             “เป็นอาจารย์ต้องทำเป็นแบบอย่าง กู้เงินกยศ.มาเรียนแล้วมีงานทำ ต้องจ่ายเงินคืนกองทุน ถ้าเราเป็นบุคลากรในสถาบันการศึกษาแล้วไม่ทำเป็นแบบอย่างแล้วเราจะสอนลูกศิษย์ได้อย่างไร เพราะส่วนหนึ่งที่นักศึกษาบางส่วนไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม หรือไม่ได้เรียนต่อเป็นเพราะกยศ.ได้รับงบประมาณไม่เพียงพอกับจำนวนผู้กู้ หรือเป็นเพราะกยศ.ตามหนี้ไม่ได้ด้วย มพ.มีศักดิ์ศรี จะต้องไม่หนีหนี้กยศ. จึงได้เข้าร่วมโครงการกับกยศ.ตามหนี้มาคืนกองทุนมาได้ 2 เดือนแล้ว” อาจารย์วุฒิชัย ไชยรินคำ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยพะเยา กล่าว

ปัจจุบันที่สถาบันแห่งนี้มีบุคลากรที่กู้เงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ประมาณ 600 คน มีทั้งที่เป็นศิษย์เก่าที่กู้เรียนจนจบปริญญาตรีและทำงาน รวมทั้งที่กู้มาจากสถาบันการศึกษาเดิมด้วย ในจำนวนมีผู้ที่อยู่ระหว่างชำระหนี้คืนกยศ.ประมาณ 400 คน ส่วนที่เหลืออีก 200 คนอยู่ระหว่างการดำเนินการติดตามหนี้คืน

“200 คนนี้อยู่ระหว่างติดตามหนี้คืนนี้แบ่งเป็น 4 กลุ่มด้วยกันคือ 1.กลุุ่มที่พร้อมปิดบัญชีชำระหนี้ครบได้ทันที 2.กลุ่มที่พร้อมจ่ายรายเดือนโดยให้สถาบันหักเงินเดือนคืนกองทุนกยศ. 3.กลุ่มที่ต้องการปรับโครงสร้างหนี้ และ4.กลุ่มที่ไม่มีกำลังจ่ายหนี้ได้ ทั้งหมดนี้มพ.เน้นตามความสมัครใจเป็นหลัก เพราะการติดตามหนี้ไม่สามารถบังคับได้ ซึ่งมหาวิทยาลัยพยายามรณรงค์และเชิญชวนให้ผู้กู้ร่วมกันชำระหนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยพะเยา กล่าว

ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ “สมชัย สัจจพงษ์” ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาระบุว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างประสานงานกับกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยตั้งเป้าหมายจะเป็นกระทรวงแรกที่จะมีข้าราชการปลอดหนี้ กยศ. โดยขณะนี้กองทุนได้มีการส่งหนังสือเพื่อขอความร่วมมือไปยังกระทรวงต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีข้าราชการที่เป็นหนี้ กยศ.กว่า 6 หมื่นราย โดยในส่วนนี้เป็นข้าราชการของกระทรวงการคลังพันกว่าราย

อย่างไรก็ตาม คาดว่าเร็วๆ นี้กระทรวงการคลังจะเสนอร่างพ.ร.บ.กองทุนเพื่อการศึกษา ให้คณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติ ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการชำระหนี้ของผู้กู้ยืมหนี้กยศ. โดยกำหนดให้องค์กรนายจ้างทุกแห่งดำเนินการหักเงินลูกจ้างที่เป็นลูกหนี้ของกยศ. เพื่อนำส่งให้แก่ กยศ.ผ่านกรมสรรพากร โดยให้หักพร้อมกับภาษี ณ ที่จ่าย

สำหรับมาตรการจูงใจบุคลากรในสังกัดองค์กรนายจ้างที่ให้ความร่วมมือกับกองทุนกู้ที่กยศ.ลูกหนี้ทั่วไปกลุ่มไม่ค้างชำระเมื่อผู้กู้ยืมเงินให้ความยินยอมให้นายจ้างหักเงินเดือนชำระหนี้กองทุน เมื่อชำระเสร็จสิ้นแล้ว กองทุนจะให้เงินตอบแทนเป็นรางวัล คิดเป็นจำนวนร้อยละ 1 ของเงินต้นคงเหลือ ณ วันที่เริ่มให้หักเงินเดือน

กลุ่มผู้ค้างชำระ เมื่อผู้กู้ยืมเงินมาชำระหนี้เป็นปกติและให้ความยินยอมให้นายจ้างหักเงินเดือนชำระหนี้กองทุน จะได้รับการลดเบี้ยปรับ 100% กรณีไม่สามารถชำระหนี้ให้เป็นปกติได้ กองทุนจะปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ให้แก่ผู้กู้ยืม เมื่อผู้กู้ยืมเงินให้ความยินยอมให้นายจ้างหักเงินเดือนชำระหนี้กองทุน จะได้รับการลดเบี้ยปรับ 50% และมีระยะเวลาผ่อนชำระหนี้ ตามระยะเวลาที่เหลืออยู่ตามสัญญา

กลุ่มลูกหนี้ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง กลุ่มไม่ค้างชำระเมื่อผู้กู้ยืมเงินให้ความยินยอมให้นายจ้างหักเงินเดือนชำระหนี้กองทุน เมื่อชำระเสร็จสิ้นแล้ว กองทุนจะให้เงินตอบแทนเป็นรางวัล คิดเป็นจำนวนร้อยละ 1 ของเงินต้นคงเหลือ ณ วันที่เริ่มให้หักเงินเดือน กลุ่มผู้ค้างชำระเมื่อผู้กู้ยืมเงินมาชำระหนี้เป็นปกติและให้ความยินยอมให้นายจ้างหักเงินเดือนชำระหนี้กองทุน จะได้รับการลดเบี้ยปรับ 100%

กลุ่มลูกหนี้ที่ถูกดำเนินคดี กรณีพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือนและไม่ค้างชำระหนี้เมื่อผู้กู้ยืมเงินให้ความยินยอมให้นายจ้างหักเงินเดือนชำระหนี้กองทุน เมื่อชำระเสร็จสิ้นแล้ว กองทุนจะให้เงินตอบแทนเป็นรางวัล คิดเป็นจำนวนร้อยละ 1 ของเงินต้นคงเหลือ ณ วันที่เริ่มให้หักเงินเดือน

กรณีพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือนและค้างชำระหนี้เมื่อผู้กู้ยืมเงินมาชำระหนี้เป็นปกติและให้ความยินยอมให้นายจ้างหักเงินเดือนชำระหนี้กองทุน จะได้รับการลดเบี้ยปรับ 100%

กรณีพิพากษาให้ชำระหนี้ ทั้งจำนวนเมื่อผู้กู้ยืมเงินเข้าทำบันทึกข้อตกลงในการเจรจาไกล่เกลี่ยชั้นบังคับคดีตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาว่าด้วยการไกล่เกลี่ยลูกหนี้ตามคำพิพากษาชั้นบังคับคดี พ.ศ.2557 และให้ความยินยอมให้นายจ้างหักเงินเดือนชำระหนี้กองทุน เมื่อชำระเสร็จสิ้นแล้ว กองทุนจะให้เงินตอบแทนเป็นรางวัล คิดเป็นจำนวนร้อยละ 1 ของเงินต้นคงเหลือ ณ วันที่เริ่มให้หักเงินเดือน

กรณีบุคลากรที่เป็นผู้กู้ยืมเงินปิดบัญชี กลุ่มลูกหนี้ทั่วไป กลุ่มไม่ค้างชำระ กองทุนจะให้เงินตอบแทนเป็นรางวัล คิดเป็นจำนวนร้อยละ 3 ของเงินต้นคงเหลือ ณ วันที่ปิดบัญชี กลุ่มผู้ค้างชำระ ลดเบี้ยปรับ 100% กลุ่มลูกหนี้ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง  กลุ่มไม่ค้างชำระกองทุนจะให้เงินตอบแทนเป็นรางวัล คิดเป็นจำนวนร้อยละ 3 ของเงินต้นคงเหลือ ณ วันที่ปิดบัญชี กลุ่มผู้ค้างชำระ ลดเบี้ยปรับ 100%

กลุ่มลูกหนี้ที่ถูกดำเนินคดี กรณีพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือนและไม่ค้างชำระหนี้กองทุนจะให้เงินตอบแทนเป็นรางวัล คิดเป็นจำนวนร้อยละ 3 ของเงินต้นคงเหลือ ณ วันที่ปิดบัญชี กรณีพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือนและค้างชำระหนี้ลดเบี้ยปรับ 100% กรณีพิพากษาให้ชำระหนี้ทั้งจำนวนลดเบี้ยปรับ 100%

“ฑิตติมา วิชัยรัตน์” ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) อธิบายว่า ผู้กู้เงินกยศ.มีจำนวน 4.5 ล้านราย วงเงิน 4 แสนล้านบาท มีผู้กู้ที่ถึงกำหนดชำระจำนวน 3.1 ล้านราย ในจำนวนนี้มีผู้กู้ค้างชำระ 2 ล้านราย มูลหนี้ 5.6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นผู้กู้ค้างชำระทั่วไปจำนวน 1.2 ล้านราย มูลหนี้ 1.4 หมื่นล้านบาท ผู้กู้ที่อยู่ระหว่างไกล่เกลี่ยจำนวน 1 แสนราย มูลหนี้ 7 พันล้านบาท และผู้กู้ที่ถูกดำเนินคดีจำนวน 7 แสนราย มูลหนี้ 3.5 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้าการชำระหนี้ปี 2559 อยู่ที่ 1.9 หมื่นล้านบาท และเพิ่มช่องทางการชำระหนี้ผ่านไปรษณีย์เคาน์เตอร์เซอร์วิสร่วมกับองค์กรนายจ้างให้หักเงินจากบัญชีเงินเดือนของลูกจ้าง เพื่อนำส่งแก่ กยศ. ว่าจ้างบริษัทติดตามหนี้

ส่วนแผนการปล่อยกู้ปี 2559 โดยผู้กู้เป้าหมายมีจำนวน 6.7 แสนราย แบ่งเป็นผู้กู้รายเก่า 4.7 แสนราย รายใหม่ 2 แสนราย รวมเป็นวงเงิน 2.7 หมื่นล้านบาท สำหรับผู้กู้ที่ศึกษาในระดับมัธยมปลายถึงปริญญาตรีต้องมีผลการเรียนเฉลี่ย 2.00 และต้องทำโครงการเพื่อสังคมจำนวน 36 ชั่วโมง แต่สำหรับผู้กู้ที่ศึกษาในระดับอาชีวศึกษา ไม่ต้องมีเงื่อนไขในลักษณะดังกล่าว


ปธพ.4-แพทยสภา-พระปกเกล้าจัดแพทย์อาสาเฉพาะทางฯครั้งที่ 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222209

แพทย์อาสา,สภา,พระ,ปกเกล้า,แพทย์,อาสา,ทาง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  10 ก.พ. 2559

ปธพ.4-แพทยสภา-พระปกเกล้าจัดแพทย์อาสาเฉพาะทางฯครั้งที่ 4

ปธพ.4-แพทยสภา-พระปกเกล้าจัดแพทย์อาสาเฉพาะทางฯครั้งที่ 4

              เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข เป็นประธานการแถลงข่าวการเปิดตัว “โครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ครั้งที่ 4 ในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมายุ 84 พรรษา” โดยนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 4 (ปธพ.4) แพทยสภา และสถาบันพระปกเกล้า เนื่องด้วยในปีนี้มีวาระพิเศษที่เป็นมหามิ่งมงคลต่อประเทศชาติ คือ  ครบรอบ “84 พรรษา มหาราชินี” ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงห่วงใยสุขภาพของประชาชนมาโดยตลอด ปธพ.4 และเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนจึงได้จัดโครงการหน่วยแพทย์อาสาฯ ครั้งที่ 4  ในวันอาทิตย์ที่ 13 มี.ค. 59 ที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา

ศ.นพ.เหลือพร ปุณณกันต์ ประธานนักศึกษา ปธพ.4 เปิดเผยว่า นักศึกษารุ่นที่ 4 ได้สานต่อเจตนารมณ์การจัดโครงการหน่วยแพทย์อาสาฯ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนแสดงความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยการออกหน่วยแพทย์จะมีทั้งสิ้น 21 คลินิกเฉพาะทาง เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องรอคิวเข้ารับการผ่าตัดในพื้นที่นครราชสีมาและใกล้เคียงให้ได้รับการบริการที่เร็วขึ้น ทั้งนี้ทีมผ่าตัดต่าง ๆ จะไปดำเนินการล่วงหน้าและติดตามการรักษา รวมทั้งจะยังมีคลินิกกฎหมายให้คำปรึกษาแก่ประชาชนในวันที่ 13 มี.ค. ด้วย โดยเราตั้งเป้าประชาชนที่มารับบริการไม่น้อยกว่า 8,448 ราย

รศ.นพ.อัษฎา ตียะพันธ์ ประธานหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่ 4 กล่าวว่า การจัดหน่วยแพทย์ ในวันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2559 จะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ โรงพยาบาลค่ายสุรนารี  จังหวัดนครราชสีมา โดยมีกิจกรรมตรวจรักษาโรคเฉพาะทาง 2๑  คลินิก แพทย์เฉพาะทาง ทันตแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และบุคลากรกว่า 500 คน จากหลายสังกัด อาทิ รพ.ศิริราช รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.รามา รพ.ราชวิถี สถาบันประสาท รพ.ภูมิพล รพ.เอกชนชั้นนำ ฯลฯ ตลอดจนราชวิทยาลัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของแพทยสภา จะมาตรวจรักษาให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและใกล้เคียง

โดยคลินิกรักษาโรคเฉพาะทาง 20 คลินิกประกอบด้วย คลินิกเด็ก คลินิกสูตินรี หญิงและชายวัยทอง คลินิกอายุรกรรม คลินิกศัลยกรรม โรคหัวใจ หู คอ จมูก คลินิกมะเร็งเต้านม คลินิกปากแหว่งเพดานโหว่ คลินิกกระดูกและข้อ คลินิกกายอุปกรณ์ คลินิกสุขภาพจิต โรคทางเดินปัสสาวะ ทางเดินอาหาร คลินิกไต ผิวหนัง ฝังเข็ม คลินิกฟัน และทันตกรรม ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน และผ่าฟันคุด การแจกแว่นตาแก่ผู้สูงอายุ การมอบอุปกรณ์ขาเทียมแก่ผู้พิการ คลินิกแผนไทยโดย กรมพัฒนาแพทย์แผนไทย และ โรงพยาบาลอภัยภูเบศร์ เปิดให้คำแนะนำด้านแพทย์แผนไทยและสมุนไพร และคลินิกทางกฎหมายให้คำปรึกษาแก่ประชาชน รวมทั้งกิจกรรมอาสาอื่น ๆ อีกมากมายที่หลายองค์กรมาร่วมกิจกรรมโดยประชาชนที่มารับบริการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีจุดบริการอาหารเครื่องดื่มแก่ประชาชน จากการร่วมกันอำนวยความสะดวกโดยกลุ่มนักศึกษา หลักสูตร ปธพ. 4  ทั้งนี้รวมไปถึงกิจกรรมความสนุกมากมายบนเวที ตลอดงาน จึงขอเชิญประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงมาร่วมงานในวันและเวลาดังกล่าว ประชาชนที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 11 มีนาคม 2559 ที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารี

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามและลงทะเบียนได้ที่ รพ.ค่ายสุรนารี โทร.044-234-503 ในวันและเวลาราชการ

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา เปิดเผยว่า หลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปธพ.) เป็นหลักสูตรของแพทยสภา มีต้นกำเนิดจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานให้กรรมการแพทยสภา เพื่อแก้ปัญหาวงการแพทย์ไทยด้วยแนวทาง “อ่อนน้อมถ่อมตน ทุกคนมีดี อย่าดูถูกใคร” มติกรรมการแพทยสภา ได้มอบให้สถาบันพระปกเกล้านำ “ธรรมาภิบาล” มาเป็นหลักในการสร้างหลักสูตร และแพทยสภาสร้างกิจกรรม ให้บรรลุตามแนวทางพระราชดำรัสดังกล่าว ให้กับผู้บริหารทางการแพทย์ระดับสูงทั้ง 4 เสาหลัก ประกอบด้วย ๑.มหาวิทยาลัย ๒.กระทรวงสาธารณสุข ๓.ทหาร ตำรวจและภาครัฐอื่น และ๔.ภาคเอกชน โดยอบรมเรียนรู้ร่วมกันในหลักสูตร ปธพ. รุ่นแรกถือกำเนิดในปี พ.ศ.2555 โดยกำหนดให้นักศึกษาต้องทำวิจัยปัญหาประเทศเสนอกรรมการแพทยสภาเพื่ออนุมัติจบการศึกษา และต้องทำกิจกรรม แพทย์อาสา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรูปแบบโครงการแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติฯ ทุกปี

นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมา อธิบดีกรมการแพทย์ และ กรรมการแพทยสภา กล่าวว่า โครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่ 4 เป็นการจัดหน่วยแพทย์ขนาดใหญ่ระดับประเทศครั้งที่ ๔  ที่มีกระทรวงสาธารณสุขเข้าร่วม และเครือข่ายของระบบสาธารณสุขโดยรอบเป็นแกน บูรณาการเชื่อมกันทั้ง 5 กระทรวง บริหารจัดการโดยนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 4  เพื่อเป็นการแสดงพลังรวมใจบุคลากรทางการแพทย์ และหน่วยงานต่าง ๆ มุ่งเน้นรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในระดับทุติยภูมิและตติยภูมิในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 9 ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ที่ต้องจัดสรรทรัพยากรทางการแพทย์และการบริหารงบประมาณร่วมกัน   นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกซ้อมระบบโรงพยาบาลสนาม เพื่อเตรียมการรองรับหากเกิดภัยพิบัติ ตลอดจนส่งเสริมการสร้างจิตอาสาและการมีส่วนร่วมของหลายหน่วยงานในการให้บริการแก่ประชาชน

พลโทนายแพทย์ไตรโรจน์ ครุธเวโช เจ้ากรมแพทย์ทหารบก และประธานนักศึกษา ปธพ.๓ กล่าวว่ากรมแพทย์ทหารบกมีส่วนรวมในโครงการมาตลอดตั้งแต่ครั้งที่ ๑ ในครั้งนี้ โรงพยาบาลค่ายสุรนารี มีความยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเป็นสถานที่จัด “โครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่ 4 ” โดยได้ระดมแพทย์ พยาบาล และบุคลากร จากสายงานต่าง ๆ มาร่วมกันมอบบริการให้แก่ชาวจังหวัดนครราชสีมา และพื้นที่ใกล้เคียง รวมไปถึงได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากทุกภาคส่วนของ จ.นคราชสีมา ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน จิตอาสากลุ่มต่างๆ และสื่อมวลชน ที่ต่างร่วมกันทุ่มเทเพื่อให้การจัดงานครั้งนี้เป็นไปอย่างเรียบร้อยที่สุด โรงพยาบาลค่ายสุรนารี เป็นหน่วยขึ้นตรงกรมแพทย์ทหารบก และฝากการบังคับบัญชาไว้กับกองทัพภาคที่ 2 เป็นโรงพยาบาลขนาด 400 เตียง มีหน้าที่รักษาพยาบาลทหาร และข้าราชการกลาโหม พลเรือน ลูกจ้าง ตลอดจนครอบครัว และบุคคลพลเรือนทั่วไป นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ในการฝึกอบรมกำลังพลตามที่ได้รับมอบ ทั้งนี้โรงพยาบาลค่ายสุรนารี เป็นโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงกลาโหมที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยทำหน้าที่โรงพยาบาลสนามเมื่อครั้งเกิดอุทกภัยในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา และพื้นที่ใกล้เคียงมาแล้ว

พลตรีนายแพทย์ชาญชัย ติกขะปัญโญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ในนามตัวแทนของชาวนครราชสีมารู้สึกเป็นเกียรติและปลาบปลื้มที่คณะนักศึกษา ปธพ.4 และเครือข่ายจัดโครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่ 4 ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยให้โรงพยาบาลค่ายสุรนารี เป็นเจ้าภาพและประสานงานหน่วยบริการสาธารณสุขทั้งในพื้นที่และส่วนกลางมาให้บริการประชาชนในจังหวัดนครราชสีมาและใกล้เคียง ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ท่านแม่ทัพภาคที่ 2 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) ที่อำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ ตลอดจนต้องขอขอบคุณภาคเอกชนที่ช่วยจัดบริการสนับสนุนทางการแพทย์อีกหลายภาคส่วน การออกหน่วยแพทย์ในครั้งนี้นอกจากเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระราชินีแล้ว ยังมีคุณูปการต่อผู้ป่วยในพื้นที่นครราชสีมาและใกล้เคียงที่ช่วยร่นระยะเวลาการรอผ่าตัดเป็นจำนวนมาก อีกทั้งการจัดหน่วยแพทย์ในครั้งนี้จึงนับเป็นการฝึกซ้อมระบบโรงพยาบาลสนามให้กับบุคลากรของโรงพยาบาลและผู้เกี่ยวข้องด้วย

พลอากาศตรี นายแพทย์อิทธพร คณะเจริญ  ผู้อำนวยการหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง  เปิดเผยว่า โครงการแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติฯ ในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 สำหรับโครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติ ครั้งที่ 1 จัดโดยนักศึกษา ปธพ.1 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2556 มีแพทย์เข้าร่วมกว่า 300 คน ใน20 คลินิก ตรวจรักษาผ่าตัดผู้ป่วย จำนวนกว่า 3,000 ราย พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุทรงเสด็จมาเป็นองค์ประธาน และได้รับการบันทึก “สถิติโลกกินเนสบุ๊ค” ว่า “The most eye tests performed in one hour were achieved to celebrate His Majesty the King’s 85th and Her Majesty the Queen’s 80th Birthday Anniversaries by The Medical Council of Thailand and King Prajadhipok’s Institute, in Ayutthaya, Thailand, on 17 March 2013 จากทีมแพทย์เฉพาะทางโรคตามากที่สุดในโลก เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ทั้ง 2 พระองค์ ซึ่งนับเป็นเกียรติประวัติของแพทย์อาสาทุกท่านที่เข้ามาร่วมงานเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในครั้งแรก

ครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่โรงพยาบาลหัวหิน เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2557 คลินิกเฉพาะทาง 18 คลินิก ตรวจรักษาโดยแพทย์  ทันตแพทย์ พยาบาล และเภสัชกร จาก 14 ราชวิทยาลัยและสถานพยาบาลชั้นนำ รวมกว่า 500 คน ให้บริการตรวจคัดกรองโรค ตรวจรักษาผู้ป่วยทุกระบบ ด้วยยาและการผ่าตัดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยใช้เครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย มีผู้ป่วย เข้ารักษา 4,773 ราย และมีกิจกรรมเจริญพระพุทธมนต์ “สวดพระปริตร” อธิษฐานจิตปฏิบัติบูชา นำโดย พระอาจารย์อารยวังโส เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จ.ลำพูน เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระ หม่อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ครั้งที่ 3 จัดขึ้นที่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวโรกาสพระชมมายุครบ 60 พรรษา โดยจัดคลินิกเฉพาะทาง 18 คลินิก ตรวจรักษาโดยแพทย์  ทันตแพทย์ พยาบาล และเภสัชกร จาก 14 ราชวิทยาลัยและสถานพยาบาลชั้นนำ รวมกว่า 500 คน ให้บริการตรวจคัดกรองโรค ตรวจรักษาผู้ป่วยทุกระบบ ด้วยยาและการผ่าตัดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยใช้เครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย มีผู้ป่วย เข้ารักษา 6,0๙0 ราย


รมช.ศธ.ปลื้มศึกษาเท่าเทียมเห็นผลเป็นรูปธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222205

การศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  10 ก.พ. 2559

รมช.ศธ.ปลื้มศึกษาเท่าเทียมเห็นผลเป็นรูปธรรม

รมช.ศธ.ลุยตรวจผลสัมฤทธิ์นโยบายลดความเหลื่อมล้ำการศึกษา ร.ร.ราชประชานุเคราะห์ฯ จ.เพชรบูรณ์ ปลื้มเห็นผลเป็นรูปธรรม เด็กด้อยโอกาสได้รับการศึกษาเท่าเทียม

           เมื่อวันที่ 10 ก.พ. พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ นำหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 57 จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ประเภทอยู่ประจำกินนอน แบบสหศึกษา จัดการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยครู ผู้เรียน ผู้ปกครอง ชุมชนท้องถิ่น มีส่วนร่วมในการจัดทำและปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้เรียน พร้อมจัดการเรียนการสอนที่เน้นการฝึกวิชาชีพ การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยลงมือปฏิบัติจริง มีการฝึกทักษะ สามารถพึ่งพาตนเองและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ เป็นไปตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”


พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นการติดตามผลการดำเนินการจากสถานที่และสภาพจริง เพื่อความเป็นธรรมในสังคมตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งผลการดำเนินงานระยะที่ 2 ระหว่างวันที่ 24 ต.ค.58 -23 ม.ค.59 ของหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ ที่เกิดเป็นรูปธรรม ได้แก่ มาตรการประกันโอกาส มาตรการประกันคุณภาพ และมาตรการประกันประสิทธิภาพ เช่น การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมเงินทั้งสิ้น 23,387,331,518.85 บาท โดยเป็นส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.)


พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) มีการส่งเสริมการศึกษานอกระบบผ่านทีวีสาธารณะ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) ดำเนินโครงการติวเตอร์ แนะแนวการศึกษาต่อนักเรียนเอกชน สอนศาสนาอิสลาม ติวเข้มระยะสั้นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ขณะที่คุรุสภา ดำเนินการรับรองความรู้ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ด้านสำนักงานการอุดมศึกษา (สกอ.) ดำเนินโครงการทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี


“นอกจากนี้ทุกส่วนราชการในกระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินโครงการต่างๆเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้เป็นอย่างดี เช่น โครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ การยกระดับคุณภาพศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน “หนึ่งคน หนึ่งอาชีพ” โครงการ “อาชีวะเอกชน สร้างคน สร้างชาติ” ควบคู่กับการพัฒนาครูและบุคคลากรทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้เรียนทุกกลุ่มทุกพื้นที่ได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพในรูปแบบที่เหมาะสม เท่าเทียม ส่งผลให้นักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ หรือผู้ด้อยโอกาส เข้าถึงการศึกษาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข” พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว




‘ดาว์พงษ์’โยน’มัทนา’ตอบปมลาเก้าอี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222185

การศึกษา,ควบคุม,ศธ.,ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ,มัทนา สานติวัตร,อัสสัมชัญ,เอแบค,อุทธรณ์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  10 ก.พ. 2559

‘ดาว์พงษ์’โยน’มัทนา’ตอบปมลาเก้าอี้

‘ดาว์พงษ์’ ทราบแล้ว ‘มัทนา’ ขอหยุดปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี ม.เอแบค โยนถามเจ้าตัวมีปัญหาภายในหรือไม่ คาด 1-2 วันได้คนใหม่แทน ยังไม่เห็นหนังสืออุทธรณ์คำสั่งควบคุม

                      10 ก.พ. 59  พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่ ดร.มัทนา สานติวัตร ผู้ปฏิบัติหน้าที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือ เอแบค ได้แจ้งแก่คณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่มี รศ.ดร.อานนท์ เที่ยงตรง เป็นประธานว่าขอหยุดปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี ม.เอแบค เนื่องจากอยู่ในช่วงของการไว้ทุกข์มารดา ว่า ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่ง ดร.มัทนา ก็มีเหตุผลส่วนตัว จึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ ซึ่งวันนี้คณะกรรมการควบคุม ฯ จะมีการประชุมเพื่อสรรหาผู้ปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี ม.เอแบค คนใหม่แทน คาดว่าจะทราบผลใน 1 – 2 วันนี้
                      “ขณะนี้การดำเนินการทุกอย่างยังเป็นไปตามปกติ ซึ่งเหตุผลที่ ดร.มัทนา ขอหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็เป็นเหตุผลส่วนตัวที่แจ้งไว้ตามนั้น”
                      ผู้สื่อข่าวถาม ทราบว่ามีปัญหาภายในที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารงาน รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เรื่องนี้ก็ต้องไปถาม ให้ ดร.มัทนา ตอบเอง แต่เมื่อเร็วๆ นี้ที่ได้พบกับผู้บริหาร ม.เอแบค ก็ได้ตอบทุกคำถามและข้อสังสัยแก่ผู้บริหาร ซึ่งทุกคนรับฟังและเข้าใจในเจตนาของ ศธ.มากขึ้นว่าเพราะอะไรจึงต้องเข้ามาควบคุมดูแล ส่วนกรณีที่เปิดโอกาสให้ผู้บริหารทั้ง 2 ฝ่ายยื่นอุทธรณ์คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุม ฯ ภายในระยะเวลา 30 วัน ตามมาตรา 89 พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 นั้น เวลานี้ตนยังไม่เห็นหนังสืออุทธรณ์