‘ควบรวม’ อาชีวะเอกชน เกิดปัญหา…ใครรับผิดชอบ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222410

การศึกษา,ควบรวม,รับผิดชอบ,ประยุทธ์,ม.44,อาชีวะ,เอกชน,ควบ,ปัญหา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  14 ก.พ. 2559

‘ควบรวม’ อาชีวะเอกชน เกิดปัญหา…ใครรับผิดชอบ?

‘ควบรวม’ อาชีวะเอกชน เกิดปัญหา…ใครรับผิดชอบ? : โดย…ทีมข่าวการศึกษา

                      ไม่แปลก…ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และในฐานะหัวหน้า คสช. ใช้มาตรา 44 ประกาศราชกิจจานุเบกษาสัั่งควบรวมอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชน เพราะต่อให้ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการประกาศอย่างชัดเจน สั่งควบรวมอาชีวศึกษา แต่ถ้าติดตามดูข่าวมาตลอดเรื่องนี้เกิดมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2558
                      ทั้งนี้ ทันทีที่มีการประกาศคำสั่งดังกล่าว ส่งผลให้อำนาจในการบริหารจัดการของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนอาจต้องย้ายโอนไปอยู่วิทยาลัยอาชีวศึกษาของรัฐ โดยมี “ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.)” เป็นแม่ทัพในการขับเคลื่อนองคาพยพครั้งนี้ ทว่าขณะที่ทุกฝ่ายที่เป็นตัวแทนภาครัฐ การันตีว่าคำสั่งดังกล่าวจะส่งผลต่อการพัฒนาอาชีวศึกษาไทยให้มีคุณภาพเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่เมื่อยังไม่มีผลลัพธ์ที่ชัดเจนจะให้ไม่มีข้อกังขาความห่วงใย แล้วหากไม่ได้ดีอย่างที่คิด แล้วใคร…? ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
                      ดร.ศุภเสฏฐ์ คณากูล ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษากุสุมภ์เทคโนโลยี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า เรื่องนี้ได้มีการหารือกันมานานว่าจะดำเนินการเช่นใดซึ่งคำสั่งดังกล่าวก็ไม่ได้ผิดโผไปจากที่คาดการณ์เอาไว้ ซึ่งในส่วนตัวมองว่าหากการควบรวมอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชนจะทำให้การบริหารจัดการทั้งในส่วนของคุณภาพบัณฑิตอาชีวศึกษา มีแนวทางในการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันและการสนับสนุนต่างๆ จากภาครัฐเช่นเดียวกันถือเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อนักศึกษาอาชีวะ เช่น การไปฝึกงาน ฝึกปฏิบัติ หรือความร่วมมือกับสถานประกอบการในเรื่องของทวิภาคี แต่ถ้าไม่ได้ผลดีอย่างที่คาดการณ์ไว้ ก็อยากให้มีผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย
                      “คำสั่งดังกล่าวเสมือนเป็นการบอกให้อาชีวศึกษาเอกชนย้ายบ้านไปอยู่ที่ใหม่ ซึ่งต่อให้เราเตรียมตัวมาระดับหนึ่งแล้ว การย้ายไปอยู่ที่ใหม่ก็คงจะไม่ราบรื่น ต้องมีติดขัดบ้าง แถมเรายังไม่รู้ว่าบ้านใหม่ของเราเป็นอย่างไร จะไปอยู่ในรูปแบบไหนควบรวมแล้วต้องทำอะไร มีการปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง ดังนั้นคงบอกไม่ได้ว่าการควบรวมจะเกิดผลดีหรืออะไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าอาชีวศึกษาเอกชนทุกแห่งพร้อมปรับเปลี่ยนในทุกเรื่อง หากเรื่องเหล่านี้ก่อให้เกิดคุณภาพ ยกระดับการศึกษาอาชีวะไทยให้ก้าวหน้า บัณฑิตได้รับการยอมรับ และมีศักยภาพแข่งขันในทุกเรื่อง” ดร.ศุภเศฏฐ์ กล่าว
                      สำหรับแนวทางการดำเนินการภายหลังการควบรวมครั้งนี้ เบื้องต้นแบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะแรก คือ ช่วง 2 สัปดาห์ของเดือนกุมภาพันธ์นี้จะมุ่งให้การเปลี่ยนผ่านเดินไปอย่างราบรื่นไม่สะดุด โดยเฉพาะการถ่ายโอนภารกิจ ทรัพย์สิน งบประมาณ บุคลากร ฯลฯ ซึ่ง สอศ.จะเร่งยกร่าง ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การโอนกิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณบุคคล ฯลฯ เสนอให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงนามในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ และจะทำหนังสือแจ้งไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และผู้ว่าราชการจังหวัดใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อมอบหมายให้การปฏิบัติภารกิจในการดูแลสถานศึกษาเอกชนเป็นไปตามเดิม ทั้งนี้ เพื่อให้การทำงานราบรื่นไม่สะดุด
                      ต่อด้วย ระยะที่สอง เดือนมีนาคม-เมษายนถือเป็นช่วงสำคัญที่นักเรียน นักศึกษาจะจบการศึกษาจึงต้องระวังไม่กระทำการอะไรที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก ดังนั้น จะเป็นช่วงที่ต้องเร่งบริหารจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยมากที่สุด เพื่อให้เด็กได้เรียนจบตามแผนที่วางไว้ ระยะที่สาม เดือน พฤษภาคม เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงเข้าสู่ปีการศึกษาใหม่จะร่วมในการจัดการศึกษามากขึ้น
                      ส่วนการรับนักเรียนในปีการศึกษา 2559 สอศ.กำหนดสัดส่วนรับนักเรียนสายอาชีพต่อสายสามัญอยู่ที่ 42 ต่อ 58 โดย 42% ของอาชีวะทั้งอาชีวะรัฐและเอกชนในจังหวัดต้องวางแนวทางส่งต่อเด็กร่วมกัน โดยที่จะไม่แย่งเด็กจาก สพฐ. เพราะได้มีการค้นพบว่า มีนักเรียน 7% ที่จบ ม.3 แล้วไม่เรียนต่อแต่เข้าสู่ตลาดแรงงาน สอศ.จะไปจูงใจให้เด็กกลุ่มนี้มาเรียนสายอาชีพมากขึ้นและระยะสุดท้าย ช่วงที่จะต้องจัดทำงบประมาณปี 2560 ก็จะมีการวางแผนการพัฒนาระยะยาวร่วมกันต่อไป
                      อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการควบรวมอาชีวศึกษาภาครัฐ-เอกชน สอศ.มีวิทยาลัยอาชีวะอยู่ในกำกับดูแลทั้งสิ้น 886 แห่ง และมีนักเรียนสิ้น 976,615 คน แบ่งเป็น วิทยาลัยอาชีวะรัฐ จำนวน 425 แห่ง นักศึกษา 674,113 คน และวิทยาลัยอาชีวะเอกชนจำนวน 461 แห่ง นักศึกษา 302,502 คน
                      แม้การควบรวมครั้งนี้ ก่อเกิดด้วยเหตุต้องการให้การปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เกิดประสิทธิภาพ และมีความเหมาะสม คล่องตัว ยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษาทั่วประเทศ แถมยังสอดคล้องกับการประชุมสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สวทอ.) ที่มี “รศ.ดร.จอมพงศ์ มงคลวนิช นายก สวทอ.” ในเดือนกันยายน 2558 มีมติเอกฉันท์ต้องการให้เกิดการรวมอาชีวศึกษาเอกชนและอาชีวศึกษาของรัฐเข้าด้วยกัน เพื่อความเป็นเอกภาพของการจัดการศึกษา ทั้งในเรื่องการยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน มาตรฐานวิชาการ ซึ่งจะทำให้การผลิตกำลังคนของอาชีวศึกษาไทยสอดคล้องกับและตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม การบริการ ท้องถิ่น กลุ่มคลัสเตอร์ รวมถึงการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียนด้วย
                      “ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ที่ทำให้อาชีวะรัฐและเอกชนรวมตัวกันได้เป็นอาชีวศึกษาของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ผมยืนยันว่าไม่มีผลกระทบ เรายังสามารถบริหารงานจัดการได้อย่างอิสระมั่นใจว่าไม่มีผลกระทบ หากมีเรื่องที่ต้องการตัดสินใจที่รวดเร็ว เพื่อบริการจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพผู้บริหารอาชีวะเอกชนก็ยังคงทำได้ปกติ และเชื่อว่าข้อจำกัดปัญหาเรื่องการประสานงานต่างๆ จะหมดไป” รศ.ดร.จอมพงศ์ กล่าว
                      ปิดท้ายด้วย “อดินันท์ ปากบารา” เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ยินดีที่อาชีวะรัฐและเอกชนได้รวมตัว โดยเหตุผลหลักของการรวมกันครั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาการอาชีวศึกษามีความเป็นเอกภาพ สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติได้ ส่วนการแก้ปัญหานักเรียนทะเลาะวิวาทคงไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะถือเป็นเรื่องเล็กน้อย ขณะที่ สช.ไม่ได้ถือว่าตัวเองถูกลดอำนาจ หรือเล็กลง เพราะยังมีสถานศึกษาในกำกับอีกจำนวนมาก แบ่งเป็น โรงเรียนเอกชนสายสามัญ 4,000 แห่ง โรงเรียนนอกระบบ 6,000 แห่ง โรงเรียนนานาชาติ 150 แห่ง โรงเรียนการกุศล 150 แห่ง และโรงเรียนตาดีกา ปอเนาะอีกกว่า 2,000 แห่ง ที่ สช.ต้องขับเคลื่อนพัฒนาการจัดการศึกษาให้สอดคล้องตามนโยบายต่อไป
                      “ควบรวม-โยกย้าย” กลายเป็นธรรมชาติของระบบการศึกษาไทย ที่ต้องมีการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่าหลังจากมีการควบรวมแล้วจะเป็นเช่นใด
                      แต่อย่างน้อยตอนนี้หากดูเป้าประสงค์ก้าวแรกของการควบรวมอาชีวศึกษา สถาบันการศึกษาที่มีหน้าที่หลักในการผลิตกำลังคนสายช่าง สายเทคนิค สายแรงงานของชาติ เพื่อยกระดับคุณภาพบัณฑิตอาชีวะ ก็ดูจะเป็นไปในทิศทางที่ดี เรียกได้ว่าแต่งตัวใหม่แต่จะไฉไลหรือไม่…ค่อยว่ากัน
——————-
(‘ควบรวม’ อาชีวะเอกชน เกิดปัญหา…ใครรับผิดชอบ? : โดย…ทีมข่าวการศึกษา)

สัญญาณจากปารีสถึงประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222348

สิ่งแวดล้อม,หลากมิติเวทีทัศน์,ปารีส,ประเทศไทย,เจริญสติ,พอเพียง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  14 ก.พ. 2559

สัญญาณจากปารีสถึงประเทศไทย

หลากมิติเวทีทัศน์ : สัญญาณจากปารีสถึงประเทศไทย เผชิญอนาคตด้วยการเจริญสติและความพอเพียง : โดย…สุริชัย หวันแก้ว

                     เมื่อเดือนกันยายนก่อนสิ้นปีที่แล้ว สหประชาชาติได้ประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการประชุมเตรียมการและปรึกษาหารือในระดับโลกมาอย่างจริงจังและต่อเนื่องหลายปี
                     การประชุมสุดยอดของสหประชาชาติดังกล่าว ได้รับการขานรับจากผู้นำของทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย เป้าหมายของโลกที่เห็นพ้องต้องกัน ได้แก่ แก้ปัญหาความยากจน การสร้างหลักประกันในการสร้างความเติบโตมั่งคั่งและความเสมอภาคอย่างเสมอหน้า และการพัฒนาจะไม่ทอดทิ้งกลุ่มใด (social inclusion) และจะเป็นไปอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผืนพิภพ (planet) และภูมิอากาศ ตลอดสร้างสรรค์สันติภาพ และความเป็นธรรมในทุกระดับ การจะบรรลุเป้าหมายต่างๆเหล่านี้ไม่อาจดำเนินการได้โดยลำพังหากจำต้องอาศัยยุทธศาสตร์เชิงภาคี (partnership)
สัญญาณจากข้อตกลงที่ปารีส ถึงไทย
                     เพียงเดือนเศษหลังจากนั้น มีการประชุมระดับสูงของประมุขรัฐและหัวหน้ารัฐบาล ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (COP21) และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 11 (CMP11) ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2558 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
                     ผู้นำประเทศไทยได้ร่วมแสดงเจตนารมณ์แน่วแน่ในการประชุมนั้นโดยที่ประกาศว่า จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มุ่งใช้แผนพลังงานทดแทน พร้อมกับใช้ฐานะประธานกลุ่ม G77 (ประเทศกำลังพัฒนาในโลก) ทำงานด้วยกันเพื่อร่วมแก้ปัญหาโลกร้อน
จากหลัก “การปกครอง” สู่หลักธรรมาภิบาล
                     แนวคิด governance นี้ ถือเป็นที่นิยมกว้างขวางในระยะกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมานี้ในแวดวงวิชาการหลายสาขาวิชา โดยเฉพาะด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐศาสตร์เชิงเปรียบเทียบ นโยบายศึกษา รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมวิทยา สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี รวมถึงการวิจัยด้านความเสี่ยง (risk research) ฯลฯ
                     โดยทั่วไปเรามักจะคุ้นเคยกับการพูดถึงธรรมาภิบาลระดับชาติ และเรามักจะนึกถึงโครงสร้างและกระบวนการของการตัดสินใจร่วมกัน ซึ่งมักจะนำโดยภาครัฐ แต่ในการตื่นตัวในยุคปัจจุบันจำจะต้องมีภาคส่วนอื่นร่วมวงด้วย
                     แต่ยังมีบริบทใหญ่ที่ห้อมล้อมประเทศอยู่คือโลกและจักรวาลในระดับโลก “ธรรมาภิบาล” มีโครงสร้างตามแนวนอนของการกำกับดูแลตัวเองของรัฐและองค์กรอื่นที่มิใช่รัฐ อันจะทำให้มีการตัดสินใจร่วมกันโดยมิได้มีอำนาจบังคับจากหน่วยที่มีฐานะเหนือกว่า
                     ที่สำคัญในสถานการณ์โลกและผืนพิภพ เช่น ปัจจุบัน การตัดสินใจทางนโยบายผิดสามารถส่งผลกระทบถึงชะตากรรมของทั้งสังคมที่อยู่ร่วมกันไปด้วย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องพิจารณาการอภิบาลโดยจำแนกแยกแยะออกเป็นการอภิบาล/ธรรมาภิบาล : แนวตั้งกับแนวนอน ซึ่งจะทำให้เราสามารถมองได้มุมกว้างและครอบคลุมกว่าเดิม
ความสำคัญของการกำกับดูแลความเสี่ยง
                     ในโลกปัจจุบันที่การพัฒนาเชื่อมโยงกันและมีการพึ่งพาอาศัยกันในระดับต่างๆ มากขึ้น สภาพการณ์พัฒนาภายใต้ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่แข่งขันสูงมีส่วนสำคัญที่กระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การค้า แต่ในอีกด้านหนึ่งโลกมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นและเกี่ยวเนื่องกับภาวะความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน ตัวอย่างเช่น โรคติดต่อ เมอร์ส ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ หรือแม้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีนก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้มากมาย นับวันประเทศเราจะมีประสบการณ์ต่อความไม่แน่นอนและความเสี่ยงมากขึ้น ความเสี่ยงอันตรายแบบใหม่มักมีแหล่งที่มาหลากหลายและเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่สิ่งที่เป็นมติชัดเจนในโลกปัจจุบันสะท้อนว่า เรามีประสบการณ์ต่อความเสี่ยง (Risk) ร่วมกันมากขึ้นทั้งเศรษฐกิจการเมืองและความรุนแรง ฯลฯ ในทุกระดับ จนกระทั่งมีความเห็นพ้องกันมากขึ้นว่าสภาวะโลกยุคปัจจุบันเป็นภาวะสังคมเสี่ยงภัย (Risk Society) ในระดับโลกที่มีหลายระดับและความซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
การบริหารความเสี่ยงที่มีความซับซ้อนอย่างไรดี?
                     ลักษณะของปัญหาในประเทศในบริบทโลกาภิวัตน์ที่ซับซ้อนนั้น ต้องการวิธีรับมือแบบใหม่ แนวคิดเรื่อง “การปกครอง” ที่มีลักษณะแนวตั้งจึงต้องการการปรับปรุงให้กว้างขึ้น เป็นการดูแลหรือกำกับความเสี่ยง (risk) ทั้งนี้เพราะในโลกที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันใกล้ชิดการกระทำที่มีจุดมุ่งหมายอย่างหนึ่งอาจทำให้เกิดผลอีกอย่างหนึ่งได้
                     ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ข้อที่ว่า ท่ามกลางกระแสการพัฒนาในโลกที่เร่งรุด แต่ทว่าในประเทศยังมีความเคยชินกับการตัดสินใจแบบรวมศูนย์ในระดับสูงอยู่เช่นนี้ พื้นที่ทางนโยบายจึงยังมิได้เอื้ออำนวยเท่าที่ควร พื้นที่ทางนโยบายยังมีลักษณะอยู่อย่างน้อย 3 ประการ กล่าวคือ ก.ค่อนข้างปิด ข.ยังเป็นแนวตั้ง(vertical) อยู่มาก ค.ทัศนวิสัยของสาธารณะยัง “ติดอยู่ในกับดัก” หรือ “อารมณ์ค้าง” แบบแยกขั้วอย่างต่อเนื่องอยู่ไม่น้อย
                     สถานการณ์ด้านการกำหนดนโยบายของประเทศ จึงยังประกอบด้วยเงื่อนไขของภาวะที่ซับซ้อน สถานการณ์ที่ยุ่งยากซับซ้อนจึงต้องให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลความเสี่ยงร่วมกัน (Risk Governance) เพราะการตัดสินใจที่เป็นการไม่ร่วมรับผิดชอบ เป็นการผลักภาระความเสี่ยงแก่ “คนอื่น” อาจโดยเจตนาหรือไม่ก็ได้
                     ดังนั้น การเปิดพื้นที่นโยบาย และเพิ่มพื้นที่ในการสื่อสารแนวนอนและแนวไขว้ให้มากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อให้สามารถยกระดับทั้งความรู้และสติปัญญาในการช่วยกันประกันความเสี่ยงต่ออนาคตได้ดีขึ้นและเพื่อที่เราทุกส่วนจะได้ทำหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเองให้ดียิ่งขึ้น
สรุป : เราต้องการพื้นที่แลกเปลี่ยนเพื่อรับผิดชอบร่วมกัน
                     การประชุมสุดยอดระดับโลก สรุปทั้งสองครั้งข้างต้น สะท้อนการตื่นรู้ถึง “ชะตากรรมร่วมกัน” ดังนั้นจึงไม่ใช่สิ่งเกินเลยที่จะกล่าวว่า ครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่มีนัยความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ของการพัฒนาของโลกอย่างไม่ต้องสงสัย ขณะเดียวกันสมควรจะถือเป็นการส่งสัญญาณครั้งสำคัญยิ่ง แก่ผู้วางนโยบายในทุกระดับและในทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ นักลงทุนและประชาสังคม
                     แต่อย่างไรก็ดี การพัฒนาของโลกและของประเทศไทยเองที่ผ่านมา ยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลงในเนื้อหาและทิศทางดังกล่าวมากนัก ข้อกังวลและคำวิพากษ์ต่อการประชุมเหล่านั้น จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่คงจะไม่เป็นการผิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า นับต่อไปนี้บรรยากาศการถกแถลงเรื่องอนาคตของการพัฒนาในโลกและในภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าที่ไหนก็ตามจะไม่อาจละเลยหรือมองข้ามฉันทามติระดับโลกเหล่านี้ไปได้ ส่วนที่เคยแต่มุ่งเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันโดยละเลยไม่ใส่ใจให้กำกับด้วยหลัก “ความพอเพียง” นั้น ไม่ได้เสียแล้ว
                     กรณีประมงนอกน่านน้ำของไทยรวมทั้งโจทย์เรื่อง “แรงงานทาสสมัยใหม่” น่าจะยืนยันถึงปัญหาที่มีรากเหง้าลึกซึ้งและซับซ้อนในเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน การหวังพึ่งการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) จะอาศัยแต่อำนาจเด็ดขาดโดยมองข้ามส่วนร่วมทางนโยบายก็สามารถสร้างปัญหาความทุกข์ยากมากขึ้นได้ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การอ้าง “หลักความพอเพียง” ให้เป็นคาถาโดยขาดพื้นที่การเจริญสติ และเจริญปัญญาร่วมกันนั้น เป็นการลดทอนค่าและทำให้คำนี้หมดพลังความหมายที่แท้จริงไป
                     ประเด็นสำคัญ จึงได้แก่ การเปลี่ยนผ่านขนานใหญ่สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Great Transitions) นั้นเรียกร้องให้ทุกวงการ โดยเฉพาะภาคประชาสังคมและผู้ที่ห่วงใยอนาคตพิจารณาถึงเรื่องต่อไปนี้
                     1.ต้องการการทำงานเชิงระบบในภาพรวมในทุกระดับอย่างจริงจังต่อเนื่องและระยะยาว และในการนี้ต้องการองค์ความรู้อย่างมีพลังในการผลิตด้านการแก้ปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืน
                     2.พื้นที่ความรู้และพื้นที่นโยบาย จะต้อง “เปิด” เพื่อให้สามารถระดมความรู้ความคิด รวมทั้งส่วนร่วมจากเจ้าทุกข์ระดับชุมชนด้วย
                     3.การหากุญแจเปิดสติและปัญญาสังคมเพื่อประกันความเสี่ยงต่ออนาคตจำเป็นยิ่ง “ขีดจำกัดของผืนพิภพ” เศรษฐกิจฐานรากความมั่นคงของมนุษย์หรือแม้แต่ “ประชารัฐ” ฯลฯ ล้วนเป็นคำกุญแจเช่นว่านั้น อย่างไรก็ดี ถ้าหากคำนโยบายมิได้ใช้ให้เต็มความหมายในการเผชิญชะตากรรมร่วมกันก็อาจกลายเป็นเพียงการเล่นคำใหม่ๆ เท่านั้น
                     4.ม่านแห่งโอกาสของการเสริมสร้างสภาวะผู้นำของประเทศไทยในโลกเปิดขึ้นแล้ว ภายใต้บริบทแห่งโลกาภิวัตน์ทุนนิยมที่ประชาคมโลกตื่นตัวรอบใหม่ร่วมกันนี้ โลกาภิวัตน์แห่งการแข่งขันมิได้หมายถึงการวิ่งไล่กวดตามแนวเส้นตรงโดยไม่สนใจผลกระทบรอบตัวและรอบสนามได้อีกต่อไปแล้ว ความสามารถในการแข่งขันเพื่ออนาคตจักต้องเดินภายใต้ความตระหนักถึงความพอเพียง แต่ด้วยพลังจินตนาการยิ่งกว่าเดิม
———————-
(หลากมิติเวทีทัศน์ : สัญญาณจากปารีสถึงประเทศไทย เผชิญอนาคตด้วยการเจริญสติและความพอเพียง : โดย…สุริชัย หวันแก้ว)

‘มะม่วง’ ทองบนดินเนินมะปราง สู่การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222349

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,มะม่วง,เนินมะปราง,พิษณุโลก

การศึกษา-สาธารณสุข  :  14 ก.พ. 2559

‘มะม่วง’ ทองบนดินเนินมะปราง สู่การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ‘มะม่วง’ ทองบนดินเนินมะปราง สู่การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน : โดย…สร้อยแก้ว คำมาลา

                     คุณค่าแห่งวิถีชีวิตเกษตรกรรม และวิถีวัฒนธรรมชุมชนอันเรียบง่าย ดีงาม บางครั้งก็ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะประเมินค่าได้เหมือนกัน
                     อย่าง ที่ “เนินมะปราง” เป็นอำเภอหนึ่งของ จ.พิษณุโลก อยู่ห่างจาก อ.เมือง ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 68 กิโลเมตร ที่นี่ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทั้งทำนา ทำไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด และทำสวนผลไม้ โดยเฉพาะมะม่วง ซึ่งกำลังเป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของท้องถิ่น ปัจจุบันทำรายได้สูงราว 3.2 พันล้านบาทต่อปี เลยทีเดียว
                     ด้วยเหตุนี้ ระหว่างวันที่ 19-27 มีนาคม 2559 ที่ อ.เนินมะปราง จึงจัดให้มีงานเทศกาลมะม่วงเนินมะปราง หลังจาก เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2559 กลุ่มคนรักเนินมะปรางจัดกิจกรรมปั่นเพื่ออนาคตเนินมะปราง สู่การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งเป็นที่น่าสนใจสำหรับชุมชนเกิดใหม่อย่างเนินมะปราง ที่แยกตัวจาก อ.วังทอง เมื่อปี 2526 ทำไมพวกเขาเติบโตและมีพัฒนาการรวดเร็วจนทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของพิษณุโลก ขณะเดียวกันล่าสุดจากการจัด 5 อันดับ อันซีนไทยแลนด์ ที่น่าท่องเที่ยวที่สุด เนินมะปราง ยังเป็นหนึ่งในนั้น
                     ทั้งมะม่วง และการท่องเที่ยว จึงนับได้ว่ากำลังจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญของคนเนินมะปราง ซึ่งไม่ว่าภาครัฐ องค์กรปกครองท้องถิ่น ของ อ.เนินมะปราง และ จ.พิษณุโลก ต่างก็สนับสนุนผลักดันกันอย่างเต็มที่
                     ที่น่าสนใจไปกว่านั้น เมื่อดูบริบทการเติบโตทางเศรษฐกิจของ อ.เนินมะปรางแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า สภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของเนินมะปรางนั่นเอง ที่เป็นต้นทุนสำคัญของคนเนินมะปราง แม้ว่าก่อนหน้านี้ราวร้อยปีก่อน เนินมะปรางยังเป็นพื้นที่ป่า สัตวป่าชุกชุม ไม่มีชุมชนอาศัยอยู่ กระทั่งมีการอพยพของคนไทยในอีสานจาก อ.นครไทย จ.พิษณุโลก อ.ด่านซ้าย จ.เลย อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เข้ามาลงหลักปักฐาน ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนยากจน บ่ายหน้าหาแผ่นดินใหม่ทำกิน จึงกลายเป็นชุมชนขึ้นมา
                     ในยุคบุกเบิกนั้น ทางการมองว่าที่นี่เป็นพื้นที่สีแดง เป็นเขตพื้นที่ของคอมมิวนิสต์ และมีการโจมตีส่วนราชการอยู่เนืองๆ ด้วยเหตุผลทางการเมืองจึงทำให้มีการแยกจาก อ.วังทอง มาเป็น กิ่ง อ.เนินมะปราง เมื่อปี 2519 ก่อนที่อีก 7 ปีต่อมาจะกลายเป็น อ.เนินมะปราง
                     จากนั้นเมื่อความรุนแรงลดลงกระทั่งเข้าสู่ภาวะปกติ อ.เนินมะปราง ซึ่งกลายเป็นอำเภอใหม่ แต่กลับถือว่าเป็นอำเภอที่ร่ำรวยด้วยทรัพยากรทั้งบนดินและในดิน แม้ว่าทุกครอบครัวไม่อาจสร้างฐานะให้ร่ำรวยได้ถ้วนทั่ว และหลายครอบครัวจัดอยู่ในขั้นที่เรียกว่า ยากจน กระนั้น ก็ถือว่าสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยวิถีการเกษตร
                     ซึ่งแม้ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ของเนินมะปรางถึงร้อยละ 70 ยังมีปัญหาเรื่องพิสูจน์เอกสารสิทธิในที่ดินทำกินที่ทับซ้อนที่ดินของภาครัฐอยู่ก็ตาม และแม้ในอดีตชาวบ้านจำนวนมากต้องถูกจับขังอยู่เนืองๆ เป็นกรณีพิพาทระหว่างรัฐกับชาวบ้านมาตลอด แต่ปัจจุบันด้วยนโยบายของกรมป่าไม้ที่ไม่ตึงจนเกินไป จึงทำให้เกษตรกรสามารถทำกินในที่ดินที่มีข้อพิพาทนั้นได้ กระนั้นเกษตรกรหลายรายหวังว่าจะได้รับการพิสูจน์สิทธิ์ที่ชอบธรรมในการเป็นเจ้าของที่ดินทำกินในอนาคต หรืออย่างน้อยได้รับการออกโฉนดชุมชนก็ยังดี
                     เนินมะปราง นับได้ว่ามีลักษณะภูมิศาสตร์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะด้านธรณีวิทยา ดังจะพบว่า ลักษณะดินที่นี่มีทั้งดินจากภูเขาหินปูน ดินจากภูเขาดินลูกรัง (ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง) โดยในส่วนพื้นที่ราบนั้นส่วนใหญ่เป็นที่ดินแล้ง และดินโคลนจากภูเขาผสมดินดำตามพื้นที่ราบเชิงเขา
                     ความหลากหลายของดิน คือที่มาของการปลูกมะม่วงที่ให้รสชาติดีที่สุด เนื่องจากเนินมะปรางอยู่ในพื้นที่สูงและแล้ง และพื้นที่ที่มีความแล้งนี่เองที่ทำให้มะม่วงน้ำดอกไม้ยามสุกมีรสหวานฉ่ำ (เพราะมะม่วงที่ชุ่มน้ำจะทำให้มีรสเปรี้ยว) กระทั่งนำไปสู่การเป็นมะม่วงคุณภาพนำส่งออกต่างประเทศและทำรายได้ให้แก่เนินมะปรางราว 3.2 พันล้านบาทต่อปี หรืออาจมากกว่านั้น (ข้อมูลจากสำนักงานการเกษตรอำเภอเนินมะปราง)
                     ศิลป์ชัย ตระกูลทิพย์ ประธานชมรมผู้ปลูกมะม่วงอำเภอเนินมะปราง ได้เล่าให้ฟังว่า ประมาณปี 2530 ทางเกษตรอำเภอได้มาส่งเสริมให้ปลูกมะม่วง และกลุ่มคนปลูกมะม่วงเนินมะปรางก็ได้รวมกลุ่มกันเมื่อปี 2532 โดยเริ่มต้นจากเกษตรกร 14 ราย ที่ค่อยๆ เรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการปลูก
                     ปี 2544 มีการประสานกับทางกลุ่มพ่อค้าส่งออกซึ่งมีทั้งนักลงทุนชาวไทยและชาวญี่ปุ่น จนทำให้สามารถนำมะม่วงส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศได้ราคาค่อนข้างสูง
                     ปัจจุบันกลุ่มผู้ปลูกมะม่วงเนินมะปราง มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 40 ราย แต่มีการรวมกลุ่มย่อยเพิ่มอีกหลายกลุ่มมาก ทั้งได้ขยายเครือข่ายไปสู่ จ.พิษณุโลก และกลายเป็นเครือข่ายระดับประเทศ เนื่องจากความต้องการมะม่วงของตลาดต่างประเทศยังมีสูง
                     จากข้อมูลของฝ่ายยุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนามะม่วงภาคเหนือตอนล่าง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 ระบุว่า ในประเทศไทยมีเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงอยู่ 259, 276 ครัวเรือน มีพื้นที่ให้ผลประมาณ 816,467 ไร่ เฉพาะที่ จ.พิษณุโลก จังหวัดเดียวมีพื้นที่ปลูกถึง 103,280 ไร่ คิดเป็น 55 เปอร์เซ็นต์ของภาคเหนือตอนล่างทั้งหมด ซึ่งที่เหลือกระจายอยู่ใน จ.เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ สุโขทัย
                     “เฉพาะ อ.เนินมะปราง เราปลูกประมาณ 6 หมื่นกว่าไร่ ปลูกเฉพาะน้ำดอกไม้ประมาณ 3 หมื่นกว่าไร่ ที่เหลือก็จะเป็นฟ้าลั่น เพชรบ้านลาด และอื่นๆ น้ำดอกไม้นั้นถ้าคัดเกรดเอส่งออกจะได้กิโลกรัมละ 100 บาท ผลผลิต 1 ไร่ จะได้ประมาณ 1 ตัน ส่วนพันธุ์อื่นๆ ได้ราคาประมาณ 60-70 บาท ต่อกิโลกรัม ถ้าจะถามว่ามะม่วงที่นี่ทำรายได้เท่าไหร่ก็ลองคำนวณดู”
                     ศิลป์ชัย พูดพลางหัวเราะ เขาภาคภูมิใจที่มะม่วงเนินมะปรางสามารถสร้างเศรษฐกิจที่ดีให้คนเนินมะปรางได้ แต่เขาก็ยังเป็นห่วงเรื่องสิ่งแวดล้อม และได้ฝากบอกถึงเพื่อนเกษตรกรให้ใช้สารเคมีตามที่นักวิชาการกำหนด และให้ผู้ปลูกทุกคนดูแลสุขภาพด้วย
                     “คนบริโภคปลอดภัยอย่างเดียวไม่ได้ ผู้ปลูกต้องปลอดภัยด้วย” ศิลป์ชัย ย้ำ
                     ความสำเร็จของการปลูกมะม่วงที่เนินมะปราง และการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโตขึ้นของเนินมะปรางอาจกล่าวได้ว่า ล้วนเป็นผลมาจากการมีสิ่งที่เรียกว่า “ทรัพย์ในดินสินในน้ำ” โดยแท้ เป็นผลแห่งการมีผืนดินที่แม้บางช่วงบางแห่งไม่อาจเรียกได้ว่าสมบูรณ์ แต่กลับกลายเป็นโอกาสในผลิตผลที่ยากจะหาได้จากที่อื่น ขณะที่พื้นที่อื่นๆ ที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์ก็ยิ่งทำหน้าที่ของการสร้างระบบนิเวศและความสมดุลให้แก่สิ่งแวดล้อมที่นี่
                     ทั้งมะม่วงและการท่องเที่ยว ที่ชุมชนกำลังพยายามเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเพื่อให้คงคุณค่าของสิ่งที่เรียกว่าการท่องเที่ยวนิเวศชุมชน อันเป็นเป้าหมายอันใกล้นี้ จึงนับได้ว่าน่าสนับสนุนและหนุนเสริมให้พวกเขาได้ดำรงคุณค่าเหล่านี้ไว้ให้ยาวนานและยั่งยืน
———————-
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ‘มะม่วง’ ทองบนดินเนินมะปราง สู่การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน : โดย…สร้อยแก้ว คำมาลา)

ศธ.เปิด4แผนบริหารอาชีวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222414

การศึกษา,ควบรวม,อาชีวะ,ม.44,ศธ.,เปิด,แผน,บริหาร

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 ก.พ. 2559

ศธ.เปิด4แผนบริหารอาชีวะ

ควบรวมอาชีวะรัฐ-เอกชน วางแผน 4 ระยะขับเคลื่อนงาน ‘ชัยพฤกษ์’ จ่อชง ‘ดาว์พงษ์’ ลงนามประกาศ ศธ.โอนอำนาจ ทรัพย์สิน งบ บุคลากร

                      13 ก.พ. 59  กรณีเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ราชกิจจานุเบกษาประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 8/2559 เรื่องการบริหารจัดการรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและภาคเอกชน โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2547 สั่งการให้โอนอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ในส่วนที่เกี่ยวกับโรงเรียนในระบบประเภทอาชีวศึกษาไปเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป
                      ล่าสุด ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เป็นประธานการประชุม โดยมี รศ.ดร.จอมพงศ์ มงคลวนิช นายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สวทอ.) ผู้แทนและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เข้าร่วมประชุมด้วย
                      ดร.ชัยพฤกษ์ เปิดเผยภายหลังประชุมว่า เนื่องจากคำสั่งหัวหน้า คสช.กำหนดให้มีผลบังคับนับตั้งแต่วันถัดไปที่ประกาศ ซึ่งก็คือวันนี้ (13 ก.พ.) ดังนั้น จึงเชิญทุกฝ่ายมาประชุมร่วมกันเพื่อทำความเข้าใจในแต่ละประเด็นของคำสั่ง และเตรียมแผนการทำงาน โดยเบื้องต้นกำหนดแนวทางดำเนินการเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะแรก คือ ช่วง 2 สัปดาห์ของเดือนกุมภาพันธ์ จะมุ่งให้การเปลี่ยนผ่านเดินไปอย่างราบรื่นไม่สะดุด โดยเฉพาะการถ่ายโอนภารกิจ ทรัพย์สิน งบประมาณ บุคลากร ซึ่ง สอศ.จะเร่งยกร่างประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการโอนกิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณบุคคล เสนอให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ลงนามในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ และวันเดียวกันจะทำหนังสือแจ้งไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และผู้ว่าราชการจังหวัดใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อมอบหมายให้การปฏิบัติภารกิจในการดูแลสถานศึกษาเอกชนเป็นไปตามเดิม ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานราบรื่นไม่สะดุด
                      ระยะที่สอง เดือนมีนาคม-เมษายน ถือเป็นช่วงสำคัญที่นักเรียน นักศึกษาจะจบการศึกษา จึงต้องระวังไม่กระทำการอะไรที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก ดังนั้นจะเป็นช่วงที่ต้องเร่งบริหารจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยมากที่สุด เพื่อให้เด็กได้เรียนจบตามแผนที่วางไว้ และระยะที่สาม เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงเข้าสู่ปีการศึกษาใหม่ จะร่วมในการจัดการศึกษามากขึ้น โดยเฉพาะการรับนักเรียนในปีการศึกษา 2559 โดย สอศ.กำหนดสัดส่วนรับนักเรียนสายอาชีพต่อสายสามัญอยู่ที่ 42 ต่อ 58 โดย 42% ของอาชีวะทั้งอาชีวะรัฐและเอกชนในจังหวัดนั้นจะต้องวางแนวทางส่งต่อเด็กร่วมกัน อย่างไรก็ตาม สอศ.ไม่ใช่จะแย่งเด็กจาก สพฐ. แต่เราพบว่ามีนักเรียน 7% ที่จบ ม.3 แล้วไม่เรียนต่อ แต่เข้าสู่ตลาดแรงงาน สอศ.จะไปจูงใจให้เด็กกลุ่มนี้มาเรียนสายอาชีพมากขึ้น และระยะสุดท้าย ช่วงที่จะต้องจัดทำงบประมาณปี 2560 ก็จะวางแผนการพัฒนาระยะยาวร่วมกันต่อไป
                      ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าวต่อว่า ช่วงแรก สอศ.จะรับโอนข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างของกลุ่มงานโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน สช.มาอยู่ในสังกัด สอศ.ทั้งสิ้น 27 คน ซึ่งจะมอบหมายให้รองเลขาธิการ กอศ.ทำหน้าที่กำกับดูแล โดยยังคงให้ปฏิบัติงานตามภารกิจที่ทำอยู่เช่นเดิมและจะค่อยๆ เพิ่มปริมาณงานให้มากเพียงพอ เมื่อภาระงานมากขึ้นก็จะเสนอ รมว.ศึกษาธิการจัดตั้งเป็นหน่วยงานระดับสำนักภายใน สอศ. และต่อไปอาจจะมีการยกร่าง พ.ร.บ.อาชีวศึกษาเอกชนด้วย แต่ระหว่างนี้วิทยาลัยอาชีวะเอกชนยังคงดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ไปก่อน
                      “คำสั่ง คสช.ดังกล่าวถือเป็นประโยชน์อย่างมากที่อาชีวะรัฐและเอกชนจะมาร่วมกันผลิตกำลังคนได้ตอบสนองความต้องการของประเทศ ซึ่งต่อไปทั้งอาชีวะรัฐและเอกชนจะสามารถรวมพลัง เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้วิชาการและการใช้ทรัพยากรร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยืนยันว่า การควบรวมดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนแน่นอน เพราะเรายึดหลักการทำงานอย่างเป็นเอกภาพ ให้อิสระในการจัดการศึกษา แต่เป้าหมายสำคัญคือ ร่วมขับเคลื่อนการอาชีวศึกษาของประเทศให้มีประสิทธิภาพ โดยเมื่อควบรวมแล้วจะทำให้ สอศ.มีวิทยาลัยอาชีวะอยู่ในกำกับดูแลทั้งสิ้น 886 แห่ง และมีนักเรียนสิ้น 976,615 คน แบ่งเป็นวิทยาลัยอาชีวะรัฐ 425 แห่ง นักศึกษา 674,113 คน และวิทยาลัยอาชีวะเอกชน 461 แห่ง นักศึกษา 302,502 คน” ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว และว่า ทั้งนี้การรวมอาชีวศึกษารัฐและเอกชนเป็นเพียงการโอนบุคลากร ภารกิจที่อยู่ในกำกับของ สช.มาอยู่ในกำกับของ สอศ. ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน
                      ด้าน รศ.ดร.จอมพงศ์ กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกยินดีอย่างมากและรอการประกาศชัดเจนมาตลอด เพราะในการประชุม สวทอ.ในเดือนกันยายน 2558 ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ที่ต้องการให้เกิดการรวมอาชีวศึกษาเอกชนและอาชีวศึกษาของรัฐเข้าด้วยกัน เพื่อความเป็นเอกภาพของการจัดการศึกษา ทั้งในเรื่องการยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน มาตรฐานวิชาการ ซึ่งจะทำให้การผลิตกำลังคนของอาชีวศึกษาไทยสอดคล้องและตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม การบริการ ท้องถิ่น กลุ่มคลัสเตอร์ รวมถึงการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียนด้วย
                      “คำสั่งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประเทศและอุตสาหกรรม ที่ผ่านมาอาชีวะเอกชนมีเตรียมพร้อมวางโครงสร้างอาชีวะเอกชนระดับจังหวัด มีการสร้างความเข้าใจเพื่อเตรียมการรองรับไว้อยู่แล้ว เชื่อว่าจากนี้มาตรฐานหลักสูตรต่างๆ ที่ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งวันนี้ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ที่ทำให้อาชีวะรัฐและเอกชนรวมตัวกันได้เป็นอาชีวศึกษาของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ผมยืนยันว่าไม่มีผลกระทบ เรายังสามารถบริหารงานจัดการได้อย่างอิสระ มั่นใจว่าไม่มีผลกระทบ หากมีเรื่องที่ต้องการตัดสินใจที่รวดเร็ว เพื่อบริการจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพผู้บริหารอาชีวะเอกชนก็ยังคงทำได้ปกติ และเชื่อว่าข้อจำกัดปัญหาเรื่องการประสานงานต่างๆ จะหมดไป” รศ.ดร.จอมพงศ์ กล่าว

ม.44ขับเคลื่อนอาชีวะโอนงานเอกชนได้สอศ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222385

อาชีวะ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  12 ก.พ. 2559

ม.44ขับเคลื่อนอาชีวะโอนงานเอกชนได้สอศ.

“ประยุทธ์” ใช้ม.44 ขับเคลื่อนอาชีวะ สั่งโอนอำนาจ ทรัพย์สิน บุคลากร สช.ไปสังกัด สอศ. ด้าน “ชัยพฤกษ์” รับลูกเรียกประชุมด่วน 13 ก.พ.

             เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงาน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 8/2559 เรื่อง การบริหารจัดการรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและภาคเอกชน มีใจความว่า เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เกิดประสิทธิภาพและมีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบาย ศธ.ในการรวมการบริหารจัดการสถานศึกษาอาชีวศึกษา ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้มีคุณภาพมาตรฐาน และมีความคล่องตัวยิ่งขึ้นเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปด้านการศึกษา

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2547 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้ 1.ให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานปลัด ศธ.ในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินงานของโรงเรียนในระบบประเภทอาชีวศึกษา ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนและของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างของ สช. ในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในระบบ ประเภทอาชีวศึกษา ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนไปเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) หรือของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างของ สอศ.แล้วแต่กรณี

2.ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้ ภาระผูกพัน ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และอัตรากำลังของ สช.ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในโรงเรียนในระบบประเภทอาชีวศึกษาเป็นไปของ สอศ. ทั้งนี้ ตามบัญชีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศกำหนด 3.บรรดาอำนาจหน้าที่ของเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) และพนักงานเจ้าหน้าที่ของ สช.ในการอนุญาต การมอบหมาย หรือการปฏิบัติการอื่นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในโรงเรียนในระบบประเภทอาชีวศึกษาให้โอนไปเป็นอำนาจหน้าที่ของเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ของ สอศ.แล้วแต่กรณี ในการมอบหมายตามวรรคหนึ่ง เลขาธิการ กอศ.จะมอบหมายให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นแทนการมอบหมายให้ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาก็ได้

4.บรรดาบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีที่อ้างถึง สช.หรือข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของ สช.ที่เกี่ยวกับโรงเรียนในระบบประเภทอาชีวศึกษา ให้ถือว่าอ้างถึง สอศ.หรือข้าราชการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ของ สอศ.แล้วแต่กรณี 5.บรรดาใบอนุญาตที่ผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนในระบบประเภทสามัญศึกษาหรืออาชีวศึกษาและได้รับใบอนุญาตให้จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรอาชีวศึกษา หรือหลักสูตรสามัญศึกษา แล้วแต่กรณีด้วย ให้ผู้รับใบอนุญาตมีสิทธิดำเนินการต่อไปตามที่ได้รับอนุญาต และให้สอศ.หรือ สช.แล้วแต่กรณีดำเนินการออกใบอนุญาตให้ใหม่ตามจำเป็นโดยเร็ว

6.บรรดาคำขออนุญาตหรือคำขออื่นใดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในโรงเรียนในระบบประเภทอาชีวศึกษา ที่ยื่นไว้ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนก่อนวันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ ให้เป็นอันใช้ได้และให้ สช.ส่งมอบให้เลขาธิการ กอศ.เพื่อดำเนินการต่อไป 7.ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของ รมว.ศึกษาธิการ และ 8.คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.

ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทราบเรื่องคำสั่งดังกล่าวแล้ว โดยในวันพรุ่งนี้ (13 ก.พ.) เวลา 10.00 น. จะได้เชิญนายอดินันท์ ปากบารา เลขาธิการ กช. และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาหารือแนวทางการทำงานเบื้องต้น อาทิ การโอนภารกิจ บุคลากร สถานที่ และการส่งมอบงาน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา สอศ.และสช.ได้มีการเตรียมการวางแผนทำงานร่วมกันไว้อยู่แล้ว

ขณะที่ นายอดินันท์ กล่าวว่า ปัจจุบันการดูแลอาชีวศึกษาเอกชนนั้น เป็นหน้าที่ของ กลุ่มโรงเรียนเอกชนประเภทอาชีวศึกษา ซึ่งมีข้าราชการอยู่จำนวน 20 คน ซึ่งกลุ่มนี้จะต้องโอนไปอยู่สังกัด สอศ.ตามคำสั่งที่ปรากฏ ส่วนภารกิจอื่นๆ จะได้มีการหารือกับทาง สอศ.ต่อไป


กู้ลดหนี้กับออมสิน’ครู’ไม่ได้จับเงินสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222347

การศึกษา,ครู,ช.พ.ค.,หนี้,ออมสิน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  12 ก.พ. 2559

กู้ลดหนี้กับออมสิน’ครู’ไม่ได้จับเงินสด

‘พินิจศักดิ์’ แจงเงื่อนไขกู้เงินลดภาระหนี้ของออมสิน ต้องอายุ 50 ปีขึ้นไป ไม่บังคับ ทายาทต้องเซ็นยินยอมให้ธนาคารเป็นผู้รับเงิน ช.พ.ค. ย้ำ ครูไม่มีโอกาสจับเงินสด

                     12 ก.พ. 59  นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบโครงการลดภาระหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยธนาคารออมสินจะอนุมัติวงเงินสินเชื่อใหม่ให้กับผู้กู้ที่เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้เงินกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ซึ่งทายาทจะได้รับเมื่อสมาชิกถึงแก่กรรมเพื่อลดภาระหนี้หรือปิดบัญชีที่มีอยู่ในปัจจุบัน ว่า สำหรับเงื่อนไขในการเข้าร่วมโครงการนั้น เบื้องต้น ธนาคารออมสินได้กำหนดไว้ว่า ครูต้องมีอายุ 50 ปีขึ้นไป ระยะเวลากู้ 20 ปี ซึ่งอายุผู้กู้และอายุสัญญากู้ จะต้องมีอายุรวมไม่เกิน 75 ปี อาทิ ถ้าครูอายุ 65 ปี ก็จะเหลือระยะเวลากู้ 10 ปี เป็นต้น ที่สำคัญทายาทต้องเซ็นยินยอมให้ธนาคารออมสินรับเงินค่าสงเคราะห์รายศพ ช.พ.ค.ด้วย ครูจึงจะเข้าร่วมโครงการนี้ได้ โดยครูที่ถูกธนาคารออมสินยื่นโนติสก็สามารถขอเข้าร่วมโครงการได้เช่นกัน
                     ทั้งนี้ หลักการของการใช้เงิน ช.พ.ค.ลดภาระหนี้ครูนั้น ครูที่เป็นสมาชิก ช.พ.ค.เมื่อเสียชีวิตแล้ว ทายาทจะได้รับเงิน ช.พ.ค.ประมาณ 9.5 แสนบาท ซึ่งจะนำเงินส่วนนี้ออกมาตั้งเป็นวงเงินรีไฟแนนซ์สำหรับครูแต่ละคนสูงสุดไม่เกิน 7 แสนบาท โดยแบ่งดำเนินการเป็น 2 ส่วน ยกตัวอย่างว่า วงเงิน 7 แสนบาท ส่วนแรก 3.5 แสนบาท นำไปชำระเงินต้นที่ครูเป็นหนี้อยู่กับธนาคารออมสิน และส่วนที่เหลืออีก 3.5 แสนบาท ธนาคารออมสินจะใช้เป็นค่าดอกเบี้ยตลอดอายุการกู้ 20 ปี อัตราร้อยละ 4 และเงินที่ต้องจ่ายค่าสมาชิก ช.พ.ค.ระยะ 20 ปี เป็นต้น
                     “ปัจจุบันครูต้องจ่ายเงินค่าสมาชิก ช.พ.ค.เดือนละประมาณ 600 บาท ดังนั้น เมื่อครูเข้าร่วมโครงการนี้ จะถือว่าเป็นการหักเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารออมสินไปแล้ว ซึ่งถ้าครูมีหนี้เงินต้นลดน้อยลง ทำให้การผ่อนชำระหนี้ส่วนที่เหลือลดลงไปด้วย แต่หนี้ส่วนที่เหลือก็ยังคงต้องผ่อนชำระในอัตราร้อยละ 6.5 – 6.7 ต่อเดือนเท่ากับปัจจุบัน สำหรับทายาทนั้น หากครูเข้าร่วมโครงการก็ยังคงได้รับเงินค่าจัดการศพจาก ช.พ.ค.จำนวน 2 แสนบาท และยังมีเงินส่วนต่างเหลืออีกประมาณ 5 หมื่นบาท ก็จะคืนให้แก่ทายาท ที่สำคัญครูที่เข้าร่วมโครงการลดภาระหนี้กับธนาคารออมสินในครั้งนี้ จะไม่ได้รับเงินสดเลย เพราะโครงการนี้เป็นเพียงการหักหนี้พร้อมดอกเบี้ยที่มีอยู่กับธนาคารออมสินส่วนหนึ่งเท่านั้น ครูจะได้ผ่อนชำระหนี้ที่เหลือต่อเดือนลดลง ซึ่งจะทำให้ครูมีสภาพคล่องทางการเงินมากขึ้น และให้เป็นไปตามความสมัครใจของครู ไม่มีการบังคับใดๆ และหากทายาทไม่ยินยอมเซ็นชื่อ ก็จะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้”
———————-
(หมายเหตุ : ภาพประกอบข่าว)

 


ชู8กลิ่นเครื่องหอมไทยแทนใจวาเลนไทน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222327

การศึกษา,กุหลาบ,วาเลนไทน์,สมุนไพร,เครื่องหอม

การศึกษา-สาธารณสุข  :  12 ก.พ. 2559

ชู8กลิ่นเครื่องหอมไทยแทนใจวาเลนไทน์

กรมแพทย์แผนไทยชวนวัยรุ่นรักอย่างไทย มอบเครื่องหอม-น้ำปรุงไทย สื่อแทนรัก-ห่วงใยในวันวาเลนไทน์ ชู 8 กลิ่นสะท้อนมุมมองความรักหลากรูปแบบ

                     12 ก.พ. 59  นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และโฆษกกรมฯ กล่าวว่า ในวันวาเลนไทน์ที่เป็นเทศกาลแห่งความรัก ตามสากลจะนิยมมอบดอกกุหลาบเป็นสื่อแสดงถึงความรัก ซึ่งกรมอยากเชิญชวนวัยรุ่นไทยหรือผู้ที่จะมอบความรักให้แก่กันและกัน นอกจากมอบกุหลาบสดแล้ว ขอให้มองกุหลาบในรูปแบบที่เป็นเครื่องหอมกลิ่นกุหลาบ เช่น น้ำหอม น้ำอบ น้ำปรุง สบู่ดอกกุหลาบ แป้งกลิ่นกุหลาบ หรือน้ำดอกกุหลาบ เป็นต้น ซึ่งกุหลาบมีการนำมาใช้ประโยชน์ด้านยาหลายรูปแบบ อาทิ ดอกสดต้มน้ำดื่ม ดอกแห้งเข้ายาหอมเกสรต่างๆ ในตำรายาไทย โดยใช้ยี่สุ่นที่เป็นกุหลาบหนูชนิดหนึ่ง ขณะที่ตำรายาจีนใช้ดอกตาก หรืออบแห้ง ชงเป็นน้ำชาดื่ม มีสรรพคุณช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น อารมณ์ดี แก้ร้อนใน ช่วยให้นอนหลับ แก้อ่อนเพลีย ทำให้ผิวเรียบเนียน
                     นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า เครื่องหอมไทยไม่เพียงแต่ทำจากกุหลาบที่สื่อถึงรักล้นใจเท่านั้น แต่ยังมีการทำจากพรรณไม้หอมที่มีกลิ่นหอมหลากหลายชนิดและสื่อความรักในหลากหลายมุม ได้แก่ กลิ่นดอกมะลิ มีกลิ่นหอมอบอุ่น สื่อรักอบอุ่น เป็นความรักของแม่ที่มีต่อลูก กลิ่นดอกราตรี มีกลิ่นหอมหวาน สื่อถึงความรักที่หวานนุ่มนวลรัญจวนใจ กลิ่นดอกโมก มีกลิ่นหอมเย็นที่มีพลัง สื่อถึงความรักที่มีพลังแสดงพลังแห่งรัก กลิ่นดอกปีบ มีกลิ่นหอมสดชื่น สื่อถึงความรักที่หวานชื่น เป็นรักสดใส กลิ่นดอกการะเวก มีกลิ่่นหอมหนักแน่น สื่อถึงแรงแห่งรักที่มั่นคง กลิ่นดอกลีลาวดี มีกลิ่นหอมที่ชวนค้นหา สื่อถึงความรักที่น่าค้นหา กลิ่นดอกพลับพลึง มีกลิ่นหอมอ่อน ผ่อนคลาย สื่อถึงความรักที่ซึมลึก
                     “เครื่องหอมไทยที่มีหลากหลายกลิ่น ไม่เพียงแต่สะท้อนมุมมองความรักในหลากหลายรูปแบบตามลักษณะกลิ่นเฉพาะของดอกไม้ไทยเท่านั้น แต่ยังมีสรรพคุณที่ดีต่อร่างกาย ช่วยลดความกังวล ผ่อนคลาย กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต บำรุงเลือด และการให้สิ่งเหล่านี้แทนความรักก็เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคนไทย ที่ไม่ให้แค่ดอกกุหลาบตามอย่างสากลเท่านั้น”

‘สวนสุนันทา’แจงไม่เกี่ยว‘อ.จ.หนีทุน’ผู้ฟ้องคือสังกัดใหม่อุดร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222309

อาจารย์หนีทุน,ราชภัฏสวนสุนันทา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  12 ก.พ. 2559

‘สวนสุนันทา’แจงไม่เกี่ยว‘อ.จ.หนีทุน’ผู้ฟ้องคือสังกัดใหม่อุดร

“สวนสุนันทา”แจงอาจารย์หนีทุนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยอดีตจะเคยเป็นอาจารย์ในสังกัดเมื่อได้รับทุนได้ย้ายสังกัดไปอยู่อีกแห่งและเป็นคดีความกับต้นสังกัดใหม่

         วันที่ 12 ก.พ.59 รองศาสตราจารย์ ดร.ฤๅเดช  เกิดวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา  ได้ชี้แจงถึงกรณีที่นางภัทรพร บัวทอง อดีตอาจารย์สังกัดคณะวิทยาการจัดการ  ซึ่งได้รับทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยซาราโซตา รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา  และสุดท้ายก็หนีทุนตกให้เป็นภาระการชดใช้ของผู้ค้ำประกัน  3 รายว่า  จากการตรวจสอบข้อมูลที่ฝ่ายนิติการของมหาวิทยาลัย ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการฟ้องร้องของมหาวิทยาลัยกับผู้ค้ำประกันทั้ง 3 รายนี้แต่อย่างใด และยืนยันได้ว่าที่ผ่านมานางภัทรพรไม่เคยมีหนังสือมายังมหาวิทยาลัยแจ้งว่ายินดีจะชดใช้เงิน 6 ล้านบาทและมหาวิทยาลัยก็มิได้เป็นผู้ไปฟ้องศาลล้มละลายให้บุคคลผู้ค้ำประกันทั้งสามเป็นบุคคลล้มละลายแต่ประการใด
         อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา  กล่าวว่า กรณีของนางภัทรพร  จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าเป็นอดีตอาจารย์ของสวนสุนันทาจริง แต่เมื่อได้รับทุนการศึกษานั้น  ได้รับจากสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏในขณะนั้น และนางภัทรภรได้เลือกที่จะไปรับราชการที่สถาบันราชภัฏอุดรธานี  การทำสัญญาขอรับทุนและการมีผู้ค้ำประกัน  3  ราย  ดำเนินการกับสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)  มิได้ทำกับสวนสุนันทา  เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าว  มหาวิทยาลัยยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล  เมื่อสำเร็จการศึกษานางภัทรพรจึงต้องไปใช้ทุนและเป็นอาจารย์ในสังกัดของสถาบันราชภัฏอุดรธานี
          “กรณีที่เกิดขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติให้ลาออกหรือการดำเนินการฟ้องร้องผู้ค้ำประกันทั้ง 3 ราย ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสวนสุนันทา เพราะสถานภาพของอาจารย์ภัทรพรในขณะนั้น มิได้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของสวนสุนันทา ได้สอบถามกับผู้ค้ำประกันหนึ่งในสาม คือท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ภากิตต์ ตรีสุกลซึ่งเป็นอาจารย์ของสวนสุนันทา ก็ได้รับคำชี้แจงว่า กรณีที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับสวนสุนันทาแต่ประการใด มหาวิทยาลัยที่ฟ้องร้องผู้ค้ำประกันทั้งสามรายคือมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ผมตรวจสอบไปที่ สกอ. ก็ไม่พบเรื่อง เพราะได้โอนงานไปให้อุดรธานีแล้ว”
         รองศาสตราจารย์ ดร.ฤๅเดช  ยังกล่าวด้วยว่า กรณีที่มีข้อสงสัยว่า ในขณะที่อาจารย์ยังมีปัญหาค้างทุนการศึกษาแต่มหาวิทยาลัยกลับอนุมัติให้ลาออกได้นั้น เป็นไปตามระเบียบก.พ.ว่าด้วยการลาออกจากราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญ พ.ศ.2551 ซึ่งผู้บังคับบัญชาไม่มีอำนาจจะยับยั้งได้ มีอำนาจเต็มที่ที่จะยับยั้งได้ก็แค่ 90  วันเท่านั้นและเป็นคนละส่วนกับการชดใช้ทุน  อย่างไรก็ตาม  ในส่วนของสวนสุนันทา  เมื่อบุคลากรคนใดจะลาออกจากมหาวิทยาลัย  จะให้กองคลังตรวจสอบภาระหนี้สินก่อนทุกครั้ง  กรณีที่มีหนี้สินก็จะใช้ช่วงเวลาในอำนาจ  90  วันนี้เจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อมิให้เกิดผลกระทบกับผู้ค้ำประกัน

เปิด5เมนูสุขภาพลดโรคเพิ่มสุขวัยรุ่นรับวาเลนไทน์59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222287

วาเลนไทน์,เปิด,เมนู,สุขภาพ,โรค,วัยรุ่น

การศึกษา-สาธารณสุข  :  12 ก.พ. 2559

เปิด5เมนูสุขภาพลดโรคเพิ่มสุขวัยรุ่นรับวาเลนไทน์59

เปิด5เมนูสุขภาพลดโรคเพิ่มสุขวัยรุ่นรับวาเลนไทน์59 : วิไลพร ศรีสุข

            ความรักเป็นสิ่งสวยงามที่อยู่คู่กับสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ ความรักรายล้อมและอยู่รอบๆ ตัวเราเสมอ ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งดับจากโลกนี้ไป แต่ในโลกที่กว้างใหญ่นี้ความรักอาจจะไม่ได้สวยงามดั่งที่เราคิดเสมอไป ดังความรักที่เกิดจากความหลงของวัยรุ่นในปัจจุบัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างมากมาย

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยกรมสุขภาพจิต กรมอนามัย และกรมควบคุมโรค จึงได้ร่วมจัดมหกรรมวาเลนไทน์ 2016 เผยสถานการณ์แม่วัยใสมีแนวโน้มดีขึ้น และยึดหลัก “5 เมนูสุภาพ” ลดโรค เพิ่มความสุขให้แก่วัยรุ่นไทย โดย นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีมานี้ ปัญหาของวัยรุ่นเปลี่ยนไปจากเดิม ส่วนหนึ่งมาจากการบูรณาการความร่วมมือในการดำเนินงานร่วมกันจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องภายใต้เป้าหมายเดียวกัน เพื่อการลดโรคและเพิ่มความสุขให้แก่วัยรุ่นไทย

ทั้งการดำเนินงานอย่างเข้มข้นและจริงจังเพื่อลดอัตราการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นให้ได้ถึงร้อยละ 50 ภายใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็น One Goal One Plan to Better Prevention of Teenage Pregnancy ของ 15-19 ปี รายงานโดยธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ปี พ.ศ.2557 ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 12 ของเอเชีย จากเดิมอันดับที่ 11 และเป็นอันดับ 5 ของอาเซียน

นอกจากนี้ จากการสำรวจพฤติกรรมวัยรุ่นล่าสุด ปี พ.ศ.2554 โดยกรมสุขภาพจิตร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ก็ยังพบปัจจัยปกป้องวัยรุ่นว่า การที่พ่อแม่มีเวลาคุยกับลูกวัยรุ่นมากขึ้น ตลอดจนการมีกิจกรรมทางสังคมของวัยรุ่นยังช่วยสนับสนุนให้วัยรุ่นมีอนาคตเสมอ

เนื่องในวันวาเลนไทน์ปีนี้ กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสุขภาพจิต กรมอนามัย และกรมควบคุมโรค ได้บูรณาการการดำเนินงานร่วมกัน จัดทำ “เมนูสุขภาพ” หรือ 5 มาตรการสำคัญ เพื่อเพิ่มความสุขให้แก่วัยรุ่นไทย ประกอบด้วย การบังคับใช้กฎหมาย การบริการที่เป็นมิตรกับวัยรุ่น การดูแลสุขภาพของวัยรุ่นในสถานศึกษา การเปิดพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับวัยรุ่น และการสื่อสารของพ่อแม่กับวัยรุ่น

ปัจจุบันคุณแม่วัยใสของเราลดลงจากที่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน ซึ่งในตอนนี้ได้ลดลงมาอยู่ที่อันดับ 5 คุณแม่วัยใสในที่นี้คือผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 19 ปี ซึ่งค่อนข้างจะมีอายุน้อย เมื่อเกิดการตั้งครรภ์ก็จะมีปัญหาตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงคลอดออกมา เด็กที่คลอดออกมาจะมีน้ำหนักตัวที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ตามมาด้วยพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กจะช้าลง ซึ่งในอนาคตจะเป็นปัญหาอย่างมาก ทางกรมสุขจิต ทุกภาคส่วน พยายามที่จะลดคุณแม่วัยใสให้ได้มากที่สุด คาดว่า 10 ปีนี้จะพยายามลดให้ได้ 50% ที่มีอยู่

5 เมนูสุขภาพ ลดโรค เพิ่มความสุขให้แก่วัยรุ่นไทย เป็นเมนูที่นับมาปรับใช้ เพื่อให้มีคุณแม่วัยใสน้อยลง โดยมีการบูรณาการร่วมมือกับหลายกรม กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค กรมอนามัยสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมสุขภาพจิตและบริษัทเอกชนต่างๆ ที่ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการที่จะเผยแพร่เมนูสุขภาพออกไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายแอลกอฮอล์ที่ได้ยินอยู่ทุกวัน

“สิ่งเหล่านี้ก็มาจากการบังคับใช้กฎหมาย และการเพิ่มพื้นที่ให้วัยรุ่นได้ทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้วัยรุ่นได้แสดงออก และที่สำคัญที่สุดคือ ความสุขในครอบครัว โดยเฉพาะพ่อแม่ ซึ่งพ่อแม่ต้องมีเวลาให้ลูก มีการพูดคุย ปฏิสัมพันธ์กัน มีการใช้เวลาแห่งความสุขร่วมกัน สิ่งเหล่านี้ก็จะเกิดเป็นความอบอุ่นในครอบครัว และสิ่งที่สร้างมานี้ คิดว่าเป็นผลให้คุณแม่วัยใสลดลงได้จำนวนมาก ซึ่งในอนาคตก็จะมีการขยายโครงการเมนูสุขภาพให้ครอบคลุมทั่วประเทศ” นพ.เจษฎา กล่าว

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเสริม “5 เมนูสุขภาพ” ลดโรค เพิ่มความสุขให้แก่วัยรุ่นไทย ว่า เมนูแรก การบังคับใช้กฎหมาย โดยกระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำกฎหมายพร้อมใช้ ไม่ยากอย่างที่คิด ที่จัดทำขึ้นโดยคณะทำงานดูแลสุขภาพวัยรุ่นแบบบูรณาการ กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค กรมอนามัย และกรมสุขภาพจิต เพื่อเป็นคู่มือในการดำเนินการดูแลสุขภาพวัยรุ่น ประกอบด้วย เนื้อหากฎหมายในส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการมีอำนาจดำเนินการเรื่องอื่นๆ เช่น การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอลฮอล์ แนวทางปฏิบัติการรับบริการคุมกำเนิดชนิดต่างๆ

เมนูที่สอง การบริการที่เป็นมิตรกับวัยรุ่น โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้การสนับสนุนการให้บริการคุมกำเนิดกึ่งถาวร ด้วยการใส่ห่วงอนามัยและยาฝังคุมกำเนิดแก่วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี ให้แก่สถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ

เมนูที่สาม การดูแลสุขภาพวัยรุ่นในสถานศึกษา โดยกระทรวงศึกษาธิการจัดระบบให้การช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียน โดยกระทรวงสาธารณสุขร่วมพัฒนาโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพและรับส่งต่อ กรณีวัยรุ่นมีปัญหาสุขภาพตามระบบบริการสุขภาพ

เมนูที่สี่ การเปิดพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับวัยรุ่น โดยกรมส่งเสริมให้มีการจัดพื้นที่เปิดกว้างสำหรับวัยรุ่น ให้พวกเขาได้มีโอกาสร่วมพูดคุยและทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ตามศักยภาพ ตลอดจนองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นให้การสนับสนุนระบบสุขภาพระดับอำเภอและได้รับการรองรับมาตรฐานอำเภออนามัยเจริญพันธุ์จากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งตั้งเป้าผ่านการรองรับ 878 แห่ง ในปี 2561

เมนูที่ห้า การสื่อสารของพ่อแม่กับวัยรุ่น โดยกระทรวงสาธารณสุข จัดโครงการคุยได้ในครอบครัว ซึ่งเป็นโครงการที่ส่งเสริมการสื่อสารทางบวกระหว่างคนในครอบครัว แม้แต่การพูดคุยเรื่องเพศกับลูก เพื่อให้พ่อแม่เข้าใจวัยรุ่นในสังคมปัจจุบันมากขึ้น

ดังนั้น การเปิดพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับวัยรุ่นให้ได้มีโอกาสร่วมพูดคุยและทำกิจกรรมตามศักยภาพและความถนัดของพวกเขา ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดีและยังเป็นเสมือนเกราะป้องกันภัยเสี่ยงจากปัญหาต่างๆ ของวัยรุ่นในปัจจุบัน

 


เตือน’10พืชพิษ’บางชนิดถึงตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222276

สาธารณสุข,พืช,พิษ,วินัย วนานุกูล,รามาธิบดี

การศึกษา-สาธารณสุข  :  11 ก.พ. 2559

เตือน’10พืชพิษ’บางชนิดถึงตาย

10 พืชพิษคนไทยโดนบ่อย เผย บางชนิดถึงตาย เตือน 4 สารสกัดสมุนไพร เซนต์จอห์นเวิร์ต กระเทียม แปะก๊วย โสม กินมากอาจเสริมฤทธิ์ยาแผนปัจจุบัน เกิดภาวะเป็นพิษ

                      ศ.นพ.วินัย วนานุกูล หัวหน้าศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการที่ศูนย์ได้รวบรวมปัญหาจากพืชพิษในประเทศไทย พบว่า มีพืชที่คนไทยโดนพิษปล่อยครั้งที่สุด 10 อันดับ ได้แก่
                      1. สบู่ดำ / สบู่ขาว 54.1% 2. กลอย 8.7% 3. มันสำปะหลัง 5.9% 4. ลำโพง หรือ มะเขือบ้า 4.2% 5. โพธิ์ศรี / โพธิ์ทะเล / โพธิ์ฝรั่ง 4.1% 6. ฝิ่นต้น 2.8% 7. มะกล่ำตาหนู 2.5% 8. บอน 2.1% 9. ละหุ่ง 1.4% และ 10. สาวน้อยประแป้ง 1.2%
                      นอกจากนี้ ยังมีพืชอื่นๆ ที่ประชาชนได้รับพิษและปรึกษาเข้ามาที่ศูนย์อีก 89 ชนิด โดยผู้ที่ได้รับพิษจากพืชจะมีอาการป่วยใน 5 กลุ่มอาการ คือ การระคายเคือง เซลล์ไม่สามารถเอาออกซิเจนไปใช้ได้ ระบบประสาท ระบบหัวใจ และระบบไต
                      หัวหน้าศูนย์พิษวิทยา รพ.รามาฯ กล่าวอีกว่า 1. กลุ่มอาการระคายเคือง จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ การระคายเคืองผิวหนัง และภาวะกระเพาะและลำไส้อักเสบ เกิดปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน โดยพืชที่เมื่อสัมผัสทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง คือ พืชที่มีน้ำยางใส ประกอบด้วย บอน สาวน้อยประแป้ง ว่านหมื่นปี และเผือก เพราะมีสารแคลเซียมออกซาเลต และพืชที่ทำให้เกิดผื่นนูนแดง จากการสัมผัสส่วนใดส่วนหนึ่งของพืช เพราะมีการปล่อยสารฮีสเทมีน ได้แก่ ขนของหมามุ่ย และตำแย ส่วนพืชที่หากรับประทานเข้าไปทำให้ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน แยกเป็นส่วนที่เป็นพิษจากเมล็ด คือ สบู่ดำ ฝิ่นต้น สบู่แดง และโพธิ์ฝรั่ง และเป็นพิษทุกส่วน คือ บอน สาวน้อยประแป้ง ว่านหมื่นปี นอกจากนี้ ยังมีพืชที่มีน้ำยางขาว ซึ่งมีสารฟอบอล ไดเตอพีนอยด์ เมื่อรับประทานเข้าไปบางรายอาจถึงแก่ชีวิต คือ พญาไร้ใบ สลัดได โป๊ยเซียน และคริสต์มาส รวมถึง พืชกลุ่มที่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วทำให้แบ่งเซลล์ไม่ได้ เสียชีวิตเช่นกัน ได้แก่ มะกล่ำตาหนู ละหุ่ง ดองดึง
                      2. กลุ่มที่มีอาการทำให้เซลล์ไม่สามารถเอาออกซิเจนไปใช้ได้ คือ รากมันสำปะหลัง โล่ติ้น , หางไหล หน่อไม้ และผักเสี้ยน ขณะที่เมล็ดมันแกวหากรับประทานจะคลื่นไส้ อาเจียน สับสน วุ่นวาย มีอาการทางหัวใจ และเสียชีวิต 3. กลุ่มอาการพิษต่อสมอง ทั้งฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง และส่วนหลัง ฝิ่น กัญชา เห็ดขี้ควาย กระท่อม ต้อนแสลงใจ ลำโพง เป็นต้น
                      4. กลุ่มอาการต่อระบบหัวใจ หากรับประทานทำให้ชีพจรเต้นช้า คือ ยี่โถ รำเพย ชวนชม พันซาด และ 5. กลุ่มอาการพิษต่อไต ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน ได้แก่ ลูกเนียง เกิดอาการหลังได้รับ 2 – 14 ชั่วโมง ส่วนผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับไตห้ามรับประทานมะเฟือง เพราะจะเกิดอันตรายอย่างมาก ซึ่งมีรายงานว่าผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับไตแม้กินมะเฟือง 1 ชิ้น ก็เกิดอันตรายอย่างมากหลังจากนั้น 2.5 – 14 ชั่วโมง แม้คนปกติจะดื่มน้ำมะเฟืองได้ 1.5 – 3 ลิตร และที่ทำให้เกิดไตวายเรื้อรัง ซึ่งในประเทศไทยยังไม่มีพืชที่มีพิษเช่นนี้
                      “ไม่เพียงแต่พิษจากพืชเท่านั้นที่ประชาชนต้องระมัดระวังไม่ให้ได้รับพิษ ในส่วนของภาวะเป็นพิษจากสมุนไพรก็ควรให้ความสำคัญและป้องกันเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะสารเสริมอาหารที่สกัดจากสมุนไพร 4 ชนิด คือ เซนต์จอห์นเวิร์ต กระเทียม แปะก๊วย และโสม เนื่องจากหากรับประทานตามธรรมชาติอาจออกฤทธิ์ราว 1 – 2% แต่เมื่อนำมาสกัดเป็นแบบแคปซูลจะทำให้ความเข้มข้นของสารในสมุนไพรดังกล่าวสูงขึ้น และมีโอกาสที่จะทำปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นที่รับประทานอยู่ด้วยได้ ทำให้ฤทธิ์แรงเกินเกิดภาวะเป็นพิษ อันตรายกับคนไข้ ดังนั้น การกินสารเสริมอาหารจากสมุนไพรแม้จะเป็นสารธรรมชาติก็ไม่ได้ปลอดภัย 100% หากกินสมุนไพรควรแจ้งให้แพทย์ทราบ”