สัมพันธ์ร้าวลึกปมขัดแย้ง นพ.ชลธิศ VS ดร.เซปิง ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222655

สาธารณสุข,ศัลยกรรม,ดร.เซปิง ไชยสาส์น,เฟซออฟ,สุรชัย,นพ.ชลธิศ,ร้าว

การศึกษา-สาธารณสุข  :  18 ก.พ. 2559

สัมพันธ์ร้าวลึกปมขัดแย้ง นพ.ชลธิศ VS ดร.เซปิง ?

สัมพันธ์ร้าวลึกปมขัดแย้ง นพ.ชลธิศ VS ดร.เซปิง ? : โดย…ภาวินี อินเทพ

                      จากกรณี สุรชัย สมบัติเจริญ นักร้องลูกทุ่งคนดังวัย 60 ปี เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงใบหน้า “เฟซออฟ” โดยมี ดร.เซปิง ไชยสาส์น เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำนั้น กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อ นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย ส่งทนายความเข้าแจ้งความให้ดำเนินคดี ดร.เซปิง ข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จโดยประการที่จะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
                      นับแต่มีกระแสข่าว สุรชัยเฟซออฟ ทางนายกสมาคมศัลยกรรมฯ ได้ออกมาแสดงความคิดความเห็นตั้งแต่ต้น โดยแย้งถึงนิยามความหมายของคำว่า “เฟซออฟ” ตามกระบวนการแพทย์มีเพียง “เฟซล็อก” และ “เฟซลิฟต์”
                      นพ.ชลธิศ จึงถือว่า “เฟซออฟ” เป็นการกล่าวอ้างเกินจริง ก่อนนำมาสู่การแจ้งความดำเนินคดีในที่สุด
                      แม้เนื้อหาจะย้ำถึง การเผยแพร่กระแสข่าวศัลยกรรมใบหน้าโดยใช้คำว่า เฟซออฟ ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการทางการแพทย์ศัลยกรรมและเป็นการอวดอ้างสรรพคุณด้วยคำว่า เฟซออฟ ตามภาษาภาพยนตร์ เพื่อหวังผลทางธุรกิจก็ตาม
                      แต่ด้านวิธีการ ดูเหมือนว่าจะพุ่งเป้าไปยัง “ตัวบุคคล” เสียแล้ว
                      “ขอเรียกร้องให้บุคคลที่ออกมาสร้างกระแสจงหยุดการกระทำนี้ เพราะประชาชนเกิดความคาดหวังไว้สูงจนทำให้เกิดความสับสน หลังแพร่ข่าวออกไปมีผู้โทรศัพท์ติดต่อมาสอบถามกับทางสมาคมจำนวนมาก จึงตรวจสอบประวัติจากทางแพทยสภา ปรากฏว่า ดร.หญิงคนนี้ไม่ใช่แพทย์แต่อย่างใดและแพทยสภาก็ไม่สามารถเรียก ดร.คนนี้มาสอบสวนได้ เนื่องจากเจ้าตัวไม่ใช่แพทย์ เราทั้งหมดจึงต้องหาทางหยุดยั้งการกระทำของผู้แอบอ้างคนนี้” นพ.ชลธิศ กล่าว
                      สอดคล้องกับ นพ.ธนวรรฒน์ โชติมา นายกสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย ที่ย้ำว่า “อยู่วงการนี้มาเกือบ 40 ปี ไม่เคยรู้จักคนคนนี้” ด้วย
                      “เข้าใจว่าธุรกิจศัลยกรรมกำลังรุ่งโรจน์ ติด 1 ใน 5 ของธุรกิจดาวรุ่ง จึงมีผู้พยายามเข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้หลายรูปแบบ แต่การอวดอ้างเกินจริงนั้นไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน นักร้องชื่อดังเองแทนที่จะไปปรึกษาแพทย์ศัลยกรรมโดยตรง กลับพึ่งพาคนแบบนี้ จำเป็นต้องรีบดำเนินการเพื่อรักษาจรรยาบรรณแพทย์ให้คงความบริสุทธิ์ไว้” นายกสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์ฯ ระบุ
                      เพราะแม้แต่ พ.ต.อ.หญิงปวีณา เอกฉัตร พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ สน.สมเด็จเจ้าพระยา ยังได้อธิบายด้วยว่าเหตุที่หมอชลธิศแจ้งความ เนื่องจากเกรงถูกแอบอ้างว่าเป็นหลานของหมอชลธิศ แล้วนำไปแสวงหาประโยชน์จากความน่าเชื่อถือของนายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งฯ
เหตุเกิดที่ “ธีรพรการแพทย์”
                      ต่อประเด็นความสัมพันธ์ หรือรู้จัก-ไม่รู้จักนั้น หากเปิดเข้าไปยังเว็บไซต์ drcholadhis.wix.com/drxeping น่าจะพบคำตอบมากขึ้น ซึ่งเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นของ “ธีรพรการแพทย์” หน้าแรกจะพบภาพของทั้งคู่
                      ขณะที่ นพ.ชลธิศ สินรัชตานนท์ มีคำขยายความใต้ชื่อว่า “แพทย์ศัลยกรรมตกแต่งอันดับ 1 ของประเทศ” ทางด้าน ดร.เซปิง ไชยสาส์น มีคำอธิบายเช่นกันว่า “ที่ปรึกษาด้านความงามอันดับ 1 ของประเทศ” นอกจากนั้นยังมีข้อความ “ปรึกษาและจองคิว ดร.เซปิง 089-XXX-5555” อีกด้วย
                      เนื้อหาภายในเว็บไซต์ยังมีหัวข้อ “ทำไมต้อง ธีรพรการแพทย์?” ซึ่งในคำตอบนั้นระบุด้วยว่า
                      “…มี ดร.เซปิง ที่ปรึกษาด้านความงามคอยให้คำปรึกษา พร้อมทีมแพทย์แถวหน้า ซึ่งนำโดย ผช.ศจ.นพ.ชลธิศ สินรัชตานนท์ และได้แนะนำถึงผลงานของ นพ.ชลธิศ สั้นๆ ก่อนลงท้ายด้วยข้อความ “ปรึกษาและจองคิว ดร.เซปิง 089-XXX-5555”
                      รวมถึงเว็บไซต์ drcholadhis.lnwshop.com ของ ธีรพรการแพทย์ ก็ได้เขียนคำโปรยด้วยว่า
                      …ตอบทุกโจทย์ความงามอย่างมืออาชีพ “โดยคุณหมอชลธิศ มือหนึ่งด้านศัลยกรรมตกแต่ง” พร้อมข้อความ “ปรึกษาและจองคิวกับ ดร.เซปิง 089-XXX-5555”
                      ในเว็บไซต์นี้ยืนยันถึงศักยภาพของธีรพรการแพทย์ที่มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนำทีมโดย นพ.ชลธิศ และบอกด้วยว่า แค่มีคุณหมอที่เชี่ยวชาญอาจยังไม่พอสำหรับคนที่กำลังจะตัดสินใจทำศัลยกรรมตกแต่ง ต้องมีที่ปรึกษาด้านความงามที่เก่งซึ่งสามารถวิเคราะห์และแนะนำการปรับแก้ใบหน้าเพื่อให้เหมาะสมและดูดี จากนั้นจึงอธิบายถึงคุณสมบัติของ “ดร.เซปิง ที่ปรึกษาด้านควางาม” ผู้มุ่งมั่นที่จะเผยแพร่ความสามารถทางการแพทย์ของหมอศัลยกรรมในประเทศไทยให้รู้จักและยอมรับไปทั่วโลก
เบื้องหลัง 2 ดร.
                      สำหรับ นพ.ชลธิศ นายกสมาคมศัลยกรรมฯ และผู้ก่อตั้ง “ธีรพรการแพยท์” มีชื่อเสียงโด่งดังรู้จักกันในนาม “หมอชลธิศ” เดิมเป็นหมอหูคอตาจมูกก่อนมาศึกษาด้านศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้า ที่ผ่านมานำเสนอนวัตกรรมทางศัลยกรรมหลายครั้ง โดยเฉพาะ “เสริมดั้งด้วยไขมัน” โดยไม่ต้องใช้ซิลิโคน หรือที่เรียกว่า การทำดั้งด้วยการปลูกย้ายไขมัน นอกจากนี้ยังคิดค้นนวัตกรรมการทำศัลยกรรมด้วยนวัตกรรมเฟซล็อก (Face Lock) ด้วย แต่ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเห็นจะเป็นด้านการทำตาสองชั้นโดยมีดารานักแสดงไปใช้บริการมากมาย
                      อุปนิสัยส่วนตัว ยังรักชอบด้านการบินร่ำเรียนจนกระทั่งมีความรู้ความสามารถครบทุกสาขา และเป็นถึง ครูการบิน อีกต่างหาก
                      ที่ผ่านมา หมอชลธิศ อยู่ในกระแสข่าวอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่มีประเด็นข่าวร้อนเกี่ยวกับศัลยกรรมครั้งใด หมอชลธิศมักจะเป็นคนแรกๆ ที่ให้คำอธิบาย และหากค้นหาทางกูเกิลจะพบชื่อของ “หมอชลธิศ” เต็มไปหมดถึงสรรพคุณทางศัลยกรรม อีกทั้งตกเป็นข่าวการรับเป็นพ่อบุญธรรมของน้องฑีฆายุ ลูกชายของแอนนี่ บรู๊ค ด้วย
                      นอกจากนี้ยังเป็นอาจารย์หมอสอนด้านศัลยกรรมทั้งไทยและต่างประเทศ โดยปลายปีที่ผ่านมาได้จัดงานการประชุมวิชาการศัลยแพทย์ตกแต่งใบหน้าระดับนานาชาติ “แพน เอเชีย 2015” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Facial Rejuvenation and Facial Recontouring” เพื่อพัฒนาความเป็นเลิศให้แก่วงการศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าของไทยและระดับโลก โดยข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆ ของหมอชลธิศมาจากบริษัทประชาสัมพันธ์ทางออนไลน์ด้วย
                      ส่วน ดร.เซปิง หรือ สุดารัตน์ ไชยสาส์น เป็นลูกสาวนักการเมือง จบปริญญาเอกทางด้าน “บริหารธุรกิจ” (DBA) จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (2555-2558) จบระดับปริญญาโท กอล์ฟ แมเนจเมนต์ (MBA) มหาวิทยาลัยรามคำแหง (2553-2554) โดยมีรางวัลเกียรติคุณและผลงานตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา
                      ปี 2550–2554 จัดรายการวิทยุเพื่อการค้าไทย และผลิตรายการเพื่อธุรกิจการค้า รวมถึงการท่องเที่ยว, ปี 2552 ก่อตั้ง “กองทุนเผยแผ่พุทธวจน” ร่วมกับ ประจวบ ไชยสาส์น เพื่อเผยแพร่คำสอนของพระพุทธองค์, 2552 รับพระราชทานรางวัล “เทพทอง” ครั้งที่ 11 จากผู้แทนพระองค์ฯ ในฐานะบุคคลดีเด่นด้าน “วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ดีเด่น”, 2553 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี ประทานโล่เกียรติคุณ “หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร” ผู้ประกาศ ผู้จัดรายการ–วิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์, ปี 2554–2557 ผลิตรายการและเป็นพิธีกรรายการ “เปิดธรรมที่ถูกปิด ด้วยพุทธวจน” ทางสถานีดาวเทียม, ปี 2556 จัดงานถ่ายทอดสด “รัก ศรัทธา ตถาคต” ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์, ปี 2557 – ผลิตบทเพลงเพื่อพระพุทธศาสนา อัลบั้ม “รัก ศรัทธา ธรรมะ” ร่วมกันขับร้องบทเพลงเพื่อสรรเสริญพระพุทธเจ้า และประธานโครงการ Face off by Dr.Xeping
สัมพันธภาพเปลี่ยน
                      ดร.เซปิงเผยโฉมให้สัมภาษณ์ต่อสื่อครั้งแรกราวเดือนกันยายน ปี 2558 เคียงคู่กับ มิสแม็กซิม 2015 ซึ่งได้รับการทำตาสองชั้นจากทีมแพทย์ที่ ดร.เซปิงรับให้คำปรึกษาและจองคิว
                      “…เซปิงได้รับเชิญจากคุณหมอที่เป็นมือหนึ่งของเมืองไทยหลายๆ ท่าน ให้ช่วยมาเป็นที่ปรึกษา เมื่อมาเป็นที่ปรึกษาก็ต้องพัฒนาธุรกิจนี้ให้คนไทยรู้จัก ฝีมือคนไทยเก่งมากๆ เป้าหมายคือรองรับให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของเออีซี…” ดร.เซปิงเปิดเผยถึงความตั้งใจในการให้มิสแม็กซิมเป็นตัวอย่างของการทำศัลยกรรมที่สำเร็จดังใจ
                      นอกจากนี้ ยังมีรายการ WOW!! Wonderful by Dr.Xeping ให้ชมผ่านยูทูบ ว่าด้วยเบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลง พร้อมแคมเปญเชิญชวนให้ผู้สนใจมาร่วมสนุกสมนาคุณผ่าตัดตาสองชั้นฟรีผ่านทางเฟซบุ๊ก dr.xeping ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2558 เป็นต้นมา ก่อนเปิดตัวมิสแม็กซิม 2015 ในเดือนกันยายน 2558 รวมถึงเดือนตุลาคม 2558 เฟซบุ๊ก dr.xeping ยังคงแนะนำ ธีรพรการแพทย์ เป็นปกติ
                      กระทั่งเดือนมกราคม 2559 จึงมีเฟซบุ๊กอีกชื่อปรากฏในชื่อ DoctorXeping เน้นไปที่ “เฟซออฟ โปรเจกต์” เป็นหลัก นอกจากนี้ยังทำคลิปเบื้องหลังเฟซออฟมานำเสนออย่างทันสมัยและน่าติดตาม
                      ขณะที่เว็บไซต์ http://dr.xeping.com ว่าด้วยเรื่องราว ดร.เซปิงกับงานศัลยกรรมล้วนๆ ทั้ง ทำตาสองชั้น เสริมจมูก และดึงหน้า รวมไปถึงเฟซออฟ เฟซล็อก และเฟซลิฟต์ พร้อมสรรพ
                      มากกว่านั้นมีภาพของทีมแพทย์ด้วย หนึ่งในนั้นคือ นพ.กมล พันธ์ศรีทุม และเดินหน้าโครงการภายใต้สัญลักษณ์ตัว “X”
                      ทางด้านเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับหมอชลธิศมีความเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน ขณะที่เว็บไซต์ http://www.หมอชลธิศ.com ให้บริการ ดึงหน้า, ทำตาสองชั้น และเสริมจมูก แต่เปลี่ยนเบอร์คอลเซ็นเตอร์ รวมถึงเว็บไซต์ http://www.teeraporn-facelock.com ตอกย้ำ เจ้าแรกที่คิดค้นเฟซล็อก นวัตกรรมการยกกระชับผิวแบบใหม่ ไม่ต้องพักฟื้น อ่อนวัยขึ้นทันตา ด้วยหมายเลขคอลเซ็นเตอร์ใหม่
เช่นเดียวกับการจองคิวหมอชลธิศ เปลี่ยนเป็น “คุณแก้ว เลขาหมอชลธิศ” แทน
                      ในส่วนของเว็บไซต์ของ ดร.เซปิง ก็ไม่ปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับ หมอชลธิศอีกต่อไป มีเพียงผลงานการให้คำปรึกษากับบุคลต่างๆ เช่น มิสแม็กซิม 2015
                      อย่างไรก็ตาม พบว่า ภาพไฟล์หน้าตาของคนไข้แบบ Before&After นั้น ปรากฏในเว็บไซต์ของทั้งสองฝ่าย โดยไฟล์ภาพที่ปรากฏในเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับหมอชลธิศ มีลายลูกน้ำเขียนไว้ในภาพด้วยว่า Dr.Xeping
                      รวมถึงปณิธานในการพัฒนาวงการที่เพียงเปลี่ยนแค่ชื่อขึ้นต้น ส่วนเนื้อหาคงเดิมทุกประการ โดยเฉพาะการให้ประเทศไทยเป็น ฮับ หรือ ศูนย์กลางศัลยกรรมตกแต่งความงามระดับโลก
                      “ดร.เซปิง มีความมุ่งมั่นที่จะเผยแพร่ความสามารถและฝีมือของหมอไทยไปสู่ทั่วโลกและรองรับเออีซี เพื่อต้องการรณรงค์ให้คนไทยและชาวต่างชาติรู้จักและเข้ามาใช้บริการศัลยกรรมความงามในประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายที่ต้องการประกาศชื่อเสียงของคุณหมอไทยและต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางศัลยกรรมตกแต่ง ความงามของโลก”
                      “คลิกนิกหมอชลธิศ มีความมุ่งมั่นที่จะเผยแพร่ความสามารถและฝีมือของหมอไทยไปสู่ทั่วโลกและรองรับเออีซี เพื่อต้องการรณรงค์ให้คนไทยและชาวต่างชาติรู้จักและเข้ามาใช้บริการศัลยกรรมความงามในประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายที่ต้องการประกาศชื่อเสียงของคุณหมอไทยและต้องการให้เป็นที่ยอมรับและถูกยกย่องไปทั่วโลก”
                      นับเป็นความตั้งใจที่ไม่ต่างกับทีมงานเดียวกัน ด้านสาเหตุุสัมพันธ์ร้าวฉานยังไม่อาจระบุ ทว่า ณ วันนี้ คงไม่มีทางหวนกลับอีกแล้ว !!
———————–
(สัมพันธ์ร้าวลึกปมขัดแย้ง นพ.ชลธิศ VS ดร.เซปิง ? : โดย…ภาวินี อินเทพ)

สามี’ดลฤดี’ชี้ฟ้องชนะก็ไม่มีจ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222662

สาธารณสุข,หมอเผด็จ,ดลฤดี,หมอหนีทุน,มหิดล,อีเมล,สามี,ฟ้องร้อง,สหรัฐ,ชี้,ฟ้อง,ชนะ,จ่าย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  17 ก.พ. 2559

สามี’ดลฤดี’ชี้ฟ้องชนะก็ไม่มีจ่าย

หมอเผด็จ-ผู้ค้ำประกันทั้ง 3 มอบหมายทนายความในสหรัฐฟ้องหมอหนีทุนแล้ว ขณะที่สามี ‘ทพญ.ดลฤดี’ ส่งอีเมล ระบุ ถึงฟ้องก็ไม่มีเงินจ่าย

                      17 ก.พ. 59  ความคืบหน้าการติดตามเอาผิด ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ม.มหิดล) หมอหนีทุน หลังจากกลุ่มผู้ค้ำประกันเตรียมตัวจะจ้างทนายความที่สหรัฐอเมริกาดำเนินการฟ้องร้องเพื่อเรียกเงินจำนวน 8 ล้านบาท ที่เสียไปกลับคืนมา
                      ล่าสุด ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ผู้ค้ำประกัน ทพญ.ดลฤดี เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ค้ำประกันทั้งหมดได้ส่งหนังสือมอบอำนาจให้ทนายความที่สหรัฐอเมริกาดำเนินการฟ้องร้อง ทพญ.ดลฤดี ต่อศาลที่สหรัฐอเมริกาแล้ว พร้อมทั้งจัดส่งเอกสารหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดให้ทนายความไปแล้ว ทั้งนี้ ทนายความที่จะดำเนินการทางกฎหมายให้แก่ผู้ค้ำประกันมีด้วยกัน 2 คน คนแรกเป็นทนายความลูกครึ่งไทย-อเมริกัน และทนายท้องถิ่นที่อยู่ในบอสตัน ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับการสนับสนุนจากคนไทยในสหรัฐอเมริกา โดยช่วยดำเนินการให้ทุกอย่าง
                      “ผมและผู้ค้ำประกันทั้งสามได้ส่งเอกสารไปให้ทนายความหมดแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คงเป็นกระบวนการฟ้องร้องเข้าสู่ศาลที่สหรัฐอเมริกา ส่วนผลการตัดสินจะเป็นอย่างไรก็คงต้องว่ากันไปตามหลักฐาน แต่ส่วนตัว และหลายคนคิดว่ามีโอกาสชนะสูง เพราะตามหลักฐาน ทพญ.ดลฤดี ทำความผิดแน่นอนอยู่แล้ว ก็จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจดำเนินการฟ้องร้องด้วย” ทพ.เผด็จ กล่าว
                      ทพ.เผด็จ กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้มีหลายคนถามว่าได้ชวนมหาวิทยาลัยมหิดลร่วมฟ้องด้วยหรือไม่ว่า ถ้ามหิดลอยากฟ้องคงทำไปนานแล้ว อีกทั้งส่วนตัวคิดว่า มหิดลคงจะไม่ทำอะไรด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อสัปดาห์ที่แล้วผู้ค้ำประกันรายหนึ่งได้นำอีเมลของสามี ทพญ.ดลฤดี มาให้ โดยมีข้อความระบุว่า ไม่มีเงิน แม้จะฟ้องร้องก็ไม่มีเงินให้อยู่ดี อาจจะไม่ได้อะไรจาก ทพญ.ดลฤดี ก็ได้ ซึ่งขัดกับความจริงอย่างสิ้นเชิง เพราะอยู่บ้านราคาหลังละ 30-40 ล้านบาท แต่บอกไม่มีเงินได้อย่างไร
                      “สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นการแสดงให้เห็นชัดด้วยว่า ไม่ตั้งใจจะใช้หนี้ ผมอยากฝากไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นมหิดล ทันตแพทยสภา หน่วยงานศาลให้ดำเนินการกรณีนี้อย่างต่อเนื่อง และเอาผิดให้ถึงที่สุด เพื่อที่จะนำข้อมูลมาใช้เป็นส่วนหนึ่งที่จะนำไปพิจารณาในศาลของสหรัฐอเมริกาด้วย แต่เวลานี้พอข่าวในเมืองไทยเงียบลง หน่วยงานต่างๆ ก็เงียบตาม ผมไม่อยากให้กรณีนี้เงียบไปโดยที่ไม่มีผลอะไรเกิดขึ้นกับผู้ที่ทำความผิด และจากอีเมลที่สามีของ ทพญ.ดลฤดี ตอบกลับ สะท้อนว่ารู้เห็นการกระทำของคุณดลฤดีทุกอย่าง เท่ากับว่าสนับสนุนการกระทำของเธอ
                      บอกว่า รู้ทุกอย่าง แต่กลับบอกว่า มีภาษีอะไร มีค่าใช้จ่ายอะไร คนเราถ้ามีหนี้สินจะต้องชดใช้ ทำไมรีบซื้อบ้าน ทำไมไม่ใช้หนี้ก่อน ส่วนเรื่องที่พูดว่า ต้องเสียภาษีเยอะ อยากบอกว่าใช่ เพราะที่สหรัฐเสียภาษีเยอะ แต่สามารถขอคืนภาษีได้ เวลาเขาพูดก็จะพูดในแง่ที่ทำให้ดูดี ซึ่งคนที่ไม่มีความรู้ก็จะรู้สึกว่าน่าสงสาร”
                      สำหรับข้อความในอีเมลของสามี ทพญ.ดลฤดี ส่งถึงผู้ค้ำประกันคนหนึ่งนั้นสรุปได้ดังนี้
                      1. ได้ให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อเดือนว่า 2 คน รวมกันไม่สามารถคืนเงินได้ตามที่ผู้ค้ำประกันต้องการ
                      2. ทพญ.ดลฤดี ไม่มีทรัพย์สินในสหรัฐ คอนโดเป็นของสามี และเป็นหลักค้ำประกันซื้อผ่อนบ้านใหม่
                      3. ที่ผู้ค้ำประกันต้องการเงินคืน 2 แสนดอลลาร์สหรัฐ โดยจ่าย 5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐจากการขายคอนโด และอีก 1.5 แสนดอลลาร์สหรัฐ ผ่อนส่ง 3 ปีนั้น สามีของ ทพญ.ดลฤดี บอกว่า เป็นไปไม่ได้
                      4. ถ้าผู้ค้ำประกันต้องการฟ้องร้องเพราะต้องการพิสูจน์ว่าตัวเองถูกต้องก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะคดีต้องอยู่ในศาลนานหลายปี และไม่แน่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็จะไม่มีเงินจ่ายมากเพราะต้องเสียค่าทนายมากกว่า 33% ของวงเงินที่ฟ้องร้องกัน

‘เฟซออฟ’…ใครผิด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222659

การศึกษา-สาธารณสุข  :  17 ก.พ. 2559

‘เฟซออฟ’…ใครผิด?

จากกระแสข่าวลูกทุ่งชื่อดัง เข้ารับการผ่าตัด ‘เฟซออฟ’ ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นร้อนไม่น้อย ดังนั้น รายการ คม ชัด ลึก จึงได้จัดเสวนาในหัวข้อ ‘เฟซออฟ’…ใครผิด ?

                      จากกระแสข่าวนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง สุรชัย สมบัติเจริญ อายุ 60 ปี เขารับการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงใบหน้า “เฟซออฟ” ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นร้อนไม่น้อย ดังนั้น รายการ คม ชัด ลึก 17 กุมภาพันธ์ 2559 จึงได้จัดเสวนาในหัวข้อ “เฟซออฟ”…ใครผิด ?
                      นพ.เทพ เวชวิสิฐ แพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง ผู้ก่อตั้งประตูน้ำโพลีคลีนิค กล่าวว่า ครั้งแรกที่เห็นสื่อฉบับหนึ่งพาดหัวโดยใช้คำว่า “เฟซออฟ” บอกได้ทันทีว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง แต่พูดมากไม่ได้ ไม่มีหน้าที่ อีกไม่นานก็จะถูกทางราชการจัดการ ดำเนินการตรวจสอบเอง โดนแน่ เพราะกลุ่มงานส่วนราชการตรงนี้เข้มงวด เอาจริง เคยเห็นหมอที่โดนเล่นมาแล้วหลายคน
                      ในวงการเสริมความงาม ไม่ได้ใช้คำว่า ผ่าตัดเสริมสวย คือ คนปกติในเวลาที่แก่ชรา เราก็จะใช้หน้าตัวเองดึงๆ แล้วเย็บเข้าใหม่ ด้วยใบหน้าของเขาเอง
                      ในคนไข้บางประเภท ซ่อมของตัวเองไม่ไหว อย่างเช่น โดนปืนยิงใบหน้าเละ หรือปากถูกสุนัขกัดปากหายไปทั้งยวง เขาจะไม่มีปากสำหรับกินอาหาร หรือพูด แก้ทางอื่นไม่ได้ ก็จะต้องตัดใบหน้าจากศพที่สมองตายก็ตัดมาเลย ลอกมาทั้งแผ่น แล้วปะ แล้วก็ต่อเส้นเลือด ตรงนี้จะใช้สำหรับการแก้ไขปัญหาความพิการที่ไม่สามารถใช้ทางอื่นได้เลย เป็นทางเลือกสุดท้าย แต่ไม่เรียกว่า การเสริมความงาม
                      กรณีที่ต้องใช้วิธีทางเลือกสุดท้าย อาจจะมีอาการแทรกซ้อน ดังนั้น คนไข้อาจจะต้องรับประทานยา
                      ถ้าเป็นการเอาบางส่วนมาทำ ก็เรียกว่า เฟซออฟ ได้ เพราะคนที่ทำเป็นคนแรก เขาไม่ได้ทำทั้งใบหน้า เขาก็ทำแต่น้อยๆ ไม่ได้ทำใหญ่ พอทำน้อยๆ ได้ผลเขาก็ทำมากขึ้น ทำใหญ่เลย ซึ่งในต่างประเทศทำได้สำเร็จแล้ว
                      ยังมีคำโดยเฉพาะที่เรียกกันว่า ปลูกถ่ายใบหน้า อย่างเช่น ไตเสีย เราก็ไปเปลี่ยนไตเรียกว่า ปลูกถ่ายไต ตับเสีย ก็ปลูกถ่ายตับ ใบหน้าเสียก็เรียกว่า ปลูกถ่ายใบหน้า
                      เฟซออฟ ใช้ไม่ได้ เพราะทางการแพทย์แล้วไม่มีความหมาย คำว่าเฟซออฟเป็นชื่อของภาพยนตร์ในอดีตเรื่องหนึ่งเท่านั้น
                      สำหรับ เฟซลิฟต์ ก็คือ การใช้มีดกรีดหนังตัวเอง แล้วก็เย็บดึงให้ตึง ส่วนที่เหี่ยวย่นเป็นส่วนเกินก็ตัดทิ้งไป แค่ดึงให้ตึงเท่านั้นเอง วิธีการนี้ เป็นที่นิยมกันในวงการบันเทิง ในหมู่นักแสดง หรือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงอย่างเช่นผู้นำประเทศ หรือผู้ที่ต้องใช้หน้าตาในการหาเงิน ไม่มีใครอยากดูคนแก่ เนื้อหนังเหี่ยวย่น
                      สำหรับกรณี นายสุรชัย สมบัติเจริญ ทำนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เขาอยู่ในวงการบันเทิงก็ควรจะดูดี อาจจะทำให้เขาออกคอนเสิร์ตใหม่ได้ แม้แต่ประธานาธิบดีอิตาลี เจ้าของทีมฟุตบอลเอซีมิลาน ก็ทำ
                      สำหรับลูกค้าของผมส่วนใหญ่ที่มาทำ มักจะเป็นคู่รักที่อายุแตกต่างกันมาก
                      อาชีพหมอ เขาห้ามการันตี ก่อนจะเซ็นเข้ารับการผ่าตัด ก็จะให้คนไข้เซ็นรับทราบว่า หมอได้บอกแล้วว่า ไม่รับรองว่าผลการผ่าตัดจะเป็นอย่างที่คนไข้คาดหวัง และอาจจะต้องมีการแก้ไข
                      บางอย่างที่เป็นอันตราย อย่างเช่น ดึงหน้า ซึ่งจะมีโอกาสโดนเส้นประสาท ทำให้ปากเบี้ยวถาวรตลอดชีพ หมอก็จะต้องแจ้งคนไข้และให้เซ็นรับทราบ หมอที่ดี ไม่ต้องโฆษณาให้ผิดระเบียบ
                      ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กล่าวว่า การจะเข้าดู เข้าไปตรวจสอบสถานประกอบการ ต้องดูข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏทางสื่อต่างๆ ว่า ข้อมูลมีการโอ้อวดหรือไม่ เป็นเท็จหรือไม่ สื่อออกไปแล้วทำให้ประชาชนที่จะใช้บริการ โดยเฉพาะตกแต่งใบหน้า เกิดความเข้าใจหรือไม่ หลงเชื่อหรือไม่ เมื่อสรุปข้อมูลได้แล้วจึงจะเข้าไปดำเนินการตามขั้นตอนของการตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในโฆษณา รวมทั้งสถานพยาบาลนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโฆษณาดังกล่าวหรือไม่
                      เฟซออฟ เป็นการเปลี่ยนใบหน้า เป็นศัพท์ที่แพทยสภาไม่ได้บัญญัติไว้ ซึ่งในทางการแพทย์ยังไม่มีการกล่าวถึงคำนี้ เป็นเพียงการพูดขึ้นมาเท่านั้น
                      ในประเทศไทย ทางการแพทย์จะใช้คำว่า เฟซลิฟต์คือการดึง ลดรอยเหี่ยวย่น ทำให้ผิวหน้าตึง กระชับ
                      กรณีที่่มีการใช้ชื่อเฟซออฟ ปรากฏตามสื่อ ถือว่ามีความผิด ในส่วนของชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดความเป็นจริง ทำให้คนเข้าใจผิด เพราะประชาชนจะเข้าใจว่าเฟซออฟ เป็นกรรมวิธีที่เปลี่ยนหน้าหนึ่งเป็นอีกหน้าหนึ่ง ทั้งๆ ที่ไม่ใช่
                      หลักของการพิจารณาคำเหล่านี้ ก็จะมีการนำเข้าสู่รูปแบบของอนุกรรมการ ที่ประกอบไปด้วย แพทยสภา นักกฎหมาย อัยการ ตัวแทนฝั่งประชาชน เพื่อพิจารณาดูว่า มีข้อมูลอะไรบ้าง ข้อความที่โฆษณามีอะไรบ้าง อย่างเช่น เป็นแพทย์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย หรืออ่อนเยาว์ตลอดไป ตรงนี้จะพิจารณาว่าคำพูดในลักษณะนี้ ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในเนื้อหาสาระ โอ้อวด เป็นเท็จหรือไม่
                      การกล่าวอ้างว่า สามารถลดอายุให้ดูอ่อนกว่าวัย จากอายุ 60 ปี ดูเหมือนอายุ 30 หรือ 35 ปี ตรงนี้ เป็นการกล่าวเกินจริง เพราะการลดอายุแบบนี้ต้องมีหลักฐานทางการแพทย์มารับรอง แต่ในทางการแพทย์ไม่มีการรับรอง ซึ่งถือว่าเป็นการโอ้อวด จริงๆ การโฆษณาแบบนี้ทางการแพทย์ไม่ให้ทำ เพราะเป็นการการันตีในเรื่องของอายุ ถือเป็นการโอ้อวดโฆษณาเกินความเป็นจริง

 

สธ.ลุย’เฟซออฟ’ไม่รู้โฆษณาเกินจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222647

สาธารณสุข,ดร.เซปิง ไชยสาส์น,เฟซออฟ,โฆษณาเกินจริง,สุรชัย,ศัลยกรรม

การศึกษา-สาธารณสุข  :  17 ก.พ. 2559

สธ.ลุย’เฟซออฟ’ไม่รู้โฆษณาเกินจริง

ตระกูล ‘ไชยสาส์น’ ยัน ดร.เซปิง ไม่ใช่คนในครอบครัว อดีต รมช.สาธารณสุข ขณะที่ สธ.เข้าตรวจ รพ.ศัลยกรรมที่ทำเฟซออฟลูกทุ่งชื่อดัง เจ้าของยันไม่รู้เรื่องโฆษณาเกินจริง

                      17 ก.พ. 59  เกิดเรื่องวุ่นๆ ขึ้นจนได้เกี่ยวกับ ดร.เซปิง ที่เจ้าตัวเคยอ้างว่าเป็นบุตรสาวของอดีตนักการเมืองชื่อดังและรัฐมนตรีหลายกระทรวง แต่เมื่อตรวจสอบไปกลับได้รับคำยืนยันจากครอบครัวนักการเมืองดังว่า ไม่ได้เป็นญาติกันแต่อย่างใด ส่วนโครงการศัลยกรรมเฟซออฟก็ถูกแฉว่าเป็นเพียงการดึงหน้าร่นอายุให้ดูอ่อนวัยขึ้น และไม่พบรายชื่อดอกเตอร์คนดังอยู่ในสารบบของวงการศัลยกรรมแต่อย่างใด เป็นเหตุให้นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย ออกมาแจ้งความหลอกลวงประชาชนนั้น
                      ล่าสุด นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น อดีต รมช.สาธารณสุข ออกมาชี้แจงกรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง ดร.เซปิง เฟซออฟ (น.ส.สุดารัตน์ ไชยสาส์น) เป็นบุตรสาวของนายประจวบ ไชยสาส์น อดีตนักการเมืองที่เคยเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง ว่า ดร.เซปิงไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับครอบครัวไชยสาส์น ไม่ใช่น้องที่ชื่อสุดารัตน์ ข้อมูลที่เผยแพร่ตามสื่อต่างๆ เวลานี้ เป็นข้อมูลที่ผิด นามสกุลก็สะกดไม่เหมือนกัน ตรงตำแหน่งตัวการันต์ แต่เรื่องนี้ยังไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือฟ้องร้องใดๆ เพื่อเป็นข่าวมากขึ้น
                      “ดร.เซปิงที่เป็นข่าวไม่รู้เป็นใคร ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับครอบครัวไชยสาส์น ไม่ใช่ลูกของคุณพ่อ (ประจวบ ไชยสาส์น)” นายต่อพงษ์ ยืนยันหนักแน่น
                      อดีต รมช.สาธารณสุข บอกว่า ครอบครัวของตนมีพี่น้องทั้งหมด 7 คน โดย 4 คนคือพี่น้องจากภรรยาคนที่สอง โดยมีบุตรสาวคนเล็กชื่อสุดารัตน์จริง แต่ไม่ใช่ ดร.เซปิง ซึ่งพี่น้องส่วนใหญ่ทำธุรกิจ และเป็นนักการเมือง ไม่มีใครเป็นหมอ หรือทำธุรกิจเกี่ยวกับความงาม
                      วันเดียวกัน ที่ สน.สมเด็จเจ้าพระยา พ.ต.อ.หญิงปวีณา เอกฉัตร พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ ชี้แจงกรณีที่สื่อมวลชนเสนอข่าวเกี่ยวกับ นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมฯ แจ้งความเรื่องเฟซออฟ ว่า จริงๆ แล้วไม่เกี่ยวกับเรื่องเฟซออฟ แต่เป็นการแจ้งความกรณีที่ลูกค้าของ นพ.ชลธิศโทรศัพท์มาสอบถามความสัมพันธ์ระหว่าง นพ.ชลธิศ กับ ดร.เซปิง เพราะ ดร.เซปิง (น.ส.สุดารัตน์ ไชยสาส์น) อ้างว่าเป็นหลานของ นพ.ชลธิศ โดย นพ.ชลธิศ เกรงว่าจะเป็นการแอบอ้าง เพื่อนำไปใช้แสวงประโยชน์สร้างความเชื่อมั่น น่าเชื่อถือ เนื่องจาก นพ.ชลธิศ เป็นนายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย
                      “ที่หมอชลธิศแจ้งความในส่วนของ สน.สมเด็จเจ้าพระยา ที่รับเรื่องไว้นั้น ไม่ได้เกี่ยวกับนายสุรชัย สมบัติเจริญ นักร้องลูกทุ่งชื่อดังที่ทำเฟซออฟ ซึ่งตอนนี้ได้สอบปากคำลูกค้าของหมอชลธิศไปเเล้ว 2 ปาก และอยู่ระหว่างการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ที่ลูกค้าหมอชลธิศคุยรายละเอียดว่าเป็นของใครแล้วจะได้เรียกมาสอบ” พ.ต.อ.หญิงปวีณา ยืนยันหนักแน่น
                      พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ตำรวจยังไม่สามารถออกหมายเรียก ดร.เซปิง มาสอบปากคำได้ เนื่องจากเมื่อสืบค้นในทะเบียนราษฎรไม่พบชื่อปรากฏในสารบบ แต่เมื่อใช้ชื่อ สุดารัตน์ ที่ปรากฏตามสื่อ ก็เป็นใบหน้าของผู้หญิงอีกคน ซึ่งไม่ตรงกับใบหน้า ดร.เซปิง ที่มีการเผยแพร่บนโลกโซเชียลเกี่ยวกับการโฆษณาเรื่องความงาม
                      “ตอนนี้ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เพื่อตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์มือถือของ ดร.เซปิง ที่โพสต์ไว้บนเพจโฆษณาเสริมความงาม ที่ลูกค้าหมอชลธิศคุยกับ ดร.เซปิง ก่อนหน้านี้ หากพบว่าเป็นชื่อของบุคคลใดก็จะเชิญมาสอบสวนต่อไป” พ.ต.อ.หญิงปวีณา กล่าว
                      ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขโดย น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) พร้อมด้วย ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ สบส. และ พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภาและคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (บอร์ด สคบ.) ได้เข้าตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล ซึ่งเป็นสถานที่ที่ ดร.เซปิง พานายสุรชัย สมบัติเจริญ เข้าผ่าตัดศัลยกรรมใบหน้า โดยใช้ชื่อโครงการเฟซออฟ
                      น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าวว่า จากการเข้าตรวจเยี่ยมและได้สอบถามข้อมูลจาก นพ.กมล พันธ์ศรีทุม ศัลยแพทย์ตกแต่งใบหน้าที่โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล พบว่าสถานพยาบาลแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานพยาบาลถูกต้องตามกฎหมาย โดยเป็นโรงพยาบาลที่ให้บริการเฉพาะทางในเรื่องการศัลยกรรมตกแต่ง เสริมความงาม ปรับสภาพร่างกายให้ดูดีขึ้นทั้งใบหน้า ผิวหนังและการแปลงเพศ ซึ่งพบว่าดำเนินการได้ตามที่มาตรฐานกำหนด ทั้งนี้ นพ.กมล ค่อนข้างตกใจที่มีการดำเนินการโฆษณาอวดอ้างเกินจริงแบบนั้น และปฏิเสธไม่มีส่วนรู้เห็นการเผยแพร่ข้อมูลเกินจริงในดังกล่าว
                      “นพ.กมล ไม่ได้พูดถึง ดร.เซปิงเลย เหมือนกับจะไม่รู้ ซึ่งผมให้ฝ่ายกฎหมายของ สบส.ตรวจสอบรวบรวมหลักฐานว่า มีบุคลากรคนอื่นของสถานพยาบาลจะรู้เรื่องด้วยหรือไม่ โดยจะนำเรื่องนี้เข้าสู่คณะอนุกรรมการโฆษณาของ สบส. ที่มี นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดี สบส.เป็นประธาน เพื่อพิจารณาดำเนินการอย่างไรกับการโฆษณาเกินจริง รวมถึงผู้ที่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้” อธิบดี สบส. กล่าว
                      สำหรับความผิดหากพบแพทย์หรือสถานพยาบาลมีการเชื่อมโยงหรือมีส่วนได้ส่วนเสีย รู้เห็นเป็นใจกับการโฆษณาของ ดร.เซปิง ก็จะเข้าข่ายมีความผิดตามมาตรา 38 พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2546 เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการโฆษณาสถานพยาบาล มีโทษปรับ 2 หมื่นบาท แต่โทษปรับรายวันอีกวันละ 1 หมื่นบาท จนกว่าจะเลิกโฆษณานั้นๆ รวมทั้งหากเกี่ยวเนื่องกับแพทย์ก็จะส่งให้แพทยสภาพิจารณาด้านจริยธรรมในวิชาชีพ ขณะที่สถานพยาบาลก็จะถูกตรวจสอบการพักใช้ใบอนุญาต ไปจนรุนแรงอาจถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตเปิดสถานพยาบาล
                      “การออกมาระบุหรือพูดทำนองโฆษณาต้องพิจารณาว่าเป็นแพทย์ และมีการกล่าวอ้างถึงสถานพยาบาลหรือไม่ หากมีกรมก็สามารถดำเนินการได้ทันที ปัญหาคือยังไม่พบ โดยบุคคลที่พูดคือ ดร.เซปิง พบว่าไม่ใช่แพทย์ แต่ไม่ใช่ว่าจะพ้นผิด การที่โครงการระบุชื่อว่า เฟซออฟ ผ่าแหลก ศัลยกรรม 10 อย่างบนหน้ากระชากความแก่จาก 60 ให้เหลือ 35 ดร.เซปิง ผิดชัดเจนตามกฎหมายของ สคบ. ซึ่งมีกฎหมายในมือสามารถดำเนินคดีด้านการโฆษณาเกินจริงได้ ขณะที่การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดียก็จะสามารถเอาผิดได้ตามระเบียบของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550” น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าว
                      ทพ.อาคม กล่าวเสริมว่า เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบพยานหลักฐานและหากพบว่าเมื่อรู้แล้วแต่ยังปล่อยให้มีการโฆษณาต่อไป ไม่ได้มีการพยายามหยุดยั้งการโฆษณาดังกล่าวก็ถือว่าเข้าข่ายการยินยอมให้โฆษณา แม้จะมีการอ้างว่าไม่รู้เรื่องก็ตาม ขณะนี้ทั่วประเทศมีสถานความงามขึ้นทะเบียนทั้งหมด 1,458 แห่ง โดยทั้งหมดนี้จะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาลฯ ห้ามอวดอ้างและชักชวนให้ผู้บริโภคไปใช้สถานพยาบาล เช่น อ้างสรรพคุณการรักษาดีที่สุด เป็นเลิศ ซึ่งทำไม่ได้
                      พล.อ.ต.นพ.อิทธพร ชี้แจงว่า สคบ.ได้หารือและรับเรื่องนี้ให้เข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการโฆษณาของ สคบ. โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการคุ้มครองประชาชนด้านสุขภาพและความงาม ที่ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สบส. แพทยสภา ทันตแพทยสภา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) บก.ปคบ. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นต้น ขึ้นมาทำหน้าที่ดูช่องว่างของกฎหมายและออกข้อบังคับให้ครอบคลุม โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นเอเยนซี เพราะที่ผ่านมามีเพียงการห้ามแพทย์และสถานพยาบาลโฆษณาเกินจริงเท่านั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีลงนามแต่งตั้ง

‘ดาว์พงษ์’ย้ำควบรวมอาชีวะเกิดผลดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222620

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ,ย้ำ,ควบ,อาชีวะ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  17 ก.พ. 2559

‘ดาว์พงษ์’ย้ำควบรวมอาชีวะเกิดผลดี

‘ดาว์พงษ์’ ย้ำควบรวมอาชีวะรัฐ-เอกชนเกิดผลดี มอบ สอศ.เร่งสร้างความเข้าใจทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ยันไม่ได้คิดเอง แต่เป็นไปตามข้อเสนอของเอกชน และมองภาพรวมการพัฒนาปท.

      17 ก.พ.59 พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่16ก.พ.ที่ผ่านมา รับทราบตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งที่8/2559เรื่อง การบริหารจัดการรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและภาคเอกชน โดยใช้อำนาจตามมาตรา44ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลตั้งแต่วันที่13ก.พ.2559ซึ่งที่ประชุมไม่ได้มีการซักถามอะไรพิเศษ
      ทั้งนี้ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) ได้รายงานว่าวางแผนการทำงานเป็น4ระยะ ดังนี้ ระยะแรก ช่วง2สัปดาห์สุดท้ายของเดือนก.พ. ที่ต้องเร่งดำเนินการโอนภารกิจต่างๆจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มายัง สอศ. ระยะที่2เดือนมี.ค.–เม.ย.2559เป็นระยะเวลาที่ผู้เรียนกำลังสำเร็จการศึกษาระยะที่3เดือนพ.ค.2559เป็นช่วงระยะเวลาที่ผู้เรียนใหม่เริ่มต้นภาคเรียนใหม่อาชีวะรัฐและเอกชนจะเข้ามาร่วมกันทำงานเต็มที่ และ ระยะที่4เดือนตุลาคม2559การดำเนินการตามปีงบประมาณ2560
      ทั้งนี้ ในเดือนก.พ.ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านก็ยังคงการทำงานตามปกติไปก่อน โดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนในภูมิภาค เลขาธิการ กอศ.ได้มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และผู้ว่าราชการจังหวัด5จังหวัด ได้แก่สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล เป็นผู้ดูแล ขณะที่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประมาณ80แห่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะเป็นผู้ดูแล และเมื่อเข้าสู่ระยะที่2 จะปรับรูปแบบให้อาชีวศึกษาเอกชนทั้งหมดขึ้นตรงกับ สอศ.และใช้กลไกอาชีวศึกษาระดับจังหวัดเป็นตัวประสานและขับเคลื่อนงาน
      “เมื่อรวมอาชีวะรัฐและเอกชนเข้าด้วยกันจะเกิดข้อดีที่การพัฒนาอาชีวศึกษาเดินไปด้วยกันอย่างเป็นเนื้อเดียว อาทิ ในระดับจังหวัดที่เดิมคุยกันแค่ในกลุ่มวิทยาลัยอาชีวะรัฐต่อไปเอกชนก็จะเข้ามาร่วมมากขึ้น ซึ่งแนวทางนี้จะส่งผลดีต่ออาชีวะเอกชนแน่นอน และผมมองไปถึงอนาคตด้วยว่าต่อไปอาชีวะรัฐและเอกชนก็ไม่ต้องแย่งตลาดกันเอง และในช่วงแรกอาจจะมีคนเห็นต่างบ้าง ซึ่งได้สั่งการให้ สอศ.เร่งสร้างความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้อง เพราะเรื่องนี้เป็นข้อเสนอมาจากทางวิทยาลัยอาชีวะเอกชนเอง ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ๆ ศธ.นั่งคิดขึ้นมา และผมมองว่าการพัฒนาการศึกษาของประเทศต่างๆนั้น ถ้าเราสนับสนุนให้ภาคเอกชนแข็งแรงได้มากเท่าไหร่ ก็จะช่วยลดภาระของภาครัฐได้มากเท่านั้นโดยเฉพาะถ้าสนับสนุนให้เขาทำและอยู่ภายใต้กรอบทิศทางของรัฐบาลได้ด้วยยิ่งได้ผลดี” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

แจ้งจับ’เซปิง’ลวงเฟซออฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222579

สาธารณสุข,ดร.เซปิง ไชยสาส์น,เฟซออฟ,ดึงหน้า,ปลูกผม,แจ้งจับ,ลวง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  16 ก.พ. 2559

แจ้งจับ’เซปิง’ลวงเฟซออฟ

สมาคมศัลยกรรมฯ แจ้งจับ ‘ดร.เซปิง’ เจ้าของโครงการ ‘เฟซออฟ’ ข้อหาหลอกลวงประชาชนกระชากวัยจาก 60 เหลือ 35 แฉไม่ใช่แพทย์ แต่กลับอวดอ้างสรรพคุณ แค่ดึงหน้า-ปลูกผม

                      16 ก.พ. 59  ที่สำนักงานใหญ่สมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย (ส.บ.ท.) ถนนท่าดินแดง แขวงและเขตคลองสาน  นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นพ.ธนวรรฒน์ โชติมา นายกสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย และนายบัญชา บุญพยุง ทนายความสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย ร่วมกันแถลงข่าวถึงโครงการเฟซออฟในชื่อ “เฟซออฟ ผ่าแหลก ศัลยกรรม 10 อย่าง บนใบหน้ากระชากความแก่จาก 60 ให้เหลือ 35 ดร.เซปิง”
                      นพ.ชลธิศ กล่าวว่า การเผยแพร่กระแสข่าวศัลยกรรมใบหน้าโดยใช้คำว่า เฟซออฟนั้น ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการทางการแพทย์ศัลยกรรม เรื่องที่มีการอวดอ้างสรรพคุณด้วยคำว่าเฟซออฟ เป็นการใช้ภาษาภาพยนตร์ เพื่อหวังผลทางธุรกิจ ยิ่งโอ้อวดว่าสามารถทำให้คนอายุ 60 ปี มีใบหน้าหนุ่มลงมา 30 ปี โดยที่ความหนุ่มจะอยู่ทนทาน ทำให้ประชาชนเกิดความคาดหวังในวิวัฒนาการทางการแพทย์สูง ตั้งแต่มีข่าวนี้ออกมา ยังไม่ปรากฏว่ามีแพทย์ศัลยกรรมตัวจริงคนใดออกมาพูดหรือแถลงข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ดังนั้น คำว่า เฟซออฟ จึงออกมาจากบุคคลนอกวงการที่หวังเข้ามาทำธุรกิจศัลยกรรม และแพทย์ตัวจริงเสียงจริงก็ไม่สามารถโอ้อวดแบบนี้ได้ ล่าสุดมีข่าวออกมาแล้วว่านักร้องชื่อดังคนนั้นแค่ดึงหน้าและปลูกผมเท่านั้น ถือเป็นศัลยกรรมธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่การเปลี่ยนใบหน้าตามที่มีการอวดอ้างสรรพคุณ
                      “ขอเรียกร้องให้บุคคลที่ออกมาสร้างกระแสจงหยุดการกระทำนี้ เพราะประชาชนเกิดความคาดหวังไว้สูงจนทำให้เกิดความสับสน หลังแพร่ข่าวออกไปมีผู้โทรศัพท์ติดต่อมาสอบถามกับทางสมาคมจำนวนมาก จึงตรวจสอบประวัติจากทางแพทยสภา ปรากฏว่า ดร.หญิงคนนี้ไม่ใช่แพทย์แต่อย่างใดและแพทยสภาก็ไม่สามารถเรียก ดร.คนนี้มาสอบสวนได้ เนื่องจากเจ้าตัวไม่ใช่แพทย์ เราทั้งหมดจึงต้องหาทางหยุดยั้งการกระทำของผู้แอบอ้างคนนี้และได้เข้าแจ้งความแล้วต่อพนักงานสอบสวน สน.สมเด็จเจ้าพระยา ให้ดำเนินการกับ ดร.เซปิง ในข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่จะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” นพ.ชลทิศ กล่าว
                       ด้าน นพ.ธนวรรฒน์ เปิดเผยว่า มนุษย์เราพอแก่ตัวก็เกิดผิวหนังห้อย ย้อยและคล้อย แต่สามารถทำศัลยกรรมดึงขึ้นมาได้ ซึ่งไม่ใช่การเฟซออฟ ทั้งการดึงคิ้ว จมูก หางตา คาง ก็เก็บได้เสริมได้หลายกรรมวิธี เช่น เลเซอร์หรือโบท็อกซ์ แต่กระบวนการทั้งหมดใช้คำว่า เฟซออฟไม่ได้ ยิ่ง ดร.หญิงคนดังกล่าวใช้ชื่อโครงการเฟซออฟไทยแลนด์ ยิ่งไปกันใหญ่ แถมยังเกิดความเสียหายไปมากกว่านั้นคือ อ้างตัวเป็นแพทย์มือหนึ่ง ตนอยู่วงการนี้มาเกือบ 40 ปี ไม่เคยรู้จักคนคนนี้
                      “เข้าใจว่าธุรกิจศัลยกรรมกำลังรุ่งโรจน์ ติด 1 ใน 5 ของธุรกิจดาวรุ่ง จึงมีผู้พยายามเข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้หลายรูปแบบ แต่การอวดอ้างเกินจริงนั้นไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน นักร้องชื่อดังเองแทนที่จะไปปรึกษาแพทย์ศัลยกรรมโดยตรงกลับพึ่งพาคนแบบนี้ จำเป็นต้องรีบดำเนินการเพื่อรักษาจรรยาบรรณแพทย์ให้คงความบริสุทธิ์ไว้” นายกสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย ระบุ
                      ส่วนนายบัญชา กล่าวว่า ภายหลังได้รับมอบหมายให้ดำเนินการเกี่ยวกับการดำเนินคดี ก็ตรวจพบข้อมูลที่เป็นหลักฐานสำคัญทั้งเรื่องการโอ้อวดสรรพคุณของ ดร.เซปิง โดยที่ตัวเองไม่ได้เป็นแพทย์ แถมนำชื่อของนายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทยไปแอบอ้าง รวมทั้งมีการนำผลงานของนายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทยไปโพสต์ลงในโซเชียลหลายชิ้น ซึ่งเรื่องนี้ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเอาไว้แล้ว
                      ขณะที่ พ.ต.ท.จารึก ทองสีขาว พนักงานสอบสวน สน.สมเด็จเจ้าพระยา กล่าวถึงเรื่องคดีความว่า ขณะนี้ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้ ซึ่งอยู่ระหว่างการนำสำนวนคดีเสนอต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อมีคำสั่งในการดำเนินงานต่อไป ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนมีการสอบปากคำพยานไปแล้ว 1 ปาก

‘ธนู’อธิการบดีเอแบคปฏิบัติงาน16ก.พ.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222519

การศึกษา,อธิการบดี,เอแบค,ทุจริต,ธนู กุลชล,ธนู,งาน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  15 ก.พ. 2559

‘ธนู’อธิการบดีเอแบคปฏิบัติงาน16ก.พ.นี้

‘ธนู’ อธิการบดีเอแบค เริ่มปฏิบัติงาน 16 ก.พ. สอบทุจริตเสร็จ 3 เดือน

                      15 ก.พ. 59  ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)  รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ในฐานะคณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการควบคุมฯ ซึ่งมี ศ.ดร.อานนท์ เที่ยงตรง ประธานคณะกรรมการควบคุมฯ เป็นประธานว่า ที่ประชุมได้รับทราบการแต่งตั้ง ดร.ธนู กุลชล เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี มหาวิทยาลัยเอแบค จะเริ่มปฏิบัติงานในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไป
                      นอกจากนี้มีมติแต่งตั้งผู้ที่จะมาปฏิบัติหน้าที่รองอธิการบดี 4 คน และผู้ช่วยอธิการบดี 1 คน ตามที่ ดร.ธนู เสนอ ประกอบด้วย นายอภิมุข สุขประสิทธิ์ เป็นรองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ, ภราดา ดร.อำนวย ยุ่นประยงค์ รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาพัฒนาจริยธรรม, ดร.วินชัย โกกะกูล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ, นายสมพล ณ สงขลา รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร และ ดร.กฤษณะ กิจเจริญ ผู้ช่วยอธิการบดี เนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่อาจจะต้องมีการพิจารณาแต่งตั้งรองอธิการบดีขึ้นมาช่วยดูแลการบริหารงานเพิ่มเติมอีก
                      “ดร.ธนู เคยเป็นอธิการบดี ม.กรุงเทพ เหมาะสมที่จะมาเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี ม.เอแบค เพราะมีประสบการณ์ในด้านการบริหารงานมหาวิทยาลัยเอกชนมาอย่างยาวนาน และเคยเป็นนักบวชด้วย ก่อนที่จะมีการแต่งตั้งได้หารือกับทางมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย และผู้ที่เกี่ยวข้อง จึงเชื่อว่าจะช่วยทำให้บรรยากาศในการทำงานมีความเข้าใจกัน และลดความกดดันในการทำงานมากขึ้น” รศ.นพ.สรนิต กล่าว
                      ส่วนปัญหาการทุจริตภายใน ม.เอแบคนั้น ในการประชุมคณะกรรมการควบคุมฯ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงปัญหาภายใน ม.เอแบค ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินโครงการห้องปฏิบัติการเครื่องฝึกบินจำลองเสมือนจริงแบบแอร์บัส เอ 320, ปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ และปัญหาการรายงานงบดุลประจำปี 2557 โดยจะเชิญผู้แทนจากคณะกรรมการควบคุมฯ บุคคลภายนอก และมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลฯ มาร่วมเป็นกรรมการ ทั้งนี้ในเบื้องต้นได้กำหนดกรอบการทำงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จประมาณ 2-3 เดือน

‘ราชมงคลพระนคร’มุ่งพัฒนาสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222366

ดิจิทัล,ราชมงคล,พระนคร,พัฒนา,สู่,มหาวิทยาลัย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  15 ก.พ. 2559

‘ราชมงคลพระนคร’มุ่งพัฒนาสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัล

‘ราชมงคลพระนคร’มุ่งพัฒนาสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัล : ทีมสื่อสารองค์กรราชมงคลพระนคร เรื่อง/ภาพ

            จากผลการจัดอันดับคุณภาพการศึกษาด้านวิชาการของมหาวิทยาลัยทั่วโลก จำนวน 23,895 แห่ง โดยเว็บโบเมตริกส์ (Webometrics Ranking of World Universities) เพื่อวัดความสามารถในการเก็บและเผยแพร่ผลงานทางวิชาการบนอินเทอร์เน็ต ปรากฏว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) เป็นที่ 1 ในกลุ่มของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) และอยู่ในอันดับ 26 ของประเทศนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัย ที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยคุณภาพของประเทศ

รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์ อธิการบดี มทร.พระนคร เปิดใจกับ “คม ชัด ลึก” ว่า CSIC หรือThe Consejo Superior de InvestigacionesCientificas อยู่ที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน เป็นองค์กรที่จัดอันดับมหาวิทยาลัย โดยพิจารณาคุณภาพการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการผ่านทางเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยทั่วโลก ด้วยเชื่อว่า เว็บไซต์จะเป็นแหล่งเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการเป็นคลังความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้มากกว่าสิ่งตีพิมพ์ โดยการจัดลำดับจะจัดทำขึ้นทุกเดือนมกราคมและกรกฎาคมของทุกปี ทั้งนี้ ในต้นปีที่ผ่านมามทร.พระนครได้รับการจัดลำดับที่ 1 ในกลุ่มมทร.อยู่ในอันดับ 2,439 ของโลก อันดับ 746 ของเอเชีย/แปซิฟิก อันดับ 71 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันดับ 26 ของประเทศไทย นอกจากนี้ตัวชี้วัด Presence ได้ลำดับที่ 380 ของโลกและเป็นลำดับที่ 1 ของประเทศ ซึ่ง “Ranking Web of Repositories” January 2016 อยู่ในอันดับ 1,284 ของโลก อันดับ 291ของเอเชีย/แปซิฟิก อันดับ 62 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 3 ของประเทศไทย

ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกนี้ เป็นการวัดความสามารถและคุณสมบัติของมหาวิทยาลัยในการเป็น “มหาวิทยาลัยอิเล็กทรอนิกส์” ซึ่ง รศ.สุภัทรา ได้เผยถึงทิศทางการพัฒนามทร.พระนครไปสู่การจัดอันดับที่สูงขึ้นในอนาคตไว้ 3 แนวทาง เพื่อเพิ่มจำนวนการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น สำหรับนำเสนอบนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเพื่อให้เป็นแหล่งความรู้ต่อไป คือ แนวทางแรก จัดให้มีการประชุมวิชาการนานาชาติ ที่ผ่านมามทร.พระนครเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมวิชาการนานาชาติอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยได้รับความร่วมมือจากวารสารวิชาการนานาชาติ ที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับ เข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นแหล่งสนับสนุนการตีพิมพ์ผลงานด้านการวิจัย

แนวทางที่สอง สนับสนุนส่งเสริมนักวิจัย โดยมอบสถาบันวิจัยและพัฒนา (สวพ.) จัดอบรมการเขียนผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ และ แนวทางที่สาม ได้มอบให้กองบริหารงานบุคคล จัดโครงการกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ เชิญผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาต่างๆ เพื่อเพิ่มผลงานทางวิชาการในระดับที่สูงขึ้นด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้ ประกาศ 4 ยุทธศาสตร์ สำคัญในการนำพามทร.พระนครสู่ “มหาวิทยาลัยดิจิทัล” หรือ DigitalUniversity ด้วยเห็นว่า การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้กับการทำงานและการจัดการศึกษาเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น เพื่อปรับตัวให้เข้ากับการแข่งขันของนานาประเทศ และเป็นการขานรับนโยบายรัฐในโครงการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดิจิทัล อีโคโนมี) โดยมีเป้าหมายหลัก ได้แก่ ด้านพัฒนากำลังคน คือ การสร้างบุคลากรเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การเพิ่มศักยภาพของบัณฑิตและบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมการจัดให้มีห้องเรียนแบบสมาร์ท คลาสรูม ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ทันสมัย เพื่อสร้างความชำนาญในการใช้ไอซีที อีกทั้งยังให้ความสำคัญด้านการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มพูนทักษะการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21

ด้านการพัฒนาเนื้อหา เน้นการพัฒนาดิจิทัล คอนเทนต์แบบบูรณาการ โดยการบูรณาการเนื้อหา นโยบาย และแปลงเข้าสู่ระบบดิจิทัล ทั้งในด้านการศึกษา ด้านการวิจัยและการบริการทางวิชาการ ด้านศิลปะและวัฒนธรรม และด้านพัฒนาทักษะทางอาชีพ ส่วน ด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมีแผนพัฒนาระบบการเรียนการสอนแบบดิจิทัล เพื่อตอบสนองต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้วยการใช้สื่อดิจิทัลหลายรูปแบบมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน เช่น สร้างหลักสูตรออนไลน์ระบบเปิดที่รองรับผู้เรียนจำนวนมากเข้ามาเรียนรู้ไปด้วยกันอย่างยืดหยุ่น ทุกสถานที่ ทุกเวลา

และ ด้านการพัฒนาผู้ประกอบการภายใต้เศรษฐกิจดิจิทัล เป็นการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่องานวิจัยโดยใช้ระบบดิจิทัลและการบริการทางวิชาการอย่างครบวงจร สนับสนุนข้อมูลให้แก่ผู้ประกอบการและธุรกิจเอสเอ็มอีจากการแข่งขันเชิงราคา ไปสู่การแข่งขันเชิงการสร้างคุณค่าของสินค้าและบริการ ส่งเสริมให้มีการจัดตั้ง Start up รวมทั้งมีคลังทรัพยากรสารสนเทศเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลและองค์ความรู้ในรูปแบบดิจิทัลที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและเรียกข้อมูลมาใช้ รวมถึงนำไปวิเคราะห์ต่อยอดได้อย่างสะดวก ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงไปของโลกและเป็นผู้ประกอบการที่ดีในโลกดิจิทัล

เหนืออื่นใด การพัฒนาวัฒนธรรมการทำงานขององค์กร ไปสู่การเป็น “สังคมดิจิทัลที่มีคุณภาพ” ด้วยการรับข้อมูลข่าวสารและบริการต่างๆ ที่เอื้ออำนวยทุกระดับ เข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลาเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร โดยใช้เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีแก่บุคลากร และนักศึกษา นั้น รศ.สุภัทรา เผยว่า เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน โดยที่ผ่านมาสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัย ได้ดำเนินการจัดทำระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ระบบการลาออนไลน์ ระบบการรายงานผลการประเมินตนเองออนไลน์ ระบบทรานสคริปกิจกรรม เป็นต้น

ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งของการการันตีถึงการพัฒนาสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัล คือ ในปี 2558 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้ประกาศให้ราชมงคลพระนครเป็น 1 ใน 5 มหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่พัฒนาศักยภาพการให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพื้นฐานที่มีความเร็วสูงภายใต้ระบบ IPv6 Ready Pioneer Award ในอนาคตราชมงคลพระนครจะพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ต พื้นฐานดิจิทัลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่และให้ความสามารถเพียงพอกับการใช้งาน มีเสถียรภาพที่มั่นคง เพื่อนำไปสู่การต่อยอดกิจกรรมการพัฒนามหาวิทยาลัยที่มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป

“ทั้งนี้สิ่งที่มทร.พระนครไม่ได้ละเลยก็คือ การปลูกฝังเรื่องทักษะชีวิตหรือ Soft Skills ที่นักศึกษาต้องเป็นทั้งคนดีและคนเก่ง มีคุณธรรม มีภาวะความเป็นผู้นำ และรับผิดชอบต่อสังคม บัณฑิตของมทร.พระนครเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้” รศ.สุภัทรา กล่าวทิ้งทาย


ลูกสาวสุรชัยรอพ่อปลูกผมเสร็จโชว์สื่อสิ้นเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222456

สุรชัย สมบัติเจริญ,ชี้,อาชญากรรม,จารกรรม

การศึกษา-สาธารณสุข  :  14 ก.พ. 2559

ลูกสาวสุรชัยรอพ่อปลูกผมเสร็จโชว์สื่อสิ้นเดือน

ลูกสาวสุรชัยรอพ่อปลูกผมเสร็จโชว์สื่อสิ้นเดือน แพทย์นายกฯศัลยกรมตกแต่งฯ”ชี้เสริมสวยใบหน้าไม่มี “Face off” ทำในอาชญากรรม-จารกรรม

           เมื่อวันที่  14 กุมภาพันธ์  อาการของนายสุรชัย สมบัติเจริญ นักร้องชื่อดัง ได้เข้าผ่าตัดศัลยกรรมบนใบหน้า 30 จุด แปลงโฉมจากวัย 60 หวังลดอายุลง 20 ปี ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์คมชัดลึกได้ต่อโทรศัพท์สายตรงถึงนางสาวกมลชนก สมบัติเจริญ หรือ “ดิ๊ง” วัย 21 ปี บุตรสาวสอบถามถึงความคืบหน้าและอาการของผู้เป็นพ่อหลังการเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมหน้าเมื่อวันศุกร์ 12 กพ. ที่ผ่านมาได้ความว่า
           “คุณพ่อพูดได้ตามปกติตั้งแต่ออกจากห้องผ่าตัดดริ๊งอยู่กับพ่อตลอดผลัดกันเฝ้ากับคุณแม่ คุณพ่อไม่บ่นว่าเจ็บอะไรวันนี้กินอาหารอ่อนๆได้มากขึ้น ตอนนี้ดูอาการอยู่เรื่อยๆหน้าก็ไม่บวม สเต็ปต่อไปก็ดูเรื่องแผลซึ่งคุณพ่อเป็นคนที่เวลาเป็นแผลอะไรแล้วจะหายเร็วตอนนี้ก็รอปลูกผมอีกทีหนึ่งก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง” น.ส.กมลชนกกล่าว
           ผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อเห็นหน้าพ่อครั้งแรกมีตรงไหนที่เห็นชัดเจนว่าเปลี่ยนแปลงไปนางสาวกมลชนก บอกว่า
           “แม่กับหนูเห็นหน้าคุณพ่อก็แฮปปี้ดี มีผ้าพันนิดหน่อย และก็คอยเปิดแผลไม่ให้อบแผลจะได้สมานเร็วทางดร.เซปิงก็มาดูแลอย่างใกล้ชิดมาก การผ่าตัดครั้งนี้ดีเกินคาดแรกๆหนูกังวลมาก พอดูหน้าพ่อเห็นแค่รอยเล็กๆ เห็นชัดคือคุณพ่อหน้าตึงเหมือนหนูเลยร่องแก้มริ้วรอยไม่มีเลย ทุกอย่างดีมากก็อาจจะประมาณสิ้นเดือน พ่อจะให้พี่ๆนักข่าวได้ดู” น.ส.กมลชนกกล่าว
 
แพทย์ศัลยกรรมความงามไม่ทำ’Face off’จารกรรม
นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่มีการระบุว่านายสุรชัย สมบัติเจริญ ศิลปินลูกทุ่งเข้าผ่าตัดศัลยกรรมเฟซออฟ(Face off) ว่า การทำ Face off ในวงการแพทย์หมายถึงการเปลี่ยนหน้าเพื่อไม่ให้จดจำตนเองหรือใบหน้าเดิมได้ ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาร่วมกัน เช่น หากผ่าตาต้องมีจักษาแพทย์ หากผ่าจมูกต้องมีแพทย์หู คอ จมูก หากผ่าใบหน้าต้องมีการแพทย์ศัลยกรรมใบหน้า หากผ่าขากรรไกรต้องมีทันตแพทย์ร่วมกัน เป็นต้น
           “การทำface offเพื่อเป็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่กระดูก เนื้อเยื่อ และโครงสร้างทั้งหมดเพื่อไม่ให้จดจำใบหน้าเดิมได้ การทำface off จะทำใน 2 กรณี คือ คนที่หนีคดี หรือในเชิงอาชญากรรม และ 2.การจารกรรม ในทางเสริมความงามจะไม่มีการทำface off โดยเฉพาะในประเทศไทยจะไม่มีแพทย์ศัลยกรรมความงามคนใดกล้าที่จะรับทำface off เพราะอาจเข้าข่ายเรื่องของการทำผิดจริยธรรม จรรยา หรือแม้แต่การทำศัลยกรรมที่ประเทศเกาหลีใต้ก็ไม่มีการทำface off เป็นการศัลยกรรมให้ใบหน้าสวยขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีเค้าโครงใบหน้าเดิม”นพ.ชลธิศกล่าว
           นพ.ชลธิศ กล่าวอีกว่า ในการเสริมความงามจะมีการทำหน้าให้ดูสดชื่นขึ้นใน 2 รูปแบบ คือ เฟซ ลิฟต์(Face lift) ซึ่งเป็นการดึงหน้า ทำตา ปลูกผมเพื่อให้ดูดีขึ้น เป็นการทำในผู้ที่มีปัญหาใบหน้าเหี่ยวย่น หย่นยานหลายๆจุดและการทำเฟซ ล็อค(Face lock) คือเป็นการล็อคใบหน้าเฉพาะจุดที่มีปัญหา เช่น เฉพาะตา หรือมุมปาก หรือคิ้ว เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มีอายุไม่มาก แต่กรรมวิธีการทำทั้ง 2 รูปแบบเหมือนกันและไม่ใช่นวัตกรรมใหม่แต่อย่างใด และการทำดังกล่าวจะอยู่ได้ระยะเวลาหนึ่งและต้องทำใหม่ กรณีที่คุณสุรชัยทำจึงน่าจะเป็นface lift ไม่ใช่ face offแต่อย่างใด เพราะคาดเค้าโครงหน้าเดิมยังอยู่ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงใบหน้าไปเพียงแต่ทำให้ใบหน้าดูดีขึ้นเท่านั้น
           ด้านศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า กรณีนี้ผู้ที่ออกมาพูดข้อมูลเรื่องface off ไม่ใช่แพทย์ แพทยสภาจึงไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบ แต่หากบุคคลดังกล่าวระบุชื่อแพทย์ และเป็นการพูดเยินยอแพทย์คนนั้นอย่างเกินจริง และมีหลักฐาน ข้อมูลเชื่อมโยงได้ว่าแพทย์คนดังกล่าวรู้เห็นให้บุคคลนั้นพูดโฆษราตนเอง แพทยสภาจะดำเนินการเรียกแพทย์ถูกกล่าวอ้างถึงมาให้ข้อมูลเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะเข้าข่ายการกระทำความผิดเรื่องการโฆษณา แต่หากมีการกลบ่าวถึงชื่อแพทย์ แต่แพทย์คนนั้นไม่รู้เห็นด้วย ก็ถือว่าแพทย์ไม่มีความผิด เนื่องจากอาจเป็นการกลั่นแกล้งด้วยการกล่าวชื่อแพทย์ขึ้นมาโดยที่แพทย์คนนั้นไม่ได้รู้เรื่องราวด้วย
           ทพ.อาคม  ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ในเรื่องการโฆษณาเกินจริงทางการแพทย์ สธ.จะพิจารณาในกรณีที่เป็นสถานพยาบาลกระทำความผิด และแพทยสภาจะพิจารณาในกรณีที่แพทย์กระทำความผิด แต่กรณีนี้เนื่องจากผู้ที่ออกมาให้ข้อมูลไม่ใช่แพทย์และไม่ได้ดำเนินการโดยสถานพยาบาล จึงเป็นอำนวจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.)ที่จะพิจารณาว่าการกระทของดร.เซปิงเข้าข่ายการกระทำความผิดฐานโฆษณาเกินจริงหรือไม่
           “หากมีการระบุการทำผ่าตัดทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ไปตลอดชีวิต เข้าข่ายการโฆษณาเกินจริงอย่างแน่นอน ถือเป็นการโอ้อวด เพราะใบหน้าของมนุษย์ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามวัย รวมถึง การระบุว่าเมื่อทำการผ่าตัดแล้วจะทำให้ดูเด็กลงจากอายุ 60 ปี เหลือ 30 กว่าปีก็เป็นการโอ้อวดเช่นกัน เพราะไม่ได้มีหลักฐานทางการแพทย์รับรองในเรื่องดังกล่าว”ทพ.อาคมกล่าว

นัดประชุมใหญ่แจงควบรวมอาชีวะรัฐ-เอกชน19ก.พ.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222446

อาชีวะ,นัด,ประชุม,แจง,ควบ,รัฐ,เอกชน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  14 ก.พ. 2559

นัดประชุมใหญ่แจงควบรวมอาชีวะรัฐ-เอกชน19ก.พ.นี้

“ชัยพฤกษ์” เผยนัดประชุมใหญ่ผู้บริหารอาชีวะรัฐ-เอกชน ผอ.เขตพื้นที่ฯ กว่า900คนวันที่19ก.พ.นี้ ชี้แจงและทำความเข้าใจในการควบรวมอาชีวะ

             สืบเนื่องจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งที่8/2559เรื่อง การบริหารจัดการรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและภาคเอกชน โดยใช้อำนาจตามมาตรา44ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลตั้งแต่วันที่13ก.พ.2559เป็นต้นไป เมื่อเร็วๆนี้จากการประชุมการบริหารจัดการรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งเป็นการประชุม4ฝ่าย ได้แก่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)สมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สวทอ.)และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ข้อสรุปกำหนดแผนการทำงานเป็น4ระยะ ดังนี้ ระยะแรก ช่วง2สัปดาห์สุดท้ายของเดือนก.พ. ที่ต้องเร่งดำเนินการโอนภารกิจต่างๆจาก สช.มายัง สอศ. ระยะที่2เดือนมี.ค.–เม.ย.2559เป็นระยะเวลาที่ผู้เรียนกำลังสำเร็จการศึกษาระยะที่3เดือนพ.ค.2559เป็นช่วงระยะเวลาที่ผู้เรียนใหม่เริ่มต้นภาคเรียนใหม่อาชีวะรัฐและเอกชนจะเข้ามาร่วมกันทำงานเต็มที่ และ ระยะที่4เดือนตุลาคม2559การดำเนินการตามปีงบประมาณ2560

เมื่อวันที่14ก.พ.ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า ยืนยันว่าในวันที่15ก.พ.นี้จะเสนอร่างประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ถ่ายโอนภารกิจ ทรัพย์สิน งบประมาณ บุคลากร ต่อ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อพิจารณาและลงนาม เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อให้การทำงานต่างๆเดินหน้าได้อย่างราบรื่น ทั้งนี้ จากการประชุมร่วมกัน4ฝ่ายเมื่อวันที่13ก.พ.ที่ผ่านมา ไม่เพียงกำหนดแนวทางการทำงาน4ระยะร่วมกันเท่านั้น ยังได้ซักซ้อมความเข้าใจถึงคำสั่งหัวหน้า คสช.ในแต่ละข้ออย่างละเอียด รวมถึงให้ข้อเสนอแนะหรือสะท้อนปัญหาที่ต้องการให้ สอศ.แก้ไข

ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าวต่อว่า มีข้อเสนอจากทาง สช.ว่าอยากสอศ.จัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนให้แก่ไปยังวิทยาลัยเป็นรายภาคเรียน เช่นเดียวกับที่จัดสรรให้แก่วิทยาลัยของรัฐ ซึ่งก็รับเรื่องไว้และต่อไปสอศ.จะจัดสรรงบประมาณอุดหนุนรายหัวให้แก่วิทยาลัยอาชีวะเอกชน ร้อยละ80ในแต่ละภาคเรียน โดยภาคเรียนที่1ภายในเดือนพ.ค.–มิ.ย.และภาคเรียนที่2ภายในเดือนต.ค.–พ.ย. แล้วจะมีการตรวจสอบการเพิ่ม–ลดของผู้เรียน เพื่อให้เพิ่มหรือคืนเงินอีกครั้งก่อนถึงภาคเรียนถัดไป อย่างไรก็ตาม สำหรับงบอุดหนุนรายหัวของปีงบประมาณ2559ที่เหลือ สช.จะดำเนินการโอนมายัง สอศ.เช่นเดียวกับปีงบประมาณ2560ที่ สช.ได้เตรียมตั้งวงเงินงบประมาณของอาชีวะเอกชนไว้แล้ว ประมาณ4,400ล้านบาทนั้นก็จะเป็นงานที่สอศ.ต้องมาดำเนินการต่อ

“นอกจากนี้ สช.เป็นห่วงกรณีของสถานศึกษาเอกชนที่เปิดสอนทั้งหลักสูตรสามัญแต่ขอขยายเปิดสอนหลักสูตรอาชีวศึกษา หรือเปิดสอนอาชีวะแต่ขอขยายเปิดสอนหลักสูตรสามัญ ซึ่งกลุ่มนี้มีอยู่จำนวน34แห่งในจำนวนนี้มี2-3แห่งที่ใช้ทรัพยากรร่วมกัน อาทิ ใช้อาคารเดียวกันจัดการเรียนการสอนทั้ง2หลักสูตร เป็นต้น แต่ในคำสั่งคสช.ได้ระบุไว้ว่าระยะแรกสามารถดำเนินกิจการไปตามปกติก่อน ดังนั้น ก็ให้ยึดตามคำสั่งดังกล่าว จากนั้นจึงค่อยมาพิจารณาแยกใบอนุญาต ตามระดับที่เปิดสอน ตามมาตรฐานการจัดตั้งสถานศึกษาทั้งของสอศ.และสช.ต่อไป ซึ่งจะไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสถานศึกษาหรือผู้เรียนแน่นอน”เลขาธิการ กอศ.กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากนี้ต้องเร่งทำการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจถึงแนวทางการทำงาน ภายหลังการควบรวมการบริหารอาชีวะรัฐและเอกชนด้วย ดังนั้น ในวันที่19ก.พ.นี้ สอศ.จะจัดประชุมชี้แจงโดยเชิญผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวะเอกชนผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวะรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา183เขตเข้าร่วม ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาปทุมธานี บางพูน ปทุมธานี โดยรมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า900คน

รศ.ดร.จอมพงศ์ มงคลวนิช นายก สวทอ. กล่าวว่า ในภาพรวมหลังมีคำสั่งควบรวมและได้มีการพูดคุยถึงแนวทางร่วมกับ สอศ.นั้นก็เห็นทิศทางที่ชัดเจนขึ้นแต่ก็ยังมีหลายประเด็นที่ผู้บริหารวิทยาลัยเอกชนยังกังวล โดยเฉพาะกลัวว่าการทำงานจะสะดุดซึ่งจำเป็นต้องเร่งสร้างความเข้าใจ ดังนั้น ก่อนที่จะเข้าร่วมการประชุมใหญ่ในวันที่19ก.พ.ทาง สวทอ.จะมีการประชุมร่วมกับผู้บริหารวิทยาลัยเอกชนทั้งหมดในวันที่17ก.พ.นี้ก่อนเพื่อชี้แจง ทำความเข้าใจ รวมทั้งขอทราบประเด็นข้อสงสัยต่าง ๆ จากนั้นจะประมวลความเห็นและเสนอมายัง สอศ.รับทราบและได้ชี้แจงในการประชุมวันที่19ก.พ.ต่อไป