ผ่าหน้า ‘เฟซออฟ’ ลวงโลก ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222878

สาธารณสุข,เฟซออฟ,ผ่า,ลวงโลก

การศึกษา-สาธารณสุข  :  22 ก.พ. 2559

ผ่าหน้า ‘เฟซออฟ’ ลวงโลก ?

ผ่าหน้า ‘เฟซออฟ’ ลวงโลก ? : โดย…ทีมข่าวรายงานพิเศษ

                      “จะให้เขามาดูคอนเสิร์ตคนอายุ 60 ปี ก็คงไม่มีใครอยากมาดู หลัง 12 ก.พ. ผมจะเป็นสุรชัยคนใหม่ที่หนุ่มกว่าเดิม ต้องมาติดตามกันนะครับ”
                      “สุรชัย สมบัติเจริญ” นักร้องลูกทุ่งผลงานอมตะ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนบริเวณโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งแห่งหนึ่งเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559
                      เหตุการณ์ดาราหรือนักร้องไปทำศัลยกรรมนั้น ไม่ได้เป็นข่าวน่าสนใจสำหรับสื่อมวลชนมากนัก แต่กรณีที่เกิดขึ้นน่าสนใจเพราะมีการให้ข้อมูลต่อนักข่าวว่า การผ่าตัดของนักร้องรุ่นเดอะอย่างสุรชัยนั้น ไม่ใช่เสริมสวยยกหน้าเต่งตึงธรรมดาทั่วไป แต่เป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่แบบ “เฟซออฟ” (Face off)
                      พร้อมให้รายละเอียดว่า การผ่าตัดเปลี่ยนหน้าใหม่ครั้งนี้มีรายละเอียดดังนี้
                      “ดึงคิ้ว ยกหางคิ้ว หางตา ผ่าตัดแก้ร่องหว่างคิ้วแบบถาวร ใช้กล้องเอ็นโดสโคปดึงเส้นหน้าผาก ทำตาบน ทำตาล่าง ดึงแก้ม ดึงคาง ดึงคอ ดูดไขมันใต้คาง เย็บกล้ามเนื้อ 3 ชั้น ชั้นผิวหนัง ไขมันพังผืด กล้ามเนื้อชั้นในสุด และหลังผ่าตัดเสร็จจะไปปลูกเส้นผมใหม่”
                      คนทั่วไปหากฟังการทำศัลยกรรมทั้งหมดข้างต้น คงเหมือนจะได้ใบหน้าใหม่แบบแปลงโฉมมาจริงๆ
                      จากนั้นวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ทีมงาน “นักร้องสุรชัย” นัดหมายสื่อมวลชนมาทำข่าวและสัมภาษณ์ให้เห็นภาพเข็นรถเข้าห้องผ่าตัดของจริง โดยจะใช้เวลาผ่าตัดตั้งแต่เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป ผ่านไป 7 ชั่วโมง ประมาณ 23.30 น. ญาติก็รายงานสื่อว่านักร้องวัย 60 ปี ออกจากห้องผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว ไม่มีการอักเสบของแผลผ่าตัด พูดคุยหัวเราะได้ตามปกติ !
                      แต่ยังไม่ได้เปิดเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงต้องรอพักฟื้นเสียก่อน ระหว่างนั้งก็มีการให้สัมภาษณ์จาก “น.ส.เซปิง ไชยสาส์น” หรือผู้ที่เรียกตัวองว่า ดร.เซปิง มีตำแหน่ง “ประธานโครงการเฟซออฟ บาย ดร.เซปิง” ที่ดูแลนักร้องข้างต้นว่า
                      “จะเผยโฉมใบหน้าใหม่ ค่าใช้จ่าย 7 หลัก แต่มีส่วนลดพิเศษ เพราะคุณสุรชัยเป็นบุคคลในวงการบันเทิงคนแรก ที่เข้าสมัครร่วมโครงการนี้” พร้อมด้วยการแจกจ่ายข้อมูลผ่านสื่อว่าผ่าตัดครั้งนี้เป็นการทำเฟซออฟ หรือ “เฟซออฟ ผ่าแหลก ศัลยกรรม 10 อย่าง บนใบหน้ากระชากความแก่จาก 60 ให้เหลือ 35”
                      สร้างความฮือฮาพอสมควร แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน 16 กุมภาพันธ์ นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย (ส.บ.ท.) พร้อม นพ.ธนวรรฒน์ โชติมา นายกสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทยก็ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวว่าจะฟ้องร้อง ดร.เซปิง เนื่องจากคำว่า “เฟซออฟ” นั้น ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการทางการแพทย์ศัลยกรรม
                      “มีการอวดอ้างสรรพคุณด้วยคำว่าเฟซออฟ เป็นการใช้ภาษาภาพยนตร์ เพื่อหวังผลทางธุรกิจ ยิ่งโอ้อวดว่าสามารถทำให้คนอายุ 60 ปี มีใบหน้าหนุ่มลงมา 30 ปี โดยที่ความหนุ่มจะอยู่ทนทาน ทำให้ประชาชนเกิดความคาดหวังในวิวัฒนาการทางการแพทย์สูง”
                      พร้อมย้ำว่า ผู้ที่จะศัลยกรรมเฟซออฟ ส่วนมากเป็นผู้ที่หนีคดี หรือในเชิงอาชญากรรม ไม่ใช่เชิงเสริมความงามซึ่งในประเทศไทยไม่มีแพทย์รับทำ เพราะเสี่ยงต่อการผิดจริยธรรมและจรรยาบรรณ”
                      “เฟซออฟ” คืออะไรกันแน่ ?
                      คนไทยคุ้นเคยคำนี้จากหนังฝรั่งฮอลลีวู้ดของผู้กำกับชื่อดังชาวฮ่องกง “จอห์น วู” เรื่อง “สลับหน้า ล่าล้างนรก” (Face/Off) ภาพยนตร์แอ็กชั่นที่โจรผ่าตัดเปลี่ยนใบหน้าเป็นตำรวจ และตำรวจคนเดียวกันก็ผ่าตัดเปลี่ยนใบหน้าเป็นโจร เหมือนการสลับหน้ากัน ทำให้คำว่าเฟซออฟ สำหรับคนไทยคือการผ่าตัดเปลี่ยนหน้าใหม่
                      เมื่อมีการนำคำนี้มาใช้ในการทำศัลยกรรมความงาม ทำให้เกิดความตื่นเต้นว่าเทคโนโลยีความงามสามารถทำได้แล้ว ด้วยเงินเพียงไม่กี่ล้านบาท !
                      แต่ข้อเท็จจริงคือ การผ่าตัดเปลี่ยนหน้าใหม่ หรือที่วงการแพทย์เรียกว่า “การผ่าตัดใบหน้าปลูกถ่ายเนื้อเยื่อใหม่”  (Face Transplant) เป็นการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะหรือปลูกถ่ายอวัยวะใหม่ ที่สามารถมาทำได้ในอวัยวะบางอย่าง เช่น ไต ตับ หัวใจ ลิ้นหัวใจ ปอด ฯลฯ แต่ที่ใบหน้านั้นอันตรายกว่ามากและที่ผ่านมายังทำได้ไม่กี่รายทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่มีใบหน้าผิดปกติตั้งแต่เกิด หรือผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุร้ายแรง เช่น ไฟไหม้ หรือสุนัขขย้ำจนใบหน้าเกิดการบาดเจ็บร้ายแรง
                      หลักการสำคัญของ “การผ่าตัดใบหน้าปลูกถ่ายเนื้อเยื่อใหม่” นั้น ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ ที่มีชื่อเสียงด้านนี้อธิบายไว้ว่า ผู้ที่จะทำได้ต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้ได้รับการทุกข์ทรมานจากใบหน้าผิดปกติ มีอายุ 18-60 ปี ไม่ติดเชื้อเอชไอวีและสามารถใช้ยากดภูมิคุ้มกันร่างกาย ไม่มีประวัติเป็นมะเร็งอย่างน้อย 5 ปี ที่ผ่านมาทั่วโลกมีผู้ผ่าตัดสำเร็จเพียง 20 รายเท่านั้น
                      ส่วนใหญ่โรงพยาบาลที่รับทำจะเป็นสถาบันวิจัยในมหาวิทยาลัยแพทย์ชั้นนำของโลก เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส โปแลนด์ ผู้เข้ารับการปลูกถ่ายใบหน้าต้องรับความเสี่ยงสูง ผู้ป่วยเสี่ยงติดเชื้อผิวหนัง ไวรัส แบคทีเรีย ฯลฯ หลังผ่าตัดกว่าจะกลับไปใช้ชีวิตกับใบหน้าใหม่ หายใจ มองเห็น หรือกินข้าวได้เอง อาจต้องใช้เวลากว่าครึ่งปี
                      และที่สำคัญคือ ต้องไปลงทะเบียนเพื่อรอรับการบริจาคใบหน้า ไม่ใช่ว่าแพทย์จะทำขึ้นมาเองได้ หรือสามารถผ่าตัดทำหน้าใหม่เป็นหน้าใครก็ได้ แต่ต้องมีใบหน้าที่รับบริจาคมาเป็นต้นแบบ ถือเป็นการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อให้เปลี่ยนไปตามใบหน้าของผู้บริจาค ดังนั้นโจรที่หนีการจับกุมแล้วจะผ่าตัดหน้าใหม่ได้ มีเพียงจินตนาการในหนังเท่านั้น
                      “ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา” นายกแพทยสภา อธิบายให้ฟังว่า การผ่าตัดปลูกถ่ายเนื้อเยื่อใบหน้าใหม่นั้น ทำได้ยากกว่าอวัยวะอื่นๆ เนื่องจากมีเส้นประสาทอยู่ด้วยจำนวนมาก ไม่เหมือนการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายอวัยวะตับหรือไตที่มีเพียงเส้นเลือดเท่านั้น ทำให้ที่ผ่านมามีเพียงผู้ป่วยไม่กี่สิบรายทั่วโลกที่เข้ารับการผ่าตัด และโอกาสสำเร็จมีน้อย เพราะร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันออกมาต่อต้าน ต้องกินยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต บางรายทำแล้วไม่สามารถบังคับกล้ามเนื้อให้ยักคิ้วหรือขยับใบหน้าได้ตามที่ต้องการ
                      “กรณีที่แพทย์หรือทีมงานของแพทย์คนใด มาแอบอ้างว่าสามารถทำศัลยกรรมใบหน้าแบบเฟซ ออฟ ลดอายุใบหน้าให้ดูเหลือจาก 60 ปี เหลือ 35 ปี ถือว่าอวดอ้างเกินจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม ตอนนี้กำลังตั้งกรรมการตรวจสอบ ว่าเป็นการทำผิดจริยธรรมวิชาชีพเรื่องห้ามแพทย์โฆษณาหรือไม่ แม้สถานพยาบาลหรือหมอจะไม่รู้เห็นกับการโฆษณาเกินจริงของบุคคลอื่น แต่ถ้ารู้แล้วไม่ได้ทักท้วงถือว่ามีความผิด แต่อาจไม่ถึงขั้นยึดใบอนุญาต อาจเพียงภาคทัณฑ์ ต้องแล้วแต่กรรมการที่จะตัดสินตามข้อมูล”   ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่เคยมีหมอผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายเนื้อเยื่อใบหน้าแบบหนังเฟซออฟได้ จึงไม่มีกฎหมายห้ามหมอทำ โจรหรือผู้ร้ายที่เปลี่ยนใบหน้านั้น เป็นเพียงการทำศัลยกรรมเหลาคาง ทำตา ทำคิ้วใหม่เท่านั้นเอง เช่น ฆาตกรข่มขืนชาวญี่ปุ่นชื่อดัง นายทัตสึยะ อิชิฮาชิ ที่ตำรวจเคยจับได้เมื่อปี 2009 !
———————
(ผ่าหน้า ‘เฟซออฟ’ ลวงโลก ? : โดย…ทีมข่าวรายงานพิเศษ)

เปิดม่านการศึกษา : 22 ก.พ. 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222823

เปิดม่านการศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  22 ก.พ. 2559

เปิดม่านการศึกษา : 22 ก.พ. 59

เปิดม่านการศึกษา : 22 ก.พ. 59 : โดย…ครูแจ่ม

                      แวะเวียนเยี่ยมสื่อเครือเนชัั่นเมื่อวันก่อน ผู้บริหารหนุ่ม “โทนี่”  อภิธา  วัลลภศิริ ผู้อำนวยการสื่อสารองค์กร โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษเอ็นคอนเส็ปท์ ขอเชิญไปร่วมงาน Press Briefing:Think Beyound 2016  “Design your Future” ที่จะมีขึ้นใน วันที่ 3 มี.ค. เวลา 13.30-16.00 น.  ที่โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษเอ็นคอนเส็ปท์ สาขาพญาไท อาคารวรรณสรณ์ ชั้น 9
                      นัยว่างานนี้เป็นการ “ย่องาน” ที่จะเกิดขึ้นจริงใน วันที่ 12 มี.ค.นี้  ผ่านการนำเสนอในหัวข้อที่พ่อแม่ผู้ปกครอง และ “คอการศึกษา” ไม่ควรพลาด อาทิ ในหัวข้อ เทรนด์การศึกษาระดับโลกปี 2016, โอกาสของเด็กไทยกับการแข่งขันเสรีอาเซียน และการแข่งขันระดับโลก, เด็กไทยขาดทักษะด้านใด ที่ทำให้เป็นคนที่ประสบความสำเร็จและช่วยประเทศชาติได้
                      หรือแม้แต่ในหัวข้อ เด็กไทยพัฒนาอย่างไรให้เก่งภาษาอังกฤษ, บทบาทของพ่อแม่ในการเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมออกแบบอนาคตลูก และเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จและมีความสุข ซึ่งในงานนี้มีโอกาสได้เปิดมุมมองจากสุดยอดบุคลากรด้านการศึกษาชั้นนำ และเป็นขวัญใจวัยทีน
                      ไล่เรียงมาตั้งแต่ “ครูพี่แนน” อริสรา ธนาปกิจ ผู้อำนวยการโรงเรียนกวดวิชาภาษาอังกฤษเอ็นคอนเส็ปท์, “ครูพี่หมุย” ธนัช  ลาภนิมิตชัย อดีตนักเรียนทุนสหภาพยุโรป และคุณครูสอนภาษาไทยและสังคมโรงเรียน SociThai, วลีรัตน์  หาญเมธีคุณา  โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ Inter Pass และโทนี่ อภิธา
                      วันงานจริง (12 มี.ค.) จะจัดที่โรงหนังสยามภาวลัย ชั้น 6 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมฯ มี “กูรู” ด้านการศึกษาชั้นนำ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และเคล็ดลับการสร้างอนาคตเด็กไทย  นำโดย หมอธี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ    ตัวอย่าง “คุณพ่อ” ที่มีลูกเรียนเก่งและดี
                      สนใจเข้าร่วมงาน “คิดข้ามช็อตปีที่ 3” ภายใต้แนวคิด ออกแบบอนาคตให้แก่เด็กไทย สอบถามได้ที่ 0-2736-3636 หรือสำรองที่นั่งได้ที่ http://www.enconcept.com/thinkbeyond2016
——————-
(เปิดม่านการศึกษา : 22 ก.พ. 59 : โดย…ครูแจ่ม)

ได้7บอร์ดสสส.ใหม่ไร้เงาคนเดิมที่ถูกคสช.สั่งปลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222778

สสส.

การศึกษา-สาธารณสุข  :  20 ก.พ. 2559

ได้7บอร์ดสสส.ใหม่ไร้เงาคนเดิมที่ถูกคสช.สั่งปลด

บอร์ด สสส.เห็นชอบ “นพ.วีระพันธ์” นั่งรองประธานฯ คนที่ 2 พร้อม 6 ผู้ทรงคุณวุฒิฯ ใหม่! เตรียมเสนอ ครม.แต่งตั้งสัปดาห์หน้า

            จากกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีคำสั่งมาตรา44ออกคำสั่งปลดกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(บอร์ด สสส.)7คน ประกอบด้วย 1.นพ.วิชัย โชควิวัฒน 2.นายสงกรานต์ ภาคโชคดี 3.นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ 4.นายสมพร ใช้บางยาง 5.รศ.ประภาภัทร นิยม 6.นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ และ7.นายวิเชียร พงศธร ให้ออกจากทุกตำแหน่งในบอร์ดสสส. ต่อมาบอร์ดสสส.ได้แต่งตั้งให้ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม เป็นประธานกรรมการสรรหาบอร์ดสสส.ผู้ทรงคุณวุฒิแทน 7 คนเดิม

ขณะเดียวกันก็อยู่ระหว่างปรับแก้กฎระเบียบการดำเนินการของ สสส.ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามที่คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ(คตร.)ทักท้วง และสั่งชะลอการอนุมัติงบโครงการเกิน5ล้านบาทให้แก่ภาคีเครือข่ายซึ่งมีโครงการเข้าข่าย 500 โครงการ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 19กุมภาพันธ์ 2559 ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) มีการประชุมคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) โดย พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานบอร์ดสสส.ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมงว่า คณะกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. ที่มี ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม เป็นประธาน ได้ดำเนินการตามกระบวนการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ ทดแทน 7 คน ที่พ้นตำแหน่งไป โดยมีผู้สมัคร 124 คนได้สรรหาเหลือจำนวน14คน เพื่อเสนอให้บอร์ด สสส. คัดเลือกด้วยวิธีการลงคะแนนลับให้เหลือ7ท่าน ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาแล้ว คัดเลือกให้ นพ.วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข และอดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มและขับเคลื่อนการป้องกันอุบัติจราจรของจ.ขอนแก่น จนทำเป็นต้นแบบการจัดการอุบัติเหตุทางถนนของทั่วประเทศ ดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการกองทุนฯ คนที่2ซึ่งโดยตำแหน่งจะได้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้วย

รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ได้พิจารณาคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ อีก 6 คน ได้แก่1.นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ที่ปรึกษากรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านสร้างเสริมสุขภาพ2.นางสุวรรณี คำมั่น อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการพัฒนาชุมชน3.นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาการศึกษาด้านการสื่อสารมวลชน เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านสื่อมวลชน4.รศ.นพ.ปัญญา ไข่มุก อาจารย์ประจำหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการกีฬา5.นายสรรพสิทธิ์ คุมประพันธ์ คณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านศิลปวัฒนธรรม และ6.นายสัมพันธ์ ศิลปะนาฏ รองประธานผู้จัดการ บริษัท เอชจีเอชที(ประเทศไทย) จำกัด เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการบริหาร หลังจากนี้จะนำเสนอต่อที่ประชุม ครม. เพื่อพิจารณาแต่งตั้งต่อไป

“กรรมการที่ผ่านการสรรหาใหม่ทั้ง 7 คน กรรมการสรรหาได้พิจารณาแล้วว่าไม่มีตำแหน่งในมูลนิธิหรือองค์กรใดที่อาจเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งในระเบียบใหม่ที่มีการแก้ไขระบุชัดในเรื่องห้ามกรรมการมีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งทั้ง7ท่านไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ”พล.ร.อ.ณรงค์กล่าว

พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวด้วยว่า ตนได้ลงนามแก้ไขระเบียบข้อบังคับของ สสส. ตามที่คณะกรรมการพิจารณาเสนอความเห็นในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลำดับรองของ สสส. ที่กระทรวงสาธารณสุขตั้งขึ้น ได้เสนอปรับแก้ไขทั้งสิ้น15ฉบับ และได้รายงานไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. รับทราบผ่านคตร.เพื่อพิจารณายกเลิกมาตรการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณของ สสส. แล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการนำเสนอ และคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าหากท่านนายกฯ พิจารณาเห็นชอบ ก็จะส่งผลให้การใช้จ่ายงบประมาณของ สสส.จะกลับเป็นปกติ สามารถเบิกจ่ายงบโครงการต่างๆ ที่มีวงเงินเกิน5ล้านบาทได้ทั้งหมด เพราะถือว่า สสส.ได้มีการแก้ไขข้อบังคับตามที่มีการท้วงติงเรียบร้อยแล้ว จากนั้นไม่ต้องนำเสนอ คตร. พิจารณาก่อนอนุมัติงบฯโครงการ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบในส่วนนี้ได้ นอกจากนั้นได้มอบให้ ทพ.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ไปหารือร่วมกับกรมสรรพพากร ถึงสถานการณ์เรียกเก็บภาษีอากรจากการทำงานสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อทำความเข้าใจหรือปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคีฯ 4,184 โครงการในปัจจุบัน และหลังจากนี้เมื่อมีบอร์ดสสส.ครบทั้งหมดแล้ว ก็จะมีการหารือเพื่อจัดทำแนวทางในการพิจารณาอนุมัติโครงการต่างๆที่ขอรับงบประมาณสนับสนุนจากสสส. เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับใหม่ที่มีการแก้ไขแล้ว

รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบรายงานการประเมินผลการดำเนินงานกองทุน สสส. ประจำปีงบประมาณ2558ที่ประเมินโดยคณะกรรมการประเมินผลกองทุนฯ ตามที่ ครม. แต่งตั้งขึ้น โดยมี รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ เป็นประธาน พบว่า การประเมินผลตามตัวชี้วัดองค์กรทั้งในด้านผลสัมฤทธิ์ ด้านการเงิน ด้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้านปฏิบัติการ ด้านการบริหารพัฒนาทุนหมุนเวียน มีผลการดำเนินงานอยู่ที่4.33คะแนน จากคะแนนเต็ม5คะแนน ซึ่งต้องยอมรับว่า สสส.มีผลการประเมินอยู่ในเกณฑ์ดี มีจุดแข็งในเรื่องของการสื่อสารรณรงค์ให้สังคมเห็นความสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาพ แต่ยังขาดการสื่อสารให้สังคมได้รับรู้รูปแบบและกระบวนการทำงานขององค์กร เพื่อให้เข้าใจถึงบทบาท หน้าที่ และผลสำเร็จของ สสส. ดังนั้นคณะกรรมการประเมินผลฯ จึงเสนอให้ สสส. หาแนวทางสื่อสารกระบวนการทำงานขององค์กรเพื่อสร้างความเข้าใจกับสังคม นอกจากนั้นควรขยายผลงาน หรือนวัตกรรมที่สำคัญของ สสส. ไปสู่หน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่หลักในการพัฒนาสุขภาวะเพื่อขยายผลไปยังกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

สำหรับประวัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.ทั้ง 7 คนที่ได้รับเลือกใหม่มีดังนี้ 1.นพ.วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ เคยเป็นผู้อำนวยการ รพ.ขอนแก่น และผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข สมัยที่ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน เป็น รมว.สาธารณสุข 2.นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ รองประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. ที่ปรึกษากรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข นายกสมาคมระบาดวิทยา (ประเทศไทย) 3.นางสุวรรณี คำมั่น ประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 4 ของ สสส. กรรมการมูลนิธิสถาบันและพัฒนาประเทศไทยตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และอดีตเลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศไทยตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

4.นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการบริหารคณะที่ 1 ของ สสส. คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาการศึกษาด้านการสื่อสารมวลชน กระทรวงศึกษาธิการ และกรรมการสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย 5.รศ.นพ.ปัญญา ไข่มุก กรรมการบริหารแผนคณะที่ 5 ของ สสส. อาจารย์ประจำหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.มหิดล และรอง ผอ.รพ.เทพธารินทร์ 6.นายสรรพสิทธิ์ คุมประพันธ์ ประธานมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก รองประธนกรรมการมูลนิธิเพื่อนหญิง กรรมการเหรัญญิกมูลนิธิพัฒฯาคุ้มครองเด็ก และ7.นายสัมพันธ์ ศิลปนาฏ กรรมการคณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ 4 ของ สสส. รองประธานและกรรมการผู้จัดการบริษัท เอชจีเอชที (ประเทศไทย) จำกัด และอดีตรองประธานฝ่ายการผลิตบริษัทเวสเทิร์นดิจิตอล (ประเทศไทย และมาเลเซีย)

 

 


‘ธนู’ตั้งเป้าสะสาง’เอแบค’6เดือนคืนอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222759

การศึกษา,เอแบค,ธนู กุลชล,อธิการบดี,สะสาง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  19 ก.พ. 2559

‘ธนู’ตั้งเป้าสะสาง’เอแบค’6เดือนคืนอำนาจ

อธิการบดี ม.เอแบค รับลูกเดินหน้าตามภารกิจ แก้ปัญหาขัดแย้ง ปมทุจริต กฎระเบียบกรอบการปฏิบัติในอนาคต ลั่น 6 เดือนแล้วเสร็จ คืนอำนาจ

                      19 ก.พ. 59  ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ม.เอแบค) วิทยาเขตสุวรรณภูมิ  ดร.ธนู กุลชล ผู้ปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี ม.เอแบค กล่าวชี้แจงการเข้าปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี ว่า ตนได้เข้ามาทำหน้าที่ตามคำสั่งของคณะกรรมการควบคุม ม.เอแบค ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 15 ก.พ. 2559 ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดำเนินการใน 3 ภารกิจหลัก คือ
                      1. เรื่องการบริหารงานของ ม.เอแบค ให้สามารถดำเนินการได้ต่อไปตามปกติ เนื่องจากตั้งแต่เกิดความขัดแย้งของสภามหาวิทยาลัย ทำให้ธนาคารไม่สามารถอนุมัติเงินในการดำเนินกิจการต่างๆ ของมหาวิทยาลัย เช่น การจ่ายเงินเดือนบุคลากร เป็นต้น เพราะธนาคารไม่มั่นใจว่าใครเป็นผู้บริหาร และมีอำนาจในการอนุมัติเบิกจ่ายได้ แต่ขณะนี้ตนได้เข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าวเรียบร้อย
                      2. การดำเนินการให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างสภามหาวิทยาลัยชุดเก่าคลี่คลายและจบลงด้วยดี ซึ่งเรื่องนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการกลางเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ได้แก่ โครงการเครื่องบินฝึกจำลอง การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานบัญชี การจัดทำงบดุล เรื่องการบริหารงานของ ABAC POLL และเรื่องที่ดินบริเวณรอบ ม.เอแบค วิทยาเขตสุวรรณภูมิ โดยในการตั้งคณะกรรมการกลางนั้น คณะกรรมการควบคุม ม.เอแบค จะเป็นผู้แต่งตั้ง โดยจะมีการหารือในวันที่ 23 ก.พ.นี้ ที่ ม.เอแบค หัวหมาก ทั้งนี้ ตนได้ขอให้มีตัวแทนจากภราดาที่ไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอยู่ในคณะกรรมการด้วย และขอให้นำรายชื่อของคณะกรรมการที่จะแต่งตั้งมาให้ทั้ง 2 ฝ่ายที่มีความขัดแย้งได้พิจารณาก่อน เพื่อให้เกิดความเชื่อใจและเป็นที่ยอมรับของทั้ง 2 ฝ่าย อีกทั้งเมื่อผลการตรวจสอบออกมาจะได้ไม่มีข้อโต้แย้งว่าไม่มีความเป็นกลาง ไม่โปร่งใส โดยเบื้องต้นได้กำหนดกรอบระยะเวลาการตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่เกิน 3 เดือน
                      3. การพิจารณาปรับปรุง กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ของมหาวิทยาลัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยตนได้แต่งตั้งให้นายอภิมุข สุขประสิทธิ์ มาเป็นรองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ ในการดูแลเรื่องนี้ เพราะนายอภิมุข เคยเป็นรองเลขาธิการกฤษฎีกา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และเคยทำหน้าที่ฝ่ายกฎหมายที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จึงมั่นใจได้ว่า การพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ มีความสมบูรณ์ ชัดเจน เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินการในอนาคตอย่างมั่นคง ไม่มีปัญหาการตีความทางข้อกฎหมายอย่างที่ผ่านมาอีก ขณะเดียวกัน ในการบริหารของตนนั้น หากมีเรื่องอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้มหาวิทยาลัยเกิดสิ่งดีในอนาคตก็จะดำเนินการต่อไป
                      “ตั้งแต่เข้ามาทำงานที่ ม.เอแบค ผมได้รับการต้อนรับดีเกินความคาดหมาย ทุกคนให้ความร่วมมืออย่างดี อีกทั้งก่อนที่ผมจะรับตำแหน่งก็ได้มีการไปพูดคุยกับทั้ง 2 ฝ่ายที่มีความขัดแย้ง ซึ่งทั้ง 2 ฝ่าย ยินดีที่ผมจะมารับหน้าที่นี้ และพร้อมให้ความร่วมมือในทุกเรื่อง เพราะทั้ง 2 ฝ่ายรักและหวังดีต่อ ม.เอแบค และอยากให้มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจมีมุมมอง แง่คิดคนละมุม และจูนกันไม่ได้ ซึ่งผมเข้ามาเป็นคนกลางและจะจูนทั้ง 2 ฝ่าย อย่างไรก็ตาม การทำงานครั้งนี้ ผมไม่มีความกัดดัน และตั้งเป้าว่าจะพยายามใช้เวลาในการแก้ปัญหาภายใน ม.เอแบค ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน เพราะ ม.เอแบค ไม่ได้มีปัญหาเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน ยิ่งล่าช้าก็จะยิ่งส่งผลเสียและความเชื่อมั่นของมหาวิทยาลัย แต่ทั้งนี้ หากมีปัญหาอย่างอื่นเข้ามาแทรกแซงในระหว่างการแก้ปัญหาก็อาจจะยืดระยะเวลาต่อไป แต่ถ้าแก้ปัญหาทุกอย่างได้ก็จะแจ้งให้คณะกรรมการควบคุม ม.เอแบค คืนอำนาจให้ผู้รับใบอนุญาตต่อไป”

‘ดาว์พงษ์’ห้ามอาชีวะรัฐ-เอกชนแย่งเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222757

การศึกษา,ดาว์พงษ์,อาชีวะ,รัฐ,เอกชน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  19 ก.พ. 2559

‘ดาว์พงษ์’ห้ามอาชีวะรัฐ-เอกชนแย่งเด็ก

‘ดาว์พงษ์’ มอบโจทย์ให้ผู้บริหารอาชีวะรัฐ-เอกชนร่วมศึกษาจุดอ่อน จุดแข็ง ทำแผนแก้ไข พัฒนา สร้างภาพลักษณ์จูงใจเด็กมาเรียน แต่ต้องไม่มีการแย่งเด็ก

                      19 ก.พ. 59  ที่วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี  พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวระหว่างมอบนโยบายในการประชุมเชิงปฏิบัติการผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชน และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เข้าร่วมประมาณ 1,200 คน ตอนหนึ่ง ว่า เรื่องที่เป็นปัญหาของอาชีวศึกษารัฐและเอกชน คือค่านิยมของเด็กและผู้ปกครองไทยที่ไม่สนับสนุนให้เรียนสายอาชีพ ปัญหาการทะเลาะวิวาท รวมถึงปัญหาการขาดแคลนครู เพราะฉะนั้น เวลานี้เมื่อมารวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกันแล้วขอให้ทั้งอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชนไปร่วมกันศึกษาจุดอ่อน จุดแข็งของตนเอง และนำมาวางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน อาทิ ขาดแคลนครูก็จัดระบบหมุนเวียนเพื่อใช้ครูร่วมกัน รวมไปถึงเรื่องการปรับภาพลักษณ์ (รีแบรนดิ้ง) เพื่อจูงใจให้เด็กและผู้ปกครองคลายความกังวล แล้วหันมาเรียนอาชีวศึกษามากขึ้น แต่ต้องไม่ใช่การแย่งเด็กกันเอง รวมไปถึงต้องร่วมกันพัฒนาอาชีวศึกษาสู่ความเป็นเลิศเฉพาะด้านด้วย
                      “ทั้งนี้ เป้าหมายแท้จริงของการควบรวมอาชีวะรัฐ-เอกชนในครั้งนี้ เพราะภาครัฐต้องการสนับสนุนให้เอกชนมีความเข้มแข็ง เพราะถ้าเอกชนเข้มแข็งก็จะช่วยแบ่งเบาภาระรัฐได้มาก และทำให้สัดส่วนการผลิตกำลังคนในสายอาชีพเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายมากขึ้น”
                      พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวอีกว่า เรื่องการปรับภาพลักษณ์ หรือการพัฒนาอาชีวศึกษาสู่ความเป็นเลิศเฉพาะด้าน เป็นเรื่องที่คณะกรรมการประชารัฐในส่วนอาชีวศึกษา กำหนดเป็นแผนงานที่ต้องขับเคลื่อน ซึ่งต่อไปนี้การทำงาน ประชาสัมพันธ์ต่างๆ จะไม่ใช่แค่พูดถึงอาชีวศึกษารัฐเท่านั้น แต่หมายรวมถึงอาชีวศึกษาเอกชนด้วย เพราะเป้าหมายของรัฐคือผลิตแรงงานทักษะฝีมือได้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศให้ได้
                      “ดังนั้น ธงของผม คือทำให้อาชีวะแข็งแรง เพราะฉะนั้น เรื่องใดที่ทำ หากต้องใช้เงินก็บอกมา ผมพร้อมจะผลักดันถ้าเป็นเรื่องที่เหมาะสม”
                      ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า สำหรับแนวทางการบริหารงานนั้นจะเน้นสร้างเอกภาพในเชิงนโยบายและให้อิสระสถานศึกษาในการบริหาร โดยขณะนี้ได้จัดตั้งศูนย์ส่งเสริมการอาชีวศึกษาเอกชน (ศอช.) ขึ้นเป็นหน่วยงานภายในสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) แล้ว และตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. – 30 เม.ย. 2559 นี้ จะมีการปรับปรุงฐานข้อมูลเป็นอาชีวศึกษาจังหวัดในภาพรวม โดยจะจำแนกตามขนาด ประเภท ระดับ และรายวิชา พร้อมทั้งหาแนวทางอุดหนุนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) รวมถึงคนที่อยู่นอกวัยเรียน และมีการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวให้แก่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนเป็นภาคเรียนตามที่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เสนอจากที่ก่อนหน้านี้วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนได้รับเป็นรายเดือน
                      สำหรับภารกิจสำคัญที่จะต้องทำร่วมกันจากนี้ มี 14 ภารกิจ อาทิ สร้างทีมงานอาชีวะสร้างชาติ , สร้างภาพลักษณ์อาชีวศึกษา เป็นอาชีวะหนึ่งเดียว , ลดและป้องกันแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษา , จัดตั้งสถานศึกษาอาชีวะเฉพาะทาง , พัฒนาสู่มาตรฐานสากล , เพิ่มผู้เรียนอาชีวศึกษา , ขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดทวิภาคี , มีการใช้ทรัพยากรและพัฒนาครูร่วมกัน ตลอดจนเร่งยกระดับคุณภาพสถานศึกษา ส่วนการจัดสรรงบประมาณนั้น ไม่ต้องเป็นห่วงว่าสถานศึกษาของรัฐจะได้รับงบประมาณลดน้อยลง หรือการไปช่วยสถานศึกษาของเอกชนจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพการจัดการศึกษาของอาชีวศึกษารัฐ เพราะการใช้งบประมาณได้มีการกำหนดแผน เป้าหมายและตัวชี้วัด และจะทำข้อตกลงร่วมกันไว้ชัดเจน ซึ่งอาชีวศึกษาของรัฐก็ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ตกลงไว้ และอาชีวศึกษาเอกชนก็ต้องมีการแชร์ทรัพยากรร่วมกันด้วย

เภสัชกรยื่นหมื่นชื่อค้านร่างพ.ร.บ.ยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222755

สาธารณสุข,พ.ร.บ.ยา,เภสัชกร

การศึกษา-สาธารณสุข  :  19 ก.พ. 2559

เภสัชกรยื่นหมื่นชื่อค้านร่างพ.ร.บ.ยา

เภสัชกรใต้ออกแถลงการณ์ พร้อมยื่น 10,137 รายชื่อ ค้านร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับกฤษฎีกา ระบุ ไม่เป็นตามหลักสากล ไม่นำความเห็นวิชาชีพเข้าสู่การแก้ไข

                      19 ก.พ. 59  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเภสัชกรภาคใต้ ประกอบด้วย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สำนักวิชาเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ กลุ่มงานเภสัชกรรมโรงพยาบาล เภสัชกรการตลาด ชมรมเภสัชกรชุมชนจังหวัดสงขลา นักศึกษา และศิษย์เก่าคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พร้อมรายชื่อผู้คัดค้านทั้งหมด 10,137 รายชื่อที่ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับที่ผ่านการพิจารณาของสำนักงานกฤษฎีกา ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 4 เรื่อง ยืนยันการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ. … ฉบับที่ ผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งยังไม่ได้ปรับแก้ตามมติการประชุมของตัวแทนสหวิชาชีพในการประชุมวันที่ 27 ต.ค. 2557 ที่จะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้
                      แถลงการณ์ ระบุด้วยว่า ที่ต้องคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับที่ผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ไม่มีการปรับปรุงแก้ตามมติของตัวแทนสหวิชาชีพ เนื่องจากมีหลายประเด็นไม่เป็นไปตามหลักสากล ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบยาของประเทศไทย ต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยในการใช้ยาของประชาชน และขัดขวางการพัฒนาอุตสาหกรรมยาเพื่อการแข่งขันในภูมิภาคอาเซียน โดยขอเรียกร้องให้แก้ร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับที่ผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยยึดหลักการคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้ยาของประชาชนในประเทศไทยเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด กลุ่มเภสัชกรภาคใต้จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พิจารณายกเลิก ทบทวนประเด็นข้อเสนอข้างต้นก่อนที่จะส่งร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับที่ผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ยังไม่ได้ปรับแก้ตามมติการประชุมของตัวแทนสหวิชาชีพในการประชุมในวันที่ 27 ตุลาคม 2557 เข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในขั้นต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนจะได้มีกฎหมายที่ดี มีความสอดคล้องกับหลักสากลและเป็นการคุ้มครองประชาชนผู้บริโภค โดยยึดหลักการคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้ยาของประชาชนในประเทศไทยเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด
                      อนึ่ง ก่อนหน้านี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นและปรับแก้ร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ. … และได้นำข้อสรุปทั้งหมดไปผ่านที่ประชุมของตัวแทนสหวิชาชีพในวันที่ 27 ตุลาคม 2557 จนมีผลสรุปที่ชัดเจนแล้ว และ สธ.ได้ทำเอกสารสรุป เสนอมติที่ประชุมของตัวแทนสหวิชาชีพไปยังสำนักเลขานุการคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ขณะนี้มีข่าวว่ากำลังจะมีการนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับที่ผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ยังไม่ได้ปรับแก้ตามมติที่ประชุมของตัวแทนสหวิชาชีพ ในการประชุมวันที่ 27 ตุลาคม 2557 เข้าที่ประชุม ครม.
———————-
(หมายเหตุ : ภาพประกอบข่าว)

 


เชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีนที่’มศว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222705

มศว

การศึกษา-สาธารณสุข  :  18 ก.พ. 2559

เชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีนที่’มศว’

เชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีนที่’มศว’ ปลื้มปิติใจ ศิลปินวาดทรายสายสัมพันธ์สองแผ่นดิน บรรจงวาดสมเด็จพระเทพฯ

           เสียงดนตรีไทยและเสียงดนตรีอย่าง กู่เจิง ช่างประสานได้ไพเราะจับใจ เสมอเหมือนได้ไปเยี่ยมเยือนสถานที่ท่องเที่ยวไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ไม่ผิด แต่แล้วเสียงปรบมือที่ดังขึ้นเมื่อการแสดงในแต่ละชุดจบลงก็บ่งบอกให้รู้ว่า ที่นี่คือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ประสานมิตร และนิสิตจำนวนมากรวมไปถึงคณาจารย์ก็มารวมกันที่ อาคารนวัตกรรม ศ.ดร.สาโรช บัวศรี

ผศ.ดร.ระวิวรรณ วรรณวิไชย คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มศว เล่าถึงที่มาที่ไปของงานว่า เป็นโครงการเครือข่ายศิลปวัฒนธรรมสายสัมพันธ์ไทย –จีน ครั้งที่ 3  ปีนี้เป็นการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากเมืองปักกิ่ง มีศิลปินระดับมืออาชีพร่วมเดินทางมาให้ความรู้และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเกือบร้อยชีวิต โดยผ่านศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ  ซึ่งมศว ได้มีข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการและศิลปวัฒนธรรมระหว่างกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 และได้ดำเนินภารกิจเพื่อพัฒนาความร่วมมืออันดีต่อกันมาโดยตลอด   โครงการมหกรรมศิลปวัฒนธรรมสายสัมพันธ์ไทย – จีน  นี้เป็นโครงการบริการวิชาการแก่สังคมในด้านศิลปวัฒนธรรม  เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนางานทางด้านศิลปวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นรูปธรรม  ตลอดถึง เป็นเวทีของการนำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางด้านศิลปวัฒนธรรม  ตลอดจนส่งเสริมความเข้มแข็งมรดกของวัฒนธรรม และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองฝ่ายอย่างมีประสิทธิภาพผ่านศิลปะวัฒนธรรมที่ผู้คนเรียนรู้และทำความเข้าใจได้ง่าย สนุก สวยงามและยังเป็นการผ่อนคลายได้อีกด้วย งานด้านศิลปวัฒนธรรมจึงสื่อที่ไม่หนัก แต่ทรงอิทธิพลกับมนุษย์อย่างยิ่ง

ด้านคุณหลาน ซุ่ หง จากศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ บอกว่า จากเวลา 3 ปีที่ทำงานร่วมกับมศว พบว่ามศวสามารถจัดการแสดงของประเทศไทยให้ผสมผสานอย่างลงตัวกับการแสดงเพื่อสร้างความสัมพันธ์ไทยจีนได้มากขึ้น ขณะเดียวกันทางประเทศจีนต้องการเผยแพร่วัฒนธรรมจีนให้นิสิตได้เรียนรู้และทำความเข้าใจเพื่อจะได้กระชับความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เราไม่ได้แค่จัดงานที่มศว ปีละครั้งเท่านั้น แต่ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน กรุงเทพฯ ยังสอนศิลปวัฒนธรรมจีน ไม่ว่าจะเป็นการสอนภาษาจีน สอนการเขียนพู่กันจีนและสอนกู่เจิงและเครื่องดนตรีจีนให้กับผู้ที่สนใจอีกด้วยสนใจติดต่อได้ที่ 02-246-0694

ลองมาฟังน้องนิสิตมศว ที่มีโอกาสได้แสดงบนเวทีที่สร้างความตื่นเต้นให้ผู้ชมอย่างมาก สามารถสะกดอารมณ์ผู้ดูกับท่านเคลื่อนไหวร่างกาย สะพัดผ้าพลิ้วในท่วงท่าที่มีความหมายอย่างชื่อชุด “The River of Friendship” จัดเป็นการแสดงร่วมสมัยที่นิสิตชั้นปีที่ 3 ทั้ง 15 คน ร่วมกันสร้างสรรค์ โดยมีอาจารย์ดาริณี ชำนาญหมอ เป็นที่ปรึกษา

นางสาวณัฐชนก บุตรน้ำเพชร “ดรีม” นิสิตชั้นปีที่ 3 สาขานาฏศิลป์สากล คณะศิลปกรรมศาสตร์ มศว เธอยิ้มก่อนบอกว่ามีโอกาสร่วมกับศิลปินประเทศจีนเป็นครั้งแรก รู้สึกดีมากเพราะในส่วนของมศวจะเป็นนิสิตเป็นผู้แสดงโดยมีอาจารย์เป็นที่ปรึกษา แต่ของประเทศจีนนั้นเป็นศิลปินเสียส่วนใหญ่ ทำให้เราได้เห็นการทำงานของผู้ที่ทำงานด้านศิลปะถือเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกัน ชุดนาฏศิลป์ร่วมสมัยที่พวกเราใช้ชื่อว่า The River of Friendship หรือสายน้ำแห่งมิตรภาพนั้น ได้แรงบันดาลใจมาจากการตวัลพู่กันจีนสู่ลายเส้นที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยจีน ท่าเต้นแต่ละท่า การเคลื่อนไหวร่างกาย เสื้อผ้า หน้าผม แสง สี เสียง บนเวทีเราต้องการสื่อให้เห็นถึงตัวหนังสือจีนที่พร้อมบอกเล่าเรื่องราวต่างๆให้ผู้คนรับรู้

ส่วนการแสดงของสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น มาด้วยความสนุก แสนประทับใจ กับมายากลจีน ที่น้องๆ นิสิตชอบและสนใจอย่างมาก ศิลปินลงมายังที่นั่งของชมด้านล่าง เพื่อให้นิสิตได้มีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างใกล้ชิด ต่อด้วยงิ้ว การแสดงชุดเปลี่ยนหน้ากาก และที่ทำให้ทุกคนตื่นตาตื่นใจและปลาบปลื้มอย่างยิ่งคือ วาดทรายสายสัมพันธ์สองแผ่นดิน โดยให้น้องนิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ เล่นดนตรีไทย จากนั้นศิลปินก็วาดทราย เป็นภาพต่างๆ เพื่อเล่าเรื่องเริ่มจากมังกร กำแพงเมืองจีน สายน้ำและเรือสำเภา ล่องมาทางแม่น้ำเจ้าพระยา เห็นชีวิตสองฝั่งน้ำ ก่อนจะมาเป็นรูปสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีและมีอักษรพระนามย่อ “สธ” สร้างความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เกิดมาบนผืนผืนแผ่นดินไทยยิ่งนักอีกทั้งผู้บอกเล่าเรื่องราว ยังเป็นศิลปินจากปักกิ่งอีกด้วย


สสส.เผยไม่พบชื่อ’จ.ส.ต.ชาญชัย’รับทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222704

สสส.

การศึกษา-สาธารณสุข  :  18 ก.พ. 2559

สสส.เผยไม่พบชื่อ’จ.ส.ต.ชาญชัย’รับทุน

สสส.เผยไม่พบชื่อ’จ.ส.ต.ชาญชัย’รับทุน ‘ณรงค์’ชงนายกฯปลดล็อคโครงการแช่แข็งกว่า 1.9 พันล้าน

             เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวยืนยันว่า จากการตรวจสอบฐานข้อมูลผู้รับทุนโครงการของ สสส. ทั้งที่เป็นผู้รับทุนโดยตรง หรือรับทุนผ่านแผนการดำเนินงานของภาคีเครือข่ายอีกทอดหนึ่ง(ผู้รับรายย่อย) ไม่ปรากฏชื่อของ จ.ส.ต.ชาญชัย สกุลรักษ์ อดีตข้าราชการทหารโรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จ.ร้อยเอ็ด ที่เสียชีวิต เป็นผู้รับทุนของ สสส. แต่เคยร่วมงานกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ในปี 2555 ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จตามกรอบเวลา และปิดโครงการเป็นที่เรียบร้อย

นอกจากนั้นได้ตรวจสอบกับฝ่ายกฎหมายของ สสส. ไม่ปรากฏชื่อของ จ.ส.ต.ชาญชัย มีคดีฟ้องร้องหรือมีข้อผูกพันทางกฎหมายกับ สสส. อย่างไรก็ตามก็พร้อมจะประสานติดตามกรณีนี้ให้ได้ข้อเท็จจริงโดยเร็ว ซึ่งระหว่างที่มีการตรวจสอบก็ไม่อยากให้มีการกล่าวโทษหรือตัดสินใครโดยปราศจากข้อเท็จจริง

“ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ผมได้มอบหมายให้ผู้บริหาร สสส. ลงพื้นที่เพื่อประสานข้อมูลกับภาคีเครือข่ายและครอบครัวของผู้เสียชีวิตอีกทางหนึ่ง ในส่วนการช่วยเหลือขณะนี้ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ และ สสส. ได้ระดมทุนเพื่อช่วยเหลือครอบครัว จ.ส.ต.ชาญชัย เท่าที่สามารถช่วยเหลือได้ในเบื้องต้น ซึ่งในนามของ สสส. ต้องขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต เพราะถือว่าสังคมไทยสูญเสียคนทำงานด้านจิตอาสาไป เนื่องจากท่าน จ.ส.ต.ชาญชัย เป็นผู้ที่ทำงานเพื่อสังคมในพื้นที่มาโดยตลอด” ดร.สุปรีดา กล่าว

 

‘ณรงค์’ชงนายกฯปลดล็อคโครงการแช่แข็งกว่า 1.9 พันล้าน

พล.ร.อ. ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรีด้านสังคม ในฐานะประธานบอร์ด สสส. กล่าวว่า ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา ตนได้ลงนามในระเบียบของ สสส. ฉบับใหม่ รวม 15 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้รายงานความคืบหน้าให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รับทราบแล้ว ทั้งนี้ ตามระเบียบ สสส. ฉบับใหม่กลุ่มดังกล่าว จะทำให้ สสส. ไม่สามารถอนุมัติงบประมาณให้กับมูลนิธิหรือองค์กรที่มีบุคคลใน สสส. เข้าไปเกี่ยวข้องได้อีก ซึ่งหลังจากนี้จะมีการออกกฎหมายเพื่อแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 เพื่อให้มีผลบังคับใช้เป็นการถาวรต่อไป

“หลังจากนี้ พล.อ. ชาตอุดม ติตถะสิริ ประธานคณะกรรมการติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) จะเสนอให้ พล.อ. ประยุทธ์ ยกเลิกคำสั่งที่ให้ คตร. เข้าไปตรวจสอบการเบิกจ่ายงบประมาณของ สสส. คาดว่าจะได้ข้อยุติภายในสัปดาห์หน้า ทำให้ สสส. สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ตามปกติ อันเป็นการปลดล็อกโครงการที่ถูกแช่แข็งอยู่กว่า 1.9 พันล้านบาท” พล.ร.อ. ณรงค์ กล่าว

ส่วนการแก้ไขปัญหาการเรียกภาษีย้อนหลังกับมูลนิธิหรือองค์กรที่ได้รับงบประมาณจาก สสส.นั้น พล.ร.อ. ณรงค์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ สสส.จะเข้าไปแก้ไขปัญหาเองในรายกรณี ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการสรรหาบอร์ด สสส. ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน แทนผู้ที่ถูกปลดโดยคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 1/2559 พล.ร.อ. ณรงค์ กล่าวว่า จะมีการประชุมบอร์ด สสส. ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 เพื่อพิจารณารายชื่อผู้เหมาะสม เบื้องต้นคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบกลับมายัง สสส. แล้ว แต่ไม่ได้ชี้ชัดว่าอดีตบอร์ด สสส. ผู้ทรงคุณวุฒิที่ถูกปลดทั้งหมดจะกลับมาสมัครได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร เพราะทั้ง 7 คน ไม่ได้สมัครเข้ารับการสรรหาแต่อย่างใด

 


แพทยสภาเรียก’หมอกมล’แจงเฟซออฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222693

สาธารณสุข,เฟซออฟ,กมล,สุรชัย,แพทยสภา,จริยธรรม

การศึกษา-สาธารณสุข  :  18 ก.พ. 2559

แพทยสภาเรียก’หมอกมล’แจงเฟซออฟ

แพทยสภาเรียก ‘หมอกมล’ แจง ‘เฟซออฟ’ ชี้ แม้ไม่รู้เห็นโฆษณาเกินจริง แต่เมื่อรู้แล้ว ไม่ทักท้วง-ยับยั้ง ผิดจริยธรรม เผยโทษตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้-เพิกถอนใบอนุญาต

                      18 ก.พ. 59  ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า จากที่มีการปรากฏชื่อ นพ.กมล พันธ์ศรีทุม ศัลยแพทย์ตกแต่ง ตามสื่อต่างๆ ว่าเป็นผู้ทำการผ่าตัดใบหน้าให้นายสุรชัย สมบัติเจริญ นักร้องลูกทุ่งชื่อดังนั้น แพทยสภาจึงต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ว่า นายแพทย์คนดังกล่าวมีการกระทำที่ผิดจริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพเวชกรรม ในเรื่องที่มีการห้ามโฆษณาหรือไม่ โดยจะต้องเชิญ นพ.กมล มาให้ข้อมูลด้วย
                      เนื่องจากแม้จะระบุว่าสถานพยาบาล หรือแพทย์ ไม่ได้รู้เห็นกับการโฆษณาเกินจริงของบุคคลอื่นที่ไม่ใช่แพทย์ แต่เมื่อรู้แล้ว ไม่ได้ทักท้วงหรือยับยั้ง แพทยสภาจึงต้องให้อนุกรรมการ ฯ ตรวจสอบว่ามีมูลหรือไม่ และต้องให้ นพ.กมล ชี้แจงก่อน ซึ่งการวินิจฉัยจะมีตั้งแต่ยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ ว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตมีกำหนดเวลา และเพิกถอนใบอนุญาต อย่างไรก็ตาม กรณีการโฆษณาว่าเป็นการเปลี่ยนหน้า แต่ความจริงไม่เปลี่ยน ก็ถือว่าชัดเจนในเรื่องการพูดเกินจริง
                      ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีกรณีที่คล้ายคลึงกันนี้ โดยแพทยสภาได้ตรวจสอบคลินิกเสริมความงามที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง เนื่องจากมีการใช้ดาราศิลปินนักแสดงมาโฆษณาว่า สวยเป๊ะ และเห็นชื่อของคลินิกชัดเจน ซึ่งเข้าข่ายการโฆษณาเกินจริงชัดเจน ผิดตามข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2549 หมวด 3 ที่กำหนดว่า ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องไม่โฆษณา ใช้ จ้าง หรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของตน และหมวด 7 ที่กำหนดว่า ต้องไม่โฆษณาสถานพยาบาล หรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาสถานพยาบาล ซึ่งแพทยสภาจะดำเนินการความผิดกับแพทย์ที่ระบุชื่อเป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลแห่งนั้นตามที่แจ้งชื่อไว้ในการขึ้นทะเบียนสถานพยาบาลกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)
                      โดยกรณีคลินิกแห่งนี้ แม้แพทย์ที่แจ้งชื่อเป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลจะอ้างว่าไม่รู้เรื่องการโฆษณา เป็นการดำเนินการโดยฝ่ายการตลาดหรือส่วนอื่นๆ ของบริษัทก็ตาม แต่ในฐานะแพทย์ที่รับผิดชอบสถานพยาบาลนี้ เมื่อมีการโฆษณาเกินจริง โอ้อวดขึ้น ก็จะต้องรับผิดชอบด้วย ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของแพทยสภา
                      “กรณีคลินิกเสริมความงามแห่งนี้ที่แพทยสภากำลังตรวจสอบแพทย์ที่เป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลตามที่แจ้งขอขึ้นทะเบียนไว้นั้น เพราะคลินิกนี้มีความชัดเจนในเรื่องการโฆษณาเกินจริงผ่านสื่อต่างๆ แม้คนพูดจะไม่ใช่แพทย์ก็ตาม แต่ก็ชัดว่าเป็นการโฆษณา แตกต่างจากกรณีที่ ดร.เซปิง นำนายสุรชัยมาให้ข่าวว่าทำการผ่าตัดใบหน้า ซึ่งยังไม่มีการปรากฏชัดว่าเป็นการโฆษณาสถานพยาบาลหรือแพทย์ท่านใดหรือไม่ แต่หากพบว่าเป็นการโฆษณาสถานพยาบาล แพทยสภาก็จะตรวจสอบเพื่อเอาผิดกับแพทย์ที่เป็นผู้ดำเนินการ รพ.ที่ถูกระบุว่าผ่าตัดให้นายสุรชัยด้วย”
                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบกับ สบส.พบว่า โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล ขึ้นทะเบียนถูกต้องตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มีนางศิริเพ็ญ พันธ์ศรีทุม เป็นผู้ประกอบกิจการสถานพยาบาล มี นพ.มนัส เสถียรโชค เป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาล และมี นพ.กมล พันธ์ศรีทุม เป็นแพทย์เฉพาะทางที่ดำเนินการทำศัลยกรรมตกแต่ง

ท็อปเท็น – ข่าวฮอต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222661

สาธารณสุข,ดร.เซปิง ไชยสาส์น,สุเทพ,การเมือง,มาร์ค,เซียนพระ,ราชภักดิ์,ยิ่งลักษณ์,ปู,ยกฟ้อง,สังฆราช,พุทธะอิสระ,ประยุทธ์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  18 ก.พ. 2559

ท็อปเท็น – ข่าวฮอต

‘เซปิง’ ไม่ใช่คนตระกูลไชยสาส์น ดึงพระสองฝ่ายดีเบตปมสังฆราช ‘ปู’ เข้าไต่สวนคดีข้าวนัดสอง อุทธรณ์ยืนยกฟ้อง ‘มาร์ค-สุเทพ’ สลายแดงปี53 เซียนพระแจงบริจาค 20 ล้าน

                      1. สธ.บุกตรวจ รพ.เฟซออฟ ‘ต่อพงษ์ ไชยสาส์น’ ปัด ‘เซปิง’ คนในตระกูล
                      2. ‘บิ๊กตู่’ ดึงพระสองฝ่ายดีเบตปมสังฆราช – พุทธะอิสระโพสต์ยินดีขึ้นเวที
                      3. ‘ปู’ เข้าไต่สวนคดีจำนำข้าวนัดสอง พยานโจทก์ชี้พบเสื่อมสภาพ – หาย
                      4. ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง ‘มาร์ค – สุเทพ’ สลายม็อบเสื้อแดงปี 53
                      5. สอบเซียนพระบริจาค 20 ล้านค่าปรึกษาโรงหล่อไม่ใช่หัวคิวอุทยานราชภักดิ์
                      6. ‘พาที’ ชี้สอบ 2 นักบินนกแอร์ ไม่มีความผิด ไร้ปัญหารุนแรงกับ ‘ศานิต’
                      7. ‘ศรีวราห์’ จ่อฟ้องทนาย ‘อาเดม’ เหตุชี้โพรงอ้าง ตร.ซ้อมให้รับสารภาพ
                      8. ไฮโซแห่แจ้งความสาวอ้างเป็น นศ.เมืองผู้ดีตุ๋นขายกระเป๋าแบรนด์เนมเก๊
                      9. ใต้ระอุคนร้ายลอบบึ้มชุด รปภ.ที่บาเจาะ ทหารดับ 1 เจ็บ 1
                      10. ศาลรับฟ้องเลือกตั้งเทนนิส ‘บิ๊กเยิ้ม’ ย้ำชัดต้อง ‘โมฆะ’