‘เลือดชมพู’เหตุกินยาปฏิชีวนะ-แก้ปวดนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223048

สธ.,เลือด,ชมพู

การศึกษา-สาธารณสุข  :  24 ก.พ. 2559

‘เลือดชมพู’เหตุกินยาปฏิชีวนะ-แก้ปวดนาน

“แพทย์” ระบุ เลือดชมพู เกิดจาก ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก เหตุ “กินยาปฏิชีวนะ-แก้ปวด-ความดันหัวใจ-กลูตาไธโอน” นาน ชี้ หากเลิกกินก็หายเอง รุนแรงนอนรพ.แค่ปีละ1คน

                      เมื่อวันที่24ก.พ.นพ.ธานินทร์ อินทรกำธรชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยา และหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่มีนักเทคนิกการแพทย์ตรวจพบผู้ป่ายรับประทานยาที่มีส่วนผสมของสมุนไพรจนทำให้ปวดท้อง หมดสติ เมื่อมีการเจาะเลือดมาตรวจก็พบว่าเลือดมีสีชมพู ว่าภาวะเลือดสีชมพูเป็นเพราะเม็ดเลือดแดงแตก แต่ในเรื่องนี้ทางการแพทย์ยังไม่เคยพบหลักฐานว่าสมุนไพรเป็นสาเหตุในการทำให้เม็ดเลือดแดงแตก มีแต่การรับประทานยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวดบางชนิด ยารักษาโรคความดัน และยารักษาโรคหัวใจ รวมถึงยาหรืออาหารเสริมที่มีส่วนผสมของสารกลูตาไธโอน หากรับประทานในปริมารมาก และยาวนานอาจจะมีผลทำให้ตัวคุ้มครองเม็ดเลือดแดงไม่แข็งแรงจนเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกง่าย ซึ่งจะสามารถเห็นขั้นตอนนี้ได้เมื่อมีการนำเลือดไปปั่นเพื่อแยกพลาสมาดู และวินิจฉัยเพื่อการรักษาโรค แต่กลับพบว่าพบพลาสมากลายเป็นสีชมพู ทั้งๆ ที่ปกติควรจะเป็นสีใส หรือสีขาว
                      สำหรับผู้ที่มีภาวะเม็ดเลือดแดงแตกจะมีสัญญาณเตือนแสดงออกมาเช่น เหนื่อยง่าย เดินไม่ไหว คล้ายจะเป็นลม ถ้าปกติแล้วในผู้หญิงจะมีระดับฮีโมโกลบินอยู่ที่ประมาณ12ต่อกรัมเปอร์เซ็น หากลดลงต่ำกว่านี้ราว7-8กรัมเปอร์เซ็น ก็จะทำให้เกิดอาการดังกล่าว แต่เมื่อมีการหยุดยาที่จะไปเป็นตัวทำลายเม็ดเลือดแดง อาการเหล่านี้จะหายไปได้เองภายใน5-7วัน ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล เว้นแต่ว่าจะมีอาการหนักให้รีบไปพบแพทย์ อย่างไรก็ตาม อาการรุนแรงขึ้นขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลจะพบได้น้อยมากเฉลี่ย1รายต่อปี ซึ่งไม่ได้มีอันตรายถึงชีวิต

รักษาโรคลมชัก’น้องไอซ์’ฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223046

สาธารณสุข,น้องไอซ์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  24 ก.พ. 2559

รักษาโรคลมชัก’น้องไอซ์’ฟรี

‘น้องไอซ์’ สีหน้าแจ่มใส แต่ยังตื่นเต้น ‘ผอ.สถาบันประสาทวิทยา’ เผยขั้นตอนการรักษา ‘โรคลมชัก’ ยืนยัน ฟรี

                      เมื่อเวลา 11.20 น.วันที่ 24 ก.พ.ที่สถาบันประสาทวิทยา นพ.โชคชัย มานะดี ผอ.โรงพยาบาลกบินทร์บุรี พร้อมทีมแพทย์ ได้ส่งตัว น.ส.อารดา วงศ์ดีเลิศ หรือน้องไอซ์ ลูกสาวของนพ.กฤษฎา วงศ์ดีเลิศ อดีตแพทย์โรงพยาบาลกบินทร์บุรี ที่เสียชีวิตจากภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดระหว่างปฏิบัติหน้าที่เมื่อสิบปีก่อน และย่า เพื่อรับการรักษาโรคลมชักที่สถาบันประสาท โดยเมื่อมาถึงทั้งตัวน้องไอซ์ และย่าสีหน้าดูแจ่มใส ตื่นเต้น แต่ก็ยังชูสองนิ้วให้กับทีมผู้สื่อข่าว ระหว่างที่ทีมแพทย์นำตัวเข้าห้องฉุกเฉิน เพื่อซักประวัติและประเมินอาการเบื้องต้น ก่อนจะแถลงให้ทราบถึงแนวทางการรักษาต่อไป
                      นพ.อุดม ภู่วโรดม ผอ.สถาบันประสาทวิทยา แถลงระหว่างทีมแพทย์ทำการตรวจอาการน้องไอซ์ว่า ขณะนี้แพทย์ได้พาตัว น.ส.อารดา เข้าไปรับการซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยมีการเจาะเลือด และตรวจคลื่นแม่เหล็ก (เอ็มอาร์ไอ) เพื่อดูเนื้อสมองโดยรวม ตรวจดูคลื่นสมองมีความผิดปกติที่เข้าได้กับโรคลมชักหรือไม่ ทั้งนี้สิ่งที่สามารถทำได้ทันทีคือการให้ยารักษาโรคระยะหนึ่ง หากมีการให้ยาไปแล้วมากกว่า2ตัวแล้วไม่ได้ผลก็จะมีการตรวจคลื่นสมองซ้ำอีกครั้ง และประชุมทีมแพทย์เพื่อวางแผนรักษาด้วยการผ่าตัดต่อไป โดยค่ารักษาทั้งหมดทางสถาบันประสาทจะเป็นผู้ดุแลทั้งหมดเนื่องจากมีโครงการให้การรักษาฟรีกับผู้ป่วยยากไร้ปีละหลายร้อยคนอยู่แล้ว
                      นพ.อุดม กล่าวต่อว่า โรคลมชักโดยทั่วไป เกิดจากสมองผลิตกระแสไฟฟ้า หรือคลื่นสมองผิดปกติ ทำให้เกิดอาการ เกร็งกระตุก เหม่อลอย ทำอะไรโดยไม่รู้ตัว เป็นต้น เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น เนื้องอกในสมอง เนื้อสมองผิดปกติแต่กำเนิด การบาดเจ็บของสมองจากอุบัติเหตุ ส่วนใหญ่ร้อยละ70เกิดในช่วง20ปีแรกของชีวิต และอีกช่วงหนึ่งเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มผู้ป่วยมากขึ้นจากอุบัติการณ์ของทั่วโลกอยู่ที่25ต่อแสนประชากร การตรวจวิเคราะห์ต้องทำการตรวจเอ็มอาร์ไอเพื่อดูเนื้อสมอง ตรวจคลื่นสมอง และประเมินการรักษาด้วยยา ปรับขนากให้มีความเหมาะสม และติดตามอาการอย่างต่อเนื่องหากรักษาด้วยยามากกว่า2ชนิดแล้วไม่ได้ผลก็จะต้องรักษาด้วยการผ่าตัด และให้ยากันชักมากต่อเนื่องอีก2ปี บางรายอาจจะมากกาว่านี้ ทั้งนี้จากสถิติที่ให้การรักษาด้วยวิธีผ่าตัดพบว่าสามารถลดอาการชักได้ร้อยละ50และไม่ถึงร้อยละ70ไม่กลับมาชักอีก
                      นพ.อุดม กล่าวภายหลัง น.ส.อารดาเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโรคลมชักว่า การตรวจวินิจฉัยนั้น ตัวคนไข้ต้องมีความพร้อม และต้องตรวจอย่างละเอียด ซึ่งตัวของ น.ส.อารดา ถือว่ามีความพร้อมพอสมควร มีความตื่นเต้นบ้าง และมีความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน ทำให้ผลตรวจอย่างละเอียดยังไม่สามารถบอกอย่างชัดเจนได้ แต่ถ้าเจอสาเหตุแล้วก็นอนโรงพยาบาลไม่เกิน 1 สัปดาห์ ถ้าไม่เจอสาเหตุอาจต้องนอนนานกว่านั้น เพื่อตรวจคลื่นสมองในระยะยาว
                      พญ.กาญจนา อั๋นวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและโรคลมชัก กล่าวว่า หลังทราบผลจะพิจารณาว่ายากันชักที่คนไข้รับประทานอยู่นั้นตรงชนิดกับโรค และเหมาะสมหรือไม่ โดยอาจปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมเพื่อลดการชักให้มากที่สุด ส่วนจะต้องรับประทานนานแค่ไหนขึ้นอยู่กับผลการตรวจวินิจฉัย ซึ่งจะมีการนำผลมาหารือกับทีมสหวิชาชีพ แต่เบื้องต้นทีมแพทย์ไม่ได้มีความกังวล การรักษาโรคลมชักนั้นมีค่าใช้จ่ายสูง เพราะต้องใช้ยาที่มีราคาแพง ใช้เครื่องมือประเทินตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติม รวมถึงการผ่าตัด ซึ่งที่ผ่านมา สถาบันฯ มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อผู้ป่วยโรคลมชัก มูลนิธิสนับสนุนสถาบันประสาทวิทยา กรณีผู้ป่วยยากไร้ ไม่มีสิทธิการรักษาใด หรือแม้มีสิทธิการรักษาแต่ไม่ได้ครอบคลุมการรักษาบางอย่าง เพื่อให้เข้าถึงการรักษาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถร่วมบริจาคได้ผ่านบัญชี มูลนิธิสนับสนุนสถาบันประสาทวิทยา ธนาคารกรุงไทย เลขที่020-1-33312-0ธนาคารกรุงเทพ090-7-12612-2กรุณาระบุเพื่อผู้ป่วยโรคลมชัก และส่งหลักฐานการโอนหรือแจ้งกองทุนเพื่อทราบ โทร.0-2354-6118 หรือ 0-2306-9899 ต่อ 2439 , 2214 หรืออีเมล์pnifoundation55@gmail.com
                      บุนนาค จับศรทิพย์ คุณย่าของน้องไอซ์ กล่าวว่า ขอขอบคุณสื่อที่ให้ความสนใจทำข่าว จนทำให้น้องได้รับการรักษาจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านลมชัก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวันนี้เดินทางมาไกลมีความเหน็ดเหนื่อยและต้องทำการตรวจเพิ่มเติม จึงยังไม่สะดวกให้ข้อมูล แต่หากมีความพร้อมจะให้สัมภาษณ์อีกครั้งหนึ่ง
                      รายงานข่าวแจ้งว่า ปัจจุบันน้องไอซ์ยังมีภาวะชักที่ไม่สามารถควบคุมได้

ควันหลง’ป่าไผ่เวฬุวัน’วันเพ็ญเดือนมาฆะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222985

มาฆะบูชา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  24 ก.พ. 2559

ควันหลง’ป่าไผ่เวฬุวัน’วันเพ็ญเดือนมาฆะ

ควันหลง’ป่าไผ่เวฬุวัน’วันเพ็ญเดือนมาฆะ

           เพ็ญกลางเดือนสามนี้ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้เข้าถึงซึ่งพุทธประวัติมากขึ้น กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดยกรมการศาสนา (ศน.)  เนรมิต มณฑลพิธีท้องสนามหลวง จำลองเป็น ป่าไผ่เวฬุวัน ภายใต้ชื่องาน “พุทธอุทยานเวฬุวัน เพ็ญเดือนมาฆะ” จัดระหว่างวันที่ 16–22 กุมภาพันธ์  ที่ผ่านมา เพื่อฉายภาพสมัยพุทธกาลที่พระภิกษุจำนวน 1,250 รูป มารวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมายในบริเวณที่เป็น “สวนไผ่” ของ “วัดเวฬุวันมหาวิหาร”  รับฟัง “โอวาทปาติโมกข์” จาก “องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

สำรวย นักการเรียน  เลขานุการกรมการศาสนา บอกว่า สาเหตุที่กรมการศาสนาจัดสร้างจำลองป่าไผ่ขึ้นมา เพราะคนรุ่นหลัง ไม่ค่อยรู้ว่า สถานที่ที่พระภิกษุมาประชุมกันโดยไม่ได้นัดหมายในวันเพ็ญกลางเดือนสามนั้น เป็นป่าไม้ในมณฑลวัดเวฬุวันมหาวิหาร จึงจำลองเหตุการณ์สมัยพุทธกาลให้เห็นของจริง ซึ่งเป็นปีแรกที่กรมการศาสนาจัดกิจกรรมวันสำคัญทางศาสนาในรูปแบบดังกล่าว

เหนืออื่นใด ได้คัดเลือก “พุทธวจนะ” ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ “คติธรรม” ของพระอริยสงฆ์ มาจัดแสดงไว้เพื่อให้เป็นคำสอนคติเตือนใจแก่ผู้ร่วมงาน พร้อมจัดกิจกรรมเพิ่มทักษะความรู้พระพุทธศาสนา อาทิ การบรรยายให้ความรู้วันมาฆบูชา ประกวดแข่งขันสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัยทำนองสรภัญญะ ประกวดแข่งขันบรรยายธรรมแข่งขันตอบปัญหาธรรมะ การประกวดมารยาทไทย เล่นเกมคุณธรรม

ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงเย็นของทุกวัน จะมีการนำญาติโยม “สวดบทสวดโอวาทปาติโมกข์” โดยพระภิกษุสงฆ์จำนวน 90 รูป ซึ่งจะเป็นการส่งให้พุทธศาสนิกชนได้พึงปฏิบัติได้ครบองค์ตามแนวปฏิบัติในวันมาฆบูชา การให้ทาน ถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสามเณรในช่วงเช้าหรือเพล บริจาคทรัพย์ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ยากไร้และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ รักษาศีล สำรวมระวังกายและวาจา ด้วยการรักษาศีล 5 หรือศีล 8 พร้อมทั้งบำเพ็ญเบญจธรรมสนับสนุน เจริญภาวนา บำเพ็ญภาวนาด้วยการไหว้พระสวดมนต์และปฏิบัติสมาธิและวิปัสสนาตามแนวสติปัฏฐาน 4 เวียนเทียน การเวียนเทียนเป็นการบูชาพระรัตนตรัยด้วยอามิสบูชาและปฏิบัติบูชา

พุทธศาสนิกชนที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้จะได้ตระหนักถึงความสำคัญของวันมาฆบูชา มีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมคำสอน สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้

ด้าน กฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา บอกว่า เนื่องในวันมาฆบูชาปี 2559 นี้ เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงวัฒนธรรมโดยกรมการศาสนา ได้จัดสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในเทศกาลมาฆบูชา โดยประสานงานกับส่วนราชการอื่นๆ อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงคมนาคม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดกิจกรรมตามวัดทั่วประเทศหรือสถานที่สำคัญที่จังหวัดกำหนด

สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา” ที่ให้ความสำคัญกับศาสนา โดยให้รัฐมนตรีและผู้บริหารของกระทรวงต่างๆ มาร่วมกิจกรรมวันสำคัญทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญตักบาตรในช่วงเช้า การร่วมกิจกรรมต่างๆ ในระหว่างวัน และการเวียนเทียนในช่วงเย็น ตรงนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมความเป็นไทย โดยการนำศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและความเป็นไทยมาสร้างสรรค์สังคมไทย ให้มีการธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ให้คงอยู่คู่สังคมไทย สนับสนุนทุกพื้นที่เป็นสังคมคุณธรรมด้วยการน้อมนำหลักธรรมทางศาสนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการดำรงชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงามมาปฏิบัติ


จากที่โหล่สู่ดอกเตอร์:เป้าหมายมีไว้พุ่งชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222986

ดอกเตอร์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  24 ก.พ. 2559

จากที่โหล่สู่ดอกเตอร์:เป้าหมายมีไว้พุ่งชน

จากที่โหล่สู่ดอกเตอร์:เป้าหมายมีไว้พุ่งชน : สุชาดา สอนกริ่มรายงาน

           ชีวิตนักเรียน…เรียนๆ ท่องๆ กับตำรากองโตแทบล้มทับตาย  ชีวิตเป็นแบบนี้ทุกวัน สุดแสนเบื่อหน่าย แต่ผลสอบออกมาที่โหล่  เป็นใครบ้างจะไม่ท้อ แต่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป ยังมีเพื่อน มีพ่อแม่ มีครูบาอาจารย์ มีสังคม คนรอบข้างที่คอยเพียรถาม “เรียนหนังสือจบไปทำงานอะไร” หลายคนตอบคำถามไม่ได้ “เรียนไปทำไม” แต่่ต้องเรียนไปวันๆ แบบไร้เป้าหมาย…

วันนี้เราได้พูดคุยกับ

“ดร.กุ๊ก” กานดา บุญโสธรสถิตย์ อาจารย์สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เจ้าของหนังสือ “เรียนเป็นที่โหล่ โผล่เป็นนักเรียนทุน (เมืองนอก)” ได้อย่างไร

ดร.กุ๊ก เล่าว่า สมัยเรียนเป็นเด็กที่เรียนระดับกลางๆ มาตลอดไม่ได้ตั้งใจเรียนมากนัก ตอนเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนสุวรรณพลับพลาพิทยาคม ติดเพื่อน ไม่อยากเรียนหนังสือ และไม่รู้ว่าจะเรียนหนังสือไปทำไม จึงไม่ได้ตั้งใจเรียน ก่อนสอบไม่ได้อ่านหนังสือ จนกระทั่งได้ที่โหล่ของห้อง อาจารย์เขียนไปในสมุดพกเลยว่าได้ที่โหล่ของห้อง ตอนนั้นรู้สึกว่าอาจารย์ไม่ค่อยชอบเราแน่เลย แต่สิ่งที่แคร์มากที่สุดในเวลานั้นคือความรู้สึกของแม่ เพราะต้องเอาสมุดพกไปให้แม่เพื่อให้แม่เซ็นรับทราบ ในเวลานั้นแม่ไม่ได้ต่อว่าอะไรเลยมีเพียงคำปลอบโยน ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เรารู้สึกผิดมากขึ้น

“ตอนเรียน ม.2 ติดเพื่อนมาก ไม่อยากเรียนหนังสือ และไม่รู้ว่าจะเรียนหนังสือไปทำไม จึงไม่ได้ตั้งใจเรียน ก่อนสอบ จึงไม่ได้อ่านหนังสือเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา จนกระทั่งได้ที่โหล่ของห้อง อาจารย์ก็เขียนไปในสมุดพกเลยว่าได้ที่โหล่ของห้อง และต้องเอาสมุดพกไปให้แม่เซ็นรับทราบ ในเวลานั้นรู้สึกผิด

มากๆ” ดร.กุ๊ก เล่าชีวิตวัยรุ่นเมื่อครั้งสอบได้ที่โหล่

จากเหตุการณ์วันนั้นกับความรู้สึกในติดตรึงในหัวใจที่ว่า “เพราะเราไม่อยากทำให้แม่ต้องเสียใจอีก” ทำให้เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง กลับมาตั้งใจเรียน ตั้งเป้าหมายในชีวิตว่า อยากจะเรียนเป็นที่ 1 ให้ได้ด้วยความรู้สึกที่ว่าในเมื่อคนอื่นทำได้ เราเป็นคนเหมือนกันก็ต้องทำได้ ไม่มีอะไรบนโลกใบนี้ที่เราทำไม่ได้ ใช้เวลาประมาณ 4 ปี ได้เป็นที่ 1 ของห้องดังที่ตั้งเป้าหมายไว้  จากนั้นได้พยายามมาโดยตลอดกระทั่งเรียน ม.ปลาย ที่โรงเรียนสตรีวัดระฆัง

“ดร.กุ๊ก” เล่าต่อว่า ในช่วงที่เรียนต่อปริญญาตรี คณะวิศวกรรมอุตสาหการ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็สามารถคว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งมาครอง  และได้รับพระราชทานทุน Scholarship of His Majesty King of Thailand ระดับปริญญาโท  (MEng in Industrial Engineering and Management) Asian Institute of Technology, Thailand หลังสำเร็จการศึกษา ได้ทำงานเป็นวิศวกรบ้าง เปิดสถาบันกวดวิชาบ้าง เป็นนักวิจัยบ้าง และสุดท้ายทดลองเป็นอาจารย์สอนพิเศษ และได้คำตอบกับอาชีพที่ชอบ สิ่งที่ใช่ในชีวิตคือการสอนหนังสือ

อดีตนักเรียนที่โหล่ของห้องเล่าว่า มีความสุขทุกครั้งที่ได้สอนหนังสือเด็ก มีความภูมิใจที่ทำให้พวกเขาสามารถเรียนรู้คิดวิเคราะห์จนกระทั่งมีวิวัฒนาการ และมีความสุขทุกครั้งที่สอนเสร็จในแต่ละคาบ หลังจากที่ได้ทดลองสอนจนได้คำตอบให้แก่ตัวเองแล้ว จึงได้ยึดเป็นอาชีพเรื่อยมา หลังจากนั้นได้ทุนสำนักคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ไปเรียนต่อระดับปริญญาเอก (PhD in Manufacturing Engineering and Management) University of New South Wales, Australia เมื่อเรียนจบจะต้องกลับมาใช้ทุนเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย 8 ปี ปัจจุบัน เป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ปัจจุบัน “ดร.กุ๊ก” เผยเคล็ดลับที่ใช้สอนปริญญาโทว่า จะสอนทฤษฎีเสร็จแล้วก็จะเน้นทำเวิร์กช็อป เอาโจทย์มาให้นั่งทำเป็นกลุ่มและมาแลกเปลี่ยนความรู้กัน อีกวิธีหนึ่งที่สอดแทรกคือทำเป็นเกม ในเวลาเรียนจะมีเกมให้เล่น ซึ่งเกมตัวนี้ เด็กๆ จะตื่นเต้น รู้สึกท้าทายจึงทำให้มีความกระตือรือร้นที่อยากจะเรียนมากกว่า และพาไปดูของจริงเช่นไปดูโรงงานหรือสิ่งต่างๆ ตามที่เรียนมาเด็กก็จะรู้สึกว่าตนเองได้รับอะไรมากกว่าที่อยู่ในห้องเรียนและไม่น่าเบื่อ

“น้องๆ ที่กำลังสิ้นหวัง และเคยเป็นที่โหล่ของห้องเรียน สิ่งแรกของคนเราที่ต้องรู้คือเป้าหมายในชีวิต พยายามค้นหาเป้าหมายในชีวิตให้เจอก่อนแล้วจะรู้ว่าเราเรียนไปเพื่ออะไร อีกอย่างหนึ่งคือคนที่เคยพ่ายแพ้ คนที่เคยเป็นที่โหล่ ต้องรู้จักปรับทัศนคติของตัวเองว่าเราสามารถทำได้ เป็นที่ 1 ได้ และสามารถชนะคนหลายๆ คนได้ ไม่ใช่ว่าจะต้องจมจ่อมอยู่กับที่โหล่ไปตลอดชีวิต จงเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวเองก่อน ถึงจะประสบผลสำเร็จ” ดร.กุ๊ก ฝากทิ้งท้าย

 


อาชีวะนร.ลดหวั่นปิดตัว’เลขาฯอาชีวะ’ชี้เรื่องใหญ่ต้องแก้ไข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222972

ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์,อาชีวะ,นร.,หวั่น,เลขา,ชี้,เรื่อง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  23 ก.พ. 2559

อาชีวะนร.ลดหวั่นปิดตัว’เลขาฯอาชีวะ’ชี้เรื่องใหญ่ต้องแก้ไข

สอศ.หวั่นอาชีวะเอกชนขนาดเล็กไปไม่รอด หลังสำรวจพบเกินครึ่งมีเด็กเรียนน้อยกว่า 500 คน และ 64 แห่ง มีเรียนแค่ 1-100 คน สั่งเร่งวิเคราะห์หาทางแก้

          วันที่ 23 ก.พ.59 นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า จากการสำรวจข้อมูลผู้เรียนในสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนทั่วประเทศ 461 แห่ง พบว่ามีผู้เรียนทั้งระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) รวม 287,184 คน ขณะที่สถานศึกษาอาชีวศึกษาของรัฐ 425 แห่ง ซึ่งมีจำนวนสถานศึกษาน้อยกว่าเอกชน แต่กลับมีจำนวนผู้เรียนทั้งระดับ ปวช.และ ปวส.รวม 670,457 คน
          นายชัยพฤกษ์ กล่าวว่า เมื่อจำแนกสถานศึกษาเอกชนตามจำนวนนักเรียนพบว่ามีถึง 276 แห่ง หรือคิดเป็น 59% ของสถานศึกษาเอกชนทั้งหมดมีผู้เรียนน้อยกว่า 500 คน แบ่งเป็นสถานศึกษาที่มีผู้เรียน 1-100 คน จำนวน 64 แห่ง สถานศึกษาที่มีผู้เรียน 101-200 คน จำนวน 63 แห่ง สถานศึกษาที่มีผู้เรียน 201-300 คน จำนวน 58 แห่ง สถานศึกษาที่มีผู้เรียน 301-400 คน จำนวน 52 แห่ง และสถานศึกษาที่มีผู้เรียน 401-500 คน จำนวน 39 แห่ง ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องแก้ไขปัญหา เพราะหากปล่อยไว้อาชีวศึกษาเอกชนอาจจะต้องปิดตัวลง โดยเฉพาะอาชีวศึกษาเอกชนที่มีจำนวนนักเรียนน้อยมากๆ
          “ผมได้มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ไปวิเคราะห์ตัวเลขที่เหมาะสมว่าวิทยาลัยอาชีวศึกษา 1 แห่ง ควรจะต้องมีผู้เรียนขั้นต่ำกี่คนจึงจะอยู่รอด โดยจะไม่ใช้แนวทางการยุบรวมวิทยาลัยที่มีผู้เรียนน้อย แต่จะหาวิธีเพิ่มผู้เรียนในวิทยาลัยที่มีเด็กเรียนน้อย ซึ่งต้องลงไปดูเป็นรายจังหวัด เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีวิทยาลัยอาชีวศึกษารัฐบางแห่งรับเด็กโดยไม่จำกัดจำนวนทำให้เด็กไปเรียนวิทยาลัยอาชีวะเอกชนน้อย ดังนั้นแนวทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหานี้คือ การจำกัดจำนวนการรับเด็กในวิทยาลัยอาชีวะรัฐ เพื่อเกลี่ยเด็กให้วิทยาลัยเอกชนมากขึ้น การเปิดห้องเรียนสาขาโดยให้ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั้งรัฐและเอกชนที่มีชื่อเสียงและมีศักยภาพไปเปิดห้องเรียนสาขาในอาชีวะที่มีผู้เรียนน้อย การพัฒนาให้เป็นวิทยาลัยเฉพาะทาง เป็นต้น” นายชัยพฤกษ์กล่าว
          ด้าน นายจอมพงศ์ มงคลวนิช นายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สวทอ.) กล่าวว่า จากที่ประชุมร่วมกันเมื่อเร็วๆ นี้ เห็นทิศทางการทำงานที่ชัดเจนว่าจะร่วมมือกันอย่างไร อาทิ การใช้ทรัพยากรร่วมกัน การพัฒนาบุคลากรและจะกำหนดแผนการรับนักเรียนด้วยกัน ซึ่งขณะนี้ได้ตั้งประธานวิทยาลัยเอกชนประจำจังหวัดแล้วเพื่อทำงานร่วมวิทยาลัยในพื้นที่ร่วมกัน กำหนดสัดส่วนการรับที่เหมาะสม
          นายจอมพงศ์ กล่าวด้วยว่า กรณีที่วิทยาลัยเอกชนขนาดเล็กมีจำนวนนักเรียนน้อยและสุ่มเสี่ยงจะปิดตัวนั้นก็เป็นไปตามกลไกของตลาด ทั้งการรับนักศึกษาของภาครัฐที่มากขึ้น ในอดีตจำนวนประชากรซึ่งเป็นปัญหาต่อเนื่องนับสิบปี แต่จากนี้เมื่อมีแผนและข้อมูลชัดเจนว่าความต้องการคนเท่าไรสาขาอะไรก็จะทำให้การวางแผนผลิตของรัฐและเอกชนสอดคล้องมากขึ้น
          นายอนุพงศ์ มกรานุรักษ์ วิทยาลัยเทคโนโลยีอีสานเหนือ ในฐานะอุปนายก สวทอ.ดูแลกลุ่มอีสาน กล่าวว่า ในพื้นที่ 20 จังหวัดของภาคอีสานมีวิทยาลัยอาชีวเอกชนทั้งสิ้น 182 แห่ง ในจำนวนนี้เกินครึ่งที่พบว่ามีนักเรียนต่ำกว่า 500 คน ซึ่งปัญหาจำนวนเด็กลดนั้นสะสมต่อเนื่องมานับสิบปี ส่วนหนึ่งเพราะจำนวนประชากรลดลง แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากนโยบายเพิ่มจำนวนผู้เรียนสายอาชีพทำให้วิทยาลัยของรัฐพยายามที่จะเพิ่มผู้เรียนให้ได้ตามเป้าที่กำหนด โดยเปิดรับเด็กมากกว่า 1 รอบ เวลานี้จะเห็นได้ว่าวิทยาลัยที่อยู่ในเมืองอย่างวิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยอาชีวศึกษา มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก ขณะที่กลุ่มวิทยาลัยเล็กๆ ที่กระจายอยู่ตามอำเภอเด็กลดลง
          นอกจากนั้นยังพบปัญหาว่า เมื่อเด็กจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว โรงเรียนไม่ปล่อยเด็กออกมา แต่ดึงเด็กให้เรียนต่อชั้น ม.4 เด็กที่เรียนได้ก็ไม่มีปัญหา แต่เด็กที่เรียนไม่ไหวสุดท้ายก็ต้องออกกลางคัน หรือแม้แต่การที่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ขยายตัวมาเปิดในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ก็ส่งผลกระทบเช่นกัน
          “หลายวิทยาลัยมีปัญหาจำนวนเด็กลดลง ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการควบรวมก็ทราบมาว่ามีบางวิทยาลัยเตรียมประกาศขายกิจการ แต่เวลานี้ควบรวมกันแล้วใช้โครงสร้างเดียวกันก็เชื่อว่าจะเกิดความร่วมมือกันได้มากขึ้น” นายอนุพงศ์กล่าว

‘ดาว์พงษ์’ลั่นปลดล็อก!! ปฏิรูปการศึกษาไทย-1ปีครึ่งเห็นผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222943

การศึกษา,ปฏิรูป,ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  23 ก.พ. 2559

‘ดาว์พงษ์’ลั่นปลดล็อก!! ปฏิรูปการศึกษาไทย-1ปีครึ่งเห็นผล

‘ดาว์พงษ์’ ลั่นปลดล็อก !! ปฏิรูปการศึกษาไทย – 1 ปีครึ่งเห็นผล : โดย…เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ

                      เป็นเวลากว่า 5 เดือนที่ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ บริหารงานในตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” ได้เผย “ยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ” ที่ต้องเร่งเดินเครื่องเพื่อแก้ปัญหา ยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยในช่วงเวลา 1 ปี 6 เดือนต่อจากนี้ อย่างชัดเจน หนักแน่น สไตล์ทหาร ผ่านรายการ “ไทม์ไลน์” โดย “สุทธิชัย หยุ่น”
เคาะ33ปัญหาเดินหน้า65โครงการ
                      “เวลานี้สรุปได้ว่ามี 6 เรื่องหลักที่ต้องแก้ไขคือ 1.หลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ 2.การผลิตและพัฒนาครู 3.การทดสอบการประเมินการประกันคุณภาพและการพัฒนามาตรฐานการศึกษา 4.ผลิต พัฒนากำลังคนและงานวิจัยที่สอดคล้องกับความต้องการของการพัฒนาประเทศไทย 5.ไอซีทีเพื่อการศึกษา และ 6.การบริหารจัดการทั้งการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการและการกระจายอำนาจ ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้คิดเองแต่ได้มาจากคนที่รักการศึกษาได้เสนอแนะส่งข้อมูลมาให้
                      ใน 6 เรื่องนี้พบว่ามีปัญหาที่ซ่อนอยู่ถึง 33 เรื่อง ก็นำมาวางแผนจัดเรียงใหม่เกิดเป็นแผนงานถึง 65 โครงการ ในจำนวนนี้ 16 โครงการได้เดินหน้าและเริ่มเห็นผลสัมฤทธิ์บางส่วนแล้ว ส่วนอีก 37 โครงการกำลังทยอยดำเนินการ สุดท้ายอีก 12 โครงการจะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ประมาณ 1 ปีครึ่ง ถึงแม้จะทำได้ไม่สมบูรณ์ 100% แต่ทุกโครงการจะต้องเกิดการขับเคลื่อน อย่างไรก็ตามทุกโครงการนำหลักอริยสัจ 4 มาเป็นหลักคิด เพื่อให้รู้ปัญหา สาเหตุของปัญหา กำหนดแนวทางทำงาน และวิธีการที่จะใช้แก้ปัญหาในทุกกระบวนการได้ผ่านการพูดคุยวางแผนร่วมกับข้าราชการและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง”
ลดเวลาเรียนพบเด็กมีความสุข
                      จากปัญหาเด็กเรียนมากเกินไป ไม่มีความสุข ผลสัมฤทธิ์ต่ำและกวดวิชา เกิดเป็นนโยบายแรก “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” พล.อ.ดาว์พงษ์ ชี้แจงว่า นโยบายนี้ถ้าจะให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดียังมีเรื่องต้องทำอีกมาก เบื้องต้นที่ได้นำร่องใน 3,800 โรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 กำหนดให้ช่วงเวลา 14.00 น.เป็นต้นไป เด็กได้มีโอกาสทำกิจกรรมที่สนใจและเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมกับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยตามหลัก 4H คือ การพัฒนาสมอง การคิดวิเคราะห์ (Head) พัฒนาจิตใจ คุณธรรมจริยธรรม (Heart) ทักษะฝีมือ (Hand) และสุขภาพ (Health) และกระทรวงมีเมนูมอบให้โรงเรียนนำไปเลือกใช้ 300 เมนู ภาพรวมพบว่าเด็กมีความสุขมาก ส่วนครูช่วงแรกก็มีวิตกกังวลเพราะต้องปรับบทบาทจากครูผู้สอนมาเป็นโค้ชคอยให้คำแนะนำ ซึ่งเราได้จัดทีมสมาร์ทเทรนเนอร์ลงไปช่วยอบรมและจัดทำคู่มือการสอนให้ เวลานี้ครูจึงเริ่มปรับตัวได้ที่สำคัญนโยบายนี้ห้ามไม่ให้ครูใช้เวลาดังกล่าวสอนพิเศษโดยเรียกเก็บเงินในโรงเรียนเด็ดขาด
                      สำหรับผู้ปกครอง ยังค่อนข้างกังวลว่าเมื่อลดเวลาเรียนลูกจะมีความรู้ไม่เข้มข้นพอและไปสอบสู้เด็กคนอื่นๆ ไม่ได้ ซึ่งได้ทำความเข้าใจกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) และสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะผู้ออกข้อสอบแล้วว่าการเรียนการสอนยังยึดตาม 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นการออกข้อสอบจะต้องสอดคล้องตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตรงนี้ขอให้ผู้ปกครองมั่นใจได้
ยกเครื่องระบบประเมินศึกษา
                      ล่าสุดที่เป็นปัญหาคือการประกาศผลสอบ 9 วิชาสามัญของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งต้องนำไปยื่นในการเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยระบบเคลียริ่งเฮ้าส์ ปรากฏว่าคะแนนที่ออกมานั้นต่ำกว่าครึ่งของคะแนนเต็ม มีเพียงเฉพาะวิชาภาษาไทยที่เกินครึ่ง แต่จากที่พูดคุยกับสทศ.ก็พบว่ากระบวนการออกข้อสอบต่างๆ อยู่ในกรอบของหลักสูตร เพียงแต่โจทย์ที่ออกค่อนข้างลึกเพราะต้องการให้เด็กได้พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์
                      เวลานี้มีความเข้าใจตรงกันแล้วว่า ถ้าสทศ.ยังออกข้อสอบแบบนี้ จะทำให้การปฏิรูปการศึกษาหลงทาง คิดไปว่าหลักสูตรแย่ ครูสอนไม่ดี ซึ่งสทศ.จะต้องปรับตัวใหม่คือต้องทำการทดสอบข้อสอบต่างๆ ก่อนนำไปใช้จริง และให้รายงานผลมาให้กระทรวงทราบ โดยจำแนกรายวิชาและขนาดโรงเรียน รวมทั้งเมื่อเสร็จสิ้นการสอบจะต้องเปิดเผยข้อสอบและเฉลยด้วย คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีการศึกษา 2559 เบื้องต้นเพื่อให้เด็กได้ฝึกการคิดวิเคราะห์ สทศ.ได้เพิ่มข้อสอบอัตนัยของการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) วิชาภาษาไทย ระดับ ป.6 สัดส่วน 20% ด้วย
ชี้เด็ก80%กวดวิชาเข้ามหาวิทยาลัย
                      “เมื่อสทศ.เปิดข้อสอบเด็กก็จะรู้ว่าควรเตรียมตัวอ่านหนังสืออย่างไรบ้าง ครูรู้ว่าต้องสอนและพัฒนาเด็กอย่างไร ตรงนี้จะทำให้ปัญหาการกวดวิชาค่อยๆลดลงและหายไปตามธรรมชาติ กระทั่งครูที่สอนพิเศษในโรงเรียนก็จะค่อยๆลดลง ผมไม่ได้ต่อต้านการกวดวิชา เพียงแต่ในอดีตนั้นการกวดวิชาก็เพื่อรู้เฉพาะเรื่อง แต่ทุกวันนี้ผมกล้าพูดได้ว่ามากกว่า 80% ที่มากวดวิชาไม่ใช่เพราะครูสอนไม่ดี แต่กวดวิชาไปเพื่อสอบเก็บคะแนนใช้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย เช่น คะแนนความถนัดทั่วไป หรือ แกต ความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ หรือ แพต เป็นต้น ตรงนี้ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่ผ่านมาเคยมีผู้ปกครองเสนอให้ยกเลิกการสอบตรงด้วย แต่เรื่องนี้อยู่นอกเหนืออำนาจของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ยอมรับว่ารู้สึกหนักใจและเป็นกังวล คงต้องหารือกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสม สำคัญคือระบบการเข้าเรียนอุดมศึกษาไม่เป็นภาระ ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ และไม่ปิดกั้นศักยภาพเด็ก”
                      เช่นเดียวกับระบบรับนักเรียน สพฐ.ที่ผ่านมามีการเรียกรับ “แป๊ะเจี๊ยะ” เพื่อแลกที่นั่งเด็ก พล.อ.ดาว์พงษ์ ย้ำชัดว่า ที่ผ่านมาถูกถามถึงปัญหาการเรียกรับแป๊ะเจี๊ยะ ซึ่งให้นโยบายชัดเจนว่าตลอดกระบวนการรับนักเรียนห้ามไม่ให้มีการเรียกรับเงินหรือรับบริจาคใดๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ อาทิ บุตรผู้ทำคุณประโยชน์ข้อตกลงในการจัดตั้ง ฯลฯ ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องประกาศแนวทางวิธีการให้ชัดเจน ทำทุกอย่างโปร่งใสและตอบคำถามกับทุกคนได้ว่ารับเด็กในกลุ่มเงื่อนไขเหล่านี้เพราะเหตุผลอะไร
ควบรวมรัฐ-เอกชนพัฒนาอาชีวะไทย
                      ส่วนการผลิตและพัฒนากำลังคน โดยเฉพาะระดับอาชีวศึกษานั้น เรื่องนี้ต้องให้เครดิต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญและผลักดันมาตลอด กระทรวงศึกษาธิการที่ผ่านมาก็ทำงานเข้มแข็ง ผมเพียงแต่เข้ามาสานต่อ แต่เวลานี้ภาพลักษณ์และค่านิยมต่อการเรียนสายอาชีพดีขึ้นเห็นได้จากจำนวนผู้เรียนอาชีวะในปีการศึกษา 2558 เพิ่มขึ้นในรอบ 10 ปี ทั้งนี้ ระบบทวิภาคีที่รัฐและเอกชนร่วมกันจัดการศึกษามีส่วนช่วยอย่างมาก เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย คือ เด็กมีประสบการณ์ทำงานในสถานประกอบการจริง ภาคเอกชนก็ได้คนทำงานที่มีศักยภาพตามต้องการ ส่วนค่านิยมของคนไทยอยากให้ลูกได้รับใบปริญญา ปัจจุบันอาชีวะก็มีการจัดหลักสูตรปริญญาตรีสายปฏิบัติรองรับ
                      “ปัญหาของอาชีวะเวลานี้ยังขาดตัวเลขความต้องการแต่ละสาขาที่แท้จริง จึงไม่สามารถวางแผนผลิต แต่เวลานี้คณะทำงานด้านการยกระดับวิชาชีพอาชีวศึกษา ซึ่งร่วมมือกันระหว่างรัฐและเอกชนตามนโยบายประชารัฐ ได้กำหนดแผนงานเร่งด่วน ซึ่งในนั้นมีเรื่องการจัดทำข้อมูลความต้องการกำลังคนด้วย รวมถึงการปรับภาพลักษณ์ การพัฒนาอาชีวะสู่ความเป็นเลิศเฉพาะด้าน นอกจากนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้รวมการบริหารจัดการอาชีวศึกษาภาครัฐและภาคเอกชนมาอยู่ภายใต้กำกับของสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อผลักดันให้การขับเคลื่อนอาชีวะของประเทศไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกัน”
ศักยภาพเด็กไทยไม่ด้อยในเวทีสากล
                      ส่วนการเตรียมพร้อมด้านทักษะฝีมือเด็กอาชีวะให้สอดคล้องมาตรฐานอาเซียน ขณะนี้สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพได้จัดทำมาตรฐานมากกว่า 200 สาขาแล้ว ซึ่งถ้าเด็กอาชีวะสามารถผ่านการรับรองมาตรฐานแต่ละด้านก็จะเป็นตัวการันตีฝีมือและมาตรฐานค่าตอบแทนด้วย ขณะที่ศักยภาพเด็กไทยเวทีอาเซียนในภาพรวมถ้าเป็นการแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เชื่อว่าเด็กไทยสามารถสู้ได้ จะมีปัญหาคือทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ในอาเซียนไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 5 เป็นรองจากสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ บรูไน และมาเลเซีย ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการกำลังเตรียมการยกระดับคุณภาพภาษาอังกฤษ อาทิ โครงการอบรมครูที่มีทักษะภาษาอังกฤษ 3,000 คนเพื่อเป็นแกนนำในการถ่ายทอดเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษไปสู่ครูคนอื่นๆ ไปพัฒนาการสอนภาษาอังกฤษแก่เด็กต่อไป
                      “กระทรวงศึกษาธิการเป็นองคาพยพใหญ่ การทำงานถ้าไม่กำหนดทิศทางให้ชัดเจน มั่นคง ไม่สร้างการยอมรับจะถูกต่อต้านแต่ต้น ผมไม่ใช่นักการศึกษา เป็นทหารมาจากที่อื่น แต่ผมกล้าคิดนอกกรอบและไม่มีวาระซ่อนเร้น ดังนั้นหลักการทำงานจึงต้องทำให้ข้าราชการกระทรวงเชื่อมั่นวางใจพร้อมร่วมมือทำงานไปด้วยกัน งานต่างๆ ที่ผมทำไม่ได้หวังให้ใครจดจำอะไรเกี่ยวกับผม คิดแค่ว่าจะทำที่ทำอยู่ให้ดี ทุ่มเทเต็มที่ โดยเฉพาะการสร้างให้คนไทย เด็กไทยรุ่นใหม่เป็นคนดีมีวินัย ที่รู้จักใช้เหตุและผล คิดไตร่ตรอง ไม่ใช้แต่ความรู้สึก โดยใช้การศึกษาเป็นกลไกทำให้เกิดขึ้นซึ่งอาจไม่เห็นในทันที แต่ในระยะยาวอยากให้เกิดภาพเหล่านี้ ถือเป็นเป้าหมายหนึ่งของการปฏิรูปคน เพราะฉะนั้นจะติหรือชมอะไรก็ได้ แต่ถ้าผมอยากจะขอ มีเพียงอย่างเดียวคือ ผมขอกำลังใจ” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวสรุปปิดท้าย
————————
(‘ดาว์พงษ์’ ลั่นปลดล็อก !! ปฏิรูปการศึกษาไทย – 1 ปีครึ่งเห็นผล : โดย…เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ)

‘มทร.ธัญบุรี’ยกระดับเอสเอ็มอีเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการอยู่รอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222887

การศึกษา,เอสเอ็มอี,มทร.ธัญบุรี,ผู้ประกอบการ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  23 ก.พ. 2559

‘มทร.ธัญบุรี’ยกระดับเอสเอ็มอีเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการอยู่รอด

‘มทร.ธัญบุรี’ ยกระดับธุรกิจเอสเอ็มอี เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการให้อยู่รอด : โดย…ชุลีพร อร่ามเนตร

                      ธุรกิจจะเติบโต ก้าวหน้าได้ ส่วนหนึ่งต้องเกิดจากการลงมือปฏิบัติ ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ ปรับปรุง พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน ได้อนุมัติงบประมาณ 200 ล้านบาท ให้ สสว.ดำเนินการร่วมกับภาคี อย่าง มทร.ธัญบุรี ธนาคารเอสเอ็มอี และสมาพันธ์เอสเอ็มอี เปิดรับสมัครกลุ่มเป้าหมาย คือ เอสเอ็มอีขนาดเล็กที่ต้องการปรับแนวทางการประกอบกิจการ รวม 1 หมื่นราย
                      โดยเมื่อสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการจะได้รับการวินิจฉัยกิจการ จากผู้เชี่ยวชาญ นำเสนอแนวทางการปรับปรุงกิจการ ทั้งในด้านช่วยลดต้นทุนการผลิต บริการ การนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ปรับปรุงตัวสินค้า บริหาร ให้เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมการขาย การตลาด เช่น กรณีที่เอสเอ็มอีประสบปัญหาทางการเงิน สสว.ให้เงินกู้ที่ไม่มีดอกเบี้ย 3 ปี เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อยกระดับธุรกิจเอสเอ็มอี
                      ล่าสุด “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี” ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยการจัดอบรมให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยมหาวิทยาลัยมีอาจารย์ นักวิชาการที่มีคุณภาพเข้าไปช่วยให้คำปรึกษา แนะนำการแก้ไขปัญหาต่างๆ “รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ” อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า เน้นช่วยเหลือสถานประกอบการทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ โดยนำองค์ความรู้ นวัตกรรม งานวิจัย และบุคลากรของมหาวิทยาลัยเข้าไปมีส่วนร่วมช่วยเหลือ พัฒนาผลิตผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้านต่างๆ เช่น การผลิต การตลาด การเงินเป็นต้น ทั้งนี้ มีธุรกิจเข้าร่วมเอสเอ็มอีแล้วจำนวนเกือบ 400 ราย ก่อนจะขยายให้ครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
                      โครงการดังกล่าวมีการจัดกลุ่มเอสเอ็มอีที่จะเข้าร่วมในการบริหารจัดการ ปรับปรุงการทำธุรกิจ ประกอบกิจการ ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยส่วนของต้นน้ำ เป็นเรื่องแนวทางการผลิตส่วนกลุ่มกลางน้ำการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม เครื่องมือ เครื่องจักรเพื่อต่อยอดการผลิต และกลุ่มปลายน้ำคือ กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อชุมชนสังคม
                      “พัชรพล สุทธิธรรม” บริษัท ไอเรียล พลัส (ประเทศไทย) จำกัด เล่าว่าธุรกิจของเขาที่เติบโตและทำเงินได้มหาศาลอย่างเช่นทุกวันนี้ ล้วนเกิดจากการสนับสนุนจากภาครัฐ ได้นำแผนธุรกิจที่ทำในห้องเรียนเพื่อส่งอาจารย์ มาพัฒนาต่อยอดให้เป็นแผนธุรกิจที่ดี ประสบความสำเร็จ จึงได้เข้าร่วมโครงการของภาครัฐ ทุกโครงการที่จะช่วยยกระดับคุณภาพของสินค้า ผลิตภัณฑ์ การทำธุรกิจเอสเอ็มอีให้เจริญเติบโต
                      วันนี้ ธุรกิจของ “บริษัท ไอเรียล พลัส (ประเทศไทย) จำกัด” ถือได้ว่าประสบความสำเร็จส่วนหนึ่ง แต่ธุรกิจเป็นเรื่องที่ต้องพัฒนา ต่อยอด ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาด ดังนั้นการที่หน่วยงานภาครัฐ อย่าง สสว. มทร.ธัญบุรี และธนาคารต่างๆ ร่วมกันพัฒนาสถานประกอบการ ธุรกิจเอสเอ็มอีให้มีศักยภาพมากขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะการทำธุรกิจก่อนจะประสบความสำเร็จก็ล้วนมีปัญหาทั้งเรื่องมาตรฐานการผลิต คุณภาพสินค้า การตลาด เมื่อทางภาครัฐเข้ามาช่วยให้คำแนะนำ สนับสนุนเชื่อว่าจะยกระดับธุรกิจเอสเอ็มอีให้เจริญเติบโตได้
                      เช่นเดียวกับ “ดลธรรม ยืนยง” ตัวแทนบริษัท พูนสิน พรีซิซั่น จำกัด เล่าว่า เขาและเพื่อนได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับสายช่างมาตั้งแต่ปี 2539 ทุกอย่างก็ราบรื่น ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่พอมาระยะเวลาหนึ่งเกิดปัญหาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาด้านการเงิน การลงทุน การทำบัญชี ความร่วมมือในหลายๆ เรื่อง เมื่อได้รู้จักโครงการดังกล่าวจึงเข้าร่วมโครงการ ซึ่งตอนนี้มีอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญจาก มทร.ธัญบุรี เข้ามาให้คำแนะนำ คอยช่วยเหลือ ทำให้เห็นถึงปัญหา และวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ขณะที่ภาครัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนเงินทุน อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจ มีทั้งประสบความสำเร็จ และล้มเหลว แต่ถ้าล้มเหลวแล้วอย่าอายที่จะขอความช่วยเหลือ และขณะนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี ที่ภาครัฐ มหาวิทยาลัยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนายกระดับธุรกิจเอสเอ็มอีของไทย
                      ไม่มีใครรู้ว่าเส้นทางที่เลือกเดินจะมีขวางหนาม หรือกลีบกุหลาบ แต่สำหรับ “ศุภางค์ แก้วแซ่ม” ตัวแทนจาก บริษัท สาธิตา การ์เม้นท์ จำกัด บอกว่า หลังจากตกงานก็ได้ผันตัวเองมาเป็นแม่ค้าขายเสื้อผ้าตามตลาดนัด มองเห็นช่องทางในการทำธุรกิจ จึงได้ร่วมกับเพื่อนๆ ผลิตเสื้อผ้ายูนิฟอร์ม ชุดทำงานขาย และพลิกผันอีกครั้ง แยกตัวกับเพื่อนๆ มาผลิตชุดยูนิฟอร์มขายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ด้วยความมุ่งมานะ ไม่ลดละความพยายาม
                      “กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนมาตลอด ตอนนี้แม้ยังไม่ประสบความสำเร็จดั่งที่ตั้งใจไว้ แต่เชื่อว่าเมื่อเข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยเริ่มมีผู้เชี่ยวชาญจาก มทร.ธัญบุรี และเงินทุนจาก สสว. ธนาคารต่างๆ มาช่วยสนับสนุนพัฒนา ปรับแนวทางในการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะลดต้นทุนการผลิต รวมถึงมีการนำเส้นใยผ้า หรือการออกแบบเสื้อผ้าโดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ ของมหาวิทยาลัยมาปรับใช้ ทำงานร่วมกัน นอกจากนั้น ยังเป็นการแลกเปลี่ยนทั้งความรู้ นวัตกรรม และยังได้นักศึกษา บัณฑิตคุณภาพเข้ามาฝึกงาน ได้เห็นมุมมองพัฒนาธุรกิจร่วมกัน
                      นางศุภางค์ กล่าวว่า อยากให้ทุกคนเปิดโอกาสให้ตัวเองเข้าร่วมโครงการปรับแผนธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถเอสเอ็มอีโครงการที่จะทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีของคุณพัฒนาได้มากขึ้น ผู้สนใจสามารถติดต่อและสอบถามได้ที่ โทร.0-2549-3079 หรือ 0-2549-4990-2 หรือ http://www.rmutt.ac.th
——————–
(‘มทร.ธัญบุรี’ ยกระดับธุรกิจเอสเอ็มอี เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการให้อยู่รอด : โดย…ชุลีพร อร่ามเนตร)

เปิดม่านการศึกษา : 23 ก.พ. 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222886

เปิดม่านการศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  23 ก.พ. 2559

เปิดม่านการศึกษา : 23 ก.พ. 59

เปิดม่านการศึกษา : 23 ก.พ. 59 : โดย…ครูแจ่ม

                      กว่า 5 เดือนเรียนรู้ภารกิจกระทรวงศึกษาธิการได้ทะลุแทบทุกมิติ ชนิดที่เรียกได้ว่า “ต่อยอดสานต่องาน” จากรัฐมนตรีศึกษาธิการคนเก่าได้ทัน ยามนี้ของ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ เจ้ากระทรวงคุณครู เปรียบเหมือน “เสือติดปีก” รุกงานการศึกษาได้ใจคนไทยเกินร้อย เมื่อเทียบกับรัฐมนตรีศึกษาที่มาจากการ “เลือกตั้ง”แล้ว ผลงานล้ำหน้าเกินความคาดหมาย ไม่เสียยี่ห้อ “เสธ คสช.” เลยนะขอบอก!
                      เฉพาะงาน หินโหด ที่ทุกยุค ทุกรัฐบาล เพียรพยายามจะควบรวมอาชีวะรัฐ-เอกชน แต่ไม่เคยสำเร็จ แต่มาสำเร็จในยุค “บิ๊กหนุ่ย” คนรักครอบครัว ล่าสุด ได้มอบโจทย์ให้ผู้บริหารอาชีวะรัฐ-เอกชนทั้ง 1,200 คน ร่วมศึกษาจุดอ่อน จุดแข็งของแต่ละแห่ง แล้วร่วมทำแผนแก้ไข พัฒนาร่วมกัน โดยเฉพาะต้องสร้างภาพลักษณ์ที่ดี จูงใจให้เด็กมาเรียนอาชีวะหรือสายอาชีพเพิ่มมากขึ้น แต่ต้องไม่มีการแย่งเด็ก รวมทั้งให้ร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาอาชีวะเป็นเลิศเฉพาะด้าน
                      “ธงของผมคือ ทำให้อาชีวะแข็งแรง เพราะฉะนั้น เรื่องใดที่ทำ หากต้องใช้เงินก็บอกผมมา ผมพร้อมจะผลักดัน ถ้าเป็นเรื่องที่เหมาะสม” บิ๊กหนุ่ย ให้สัญญาแบบฉบับชายชาติทหาร
                      ยามนี้ “วังจันทรเกษม” จึงสงบ สุข ไร้แนวต่อต้านการขับเคลื่อนงานปฏิรูปการศึกษา จึงรุกเดินหน้าไปพร้อมๆ กันในหลายระดับการศึกษา  ที่น่าจับตาและสะท้อนความเป็นนักบริหารแบบมืออาชีพ พิสูจน์ได้จากการจะลงมือแก้ไขปัญหาใดๆ  จะมีการมอบหมายให้ทำการศึกษาวิจัย แบบรอบด้าน  เพื่อแก้ไขปัญหาการศึกษาให้ตรงจุด หรือ “เกาให้ถูกที่คัน”
                      การมีข้อมูลจากการศึกษาวิจัย แทนทำตามเพราะเชื่อคำ “เขาเล่าว่า” นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีของการชูธงขับเคลื่อนงานการปฏิรูปการศึกษาไทย ที่จำเป็นต้อง ปรับ ขยับ เพื่อให้รู้เท่าทันกับสถานการณ์โลก ที่เปลี่ยนแปลงทุกวินาที
                      “ครูแจ่ม” ฝากเรื่องการจัด “คนลงสู่ตำแหน่งบริหาร” หากเลือกคนเก่ง คนดี คนมีความรู้ ความสามารถ และเป็นนักบริหารมืออาชีพ ที่เปิดใจรับรู้ และร่วมมือกับภาคีเครือข่ายการศึกษาภาคประชาชน การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้อาจไม่หลงทางนะขอบอก!!
——————–
(เปิดม่านการศึกษา : 23 ก.พ. 59 : โดย…ครูแจ่ม)

78 ปีทอง ครองความยอดเยี่ยม ‘เตรียมอุดมศึกษา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222885

การศึกษา,เตรียมอุดมศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  23 ก.พ. 2559

78 ปีทอง ครองความยอดเยี่ยม ‘เตรียมอุดมศึกษา’

78 ปีทอง ครองความยอดเยี่ยม ‘เตรียมอุดมศึกษา’ : ดร.จุไรรัตน์ วรรณยิ่ง … รายงาน กรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ชมรมครูเก่าเตรียมอุดมศึกษา

                      จากบทกวีของ “ศาสตราจารย์ หม่อมหลวง ปิ่น มาลากุล” ข้างต้นนี้ สะท้อนให้เห็นคุณค่าและความสำคัญของการศึกษา ซึ่งเป็นประดุจแสงเทียนส่องทาง ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เห็นคุณค่าของการศึกษา และช่วยกันเป็นแรงขับเคลื่อนให้การศึกษาของชาติพัฒนาอย่างยั่งยืนสืบไป
                      โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา(ต.อ.) เป็นสถานศึกษาที่เกิดจากวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกลของ “ศ.ม.ล.ปิ่น มาลากุล” ผู้อำนวยการคนแรก)และผู้ก่อตั้งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2480 ซึ่งยังคงครองความเป็นหนึ่งในด้านคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาไว้ได้อย่างยาวนานต่อเนื่องมาถึง 78 ปี
                      “คุณหญิงสุชาดา ถิระวัฒน์” อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้ถ่ายทอดความประทับใจว่า “ศ.ม.ล.ปิ่น มาลากุล ได้วางแบบอย่างไว้ดีมาก ครูเก่าจะคอยเป็นพี่เลี้ยงครูใหม่ ให้คำแนะนำ เป็นที่ปรึกษา ในลักษณะพี่ดูแลน้อง ครูก็ใกล้ชิดนักเรียนตลอด จึงก่อให้เกิดสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น อบอุ่น ศิษย์เก่าทั้งหลายมีความรัก ผูกพันกับโรงเรียน กลับมาช่วยเหลือโรงเรียน ผู้บริหารจึงมีกำลังใจในการสืบสานวิถีเตรียมฯ เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ และคุณธรรม โดยมีสมาคมผู้ปกครองและครู และสมาคมนักเรียนเก่าให้ความร่วมมือ และสนับสนุนกิจกรรมของโรงเรียนอย่างดียิ่งเสมอมา”
                      น.อ.พิเศษ นพ.ไพศาล จันทรพิทักษ์ นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เผยความในใจว่า “สมาคมยินดีสนับสนุนกิจกรรมของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะครูที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ยังมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีความรู้ มีความสามารถในการถ่ายทอดวิชาความรู้ สมาคมก็ยินดีสนับสนุนค่าตอบแทนในการสอน โดยจ้างเป็นอาจารย์พิเศษ เพื่อให้การเรียนการสอนไม่ขาดช่วง เช่น วิชาคณิตศาสตร์ วิชาชีววิทยา วิชาเคมี วิชาฟิสิกส์ วิชาภาษาไทย วิชาภาษาอังกฤษ  วิชาศิลปะ วิชาดนตรี วิชาพลานามัย ฯลฯ”
                      ส่วน “ดร.ปรเมษฐ์ โมลี” ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาคนปัจจุบัน ให้แนวคิดในการบริหารโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศว่า เตรียมอุดมศึกษามีการพัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรของโรงเรียนให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐในการบริหารประเทศไทย นั่นคือการเตรียมความพร้อมสู่สังคมอาเซียน ด้วยการพัฒนาครูและนักเรียน ครูเป็นต้นแบบให้นักเรียนยอมรับและปรับตัวอย่างเป็นรูปธรรม โรงเรียนจัดโครงการพัฒนาบุคลากรให้สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดี โดยจัดอาจารย์ชาวต่างชาติเจ้าของภาษาเป็นผู้สอน และกำหนดให้ครูทุกคนเข้าเรียน โดยมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์
                      “เตรียมอุดมศึกษามีการร่างหลักสูตรนานาชาตินำร่องเป็นโรงเรียนแรก โดยได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญ อาจารย์มหาวิทยาลัย ครูเก่า นักเรียนเก่า ร่วมกันร่างหลักสูตรเป็นแผนแม่บท เพื่อเป็นแนวทางให้โรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศนำไปเป็นตัวอย่าง” ดร.ปรเมษฐ์ กล่าวด้วยรอยยิ้ม
                      สำหรับนโยบายของ พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการให้ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้นั้น ดร.ปรเมษฐ์ ให้ความเห็นว่า “เป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะใครๆ ก็มักจะมองว่าเด็กเตรียมอุดมศึกษาคงจะเครียดเพราะโรงเรียนเน้นแต่การเรียนด้านวิชาการ แต่จริงๆแล้วเตรียมอุดมฯ มีกิจกรรมเสริม เพื่อให้นักเรียนได้ผ่อนคลายตามความถนัดและความสนใจ ทั้งด้านดนตรี กีฬา เห็นได้จากผลงานที่เพิ่งผ่านพ้นไป เมื่อวันที่ 29-30 มกราคม นักเรียนเตรียมอุดมศึกษาจัดคอนเสิร์ต ต.อ.บ้านแห่งรัก ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ปรากฏว่าได้รับคำชื่นชมจากผู้มาร่วมงานว่า เด็กทำได้ดีมากในระดับมืออาชีพ”
                      น้องฟรัง นรีกุล เจตน์ประภากร นางเอกละครซีรีส์ฮอร์โมนวัยว้าวุ่น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แผนการเรียนวิทย์-คณิต กล่าวถึงความประทับใจว่า “โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเปรียบเหมือนบ้านหลังที่สองของหนู มีคุณครูให้ความรักและความรู้ประดุจพ่อแม่ มีเพื่อนให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่างๆ ทำให้รู้สึกภูมิใจที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนที่ดีที่สุด แม้จะเป็นพระเกี้ยวน้อย แต่จะคงยิ่งใหญ่ในใจพวกเราเด็กเตรียมอุดมฯ ทุกคนตลอดกาลแน่นอน”
                      ในโอกาส “งานวันคืนสู่เหย้าเด็กเตรียม” กำลังจะมาถึง ดร.พสุ โลหารชุน อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม  ในฐานะนายกสมาคมนักเรียนเก่าเตรียมอุดมศึกษา ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวเชิญชวนศิษย์เก่าทุกรุ่นให้มาร่วมกันแสดงพลังแห่งความรักโรงเรียน ในงานคืนสู่เหย้า วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2559 ตั้งแต่เวลา 16.00-22.00 น. ณ สนามฟุตบอลโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท  กรุงเทพมหานคร งานนี้จะมีศิษย์เก่ามาร่วมกันสร้างสีสันอย่างคับคั่ง เช่น “บอย” ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์, “หมอก้อง” สรวิศ สุบุญ, “ตุ๊ก” ญาณี จงวิสุทธิ์, “หมิว” ลลิตา ปัญโญภาส, อรรณพ กิตติกุล ฯลฯ สนใจสำรองบัตรได้ที่สมาคมนักเรียนเก่า โทร.0-2253-2325  หรือติดต่อลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ http://www.triamudom-alumni.com/register-59
——————–
(78 ปีทอง ครองความยอดเยี่ยม ‘เตรียมอุดมศึกษา’ : ดร.จุไรรัตน์ วรรณยิ่ง … รายงาน กรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ชมรมครูเก่าเตรียมอุดมศึกษา)

ส่อปิด!อาชีวะ64แห่งมีเด็ก1-100คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/222854

การศึกษา,อาชีวะ,เอกชน,ปิด,ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  22 ก.พ. 2559

ส่อปิด!อาชีวะ64แห่งมีเด็ก1-100คน

เผยอาชีวะเอกชน 64 แห่งมีเด็ก 1-100 คน ‘เลขาฯอาชีวะ’ ชี้เรื่องใหญ่ต้องแก้ไขหวั่นปิดตัว

                      เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า จากการสำรวจข้อมูลผู้เรียนในสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนทั่วประเทศ 461 แห่ง พบว่ามีผู้เรียนทั้งระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) รวม 287,184 คน ขณะที่สถานศึกษาอาชีวศึกษาของรัฐ 425 แห่ง ซึ่งมีจำนวนสถานศึกษาน้อยกว่าเอกชน แต่กลับมีจำนวนผู้เรียนทั้งระดับ ปวช.และ ปวส.รวม 670,457 คน
                      นายชัยพฤกษ์ กล่าวว่า เมื่อจำแนกสถานศึกษาเอกชนตามจำนวนนักเรียนพบว่ามีถึง 276 แห่ง หรือคิดเป็น 59% ของสถานศึกษาเอกชนทั้งหมดมีผู้เรียนน้อยกว่า 500 คน แบ่งเป็นสถานศึกษาที่มีผู้เรียน 1-100 คน จำนวน 64 แห่ง สถานศึกษาที่มีผู้เรียน 101-200 คน จำนวน 63 แห่ง สถานศึกษาที่มีผู้เรียน 201-300 คน จำนวน 58 แห่ง สถานศึกษาที่มีผู้เรียน 301-400 คน จำนวน 52 แห่ง และสถานศึกษาที่มีผู้เรียน 401-500 คน จำนวน 39 แห่ง ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องแก้ไขปัญหา เพราะหากปล่อยไว้อาชีวศึกษาเอกชนอาจจะต้องปิดตัวลง โดยเฉพาะอาชีวศึกษาเอกชนที่มีจำนวนนักเรียนน้อยมากๆ
                      “ผมได้มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ไปวิเคราะห์ตัวเลขที่เหมาะสมว่าวิทยาลัยอาชีวศึกษา 1 แห่ง ควรจะต้องมีผู้เรียนขั้นต่ำกี่คนจึงจะอยู่รอด โดยจะไม่ใช้แนวทางการยุบรวมวิทยาลัยที่มีผู้เรียนน้อย แต่จะหาวิธีเพิ่มผู้เรียนในวิทยาลัยที่มีเด็กเรียนน้อย ซึ่งต้องลงไปดูเป็นรายจังหวัด เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีวิทยาลัยอาชีวศึกษารัฐบางแห่งรับเด็กโดยไม่จำกัดจำนวนทำให้เด็กไปเรียนวิทยาลัยอาชีวะเอกชนน้อย ดังนั้นแนวทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหานี้คือ การจำกัดจำนวนการรับเด็กในวิทยาลัยอาชีวะรัฐ เพื่อเกลี่ยเด็กให้วิทยาลัยเอกชนมากขึ้น การเปิดห้องเรียนสาขาโดยให้ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั้งรัฐและเอกชนที่มีชื่อเสียงและมีศักยภาพไปเปิดห้องเรียนสาขาในอาชีวะที่มีผู้เรียนน้อย การพัฒนาให้เป็นวิทยาลัยเฉพาะทาง เป็นต้น” นายชัยพฤกษ์กล่าว
                      ด้าน นายจอมพงศ์ มงคลวนิช นายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สวทอ.) กล่าวว่า จากที่ประชุมร่วมกันเมื่อเร็วๆ นี้ เห็นทิศทางการทำงานที่ชัดเจนว่าจะร่วมมือกันอย่างไร อาทิ การใช้ทรัพยากรร่วมกัน การพัฒนาบุคลากรและจะกำหนดแผนการรับนักเรียนด้วยกัน ซึ่งขณะนี้ได้ตั้งประธานวิทยาลัยเอกชนประจำจังหวัดแล้วเพื่อทำงานร่วมวิทยาลัยในพื้นที่ร่วมกัน กำหนดสัดส่วนการรับที่เหมาะสม
                      นายจอมพงศ์ กล่าวด้วยว่า กรณีที่วิทยาลัยเอกชนขนาดเล็กมีจำนวนนักเรียนน้อยและสุ่มเสี่ยงจะปิดตัวนั้นก็เป็นไปตามกลไกของตลาด ทั้งการรับนักศึกษาของภาครัฐที่มากขึ้น ในอดีตจำนวนประชากรซึ่งเป็นปัญหาต่อเนื่องนับสิบปี แต่จากนี้เมื่อมีแผนและข้อมูลชัดเจนว่าความต้องการคนเท่าไรสาขาอะไรก็จะทำให้การวางแผนผลิตของรัฐและเอกชนสอดคล้องมากขึ้น
                      นายอนุพงศ์ มกรานุรักษ์ วิทยาลัยเทคโนโลยีอีสานเหนือ ในฐานะอุปนายก สวทอ.ดูแลกลุ่มอีสาน กล่าวว่า ในพื้นที่ 20 จังหวัดของภาคอีสานมีวิทยาลัยอาชีวเอกชนทั้งสิ้น 182 แห่ง ในจำนวนนี้เกินครึ่งที่พบว่ามีนักเรียนต่ำกว่า 500 คน ซึ่งปัญหาจำนวนเด็กลดนั้นสะสมต่อเนื่องมานับสิบปี ส่วนหนึ่งเพราะจำนวนประชากรลดลง แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากนโยบายเพิ่มจำนวนผู้เรียนสายอาชีพทำให้วิทยาลัยของรัฐพยายามที่จะเพิ่มผู้เรียนให้ได้ตามเป้าที่กำหนด โดยเปิดรับเด็กมากกว่า 1 รอบ เวลานี้จะเห็นได้ว่าวิทยาลัยที่อยู่ในเมืองอย่างวิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยอาชีวศึกษา มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก ขณะที่กลุ่มวิทยาลัยเล็กๆ ที่กระจายอยู่ตามอำเภอเด็กลดลง
                      นอกจากนั้นยังพบปัญหาว่า เมื่อเด็กจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว โรงเรียนไม่ปล่อยเด็กออกมา แต่ดึงเด็กให้เรียนต่อชั้น ม.4 เด็กที่เรียนได้ก็ไม่มีปัญหา แต่เด็กที่เรียนไม่ไหวสุดท้ายก็ต้องออกกลางคัน หรือแม้แต่การที่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ขยายตัวมาเปิดในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ก็ส่งผลกระทบเช่นกัน
                      “หลายวิทยาลัยมีปัญหาจำนวนเด็กลดลง ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการควบรวมก็ทราบมาว่ามีบางวิทยาลัยเตรียมประกาศขายกิจการ แต่เวลานี้ควบรวมกันแล้วใช้โครงสร้างเดียวกันก็เชื่อว่าจะเกิดความร่วมมือกันได้มากขึ้น” นายอนุพงศ์กล่าว