อย.เตือน’ยาโปร’ดับอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223190

การศึกษา-สาธารณสุข  :  26 ก.พ. 2559

อย.เตือน’ยาโปร’ดับอนาคต

ลองยาโปร ไม่ได้โก้ ดับอนาคตเยาวชน ดับอนาคตชาติเรา

                      อย.เผยแพร่คลิป ‘อุทาหรณ์ยาโปร’ ผ่านบทเพลงเพื่อสะท้อนสังคมวัยรุ่นยุคปัจจุบัน โดย แอ๊ด คาราบาว ระบุ ที่ผ่านมา มีวัยรุ่นนำยามาใช้ในทางที่ผิด จนก่อให้เกิดอันตราย ทั้งผู้ใช้ ครอบครัวและสังคม เพลงอุทาหรณ์ยาโปร จึงขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยรณรงค์ให้ผู้ใช้ หรือผู้คิดจะใช้ หันมาตระหนักถึงผลกระทบที่อาจตามมา ความสนุกเพียงชั่วคราว อาจทำให้ชีวิตพังไปยาวนาน
                      พ่อแม่ผู้ปกครองต้องดู ต้องใส่ใจ ให้ความอบอุ่นแก่ลูกหลาน ต้องรู้เท่าทัน และต้องช่วยกันป้องกันไม่ให้ลูกหลานใช้ยาโปรในทางที่ผิด
                      โดย “ยาโปร” คือการนำยาที่ใช้ทางการแพทย์ มาใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะพบมากในกลุ่มวัยรุ่น มีการนำยาโปรโคดิล หรือยาทามาดอล ที่มีฤทธิ์แก้ไอ แก้แพ้ แก้อาเจียน มาผสมกับน้ำอัดลมดื่ม หวังให้เกิดอาการมึนเมาแทนเหล้า เมื่อดื่มบ่อยๆ ก็จะก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกาย บางรายถึงขั้นขาดสติและชักกระตุก หากช่วยไม่ทันก็ทำให้เสียชีวิตได้
                      หากลูกหลานท่านไม่ได้มีอาการป่วย แต่พกยาเหล่านี้ติดตัว ให้เข้าไปสอบถาม และให้คำแนะนำที่ดีแก่ลูกหลานของท่านค่ะ
————————-
(ขอบคุณเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม : FDA Thai : อุทาหรณ์ยาโปร – แอ๊ด คาราบาว)

 

ผงะ!ผ่าตัดสาวท้องโตเจอก้อนเนื้องอกหนัก34กก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223184

เนื้องอกรังไข่,ผงะ,ผ่าตัด,สาว,ท้อง,เจอ,เนื้องอก,หนัก

การศึกษา-สาธารณสุข  :  26 ก.พ. 2559

ผงะ!ผ่าตัดสาวท้องโตเจอก้อนเนื้องอกหนัก34กก.

ผงะ! รพ.ราชวิถีผ่าตัดสาวท้องโตนาน 2 ปี พบก้อนเนื้องอกรังไข่หนัก 34 กิโลกรัม เส้นผ่าศูนย์กลาง 45 เซนติเมตร แพทย์เผยใหญ่สุดที่เคยเจอ

      26 ก.พ.59 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่โรงพยาบาลราชวิถี นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ พร้อมด้วย นพ.มานัส โพธาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี และทีมแพทย์ที่ให้การผ่าตัด ร่วมกันแถลงข่าวผลการผ่าตัดนางโสภา (สงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี ที่ได้รับการส่งตัวจากโรงพยาบาลสมุทรปราการ หลังมีก้อนเนื้อในช่องท้องมานานกว่า 2 ปี โดย นพ.สุพรรณ กล่าวว่า กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) จะเป็นผู้ดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการรักษา
      นพ.เกษม เสรีพรเจริญกุล หัวหน้ากลุ่มงานสูตินรีเวช โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า หลังดูผลการตรวจจากโรงพยาบาลสมุทรปราการ โรงพยาบาลราชวิถีได้ตรวจเพิ่มและวินิจฉัยพบว่าเป็นเนื้องอกรังไข่ จากนั้นได้มีการตรวจเลือด ตรวจเอ็กซเรย์ ตรวจคลื่นหัวใจ และทำการผ่าตัดเมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 26 ก.พ. โดยใช้เวลาในการผ่าตัด 3 ชั่วโมง เพื่อนำก้อนเนื้องอกที่รังไข่ข้างซ้ายออกมา ก้อนดังกล่าวน้ำหนัก 34 กิโลกรัม เส้นผ่าศูนย์กลาง 45 เซนติเมตร โดยก้อนเนื้องอกเป็นถุงน้ำอยู่ด้านใน เมื่อเปิดดูด้านในจะเป็นหย่อมก้อนแข็งๆจึงได้ส่งพยาธิแพทย์ในการตรวจวิเคราะห์ต่อไป หลังผ่าตัด คนไข้ฟื้นตัวดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อน และจะมีการดูแลอย่างใกล้ชิด คาดว่าจะพักฟื้นที่โรงพยาบาลอีกประมาณ 4-5 วัน
      “เนื้องอกรังไข่พบบ่อยครั้งไม่มีอาการ ขอให้สตรีทุกคนตรวจร่างกายทุกปีว่าก้อนรังไข่โตหรือไม่ หากมีภาวะรังไข่โตจะทำให้มีอาการ ท้องโต เบื่ออาการ กินไม่ได้ ถ้าก้อนผิดปกติ มีบิดขั้ว ก้อนแตกจะทำให้ปวดท้อง เกิดขึ้นได้ทั้งคนที่แต่งงาน และยังไม่ได้แต่งงาน แต่ไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่ชัดเจน ที่ผ่านมาจะเจอบ่อย ขนาดโตที่สุดประมาณ 10 กิโลกรัม แต่ไม่ใหญ่เท่านี้ แต่ถือว่าใหญ่มากเช่นกัน หากไม่รีบผ่าออกจะทำให้รังไข่บางมาก และสุดท้ายจะแตกออกทำให้ปวดท้องมาก ต้องมาผ่าตัดออก” นพ.เกษม กล่าว

‘ดร.ธนู’เร่งสร้างภาพลักษณ์ม.เอแบค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223182

เอแบค,ธนู,เร่ง,สร้าง,ภาพลักษณ์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  26 ก.พ. 2559

‘ดร.ธนู’เร่งสร้างภาพลักษณ์ม.เอแบค

‘อธิการบดี ม.เอแบค’ เดินหน้าแก้ปัญหาความขัดแย้ง พร้อมเร่งสร้างภาพลักษณ์ เป็น ม.ที่มีชื่อเสียง มีอธิการบดี คณะผู้บริหารชัดเจน หลังพบเด็กสมัครเรียนน้อยลง

       26 ก.พ.2559 ดร.ธนู กุลชล ผู้ปฎิบัติหน้าที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ(ม.เอแบค)กล่าวว่าเมื่อเร็วๆนี้(25ก.พ.59) คณะกรรมการควบคุมม.เอแบค และตน ได้เข้าพบพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ซึ่งถือเป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างตนและรมว.ศึกษาธิการ โดยในการหารือ ตนได้เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของสภามหาวิทยาลัยที่เกิดการแบ่งฝ่าย จนทำให้ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ว่าวิธีเดียวที่ทำให้ปัญหาดังกล่าวคลี่คลายโดยเร็ว ต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ที่ได้รับการยอมรับจากทั้ง2ฝ่าย โดยจะต้องนำรายชื่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ไปให้ทั้ง2ฝ่ายพิจารณาว่ามีความเป็นกลาง สามารถสอบสวนหาข้อเท็จจริงได้ และถ้าอยากให้สอบสวนในเรื่องใด มีเอกสารข้อมูลอะไร ทั้ง2ฝ่ายจะต้องให้ความร่วมมือ ซึ่งหากดำเนินการด้วยวิธีดังกล่าว หากแก้ปัญหาดังกล่าวที่ทำให้เกิดข้อขัดแย้ง ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันของกรรมการสภามหาวิทยาลัย เชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาเอแบคได้แน่นอน
       “รมว.ศึกษาธิการ เห็นด้วยที่ต้องเร่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ที่ได้รับการยอมรับจากทั้ง2ฝ่าย โดยขณะนี้ได้รายชื่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เรียบร้อยแล้ว และได้นำรายชื่อ ข้อมูลของกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมดไปให้ฝั่งของภราดาบัญชา แสงหิรัญ พิจารณาแล้ว ซึ่งทางฝั่งของภราดาบัญชา ยอมรับรายชื่อคณะกรรมการฯ ไม่ติดขัดอะไร ส่วนฝั่งดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล ซึ่งมี ภราดาวิริยะ ฉันทวโรดม” (หลุยส์ ชาแนล) ที่ถือเป็นผู้อาวุโสสูงสุด ก็ได้นัดจะเข้าไปพบและเสนอรายชื่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง วันอังคารที่1มี.ค.นี้ ซึ่งหากฝั่งภราดาวิริยะ ยอมรับรายชื่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ก็จะแจ้งไปยังคณะกรรมการควบคุมม.เอแบค และเดินหน้าสอบสวนข้อเท็จจริงได้ทันที”ดร.ธนู กล่าว
       ดร.ธนู กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ตอนนี้บรรยากาศของม.เอแบคยังไม่มีอะไรที่น่ากังวล หรือเป็นห่วง ทุกอย่างเรียบร้อยดี และตนก็ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายด้วยดี ซึ่งหากไม่มีปัญหาใหม่เกิดขึ้น คาดว่า 6 เดือนจะสามารถแก้ไขปัญหาและให้คณะกรรมการควบคุมฯ คืนอำนาจให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้งต่อไป
       ดร.ธนู กล่าวต่อไปว่าที่ผ่านมา แม้ปัญหาม.เอแบคเกิดจากความขัดแย้งภายใน ไม่ใช่เรื่องการจัดการศึกษา แต่หลังจากมีภาพเหตุการณ์วุ่นวาย ทะเลาะเกิดขึ้นและเผยแพร่ไปตามที่ต่างๆ ก็ก่อให้เกิดความไม่มั่นใจถึงความไม่สงบ ไม่ปลอดภัยในมหาวิทยาลัย ทำให้เกิดผลกระทบทางอ้อมในเรื่องภาพลักษณ์มหาวิทยาลัย จนขณะนี้ มีจำนวนเด็กที่มาสมัครเรียนเอแบคน้อยลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
       “ดังนั้น ผมและคณะผู้บริหารจึงได้ร่วมกันสร้างความเชื่อมั่น ให้แก่นักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติผ่านการประชาสัมพันธ์ เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างความเข้าใจ และความมั่นใจให้แก่นักศึกษาผู้ปกครอง และแสดงให้เห็นว่า ม.เอแบค มีอธิการบดี ผู้บริหาร รวมถึงเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง มีความปลอดภัยเช่นเดิม”ดร.ธนู กล่าวทิ้งท้าย

‘อาชีวะ’พัฒนาภาษามือยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223154

พิการ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  26 ก.พ. 2559

‘อาชีวะ’พัฒนาภาษามือยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ

‘อาชีวะ’พัฒนาภาษามือยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ : ภูดิศ เชื้อประดิษฐ์

           “ภาษามือของช่างอุตสาหกรรมยังไม่มีการกำหนดขึ้น ไม่มีรูปแบบในการใช้คำศัพท์ช่างที่แน่นอน มีแต่ภาษามือพื้นฐาน เมื่อเด็กมาเจออุปกรณ์ช่างก็ไม่รู้จะสื่ออย่างไร ล่ามที่จบมาก็ไม่มีภาษามือสำหรับอุปกรณ์ช่างพื้นฐาน” พรอนันต์ ภักดีบุญ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีพพุทธมณฑล กล่าว

ภาษามือ เป็นภาษาสำหรับคนหูหนวก ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกัน โดยอาศัยการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง และการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อประกอบการสื่อสาร ทว่าการใช้ภาษามือนั้นไม่ใช่ภาษาสากลที่สามารถใช้ได้ครอบคลุมทุกประเทศ เนื่องจากการใช้ภาษามือจะแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของภาษาในประเทศ หรือท้องถิ่นนั้นๆ

วิทยาลัยการอาชีพพุทมณฑล มีระบบการจัดการเรียนร่วมระหว่างนักศึกษาปกติและนักศึกษาพิการทางการได้ยิน ภาษามือจึงเป็นช่องทางในการสื่อสารกันระหว่างครูกับนักศึกษา แต่ก็พบว่าการใช้ภาษามือในการเรียนการสอนรายวิชาอุตสาหกรรมพื้นฐานของครูผู้สอน ล่ามภาษามือ และนักศึกษาพิการทางการได้ยินยังไม่มีคำศัพท์ภาษามือช่างที่เป็นคำศัพท์เฉพาะ จึงมีการกำหนดคำศัพท์ภาษามือช่างอุตสาหกรรมขึ้น

ผอ.พรอนันต์ กล่าวว่า คนพิการทั่วไปไม่มีอาชีพ วันนี้อาชีวะเตรียมคนเพื่อเข้าไปทำงานในสถานประกอบการ ตามมาตรา 33 พ.ร.บ.คุณภาพชีวิตคนพิการ ให้นายจ้างหรือหน่วยงานของรัฐ รับคนพิการเข้าทำงาน เด็กที่เข้าไปทำงานในบริษัทผู้ปกครองจะมีความกังวลว่าเด็กจะพบปัญหาว่า สื่อสารกับเพื่อนไม่ได้ เลยไม่ได้รับมอบหมายงาน

ในเริ่มแรกมีครูล่ามเข้าไปช่วยในการสื่อสารให้เด็กปรับเข้าหาบริษัทและบริษัทปรับเข้าหาเด็ก แต่ก็พบปัญหาเรื่องภาษามือที่ใช้ในเรื่องของช่างอุตสาหกรรมไม่ตรงกัน การจัดทำหนังสือคู่มือคำศัพท์ภาษามือช่างอุตสาหกรรมพื้นฐาน จุดประสงค์เราแก้ปัญหาช่องว่างระหว่างเด็กหูหนวกที่มาเรียนในสายอาชีพช่างอุตสาหกรรม ภาษามือของช่างอุตสาหกรรมในประเทศไทยยังไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นมันก็เท่ากับไม่มีรูปแบบ อีกทั้งเพื่อเป็นสื่อที่จะช่วยในการสอนของครู ภาษามือที่คิดออกมาแล้วจัดเป็นภาษามือไทยที่คู่คนหูหนวก ไม่ใช่เฉพาะที่วิทยาลัยแห่งนี้ คนหูหนวกอยู่ที่ไหนก็สามารถใช้ได้หมด

ขั้นตอนการกำหนดท่ามือคำศัพท์ภาษามือช่างอุตสาหกรรม เริ่มจากการแสดงภาพของวัตถุซึ่งเป็นที่มาของศัพท์ที่ต้องการจะกำหนดท่ามือ โดยมีคำศัพท์ภาษาไทยกำกับให้อาจารย์และนักศึกษาพิการทางการได้ยินดู จากนั้นครูช่างอุตสาหกรรมจะอธิบายการใช้งานในทางงานช่างอุตสาหกรรมของวัตถุนั้น เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่คณะดำเนินงาน คนหูหนวกในคณะดำเนินงานทั้งหมดจะร่วมกันพัฒนาท่าภาษามือที่เหมาะสม สอดคล้องและสื่อความหมายเสนอต่อคณะดำเนินงาน จากนั้นคณะดำเนินงานทั้งหมดจะร่วมกันสร้างประโยคที่บรรจุท่าภาษามือของศัพท์แต่ละคำคำละ 1 ประโยค เพื่อใช้สำหรับการสื่อสาร

เมื่อคณะดำเนินงานร่วมกันพิจารณาท่ามือและมีความเห็นร่วมกันว่า ทั้งคำศัพท์ภาษามือและประโยคภาษามือสามารถสื่อความหมายได้แล้ว จึงดำเนินการบันทึกวีดิทัศน์เป็นรายศัพท์หลังจากมีการกำหนดท่ามือคำศัพท์ภาษามือแล้ว คณะดำเนินงานสามารถกำหนดคำศัพท์ภาษามือช่างอุตสาหกรรมพื้นฐานได้ 126 คำ ซึ่งคำศัพท์แต่ละคำจะมีองค์ประกอบ 5 ส่วน คือ ภาพประกอบคำศัพท์ คำศัพท์ที่เป็นภาษาไทย คำศัพท์ที่เป็นภาษามือไทย ประโยคที่เป็นภาษาไทย และประโยคที่เป็นภาษามือไทย

“หลังจากมีการจัดทำหนังสือคำศัพท์ภาษามือช่างอุตสาหกรรมเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการพัฒนาสื่อการสอนในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวเพื่อให้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น จากนั้นจะมีการจัดพิมพ์ส่งให้สถานศึกษาที่มีคนหูหนวกทั่วประเทศ และรวมถึงสถานศึกษาที่รับเด็กหูหนวกไปเรียนทุกสถาบัน ในอนาคตเราจะพัฒนาครูอาชีวะให้รู้และมีความสามารถมากขึ้น รวมถึงพัฒนาครูฝึกในสถานประกอบการให้สามารถรองรับนักศึกษาผู้บกพร่องทางการได้ยินให้มีสถานที่ในการทำงาน” ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีพพุทธมณฑล กล่าว

ปัจจุบันวิทยาลัยการอาชีพพุทธมณฑลได้เปิดการเรียนการสอนสำหรับผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินทั้งหมด 5 สาขา ได้แก่ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ และช่างไฟฟ้ากำลัง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาเทคโนโลยีสำนักงาน ติดตั้งไฟฟ้า และธุรกิจค้าปลีก โดยสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ http://www.biac.ac.th หรือ โทร.0-3424-6194-5


จ่อเอาผิดเว็บโฆษณาขายบุหรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223135

สาธารณสุข,บุหรี,เว็บไซต์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 ก.พ. 2559

จ่อเอาผิดเว็บโฆษณาขายบุหรี่

สธ.เช็กพบ 50 เว็บโฆษณาขายบุหรี่ บางเว็บผู้เข้าชมมากกว่า 2 ล้าน ตั้งคณะทำงานเอาผิด เดินหน้าผลักดันร่าง พ.ร.บ.ควบคุมยาสูบฉบับใหม่ ย้ำไม่กระทบชาวไร่

                      เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559 ที่กระทรวงสาธารณสุข ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 1/2559 ว่า เยาวชนยังสามารถเข้าถึงบุหรี่ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะทางสื่อออนไลน์ โดยผลการเฝ้าระวังทางอินเทอร์เน็ตของกรมควบคุมโรคในเดือนมกราคม 2559 พบว่า มีเว็บไซต์ที่โฆษณาขายบุหรี่มากถึง 50 เว็บไซต์ บางเว็บไซต์มีผู้เข้าชมมากกว่า 2 ล้านครั้ง ทำให้ในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมาอัตราการสูบบุหรี่ในกลุ่มวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2547 พบร้อยละ 6.58 เพิ่มเป็นร้อยละ 8.25 ในปี 2557 เฉลี่ยร้อยละ 0.17 ต่อปี ทั้งที่ในช่วงก่อนหน้านั้นตั้งแต่ปี 2534 – 2547 อัตราการสูบบุหรี่ลดลงเฉลี่ยร้อยละ 0.42 ต่อปี ที่ประชุมได้มอบให้คณะอนุกรรมการจัดทำแผนฯ และคณะกรรมการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ที่ 2 การป้องกันมิให้เกิดผู้เสพรายใหม่และเฝ้าระวังธุรกิจยาสูบที่มุ่งเป้าไปยังเด็ก เยาวชน และนักสูบหน้าใหม่ เร่งรัดการศึกษา วิเคราะห์กระบวนการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนดำเนินการ 3 มาตรการ ได้แก่
                      1. เร่งรัดให้มีการเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมการบริโภคยาสูบบริเวณรอบสถานศึกษา และพื้นที่เสี่ยงที่เยาวชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบได้โดยง่าย
                      2. การโฆษณา/การขายผลิตภัณฑ์ยาสูบในการตลาดออนไลน์ โซเชียลมีเดีย โดยให้กรมควบคุมโรค ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษา เฝ้าระวัง กำหนดมาตรการ แนวทางการดำเนินงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมการโฆษณาและการขายผลิตภัณฑ์ยาสูบผ่านสื่อออนไลน์และระบบอินเทอร์เน็ต ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กสทช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
                      3. การกำหนดเรื่องบุหรี่เป็นตัวชี้วัดในการประเมินสถานศึกษาตามระบบการนิเทศและประเมินผลสถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
                      ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาการบริโภคยาสูบในกลุ่มวัยรุ่น อายุ 15 – 18 ปี โดยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานควบคุมยาสูบในระดับจังหวัด ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบระดับจังหวัดทุกจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เพื่อดำเนินงานควบคุมการบริโภคยาสูบในระดับพื้นที่ให้เป็นรูปธรรม และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จะสนับสนุนงบประมาณลงไปในแต่ละจังหวัด ซึ่งขณะนี้ได้รับรายงานจาก สสส.ว่าดำเนินการไปแล้วกว่า 30 จังหวัด
                      ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเป็นการซ้ำซ้อนกับการทำงานของภาคประชาสังคมที่รับงบฯ สนับสนุนจาก สสส.เช่นกันหรือไม่ รมว.สธ. กล่าวว่า เป็นเรื่องรายละเอียดที่ สสส.จะต้องไปพิจารณา อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เจอในขณะนี้คือเด็กอายุ 14 – 18 ปี สูบบุหรี่มากขึ้นทั้งที่กฎหมายห้ามไม่ให้ขายบุหรี่ให้คนอายุต่ำกว่า 18 ปี เพราะฉะนั้น ต้องดำเนินการทำให้กฎหมายเรื่องนี้ศักดิ์สิทธิ์
                      ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. …. สธ.ยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้จะช่วยลดกลุ่มนักสูบ จากนี้จะเดินหน้าทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วนว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ต้องการให้ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น และไม่กระทบกับกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกยาสูบ เชื่อว่าชาวไร่จะเข้าใจ และสามารถเดินหน้าต่อไปได้ นอกจากนี้ ได้ออกระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการติดต่อระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประกอบการ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2559 ขึ้น โดยกำหนดหลักเกณฑ์ ขั้นตอน วิธีการ เฉพาะกรณีการติดต่อ หรือการขอเข้าพบระหว่างเจ้าหน้าที่ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขกับผู้ประกอบการหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ยาสูบเท่านั้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการลงประกาศเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเพื่อมีผลใช้บังคับต่อไป

‘เซปิง’เบี้ยวแจงสคบ.นัดใหม่4มี.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223131

สาธารณสุข,ดร.เซปิง ไชยศาส์น,ศัลยกรรม,สคบ.,แพทยสภา,สธ.,อำพล วงศ์ศิริ,นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 ก.พ. 2559

‘เซปิง’เบี้ยวแจงสคบ.นัดใหม่4มี.ค.

รมว.สธ.ย้ำ ‘เฟซออฟ’ จ้อเกินจริง ถ้าผิดต้องเอาผิด รพ.-นายหน้า ขณะที่ สคบ.เรียก ‘เซปิง’ เข้าให้ข้อมูล 4 มี.ค.นี้ หลังเบี้ยวนัดแรก

                      25 ก.พ. 59  ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการโฆษณาเกินจริงในเรื่องการทำศัลยกรรมใบหน้า โดยใช้คำว่าเฟซออฟ (Face off) ว่า ไม่อยากให้สังคมพุ่งเป้าหรือถกเถียงความหมายเกี่ยวกับคำว่าเฟซออฟ เพราะไม่เกิดประโยชน์ ที่ผ่านมา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและแพทยสภา ชี้แจงชัดเจนแล้วว่า ไม่มีชื่อเรียก หรือเทคนิควิธีนี้ สิ่งที่ทำก็ไม่ใช่การเปลี่ยนหน้า
                      “กรณีนี้ไม่ว่าจะเป็นสถานพยาบาล หรือนายหน้า หากทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการเอาผิด เพราะมีการโฆษณาเกินจริงเหมือนกัน ซึ่งดีกว่าการมาเล่นคำกัน และอยากให้ประชาชนสนใจเรื่องของความปลอดภัยจากการทำศัลยกรรมเป็นหลัก”
                      นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ให้สัมภาษณ์กรณี ดร.เซปิง ไชยศาส์น โฆษณาการทำศัลยกรรมใบหน้า และอาจเข้าข่ายการโฆษณาเกินจริงภายหลังการประชุมคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ ที่ สธ.ว่า ในวันที่ 4 มีนาคม 2559 ดร.เซปิง จะเข้าให้ข้อมูลกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่งจะเป็นการมาด้วยตัวเองหรือส่งผู้แทนก็ได้ หลังจากที่ไม่ได้เข้าให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ได้เชิญ นพ.กมล พันธ์ศรีทุม แพทย์ที่ถูกกล่าวอ้างถึงมาให้ข้อมูลแล้ว แต่แพทย์ท่านนี้ได้ส่งตัวแทนมาพบ สคบ. ทำให้ได้ข้อมูลแล้วบางส่วน จากนั้นจะนำมารวบรวมกับที่ ดร.เซปิง จะเข้าให้ข้อมูลต่อไป ซึ่งเป็นการสืบสวนสอบสวนจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งระบบเพื่อเอาผิดกับผู้ที่โฆษณาเกินจริง
                      “สคบ.อยู่ระหว่างศึกษาร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แพทยสภา โดยอาจจะมีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาใหม่ 1 ชุด เพื่อทำหน้าที่ในการร่างระเบียบในการควบคุมเอเจนซี หรือนายหน้าที่ทำการโฆษณาเกินจริงเรื่องสุขภาพและความงามเหมือนเช่นที่ประเทศเกาหลีใต้ เพราะปัจจุบันคลินิกเสริมความงามมีการใช้เอเจนซีเข้ามามาก อาจมีโทษทั้งจำและปรับเหมือน พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 ที่มีการเอาผิดกับเอเจนซีด้วย โดยจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (บอร์ด สคบ.) ในวันที่ 11 มีนาคม 2559”

‘ดาว์พงษ์’ไม่ปล่อยเงินสกสค.800ล้านสูญเปล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223126

การศึกษา,บิ๊กหนุ่ย,ดาว์พงษ์,โพลล์,ศธ.,บิ๊ก,หนุ่ย,อันดับ,ทำงาน,ประทับใจ,สกสค.

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 ก.พ. 2559

‘ดาว์พงษ์’ไม่ปล่อยเงินสกสค.800ล้านสูญเปล่า

สกสค.เรียกขอเอกสารเพิ่มจาก บ.หนองคายน่าอยู่ฯ เพื่อใช้ตรวจสอบกับราคาหุ้นที่ตกลงซื้อขายสมเหตุสมผลหรือไม่ ลั่นไม่ยอมให้เงิน สกสค. 800 ล้านบาทสูญเปล่า

                      25 ก.พ. 59  พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการสวัสดิภาพครูและ บุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้รายงานผลการลงพื้นที่ไปตรวจสอบ การดำเนินการของบริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด ที่จังหวัดหนองคาย หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ สรุปสำนวนคดี บริษัท หนองคายน่าอยู่ ขายหุ้นให้คณะกรรมการกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตาม โครงการสวัสดิการเงินกู้กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทาง การศึกษา (ช.พ.ค.) ของสกสค. เพื่อลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชนกับบริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด จำนวน 32 ล้านหุ้นๆละ 25 บาท รวม 800 ล้าน บาท สูงกว่าราคาพาร์ เป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่ง สกสค.ได้ลงไปตรวจสอบข้อมูลบริษัทหนองคายน่าอยู่ฯ พบว่ามีการดำเนินกิจการจริงหรือไม่ รวมถึงกรณีที่มีการโยงไปถึงประเทศญี่ปุ่น การใช้เครื่องมือ ซึ่งทั้งหมด เราก็ต้องไปดูว่าจริงหรือเท็จ
                      ทั้งนี้ เบื้องต้นจากที่นายพินิจศักดิ์รายงานด้วยวาจาพบว่า มีที่ดินจริง และได้ลงไปสอบถามท้องถิ่น คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)หนองคาย ก็ยืนยันว่า มีการทำสัญญาขายขยะให้กับบริษัทหนองคายน่าอยู่ ฯ จริง แต่ที่สกสค.ขอหลักฐานเพิ่มเติมไปคือ เมื่อบริษัทหนองคายน่าอยู่ฯ บอกว่าจะขายไฟฟ้า ได้มีการประสานงานไปยังหน่วยงานอื่น ๆ หรือไม่ และมีผลเป็นอย่างไร เพื่อทางสกสค.จะได้ดูมาพิจารณาว่าราคาหุ้น จาก 10 บาท เป็น 25 บาท สมเหตุสมผลหรือไม่
                      “การซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ บางทีก็มีการซื้อขายเกินราคาพาร์ แต่ในอดีตที่ผ่านมาจะดูบริษัทเดิม ที่มีกิจการที่เห็นเป็นรูปร่างแล้ว ต่างกับบริษัทหนองคายน่าอยู่ฯ ซึ่งยังไม่มีอะไรเลย แล้วทำไมราคาถึงเกิน ผมไม่ยอมให้เราเสียเงิน 800 ล้านบาท ไปเปล่าๆ แน่นอน มีขั้นตอนการเรียนคืน ทั้งการเจรจา และการดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการ ผมไม่หยุดนิ่ง ไม่ปล่อย รวมถึงการเรียกเงินคืนจาก บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ก็ยังไม่หยุด ขณะนี้กำลังรอลุ้นอยู่ว่าจะได้เงินคืนมาก่อนส่วนหนึ่ง ตามที่เราเคยยื่นเรื่องขอ 400 กว่าล้านที่ถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัติไว้คืนมา ถ้าได้มาก็เอากลับมาก่อน ส่วนที่เหลือก็ดำเนินคดีเหมือนเดิม ทั้งผู้บริหารบริษัท บิลเลี่ยนฯ และอดีตผู้บริหารสกสค. ที่กระทำผิดร่วมกัน”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว
                      รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้า กรณีที่มอบอำนาจให้สกสค. ไปดำเนินการฟ้องแพ่งสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง เพื่อขอให้คืนเงินจำนวน 2,100 ล้าน บาท พร้อมดอกเบี้ย7.5% นับแต่วันที่มีการเบิกถอนเงิน คืนให้สกสค. ภายใน 7 วัน เนื่องจากตรวจสอบพบว่าการอนุมัติเบิกถอนเงินของ สกสค.และปิดบัญชีไม่ถูกต้องและสกสค.ได้ส่งหนังสือแจ้งธนาคารตามขั้นตอน หากทางธนาคารยังไม่ยอมชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย สกสค.ก็จะดำเนินการฟ้องแพ่งเพื่อเรียกเงินคืนทันที ซึ่งขณะนี้เลยกำหนด 7 วันที่ได้ส่งหนังสือไปแล้ว และยังไม่ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าว ซึ่งตนขอดูรายละเอียดก่อน แต่มีแนวทางแก้ปัญหาอยู่สองทาง คือ ถ้าคุยรู้เรื่อง ก็คือรู้เรื่อง แต่ถ้าคุยไม่รู้เรื่องก็ดำเนินการตามกฎหมาย
‘บิ๊กหนุ่ย’ อันดับ 4 ทำงานไม่ประทับใจ
                      พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่ากการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” ของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (นิด้า) ที่สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,252 คน เรื่อง “1 ปี 6 เดือน ของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” โดยมีการสอบถามประชาชนเกี่ยวกับความประทับ ใจการทำงานของคณะรัฐมนตรี และปรากฏว่ามีชื่อ พล.อ.ดาว์พงษ์ ติดอยู่ในอันดับ 4 ที่ประชาชนไม่ประทับใจการทำงาน ว่า ยอมรับในผลโพลล์ดังกล่าว ส่วนตัวคิดว่าตนน่าจะอยู่ในอันดับ 1 มากกว่า เพราะขนาดตนประเมินตนเองก็ยังไม่ค่อยประทับใจในการทำงานของตนเอง เพราะงานหลายเรื่องยังไม่เป็นไปดังที่ต้องการ เพราะฉะนั้น ก็ไม่แก้ตัวกับผลโพลล์ที่ออกมา แต่เป็นไปได้อยากจะทราบรายละเอียดของผลสำรวจมากกว่านี้ด้วยว่า ที่ประชาชนไม่ประทับใจการทำงานของตนในเรื่องใดบ้าง เพื่อจะได้ปรับปรุง ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นไปแก้ไขปัญหาไม่ถูกจุด ขณะเดียวกัน อยากทราบด้วยว่ากลุ่มคนที่ยังไม่ประทับใจการทำงานนั้น เป็นกลุ่มใดบ้าง เพราะเท่าที่ดูก็เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างมีความหลากหลาย ในทั้งอายุ ภูมิภาค และอาชีพ ซึ่งเท่าที่ดูมีอาชีพนักเรียน นักศึกษา เพียง 2% เท่านั้น
                      “โพลล์ดังกล่าวนี้อาจจะเป็นการสะท้อนความคิด ความรู้สึกของประชาชนทั่วๆ ไป ในเรื่องการทำงาน ซึ่งผมก็รับฟัง เพราะแม้แต่ตัวผมเองยังไม่ประทับใจ เพราะทำงานไม่ทัน ซึ่งการแก้ไขปัญหา ศธ.นั้นจะทำเพียงเรื่องเดียวโดดๆ ไม่ได้ เนื่องจากในแต่ละเรื่องก็มีหลายเรื่องเกี่ยวพันกันอยู่ แก้เรื่องนี้เรื่องเดียวก็อาจไปกระทบเรื่องอื่นไปด้วย”
                      รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ จากที่มีการทำโพลล์ดังกล่าวก็เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ตนคิดได้ว่า ศธ.ควรจะทำโพลล์ของตนเองด้วย โดยได้มอบให้สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.) สำนักงานปลัด ศธ.ไปดำเนินการสำรวจความคิดเห็นภายในจากครูและบุคลากรทางการ ศึกษาทั่วประเทศเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายต่างๆ ที่ได้มอบไป เช่น การเข้าสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการ การปรับปรุงภาษาอังกฤษ นโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เป็นต้น ซึ่งที่ผลโพลล์ที่จะให้ทำนั้น เพื่อจะได้รู้ว่าทิศทางที่จะดำเนินการต่อไปนั้นควรเป็นอย่างไร หรือครูและบุคลากรทางการศึกษาอยากจะเสนอแนะมา ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ก็เคยได้รับข้อมูลในเรื่องเหล่านี้มาระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่เคยออกมาในรูปของโพลล์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 2 เดือน

‘ฟีฟ่า 11 ฟอร์เฮลธ์’ปั้นเด็กไทยก้าวสู่นักเตะอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223084

นักเตะ,ฟีฟ่า,ปั้น,เด็ก,ไทย,ก้าว,สู่,เตะ,อาชีพ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 ก.พ. 2559

‘ฟีฟ่า 11 ฟอร์เฮลธ์’ปั้นเด็กไทยก้าวสู่นักเตะอาชีพ

‘ฟีฟ่า 11 ฟอร์เฮลธ์’ปั้นเด็กไทยก้าวสู่นักเตะอาชีพ : ทีมข่าว ปชส. สพฐ.เรื่อง/ภาพ

           “ฟีฟ่า” ผนึกกำลัง “3 กระทรวง”-สมาคมลูกหนัง” ดันโครงการ “ฟีฟ่า 11 ฟอร์เฮลธ์” หวังอบรมครูพละกระจาย 38,000 โรงเรียนทั่วประเทศ “สุรเชษฐ์” เผยนำร่อง อบรมครูพลศึกษาใน 16 โรงเรียน ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2559 ให้ครูต่อยอดสอนทักษะฟุตบอลเด็กอายุ 11-12 ปี หวังปั้นเด็กไทยจาก 1 ล้านคนให้สุขภาพดีพร้อมก้าวสู่นักเตะอาชีพ

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย พญ.มยุรา กุสุมภ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ และ ศ.ดร.ยีรี ดโรรัค หัวหน้าฝ่ายการแพทย์ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกันลงนามบันทึกความเข้าใจ โครงการฟีฟ่าเพื่อสุขภาพเด็กอายุ 11 ปี การศึกษาสุขอนามัยโดยใช้ฟุตบอลเป็นสื่อสำหรับเด็ก “ฟีฟ่า 11 ฟอร์เฮลธ์” โดยจะอบรมครูพลศึกษาใน 16 โรงเรียนนำร่องของไทย ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2559 และกระจายไปใน 38,000 โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อสอนทักษะฟุตบอลให้เด็กอายุ 11-12 ปี ในแนวคิด “สอนน้อยลง เรียนรู้มากขึ้น” ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าปี ค.ศ.2019 จะเข้าถึงเด็กไทยกว่า 1 ล้านคน และหวังว่าช่วยทำให้เด็กไทยมีสุขภาพอนามัยที่ดี

“ความร่วมมือ ระหว่างภาคีทั้ง 4 หน่วยงานนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการให้ความรู้ด้านสาธารณสุขให้แก่เด็กนักเรียนในกลุ่มประเทศสมาชิก เพื่อส่งเสริมให้เด็กนักเรียนอายุ 11-12 ปี หรือระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้มีทักษะทางการกีฬาฟุตบอลที่ดี มีกิจกรรมอื่นทำนอกเหนือจากการเรียน ซึ่งเป็นการสร้างความเพลิดเพลินและเสริมสร้างสุขอนามัยให้แก่เด็กนักเรียน อีกทั้งผู้ปกครองจะได้รับความรู้เรื่องสุขอนามัยที่พึงประสงค์จากบุตรหลานอีกด้วย” พล.อ.สุรเชษฐ์ แจกแจง

ไม่เพียงเท่านั้น ลักษณะโครงการ ช่วง 3 ปีแรก ฟีฟ่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการดำเนินโครงการ ได้แก่ การจัดอบรมให้แก่ครูพลานามัย จากโรงเรียนนำร่อง 16 โรง โรงละ 2 คน เพื่อเข้ารับการอบรมอย่างเข้มเรื่องการสอนสุขอนามัยโดยใช้ฟุตบอลเป็นสื่อ โดยที่ครูจะเป็นเทรนเนอร์ให้การอบรมครูในโรงเรียนอื่นๆ สำหรับปีต่อๆ ไป โดยมีกำหนดโครงการนี้ 10 ปี มีเนื้อหาการอบรม ระยะเวลา 11 สัปดาห์ ในแต่ละสัปดาห์นักเรียนจะได้เข้ากลุ่มกิจกรรมจำนวน 90 นาที และแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 ประมาณ 45 นาที สอนทักษะการเล่นฟุตบอล เช่น เลี้ยงลูกฟุตบอล หนีบหลีกทุ่น ซึ่งแต่ละทุ่นจะติดป้ายว่า ยาเสพติด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม เป็นต้น และในแต่ละสัปดาห์รายละเอียดเนื้อหาความรู้จะเปลี่ยนไป ที่สำคัญโครงการนี้จะได้รับการถ่ายทอดไปยังพ่อแม่ ผู้ปกครองทางบ้าน และบุคคลภายนอกโรงเรียน ซึ่งช่วยให้ทุกคนที่ได้รับฟังและนำไปปฏิบัติ จะมีสุขภาพที่ดีด้วย โดยโครงการนี้จะเริ่มดำเนินการในปีการศึกษา 2558 หรือเดือนพฤษภาคม 2559 นี้

“กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะร่วมกันส่งเสริมโรงเรียนและสถาบันการวิจัยทุกวิถีทางอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างกิจกรรมความร่วมมือที่มุ่งให้บรรลุวัตถุประสงค์ ทั้งนี้ องค์การฟีฟ่าก็จะสนับสนุนกระทรวงทั้งสาม ตามโครงการฟีฟ่า 11 เพื่อสุขภาพอย่างเต็มที่ ในเรื่องการให้ความรู้ การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ตามข้อตกลงระหว่างกัน ให้เป็นไปตามกระบวนการ ขั้นตอน ตามบันทึกข้อตกลงให้สามารถดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและสัมฤทธิ์ผลสูงสุดต่อไป”

ด้าน พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ฟีฟ่าเริ่มโครงการตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 ถึงตอนนี้มี 24 ประเทศที่เข้าร่วม โดยสมาคมยินดีที่ฟีฟ่าเลือกไทยจัดทำโครงการนี้เป็นประเทศที่ 4 ในเอเชีย และจะช่วยให้เกิดประโยชน์ต่อเด็กไทย ที่ผ่านมาฟีฟ่าประสบความสำเร็จสร้างเยาวชนให้ก้าวสู่นักเตะอาชีพจากโครงการนี้ ซึ่งตรงกับแนวคิดของตัวเองที่จะพัฒนานักเตะเยาวชนด้วยการสร้างอคาเดมี รุ่น 17 ปี โดยจะนำเด็กโครงการนี้มาต่อยอดเข้าสู่อคาเดมี เพื่อเป็นผลผลิตสู่ทีมชาติไทย และวางรากฐานระยะยาวในการไปฟุตบอลโลก เพราะการไปฟุตบอลโลกไม่ได้ใช้เวลาเพียง 3, 5 หรือ 10 ปีเท่านั้น


วัดไทยในสังเวชนียสถานนำพุทธศาสนากลับสู่แดนพุทธภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223085

พุทธภูมิ,วัด,ไทย,สถาน,พุทธ,นาก,ลับ,สู่,แดน,ภูมิ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 ก.พ. 2559

วัดไทยในสังเวชนียสถานนำพุทธศาสนากลับสู่แดนพุทธภูมิ

วัดไทยในสังเวชนียสถานนำพุทธศาสนากลับสู่แดนพุทธภูมิ : สุพินดา ณ มหาไชย

           มีคำกล่าวไว้ว่า  เมื่อใดก็ตามที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์ในภัทรกัปนี้จะอุบัติขึ้นในโลกมนุษย์ ทุกพระองค์จะต้องจุติในดินแดนชมพูทวีป จุดที่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน สถานที่แสดงปฐมเทศนา หรือแม้แต่ขาเตียงในพระคันธกุฏิ ก็จะวางอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน โดยเฉพาะสถานที่ตรัสรู้ต้องเป็นที่เจดีย์พุทธคยาเท่านั้น เพราะเชื่อกันว่า ตำแหน่งนั้น คือ สะดือโลก เป็นจุดเดียวในโลกที่สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนจากการตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณได้ แม้จะเป็นแผ่นดินที่ถูกเลือก แต่ปัจจุบัน พุทธศาสนากลับเหือดหายไปจากดินแดนแห่งนี้กว่า 700 ปีแล้ว ยังดีว่า ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าอโศกมหาราชที่ทรงส่งพระธรรมทูตไปเผยแผ่พุทธศาสนา 9 สาย  ศาสนาของพระศาสดาจึงยังคงงอกงามอยู่ตามดินแดนต่างๆ แต่ความมุ่งหวังลึกๆ ของชาวพุทธ  ก็ยังคงอยากให้พุทธศาสนากลับคืนสู่แดนพุทธภูมิอีกครั้ง

“พ.ศ.1700 เพลิงได้เผาไหม้มหาวิทยาลัยนาลันทา ศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนาขนาดใหญ่ใกล้กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ จนล่มสลายลงพร้อมๆ กับการทำลายพุทธสถานทั่วดินแดน การปราบปรามพุทธศาสนาอย่างหนักดำเนินต่อไปตามส่วนต่างๆ ของชมพูทวีป ชาวพุทธบางส่วนหนีไปที่ศรีลังกา อีกส่วนถอยร่นไปทางตอนใต้ของอินเดีย จากครั้งนั้น พุทธศาสนาแทบสูญหายไปจากดินแดนแห่งนี้” พระอาจารย์จิตติพันธ์ กิตติวังโส พระนักศึกษามหาวิทยาลัยเมืองพาราณสี ให้ข้อมูลระหว่างพาชมมหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางจาริกบุญสังเวชนียสถาน 4 ตำบลในรัฐพิหาร รัฐอุตตรประเทศ ของประเทศอินเดีย และแคว้นอูธ ประเทศเนปาล โดยกองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา กรมการศาสนา จัดโครงการส่งเสริมพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนเดินทางไปประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน

นาลันทา หลับใหลอยู่ใต้ดินผ่านไปกว่า 700 ปี จนถึง พ.ศ.2403 ในยุคที่อังกฤษปกครองอินเดีย ถึงได้สำรวจพบและมีการขุดค้น นาลันทาจึงตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ภายหลัง พุทธสถานอื่นๆ ก็ได้รับการบูรณะโดยรัฐบาลอินเดีย อย่างไรก็ตาม เส้นทางสังเวชนียสถานเริ่มเป็นที่นิยมหลัง พ.ศ.2500 เมื่อรัฐบาลอินเดียเฉลิมฉลองวาระครบรอบพุทธชยันตี 2500 ปี เยาวหราล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย ได้เชิญชวนพุทธประเทศ ไปก่อตั้งวัดรอบโพธิมณฑลพุทธคยาเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่พุทธศาสนิกชนจากแต่ละประเทศที่เดินทางมาแสวงบุญ ประเทศไทยตอบรับเป็นชาติแรกและก่อตั้งวัดไทยพุทธคยา ในพ.ศ.2502 เป็นวัดไทยแห่งแรกที่สร้างในต่างประเทศด้วย

จากวันนั้น วัดไทยในอินเดียเพิ่มจำนวนตามจำนวนผู้แสวงบุญชาวไทย “พระมหานิพนธ์ ญาณวีโร” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา บอกว่า ยุคแรกมีคนไทยมาแสวงบุญหลักสิบ แค่ปีละ 10-20 คน ปัจจุบันเพิ่มเป็นหลักแสน โดยวัดไทยจะคอยดูแลอำนวยความสะดวกให้ทั้งการรักษาพยาบาล และให้ที่พักอาศัย รวมถึงจัดพระเป็นมัคคุเทศก์และนำสวดมนต์ตามสถานที่สังเวชนียสถานต่างๆ

ปัจจุบันมีวัดไทยในอินเดียทั้งหมด 36 วัด ส่วนใหญ่อยู่ในพุทธคยากว่า 20 วัด ที่เหลือกระจายอยู่ตามเส้นทางสังเวชนียสถาน แทบทุกวัดเปิดประตูต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่ญาติโยมจากไทย รวมถึงพุทธศาสนิกชนจากประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะสุขาที่สะอาดมาตรฐานไทยแลนด์ภายในวัด เป็นสุดยอดปรารถนาในเส้นทาง

กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับ พระธรรมทูตสายประเทศอินเดียและเนปาล โดยการนำของ พระเทพโพธิวิเทศ หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการจัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการความสะดวกผู้เดินทางประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ประเทศอินเดีย-เนปาล”  ขึ้นในวัดไทยในอินเดีย-เนปาล รวม 9 แห่ง เริ่มจากวัดไทย ลุมพินี ประเทศเนปาล เเป็นแห่งแรก เพื่อเป็นหลักประกันและเป็นที่พึ่งพิงสำหรับผู้ที่จะเดินทางมาสังเวชนียสถาน

แม้สังเวชนียสถานจะตื่นแล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนจากภายนอก ที่ดั้นด้นหลั่งไหลเข้าไปตามรอยพระศาสดา ส่วนในอินเดียมีผู้นับถือศาสนาพุทธเพียงแค่ 5-6% หรือประมาณ 10 ล้านคนจากจำนวนประชากรที่มีเป็นพันล้านคน เป็นศาสนาที่มีประชากรนับถือน้อยสุด และนั่นเป็นภารกิจสำคัญอีกประการหนึ่งของวัดไทยในอินเดีย ในการฟื้นศรัทธาต่อศาสนาพุทธในดินแดนต้นกำเนิด

วัดไทย ใช้ศาสนสงเคราะห์ เป็นสะพานสู่การยอมรับของคนท้องถิ่น สภาพสังคมที่ยังมีระบบวรรณะครอบงำอยู่สูง ส่งผลให้การแก้ปัญหาความยากจนมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะรัฐพิหารเป็นรัฐที่ยากจนที่สุดในอินเดีย โอกาสการเข้าถึงการศึกษาและสาธารณสุขยังไม่ทั่วถึง วัดไทยส่วนใหญ่จึงช่วยเติมเต็ม เป็นสถานพยาบาลและสถานศึกษาให้แก่คนในพื้นที่

วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เป็นแห่งหนึ่งที่เปิดสถานพยาบาลรักษาคนในพื้นที่อย่างเต็มตัว ต่อเนื่องหลายปี มีผู้ที่ได้รับการรักษาแล้วจากที่นี่จำนวน 5 แสนคน พระครูสมุห์สงกรานต์ กิตติวโส พระธรรมทูตไทย กองงานเลขาฯ วัดไทยกุสินารา เล่าว่า ทางวัดเปิดสถานพยาบาลกุสินาราคลินิก รับรักษาชาวอินเดียมาตั้งแต่ปี 2543 โดยคิดค่ารักษาเริ่มจาก 3 รูปีรักษาทุกโรคในปัจจุบัน เป็น 10 รูปีรักษาทุกโรค แต่วันพระจะเปิดรักษาฟรีทุกโรค ตรงนี้เป็นกลยุทธ์ให้คนอินเดียระลึกถึงพระพุทธเจ้า

“ชาวอินเดียลืมพระพุทธเจ้า ลืมพุทธศาสนาไปกว่า 700 ปี ก็เลยคิดว่า ทำอย่างไรให้คนอินเดียรู้จักพระพุทธเจ้า กลับมารู้จักพุทธศาสนา จึงให้วันพระเป็นวันที่รักษาฟรี อันนี้เป็นกุศโลบาย ให้เขารู้ว่า ที่ได้ยาฟรี ได้รักษาฟรีวันนี้ เพราะมีพระพุทธเจ้า ขณะเดียวกัน เราก็ได้คิดว่า เรามาสร้างวัดสวยงาม แต่ชาวอินเดียไม่ได้ภูมิใจกับวัดแห่งนี้ มีแต่ญาติโยมคนไทยที่หน้าชื่นตาบาน จะทำอย่างไรให้เขาภูมิใจและรู้สึกว่าเป็นวัดของเขา เลยคิดว่า เรามาทำงานในดงคนยากจน คนแขก จึงตัดสินใจเปิดสถานพยาบาลเล็กๆ ขึ้นมา เพื่อรักษาโรคให้แก่คนในท้องถิ่น”

นอกจากนี้ ยังเปิดโรงเรียนต้นกล้าพุทธศาสนาวันอาทิตย์ สอนวิชาพระพุทธศาสนาและวิชาทั่วไปให้เด็ก ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี ทุกๆ ปีมีเด็กมาสมัครเข้าเรียนกว่า 500 คน แต่รับได้แค่ 100 คน พระครูสมุห์สงกรานต์ บอกว่า ทุกวันนี้ เวลาไปบิณฑบาตในหมู่บ้านชาวฮินดูปรากฏว่า เขาใส่บาตรให้เราด้วยความภาคภูมิใจ ตรงนี้มาจากการที่เราให้เขาก่อน

การฟื้นพุทธศาสนาสู่แดนพุทธภูมิ คือการทำให้ธรรมะของพระศาสดาเข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของศรัทธาชาวอินเดีย ให้ทุกศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนและผสมผสานทางวัฒนธรรม เหมือนอย่างที่วัดไทยกุสินารา มีรูปปั้น โค ซึ่งเป็นพาหนะของ พระศิวะ ตั้งอยู่หน้าวัด มีรูปพระพิฆเนศ อยู่ในอุโบสถ เพื่อให้ผู้คนในศาสนาอื่นสะดวกใจเดินเข้าวัดพุทธ และสำหรับพุทธศาสนิกชน การดั้นด้นไปสังเวชนียสถาน ก็เป็นดังที่พระตถาคตตรัสไว้ว่า ผู้ใดระลึกถึงพระองค์ พึงจาริกไปยังสังเวชนียสถานทั้งสี่นี้

 


‘มาฆบูชา’ กับ ‘ธรรมะสู่คนทั้งมวล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223055

การศึกษา,ธรรมะ,มาฆบูชา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  24 ก.พ. 2559

‘มาฆบูชา’ กับ ‘ธรรมะสู่คนทั้งมวล’

‘มาฆบูชา’ กับ ‘ธรรมะสู่คนทั้งมวล’ เรียนรู้หลักธรรมทางศาสนาอย่างเท่าเทียม : เรื่อง / ภาพ … ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการศาสนา

                      หนึ่งในโยบายรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำของสังคมและการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้สูงอายุ สตรีและเด็ก ในปีงบประมาณ 2559 กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดยกรมการศาสนา ได้ดำเนินงานโครงการ “ธรรมะสู่คนทั้งมวล” อย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับภาคคณะสงฆ์ องค์การทางศาสนา เครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จัดกิจกรรมส่งเสริมให้ผู้สูงอายุ คนพิการ ทุพพลภาพและผู้ด้อยโอกาส ทั้งในระดับเยาวชนและบุคคลทั่วไป ได้เรียนรู้หลักธรรมทางศาสนา เพื่อนำไปปรับใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเองทั้งทางร่างกายและจิตใจให้เกิดความเข้มแข็งในการดำรงชีวิต อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
                      นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า ในงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในเทศกาลมาฆบูชา ระหว่างวันที่ 16-22 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา กรมการศาสนาจึงได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้หลักธรรมทางศาสนาเพื่อคนทั้งมวล เนื่องในเทศกาลมาฆบูชา พุทธศักราช 2559 ภายใต้โครงการธรรมสู่คนทั้งมวล ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง และวัดไตรมิตรวิทยาราม เปิดโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาส เครือข่ายคนพิการประมาณ 120 คนได้มีโอกาสศึกษาเรียนรู้หลักธรรมทางศาสนาและนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างเท่าเทียม อาทิ สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย โรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ สถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา (บ้านราชาวดี-หญิง) โรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ กรุงเทพฯ และมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล เป็นต้น
                      สำหรับรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบไปด้วย การศึกษาหลักศาสนาที่พุทธอุทยานเวฬุวัน เพ็ญเดือนมาฆะ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง รับฟังการบรรยายเรื่อง บทบาทของกรมการศาสนาต่อการส่งเสริมธรรมะสู่คนทั้งมวล และการบรรยายธรรมเรื่อง หลักธรรมทางศาสนาสำหรับคนทั้งมวล เยี่ยมชมนิทรรศการของกรมการศาสนา จากนั้นเดินทางไปที่วัดไตรมิตรวิทยาราม ศึกษาธรรมเรียนรู้หลักธรรมทางศาสนาที่พระมณฑป กราบไหว้พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร นิทรรศการหลวงพ่อทองคำ ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช ฯลฯ
                      นายชัยวัฒน์ ขุณิกากรณ์ นักเรียนชั้นม. 5 โรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ บอกผ่านเป็นภาษามือว่า พวกเราขอขอบคุณรัฐบาล กระทรวงวัฒนธรรม กรมการศาสนา ที่ให้โอกาสคนพิการทางการได้ยินและพิการอื่นๆเข้ามาร่วมทำกิจกรรมในครั้งนี้ หลังจากที่ได้ศึกษาธรรมเรียนรู้หลักธรรมทางศาสนาที่พระมณฑป กราบไหว้พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร นิทรรศการหลวงพ่อทองคำ ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราชที่วัดไตรมิตรวิทยารามแล้ว รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นหลวงพ่อทองคำองค์จริงๆ ได้รับทราบถึงวิถีวัฒนธรรมชีวิตคนจีนที่เยาวราช ได้รับประสบการณ์ต่างๆมากมาย มีความเข้าใจเรื่องต่างๆมากมาย พวกเราขอบคุณมากๆเลย ดีใจและมีความสุขมาก อยากให้จัดกิจกรรมแบบนี้อีก
                      ด้านนายสำเริง กิปัญญา ผู้อำนวยการโรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ กล่าวว่า นักเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ ได้มีโอกาสดียิ่งจากกรมการศาสนา ได้ร่วมกิจกรรมมาฆบูชา ถือเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ตั้งแต่วันแรกที่ได้พาน้องๆนักเรียนไปร่วมพิธีเปิด และกิจกรรมที่ท้องสนามหลวง จนมาถึงศึกษาธรรมเรียนรู้หลักธรรมที่วัดไตรมิตรวิทยาราม เด็กได้รับความรู้เป็นอย่างมาก ต้องขอบคุณกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมที่ได้เห็นความสำคัญเด็กบกพร่องทางการได้ยินและผู้พิการอื่นๆ ที่สำคัญมีการรณรงค์ทุกวัดจัดทำอารยสถาปัตย์เพื่อให้คนพิการเข้าถึงพระพุทธศาสนา
                      ที่ผ่านมาคณะสงฆ์ กรมการศาสนา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันรณรงค์ “อารยสถาปัตย์” เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่วัดทุกแห่งจำเป็นต้องยึดถือปฏิบัติเพราะเป็นประโยชน์โดยตรงแก่ญาติโยมผู้สูงอายุ ผู้ป่วยพักฟื้นและผู้พิการที่จะสามารถมาวัดได้ เข้าถึงวัด เข้าถึงธรรมได้โดยสะดวก ปลอดภัยด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ทางลาด ห้องน้ำ และที่จอดรถสำหรับผู้ใช้รถเข็นวิลแชร์ เป็นต้น โดยรณรงค์ให้วัดทุกแห่งทั่วประเทศไทยได้ช่วยกันสร้างทำอารยสถาปัตย์เพื่อให้ญาติโยมทุกคน ทุกสภาพร่างกายมาวัดได้สะดวก
                      ทั้งนี้ วธ.โดยกรมการศาสนาได้กำหนดเป้าหมายในโครงการ “ธรรมะสู่คนทั้งมวล” คนพิการ เยาวชนพิการ พร้อมผู้ดูแลคนพิการ ตลอดจนผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ทุพพลภาพและด้อยโอกาส ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวน 50,000 คน โดยคนพิการได้รับความรู้ด้านศาสนา สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงศาสนา คนพิการเป็นพลังสำคัญของประเทศ สังคมเกิดทัศนคติที่ถูกต้องต่อคนพิการ และที่สำคัญศาสนสถานมีการพัฒนาอารยสถาปัตย์รองรับคนพิการอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
————————–
(‘มาฆบูชา’ กับ ‘ธรรมะสู่คนทั้งมวล’ เรียนรู้หลักธรรมทางศาสนาอย่างเท่าเทียม : เรื่อง / ภาพ … ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการศาสนา)