ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223190
การศึกษา-สาธารณสุข : 26 ก.พ. 2559
อย.เตือน’ยาโปร’ดับอนาคต
ลองยาโปร ไม่ได้โก้ ดับอนาคตเยาวชน ดับอนาคตชาติเรา
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223190
อย.เตือน’ยาโปร’ดับอนาคต
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223184

ผงะ!ผ่าตัดสาวท้องโตเจอก้อนเนื้องอกหนัก34กก.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223182
ดร.ธนูเร่งสร้างภาพลักษณ์ม.เอแบค
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223154

‘อาชีวะ’พัฒนาภาษามือยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ
“ภาษามือของช่างอุตสาหกรรมยังไม่มีการกำหนดขึ้น ไม่มีรูปแบบในการใช้คำศัพท์ช่างที่แน่นอน มีแต่ภาษามือพื้นฐาน เมื่อเด็กมาเจออุปกรณ์ช่างก็ไม่รู้จะสื่ออย่างไร ล่ามที่จบมาก็ไม่มีภาษามือสำหรับอุปกรณ์ช่างพื้นฐาน” พรอนันต์ ภักดีบุญ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีพพุทธมณฑล กล่าว
ภาษามือ เป็นภาษาสำหรับคนหูหนวก ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกัน โดยอาศัยการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง และการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อประกอบการสื่อสาร ทว่าการใช้ภาษามือนั้นไม่ใช่ภาษาสากลที่สามารถใช้ได้ครอบคลุมทุกประเทศ เนื่องจากการใช้ภาษามือจะแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของภาษาในประเทศ หรือท้องถิ่นนั้นๆ
วิทยาลัยการอาชีพพุทมณฑล มีระบบการจัดการเรียนร่วมระหว่างนักศึกษาปกติและนักศึกษาพิการทางการได้ยิน ภาษามือจึงเป็นช่องทางในการสื่อสารกันระหว่างครูกับนักศึกษา แต่ก็พบว่าการใช้ภาษามือในการเรียนการสอนรายวิชาอุตสาหกรรมพื้นฐานของครูผู้สอน ล่ามภาษามือ และนักศึกษาพิการทางการได้ยินยังไม่มีคำศัพท์ภาษามือช่างที่เป็นคำศัพท์เฉพาะ จึงมีการกำหนดคำศัพท์ภาษามือช่างอุตสาหกรรมขึ้น
ผอ.พรอนันต์ กล่าวว่า คนพิการทั่วไปไม่มีอาชีพ วันนี้อาชีวะเตรียมคนเพื่อเข้าไปทำงานในสถานประกอบการ ตามมาตรา 33 พ.ร.บ.คุณภาพชีวิตคนพิการ ให้นายจ้างหรือหน่วยงานของรัฐ รับคนพิการเข้าทำงาน เด็กที่เข้าไปทำงานในบริษัทผู้ปกครองจะมีความกังวลว่าเด็กจะพบปัญหาว่า สื่อสารกับเพื่อนไม่ได้ เลยไม่ได้รับมอบหมายงาน
ในเริ่มแรกมีครูล่ามเข้าไปช่วยในการสื่อสารให้เด็กปรับเข้าหาบริษัทและบริษัทปรับเข้าหาเด็ก แต่ก็พบปัญหาเรื่องภาษามือที่ใช้ในเรื่องของช่างอุตสาหกรรมไม่ตรงกัน การจัดทำหนังสือคู่มือคำศัพท์ภาษามือช่างอุตสาหกรรมพื้นฐาน จุดประสงค์เราแก้ปัญหาช่องว่างระหว่างเด็กหูหนวกที่มาเรียนในสายอาชีพช่างอุตสาหกรรม ภาษามือของช่างอุตสาหกรรมในประเทศไทยยังไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นมันก็เท่ากับไม่มีรูปแบบ อีกทั้งเพื่อเป็นสื่อที่จะช่วยในการสอนของครู ภาษามือที่คิดออกมาแล้วจัดเป็นภาษามือไทยที่คู่คนหูหนวก ไม่ใช่เฉพาะที่วิทยาลัยแห่งนี้ คนหูหนวกอยู่ที่ไหนก็สามารถใช้ได้หมด
ขั้นตอนการกำหนดท่ามือคำศัพท์ภาษามือช่างอุตสาหกรรม เริ่มจากการแสดงภาพของวัตถุซึ่งเป็นที่มาของศัพท์ที่ต้องการจะกำหนดท่ามือ โดยมีคำศัพท์ภาษาไทยกำกับให้อาจารย์และนักศึกษาพิการทางการได้ยินดู จากนั้นครูช่างอุตสาหกรรมจะอธิบายการใช้งานในทางงานช่างอุตสาหกรรมของวัตถุนั้น เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่คณะดำเนินงาน คนหูหนวกในคณะดำเนินงานทั้งหมดจะร่วมกันพัฒนาท่าภาษามือที่เหมาะสม สอดคล้องและสื่อความหมายเสนอต่อคณะดำเนินงาน จากนั้นคณะดำเนินงานทั้งหมดจะร่วมกันสร้างประโยคที่บรรจุท่าภาษามือของศัพท์แต่ละคำคำละ 1 ประโยค เพื่อใช้สำหรับการสื่อสาร
เมื่อคณะดำเนินงานร่วมกันพิจารณาท่ามือและมีความเห็นร่วมกันว่า ทั้งคำศัพท์ภาษามือและประโยคภาษามือสามารถสื่อความหมายได้แล้ว จึงดำเนินการบันทึกวีดิทัศน์เป็นรายศัพท์หลังจากมีการกำหนดท่ามือคำศัพท์ภาษามือแล้ว คณะดำเนินงานสามารถกำหนดคำศัพท์ภาษามือช่างอุตสาหกรรมพื้นฐานได้ 126 คำ ซึ่งคำศัพท์แต่ละคำจะมีองค์ประกอบ 5 ส่วน คือ ภาพประกอบคำศัพท์ คำศัพท์ที่เป็นภาษาไทย คำศัพท์ที่เป็นภาษามือไทย ประโยคที่เป็นภาษาไทย และประโยคที่เป็นภาษามือไทย
“หลังจากมีการจัดทำหนังสือคำศัพท์ภาษามือช่างอุตสาหกรรมเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการพัฒนาสื่อการสอนในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวเพื่อให้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น จากนั้นจะมีการจัดพิมพ์ส่งให้สถานศึกษาที่มีคนหูหนวกทั่วประเทศ และรวมถึงสถานศึกษาที่รับเด็กหูหนวกไปเรียนทุกสถาบัน ในอนาคตเราจะพัฒนาครูอาชีวะให้รู้และมีความสามารถมากขึ้น รวมถึงพัฒนาครูฝึกในสถานประกอบการให้สามารถรองรับนักศึกษาผู้บกพร่องทางการได้ยินให้มีสถานที่ในการทำงาน” ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีพพุทธมณฑล กล่าว
ปัจจุบันวิทยาลัยการอาชีพพุทธมณฑลได้เปิดการเรียนการสอนสำหรับผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินทั้งหมด 5 สาขา ได้แก่ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ และช่างไฟฟ้ากำลัง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาเทคโนโลยีสำนักงาน ติดตั้งไฟฟ้า และธุรกิจค้าปลีก โดยสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ http://www.biac.ac.th หรือ โทร.0-3424-6194-5
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223135

จ่อเอาผิดเว็บโฆษณาขายบุหรี่
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223131

‘เซปิง’เบี้ยวแจงสคบ.นัดใหม่4มี.ค.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223126

‘ดาว์พงษ์’ไม่ปล่อยเงินสกสค.800ล้านสูญเปล่า
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223084

‘ฟีฟ่า 11 ฟอร์เฮลธ์’ปั้นเด็กไทยก้าวสู่นักเตะอาชีพ
“ฟีฟ่า” ผนึกกำลัง “3 กระทรวง”-สมาคมลูกหนัง” ดันโครงการ “ฟีฟ่า 11 ฟอร์เฮลธ์” หวังอบรมครูพละกระจาย 38,000 โรงเรียนทั่วประเทศ “สุรเชษฐ์” เผยนำร่อง อบรมครูพลศึกษาใน 16 โรงเรียน ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2559 ให้ครูต่อยอดสอนทักษะฟุตบอลเด็กอายุ 11-12 ปี หวังปั้นเด็กไทยจาก 1 ล้านคนให้สุขภาพดีพร้อมก้าวสู่นักเตะอาชีพ
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย พญ.มยุรา กุสุมภ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ และ ศ.ดร.ยีรี ดโรรัค หัวหน้าฝ่ายการแพทย์ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกันลงนามบันทึกความเข้าใจ โครงการฟีฟ่าเพื่อสุขภาพเด็กอายุ 11 ปี การศึกษาสุขอนามัยโดยใช้ฟุตบอลเป็นสื่อสำหรับเด็ก “ฟีฟ่า 11 ฟอร์เฮลธ์” โดยจะอบรมครูพลศึกษาใน 16 โรงเรียนนำร่องของไทย ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2559 และกระจายไปใน 38,000 โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อสอนทักษะฟุตบอลให้เด็กอายุ 11-12 ปี ในแนวคิด “สอนน้อยลง เรียนรู้มากขึ้น” ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าปี ค.ศ.2019 จะเข้าถึงเด็กไทยกว่า 1 ล้านคน และหวังว่าช่วยทำให้เด็กไทยมีสุขภาพอนามัยที่ดี
“ความร่วมมือ ระหว่างภาคีทั้ง 4 หน่วยงานนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการให้ความรู้ด้านสาธารณสุขให้แก่เด็กนักเรียนในกลุ่มประเทศสมาชิก เพื่อส่งเสริมให้เด็กนักเรียนอายุ 11-12 ปี หรือระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้มีทักษะทางการกีฬาฟุตบอลที่ดี มีกิจกรรมอื่นทำนอกเหนือจากการเรียน ซึ่งเป็นการสร้างความเพลิดเพลินและเสริมสร้างสุขอนามัยให้แก่เด็กนักเรียน อีกทั้งผู้ปกครองจะได้รับความรู้เรื่องสุขอนามัยที่พึงประสงค์จากบุตรหลานอีกด้วย” พล.อ.สุรเชษฐ์ แจกแจง
ไม่เพียงเท่านั้น ลักษณะโครงการ ช่วง 3 ปีแรก ฟีฟ่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการดำเนินโครงการ ได้แก่ การจัดอบรมให้แก่ครูพลานามัย จากโรงเรียนนำร่อง 16 โรง โรงละ 2 คน เพื่อเข้ารับการอบรมอย่างเข้มเรื่องการสอนสุขอนามัยโดยใช้ฟุตบอลเป็นสื่อ โดยที่ครูจะเป็นเทรนเนอร์ให้การอบรมครูในโรงเรียนอื่นๆ สำหรับปีต่อๆ ไป โดยมีกำหนดโครงการนี้ 10 ปี มีเนื้อหาการอบรม ระยะเวลา 11 สัปดาห์ ในแต่ละสัปดาห์นักเรียนจะได้เข้ากลุ่มกิจกรรมจำนวน 90 นาที และแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 ประมาณ 45 นาที สอนทักษะการเล่นฟุตบอล เช่น เลี้ยงลูกฟุตบอล หนีบหลีกทุ่น ซึ่งแต่ละทุ่นจะติดป้ายว่า ยาเสพติด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม เป็นต้น และในแต่ละสัปดาห์รายละเอียดเนื้อหาความรู้จะเปลี่ยนไป ที่สำคัญโครงการนี้จะได้รับการถ่ายทอดไปยังพ่อแม่ ผู้ปกครองทางบ้าน และบุคคลภายนอกโรงเรียน ซึ่งช่วยให้ทุกคนที่ได้รับฟังและนำไปปฏิบัติ จะมีสุขภาพที่ดีด้วย โดยโครงการนี้จะเริ่มดำเนินการในปีการศึกษา 2558 หรือเดือนพฤษภาคม 2559 นี้
“กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะร่วมกันส่งเสริมโรงเรียนและสถาบันการวิจัยทุกวิถีทางอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างกิจกรรมความร่วมมือที่มุ่งให้บรรลุวัตถุประสงค์ ทั้งนี้ องค์การฟีฟ่าก็จะสนับสนุนกระทรวงทั้งสาม ตามโครงการฟีฟ่า 11 เพื่อสุขภาพอย่างเต็มที่ ในเรื่องการให้ความรู้ การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ตามข้อตกลงระหว่างกัน ให้เป็นไปตามกระบวนการ ขั้นตอน ตามบันทึกข้อตกลงให้สามารถดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและสัมฤทธิ์ผลสูงสุดต่อไป”
ด้าน พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ฟีฟ่าเริ่มโครงการตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 ถึงตอนนี้มี 24 ประเทศที่เข้าร่วม โดยสมาคมยินดีที่ฟีฟ่าเลือกไทยจัดทำโครงการนี้เป็นประเทศที่ 4 ในเอเชีย และจะช่วยให้เกิดประโยชน์ต่อเด็กไทย ที่ผ่านมาฟีฟ่าประสบความสำเร็จสร้างเยาวชนให้ก้าวสู่นักเตะอาชีพจากโครงการนี้ ซึ่งตรงกับแนวคิดของตัวเองที่จะพัฒนานักเตะเยาวชนด้วยการสร้างอคาเดมี รุ่น 17 ปี โดยจะนำเด็กโครงการนี้มาต่อยอดเข้าสู่อคาเดมี เพื่อเป็นผลผลิตสู่ทีมชาติไทย และวางรากฐานระยะยาวในการไปฟุตบอลโลก เพราะการไปฟุตบอลโลกไม่ได้ใช้เวลาเพียง 3, 5 หรือ 10 ปีเท่านั้น
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223085

วัดไทยในสังเวชนียสถานนำพุทธศาสนากลับสู่แดนพุทธภูมิ
มีคำกล่าวไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์ในภัทรกัปนี้จะอุบัติขึ้นในโลกมนุษย์ ทุกพระองค์จะต้องจุติในดินแดนชมพูทวีป จุดที่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน สถานที่แสดงปฐมเทศนา หรือแม้แต่ขาเตียงในพระคันธกุฏิ ก็จะวางอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน โดยเฉพาะสถานที่ตรัสรู้ต้องเป็นที่เจดีย์พุทธคยาเท่านั้น เพราะเชื่อกันว่า ตำแหน่งนั้น คือ สะดือโลก เป็นจุดเดียวในโลกที่สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนจากการตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณได้ แม้จะเป็นแผ่นดินที่ถูกเลือก แต่ปัจจุบัน พุทธศาสนากลับเหือดหายไปจากดินแดนแห่งนี้กว่า 700 ปีแล้ว ยังดีว่า ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าอโศกมหาราชที่ทรงส่งพระธรรมทูตไปเผยแผ่พุทธศาสนา 9 สาย ศาสนาของพระศาสดาจึงยังคงงอกงามอยู่ตามดินแดนต่างๆ แต่ความมุ่งหวังลึกๆ ของชาวพุทธ ก็ยังคงอยากให้พุทธศาสนากลับคืนสู่แดนพุทธภูมิอีกครั้ง
“พ.ศ.1700 เพลิงได้เผาไหม้มหาวิทยาลัยนาลันทา ศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนาขนาดใหญ่ใกล้กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ จนล่มสลายลงพร้อมๆ กับการทำลายพุทธสถานทั่วดินแดน การปราบปรามพุทธศาสนาอย่างหนักดำเนินต่อไปตามส่วนต่างๆ ของชมพูทวีป ชาวพุทธบางส่วนหนีไปที่ศรีลังกา อีกส่วนถอยร่นไปทางตอนใต้ของอินเดีย จากครั้งนั้น พุทธศาสนาแทบสูญหายไปจากดินแดนแห่งนี้” พระอาจารย์จิตติพันธ์ กิตติวังโส พระนักศึกษามหาวิทยาลัยเมืองพาราณสี ให้ข้อมูลระหว่างพาชมมหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางจาริกบุญสังเวชนียสถาน 4 ตำบลในรัฐพิหาร รัฐอุตตรประเทศ ของประเทศอินเดีย และแคว้นอูธ ประเทศเนปาล โดยกองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา กรมการศาสนา จัดโครงการส่งเสริมพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนเดินทางไปประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน
นาลันทา หลับใหลอยู่ใต้ดินผ่านไปกว่า 700 ปี จนถึง พ.ศ.2403 ในยุคที่อังกฤษปกครองอินเดีย ถึงได้สำรวจพบและมีการขุดค้น นาลันทาจึงตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ภายหลัง พุทธสถานอื่นๆ ก็ได้รับการบูรณะโดยรัฐบาลอินเดีย อย่างไรก็ตาม เส้นทางสังเวชนียสถานเริ่มเป็นที่นิยมหลัง พ.ศ.2500 เมื่อรัฐบาลอินเดียเฉลิมฉลองวาระครบรอบพุทธชยันตี 2500 ปี เยาวหราล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย ได้เชิญชวนพุทธประเทศ ไปก่อตั้งวัดรอบโพธิมณฑลพุทธคยาเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่พุทธศาสนิกชนจากแต่ละประเทศที่เดินทางมาแสวงบุญ ประเทศไทยตอบรับเป็นชาติแรกและก่อตั้งวัดไทยพุทธคยา ในพ.ศ.2502 เป็นวัดไทยแห่งแรกที่สร้างในต่างประเทศด้วย
จากวันนั้น วัดไทยในอินเดียเพิ่มจำนวนตามจำนวนผู้แสวงบุญชาวไทย “พระมหานิพนธ์ ญาณวีโร” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา บอกว่า ยุคแรกมีคนไทยมาแสวงบุญหลักสิบ แค่ปีละ 10-20 คน ปัจจุบันเพิ่มเป็นหลักแสน โดยวัดไทยจะคอยดูแลอำนวยความสะดวกให้ทั้งการรักษาพยาบาล และให้ที่พักอาศัย รวมถึงจัดพระเป็นมัคคุเทศก์และนำสวดมนต์ตามสถานที่สังเวชนียสถานต่างๆ
ปัจจุบันมีวัดไทยในอินเดียทั้งหมด 36 วัด ส่วนใหญ่อยู่ในพุทธคยากว่า 20 วัด ที่เหลือกระจายอยู่ตามเส้นทางสังเวชนียสถาน แทบทุกวัดเปิดประตูต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่ญาติโยมจากไทย รวมถึงพุทธศาสนิกชนจากประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะสุขาที่สะอาดมาตรฐานไทยแลนด์ภายในวัด เป็นสุดยอดปรารถนาในเส้นทาง
กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับ พระธรรมทูตสายประเทศอินเดียและเนปาล โดยการนำของ พระเทพโพธิวิเทศ หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการจัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการความสะดวกผู้เดินทางประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ประเทศอินเดีย-เนปาล” ขึ้นในวัดไทยในอินเดีย-เนปาล รวม 9 แห่ง เริ่มจากวัดไทย ลุมพินี ประเทศเนปาล เเป็นแห่งแรก เพื่อเป็นหลักประกันและเป็นที่พึ่งพิงสำหรับผู้ที่จะเดินทางมาสังเวชนียสถาน
แม้สังเวชนียสถานจะตื่นแล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนจากภายนอก ที่ดั้นด้นหลั่งไหลเข้าไปตามรอยพระศาสดา ส่วนในอินเดียมีผู้นับถือศาสนาพุทธเพียงแค่ 5-6% หรือประมาณ 10 ล้านคนจากจำนวนประชากรที่มีเป็นพันล้านคน เป็นศาสนาที่มีประชากรนับถือน้อยสุด และนั่นเป็นภารกิจสำคัญอีกประการหนึ่งของวัดไทยในอินเดีย ในการฟื้นศรัทธาต่อศาสนาพุทธในดินแดนต้นกำเนิด
วัดไทย ใช้ศาสนสงเคราะห์ เป็นสะพานสู่การยอมรับของคนท้องถิ่น สภาพสังคมที่ยังมีระบบวรรณะครอบงำอยู่สูง ส่งผลให้การแก้ปัญหาความยากจนมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะรัฐพิหารเป็นรัฐที่ยากจนที่สุดในอินเดีย โอกาสการเข้าถึงการศึกษาและสาธารณสุขยังไม่ทั่วถึง วัดไทยส่วนใหญ่จึงช่วยเติมเต็ม เป็นสถานพยาบาลและสถานศึกษาให้แก่คนในพื้นที่
วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เป็นแห่งหนึ่งที่เปิดสถานพยาบาลรักษาคนในพื้นที่อย่างเต็มตัว ต่อเนื่องหลายปี มีผู้ที่ได้รับการรักษาแล้วจากที่นี่จำนวน 5 แสนคน พระครูสมุห์สงกรานต์ กิตติวโส พระธรรมทูตไทย กองงานเลขาฯ วัดไทยกุสินารา เล่าว่า ทางวัดเปิดสถานพยาบาลกุสินาราคลินิก รับรักษาชาวอินเดียมาตั้งแต่ปี 2543 โดยคิดค่ารักษาเริ่มจาก 3 รูปีรักษาทุกโรคในปัจจุบัน เป็น 10 รูปีรักษาทุกโรค แต่วันพระจะเปิดรักษาฟรีทุกโรค ตรงนี้เป็นกลยุทธ์ให้คนอินเดียระลึกถึงพระพุทธเจ้า
“ชาวอินเดียลืมพระพุทธเจ้า ลืมพุทธศาสนาไปกว่า 700 ปี ก็เลยคิดว่า ทำอย่างไรให้คนอินเดียรู้จักพระพุทธเจ้า กลับมารู้จักพุทธศาสนา จึงให้วันพระเป็นวันที่รักษาฟรี อันนี้เป็นกุศโลบาย ให้เขารู้ว่า ที่ได้ยาฟรี ได้รักษาฟรีวันนี้ เพราะมีพระพุทธเจ้า ขณะเดียวกัน เราก็ได้คิดว่า เรามาสร้างวัดสวยงาม แต่ชาวอินเดียไม่ได้ภูมิใจกับวัดแห่งนี้ มีแต่ญาติโยมคนไทยที่หน้าชื่นตาบาน จะทำอย่างไรให้เขาภูมิใจและรู้สึกว่าเป็นวัดของเขา เลยคิดว่า เรามาทำงานในดงคนยากจน คนแขก จึงตัดสินใจเปิดสถานพยาบาลเล็กๆ ขึ้นมา เพื่อรักษาโรคให้แก่คนในท้องถิ่น”
นอกจากนี้ ยังเปิดโรงเรียนต้นกล้าพุทธศาสนาวันอาทิตย์ สอนวิชาพระพุทธศาสนาและวิชาทั่วไปให้เด็ก ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี ทุกๆ ปีมีเด็กมาสมัครเข้าเรียนกว่า 500 คน แต่รับได้แค่ 100 คน พระครูสมุห์สงกรานต์ บอกว่า ทุกวันนี้ เวลาไปบิณฑบาตในหมู่บ้านชาวฮินดูปรากฏว่า เขาใส่บาตรให้เราด้วยความภาคภูมิใจ ตรงนี้มาจากการที่เราให้เขาก่อน
การฟื้นพุทธศาสนาสู่แดนพุทธภูมิ คือการทำให้ธรรมะของพระศาสดาเข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของศรัทธาชาวอินเดีย ให้ทุกศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนและผสมผสานทางวัฒนธรรม เหมือนอย่างที่วัดไทยกุสินารา มีรูปปั้น โค ซึ่งเป็นพาหนะของ พระศิวะ ตั้งอยู่หน้าวัด มีรูปพระพิฆเนศ อยู่ในอุโบสถ เพื่อให้ผู้คนในศาสนาอื่นสะดวกใจเดินเข้าวัดพุทธ และสำหรับพุทธศาสนิกชน การดั้นด้นไปสังเวชนียสถาน ก็เป็นดังที่พระตถาคตตรัสไว้ว่า ผู้ใดระลึกถึงพระองค์ พึงจาริกไปยังสังเวชนียสถานทั้งสี่นี้
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223055

‘มาฆบูชา’ กับ ‘ธรรมะสู่คนทั้งมวล’