‘ประจิน’นำ9หน่วยงานจัดกิจกรรมค่ายช่วงปิดเทอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223411

ปิดเทอม,ค่าย,เรียนรู้

การศึกษา-สาธารณสุข  :  1 มี.ค. 2559

‘ประจิน’นำ9หน่วยงานจัดกิจกรรมค่ายช่วงปิดเทอม

‘ประจิน’นำ9หน่วยงานจัดกิจกรรมค่าย ‘ปิดเทอมนี้ สนุกคิด สนุกเรียนรู้ สู่อนาคต’ เข้าพบนายกฯเชิญชวนเด็กเยาวชนทั่วประเทศใช้เวลาช่วงวันหยุดยาวอย่างสร้างสรรค์

            1มีนาคม 2559  พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบูรณการด้านพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ นำคณะผู้บริหาร 9 หน่วยงานที่ร่วมจัดกิจกรรมประกอบด้วย องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ องค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา(ท้องฟ้าจำลอง) สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ เข้าพบนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อร่วมโปรโมทกิจกรรม “ปิดเทอมนี้ สนุกคิด สนุกเรียนรู้ สู่อนาคต”

กิจกรรมดังกล่าวเป็นหนึ่งใน 5 กิจกรรมหลักของคณะกรรมการบูรณาการด้านพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ ที่มี พลอากาศเอกประจิน เป็นประธาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้โดยตรงจากพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ที่เป็นคลังความรู้ในช่วงปิดเทอม ตลอดจนเพื่อเชื่อมโยงและบูรณาการความร่วมมือระหว่างพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ของหน่วยงานต่าง ๆ โดยแบ่งเป็นกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ 5 ด้าน ได้แก่ วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์ ศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การอ่านและทักษะชีวิต ประกอบด้วย 24 กิจกรรมย่อยเพื่อรองรับการเรียนรู้ที่หลากหลาย

สำหรับกิจกรรมที่ทางคณะกรรมการฯ ได้จัดให้นายกรัฐมนตรีดู อาทิ  องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ นำรถคาราวานวิทยาศาสตร์  ซึ่งมีกิจกรรมของเล่นภูมิปัญญาไทย กิจกรรมค่าย STEM เป็นร่วมแสดง สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ นำโมเดลการเรียนรู้นอกห้องเรียนของชุมนุมดาราศาสตร์ จ.ฉะเชิงเทรา ที่มุ่งให้นักเรียนเรียนรู้ดาราศาสตร์จากสิ่งใกล้ตัว สร้าง ประดิษฐ์ คิดค้น การทดลองแบบง่ายๆ มีการรวมกลุ่มเด็กที่สนใจดาราศาสตร์ มาทำกิจกรรมหลังเลิกเรียน ฝึกฝน ฝึกปรือ แสวงหาความรู้ที่หอดูดาว โดยทีมหอดูดาวฉะเชิงเทราเป็นพี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิด จากโจทย์เดียว สร้างสรรค์ออกมานับสิบชิ้นงาน ผลงานที่สามารถใช้ได้จริงแบบไม่เหมือนใครในโลก รอเวลาปรากฏการณ์ดาราศาสตร์จะมาถึงความฝันที่จะนำอุปกรณ์ส่วนตัวออกมาใช้งานจะเป็นจริงแล้ว 9 มีนาคม นี้  ด้านศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา(ท้องฟ้าจำลอง) นำนิทรรศการที่แสดงให้เห็นท้องฟ้ายุคดิจิตอล เพื่อประชาสัมพันธ์ท้องฟ้าและนิทรรศการ และได้นำหุ่นยนต์เก็บของ หุ่นยนต์เดินตามเส้น รวมทั้งตั้งกล้องจุลทรรศน์ส่องดูสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมาร่วมจัดแสดงด้วย

พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ จะมีกิจกรรมประดิษฐ์เครื่องบินจำลองที่ทำจากกระดาษเข้าร่วมแสดง ขณะที่องค์การสวนพฤกษศาสตร์ นำกิจกรรมการสาธิตนำกล้วยไม้ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อออกจากขวดเพาะเลี้ยงและสาธิตการนำกล้วยไม้ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนำมาปลูกบนวัสดุปลูก สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TKpark) ภายใต้สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ นำกิจกรรม TK แจ้งเกิดมาร่วมกิจกรรม โดยนำศิลปิน TK Band ซึ่งเป็นผลิตผลความสำเร็จอันเกิดจากการบ่มเพาะเยาวชนให้มีทักษะทางดนตรี จากวิทยากรมืออาชีพ โดยผ่านการพัฒนาศัยภาพและความสามารถเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นมืออาชีพซึ่งเป็นโครงการที่ TKpark ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนสำนักหอสมุดแห่งชาติ นำสื่อการเรียนรู้“วิถีถิ่น วิถีไทย” ไปร่วมจัดแสดง องค์การสวนพฤกษศาสตร์นำกิจกรรม ด้านกรุงเทพมหานครนำนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับปิดเทอมเติมประสบการณ์ในพิพิธภัณฑ์เด็กทั้ง 2 แห่งคือที่ทุ่งครุ และจตุจักร มานำเสนอ รวมทั้งแสดงหุ่นละครโรงเล็กให้นายกรัฐมนตรีดูด้วย

ระหว่างเดินชมกิจกรรมนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวกับตัวแทนเยาวชนที่มารอต้อนรับว่า ขอฝากทุกคนให้เน้นเรื่องสเต็มศึกษา (STEM) หรือองค์ความรู้ทางวิชาของการเรียนของศาสตร์ที่เชื่อมโยงบนโลกของความเป็นจริง และอย่าลืมเรื่องลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เด็กทุกคนจะต้องฝึกฝนและคิดให้เร็ว เขียนให้เร็ว ไม่ใช่ดูแต่โลกโซเชียลมีเดีย แต่เขียนบรรยายไม่ได้ ย่อความไม่เป็น เพราะฉะนั้นทุกคนต้องให้มีการเรียนรู้ สิ่งสำคัญอย่าลืมสถาบันหลักของชาติ ซึ่งถือเป็นหลักชัยนั่นคือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สิ่งสำคัญเราต้องเรียนประวัติศาสตร์เพื่อให้รู้ความเป็นมาของชาติไทย ทุกคนต้องมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โดยยึดตามหลักค่านิยม 12 ประการ ทั้งนี้ในส่วนของผลงานการศึกษาต่างๆ ทั้งในส่วนกระทรวงและของเด็กๆ ก็ขอให้นำไปต่อยอด และได้กล่าวเชิญชวนให้เด็ก เยาวชน พ่อแม่ผู้ปกครอง ได้พาบุตรหลานมาร่วมกิจกรรม เพื่อให้พวกเขาได้ใช้เวลาช่วงวันหยุดยาวของอย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตในอนาคต

สำหรับข้อมูลกิจกรรมสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ http://www.okmd.or.th/MuseAndLearn2U หรือติดตามความคืบหน้าของกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ http://www.facebook.com/MuseAndLearn2u สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-105-6524


15คำห้ามแพทย์โม้โฆษณา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223391

สาธารณสุข,คลินิก,เอกชน,ภาคทัณฑ์,โฆษณา,แพทย์,ห้าม

การศึกษา-สาธารณสุข  :  1 มี.ค. 2559

15คำห้ามแพทย์โม้โฆษณา

18 ข้อห้ามคลินิก – รพ.เอกชนโฆษณา ฝ่าฝืนปรับวันละหมื่นจนกว่าจะระงับ 15 คำบังคับแพทย์ห้ามใช้จ้อ โทษตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ – เพิกถอนใบอนุญาตฯ

                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2546) เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการโฆษณาสถานพยาบาล ซึ่งออกตามมาตรา 38 พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ที่กำหนดว่า ห้ามโฆษณาหรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาด้วยถ้อยคำที่เป็นเท็จหรือโอ้อวด โดยใช้บังคับกับสถานพยาบาลที่ไม่ใช่สังกัดของหน่วยงานราชการ ประกาศดังกล่าว กำหนด 18 ข้อห้ามโฆษณาสถานพยาบาลในลักษณะ ดังนี้
                      1. ห้ามใช้ข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่ไม่มีมูลความจริงทั้งหมดหรือบางส่วน หรือมีลักษณะหลอกลวงหรือปกปิดความจริงหรือทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นจริง
                      2. การใช้ข้อความทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่ามีบุคลากร เครื่องมือ เครื่องใช้และอุปกรณ์แต่กลับไม่มีให้บริการ
                      3. การใช้สถาบัน หน่วยงาน องค์กร หรือบุคคล ที่ไม่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานรัฐ
                      4. การโฆษณาบริการโรคที่ไม่มีอยู่ในสาขาที่ผู้ประกอบวิชาชีพมีหนังสืออนุมัติหรือวุฒิบัตร
                      5. การอ้างอิงรายงานวิชาการ ผลงานวิจัย สถิติ โดยข้อมูลที่อ้างอิงไม่ใช่ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ
                      6. การใช้ข้อความหรือรูปภาพ โอ้อวดเกินจริงหรือข้อความที่กล่าวอ้างหรือบ่งบอกว่าของตนดีกว่า เหนือกว่า ดีที่สุด รายแรก แห่งแรก รับรองผล 100% หรือการเปรียบเทียบหรือข้อความที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าการบริการของสถานพยาบาลแห่งนั้นมีคุณภาพที่ดีกว่า เหนือกว่าหรือสูงกว่าที่อื่น
                      7. การโฆษณากิจการสถานพยาบาลหรือการโฆษณาความรู้ความสามารถความเชี่ยวชาญในการรักษาพยาบาลคุณภาพหรือประสิทธิผล สรรพคุณ กรรมวิธีหรือเปรียบเทียบผลก่อน – หลังในทำนองให้เข้าใจผิด
                      8. การใช้ชื่อสถานพยาบาลหรือข้อความที่ทำให้เข้าใจว่ามีการประกอบกิจการที่ไม่ตรงกับการรับอนุญาต
                      9. การโฆษณาสถานที่ซึ่งไม่ใช่เป็นของสถานพยาบาล
                      10. การโฆษณาด้วยวิธีการอันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ร่างกายหรือจิตใจหรือก่อให้เกิดความรำคาญแก่ประชาชน
                      11. การใช้ภาพหรือเสียงที่ไม่เหมาะสมสร้างความหวาดกลัว หรือมีลักษณะเป็นการส่อไปในทางลามกอนาจาร กระตุ้นหรือยั่วยุทางกามารมณ์
                      12. การใช้ภาพหรือเสียงโดยไม่สุภาพหรือแสดงอาการทุกข์ทรมานของผู้ป่วย
                      13. การให้ร้าย เสียดสี หรือทับถมสถานพยาบาลหรือผู้ประกอบวิชาชีพอื่น
                      14. ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม
                      15. การโฆษณาที่รวมอยู่กับข้อความถวายพระพร หรือข้อความอย่างอื่นที่อ้างอิงเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เว้นแต่ชื่อของสถานพยาบาลหรือผู้ประพันธ์บทความดังกล่าว
                      16. การโฆษณาการให้บริการฟรี
                      17. การโฆษณาที่จัดให้มีการแถม แลกเปลี่ยน ให้สิทธิประโยชน์ รางวัล หรือการเสี่ยงโชค จากการรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาล
                      18. ห้ามการให้ส่วนลดค่าบริการหรือค่ารักษาพยาบาล เว้นแต่ลดเพื่อการอนุเคราะห์บุคคลด้อยโอกาส ลดต่อสมาชิกกลุ่มบุคคลหรือสถาบันหรือองค์กรเป็นการแจ้งให้ทราบเฉพาะกลุ่มเท่านั้น
                      ทั้งนี้ ผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท และให้ปรับอีกวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาท นับแต่วันที่ฝ่าฝืน จนกว่าจะระงับการโฆษณา
                      ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในส่วนของแพทย์ ตามประกาศแพทยสภา ที่ 50/2549 เรื่อง คำที่ห้ามใช้ในการโฆษณา ออกบังคับใช้กับแพทย์ตั้งแต่ พ.ศ. 2549 กำหนดคำที่ห้ามแพทย์ใช้ในการโฆษณา 15 คำเบื้องต้น ดังนี้
                      1. คำว่า เพียง เช่น เพียง 4,000 บาท ต่อ ครั้ง
                      2. คำว่า เท่านั้น เช่น รักษาครั้งละ 500 บาท เท่านั้น
                      3. คำว่า พิเศษ เช่น พิเศษสำหรับสมาชิกบัตรเครดิต ค่ารักษา
                      4. คำว่า เฉพาะ เช่น ราคานี้เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
                      5. คำว่า ล้ำสมัย หรือ เช่น ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แห่งเดียว/แห่งแรกในประเทศไทย
                      6. คำว่า นำสมัย เช่น อุปกรณ์ที่นำสมัยในการให้การรักษา
                      7. คำว่า ราคาเดิม เช่น เสริมจมูก ตกแต่งใบหน้า 3,000 บาท จากราคาเดิม 4,000 บาท
                      8. คำว่า ครบวงจร เช่น โดยทางศูนย์ให้บริการแบบครบวงจร การแสดงราคาเปรียบเทียบ เช่น จากเดิม 6,000 บาท เหลือ 4,000 บาท หรือการแสดงราคาเปรียบเทียบกับโรงพยาบาลอื่น เช่น โรงพยาบาล น. ราคาโปรแกรมตรวจสุขภาพ ราคา 3,000 บาท แต่โรงพยาบาล ร.โปรแกรมตรวจสุขภาพ ราคา 2,000 บาท การใช้คำว่า ปกติ กับ เหลือ เช่น ปกติ ราคา 500 บาท จองวันนี้ เหลือ 300 บาท โดยสิทธิ์นี้ใช้ได้ จนถึงสิ้นเดือน
                      9. คำว่า ฟรี เช่น จองวันนี้แถมฟรี ตรวจความดันปัสสาวะ ฯลฯ .
                      10. คำว่า สวยจริง จริงบอกต่อ
                      11. คำว่า อยากสวย สวยที่
                      12. คำว่า งดงามที่… มีเสน่ห์ที่…
                      13. คำว่า สวยเหมือนธรรมชาติที่…
                      14. คำว่า เหนือกว่า / สูงกว่า
                      15. คำว่า โรค…รักษาได้ (ต้องมีข้อมูลทางวิชาการ 80% ขึ้นไป ว่าโรคดังกล่าวสามารถรักษาหายได้)
                      ผู้ฝ่าฝืนมีโทษตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และเพิกถอนใบอนุญาตฯ

รพ.วิชัยเวชเปิดศูนย์ชลอวัยเอาใจคนรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223373

สุขภาพ,นวัตกรรม,รศ.ดร.นพ.วิชัย วนดุรงค์วรรณ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  1 มี.ค. 2559

รพ.วิชัยเวชเปิดศูนย์ชลอวัยเอาใจคนรักสุขภาพ

รพ.วิชัยเวช ฯ อ้อมน้อย เพิ่มศักยภาพการบริการ เปิด “ศูนย์ชะลอวัยไทย-ฟิลอส ศูนย์เวชศาสตร์การกีฬา&ฟิสเนส”เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนรักสุขภาพและความงาม

          รศ.ดร.นพ.วิชัย วนดุรงค์วรรณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิชัยเวช ได้เป็นประธานเปิด “ศูนย์ชะลอวัยไทย-ฟิลอส ศูนย์เวชศาสตร์การกีฬา&ฟิสเนส” โดยจัดนวัตกรรมทันสมัยดูแลคนยุคใหม่ที่ใส่ใจคุณภาพ ต้องการเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงมากกว่าการรอให้เจ็บป่วยแล้วค่อยมาทำการรักษา ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง โดยมี ผศ.พญ.สายสุณี วนดุรงค์วรรณ ซีอีโอ และ นายแพทย์วริศ พิสิฏฐนรสีห์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านความงามและAnti Agingบรรยายพิเศษพร้อมสาธิตนวัตกรรมยกระดับปรับหน้าเรียวด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด
          รศ.ดร.นพ.วิชัย วนดุรงค์วรรณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิชัยเวช กล่าวว่า ทางรรงพยาบาลฯเรามีศักยภาพในการรักษาอาการของผู้ป่วยในด้านต่าง โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาโรค แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการดูแลไม่ให้ตัวเองป่วยไข้ เป็นเรื่องที่ทางโรงพยาบาลฯใส่ใจมากกว่า การเปิด “ศูนย์ชะลอวัยไทย-ฟิลอส ศูนย์เวชศาสตร์การกีฬา&ฟิสเนส” จึงเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการทุกเพศทุกวัย เป็นอีกหนึ่งบริการที่พร้อมจะตอบสนองผู้รักสุขภาพและความงามได้เป็นอย่างดีในทุกด้าน ทั้งสถานที่และอุปกรณ์ที่ทันสมัย และแพทย์ผู้ชำนาญที่จะคอยบริการให้คำปรึกษากับผู้เข้ามารับการบริการทุกท่าน
          รศ.ดร.นพ.วิชัย วนดุรงค์วรรณ บอกอีกว่า การแพทย์แบบบูรณาการเป็นการรักษาแบบผสมผสานการแพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับแพทย์ทางเลือกให้เหมาะสมกับแต่ละคน โดยเน้นการดูแลส่งเสริมสุขภาพแบบcustomizeเพราะสุขภาพและความต้องการเสริมสุขภาพของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันตามlife Styleของแต่ละบุคคล ดังเช่น การรักษาผู้ป่วยระบบประสาท โดยแพทย์ระบบประสาท (Nero Med)ร่วมกับการฝังเข็ม
          นอกจากนี้ ศูนย์ชลอวัยฯแห่งนี้ นอกจากจะเป็นศูนย์ชะลอวัยที่ดูแลเรื่องสุขภาพและความงามแล้ว ยังประกอบด้วยไปด้วยศูนย์เวชศาสตร์การกีฬาและฟิตเนส การแพทย์แพทย์ไทย การแพทย์แผนจีน ศูนย์ทันตกรรม รวมไปถึงศูนย์ตรวจสุขภาพที่ให้บริการอย่างครบวงจรและยังมีนวัตกรรมทันสมัยที่สามารถตรวจวิเคราะห์เม็ดเลือดแดงสด (live blood analysis)เพื่อตรวจวิเคราะห์ดูลักษณะเม็ดเลือด ทั้งเม็ดเลือด แดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ภาวการณ์สะสมของสารพิษ ตะกอนโลหะหนัก ภาวะภูมิแพ้แอบแฝงและการสะสมของสารอนุมูลอิสระและตรวจการทำงานของตับ ไต ระดับไขมันในเลือด โดยผู้รับบริการสามารถมองเห็นภาพลักษณะเม็ดเลือดของตนเองไปพร้อมๆ กับผู้ตรวจผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ทันทีอีกด้วย
          รศ.ดร.นพ.วิชัย วนดุรงค์วรรณ บอกอีกว่าเมื่อวิวัฒนาการทางการแพทย์มีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นก็ได้ถูกพัฒนาออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยรักษาคนไข้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ อีกทั้งยังมีการแพทย์แบบบูรณาการเข้ามาเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาและเสริมสร้างร่างกาย ทำให้โลกอนาคตแห่งการรักษาไม่หยุดนิ่งจนนำไปสู่ “นวัตกรรมการรักษายุคใหม่ ” ที่ก้าวไกลกว่าเดิม

‘ปั้นขยะสู่เชื้อเพลิง’วิถีพอเพียงร.ร.บ้านหนองหว้าหนองไผ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223311

พอเพียง,ปั้น,ขยะ,สู่,เชื้อเพลิง,วิถี,ร.ร.,บ้าน,หนอง,ไผ่

การศึกษา-สาธารณสุข  :  1 มี.ค. 2559

‘ปั้นขยะสู่เชื้อเพลิง’วิถีพอเพียงร.ร.บ้านหนองหว้าหนองไผ่

‘ปั้นขยะสู่เชื้อเพลิง’วิถีพอเพียงร.ร.บ้านหนองหว้าหนองไผ่ : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญรายงาน

           ภาพเด็กหญิงในชุดนักเรียนนั่งล้อมวงตรงกลางมีชามข้าวเหนียวกับไข่ทอดที่ราดซอส ต่างคนต่างใช้มือหยิบข้าวปั้นเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อถามว่ากินแค่นี้อิ่มหรือ? อร่อยไหม? เด็กๆ ตอบกลับพร้อมรอยยิ้มและดวงตาเป็นประกายว่า “อิ่มและอร่อย”..สะท้อน วิถีแห่งความพอเพียง และการรู้จักแบ่งปัน

มื้ออิ่มครั้งนี้ มาจากผลผลิตจากไก่เลี้ยง  ภายในรั้ว โรงเรียนบ้านหนองหว้าหนองไผ่ จ.อุดรธานี ที่พิเศษอีกอย่างก็คือเชื้อเพลิงที่นำมาใช้ในการประกอบอาหาร เป็นกระดาษอัดแท่ง มาจากแนวคิดที่นำขยะมาทำให้เกิดประโยชน์

นายไพโรจน์ ธิติกาญจน์พจนา ครูโรงเรียนบ้านหนองหว้าหนองไผ่ เล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากกิจกรรมธนาคารขยะในโครงการด้วยรักและห่วงใย ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่โรงเรียนทำอยู่ เพื่อปลูกฝังให้เด็กรักความสะอาด รู้จักการคัดแยกขยะแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ พลาสติก โลหะ เป็นต้น

ต่อมาคณะผู้บริหาร ครู และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2   ทุกคนร่วมกันคิดหาวิธีการว่าจะทำอย่างไรให้ขยะเหล่านี้เกิดประโยชน์ โดยบูรณาการกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ และมองเห็นว่าปัญหาเศษกระดาษมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นส่งผลให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม แม้จะนำมาขายได้ก็ได้ราคาเพียงกิโลกรัมละ 1-2 บาทเท่านั้น ควรหาวิธีที่ทำให้เกิดประโยชน์ จนนำมาสู่การทำ “โครงงานการผลิตแท่งพลังงานจากเศษกระดาษ” โดยเริ่มต้นเมื่อปีการศึกษา 2557

กระบวนการเพื่อให้ได้แท่งพลังงานจากเศษกระดาษไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด ครูไพโรจน์ อธิบายว่า วัสดุที่ใช้คือ กระดาษทุกชนิดไม่ว่าจะหนังสือพิมพ์ กระดาษสมุด กระดาษลัง เหล่านี้ล้วนหาได้ง่ายในโรงเรียน ได้มาแล้วก็นำเศษกระดาษมาฉีกเป็นชิ้นเล็กและยาว จากนั้นนำมาแช่น้ำทิ้งไว้ แต่จะต้องแยกประเภทกระดาษด้วยเพราะเนื้อกระดาษแต่ละชนิดจะใช้เวลาแช่ไม่เท่ากัน อาทิ กระดาษสมุดใช้เวลาไม่นานก็นิ่มเปื่อย แต่ถ้ากระดาษลังเนื้อหนาใช้เวลานานกว่าประมาณ 12 ชั่วโมง เป็นต้น

เมื่อกระดาษที่แช่น้ำนิ่มแล้ว ก็นำไปอัดในท่อพีวีซี ขนาด 1.5-2 นิ้วยาว 5 นิ้ว และใช้ไม้ไผ่ ขนาด 1 นิ้ว ยาว 10 นิ้วกดอัดให้แน่น เมื่อได้แท่งกระดาษที่อัดเรียบร้อยก็นำไปวางบนตะแกรงตากแดด เมื่อแท่งกระดาษแห้งจนจับตัวแข็งก็สามารถนำมาใช้เป็นพลังงานแทนถ่าน ในการประกอบอาหารได้ ยิ่งแท่งกระดาษอัดแน่นดียิ่งได้กำลังไฟดี

“เด็กๆ จะใช้ช่วงเวลาว่างหรือตอนเย็นหลังเลิกเรียนมาช่วยกันทำ อาทิ กลุ่มหนึ่งฉีกกระดาษแช่น้ำ อีกกลุ่มอัดกระดาษ ทำให้เกิดการเรียนรู้การทำงานร่วมกัน เรียนรู้ที่จะฝึกคิดค้นสร้างสรรค์ จากการที่ได้นำสิ่งที่มีอยู่รอบตัว เป็นพื้นฐานชีวิตของเขามาทำให้เกิดประโยชน์และใช้ได้ผลแท้จริง เป็นการบ่มเพาะให้รู้จากสิ่งเล็กๆ และค่อยพัฒนาต่อยอดไปสู่ในขั้นที่สูงขึ้น เพราะฉะนั้น กิจกรรมนี้จะช่วยให้เด็กๆ ตื่นตัว เรียนรู้การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การรักษาสภาพแวดล้อมในโรงเรียน ช่วยลดปัญหาเศษกระดาษและการทิ้งเศษกระดาษ ที่จะก่อให้เกิดขยะในโรงเรียน ที่สำคัญสอนให้เด็กรู้จักความพอเพียง” ครูไพโรจน์ กล่าว

ครูไพโรจน์ บอกด้วยว่า โครงงานนี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อการประกวดแข่งขัน เพราะถ้าหากจะแข่งขันก็ต้องมีกระบวนการมากกว่านี้ แต่ที่โรงเรียนหวังที่สร้างทักษะชีวิตให้แก่เด็กๆ ปลูกฝังให้เขามีคุณลักษณะตามค่านิยมหลัก 12 ประการ และก็หวังให้นักเรียนนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ และพบว่าเด็กบางคนครอบครัวยังใช้เตาถ่านในการปรุงอาหาร แม้จะเป็นส่วนน้อยแต่เด็กก็นำความรู้ที่ได้จากโครงงานการผลิตแท่งพลังงานจากเศษกระดาษ ไปทำเชื้อเพลิงไม่ต้องเสียเงินซื้อถ่าน

ขณะที่ นายแสงรัตน์ เจียระไนศิลาวงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองหว้าหนองไผ่  สะท้อนภาพรวมของโรงเรียนว่า  สอนเด็กในระดับอนุบาล-ประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน 150 คน ประชากรในพื้นที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เลี้ยงปลาในกระชัง และด้วยความที่เด็กๆ ยังอยู่ในวัยที่ไม่โตมาก แต่เป็นช่วงสำคัญที่ต้องปลูกฝังและฝึกฝนให้เขาได้มีทักษะชีวิต เพราะฉะนั้น การพัฒนาโรงเรียนจึงเน้นเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อย่างการผลิตแท่งพลังงานจากเศษกระดาษ เป็นอีกความรู้หนึ่งที่นักเรียนได้ลงมือทำและนำไปใช้จริง

“ผมวางแผนพัฒนาทักษะอาชีพให้นักเรียนด้วย เช่น การจัดทำแปลงเกษตรปลูกผัก เลี้ยงไก่ ปลา หมู ในพื้นที่โรงเรียนให้เด็กนักเรียนมีส่วนร่วม ได้ลงมือทำจริง ได้เรียนรู้การทำงานถือเป็นการบ่มเพาะให้เด็กได้เรียนรู้วิชาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพของพ่อแม่นักเรียนด้วย” ผอ.ร.ร.บ้านหนองหว้าหนองไผ่ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

นับได้ว่าเป็นอีกกลวิธี ที่โรงเรียนแห่งนี้มุ่งมั่น ปลูกฝังและสอดแทรกการพัฒนาทักษะชีวิตให้แก่นักเรียนได้อย่างน่าสนใจ ด้วยการนำสิ่งใกล้ตัวมาเพิ่มคุณค่า แทนที่จะปล่อยวางไว้สูญเปล่า ถ้าสนใจเยี่ยมชมร.ร.บ้านหนองหว้าหนองไผ่ ติดต่อได้ที่ร.ร.บ้านหนองหว้าหนองไผ่ หมู่ 4 บ้านหนองหว้าหนองไผ่ ต.หนองนาคำ อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี 41000 โทรศัพท์ 0-4229-0336


ยกระดับคุณภาพการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223334

ชายแดนใต้

การศึกษา-สาธารณสุข  :  1 มี.ค. 2559

ยกระดับคุณภาพการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้

ยกระดับคุณภาพการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้ : วิไลพร ศรีสุขรายงาน

ในศตวรรษที่ 21 การศึกษาเปรียบเสมือนหนทางสู่ความสำเร็จในหลายๆ ด้าน ผู้ใดใฝ่รู้ที่จะศึกษาผู้นั้นย่อมไปสู่หนทางที่เจริญกว่า ฉะนั้นการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการศึกษาให้มีคุณภาพและต่อเนื่อง

โดยเฉพาะในเขตพื้นที่เข้าถึงยากอย่างจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่โอกาสทางการศึกษายังน้อยกว่าการศึกษาในเขตพื้นที่ปกติ

พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงพื้นที่ประชุมสัมมนายกระดับคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา จ.ยะลา โดยมีคณะผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมประชุม

พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีการยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจัดระบบการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาตรงตามความต้องการของสภาพปัญหาของเขตพื้นที่และส่งเสริมให้ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา พัฒนาตนอย่างต่อเนื่อง

โดยใช้แหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย มีทักษะการเรียนรู้ตามมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งส่งเสริมให้มีเครือข่ายทางวิชาการของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับสถานศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษา การประชุมและติดตามผลการดำเนินงานในการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาด้วยระบบ TETP online เน้นให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้พัฒนาตนเองผ่านระบบออนไลน์ พัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างครบวงจรด้วยระบบ DLTV และ DLIT

“TETP online เป็นเรื่องการพัฒนาครูบุคลากรทางการศึกษา เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีได้ให้ข้อสั่งการมาเมื่อปีที่แล้วให้พัฒนาครู เนื่องจากครูเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาการเรียน การสอน ทางกระทรวงศึกษาธิการได้รับเรื่องมาดำเนินการ ซึ่งได้พัฒนาวิธีการคือ การมุ่งที่จะกำหนดให้ครูอยู่กับห้องเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถพัฒนาตนได้จากแหล่งเรียนรู้ของศูนย์พัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาด้วยระบบ TETP online ระดับภาคได้ทุกคน ทุกที่ และทุกเวลา” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า การประชุมสัมมนายกระดับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กระทรวงศึกษาธิการได้เชิญผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่มาประชุมสัมมนา เพื่อจะได้รับทราบรับรู้ในเรื่องการทำงานที่ได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา และมีการจัดนิทรรศการเพื่อเป็นการศึกษาเรียนรู้ และมีเรื่องสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อครูและบุคลากรทางการศึกษา ก็คือ การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยยึดภารกิจและพื้นที่หน่วยปฏิบัติงานเป็นฐาน ทั้งนี้เพื่อมารับฟังการบรรยาย ในส่วนที่เป็นนโยบายเพื่อที่จะสามารถนำไปถ่ายทอดให้แก่นักเรียน ผู้ปกครองได้รับทราบ สร้างการรับรู้สู่สังคมร่วมกัน

ส่วนในเรื่องเงินอุดหนุนรายหัวของโรงเรียนเอกชน กระทรวงศึกษาธิการก็ได้เข้มงวดในการดำเนินงานเพื่อที่จะให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์ ที่ผ่านมีการเบิกงบประมาณไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ก็ได้ตรวจสอบและมีการเรียกคืนจากโรงเรียนเอกชน ในปีงบประมาณที่ตรวจแล้วก็ย้อนหลังไปถึงปี 56 มีโรงเรียนที่ดำเนินการในส่วนนี้อยู่จำนวน 256 โรงเรียน ได้คืนเงินมาแล้วจำนวน 43 ล้านบาท ส่วนปีงบประมาณปี 57 ในจำนวนโรงเรียน 227 โรง ได้ตรวจพบว่านำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์อยู่ 82 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการคืนเงิน ได้รับความร่วมมือเป็นส่วนใหญ่ อาจมีบางโรงเรียนที่ยังทยอยจะคืนเงินอยู่ ทั้งนี้พยายามจะใช้งบประมาณในจังหวัดชายแดนใต้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยความโปร่งใส่ เป็นธรรมและก็เป็นประโยชน์สูงสุด

“การดูแลความปลอดภัยของโรงเรียนในพื้นที่ ถือเป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าฝ่ายความมั่นคง ได้ดำเนินการโดยตำรวจ ทหาร อาสาสมัคร คอยดูและรักษาความปลอดภัยให้แก่ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา และสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด สรุปว่าที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับการศึกษาทางจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพิเศษ เพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ให้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีคุณภาพการศึกษาความเท่าเทียมกับพื้นที่การศึกษาอื่นๆ” พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

เด็กที่อยู่ในเขตการศึกษาที่ด้อยโอกาส การมอบโอกาสทางการศึกษาถือเป็นการสร้างสังคมที่ดีอีกทางหนึ่ง เพราะเด็กในวันนี้ก็ต้องไปเป็นอนาคตของชาติในวันข้างหน้า เมื่อมีโอกาสทางการศึกษาที่ดีขึ้นก็จะสามารถพัฒนาตนและดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข…


จ่อฟัน’แพทย์หญิง’โม้โฆษณาทำตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223306

สาธารณสุข,โฆษณาเกินจริง,วู้ดดี้,ตื่นมาคุย,ตา,แพทยสภา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  29 ก.พ. 2559

จ่อฟัน’แพทย์หญิง’โม้โฆษณาทำตา

‘แพทย์หญิง’ โผล่รายการ ‘ตื่นมาคุย’ โม้คลินิกทำตา ‘สวยทุกคน’ เลขาฯ แพทยสภา ชี้ เข้าข่ายโฆษณาเกินจริง เตรียมชงสอบก่อนเอาผิด

                      จากการที่รายการ ‘ตื่นมาคุย’ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์น ไนน์ ซึ่งมีนายวุฒิธร มิลินทจินดา หรือ วู้ดดี้ , ธัญญ่า ธัญญาเรศ เองตระกูล , กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ เหลืองอุทัย , แจ็ค แฟนฉัน เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ เป็นพิธีกร โดยช่วงหนึ่งของรายการ (“At Medical Clinic” ผู้นำด้านการทำตา 2 ชั้น แบบครบวงจร) มีการเชิญ แพทย์หญิงอาภรณ์ ไชยเครื่อง ซึ่งทางรายการขึ้นชื่อพร้อมระบุว่าเป็นเจ้าของ At Medical Clinic มาพูดให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมตา ทั้งนี้ อาจมีบางคำพูดที่เข้าข่ายการโฆษณาเกินจริง เช่น “สวยทุกคน” และ “ถ้ามาที่คลินิก เคสที่ออกไปจะสวยทุกเคส” เป็นต้น และมีการขึ้นข้อความผ่านหน้าจอในตอนท้ายว่า “โปรโมชั่นราคาเดียว 15,000 บาท ฟรี ทรีทเม้น 3 ครั้ง (10 ท่านแรก)” ซึ่งอาจเข้าข่ายการห้ามโฆษณา หรือโฆษณาเกินจริง
                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบชื่อแพทย์หญิงดังกล่าวผ่านเว็บไซต์ แพทยสภาhttp://www.tmc.or.th/ พบว่า เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตั้งแต่ พ.ศ. 2548 และจากการตรวจสอบสถานพยาบาลชื่อ At Medical Clinic ซึ่งมีการระบุชื่อในรายการอย่างชัดเจน ระหว่างที่แพทย์ให้ข้อมูล ผ่านเว็บไซต์กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) http://203.157.7.46/home.jsp ซึ่งเป็นกรมที่รับผิดชอบในการขึ้นทะเบียนสถานพยาบาล พบว่า คลินิกดังกล่าวขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ในชื่อ แอทเมดิคอลคลินิกเวชกรรม โดยขึ้นทะเบียนเป็นประเภท สถานพยาบาลที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน ผู้สื่อข่าวจึงได้ตรวจสอบกรณีนี้กับแพทยสภา และกรมสบส.
                      นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวถึงกรณีที่ แพทย์หญิงอาภรณ์ ออกรายการตื่นมาคุย เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 โดยพูดเกี่ยวกับการทำตาและรายการขึ้นชื่อสถานพยาบาล At Medical Clinic ว่า จากการที่ตนได้ดูรายการดังกล่าวย้อนหลัง พบว่า แพทย์คนดังกล่าวมีการใช้ข้อความว่า “ทำแล้วสวยทุกคน” และ “ถ้ามาที่คลินิกเคสที่ออกไปจะสวยทุกเคส” ซึ่งเข้าข่ายการโฆษณาโอ้อวดเกินจริง ดังนั้น การประชุมคณะกรรมการแพทยสภาในวันที่ 2 มีนาคม 2559 จะนำกรณีแพทย์หญิงท่านนี้เข้าสู่การพิจารณาเพื่อส่งเรื่องไปยังคณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องการกระทำที่ผิดจริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพเวชกรรมต่อไป
                      ผู้สื่อข่าวถามว่า ในรายการมีการระบุโปรโมชั่น รับการทำตา แถมฟรีทรีทเม้นท์สมานแผล 3 ครั้ง เข้าข่ายการห้ามโฆษณาด้วยหรือไม่ นพ.สัมพันธ์ กล่าวว่า การโฆษณาแล้วบอกถึงเรื่องโปรโมชั่น สามารถทำได้ หากระบุช่วงเวลาชัดเจน เช่น ทำตา ราคา 5,000 บาท ในช่วงเดือนนี้ เป็นต้น แต่หากระบุว่า ทำตา จาก 20,000 บาท เหลือ 10,000 บาท แบบนี้ทำไม่ได้ เพราะเป็นการลดราคา ส่วนกรณีนี้มีการระบุว่า โปรโมชั่นราคาเดียว 15,000 บาท ฟรีทรีทเม้นท์ 3 ครั้ง เฉพาะ 10 ท่านแรก ก็ต้องพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้งว่าจะเข้าข่ายความผิดด้วยหรือไม่
                      “กรณีนี้เข้าข่ายความผิดเรื่องโฆษณาเกินจริง เพราะหมอพูดว่าทำแล้วสวยหมดทุกคน คำพูดแบบนี้พูดไม่ได้ แม้แต่ผมก็ยังไม่กล้าพูดแบบนั้น ส่วนกรณีที่มีการระบุเรื่องแถมการดูแล 3 ครั้งฟรีนั้น ก็น่าจะผิด แต่ก็ต้องมีการพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง เพราะถึงจะมีการแถมฟรี แต่ก็มีการระบุจำนวนบุคคลที่จะได้รับชัดเจน”
                      ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสบส. กล่าวว่า ตามกฎหมายสถานพยาบาลที่ขออนุญาตถูกต้องไม่สามารถโฆษณาเกินจริงได้ ส่วนกรณีนี้จะต้องมีการพิจารณารายละเอียดอีกครั้งว่าจะมีความผิดหรือไม่ อย่างไร
                      โดยขณะนี้ได้ส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรายการดังกล่าวแล้ว
(ขอบคุณเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม : WOODYTALK : “At Medical Clinic” ผู้นำด้านการทำตา 2 ชั้น แบบครบวงจร
หมายเหตุ : ที่มาภาพ : at Medical clinic)

 


วทส.-มส.รุกอาเซียนผุด2หลักสูตรฟีเวอร์ม.มสภานุวงศ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223285

อาเซียน,รุก,ผุด,หลักสูตร,สภา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  29 ก.พ. 2559

วทส.-มส.รุกอาเซียนผุด2หลักสูตรฟีเวอร์ม.มสภานุวงศ์

วทส.-มส.รุกอาเซียนผุด2หลักสูตรฟีเวอร์ มหาวิทยาลัยสุภานุวงศ์สปป.ลาว : กมลทิพย์ ใบเงินเรื่อง วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม0ภาพ

            กระแสการเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเมื่อ 8-9 ปีที่ผ่านมา เป็นแรงขับให้ นักบริหารหนุ่มไฟแรง “อ.พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช” อธิการบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (Siam Technology  College : STC) หรือ วทส. ต้องนำทีมคณะผู้บริหารระดับ “คณบดี” เดินทางไปเคาะประตูประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) หวังเป็น “พันธมิตร” ด้านการศึกษา กอดคอกันเปิดประตูสู่อาเซียน

ดูเหมือนว่า การเดินทางบุกตลาดด้านการศึกษาที่ สปป.ลาว ทุกครั้ง “อธิการบดีวทส.” ได้ส่งเทียบเชิญ “รศ.ดร.ศักดิ์ กองสุวรรณ“ ที่ปรึกษาอธิการบดี วทส. ฝ่ายพัฒนา และเป็นอาจารย์ผู้สอนในสถาบันระดับอุดมศึกษา เป็นเวลากว่า 30 ปี ในวิชาด้านวิศวกรรมโยธา และมีประสบการณ์การสอนระดับปริญญาตรีในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 3 ปี ร่วมคณะอยู่เสมอ รวมถึงผู้บริหารหญิงคนรุ่นใหม่อย่าง ”อ.อุบลวรรณ สุวรรณ” ซึ่งต่อมาได้รับความไว้วางใจให้รับตำแหน่ง “ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายบริหารและอาเซียนสัมพันธ์” วทส.

“อ.อุบลวรรณ สุวรรณ” สาวสวย มากความรู้ ความสามารถ ติดเครื่องร้อนภายใต้การได้รับ “ไฟเขียว” จาก “อธิการบดี วทส.” ทำหน้าที่ “ประสาน” เชื่อมสัมพันธ์กับทุกภาคส่วนของหน่วยงาน สปป.ลาว เพื่อให้ความร่วมมือด้านการศึกษาบรรลุเป้าหมาย

“อธิการบดี วทส. มีแนวคิดและถูกถ่ายทอดถึงผู้บริหารว่า วทส.ต้องบุกตลาดการศึกษาในกลุ่มประชาคมอาเซียน 10 ประเทศ แต่ต้องเลือกประเทศที่อยู่ใกล้กับประทศไทย มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน ใช้ภาษาที่สื่อสารกันรู้เรื่อง ซึ่ง สปป.ลาว มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด ระยะแรกเมื่อปี 2552 อธิการบดี วทส.เดินทางมา สปป.ลาว พร้อมผู้บริหาร และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เพื่อมาศึกษาร่วมกันว่าเราจะช่วยอะไรได้บ้างที่สปป.ลาวต้องต่อยอดได้ ช่วงนั้นใช้เวลากว่า 2 ปี” อ.อุบลวรรณ กล่าว

เมื่อพิจารณา 3 มหาวิทยาลัยของ สปป.ลาว  มีมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว (ดงโด่ง) ตั้งอยู่ภาคกลาง เมืองหลวง นครเวียงจันทน์ มหาวิทยาลัยจำปาสัก อยู่ทิศใต้ นครจำปาสัก ส่วนมหาวิทยาลัยสุภานุวงศ์ (มส.) อยู่ทางทิศเหนือ นครหลวงพระบาง เป็นเมืองมรดกโลกและเมืองท่องเที่ยวกำลังเติบโต จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

“เมื่อผู้บริหารทั้ง 2 ฝ่าย ทั้ง อ.พรพิสุทธิ์ จาก วทส. และ ดร.คำผาย สีสะหวัน อธิการบดี มหาวิทยาลัยสุภานุวงศ์ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน พร้อมเชิญ รศ.ดร.ศักดื์ มาเป็นหัวเรือใหญ่ดูแลงานวิชาการ งานวิจัย งานหลักสูตรสาขาวิชา งานกายภาพ เช่น อาคารเรียน ที่่สำคัญพบว่า สปป.ลาว กำลังจะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แต่ขาดทั้งบุคลากรและองค์ความรู้ด้านการบริหาร การเงิน การธนาคาร อีกทั้งภูมิทัศน์ สปป.ลาว ไม่มีทะเล ทำให้มีอุปสรรคในการขนส่งสินค้า เพราะขาดแคลนทั้งองค์ความรู้และบุคลากรด้านโลจิสติกส์มารองรับ”

เมื่อการเจรจาเป็นที่ตกลงร่วมกันระหว่าง “วทส.-มส.” แล้ว ในที่สุดก็นำไปสู่ความร่วมมือ ในการเปิดตลาดด้านการศึกษาของสถาบันการศึกษาไทยในประชาคมอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด สอดรับกับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

ภายใต้ “โครงการความร่วมมือทางวิชาการระหว่างวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (วทส.) กับมหาวิทยาลัยสุภานุวงศ์ (มส.) แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นั้นมีแผนการพัฒนาความร่วมมือทางวิิชาการ ประกอบด้วย 6 โครงการหลัก ดังนี้ 1.โครงการพัฒนาคุณภาพบุคลากรตามความต้องการของประเทศ 2.โครงการจัดการศึกษาหลักสูตรระดับปริญญาตรี 3.โครงการก่อสร้างอาคารเรียนรองรับการจัดการศึกษา 4.โครงการสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนการสอนและสถานที่จัดการศึกษา 5.โครงการสนับสนุนการจัดกิจกรรมของมหาวิทยาลัยสุภานุวงศ์ และ 6.โครงการรับสมัครนักศึกษา ระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี (2557-2559)

“ปีการศึกษา 2555 เปิดหลักสูตรแรก สาขาการเงินการธนาคาร เนื่องจาก สปป.ลาวกำลังจะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เมื่อ วทส.เข้าไปช่วย สปป.ลาว มีความสุข ท่านทูตท่านทูต สปป.ลาว ดีใจในสิ่งที่ วทส.ทำเพื่อช่วย สปป.ลาว อย่างบริสุทธิ์์ใจและ สปป.ลาว พร้อมจะช่วยสนับสนุน วทส.อย่างเต็มใจเช่นกันเรานำหลักสูตรจากวทส.ไปให้จากนั้น มส.แห่ง สปป.ลาว แปลเป็นภาษาลาว เรียนตามหลักสูตร วทส. หากเป็นวิชาเฉพาะ วทศ.ส่งอาจารย์จากไทยไปสอน ส่วนวิชาสามัญอย่าง ภาษาลาว คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ มส.สอนเอง”

ปีการศึกษาศึกษา 2556 เปิดหลักสูตรที่ 2 สาขาโลจิสติกส์ ในคณะเทคโนโลยี (วิศวะ) มส.มี 2 แบบ แบบที่ 1.เน้นการบริหาร แบบที่ 2.เน้นเทคโนโลยีเกี่ยวกับการวางระบบโลจิสติกส์ ที่นำเทคโนโลยีมาใช้ในการขนส่งสินค้า  ส่วนหลักสูตรที่ 3  สาขาวิศวกรรมพลังงาน และในอนาคตจะเปิดหลักสูตรสาขาการโรงแรมและการท่องเที่ยว ทั้งนี้หลักสูตรที่ 1 และ 2 เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาตรีจากทั้ง 2 สถาบันการศึกษา คือ วทส.ของไทยและ มส. สปป.ลาว

“หลักสูตรพิเศษนี้  ได้รับความสนใจจากคนหนุ่มสาว สปป.ลาว เป็นอย่างยิ่ง  และรัฐบาลสปป.ลาวก็ให้ความสำคัญกับความร่วมมือในครั้งนี้มาก ดูจากจำนวนผู้สมัครเข้าเรียนเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี อย่างปีแรก พบว่า มีผู้มาสมัครมากถึง 1,400 คน แต่รับได้ 36 คน และในปีที่สอง มีผู้สมัครสูงถึง 2,000 คน แต่รับได้ 36 คน ทำให้เราได้เพชรเม็ดงามหรือเด็กหัวกะทิมาเรียน  ส่วนการสอบคัดเลือกมีทั้งสอบข้อเขียนและสอบสัมภาษณ์ที่ทาง สปป.ลาว รับผิดชอบ”

ไม่เพียงเท่านั้น สปป.ลาว มีทุนพัฒนาอาจารย์ ต่อเนื่องทุกปีๆ ฟรีทุกอย่าง แต่เป็นทุนในสาขาที่ วทส.จะเปิดหลักสูตรที่ สปป.ลาว ปัจจุบันมีอาจารย์ที่มาเรียนที่วทส.สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทแล้ว 3 คนในสาขาบริหารการเงินการธนาคาร และในสาขาอื่นที่ วทส.เปิดสอนที่ มส.สปป.ลาว กำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนการทำวิทยานิพนธ์

นี่คือความสวยงามของ “พันธมิตร” ด้านการศึกษา ในเวทีประชาคมอาเซียน ที่น่าศรัทธาที่สุดในยุคโลกไร้พรมแดน!!

 


ชูเมืองชุมแพต้นแบบเศรษฐกิจฐานราก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223207

หลากมิติเวทีทัศน์,สิ่งแวดล้อม,เมืองชุมแพ,เศรษฐกิจ,ฐานราก,ต้นแบบ,ชุมชนเข้มแข็ง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  28 ก.พ. 2559

ชูเมืองชุมแพต้นแบบเศรษฐกิจฐานราก

หลากมิติเวทีทัศน์ : ชูเมืองชุมแพต้นแบบเศรษฐกิจฐานราก ‘ชุมชนเข้มแข็ง กินอิ่ม นอนอุ่น ทุนมี หนี้ลด’ : โดย…พนากิจ มูลเมือง

                      “ตาผุยชุมแพ” อาจจะเป็นชื่อที่คุ้นหูของคอเพลงเพื่อชีวิตเมื่อราว 20 ปีก่อน หรือหากเป็นคอหนังไทยแนวบู๊ประเภท “ระเบิดภูเขา เผากระท่อม” ก็ต้องเคยดูหนังเรื่อง “ชุมแพ”
                      แต่ “ชุมแพ” จ.ขอนแก่น ในวันนี้ไม่มีภาพของบ้านป่าเมืองเถื่อนอีกแล้ว เพราะชาวชุมแพในวันนี้ได้ช่วยกันสร้างบ้านแปงเมืองและพัฒนาชุมชน จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยและเศรษฐกิจชุมชน อาทิ การสร้างบ้านมั่นคงของชาวชุมชนในเขตเทศบาล 13 ชุมชน กว่า 900 หลัง การระดมทุนซื้อที่ดินเพื่อทำนารวมในเนื้อที่ 38 ไร่ การสร้างโรงงานผลิตน้ำดื่มของชุมชนที่มียอดขายเดือนละ 2.5 แสนบาท ฯลฯ จนทำให้คนระดับรัฐมนตรีต้องนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ เพื่อมาเยี่ยมชมความสำเร็จของชาวชุมแพในวันนี้
                      ป้าสนอง รวยสูงเนิน หญิงแกร่งแห่งเมืองชุมแพ อายุ 60 ปี เล่าว่า เดิมครอบครัวมีรกรากและที่นาอยู่ที่ จ.ชัยภูมิ แต่ทนความแห้งแล้งและยากจนไม่ไหวในปี 2519 จึงบากหน้ามาหากินที่ชุมแพ เพราะเป็นเมืองใหญ่ ตอนแรกก็บุกรุกที่หลวงปลูกบ้านหลังเล็กๆ ต่อมาเทศบาลได้มาขับไล่ จึงไปอาศัยห้องเช่าเล็กๆ ที่อุดอู้เพราะไม่มีหน้าต่างเป็นที่ซุกหัวนอน ค่าเช่าเดือนละ 600 บาท แล้วเอาทุนรอนที่มีติดตัวอยู่ไม่มากมาซื้อผักซื้อปลาจากชาวบ้านแล้วเอาไปขายในตลาดสด
                      ทำอย่างนี้อยู่หลายปี จนมีครอบครัวมีลูกเต้า จึงต้องขยับขยายจากห้องเช่ามาเป็นบ้านเช่าที่ใหญ่กว่าเดิม แต่ก็ยังเช่าคนอื่นอยู่เพราะไม่มีเงินเก็บพอจะหาซื้อบ้าน จะกู้ธนาคาร คนจนอย่างแกใครเขาจะเห็นหัว ครั้งสุดท้ายที่เช่าบ้านราคาค่าเช่าก็ขยับขึ้นไปถึงเดือนละ 3,000 บาทแล้ว
                      “พอช่วงปี 2546 ตอนนั้นรัฐบาลเปิดให้มีการลงทะเบียนคนจน ป้าและเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ในชุมแพก็ไปลงทะเบียน บอกเล่าปัญหาความเดือดร้อน ความต้องการ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องบ้านนี่แหละ เพราะต้องเช่าเขาอยู่ บางครอบครัวไม่มีค่าเช่าก็ต้องบุกรุกที่ดินหลวงปลูกบ้านหลังเล็กๆ อยู่ ไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้า ต้องต่อพ่วงมาใช้แพงกว่าคนอื่น จึงอยากจะได้บ้านเป็นของตัวเองสักหลัง เพื่อจะได้มีที่ซุกหัวนอน ลูกหลานจะได้มีที่เรียนเป็นหลักเป็นแหล่ง ไม่ต้องย้ายโรงเรียนตามบ้าน”  ป้าสนองย้อนอดีต
                      จากปัญหาความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยของคนยากคนจนแบบป้าสนองที่มีอยู่ทั่วประเทศ รัฐบาลในเวลานั้นจึงมีนโยบาย “บ้านมั่นคง” โดยให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ “พอช.” ดำเนินโครงการนี้ทั่วประเทศ หลักการสำคัญก็คือ ให้ชาวบ้านที่เดือดร้อนมารวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน โดยมีสถาปนิกชุมชนจาก พอช.มาร่วมออกแบบบ้านกับชาวบ้าน จัดหาที่ดินเช่าระยะยาวหรือซื้อใหม่ หลังจากนั้นจึงนำมาสู่การเสนอโครงการบ้านมั่นคงเพื่อขอใช้สินเชื่อระยะยาว ดอกเบี้ยต่ำจาก พอช. แล้วจึงเริ่มก่อสร้างบ้านใหม่
                      เมื่อต้นปี 2547 ป้าสนอง จึงเป็นแกนนำรวบรวมชาวบ้าน 30 ครอบครัว จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาเพื่อเข้าสู่กระบวนการบ้านมั่นคง แล้วไปเจรจากับเทศบาลเมืองชุมแพเพื่อขอเช่าที่ดิน ซึ่งทางเทศบาลก็ให้การสนับสนุนชาวบ้าน โดยการแบ่งพื้นที่โรงฆ่าสัตว์ของเทศบาลซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุให้ชาวบ้านเช่าจำนวน 3 ไร่เศษ ระยะเวลา 30 ปี ในอัตราตารางวาละ 50 สตางค์ต่อเดือน พอถึงปี 2548 จึงเริ่มก่อสร้างบ้านเฟสแรก 30 หลัง ขนาด 20 ตารางวา โดยกู้เงินจาก พอช.ประมาณหลังละ 1.5 แสนบาท ผ่อนชำระคืน 15 ปี ดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี ในปีถัดมาบ้านหลังใหม่ในฝันของป้าสนองและเพื่อนบ้านก็เป็นความจริง และเพื่อความเป็นสิริมงคล ชาวบ้านจึงร่วมกันตั้งชื่อหมู่บ้านแห่งนี้ว่า “บ้านมั่นคงร่มเย็น”
                      ไม่เพียงแต่บ้านมั่นคงร่มเย็นของป้าสนองและเพื่อนๆ เท่านั้น ในเวลาเดียวกันคนยากคนจนในเมืองชุมแพซึ่งส่วนใหญ่มีความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยหรืออยู่ในที่ดินบุกรุก ไม่รู้ว่าจะโดนขับไล่ในวันไหน ได้ร่วมกันจัดทำโครงการบ้านมั่นคงขึ้นมา โดยมี “ป้าสนอง” เป็นกำลังสำคัญ ซึ่งจากการสำรวจในเวลานั้น มีผู้เดือดร้อนทั้งสิ้นจำนวน 1,076 ครัวเรือน จำนวน 18 ชุมชน
                      หลังจากนั้นชุมชนที่มีความพร้อม จึงเริ่มทยอยสร้างบ้านมั่นคงขึ้นมา โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทางเทศบาล เช่น สนับสนุนด้านสาธารณูปโภค บุคลากร และงบประมาณ จนถึงวันนี้เวลาผ่านไป 10 ปีเศษ ในเขตเทศบาลเมืองชุมแพมีชุมชนเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงแล้ว รวม 13 ชุมชน สร้างบ้านเสร็จไปแล้วจำนวน 920 หลัง
                      “อีก 2-3 ปีป้าก็จะผ่อนบ้านหมดแล้ว ป้าดีใจที่คนยากคนจนได้มีบ้านเป็นของตัวเอง ไม่ต้องบุกรุกหรือเช่าคนอื่นอยู่ตลอดชีวิต แต่การทำเรื่องที่อยู่อาศัยก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะการทำงานเรื่องบ้านมั่นคงเป็นงานละเอียด ต้องทำงานกับคนจน ต้องสร้างความเข้าใจเรื่องการออมเงิน ทำให้พี่น้องเห็นว่าการออมเงินจะไม่สูญเปล่า เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ของคนจนมีความหมาย การทำงานและการบริหารจัดการของคณะกรรมการต้องชัดเจน โปร่งใส ทำให้ชาวบ้านเชื่อถือ ที่สำคัญชาวบ้านจะต้องสร้างทุนของตัวเอง ไม่หวังทุนจากภายนอกเพียงอย่างเดียว”  ป้าสนอง ในฐานะประธานเครือข่ายบ้านมั่นคงเมืองชุมแพบอก
                      จากโครงการบ้านมั่นคง ในปี 2550 ป้าสนองและชาวชุมชนในเขตเทศบาลเมืองชุมแพรวม 13 ชุมชนได้ร่วมกันก่อตั้ง “กองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยเมืองชุมแพ” โดยให้ชาวบ้านเข้าร่วมเป็นสมาชิกและสมทบเงินเข้ากองทุนทุกเดือน แล้วนำเงินกองทุนให้สมาชิกกู้ยืมหมุนเวียนเพื่อประกอบอาชีพ ปลดหนี้นอกระบบ ซ่อมแซมบ้าน เพื่อการศึกษา ฯลฯ วงเงินไม่เกิน 5 เท่าของหุ้นสะสมที่สมาชิกมีอยู่ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 บาทต่อปี ส่วนผลกำไรก็จะกลับคืนมาช่วยเหลือสมาชิก ปัจจุบันมีเงินกองทุนรวมประมาณ 37 ล้านบาท ทั้งนี้เทศบาลเมืองชุมแพ ได้สนับสนุนเงินเข้ากองทุนจำนวน 2 ล้านบาท และมูลนิธิศูนย์ศึกษาและพัฒนาที่อยู่อาศัยแห่งเอเชีย สมทบ 1 ล้านบาท
                      ปี 2553 ชาวชุมชนได้เล็งเห็นความมั่นคงด้านอาหาร จึงนำไปสู่การซื้อที่ดินเพื่อทำนารวมแบบเกษตรอินทรีย์ เนื้อที่ 38 ไร่ ไม่ไกลจากบ้านมั่นคงมากนัก โดยพอช.ได้สนับสนุนสินเชื่อจำนวน 2.6 ล้านบาท มีชาวบ้านลงหุ้น 150 หุ้น หุ้นละ 150 บาทเพื่อเป็นทุนในการทำนา และช่วยกันลงแรงทำนา ปัจจุบันสามารถปลูกข้าวเจ้าและข้าวเหนียวได้ปีละประมาณ 30 เกวียน ขายเป็นรายได้เข้ากองทุนปีละกว่า 2 แสนบาท ปัจจุบันที่นามีราคากว่า 38 ล้านบาท
                      ศรีอาน ประดา หนุ่มใหญ่วัย 47 ปี ตำแหน่ง “ผู้จัดการนา” ดูโก้หรู แต่ไม่มีเงินเดือน ทำงานนี้ด้วยใจรักเพราะเป็นเรื่องปากท้องของชาวบ้าน บอกว่า ตำแหน่งผู้จัดการนาจะต้องวางแผนในการทำนา เช่น ต้องรู้เรื่องฝนฟ้าว่าปีไหนน้ำจะมากจะน้อยจะได้วางแผนได้ถูกต้อง และต้องมีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการนาจำนวน 15 คน จะหว่าน จะดำช่วงไหน จะได้ขอแรงจากชาวบ้านและสมาชิก หากเป็นช่วงแล้งก็จะให้สมาชิกปลูกมันแก้ว นอกจากนี้ก็ยังปลูกผักต่างๆ เช่น พริก ฟักทอง ข้าวโพด กล้วย ฯลฯ เลี้ยงปลาในบ่อ มีปลานิล ตะเพียน ปลาดุก และมีแผนจะขุดบ่อเพื่อเก็บน้ำเอาไว้ทำนาในหน้าแล้ง เป็นแหล่งอาหารของชาวบ้าน ไม่ต้องกลัวอดยากอีกต่อไป
                      ในปี 2558 ชาวชุมชนได้ร่วมกันจัดตั้งโรงงานผลิตน้ำดื่มชุมชน โดยการระดมหุ้นได้เงินประมาณ 8 แสนบาท มีกำลังการผลิตประมาณวันละ 200 โหล เริ่มจำหน่ายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สามารถทำรายได้เข้าชุมชนประมาณเดือนละ 2.5 แสนบาท มูลค่าการลงทุนประมาณ 1.4 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีกองทุนต่างๆ เช่น กองทุนสวัสดิการชุมชน กองทุนปลดเปลื้องหนี้สินนอกระบบ กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มออมทรัพย์เด็ก ฯลฯ รวมทั้งมูลค่าบ้านมั่นคง 920 หลัง คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 450 ล้านบาท รวมเป็นทุนและสินทรัพย์ทั้งหมดประมาณ 550 ล้านบาท
                      จากความสำเร็จของชุมชน เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และคณะได้เดินทางมาที่เมืองชุมแพ จ.ขอนแก่น เพื่อติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐของรัฐบาล โดยพล.ต.อ.อดุลย์กล่าวว่า ได้มาเห็นบ้านมั่นคงที่ชุมแพแล้ว นึกว่าเป็นบ้านจัดสรร เพราะดูสวยงาม เป็นระเบียบ
                      “เมืองชุมแพเป็นต้นแบบที่ดีที่ชุมชนอื่นๆ สามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่างในการพัฒนาชุมชน ถือเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากที่ชุมชนเป็นผู้ริเริ่ม โดยมีหน่วยงานรัฐและเอกชนให้การสนับสนุน ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และพอช. รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะนำไปขยายผลให้เกิดพื้นที่แบบนี้ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้กินอิ่ม นอนอุ่น ทุนมี หนี้ลด” รมว.พม.กล่าวทิ้งท้าย
————————
(หลากมิติเวทีทัศน์ : ชูเมืองชุมแพต้นแบบเศรษฐกิจฐานราก ‘ชุมชนเข้มแข็ง กินอิ่ม นอนอุ่น ทุนมี หนี้ลด’ : โดย…พนากิจ มูลเมือง)

25 ปี สู้เพื่อป่าของคนเหล่าเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223209

สิ่งแวดล้อม,รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,เหนือ,ป่า,สวัสดิการ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  28 ก.พ. 2559

25 ปี สู้เพื่อป่าของคนเหล่าเหนือ

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : 25 ปี สู้เพื่อป่าของคนเหล่าเหนือ สู่ต้นแบบพัฒนา ‘ดิน น้ำ ป่า สวัสดิการ’ : โดย…รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน

                      “เมื่อก่อนชาวบ้านไปทำไร่ทำสวนต้องกางร่มกันเลย ต่างกับปัจจุบันที่ร่มรื่นป่าฟื้นคืน เป็นความภาคภูมิใจของชุมชน สิ่งที่พอใจที่สุดคือเรื่องน้ำ เป็นผลที่ชัดเจนจากการอนุรักษ์ป่า” บุญยงค์ จิตมณี เปิดฉากบอกเล่าเรื่องราวอย่างภาคภูมิใจ
                      บุญยงค์ จิตมณี อดีตผู้ใหญ่บ้านเหล่าเหนือ ต.บ้านกลาง อ.สอง จ.แพร่ แกนนำในการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าชุมชนบ้านเหล่าเหนือ เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงว่า เริ่มตั้งแต่ปี 2526 ที่มีการสร้างอ่างเก็บน้ำสอง และมีการเปิดประมูลสัมปทานไม้ในอ่าง เป็นจังหวะโอกาสที่มีชาวบ้าน และนายทุนเข้ามาสวมรอยตัดไม้ทำลายป่าในเขตชุมชนบ้านเหล่าเหนือ หลังจากได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านในปี 2534 จึงเรียกประชุมคณะกรรมการหมู่บ้าน เพื่อหารือถึงสถานการณ์การบุกรุกทำลายป่าที่รุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะถ้าขืนปล่อยไปป่าคงหมด เมื่อไม่มีป่า ก็ไม่มีน้ำ ไม่มีแหล่งอาหารให้แก่อนาคตของลูกหลาน
                      กระทั่งนำมาสู่การปิดป่า โดยห้ามไม่ให้ผู้ใดใช้ประโยชน์จากป่าทุกรูปแบบ เป็นเวลา 3 ปี จากนั้นก็เชื่อมประสานเอาหน่วยงานภาครัฐ มาช่วยในการจัดการป่าชุมชน ร่วมรักษาป่าต้นน้ำในเขตป่าสงวน จนสามารถจัดตั้งป่าชุมชนได้ 2,720 ไร่ ในปัจจุบัน
                      “บุญยงค์” เล่าด้วยว่า ปัจจุบันเรื่องการลักลอบตัดไม้หมดไปแล้ว ป่าก็ค่อยๆ ฟื้นตัว แต่เราก็ยังทำงานอนุรักษ์ต่อไป หวังให้คนรุ่นต่อไปได้สืบสานรักษาไว้ อนาคตป่าคงจะอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ปัญหาก็คือ ที่ทำกิน กว่า 2,000 ไร่ ของชาวบ้าน เพราะเป็นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ จึงไม่มีความมั่นคงและมั่นใจในการทำกิน ซึ่งเรื่องนี้ชาวบ้านพยายามหาทางออกอยู่เหมือนกัน ทั้งต่อสู้เพื่อให้มีเอกสารสิทธิในที่ดินทำกิน ทำข้อมูลรายแปลง ข้อมูลพื้นที่ป่าชุมชน ที่อยู่อาศัย ไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา โดยหวังว่าอย่างน้อยขอให้มีสิทธิทำกิน แม้ว่าจะไม่มีเอกสารสิทธิหรือโฉนดก็ตาม และชาวบ้านยืนยันว่าต่อไปในอนาคตจะไม่มีการบุกรุกป่าเพิ่มอีกแน่นอน
                      เพื่อให้เห็นป่าชุมชนของจริง อดีตผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านเหล่าเหนือ ได้อาสาพาไปสำรวจเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชุมชนบ้านเหล่าเหนือ (ป่าห้วยป้อม) ระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร เป็นทางเดินเท้า ที่รถจักรยานยนต์สามารถลัดเลาะขึ้นไปได้ ซึ่งเดิมเป็นเส้นทางเข้าป่าหาอยู่หากินของชาวบ้าน อีกทั้งใช้เป็นเส้นทางลาดตระเวนรักษาป่า ต่อมาได้ช่วยกันพัฒนาเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ แหล่งเรียนรู้ไว้ให้ลูกหลานเยาวชน และคนที่สนใจได้ศึกษาเรียนรู้
                      ที่น่าสนใจ คือการสร้าง 7 ฐานเรียนรู้ คุณค่าป่าชุมชนบ้านเหล่าเหนือ โดย ชาติ สุริยา ประธานราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รษทป.) บ้านเหล่าเหนือ บอกกับเราว่า การปกป้องฟื้นฟูผืนป่าเป็นงานจิตอาสา คนที่มาทำงานนี้ไม่ได้รับค่าตอบแทน แต่คิดว่า ถ้าหากเราไม่อนุรักษ์ป่าให้มีความสมบูรณ์ ลูกหลานรุ่นต่อๆ ไป จะไม่ได้รับประโยชน์ทั้งทางตรง และทางอ้อม เมื่อก่อนน้ำไม่มี ปัจจุบันเรามีน้ำใช้ไม่ขาดก็เพราะการช่วยกันอนุรักษ์ป่า
                      นอกจากนี้ประธานราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า ยังพาไปดูฐานต่างๆ รวมทั้งเล่าให้ฟังถึงความสำคัญของแต่ละฐานด้วย
                      ฐานที่ 1 “พืชผักกินได้” ชาวบ้านอาศัยเป็นแหล่งอาหาร มีทั้งไม้ผล ไม้กินยอดและใบ พืชน้ำ หน่อไม้ หลากหลายชนิด บริเวณนี้เป็นพื้นที่ต่ำร่มเย็นจะเหมาะสำหรับพืชผักหลายชนิด ที่ขึ้นตามบริเวณแถบนี้ เช่น ผักแซ้ว จะนำมาใช้ทำแกงเห็ด หรือแกงอื่นๆ ให้รสขมนิดๆ หรือมะเดือดิน กินผลกับน้ำพริก ผักกรูด ยอดไคร้ ปลีกล้วย ฯลฯ
                      ฐานที่ 2 “สมุนไพรม่อนห้วยช้าง” แหล่งสมุนไพร ยารักษาโรค ยาบำรุงร่างกาย ยาฆ่าแมลง ที่นี่มีสมุนไพรหลายอย่างทั้งให้คุณและโทษ อย่าง เครือไหล ที่สามารถทำเป็นยาเบื่อได้ บางคนใช้เบื่อปลาเพื่อจับได้ง่าย หรือสมุนไพรที่ให้คุณ อย่าง รางจืด ขับพิษในร่างกาย ต้มกินขับพิษสร่างเมา สาบเสือ สมุนไพรห้ามเลือด ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ชาวบ้านได้พึ่งพาจากป่า
                      ฐานที่ 3 “ป่าไผ่บง ดงเถาวัลย์” แหล่งป่าไม้ใช้สอยของชุมชน เป็นแหล่งเก็บหน่อไม้ที่สำคัญ บริเวณจุดนี้มีไม้ไผ่หลากหลายชนิด ไผ่ป่า ไผ่บง ไผ่ซาง ไผ่รวก ไผ่ไร่ เป็นต้น นอกจากเก็บหน่อไปกินไปขายแล้ว ชาวบ้านที่นี่ยังนำไปใช้ทำตอกมัดข้าว หรือสานตะกร้าขาย ส่วนเถาวัลย์ จำพวกหวายก็กินได้ และใช้ทำเครื่องสานหลากชนิด ซึ่งแถบนี้ยังมีสมุนไพรอื่นๆ อีกหลายอย่าง
                      ฐานที่ 4 “เขตอภัยทานสัตว์ป่า” จุดนี้ชาวบ้านกำหนดเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เพราะจะให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด อย่างร่องรอยที่เราพบเห็นก็เป็นร่องรอยของหมูป่าตามบริเวณแหล่งน้ำ บริเวณนี้มีเรื่องเล่าถึงอาถรรพณ์ป่า ผีไพร ที่ชาวบ้านที่นั่งห้างเฝ้าสัตว์พบเจอ และบอกเล่าต่อๆ กันมา ถ้าชาวบ้านทั้งในและนอกหมู่บ้านเข้ามาเขตนี้ก็ขอความร่วมมือไม่ให้ล่าสัตว์
                      ฐานที่ 5 “ปล่องน้ำออกรู ตามดูสัตว์น้ำ” ปล่องน้ำออกรู หรือตาน้ำ เป็นจุดที่น้ำไหลออกจากดิน ตามลำห้วยสาขาซึ่งจะไหลไปรวมกันที่ห้วยป้อม น้ำที่ไหลออกมาชาวบ้านสามารถอาศัยดื่มกิน และเป็นแหล่งที่สัตว์ป่าลงมากินน้ำอีกด้วย
                      ฐานที่ 6 “สวยสมอ้าง ผาพี่ ผาน้อง ผาแอว” สถานที่ในประวัติศาสตร์วรรณคดีลิลิตพระลอ เป็นหน้าผาและถ้ำปู่เจ้าสมิงพราย ถ้ำพระเพื่อนพระแพง จุดนี้มีถ้ำเป็นจุดขาย มีทั้งค้างคาว หินงอกหินย้อย หลายถ้ำให้สำรวจ
                      ส่วนฐานที่ 7 “ม่อนจิกจ้อง ชมวิวอ่างสอง” ฐานสุดท้ายบนยอดเขาสูง การขึ้นฐานนี้เพื่อความปลอดภัยต้องเดินเท้าขึ้นอย่างเดียวเพราะทางชันประมาณ 200-300 เมตร เมื่อขึ้นมาบนยอดเขาก็จะเป็นจุดชมวิวอ่างเก็บน้ำสอง สามารถมองสภาพพื้นที่ป่าได้โดยรอบ เป็นสถานที่พักผ่อน บางช่วงสามารถเห็นทะเลหมอกที่สวยงาม
                      ที่สำคัญหลังจากการรักษาทรัพยากรป่าชุมชนบ้านเหล่าเหนือประสบความสำเร็จ ก็นำไปสู่การจัดการน้ำ การจัดการที่ดิน ที่อยู่อาศัย การจัดการสวัสดิการชุมชน โดยใช้ฐานสภาองค์กรชุมชนตำบล เป็นศูนย์กลางสู่การพัฒนาในมิติอื่นๆ เช่น พัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ของ ต.บ้านกลาง ในการบริหารโดยชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ที่อาศัยอาคารโรงเรียนบ้านเหล่าเหนือ เปิดเป็นสำนักงานขององค์กรชุมชนตำบลในทุกงาน ซึ่งคาดหวังให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการเรียนรู้ของคนในตำบล และพื้นที่ใกล้เคียง
                      นวลฉวี คำฝั้น ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชน และเลขานุการสภาองค์กรชุมชน ตำบลบ้านกลาง ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน อ.สอง จ.แพร่ เกิดสภาองค์กรชุมชนตำบล 6 ตำบล มีกองทุนสวัสดิการชุมชน 7 ตำบล ส่วนสวัสดิการชุมชนของตำบลบ้านกลางนั้น ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 1,500 คน มีเงินสะสมประมาณ 2 ล้านบาท
                      นอกจากนี้ ยังเกิดเครือข่ายการจัดการลุ่มน้ำสอง 5 ตำบล เกิดกองทุนป่าชุมชน กองทุนน้ำประปา กองทุนเพื่อซ่อมสร้างที่อยู่อาศัย ซ่อมสร้างบ้านให้แก่ผู้ด้อยโอกาส และผู้ยากไร้ในตำบล วงเงินครัวเรือนละ 3 หมื่นบาท ที่ผ่านมามีการซ่อมสร้างไปแล้ว 6 หลังคาเรือน มีกองทุนที่ดิน ส่วนหนึ่งสนับสนุนเป็นทุนทำการเกษตรและการประกอบอาชีพ ช่วยเหลือสมาชิกที่เดือดร้อน ที่ผ่านมามีการไปไถ่ถอนที่ดินที่ไปจำนองไว้กับนายทุน ให้แก่สมาชิก 1 ราย ไม่ให้ที่ดินหลุดมือ “ที่งานพัฒนาเดินหน้าอย่างเข้มแข็งก็มาจากฐานของงานอนุรักษ์ป่า”
                      สำหรับการร่วมมือกับหน่วยงานรัฐนั้น มีการจัดทำข้อมูลทำพิกัดรายแปลงที่ดิน นำเสนอให้แก่กรมป่าไม้ เพื่อรับรองข้อมูลที่ดินทำกิน และกำลังผลักดันให้เกิดข้อตกลงในสิทธิทำกินของชาวบ้าน โดยสภาองค์กรชุมชน ทำข้อมูลไป 900 กว่าแปลง เพื่อลงนามบันทึกข้อตกลงกับป่าไม้ ให้เป็นฐานข้อมูลที่ชัดเจนร่วมกันว่า ที่ดินตรงไหนเป็นพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน แปลงไหนของใคร ที่ใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตป่าสงวน ด้านหนึ่งก็เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกแผ้วถางเพิ่มเติม และยังมีการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลรายครัวเรือน ทุกหมู่บ้าน ทำแผนที่ทำมือ ทำผังชุมชน จับพิกัดจีพีเอส 900 กว่าแปลง พื้นที่ 6 หมื่นกว่าไร่
                      เหนืออื่นใด ชาวบ้านตระหนักว่า น้ำ และที่ดิน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิต และการดำรงชีวิตของชุมชน เป็นปัญหาสำคัญที่สภาองค์กรชุมชนตำบลบ้านกลาง ได้ทำแผนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลจากบทเรียนและความเข้มแข็งของคนบ้านเหล่าเหนือ ในการปกป้องทรัพยากรมาเป็นแนวทาง และต้นแบบในการแก้ไขปัญหาของชุมชนให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างที่เห็นและเป็นอยู่นั่นเอง
————————
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : 25 ปี สู้เพื่อป่าของคนเหล่าเหนือ สู่ต้นแบบพัฒนา ‘ดิน น้ำ ป่า สวัสดิการ’ : โดย…รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน)

71ปีสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา’สภา(ครู)ของมืออาชีพ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223140

การศึกษา-สาธารณสุข  :  27 ก.พ. 2559

71ปีสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา’สภา(ครู)ของมืออาชีพ’

71ปีสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา’สภา(ครู)ของมืออาชีพ’

            เป็นเวลาถึง 70 ปีมาแล้ว ที่ “คุรุสภา” ทำหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพครู อันเป็นอาชีพอันทรงเกียรติให้มีมาตรฐานและคุณภาพสูงสุด ด้วย “ครู” ไม่ได้มีหน้าที่เพียงเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ แต่ยังแบกภาระอันยิ่งใหญ่ นั่นคือ “การสร้างคน”

วันที่ 2 มีนาคม 2559 “สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา” จะก้าวเข้าสู่ปีที่ 71 ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา ได้พาย้อนเวลาทำความรู้จัก “คุรุสภา” โดยสังเขปว่า คุรุสภาในยุคแรก ถือกำเนิดจากความมุ่งมั่น ตั้งใจของครู ที่อยากหาสถานที่เพื่อรวมตัวแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาวิชาชีพครู จึงก่อเกิด “วิทยาทานสถาน” ขึ้นราวปีพ.ศ.2438 แต่ช่วงเวลาสำคัญที่สุดคือในปีพ.ศ.2488 สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีนายทวี บุญเกตุ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ มีการออกพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 โดยให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการ เรียกว่า “คุรุสภา” เพื่อทำหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษาและรักษานโยบายด้านการศึกษาของชาติ ช่วยเหลือฐานะครู รวมทั้งทำหน้าที่บริหารงานบุคคลครูแทนหน่วยงานของรัฐ ภายใต้หลักการ “ครูปกครองครู”

ถัดมาในปีพ.ศ.2523 เข้าสู่ยุคที่ 2 บทบาทของคุรุสภาจะเน้นไปในเรื่องการดูแลสวัสดิการและสวัสดิภาพครูมากขึ้น แต่บทบาทในการพัฒนาครูลดลง ขณะที่ยุคที่ 3 ประมาณปี 2546 แยกหน่วยงานที่ดูแลเรื่องสวัสดิการครูออกจากคุรุสภา ทำให้บทบาทของคุรุสภาในการทำหน้าที่เป็น “สภาวิชาชีพ” กลับมาชัดเจนอีกครั้ง โดยมุ่งเน้นดูแลเรื่องมาตรฐานวิชาชีพ จรรยาบรรณของวิชาชีพ และการส่งเสริมพัฒนาวิชาชีพครู ภายใต้หลักการ “ครูดูแลครู”

“มาถึงยุคปัจจุบันและการก้าวสู่ปีที่ 71 ของคุรุสภา มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพครู สู่คุณภาพการศึกษาไทย โดยหลักการบริหารและขับเคลื่อนการทำงานจากนี้ ผมจะยืนหยัดใน 3 หลักสำคัญ คือ การดูแลมาตรฐานวิชาชีพ จรรยาบรรณวิชาชีพ และการส่งเสริมพัฒนาอาชีพครู ดังนั้นในช่วงเวลานี้นับเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของคุรุสภาอีกครั้งหนึ่ง และจำเป็นต้องปรับรูปแบบการทำงานใหม่ให้สะท้อนการเป็นสภาวิชาชีพมากขึ้น บนพื้นฐานของวิชาการ ภายใต้โจทย์ว่า ทำอย่างไรคุรุสภาจึงจะเป็น สภาของมืออาชีพ ได้อย่างแท้จริง” ดร.ชัยยศ ย้ำถึงเป้าหมายการขับเคลื่อนงาน

ดร.ชัยยศ กล่าวว่า ในเรื่องการดูแลมาตรฐานวิชาชีพครูทั้ง 9 มาตรฐานซึ่งเชื่อมโยงกับการอนุมัติใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ดังนั้นคุรุสภาต้องดูแลให้ครูทุกกลุ่มเข้าถึงและผ่านตามมาตรฐานวิชาชีพที่กำหนด กลุ่มแรก คือ ผู้ที่เป็นครูมาก่อนที่จะมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 และกลุ่มที่ 2 คือ ครูรุ่นใหม่ นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์ คุรุสภาได้จัดส่งมาตรฐานวิชาชีพไปให้มหาวิทยาลัย เพื่อสามารถออกแบบและจัดการสอนได้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ทั้งนี้ กรณีเรียนหลักสูตร 4 ปีก็ต้องมาทำการเทียบโอนมาตรฐาน หากไม่ผ่านมาตรฐานใดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการอบรม หรือเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต กับมหาวิทยาลัยที่คุรุสภารับรอง หรือเข้ารับการสอบในแต่ละมาตรฐาน แต่เรื่องการสอบนั้น เวลานี้อยู่ระหว่างจัดทำระบบการสอบและคลังข้อสอบใหม่ โดยคุรุสภาตั้งใจจะพัฒนาให้ระบบการสอบไม่ใหญ่เกินไป

“จากข้อมูลพบว่าคุรุสภาอนุมัติใบอนุญาตฯไปแล้วกว่า 1 ล้านใบ แต่ละเดือนยังมีผู้ยื่นขอใบอนุญาตฯเฉลี่ยเดือนละเกือบ 2,000 คน สะท้อนว่ามีคนต้องการเป็นครูมากขึ้น เพราะฉะนั้นต่อไปคุรุสภาจะเพิ่มความเข้มข้นในการคัดกรองคนที่จะมาเป็นครูมากขึ้น โดยเฉพาะได้ประสานกับมหาวิทยาลัยว่าก่อนที่สภามหาวิทยาลัยจะมีการอนุมัติหลักสูตรทางการศึกษา ขอให้หารือกับคุรุสภาในฐานะสภาวิชาชีพได้ตรวจสอบก่อนว่า หลักสูตรสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพตามที่คุรุสภากำหนดหรือไม่ รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ อาจารย์ประจำและอาจารย์พิเศษ สถานที่จัดการเรียนการสอน สำคัญที่สุดคือ สถานที่ในการปฏิบัติการฝึกสอนของนักศึกษา ขณะเดียวกันคุรุสภาก็จะติดตามสุ่มตรวจสอบการจัดการเรียนการสอนในบางพื้นที่ เพื่อให้รู้ชัดว่ามหาวิทยาลัยนั้นๆ ผลิตครูคุณภาพ ตรงความต้องการแท้จริง” ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา กล่าว

ขณะที่การดูแลจรรยาบรรณของวิชาชีพนั้น ได้มีการกำหนดกติกาและแนวทางในการพิจารณาการกระทำในแต่ละกรณี อาทิ การลงโทษเด็กเกินกว่าเหตุ ทุจริต การชู้สาว ฯลฯ หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง ในกรณีที่เป็นความผิดร้ายแรงนอกจากถูกลงโทษทางวินัยแล้ว ในทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ ครูอาจจะถูกพักใบอนุญาตฯ หรือเพิกถอนใบอนุญาตด้วย ทั้งนี้ คุรุสภาให้ความสำคัญในการควบคุมจรรยาบรรณของวิชาชีพเป็นอย่างมาก เพราะหากครูต้องการได้รับการยอมรับว่าวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ก็จะต้องปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบมาตรฐาน และจรรยาบรรณของวิชาชีพ ตระหนักและยึดมั่นในจรรยาบรรณของวิชาชีพของตนด้วย

ในเรื่องการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ดร.ชัยยศ ระบุว่า ที่ผ่านมาคุรุสภามีการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนในรูปแบบต่างๆ ล่าสุดร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏ 18 แห่ง ในการสนับสนุนกองทุนการศึกษา ให้มหาวิทยาลัยร่วมพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก หรือโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลให้มีคุณภาพ ส่วนนี้ถือเป็นความท้าทายและทำให้นักศึกษาและมหาวิทยาลัยได้รู้และสัมผัสบรรยากาศในการพัฒนาการจัดการสอนได้อย่างแท้จริง และเป็นโมเดลให้มหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนอื่นๆ นำไปพัฒนาในอนาคตได้

“ยังมีหลายเรื่องที่จะต้องดำเนินการในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ อาทิ การแก้ไขร่าง พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ในเรื่องการได้มาซึ่งคณะกรรมการคุรุสภา วิธีการคัดเลือก รวมถึงองค์ประกอบของคณะกรรมการคุรุสภา โดยให้สอดคล้องกับกฎหมายฉบับอื่นที่ ศธ.ใช้อยู่ เช่น พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ ศธ. พ.ร.บ.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นต้น ขณะเดียวกัน เวลานี้มีการรวมตัวในประชาคมอาเซียน ซึ่งจะทำให้เกิดการเลื่อนไหลของแรงงานต่างๆ รวมถึงผู้ประกอบวิชาชีพครูก็มีโอกาสจะไปสอนในประเทศกลุ่มอาเซียนได้ ดังนั้นคุรุสภาจึงได้ร่วมกับซีมีโอกำหนดกรอบมาตรฐานวิชาชีพครูอาเซียน ซึ่งยังอยู่ระหว่างดำเนินการ” ดร. ชัยยศ กล่าว

ในตอนท้าย ดร.ชัยยศ ย้ำด้วยว่า สำหรับเรื่องขวัญและกำลังใจแก่ครูที่ทำดีและทุ่มเทเสียสละ ในการพัฒนาเด็กนั้น คุรุสภามีการมอบรางวัลมากมาย ทั้งรางวัลคุรุสดุดี รางวัลครูดีเด่นกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ อาทิ รางวัลครูภาษาไทยดีเด่น รางวัลครูภาษาฝรั่งเศสดีเด่น และล่าสุด รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ที่มอบให้ครูในอาเซียนและติมอร์ เลสเต รวม 11 คน โดยได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ฯลฯ ซึ่งรางวัลเหล่านี้สามารถการันตีถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานของครูในการทำงานอย่างเต็มที่ด้วย