‘มื้อเที่ยง’สพป.ชัยภูมิ3ประเมินผ่านฉลุย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223764

ชัยภูมิ,ทุรกันดาร,นักเรียน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 มี.ค. 2559

‘มื้อเที่ยง’สพป.ชัยภูมิ3ประเมินผ่านฉลุย!

‘มื้อเที่ยง’สพป.ชัยภูมิ3ประเมินผ่านฉลุย! : เครือข่าย ปชส. สพฐ.เรื่อง ชาตรี ทวีนาทภาพ

           ด้วยสถานที่ในถิ่นทุรกันดาร ของโรงเรียนบ้านซับเจริญสุข อ.ซับใหญ่ จ.ชัยภูมิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 (สพป.ชัยภูมิ 3) ซึ่งมีผู้บริหารรวมครูผู้สอน เพียง 6 คน ที่ต้องรับผิดชอบนักเรียนจำนวน 70 คน ถือว่าเป็นโรงเรียนขนาดเล็กในถิ่นทุรกันดาร ภาพรวมผู้ปกครองนักเรียนมีอาชีพเกษตรกรรมทำไร่มันสำปะหลัง บนดินทรายที่มีหินก้อนใหญ่อยู่ข้างล่างเกือบทั่วทั้งพื้นที่ การกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์ค่อนข้างยากลำบาก

แต่ด้วยหัวใจของความเป็นครู ทางโรงเรียนจึงได้ร่วมกับชาวบ้านพยายามขุดแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และเลี้ยงปลา เพื่อใช้เป็นอาหารกลางวันแก่นักเรียน ต่อมาทางต้นสังกัดได้แจ้งให้เสนอโครงการเพื่อขอเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวัน ในโรงเรียนประถมศึกษา ทางโรงเรียนจึงได้เสนอขอและได้รับอนุมัติงบประมาณจำนวน 8 หมื่น,000 บาท เพื่อจัดทำโครงการเลี้ยงปลากินพืชในบ่อดิน และโครงการปลูกผักสวนครัวปลอดสารเพื่ออาหารกลางวัน

และเมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวัน ในโรงเรียนประถมศึกษา โดยเป็นการสุ่มติดตามโรงเรียนที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนหมุนเวียนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษาโดยสุ่มให้โรงเรียนบ้านซับเจริญสุข เป็นโรงเรียนที่ต้องเข้ารับการประเมินและติดตามผลการดำเนินงาน

นางอัมพร ศักดิ์เพ็ญศรี ประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลโครงการ เล่าว่า คณะกรรมการได้ลงติดตามโรงเรียนที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนให้ดำเนินโครงการงานของกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในสถานศึกษา ซึ่งโครงการนี้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เริ่มดำเนินมาตั้งแต่ปี 2509 ต่อมาปี 2535 โครงการนี้ได้จัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวัน โดยตราเป็นพระราชบัญญัติ และในปี 2546 ศธ.ได้ยุบรวมเรื่องโครงสร้างมีกรมสามัญศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) ได้แยกโครงการอาหารกลางวันเป็น 3 ประเภท คือ 1.โครงการส่งเสริมผลผลิตโครงการอาหารกลางวัน 2.โครงการเงินอุดหนุนทั่วไป และ 3.รายได้จากสถานศึกษาที่มีผู้บริจาคให้กองทุนอาหารกลางวัน

“ในส่วนของเงินสนับสนุนกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวัน สพฐ.จะเป็นหน่วยงานหลักที่จะขอรับเงินจาก สำนักงานปลัด ศธ. โดย สพฐ.จะแจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้สถานศึกษาขอรับเงินสนับสนุนผ่านคณะกรรมการของเขตพื้นที่ แล้วกองทุนอาหารกลางวันก็จะได้พิจารณาจัดสรรงบประมาณให้แก่สถานศึกษาที่ได้ของบประมาณ และในส่วนงบส่งเสริมผลผลิตโครงการอาหารกลางวันก็จะมีการสนับสนุน เช่น โครงการเลี้ยงปลากินพืชในบ่อดิน เลี้ยงปลา หมู ไก่ เป็ดปลูกพืช ฯลฯ ในส่วนของ จ.ชัยภูมิ คณะกรรมการได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามผลการดำเนินโครงการที่ได้รับงบประมาณไปแล้วอย่างเช่น โรงเรียนบ้านซับเจริญสุข อ.ซับใหญ่ จ.ชัยภูมิ สังกัด สพป.ชัยภูมิ 3 ที่ได้รับงบประมาณให้ดำเนินโครงการเลี้ยงปลากินพืชในบ่อดิน และโครงการปลูกผักสวนครัวปลอดสารเพื่ออาหารกลางวัน พบว่าผ่านฉลุย เพราะใช้เงินงบประมาณคุ้มค่ามาก” นางอัมพร กล่าวด้วยรอยยิ้ม

น.ส.พจนีย์ ไทรชมพู เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานกองทุนอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา สพฐ. กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่โรงเรียนบ้านซับเจริญสุข ซึ่งได้รับงบประมาณกองทุนหมุนเวียนในส่วนของการเลี้ยงปลานิลหรือปลากินพืชในบ่อดินและโครงการปลูกผักสวนครัวปลอดสารเพื่ออาหารกลางวัน ซึ่งได้รับงบประมาณมาตั้งแต่ปี 2557 จำนวน 8 หมื่นบาท โดยปกติแล้วทางโรงเรียนจะได้รับงบรายหัวเป็นค่าอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนคนละ 20 บาทต่อวัน ในขณะเดียวกัน สพฐ. ได้มีนโยบายออกติดตามงบประมาณในการดำเนินงาน ว่าทางโรงเรียนที่ได้รับงบประมาณไปแล้วนั้น ได้ดำเนินการเป็นไปตามโครงการที่ได้รายงานของบประมาณดังกล่าวหรือไม่ และเงินที่ได้รับนั้นทางโรงเรียนสามารถนำเงินกองทุนมาหมุนเวียนออกดอกผล เพื่อนำเงินที่เป็นดอกผลไปทำกิจกรรมอื่นๆ ให้แก่นักเรียน และที่สำคัญนักเรียนจะต้องได้รับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ

ด้าน นางแน่งน้อย ธูปแช่ม นักโภชนาการชำนาญการพิเศษ ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา กล่าวว่า ควรจัดอบรมให้แก่ครูที่รับผิดชอบโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน ให้มีทักษะด้านการจัดรายการอาหารหรือการวิเคราะห์ คำนวณปริมาณอาหารในแต่ละช่วงวัยของเด็ก นอกจากนั้นก็อยากให้ไปดูเรื่องของปริมาณการตักเสิร์ฟอาหารให้แก่นักเรียนด้วย เนื่องจากถ้าการปริมาณการตักเสิร์ฟนักเรียนในปริมาณที่มากไปน้อยไปก็จะทำให้คุณค่าอาหารที่เด็กจะได้รับจริงๆ ไม่เป็นไปตามความต้องการ

ดังนั้นการออกติดตามและประเมินผลโครงการ จึงมีความจำเป็นและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ที่จะนำผลไปแก้ปัญหานักเรียนที่มีภาวะทุพโภชนาการ ส่งเสริมภาวะโภชนาการในโรงเรียนให้นักเรียนได้ประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน มีความเจริญเติบโตทั้งทางร่างกายและสมองอย่างสมวัย


‘เซปิง’แฉ’บุรุษพยาบาล’มือผ่าเฟซล็อก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223730

ดร.เซปิง ไชยศาส์น,เฟซออฟ,สาธารณสุข,แจ้งความ,คลิป,ผ่าตัด,น็อต,สไตลิสต์,กฤติน จิกิตศิลปิน,ชลธิศ สินรัชตานันท์,ยงยุทธ จรูญคณากิจ,ศัลยกรรม,ใบหน้า,บุรุษพยาบาล,มือ,ผ่า

การศึกษา-สาธารณสุข  :  7 มี.ค. 2559

‘เซปิง’แฉ’บุรุษพยาบาล’มือผ่าเฟซล็อก

‘เซปิง’ แจ้งความเอาผิด ‘หมอชลธิศ’ ให้บุรุษพยาบาลผ่าตัด ‘เฟซล็อก’ สไตลิสต์ชื่อดัง มอบคลิปวิดีโอเป็นหลักฐานดำเนินคดี

                    7 มี.ค. 59  เมื่อเวลา 11.30 น.  ดร.เซปิง ไชยศาส์น ประธานโครงการเฟซออฟและที่ปรึกษาด้านความงาม พร้อมนายจำนงค์ ไชยมงคล ทนายความส่วนตัว นำหลักฐานภาพวิดีโอการผ่าตัด นายกฤติน จิกิตศิลปิน หรือ น็อต สไตลิสต์นิตยสารชื่อดัง พร้อมหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าแจ้งความกับ พ.ต.อ.อาวุธ อุดมรัตน์ ผกก. (สอบสวน) สน.สำเหร่ ให้ดำเนินคดีกับ นายแพทย์ชลธิศ สินรัชตานันท์ และ ร.อ.ยงยุทธ จรูญคณากิจ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง และให้สอบสวนวิสัญญีแพทย์ที่ระบุในใบเสร็จรับเงินว่าเป็นบุคคลเดียวกับผู้ที่ปรากฏในคลิปการผ่าตัดที่นำมามอบเป็นหลักฐานทางคดีหรือไม่
                    ดร.เซปิง กล่าวว่า วันนี้นำหลักฐานภาพวิดีโอการผ่าตัดนายน็อต แจ้งความเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องใบประกอบวิชาชีพและการประกอบสถานพยาบาล โดยมีภาพเคลื่อนไหวขณะผ่าตัดและขณะจ่ายเงินค่ารักษา ซึ่งตนเข้าไปเกี่ยวข้องภายหลัง คือ เป็นผู้จัดหาคนถ่ายทำวิดีโอเพื่อโชว์ผลงานของ นพ.ชลธิศ และเป็นฝ่ายประสานงานทั่วไป โดย นพ.ชลธิศ ได้นัดแนะทำการผ่าตัดเฟซล็อกและดึงหน้าให้กับนายน็อต โดยนัดแนะในวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาล และทำประวัติคนไข้ ตรวจสภาพร่างกายและเข้าห้องผ่าตัด
                    “โดยวันนั้นตนได้มอบหมายตัวแทนเข้าไปถ่ายทำวิดีโอทุกขั้นตอน เพื่อใช้ในงานประชาสัมพันธ์ และได้เดินทางตามไปทีหลัง แต่เมื่อเข้ามาดูการผ่าตัดถึงกับตกใจ เมื่อผู้ที่กำลังทำการผ่าตัดนั้นคือ นายยงยุทธ หรือ ร.อ.ยงยุทธ ซึ่งเป็นเพียงบุรุษพยาบาลในทีมงานของ นพ.ชลธิศ กำลังทำการผ่าตัดใบหน้าให้กับนายน็อตอยู่ ซึ่งจากที่คุยกันทั้งตนและนายน็อตยืนยันว่า การผ่าตัดครั้งนี้ต้องให้ นพ.ชลธิศ เป็นผู้ผ่าตัดด้วยตนเองทั้งหมด” น.ส.เซปิง กล่าวและว่า รู้จักกับ ร.อ.ยงยุทธ เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นคนทำงานให้ นพ.ชลธิศ มาโดยตลอด ซึ่งก่อนนั้นคิดว่า ร.อ.ยงยุทธ เป็นแพทย์ เพราะคนไข้จะเรียก ‘หมอยุทธ’ หรือ ‘อาจารย์ยุทธ’ แต่มาทราบภายหลังว่าเป็นเพียงบุรุษพยาบาล และที่สำคัญกว่านั้น นพ.ชลธิศ ยังเคยมอบหมายให้นายยงยุทธผ่าตัดศัลยกรรมตาให้กับคนไข้อีกหลายคนด้วย”

‘ดร.ธนู’อุดรอยร้าว!!6เดือน‘เอแบค’พบแสงสว่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223690

เอแบค,รอยร้าว,ศธ.

การศึกษา-สาธารณสุข  :  7 มี.ค. 2559

‘ดร.ธนู’อุดรอยร้าว!!6เดือน‘เอแบค’พบแสงสว่าง

‘ดร.ธนู’อุดรอยร้าว!!6เดือน‘เอแบค’พบแสงสว่าง : สัมภาษณ์พิเศษ โดยชุลีพร อร่ามเนตร เรื่อง ศูนย์ภาพเนชั่น

            “กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด ที่เหลือก็ไม่ต้องพูดถึง เรื่องทุกเรื่อง ปัญหาทุกอย่าง ถ้าเริ่มต้นผิดก็เหมือนเดินอยู่ในอุโมงค์มืดมิด เมื่อผมได้รับการทาบทามจากคณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ให้มารับตำแหน่งอธิการบดีเอแบค สิ่งแรกที่ผมทำคือ ขอเข้าพบกรรมการสภา ทั้ง 2 ฝ่าย โดยฝ่ายแรกได้เข้าพบ ภราดาวิริยะ ฉันทวโรดม (หลุยส์ ชาแนล) อธิการโรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก ซึ่งเป็นผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดในกลุ่มของ ดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล กรรมการสภาเสียงข้างมาก และกลุ่มของภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อดีตอธิการบดีเอแบค ในกลุ่มของกรรมการสภาเสียงข้างน้อย ซึ่งเมื่อเข้าไปพูดคุยพบว่าทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีความหวังดีกับมหาวิทยาลัย แต่มีแนวคิดคนละมุมมองและไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ซึ่งพอได้เห็นถึงปัญหา และการยอมรับจากสภาทั้ง 2 ฝ่าย ก็ย่อมพบแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” ดร.ธนู กุลชล ผู้ปฏิบัติหน้าที่อธิการบดีเอแบค เริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจจะมารับตำแหน่งอธิการบดี

ยืดเยื้อข้ามเดือนข้ามปีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเอแบค และอย่างที่ทราบกันดีว่า ต้นเหตุแห่งความวุ่นวายไม่ใช่ใครที่ไหน ไม่ใช่เรื่องคุณภาพการจัดการศึกษา แต่เป็นเกาเหลาชามโตของระดับผู้บริหาร เหล่าสภามหาวิทยาลัยที่ฝัดกันนัว แบ่งฝักแบ่งฝ่าย พวกเราพวกท่าน ยื้อกันไปมาจนได้เรื่อง

เมื่อ “พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” ใช้ยาหอมเปิดโอกาสให้เจรจาก็ไม่นำพา จนต้องใช้ยาแรง หยิบมาตรา 86 (4) พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 กำหนดไว้ว่า ถ้ามหาวิทยาลัยเอกชนเกิดเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ จากทั้งหมด 4 สาเหตุ ซึ่งรวมถึงการที่สภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี คณาจารย์ หรือนักศึกษา ดำเนินการอันเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงและความปลอดภัยต่อประเทศ ต่อวัฒนธรรมของชาติ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งกรณีของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญมีความรุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรม ความสงบ และศีลธรรมอันดีของประชาชน

แล้วใช้อำนาจตามมาตรา 86 วรรคสอง ตั้งกรรมการเข้าไปควบคุมสถาบันอุดมศึกษาแห่งนั้น ประกอบด้วยกรรมการไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 15 คน จนได้คณะกรรมการควบคุมเอแบค ที่มี รศ.ดร.อานนท์ เที่ยงตรง เป็นประธาน และในฐานะนายกสภามหาวิทยาลัย โดยปัจจุบัน มี “ดร.ธนู” เป็นอธิการบดี แม่ทัพเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา เคลื่อนพลเอแบคโกลาหลสู่ภาวะปกติให้เร็ววัน

ดร.ธนู กล่าวถึงภารกิจว่า การเข้ามาเป็นอธิการบดีเอแบค ไม่ได้เข้ามาเพื่อเปลี่ยนแปลงการบริหาร หรือการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัย เพราะสิ่งเหล่านี้ผู้บริหารชุดเดิมๆ ของมหาวิทยาลัยทำไว้ได้ดีอยู่แล้ว แต่จะเข้ามาช่วยแก้ปมปัญหาที่เกิดขึ้น 3 เรื่องหลักๆ ดังนี้ 1.การบริหารงานของเอแบคให้สามารถดำเนินการได้ต่อไปตามปกติ โดยตั้งแต่เกิดความขัดแย้งของสภามหาวิทยาลัยทำให้ธนาคารไม่สามารถอนุมัติเงินในการดำเนินกิจการต่างๆ ของมหาวิทยาลัย เช่น การจ่ายเงินเดือนบุคลากร เพราะธนาคารไม่มั่นใจว่าใครเป็นผู้บริหาร และมีอำนาจในการอนุมัติเบิกจ่ายได้ และขณะนี้นได้แก้ปัญหาเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ทุกกระบวนการทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น

2.การดำเนินการให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างสภามหาวิทยาลัยชุดเก่าคลี่คลายและจบลงด้วยดี ซึ่งเรื่องนี้จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการกลางเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ได้แก่ โครงการเครื่องบินฝึกจำลอง การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานบัญชี การจัดทำงบดุล เรื่องการบริหารงานของเอแบคโพลล์ และเรื่องที่ดิน บริเวณรอบเอแบควิทยาเขตสุวรรณภูมิ โดยในการตั้งคณะกรรมการกลางนั้น คณะกรรมการควบคุมม.เอแบค จะเป็นผู้แต่งตั้ง ซึ่งขณะนี้ได้รายชื่ออนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของ ม.เอแบค 3 ชุด โดยมีกรรมการควบคุมเป็นประธานคณะกรรมการ คือ ชุดที่ 1 การจัดซื้ออุปกรณ์โครงการเครื่องฝึกบินจำลองเสมือนจริง แบบแอร์บัส เอ320 (Flight Simulator) โดยมี ศ.บุญเจริญ ศิริเนาวกุล เป็นประธานคณะกรรมการสอบ ชุดที่ 2 เรื่อง การบริหารงานของเอแบคโพลล์ มีตนเป็นประธานคณะกรรมการ และชุดที่ 3 เรื่องการบริหารการจัดทำงบการเงินและทรัพย์สิน มี รศ.ศศิวิมล มีอำพล เป็นประธานคณะกรรมการสอบฯ

“ตอนนี้ผมได้นำรายชื่อคณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้ง 3 ชุดไปให้ทางฝั่งของภราดาบัญชา แสงหิรัญ พิจารณาแล้ว ซึ่งทางฝั่งของภราดาบัญชายอมรับรายชื่อคณะกรรมการ ไม่ติดขัดอะไร ส่วนฝั่ง ดร.สุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล ซึ่งมี ภราดาวิริยะ ฉันทวโรดม (หลุยส์ ชาแนล) ที่ถือเป็นผู้อาวุโสสูงสุด ก็ได้นัดจะเข้าไปพบและเสนอรายชื่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง วันที่ 1 มีนาคมนี้ ซึ่งหากฝั่งภราดาวิริยะยอมรับรายชื่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ก็จะแจ้งไปยังคณะกรรมการควบคุม ม.เอแบค และเดินหน้าสอบสวนข้อเท็จจริงได้ทันที โดยการที่นำรายชื่อคณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงไปให้ทั้ง 2 ฝ่ายพิจารณานั้น เพื่อให้เกิดความเชื่อใจและเป็นที่ยอมรับ อีกทั้งเมื่อผลการตรวจสอบออกมาจะได้ไม่มีข้อโต้แย้งว่าไม่มีความเป็นกลาง ไม่โปร่งใส คาดว่าตามกรอบระยะเวลาภายใน 90 วัน น่าจะได้ผลการสอบสวนข้อเท็จจริงว่าเป็นเช่นใด”

ภารกิจที่ 3 การพิจารณาปรับปรุง กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ของมหาวิทยาลัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยได้แต่งตั้งให้นายอภิมุข สุขประสิทธิ์ มาเป็นรองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ ดูแลเรื่องนี้ เพราะนายอภิมุขเคยเป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และเคยทำหน้าที่ฝ่ายกฎหมายที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จึงมั่นใจได้ว่า การพิจารณาปรับปรุง กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ มีความสมบูรณ์ ชัดเจน เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินการในอนาคตอย่างมั่นคง ไม่มีปัญหาการตีความทางข้อกฎหมายอย่างที่ผ่านมาอีก ขณะเดียวกัน ในการบริหารของตนนั้น หากมีเรื่องอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้มหาวิทยาลัยเกิดสิ่งดีในอนาคตก็จะดำเนินการต่อไป

“ผมไม่หนักใจภารกิจใด เพราะเชื่อว่าทุกภารกิจจะต้องสามารถเดินหน้าไปได้ ไม่ติดขัด และหากเป็นไปตามการดำเนินการที่วางไว้ เชื่อว่าภายใน 6 เดือน น่าจะแก้ปัญหาได้ และผมแจ้งให้คณะกรรมการควบคุมม.เอแบคคืนอำนาจให้ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งต่อไป คงไม่รับทำหน้าที่อธิการบดีต่อ แต่หากมีปัญหาใหม่ๆ เกิดขึ้นก็จะพยายามแก้ไขให้ได้ดีที่สุด เพราะไม่อยากให้มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ อีกทั้งผมเป็นศิษย์เก่าอัสสัมชัญ คุ้นเคยกับบราเดอร์ทุกคน และทุกคนต่างก็หวังดีต่อมหาวิทยาลัยแห่งนี้ รวมถึงจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งม.เอแบค เป็นความต้องการของภราดาประทีป มาร์ติน โกมลมาศ หรือ บราเดอร์มาร์ติน อธิการบดีกิตติคุณ และผู้ก่อตั้ง ม.เอแบค เป็นกลุ่มนักบวชที่มีใจเมตตาต้องการช่วยพัฒนาคนให้มีคุณภาพ มีเจตนาที่ดีก็อยากจะรักษาสิ่งดีๆ อย่างนี้ให้คงอยู่กับเอแบค ตลอดไป”

ตั้งแต่วันแรก (19 ก.พ.2559) ที่ “ดร.ธนู” เข้ามาทำงาน ในฐานะอธิการบดีเอแบค จวบจนวันนี้ ล้วนได้รับการช่วยเหลือจากสภามหาวิทยาลัยทั้ง 2 ฝ่าย ผู้บริหาร และบุคลากรของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็ได้ช่วยอุดช่องโหว่ของปัญหา และทำหน้าที่ประสานรอยร้าว จูนสภามหาวิทยาลัยทั้ง 2 ฝ่าย

ดร.ธนู กล่าวต่อว่า หลังจากเข้ามาทำงานก็ไม่ได้อึดอัดใจอะไร เพราะเราเห็นปัญหาและรู้วิธีแก้อยู่แล้ว ซึ่งคงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแต่ละคณะอนุกรรมการในการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยส่วนตัวจะไม่เข้าไปก้าวก่าย และจะทำหน้าที่ของตัวเองในการเข้าไปเชื่อมสภามหาวิทยาลัยทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงการเข้าถึง การให้ และการรับฟังข้อมูลจากสภามหาวิทยาลัยทั้ง 2 ฝ่าย

นอกเหนือจากภารกิจหลักที่วางไว้ “ดร.ธนู” จะทำหน้าที่สร้างความเข้าใจ ภาพลักษณ์ของเอแบคให้กลับคืนมา เนื่องจากที่ผ่านมา แม้จะไม่มีผลกระทบต่อนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้เกือบ 2 หมื่นคน หรืออาจารย์ บุคลากรทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่เมื่อมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นอาจส่งผลให้เกิดการสั่นคลอนเรื่องความปลอดภัย ความไม่มั่นใจว่าสถาบันแห่งนี้ยังดีเหมือนเก่าหรือไม่

“ผมและผู้บริหารจะช่วยกันเรียกคืนความเชื่อมั่น ภาพลักษณ์การเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่มีชื่อเสียง มีความเก่าแก่ มีการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ มีความเป็นสากล และมีความปลอดภัยในการมาใช้ชีวิตในรั้วเอแบค เพราะขณะนี้ถึงจะไม่มีผลกระทบโดยตรงชัดเจน แต่พอเปิดรับสมัครนักศึกษาทำให้จำนวนการมาสมัครเรียนน้อยลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จึงได้มีการประชาสัมพันธ์ทั้งภายในมหาวิทยาลัยและทางเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างความมั่นใจว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้ยังคงเป็นมหาวิทยาลัยคุณภาพ และมีอธิการบดี ผู้บริหารชัดเจน ไม่ได้เกิดปัญหาภายใน หรือความวุ่นวายใดๆ เกิดขึ้นอีก”

ความขัดแย้ง วุ่นวาย เกิดขึ้นที่ไหนไม่ว่าจะเล็กใหญ่ก็ล้วนสร้างความบรรลัยได้ทั้งสิ้น “ดร.ธนู” จะเร่งขจัดปัญหาให้เร็วที่สุด เพื่อมหาวิทยาลัยเอแบคกลับมาผงาด ขึ้นแท่นเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนอันดับต้นๆ ของประเทศเช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม จุดสิ้นสุดของการแก้ไขปัญหา เมื่อสะสางจนเสร็จสิ้น สุดท้ายต้องคืนอำนาจให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้ง และก็ต้องเป็นไปตามอำนาจของผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้ง ซึ่งในส่วนของ ม.เอแบค นั่นคือ มูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียล เพราะมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน ผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้งเป็นดั่งเจ้าของ ดังนั้นอนาคตเอแบคภายหลังความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในยุคนี้ คงต้องเป็นหน้าที่ของมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลในการเข้ามาคัดเลือก สรรหา อธิการบดี นายกสภามหาวิทยาลัย สภามหาวิทยาลัย ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนของการเป็นผู้บริหารที่ดี มีประวัติที่ดีงาม และที่สำคัญมีหลักธรรมาภิบาลอันเกิดจากจิตสำนึกในการพัฒนา ขับเคลื่อนเอแบคให้เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนคุณภาพตลอดไป

ดร.ธนู กุลชล ปัจจุบันอายุ 75 ปี เกิดเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2484 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ระดับปริญญาโท สาขาการเงิน มหาวิทยาลัยแฟร์เลย์ ดิคกินสัน สหรัฐอเมริกา ระดับปริญญาเอก สาขาการศึกษาชั้นสูง มหาวิทยาลัยเซาเทิร์น อิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา และหลักสูตรผู้บริหารชั้นสูง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา รวมทั้งหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน จากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (ปรอ. รุ่นที่ 2)

ประวัติการทำงาน เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 เป็นต้นมา เคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย และอธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (เรียนและทำงานอยู่ที่ม.กรุงเทพ มาตลอด 30 ปีเต็ม) ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ในปี พ.ศ.2539 และได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ ในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาไทย พ.ศ.2551 ต่อมาภายหลังวางมือในการเป็นนักบริหารด้านการศึกษา 9 ปี ได้กลับเข้าสู่การเป็นอธิการบดีเอแบค อีกครั้ง


ถอดบทเรียน’สรยุทธ์’6กลุ่มต้องเรียนรู้-สู่สังคมคุณธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223679

คุณธรรม,สรยุทธ,ไร่ส้ม,ถอด,บทเรียน,เรียนรู้,สู่,สังคม

การศึกษา-สาธารณสุข  :  7 มี.ค. 2559

ถอดบทเรียน’สรยุทธ์’6กลุ่มต้องเรียนรู้-สู่สังคมคุณธรรม

ถอดบทเรียน’สรยุทธ์’6กลุ่มต้องเรียนรู้-สู่สังคมคุณธรรม : เปิดวิสัยทัศน์ โดยกมลทิพย์ ใบเงิน 0 รายงาน

            พิพากษาจำคุก “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” ประธานกรรมการ บริษัท ไร่ส้ม จำกัด พิธีกรข่าวชื่อดัง ในคดียักยอกเงินค่าโฆษณาของสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท เมื่อครั้งจัดรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ระหว่างปี 2548-2549 เป็นเวลา 13 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

“ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการต่อสู้ทางความคิด ระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนรวม เป็นภาพสะท้อนสังคมไทย ยังต้องการสังคมคุณธรรม คนไทยต้องการคนดี มีคุณธรรม และมีจริยธรรมอยู่มาก เรื่องนี้ให้บทเรียนอย่างน้อย 6 กลุ่ม” นายสิน   สื่อสวน  ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กระทรวงวัฒนธรรม เปิดฉากวิพากษ์

ลุ่มแรก สื่อสารมวลชน วิชาชีพนี้ต้องยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ เพราะเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคม บทบาทสื่อต้อง ให้ความจริง ให้ความดี ให้ปัญญากับสังคมไทย กลุ่มที่ 2 สมาคมวิชาชีพสื่อ ต้องไปคิดทบทวนมาตรการ ที่บอกกับสังคมว่าสื่อดูแลกันได้ จะทำอย่างไรกับกรณี “สรยุทธ” เป็นกรณีศึกษาที่ดี กลุ่มที่ 3 ผู้ประกอบธุรกิจสื่อ จะต้องมีมุมมอง 2 ด้าน ทั้งมุมมองด้านธุรกิจกับมุมมองด้านสังคม ต้องเข้าใจกำไรที่แท้จริงคืออะไร  ซึ่งกำไรที่แท้จริงของธุรกิจสื่อคือกำไรที่ได้ให้แก่สังคม มันมีคุณค่าและมีมูลค่ามหาศาล

กลุ่มที่ 4 ธุรกิจที่สนับสนุนสื่อ กลุ่มนี้ต้องเลือกที่จะแสดงตัวตนของธุรกิจว่าจะส่งอะไร ไม่ส่งเสริมอะไร ที่สำคัญสิ่งเหล่านั้นมันมีค่ากว่าซีเอสอาร์ที่บริษัทต่างๆ ได้ทำอยู่ กลุ่มที่ 5 องค์กรภาครัฐที่กำกับดูแลสื่อ  ต้องตระหนักในบทบาทของตัวเองและรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำอะไรที่รวดเร็ว ตอบสนองต่อทุกเหตุการณ์อย่างรวดเร็วทันสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวงการสื่อ และ กลุ่มที่ 6 ประชาชนหรือพลังสังคมไทย กรณีสรยุทธพลังสังคมไทยมีการตื่นตัวสูงมาก เป็นพลังที่จะดูแลและรักษาสังคมไทย ที่จะช่วยกันกำหนดว่าสังคมไทยกำลังจะนำไปสู่อะไร

บุคคล หรือหน่วยใดหน่วยหนึ่ง แต่เป็นบทเรียน ที่แต่ละภาคส่วนจะเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ได้อย่างไร เพราะหากทุกภาคส่วนในสังคมไทยไม่ได้เรียนรู้จากกรณีนี้เลย สิ่งเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ผมขอชมคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา ที่ตัดสินใจในทิศทางที่ถูกต้อง ถึงแม้ว่าจะต้องต่อสู้กับความคิดของตัวเองอยู่หลายวัน จริงๆ สังคมไทยเป็นสังคมที่ให้โอกาส”

กรณีนี้ยังสร้างกระแสสังคมคุณธรรม ผอ.สิน ระบุว่า มีหลายวิธีการ แต่วิธีการที่ทรงพลังที่สุดก็คือการส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายของกลุ่มต่างๆ ที่ลุกขึ้นมาร่วมกับ เฝ้าระวัง ปกป้อง แทรกแซง และเสริมสร้างคุณธรรมกันทุกกลุ่ม จากบทเรียนที่ศูนย์คุณธรรมกับภาคีเครือข่ายคุณธรรมจัดสมัชชาคุณธรรมได้มีการรวมตัวกันของ 7 เครือข่าย เช่น เครือข่ายองค์กรภาครัฐ โรงเรียนคุณธรรม เครือข่ายชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สื่อมวชน ภาคธุรกิจและภาคศาสนา

“เราพบว่าเมื่อภาครัฐสนับสนุน 7 ภาคีเครือข่ายคุณธรรมให้เขามีบทบาทในการทำงานด้านคุณธรรมเขาก็ทำได้ดี ยกตัวอย่าง เครือข่ายสื่อมวลชนก็มีการจัดหลักสูตรคุณธรรมจริยธรรมสื่อมวลชน เพื่อเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงสื่อมวลชนที่อยากจะทำหน้าที่สื่อสีขาว ดูแลจริยธรรมของสื่อด้วยกันเองและสื่อสารเรื่องคุณธรรมความดีให้แก่สังคมไทยมากขึ้น หรือโรงเรียนคุณธรรม ก็มีแนวทางในการบ่มเพาะเรื่องคุณธรรมจริยธรรมของเด็กที่ไม่เน้นการสอน แต่กระตุ้นให้เด็กตระหนักนำไปสุู่การปฏิบัติจริงได้คุณธรรมจริยธรรม เด็ก จะเรียนรู้ด้านวินัย ความรับผิดชอบ ความพอเพียง”

ไม่เพียงเท่านั้น การจัดค่ายเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น (เอซีที) มีการจัดค่ายเยาวชนไทยไร้คอร์รัปชั่น ดำเนินการมา 4 รุ่น เน้นผู้นำนักศึกษาคนรุ่นในสถาบันอุดมศึกษาของรับและเอกชน จำนวน 4 รุ่น จำนวน 200 คน พลังหนุ่มสาวเหล่านี้้จะขยายผลในกลุ่มมหาวิทยาลัยของเขา ปลูกฝังสำนึกการต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชั่น และยืนหยัดในการรักษาความถูกต้องของสังคมไทย ที่ยืนอยู่บนพื้นฐานคุณธรรมและจริยธรรม

ศูนย์คุณธรรมได้เสนอในสภาขับเคลื่อนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่ง สปท.เห็นชอบประเด็นการปฏิรูปเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาและรับรองมาตรฐานด้านคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยม เน้นดำเนินการใน 6 กลุ่ม อาทิ 1.กลุ่มการเมือง 2.องค์กรภาครัฐ 3.สถาบันการศึกษา 4.ภาคชุมชน 5.ภาคธุรกิจ และ 6.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และควรเพิ่มกลุ่มสื่อสารมวลชน เพราะเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อสังคมมาก อีกทั้งศูนย์คุณธรรมได้ร่วมมือกับเครือข่ายสื่อในการขับเคลื่อนสังคมคุณธรรมมาต่อเนื่อง

“ถ้าเป็นองค์กรส่งเสริมคุณธรรม จะต้องมีการดำเนินการอะไรบ้าง มีมาตรฐานอย่างไร โดยเน้นการส่งเสริม ไม่ใช่การบังคับ เพื่อที่จะสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นจริงในทุกกลุ่ม เน้นยึดคุณธรรมหลัก 4 ประการ คือ ซื่อตรง วินัย เสียสละ พอเพียง”

เหนื่ออื่นใด อยากได้สังคมดีมีคุณธรรม ทุกภาคส่วนในสังคมไทยต้องร่วมมือกันสร้างสังคมคุณธรรมจะต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรม ควรเลือกประเด็นที่จะสร้างให้ประชาชนมีคุณธรรมในเรื่องใด จากนั้นร่วมกันขับเคลื่อนกันทั้งประเทศไทย

“คนไทยทุกวันนี้มี 2 ด้าน ด้านหนึ่งถูกกระแสวัตถุนิยมครอบงำ ทำให้ขาดความพอเพียง เมื่อขาดความพอเพียงที่เป็นต้นน้ำของความไม่ซื่อตรง และการทุจริต คอร์รัปชั่น มันเกิดขึ้นมา คนไทยยังยอมรับการทุจริตมีมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งคนไทยลุกขึ้นมาต่อต้านในเรื่องนี้ และมีแนวโน้มจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น เพราะได้เห็นผลกระทบของการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่ส่งผลเสียหายต่อเขาและสังคมประเทศชาติ และได้เรียนรู้ว่าถ้าประชาชนมีสำนึกและรวมกันเป็นพลังพลเมือง ที่จะต่อสู้กับการทุจริตยืนหยัดความถูกต้องก็จะทำได้สำเร็จเช่นกรณีสรยุทธที่เกิดขึ้น” ผอ.ศูนย์คุณธรรม ฝากทิ้งท้าย

 


ต่อยอดสวัสดิการชุมชนที่หนองพ้อ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม-พึ่งตนเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223594

สิ่งแวดล้อม,รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,หนองพ้อ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  6 มี.ค. 2559

ต่อยอดสวัสดิการชุมชนที่หนองพ้อ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม-พึ่งตนเอง

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ต่อยอดสวัสดิการชุมชนที่หนองพ้อ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและพึ่งตนเอง : โดย…อุดมศรี ศิริลักษณาพร สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

                      กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลหนองพ้อ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เป็นกองทุนหนึ่งที่ได้รับรางวัลองค์กรสวัสดิการชุมชน ในบทบาทของผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์ ตามแนวคิดของ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ประเภทองค์กรที่ร่วมดูแลงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การจัดการที่อยู่อาศัย การสร้างความมั่นคงทางอาหาร การอนุรักษ์พลังงาน การจัดการขยะ และการจัดการฟื้นฟูภัยพิบัติ ประจำปี 2559
                      วิรุณ สุขนวล ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลหนองพ้อ เล่าว่า ได้เริ่มงานสวัสดิการชุมชนมาตั้งแต่ปี 2539 จากแนวคิดการสงเคราะห์ราษฎรประจำหมู่บ้านและพัฒนามาเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลในปี 2548 ด้วยการส่งเสริมของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. มีสมาชิกแรกเริ่ม 332 คน เงินกองทุน 9,930 บาท ปัจจุบันมีสมาชิก 5,512 คน จากประชากรทั้งหมด 5,517 คน มีเงินกองทุนสะสม 8,523,470 บาท โดยเป็นเงินออมของสมาชิก 4.3 ล้านบาท เงินสมทบจากรัฐบาลผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน 4.2 ล้านบาท เงินสมทบจาก อบต. 1 หมื่นบาท เงินสมทบจากหน่วยงานรัฐอื่นๆ 156,102 บาท นอกนั้นเป็นเงินบริจาค มีวัตถุประสงค์ในการจัดสวัสดิการชุมชน 21 ประเภท ครอบคลุมเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส ทุนการศึกษา ส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ ส่งเสริมศีลธรรมและศาสนา ส่งเสริมการเป็นทหารรับใช้ชาติ ส่งเสริมสถาบันครอบครัว เป็นต้น
                      ที่ผ่านมาได้จัดสวัสดิการให้แก่สมาชิกและประโยชน์สาธารณะของชุมชนไปแล้วกว่า 7 ล้านบาท รวมผู้รับประโยชน์ 5,023 ราย โดยในปีที่ผ่านมา (2558) มีการจัดสวัสดิการที่สำคัญ ได้แก่ สวัสดิการเสียชีวิต 38 ราย เป็นเงิน 425,000 บาท การรักษาพยาบาล 581 ราย เป็นเงิน 290,000 บาท สวัสดิการการศึกษา 42 ราย เป็นเงิน 42,000 บาท สวัสดิการผู้สูงอายุ 30 ราย เป็นเงิน 9,000 บาท สวัสดิการส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ 1,216 ราย เป็นเงิน 5.6 ล้านบาท เป็นต้น
จากสวัสดิการสู่บ้านผู้ยากไร้
                      นอกเหนือจากการจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิกโดยตรงแล้ว กองทุนสวัสดิการชุมชนฯ ได้เข้ามาแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยให้คนยากไร้ในตำบล ภายใต้โครงการบ้านพักผู้ยากไร้เอื้ออาทร โดยใช้เงินกองทุนสวัสดิการชุมชน ซื้อที่ดินจำนวน 1 ไร่ เพื่อเป็นที่สร้างบ้านให้แก่คนที่ยากลำบากและนิสัยดีในตำบล ซึ่งได้สร้างไปแล้ว 5 หลัง โดยเลือกจากคนที่มีคุณธรรม ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคม ชอบช่วยเหลืองานส่วนรวมและเป็นผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกิน
ขยายผลชุมชนจัดการสิ่งแวดล้อม
                      เท่านั้นไม่พอ ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา กองทุนได้สนับสนุนการแก้ปัญหาขยะในชุมชน ร่วมกับเทศบาลตำบลหนองพ้อและสภาองค์กรชุมชน ด้วยการจัดตั้งธนาคารขยะด้วยเงินจากกองทุน 115,000 บาท จากเดิมมีถังขยะที่เทศบาลจัดให้ 20 ถัง แต่ไม่สามารถรองรับขยะจำนวนมากได้ไม่สามารถจัดรถมาเก็บได้บ่อย ส่งผลให้ขยะเน่าเหม็น เมื่อมีการจัดตั้งธนาคารขยะ ทำให้มีการรับซื้อขยะถึงที่ โดยขยะทุกประเภทมีราคาที่เป็นมาตรฐาน เพราะผ่านการรณรงค์ให้มีการคัดแยกขยะ ทั้งขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิล ขยะอันตราย ขยะย่อยสลายนำมาทำน้ำหมัก ปุ๋ยหมักชีวภาพ ก่อให้เกิดรายได้เข้าธนาคารเดือนละ 1,500-3,000 บาท และสามารถแก้ปัญหาขยะสิ่งแวดล้อมเน่าเหม็นในตำบลจากขยะ 20 ตัน/เดือน ลดลงเหลือ 10 ตัน/เดือน และครัวเรือนในตำบลมากกว่าครึ่งมีการคัดแยกขยะ
                      ประกอบกับกองทุนสวัสดิการชุมชนได้หนุนเสริมงบประมาณจำนวน 3 แสนบาท ให้สมาชิกยืมต่อราย ไม่เกินรายละ 1,000 บาท และให้ชำระคืนเป็นขยะจนครบจำนวนเงินที่ยืม เป็นการสร้างแรงจูงใจในการจัดการขยะ ที่ได้รับความร่วมมือจากคนทุกเพศ ทุกวัยในตำบล
                      นอกจากนี้ กองทุนได้มีระบบดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชน โดยการอบรมให้ความรู้เรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับผู้นำและเยาวชนในพื้นที่ เพื่อการดูแลแม่น้ำลำคลองสายหลัก คือ การอนุรักษ์คลองท่าแนะและคลองสะบ้าย้อย ด้วยความร่วมมือกับโรงเรียน 5 โรงเรียนในพื้นที่ เทศบาล 4 เทศบาล (มะกอกเหนือ บ้านสวน ควนขนุน หนองพ้อ)
                      รวมทั้งการส่งเสริมปลูกต้นไม้ริมแหล่งน้ำในชุมชน ในเรือกสวนไร่นาของสมาชิกและที่สาธารณะ ปัจจุบันกำลังปลูกสมุนไพรใกล้น้ำในแปลงทดลองของชุมชน ด้วยการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยทักษิณ เช่น ไม้นูด มะแว้ง มะระขี้นก เป็นต้น นอกเหนือจากแปลงทดลองแล้ว ได้สนับสนุนให้มีการปลูกในพื้นที่ของสมาชิกและส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนได้ปลูกผักและทำนาข้าวอินทรีย์เพื่อการบริโภคในครัวเรือน
                      อีกอย่างมีการส่งเสริมพลังงานทดแทน ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แผงโซลาเซลล์ มีตัวอย่างให้ดูคือ ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ ผสมกับการใช้ไม้ฟืนอบสมุนไพร ปลาและผลไม้ในชุมชน รวมทั้งถังเผาถ่านขนาด 200 ลิตร ในพื้นที่หมู่ 2 ถังขยะอินทรีย์ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดอนนูด เป็นต้น
จัดการป้องกันภัยพิบัติโดยชุมชน
                      ขณะเดียวกัน ก็มีการจัดระบบเฝ้าระวังภัยพิบัติร่วมกับเทศบาลตำบลหนองพ้อ ด้วยการจัดทำแผนที่ทำมือทั้ง 9 หมู่บ้าน เพื่อวางแผนการแก้ปัญหาที่ดินและรับมือภัยพิบัติ ทำให้เห็นว่าในพื้นที่ไม่ค่อยมีภัยพิบัติ หรือน้ำท่วมก็ไม่รวดเร็วรุนแรง เพราะที่นี่มีการจัดคณะทำงานเฝ้าระวังภัยพิบัติร่วมกับคณะกรรมการชุมชนทุกหมู่บ้านและบุคคลที่มีจิตอาสา มีการเตรียมสถานที่รองรับภัยพิบัติของชุมชน เช่น ศาลาหมู่บ้าน วัด โรงเรียน และจัดให้มีระบบการสื่อสารของชุมชนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือวิทยุสื่อสารเฝ้าระวังภัย เพื่อการเตือนภัยและความร่วมมือในการพัฒนา รวมทั้งการใช้สื่อบุคคล การประชุม เสียงตามสาย หอกระจายข่าว ที่สำคัญมีการจัดกิจกรรมร่วมกันในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและมีกองทุนแก้ปัญหาภัยพิบัติของชุมชนเองด้วย
สุดท้ายคือพึ่งตนเองในตำบล
                      กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำหนองพ้อ ทำให้ประชาชนในตำบล มีการดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลกันเกือบ 100% ของประชาชนในตำบล รวมทั้งประโยชน์สาธารณะจากการรณรงค์เสริมเรื่องการดูแลทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในชุมชน การมีระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยพิบัติ เป็นต้น
                      ปัจจุบันกำลังส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนพัฒนาของภาคประชาชนระดับตำบล ด้วยการบูรณาการแผนพัฒนาของสภาองค์กรชุมชนตำบล และแผนพัฒนาของกองทุนสวัสดิการชุมชน ทั้งเรื่องการพัฒนาคณะกรรมการและสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชน และกลุ่มองค์กรชุมชนที่ร่วมจัดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล จำนวน 50 กลุ่ม/องค์กร การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การเสริมสร้างสังคมสวัสดิการในชุมชน การแก้ไขปัญหาที่ดิน การสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วยการส่งเสริมการทำนาอินทรีย์ เป็นต้น
                      กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลหนองพ้อ จึงเป็นรูปธรรมหนึ่งของการให้อย่างมีคุณค่า และรับอย่างมีศักดิ์ศรี ต่อยอดงานสวัสดิการชุมชน สู่การจัดการตนเองในงานพัฒนาอื่นๆ เพื่อประโยชน์สาธารณะของคนในตำบลต่อไป
—————————
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : ต่อยอดสวัสดิการชุมชนที่หนองพ้อ แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและพึ่งตนเอง : โดย…อุดมศรี ศิริลักษณาพร สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน))

ความรุนแรงต่อสตรี ที่สังคมไทยยังก้าวไม่พ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223592

หลากมิติเวทีทัศน์,สิ่งแวดล้อม,สตรี

การศึกษา-สาธารณสุข  :  6 มี.ค. 2559

ความรุนแรงต่อสตรี ที่สังคมไทยยังก้าวไม่พ้น

หลากมิติเวทีทัศน์ : ความรุนแรงต่อสตรี ที่สังคมไทยยังก้าวไม่พ้น : โดย…จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล

                      จากอดีตที่ผ่านมา ผู้หญิงหรือสตรีมักเป็นฝ่ายที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของชาย ไร้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพอย่างที่ควรจะได้รับ การถูกกดขี่ข่มเหง และการเอารัดเอาเปรียบที่มีต่อสตรีในสังคมได้กลายเป็นแรงผลักดันให้สตรีส่วนหนึ่งลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมและความเท่าเทียมกันในสังคม
                      “วันสตรีสากล” จึงเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของนานาชาติ มีความเป็นมาย้อนหลังร้อยกว่าปีตั้งแต่ปี 2453 องค์การสหประชาชาติ ได้รับรองให้ วันที่ 8 มีนาคม เป็นวันสตรีสากลอย่างเป็นทางการ และต่อมาในปี 2454 ประเทศสมาชิกได้เริ่มการเฉลิมฉลองวันสตรีสากลเป็นครั้งแรก
                      สำหรับประเทศไทย ได้เริ่มจัดงานวันสตรีสากลอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2532 ซึ่งในโอกาสวันสตรีสากลแต่ละปี นานาประเทศต่างก็จัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองบทบาทและความก้าวหน้าของสตรี
                      ประเทศไทยนั้นแม้ว่าจะมีความก้าวหน้าในหลายด้าน แต่ยังคงมีความท้าทายอีกหลายด้านที่จะต้องดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย เช่น การส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย การเพิ่มบทบาทสตรีในการเมืองและการบริหารการพัฒนาศักยภาพสตรีและการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ
                      นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่น่าห่วงใยคือ ปัญหาการตั้งครรภ์ในกลุ่มวัยรุ่นไทยที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นในแต่ละปี โดยประเทศไทยมีอัตราการตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรในช่วงวัยรุ่นมากเป็นอันดับ 1 ของเอเชียและเป็นอันดับ 3 ของโลก
                      เรียกได้ว่านอกจากวันที่ 8 มีนาคมของทุกปีเป็นวันสตรีสากลแล้ว ยังเป็นวันที่ทุกคนต้องตระหนักถึงการปฏิบัติต่อสตรี ซึ่งการฉายภาพผู้หญิงไทยที่ต้องต่อสู้กับสารพัดปัญหายิ่งไม่พ้นความรุนแรง โดยถูกทำร้ายจากคนใกล้ตัว คนรอบข้าง สังคมที่ไม่เท่าเทียมจึงเป็นเรื่องที่ทรมานสำหรับผู้หญิงอย่างมาก
                      และจากการบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตของ แม่วัยใส ซึ่งเขาเป็นผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตให้ฟังว่า เริ่มคบหากับอดีตแฟนมาประมาณ 1 ปี ช่วงแรกๆ ที่คบกัน ฝ่ายชายรักและให้เกียรติเอาใจใส่เป็นอย่างดี พอช่วงหลังเริ่มมีปากเสียงรุนแรง หึงหวง กล่าวหาว่าตนจะไปมีแฟนใหม่ อีกทั้งเมื่อทะเลาะกัน มักมีคนในครอบครัวฝ่ายชายคอยพูดจาเสียดสีมีอคติ แต่เพราะคำว่ารักอยากสร้างชีวิตคู่สร้างอนาคตไปด้วยกัน จึงต้องอดทน แม้จะทะเลาะกันหรือทำร้ายร่างกายรุนแรง แต่ถ้าเขามาง้อและขอโทษก็ใจอ่อนหายโกรธ
                      เธอระบุว่า จากการทำร้ายร่างกายที่รุนแรงจนรับไม่ไหวทั้งตบตีชกต่อย ใช้มีดจี้คอ ผลักให้รถชน เหตุการณ์ล่าสุดถูกเตะเข้าที่ท้องอย่างรุนแรงจนต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล จากนั้นหมอจึงแจ้งว่ากำลังตั้งครรภ์ก็รู้สึกตกใจ ทำอะไรไม่ถูก และฝ่ายชายรับทราบแต่ยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คือยังทำร้ายร่างกายเหมือนเดิม จึงเป็นเหตุให้ต้องแยกทางกัน และปัจจุบันเลิกกับอดีตแฟนกว่า 2 ปี ตอนนี้ต้องทำหน้าที่รับผิดชอบเลี้ยงดูลูกสาววัย 1 ขวบด้วยตนเอง ตั้งแต่ช่วงที่ท้องจนทุกวันนี้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดตนเป็นคนหาเอง โดยรับขนมมาขาย ยังโชคดีที่ได้รับคำแนะนำเสริมสร้างพลังใจจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลพร้อมทั้งช่วยติดตามคดีกระทำด้วยความรุนแรง กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ
                      “หนูผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้ายและลุกขึ้นมาเผชิญชีวิตใหม่ได้ และลูกก็เป็นพลังใจสำคัญให้สู้และอดทนกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ หนูไม่เคยคิดที่จะทำแท้ง คิดเสมอว่าสามารถเลี้ยงลูกเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งอดีตแฟน แต่ที่ยังเสียใจจนทุกวันนี้คือหนูเป็นลูกสาวคนโตของครอบครัว พ่อแม่คาดหวังว่าโตขึ้นจะเลี้ยงดูแลพ่อแม่ได้ แต่ความหวังของพ่อแม่ก็พังลง เพราะความรักวัยรุ่นที่ไม่พร้อมไม่ศึกษานิสัยใจคอกันให้ดี และสิ่งนี้จะเป็นบทเรียนชีวิตให้หนู จึงขอฝากแง่คิดกับทุกคนว่า ความรักมีได้แต่ต้องมีสติ ขอให้คิดถึงอนาคต คิดถึงคนในครอบครัว และหลังจากนี้หนูก็จะกลับมารักตัวเอง ตั้งใจเรียนต่อให้จบเพื่อที่จะได้มาเลี้ยงครอบครัวต่อไป” แม่วัยใสกล่าว
                      ขณะที่ อังคณา อินทสา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลสะท้อนว่า ที่ผ่านมาผู้หญิงเข้ามาขอรับคำปรึกษาจากมูลนิธิเพิ่มมากขึ้น เกือบทั้งหมดถูกล่วงละเมิดทางเพศ ขณะที่ข้อมูลเมื่อปี 2557 ที่มูลนิธิสำรวจสถิติความรุนแรงในคู่รักวัยรุ่นหญิง ยังพบสถานการณ์น่าเป็นห่วง เนื่องจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นมากที่สุดยังคงเกิดจากตนเอง เพื่อน คนรู้จัก สาเหตุมาจากเจ้าชู้ คบหลายคน นอกใจ การดุด่า หึงหวง ใช้คำหยาบคาย ส่งเสียงดัง ตามด้วยทำลายข้าวของ ทำร้ายร่างกาย และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนเหตุผลที่ผู้หญิงอดทนคือ ทนเพราะรัก ไม่กล้าบอกใคร กลัวพ่อแม่/ผู้ปกครองรู้ กลัวถูกทำร้ายซ้ำ และจากการเก็บสถิติที่มีผู้มาขอรับคำปรึกษาจากมูลนิธิเมื่อปีที่ผ่านมามีสูงถึง 151 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุ 21-30 ปี รองลงมาอายุไม่เกิน 20 ปี
                      นอกจากนี้ยังพบข้อมูลของสำนักการแพทย์กรุงเทพฯ มีผู้หญิงที่ถูกทำร้ายร่างกายสูงถึง 1,251 คน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการกระทำด้วยความรุนแรง ยังส่งผลให้เกิดปัญหาในกลุ่มเยาวชน ทำให้ไม่ได้รับการศึกษาต่อ ขาดโอกาสพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ
                      “ทางออกของผู้หญิง ควรรักตนเอง คนรอบข้าง ครอบครัว เพื่อน ทั้งนี้ความรุนแรงของคู่รักวัยรุ่นป้องกันได้ด้วยการตั้งสติรอบคอบ อย่าใช้อารมณ์ ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง ออกจากพื้นที่เกิดเหตุ รวมถึงขอรับการช่วยเหลืออย่าเก็บเรื่องไว้คนเดียว หลีกเลี่ยงการดื่มหรือเสพของมึนเมาทุกชนิด ซึ่งทำให้ขาดสติและเพิ่มดีกรีความรุนแรง นอกจากนี้ต้องเคารพในสิทธิความเป็นมนุษย์ ที่สำคัญสังคมต้องปรับเปลี่ยนมายาคติความเชื่อแบบชายเป็นใหญ่
                      “อย่างไรก็ตาม หากวัยรุ่นต้องเผชิญสถานการณ์เลวร้าย สามารถขอคำปรึกษาและขอรับการช่วยเหลือได้ที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล โทร.0-2513-2889 ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือ คนรอบข้างซึ่งต้องเข้าใจ และเอาธุระไม่วางเฉย จับสัญญาณขอความช่วยเหลือให้ดีๆ รับฟังให้กำลังใจและร่วมกันหาทางออกอย่างมีสติ” อังคณากล่าวทิ้งท้าย
—————————
(หลากมิติเวทีทัศน์ : ความรุนแรงต่อสตรี ที่สังคมไทยยังก้าวไม่พ้น : โดย…จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล)

มจธ.เปิด’ห้องเรียนวิศว์-วิทย์’หลักสูตรการเรียนรู้ยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223526

วิศวะ,วิทย์,การศึกษา,มจธ.,เปิด,ห้อง,เรียน,หลักสูตร,เรียนรู้,ยุค,ใหม่

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 มี.ค. 2559

มจธ.เปิด’ห้องเรียนวิศว์-วิทย์’หลักสูตรการเรียนรู้ยุคใหม่

มจธ.เปิด’ห้องเรียนวิศว์-วิทย์’หลักสูตรการเรียนรู้ยุคใหม่

           จากคำถาม“ทำอย่างไรที่ประเทศไทยจะก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง?” กำลังเป็นโจทย์สำคัญและพูดถึงอย่างมากโดยเฉพาะในวงการการศึกษาไทย ขณะที่การพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในตลาดโลก เพื่อให้ไทยก้าวพ้นจากกับดักดังกล่าว แต่แนวทางนั้นจำเป็นที่ต้องเร่งสร้างนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีคุณภาพให้มากขึ้นเพื่อนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยได้ในอนาคต

การสร้างนักวิจัยจะต้องบ่มเพาะตั้งแต่ยังอยู่ในระบบการศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) หนึ่งในมหาวิทยาลัยนำร่องในโครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน โดยการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัย หรือ โครงการ วมว. ภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดทำ “ห้องเรียนวิศว์-วิทย์” ขึ้น เพื่อสนับสนุนการพัฒนานักเรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อพัฒนาให้เป็นนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยี ที่มีคุณภาพสูงต่อไปในอนาคต

โดยมีเป้าหมายในการบ่มเพาะผู้นำการเปลี่ยนแปลงคนรุ่นใหม่เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ห้องเรียนวิศว์-วิทย์แห่งนี้เน้นการเสริมสร้างกระบวนการคิด การแก้ปัญหา การเปิดโลกทัศน์และมุมมอง จึงได้พัฒนากระบวนการเรียนการสอนขึ้นใหม่ภายใต้แนวคิด Story-based learning ถือเป็นแนวทางการเรียนการสอนที่โดดเด่นไม่เหมือนที่ใด และยังเป็นการเปิดฉากประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ให้แก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

“ผศ.พรรณี รัตนชัยสิทธิ์” ผู้อำนวยการสำนักงานห้องเรียนวิศว์-วิทย์ กล่าวว่า มจธ.มีความถนัดในเรื่องของวิศวะและวิทยาศาสตร์ จึงออกแบบหลักสูตรห้องเรียนวิศว์-วิทย์ขึ้นมาโดยเฉพาะ แต่เด็กที่มาเรียนที่นี่ไม่จำเป็นว่าเรียนแล้วต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยเสมอไป หลายคนสอบติดแพทย์หรือทันตแพทย์ก็มี เนื่องจากหลักสูตรการเรียนการสอนของเราที่นี่ เป็นการบูรณาการระหว่างสาระการเรียนรู้ ทำให้สามารถสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์

โดยคณิตศาสตร์ถูกสอนผสานเข้าไปในหลากหลายรายวิชาเพื่อให้นักเรียนสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์และสังคมได้ แม้จะเป็นโครงการห้องเรียนวิทยาศาสตร์ก็ตาม แต่หลักสูตรนี้ได้ให้ความสำคัญกับรายวิชาอื่นๆ ด้วย ภายใต้ความเชื่อที่ว่าความเชื่อมโยง และปฏิสัมพันธ์ระหว่างศาสตร์ต่างๆ จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการบ่มเพาะนักเรียนให้เติบโตเป็นนักวิจัยที่ดีมีคุณภาพต่อไป

“การที่มจธ.ออกแบบหลักสูตรนี้ขึ้นเพราะเห็นว่าสมัยก่อนเด็กส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเรียนวิทยาศาสตร์เรียนสังคมไปทำไม เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อย่างไร เป็นความต้องการของเราที่อยากปลูกฝังให้เด็กมองภาพรวมให้ออก เพื่อฝึกเด็กให้คิดและวิเคราะห์เป็น สามารถเชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ได้อย่างบูรณาการ เด็กที่นี่จึงได้เปรียบกว่าการเรียนในระบบปกติ เป็นการเรียนที่ไม่ปิดกั้นเด็กทำให้กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่และไม่เบื่อที่จะเรียนรู้ เกิดกระบวนการคิด และแก้ปัญหาเป็น ที่นี่ยังเป็นโรงเรียนประจำจึงทำให้เด็กมีวินัย มีความรับผิดชอบ ใฝ่เรียนรู้ รู้จักการแบ่งปันและแบ่งเวลาเป็น ถือเป็นการฝึกเด็กได้ปรับตัวตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนที่จะเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา”

ห้องเรียนวิศว์-วิทย์ เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ ม.4–ม.6 ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งสิ้น 90 คน แบ่งเป็นชั้นละ 30 คน ทั้งหมดเป็นนักเรียนประจำ โดยจัดห้องพักให้ที่ มจธ.บางขุนเทียน มีรถบริการรับ-ส่งระหว่างบางมด-บางขุนเทียน ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้าเรียนในหลักสูตรนี้จะได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลจากสำนักปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คนละสองแสนบาทต่อปี ภายใต้เงื่อนไขผลการเรียนเกรดเฉลี่ยสะสมรวมทุกวิชาต้องไม่ต่ำกว่า 2.50 รวมทั้งคะแนนเฉลี่ยสะสมรวมในรายวิชาวิทยาศาสตร์และรายวิชาคณิตศาสตร์ไม่ต่ำกว่า 3.00 ในแต่ละภาคการศึกษา

“ยุพารัตน์ จันทราภากร” หรือ น้องพลอย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เล่าว่า ที่นี่เรียนกันตั้งแต่ ม.4–ม.6 หลักสูตรเหมือนกับโรงเรียนอื่นทั่วไป แต่ที่นี่จะมีการเรียงลำดับเรื่องราวตามประวัติศาสตร์เริ่มตั้งแต่การกำเนิดจักรวาลหรือบิ๊กแบงไล่มา โดยมีการจับวิชาต่างๆ มาโยงเข้ากับประวัติศาสตร์โลก การเรียนรู้จึงแตกต่างจากที่อื่น ไม่ได้แบ่งการเรียนเป็นรายวิชา เป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการทุกสาระการเรียนรู้ของแต่ละวิชาเข้าด้วยกัน ทำให้เห็นความสำคัญของแต่ละวิชาว่ามีความเกี่ยวโยงกันอย่างไร

เป็นการเรียนรู้ในรูปแบบของ Story-based learning เนื้อหาที่เรียนไม่ว่าจะเรียนอะไรไปจะต้องลงมือทำหรือปฏิบัติจริงไม่ว่าจะทดลองหรือผลิตชิ้นงาน ทำให้เราเข้าใจได้จริงๆ ว่าแต่ละวิชานั้นเอาไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร นอกจากแนวการเรียนรู้ที่ได้แล้ว การที่ได้อยู่ในสังคมรั้วมหาวิทยาลัยทำให้เราได้สัมผัสทั้งอาจารย์ที่เข้ามาให้คำแนะนำปรึกษา และแวดล้อมด้วยพี่ๆ นักศึกษา ทำให้เราปรับตัวได้ง่ายขึ้นเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ถือเป็นข้อได้เปรียบอีกอย่างหนึ่ง

“คณุตม์ ธรรมรักษา” หรือ น้องแบม กล่าวเสริมว่า วิชาวิทยาศาสตร์เริ่มสอนว่าคนในสมัยก่อนคิดอย่างไร มีการทดลองอะไร มีวิวัฒนาการอย่างไร และอะไรทำให้เปลี่ยนแปลงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เห็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้มากกว่า

“การออกแบบตู้ปลาขึ้นมาหนึ่งตู้ จะต้องใช้ความรู้ทั้งเรื่องคณิตศาสตร์ เคมี ชีวะ และสิ่งแวดล้อม โดยได้จำลองระบบนิเวศของแม่น้ำมูลขึ้น ก็ต้องไปหาข้อมูลว่าในแม่น้ำมูลมีปลาชนิดไหนบ้าง หาความสัมพันธ์ของปลาแต่ละชนิดในแม่น้ำมูลว่าปลาตัวไหนกินตัวไหนบ้าง ทำโมเดลจำลองทางคณิตศาสตร์ ทำเป็นกราฟขึ้นว่าปลาชนิดไหนลด ชนิดไหนเพิ่ม และระหว่างเลี้ยงก็ต้องคำนึงถึงพลังงานว่าปลาแต่ละตัวต้องการพลังงานเท่าไหร่ และในตู้ปลาที่ออกแบบขึ้นเราจะใส่ปลากี่ตัว ต้องให้อาหารเท่าไหร่ อย่างนี้เป็นต้น”

อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนของห้องเรียนวิศว์-วิทย์ ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ควบคู่ให้นักเรียนได้ทำอีกมากมาย ไม่ได้มุ่งเน้นแต่สาระความรู้ด้านวิชาการเท่านั้น นอกจากการลงมือทำโปรเจกท์ตลอด 3 ปีแล้ว ยังได้ร่วมกันทำกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย เช่น กีฬาสี การออกค่ายอาสาช่วยเหลือชุมชน หรือการจัดค่ายออกไปสอนน้องนักเรียนชั้นประถม ทำให้เด็กได้รับการปลูกฝังเรื่องการทำงานเป็นทีม การมีส่วนร่วม การรู้จักแบ่งปัน และการส่งต่อจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง


แพทยสภาสอบจริยธรรม‘2หมอ’เอี่ยว‘เซปิง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223507

แพทยสภา,สุรชัย สมบัติเจริญ,เฟซออฟ,เฟซลิฟต์,ดร.เซปิง ไชยศาส์น,ดร.เซปิง ไชยสาส์น,สภา,สอบ,จริยธรรม,หมอ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 มี.ค. 2559

แพทยสภาสอบจริยธรรม‘2หมอ’เอี่ยว‘เซปิง’

แพทยสภามีมติสอบจริยธรรม ‘2 หมอ’ เอี่ยว ‘ดร.เซปิง’ จ้อเกินจริง ยันหน้าใหม่ ‘สุรชัย’ แค่ทำ ‘เฟซลิฟต์’ ไม่ใช่ ‘เฟซออฟ’ พ่วงฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์

     3 มีนาคม 2559 ที่แพทยสภา นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารแพทยสภา(กก.บห.แพทยสภา)ว่า คณะกรรมการได้พิจารณากรณีนายแพทย์ที่ถูกกล่าวอ้างถึงว่าเกี่ยวข้องกับการทำศัลยกรรมใบหน้าให้นายสุรชัย สมบัติเจริญ ซึ่งเข้าร่วมในโครงการของดร.เซปิงที่อาจเข้าข่ายการโฆษณาโอ้อวดเกินจริง และมีมติเห็นชอบให้มีการดำเนินการสอบจริยธรรมและจรรยาบรรณของแพทย์คนดังกล่าว รวมถึงสอบแพทย์เพิ่มอีกหนึ่งคนที่เป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลหรือผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่เป็นสถานที่ทำศัลยกรรมให้กับนายสุรชัยด้วย เนื่องจากสถานพยาบาลดังกล่าว กรมสนับสนุนบริการสาธารณสุข(สบส.) มีความเห็นว่ายินยอมให้มีการโฆษณาเกินจริง เพราะไม่มีการยับยั้งการโฆษณาแต่อย่างใด ซึ่งตามกฎหมายเมื่อสถานพยาบาลเข้าข่ายการกระทำความผิด แพทยสภาจะต้องสอบแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ สบส.ว่าเป็นแพทย์ผู้ดำเนินการ เพราะเป็นผู้ที่รับผิดชอบการกระทำของสถานพยาบาลด้วย
     “กรณีนี้แพทยสภาจะเรียกสอบแพทย์ที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 คน ขั้นตอนต่อจากนี้จะส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ในวันที่ 10 มีนาคม 2559 ก่อนส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมตรวจสอบต่อไป นอกจากนี้ กก.บห.แพทยสภายังมีมติสอบจริยธรรมแพทย์หญิงที่ออกรายการทีวี ตื่นมาคุยแล้วพูดโฆษณาโอ้อวดเกินจริง โดยใช้คำพูดว่าสวยทุกคนหรือสวยทุกเคสด้วย” นพ.สัมพันธ์ กล่าว
     นพ.สัมพันธ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนการตรวจสอบการโฆษณาเกินจริงของ ดร.เซปิง นั้น ไม่เกี่ยวข้องกับแพทยสภา เพราะดร.เซปิงไม่ใช่แพทย์ เป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.)ต้องตรวจสอบ ซึ่งหาก สคบ.สอบถามมายังแพทยสภาว่าเฟซออฟคืออะไรในทางวิชาการ แพทยสภาก็พร้อมที่จะให้ความเห็นตอบกลับไป อย่างไรก็ตาม ดร.เซปิงมีส่วนเกี่ยวข้องกับแพทยสภา ตรงที่มีการใช้คำว่าเฟซออฟ(Face off) แพทยสภาจึงต้องออกมาให้ข้อมูลทางวิชาการที่เป็นความจริง เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน เป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ให้เกิดความสับสนหรือเข้าใจผิด
     “การทำเฟซออฟ คือการเปลี่ยนหน้า ไม่ใช่การดึงหน้า ซึ่งจากการที่ได้เห็นใบหน้าหลังการทำศัลยกรรมของคุณสุรชัย เป็นการทำศัลยกรรมแบบเฟซลิฟต์(Face lift) ด้วยการดึงทั้งใบหน้าให้ตึงขึ้นเท่านั้น มีการฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดการหดตัวของกล้ามเนื้อ ไม่ให้เกิดริ้วรอยหรือร่องลึกของผิวหนัง และฉีดฟิลเลอร์ให้ผิวหน้าเต่งตึง เต็ม ซึ่งก็จะทำให้ใบหน้าดูเด็กลง ไม่ใช่วิธีการใหม่อะไรเลย ซึ่งการฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์จะต้องฉีดใหม่ใน 6 เดือน เพราะฉะนั้น อยากให้รอดูใบหน้าของคุณสุรชัยหลังจากนี้ 6 เดือนด้วย ซึ่งกรณีนี้ถือว่าหมอไทยเก่งและควรส่งเสริม แต่ต้องเป็นการส่งเสริมให้ถูกต้อง และไม่โฆษณาชวนเชื่อจนเกินไป สำหรับประชาชนที่เห็นแล้วเกิดอยากทำตามนั้น จริงๆการดึงหน้าและทำตาเป็นหัตถการที่ไม่เสี่ยงมาก หากคิดจะทำก็ต้องเลือกแพทย์ ซึ่งประเทศไทยมีแพทย์ที่เก่งอยู่มากไม่เฉพาะแค่แพทย์ที่ทำให้คุณสุรชัยเท่านั้น” นพ.สัมพันธ์ กล่าว
     ผู้สื่อข่าวถามถึง กรณีที่ทนายความของดร.เซปิง ระบุว่า เลขาธิการแพทยสภามีส่วนเกี่ยวข้องกับสมาคมศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้าแห่งประเทศไทย นพ.สัมพันธ์ กล่าวว่า รู้สึกน้อยใจ แต่ตนก็ไม่ได้สนใจ และต้องนิ่ง เชื่อว่าที่ตนให้ข้อมูลเป็นการอธิบายสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน ด้วยความเป็นกลาง ไม่อยู่ข้างใดข้างหนึ่ง กับดร.เซปิงก็ไม่ได้รู้จัก จริงๆต้องชื่นชมดร.เซปิงด้วยที่เชิดชูแพทย์ แต่ความจริงก็คือความจริง แพทยสภาต้องให้ความรู้ที่ถูกต้อง และตนก็ไม่ได้มีผลประโยชน์ในเรื่องนี้ และหากดร.เซปิงจะร้องเรียนการกระทำของแพทย์ท่านไหน แพทยสภาก็ต้องรับเรื่องไว้เพราะไม่ได้เลือกข้าง
     ด้าน น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดี กรม สบส. กล่าวว่าใบหน้าหลังผ่าตัดของนายสุรชัยมีความเต่งตึงไร้ริ้วรอยไม่เกินความคาดหมาย เช่นเดียวกับผลการทำศัลยกรรมปกติรายอื่นๆ และถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลของผู้ที่รับบริการศัลยกรรมที่ต้องการเพิ่มความมั่นใจในตนเอง แต่ในส่วนของการโฆษณากระชากวัยจาก 60 ปี เหลือ 30 ปี โดย ดร.เซปิง ไชยศาส์น ในโครงการเฟซออฟ(Face Off)นั้น ยังเข้าข่ายการโฆษณาโอ้อวดเกินจริงให้แก่สถานพยาบาลที่ทำศัลยกรรมให้แก่นายสุรชัย แม้ว่าสถานพยาบาลแห่งนั้นจะไม่ได้โฆษณาด้วยตนเอง แต่เมื่อมีการโฆษณาโดยบุคคลอื่น และมิได้มีการทักท้วง หรือปฏิเสธ จึงเข้าข่ายรู้เห็น ยินยอมด้วย มีความผิดตามพรบ.สถานพยาบาลพ.ศ. 2541
     และผิดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 11 พ.ศ. 2546 เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการโฆษณาสถานพยาบาลที่ว่าห้ามใช้ข้อความหรือรูปภาพโอ้อวดเกินจริง ทำให้ผู้รับบริการ หรือผู้บริโภคเข้าใจว่าการบริการของสถานพยาบาลแห่งนั้นมีคุณภาพมาตรฐานที่ดีกว่า เหนือกว่า หรือสูงกว่าสถานพยาบาลอื่น หรือเกิดความคาดหวังว่าจะได้รับบริการที่ดีกว่าหรือได้ผลสูงสุดโดยจะนำข้อมูลเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการการโฆษณาสถานพยาบาลในวันที่ 4 มีนาคม 2559พร้อมกับกรณีของพญ.อาภรณ์ ไชยเครื่อง หรือหมอไก่ที่ให้ข้อมูลโอ้อวดสถานพยาบาลว่า“ทำแล้วสวยทุกคน”และ“ถ้ามาที่คลินิกเคสที่ออกไปจะสวยทุกเคส”
     “กรม สบส. จะให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย หากผลการตัดสินว่ามีการกระทำผิด ฝ่าฝืนกฎหมายการโฆษณาสถานพยาบาล 2 ฉบับ ก็จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการเปรียบเทียบคดีดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษปรับ 20,000 บาท และปรับอีกวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะยุติการเผยแพร่โฆษณานั้น อย่างไรก็ตามจากการให้สัมภาษณ์ของ ดร.เซปิง ในวันนี้ ที่จะเข้าร้องเรียนกรณีสถานพยาบาลที่ให้บริการเสริมความงามแห่งหนึ่งที่ให้พยาบาลทำการศัลยกรรมแทนแพทย์นั้น กรม สบส. พร้อมจะรับเรื่องร้องเรียน และจะเร่งดำเนินการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน หากมีความผิดก็จะดำเนินการลงโทษตามกฎหมาย”นพ.บุญเรืองกล่าว
     อนึ่ง แพทย์ที่มีชื่อปรากฏผ่านสื่อและถูกอ้างว่าเป็นผู้ทำการผ่าตัดให้นายสุรชัย สมบัติเจริญ คือ นพ.กมล พันธุ์ศรีทุม และแพทย์ที่ระบุชื่อเป็นแพทย์ผู้ดำเนินการของสถานพยาบาลที่ผ่าตัดใบหน้าให้กับนายสุรชัยตามที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ สบส. คือ นพ.มนัส เสถียรโชค

หนังสือดีเด่น12เรื่องที่พ่อแม่ควรให้‘ลูก’อ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223405

หนังสือ,รางวัล,อ่าน,ดีเด่น,เรื่อง,พ่อ,แม่,ลูก

การศึกษา-สาธารณสุข  :  2 มี.ค. 2559

หนังสือดีเด่น12เรื่องที่พ่อแม่ควรให้‘ลูก’อ่าน

หนังสือดีเด่น12เรื่องที่พ่อแม่ควรให้‘ลูก’อ่าน : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญรายงาน ประชาสัมพันธ์ สพฐ.ภาพ

             ลุ้นระทึก จนนาทีสุดท้าย หนังสือดีเด่นที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรให้ลูกได้อ่าน ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่่โรงแรมบียอนด์ สวีท กรุงเทพฯ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) ร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดแถลงผลการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี 2559

“ในปีนี้มีหนังสือที่ผู้ผลิตส่งเข้าประกวดทั้งหมด 497 เรื่อง เพิ่มจากปี 2558 เพียงเล็กน้อย โดยปีนี้คณะกรรมการมีความเห็นว่าหนังสือที่ส่งเข้ามาประกวดเป็นหนังสือที่มีคุณภาพค่อนข้างสูง คณะกรรมการต้องใช้เวลาการพิจารณาอย่างมากเพราะหลายเล่มยากที่จะตัดสินใจในการให้รางวัล แต่ที่น่ายินดีคือทำให้การตัดสินการประกวดหนังสือในครั้งนี้มีจำนวนรางวัลดีเด่นครบถ้วน และมีรางวัลชมเชยที่มีจำนวนมากพอสมควร” ดร.พนม พงษ์ไพบูลย์ ประธานคณะกรรมการพิจารณาตัดสินการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี 2559 ระบุ

ผลการพิจารณาตัดสินหนังสือดีเด่น ประจำปี 2559 มีหนังสือที่ได้รับรางวัลทั้งหมด 53 เรื่องจาก 497 เรื่อง แบ่งเป็น รางวัลดีเด่น 13 รางวัล เรื่อง รางวัลชมเชย 40 รางวัล ดังนี้ หนังสือสารคดี  รางวัลดีเด่น เรื่องพระพุทธรูปล้านนากับคติพระพุทธศาสนา มหายานแบบตันตระนิกายวัชรยาน หนังสือนวนิยาย  รางวัลดีเด่น เรื่องพลิ้วไปในพรายเวลา หนังสือกวีนิพนธ์ รางวัลดีเด่น เรื่องคำน้อย หนังสือรวมเรื่องสั้น รางวัลดีเด่น เรื่องนิทานกล่อมประสาท หนังสือสำหรับเด็กเล็ก อายุ 3-5 ปี รางวัลดีเด่น เรื่องกระต่ายกับพระจันทร์ หนังสือสำหรับเด็ก อายุ 6-11 ปี ประเภท 1.หนังสือบันเทิงคดี รางวัลดีเด่น เรื่องบันทึกส่วนตัวซายูริ

หนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่นอายุ 12-18 ปี ประกอบด้วย 1.ประเภทบันเทิงคดี รางวัลดีเด่น เรื่องห้องเรียนไม่มีฝา  2.ประเภทสารคดี รางวัลดีเด่น เรื่อง OUT IN AFRICA 3.ประเภทบทร้อยกรอง  รางวัลดีเด่น เรื่องดอกไม้ในดวงใจ ประเภทหนังสือการ์ตูน และหรือนิยายภาพสำหรับเด็ก รางวัลดีเด่น เรื่องรามเกียรติ์ อวสานทศกัณฐ์ ประเภทหนังสือสวยงามทั่วไป รางวัลดีเด่น เรื่องปิยราชกุมารี (Beloved Princess) รางวัลชมเชย ประเภทสำหรับเด็ก รางวัลดีเด่น เรื่องรามเกียรติ์ อวสานทศกัณฐ์

นางสุกัญญา งามบรรจง ผู้อำนวยการ สวก. กล่าวว่า สพฐ.มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการผลิตและการกระจายหนังสือที่ดีมีคุณภาพ มีสาระประโยชน์สู่สาธารณชนให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น เพื่อกระตุ้นให้คนไทยมีนิสัยรักการอ่าน และส่งเสริมให้ผู้ผลิตซึ่งเป็นผู้จัดพิมพ์ ผู้ประพันธ์ ผู้วาดภาพประกอบ และบุคคลทั่วไปได้มีโอกาสส่งผลงานเข้ารับการประกวด ส่งผลให้วงการผลิตหนังสือที่ดี มีคุณภาพ มีมาตรฐานสากล ทำให้ผู้ผลิตมีการพัฒนารูปแบบและเนื้อหาสาระให้น่าสนใจ และทำให้ประชาชนมีหนังสือที่มีคุณภาพดีเพิ่มมากขึ้นในท้องตลาด สามารถเลือกอ่านได้ตามความสนใจ

“อย่างไรก็ตาม ผู้ได้รับรางวัลการประกวดหนังสือดีเด่น จะได้เข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 44 และงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ในวันที่ 29 มีนาคม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  กรุงเทพมหานคร” นางสุกัญญา กล่าวทิ้งท้าย


เปิดโลกให้เยาวชนเรียนรู้รังสรรค์งานศิลป์อนุรักษ์ถิ่นเกิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223406

ศิลป์,วัฒนธรรม,บ้านเกิด,เปิด,โลก,เยาวชน,เรียนรู้,รังสรรค์,งาน,อนุรักษ์,ถิ่น

การศึกษา-สาธารณสุข  :  2 มี.ค. 2559

เปิดโลกให้เยาวชนเรียนรู้รังสรรค์งานศิลป์อนุรักษ์ถิ่นเกิด

เปิดโลกให้เยาวชนเรียนรู้รังสรรค์งานศิลป์อนุรักษ์ถิ่นเกิด : วิไลพร ศรีสุขรายงาน มรภ.บุรีรัมย์

             บุรีรัมย์..เมืองแห่งความรื่นรมย์ตามความหมายของชื่อเมือง และเป็นที่รู้จักในชื่อ “เมืองปราสาทหิน ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม” คำขวัญของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ตั้งอยู่ในเขตภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ซึ่งเป็นเมืองแห่งอารยธรรมโบราณเก่าแก่แห่งหนึ่งในประเทศไทย เมืองที่มีปราสาทหินที่ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบของศิลปะเขมรโบราณ และภูเขาไฟที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟอีกทั้งยังมีวัฒนธรรมเก่าแก่ที่น่าสนใจ กระทรวงวัฒนธรรมได้ให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อารยธรรมที่ดีงามสู่วิถีชีวิตและสังคมคุณภาพ

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) หน่วยงานที่มีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่ศิลปะร่วมสมัย และการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในแขนงต่างๆ จึงได้ดำเนินงานใน “โครงการเยาวชนรักบ้านเกิด เพื่อแทนคุณแผ่นดิน” ซึ่งเป็นโครงการอบรมในเชิงปฏิบัติการ เทคนิคการถ่ายทอดเรื่องราวให้แก่เยาวชน นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในภูมิภาค ซึ่งมีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดจำนวน 4 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบัวหลวงวิทยาคม จ.บุรีรัมย์ โรงเรียนสุรวิทยาคาร จ.สุรินทร์ โรงเรียนสิริเกศน้อมเกล้า จ.ศรีสะเกษ และโรงเรียนพลาญชัยพิทยาคม จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งโครงการนี้ได้พาเยาวชนมาศึกษาเรียนรู้ ณ จ.บุรีรัมย์

นายจักรินทร์ ระวัง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบัวหลวงวิทยาคม จ.บุรีรัมย์ หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการรักบ้านเกิด เพื่อแทนคุณแผ่นดิน เล่าว่า ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการรักบ้านเกิด เพื่อแทนคุณแผ่นดิน โดยได้รับข้อมูลจากอาจารย์ในโรงเรียนว่าจะมีโครงการมาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน จึงมีความสนใจและได้เข้าร่วมโครงการ เพราะคิดว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดี สอนให้เด็ก เยาวชนรู้สำนึก รักในบ้านเกิดของตน ซึ่งมีการจัดกิจกรรมเรียนรู้ไปในหลายแห่งทั่ว จ.บุรีรัมย์ บางพื้นที่ก็ยังไม่เคยเห็นไม่เคยได้สัมผัส

การเรียนรู้ของค่ายนี้ เป็นการเรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม วิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น ซึ่งเรียนรู้โดยการไปถ่ายรูปในชุมชน หรือในที่สำคัญๆ ของท้องถิ่น เช่น ไปเรียนรู้ ณ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง วนอุทยานภูเขาไฟเขากระโดง ปราสาทเมืองต่ำ บ้านสนวนนอก (เซราะสนูลกราว) ไปเรียนรู้วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวบ้าน การเลี้ยงหม่อน ทอผ้าไหม ซึ่ง จ.บุรีรัมย์ เป็นจังหวัดที่ค่อนข้างจะมีหลากหลายเผ่าพันธุ์ เพราะอย่างนี้แต่ละที่แต่ละชุมชนจึงมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกัน

แม้กระทั่งภาษาพูด จ.บุรีรัมย์ มีภาษาถิ่นที่หลากหลายภาษา เช่น ภาษากลาง ภาษาลาว ภาษาเขมร และภาษาส่วย การได้ไปเรียนถ่ายรูปในที่ต่างๆ ก็เป็นเหมือนการไปเรียนรู้วัฒนธรรม วิถีของคนในท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่ง จ.บุรีรัมย์ ก็มีแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ในฐานะที่เป็นคนท้องถิ่นก็อยากจะให้ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์ รักษาความงามของบ้านเราเอาไว้ เพราะวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่ได้สร้างกันมาง่ายๆ สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนก็เกิดจากธรรมชาติ เมื่อธรรมชาติสร้างสิ่งดีงามให้แก่เราแล้ว เราก็ควรที่จะรักษาความงามนั้นเอาไว้

โครงการรักบ้านเกิดเพื่อแทนคุณแผ่นดิน เป็นหนึ่งในโครงการที่เกิดจากนโยบายแผนการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับศิลปวัฒนธรรม เพื่อสร้างสรรค์อารยธรรมที่ดีงามสู่วิถีชีวิติและสังคมคุณภาพ โดยมีการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมและการนันทนาการ เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนไทยเกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ มีคุณธรรมเอื้ออาทรต่อผู้อื่น และเกิดการเรียนรู้ศิลปะอย่างสร้างสรรค์ เข้าใจถึงคุณค่า ซาบซึ้งในความสุนทรีย์ของศิลปะ ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นถือว่าเป็นพื้นฐานหลักที่สำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาที่มีคุณภาพและยั่งยืน

วัฒนธรรมคือสิ่งล้ำค่า วัฒนธรรมบ่งบอกได้ถึงอะไรหลายอย่าง ทุกที่ทุกถิ่นฐานย่อมมีวัฒนธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นชีวิตความเป็นอยู่ หรือแม้กระทั่งการสร้างมิตรไมตรี การสร้างความมั่นคงให้แก่ท้องถิ่นของตน ฉะนั้นแล้ว วัฒนธรรม ประเพณี เป็นสิ่งที่คู่ควรจะอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน เพราะวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความสุขให้แก่มวลมนุษย์ เราจึงควรที่จะอนุรักษ์รักษาให้คงอยู่สืบต่อไป