คลองขลุงโมเดลคลินิกชะลอไตเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224118

โรคไต,ไตวาย,ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  14 มี.ค. 2559

คลองขลุงโมเดลคลินิกชะลอไตเสื่อม

คลองขลุงโมเดลคลินิกชะลอไตเสื่อม : ภูดิศ เชื้อประดิษฐ์

           “ข้อมูลจากสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่า คนไทยป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังประมาณ 8 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายประมาณ 2 แสนคน และมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มปีละประมาณ 1 หมื่นคน สำหรับสาเหตุของโรคไตวายเรื้อรังร้อยละ 36.6 มาจากโรคเบาหวานร้อยละ 26.8 มาจากโรคความดันโลหิตสูง ไม่ทราบสาเหตุ ร้อยละ 22.8 หลายคนไม่ทราบว่าตนเป็นโรคไตอยู่ ดังนั้นการตรวจพบและได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ อาจทำให้โรคไตเรื้อรังคงตัวและหายได้ หากปล่อยไว้จนมีอาการแย่ลงจะนำไปสู่ภาวะไตวาย ซึ่งไตจะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติอีกต่อไป จำเป็นต้องได้รับการรักษา เช่น ฟอกเลือด หรือเปลี่ยนไต” นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุ

ขณะนี้ประเทศมีผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง 7-8 ล้านคน โรคนี้แบ่งออกเป็น 5 ระยะ หากผู้ป่วยไตเสื่อมมากก็จะต้องล้างไต โรงพยาบาลคลองขลุง ต.คลองขลุง อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร มีการพัฒนาคลินิกชะลอไตเสื่อมขึ้น ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิภูมิราชนครินทร์และสมาคมโรคไต กรมการแพทย์ มาช่วยกัน สามารถจัดการได้

โดยจะมีการคัดกรองผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานกับความดันโลหิตสูง ดูผู้ป่วยที่เป็นระยะที่ 3–4 เข้าคลินิกชะลอไตเสื่อมอย่างเข้มข้น ที่สำคัญของคลินิกนี้คือ เรื่องของการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ลดอาหารจำพวกโปรตีนกับรสเค็ม อย่างที่สองคือการออกกำลังกาย อย่างที่สามเป็นเรื่องของการจ่ายยา ทำทั้ง 3 อย่าง ก็จะสามารถชะลอลดการเสื่อมของไตได้ บางคนถอยกลับจากระยะที่ 3-4 ถอยเป็นระยะที่ 2 ได้หรือสามารถหายเป็นปกติได้

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายเยี่ยมบ้านผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแห่งละ 3-5 คน ดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังร่วมกับ อสม.ในพื้นที่รับผิดชอบด้วยบันได 4 ขั้นป้องกันโรคไต ประกอบด้วย 1.ประเมินการรับประทานอาหารผู้ป่วยบันทึกรายการอาหารและให้คําแนะนําการปรุงอาหารให้เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง 2.วัดความดันโลหิตเก็บข้อมูล 3.ตรวจสอบการใช้ยา 4.ติดตามการออกกําลังกาย

“ทั้งนี้ผลการศึกษาพบความเสื่อมของไตลดลงช้ากว่าอัตราการเสื่อมปกติของไต ช่วยยืดเวลาล้างไตออกไปได้จากเดิม  7 ปี ออกไปเป็น 14 ปี ช่วยลดค่าใช้จ่ายในผู้ที่ต้องล้างไตที่มีประมาณ 1,000 คน โดยค่าล้างไตประมาณ 2 แสนบาทต่อคนต่อปี ช่วยลดค่าล้างไต 200 ล้านบาทต่อปี” นพ.โสภณ

“สุชาณี สุวัฒนารักษ์” หัวหน้าพยาบาลโรงพยาบาลคลองขลุง กล่าวว่า จ.กำแพงเพชร มีผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังประมาณ 2 หมื่นคน มีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายเพิ่มขึ้นปีละ 15-20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผู้ป่วยโรคไต 1 คน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 3 หมื่นบาทต่อเดือน มีการค้นหาคนไข้ในกลุ่มของโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงก่อน ถ้าพบว่ามีค่าไตเสื่อมเราก็ส่งเข้ามาในคลินิก

ยังมีอีกกลุ่มที่พบได้คือ กลุ่มที่มีการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม เอ็นเสด (NSAID) การรักษาเน้นในเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปัญหาการใช้ผงชูรส เรื่องยาที่ควรหลีกเลี่ยง การออกกำลังกาย มีการจัดกิจกรรมโดยการให้ความรู้คนไข้อย่างต่อเนื่อง เมื่อก่อนคนไข้ไม่ยอมรับฟังข้อมูล แต่เมื่อคนไข้รู้สาเหตุและนำไปปรับเปลี่ยนแล้วผลที่ได้มันออกมาดีขึ้นเลยมีการรับฟังมากขึ้น

สำหรับคนไข้ที่ลดในเรื่องการใช้ผงปรุงรสได้แล้วก็ยังประสบปัญหาจากการซื้ออาหาร ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีวิธีการแนะนำการเลือกซื้ออาหาร เช่น การไม่ปรุงอาหารเพิ่ม จะทำให้รู้ว่าควรจะกินอย่างไรให้ปลอดภัย มีอาสาสมัครประจำครอบครัว ลงพื้นที่ไปดูในเรื่องความดันโลหิตสูง สังเกตพฤติกรรมการกินอาหาร ไม่ได้ห้ามว่าห้ามกิน เพียงแต่ให้คนไข้ได้รู้ว่า กินแล้วจะเป็นผลอย่างไร เมื่อมีความใส่ใจในการเยี่ยมมากขึ้น คนไข้จะมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเอง

วิธีการชะลอไตเสื่อมนี้มีการขยายไปคลินิกทั่วทั้ง จ.กำแพงเพชรแล้ว มีการเชิญผู้บริหารของทุกจังหวัด และผู้อำนวยการโรงพยาบาลมาศึกษาดูงาน สรุปได้ว่า การขยายกระจายคลินิกชะลอไตเสื่อมได้ดำเนินการไปถึงในชุมชนทั่วประเทศแล้ว เพื่อจะทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องที่ป่วยเป็นเบาหวานความดัน ไม่ให้เกิดเรื่องของไตเสื่อมแล้วคิดว่าจะประหยัดเงินงบประมาณได้ถึง 1 หมื่นล้านบาท เลยทีเดียว


กลับหัวลงทุนการศึกษาไทยเริ่มที่‘เด็กปฐมวัย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224117

ปฐมวัย,เด็ก,ทุนการศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  14 มี.ค. 2559

กลับหัวลงทุนการศึกษาไทยเริ่มที่‘เด็กปฐมวัย’

กลับหัวลงทุนการศึกษาไทยเริ่มที่‘เด็กปฐมวัย’ : ภมรศรี แดงชัย นักวิชาการสื่อสาร สสค. รายงาน

           จุดเริ่มต้นของการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สำคัญคือการให้น้ำหนักที่การดูแลเด็กตั้งแต่ปฐมวัย หรือตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ขวบ ซึ่งเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและถือเป็นการลงทุนด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างคุ้มค่าที่สุด

การจัดการศึกษาในระดับปฐมวัยที่มีคุณภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะอื่นๆ ในการดำรงชีวิตให้แก่เด็ก อย่างไรก็ตาม หากดูจากตัวเลขบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษา ในปี 2556 จะพบว่าการลงทุนในเด็กปฐมวัยกลับอยู่ในลำดับรั้งท้าย โดยอันดับ 1 ประถมศึกษา 32.72% ตามด้วยอุดมศึกษา 21% มัธยมศึกษา 20.8% อนุบาล 10.94% อาชีวศึกษา 5.41% ขณะที่การศึกษาปฐมวัยหรือก่อนวัยเรียนอยู่ที่ 1.76%

คำถามที่เกิดขึ้นคือ หากภาครัฐจะกลับหัวการลงทุนโดยเริ่มต้นที่ “เด็กปฐมวัย” ทำอย่างไรถึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัย เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) มีการนำเสนอกรณีศึกษาการลงทุนที่คุ้มค่าของเด็กปฐมวัยผ่านศูนย์พัฒนาเด็กเล็กใน โครงการลดความเหลื่อมล้ำด้วยการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพ หรือ RIECE Thailand โดยการสนับสนุนของ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มกค.) ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.)

ผศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง หัวหน้าโครงการ เล่าว่า เป้าหมายของโครงการต้องการสร้างทุนมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพให้แก่เด็กและเยาวชนในท้องถิ่น ซึ่งพบว่าการลงทุนตั้งแต่เด็กปฐมวัยถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูง ในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคม จึงเริ่มสนับสนุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำนวน 49 ศูนย์ โดยการทำงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จำนวน 29 แห่งใน จ.มหาสารคามและกาฬสินธุ์ ครอบคลุมเด็กปฐมวัย 2,000 คน โดยการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรไฮสโคป

เนื่องจากผลการวิจัยของ ดร.เจมส์ เฮ็กแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล พบว่าเป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ได้ผลตอบแทนคืนกลับสู่สังคมไม่ต่ำกว่า 7 เท่า และสาเหตุที่เลือกในพื้นที่จ.มหาสารคามและกาฬสินธุ์ เพราะมีทีมวิชาการที่เข้มแข็งจากคณะศึกษาศาสตร์ ม.มหาสารคาม และถือเป็นภาพจำลองของชนบทไทยได้อย่างดี

“จ.มหาสารคาม ไม่ใช่เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และไม่ใช่จ.แม่ฮ่องสอน แต่เป็นภาพสะท้อนของความเป็นชนบทไทยที่ดี จากการเก็บข้อมูลพบว่าเด็กจำนวนมากถึง 42.17% ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ หรือเรียกว่าภาวะพ่อแม่ห่างลูกซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 30% ภาวะนี้จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็ก เนื่องจากขาดกิจกรรมทางวิชาการ กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการเล่น และการอ่าน โดยพบความแตกต่างของช่วงเวลาที่มีคุณภาพระหว่างเด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่กับเด็กที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ การตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อทำหน้าที่สร้างช่วงเวลาที่มีคุณภาพอย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อวัน ในการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ที่จะพัฒนาไปสู่ต้นทุนชีวิตและคุณภาพชีวิตในอนาคต”

สำหรับรูปแบบการสอนแบบไฮสโคป ดร.วีระชาติ ให้ข้อมูลว่า หัวใจของกระบวนการเรียนรู้แบบไฮสโคปเน้น 3 ขั้นตอนสำคัญ คือ 1.การวางแผน (Plan) เพื่อให้เด็กได้รู้จักกำหนดเป้าหมาย ทำงานอย่างเป็นระบบก่อนลงมือปฏิบัติ 2.การลงมือปฏิบัติ (Do) เป็นการฝึกให้เด็กรู้จักสำรวจ สร้างสรรค์จินตนาการ รู้จักเข้าสังคมและทำงานเป็นกลุ่ม และ 3.การนำเสนอ (Review) เพื่อทบทวนกิจกรรมที่ได้ลงมือปฏิบัติด้วยการนำเสนอหน้าชั้นเรียนซึ่งเป็นการฝึกการสื่อสารจากการเล่าประสบการณ์ เด็กจะกล้าแสดงออก รู้จักคิดตั้งคำถามและเป็นผู้ฟัง นอกจากนี้การจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนที่เหมาะสมกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กวัย 2-4 ขวบ โดยมีโครงร่างหรือสัญลักษณ์รูปภาพสิ่งของที่วางไว้เพื่อให้เด็กสามารถนำกลับมาเก็บไว้ที่เดิม รวมถึงกิจกรรมกลุ่มใหญ่เพื่อเสริมประสบการณ์เพื่อให้เด็กรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

“ผลจากการทำงาน 1 ปีที่ผ่านมาพบว่าเด็กรู้จักหน้าที่ของตนเอง มีระเบียบวินัย มีสมาธิและทักษะการสื่อสารที่ดีภายในเวลาเพียง 9 เดือน สิ่งสำคัญในการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพคือการอบรมครูประจำศูนย์เด็กเล็กด้วยวิธีฝึกปฏิบัติจริง พร้อมกับการเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาแก่ครู นอกจากนี้ยังมีการตามเก็บข้อมูลเด็กและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการคาดหวังอยากให้มีการเชื่อมต่อระบบการสอนเด็กที่เน้นการส่งเสริมทักษะทางพฤติกรรมไปยังโรงเรียนอนุบาลและการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสังกัด สพฐ. รวมถึงการขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ต่อไป เพราะการลงทุนในเด็กปฐมวัยยิ่งลงทุนเร็วเท่าไหร่ยิ่งคุ้มค่าที่สุด และมีประสิทธิภาพสูงในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคม หวังว่าการใช้งบประมาณของภาครัฐต่อหัวหลังจากนี้จะเป็นการลงทุนที่ให้ความสำคัญแก่เด็กปฐมวัยเป็นอันดับ 1”

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สสค. ย้ำว่า การเรียนรู้ในช่วงเด็กปฐมวัยถือเป็นยุคทองของช่วงเวลาที่สมองเปิดรับได้ดีที่สุด โดยเฉพาะทักษะด้านพฤติกรรม (non-cognitive skills) เช่น ความรับผิดชอบ ความมีวินัย ความมุ่งมั่นตั้งใจ ความพยายาม ความอดทนอดกลั้น และความสามารถในการคิด ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นทักษะพื้นฐานที่จะต่อยอดไปสู่การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่สูงขึ้น เช่น ทักษะการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะที่ตลาดแรงงานทั่วโลกต้องการในปี 2020 หากพ้นช่วงเวลาที่สำคัญนี้ไปจะเป็นการทำลายโอกาสการพัฒนาทักษะสำคัญในการเรียนรู้และการดำเนินชีวิตที่ประสบความสำเร็จ

รศ.นิตยา คชภักดี ประธานอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัย สะท้อนว่า รูปแบบการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโดยใช้กระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบไฮสโคปเป็นสิ่งที่ดี โดยเฉพาะผลที่พิสูจน์ได้ว่าเด็กมีพฤติกรรมสนใจใฝ่รู้และเด็กมีส่วนร่วมในการวางแผนการเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งเป็นการฝึกให้รู้จักวางแผนซึ่งเป็นทักษะที่คนไทยยังขาดอยู่ ทั้งนี้หากมีการเชื่อมโยงกับโปรแกรมเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย หรือ DSPM ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นระบบการเก็บข้อมูลพัฒนาการที่สมวัยของเด็กเล็กโดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทั่วประเทศ หากนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานให้โครงการในการเจาะลึกที่จ.มหาสารคามและกาฬสินธุ์ จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการศึกษาถึงความเชื่อที่ผิดของพฤติกรรมการเลี้ยงดูของพ่อแม่และผู้ปกครองในชนบทไทย ซึ่งปัจจุบันเด็กเล็กมากกว่า 40% ไม่ได้ถูกเลี้ยงดูโดยพ่อแม่ เพื่อแก้ปัญหาได้ตรงจุดและยั่งยืนต่อไป

 


คนสลุยเข้มแข็งด้วยเวที ‘สภา’ แก้ปัญหาที่ดินและสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224004

สิ่งแวดล้อม,หลากมิติเวทีทัศน์,สลุย,สภา,ที่ดิน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 มี.ค. 2559

คนสลุยเข้มแข็งด้วยเวที ‘สภา’ แก้ปัญหาที่ดินและสิ่งแวดล้อม

หลากมิติเวทีทัศน์ : คนสลุยเข้มแข็งด้วยเวที ‘สภา’ แก้ปัญหาที่ดินและสิ่งแวดล้อม : โดย…รัชตะ มารัตน์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

                    ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลสลุย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ซึ่งชาวบ้านได้ใช้สภาดังกล่าวเป็นเวทีกลางในการปรึกษาหารือกัน เพื่อทราบถึงปัญหาและความต้องการของคนในพื้นที่ เป็นสภาองค์กรชุมชนที่จดแจ้งจัดตั้งตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 พบว่า แม้สภาที่นี่ จะตั้งมาได้ประมาณครึ่งปีเท่านั้น แต่ชาวบ้านและผู้นำทุกภาคส่วนก็มีความร่วมมือกันดี ทำให้สภาองค์กรชุมชนที่นี่มีศักยภาพไม่แพ้สภาที่จัดตั้งมาหลายปีเลยทีเดียว
                    ทั้งนี้ คงมีปัจจัยหนึ่งมาจากปัญหาร่วมของคนในชุมชน คือปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ รวมทั้งปัญหาราคาผลผลิตที่ตกต่ำ เกิดเป็นการรวมกลุ่มสิทธิชุมชน นำไปสู่การจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนในที่สุด โดยมี การันต์ จันทร์แสง กำนันตำบลสลุย เป็นประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลสลุย อีกตำแหน่งโดยมีทีมงานสายเลือดใหม่หลายคน เช่น วุฒธินันต์ แจะซ้าย รับหน้าที่รองประธานสภาองค์กรชุมชน สุรพล เผือกเนียร, บุญรอด อินทรีย์, ปรีชา อุเทศ, สมศักดิ์ อยู่มา เป็นต้น เป็นบุคลากรผู้ก่อการดี ที่มาร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาให้คนในตำบล หวังให้เกิดความยั่งยืนกับลูกหลานสลุย ในอนาคต
                    วุฒธินันต์ ผู้ซึ่งเป็นเลือดใหม่ของชาวสลุย เล่าว่า ก่อนที่จะมีองค์กรภาคประชาชนที่มีกฎหมายรองรับอย่างสภาองค์กรชุมชนนั้น ตนและผู้ร่วมอุดมการณ์หลายสิบคน เล็งเห็นถึงปัญหาและความต้องการของคนในตำบล ซึ่งก็คือ ความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยและที่ดินทำกิน เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนที่ของรัฐซึ่งเป็นผลมาจากการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ค่อยเป็นธรรมนัก แต่ไม่ได้มองแค่เพียง ปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิเท่านั้น แต่คิดว่าอนาคตอีกสิบ-ยี่สิบปีข้างหน้า คนสลุยจะอยู่อย่างไร ในเมื่อราคาพืชผลก็ผันผวน โลกาภิวัตน์ก็รุกคืบจนยากจะรับมือ คนในชุมชนจึงต้องรวมกลุ่มให้เข้มแข็ง ร่วมกันแก้ปัญหาของตนเอง ร่วมกันสร้างความยั่งยืน และอยู่ร่วมกันท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงให้ได้ จึงเกิดเป็น กลุ่มสิทธิชุมชน ประสานกลุ่มพลังอื่นๆ อีกหลายกลุ่มมาก่อเกิด สภาองค์กรชุมชนตำบลสลุย ในที่สุด
                    ต.สลุย ตั้งอยู่ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เป็นพื้นที่ป่าสลับเขาขนาดเล็ก มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2484 ที่กองทัพญี่ปุ่น ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลไทยในสมัยนั้นขึ้นฝั่งเพื่อใช้เป็นทางผ่านไปยังประเทศเมียนมาร์ ชาวบ้านที่อยู่กระจัดกระจายในยุคสงครามกลัวภัยอันตรายที่อาจเกิดกับทรัพย์สินของตน จึงทิ้งเครื่องมือทำมาหากิน เช่น ครก และสากกะเบือ ลงคลองท่าแซะ ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำท่าตะเภา แม่น้ำสายหลักของ จ.ชุมพรในปัจจุบัน
                    ว่ากันว่าครกที่ชาวบ้านกลิ้งลงไป ลอยน้ำไปติดอยู่ในหมู่บ้านในเขต ต.นากระตาม จึงได้ชื่อว่า “วังครก” ส่วนสากกะเบือ ไม่ลอยน้ำไปไหน ทหารญี่ปุ่นซึ่งพอที่จะพูดจาภาษาไทยได้แล้ว เมื่อมาถึงจุดที่ตั้งตำบลนี้ เห็นสากกะเบือจำนวนมาก จึงพูดว่า “สากลุย” เป็นรากศัพท์ภาษาใต้ แปลว่า “มีสากกะเบือมาก” และเพี้ยนมาเป็นชื่อตำบล “สลุย” ในที่สุด
                    ในยุคแรกชาวบ้านอยู่อาศัยกระจัดกระจาย มีการเข้ามาทำมาหากินจากคนท่าแซะ และคนนากระตาม ซึ่งเป็นการขยายตัวของครอบครัวที่มีบุตรหลานหลายคน เข้ามาตั้งชุมชนใหม่ เพราะคนสมัยก่อนนั้นมีลูกมาก ลูกหลานที่เกิดมาจำเป็นต้องขยับขยายหาที่ทางทำมาหากิน จนเกิดเป็นชาวสลุยในที่สุด
                    เวทีสภาองค์กรชุมชนตำบลสลุย ยังให้ข้อมูลต่ออีกว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 เป็นต้นมา ปัญหาก็เข้ามาหาชาวสลุยแบบเงียบๆ เมื่อมีกฎหมายฉบับหนึ่งชื่อว่า พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ที่ว่าเงียบๆ นั้น เพราะเป็นการประกาศทับซ้อนพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน บางคนก็ได้สิทธิ์ไป บางคนก็ไม่มีสิทธิ์ แต่ก็ไม่ต่างกัน ยังทำมาหากินได้เหมือนเดิม ชาวบ้านจึงไม่รู้สึกว่ามีปัญหามากนัก
                    การประกาศกฎหมายต่างๆ ในพื้นที่ยังมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่ชาวบ้านก็ยังอาศัยวิถีชุมชน ทำมาหากินบนที่ทางของตัวเองเท่าที่มี เป็นฝ่าย “ตั้งรับ” มาตลอด ส่วนนโยบายรัฐที่เข้ามา มีการประกาศ เขตป่าน้ำตกกระเปาะ เมื่อ 6 พฤศจิกายน 2516 ประกาศเขตป่ารับร่อ และป่าสลุย เมื่อ 3 ตุลาคม 2521 โดยที่ชาวบ้านรับรู้ข้อมูลข่าวสารของทางราชการในยุคนั้นน้อยมาก
                    จากคำบอกเล่า สลุยเริ่มมาถึงการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง ในพ.ศ. 2522 เมื่อเกิดนโยบายการสัมปทานป่าไม้ โดยมีการอนุญาตให้เอกชนเข้ามาทำการสัมปทานป่าไม้ ปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน ชาวบ้านในยุคนั้น เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะ “ลูกจ้างเอกชน” เป็นส่วนใหญ่ เพื่อแลกกับการไม่ต้องย้ายออกไปไหน “จะว่าถูกหลอกก็ไม่ใช่ จะให้ก็ไม่เชิง”
                    พอมาถึงปี พ.ศ. 2532 เกิดมหาวาตภัย “ไต้ฝุ่นเกย์” ซึ่งถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดที่พี่น้องแถบนี้ประสบภัยธรรมชาติในครั้งนั้น ส่งผลต่อทรัพย์สินของพี่น้อง รวมทั้งสภาพป่าที่กลายเป็นป่าเสื่อมโทรม หลังจากนั้น เอกชนจึงเข้าดำเนินการปลูกยางพาราเป็นส่วนใหญ่ ส่วนชาวบ้านก็ทำไร่หาเลี้ยงชีพตามยถากรรม พอมาถึงปี พ.ศ. 2535 ก็เกิด พ.ร.บ.สวนป่าขึ้นมา โดยอนุญาตให้บุคคลเข้าไปบำรุงหรือปลูกสร้างสวนป่า หรือไม้ยืนต้น ในเขตป่าสงวนฯ เสื่อมโทรม
                    ชาวบ้านเริ่มอยู่อย่างไม่ปกติสุขใน พ.ศ. 2547-2548 เมื่อทางการให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ มีอำนาจในการตรวจสอบการบุกรุก การใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวน ชาวบ้านเล่าว่า ทางการได้เข้ายึดพื้นที่โดยไม่ได้ตรวจสอบความเป็นมาเท่าที่ควร ในตอนนั้นมีผู้เดือดร้อน 100 กว่าครัวเรือน ถูกดำเนินคดี 10 กว่าราย มีทั้งที่จำคุกและเปรียบเทียบปรับ มีการหยิบยกปัญหานี้เข้าอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรหลายครั้ง จนหลายฝ่ายต้องหาทางแก้ปัญหา ส่งผลให้ชาวบ้านไม่ได้เป็น “ผู้ตั้งรับ” เหมือนสมัยก่อน โดยมีการนำเสนอข้อมูลไปยังหน่วยงานตั้งแต่ระดับอำเภอ ไปจนถึงระดับจังหวัด จนเกิดการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐ และภาคประชาชน ในปี พ.ศ. 2548 ส่งผลให้เกิดการเข้าตรวจสอบพื้นที่อีกครั้ง มีทั้งคนที่กล้าแสดงตัว และไม่กล้าแสดงตัว มติในครั้งนั้นให้มีการผ่อนผันแบบไม่มีกำหนด ชาวบ้านจึงสามารถเข้าเก็บพืชผลได้ เป็นการบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าให้ชาวบ้านได้ในระดับหนึ่ง
                    ดูเหมือนว่าการดำเนินงานของรัฐก็ยังไม่ตอบโจทย์ชาวบ้านเสียทีเดียว เพราะหลังจากแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว ก็ไม่ได้มีการระดมปัญหาแบบมีส่วนร่วม มีเพียงการทำแบบสำรวจ ชนิดสื่อสารทางเดียวปราศจากข้อเสนอแนะจากชาวบ้านผู้เดือดร้อน
                    จนมาถึงปี พ.ศ. 2557 มีคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 64/2557 เรื่องการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ คำสั่งในครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการตรวจยึดพื้นที่จากชาวบ้านถึง 6 จุด รวมแล้ว 400 กว่าไร่ ซึ่งชาวบ้านก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขา “ไม่ใช่นายทุน” มาคราวนี้ พวกเขาจึงใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนตำบลสลุย กับหน่วยงานรัฐ จนผลักดันออกมาเป็นคำสั่งจังหวัดชุมพรที่ 0358/2559 เกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบ ข้อมูลรายละเอียดการครอบครองที่ดินของรัฐ โดยมีทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เดือดร้อนเป็นคณะทำงานร่วมกัน
                    ความหวังของคนสลุย เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหา สมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบลสลุย พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาไม่สนับสนุนนายทุน พวกเขาอยากได้ความยั่งยืน พวกเขาอยากทำงานร่วมกับรัฐในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน เพราะที่ผ่านมาระบบการแก้ไขปัญหานั้น ประชาชนจะตกอยู่ในสถานะเป็นผู้รับมากกว่าที่จะแสดงความคิดเห็นหรือการประชาคมร่วม แต่ในวันนี้ถือได้ว่าประชาชนมีโอกาสลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีให้ทุกคนมาพูดคุยและแก้ปัญหาร่วมกันอย่างเข้าใจ
                    สุดท้ายชาวบ้านหวังลึกๆ ว่า ข้อตกลงร่วมกันในครั้งนี้ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างภาคประชาชนกับรัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อคนสลุยจะมีความมั่นคงยั่งยืนในอนาคตด้วย
———————
(หลากมิติเวทีทัศน์ : คนสลุยเข้มแข็งด้วยเวที ‘สภา’ แก้ปัญหาที่ดินและสิ่งแวดล้อม : โดย…รัชตะ มารัตน์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน)

เยี่ยมครอบครัวเด็กพิการ รวมพลังพ่อแม่ เสริมพลังสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224005

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,ครอบครัว,เยี่ยม,เด็กพิการ,พลัง,พ่อแม่,สังคม

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 มี.ค. 2559

เยี่ยมครอบครัวเด็กพิการ รวมพลังพ่อแม่ เสริมพลังสังคม

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : เยี่ยมครอบครัวเด็กพิการ รวมพลังพ่อแม่ เสริมพลังสังคม : โดย…ประกาศ เรืองดิษฐ์ ศูนย์เผยแพร่และส่งเสริมงานพัฒนา (ผสพ.)

                    ความผิดปกติเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวและท่าทางของร่างกาย เป็นความพิการที่เป็นมาแต่กำเนิด หรือตั้งแต่เล็ก มักแสดงอาการและความรุนแรงต่างๆ กันไป ทั้งนี้ขึ้นกับลักษณะและตำแหน่งของรอยโรคในสมองใหญ่ (cerebrum) ซึ่งควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย เด็กพิการทางสมอง จึงเป็นคนพิการประเภทหนึ่งในความพิการที่มีหลากหลายประเภท
                    อดิศักดิ์ รอดสุวรรณ หรือ พ่อแอ๊ด ประธานชมรมผู้ปกครองเด็กพิการ อธิบายว่า เด็กพิการทางสมอง หรือ เด็ก CP คือเด็กที่มีความเสียหายของเนื้อสมอง เกิดขึ้นในช่วงอายุที่สมองยังเจริญไม่เต็มที่และจะไม่สามารถคืนสู่สภาพปกติ เพราะเซลล์สมองไม่สามารถแบ่งตัว เพิ่มจำนวนแทนที่ส่วนที่เสียหายได้ สาเหตุของโรค เกิดขึ้นได้ทั้งก่อน ระหว่าง หรือหลังคลอด อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ หรือจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับแม่ อาจเป็นปัญหาระหว่างคลอดที่เด็กได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ คลอดยาก สมองได้รับการกระทบกระเทือน เด็กคลอดก่อนกำหนด เด็กพิการทางสมองสามารถเรียนรู้ได้เพียงแต่สภาพร่างกายเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ เนื่องจากสมองบางส่วนไม่สามารถสั่งการควบคุมร่างกายได้
                    “ในกลุ่มของเรา มีเด็กคนหนึ่ง เมื่ออายุประมาณ 2 ขวบ กินลำไยแล้วเม็ดลำไยติดคอ น็อกไป 2 นาที ฟื้นมาก็ไม่เหมือนเดิม มีอาการควบคุมร่างกายไม่ได้บางส่วน แต่การเรียนรู้ทำได้ทั้งหมด ถ้าร่างกายเป็นอุปสรรคมากก็ทำให้การเรียนรู้ลดลง ภาวะพิการจึงขึ้นอยู่กับความพิการทางสมองว่ามากหรือน้อย เด็กพิการทางสมองชีวิตเขาจะเกร็งตลอดทั้งชีวิต ผู้ปกครองต้องเข้าใจสภาวะของเด็กพิการทางสมอง เพราะเขารับรู้ทั้งหมด”
                    ความพิการที่เกิดขึ้นจะเป็นอยู่อย่างคงที่และต่อเนื่องตลอดไป และจะไม่เลวลงตามอายุที่มากขึ้น ส่วนใหญ่หากได้รับการดูแลช่วยเหลืออย่างจริงจัง ก็อาจช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และบางส่วนสามารถเรียนหนังสือและทำงานได้เช่นคนทั่วไป การขยับแขนขา ลำตัวใบหน้า ลิ้น รวมถึงการทรงตัวที่ผิดปกติ เด็กที่เป็นโรคนี้มักมีปัญหาในการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ปัญหาการพูดคุย รวมถึงการกินอาหาร และอาจจะมีปัญหาในการควบคุมลมหายใจเพื่อเปล่งเสียง ในทางการแพทย์ จัดเป็นภาวะพิการชนิดหนึ่ง เด็กพิการ CP ส่วนใหญ่จึงมีสติปัญญาดี ไม่ปัญญาอ่อน ประมาณ 70-80% มีค่า IQ มากกว่า 70 บางรายมีการรับรู้ความรู้สึกที่ผิดปกติด้วย
                    แสงเพลิน จารุสาร หรือ แม่เพลิน เป็นคุณแม่ที่มีลูกเป็นออทิสติก สมองเล็ก กลุ่มของแม่เพลินจะเป็นลูกๆ ที่พิการซ้ำซ้อน แม่เพลิน กล่าวถึงการทำงานของชมรมผู้ปกครองเด็กพิการว่า “สิ่งแรกเลยคือเราต้องทำความเข้าใจกับครอบครัว ทำให้คนครอบครัวยอมรับก่อนว่าเขาเป็นคนคนหนึ่งในบ้านที่ไม่ใช่ผักปลา ต้องทำอะไรบางอย่างช่วยลูกๆ ของเรา การช่วยต้องเริ่มจากให้พ่อแม่เข้าใจลูกก่อน รู้ว่าพิการแบบไหนและต้องช่วยอย่างไร เป็นการปรับวิธีคิดของพ่อแม่ก่อน อีกปัญหาหนึ่งคือความไม่เข้าใจจึงไม่ยอมรับ วิธีการคือจะต้องเปิดใจคนในบ้าน โดยการเอาเด็กพิการอื่นๆ เข้าไปให้เขาเห็นว่าไม่ใช่เฉพาะลูกหรือหลานคุณที่เป็น คนอื่นก็เป็นและเขาก็ดูแลกันได้ เป็นการปรับวิธีคิดของคนในบ้านด้วย นี่คือเป็นภารกิจที่เราทำมาโดยตลอด”
                    จากปัญหาที่ไม่มีโรงเรียนใดยอมรับเด็กพิการเป็นนักเรียน แม่เพลินและเพื่อนๆ จึงได้ปรึกษาและร่วมมือกับมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ รวมตัวผู้ปกครองเด็กพิการจัดตั้งชมรมผู้ปกครองเด็กพิการ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 เพื่อฟื้นฟูลูกๆ อย่างต่อเนื่อง เหมาะสมและเต็มตามศักยภาพ เพราะครอบครัวเด็กพิการซ้ำซ้อนจะมีความยากลำบากในการพาลูกไปรับบริการ ตามหน่วยงานหรือสถานที่ให้บริการด้านต่างๆ ชมรมผู้ปกครองเด็กพิการจึงเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทัศนคติ สร้างกำลังใจให้กันและกัน แบ่งปันความทุกข์ความสุขแก่กัน เป็นการสร้างพลังในการเลี้ยงดูลูก โดยจุดประกายด้วยความรักให้เป็นแสงสว่างในการดำเนินชีวิต เพื่อสุขภาวะที่ดีของครอบครัวเด็กพิการ
                    การลองผิดลองถูกด้วยการปฏิบัติการจริง มีผู้ปกครองเป็นผู้ดำเนินการเองและได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องทั้งรูปแบบและวิธีการ ด้วยประสบการณ์ตรงของพ่อแม่ทำให้ในวันนี้ ได้เกิดเครือข่ายชมรมผู้ปกครองเด็กพิการ ดำเนินการเป็นศูนย์เรียนรู้เด็กพิการโดยครอบครัวเด็กพิการ กระจายอยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศรวม 12 ศูนย์ มีสมาชิกกว่า 300 ครอบครัว
                    ทรรศภรณ์ ครองชัย หรือ แม่ยุ มีลูกพิการซ้ำซ้อน ตามองไม่เห็น ขาไขว้ สมองเล็ก สมาชิกคนหนึ่งที่ประสบปัญหาในการเลี้ยงดูลูกพิการ กล่าวสั้นๆ ถึงความรู้สึกแรกที่มาเข้าร่วมทำกิจกรรมกับชมรมว่า “ไม่เชื่อว่าการดูแลรักษาเด็กพิการ จะมีกลุ่มคนที่ร่วมกันดูแลโดยไม่คิดถึงเรื่องค่าใช้จ่าย เพียงแต่อยากให้เด็กๆ มีชีวิตที่ดีขึ้น การได้มาเห็นกลุ่มทำกิจกรรม ทำให้ได้เรียนรู้ว่าลูกของตนเองสามารถรับรู้ได้ จึงชักชวนให้คนในครอบครัวหันมาสนใจลูก” การพูดกับลูกพิการ จึงทำให้เขาจะคอยฟัง อยากรู้ว่าพ่อแม่จะพูดอะไร ลูกพิการจะกลายเป็นนางฟ้าน้อยๆ เมื่อคนในบ้านให้ความสำคัญ
                    พญ.จุไรรัตน์ บัวภิบาล นักเวชศาสตร์ฟื้นฟู สถาบันสิรินธร หรือ “หมอจ๋า” หนึ่งในผู้ที่มาเยี่ยมเยียนชมรมผู้ปกครองเด็กพิการ กล่าวว่า “เป็นความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง เวชศาสตร์ฟื้นฟูเป็นการดูแลตั้งแต่เด็กไปจนกว่าเขาจะเสียชีวิต การที่เด็กพิการจะดีขึ้นไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาลหรือแพทย์ที่ดูแลรักษา แต่อยู่ที่คุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่าตายาย ครอบครัวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด”
                    วันชัย บุญประชา ผู้ประสานงานโครงการส่งเสริมความเข้มแข็งภาคประชาสังคมเพื่อความเป็นธรรมทางสุขภาวะในสังคมไทย กล่าวถึงกิจกรรมรณรงค์ WE ARE CSO ใครๆ ก็เป็นได้ ในครั้งนี้ว่า เป็นการเรียนรู้และศึกษาประสบการณ์การทำงานกับพ่อแม่ที่มีลูกพิการ เพื่อมุ่งหวังเชิญชวนให้ประชาชนทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมในการรวมพลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม “ประชาสังคม คือสังคมของประชาชน โดยมุ่งหวังให้ประชาชนร่วมกันทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยประชาชนกันเอง การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นการเชิญชวนให้ทุกภาคส่วน ได้เห็นคุณค่าการทำงานของชมรมผู้ปกครองที่มีลูกพิการ เป็นตัวอย่างพ่อแม่ที่มีความเข้มแข็ง และควรแก่การสร้างความรับรู้สู่สาธารณะการรวมกลุ่มแบบนี้เป็นการเสริมพลังพ่อแม่โดยตรง เป็นการช่วยเหลือให้พึ่งตัวเองได้มากที่สุด”
                    การรวมกลุ่มช่วยเหลือกันแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ชมรมผู้ปกครองเด็กพิการ จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของสังคม ที่เป็นการรวมพลังในสังคมของผู้ที่มีความรู้สึกใกล้เคียงกัน ในการหาทางออกให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดี ครอบครัว ชุมชน เป็นสังคมใหม่ที่เข้มแข็ง อยู่ร่วมกันได้ไม่แปลกแยก การพึ่งตนเองให้มากที่สุดนำไปสู่การแบ่งปันช่วยเหลือผู้อื่น จึงเป็นการให้เกียรติและเคารพสิทธิศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกันในที่สุดที่ใครๆ ก็เป็นและทำได้ ขอเพียงเปิดใจในการรับรู้และรับฟัง ผู้สนใจแวะไปเยี่ยมเยียนได้ที่ศูนย์เรียนรู้ฟื้นฟูเด็กพิการโดยครอบครัว บ้านบางแค 1 กรุงเทพฯ
———————
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : เยี่ยมครอบครัวเด็กพิการ รวมพลังพ่อแม่ เสริมพลังสังคม : โดย…ประกาศ เรืองดิษฐ์ ศูนย์เผยแพร่และส่งเสริมงานพัฒนา (ผสพ.))

ให้ทุนเด็กยากลำบากพื้นที่สูงภาคเหนือยกระดับการศึกษา-โภชนาการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223949

ทุน,โภชนาการ,อาหาร,เด็ก,ลำบาก,พื้นที่,สูง,เหนือ,ระดับ,ศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  11 มี.ค. 2559

ให้ทุนเด็กยากลำบากพื้นที่สูงภาคเหนือยกระดับการศึกษา-โภชนาการ

ให้ทุนเด็กยากลำบากพื้นที่สูงภาคเหนือยกระดับการศึกษา-โภชนาการ : วิไลพร ศรีสุขรายงาน

              สืบเนื่องมาจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่ จ.ตาก ระหว่างวันที่ 28-30 ธันวาคม 2541 และพระราชทานพระราชกระแสรับสั่งแก่กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน (กก.ตชด.) ที่ 34 และ กก.ตชด.ที่ 34 ได้ประสานงานกับศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอพบพระ ได้เสนอข้อมูลขอจัดตั้ง ที่บ้านผ้ากะเจ้อ ต.พบพระ อ.พบพระ จ.ตาก เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2542 เป็นต้นมา

โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นค่าก่อสร้าง ค่าตอบแทนครูผู้สอน และค่าวัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอนบางส่วน และเสด็จพระราชดำเนินมาปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ณ ศูนย์การศึกษาชุมชนชาวไทยภูเขา (ศศช.) “แม่ฟ้าหลวง” บ้านผากะเจ้อ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2544 ปัจจุบัน ศศช.บ้านผากะเจ้อมีเด็กนักเรียน 46 คน และครูผู้สอน  2 คน

เพื่อให้นักเรียนในเขตพื้นที่สูงภาคเหนือได้รับโอกาสทางการศึกษาเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี พรทิพ ทองสูบ ครูศูนย์การศึกษาชุมชนชาวไทยภูเขา (ศศช.) “แม่ฟ้าหลวง” บ้านผากะเจ้อ เป็นศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อ.พบพระ จ.ตาก สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดตาก กล่าวว่า เด็กๆ เหล่านี้เป็นเด็กยากจน ขาดแคลนทุนที่จะสนับสนุนการศึกษา ส่วนใหญ่พ่อแม่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป รายได้น้อยไม่เพียงพอที่จะนำมาเป็นทุนการศึกษาให้ลูก

ศศช. บ้านผากะเจ้อ จัดโครงการทุนการศึกษาเด็กสภาวะยากลำบาก ในเขตพื้นที่สูงภาคเหนือ โดย กศน.อำเภอพบพระ ได้รับทุนทั้งหมด 2 ทุน

ซึ่งทุนการศึกษาที่เด็กๆ ได้รับสอดคล้องกับกิจกรรมตามโครงการพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประกอบด้วยกิจกรรม 5 ด้าน ได้แก่

1.ด้านพัฒนาคุณภาพการศึกษา ศศช.บ้านผากะเจ้อ มีนักเรียนทั้งหมด 46 คน ประกอบด้วย ระดับชั้นเตรียมความพร้อม และระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 และสำหรับศูนย์การศึกษาชุมชนชาวไทยภูเขา (ศศช.) “แม่ฟ้าหลวง” ใช้ทักษะ การพูด การฟัง การเขียน และการอ่าน เน้นการใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน จัดทำแผนการเรียนรู้ให้เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นในชุมชน

2.ด้านโภชนาการ มีการจัดโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน โครงการส่งเสริมภาวะโภชนาการและอนามัยแม่และเด็กในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมเพื่อทำให้เข้าถึงเด็กและเยาวชนได้ง่ายและครอบคลุมได้ทั้งหมด ซึ่งจะง่ายต่อการดำเนินงาน โดยมีครูเป็นแกนสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ให้เด็กและเยาวชน ได้พัฒนาความรู้และทักษะต่างๆ เน้นให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเอง เพื่อให้ได้รับความรู้และฝึกฝนทักษะ เพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนในชุมชนเข้าร่วมกิจกรรมด้วย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน

3.กิจกรรมการฝึกอาชีพ มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมอาชีพให้แก่เด็กนักเรียนและชาวบ้าน ได้แก่ กิจกรรมการปลูกผักปลอดสารพิษ ซึ่งเป็นการรณรงค์ให้ชาวบ้านและนักเรียนได้ปลูกผักปลอดสาร ใช้ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยหมัก สารกำจัดแมลงที่ได้จากธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นการประหยัดและยังตรงกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และกิจกรรมการเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ การเลี้ยงไก่ไข่ การเลี้ยงปลาดุก ฝึกให้เด็กทำบัญชีรายรับรายจ่ายของตนเอง ด้วยการจดบันทึก เพื่อให้เด็กนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดต่อไป

4.กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม มีโครงการสร้างป่า สร้างอาชีพ มีการดำเนินงานโดยรับสมัครผู้ที่สนใจในการปลูกไม้ป่าและไม้ผลในพื้นที่ เพื่อสร้างผืนป่าให้กลับมาและยังมีรายได้ในผืนป่าของตนเองอีกด้วย

5.กิจกรรมด้านวัฒนธรรมและการอนุรักษ์ มีการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมและพิธีกรรมต่างๆ ของชนเผ่า เช่น พิธีการแต่งงาน งานศพ ประเพณีการมัดมือ ประเพณีการทำบุญเจดีย์ โดยครูได้นำนักเรียนเข้าร่วมพิธีกรรมทุกครั้งที่มีโอกาส พร้อมทั้งให้ความรู้เรื่องการอนุรักษ์วัฒนธรรมของชนเผ่าให้นักเรียนได้เข้าใจ

ด.ช.ภูชิต แสนเจริญลาภ นักเรียนชั้น ป.5 ศศช.บ้านผากะเจ้อ ผู้ขอรับทุนการศึกษา เป็นชาวไทยภูเขากลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เป็นเด็กที่ครอบครัวมีฐานะยากจน ทำให้ความเป็นอยู่ของครอบครัวไม่ค่อยดีนัก พ่อแม่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป พ่อแม่ข้ามไปรับจ้างทำไร่ฝั่งพม่า การเดินลำบาก บางครั้งพ่อแม่ต้องไปรับจ้างทำงานที่กรุงเทพฯ เขาและน้องๆ ต้องอยู่กับยาย อยากให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งทุนการศึกษาที่ได้รับจะนำไปเป็นทุนในการเลี้ยงหมู เพราะคิดว่าเลี้ยงง่าย โตเร็ว และสามารถขายเป็นรายได้ให้แก่ครอบครัวได้

ส่วน ด.ญ.พิมพิไล ลักขณาแจ่มจรัส  นักเรียนชั้น ป.5 ศศช.บ้านผากะเจ้อ เช่นกัน เป็นชาวไทยภูเขากลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ครอบครัวมีฐานะยากจน พ่ออายุมากแล้ว ไม่ได้ทำงาน มีแม่ทำงานเพียงคนเดียว และมีน้องอีก 2 คน ที่กำลังเรียนหนังสือในตัวเมืองอำเภอพบพระ ไม่ได้ไปเรียนเพราะทางบ้านไม่มีเงิน ทุนการศึกษาที่ได้มาอยากจะนำไปลงทุนเลี้ยงหมู เพราะอาหารสำหรับเลี้ยงหมูหาได้ง่าย ที่บ้านมีต้นกล้วยเยอะ และอยากให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่ม

เด็กชาวเขาในพื้นที่สูงภาคเหนือหากได้รับการศึกษาเท่าเทียมกับเด็กคนอื่นๆ ตามนโยบายรัฐบาลสนับสนุนผู้ยากไร้หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากให้ได้รับการศึกษาและเพิ่มโอกาสในการศึกษาต่อเพื่อนำสู่การยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถพึ่งตนเองได้ การมอบโอกาสที่ดีให้พวกเขาเปรียบเสมือนการสร้างถนนสายใหม่ ที่สะดวกและปลอดภัยให้แก่เขาเหล่านั้น เมื่อเขาได้เดินไปในทางที่สะดวกกว่าเขาจะสามารถไปถึงเป้าหมายชีวิตได้เร็วเช่นกัน เชื่อว่าในอนาคตเด็กๆ เหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญที่จะพัฒนาท้องถิ่น ชุมชนและประเทศชาติต่อไป

 


ติดดาบปลายปืน’ดาว์พงษ์’ปราบ’แป๊ะเจี๊ยะ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223882

แป๊ะเจี๊ยะ,ดาบ,ดาวพงษ์,ติด,ดาว์พงษ์,ปราบ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  10 มี.ค. 2559

ติดดาบปลายปืน’ดาว์พงษ์’ปราบ’แป๊ะเจี๊ยะ’

ติดดาบปลายปืน’ดาว์พงษ์’ปราบ’แป๊ะเจี๊ยะ’ : กมลทิพย์ ใบเงินรายงาน

           “มีนาคม” เดือนแห่งการสมัครสอบเข้าเรียนของเด็กไทย กลายเป็นปัญหาทุกๆ ปี เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองต้องการให้ลูกได้สิทธิ์เข้าเรียนโรงเรียนดี เด่น ดัง ต้องวิ่งเต้น เส้นสาย จ่ายเงิน เพื่อแลกรับผลประโยชน์กับการเข้าเรียน หรือแป๊ะเจี๊ยะ ประหนึ่งโจรเรียกค่าไถ่จากพ่อแม่ผู้ปกครอง กลายเป็นปัญหาฝังรากลึกสังคมไทย จนเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2559 “นายมงคล กิตติ์ สุขสินธารานนท์” เลขาธิการมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น (มตช.) ได้เข้าพบ “รศ.นพ.กำจร ตติยกวี” ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งได้รับมอบหมายจาก “พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อหารือแนวทางแก้ปัญหาแป๊ะเจี๊ยะ

ล่าสุด “นายมงคลกิตติ์” ได้ยื่นหนังสือ  มตช. 018/2559  ซึ่ง ศธ. กลุ่มบริหารงานกลาง สอ.สป. ลงเลขที่ลับ 77 วันที่ 7 มีนาคม 2559 เวลา 15.09 น. ยื่นข้อเสนอ 3 ข้อ ผ่านปลัด ศธ. ถึง รมว.ศึกษาธิการ ดังนี้ 1.ข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาแป๊ะเจี๊ยะปี 2559 (กราฟฟิก) 2.ข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาการเก็บค่าบำรุงการศึกษา และ 3.มาตรการติดตามตรวจสอบเฝ้าระวังและการบังคับใช้กฎหมาย

การเข้าศึกษาต่อในระดับอนุบาล 1 (อ.1), ประถมศึกษาปีที่ 1 (ป.1), มัธยมศึกษาปีที่ 1 (ม.1), มัธยมศึกษาปีที่ 4 (ม.4) ของโรงเรียนแข่งขันปานกลางถึงโรงเรียนแข่งขันสูง ช่วงรับนักเรียนจะมีปัญหาเรื่องราวร้องเรียนทุกปี และเกิดขึ้นจริง แต่ทุกรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ เนื่องจากอดีตผู้บริหารที่ผ่านมาจากฝ่ายการเมือง  พรรคการเมือง   ส.ส.  ส.ว. หัวคะแนน  ร่วมมือกับข้าราชการประจำใน ศธ. ระดับสูง ระดับกลาง  อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การประถมศึกษา  อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การมัธยมศึกษา กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ (ผู้ว่าฯ/นายก อบจ./นายกเทศมนตรี/นายก อบต./ประธานหอการค้าจังหวัด) อัยการ  ผู้พิพากษา นายตำรวจ  นายทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบ (ป.ป.ช./สตง./ป.ป.ท./ดีเอสไอ/ปปง.) สื่อมวลชน คนใกล้ชิดผู้บริหารโรงเรียน สมาคมครูและผู้ปกครองนักเรียน สมาคมศิษย์เก่า ร่วมกันรับผลประโยชน์/แชร์ประโยชน์ที่จะได้รับ อาทิ รูปแบบเงินสด   การช่วยเหลือให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง ผอ.โรงเรียนขนาดใหญ่ การคุมฐานคะแนนเสียงของนักการเมือง การช่วยเหลือทางคดี รวมเป็นสิทธิประโยชน์อื่นๆ ประมาณการ 1.5-2.5 หมื่นล้านบาทต่อปีการศึกษา

สิ่งเหล่านี้เป็นต้นเหตุของการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึมซับและเรียนรู้ตั้งแต่เป็นนักเรียน เมื่อจะสอบเข้ารับราชการ อาทิ   สอบบรรจุครูผู้ช่วย  สอบเข้านักเรียนนายสิบ ทหาร บก-เรือ-อากาศ  สอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ  สอบเข้าพยาบาล สอบเข้าบรรจุเป็นข้าราชการ ก.พ. ฯลฯ ล้วนจ้างมือปืนยิงข้อสอบแทบทั้งสิ้น  เมื่อบุคคลเหล่านี้เข้าไปรับราชการ พนักงานบริษัท ก็จะหาช่องทางทุจริตประพฤติมิชอบแทบทั้งสิ้น  ทำให้ประเทศไทยปัจจุบันมีหนี้สาธารณะประมาณ  6.005 ล้านล้านบาท คิดเป็น 44.36% ของจีดีพี

การทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นสาเหตุสำคัญของการเข้าควบคุมอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงปัจจุบัน ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ภายใต้การนำของรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา”  หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี มีความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหา แต่ถ้าได้แก้ปัญหาต้นตอแห่งการทุจริต คือแป๊ะเจี๊ยะ มีเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาแป๊ะเจี๊ยะปีการศึกษา 2559 (ดูกราฟฟิกประกอบ)

2.ข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาการเก็บค่าบำรุงการศึกษา เนื่องจากมีเหตุจำเป็นเพราะรัฐบาลได้จัดสรรงบอุดหนุนรายหัว  ค่าหนังสือเรียน  ค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน  ค่าเครื่องแบบนักเรียน  ไม่เพียงพอต่อการจัดการศึกษาของแต่ละโรงเรียน  ทำให้ผู้ปกครองรับภาระประมาณ 67% ของงบประมาณรายจ่ายของแต่ละโรงเรียนใน 1 ปีการศึกษา ทำให้โรงเรียนมีรายรับประมาณ 33% ของรายจ่ายประจำทั้งหมด

รายจ่ายส่วนเกินของแต่ละโรงเรียน มีดังนี้ 1.ค่าครูอัตราจ้าง 2.ค่าครูชาวต่างประเทศ 3.ค่าเจ้าหน้าที่ธุรการ 4.ค่า รปภ. 5.ค่าภารโรง 6.ค่าน้ำ-ไฟฟ้า  7.อื่นๆ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ต้องเก็บค่าบำรุงการศึกษารายเทอมต่อคน ประมาณ 1,700-7,200 บาท หรือตกปีละ 4-4.5 หมื่นล้านบาท แต่ละเทอมจะมีผู้ปกครองไม่สามารถชำระค่าบำรุงการศึกษาประมาณ 20-30% เป็นสาเหตุทำให้โรงเรียนเก็บค่าบำรุงการศึกษาสูงขึ้น เพื่อให้พอกับรายจ่ายประจำ

ปีการศึกษา 2559 “พล.อ.ประยุทธ์” และ “พล.อ.ดาว์พงษ์” ประกาศนโยบายชัดเจนในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยการรับนักเรียนปีการศึกษา 2559 ต้องไม่มีแป๊ะเจี๊ยะ เป็นเหตุให้ผู้บริหารสถานศึกษากังวลว่าจะไม่มีเงินพอรายจ่าย “มตช.” มีข้อเสนอวิธีการแก้ไขดังนี้

จากการประมาณการค่าใช้จ่ายที่จะเพียงพอต่อการจัดการศึกษาเรียนฟรี 12 ปี ต้องใช้เงินกว่าปีละ 4-4.5 หมื่นล้านบาท รัฐบาลควรสั่งการ กระทรวงการคลังให้เสนอมาตรการจัดเก็บภาษีการศึกษา เช่นเดียวกันกับการเก็บภาษีน้ำมัน  ภาษีบาป  ภาษีล้อเลื่อน  ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ถูกจุด และปัญหานี้จะหมดไป การทุจริตคอร์รัปชั่นตั้งแต่เยาว์วัยจนถึงวัยผู้ใหญ่ก็จะไม่เกิดขึ้น  ข้าราชการ  นักการเมืองระดับชาติ  นักการเมืองระดับท้องถิ่น ฯลฯ จะไม่เกิดความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ ค่าความโปร่งใสนานาชาติของประเทศไทยจะดีขึ้นอย่างทันตา

3.มาตรการติดตามตรวจสอบเฝ้าระวังและการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อการดำเนินงานให้สัมฤทธิผลมีประสิทธิภาพ “พล.อ.ดาว์พงษ์” ควรเสนอ “กรอบอำนาจ” จาก คสช.ผ่านมาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2547 ให้ “อำนาจ” รมว.ศึกษาธิการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหาร ตั้งแต่ระดับ 8, 9, 10, 11 รวมถึงคณะกรรมการรับนักเรียน ที่ถูกร้องเรียนแป๊ะเจี๊ยะ “ให้ออกจากตำแหน่ง” หรือ “หยุดการปฏิบัติหน้าที่” ขณะเดียวกันให้อำนาจ “รมว.ศึกษาธิการ” ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาแป๊ะเจี๊ยะปี 2559 2.ตั้งคณะทำงานติดตามตรวจสอบแก้ไขปัญหาการเก็บค่าบำรุงการศึกษาปี 2559 และ 3.กำหนดอัตราสำรองราชการในตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับ (ระดับ 11), ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษา (ระดับ 9), ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การมัธยมศึกษา (ระดับ 9), ผู้อำนวยการโรงเรียน ระดับ 8-9

เหนื่ออื่นใด เมื่อหัวหน้า คสช.ให้อำนาจ “พล.อ.ดาว์พงษ์” แบบเบ็ดเสร็จก็จะสามารถเปิดยุทธการกระชับพื้นที่ “ปราบแป๊ะเจี๊ยะ” ทั่วประเทศไทยให้สิ้นซาก!!!


คตร.ยื่นนายกฯเลิกควบคุมตรวจสอบงบฯสสส.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223874

สสส.,คตร.,นายกฯ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 มี.ค. 2559

คตร.ยื่นนายกฯเลิกควบคุมตรวจสอบงบฯสสส.

คตร.ยื่นนายกฯเลิกควบคุมตรวจสอบงบฯสสส.

            9มี.ค.2559 พล.ร.อ. ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ด้านสังคม ในฐานะประธานบอร์ดคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ ประธานคณะกรรมการติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ได้ยื่นหนังสื่อการยกเลิกคำสั่งที่ให้ คตร. เข้าไปควบคุมและตรวจสอบการเบิกจ่ายงบประมาณของ สสส. ให้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณของ สสส.สามารถกลับมาดำเนินอนุมัติงบประมาณได้ตามปกติ คาดว่านายกฯจะลงนามอนุมัติมาในเร็วๆนี้ เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่อง


‘ครูน้อย’ควง‘ซิโก้’เปิดคลินิกฟุตบอลที่นราฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223873

ซิโก้,บอล,นราฯ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 มี.ค. 2559

‘ครูน้อย’ควง‘ซิโก้’เปิดคลินิกฟุตบอลที่นราฯ

‘ครูน้อย’ควง‘ซิโก้’เปิดคลินิกฟุตบอล ที่นราธิวาส หวังสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน

            9มี.ค.59 พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย “โค้ชซิโก้”ร.ต.ท.เกียรติศักดิ์์์ เสนาเมือง ผู้ฝึกสอนทีมฟุตบอลชายทีมชาติไทย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักพัฒนาการศึกษาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เดินทาง ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส เพื่อตรวจเยี่ยมศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำ จ.นราธิวาส และเปิดคลินิกฟุตบอลในโครงการ “สานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้”ณ สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นราธิวาส ซึ่งได้รับความสนใจจากเด็กและเยาวชนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก

พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้ให้พิจารณาสนับสนุนความสามารถของเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ที่ให้ความสนใจและมีความสามารถในการกีฬาประเภทต่างๆ กระทรวงศึกษาธิการเล็งเห็นว่า หากนำกิจกรรมด้านกีฬามารวมเข้ากับการศึกษาอย่างเป็นระบบถือได้ว่าเป็นการส่งเสริมศักยภาพของเยาวชนอันจะนำไปสู่การพัฒนาคน และพัฒนาชาติได้อย่างยั่งยืนต่อไป จึงได้เร่งขับเคลื่อนโครงการสานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาในจังหวัดชายแดนใต้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อสนับสนุนความสนใจและความสามารถด้านกีฬาของเด็กและเยาวชนให้มีความสามารถควบคู่กับการศึกษาเพื่อให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน อีกทั้งเป็นการตอบสนองทางเลือกในการศึกษาต่อ และการประกอบอาชีพในอนาคตให้กับเด็กและเยาวชนด้วย

ขณะที่ร.ต.ท.เกียรติศักดิ์เล่าถึงความเป็นมาตั้งแต่สมัยที่เตะฟุตบอลอยู่ที่บ้านเกิด จ.ขอนแก่น ก่อนที่จะเดินทางมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่ กทม. จนประสบความสำเร็จติดทีมชาติ ตลอดจนประสบการณ์การไปค้าแข้งในต่างแดน เช่น อังกฤษ สิงคโปร์ และเวียดนาม กระทั่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าโค้ชทีมชาติไทยในปัจจุบัน ซึ่งการจะประสบความสำเร็จนั้นอาศัยความมุ่งมั่นตั้งใจและอุตสาหะในการฝึกซ้อม พร้อมกันนี้ร.ต.ท.เกียริตศักดิ์ยังได้สอนเทคนิคการและโชว์การเล่นฟุตบอลให้เด็กๆเพื่อเป็นกำลังใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็กและเยาวชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยังมีการแถลงข่าวแนวทางการดำเนินโครงการสานฝันกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ นายพะโยม ชิณวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นายวณิช อ่วมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา (กอศ.)สำหรับแนวทางการดำเนินโครงการสานฝันกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้ได้มีข้อสรุปร่วมกันดังนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ระยะสั้น จัดให้มีมหกรรมแข่งขันกีฬาในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน เพื่อส่งเสริมเยาวชนได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยจัดการแข่งขันทั่วทุกจังหวัด จัดนักกีฬาจากสถานศึกษาทุกสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกจังหวัด กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ตลอดจนองค์กรต่างๆในพื้นที่ โดยมีการแข่งขันกีฬา ดังนี้ ฟุตบอล,ฟุตซอล,เซปักตะกร้อ,วอลเลย์บอล และวิ่ง 31 ขา

ระยะกลาง จะมีกิจกรรมหลักๆ คือ จัดให้มีการเรียนการสอน โปรแกรมวิทย์-กีฬา/ศิลป์-กีฬา ในโรงเรียนต้นแบบ ที่ได้กำหนดไว้คือ โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อ.เมือง จ.ยะลา ได้ทำการเปิดรับสมัครรุ่นแรกจำนวน 80 คน เมื่อช่วงเดือน พ.ค.58 ที่ผ่านมา

ระยะยาว กระทรวงศึกษาธิการและ สกอ.ประสานความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาทั้งในและนอกพื้นที่ร่วมสนับสนุนโควตา และทุนการศึกษาให้กับเยาวชนในโครงการให้มีโอกาสได้ศึกษาต่อในคณะต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้เกิดความยั่งยืน ต่อเนื่องของการศึกษาในระดับอุดมศึกษารวมถึงการประกอบอาชีพในอนาคต

 


ปลูกผักบุ้งกลางทุ่งกุลาพระครูวินัยธรธีระพงษ์ ธีระปัญโญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223811

ผักบุ้ง,ทุ่งกุลา,พอเพียง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  9 มี.ค. 2559

ปลูกผักบุ้งกลางทุ่งกุลาพระครูวินัยธรธีระพงษ์ ธีระปัญโญ

ปลูกผักบุ้งกลางทุ่งกุลาพระครูวินัยธรธีระพงษ์ ธีระปัญโญ : หทัยรัตน์ ดีประเสริฐรายงาน

            “คนอยู่ได้ พระอยู่ได้ คนอดอยากพระก็อดอยาก คนกินอะไรพระก็ฉันอันนั้น ถ้าชาวบ้านไม่มีเงินไม่มีรายได้ เขาจะเอาอะไรมาใส่บาตรให้พระฉัน จึงต้องหาวิธีการให้ชาวบ้านได้มีกินมีใช้จะได้มีข้าวปลาอาหารมาใส่บาตรได้บ้าง” พระครูวินัยธรธีระพงษ์ ธีระปัญโญ  วัย 32 ปี เจ้าอาวาสวัดป่าทุ่งกุลาเฉลิมราช อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด กล่าว

พระครูวินัยธรธีระพงษ์ จึงได้ไปปรึกษากรมวิชาการเกษตรว่าจะปลูกพืชอย่างไรในพื้นที่วัด ซึ่งมี 300 ไร่และมีแหล่งน้ำลึก 5 เมตรที่พระธรรมฐิติญาณ เจ้าคณะภาค 10 ขุดคลองไว้ล้อมรอบวัด ได้ความว่าดินขาดสารอาหารมากต้องทำการปรับปรุงดินเสียก่อน จึงจะทำการเพาะปลูกได้ จากนั้นได้ไปขอข้อมูลการรับซื้อผักจากห้างเทสโก้ โลตัส จนได้คำตอบว่า “ผักบุ้ง” เป็นที่ต้องการของตลาด

จากนั้นเดือนเมษายน 2558 เจ้าอาวาสวัดป่าทุ่งกุลาเฉลิมราช พระลูกวัด และชาวบ้านบางส่วนได้ร่วมกันปรับปรุงดินและทดลองปลูกผักบุ้ง โดยได้รับการสนับสนุนจาก “ดร.อุดม คำชา” ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4  กรมวิชาการเกษตร กระทั่งไปมีโอกาสพูดคุยกับ “พรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์” รองประธานกรรมการฝ่ายกำกับดูแลคุณภาพสินค้า เทสโก้ โลตัส ที่เลื่อมใสวัดป่าทุ่งกุลาเฉลิมราช จนพัฒนาความร่วมมือเป็นโครงการ “ปลูกผักบุ้งกลางนา ทุ่งกุลาฯ ยิ้มได้” ในเวลาต่อมา

“สิ่่งที่ยากที่สุดคือการทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าดินในทุ่งกุลาสามารถปลูกอย่างอื่นได้นอกเหนือจากข้าว แรกๆ ก็ต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่างว่าทำได้ และพยายามรณรงค์ชักชวนชาวบ้านให้รวมกลุ่มกันมาปลูกผักบุ้ง เพราะมีห้างเทสโก้โลตัสรับซืื้อผลผลิตอยู่แล้ว ตอนนี้ทำประมาณ 13-14 ไร่ ชาวบ้านจะมีรายได้เสริมเดือนละประมาณ 4-5 พันบาทต่อการตัดผักบุ้งแต่ละรอบ ทำให้พวกเขาเชื่อว่าดินทุ่งกุลาปลูกอย่างอื่นได้ เมื่อชาวบ้านมีรายได้เพิ่ม มีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีเงินเหลือพอที่จะเข้าวัดทำบุญพระก็ได้ฉันอาหารตามชาวบ้านเช่นกัน” พระครูวินัยธรธีระพงษ์ กล่าว

สมัยที่เรียนคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสกลนคร “พระครูวินัยธรธีระพงษ์” เป็นนายกสโมสรนักศึกษา ประธานค่ายอาสาพัฒนาชนบท ช่วยเหลือชาวบ้านมาโดยตลอด หลังเรียนจบได้บวชตามประเพณีชายไทย โดยมีพระอาจารย์ต้นบุญ เป็นพระอุปัชฌาย์ จำพรรษาอยู่วัดที่จ.สกลนคร เมื่อบวชได้ 1 พรรษา พระอาจารย์ได้ชวนมาดูแลวัดป่าทุ่งกุลาเฉลิมราชแห่งนี้จนถึงปัจจุบัน และกำลังเรียนด้านรัฐศาสตร์ที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชและมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

วัดแห่งนี้มีพระ 12 รูป แม่ชี 2 รูป ชีปะขาว 3 คน ถือศีลอาศัยอยู่ในวัดบนพื้นที่ 300 ไร่ บ้านเรือนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ มีแค่ 13 ครัวเรือนที่ห่างออกไปอีก 2  กิโลเมตรถึงจะมีหมู่บ้านโพนตูมอีก 1  หมู่บ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำนา พอหมดหน้านาก็ไม่มีอะไรทำ ยิิ่งมาปีนี้แล้งมากและข้าวก็ไม่ได้ราคา ทำให้ชาวบ้านไม่มีเงินทอง เมื่อชาวบ้านยากจน ก็ส่งผลกระทบกับพระไปด้วย พอมีโครงการ “ปลูกผักบุ้งกลางนา ทุ่งกุลาฯ ยิ้มได้” ทำให้ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ดีขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาที่เริ่มโครงการ

“กรแก้ว กาญจนสอน” อายุ 59 ปี ประธานกลุ่มชาวบ้านที่ร่วมโครงการบอกว่า การปลูกผักเสริมทำให้ชาวนาใช้เวลาว่างมาสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนไปได้ เพราะปีนี้แล้งมากข้าวไม่ได้ราคา ปีก่อนหน้านี้เขาทำนา 80 ไร่ลงทุนไม่ต่ำกว่า 2 แสนขายข้าวได้ประมาณ 2 เท่าที่ลงทุนประมาณ 4 แสนบาท แต่ปีนี้ลงทุนเท่าเดิมแต่ขาดทุนย่อยยับเพราะขายได้แค่ 1 แสนบาทเท่านั้น

ทั้งนี้การปลูกผักบุ้ง ทางวัดจะแบ่งพื้นที่ให้ 1 งานมีประมาณ 6-7 แปลงและต่อระบบน้ำไว้ให้รดน้ำ ซึ่งวัดลงทุนประมาณ 5 แสนบาท ปลูกผักบุ้งประมาณ 20-25 วันผักใบยาว 30 เซนติเมตร ไม่เกิน 65 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 เซนติเมตรก็ตัดผักส่งห้างเทสโก้ โลตัสได้เฉลีี่ยรายได้ประมาณ 4-5 พันบาทต่อครั้ง จากนั้นต้องปรับปรุงดินและพักไว้ประมาณ 5 วันค่อยเริ่มปลูกใหม่อีกรอบ ซึ่งชาวบ้านจะแบ่งกันดูแลแปลงผักและแบ่งรายได้ตามความสมัครใจ ที่ผ่านมาเคยขายได้ถึงกิโลกรัมละ 10-14 บาท เพิ่มหรือลดโดยอิงตามราคาตลาด

“พรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์” รองประธานกรรมการฝ่ายกำกับดูแลคุณภาพสินค้า เทสโก้ โลตัส บอกว่า ปัจจุบันเทสโก้โลตัสรับซื้อผักบุ้งอยู่ประมาณวันละ 300 กิโลกรัม ในอนาคตจะเพิ่มปริมาณเป็น 500 กิโลกรัม และในอนาคตมีแนวคิดว่าจะร่วมกับชาวบ้านพัฒนาปลูกผักชนิดอื่นที่เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น คะน้า กวางตุ้ง  หรือผลไม้ โดยจะมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรมาช่วยพัฒนาอีกทางหนึ่งด้วย เพื่อให้ผลผลิตตรงตามความต้องการของตลาด และเพิ่มรายได้ให้ชาวบ้านมากขึ้นอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้โครงการปลูกผักกลางนา ทุ่งกุลาฯ ยิ้มได้ เป็นไปตามโมเดลประชารัฐ ต่อสู้ปัญหาภัยแล้งร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยเทสโก้ โลตัสรับซื้อผลผลิตทั้งหมด ตลอดจนเตรียมวางแผนพัฒนาสู่การปลูกผักชนิดอื่นๆ ต่อเนื่องต่อไป

 


6ปีปิดทองหลังพระนำศาสตร์พระราชาพัฒนาประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223765

ปิดทองหลังพระ,ข้าว,พอเพียง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 มี.ค. 2559

6ปีปิดทองหลังพระนำศาสตร์พระราชาพัฒนาประเทศ

6ปีปิดทองหลังพระนำศาสตร์พระราชาพัฒนาประเทศ : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญรายงาน

           “ปิดทองหลังพระถูกสร้างขึ้นมาเพื่อน้อมนำแนวพระราชดำริมาเป็นแนวทางหลักในการบริหารและพัฒนาประเทศ โดยเริ่มต้นการทำงานที่ จ.น่าน ซึ่งประสบปัญหาเขาหัวโล้นอย่างรุนแรง โดยเริ่มต้นดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 ได้ขยายผลการดำเนินงานไปสู่ จ.อุดรธานี กาฬสินธุ์ เพชรบุรี และอุทัยธานี รวมทั้งสิ้น 5 จังหวัด ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบ จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 5 ปี ที่มูลนิธิปิดทองหลังพระ ร่วมกับภาคีทั้งภาคการศึกษา ภาคสังคม ขับเคลื่อนการทำงานจนเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการพัฒนาระบบน้ำ ที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชุมชน” ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เล่าถึงความเป็นมาและการทำงานของมูลนิธิ

ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวอีกว่า การพัฒนาแหล่งน้ำและพื้นที่รับน้ำถือเป็นงานสำคัญ ซึ่งมูลนิธิได้ดำเนินการในพื้นที่ต้นแบบ 5 จังหวัดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2558 ที่ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก มูลนิธิได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงภาคเกษตรและชนบทให้ช่วย จึงเร่งดำเนินการในพื้นที่ต้นแบบและขยายผลไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ชาวบ้าน ล่าสุดการทำงานดังกล่าวครอบคลุมประชากร 3,948 ครัวเรือน เกิดพื้นที่รับน้ำการเกษตรเพิ่มขึ้น 17,379 ไร่ เกิดพื้นที่สีเขียวสวยงามเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การทำงานในแต่ละพื้นที่มีความก้าวหน้าน้อยบ้าง มากบ้าง แต่สำคัญที่สุดคือ มูลนิธิจะทำงานบนพื้นฐานความต้องการของชุมชนเป็นที่ตั้ง การแก้ไขปัญหาต่างๆ ก็เกิดจากการสำรวจสอบถามจากชาวบ้านในพื้นที่ทุกหลังคาเรือน ไม่ใช่แค่ฟังจากผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน หรือหน่วยงานราชการในพื้นที่

ย้อนเวลาไปสู่การทำงานช่วง 5 ปีในพื้นที่ 5 ต้นแบบ คุณชายดิศ ชี้ชัดว่า ความเหลื่อมล้ำถือเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขจริง เพราะเป็นรากฐานสำคัญที่นำประเทศไปสู่วิกฤติทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง โดยมูลนิธิมีความมั่นใจว่า แนวทางและวิธีการของปิดทองหลังพระจะช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ

เพราะฉะนั้นการทำงานที่ผ่านมาประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ด้านเศรษฐกิจ การจัดการน้ำอันเป็นเรื่องใหญ่ แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีรัฐบาลใดประกาศให้เรื่องน้ำเป็นวาระแห่งชาติ ที่ผ่านมาภาคอีสานประสบปัญหาขาดแคลนน้ำไม่มีน้ำรองรับไว้ใช้ มูลนิธิจึงพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและดำเนินการตามแผนงานโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้เกิดพื้นที่รับน้ำสำหรับเกษตรกรใน 5 จังหวัดพื้นที่ต้นแบบเพิ่มขึ้น 7.5 เท่า จากพื้นเริ่มต้น 21,418 ไร่ ปัจจุบันเป็น 160,890 ไร่

2.ด้านสังคม พัฒนาและส่งเสริมอาชีพและพืชเศรษฐกิจใหม่ อาทิ พริกซูเปอร์ฮอท สตรอเบอร์รี่ กล้วยเหลืองนวล การเลี้ยงหมูเหมยซาน เป็ดอี้เหลียง เป็นต้น เพื่อเป็นทางเลือกสร้างรายได้เสริม ขณะที่พืชบางชนิดเป็นทางเลือกใหม่ ที่สามารถปลูกทดแทนข้อจำกัดในการปลูกข้าวของบางพื้นที่ เช่น บ้านโป่งลึก-บางกลอย จ.เพชรบุรี โดยมุ่งให้ความรู้และต่อยอดไปสู่ความเข้มแข็งจากระดับครัวเรือนไปสู่ระดับชุมชน และต่อยอดมาสู่การรวมกลุ่มบริหารจัดการ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความก้าวหน้าสังคมชนบท โดยเวลานี้มีกลุ่ม/กองทุนชาวบ้านที่จัดการตนเองได้แล้ว 33 กลุ่ม/กองทุน มีงบประมาณ 3.6 ล้านบาท

เลขาธิการมูลนิธิ กล่าวต่อว่า และสุดท้ายด้านสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และชุมชนฟื้นฟูป่าหัวโล้นของ จ.น่าน ด้วยการสร้างป่าชุมชนและป่าเศรษฐกิจ เช่น ส่งเสริมปลูกหวาย งาม้อน มะม่วงหิมพานต์ จนคืนพื้นที่ได้แล้ว 87,865 ไร่ และยังได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนร่วมกันปลูกต้นไม้และไม้เศรษฐกิจไปแล้วไม่น้อยกว่า 7.5 ล้านต้น นับเป็นการคืนความสมบูรณ์ทางธรรมชาติและสร้างรายได้แก่ชาวบ้านระยะยาว

สำหรับบทบาทใหม่ของปิดทองหลังพระจากนี้ ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวว่า ในปีที่ 6 ของมูลนิธิ หรือในช่วงปีงบประมาณ 2559-2563 จะเพิ่มบทบาทการกระจายความรู้สู่สังคม การขับเคลื่อนงานมุ่งสู่สาธารณะ อันเป็นแนวทางที่จะนำ “ศาสตร์ของพระราชา” สู่การพัฒนาประเทศดังที่ตั้งใจไว้ โดยนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ที่ได้จากพื้นที่ต้นแบบ ไปสร้างความรู้ความเข้าใจกับหน่วยงานราชการให้เข้าใจและแปลงให้เกิดเป็นนโยบายรัฐบาล อันจะนำไปสู่การปฏิบัติ เมื่อนั้นความมุ่งมั่นนี้จะเกิดขึ้น

“ในช่วงต้นปิดทองหลังพระจะร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นจัดการความรู้ ออกแบบหลักสูตร สร้างนักพัฒนาหลักสูตร โดยใช้พื้นที่ ต.ทุ่งโป่ง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เป็นพื้นที่ต้นแบบ และในอนาคตจะขยายไปสู่จังหวัดอื่นๆ ทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ผ่านมาในการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบทั้ง 5 จังหวัด มูลนิธิได้ร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่ง อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ทำงานมาต่อเนื่อง และจากนี้ยังคงร่วมมือต่อไป เพราะมหาวิทยาลัยทุกแห่งก็มีเป้าหมายที่จะสนับสนุนให้นิสิตนักศึกษาของตนได้นำองค์ความรู้ที่มีมาร่วมต่อยอดในการพัฒนาในทุกพื้นที่มีความเจริญมั่นคง ซึ่งความร่วมมือจากภาคีทุกส่วนถือว่ามีความสำคัญที่สุดในการทำงาน” ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวในตอนท้าย