นิเทศมธบ.เปิดตัวภาควิชาเอ็มไอสื่อรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224519

การสื่อสาร,สื่อใหม่,นิเทศศาสตร์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  22 มี.ค. 2559

นิเทศมธบ.เปิดตัวภาควิชาเอ็มไอสื่อรุ่นใหม่

นิเทศมธบ.เปิดตัวภาควิชาเอ็มไอสื่อรุ่นใหม่’เก่ง เชี่ยวชาญ มีจรรยาบรรณ’ : ชุลีพร อร่ามเนตร

             โลกแห่งการสื่อสารอย่างไร้ขีดจำกัดผนวกกับการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ของผู้คนพึ่งพาเทคโนโลยี ติดต่อสื่อสารได้ง่ายขึ้น เข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว นักสื่อสารมวลชน คนสื่อรุ่นใหม่ต้องปรับตัวในการทำงานให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ผศ.ดร.ทัณฑกานต์ ดวงรัตน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการเรียนการสอน ผลิตคนนิเทศศาสตร์ นักสื่อสารมวลชนออกสู่สังคมมากว่า 20 ปี เล่าว่า การทำงานนักสื่อมวลชนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คณะนิเทศศาสตร์เป็นคณะที่ทำหน้าที่ผลิตนักสื่อสารมวลชนทุกแขนง ต้องปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของผู้รับสาร ผู้ใช้สื่อ และเทคโนโลยี อีกทั้งสื่อสิ่งพิมพ์กำลังถูกลดบทบาท เพราะคนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตกับสื่อเทคโนโลยี สื่อใหม่มากขึ้น หากยังคงผลิตบัณฑิตวารสารแบบเดิม อีก 4 ปี บัณฑิตจบไปอาจตกรุ่น ไม่เป็นที่ต้องการขององค์กรสื่อ

“หลักสูตรภาควิชาการสื่อสารมวลชนและนวัตกรรมสื่อ (Mass Communication and Innovative Media Faculty of Communication Arts หรือ MI) เป็นการเรียนการสอนสื่อสารมวลชนรูปแบบใหม่ ที่จะนำเอานวัตกรรม เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในการผลิต พัฒนาบัณฑิตให้สามารถออกไปทำงานในสื่อที่หลากหลาย ได้ทุกประเภทของสื่อ และสามารถพัฒนาตนเอง ทำงานข่าวข้ามสื่อได้ตามความต้องการของสถานประกอบการ ผู้ใช้ บุคลากรในองค์กรสื่อ เป็นนักสื่อสารมวลชนรุ่นใหม่ที่เป็นคนเก่ง เชี่ยวชาญเชิงลึก และเป็นคนดีทั้งในการทำงาน และเชิงจริยธรรมจรรยาบรรณของคนข่าว”

เพื่อให้นักศึกษาหลักสูตรเอ็มไอ ไม่ใช่เพียงผลิตเนื้อหา เขียนข่าวเป็น จับประเด็นได้ แต่สามารถใช้เทคโนโลยี สื่อใหม่ในการผลิตข่าว คณะนิเทศศาสตร์ มธบ. ได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาให้เด็กได้เรียนรู้ ผลิตสื่อ ก่อนที่จะเข้าสู่วงการสื่อได้ เช่น ระบบ 4D ซึ่งเทียบเท่าเหมือนทีวีดิจิทัล สามารถใส่กราฟฟิก มัลติมีเดีย ในรายการได้ทันที ทำคลิปวิดีโอ รายงานข่าวได้ ลงพื้นที่ ฝึกปฏิบัติทำข่าว รายงานข่าว ประเด็น ใช้เทคนิค หลักการของการทำงานสื่อสารผ่านออนไลน์ โดยผ่านอาจารย์ บุคลากรที่เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัย และนักวิชาชีพที่มีชื่อเสียงในวงการสื่อสารมวลชนของประเทศไทย โดยร่วมมือกับองค์กร สมาคมสื่อต่างๆ มาช่วยสอนปั้นบัณฑิตรุ่นใหม่

นอกจากนั้นยังมีโครงการสหกิจศึกษาที่จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ไปฝึกงานในสถานประกอบการได้ 1 ปี เพราะการเรียนในชั้นเรียนอย่างเดียวอาจทำให้เด็กไม่ได้เห็นโลกของการทำงาน แต่ถ้าได้ไปอยู่ในภาควิชาชีพ ให้คนในวิชาชีพช่วยหล่อหลอม ทำให้เด็กเข้าใจระบบการทำงานของนักสื่อสารมวลชน และรู้ถึงศักยภาพของตนเองว่าควรเพิ่มเติมอะไรบ้าง

“โลกการทำงานจริง อาจไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิดไว้ โครงการสหกิจศึกษาเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกว่าจะไปเรียนรู้ที่องค์กรสื่อต่างๆ ตลอด 1 ปี เปิดโลกพวกเขา และการเรียนนิเทศศาสตร์หลักสูตรใหม่นี้ เติมเต็มการเรียนสื่อใหม่ เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ บันเทิง สุขภาพ กีฬา ที่เด็กรอบรู้ นักข่าวรุ่นใหม่ที่มีองค์ความรู้แต่ละสายข่าวอย่างเชี่ยวชาญ รู้ลึก รายการข่าวเชิงสอบสวน สืบสวน ทำงานได้หลากหลาย เป็นคนสื่อรุ่นใหม่ที่มี Multi-skill รู้ ศาสตร์ด้านการบริหารธุรกิจ การเป็นผู้ประกอบการ เพื่อให้เขาสามารถบูรณาการความรู้สามารถเป็นคนสื่อคุณภาพ และผลิตสื่อของตนเองสร้างอาชีพเพิ่มเติมได้”

ขณะเดียวกันหลักสูตรเอ็มไอ ผลิตบัณฑิต นักสื่อสารมวลชนที่เก่ง มีความเชี่ยวชาญเชิงลึก มีความรู้ วิธีการทำงานได้มากมาย มีความเก่ง ดี มีจรรยาบรรณ จริยธรรม การรับนักศึกษาเน้นคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจจริง อยากทำงานในองค์กรสื่อ อยากเป็นนักสื่อสารมวลชน ที่สามารถเขียนข่าว ผลิตข่าว รู้จักการใช้สื่อใหม่ และมีจรรยาบรรณวิชาชีพสูง

กลุ่มผู้รับสารต้องการอะไรที่รวดเร็ว ตอบโจทย์ อ่านแล้วเข้าใจได้ทันที ตัวสื่อเองเปลี่ยนคนอ่าน คนดูเปลี่ยน ดังนั้นคนผลิตสื่อก็ต้องเปลี่ยน ผศ.ชาติณรงค์ วิสุตกุล หัวหน้าหลักสูตรวิชาการสื่อสารมวลชนและนวัตกรรมสื่อ มธบ. เสริมว่า รูปแบบการเรียนการสอนที่มุ่งสอนตั้งแต่กระบวนการคิด การทำข่าว รายงานข่าว การใช้สื่อใหม่ การทำงานสื่อได้หลากหลาย นักศึกษาจะได้เรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงในห้องปฏิบัติการวารสารศาสตร์ที่เป็นเหมือนกองบรรณาธิการจริง เรียนรู้ 6 ส. สื่อสารมวลชน สร้างสรรค์งานเขียน สีสัน สื่อใหม่ สนุก สืบสวน และโอกาสได้งานทำ สนใจสอบถามได้ที่โทร.0-2954-7300 ต่อ 300 หรือ http://www.dpu.ac.th/commarts/ ,https://www.facebook.com/MassCommunicationAndNewMediadpu/?fref=ts

 


ปั้น’ช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน’มาตรฐานเอียซ่ามทร.กรุงเทพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224517

อากาศยาน,ช่างซ่อม,การศึกษา,ปั้น,ช่าง,ซ่อม,บำรุง,มาตรฐาน,เอีย,ทร.,กรุงเทพ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  22 มี.ค. 2559

ปั้น’ช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน’มาตรฐานเอียซ่ามทร.กรุงเทพ

ปั้น’ช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน’มาตรฐานเอียซ่ามทร.กรุงเทพ แก้ขาดแคลน-งานดี-ตอบแทนสูง : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ

             ในอีก 20 ปีคาดการณ์ว่าผู้โดยสารเครื่องบินทั่วโลกจะเพิ่มเป็น 6.3 พันล้านคน อุตสาหกรรมอากาศยานจะเติบโตเพิ่มอีก 3 หมื่นลำ เฉพาะสายการบินโลว์คอสต์จะมีเครื่องบินเพิ่มราว 20,000 ลำ นั่นหมายถึงความต้องการกำลังคนที่มีทักษะฝีมือ ความชำนาญเฉพาะทางจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย “ช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน” ถือเป็นกลุ่มมดงานที่มีความสำคัญมีหน้าที่ซ่อมบำรุงเครื่องบินทุกลำที่ชำรุดจนมั่นใจได้ว่ามีความปลอดภััยสูงสุดจึงปล่อยให้เครื่องบินทะยานสู่น่านฟ้าได้ โดยเครื่องบินหนึ่งลำต้องใช้ช่างซ่อมบำรุงอากาศยานที่เชี่ยวชาญรับผิดชอบแต่ละระบบปฏิบัติการของเครื่องไม่น้อยกว่า 10 คน ซึ่งเวลานี้พบว่าประสบปัญหาขาดแคลน สวนทางกับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน โดยเฉพาะการบินเชิงพาณิชย์ ฉะนั้นอนาคตช่างซ่อมบำรุงอากาศยานจึงเป็นอีกอาชีพที่ตลาดการบินต้องการ

เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีกรุงเทพ (มทร.กรุงเทพ) ร่วมกับบริษัท แอโร่ บิวดุง จำกัด ประเทศเยอรมนี พัฒนาหลักสูตรซ่อมบำรุงอากาศยาน ภายใต้มาตรฐานขององค์กรรับรองความปลอดภัยด้านการบินแห่งสหภาพยุโรป หรือเอียซ่า (EASA) ใน 2 สาขาคือ สาขาแมคคานิกส์ และสาขาการควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่องบิน และจัดตั้งสถาบันการบินแห่ง มทร.กรุงเทพขึ้น ทำหน้าที่ผลิตบุคลากรซ่อมบำรุงอากาศยานมาตรฐานวิชาชีพสากล ซึ่งภายใต้สถาบันยังมีศูนย์ฝึกอบรมซ่อมบำรุงอากาศยาน ที่กรมการบินพลเรือนเยอรมนี หรือแอลเอบี ให้การรับรองมาตรฐานเอียซ่า พาร์ท 147 ซึ่ง มทร.กรุงเทพ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับ

ล่าสุด ดร.สาธิต  นำคณะผู้บริหาร มทร.กรุงเทพ และสื่อมวลชนเดินทางไปยังประเทศมาเลเซียเพื่อเยี่ยมชมการเรียนการสอนด้านอากาศยานที่

Universiti Kuala Lumpur Malaysia Institute of Aviation Technology (UniKL MIAT หรือเมียส) พร้อมบอกว่าได้มาดูการจัดการเรียนการสอนที่เมียสหลายครั้ง เพราะที่นี่จัดการเรียนการสอนบริบทที่คล้ายกับของประเทศไทย และมีการจัดหลักสูตรซ่อมบำรุงอากาศยานที่เป็นมาตรฐานของมาเลเซียเองและมีการเปิดสาขาที่เป็นมาตรฐานเอียซาด้วย ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ที่สำคัญรัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างมาก อุปกรณ์เครื่องมือทันสมัย มีเครื่องบินหลายรุ่น หลายขนาด รวมถึงโรงฝึกซ่อมเครื่องบินที่ทันสมัย ให้นักศึกษาได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริง นับเป็นตัวอย่างที่ดีที่ควรศึกษาและนำมาปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนของ มทร.กรุงเทพ

สำหรับ มทร.กรุงเทพ ดร.สาธิต ย้ำว่ามีความพร้อม 100% ที่จะจัดการศึกษาหลักสูตรดังกล่าวในปี 2559 ซึ่งเป็นปีแรกจะเริ่มต้นที่สาขาแมคคานิกส์ก่อน มีนักศึกษารุ่นแรกแล้ว 17 คนเริ่มเรียนเดือนเมษายนนี้ ส่วนรุ่นที่ 2 สาขาเดียวกันจะรับในเดือนตุลาคมนี้ ส่วนปีถัดไปจะเปิดรับในสาขาการควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่องบิน เป้าหมายแท้จริงจะรับนักศึกษา 2 รุ่นต่อปี รุ่นละ 25 คนในแต่ละสาขา โดยต้องผ่านการอบรมใน 17 โมดูล ใช้เวลาเรียน 18-24 เดือนหรือ 2,400 ชั่วโมงเป็น วิชาการ 1,200 ชั่วโมง และภาคปฏิบัติ 1,200 ชั่วโมง

โดย 600 ชั่วโมงแรกจะฝึกปฏิบัติใช้เครื่องมือหรือฝึกซ่อมในห้องปฏิบัติการ และอีก 600 ชั่วโมงจะต้องไปฝึกปฏิบัติภาคสนาม ซึ่ง มทร.กรุงเทพ ทำความร่วมมือกับบริษัทอุตสาหกรรมการบิน จำกัด รับนักศึกษาไปฝึกปฏิบัติด้วย โดยใช้เวลาเรียน 2 ปีค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร 4.9 แสนบาท และจัดการเรียนการสอนด้วยภาษาอังกฤษ เป้าหมายคือเด็กจบมัธยมศึกษาปลายสายวิทยาศาสตร์ ประกาศนียบัตรวิชาชีพประเภทช่างอุตสาหกรรม หรือสูงกว่า และผู้ประกอบอาชีพซ่อมบำรุงรักษาเครื่องบิน ผู้ประกอบอาชีพด้านอากาศยานที่ต้องการยกระดับความรู้ความสามารถตามมาตรฐานเอียซ่า

“เรียนจบจะได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพที่รับรองโดยเอียซ่า มาตรฐานสากลที่ครอบคลุมสายการบินทั่วโลกมากกว่า 80% สามารถทำงานได้ทั้งในประเทศหรือระดับสากลทั้งยังมีโอกาสได้รับเงินเดือนที่สูงขึ้นด้วย ส่วนใครต้องการได้รับใบอนุญาตของเอียซ่า ก็ต้องหมั่นพัฒนาตนเองเพื่อต่อยอดความเชี่ยวชาญตามมาตรฐานนั้นๆ” ดร.สาธิต กล่าวย้ำ

ผศ.ปราโมทย์ อนันต์วราพงษ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ บอกว่า การพัฒนาบุคลากรก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดี โดยเมียสใช้เวลาราว 5 ปีพัฒนาอาจารย์ 128 คนในจำนวนนี้ผ่านการอบรมหลักสูตรมาตรฐานเอียซ่า 50 คน ขณะที่ มทร.กรุงเทพ ซึ่งเริ่มต้นมาเพียง 2 ปี มีอาจารย์ที่ผ่านหลักสูตรถึง 8 คนและจะพัฒนาต่อเนื่องโดยร่วมกับกลุ่มมทร. 8 แห่งซึ่งคาดว่าปี 2560 มีอาจารย์ผ่านอบรม 30 คน

ทั้งนี้ ส่วนความพร้อมของอุปกรณ์การสอนเกิน 50% ยังขาดเพียงโรงเก็บเครื่องบินตามมาตรฐานเอียซ่า ที่กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารใต้ตึกคณะวิศวะ ขนาด 40×20 เมตร บรรจุเครื่องบินขนาด 40 ที่นั่งได้ 1 ลำ โดยประสานขอยืมมาจากกองทัพอากาศเพื่อให้นักศึกษาได้ใช้เรียน คาดว่าจะพร้อมใช้งานราวเดือนสิงหาคมนี้ ส่วนระยะยาว 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2563) มีแผนจะปรับปรุงอาคารเก่า 1 หลังให้เป็นโรงเก็บเครื่องบินเพิ่มซึ่งจะมีขนาดใหญ่ขึ้น 3 เท่า และช่วงเวลาเดียวกันมีแผนจะพัฒนาให้สถาบันสามารถเป็นหน่วยงานที่ออกใบรับรองมาตรฐานเอียซ่าได้เองด้วย


ค้นหานักบินอวกาศไทยกับ’กฤษณ์ คุนผลิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224457

อวกาศ,นักบิน,นักบินอวกาศ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  21 มี.ค. 2559

ค้นหานักบินอวกาศไทยกับ’กฤษณ์ คุนผลิน’

ค้นหานักบินอวกาศไทยกับ’กฤษณ์ คุนผลิน’ : ภูดิศ เชื้อประดิษฐ์

           ย้อนกลับไปในวัยเด็ก หลายๆ คนมีความใฝ่ฝันที่แตกต่างกันไป อยากจะเป็นนายกรัฐมนตรี อยากจะเป็นหมอ อยากจะเป็นแอร์โฮสเตสและคำตอบยอดฮิตก็คือ “อยากจะเป็นนักบินอวกาศ” มีหลายคนสามารถไปถึงฝัน และมีอีกหลายคนที่กำลังเดินทางไปยังความฝันในวัยเด็ก “กฤษณ์ คุนผลิน” ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจสัมพันธ์ ประจำฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) วัย 39 ปี ก็เป็นหนึ่งคนที่มีความฝันในวัยเด็กที่อยากจะเป็น “นักบินอวกาศ”

“กฤษณ์ คุนผลิน” สำเร็จปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ปริญญาโทด้านระบบการเมืองและเศรษฐกิจเปรียบเทียบ School of Public Affairs มหาวิทยาลัยอเมริกัน ในกรุงวอชิงตัน กฤษณ์ เล่าว่า ในอดีตเริ่มต้นทำงานเป็นนักข่าวของรัฐบาลกลางสหรัฐที่กรุงวอชิงตันสมัยรัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เมื่อกลับมายังประเทศไทย ทำงานเป็นนักข่าวระหว่างประเทศที่สำนักข่าวไทย อสมท

ในวัยเด็กชื่นชอบด้านการผจญภัยและอยากเป็นนักบินอวกาศด้วยความฝันนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นในการพยายามเขียนจดหมายส่งไปยังองค์การนาซาตั้งแต่อายุ 16 ปี แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับกลับมา เมื่อปี พ.ศ. 2555 ประตูความฝันในวัยเด็กก็ได้เปิดออก “กฤษณ์” ได้ติดต่อกับ “คริสตี้ เคนนี่ย์” อดีตทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ว่าอยากจะนำเอายานอวกาศนาซา ชุดนักบินอวกาศต่างๆ เข้ามาเปิดนิทรรศการโชว์ในประเทศไทย และเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดนิทรรศการอวกาศครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม–1 กุมภาพันธ์ 2558

จากผลงานการเป็นผู้นำในการนำนิทรรศการอวกาศนาซามาแสดงที่ประเทศไทยได้สำเร็จเป็นประเทศที่สองของเอเชียถัดจากญี่ปุ่น จึงมีมติแต่งตั้งให้ “กฤษณ์ คุนผลิน” ดำรงตำแหน่งเป็นผู้แทนศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐ และได้มีโอกาสเดินทางไป US Space & Rocket Center (ศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐ) ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อชมการเรียนหลักสูตรนักบินอวกาศ ซึ่งเป็นคนไทยคนแรกที่ได้เข้าร่วมการอบรมหลักสูตรนี้ ในระหว่างที่เข้าร่วมการอบรมพบว่าในทวีปเอเชียมีเพียงประเทศจีนและอินเดียที่มีโอกาสเข้าร่วมการอบรม แต่ประเทศไทยยังขาดโอกาสทางการศึกษา เมื่อเดินทางกลับประเทศไทยก็มีแนวคิดที่จะนำนักเรียนในประเทศไทยไปเรียนที่ศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐ เป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนไทย

จึงเกิดทุนการศึกษากำลัง 3 (POW3Scholarship) โดยถอดคุณสมบัติออกมาจากนักบินอวกาศทั้ง 3 ประการ ได้แก่ กำลังกาย กำลังใจ และกำลังความคิด ซึ่งแต่ละคุณสมบัติจะวัดจากบททดสอบทั้ง 3 ขั้นตอนได้แก่ (1) Rocket Runner เป็นการทดสอบกำลังกาย สมรรถนะภาพทางร่างกาย (2) EQ Camp Test เป็นการทดสอบกำลังความคิด และ (3) SCAT (Space Camp Aptitude Test) เป็นค่ายอบรมทดสอบกำลังทั้ง 3 กำลัง เพิ่มทักษะความเป็นผู้นำ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำงานกันเป็นทีมโดยคัดเลือกผู้เข้าอบรมจำนวน 20 คน ผู้ที่ชนะ 2 คนจะได้รับทุนการศึกษาไปเรียนที่สถาบันฝึกนักบินอวกาศสหรัฐ (US Space Camp) ในหลักสูตรเร่งรัดเป็นระยะเวลา 6 หรือ 12 วัน

“โครงการนี้ชื่อว่า โครงการค้นพบนักบินอวกาศไทย ได้เรียนหลักสูตร 3 หลักสูตร (1) หลักสูตรฝึกนักบินอวกาศ (2) หลักสูตรขับเครื่องบิน F18 (3) หลักสูตรการบังคับใช้หุ่นยนต์ ซึ่งคนที่จะเป็นนักบินอวกาศได้จะต้องมีกำลังกาย กำลังใจ และกำลังความคิด นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการนี้จะได้เรียนรู้การทำงาน จะต้องเป็นทีม ในความเป็นทีมต้องมีความมีน้ำใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมถึงทักษะการเป็นผู้นำด้วย นักเรียนที่มีความตั้งใจและมีความสนใจจริงๆ ก็ขอให้ตั้งใจและมีเส้นทางเดินในชีวิตที่มุ่งหวังไว้ ถ้าคนที่มีความมุ่งหวังตั้งใจแล้วแต่ไม่ได้เป็นในสิ่งที่ต้องการ ก็ไม่ต้องผิดหวัง เพราะโอกาสที่จะได้ทำงานได้ตรงสายอาชีพก็ยังมีอีกมากมาย ก็อยากให้เด็กที่มีความฝัน เรียนให้ดี เรียนให้เก่งและทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด” กฤษณ์ กล่าว

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 18 ของโลก และอันดับ 3 ของเอเชีย ถัดจากจีนและเกาหลีใต้ที่ศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐแต่งตั้งให้มีผู้แทนองค์กรประจำประเทศ โดยผู้แทนจะมีหน้าที่คัดเลือกคนที่เหมาะสมเพื่อไปเรียนที่สถาบันฝึกนักบินอวกาศสหรัฐ และบริหารจัดการทุนการศึกษาดังกล่าว การเปิดรับสมัครทุนการศึกษาจะมีขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2559 คุณสมบัติผู้เข้าร่วมทุน ต้องมีอายุระหว่าง 14-18 ปี มีความสามารถทางภาษาอังกฤษ (TOEIC) มากกว่า 500 คะแนน หากท่านใดมีความสนใจสามารถส่งข้อมูลประวัติส่วนตัวได้ที่ Spacecampworld@hotmail.com

 


รับสมัครนร.ม.1,ม.4วันแรกคึกคักสพฐ.มั่นใจไร้ปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224439

รับสมัคร,ม.1,ม.4

การศึกษา-สาธารณสุข  :  20 มี.ค. 2559

รับสมัครนร.ม.1,ม.4วันแรกคึกคักสพฐ.มั่นใจไร้ปัญหา

วันแรกรับสมัครนร.ม.1,ม.4 ระหว่างวันที่ 20-24 มี.ค. สพฐ.ไม่กังวล มั่นใจวางนโยบายชัดเจน รัดกุมทุกร.ร.ปฏิบัติตาม ห่วงช่วงจับฉลากและสอบ

          เมื่อวันที่ 20 มี.ค. นายชลำ อรรถธรรม ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สนผ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ สพฐ.ได้กำหนดปฏิทินการรับสมัครนักเรียน ประจำปีการศึกษา 2559 โดยวันนี้เป็นการรับสมัครนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ (ม).1,ม.4 พร้อมกันทั่วประเทวันแรก ระหว่างวันที่ 20-24 มี.ค. 2559 ซึ่งแต่ละโรงเรียนก็จะดำเนินการไปตามนโยบายและแนวปฏิบัติการรับนักเรียน สังกัด สพฐ.ปีการศึกษา 2559 ที่ให้ไว้ กรณีพบปัญหาก็จะต้องรายงานให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) รับทราบ

“เชื่อว่าการรับสมัครตลอด 4 วันนี้จะเป็นไปอย่างเรียบร้อย ที่เป็นห่วงจะเป็นในช่วงการจับฉลาก และการสอบมากกว่า โดยเฉพาะในโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงจะมีเด็กจำนวนมากสอบแข่งขันเพื่อเข้าเรียนต่อ ซึ่งต้องดูแลให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย โดยได้กำหนดแนวทางการทำงานในทุกระดับที่เกี่ยวข้องไว้หมดแล้ว และที่ผ่านมานโยบายและแนวปฏิบัติการรับนักเรียนมีการพัฒนาไปตามลำดับ ชัดเจนและรัดกุมและผู้บริหารมีความเข้าใจมั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหา นอกจากนี้ สพฐ.ได้เปิดศูนย์ประสานงานการรับนักเรียน ทำหน้าที่ติดตามการรับนักเรียนใกล้ชิด รวมถึงรับเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ แต่จนถึงเวลานี้ก็ยังไม่มีรายงานพบปัญหาเกี่ยวกับการรับนักเรียนแต่อย่างใด”นายชลำ กล่าว

ขณะที่ นางนงลักษณ์ วังปรีชา รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงเช้ามีผู้ปกครองพานักเรียนมาสมัครเข้าเรียนค่อนข้างเยอะเฉพาะช่วงครึ่งวันเช้ามีเด็กมาสมัครเรียนม.1แล้วประมาณ 60 คน โดยในปีการศึกษา 2559 โรงเรียนมีแผนรับนักเรียนม.1 จำนวน 396 คน ส่วนม.4 นั้นรับเด็กที่จบระดับม.3 เดิมไว้แล้ว 313 คนและรับสมัครเพิ่มเติมอีกประมาณ 100 กว่าคน โดยจะคัดเลือกด้วยวิธีการสอบ อย่างไรก็ตาม เปรียบเทียบบรรยากาศกับการรับสมัครเข้าเรียนต่อของปีนี้กับปีที่ 2558 ที่ผ่านมาอาจจะไม่คึกคักเท่า ส่วนหนึ่งเพราะประชากรในวัยเรียนลดลง แต่สำหรับวันนี้ถือเป็นวันแรกคาดว่าผู้ปกครองจะทยอยพาบุตรหลานมาตลอดทั้งวัน แต่ในวันท้ายๆของการรับสมัครก็อาจจะน้อยลง โดยโรงเรียนจะรับสมัครตั้งแต่วันที่ 20-24 มี.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศสมัครเข้าเรียนม.1 และม.4 ของโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต39 (พิษณุโลก – อุตรดิตถ์) มีผู้ปกครองนักเรียนในเขตพื้นที่บริการและนอกเขตพื้นที่ ต่างพาบุตรหลานมาสมัครสอบแข่งขันเข้าเรียนจำนวนมาก ซึ่งโรงเรียนยอดนิยม ของ สพม.39จำนวน5โรงเรียน คือ โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม โรงเรียนพุทธชินราชพิทยา โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี และโรงเรียนอุตรดิตถ์ ปรากฏว่า ใบสมัครมียอดจำหน่ายออกไปเกินกว่าจำนวนนักเรียนที่โรงเรียนจะสามารถรับได้ เช่นที่ โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี มีการแข่งขันสูงเท่าตัว ในขณะที่โรงเรียนสามารถรับนักเรียนได้เพียง405คน แบ่งเป็นการรับในเขตบริการ และ นอกเขตบริการ โดยต้องผ่านการสอบทั้งหมด

นายมนต์ชัย ปาณธูป ผู้อำนวยการโรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี กล่าวว่า โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงนักเรียนได้ประสบความสำเร็จ ที่ต้องการให้บุตรหลานได้เรียนๆ ต้องการที่เรียนดีจริงๆ โรงเรียนเราจึงต้องคัดกรองนักเรียนที่มีความสามารถจริง ๆ ทำให้มีการแข่งขันค่อนข้างสูง จึงขอฝากถึงผู้ปกครองนักเรียนว่า อย่าหลงเชื่อผู้ที่แอบอ้างช่วยเหลือให้เข้าเรียนได้ แม้กระทั่งครูอาจารย์ในโรงเรียน สำหรับการรับสมัครทางโรงเรียนได้เปิดรับสมัครออนไลน์ เพื่อความสะดวกของผู้ปกครองและนักเรียน สามารถปริ้นส์ใบสมัคร นำเอกสารตามตรวจความถูกต้องได้ทันที เป็นการอำนวยความสะดวกที่โรงเรียนได้ดำเนินการบริการต่อเนื่องมาทุกปี

ด้านดร.กิตติพงศ์ พิพัฒน์ศิวพงศ์ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 39 กล่าวว่า การสอบของนักเรียน มีกฎเกณฑ์กติกาที่ชัดเจน รัดกุม มีคณะกรรมการระดับโรงเรียนดูแล รวมถึงมีระดับเขตพื้นที่ฯกำกับอีกชั้นหนึ่ง ผลสอบออกมาชัดเจนว่านักเรียนได้ลำดับที่เท่าไหร่ เมื่อสละสิทธิก็จะเรียกผู้ได้ลำดับรองลงไปขึ้นมา ซึ่งทุกปีการศึกษาจะมีผู้ที่แอบอ้างช่วยเหลือให้เข้าเรียนได้ จึงขอให้โรงเรียนระมัดระวัง ทำให้โปร่งใส และสังคมต้องช่วยกันตรวจสอบ เพราะอาจมีตกเบ็ดหลอกเงินจากผู้ปกครองได้

อนึ่ง การรับสมัครนักเรียนระดับม.1 สมัครสอบคัดเลือกนักเรียนทั่วไปและใช้คะแนนทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ หรือ โอเน็ต รับสมัคร20 – 24มี.ค.2559 สอบคัดเลือก 26 มี.ค.2559 ประกาศผลและรายงานตัววันที่2เม.ย.2559 จับฉลากและรายงานตัว วันที่ 3เม.ย. มอบตัววันที่ 9 เม.ย.2559 และระดับม.4 นักเรียนที่จบม.3 สมัครวันที่20 – 24มี.ค.2559 สอบคัดเลือกวันที่27มี.ค.2559ประกาศผลและรายงานตัว วันที่3 เม.ย.2559 มอบตัววันที่10 เม.ย. ซึ่งปีการศึกษา 2559 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำหนดยอดรวมรับนักเรียนทั่วประเทศอยู่ที่ 1.96 ล้านคน แบ่งเป็น ระดับอนุบาล หรือก่อนประถมศึกษาจำนวน 4.2 แสนคน ระดับประถมศึกษา 1 จำนวน 5.4 แสนคน ม.1 จำนวน 6 แสนคน และม.4 จำนวน 4 แสนคน

 


พลังนักศึกษาพัฒนาชุมชนขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224327

ชุมชน,พัฒนา,พอเพียง,พลัง,นักศึกษา,ขับเคลื่อน,ปรัชญา,เศรษฐกิจพอเพียง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  18 มี.ค. 2559

พลังนักศึกษาพัฒนาชุมชนขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

พลังนักศึกษาพัฒนาชุมชนขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง : สุชาดา สอนกริ่ม

              การศึกษาไม่ใช่แค่การเรียนเพื่อความรู้ภายในห้องเรียนเท่านั้น เพราะข้างนอกห้องเรียนยังมีผู้ที่เดือดร้อนและประชาชนส่วนมากที่ยังต้องการกำลังแรงกายจากนักศึกษาเพื่อช่วยพัฒนาชุมชน มูลนิธิรากแก้ว จึงได้ตั้งโครงการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยพลังของนิสิตนักศึกษาขึ้น บันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ 4 สถาบันหลักเพื่อเป็นโครงการนำร่องที่จะสร้างกระแสการยกระดับการเรียนการสอนและการทำกิจกรรมนิสิตนักศึกษารูปแบบใหม่ที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชนสู่สังคมคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

“ศศินิภา  ต้นบุตร”  ประธานรากแก้วมหิดล นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาลัยนานาชาติ เล่าว่า โครงการนี้แตกต่างจากโครงการจิตอาสาทั่วไปเนื่องจากมีการลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านอย่างจริงจังและมีการติดตามผลอย่างยั่งยืน โดยมีการค้นหาแหล่งต้นตอของปัญหาในแต่ละพื้นที่ว่าเกิดจากอะไร จากนั้นนำความรู้ของนักศึกษาเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหา

“มหิดลได้ร่วมดำเนินงานโครงการภายใต้มูลนิธิรากแก้วในนามมหาวิทยาลัยมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานเริ่มต้นจากโครงการข้าวแล้วพัฒนาต่อมาเป็นกล้วยโครงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โครงการน้ำโครงการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้และโครงการคัดแยกขยะบทบาทจะเน้นในเรื่องของการสร้างโครงสร้างให้มั่นคง” ศศินิภา กล่าว

โครงสร้างของทีมที่ทำงาน สร้างความเป็นปึกแผ่นและเป็นฝ่ายสนับสนุน ติดต่อประสานงานในฝ่ายต่างๆ มีกิจกรรมช่วยฝึกการรับผิดชอบและการแบ่งเวลา สามารถนำความรู้ที่เรียนมาช่วยแก้ปัญหาและปรับใช้ได้สังคมได้ นักศึกษามีคุณภาพและพลังเพื่อช่วยเหลือชุมชนอย่างเต็มใจเต็มความสามารถจริงๆ แล้วปัญหาในสังคมมีอยู่เยอะมากที่สามารถนำความรู้ของนักศึกษาไปใช้ในการแก้ปัญหาได้ มหาวิทยาลัยสามารถเข้าไปช่วยได้ เราพัฒนาและเสริมสร้างอนาคตให้แก่เด็กๆ ให้ความรู้ให้การศึกษาเพื่อช่วยให้พวกเขาเติบโตมาเป็นอนาคตที่ดีได้ อย่างที่รากแก้วเข้ามาสนับสนุนก็เพื่อให้เราเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต เช่นกันสิ่งที่เราทำมันเป็นผลดี คนอื่นได้ดีตัวเราก็ดีด้วย

“รุจิมา ขมิ้นเขียว” คณะวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น สาขาการจัดการคลัง ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยขอนแก่น เล่าต่อว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีชมรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนอยู่แล้ว และได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือชุมชนมาแล้วหลายปี จึงได้สนใจเข้าร่วมกับมูลนิธิรากแก้วเพราะมีการติดตามผลโดยรากแก้วจะช่วยรวมนักศึกษาที่มีจิตอาสาจากทั่วภาคอีสาน ล่าสุดได้ลงพื้นที่ที่ทุ่งโป่ง ช่วยเก็บข้อมูลและไปช่วยทำคลองน้ำที่ทุ่งโป่งเขื่อนอุบลรัตน์

รุจิมา มีหน้าที่เชิญชวนผู้ที่สนใจด้านจิตอาสาเข้ามาร่วมค่ายด้วยกันที่ได้ทำมาก็ประมาณ 5-6 ค่ายแล้ว เนื่องจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นครบรอบ 50 ปีการอุทิศเพื่อสังคม จึงได้จัดโครงการขึ้นมา 3 โครงการหลักๆ หนึ่งในนั้นก็จะเป็นโครงการแก้จน ซึ่งร่วมกับมูลนิธิรากแก้วและปิดทองหลังพระคือไปช่วยพัฒนาพื้นที่ในภาคอีสานหลักๆ จะเป็นรอบๆขอนแก่น คือ ร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม และกาฬสินธุ์ ช่วยลงพื้นที่ มข.แก้จน และอีกที่หนึ่งที่รากแก้วจะทำคือที่ทุ่งโป่ง ที่ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น

“ศุภรดา ภาสตโรจน์” นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยความในใจว่า การเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือชุมชนกับมูลนิธิรากแก้ว ทำให้เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่สามารถหาได้ภายในห้องเรียน ทำให้ได้เห็นโลกในมุมที่กว้างขึ้นและแตกต่าง นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างคุณค่าในตัวเองโดยการมอบความจริงใจแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำสิ่งดีดี ทำให้อิ่มเอมใจมีความสุขที่ได้ทำประโยชน์ให้แก่คนอื่นในสังคม ทำให้มีคุณค่าในชีวิตเพิ่มมากขึ้น

“วันดี  ช่างเหล็ก” คณะวิทยาการจัดการ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เล่าว่า กิจกรรมที่ทำส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมที่พัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม การเยียวยา การศึกษาของเด็กด้อยโอกาส ได้เข้าร่วมมูลนิธิรากแก้วเน้นในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบในการช่วยเหลือสังคมคือปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ เพราะส่วนใหญ่ชาวบ้านในภาคใต้จะมีอาชีพกรีดยาง ราคายางตกรายได้ของชาวบ้านก็ลดลง จึงส่งผลกระทบต่อด้านอื่นๆ มูลนิธิรากแก้วจะเข้ามาช่วยส่งเสริม ให้ความรู้ และสนับสนุนทางด้านงบประมาณ อำนวยความสะดวกให้แก่นักศึกษา มหาวิทยาลัย จะมีโครงการ 1 คณะ 1 ชุมชน ที่แต่ละคณะจะต้องรับผิดชอบชุมชนที่มีปัญหา และติดตามผลในแต่ละครั้ง

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล  ประธานมูลนิธิรากแก้ว กล่าวว่า พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นโครงการนำร่องเพื่อยกระดับการทำงานของ 4 มหาวิทยาลัย ที่ได้มีความร่วมมือกันมาก่อนในการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมหาวิทยาลัยได้นำความรู้และพลังของนิสิตนักศึกษาผสานกับศาสตร์พระราชา ไปลงมือปฏิบัติจริงเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชน นอกจากเป็นการพัฒนานิสิตนักศึกษาให้เป็นผู้นำที่เข้าใจปัญหาของประชาชนและประเทศชาติแล้ว เป้าหมายสุดท้ายคือการทำให้ชุมชนมีศักยภาพในการแก้ปัญหาด้วยตนเอง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นลดความเหลื่อมล้ำของสังคมและสร้างความมั่นคงมั่งคั่งยั่งยืนให้แก่ประเทศชาติตามแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาล


ดึงเยาวชนเรียนทำ’เสื่อกก’อนุรักษ์ท้องถิ่นแผ่นดินเกิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224328

เสื่อกก,ท้องถิ่น,แผ่นดิน,ดึง,เยาวชน,เรียน,เสื่อ,อนุรักษ์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  18 มี.ค. 2559

ดึงเยาวชนเรียนทำ’เสื่อกก’อนุรักษ์ท้องถิ่นแผ่นดินเกิด

ดึงเยาวชนเรียนทำ’เสื่อกก’อนุรักษ์ท้องถิ่นแผ่นดินเกิด : สุชาดา สอนกริ่ม

              จันทบุรี หรือ เมืองจันท์ เมืองชายทะเลที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมายให้นักท่องเที่ยวได้มาพักผ่อนตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นป่า เขา ทะเล น้ำตก วัดวาอาราม

รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่น่าค้นหามากมาย แม้หลายคนเคยคิดว่า เมืองจันท์เป็นเมืองทางผ่านและถูกมองข้ามจากนักท่องเที่ยวมุ่งหน้าไปเยือนทะเลตราด หรือหมู่เกาะต่างๆ แต่ในอีกมุมหนึ่งของเมืองนี้กลับมีความรื่นรมย์สำหรับนักเดินทางที่ชื่นชอบความเงียบสงบและความสวยงามของธรรมชาติ และแหล่งเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมที่สำคัญของ จ.จันทบุรี คือ การทอเสื่อกก ซึ่งในประเทศไทยยังคงเหลืออยู่ไม่มากแล้ว

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย เล็งเห็นคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่กำลังจะสูญหาย จึงจัดทำโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเทคนิคการถ่ายภาพวิดีโอพกพาเฉพาะทาง เชิงอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนสนับสนุนให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของศิลปวัฒนธรรม และแสดงออกถึงมุมมองและความคิดสร้างสรรค์ผ่านผลงานภาพถ่าย เพื่อปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เกิดความตระหนักและสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาและคุณค่าในความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรม ทั้งที่เป็นวิถีชีวิตค่านิยมที่ดีงามและความเป็นไทย

“คุณยายสุริยา แก่นจันทร์” ผู้ควบคุมดูแลที่เสื่อสุริยา เล่าว่า การทอเสื่อกกเป็นงานหัตถกรรมพื้นบ้านที่มีมานาน แต่เดิมพื้นที่ของหมู่บ้านบางสระเก้ามีต้นกกขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่มีใครรู้จักนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ กระทั่งมีชาวญวนที่อาศัยอยู่ฝั่งตรงข้ามจันทบุรี (ปัจจุบันเป็น ต.จันทนิมิต จ.จันทบุรี) ได้มาพบเห็นต้นกกที่บ้านบางสระเก้า จึงขอไปทอเป็นเสื่อแล้วนำกลับมาให้ชาวบ้านบางสระเก้า พร้อมทั้งแนะนำให้ชาวบ้านรู้จักวิธีการทอเสื่อ และได้ทอสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน โดยเริ่มแรกจะทอเป็นผืนเพื่อใช้ในครัวเรือนสำหรับปูนอนและใช้รองนั่ง

เมื่อปี 2515 เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นชาวบ้านจึงมารวมตัวกันคิดค้นและแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นและมีการทำเป็นชุมชน โดยแบ่งหน้าที่กันเป็นส่วนๆ นอกจากผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายแล้ว ในปัจจุบันยังเพิ่มลวดลายที่น่าสนใจมากขึ้นอีกด้วย เช่น ลายพริกไทย ตาแขก ตาคู่ เป็นต้น ชื่อในแต่ละชื่อนั้นชาวบ้านจะตั้งเองทำให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

คุณยายสุริยา เล่าต่อว่า ในปัจจุบันเยาวชนให้ความสนใจในการอนุรักษ์สืบสานการทอเสื่อกกน้อย เพราะส่วนใหญ่เมื่อเรียนจบ ม.3 หรือ ม.6 ก็จะทำไร่ทำนาหรือไม่ก็เข้ากรุงเทพฯ เพื่อทำงานโรงงานในปัจจุบันจึงมีเพียงผู้สูงอายุและวัยกลางคนเท่านั้นที่ยังคงทอเสื่ออยู่และหากมีผู้คนใจเข้ามาเรียนรู้ ชมสินค้า หรือซื้อสินค้าไปฝากคนที่บ้านคุณยายและคนในพื้นที่ก็พร้อมจะให้ความรู้ และบริการตามความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว และจะจัดสอนวิธีการทำให้อย่างละเอียดพร้อมลงมือปฏิบัติจริง

“กัลยรัตน์ นิมนากรณ์” นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเขาสมิงวิทยาคม ผู้เข้าร่วมโครงการ มหัศจรรย์ สร้างสรรค์ บันทึกฝัน ที่บ้านเกิด เล่าว่า กลุ่มได้ลงพื้นที่เกี่ยวกับเสื่อสุริยา และนำเสนอวิดีโอโฆษณา เชิญชวนนักท่องเที่ยว โดยการแสดงเป็นหลานไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ และกลับมาหายายที่ต่างจังหวัด ยายจึงสอนทำเสื่อ ในเนื้อเรื่องนั้น ได้ทดลองทำเสื่อกก ทุกขั้นตอน ทำให้ได้รับความรู้ในการทำเสื่อกกมากขึ้น

“คิดว่าการทำเสื่อกกนั้น ควรจะอนุรักษ์ให้อยู่คู่กับชุมชนและประเทศของเราต่อไป วิดีโอที่จัดทำขึ้นนั้น จะออกแนวเฮฮาผสมผสานความรักความอบอุ่น เพื่อปลูกจิตสำนึกให้คนหันกลับมามองและเห็นคุณค่าของอาชีพในแบบพื้นบ้านของตนมากยิ่งขึ้น จึงอยากจะเชิญชวนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ เข้ามาเที่ยว ชมวิธีการทำเสื่อสุริยา และอุดหนุนผลิตภัณฑ์ของเสื่อสุริยา เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมพื้นบ้านให้คงอยู่ ตลอดไป”  กัลยรัตน์ กล่าว

 


จบ ป.ตรี-โทควบ 3 ปี ‘สาวบัญชี’ นักล่าฝัน !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224255

การศึกษา,สาวบัญชี,นักล่าฝัน,ปริญญาตรี,ปริญญาโท

การศึกษา-สาธารณสุข  :  17 มี.ค. 2559

จบ ป.ตรี-โทควบ 3 ปี ‘สาวบัญชี’ นักล่าฝัน !!

จบ ป.ตรี-โทควบ 3 ปี ‘สาวบัญชี’ นักล่าฝัน !! : กมลทิพย์ ใบเงิน … รายงาน

                    ความสำเร็จของคนๆหนึ่ง จะมีใครสักคนอยู่เบื้องหลังู่เสมอ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็น พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท กัลยาณมิตร ครู อาจารย์ ในฐานะผู้จุดประกาย “ความฝัน” ยิ่งบทบาทของคนเป็นพ่อเป็นแม่ด้วยแล้ว การแต่งเติม ส่งเสริมสนับสนุนช่วยลูกให้”ค้นพบตัวเอง” ให้ลูกรู้จัก”ความฝัน”ของตัวเอง เพราะการ”ค้นพบตัวเอง”จะทำให้ลูกมีความสุขกับการได้ทำในสิื่งที่ลูกรัก…ไปตลอดชีวิต
                    “บุคลิกค่อนข้างเป็นคนไม่ละเอียด ซุ่มซ่าม ไม่รอบคอบ แต่เราไม่อยากจะหนีปัญหา อยากจะแก้จุดอ่อนของตัวเองให้ได้  อยากค้นพบตัวเอง ซึ่งคุณพ่อณัฐกับคุณแม่แหม่มเป็นตัวช่วยให้เรารู้ตัวมาตั้งแต่ยังเด็กๆ การเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเลข จึงเป็นโจทย์ท้าทายในการกำจัดจุดอ่อนของตัวเอง” “แน็ต” หรือ นางสาว ณัฐจิรา ธาดาเกื้อกุลวงศ์ เผยปมในอดีต
                    วัยเด็กของ “ด.ญ.” ณัฐจิรา ธาดาเกื้อกุลวงศ์  ใช้ชีวิต “กิน เล่น เต้น วาด” สลับกับการเดินสายประกวดร้องเพลงตาม“ความฝัน”แถมยัง่ได้รับการสนับสนุนจากคุณพ่อณัฐและคุณแม่แหม่ม ทำให้พรสวรรค์โดดเด่นมากขึ้น ด้วยเส้นเสียง่ไพเราะเสนาะหูกรรมการ ทำให้กวาดรางวัลการันตีความสามารถมาหลายเวที
                    เรียนรู้คู่กิจกรรม ในฐานะ“ประธานนักเรียน”โรงเรียนอำนวยกนกศิริอนุสรณ์ บางนา กรุงเทพฯ ส่งให้“ด.ญ.ณัฐจิรา” ได้ประลองฝีไม้ลายมือในฐานะ“ผู้นำนักเรียน” ตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่5(ป.5)-ป.6 เมื่อพ้นวัยประถมก็เข้าเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1(ม.1)ที่โรงเรียนนพคุณวิทยา จังหวัดสมุทรปราการ  เรียนอยู่ที่ร.ร.แห่งนี้ตั้งแต่ชั้นม.1-ม.3 จากนั้นเบนเข็มชีวิตเรียนต่อสายอาชีวศึกษา”สาขาบัญชี”ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.)ที่”วิทยาลัยเทคโนโลยีวิบูลบริหารธุรกิจ รามอินทรา 14 กรุงเทพฯ
                    “เมื่อเรียนระดับชั้นปวช.ปี3 ก็เริ่มสมัครเรียนระดับปริญญาตรี คณะบริหารการบัญชี หลักสูตรพรีดีกรี(Pre degree)มหาวิทยาลัยรามคำแหง(ม.ร.)เป็นการเรียนแบบสะสมหน่วยกิตล่วงหน้า เรียบควบไปกับเรียนปวช. เมื่อเรียบจบปวช.ด้านบัญชี ก็สมัครเข้าทำงานในตำแหน่งบัญชีการเงิน  ได้รับเงินเดือน 23,000 บาท ถือว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับอาชีพอื่นที่ยังเรียนไม่จบปริญญา  ช่วงชีวิตวัยรุ่นทั้งเรียนทั้งทำงานไปด้วย ยอมรับว่าเหนื่อยหนัก และลำบากมาก”
                    บางครั้ง การเรียนรู้คู่ทำงาน เกือบทำให้“แน็ต”ถอดใจหันหลังให้กับการเรียน”บริหารการบัญชี” แต่ด้วยความพิศมัยในตัวเลขและความมุ่งมั่นที่จะกำจัดจุดอ่อนของตัวเอง ทำให้เกิดความอยากรู้ อยากเห็น ความพยายามมุมานะบากบั่นกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเชิงบวก ที่ทำให้การเรียนหลักสูตรพรีดีกรีเก็บสะสมหน่วยกิตมาเรื่อยๆ
                    “ทำงานด้วย เรียนด้วยตัวเอง ไม่เคยเข้าเรียนเลย แต่ใช้วิธีอ่านชีทติวเตอร์หน้ารามฯ  อ่าน ๆๆ  ทำความเข้าใจ  แล้วมาสอบ พยายามเก็บกน่วยกิตให้ครบทุกวิชา แต่ยิ่งเรียนไป การเรียนบัญชีขั้นสูงยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งร้องไห้ ท้อแท้ แต่ต้องสู้ เมื่อลงทะเบียนเรียนในวิชาปี3 ได้สมัครเรียนระดับปริญญาโท ระบบมาสเตอร์ดีกรี คณะบริการการจัดการ  แต่วิชาสุดหินอย่างวิชา AC400 เป็นวิชาสุดท้ายระดับปริญญาตรี ถ้าสอบไม่ผ่านวิชานี้ก็เรียนไม่จบปริญญาโท “
                    ความหินโหนของวิชา“AC400” วิชานี้เกี่ยวกับบัญชี  ผิดตัวเลข 1 ตัว ก็จะผิดทั้งหมด แต่ในที่สุดสอบผ่าน เมื่อ อ่าน ติว ท่องตำรา  นำข้อสอบเก่าย้อนหลัง 5-6 ปี มาทดลองทำ เราจำเป็นต้องรู้ทั้งหมด ตอนนี้ถอยไม่ได้เลย คุณแม่แหม่มเสนอว่าย้ายไปเรียนคณะอื่นดีมั๊ย แต่บอกกับตัวเองว่าเหลือวิชาเรียนแค่นี้เอง ต้องสู้นะ ไม่ยอมแพ้นะ ต้องเรียนให้จบจะได้กำไรชีวิต ไม่มีภาระเรื่องเรียน และหนูก็ทำสำเร็จ ดีใจมาก กับปริญาตรีควบปริญญาโท ภายในเวลา 3 ปี ด้วยเกรดเฉลี่ยปริญญาตรี 2.89 และปริญญาโท 3.18″
                    “15 มีนาคม 2559” วัน เดือน ปี ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของ“นางสาวณัฐจิรา ธาดาเกื้อกุลวงศ์” บัณฑิตสาวนักบัญชีคนเก่ง ได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท เป็นสิ่ง“มหัศจรรย์” ที่น้อยคนนักจะสามารถทำได้เช่น“เธอ”คนนี้
                    สาวสวยนักบัญชีวัย21ปีผู้มีความฝันจะไต่ระดับเป็น“ผู้ตรวจสอบบัญชี”ในอนาคต”เธอ“บอกว่าที่มีวันนี้ได้ ส่วนหนึ่งนอกเหนือจากคุณพ่อณัฐและคุณแม่แหม่มและ”ดร.นนทวัฒน์ สุขผล”ผู้เชี่ยวชาญสาขาการจัดการ คณะบริหการMBA ม.ร.แล้วยังมีเพื่อนๆร่วมงานและ”เจ้านาย“ของเธอ ”ดร.ธีระชน มโนมัยพิบูลย์”กรรมการบริษัทแบงค์คอกนิวเทรน ดี เวลอปเมนท์ (ลาดพร้าว71) ที่ให้สิทธิพิเศษเลิกงานก่อนเวลา เมื่อถึงวันต้องสอบ
                    “เรียนบัญชีรามฯ อย่าเพิ่งท้อว่าทำไม่ได้ เราต้องเก่ง เราต้องเอาดีให้ได้ คุณพยายาม คุณก็ทำได้ คุณก็เรียนจบได้ เรียนบัญชีม.รามฯ เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย เรียนจบแล้วภูมิใจ เป็นเกียรติประวัติของวงศ์ตระกูล  หากค้นพบตัวเองว่าชอบตัวเลขมาเรียนบัญชีกันเถอะ”แน็ต ฝากทิ้งท้าย
———————-
(จบ ป.ตรี-โทควบ 3 ปี ‘สาวบัญชี’ นักล่าฝัน !! : กมลทิพย์ ใบเงิน … รายงาน)

เรียนรู้’บอลลีวู้ด’อินเดียยกระดับอุตฯหนังไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224143

บอลลีวู้ด,หนัง,อินเดีย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  16 มี.ค. 2559

เรียนรู้’บอลลีวู้ด’อินเดียยกระดับอุตฯหนังไทย

เรียนรู้’บอลลีวู้ด’อินเดียยกระดับอุตฯหนังไทย : ชุลีพร อร่ามเนตรรายงาน

           แต่ละประเทศล้วนมีจุดเด่นจุดขายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งหากนึกถึง “อินเดีย” นอกจากความหลากหลายทางวัฒนธรรม ศาสนา และผู้คนจำนวนมาก “อุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดีย” อีกหนึ่งต้นแบบของการพัฒนาต่อเนื่องจนนำไปสู่การยอมรับจากทั่วโลก อย่าง บอลลีวู้ด แต่ละปีผลิตภาพยนตร์มากกว่า 5,000 เรื่อง และที่น่าสนใจ ชาวอินเดียยังคงนิยมดูภาพยนตร์อินเดียต่อให้ผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เมื่อเร็วๆ นี้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ได้นำทีมคณะผู้บริหาร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) สถานกงสุลใหญ่เมืองมุมไบ, กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และผู้ทรงคุณวุฒิภาพยนตร์ของไทย เยือนมุมไบ ประเทศอินเดีย เพื่อหารือร่วมกับ Devendra G.Fadnavis มุขมนตรีแห่งรัฐมหาราษฏระ, Vinod Tawde รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและวัฒนธรรมรัฐมหาราษฏระ และเจ้าหน้าที่ต่างๆ เตรียมการจัดทำข้อตกลงการร่วมลงทุนด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์ระหว่างประเทศไทยและอินเดีย ประจำปี 2559

พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า อินเดีย เป็นประเทศที่มีการดำเนินการด้านธุรกิจภาพยนตร์ได้ดี มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเขียนบทภาพยนตร์ การบ่มเพาะเยาวชน ผู้กำกับรุ่นใหม่ รวมถึงเผยแพร่ การตลาด ยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งไทยและอินเดียมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันอย่างยาวนาน การมาครั้งนี้ เป็นการเรียนรู้ถึงการทำงาน การพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดีย การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ศาสนา ศึกษาการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ทางด้านภาพยนตร์ และที่สำคัญขยายความร่วมมือระหว่างไทยและอินเดีย ทั้งในเชิงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ร่วมกันสร้าง ร่วมกันลงทุน และขยายการท่องเที่ยวไทยสู่อินเดีย

“แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจากอินเดียมาท่องเที่ยวในไทย ประมาณ 10% นำรายได้เข้าประเทศจำนวนมาก ถ้าขยายความร่วมมือทุกด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในเชิงท่องเที่ยว หรือเปิดโอกาสให้ภาพยนตร์อินเดียมาถ่ายทำในประเทศไทย ตอนนี้จังหวัดภูเก็ตได้รับความนิยม หากมีการขยายไปจังหวัดอื่นๆ เชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่เปิดโอกาสให้นักลงทุน ผู้กำกับ นักแสดงไทยที่มีความสามารถ ได้มาเรียนรู้ เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทย และดึงนักท่องเที่ยวเพิ่มรายได้ให้แก่ประเทศมากขึ้น”

อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของอินเดีย หรือบอลลีวู้ด เป็นอุตสาหกรรมสำคัญประเทศที่สร้างรายได้อย่างมหาศาล ถึง 6 หมื่นล้านบาท เป็นตลาดใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก และกระจกสะท้อนวิถีชีวิต ค่านิยมของสังคมอินเดียตามยุคสมัย และปัจจุบันมีความร่วมมือเป็นพันธมิตรกับหลายประเทศอย่างกว้างขวาง

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า ภาครัฐอินเดียยินดีสนับสนุนประเทศไทยและมีโอกาสที่จะร่วมลงทุนด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในอนาคต อาทิ การเปิดตลาดภาพยนตร์ไทยในอินเดีย และขยายการถ่ายทำภาพยนตร์อินเดียในประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้นด้วย ขณะเดียวกัน การมาเยือนครั้งนี้ ยังได้มีโอกาสเยี่ยมชมหน่วยงานภาคเอกชนที่ส่งเสริมการผลิตและถ่ายทำภาพยนตร์ของเมืองมุมไบ ทำให้ทราบความเป็นมาของการเริ่มผลิตภาพยนตร์ในยุคแรกๆ ของอินเดีย ตั้งแต่การเปิดโรงเรียนสอน จนกระทั่งเปิดตลาดสู่โลกภายนอก ซึ่งเป็นประโยชน์กับประเทศไทยที่ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ เพื่อนำไปเป็นแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของไทยให้พัฒนามากยิ่งขึ้น

“บอลลีวู้ด” ไปถ่ายทำที่ประเทศไทยปีละกว่า 100 เรื่อง สร้างรายได้แก่ไทยปีละ 300 ล้านบาท ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การมาเยือนมุมไบครั้งนี้ ทำให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนของไทยที่ร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ มองเห็นภาพรวมและความเป็นมืออาชีพในเรื่องการผลิตอย่างลึกซึ้ง ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงนำภาพยนตร์ไทยมาฉายในนิทรรศการ ที่ประเทศอินเดีย หรือนำภาพยนตร์อินเดียไปฉายในประเทศไทย แต่แลกเปลี่ยนบุคลากรด้านภาพยนตร์ในอนาคต อีกทั้งอุตสาหกรรมอินเดีย ยังมีทิศทางพัฒนาที่ดึงต่างประเทศไปถ่ายทำภาพยนตร์ที่อินเดีย บ่มเพาะเยาวชน และผู้กำกับหนังที่มีพรสวรรค์ พัฒนาการเขียนบทให้ออกมาเป็นภาพยนตร์ที่มีคุณภาพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นจุดที่ประเทศไทยต้องเรียนรู้และศึกษาเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทย

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมากระทรวงวัฒนธรรมได้ขับเคลื่อนมาอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ รวมถึงแอนิเมชั่น เกม เพลง สูงขึ้นเรื่อยๆ อาทิ ปี 2552 มีมูลค่า 56,168 ล้านบาท ปี 2554 มูลค่า 77,512 ล้านบาท และปี 2557 เพิ่มเป็น 180,591 ล้านบาท ดังนั้น หากประเทศไทยได้รับความร่วมมือจากอินเดียและเป็นพันธมิตรผลิตภาพยนตร์ อุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของไทยมีความก้าวหน้า สามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทยจะเป็นที่นิยมสู่สายตานานาชาติมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ ภาษา และเป็นประเทศที่มีผู้คนอาศัยอยู่จำนวนมาก รวมถึงมีความแตกต่างเรื่องชนชั้น วรรณะอย่างมาก ประชาชนของอินเดีย จึงต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยว ซึ่งในอดีตคงเป็นเรื่องศาสนา

สุวรรณี ชินเชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ กล่าวว่า วัฒนธรรมอินเดียพัฒนามาอย่างยาวนาน และการที่อินเดียมีประชาชนมากย่อมต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยว ซึ่งตอนนี้นอกจากศาสนาแล้ว ภาพยนตร์ดูเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวของคนอินเดียอีกเช่นกัน โดยสังเกตได้จากการเข้าพบผู้ที่ผลิตภาพยนตร์ในประเทศอินเดีย แนวการสร้างสรรค์ภาพยนตร์เป็นการทำให้คนเกิดแรงบันดาลใจเพื่อสู้ต่อไป เพราะคนในอินเดียเจอปัญหาหลายอย่าง ทั้งความยากจน โอกาส การทำภาพยนตร์อินเดีย เป็นการใช้สื่อเพื่อให้คนอินเดียมีแรงบันดาลใจ มุ่งมั่น มีความฝันในการใช้ชีวิต ต่อสู้ชีวิตต่อไป

“หน่วยงานภาครัฐอินเดียสนับสนุนภาพยนตร์อินเดียมานาน ต่อเนื่อง จัดเป็นธุรกิจอุตสาหกรรมบันเทิงในเชิงสร้างสรรค์ และจากการได้พูดคุยหารือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เข้าพบ ทำให้เห็นได้ว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดีย มีระบบ มีการสนับสนุนผู้กำกับรุ่นใหม่ตั้งแต่การเขียนบทภาพยนตร์ การสร้างภาพยนตร์ร่วมกัน หรือโคโปรดักชั่น และการทำการตลาด การจัดจำหน่ายภาพยนตร์อินเดียสู่ต่างประเทศ แตกต่างกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยที่หน่วยงานราชการต้องหันมาสนับสนุนภาพยนตร์ไทยมากขึ้น ทั้งในส่วนของผู้กำกับรุ่นใหม่ การเขียนบท ต้องมีการสรรหาคนกลุ่มหนึ่งที่จะมาทำภาพยนตร์ให้เป็นสื่อสร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ประชาชนของประเทศไทยได้ ไม่ใช่พอพูดถึงภาพยนตร์ไทย คนไทยกลับเบืองหน้าหนี ดังนั้น ต้องมีการสนับสนุน เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ผู้กำกับรุ่นใหม่ มานำเสนอ ภาพยนตร์โดยการสื่อสารที่แหวกแนว แต่เป็นภาษาที่สามารถสื่อไปถึงมวลชนได้”

อุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียและไทยมีอิสระในการจัดทำภาพยนตร์ แต่คนอินเดียมีความเป็นชาตินิยม ฉะนั้น กระทรวงวัฒนธรรม หน่วยงานภาครัฐต้องไม่หยุดในการสรรหาผู้กำกับรุ่นใหม่ ศิลปิน นักแสดงที่มีคุณภาพ ช่วยสร้างสรรค์ภาพยนตร์ เพื่อสังคมโดยที่ยังคงอรรถรสสู่ประชาชนได้ รวมถึงฝ่ายรัฐบาลต้องช่วยสนับสนุน ทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมีความเข้มแข็งในตลาดอีกด้วย เช่น การลดภาษี ให้แก่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ประเทศอื่นๆ เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในไทย เป็นทั้งการโปรโมทการท่องเที่ยว และเป็นการเพิ่มรายได้เข้าประเทศอีกด้วย

 


2เดือนป่วยโรคอุจจาระร่วงกว่า2แสนราย-ตาย2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224189

อำนวย กาจีนะ,อธิบดีกรมควบคุมโรค,กรมควบคุมโรค,คร.,อุจจาระร่วง,เดือน,ป่วย,แสน,ราย,ตาย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  15 มี.ค. 2559

2เดือนป่วยโรคอุจจาระร่วงกว่า2แสนราย-ตาย2

‘กรมควบคุมโรค’ เผย 2 เดือน พบคนไทยป่วย ‘โรคอุจจาระร่วง’ แล้วกว่า 2 แสนราย เสียชีวิต 2 ราย ระบุ 5 จังหวัดพบมากสุด แนะรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่-สะอาด

      15 มี.ค.59 นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่า จากข้อมูลรายงานการเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยากรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 7 มีนาคม 2559 พบผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงทั่วประเทศ 203,531 ราย เสียชีวิต 2 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ 15-24 ปี คิดเป็น 11.24% รองลงมา มากกว่า 65 ปี คิดเป็น 11.08 % และ 25-34 ปี คิดเป็น 9.64 % ส่วนจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก คือ มหาสารคาม สมุทรสงคราม พิจิตร แม่ฮ่องสอน และ ภูเก็ต อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาภัยแล้ง หลายพื้นที่ขาดแคลนน้ำดื่ม น้ำใช้ที่สะอาด ประกอบกับอุณหภูมิความร้อนที่เพิ่มขึ้น ทำให้เชื้อโรคโดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่ประชาชนจะป่วยด้วยโรคที่มากับภัยแล้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ
      “โรคอุจจาระร่วง เกิดขึ้นได้กับประชาชนทุกวัย มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ค้างคืน มีแมลงวันตอม ดื่มน้ำไม่สะอาดหรือมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคอุจจาระร่วง ทั้งจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัสโปรโตซัวปรสิต หนอนพยาธิ และเชื้อไวรัสโรต้า โดยผู้ป่วยจะมีอาการถ่ายอุจจาระเหลว 3 ครั้งต่อวัน หรือมากกว่า หรือถ่ายมีมูกหรือปนเลือดอย่างน้อย 1 ครั้ง อาเจียนบ่อย กินอาหารไม่ได้ กระหายน้ำกว่าปกติ  มีไข้สูง” นพ.อำนวย กล่าว
      นพ.อำนวย กล่าวอีกว่า การดูแลผู้ที่ป่วยโรคอุจจาระร่วง กรณีที่เป็นเด็ก ให้เด็กรับประทานอาหารเหลวบ่อย ๆ หากเป็นกลุ่มประชาชนทั่วไปและผู้สูงอายุ ให้รับประทานอาหารตามปกติ แต่ควรเป็นอาหารอ่อน ย่อยง่าย ควรดื่มน้ำเกลือแร่แทนน้ำเพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำ แต่หากอาการไม่ดีขึ้น ยังถ่ายบ่อย อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้ กระหายน้ำมากกว่าปกติ มีไข้สูง หรือถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนเลือด ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง สำหรับการป้องกันโรคอุจจาระร่วง ขอให้ผู้ประกอบการอาหารและประชาชนทั่วไปปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อนทั่วถึงและสะอาด ล้างผัก ผลไม้ให้สะอาดด้วยน้ำหลายๆ ครั้ง หลีกเลี่ยงการใช้มีด เขียง หั่นอาหารดิบและอาหารสุกแล้วร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อโรค รวมถึงหมั่นดูแลรักษาครัวให้สะอาดอยู่เสมอ
      “ประชาชนควรรับประทานอาหารเฉพาะที่ปรุงสุกใหม่ด้วยความร้อนและสะอาด อาหารทะเลก็ขอให้ปรุงสุกเช่นกัน หลีกเลี่ยงการปรุงโดยวิธีลวกหรือพล่าสุกๆ ดิบๆ ส่วนอาหารประเภทเนื้อสัตว์ หมู ไก่ และไข่ ควรปรุงให้สุกก่อนรับประทานทุกครั้ง เพิ่มความระมัดระวังในการรับประทานอาหารและน้ำดื่ม ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ปรุงเองที่บ้าน อาหารสั่งซื้อ อาหารถุง อาหารกล่อง ควรแยกกับข้าวออกจากข้าว ควรรับประทานภายใน 2- 4 ชั่วโมงหลังจากปรุงเสร็จ อาหารเหลือต้องเก็บในตู้เย็นและนำมาอุ่นก่อนรับประทานใหม่ แต่หากมีรสหรือกลิ่นผิดปกติไม่ควรรับประทานเด็ดขาด หมั่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนปรุงอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร หลังขับถ่าย และหลังสัมผัสสิ่งสกปรก” นพ.อำนวย กล่าว

บทเรียนจาก….’เซปิง’จ่าย2หมื่น…คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224132

ดร.เซปิง ไชยสาส์น,สุรชัย,เฟซออฟ,บทเรียน,จ่าย,หมื่น

การศึกษา-สาธารณสุข  :  15 มี.ค. 2559

บทเรียนจาก….’เซปิง’จ่าย2หมื่น…คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม!

บทเรียนจาก….’เซปิง’จ่าย2หมื่น…คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม! : ทีมข่าวสาธารณสุข

              กรณีการออกมาพูดเกี่ยวกับผ่าตัดใบหน้าของ นายสุรชัย สมบัติเจริญ นักร้องลูกทุ่ง ภายโต้โครงการ “Face Off ผ่าแหลก ศัลยกรรม 10 อย่าง บนใบหน้ากระชากความแก่จาก 60 ให้เหลือ 35 Dr.Xeping” นับเป็นกรณีตัวอย่างในการโฆษณาข้อมูลทางการแพทย์เกินจริง ซึ่งไม่ได้กระทำโดยแพทย์หรือสถานพยาบาลโดยตรง เพราะมีกฎหมายควบคุมอย่างเข้มข้น แต่กระทำผ่านบุคคลอื่น

หากมองความผิดเรื่องการโฆษณาเกินจริง กรณีนี้ต้องแยกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1.โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล สถานพยาบาลที่ถูกระบุเป็นสถานที่ผ่าตัดให้นายสุรชัยว่าทำผิดมาตรา 38 พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ที่ห้ามไม่ให้สถานพยาบาลโฆษณาเกินจริงหรือยินยอมให้มีการโฆษณาเกินจริงหรือไม่ ซึ่งคณะอนุกรรมการโฆษณาสถานพยาบาล สบส. ตัดสินว่ามีความผิด หลังพบหลักฐานการโฆษณาโครงการนี้โดยตรงผ่านเฟซบุ๊กและการยินยอมให้โฆษณาจากเหตุไม่ได้ทักท้วงให้บุคคลที่ทำการโฆษณายุติ

2.แพทย์ กรณีนี้มีเกี่ยวข้อง 2 คน คือ แพทย์ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้ทำการผ่าตัด และแพทย์ที่เป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลตามที่แจ้งขึ้นทะเบียนไว้กับ สบส. หรือผอ.โรงพยาบาล ซึ่งแพทยสภาได้ส่งให้อนุกรรมการจริยธรรมดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงฐานเกี่ยวข้องกับการโฆษณาเกินจริง ผิดข้อบังคับแพทยสภา 3.นายสุรชัย สมบัติเจริญ ซึ่งตามกฎหมายนับว่าไม่มีความผิด เพราะเป็นคนไข้ และที่ผ่านมาไม่เคยได้พูดในทำนองเยินยอแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจนโอเวอร์ และ 4.ดร.เซปิง ไชยศาส์น ที่เป็นเจ้าของโครงการ เพราะไม่ใช่แพทย์และไม่เกี่ยวข้องกับสถานพยาบาล จึงไม่อาจใช้กฎหมายแพทยสภาและ สบส.มาพิจารณาความผิดได้ ต้องส่งให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พิจารณากรณีของ ดร.เซปิง

บทสรุปของความผิดและบทลงโทษ สำหรับ ดร.เซปิง รอการพิจารณาของ สคบ.  ขณะที่ สบส.ปรับโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล 2 หมื่นบาท และจะปรับรายวันอีกวันละ 1 หมื่นบาท จนกว่าจะยุติการโฆษณาเกินจริง และแพทยสภาสอบสวนทางจริยธรรมและจรรยาบรรณ 2 แพทย์ที่มีการระบุว่าเกี่ยวข้อง

“แพทย์ที่ทำผิดเกี่ยวกับเรื่องการโฆษณา ส่วนใหญ่จะได้รับการพิจารณาอยู่ที่การว่ากล่าวตักเตือน เว้นแต่จะมีการทำผิดซ้ำจึงอาจจะรับโทษหนักขึ้นเป็นภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตฯ หรือเพิกถอน” นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา กล่าว

และหากพิจารณาจากอัตราค่าปรับที่โรงพยาบาลต้องจ่ายเพียง 2 หมื่นบาท ถือว่าเล็กน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับเม็ดเงินที่ต้องใช้หากซื้อพื้นที่โฆษณาโดยตรง แต่กรณีนี้กลับได้ขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์หลายฉบับ และออกข่าวโทรทัศน์แทบทุกช่อง เป็นเวลาหลายวัน ฟรี! ทั้งที่ไม่ว่าประโยชน์จากเรื่องนี้จะตกอยู่ที่ประชาชน หรือธุรกิจศัลยกรรมความงาม

เพราะอัตราพื้นที่โฆษณาในหนังสือพิมพ์ ขนาด 1 ใน 4 ของหน้าหนังสือพิมพ์ที่ไม่ใช่พื้นที่หน้า 1 สีขาวดำ อย่างน้อยอยู่ที่ 6 หมื่นบาท หากเป็นหน้าสี่สีก็จะราคาสูงขึ้นไปอยู่ที่ 8.4 หมื่นบาท ซึ่งโครงการเฟซออฟได้ลงหนังสือพิมพ์อย่างน้อย 5 ฉบับหน้าสี ขั้นต่ำน่าจะต้องใช้เงิน 4.2 แสนบาท บวกกับออกโทรทัศน์ที่มีค่าโฆษณาอัตรา 5 หมื่น-3 แสนกว่าบาทต่อนาที ขึ้นอยู่กับช่องและช่วงเวลา กรณีนี้ได้ออกข่าวช่องโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยมในช่วงเวลาที่มีผู้ชมมากที่สุด อาจต้องใช้เงินอย่างน้อย 6 แสนบาท หากออกช่องละ 1 นาที จำนวน 2 ช่อง ดังนั้นถ้าเฟซออฟไม่เป็นข่าว แต่ต้องซื้อพื้นที่โฆษณาในหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ขั้นต่ำน่าจะต้องใช้เงินประมาณ 1 ล้านบาท

ยังไม่นับรวมมูลค่าที่จะได้ประโยชน์จากการที่สังคมออนไลน์มีการแชร์ข่าวนี้ต่อๆ ไปในวงกว้าง โดยเฉพาะผ่านทางเฟซบุ๊ก ที่จะมีผู้รับทราบข้อมูลการให้บริการเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งโซเชียลอิงค์ (Zocial, inc.) หน่วยงานที่รวบรวมข้อมูลออนไลน์ในประเทศไทย ระบุว่า ปี 2558 มีคนไทยใช้งานเฟซบุ๊กถึง 35 ล้านบัญชี

หรือแม้แต่ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ที่จะเอาผิดกับนายหน้าหรือเอเยนซีที่ไม่ใช่แพทย์และสถานพยาบาล ซึ่งทำการโฆษณาเกินจริง ตามมาตรา 22(1) ห้ามการโฆษณาด้วยข้อเท็จหรือเกินจริง ก็ยังมีโทษเพียงจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากผิดซ้ำเพิ่มโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กรณีนี้จึงนับว่าคุ้มเกินกว่าคุ้ม กับการที่สถานพยาบาลโดนปรับเพียง 2 หมื่นบาท หรือเพิ่มโทษปรับอีก 10 เท่า เป็น 2 แสนบาท และนายหน้าโดนปรับ 5 หมื่น-1 แสนบาท ก็ยังคงคุ้มค่า ส่วนแพทย์ก็จะโดนโทษเพียงการถูกว่ากล่าวตักเตือนนิดๆ หน่อยๆ

แหล่งข่าวในกระทรวงสาธารณสุขให้ข้อมูลว่า สมัยที่ทำหน้าที่ในการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสถานพยาบาลโฆษณาเกินจริง ตนเองถึงกับสะอึก เมื่อผู้แทนจากสถานพยาบาลเอกชนที่เรียกมาเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงเคยพูดว่า ขอจ่ายค่าปรับ 10 เท่าเลยได้หรือไม่ เพราะอยู่ในงบโฆษณาของสถานพยาบาลอยู่แล้ว

นี่จึงเป็นตัวสะท้อนได้ดียิ่งหรือไม่ว่า แท้จริงแล้วสถานพยาบาลเอกชนทั้งโรงพยาบาลและคลินิกทราบดีถึงข้อห้ามตามกฎหมาย แต่ก็ทราบดีด้วยว่าโทษนั้นน้อยนิด หากเทียบกับงบโฆษณาที่สถานพยาบาลกำหนดไว้ในแต่ละปี จึงยอมเสี่ยงกับการทำผิดเรื่องโฆษณาเกินจริง แต่สามารถกระตุ้นความสนใจเกี่ยวกับสินค้าให้แก่ผู้บริโภคได้สำเร็จ

ต่อเรื่องนี้ นพ.ภัทรพล จึงสมเจตไพศาล ผู้ช่วยอธิบดี สบส. บอกว่า กรมอยู่ระหว่างการเสนอพิจารณาปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 โดยเนื้อหาสาระสำคัญที่เพิ่มขึ้น คือ ห้ามผู้ใดโฆษณาสถานพยาบาลโอ้อวดเกินจริง จากเดิมที่ห้ามเพียงผู้รับใบอนุญาตและผู้ดำเนินการสถานพยาบาลเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้ควบคุมถึงบุคคลที่ไม่ใช่แพทย์หรือเกี่ยวข้องกับสถานพยาบาล รวมถึงการโฆษณาจะต้องขออนุญาตจากสบส.ก่อน และเพิ่มโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีด้วย จากเดิมมีเพียงโทษปรับ 2 หมื่นบาท ขณะนี้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว รอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า แพทยสภาจะพิจารณาปรับปรุงโทษของแพทย์ที่ทำผิดในเรื่องโฆษณาเกินจริง ที่เดิมจะว่ากล่าวตักเตือนเป็นส่วนใหญ่ ให้ถึงขั้นภาคทัณฑ์ หรือพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม

เมื่อประเด็นการโฆษณาเกี่ยวกับสินค้าและบริการทางการแพทย์เกินจริงถูกจุดขึ้นผ่านโครงการเฟซออฟ หน่วยงานรัฐจึงน่าจะฉกฉวยโอกาสในการที่จะปรับปรุงข้อห้ามหรือบทลงโทษให้ทันสมัยและสอดคล้องกับเม็ดเงินที่ใกล้เคียงกับเงินค่าโฆษณาได้หรือไม่

เพราะสินค้าและบริการทางการแพทย์ ไม่ใช่สินค้าและบริการทั่วไป จึงมิอาจปล่อยให้โฆษณาได้อย่างเสรี จนอาจส่งผลเสียหายต่อผู้บริโภคอย่างมากจากการหลงเชื่อคำโฆษณาที่เกินจริงหรือเป็นเท็จ อย่าให้กรณีศึกษาเกิดขึ้นแล้วเพียงลอยหายไปตามลม!!!