เรือนจำแห่งแรกสู่พิพิธภัณฑ์ทวารวดีเชื่อมต่อประวัติศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224694

ทวารวดี,เรือนจำ,ประวัติศาสตร์,แรก,สู่,พิพิธภัณฑ์,ทวาร

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 มี.ค. 2559

เรือนจำแห่งแรกสู่พิพิธภัณฑ์ทวารวดีเชื่อมต่อประวัติศาสตร์

เรือนจำแห่งแรกสู่พิพิธภัณฑ์ทวารวดีเชื่อมต่อประวัติศาสตร์สองยุคสมัย : สุพินดา ณ มหาไชย

            ประตูเรือนจำกลางจังหวัดนครปฐมถูกปิดตายมากว่า 2 ปี  ปิดฉากหน้าประวัติศาสตร์เรือนจำแห่งแรกของสยามประเทศที่มีอายุรวมกว่าร้อยปี  รั้วลวดหนามบนกำแพงสูงถูกปล่อยผุพังไปตามวันเวลาเพราะไม่ต้องทำหน้าที่กักขังใครอีก  อาคารนอนของนักโทษ ห้องหับต่างๆ  ยืนสงบอยู่ท่ามกลางวัชพืชที่แผ่ลามไปทั่วพื้นที่กว่า  33 ไร่  แต่ในอนาคตอันใกล้ สถานที่แห่งนี้กำลังจะเปลี่ยนบทบาทไป  จากที่คุมขังนักโทษในช่วงปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ได้รับการวางตัวใหม่เป็นสถานที่จัดแสดงสมบัติล้ำค่าของแผ่นดิน  เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งใหม่ของนครปฐม  จังหวัดที่อาจเป็นศูนย์กลางแหล่งอารยธรรมทวารวดีอันยิ่งใหญ่ในอดีต

“เรือนจำกลางจังหวัดนครปฐมแห่งนี้ สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2441 ปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ด้วยมีพระราชประสงค์ให้ย้ายเมืองนครไชยศรี จาก ต.ท่านา มาที่ ต.พระปฐมเจดีย์ หรือตัวเมืองนครปฐมในปัจจุบัน  โดยใช้แรงงานนักโทษจากมณฑลนครไชยศรีในการสร้างเมือง ตัดถนนตัดเข้าสู่ตัวเมืองนครปฐม ขุดคลอง พร้อมทั้งบูรณะองค์พระปฐมเจดีย์ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เสด็จฯ มาพบระหว่างธุดงค์   จึงมีพระราชดำรัสให้สร้างเรือนจำไว้ที่นี่ แล้วย้ายนักโทษจากมณฑลนครไชยศรีมา  ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็ได้ใช้แรงงานนักโทษในการก่อตั้งพระราชวังสนามจันทร์ด้วย” เกียรติศักดิ์ เวชวงศ์วาน ผู้บัญชาการเรือนจำกลางจังหวัดนครปฐม ให้ข้อมูล

จากคำบอกเล่าข้างต้นถือได้ว่า สถานที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ช่วง สร้างบ้านสร้างเมืองของนครปฐรม   แต่เรือนจำแห่งนี้ยังมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็นเรือนจำในระบบแห่งแรกของสยามประเทศด้วย เกียรติศักดิ์ เล่าต่อว่า ก่อนหน้าจะมีเรือนจำ เรามีแต่ตารางไว้คุมขังนักโทษ โดยดัดแปลงสร้างตารางไว้ในอาคารต่างๆ อย่างตารางของมณฑลนครไชยศรีก็อยู่ในตึกหลังจวนผู้ว่าฯ  นานๆ  ไปก็คับแคบ ไม่สามารถรองรับนักโทษได้หมด จนรัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างเรือนจำที่จังหวัดนครปฐม จึงได้ย้ายนักโทษมาคุมขังในสถานที่แห่งใหม่แทน หลังจากนั้นประมาณ 10 กว่าปี กรมราชทัณฑ์ก็ถือกำเนิดขึ้นใน พ.ศ.2458  โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติจัดตั้งกรมราชทัณฑ์ขึ้น โดยมีพระยาชัยวิชิตวิศิษฏ์ธรรมธาดา (ขำ ณ ป้อมเพชร์) เป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์คนแรก

ปัจจุบัน เรือนจำกลางนครปฐมย้ายไปอยู่นอกเมืองที่ ต.วังตะกู   ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2526 ให้ย้ายเรือนจำที่อยู่ในเมืองออกไปนอกเมือง เพื่อความสะดวกในการพัฒนาพฤตินิสัยของนักโทษ และเพื่อประสิทธิภาพในการดูแลรักษาความปลอดภัย  รวมถึงเพื่อแก้ปัญหาความแออัดของเรือนจำได้  เกียรติศักดิ์ บอกว่า  เรือนจำกลางเดิมสร้างไว้รองรับนักโทษได้เพียง  1,500 คน แต่เนื่องจากเรือนจำแห่งนี้ต้องรองรับนักโทษทุกประเภท  ในอดีตนักโทษจากหัวเมืองภาคกลางลงไปถึงหัวเมืองทางใต้จะถูกนำตัวมาคุมขังรวมไว้ที่นี่ เมื่อครั้งยุบเรือนจำตะรุเตาก็นำนักโทษมาไว้เช่นกันในปี 2511   เคยมีนักโทษสูงถึง 3,500 คน  จึงต้องย้ายไปสร้างเรือนจำกลางแห่งใหม่บนพื้นที่ 38 ไร่นอกเมืองแทน   ปิดฉากเรือนจำอายุ 117 ปี

อย่างไรก็ดี ด้วยทำเลยอดเยี่ยม อยู่ใจกลางเมือง เพียง 500 เมตรจากองค์พระปฐมเจดีย์  มองจากประตูเรือนจำไป สามารถเห็นองค์พระปฐมเจดีย์ได้ชัดเจน กระทรวงวัฒนธรรม จึงได้ขอใช้พื้นที่นำมาจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (พช.) จ.นครปฐม แห่งใหม่  เพื่อแก้ปัญหาความคับแคบของพิพิธภัณฑ์หลังเก่าเช่นกัน

โดยข้อเท็จจริงแล้ว พช.นครปฐม อยู่ร่วมสมัยกับเรือนจำกลาง เพราะมีประวัติแรกตัดจัดตั้งไล่เลี่ยกัน  ราว พ.ศ.2444  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ให้รวบรวมโบราณวัตถุต่างๆ ที่ขุดค้นพบใน จ.นครปฐม  มาจัดแสดงไว้ที่เดียวกัน แรกเริ่มเก็บไว้ตามรอบระเบียงคดองค์พระปฐมเจดีย์ ต่อมา กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงให้ย้ายมาเก็บไว้ในวิหารตรงข้ามพระอุโบสถ และประทานชื่อวิหารว่า “พระปฐมเจดีย์ พิพิธภัณฑสถาน ”  ซึ่งจัดตั้งเป็น พช.นครปฐม ในเวลาต่อมา   ส่วนอาคารจัดแสดงหลังปัจจุบัน เปิดใช้เมื่อ พ.ศ.2514                อย่างไรก็ตาม พช.นครปฐม แห่งนี้มีพื้นที่จัดแสดงเพียง 410 ตารางเมตร การจัดแสดงโบราณวัตถุ นิทรรศการต่างๆ จึงทำได้อย่างจำกัด ทั้งๆ ที่ นครปฐม อาจเป็นศูนย์กลางของแหล่งอารยธรรมทวารวดี ซึ่งกระจายอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา   ขณะที่การขยับขยายก็ดำเนินการได้ยาก เพราะตัว พช.นครปฐรมตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดพระปฐมเจดีย์

อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร บอกว่า มีโบราณวัตถุ สมัยทวารดี ขุดค้นเจอในนครปฐมจำนวนมาก โดยเฉพาะศาสนวัตถุที่ทำให้เราได้รู้ว่า พุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองในดินแดนแห่งนี้มากว่า 1,300 ปีแล้ว  ในอดีต ทะเลกินอาณาเขตมาเกือบถึงนครปฐม พื้นที่ซึ่งอยู่ใกล้ปากแม่น้ำท่าจีนจึงเป็นศูนย์การเผยแผ่พุทธศาสนาที่รับมาจากอินเดีย

“มีโบราณวัตถุขุดค้นเจอทั้งสิ้น 1,873 รายการ จัดแสดงเพียง 251 รายการ เหลืออีก 1,622 รายการ ต้องเก็บไว้ในคลังซึ่งอยู่ชั้นบนของอาคารจัดแสดง  อย่างไรก็ตาม พช.นครปฐรมแห่งใหม่ จะขอใช้พื้นที่ของเรือนจำเก่าจำนวน 6 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 33 ไร่ และได้เขียนแบบอาคารจัดแสดงให้มีพื้นที่จัดแสดงถึง 1,300 ตารางเมตร  โดยจะใช้งบประมาณปี 2561 การก่อสร้างคาดใช้เวลาก่อสร้าง 3-4 ปี” อนันต์ กล่าว

เทศบาลเมืองนครปฐม ยังขอพื้นที่ส่วนที่เหลือมาสร้างเป็นสวนสาธารณะด้วย เพื่อให้เป็นปอดแห่งแรกของคนนครปฐม เพราะปัจจุบันในตัวเมืองยังไม่มีสวนสาธารณะอย่างเป็นทางการ   แต่ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงจากเรือนจำไปสู่พิพิธภัณฑ์แล้ว   ต้องถือว่าเรือนจำเก่าแห่งนี้ เป็นหน้าประวัติศาสตร์เชื่อมต่อประวัติศาสตร์ 2 ยุคสมัย ถ่ายทอดเรื่องราวสมัยรัตนโกสินทร์ ย้อนไปถึงการจัดแสดงโบราณวัตถุ เรื่องราวในอารยธรรมมื่อกว่าพันปีที่ผ่านมา


สบร.จับมือกรมอนามัยพัฒนาสมองเด็กไทยตามแนวคิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224680

กรมอนามัย,สบร.,เด็ก

การศึกษา-สาธารณสุข  :  24 มี.ค. 2559

สบร.จับมือกรมอนามัยพัฒนาสมองเด็กไทยตามแนวคิด

สบร.จับมือกรมอนามัยพัฒนาสมองเด็กไทยตามแนวคิด ‘ครอบครัวอบอุ่นเลี้ยงลูกตามรอยพระยุคลบาท’

            วันที่23มี.ค.2559 นายราเมศ พรหมเย็น ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) สบร. หรือ OKMD ลงนามความร่วมมือกับ นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เพื่อพัฒนาสมองเด็กไทยตามแนวคิด“ครอบครัวอบอุ่นเลี้ยงลูกตามรอยพระยุคลบาท”โดยจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง (Brain-based Learning หรือ BBL) ให้กับเด็กในศูนย์เด็กเล็กและเด็กที่มารับบริการ ณ สถานบริการสาธารณสุขทุกระดับ โดยมีพลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี แพทย์หญิงมยุรา กุสุมภ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แพทย์หญิงมยุรา กุสุมภ์ และดร.คณิศ แสงสุพรรณ ประธานกรรมการบริหารสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ ร่วมเป็นสักขีพยาน

พลอากาศเอกประจิน กล่าวว่า แนวคิดการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยในการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในยุคศตวรรษที่ 21 ดังนั้นรัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้วยตระหนักว่าเด็กเป็นอนาคตที่สำคัญที่สุดของชาติ และเชื่อว่าแต่ละบุคคลมีศักยภาพที่แตกต่างกัน หากได้รับการเรียนรู้โดยเน้นการจัดการเรียนรู้และพัฒนาสมอง เพื่อให้เกิดศักยภาพสูงสุดในการเรียนรู้ของแต่ละช่วงวัย และดึงศักยภาพของแต่ละบุคคลออกมาใช้ในการเรียน การทำงาน การอยู่ร่วมกันในสังคม และให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า “จากการศึกษาวิจัยตามหลัก BBL พบว่าการดูแลเด็กอย่างเหมาะสมในช่วงอายุ 0-5 ปี มีความสำคัญที่สุดต่อการพัฒนาสมอง และส่งผลต่อการเจริญเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ในนามของรัฐบาล ขอน้อมนำแนวคิดการเลี้ยงดูพระโอรสและพระธิดาของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรี   นครินทราบรมราชชนนี ผ่านการเล่นตามรอยพระยุคลบาท เพราะว่าการเล่นทำให้มีความสุข สนุก เพลิดเพลิน เกิดการเรียนรู้ในความสำเร็จและการแก้ปัญหา สามารถเพิ่มประสบการณ์ เกิดความเชื่อมั่น และภูมิใจในตนเอง อันเป็นที่มาของพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่เป็นประโยชน์คณานับประการต่อการพัฒนาประเทศและความร่มเย็นเป็นสุขของเหล่าพสกนิกรชาวไทย”

“โดยความร่วมมือของ OKMD และกรมอนามัย เพื่อพัฒนาสมองตั้งแต่ในครรภ์จนถึง 5 ปี ในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้เด็กได้เติบโตและเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ ภายใต้กรอบแนวคิด ครอบครัวอบอุ่นเลี้ยงลูกตามรอยพระยุคลบาท เพื่อให้เด็กมีสุขภาพดี สมองดี อารมณ์ดี เตรียมพร้อมเรียนรู้สู่โลกกว้างต่อไป และหวังว่าหากมีการขยายเครือข่ายความร่วมมือในการนำ BBL ไปใช้ในทุกช่วงวัย โดยมีการนำทฤษฎีต่างๆ มาประยุกต์ใช้ นำไปสู่การปฏิบัติจริง ผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้งจากการเรียนการสอน การเลี้ยงดูของพ่อแม่ และการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งระบบจะช่วยพัฒนาศักยภาพของเด็กไทย ให้คิดได้ วิเคราะห์เป็น มีความสามารถในการเรียนรู้ การทำงาน การใช้ชีวิต และครบถ้วนในทุกทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 นั้น จะทำให้มีคนเก่ง คนดี เกิดขึ้นในสังคมไทยอีกมากมาย” พลอากาศเอกประจิน กล่าว

ด้านแพทย์หญิงมยุรา  กุสุมภ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการสำรวจสถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัยของกรมอนามัย ปี 2557 พบเด็กปฐมวัยมีพัฒนาการสงสัยล่าช้า ร้อยละ 27 ซึ่งเด็กเหล่านี้หากไม่ได้รับการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสม เมื่อเข้าสู่วัยเรียน เด็กจะมีโอกาสมีปัญหาด้านการเรียน สมาธิสั้น และเรียนหนังสือไม่ได้  กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำแผนบูรณาการการพัฒนาศักยภาพกลุ่มสตรีและเด็ก ซึ่งมีเป้าหมายให้เด็กไทย แข็งแรง เก่ง ดี มีวินัยไฝ่เรียนรู้ โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมพ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดูเด็ก ให้มีความรู้และทักษะในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย ให้ได้รับความรู้ตามกระบวนการโรงเรียนพ่อแม่ที่เน้นพัฒนาสมองเด็ก ตามแนวคิด “ชวนลูกเล่นตามรอยพระยุคลบาท” โดยจัดให้มีมุมเล่นตามรอยพระยุคลบาท ณ คลินิกสุขภาพเด็กดีในสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง และลานเล่นตามรอยพระยุคลบาทในศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สบร. และกรมอนามัยเช่นกัน

ด้าน ดร.คณิศ แสงสุพรรณ ประธานกรรมการบริหาร OKMD กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมไทยมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว รากฐานที่สำคัญของการพัฒนาทรัพยากรบุคคล คือครอบครัว ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการช่วยพัฒนาหล่อหลอม ดูแล อบรมเลี้ยงดูสมาชิกของครอบครัวในทุกช่วงวัยให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ดังนั้น เด็กไทยของเราทุกคนจึงมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทั้งนี้เมื่อปีที่ผ่านมา OKMD ได้นำแนวคิด BBL ไปใช้ยังศูนย์อนามัยที่ 1 กรมอนามัย ในการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องสมองกับการเรียนรู้ มีทักษะกระบวนการในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และผู้เลี้ยงดูเด็กในช่วงตั้งแต่ในครรภ์มารดา – 3 ปีแรก ให้สามารถนำความรู้ และทักษะไปใช้ในการอบรม ดูแลเลี้ยงดูเด็กของตนได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมตามโครงสร้างการทำงานของสมองและพัฒนาการตามช่วงวัย”

ดร.คณิศ กล่าวต่อไปว่า “ความร่วมมือในครั้งนึ้จึงเป็นการขยายแนวคิดในการหนุนเสริมการสร้างความรู้ และทักษะกระบวนการ BBL ให้กับงานอนามัยแม่และเด็กโดยการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรสาธารณสุข ภายใต้โครงการสร้างพ่อแม่และลูกคุณภาพ ในสถานบริการสาธารณสุขทุกระดับ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนระดับปฐมวัยสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และเครือข่ายการดำเนินงานของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข นอกจากบุคลากรสาธารณสุขระดับเขตและผู้ปฏิบัติในพื้นที่มีความรู้ ความเข้าใจสามารถนำความรู้ที่ได้ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพแล้ว พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ครอบครัว และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลเด็กตั้งแต่ในครรภ์มารดา – 5 ปี จะตระหนักถึงความสำคัญในการเลี้ยงดูเด็ก และนำความรู้ ทักษะไปใช้ในการเลี้ยงดูเด็กได้อีกด้วย”

“ในปีงบประมาณ 2559 OKMD มุ่งเน้นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนงาน BBL ใน 4 ยุทธศาสตร์ได้แก่ 1) การกำหนดคำจำกัดความ สาระ และขอบข่ายการเรียนรู้ตามหลัก BBL ทุกช่วงวัย 2) การสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานทางวิชาการ และหน่วยปฏิบัติงานที่มีศักยภาพ 3) การหนุนเสริมหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้นำการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมองไปประยุกต์ใช้ และ 4) การแสวงหาแนวร่วมจากสาธารณชนผ่านช่องทางสื่อสารสาธารณะ นำไปสู่ความร่วมมือกับภาคีที่หลากหลาย จึงทำให้เกิดความร่วมมือในครั้งนี้ขึ้น โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยกันพัฒนาเด็กตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งหากทุกหน่วยงาน ในทุกระดับภาคปฏิบัติ มีความรู้ ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้และทักษะตาม BBL แล้ว ก็สามารถนำความรู้ไปสู่การพัฒนาทักษะกระบวนการถ่ายทอดความรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายในความดูแลรับผิดชอบได้อย่างมีคุณภาพ” ประธานกรรมการบริหาร OKMD กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจติดตามรายละเอียดได้ที่ เว็บไซต์ http://www.okmd.or.th และ http://www.facebook.com/BrainbasedLearning.BBL


ประกันสังคมแจงบริหารกองทุนโปร่งใสตรวจสอบได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224678

ประกันสังคม,กองทุน,แรงงาน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  24 มี.ค. 2559

ประกันสังคมแจงบริหารกองทุนโปร่งใสตรวจสอบได้

ประกันสังคมแจงการบริหารกองทุนประกันสังคม มีความโปร่งใส ผู้ประกันตนตรวจสอบได้

            24มี.ค.2559 นายโกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวถึงกรณีข้อเรียกร้องจากประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และผู้ใช้แรงงานกว่า 30 คน ยื่นข้อเรียกร้องเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และความคืบหน้าเกี่ยวกับการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม รวมถึงการใช้จ่ายเงินที่ไม่โปร่งใสนั้นว่า ส่วนของการปฏิรูปประกันสังคม พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นเงินกองทุนทั้งของผู้ใช้แรงงาน นายจ้าง และรัฐบาล โดยมุ่งเน้นปฏิรูปเพื่อให้กองทุนมีเสถียรภาพ เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตน พัฒนาระบบบริการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ประกันตนทุกคน ซึ่งภายใต้รัฐบาลชุดนี้ได้มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตนหลายประการ อาทิ ค่าคลอดบุตร เงินสงเคราะห์บุตร เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ เป็นต้น

จากข้อร้องเรียนกรณีงบประมาณ 69 ล้านบาท ของสำนักงานประกันสังคมในปี 2558 เพื่อไปดูงานต่างประเทศนั้น สำนักงานประกันสังคมได้รับงบประมาณปี 2558 ที่ผ่านมา เป็นงบที่ได้รับจัดสรร จำนวน 69 ล้านบาท ใช้จริง 7 ล้านกว่าบาท และส่งคืนกองทุนกว่า 61 ล้านบาท ในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ สำนักงานประกันสังคมได้ถือปฏิบัติและปรับแผนการศึกษาดูงานต่างประเทศที่ไม่จำเป็น ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2558 เรื่องการดูงานประชุม สัมมนา อบรม ณ ต่างประเทศ เพื่อเป็นการลดภาระงบประมาณภาครัฐ

โดยสำนักงานประกันสังคมได้ยกเลิกโครงการเดินทางไปราชการต่างประเทศของคณะกรรมการ จำนวน 8 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการอุทธรณ์ คณะอนุกรรมการในการคณะกรรมการการแพทย์ คณะอนุกรรมการคัดเลือกบริษัทจัดการกองทุนย่อยต่างประเทศ คณะอนุกรรมการพิจารณาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบบริหารมาตรา 40  คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ คณะอนุกรรมการพิจารณาและกำหนดแนวทางการจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ  คณะอนุกรรมการพัฒนาสิทธิประโยชน์และประเมินสถานะกองทุนประกันสังคม

นายโกวิท กล่าวถึง การจัดสรรงบประมาณในปี 2559 สำนักงานประกันสังคมจะจัดสรรในส่วนของการเดินทางเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเพื่อไปศึกษาประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ และเป็นการไปประชุมว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศ และ     การตรวจวิเทศของผู้ตรวจราชการกรม เพื่อเป็นการตรวจติดตามภารกิจร่วมกับกระทรวงแรงงาน                    เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้และประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญ/องค์กรด้านประกันสังคมต่างประเทศ รวมทั้งติดตามสถานการณ์และแนวโน้มของการประกันสังคมทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ เพื่อนำความรู้ที่ได้รับมาพัฒนางานประกันสังคม

นอกจากนี้ จากกรณีข้อเรียกร้องจาก คสรท. ที่ต้องการให้ยกเลิกโครงการใช้เงินประกันสังคมที่ไม่เกิดประโยชน์กับผู้ประกันตน ทั้งการจัดทำเสื้อแจกวันแรงงานแห่งชาติ และการใช้งบประมาณในการจัดอบรม สัมมนา นั้น สำนักงานประกันสังคมได้จัดทำเสื้อแจกวันแรงงานแห่งชาติ โดยได้มีการส่งมอบให้กับผู้ประกันตนที่เป็นสมาชิกของสภานายจ้าง ลูกจ้างที่เข้าร่วมงานวันแรงงานแห่งชาติ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้กับผู้ใช้แรงงานได้ระลึกถึงและเห็นความสำคัญของวันแรงงานแห่งชาติเป็นเสมือนสัญลักษณ์ให้กับผู้ใช้แรงงานที่เข้ามาร่วมงานในวันแรงงานแห่งชาติ ถือเป็นการยกย่องและชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของผู้ใช้แรงงาน

ส่วนกรณีการใช้งบประมาณจัดสัมมนาให้ความรู้กับสภาองค์การนายจ้างและสภาลูกจ้างในแต่ละปีเป็นเงินจำนวนมาก แต่ไม่ทั่วถึงและเป็นธรรมกับผู้ประกันตนทุกกลุ่ม สำนักงานประกันสังคมได้ทำการจัดสรรงบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์ความรู้เรื่องการประกันสังคมให้กับสภาองค์การนายจ้างและสภาองค์การลูกจ้าง เพื่อนำไปเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการประกันสังคมและสิทธิประโยชน์ กฎหมายประกันสังคม กฎหมายเงินทดแทนและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมด 14 แห่ง ที่ได้จดทะเบียนกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มาเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณในแต่ละปี แต่ในปี 2559 จะมีการปรับลดจาก 3,000 รุ่น เหลือ 1,700 รุ่น รวมทั้งจะมีการจัดสรรงบประมาณที่ต่างกับทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากจะเปิดโอกาสให้ทุกองค์กรแรงงาน/กลุ่มแรงงาน สามารถขอรับการสนับสนุนงบประมาณได้ ไม่จำกัดเฉพาะองค์กรแรงงานที่สังกัดสภาฯ เท่านั้น โดยจะต้องเขียนโครงการประกอบการเสนอขอรับการสนับสนุน เพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณไปจัดอบรมภายใต้วงเงินที่กำหนด โดยสำนักงานประกันสังคมจะตรวจสอบความถูกต้องในการเบิกจ่ายให้ต่อไป

นายโกวิทกล่าวเพิ่มเติมถึงมาตรการการตรวจสอบการใช้งบประมาณในการบริหารงานประกันสังคม ว่าสำนักงานประกันสังคมได้กำหนดให้มีคณะกรรมการตรวจสอบซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานแต่งตั้ง เพื่อกำกับดูแลความโปร่งใสได้มาตรฐาน วิธีการได้มาองค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบกองทุนประกันสังคม พ.ศ. 2558 กำหนดให้คณะกรรมการต้องเป็นผู้มีความชำนาญและประสบการณ์ไม่น้อยกว่าสิบปีในด้านการบัญชี การตรวจสอบภายใน การเงิน การคลัง กฎหมาย และด้านอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบกองทุนเป็นกรรมการตรวจสอบ จึงกำหนดแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบกองทุนประกันสังคมขึ้น ดังต่อไปนี้ 1.รองศาสตร์จารย์วิรัช อภิเมธีธำรง 2.นางกรรณิการ์ งามโสภี 3.นายนาวิน  แสงสันต์ 4.นายศานิต ร่างน้อย 5.นายสมพร แย้มนิล  6.นายสีมา สีมานันท์ และให้ผู้อำนวยการกลุ่มตรวจสอบภายใน สำนักงานประกันสังคมเป็นกรรมการตรวจสอบและเลขานุการ

ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมได้ตระหนักถึงสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นหลักในการได้รับรู้ข่าวสารและสวัสดิการพื้นฐาน ดังนั้นสำนักงานประกันสังคมจึงพัฒนาและสร้างการรับรู้สิทธิประโยชน์ให้กับผู้ใช้แรงงานอย่างเป็นธรรม เท่าเทียม โปร่งใส่ และตรวจสอบได้ พร้อมวางรากฐานการดำเนินงานในการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคมในอนาคตให้มีความมั่นคง และยั่งยืนตลอดไป


99 ปี คืนเหย้า…ก้าวสู่ 100 ปี จุฬาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224647

การศึกษา,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,100 ปี,คืน,ก้าว,สู่,100,จุฬา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  24 มี.ค. 2559

99 ปี คืนเหย้า…ก้าวสู่ 100 ปี จุฬาฯ

’99 ปี คืนเหย้า…ก้าวสู่ 100 ปี จุฬาฯ’ เริ่มกิจกรรมแรก ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 26 มี.ค.นี้

                    สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) นำโดยนายเทวินทร์ วงศ์วานิช นายกสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) กล่าวว่า เนื่องในโอกาสครบ 100 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันที่ 26 มีนาคม 2560 สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมนิสิตเก่าทุกคณะ รวม 22 คณะ กำหนดจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง 100 ปีแห่งการสถาปนา ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม 2559 – 26 มีนาคม 2560 ระยะเวลา 1 ปีเป็นอย่างน้อย โดยจะเริ่มกิจกรรมเคานท์ดาวน์สู่ปีที่ 100 ในงาน 99 ปี คืนเหย้า…ก้าวสู่ 100 ปี จุฬาฯ ในวันเสาร์ที่ 26 มีนาคมที่จะถึงนี้เป็นกิจกรรมแรก ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
                    สำหรับกิจกรรมเฉลิมฉลอง 100 ปี ตลอดระยะเวลา 12 เดือนนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงมีพระกรุณาธิคุณก่อตั้งสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศ และเป็นโอกาสที่ชาวจุฬาฯ ทั้งนิสิตปัจจุบันและนิสตเก่า ทุกรุ่นที่รับใช้สังคมในทุกภาคส่วนจะได้กลับมาระดมสมองเพื่อพัฒนาด้านวิชาการ งานวิจัย และนวัตกรรมให้แก่จุฬาฯ ขณะเดียวกันยังเป็นการรวบรวมผลงานเกียรติภูมิชาวจุฬาตลอด 100 ปี ที่ชาวจุฬาฯ จะเป็นผู้รับใช้สังคม และสร้างสาธารณประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้แก่ประเทศชาติ กิจกรรมที่ทาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำหนดไว้จะเริ่มต้นตั้งแต่งาน 99 ปี คืนเหย้า ก้าวสู่ 100 ปีจุฬาฯ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 26 มีนาคม 2559 จากนั้นจะมีกิจกรรมอื่น ๆ ต่อเนื่อง ทั้ง 19 ด้าน ซึ่งเป็นการผนึกกำลังของนิสิตเก่าและปัจจุบัน ทั้ง 22 คณะ เช่น โครงการพิพิธภัณฑ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โครงการจัดทำหนังสือ “พระบรมวงศานุวงศ์กับจุฬาฯ” โครงการอุทยานจุฬาฯ 100 ปี ซึ่งเป็นการจัดทำพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ในพื้นที่ของจุฬาฯ เพื่อเป็นปอดให้คนกรุงเทพ
                    “สนจ. ขอทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของนิสิตเก่าจุฬาฯ ทั้งมวล เพื่อรวมพลังทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วมในการเฉลิมฉลอง 100 ปี เพื่อสนับสนุนให้การก้าวสู่ศตวรรษที่ 2 ของจุฬาฯ เป็นไปอย่างภาคภูมิ,” นายเทวินทร์ กล่าว
                    ทั้งนี้กิจกรรมตลอดปีที่จัดขึ้นมิได้จำกัดเพียงเฉพาะนิสิตจุฬาฯ หากแต่มุ่งก่อให้เกิดประโยชน์สู่สังคมในวงกว้างต่อไป

ปิดเทอมชวนเด็กบวชสามเณรด้วยรักและศรัทธา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224634

บวชสามเณร,ปิดเทอม,เด็ก,บวช,สามเณร,รัก,ศรัทธา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  24 มี.ค. 2559

ปิดเทอมชวนเด็กบวชสามเณรด้วยรักและศรัทธา

ปิดเทอมชวนเด็กบวชสามเณรด้วยรักและศรัทธา : หัวใจไทย

            จากหนังสือ “ด้วยรักและศรัทธา จากเด็กและเยาวชน” ของกรมการศาสนา ได้ระบุไว้ว่า พุทธศาสนิกชนถือว่า การบรรพชาอุปสมบทเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทิตาต่อบุพการีและผู้มีพระคุณอย่างสูง และได้ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน จนกลายเป็นวิถีชีวิตและประเพณีอันดีงามของชนชาติไทย ผู้ที่เข้าบรรพชาอุปสมบทจะได้รับการศึกษาและฝึกฝนอบรมตนเองตามหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา เป็นการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม เพิ่มพูนสติปัญญา สร้างจิตสำนึกค่านิยมที่ถูกต้อง ให้เป็นคนดีมีศีลธรรม นำไปสู่การพัฒนาสังคมและประเทศชาติให้ยั่งยืนสืบไป

การบรรพชา เป็นสามเณรมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสให้พระสารีบุตรบรรพชาให้แก่สามเณร “ราหุล” ผู้เป็นพุทธบุตร นับเป็นสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนา และถือเป็นประเพณีนิยมในพระพุทธศาสนาที่สำคัญอย่างหนึ่งที่บิดามารดานำบุตรหลานที่เป็นชายและมีอายุยังไม่ถึงเบญจเพส คือ 20 ปีบริบูรณ์เข้าไปรับการบรรพชาเป็นสามเณร เพื่อเล่าเรียนเขียนอ่านตำรับตำราจากวัดมาแต่โบราณ ดังนั้นวัดจึงเป็นทั้งบ้าน โรงเรียน และศูนย์ฝึกหัดฝีมือทุกแขนง ส่วนการอุปสมบท การกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะอุปสมบทคือ ต้องเป็นชายมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป

การบวชศีลจาริณี คือ การที่สุภาพสตรีปฏิบัติธรรม รักษากาย วาจา ใจ ให้ทำดี พูดดี คิดดี ชำระจิตใจให้แช่มชื่นเบิกบาน ด้วยการรักษาศีล 8 โดยต้องมีความพร้อมทั้งภายนอก คือ การวางภาระความรับผิดชอบหน้าที่การงาน ครอบครัว หมดความห่วง ลดความวิตกอันเป็นอุปสรรคต่อการถือศีล และการพร้อมภายใน คือ สภาพจิตใจควรประกอบด้วยกุศลฉันทะหรือเจตนาอันเป็นมหากุศลเพื่อบำเพ็ญบุญหนุนชีวิตให้พบกับความสงบสุข

ในช่วงปิดเทอมนี้ จึงขอเชิญชวนให้เด็กและเยาวชนทั่วประเทศมาร่วมกิจกรรมบวชทำความดีเป็นพุทธบูชา สืบทอดพระพุทธศาสนา ในโครงการบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุสามเณรและบวชศีลจาริณีภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน สอบถามรายละเอียดได้ที่ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม โทร.0-2422 8793 หรือสำนักงานเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด และสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัด

 


ม.44 ล้างบางกระทรวงศึกษาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224568

ม.44,ศธ.,ศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  23 มี.ค. 2559

ม.44 ล้างบางกระทรวงศึกษาฯ

ม.44 ล้างบางกระทรวงศึกษาฯ : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ โต๊ะการศึกษารายงาน

          ส่งสัญญาณมาตลอดว่า…จะใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาแก้ไขปัญหาระบบบริหารงานบุคคล รวมถึงโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพราะด้วยระยะเวลาของรัฐบาลที่เหลืออยู่อีกประมาณ 1 ปี 6 เดือน หากจะให้รอแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบ กฎหมาย หรือข้อบังคับ จะไม่ทันกาล

ดังนั้น ค่ำวันที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมา คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 10/2559 ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคยุบเลิกคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา และคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และให้โอนอำนาจหน้าที่ไปให้ กศจ.จังหวัด

พร้อมตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ที่มี รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน และให้มีคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด  “กศจ.” มีผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าฯ เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการการศึกษาจังหวัด เรียกโดยย่อว่า “อกศจ.” มีศึกษาธิการจังหวัดเป็นประธาน และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 11/2559  ให้มีสำนักงานศึกษาธิการภาค จำนวน 18 ภาค ทำหน้าที่แทนอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ประถมศึกษา และอ.กค.ศ.เขตพื้นที่ฯ มัธยมศึกษา และให้มีสำนักงานศึกษาธิการภาคจังหวัด 77 จังหวัดด้วย

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ อธิบายถึงเหตุผลที่เสนอใช้มาตรา 44 ว่า “4 เหตุผลหลักของการใช้ มาตรา 44 ครั้งนี้ คือ 1.การบูรณการระดับพื้นที่/ภูมิภาค 2.ลดช่องว่างการบังคับบัญชา 3.ความเป็นเอกภาพในการจัดการศึกษา และ 4.ความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคล ซึ่งต้องการให้มีผลต่อการขับเคลื่อนการศึกษาระหว่างที่รัฐบาลเหลือเวลาอีก 1 ปีครึ่งในการปฏิรูปประเทศ  โดยเฉพาะการบริหารบุคคล ทั้งบรรจุครู อนุมัติย้ายข้ามเขต หรือลงโทษวินัยเหล่านี้มีเรื่องค้างอยู่อีกกว่า 100 คดีจะต้องผ่านอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาซึ่งเป็นวงที่แคบ แต่จากนี้จะทำในวงที่ใหญ่ขึ้นเพราะมองในภาพกว้างระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค จะทำให้มีทางเลือกที่จะคัดเลือกครู ผู้บริหารโรงเรียนได้มากขึ้น เพราะฉะนั้น จึงเป็นเหตุผลที่จะต้องปรับเปลี่ยนระบบการทำงานให้กระชับ คล่องตัวขึ้น

ในอดีตที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการมีการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ ก่อนจะเปลี่ยนมาสู่รูปแบบกระจายอำนาจไปยังเขตพื้นที่ฯ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป้าหมายพื่อให้เกิดการบริหารจัดการในระดับพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพในทุกๆ ด้าน ทั้งวิชาการ บุคลากร แต่ในรัฐบาลยุคปัจจุบันที่มองว่าการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ดูจะเป็นหนทางที่เกิดประโยชน์มากที่สุด เห็นได้เริ่มจากการจัดการกลุ่มมีอิทธิพล และหากจะจัดระบบระเบียบประเทศให้ดี ก็ต้องจัดระบบระเบียบของ ศธ. ซึ่งเป็นหน่วยงานมีกำลังคนมากสุด มีปัญหาทุจริตไม่น้อยเช่นกัน

พล.อ.ดาว์พงษ์ ย้ำชัดว่า “ไม่ได้มองว่าการกระจายอำนาจไม่ดี แต่ต้องมามองปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้ว่าคืออะไร การกระจายอำนาจควรจะทำเมื่อมีความพร้อมและต้องไม่ใช้เวลาเป็นเงื่อนไข เพราะฉะนั้น แม้จะมองว่าการรวบอำนาจและให้ กศจ.มาทำหน้าที่แทน เป็นการถอยหลังแต่ผมมองว่าเมื่อที่ทำอยู่ยังไม่มีอะไรดี มีแต่จะเลวลง ทำไมไม่ไปดูของเดิมว่ามีจุดดีอย่างไร ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้เกิดเสียงเรียกร้องของคนในกระทรวงทั้งสิ้น ไม่ได้คิดเองคนเดียว อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าครูและบุคลากรทุกคนจะไม่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้”

ขณะที่นักวิชาการ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า นับว่ารัฐบาลใช้ยาแรง และเป็นความกล้าตัดสินใจของ พล.อ.ดาว์พงษ์ เพื่อสร้างเอกภาพในศธ. เนื่องจากที่ผ่านมา องค์กรต่างๆ ของศธ.ทั้ง 5 องค์กรหลักต่างคนต่างทำงาน ปัญหาการโยกย้ายครูที่ทำไม่ได้ และในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาจะต้องใช้คำสั่งมาตรา 44 ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทันทีในส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นการใช้อำนาจที่เด็ดขาดกึ่งเผด็จการ แต่จำเป็นต้องทำเพื่อให้เกิดผลทันที ถือเป็นการปฏิวัติเงียบในศธ. และถือว่าเป็นการปรับที่ไปสู่โครงสร้างเดิมเกือบ 80% ที่แตกต่างคือการมีประชารัฐ ให้ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม และการให้จังหวัดจัดการตนเองแต่ยังเป็นสัดส่วนที่น้อย

ศ.ดร.สมพงษ์ แสดงความเป็นห่วงด้วยว่า หากในอนาคตมี รมว.ศึกษาธิการ ที่มาจากนักการเมือง บอกได้เลยว่า อันตราย อาจเกิดปัญหาวิ่งเต้นโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เหมาะสม อีกทั้งสายบังคับบัญชาจากกระทรวงกว่าจะถึงโรงเรียนมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่ รมว.ศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด และโรงเรียน อยากขอให้ รมว.ศึกษาธิการ ใช้มาตรา 44 ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และวางระบบการบริหารบุคคลที่ดี โดยคืนอำนาจให้แก่จังหวัดและพื้นที่โดยเร็ว

ในฟากของภาคเอกชนที่เข้ามาร่วมนามประชารัฐ อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) มองว่า ไม่ทราบระบบการบริหารงานของ ศธ.ชัดเจนนัก แต่ที่ผ่านมาก็เคยได้ยินข่าวในเชิงไม่ดีเกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายครูและผู้บริหารสถานศึกษามาบ้าง ดังนั้นหากเปลี่ยนแปลงแล้วทำให้ครูและคนส่วนใหญ่รู้สึกพอใจก็เป็นเรื่องดี ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจทำให้ภาคเอกชนเกิดความสับสนบ้าง

“งงเพราะเห็นระบบการบริหารจัดการศึกษาของเราเปลี่ยนแปลงบ่อย ซึ่งไม่แน่ใจว่าได้ถามความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบ้างหรือไม่ โดยเฉพาะภาคเอกชน ซึ่งรัฐบาลนี้เปิดโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษามากขึ้น ดังนั้นต้องให้เวลาสร้างความเข้าใจหากเปลี่ยนแล้วดีขึ้น เชื่อว่าไม่นานก็จะสังคมก็จะเกิดความเชื่อมั่น”

อย่างไรก็ดี แม้ ศธ.จะอ้างเหตุผลในเพื่อให้เกิดการบูรณาการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน การบริหารจัดการที่คล่องตัว หรือมีเอกภาพมากขึ้น มีโอกาสที่จะได้คัดเลือกครูและผู้บริหารที่มีความสามารถได้มากขึ้นเพราะไม่ต้องรอผ่าน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ซึ่งว่ากันว่ามีอำนาจล้นฟ้าจนทำให้บางเขตพื้นที่ฯ ใช้อำนาจที่มีไม่ถูกทาง เล่นพรรคเล่นพวกจนทำให้ได้ครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่ไร้ศักยภาพเข้าสู่วงการศึกษา

คำสั่งคสช.ครั้งนี้จึงถือเป็นการล้างกระดานปัญหาเหล่านี้ แต่การกลับมาใช้วิธีรวมศูนย์อีกครั้งให้จังหวัดบริหารจัดการกันเอง ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้ารอดูต่อไปว่าจะดีกว่าของเดิมหรือไม่

 


พัฒนาอาชีวศึกษา-ทุ่มการวิจัยโจทย์ใหญ่ของการพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224569

อาชีวศึกษา,วิจัย,ผลวิจัย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  23 มี.ค. 2559

พัฒนาอาชีวศึกษา-ทุ่มการวิจัยโจทย์ใหญ่ของการพัฒนา

พัฒนาอาชีวศึกษา-ทุ่มการวิจัย โจทย์ใหญ่ของการพัฒนากำลังคน : โต๊ะการศึกษาฯ โดยสุพินดา ณ มหาไชย

         ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายอีกระลอก ขณะที่ไทยได้รับการสนับสนุนให้ปักหลักเป็น “ฮับ” ศูนย์กลางการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของอาเซียนโดยเฉพาะกำลังคนภาคอุตสาหกรรม เพราะภูมิภาคนี้อุดมไปด้วยฐานการผลิตของประเทศอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นกังวลในปัญหาการผลิตและการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของแต่ละประเทศในอาเซียน

อย่างไรก็ตาม ไทยเองก็กำลังเจอวิกฤติคุณภาพทรัพยากรบุคคล ชัดเจนว่า ศักยภาพกำลังคนแพ้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ขณะที่ ระบบการศึกษาไม่สามารถผลิตกำลังคนที่ออกมาทำงานได้ โดยเฉพาะ ตัวละครหลักอย่าง อาชีวะ ซึ่งถูกถล่มอย่างหนักจากภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการเรียกร้อง ให้รัฐบาลลงทุนด้านอาร์แอนด์ดีมากขึ้น

“ตอนนี้เราพูดกันเยอะมากเกี่ยวกับเรื่องสายอาชีวะ ซึ่งขาดแคลนอย่างหนักหน่วงรุนแรง ผมได้พบกับนักลงทุนชาวญี่ปุ่นเยอะมาก ทุกคนกังวลเรื่องนี้ เพราะเราขาดแคลนมาตลอด และยังมีปัญหาในเชิงคุณภาพด้วย กานต์ ตระกูลฮุน ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย(เอสซีจี) บอกในงาน “1st Round Table Conference of Human Resources Development” ดำเนินรายการโดย สุทธิชัย หยุ่น ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารและกองบรรณาธิการเครือเนชั่น ให้เห็นถึงความห่วงใยของนักลงทุนต่างชาติ ต่อสถานการณ์ความขาดแคลนกำลังคนทั้งด้านปริมาณและคุณภาพของไทยซึ่งยืดเยื้อมาตลอด

อย่างไรก็ตาม ประเทศที่เข้ามาลงทุนในภูมิภาคอาเซียนอย่างหนักอย่างญี่ปุ่น กำลังผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของอาเซียน ชิโร ซะโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้ประกาศ Industrial Human Resource Development Cooperation Initiative เป็นความพยายามของประเทศญี่ปุ่นจะให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในภูมิภาคอาเซียน พร้อมประกาศความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่น ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลรองรับภาคอุตสาหกรรม โดยความคาดหวังของรัฐบาลญี่ปุ่น ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล

“ประเทศไทยจะก้าวพ้นหลุมพรางกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้วยการยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ และพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจโดยเน้นเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งทางประเทศญี่ปุ่นสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของไทยโดยเฉพาะการพัฒนากำลังคนด้านอุตสาหกรรม ที่ผ่านมา ภาครัฐและภาคเอกชนของไทย มีความร่วมมือกันในการจัดทำโครงการพัฒนากำลังคนของภาคอุตสาหกรรม แต่ภาพรวมยังไม่มีความชัดเจน”

โนบุยาชิ วาคาบายาชิ ตัวแทนสำนักงานพัฒนาบุคลากรบุคคลประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของญี่ปุ่น (HIDA) กล่าวว่า ภายใต้นโยบายด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นนั้น ทำให้ญี่ปุ่นให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรมนุษย์ของอาเซียนในรูปแบบใหม่มากขึ้น โดยตั้งเป้าไว้ว่า ภายใน 3 ปีจากนี้ จะผลิตบุคลากรที่มีศักยภาพในภูมิภาคเอเชียออกมาให้ได้ 4 หมื่นคน เบื้องต้นได้หารือกับประเทศไทยจัดทำเป็นหลักสูตรการอบรมออกมาก่อนที่จะขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอื่นๆ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของอาเซียน ตอนนี้กำลังหารือกับไทยจัดทำเป็นหลักสูตรอบรมพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรม โดยจะให้ไทยเป็นโรงงานแม่แบบในการฝึกอบรมบุคลากรภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (ซีแอลเอ็มวี)

แม้จะได้รับการผลักดันจากญี่ปุ่นให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนากำลังคนของอาเซียน แต่ระบบอาชีวศึกษาของไทย กลับถูกถล่มอย่างหนักจากภาคอุตสาหกรรมในประเทศ และยังมีรายงานจากไจก้า ถึงปัญหาในการผลิตกำลังสายอาชีพ และสายเทคโนโลยี

ชูอิจิ อิเคดะ ผู้อำนวยการองค์กรไจก้า ประเทศไทย กล่าวว่า ไจก้าได้เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ที่ผ่านมา พบว่า การผลิตกำลังสายอาชีวศึกษามีคำถามทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ว่า สามารถตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้หรือไม่ ในปี 2016 มีผู้จบสายอาชีวะประมาณ 6.8 หมื่นคน แต่ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่จบสายวิทยาศาสตร์ประมาณ 53% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการเทคนิเชียล 43,326 คน แต่เข้าไปทำงานแค่ 31,490 คน หรือ 73% ของความต้องการทั้งหมด ยังขาดถึง 27% และแนวโน้มในอีก 10 ปีข้างหน้า จำนวนผู้ที่จบสายอาชีวะจดลดลงเรื่อยๆ สวนทางกับความต้องการกำลังคนซึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการที่อัตราการเกิดประชากรไทยลดลง แต่เป็นเพราะทุกคนไม่อยากไปเรียนในวิทยาลัยอาชีวศึกษา

นอกจากนี้ จากการสำรวจบริษัทญี่ปุ่นในไทย พบว่า บุคลากรที่จบระดับอาชีวศึกษาของไทยยังมีความรู้และทักษะพื้นฐานอยู่ในระดับไม่น่าพอใจ โดยส่วนใหญ่ไม่สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ได้ โดยรวมแล้ว คุณภาพของผู้ที่จบอาชีวศึกษาก็ไม่สูงเท่าที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ นอกจากนั้น ยังมีปัญหาคุณภาพอาจารย์ด้วย อาจารย์ของวิทยาลัยอาชีวะแค่ 35% ที่จบปริญญาเอก เทียบกับวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งชาติของญี่ปุ่น ซึ่งมีอาจารย์จบปริญญาเอกถึง 100% อาจารย์ในวิทยาลัยอาชีวะ และมหาวิทยาลัยทางด้านเทคโนโลยี ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงานในภาคอุตสาหกรรมมาก่อน จึงมองภาพรวมของภาคอุตสาหกรรมไม่ออก รวมถึงมีปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์ที่ทันสมัย จึงไม่สามารถจัดการเรียนการสอนแบบ Project Base Learning ได้ ขณะที่อัตราส่วนครูต่อนักเรียน ก็อยู่ที่ 1 ต่อ 20 ญี่ปุ่น 1 ต่อ 10 จึงสามารถดูแลนักเรียนได้ทั่วถึง

ขณะที่ ผู้ใช้โดยตรงอย่าง กานต์ ตระกูลฮุน ก็ยืนยันว่า จะต้องเพิ่มทั้งคุณภาพ ปริมาณ เพราะปัจจุบันจบปริญญาตรี จบอาชีวะมา ยังไม่สามารถเริ่มทำงานได้เลย ต้องมารับโปรแกรมเทรนใหม่ของบริษัท จึงสามารถทำงานเป็น

วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทอมตะคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) บอกว่า ประสบการณ์จากการบริหารงานนิคมอุตสาหกรรมที่มีคนทำงานกว่า 3 แสนคนนั้น ยังรู้สึกเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย แต่ระบบการศึกษาต่างหากที่มีปัญหา ก่อนจะรับเข้ามาทำงานในนิคมนั้น แต่ละคนทำงานไม่ได้เรื่อง ต้องมาเข้าระบบเทรนนิ่งก่อน จึงทำงานได้ ทั้งนี้ เพราะระบบการศึกษาไม่ได้สร้างคนให้ตรงความต้องการตลาด ดังนั้น ต้องยึดตลาดเป็นเกณฑ์ในการผลิตบุคลากรออกมา แต่ปัจจุบัน คนผลิตและคนบริโภคเหมือนอยู่คนละโลก

สุวพร สิมะกุลธร ประธานกรรมการบริหาร บริษัทกุลธรเคอร์บี้ จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูป (Reform) เพราะที่ผ่านมาทางการไม่ค่อยฟังเอกชนและมีความอุ้ยอ้ายมาก เนื่องจากมีหลายกระทรวง ซึ่งเห็นว่าควรต้องยุบหรือรวมกันเพื่อให้การทำงานกระชับ เป็นกองทัพที่เล็กแต่ทรงประสิทธิภาพ เพราะเชื่อว่า บุคลากรคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เพียงแต่ต้องผลิตให้ตรงความต้องการตลาด โดยภาครัฐต้องคิดให้เป็นแล้วเดินให้ถูกทาง

เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บอกว่า 10% ของจีดีพี มาจากอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งส่งออกรถยนต์เป็นสัดส่วนถึง 60% ของการส่งออกทั้งหมด แต่อุตสาหกรรมรถยนต์เผชิญกับปัญหาขาดแคลนกำลังคน ทั้งช่างเทคนิค ช่างฝีมือด้านเครื่องกล โดยเฉพาะในปัจจุบัน ขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้แทนจำหน่ายจำเป็นต้องมีช่างเทคนิคประจำด้วย

เคียวอิจิ ยังเปรียบเทียบแรงงานไทยกับฟิลิปปินส์ด้วยว่า แม้ว่า ประเทศฟิลิปปินส์จะมีประวัติการผลิตรถน้อยกว่าประเทศไทย แต่คนฟิลิปปินส์พูดภาษาอังกฤษได้ มีประสบการณ์ในการทำงานในต่างประเทศ ได้เรียนรู้วิธีการทำงาน เป็นคนนำเงินตราต่างประเทศ แตกต่างกับไทย เพราะฉะนั้นถ้าช่างเทคนิคไทยไม่เพิ่มศักยภาพตัวเอง โดยเฉพาะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ไม่มีประสบการณ์การทำงานต่างประเทศบ้างแล้ว ก็จะเสียเปรียบบุคลากรจากประเทศเหล่านี้

เช่นเดียวกับ ชิโร ซะโดะชิมะ ก็ยืนยันว่า ศักยภาพบุคลากรของไทยเป็นรองประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เอกอัตรราชทูตประเทศญี่ปุ่นเล่าว่า ช่วงปี 1995 ไปประจำอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ได้เห็นว่า ประเทศมาเลยเซียทุ่มเทกับการพัฒนาการศึกษาอย่างต่อเนื่อง จนประชากรของเขาสามารถสร้างสิทธิบัตรออกมาได้ 10 ใบต่อประชากร 1 ล้านคน ขณะที่ประเทศไทยได้แค่ 1 ใบต่อประชากร 1 ล้านคน ทั้งนี้ ประเทศที่จะประสบความสำเร็จในการพัฒนาได้นั้น จะต้องมีการกำหนดเป้าหมาย และวิสัยทัศน์ชัดเจนในระยะยาว

การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ก็เป็นอีกสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรม เรียกร้องอย่างมาก กานต์ ตระกูลฮุน บอกว่า ตั้งแต่ปี 1960 ถึงเมื่อ 5 ปีที่แล้ว งบวิจัยของไทยแค่ 0.2% ของจีดีพี ขยับมาเป็น 0.44% เมื่อปี 2011 ขณะที่สิงคโปร์รัฐบาลให้งบประมาณสำหรับการวิจัยเลย 1% ของจีดีพี และระดมจากภาคเอกชนอีก 2% ส่วนมาเลเซียงบวิจัยน่าจะเกิน 1% ของจีดีพีแล้ว สำหรับประเทศไทยคาดหวังไว้ว่าปีหน้าจะได้ 1% ของจีดีพี หรือประมาณ 1.3 แสนล้านบาท ขณะที่ผ่านมางบวิจัยมีมูลค่าอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท ยืนยันว่า การวิจัยและพัฒนาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนอย่างจริงจังและต้องเป็นงานวิจัยที่สามารถนำมาใช้ได้จริงไม่ใช่อยู่บนหิ้ง

ขณะที่ เคียวอิจิ ทานาดะ บอกว่า ตั้งความหวังไว้ว่า ในอนาคตวิศวกรชาวไทยจะสามารถออกแบบรถยนต์ของตัวเอง ซึ่งทั่วโลกมีศูนย์อาร์แอนด์ดีของโตโยต้าอยู่ 5 แห่ง รวมไทยด้วย แต่จะทำได้ ต้องพัฒนาบุคลากรไทยให้วิจัยและออกแบบเป็น

บัณฑิต โรจน์อารยานนท์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น บอกว่า รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเอสเอ็มอีด้วย เพราะบริษัทใหญ่สามารถเอาตัวรอดได้ แต่จะมาให้เอสเอ็มอีมาทำอาร์แอนด์ดีเองคงไม่ได้ ถ้าเอสเอ็มอียังง่อนแง่นแล้วก็จะเป็นภาระของรัฐบาลต่อไป

 


โอเน็ตม.6คะแนนสูงขึ้น’มหิดลวิทย์’ซิวแชมป์ค่าเฉลี่ยสูงทุกวิชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224557

โอเน็ต,การศึกษา,ศธ.,คะแนน,สูง,ค่า,เฉลี่ย,วิชา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  23 มี.ค. 2559

โอเน็ตม.6คะแนนสูงขึ้น’มหิดลวิทย์’ซิวแชมป์ค่าเฉลี่ยสูงทุกวิชา

โอเน็ตม.6คะแนนสูงขึ้น’มหิดลวิทย์’ซิวแชมป์ค่าเฉลี่ยสูงทุกวิชา : ชุลีพร อร่ามเนตรรายงาน

              โอเน็ต 5 วิชา ม.6 ปี 58 ค่าเฉลี่ยคะแนนสูงกว่าปี 57 ชี้ได้เต็มเพียงวิชา “คณิตศาสตร์” แจ้ง นร.ยื่นคำร้องขอดูกระดาษคำตอบ 24-26 มี.ค.นี้ พร้อมเปิดดูกระดาษคำตอบ 4 เม.ย. ที่อาคารพญาไทพลาซ่า ชั้น 35 ขณะที่ “มหิดลวิทย์” ซิวแชมป์ค่าเฉลี่ยทุกวิชาสูงกว่าทุกสังกัด ร.ร.ในเมืองค่าเฉลี่ยสูงกว่า ร.ร.นอกเมือง ร.ร.ขนาดใหญ่พิเศษสูงกว่า ร.ร.ขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ส่วนภูมิภาค เด็กกทม.คะแนนเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา เหนือ ตะวันออก กลาง ตะวันตก ใต้ และอีสาน

รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์ฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ เปิดเผยว่า สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ. ได้ประมวลผลการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประจำปีการศึกษา 2558 ซึ่งมีการจัดสอบพร้อมกันทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 6-7 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ผ่านมา ซึ่ง สทศ.ได้ประกาศผลสอบโอเน็ต วันที่ 20 มีนาคม 2559 เร็วกว่าเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 21 มีนาคม 2559 ทางเว็บไซต์ สทศ. http://www.niets.or.th

ผลสอบโอเน็ต 5 วิชาดังนี้ วิชาภาษาไทย มีผู้เข้าสอบ 422,625 คน มี คะแนนสูงสุด 96.50 คะแนนต่ำสุด 0.50 คะแนนเฉลี่ย 49.36 วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เข้าสอบ 423,519 คน คะแนนสูงสุด 81.00 คะแนน  ต่ำสุด 0.00 คะแนนเฉลี่ย 39.70 วิชาภาษาอังกฤษ เข้าสอบ 423,417 คน คะแนนสูงสุด 99.00 คะแนน ต่ำสุด 0.00 คะแนน เฉลี่ย 24.98 วิชาคณิตศาสตร์ เข้าสอบ 423,654 คน คะแนนสูงสุด 100.00 คะแนนต่ำสุด 0.00 คะแนน เฉลี่ย 26.59 วิชาวิทยาศาสตร์ เข้าสอบ 422,718 คน คะแนนสูงสุด 90.00 คะแนนต่ำสุด 0.00 คะแนน เฉลี่ย 33.40 โดยภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ยเกือบทุกวิชาสูงกว่าปีการศึกษา 2557

จากผลคะแนนการสอบโอเน็ตพบว่า คะแนนเฉลี่ยทุกวิชาไม่ถึงครึ่ง หรือร้อยละ 50 ส่วนวิชาที่มีผู้สอบได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน มีเพียงวิชาคณิตศาสตร์ ส่วนวิชาที่มีผู้สอบได้ 0 คะแนน มีถึง 4 วิชา ได้แก่ สังคมศึกษา, ภาษาอังกฤษ, คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์ ยกเว้นวิชาภาษาไทย ที่ผู้สอบได้คะแนนต่ำสุดก็ได้คะแนนเพียง 0.50 คะแนนเท่านั้น

เมื่อประมวลผลจำแนกจากคะแนนเฉลี่ย ตามสังกัดพบว่า วิชาภาษาไทย สังกัดในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) (โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ หรือมหิดลวิทย์) คะแนนเฉลี่ย 81.49 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) (โรงเรียนสาธิต) คะแนนเฉลี่ย 64.87 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คะแนนเฉลี่ย 49.95 และสังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) คะแนนเฉลี่ย 47.70

วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สังกัดในกำกับ ศธ.คะแนนเฉลี่ย 58.32 สังกัด สกอ. 46.33 สังกัด สพฐ. 40.00 และสังกัด สช. 38.65 วิชาภาษาอังกฤษ สังกัดในกำกับ ศธ. 75.53 สังกัด สกอ. 46.19 สังกัด สช. 27.49 และสังกัด สพฐ. 24.68 วิชาคณิตศาสตร์ สังกัดในกำกับ ศธ. 92.21 สังกัด สกอ. 45.85 สังกัด สช. 26.68 และสังกัด สพฐ. 26.65 และวิชาวิทยาศาสตร์ สังกัดในกำกับ ศธ. 67.22 สังกัด สกอ. 42.57 สังกัด สพฐ. 33.55 และสังกัด สช. 32.91

จำแนกตามขนาดโรงเรียนพบว่า วิชาภาษาไทยคะแนนเฉลี่ยในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ 54.22 สูงกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ 46.91 ขนาดกลาง 43.58 และขนาดเล็ก 40.55 ตามลำดับ วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม คะแนนเฉลี่ยในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ 41.76 สูงกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ 38.59 ขนาดกลาง 37.27 และขนาดเล็ก 36.09 วิชาภาษาอังกฤษ คะแนนเฉลี่ยในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ 28.76 สูงกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ 22.70 ขนาดกลาง 20.65 และขนาดเล็ก 18.95 วิชาคณิตศาสตร์ คะแนนเฉลี่ยในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ 30.40 สูงกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ 24.17 ขนาดกลาง 22.37 และขนาดเล็ก 20.40 และวิชาวิทยาศาสตร์ คะแนนเฉลี่ยในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ 35.32 สูงกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ 32.20 ขนาดกลาง 31.31 และขนาดเล็ก 30.11

เมื่อจำแนกตามที่ตั้งและภูมิภาคพบว่า วิชาภาษาไทย โรงเรียนที่ตั้งในเมือง คะแนนเฉลี่ย 53.84 สูงกว่าที่ตั้งนอกเมือง 46.00 จำแนกตามภูมิภาค พบว่า ในกรุงเทพฯ คะแนนเฉลี่ย 56.42 ภาคเหนือ 50.73 ภาคตะวันออก 50.55 ภาคกลางไม่รวมกรุงเทพฯ 50.10 ภาคตะวันตก 49.75 ภาคใต้ 47.54 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 46.37 วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม จำแนกตามที่ตั้งในเมือง คะแนนเฉลี่ย 41.47 สูงกว่าที่ตั้งนอกเมือง 38.36

จำแนกตามภูมิภาคพบว่า ในกรุงเทพฯ คะแนนเฉลี่ย 42.23 ภาคเหนือ 40.63 ภาคตะวันออก 40.12 ภาคกลางไม่รวมกรุงเทพฯ 39.83 ภาคตะวันตก 39.66 ภาคใต้ 38.94 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 38.64 วิชาภาษาอังกฤษ จำแนกตามที่ตั้งในเมือง คะแนนเฉลี่ย 29.11 สูงกว่าที่ตั้งนอกเมือง 21.87 จำแนกตามภูมิภาค พบว่า ในกรุงเทพฯ คะแนนเฉลี่ย 34.42 ภาคเหนือ 25.61 ภาคตะวันออก 25.47 ภาคกลางไม่รวมกรุงเทพฯ 25.15 ภาคตะวันตก 23.68 ภาคใต้ 23.44 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 21.94 ตามลำดับ

วิชาคณิตศาสตร์ จำแนกตามที่ตั้งในเมือง คะแนนเฉลี่ย 30.48 สูงกว่าที่ตั้งนอกเมือง 23.66 จำแนกตามภูมิภาคพบว่า ในกรุงเทพฯ คะแนนเฉลี่ย 33.66 ภาคเหนือ 27.70 ภาคตะวันออก 27.35 ภาคกลางไม่รวมกรุงเทพฯ 27.04 ภาคตะวันตก 26.30 ภาคใต้ 25.54 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 23.69 และวิชาวิทยาศาสตร์ จำแนกตามที่ตั้งในเมือง คะแนนเฉลี่ย 35.18 สูงกว่าที่ตั้งนอกเมือง 32.06 เมื่อจำแนกตามภูมิภาคพบว่า ในกรุงเทพฯ คะแนนเฉลี่ย 36.08 ภาคเหนือ 34.48 ภาคตะวันออก 33.75 ภาคกลางไม่รวมกรุงเทพฯ 33.52 ภาคตะวันตก มี 33.26 ภาคใต้ 32.70 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 32.27 ตามลำดับ

ทั้งนี้ นักเรียนชั้น ม.6 สามารถยื่นคำร้องขอดูกระดาษคำตอบโอเน็ตได้ระหว่างวันที่ 24-26 มีนาคม 2559 ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ณ อาคารพญาไทพลาซ่า ชั้น 35 กทม. ทั้งนี้จะยื่นคำร้องด้วยตนเอง หรือ มอบผู้แทน เสียค่าธรรมเนียมวิชาละ 20 บาท พร้อมเอกสารที่ใช้ในการยื่นคำร้อง ได้แก่ ใบคำร้องขอดูกระดาษคำตอบ (ดาวน์โหลดทางเว็บไซต์ สทศ. หรือมารับที่ สทศ.) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ส่วนกรณีที่มอบให้ผู้อื่นเป็นผู้ยื่นคำร้องแทน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้สอบ และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ยื่นคำร้องแทน ซึ่ง สทศ.จะให้บริการดูกระดาษคำตอบวันจันทร์ที่ 4 เมษายน 2559 ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. (ให้บริการตามลำดับการยื่นคำร้อง) หากผู้ขอรับบริการดูกระดาษคำตอบไม่มาตามวัน เวลา และสถานที่ที่นัดหมาย สถาบันถือว่าสละสิทธิ์

 


‘ดาว์พงษ์’แจง4เหตุผลใช้ม.44รื้อโครงสร้างศธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224561

ดาว์พงษ์,การศึกษา,ศธ.

การศึกษา-สาธารณสุข  :  22 มี.ค. 2559

‘ดาว์พงษ์’แจง4เหตุผลใช้ม.44รื้อโครงสร้างศธ.

‘ดาว์พงษ์’ แจง4สาเหตุที่ใช้ม.44 เน้นเอกภาพเลิกต่างคนต่างทำ เคลื่อนการศึกษาภูมิภาคมีประสิทธิภาพผ่านกศจ.มีผู้ว่าดูแล ลดช่องว่างการบังคับบัญชาที่กว้างเกินไป

            ตามที่ราชกิจจานุเบกษา ประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่10/2559ลงนามโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.ลงวันที่21มี.ค. 2559เรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา44ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พ.ศ.2557คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคที่มีรมว.ศึกษาธิการเป็นประธาน

ทำหน้าที่กำหนดทิศทางในการดำเนินงานของศธ.วางแผนงานเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของศธ.พิจารณาจัดสรรงงบประมาณให้แก่หน่วยงานของศธ.ในระดับภูมิภาคและจังหวัดแต่งตั้งโอนหรือย้ายผู้บริหารสถานศึกษาผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาหรือผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่างๆในหน่วยของศธ.ระดับภูมิภาคและจังหวัด ตั้งคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด “กศจ.”มีผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าฯเป็นประธาน และคณะอนุกรรมการการศึกษาจังหวัดเรียกโดยย่อว่า“อกศจ.”มีศึกษาธิการจังหวัดเป็นประธาน ปฏิบัติงานตามที่กศจ. มอบหมายและให้มีการยุบเลิกคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา และอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และให้โอนอำนาจหน้าที่ไปให้ กศจ.จังหวัดนั้น

และคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่11/2559ลงวันที่21มี.ค. 2559เรื่องการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค โดยให้มีสำนักงานศึกษาธิการภาคจำนวน18ภาคและให้มีศึกษาธิการจังหวัดโดยรับอำนาจหน้าที่ของอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และอ.กค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.)ทั้งหมดและระหว่างที่ยังไม่มีการจัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการให้สพป.เขต1ในจังหวัดต่างๆทำหน้าที่เป็นสำนักงานศึกษาธิการภาคจังหวัดนั้นๆไปพลางก่อน

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ชี้แจงถึงคำสั่งดังกล่าวว่า สาเหตุที่ใช้ม.44 ในการดำเนินการยกเลิกคณะกรรมการเขตพื้นที่ฯและอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ มี 4 เหตุผลหลัก คือ 1.บูรณาการในระดับภูมิภาค ซึ่งที่ผ่านมาแม้ทุกฝ่ายจะรับนโยบายจาก ศธ.ลงไปปฏิบัติแต่ยังเป็นลักษณะต่างคนต่างทำ แต่จากนี้จะขับเคลื่อนการศึกษาในระดับภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคกำกับดูแล ภาพรวม ระดับภูมิภาคจะมี กศจ.ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่ดูแล

2.ลดช่องว่างการบังคับบัญชา ที่ผ่านมาสายการบังคับชากว้างเกินไป เลขาธิการ กพฐ.1 คนจะต้องดูแลเขตพื้นที่ 225 เขต แต่จากนี้ช่องว่างจะลดลง กระชับมากขึ้นตามลำดับ 3.ความเป็นเอกภาพในการจัดการศึกษา โดยจากนี้ทุกองค์กรหลัก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานในพื้นที่จังหวัดจะต้องร่วมกันวางแผนพัฒนาการศึกษา และ4.ความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคล เนื่องจากที่ผ่านมา ศธ.พบปัญหาการบริหารบุคลากร อาทิ การเกลี่ยครู การบรรจุครูใหม่ การคัดเลือกผู้อำนวยการ และการดำเนินการทางวินัย

“ที่ผ่านมาเราประสบปัญหาขาดการบูรณาการ การทำงานที่เป็นเอกภาพ และโดยเฉพาะการบริหารบุคคล ทั้งบรรจุครู อนุมัติย้ายข้ามเขต หรือลงโทษวินัยเหล่านี้จะต้องต้องผ่านอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งเป็นวงที่แคบ แต่จากนี้จะทำในวงที่ใหญ่ขึ้นเพราะมองในภาพกว้างระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค จะทำให้มีทางเลือกที่จะคัดเลือกครู ผู้บริหารร.ร.ได้มากขึ้น เพราะฉะนั้น จึงเป็นเหตุผลที่จะต้องปรับเปลี่ยนระบบการทำงานให้กระชับ คล่องตัวขึ้น ส่วนที่ในคำสั่งระบุเรื่องอำนาจหน้าที่ของ รมว.ศึกษาธิการ โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายนั้น ผมจะใช้อำนาจตามความจำเป็น หรือแม้แต่การตั้งกรรมการผู้แทนประชาชน ข้าราชการครู และผู้ทรงคุณวุฒิในท้องถิ่นนั้น ในทางปฏิบัติจะให้ทาง กศจ.เป็นผู้เสนอรายชื่อเข้ามา”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากนี้จะให้ สพป.เขต 1 ปฏิบัติหน้าที่แทน กศจ.ไปพลางก่อน ในส่วนของศึกษาธิการภาค 18 ภาคนั้น รัฐมนตรีกระทรวงศธ.จะลงนามตั้งผู้ตรวจราชการ ศธ.ปฏิบัติหน้าที่ สำหรับภารกิจเร่งด่วนที่ต้องขับเคลื่อนตามประเด็นปฏิรูปการศึกษา อาทิ ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ คืนครูสู่ห้องเรียน การผลิตและพัฒนาครู การจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษาในสถานศึกษา โครงการประชารัฐ ฯลฯ

“ส่วนที่มีการมองว่าคำสั่งนี้เป็นการถอยหลังหรือไม่ ทั้งที่การปฏิรูปการศึกษามุ่งให้เกิดการกระจายอำนาจไป แต่ผมมองว่าเวลานี้เราต้องมองว่าปัญหาของ ศธ.คืออะไร ผมไม่ได้บอกว่ากระจายอำนาจไม่ดี แต่เห็นว่าเราควรทำเมื่อพร้อมโดยไม่ใช้เวลาเป็นเงื่อนไข ซึ่งที่ผ่าน ศธ.มักถูกต่อว่าเรื่องคุณภาพการศึกษา ดังนั้นก็ต้องมาปรับตัวใหม่เมื่อที่ทำอยู่ยังไม่มีอะไรดี มีแต่จะเลวลงทำไมไม่ไปดูของเดิมว่ามีจุดดีอย่างไร ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้เกิดเสียงเรียกร้องของคนในกระทรวงทั้งสิ้น ไม่ได้คิดเองคนเดียว อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าครูและบุคลากรทุกคนจะไม่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ แม้บางเรื่องอาจจะต้องรอไปบ้าง เช่น การขอย้าย แต่จะใช้เวลาไม่นาน ขณะที่เขตพื้นที่ฯ ทั่วประเทศยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ และจากนี้ที่จะเร่งทำอีกเรื่องคือการประกาศจัดสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

ด้าน นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า การโยกย้ายครูเป็นปัญหาใหญ่ที่สพฐ.กำลังประสบอยู่ เพราะไม่มีอำนาจเข้าไปดำเนินการได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ดังนั้นหากไม่มีคำสั่งดังกล่าวออกมาก็อาจทำให้การทำงานย่ำอยู่กับที่ไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งโครงสร้างการบริหารงานบุคคลใหมาผู้อำนวยการเขตพื้นที่ทุกคนก็เห็นด้วย

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าเป็นห่วงเมื่อมีคำสั่งดังกล่าวออกมาเพราะปฏิรูปการศึกษามากว่า10ปีมีความพยายามส่งเสริมให้กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นแต่การรวบอำนาจและนำมารวมไว้ที่ภูมิภาค ก็เหมือนกับรวบอำนาจต่างๆทั้งการโยกย้ายการบริหารมาสู่ส่วนกลางเช่นในอดีต ซึ่งทำให้องค์กรใหญ่และอุ้ยอ้ายการทำงานล่าช้าเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นเมื่อมีคำสั่งดังกล่าวออกมาแล้วจากนี้รัฐบาลกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าการทำแบบนี้เกิดประโยชน์อย่างไรและจะสร้างความมั่นใจให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างไรเพราะเวลานี้หลายคนก็เกิดความไม่มั่นใจและหวั่นวิตก

“ต้องไม่ลืมว่าแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันการที่ผ่านมาการมีเขตพื้นที่การศึกษาช่วยให้การทำงานคล่องตัวมากกว่าโดยเฉพาะเรื่องบุคลากรสามารถพิจารณาแก้ไขได้ทันที แต่เมื่อเป็นคำสั่งนี้ก็ไม่ต่างจากไม่ไว้ใจท้องถิ่น ดังนั้นรัฐบาลต้องตอบให้ชัดเพราะมีครูและบุคลากรจำนวนมากได้รับผลกระทบ”ผศ.อรรถพลกล่าว

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.)กล่าวว่าหากเปลี่ยนแปลงแล้วทำให้ครูและคนส่วนใหญ่รู้สึกพอใจก็เป็นเรื่องดีอย่างไรก็ตามทุกองค์กรไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กควรเน้นเรื่องธรรมาภิบาลความโปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรมส่งเสริมคนดีและคนเก่งให้มีโอกาสเข้ามาทำงานมีโอกาสเจริญก้าวหน้าในอาชีพ

“การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจทำให้ภาคเอกชนเกิดความสับสนบ้างผมเองก็งงเห็นระบบการบริหารจัดการศึกษาของเราเปลี่ยนแปลงบ่อยซึ่งไม่แน่ใจว่าได้ถามความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบางหรือไม่ โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งรัฐบาลนี้เปิดโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามากขึ้นดังนั้นต้องให้เวลาสร้างความเข้าใจหากเปลี่ยนแล้วดีขึ้นเชื่อว่าไม่นานก็จะสังคมก็จะเกิดความเชื่อมั่น”นายอนุสรณ์กล่าว

ขณะที่ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการกอศ.)กล่าวว่าในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ. )มองว่าคำสั่งนี้จะทำให้เกิดการบูรณาการในการทำงานมากขึ้นโดยเฉพาะหน่วยงานของศธ.ในจังหวัดต่างๆที่จะมีให้กลไกที่คล่องตัวมากขึ้น

เลขาธิการ กอศ.กล่าวว่าขณะที่ในส่วนของสอศ.จะเกี่ยวข้องในเชิงนโยบายและที่ผ่านมาเรามีการทำงานที่ใช้กลไกระดับจังหวัดอยู่แล้วโดยมีคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจังหวัด(อศจ. )ดังนั้นเมื่อมีคำสั่งนี้ออกมาทำให้สามารถทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้นโดยวันที่30-31มีนาคมสอศ.จะเชิญประธานอศจ.จังหวัดมาชี้แจงถึงรายละเอียดและบทบาทในการทำงานร่วมกับคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ. )เพื่อให้เกิดความเข้าใจและทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“การบูรณาการระดับจังหวัดจะทำให้ระบบการส่งต่อผู้เรียนสายสามัญกับสายอาชีพเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยการที่กรรมการมาจากหลายหลายกลุ่มก็จะเอื้อต่อการที่อาชีวะจะผลิตคนได้ตรงตามความต้องการมากขึ้นรวมถึงยังสามารถดูแลเด็กออกกลางคันไม่ให้ตกหล่นออกนอกระบบการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและเป็นระบบ”นายชัยพฤกษ์กล่าว


สสส.รุกคืบสร้างพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อสุขภาวะทางปัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224522

สสส.,ปัญญา,สื่อสร้างสรรค์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  22 มี.ค. 2559

สสส.รุกคืบสร้างพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อสุขภาวะทางปัญญา

สสส.รุกคืบสร้างพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อสุขภาวะทางปัญญา จัดกิจกรรม “เพชรบุรี ดีจัง ไปยาลใหญ่” ผนึกชุมชนดึงเยาวชนเมืองเพชรฯร่วมผลิตสื่อ-คิดอย่างสร้างสรรค์

             รศ.ดร.จุมพล รอดคำดี ประธานคณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ 5 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมกับ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรี เทศบาลเมืองเพชรบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี สถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบุรี วัดใหญ่สุวรรณารามวรวิหาร สถาบันอาศรมศิลป์ สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) และชาวชุมชนในพื้นที่พื้นที่ ร่วมจัดกิจกรรม “มหกรรมพื้นที่สร้างสรรค์ เพชรบุรี ดีจัง ไปยาลใหญ่” เพื่อเพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อสุขภาวะทางปัญญาบนฐานชุมชน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-20 มี.ค.ที่ผ่านมา ณ ลานกลางสะพานจอมเกล้า พื้นที่ใจกลางเมือง จ.เพชรบุรี โดยมี นายสนิท ขาวสะอาด ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี และนายชัยยะ อังกินันทน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี ร่วมพิธีเปิด

รศ.ดร.จุมพล กล่าวว่า สสส. ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย โดยปักหมุดเรื่องยุทธศาสตร์ส่งเสริมสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์ในการพัฒนาเด็กเยาวชน และครอบครัว  เพื่อส่งเสริมให้เกิดสื่อสร้างสรรค์ที่เหมาะสม ดี และเพียงพอ โดยใช้สื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการการสร้างภูมิคุ้มกันและเสริมพลังให้เด็ก เยาวชน และครอบครัวผ่านยุทธศาสตร์ 3 ดี คือ สื่อดี พื้นที่ดี และภูมิดี จนเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมชัดเจน ในโครงการรณรงค์พื้นที่สุขภาวะสำหรับเด็กและเยาวชน เพชรบุรี…ดีจัง  ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบ และเป็นจังหวัดต้นแบบ ปัจจุบันได้ขยายพื้นที่สร้างสรรค์เครือข่ายเด็กและเยาวชน อีกกว่า 107 แห่ง ใน 38 จังหวัด

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจข้อมูลการเข้าถึงและการใช้สื่อของเด็กและเยาวชน โดยเครือข่ายเสียงประชาชน (We Voice) ในปี 2556 พบว่าปัจจุบันเด็กและเยาวชนมีโอกาสเข้าถึงสื่อไม่ดีมากกว่าสื่อดี และสื่อยังมีผลต่อปัญหาพฤติกรรมและสุขภาพของเด็กและเยาวชน เช่น เด็กติดเกม การเสพสื่อออนไลน์เกินความจำเป็น การบริโภคขนมขบเคี้ยว และพฤติกรรมแน่นิ่ง ขาดการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ ก่อเกิดทุกขภาวะในหลายด้าน

น.ส.เข็มพร วิรุณราพันธ์ ผู้จัดการสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) กล่าวว่า จากการดำเนินโครงการพื้นที่สร้างสรรค์ เพชรบุรี…ดีจัง มาอย่างต่อเนื่อง พบว่ากิจกรรมสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์ เป็นส่วนสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะชีวิตของเด็กและเยาวชนให้มีความฉลาดรู้ทางสื่อ (Media Literacy) ความฉลาดรู้ทางสุขภาพ (Health Literacy)  และความตื่นรู้ทางปัญญา (Spiritual Literacy) ได้อย่างทรงพลัง ซึ่งผลการดำเนินงาน ทำให้เกิดเครือข่ายพื้นที่สร้างสรรค์ทุกอำเภอในระดับต่างๆ ทั้งจากศิลปินสกุลช่าง ครูอาจารย์ นักกิจกรรมพัฒนาเยาวชน ศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม กลุ่มเยาวชนจิตอาสา ทั้งคนเฒ่าคนแก่ พ่อแม่ผู้ปกครอง ทั้ง โรงเรียน วัด หน่วยงานท้องถิ่น ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วม แลกเปลี่ยนเรียนรู้  พัฒนาศักยภาพในการสร้างสรรค์สื่อดี พื้นที่ดี เพื่อภูมิดีของเด็ก เยาวชน ครอบครัว และชุมชน ทำให้เกิดการพัฒนาเยาวชนแกนนำภาคีเครือข่ายพื้นที่สร้างสรรค์ เพชรบุรี…ดีจัง มีศักยภาพในการผลิตสื่อสร้างสรรค์ และสร้างแรงบันดาลใจ ที่มีความหลากหลายทั้งรูปแบบและเนื้อหา 15 กลุ่ม  เยาวชนเครือข่าย 200 คนการเปิดพื้นที่ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้ออกแบบและเป็นผู้ผลิตสื่อ รวมถึงเป็นผู้สร้างช่องทางเผยแพร่สื่อด้วยตนเอง จึงเป็นกระบวนการสำคัญที่จะสร้างความรู้เท่า ความรู้ทัน   แยกแยะดีชั่ว ประโยชน์และโทษ นำมาสู่การรณรงค์พื้นที่สุขภาวะทางปัญญา “เพชรบุรี…ดีจัง” สู่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็ก เยาวชน และ ครอบครัว ชุมชน องค์กรท้องถิ่น ตลอดถึงเด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงพื้นที่สุขภาวะทางปัญญา สามารถต่อยอดและขยายผลให้พื้นที่สร้างสรรค์มีความยั่งยืน

ด้าน น.ส.สุนิสา ประทุมเทือง แกนนำเครือข่ายเยาวชนพื้นที่สร้างสรรค์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจและขอขอบคุณผู้ใหญ่ทุกคนให้โอกาส โดยโครงการเพชรบุรี ดีจัง ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว โดยในแต่ละปีนั้นเครือข่ายเยาวชนจาก 8 อำเภอของจังหวัดเพชรบุรี กว่า 20 กลุ่ม ได้ร่วมกันค้นหาและเรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรมของชุมชน นำความรู้ที่ได้รับมาจัดกิจกรรม ออกแบบผลิตสื่อของชุมชน  สื่อสารแบ่งปันสู่คนในพื้นที่ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการร่วมกันจัด “มหกรรมพื้นที่สร้างสรรค์ เพชรบุรี ดีจัง” ขึ้นในใจกลางเมือง ชักชวนชาวชุมชนในพื้นที่จัดงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่สนใจ นำเสนอผลจากการเรียนรู้ของแต่ละพื้นที่ ในรูปแบบของกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมให้ผู้ที่มาร่วมงานได้ลงไม้ลงมือเรียนรู้แบบปฏิบัติจริงกัน พร้อมทั้งนำเสนอการแสดงศิลปะ วัฒนธรรมพื้นบ้านหลากหลายรูปแบบ