ม.44 ดัน ‘ศึกษาธิการจังหวัด’ เดินหน้าหรือถอยหลังปฏิรูปศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224805

การศึกษา,ม.44,ศึกษาธิการจังหวัด,เดินหน้า,ถอยหลัง,ปฏิรูปศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  28 มี.ค. 2559

ม.44 ดัน ‘ศึกษาธิการจังหวัด’ เดินหน้าหรือถอยหลังปฏิรูปศึกษา

ม.44 ดัน ‘ศึกษาธิการจังหวัด’ เดินหน้าหรือถอยหลังปฏิรูปศึกษา : โดย…ทีมข่าวการศึกษา

                    แวดวงครูเวลานี้..ยังอยู่ในบรรยากาศอื้ออึง..มึน..งง..แม้จะเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง ของการบังคับใช้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่อาศัยอำนาจมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับปรับปรุง) พ.ศ.2557 นับแต่วันที่ 21 มีนาคม เพื่อปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ล้วงลึกไปยังระดับภูมิภาค จัดระบบโครงสร้างการบริหารใหม่ โละคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา (กพท.) และคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่ฯ 225 เขตทิ้ง แต่ยังคงไว้ซึ่งสำนักงานเขตพื้นที่ฯ ที่มี ผอ.เขตพื้นที่ฯ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่
                    โครงสร้างใหม่ มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของ ศธ.ในภูมิภาค มีรมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่วางแผนการบริหารงานบุคคลและจัดสรรงบประมาณของ ศธ.ในระดับภูมิภาค มีอำนาจแต่งตั้ง โอน หรือย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารเขตพื้นพื้นที่ฯ หรือผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่างๆ ในระดับภูมิภาคหรือจังหวัด
                    มีการจัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการภาค 1-18 จากเดิมมี 1-13 ภาค จัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการภาค (กศจ.) 77 จังหวัด ให้ผู้ว่าฯ/รองผู้ว่าฯ เป็นประธาน มีศึกษาธิการจังหวัด เป็นรองประธาน ซึ่งชุดนี้จะรับโอนภารกิจหน้าที่ของทั้ง กพท. และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ มาทั้งหมด โดยได้มีอนุกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (อกศจ.) ทำงานตามที่ กศจ.มอบหมาย
                    โครงสร้างใหม่ จะเป็นการรวมศูนย์อำนาจมาไว้ที่ส่วนกลางมากขึ้น แต่ขยายสาขากระทรวงเข้าไปในระดับภูมิภาค ระดับจังหวัด มากขึ้นและทุกส่วนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม
                    มองลึกกว่านั้นเป็นการนำระบบการบังคับบัญชาแบบทหารที่มีการสั่งการไปตามลำดับชั้นมาใช้ ก็ทำมองภาพได้ว่าท้ายสุดแล้วผู้กุมอำนาจ ชี้ขาดมากสุดก็ไม่พ้น “รมว.ศึกษาธิการ” ซึ่งด้วยบริบทของการศึกษา ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในแต่ละพื้นที่ จังหวัดเองก็ยังมีความหลากหลาย เช่นนี้แล้วโครงสร้างที่รวมศูนย์อำนาจนี้ ทำให้เกิดคำถามจากคนในวงการครูว่า มันจะเกิดผลดี? เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการได้แท้จริงหรือ ?
                    แม้ว่าผู้นำประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มั่นใจว่านี่แหละคือหนทางที่จะแก้ปัญหา ต้องปรับโครงสร้างให้เกิดการบูรณาการ เพราะที่ผ่านมาอำนาจค่อนข้างกระจัดกระจาย จนไม่มีอำนาจในการปฏิรูป จึงจำเป็นต้องออกคำสั่งปรับปรุงครั้งนี้ เพื่อให้เกิดการปฏิรูปเพื่อให้การศึกษาดีขึ้น ให้ ศธ.ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย ศธ.ต้องลงไปถึงส่วนท้องถิ่นทั้งเรื่องของโรงเรียน การแต่งตั้ง อาทิ ผู้อำนวยการโรงเรียน รัฐมนตรีก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องเลย ทั้งที่ต้องลงไปดูว่าถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ ไม่เช่นนั้นอำนาจจะลงไปข้างล่างทั้งหมดก็จะเหมือนเดิมอย่างที่เป็นมา
                    พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ชี้แจงชัดว่าจำเป็นต้องปรับโครงสร้างแบบนี้เพื่อให้การทำงานเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพ ลดช่องว่างของการทำงาน โดยเฉพาะปัญหาการบริหารงานบุคคล ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหามากทั้งเรื่องการเกลี่ยครู บรรจุครูใหม่ การคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษา หรือกระทั่งการพิจารณาโทษวินัย เหล่านี้จะให้มาอยู่ในการดูแลของ กศจ.ที่มีผู้ว่าฯ เป็นประธาน และเชื่อมั่นว่าจะเดินไปด้วยดี แม้ใครจะมองว่าเป็นการถอยหลังเข้าคลอง แต่เจ้าตัวไม่คิดเช่นนั้น กลับมองว่าเมื่อที่ทำอยู่ไม่ดี แล้วที่ทำให้เดิมดีกว่าก็ควรมาปรับใช้ และให้ กศจ.ที่จะมีภาคีทุกภาคส่วนเข้ามาร่วม
                    นัยของการปรับโครงสร้างนี้ นอกจากเปิดทางให้ส่วนกลางโดย รมว.ศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงไปคลุกวงในเรื่องการคัดเลือกเลือกครู ผู้บริหารเขตพื้นที่ฯ ผู้บริหารโรงเรียนแล้ว ยังเป็นการตัดตอนกลุ่มอิทธิพลที่แฝงตัวอยู่ใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ หลายคนกว่าจะได้รับเลือกเข้ามาก็ควักกระเป๋าไปมาก ถึงเวลาต้องถอนทุนคืน!! ทั้งๆ ที่หลักการของการมี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ นั้น คือคัดคนดี คนมีความสามารถในพื้นที่มาช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่นั้นๆ โดยเฉพาะความก้าวหน้าของครู ผู้บริหาร แต่ที่ผ่านมายังมีคำถามในการตัวบุคคล
                    กว่า 10 ปีที่ผ่านมาหลายพื้นที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มอำนาจ เรียกรับผลประโยชน์ทั้งการการโยกย้าย เลื่อนขั้นเงินเดือน เล่นเส้นสาย พรรคพวกทำผิดก็ปล่อยเมินเฉย หรือใช้อำนาจหน้าที่ผลักดันพวกพ้องได้ดิบได้ดีในเส้นทางสายบริหาร บางรายร่ำรวยจากการแต่งตั้งก็เยอะ กระทั่งครูและผู้บริหารสถานศึกษาจะทำผลงานวิชาการยังถูกเรียกเงิน ที่สุดทนไม่ไหวจึงต้องสะท้อนความทุกข์ไปให้ผู้ใหญ่ให้มาจัดการ
                    ไม่เพียงเท่านั้น บางพื้นที่มีปัญหาทุจริตอย่างเห็นได้ชัดก็ไม่ได้รับการแก้ไข ล่าสุดจากการรวบรวมข้อมูลทุจริตใน ศธ. ซึ่ง พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ เป็นประธานพบว่า ภาพรวม ศธ.มีเรื่องทุจริต 610 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 298 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 292 ในจำนวนนี้เป็นของ สพฐ. 300 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 201 เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 99 เรื่อง
                    การยุบ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ก็สร้างความสบายใจให้ครูส่วนหนึ่ง ให้ขึ้นจากหล่มปัญหาเดิมๆ ได้ และเขตพื้นที่ฯ ก็มีอำนาจลดลงปฏิบัติงานไปตามหน้าที่ แต่ก็มีเสียงสะท้อนว่าวิธีการนี้สวนกระแสปฏิรูปการศึกษาเกินไป โดยเฉพาะการยุบ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯแล้วหวนไปสู่การขับเคลื่อนโดย กศจ.ทั้งที่เดินมาไกลมากกว่า 30 ปีจะเกิดประโยชน์อะไร ในปลายทางเด็กจะได้อะไรจากเรื่องนี้
                    เพราะคำสั่งหัวหน้า คสช.กำหนดให้ กศจ.ที่มีผู้ว่าฯ/รองผู้ว่าฯ เป็นประธาน มีองค์คณะรวม 22 คน มีความกังวลใจเช่นกันว่าผู้ว่าฯ เข้าใจในการศึกษา รู้พื้นที่และความต้องการของครูและนักเรียนได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งการจัดการศึกษา เกลี่ยกำลัง ย้ายครูได้ถูกต้อง จะทำได้รวดเร็วสอดคล้องและจะทำให้การเคลื่อนงานปฏิรูปการศึกษาให้เป็นจริงหรือไม่
                    หรือแม้ในองค์ประกอบใน กศจ.จะให้มีภาคส่วนต่างๆ องค์ปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ก็ยังน้อยกว่าสัดส่วนราชการ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้กลไกนี้เกิดความชัดเจน เข้มแข็ง ศธ.ต้องปรับบทบาทมาสนับสนุนในเชิงนโยบาย ส่วนการจัดการศึกษาให้เปิดทางให้ภาคีเครือข่ายมาทำงานตรงนี้จะทำให้เกิดภาพการพัฒนาที่ชัดเจน
                    จากนี้ภาพใหญ่ของการขับเคลื่อนการศึกษาในภูมิภาคจังหวัด จะมีคณะกรรมการขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาของ ศธ.ในภูมิภาค คอยควบคุม ซึ่งระหว่างทางที่ กศจ.ยังไม่เกิดขึ้น รมว.ศึกษาธิการ จะมอบให้ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เขต 1 ในฐานะศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ทำหน้าที่แทนไปก่อน เพื่อให้การทำงานช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ติดขัด
                    เนื่องจาก กศจ.จะมีบทบาทมากในการบริหารงานบุคคล จะต้องวางหลักเกณฑ์และกติกาให้ชัดเจนด้วยว่า จะมีแนวทางอะไรที่ทำให้ครูและผู้บริหารมั่นใจได้ว่าในระหว่างที่ยังบังคับใช้คำสั่งนี้ราว 1 ปี 6 เดือนตามอายุของรัฐบาล การแต่งตั้ง โยกย้าย จะเป็นไปอย่างยุติธรรม โปร่งใส ปราศจากเส้นสาย
                    ที่สำคัญเวลานี้ครูและผู้บริหารหลายคนก็หวั่นเกรงว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เดิมเมื่อสมัยมีศึกษาธิการจังหวัด ที่มักถูกเกณฑ์เข้าไปช่วยงานต่างๆ จนไม่เป็นอันได้สอนหนังสือ แม้ระยะหลังเมื่อกระจายอำนาจมาเป็นเขตพื้นที่การศึกษาเรื่องเหล่านี้ลดลง
                    ช่วงเริ่มต้นคงตอบไม่ได้ว่าการใช้กลไกขับเคลื่อนประเทศด้วยการรวมศูนย์อำนาจครั้งนี้ จะตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาการจัดการศึกษาที่มีความหลายหลาย ทั้งรูปแบบพื้นที่ คุณภาพครู เด็ก โอกาสทางการศึกษา ฯลฯ ได้ผลหรือไม่ และจะดีจริงหรือถ้าจะใช้โมเดลเดียวกันทุกจังหวัด คงต้องรอดูภารกิจที่รัฐบาลใช้ ม.44 ขับเคลื่อนจะเป็นจริงแค่ไหน ที่สำคัญจับตาตัวบุคคลไว้ที่ กศจ.จะมีนัยทางการเมืองหรือการศึกษามากกว่ากัน..
——————–
(ม.44 ดัน ‘ศึกษาธิการจังหวัด’ เดินหน้าหรือถอยหลังปฏิรูปศึกษา : โดย…ทีมข่าวการศึกษา)

เปิดม่านการศึกษา : 28 มี.ค. 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224806

เปิดม่านการศึกษา,ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ,บิ๊กหนุ่ย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  28 มี.ค. 2559

เปิดม่านการศึกษา : 28 มี.ค. 59

เปิดม่านการศึกษา : 28 มี.ค. 59 : โดย…ครูแจ่ม

                    สพม.1 ยุค “ว่าที่ร.ต.อานนท์ สุขภาคกิจ” นั่งเก้าอี้ “ผู้อำนวยการ” เผย ยอดสมัครรับเด็ก ระหว่างวันที่ 20-24 มี.ค. ระดับชั้นม.1 ภาพรวม 23,107 คน แห่สมัคร “สวนกุหลาบวิทยาลัย” มากที่สุดถึง 1,185 คน แต่รับได้ 300 คน ขณที่ “เตรียมอุดมศึกษา” หรือ “พระเกี้ยวน้อย” มีเด็กแห่สมัครเข้าเรียนชั้นม.4 สูงถึง 11,417 คน รับได้ 1,480 คน เรียกได้ว่ามีสัดส่วนการแข่งขันสูงถึง 1 ต่อ 11 ทั้งนี้สอบเข้าม.1 วันที่ 26 มี.ค. และ ม.4 สอบ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา
                    ช่วงสับขาหลอก อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในกำมือ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เจ้ากระทรวงคุณครู หลังคำสั่งคสช.ที่ 10/2559 และคำสั่งคสช.ที่ 11/2559 นั่นหมายถึง หากมีเรื่องร้องเรียน แป๊ะเจี๊ยะแลกที่นั่งเรียนม.1 และม.4 งานนี้คงได้เห็น “รมว.ศึกษาฯ” ใช้อำนาจตามม.44 สั่งย้ายผอ.ร.ร. หรือ ครู อาจารย์ ที่เกี่ยวข้อง แบบฟ้าผ่าได้อย่างแน่นอน
                    มทร.ธัญบุรี รับพนักงานราชการ…คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.ธัญบุรี รับสมัครพนักงานราชการทั่วไปตำแหน่งนักวิชาการศึกษา จำนวน 1 อัตรา วุฒิ ป.ตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต (เคมี) หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง ผู้ประสงค์จะสมัคร ขอและยื่นใบสมัครด้วยตนเองได้ที่สำนักงานคณบดี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ถนนรังสิต-นครนายก ต.คลองหก อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ตั้งแต่วันนี้-31 มี.ค. ในเวลาราชการ
                    นิทรรศการเจ้าฟ้า…นางบุศยารัตน์ คู่เทียม ผอ.หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ แจ้งว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ 2 เม.ย.2559 กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โดยหอจดหมายเหตุแห่งชาติฯ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กำหนดจัดเสวนาวันที่ 29 มี.ค.นี้  โดย “ว่าที่ร.ต.กิตติ ขันธมิตร” สำนักงานโครงการส่วนพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี และ “ศ.พิเศษธงทอง จันทรางศุ” ณ โรงแรมรอยัล ซิตี้ กทม. และจัดแสดงนิทรรศการ เรื่อง “เจ้าฟ้านักพัฒนาแห่งแผ่นดิน” ตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.-30 เม.ย.นี้ ณ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ท่าวาสุกรี กทม.
——————–
(เปิดม่านการศึกษา : 28 มี.ค. 59 : โดย…ครูแจ่ม)

ไทยเจ๋งคว้า8เหรียญฝีมือคนพิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224846

การศึกษา,ฝีมือ,แรงงาน,พิการ,ฝรั่งเศส,เหรียญทอง,วิริยวัฒน์ ตุยรัมย์,ไทย,เจ๋ง,คว้า,เหรียญ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  27 มี.ค. 2559

ไทยเจ๋งคว้า8เหรียญฝีมือคนพิการ

ทีมคนพิการไทย คว้า 1 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง จากการแข่งขันฝีมือคนพิการนานาชาติ ที่ฝรั่งเศส เจ้าของผลงานสุดภูมิใจ เป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต

                    27 มี.ค. 59  นายกรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า ทีมคนพิการไทยประสบความสำเร็จในการร่วมแข่งขันฝีมือคนพิการนานาชาติ ครั้งที่ 9 ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยสามารถคว้ารางวัลมาได้ทั้งหมด 8 รางวัล จากผู้เข้าแข่งขัน 12 คน ใน 11 สาขา เป็นรางวัลชนะเลิศเหรียญทอง 1 รางวัล เหรียญเงิน 3 รางวัล และเหรียญทองแดง 4 รางวัล  ส่วนเจ้าเหรียญทองคว้าไปทั้งหมด 15 เหรียญ ได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลีใต้ ขณะที่เจ้าภาพ ฝรั่งเศสเจ้าภาพได้ 9 เหรียญทอง
                    นายกรีฑา กล่าวว่า สำหรับรางวัลเหรียญทอง 1 เหรียญ ได้จากนายวิริยวัฒน์ ตุยรัมย์ สาขาประดิษฐ์สิ่งของจากวัสดุเหลือใช้ เหรียญเงิน 3 เหรียญ จาก นายอนิรุจน์ พันธ์จบสิงห์ สาขาเครื่องปั้นดินเผา นายบรรเจิด โชติช่วง สาขาออกแบบสถาปัตยกรรมด้วยคอมพิวเตอร์ และนายศราวุฒ พรมภักดิ์ สาขาออกแบบโปสเตอร์  ส่วนเหรียญทองแดง 4 เหรียญ จาก น.ส.ภัทรวดี วราฤทธิ์ดำรงกุล สาขาถักไหมพรม น.ส.อนุษา ดวงเกิด สาขาประดิษฐ์สิ่งของจากวัสดุเหลือใช้ น.ส.จุฑารัตน์ เจริญสุข สาขาวาดภาพ และนายศตพล สุภณิดาเมธัส สาขาประกอบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ระดับพื้นฐาน
                    “โดยส่วนตัวพอใจกับผลงานของผู้เข้าแข่งขันจาก 8 รางวัลที่ได้รับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนพิการไทยมีฝีมือสู้ได้ในระดับโลก จากนี้จะเร่งประสานหางานให้ผู้แข่งขันที่ยังว่างงาน ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ส่วนผู้แข่งขันที่ไม่ได้รางวัลก็ไม่ต้องเสียใจถือว่าเป็นประสบการณ์ โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้เตรียมเงินรางวัลอัดฉีด สำหรับเหรียญทอง 3 แสนบาท เหรียญเงิน 2 แสนบาท เหรียญทองแดง 1 แสนบาท รางวัลชมเชย รางวัลละ 5 หมื่นบาท และรางวัลปลอบใจ รางวัลละ 1 หมื่นบาท” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าว
                    นายวิริยวัฒน์ ตุยรัมย์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้รับรางวัลเหรียญทองสมกับที่ฝึกฝนมากว่า 4 เดือน โดยจะนำประสบการณ์ที่ได้รับจากการแข่งขันครั้งนี้ ไปต่อยอดนำวัสดุเหลือใช้มาประดิษฐ์สิ่งของ เพื่อสร้างรายได้ให้ตนเอง พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจจากประชาชนชาวไทย เพราะเหรียญนี้คือรางวัลสำหรับประเทศไทยและคนไทยทุกคน
                    คณะผู้เข้าแข่งขันคนพิการเดินทางกลับถึงประเทศในวันที่ 28 มีนาคม ณ สนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 07.00 น. และมีพิธีมอบรางวัลให้แก่ผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกคน ณ ห้องศาลาไทย โรงแรมแอมบาสเดอร์ กรุงเทพมหานคร เวลา 19.00 น.วันเดียวกัน
                    พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การแข่งขันฝีมือคนพิการนานาชาติ เป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้คนพิการจากทั่วโลก ได้มาหาประสบการณ์และแสดงศักยภาพ จากการสังเกตการณ์การแข่งขัน มีแนวคิดที่จะนำไปปรับใช้ในประเทศไทยหลายเรื่อง อาทิ รูปแบบการจัดงานแข่งขัน โดยเฉพาะการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนพิการ รวมทั้งการสร้างการยอมรับ ให้คนพิการสามารถก้าวมาสู่สังคมมากยิ่งขึ้น

ฟื้นชีวิต ‘เลพ่อเฒ่า’ จับเพื่อเพิ่มที่อ่าวบ้านดอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224755

สิ่งแวดล้อม,เลพ่อเฒ่า,อ่าวบ้านดอน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  27 มี.ค. 2559

ฟื้นชีวิต ‘เลพ่อเฒ่า’ จับเพื่อเพิ่มที่อ่าวบ้านดอน

หลากมิติเวทีทัศน์ : ฟื้นชีวิต ‘เลพ่อเฒ่า’ จับเพื่อเพิ่มที่อ่าวบ้านดอน : โดย…สุวัฒน์ คงแป้น

                    แสงแดดเดือนมีนาคมบริเวณพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เมืองท่าทอง อ.กาญจนดิษฐ์ อ.สุราษฎร์ธานี แม้จะร้อนแต่มีลมทะเลพัดอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผู้คนหลายร้อยชีวิตทั้งชาวบ้านในพื้นที่ พี่น้องเครือข่ายอ่าวบ้านดอน คณะอาจารย์ และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ฯลฯ ที่มารวมตัวกัน ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพื่อเตรียมตัวลงเรือจับหอยบริเวณปากน้ำท่าทอง รู้สึกเย็นสบาย
                    ทุกคนใช้เหีย (อวนที่ทำเป็นถุง) คล้องคอเอาไว้ใส่หอยที่จับได้ นับเป็นประสบการณ์แรกของหลายคนที่จะได้จับหอยในทะเลด้วยตนเอง จึงทำให้รู้สึกตื่นเต้น ไม่นานเรือหางยาวของชาวประมงหลายลำก็พาแขกเหล่านี้จากท่าเรือหน้าพิพิธภัณฑ์แล่นไปตามคลองท่าทองออกสู่ท้องทะเลอ่าวไทย ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 2 กิโลเมตร
                    อ่าวบ้านดอน ตั้งอยู่ในเขต จ.สุราษฎร์ธานี มีความยาวประมาณ 150 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ อ.ท่าชนะ ไชยา ท่าฉาง พุนพิน เมืองกาญจนดิษฐ์ และดอนสัก รวม 6 อำเภอ 19 ตำบล ในอดีตเป็นอ่าวที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ป่าชายเลนอุดมสมบรูณ์ ประกอบกับพื้นที่ต้นน้ำหลายสายที่ไหลลงสู่อ่าวบ้านดอนก็เป็นป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ น้ำจึงพัดพาอาหารลงสู่อ่าวส่งผลให้อ่าวบ้านดอนอุดมสมบูรณ์ทั้งสัตว์น้ำและพืชทางทะเลเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของประเทศและของโลก
                    ผมเกิดและโตที่อ่าวบ้านดอน จึงรับรู้ได้ถึงความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างดี ชาวบ้านที่นี่จับสัตว์น้ำด้วยมือเปล่าในฤดูแล้ง เพียงมีกระดานเลนก็หากินได้ทั่ว ไม่ว่า กุ้ง หอย ปู ปลา อยากกินปูทะเลก็เพียงถือเหียเดินออกไปในป่าแสม สายตาที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ก็จะรู้ว่าหลุมเล็กๆ มีปูนอนนิ่ง เพื่อลอกคราบ อยากได้ตัวเคยมาทำกะปิ ก็เพียงทำดินเลนเป็นคันเล็กๆ แล้วใช้อวนรุนตัวเคยได้เป็นเข่ง
                    ส่วนในฤดูน้ำหลากจะต้องมีเครื่องมือประมงที่ทำด้วยไม้ไผ่เพื่อดักปลา เช่น ซ่อนดักปลากระบอก ทำโม่ดักปลาได้ทุกชนิด หรือแม้แต่ใช้ถุงเท้าเก่าๆ ของลูกสวมมือเพื่อจับปูแสม ซึ่งหนีน้ำเกาะอยู่บนต้นโกงกางจนมองไม่เห็นต้น เรียกได้ว่าทุกฤดูกาลชาวบ้านซึ่งเป็นชาวประมงพื้นบ้าน จับสัตว์น้ำได้ด้วยมือเปล่า หรือไม่ก็แค่อุปกรณ์การประมงที่ทำแบบง่ายๆจากภูมิปัญญาของพวกเขา จึงทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของอ่าวบ้านดอน ยังคงเป็น “เลพ่อเฒ่า” หรือทะเลสาธารณะที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของแต่ทุกคนหาเลี้ยงชีพได้
                    ความเปลี่ยนแปลงของอ่าวบ้านดอน เกิดขึ้นเมื่อ 20 กว่าปีมานี้ ด้วยสาเหตุสำคัญอย่างน้อยสามประการ ประการแรก คือ การเกิดขึ้นของการทำนากุ้งกุลาดำ ซึ่งใครๆ ก็รู้ดีว่าผู้อยู่เบื้องหลังการเลี้ยงกุ้งกุลาดำคือนายทุนเกษตรรายใหญ่ของประเทศ ซึ่งเขาสามารถทำเรื่องนี้ให้เป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ เป้าหมายเพื่อขายพันธุ์กุ้ง อาหารกุ้ง และอุปกรณ์การเลี้ยงกุ้ง
                    แต่การเลี้ยงกุ้งกุลาดำ มีการอนุญาตให้รุกป่าชายเลนจำนวนมาก โดยการอนุญาตอย่างถูกต้องจากส่วนราชการ ส่วนชาวบ้านที่มีที่ดินอยู่ใกล้ๆ ป่าชายเลน ก็เปลี่ยนที่ดินเหล่านั้นเป็นนากุ้งกันทั่วหน้า ลงทุนด้วยเงินหลักล้าน โดยการกู้ยืมจากธนาคาร แต่ผลผลิตกุ้งแต่ละรุ่นก็ทำเงินล้านได้เช่นกัน แต่เป็นอยู่แบบนี้ได้ไม่กี่ปี เพราะกุ้งเลี้ยงยากขึ้นเรื่อยๆ ต้องลงทุนมากขึ้น ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่เป็นอันหลับอันนอน จนเกิดเหตุกุ้งตายบ่อยครั้งก็ต้องขาดทุนและปล่อยให้เป็นนากุ้งร้าง หรือให้เอกชนเช่าต่อไป
                    การเลี้ยงกุ้งไม่เพียงทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้เป็นสินสิ้นเนื้อประดาตัวเท่านั้น แต่ได้ทำลายป่าชายเลนซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำขนาดเล็กไปจนหมดสิ้น รวมทั้งน้ำเสียจากนากุ้งก็ถูกปล่อยลงสู่ทะเล ทำให้สัตว์น้ำชายฝั่งอาศัยอยู่ไม่ได้ ชาวประมงชายฝั่งต้องเลิกอาชีพไปจำนวนมาก
                    ประการถัดมา ก็คือ ภัยจากเรือประมงเชิงพาณิชย์ ที่ใช้อุปกรณ์จับสัตว์น้ำแบบล้างผลาญ อีกทั้งไม่คำนึงถึงฤดูวางไข่ของสัตว์น้ำ ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายกับประมงแบบนี้อย่างเคร่งครัด ส่งผลให้อ่าวบ้านดอนขาดความอุดมสมบูรณ์ลงไปเรื่อยๆ
                    ประการสุดท้าย ก็คือ การอนุญาตให้มีการสัมปทานเลี้ยงหอย รุกล้ำชายฝั่ง จนชาวประมงพื้นบ้านไม่มีพื้นที่ทำมาหากิน ทะเลไม่ใช่ “เลพ่อเฒ่า” หรือพื้นที่สาธารณะอีกต่อไป แต่เป็นทะเลที่มีเจ้าของ
                    จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น ก็ได้มีความพยายามจากภาคส่วนต่างๆ ในการจับมือกันฟื้นฟูอ่าวบ้านดอนให้เป็นแหล่งอาหารที่ยั่งยืนอีกครั้งหนึ่ง โดยในส่วนของภาคประชาชนได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายอนุรักษ์อ่าวบ้านดอน มีการส่งเสริมการปลูกป่าชายเลน ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ โดยมีสถาบันการศึกษามาสนับสนุนเรื่องงานวิชาการ เพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอในการแก้ไขปัญหา
                    ในปี 2555 มูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้สนับสนุนให้เกิดการรวมตัวของพี่น้องอีกครั้ง เน้นการทำพื้นที่นำร่องในการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง และการกำหนดเขตพื้นที่ให้เป็นเขตทำกินของชาวประมงพื้นบ้าน โดยส่งเสริมใน 13 ตำบล ที่มีการจดแจ้งสภาองค์กรชุมชน การสนับสนุนในครั้งนั้นนำไปสู่การกำหนดเขตสามร้อยเมตร โดยมี นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี มาเป็นประธานในการปักเขตที่ปากคลองกะแดะ อ.กาญจนดิษฐ์ และเกิดพื้นที่รูปธรรมนำร่องที่ ต.ท่าทอง
                    จากการดำเนินงานนำร่องที่ ต.ท่าทอง ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทะเลและชายฝั่งที่ 4 กรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่งเป็นอย่างดี
                    วิชัย สมรูป ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการมีส่วนร่วมให้ข้อมูลว่า จากการจุดประกายที่ ต.ท่าทอง ทางเราจึงได้จัดทำโครงการป่า-เลชุมชน เสนอเข้าแผนงบประมาณปี 2560 เพิ่มขึ้นอีก 4 อำเภอ ให้มีพื้นที่นำร่องอำเภอละแห่งครอบคลุมทั่วทั้งอ่าวบ้านดอน ส่วนที่ อ.กาญจนดิษฐ์ ก็จะขยายผลจาก ต.ท่าทอง ไปสู่ ต.กะแดะ ต่อไป
                    โดยกิจกรรมป่า-เลชุมชน ประกอบด้วยการกำหนดเขตพื้นที่ชายฝั่งให้เป็นพื้นที่สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยทหารได้ดำเนินการประกาศให้มีความกว้างถึง 1,000 เมตร โดยพื้นที่เหล่านี้จะมีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หอย” ซึ่งเคลื่อนที่ไม่ได้ให้เป็นแหล่งอาหารของชาวบ้าน มีการทำงานกับชุมชนเพื่ออนุรักษ์และทำกติการ่วมกัน โดยมีการลาดตระเวนเพื่อเฝ้าระวังการบุกรุก
                    ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการมีส่วนร่วมฯ ให้ความเห็นอีกว่า การจะทำให้อ่าวบ้านดอนกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้งจะต้องทำสามอย่างควบคู่กันไป
                    1) ต้องปฏิรูปการถือครองพื้นที่สาธารณะหรือการทำให้ทะเลเป็นพื้นที่กลาง ปัจจุบันมีการอนุญาตให้มีการถือครองเพื่อเลี้ยงหอยมากเกินไป บางรายถือครอง 5,000 ไร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขต อ.ท่าชนะ อ.เมือง อ.พุนพิน เป็นเขตห้ามเลี้ยงหอย แต่ก็มีนายทุนผู้มีอิทธิพลเข้ามายึดพื้นที่สาธารณะเหล่านี้เพื่อเลี้ยงหอย ทำให้เกิดปัญหากับประมงชายฝั่งเป็นอย่างมาก
                    2) จะต้องเคร่งครัดเรื่องเครื่องมือจับสัตว์น้ำแบบทำลายล้าง โดยต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ส่วนชาวประมงขนาดเล็กที่ยังใช้เครื่องมือแบบนี้อยู่ ก็ต้องทำความเข้าใจให้เกิดความตระหนัก
                    อังคณา วิชัยดิษฐ์ ชาวประมงรายหนึ่ง เล่าว่า เมื่อก่อนใช้ลอบดักปูแบบคอนโด ทำให้ดักติดปูตัวเล็กตัวน้อย ปัจจุบันก็เปลี่ยนเป็นอวนปูธรรมดาและจะปรับเปลี่ยนเครื่องมือให้สอดคล้องกับสัตว์น้ำแต่ละฤดู
                    3) คือต้องสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชาวประมงพื้นบ้านซึ่งได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง
                    วีระพงษ์ ทองล่อง ประธานสภาองค์กรชุมชน ต.ท่าทอง เล่าว่า ที่นี่โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมู่ 1 มีชาวบ้านประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านจำนวนมาก จึงลุกขึ้นมารักษาทะเลให้เป็นทะเลพ่อเฒ่า ปักแนวเขตระยะ 300 เมตร ทำปะการังเทียมและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ การจัดงานในครั้งนี้ต้องการจะปลุกสำนึกการมีส่วนร่วมจากประชาชนในการช่วยกันดูแลที่ทำกิน เป็นการจับเพื่อเพิ่มหอยในทะเล
                    ในขณะที่ ประมวล รัตนานุพงษ์ ประธานเครือข่ายอนุรักษ์อ่าวบ้านดอน บอกว่า การอนุรักษ์อ่าวบ้านดอน หัวใจอยู่ที่ประชาชน ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน และการจริงจังด้านนโยบาย ตอนนี้เราจึงได้ยกประเด็นประมงชายฝั่งเป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญของประชาชน จ.สุราษฎร์ธานี
                    เพราะภาคประชาชนนั้น ไม่ใช่ผู้ที่มีอาชีพประมงพื้นบ้านเท่านั้น แต่คนอื่นๆ ในสุราษฎร์ธานีต้องร่วมด้วยจึงจะแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน
————————-
(หลากมิติเวทีทัศน์ : ฟื้นชีวิต ‘เลพ่อเฒ่า’ จับเพื่อเพิ่มที่อ่าวบ้านดอน : โดย…สุวัฒน์ คงแป้น)

คืนธรรมชาติให้เขาหัวโล้น สร้างฐานอาชีพใหม่ให้ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224757

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม,ธรรมชาติ,ภูเขาหัวโล้น,อาชีพ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  27 มี.ค. 2559

คืนธรรมชาติให้เขาหัวโล้น สร้างฐานอาชีพใหม่ให้ชุมชน

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : คืนธรรมชาติให้เขาหัวโล้น สร้างฐานอาชีพใหม่ให้ชุมชน : โดย…ธนชัย แสงจันทร์ เจ้าหน้าที่สื่อสารสังคม สกว.

                    “น่าน” เป็นจังหวัดที่มีต้นทุนทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ที่หลากหลาย และมีคุณค่า มีป่าต้นน้ำของลุ่มน้ำน่าน อันเป็นลุ่มน้ำที่สำคัญกับประเทศไทย โดยมีพื้นที่ป่าต้นน้ำ 3.4 ล้านไร่ สำหรับน้ำที่ก่อเกิดบนผืนป่าน่านจะถูกผันลงสู่ที่ราบลุ่มภาคกลางถึง 40% ครอบคลุมพื้นที่ 21 จังหวัดของจำนวนน้ำทั้งหมดที่ต้องการ
                    แต่สภาพการณ์ปัจจุบัน “น่าน” ถูกท้าทายด้วยการขยายตัวของการทำการเกษตรของชาวบ้าน จนทำให้พื้นที่ป่าของน่านลดลงกว่าปีละ 20,500 ไร่ โดยในระหว่างปี 2507-2556 ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าที่สำคัญ ได้แก่ การบุกรุกเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้อมูลชุดนี้ได้ถูกนำเสนอสู่สาธารณะ โดย บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในงานสัมมนาวิชาการ “รักษ์ป่าน่าน” เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2557 ซึ่งการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม่ใช่แค่ก่อให้เกิดปัญหาการบุกรุก และตัดไม้ทำลายป่า แต่ยังทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ เชื่อมโยงเป็นลูกโซ่เกาะเกี่ยวกันตามมา เช่น ปัญหาเรื่องน้ำ ปัญหาไฟป่า และหมอกควัน
                    จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น นำมาสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยการบูรณาการของทุกภาคส่วน และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นหน่วยงานหนึ่งที่เข้าไปสนับสนุนให้เกิดโครงการวิจัย พัฒนาจังหวัดน่าน
                    กิตติ สัจจาวัฒนา รองผู้อำนวยการหน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ อธิบายว่า นับตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา สกว.ได้สนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area Based Collaborative Research: ABC) ในจ.น่าน โดยมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยใช้กลไกการจัดการของจังหวัดเป็นตัวบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาสังคม ท้องถิ่น เอกชน ตลอดจนภาครัฐ ร่วมกันดำเนินงาน
                    ซึ่งตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา การทำงานยังเป็นลักษณะต่างคนต่างทำ ขาดการบูรณาการในการทำงานร่วมกัน และกระบวนการวิจัยจะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในภาพกว้างของการพัฒนาจังหวัดน่าน ทั้งเรื่องข้อมูลและความรู้ที่สำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่ รวมถึงเพื่อเกิดการประสานภาคีเครือข่ายการพัฒนาพื้นที่
                    กระทั่งปัจจุบัน มีการศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรและองค์กรท้องถิ่นเพื่อการจัดการผลิตทางเกษตรอย่างยั่งยืนบนฐานทรัพยากรธรรมชาติในจังหวัดน่าน โดยอาศัยความร่วมมือกับเครือข่ายต่างๆ ทำให้เกิดการพัฒนาแหล่งน้ำ ที่ครอบคลุมและเพียงพอต่อพื้นที่ที่มีศักยภาพและเหมาะสมกับการเพาะปลูก สร้างรายได้อย่างเพียงพอต่อการดำรงชีวิต รวมถึงความรู้สึกที่ดีต่อการอนุรักษ์และการคืนผืนป่า ทั้งหมดเป็นโซ่ที่ต้องเชื่อมโยงกัน
                    อย่างไรก็ดี จากการวิจัย ทำให้ค้นพบว่า การพัฒนาแหล่งน้ำในชุมชน และการส่งเสริมการทำการเกษตรอย่างอื่น ที่ไม่ใช่ข้าวโพด อาจช่วยได้ โดยทีมวิจัยใช้พื้นที่ตำบลเมืองจัง อ.ภูเพียง จ.น่าน ในการศึกษาทดลอง
                    สำรวย ผัดผล ประธานมูลนิธิฮักเมืองน่านในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย สกว.อธิบายว่า เมื่อชาวบ้านในพื้นที่มีทางเลือกในปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิต แนวทางการแก้ไขปัญหาคนบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำในพื้นที่ก็ดำเนินการได้ง่ายขึ้น โดยเวทีระดมความคิดเห็นของชาวบ้านและข้อตกลงซึ่งเป็นเงื่อนไขของชุมชนข้อหนึ่ง คือ “น้ำแลกป่า” หรือการจัดหาแหล่งน้ำให้การเกษตร สร้างแรงจูงใจให้ชาวบ้านหันมาปลูกพืชในที่ราบแทนที่สูง โดยใช้ระบบกาลักน้ำ ซึ่งเป็นวิธีการถ่ายเทของเหลวจากที่สูงลงไปสู่ที่ต่ำอย่างต่อเนื่อง ผ่านตัวกลางคือท่อหลอด หรือสายพีวีซี เชื่อมต่อจากท่อหลักแล้วนำมาจัดเก็บในบ่อพักน้ำของตนอีกที หรือที่เรียกว่า บ่อพวง ควบคู่กับการสร้างปัจจัยเรียนรู้ในการปรับตัวการทำเกษตรและการส่งเสริมพันธุ์ไม้ผลที่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น มะม่วง ลิ้นจี่
                    “สำหรับกาลักน้ำไม่ต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าช่วยแต่อย่างใด วิธีการทำโดยใช้หลอดหรือท่อน้ำมาเติมน้ำให้เต็ม ปิดปลายหลอดทั้งสองข้างเอาไว้ให้แน่น และนำปลายหลอดข้างใดข้างหนึ่งใส่ลงไปในภาชนะที่ต้องการที่จะถ่ายเทน้ำออก และปลายหลอดอีกข้างหนึ่งก็ใส่ไว้ในภาชนะที่รองรับและจะต้องต่ำกว่าภาชนะที่จะถ่ายน้ำออกเสมอ แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของน้ำและน้ำหนักของน้ำในหลอดจะดูดเอาน้ำจากปลายหลอดด้านที่สูงกว่าลงมาสู่ด้านที่ต่ำกว่า ทำให้เราถ่ายน้ำออกจากภาชนะได้อย่างง่ายดาย” ประธานมูลนิธิฮักเมืองน่าน อธิบาย
                    และยังกล่าวว่า ในส่วนของต้นทุนในการทำกาลักน้ำ ถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ชาวบ้านได้รับ โดยกาลักน้ำหนึ่งตัวใช้เงินลงทุน 210,000 บาท มีอายุการใช้งานประมาณ 10 ปี และมีประชาชนได้รับประโยชน์เฉลี่ย 400-600 ครัวเรือน นอกจากกาลักน้ำ บ่อพวงแล้ว ทีมวิจัยยังได้นำระบบเหมืองฝาย ชลประทานชาวบ้านของคนภาคเหนือ มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่อีกด้วย โดยสรุปการจัดการน้ำในพื้นที่ต.เมืองจัง แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ กาลักน้ำ บ่อพวง และเหมืองฝาย
                    ทั้งนี้ เมื่อมีแหล่งน้ำในการเพาะปลูกเพียงพอ แนวทางในการเจรจาขอคืนพื้นที่ป่าจากชาวบ้าน ก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะที่ผ่านมาทางมูลนิธิฮักเมืองน่าน ก็ได้ดำเนินการมาบ้างแล้ว และจะเดินหน้าขอคืนผืนป่าต่อไป ตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปีข้างหน้าจะขอคืนให้ได้ 5 พัน ถึง 1 หมื่นไร่ ซึ่งการคืนพื้นที่ป่าก็เป็นการเพิ่มต้นทุนในการจัดการน้ำ เพราะมีป่าก็มีน้ำ ซึ่งเป็นการคืนพื้นที่ป่าด้วยความเต็มใจ โดยไม่ต้องใช้ยาแรงมากระตุ้น ตามที่รัฐบาลประกาศ
                    นอกจากการอธิบายเรื่องระบบการจัดการน้ำในพื้นที่ต.เมืองจัง สำรวย ผัดผล ยังอธิบายแผนภาพรวมของโครงการวิจัยต่อการเปลี่ยนพื้นที่เขาหัวโล้นให้เป็นพื้นที่อันสมบูรณ์ ที่สามารถทำการเกษตรได้หลากหลาย รวมถึงการปศุสัตว์ด้วย ทั้งหมดเห็นจะเป็นอย่างที่นักวิชาการว่า “แล้งเราแล้งเขาไม่เท่ากัน” อยู่ที่การจัดการ
————————-
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : คืนธรรมชาติให้เขาหัวโล้น สร้างฐานอาชีพใหม่ให้ชุมชน : โดย…ธนชัย แสงจันทร์ เจ้าหน้าที่สื่อสารสังคม สกว.)

ญี่ปุ่นถกรมว.วิทย์ฯจี้ขับเคลื่อนประชารัฐสองประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224756

ญี่ปุ่น,ประชารัฐ,วิทย์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 มี.ค. 2559

ญี่ปุ่นถกรมว.วิทย์ฯจี้ขับเคลื่อนประชารัฐสองประเทศ

ญี่ปุ่นถก รมว.วิทย์ฯ จี้ขับเคลื่อนประชารัฐสองประเทศ ชี้ไทยสุดยอดพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ หนุนพัฒนาบุคลากรให้เอื้อต่อเศรษฐกิจฐานอุตสาหกรรม

            ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 25 มี.ค.59 ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวภายหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการการยกระดับการวิจัยร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2558 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มีบันทึกการหารือการยกระดับการวิจัยและพัฒนา และการพัฒนาบุคลากรแก่อุตสาหกรรมไทย กับหน่วยงานดังกล่าวข้างต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายภาครัฐเพื่อดึงดูดการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น

“จากมุมมองของญี่ปุ่นที่มีเทคโนโลยีระดับสูงและสนใจลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาเห็นว่าประเทศไทยมีความได้เปรียบในการแข่งขันสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เนื่องจากเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ มีทำเลที่ตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของการตลาดเกิดใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือในการจัดทำมาตรฐานส่งเสริมการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน โดยญี่ปุ่นเสนอว่าประเทศไทยควรมุ่งไปสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนา ศูนย์กลางการพัฒนาผลิตภัณฑ์และทดสอบยานยนต์ของโลก และศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ประเภทรถไฮบริด รถไฟฟ้า HV/EV และรถกระบะ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการพัฒนาบุคลากร อันจะช่วยยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เป็นรูปธรรม” ดร.พิเชฐ กล่าว

รมว.วิทยาศาสตร์ กล่าวต่อว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาข้อเสนอในบันทึกการหารือ ได้ดำเนินการในประเด็นความมุ่งหวังสำเร็จในหลายส่วน สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำเทศไทย และเจโทร จึงได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการขึ้นอีกครั้ง และได้ลงบันทึกการหารือในระยะที่สอง เพื่อติดตามการพัฒนานโยบายที่เกี่ยวข้องกับมาตรการต่าง ๆ โดยเฉพาะมาตรการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนในประเทศไทย ความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยในการพัฒนาบุคลากร ความร่วมมือทวิภาคีในสาขาอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ โดยหลังจากนี้ได้มีการหารือกันว่าจะมีการหารือกันทุกเดือนเพื่อร่วมกับขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมไอที โดยจะทำงานในลักษณะประชารัฐระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายภาครัฐ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่นในประเทศไทย

 


‘คลัง’ใช้ยาแรงบี้คืนหนี้กยศ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224733

การศึกษา,กยศ.,หนี้,เบี้ยว,คลัง,มหาดไทย,บัตรประชาชน,ต่ออายุ,สมชัย สัจจพงษ์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 มี.ค. 2559

‘คลัง’ใช้ยาแรงบี้คืนหนี้กยศ.

‘คลัง’ บี้ ผู้กู้กยศ.จ่ายหนี้ ตั้งเป้าดึง 200 หน่วยงานรัฐ 50 รัฐวิสาหกิจ เข้าร่วมหักบัญชีเงินเดือน พร้อมประสานมหาดไทยห้ามต่ออายุบัตรประชาชน

                    25 มี.ค. 59  กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ลงนามบันทึกความร่วมมือกับ 36 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ในการหักบัญชีเงินเดือน เพื่อคืนหนี้ให้กับ กยศ. หลังที่ผ่านมาพบปัญหาผู้กู้ยืมจำนวนมากไม่ยอมชำระหนี้คืนกองทุน
                    นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการ กยศ. เปิดเผยว่า จะพยายามผลักดันให้หน่วยงานราชการทั้ง 200 แห่ง และรัฐวิสาหกิจ 50 แห่ง เข้าร่วมในการหักบัญชีเงินเดือนของพนักงานที่เป็นหนี้ กยศ.จ่ายคืนให้ กยศ.มากขึ้น เพราะจากข้อมูลที่ผ่านมา พบว่า ตัวเลขของเงินกู้ กยศ. เป็นหนี้เสียกว่า 50% ถือว่าสูงมาก
                    จำเป็นต้องมีโครงการกระตุ้นผู้กู้กว่า 4 ล้านราย วงเงินกู้กว่า 4.7 แสนล้านบาท ให้ใช้หนี้คืนเพื่อที่ในอนาคต กยศ.จะสามารถใช้เงินที่ได้รับคืนมาจากผู้กู้ไปปล่อยกู้ให้นักเรียน นักศึกษารุ่นต่อๆ ไปได้ โดยไม่ต้องของบประมาณจากรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมา กยศ.มีโครงการดึงคนให้มาใช้หนี้ ทั้งลดดอกเบี้ยให้ ลดค่าปรับ แต่ยังเข้าโครงการกันน้อยมาก
                    “เงินนี้ที่นำมาให้กู้ยืมทั้งหมดมาจากเงินงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งคือเงินภาษีอากรของคนไทยทั้งประเทศ แต่เนื่องจากผู้กู้ยืมบางส่วนไม่ชำระเงินคืนกองทุน จึงส่งผลกระทบกับเงินที่จะนำมาหมุนเวียนเพื่อให้กู้ยืมกับนักเรียน นักศึกษารุ่นต่อไป ดังนั้น ต้องมีมาตรการกระตุ้นที่แรงขึ้น เพื่อให้เกิดการสำนึก เกิดความยางอาย และมาใช้หนี้เพิ่มขึ้นกันบ้าง”
                    ในส่วนของข้าราชการที่เป็นหนี้ กยศ.และไม่ยอมใช้หนี้กว่า 6 หมื่นรายนั้น จะพยายามให้ข้าราชการทั้งหมดใช้หนี้ด้วยการขอให้หน่วยงานราชการมาเข้าร่วมโครงการกับ กยศ.ทั้งหมด ซึ่งการลงนามระหว่างหน่วยงานนายจ้างกับ กยศ.จะทำให้สามารถหักบัญชีรายเดือนสำหรับคนที่เป็นหนี้ได้ โดยหักต่อเดือนไม่มาก เพียง 100 บาท สำหรับหนี้ 1 แสนบาท หรือปีละประมาณ 1,500 บาท ดีกว่าถูกฟ้องร้องดำเนินคดีและต้องออกจากราชการ
                    นอกจากนี้ เตรียมจะไปหารือกับสำนักงานประกันสังคม ในการเช็กข้อมูลผู้กู้ที่มีการทำประกันสังคม เพื่อตามมาชำระหนี้ รวมถึงกำลังประสานไปยังกระทรวงมหาดไทย ขอให้ไม่ต่ออายุบัตรประชาชนให้ผู้ที่ไม่ใช้หนี้ กยศ. ซึ่งกระทรวงมหาดไทยกำลังไปดูว่าผิดกฎหมาย หรือผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่
                    ขณะเดียวกันยังมอบหมายให้ กยศ.ไปดูในเรื่องการเพิ่มเพดานการกู้ และการให้กู้สำหรับสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับ 10 อุตสาหกรรมใหม่ อาทิ อาชีพนักบิน ที่ใช้เงินปีละ 1 ล้านบาทนั้น ให้ไปดูว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหนที่ กยศ.จะให้กู้ครอบคลุมค่าเรียนได้ทั้งหมด จากขณะนี้มีเพดานการกู้สำหรับวิศวกร 8 หมื่นบาทต่อปี หมอ 2 แสนบาทต่อปี
                    นางสาวฑิตติมา วิชัยรัตน์ ผู้จัดการ กยศ. เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้กู้ กยศ.กว่า 4 ล้านราย วงเงินกู้กว่า 4.7 แสนล้านบาท ครบกำหนดชำระหนี้มีประมาณ 3 ล้านราย โดยยังมีค้างชำระ 2 ล้านราย ในจำนวนนี้ชำระหนี้ได้ปกติ 1 ล้านราย อยู่ระหว่างการดำเนินคดี 8 แสนราย ไกล่เกลี่ย 1 แสนราย
                    โดยเงินที่ยังค้างชำระมีอยู่ 5.5 หมื่นล้านบาท และเป็นหนี้ที่อยู่ระหว่างการฟ้องร้องดำเนินคดี 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งหวังว่าการดำเนินโครงการต่างๆ นั้น จะทำให้ผู้กู้มาชำระหนี้มากขึ้น โดย 3 ปีที่ผ่านมา การชำระหนี้เพิ่มขึ้น ปีงบฯ 2558 ชำระหนี้ 17,000 ล้านบาท ปี 2557 ชำระหนี้ 13,000 ล้านบาท ปี 2556 ชำระหนี้ 11,000 ล้านบาท

แห่สมัครม.4‘เตรียมอุดมฯแข่งขันสูง‘1ต่อ11’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224722

ร.ต.อานนท์ สุขภาคกิจ,สวนกุหลาบ,เตรียมอุดมฯ,สามเสนวิทยาลัย,ร.ร.เทพศิรินทร์,ร.ร.โยธินบูรณะ,เรียนต่อ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 มี.ค. 2559

แห่สมัครม.4‘เตรียมอุดมฯแข่งขันสูง‘1ต่อ11’

“ผอ.สพม.1”เผยยอดสมัคร ม.1รวม23,107คนแห่สมัคร“สวนกุหลาบ”มากที่สุด1,185คนรับได้300คน ขณะที่“เตรียมอุดมฯ”เด็กแห่สมัครเข้า ม.4สูงถึง11,417คนรับได้1,480คน

          วันที่ 25 มี.ค.59 ว่าที่ ร.ต.อานนท์ สุขภาคกิจ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 1 กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดรับสมัครนักเรียนเข้าเรียนต่อชั้น ม.1 และ ม.4 ประจำปีการศึกษา 2558 ระหว่างวันที่ 20-24 มี.ค. 2559 กำหนดสอบคัดเลือกม.1วันที่ 26 มี.ค.2559 และม.4 วันที่ 27 มี.ค. 2559 นั้น ปรากฏว่าการรับนักเรียนในปีการศึกษา 2559 นี้โรงเรียนมัธยมศึกษาใน สพม.เขต 1 มียอดการรับสมัครนักเรียน ชั้น ม. 1 ยอดสมัครรวม 23,107 คน
          “ในจำนวนนี้มีโรงเรียนที่มีผู้สมัครเกินจากจำนวนที่โรงเรียนสามารถรองรับได้ ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง หรือโรงเรียนดี เด่น ดัง  ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง อาทิ ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย ม.1 สมัคร 1,185 คน รับ 300 คน /ม.4 สมัคร 216 คน รับ 90 คน /ร.ร.โยธินบูรณะ ม.1 สมัคร 996 คน รับ 300 คน ม.4 สมัคร 539 คน รับ 70 คน /ร.ร.เทพศิรินทร์ สมัคร 808 คน รับ 250 คน ม.4 สมัคร 320 คน รับ 90 คน /ร.ร.สามเสนวิทยาลัย ม.1 สมัคร 896 คน รับ 300 คน ม.4 สมัคร 340 คน รับ 40 คน/ ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัยธนบุรี ม.1 สมัคร 690 คน รับ 250 คน ม.4 สมัคร 391 คน รับ 50 คน
          “สำหรับการสมัครเข้าเรียนต่อชั้น ม.4 โรงเรียนที่ได้รับความนิยมสูงสุด ยังคงเป็นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา(ต.อ.)พญาไท กทม. ที่มีผู้สมัครสอบสูงถึง 11,417 คน แต่รับได้เพียง 1,480 คน”ผอ.สพม.1 กล่าว
          ว่าที่ร้อยตรี อานนท์ กล่าวอีกว่า สพม.1 ยังคงมีโรงเรียนทั่วไปที่มีคุณภาพ ซึ่งยังมีที่ว่างรองรับนักเรียนที่พลาดหวังจากการสอบในวันที่ 26 มี.ค. นี้ โดยสามารถยื่นขอรับการจัดสรรที่เรียนได้ที่โรงเรียนในเขตพื้นที่บริการ และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

4โรคผิวหนังแพทย์ห่วงเปิดอาเซียนหวนกลับสู่ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224720

เออีซี,โรคผิวหนัง,โรคเรื้อน,โรคเท้าช้าง,โรคลิชมาเนีย,โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์,โรค,ผิวหนัง,แพทย์,ห่วง,เปิด,อาเซียน,หวน,สู่,ไทย,องค์การอนามัยโลก

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 มี.ค. 2559

4โรคผิวหนังแพทย์ห่วงเปิดอาเซียนหวนกลับสู่ไทย

โรคผิวหนัง แพทย์ห่วงเปิดเออีซีหวนกลับสู่ไทย โรคเรื้อน โรคจากเซ็กส์ โรคเท้าช้าง โรคลิชมาเนีย หลังพบแรงงานต่างด้าวในไทยป่วยมากขึ้น

          วันที่ 25 มี.ค.59 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ มีการแถลงข่าว “AEC : โรคผิวหนังไร้พรมแดน” จัดโดยสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย โดยรศ.นพ.นภดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ทำให้มีการโยกย้ายถิ่นระหว่างประเทศในการเข้าทำงาน และการท่องเที่ยมากขึ้น สิ่งที่แพทย์ผิวหนังห่วงคืออาจจะส่งผลให้โรคผิวหนังที่เคยพบและหายไปจากประเทศไทยกลับมาพบเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะ 4 โรคสำคัญ ได้แก่ โรคเรื้อน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคเท้าช้าง และโรคลิชมาเนีย
          นพ.กฤษฎา มโหทาน นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า เทศไทยมีอัตราความชุกโรคเรื้อนต่ำกว่า 1 ต่อ 10,000 ซึ่งถือว่าไม่เป็นปัญหาสาธารณสุขตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนดตั้งแต่ปี 2537 ในปี 2558 พบคนไทยเป็นผู้ป่วยรายใหม่เพียง 187 รายจากเดิมที่เคยพบเป็นแสนคน ขณะที่จากรายงานการค้นพบผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ในประเทศที่มีพรมแดนติดต่อประเทศไทยขององค์การอนามัยโลกเมื่อปี 2556 พบว่า เมียนมาร์ มีผู้ป่วย 2,950 ราย กัมพูชา 373 ราย มาเลเซีย 306 ราย และลาว 84 ราย จะเห็นว่าประเทศเมียนมาร์สูงกว่าประเทศไทยถึง 15 เท่า
          นพ.กฤษฎา กล่าวอีกว่า ปี 2554-2558 พบว่าผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่เป็นประชาการต่างด้าวในประเทศไทยเฉพาะที่ขึ้นทะเบียนแรงงานถูกต้องเพิ่มขึ้น จาก 28 รายเป็น 39 ราย สัญชาติเมียนมาร์มากที่สุด จึงน่าห่วงว่าเมื่อมีการเปิดเออีซี ประเทศไทยจะพบผู้ป่วยโรคนี้กระเด้งสูงขึ้นอีกครั้งจากการเข้ามาของแรงงานต่างด้าวแล้วแพร่โรคสู่คนไทย โดยเฉพาะเมียนมาร์ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศไทย แต่พบเมียนมาร์ที่เป็นโรคเรื้อนอยู่ที่ จ.เชียงใหม่มากที่สุด จากรายงานทางสาธารณสุขส่วนใหญ่ชาวเมียนมาร์จะเข้ามาทางอ.แม่สอด จ.ตาก ที่มีท่าข้ามระหว่างประเทศถึง 30 แห่ง
          ปัจจุบันยังไม่มีปัญหาโรคเรื้อมากขึ้นในคนไทย แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการจับตาและเฝ้าระวังโรคนี้ หากประชาชนมีอาการโรคผิวหนัง วงด่างสีขาวหรือแดง ชา หรือผื่นนูนแดง ผื่นวงแหวน ตุ่มแดง ไม่คัน และรักษาด้วยยาทาและยากินมาแล้วนานกว่า 3 เดือนแต่ไม่หาย ขอให้สงสัยและแจ้งแพทย์ให้ตรวจหาโรคเรื้อน ส่วนคนไทยที่เป็นเจ้าของกิจการหากพบลูกจ้างมีอาการสงสัยเป็นโรคนี้ให้แจ้งหน่วยงานสาธารณสุข และอย่าไล่เขาออกจากงาน เพราะโรคนี้หากได้กินยา 3-5 วันก็จะไม่แพร่สู่คนอื่น
          “อาชีพที่แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำในประเทศไทยและมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะแพร่สู่คนไทยหากแรงงานเป็นโรคเรื้อน คือ พี่เลี้ยงเด็กและผู้ดูแลคนแก่ เพราต้องอาศัย คลุกคลีกันเป็นเวลานาน ดังนั้น ผู้ว่าจ้างหากสงสัยลูกจ้างป่วยจะต้องพาไปตรวจโรคเรื้อน และก่อนที่จะว่าจ้างควรสังเกตผิวหนัง หากมีแผล ผื่น นูนแดงควรพาไปตรวจและสังเกตตลอดเวลา จนอยู่ร่วมกันเกิน 3 ปีแล้วไม่พบว่าป่วยก็วางใจ ส่วนอาชีพอื่นๆ ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับงานบริการด้านอาหาร เช่น คนปรุงอาหาร เสิร์ฟ ล้างจาน โอกาสแพร่โรคน้อยเพราะไม่ได้มีการคลุกคลีกันนาน” นพ.กฤษฎากล่าว
          พญ.รัตติยา เตชะขจรเกียรติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และระบาดวิทยา รพ.บางรัก กล่าวว่า ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ในช่วงปี 2553-2558 พบว่า อัตราการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มสูงขึ้นจาก 20.43 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน เป็น 23.23 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ใน 5 โรคหลัก คือ โรคหนองใน โรคหนองในเทียม โรคซิฟิลิส โรคแพลริมอ่อน โรคกามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลือง รวมถึง โรคอื่นๆ เช่น พยาธิช่องคลอด ช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรีย เริม หูดหงอนไก่ เป็นต้น เมื่อพิจารณาเฉพาะผู้ป่วยต่างชาติในช่วงปี 2554-2557 มีแนวโน้มสูงขึ้น พบในสัญชาติเมียนมาร์ กัมพูชา และลาว โรคที่พบบ่อย คือ โรคซิฟิลิส โรคหนองในและโรคหนองในเทียม
          ผศ.ดร.พญ.จิตติมา ฐิตวัฒน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สำหรับโรคลิชมาเนีย ตั้งแต่ปี 2503-2558 ประเทศไทยพบผู้ป่วย 66 ราย มักพบในคนไทยที่เดินทางไปในแหล่งระบาดของโรค โดยเฉพาะตะวันออกกลาง จากการไปท่องเที่ยว ทำงาน แต่ตั้งแต่ปี 2539 ถึงปัจจุบัน พบในผู้ป่วยที่อยู่ในประเทศไทย และไม่เคยเดินทางนอกประเทศ พบในแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาอาศัยในประเทศไทย เกิดจากริ้นฝอยทรายในประเทศเป็นพาหะนำโรค ซึ่งการเกิดเออีซีจะมีชาวต่างชาติเข้ามาประเทศไทยได้ง่ายขึ้น อาจมีผู้ป่วยปะปนเข้ามา แต่ไม่น่าจะเกิดการระบาดของโรค การป้องกันควรสวมเสื้อผ้ามิดชิด ใช้ยาทากันยุงบนผิวหนัง นอนกางมุ้ง กำจัดแหล่งโรค
          ผศ.ดร.พญ.จิตติมา กล่าวอีกว่า โรคเท้าช้างเป็นอีกโรคที่มีโอกาสกลับมาแพร่ระบาดเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศหลังเปิดเออีซี เพราะคนต่างชาติเดินทางเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน โดยเฉพาะกลุ่มที่ลักลอบเข้าเมืองจะไม่ได้รับการตรวจเลือดและกินยารักษาโรคเท้าช้าง เพราะฉะนั้น คนไทยที่อาศัยอยู่รวมกับแรงงานเหล่านี้หรือนายจ้าง ควรดูแลให้แรงงานและครอบครัวได้รับยารักษาโรคเท้าช้างอย่างสม่ำเสมอ ลดโอกาสโรคเท้าช้างที่มียุงเป็นพาหะนำโรค อย่างไรก็ตาม สธ.มีการเฝ้าระวังโรคเท้าช้างในแรงงานต่างด้าว โดยตรวจเลือดให้กับแรงงานทุกคนที่ขึ้นทะเบียนในการตรวจสุขภาพประจำปีและให้ยารักษาผู้ป่วยทุกคน ทุก 6 เดือนเป็นการควบคุมโรค

บวชสามเณรฯด้วยรักและศรัทธาบรรพชาสืบทอดพระพุทธศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224695

บวชสามเณรฯด้วยรักและศรัทธาบรรพชาสืบทอดพระพุทธศาสนา

การศึกษา-สาธารณสุข  :  25 มี.ค. 2559

บวชสามเณรฯด้วยรักและศรัทธาบรรพชาสืบทอดพระพุทธศาสนา

บวชสามเณรฯด้วยรักและศรัทธาบรรพชาสืบทอดพระพุทธศาสนา

            ปัจจุบันเด็กและเยาวชนไทยกำลังประสบปัญหาจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง เช่น ปัญหายาเสพติด ความรุนแรง ขาดคุณธรรมจริยธรรม ดังนั้นการวางรากฐานที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชนจึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญระดับประเทศที่ควรเร่งดำเนินการ ส่งเสริมให้เป็นคนดี มีจิตอาสา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ รวมทั้งส่งเสริมกิจกรรมด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ให้เป็นทางเลือกแห่งการเรียนรู้ เติบโตด้วยร่างกายและจิตใจที่ดีงาม

ปิดเทอมนี้ กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ชวนเด็กไทยบวชทำความดีเป็นพุทธบูชา สืบทอดพระพุทธศาสนา ภายใต้โครงการบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุสามเณรและบวชศีลจาริณีภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน

“วีระ โรจน์พจนรัตน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 2 เมษายน 2559 กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับคณะสงฆ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน นำพสกนิกรชาวไทยร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดี ด้วยการบำเพ็ญความดีถวายเป็นพระราชกุศล ภายใต้โครงการบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุสามเณรและบวชศีลจาริณีภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ได้รับการศึกษาและฝึกฝนอบรมตนเองตามหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา

รวมถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็นคนดี มีศีลธรรม สามารถนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อสามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ อันเกิดจากสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้ ที่สำคัญยังเป็นการสืบสานประเพณีบรรพชาอุปสมบท ซึ่งได้ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลานาน จนกลายเป็นวิถีชีวิตและประเพณีอันดีงามของไทย

จัดขึ้นทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ส่วนกลางในกรุงเทพมหานคร อาทิ ที่วัดยานนาวา วันที่ 1 เมษายน 2559 มีสามเณรและศีลจาริณีเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 261 รูป/คน วัดคฤหบดี 30 รูป วัดทอง 89 รูป วัดประยุรวงศาวาส 99 รูป วัดระฆังโฆสิตาราม 144 รูป วัดศรีบุญเรือง 89 รูป วัดทองธรรมชาติ 109 รูป วัดบางมดโสธราราม 99 รูป/คน วัดเรืองยศสุทธาราม 88 รูป เป็นต้น ส่วนภูมิภาคจัดโดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด และสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัด

ทั้งนี้ จากหนังสือ “ด้วยรักและศรัทธา จากเด็กและเยาวชน” ของกรมการศาสนา ได้ระบุไว้ว่า พุทธศาสนิกชนถือว่า การบรรพชาอุปสมบทเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทิตาต่อบุพการีและผู้มีพระคุณอย่างสูง และได้ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน จนกลายเป็นวิถีชีวิตและประเพณีอันดีงามของชนชาติไทย ผู้ที่เข้าบรรพชาอุปสมบทจะได้รับการศึกษาและฝึกฝนอบรมตนเองตามหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา เป็นการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม เพิ่มพูนสติปัญญา สร้างจิตสำนึกค่านิยมที่ถูกต้อง ให้เป็นคนดีมีศีลธรรม นำไปสู่การพัฒนาสังคมและประเทศชาติให้

การบรรพชาเป็นสามเณรมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสให้พระสารีบุตรบรรพชาให้แก่สามเณร “ราหุล” ผู้เป็นพุทธบุตร นับเป็นสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนา และถือเป็นประเพณีนิยมในพระพุทธศาสนาที่สำคัญอย่างหนึ่งที่บิดามารดานำบุตรหลานที่เป็นชายและมีอายุยังไม่ถึงเบญจเพส คือ 20 ปีบริบูรณ์ เข้าไปรับการบรรพชาเป็นสามเณร

ซึ่งแต่โบราณมานั้น การที่จะได้เล่าเรียนเขียนอ่านตำรับตำรา ต้องอาศัยวัดเป็นสถานที่เล่าเรียน และจำเป็นต้องบรรพชาเป็นสามเณรก่อน จึงจะได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของพระเถระ เพื่อที่จะได้เข้าไปอยู่วัดตามธรรมเนียม ดังนั้น วัดจึงเป็นทั้งบ้าน โรงเรียน และศูนย์ฝึกหัดฝีมือทุกแขนง ส่วนการอุปสมบท การกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะอุปสมบทคือ ต้องเป็นชายมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป

การบวชศีลจาริณี คือ การที่สุภาพสตรีปฏิบัติธรรม รักษากาย วาจา ใจ ให้ทำดี พูดดี คิดดี ชำระจิตใจให้แช่มชื่นเบิกบาน ด้วยการรักษาศีล 8 โดยต้องมีความพร้อมทั้งภายนอก คือ การวางภาระความรับผิดชอบหน้าที่การงาน ครอบครัว หมดความห่วง ลดความวิตกอันเป็นอุปสรรคต่อการถือศีล และการพร้อมภายใน คือ สภาพจิตใจควรประกอบด้วยกุศลฉันทะหรือเจตนาอันเป็นมหากุศลเพื่อบำเพ็ญบุญหนุนชีวิตให้พบกับความสงบสุข

ในช่วงปิดเทอมนี้ จึงขอเชิญชวนให้เด็กและเยาวชนทั่วประเทศมาร่วมกิจกรรมบวชทำความดีเป็นพุทธบูชา สืบทอดพระพุทธศาสนา ในโครงการบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุสามเณรและบวชศีลจาริณีภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน สอบถามรายละเอียดได้ที่ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม โทร.0-2422-8793 หรือสำนักงานเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด และสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัด