มหิดลเร่งพัฒนาวัคซีนพ่นจมูกกันไข้เลือดออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151113/216873.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2558
มหิดลเร่งพัฒนาวัคซีนพ่นจมูกกันไข้เลือดออก

มหิดล เร่งพัฒนาวัคซีนพ่นจมูก ป้องกันไข้เลือดออก ชี้ปัจจัย​ติดเชื้อซ้ำไวรัสเพิ่มตัว 100-1,000 เท่า เตือนประชาชนมีไข้อย่าบริจาคเลือดเหตุทำคนอื่นติดเชื้อได้

             เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2558 ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการเสวนาเรื่อง ไขความจริงวิทยาศาสตร์ ของไข้เลือดออก โดย ศ.ดร.ศุขธิดา อุบล อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็งกี่ กล่าวว่า ​​​ปัจจุบันไม่มียาต้านไวรัสไข้เลือดออก และถึงแม้มียาต้านไวรัส โอกาสในการใช้ยาถือว่ายังต่ำมาก โดยระยะเวลาการให้ยาจะอยู่ที่​ 4-5 วัน แต่ส่วนใหญ่​ผู้ป่วยกว่าจะมาพบแพทย์ ก็​เข้าวันที่ 2 ​แล้ว ​ซึ่งจะทำให้ยาไม่สามารถรักษาเพื่อหยุดการเพิ่มจำนวนไวรัสได้ ​ความหวังจึงอยู่ที่วัคซีนป้องกันโรค โดยประเทศไทย ศ.นพ.ณัฐ ภมรประวัติ และ รศ.ดร.สุธี ยกส้าน เป็นนักวิจัยกลุ่มแรกของโลก ที่สามารถพัฒนาให้เชื้อเด็งกี่อ่อนฤทธิ์ลงเพื่อทำเป็นวัคซีนได้​ทั้ง 4 สายพันธุ์ ซึ่งวัคซีนที่กำลังพัฒนาอยู่ก็ยังพบว่าสร้างภูมิคุ้มกันได้ ร้อยละ 60 เท่านั้นแต่วัคซีนที่จะป้องกันได้ต้องสร้างภูมิได้มากกว่านี้ และยังพบว่า วัคซีนดังกล่าวทำเพื่อป้องกันเด็งกี่ทั้ง 4 สายพันธุ์แต่เชื้อกลับต่อสู้กันเอง ทำให้ภูมิคุ้มกันบางสายพันธุ์ขึ้นสูง บางสายพันธุ์ไม่ขึ้นหรือต่ำจนวัดไม่ได้ นอกจากนี้ ไวรัสเด็งกี่ ยังปล่อยโปรตีนชนิดหนึ่งออกมาชื่อ NS1 ซึ่งเป็นพิษต่อเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้ผนังหลอดเลือดรั่ว ซึ่งในวัคซีนก็ยังไม่สามารถป้องกันการปล่อยสารดังกล่าวได้ จึงยังต้องพัฒนาต่อ​

ศ.ดร.ศุขธิดา กล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทย กำลังมีโครงทดลองของนักศึกษาทุนโครงการปริญญาเอก กาญจนาภิเษก ภายใตัการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ​ที่​พัฒนาวัคซีนชนิดพ่นทางจมูกเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออกสายพันธุ์ที่ 3 ซึ่งถือว่าเป็นชนิดที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ได้ยากที่สุด โดยทำเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย ​ไปใส่ไว้ในอนุภาคชนิดหนึ่ง ซึ่งจะนำเชื้อเข้าไปสู่ภูมิคุ้มกันได้โดยตรง วิธีนี้จึงทำให้ได้ภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น ขณะนี้พบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ในหลอดทดลอง และอยู่ระหว่างการนำไปสู่การทดลองในสัตว์ และทดลองทางคลินิกต่อไป แต่ก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี

ศ.ดร.ศุขธิดา กล่าวว่า ​ปัจจัยที่ทำให้โรคไข้เลือดออกเกิดความรุนแรง คือ การติดเชื้อไข้เลือดออกต่างสายพันธ์ุครั้งที่ 2 พบว่าจะรุนแรงมากกว่าผู้ที่ติดเชื้อครั้งแรก อยู่ที่ 15-80 เท่า​ โดยกลไกของเชื้อเด็งกี่นั้น เมื่อติดเชื้อครั้งแรกแล้ว จะมีภูมิคุ้มกันเชื้อสายพันธุ์นั้นๆไปตลอดชีวิต และในช่วง 6 เดือน – 2 ปี หลังการติดเชื้อ ร่างกายจะมีภูมิต้านทานข้ามสายพันธุ์ จึงพบว่าถ้าติดเชื้อซ้ำในช่วงนั้น จะไม่ป่วยและมีภูมิต้านทานไปตลอดชีวิตด้วยเช่นกัน แต่หากติดเชื้อซ้ำหลังจากช่วง 2 ปี ภูมิต้านทานข้ามสายพันธุ์จะต่ำลง จนทำให้เกิดอาการป่วยที่รุนแรง โดยอนุภาคของไวรัสจะไปจับกับเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้ไม่สร้างภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ไวรัสเจริญเติบโตมาก ​100-1,000 เท่า ​เมื่อนั้น​​เซลล์เม็ดเลือดขาวจะทำงานผิดปกติ และสร้างสารน้ำปล่อยออกมานอกเซลล์ มีผลทำให้เกิดการทำลายเกร็ดเลือด ระบบการแข็งตัวของเลือดเสียไป ผนังหลอดเลือดเสีย ทำให้หลอดเลือดรั่ว จนน้ำและโปรตีนบางตัว ออกจากหลอดเลือด หากไม่สามารถหยุด​ทัน ก็ทำให้เกิดอาการช็อก และNS1 ก็ยังเพิ่มขึ้นจำนวนมากเช่นกัน ซึ่ง​พิษจะที่ทำให้ผนังหลอดเลือดรั่ว ​​ทั้งสองอย่างช่วยกันจึงทำให้ผู้ป่วยอาการหนักมาก

​ศ.ดร.ศุขธิดา กล่าวว่า ปัจจุบันมีงานวิจัยเกี่ยวกับเชื้อเด็งกี่ ที่ต้องเฝ้าระวังหลายประเด็น เช่น ​ในช่วง​ 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการค้นพบสายพันธ์ุใหม่ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์อยากเรียกว่า สายพันธ์ที่ 5 โดบเชื้อพบยุงและลิง ที่อยู่ในป่า แถบ​ชายแดนประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะพบการติดต่อสู่​คนต่อเมื่อสายพันธ์ุพัฒนาตัวเองเพิ่มจำนวนไวรัสจนสามารถเข้าเซลล์มนุยษ์ได้ ​ซึ่งลิงและมนุษย์มีความใกล้เคียงกัน โอกาสเข้าสู่คนจึงค่อนข้างสูง ที่น่ากังวลคือ ถ้าสายพันธ์ุที่ 5 ออกจากป่ามาสู่เมือง ซึ่งอาจเกิดจากการท่องเที่ยว ก็จะทำให้การควบคุมโรคเป็นปัญหามากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยในต่างประเทศ​ 3 เดือน ที่ผ่านมา พบ​ว่า เชื้อเด็งกี่ สามารถถ่ายทอดได้จากการบริจาคเลือด ​โดยพบจำนวน 4 รายแล้ว ซึ่งปัจจุบันเชื้อเด็งกี่ ถือเป็น​เชื้อที่ไม่มีการตรวจในการบริจาคเลือด ทำให้ประชาชนหากรู้สึกตัวว่า มีไข้ ก็ไม่ควรบริจาคเลือด

สมาคมร้านค้าฯร้องสื่อวอนศธ.ทบทวนผูกขาดตำรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151113/216818.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2558
สมาคมร้านค้าฯร้องสื่อวอนศธ.ทบทวนผูกขาดตำรา

สมาคมร้านค้าฯร้องสื่อวอนศธ.ทบทวนผูกขาดตำรา : กมลทิพย์ ใบเงินรายงาน

              “ภคภพ ตัณฑเศรณี” นายกสมาคมส่งเสริมร้านค้าหนังสือและเครื่องเขียนไทย ร้องเรียนผ่าน “สมาคมผู้สื่อข่าวการศึกษา” วอนศธ. ทบทวนข้อเสนอ “ธเนศพล” ให้สพฐ.สั่งการให้ร.ร.ในสังกัดกว่า 3.5 หมื่นแห่ง สั่งซื้อแบบเรียน 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้หลักจากองค์การค้าฯ โอด! กระทบธุรกิจเอสเอ็มอีและวิถีชุมชน ร้านค้ากว่า 700 แห่ง พนักงานอีก 27,000 ครอบครัว และนักเรียน นักศึกษา ที่ทำงานช่วงปิดเทอมร่วม 1,000 ชีวิต  ระบุ 16 พ.ย.นัดขอเข้าพบ “บิ๊กหนุ่ย”เพื่อหาทางออก

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่โรงแรมตรัง แยกวิสุทธิกษัตริย์ วังขุนพรหม กรุงเทพมหานคร  ได้มีตัวแทนร้านค้าหนังสือแบบเรียน นำโดย นายภคภพ ตัณฑเศรณี นายกสมาคมส่งเสริมร้านค้าหนังสือและเครื่องเขียนไทย และนายณัฐวุฒิ วิทยานนท์ ตัวแทนร้านสมใจ และนายส่งศักดิ์ สายปัญญา  นัดพบกรรมการบริหารสมาคมผู้สื่อข่าวการศึกษา เพื่อร้องเรียนขอความเป็นธรรมผ่านสมาคมผู้สื่อข่าวการศึกษาไปถึงพล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ หัวหน้าคณะทำงานกำหนดแนวทางการประเมินประสิทธิภาพและติดตามการดำเนินงานขององค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ขอให้ทบทวนข้อเสนอที่จะให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน)สพฐ.)ขอความร่วมมือโรงเรียนในสังกัดสพฐ.สั่งซื้อหนังสือใน 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้หลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย และสังคมศึกษา ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จากองค์การค้าฯ และให้บริษัทไปรษณีย์ไทยดำเนินการจัดส่งแทนการสั่งซื้อจากสำนักพิมพ์เอกชน อ้างเพื่อให้เด็กได้ใช้ตำราที่มีเนื้อหาเดียวกันและแก้ปัญหาการจัดส่งหนังสือล่าช้า

นายภคพล เผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาชิกในสมาคม กว่า 700 ร้านค้าหนังสือแบบเรียนทั่วประเทศไทย ต่างวิตกทุกร้อนกันไปหมดกับข้อเสนอดังกล่าว ในการสั่งซื้อหนังสือแบบเรียน 4 วิชาจากองค์การค้าฯ และให้ไปรษณีย์เป็นผู้ดำเนินการจัดส่งนั้น หากเกิดขึ้นจริง แน่นอนร้านค้าหนังสือส่วนใหญ่กระจายอยู่ตามชุมชนทั่วประเทศ จะได้รับความเดือดร้อนแน่นอน รวมถึงพนักงานกว่า 27,000 ครอบครัว อาจจะต้องถูกเลิกจ้างได้ในอนาคต หากร้านค้าไม่ต้องจัดส่งตำราเรียนให้แก่โรงเรียนกว่า 35,000 แห่งทั่วประเทศ

“ร้านค้าหนังสือส่วนมากกระจายอยู่ตามชุมชน กลายเป็นธุรกิจเอสเอ็มอี ที่สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในชุมชน มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอด ยิ่งช่วงปิดเทอมเดือนมีนาคม-เมษายน เวลา 40 วันที่ร้านค้าต้องบรรจุหนังสือแบบเรียนส่งให้แก่โรงเรียนทั่วประเทศ ทุกปีจะมีนักเรียน นักศึกษา มาทำงานทั้งในร้านค้าและระบบขนส่ง ที่บริการส่งตรงถึงห้องเรียน มีนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นม.3-ปริญญาตรีเข้ามาทำงาน บางคนทำงานจนสามารถจ่ายค่าเทอมได้ และเลี้ยงพ่อแม่ได้ หากระบบที่ดำเนินมากว่า 10 ปี หลังเปิดเสรีตำราเรียนนี้ต้องยกเลิกไป แน่นอนย่อมส่งผลกระทบต่อเยาวชนที่หารายได้ช่วงปิดเทอม ซึ่งมีอยู่ร่วม 1,000 คน รายได้ส่วนนี้อาจจะต้องขาดหายไป รวมถึงต้นทุนร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีการเก็บสต็อกตำราเรียนมูลค่าหลายล้านบาทก็ต้องเดือดร้อน อีกทั้งร้านค้าหนังสืออาจต้องเลิกกิจการไป” นายกสมาคมส่งเสริมร้านค้าฯ กล่าว

นายภคภพ เผยอีกว่า องค์การค้าฯ ถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของร้านค้าหนังสือ หากเป็นร้านค้าหนังสือขนาดใหญ่จะได้รับส่วนลดร้อยละ 25  ส่วนร้านค้าหนังสือขนาดเล็กจะได้รับส่วนลดร้อยละ 10 แต่ละร้านค้าจะสั่งซื้อหนังสือล่วงหน้าเพื่อเตรียมการขนส่งให้โรงเรียนหลังเทศกาลสงกรานต์ผ่านไปแล้ว มีเวลาจัดส่ง 40 วัน ขณะที่ครูก็เตรียมการสอนตามหนังสือแบบเรียนที่คาดว่าจะนำมาใช้ให้เหมาะสมกับนักเรียน ทุกอย่างในกระบวนการขายตำราเรียนได้มีการเตรียมการล่วงหน้านาน ทั้งเตรียมกำลังคน เตรียมรถขนส่ง ทั้งแบบรถบรรทุก 10 ล้อ รถบรรทุก 12 ล้อ รถบรรทุก 18 ล้อ หรือแม้กระทั่งต้องใช้รถพ่วง

“ประมาณเดือนมีนาคม ของทุกปี เมื่อสพฐ.จัดสรรงบประมาณรายหัวส่งไปให้แต่ละโรงเรียน จากนั้นโรงเรียนจะประกาศจัดซื้อจัดจ้าง เปิดซอง สอบราคา และกำหนดวันนัดส่งหนังสือตำราแบบเรียนให้แก่โรงเรียน ส่วนมากทางผู้บริหารและครูจะเป็นฝ่ายนัดจัดส่งหนังสือเรียน และทุกปีจะจัดส่งถึงโรงเรียนก่อนเปิดเทอม เมื่อเปิดเทอมนักเรียนก็มีตำราเรียนทันที หากให้บริษัทไปรษณีีย์จัดส่งหนังสือ ผมไม่แน่ใจว่าจะดำเนินการได้ทันเปิดภาคเรียนหรือไม่ เพราะการจัดส่งหนังสือเรียนแตกต่างจากสินค้าอื่น เพราะต้องมีการแยกกล่อง แยกวิชา แยกระดับชั้นเรียน ระดับห้องเรียน เรียกว่าอำนวยความสะดวกให้แก่โรงเรียนเต็มที่” นายภคภพ ระบุ

ขณะที่  นายณัฐวุฒิ  วิทยานนท์ ตัวแทนร้านสมใจ  กล่าวเสริมว่า ธุรกิจร้านหนังสือในปัจจุบันแทรกอยู่ทุกชุมชน เป็นแหล่งงานให้แก่เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้การทำงาน เป็นธุรกิจเอสเอ็มอีที่ไม่หวังผลกำไรมากนักแต่ต้องดูแลเอาใจใส่พนักงานที่เป็นชาวบ้านในชุมชน ให้สามารถเลี้ยงชีพได้ หากต้องมีการผูกขาดตำราเรียน เกรงว่าร้านค้าหนังสือจะล้มหายตายจากกันไปหมด เพราะอยู่ไม่ได้ ขอให้รัฐบาลทบทวนในเรื่องนี้

นายกสมาคมส่งเสริมร้านค้าฯ กล่าวอีกว่า ได้พยายามขอเข้าพบ นายธเนศพล ซึ่งได้รับคำแนะนำที่ดีหลายอย่าง แต่เรื่องนี้ถือว่ายังไม่ถึงที่สิ้นสุด ซึ่งทางสมาคมได้ติดต่อประสานงานเพื่อขอเข้าพบ พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อขอความเป็นธรรม และขอให้ รมว.ศึกษาธิการทบทวนข้อเสนอดังกล่าว ในเบื้องต้นจะได้เข้าพบ รมว.ศึกษาธิการ ในวันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายนนี้

อนึ่ง นักเรียนชั้น ป.1-ป.6 ที่จะได้รับแจกฟรีตำราเรียนตามนโยบายเรียนฟรี 12 ปี มีจำนวน  10 ล้านคน อีกทั้งประเทศไทยได้เปิดเสรีตำราเรียนมาตั้งปี 2542 หากใช้อำนาจรัฐ ให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อตำราเรียนจากหน่วยงานของรัฐ เท่ากับหน่วยงานรัฐทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ผิดทั้งพ.ร.บ.การศึกษา 2542 ผิดทั้งพ.ร.บ.ฮั้ว 2542 ผิดทั้งพ.ร.บ.ป.ป.ช. และเข้าข่ายรัฐผูกขาดตำราเรียนเป็นการฮั้วขั้นเทพระหว่างรัฐต่อรัฐ

หากดูเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นในการปฏิรูปการศึกษาของ “พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ” รมว.ศึกษาธิการแล้ว สังคมไทยพอจะมีความหวังได้ว่า “รััฐมนตรีศึกษาฯ คนนี้” คงไม่อยากเห็นภาพการทำลายระบบเอสเอ็มอีของชุมชน ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี ชูธงขับเคลื่อนค่อนประเทศไทย รวมถึงไม่อยากเห็นภาพเด็กนักเรียนได้รับหนังสือช้า ไม่ทันเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2559 อย่างแน่นอน นะขอบอก !!

ชวนคนไทยปั่นเพื่อสุขภาพกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151112/216796.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2558
ชวนคนไทยปั่นเพื่อสุขภาพกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน
ชวนคนไทยปั่นเพื่อสุขภาพกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

สสส.ร่วมกับอะเดย์ จัดงาน a day BIKE FEST 2015 ระหว่าง 12-15 พ.ย.นี้ ชวนคนไทยปั่นเพื่อสุขภาพ นำเทรนด์ปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

             เมื่อวันที่ 12 พ.ย. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับ อะเดย์ จัดงาน a day BIKE FEST 2015 เทศกาลจักรยานแห่งแรกและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ภายใต้คอนเซปต์การจัดงานว่า ‘Tour de World’ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 12-15 พ.ย. 2558 ที่สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน

นายณรงค์ เทียมเมฆ ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย สสส. กล่าวว่า ช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา คนไทยตื่นตัวเรื่องสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการปั่นจักรยานและการเดินวิ่ง ซึ่งสามารถตอบโจทย์การสร้างสุขภาพ ลดการใช้พลังงาน โดยสสส.ใช้ยุทธศาสตร์สำคัญ 2 ด้าน คือ 1.สร้างกระแสความตื่นตัวด้านการเดินและใช้จักรยาน 2.ผลักดันนโยบายที่ส่งเสริมการเดินและการใช้จักรยาน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ข้อ คือ  1. การส่งเสริมกิจกรรมทางกายในวิถีชีวิต 2. การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ 3. การท่องเที่ยวและนันทนาการ ซึ่งสสส. ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและภาคีเครือข่ายสุขภาพ ร่วมกันจัดทำยุทธศาสตร์การส่งเสริมการใช้จักรยานในระดับประเทศ เพื่อให้เกิดการผลักดันงานจักรยานอย่างมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน โดยใช้ยุทธศาสตร์ 3 ส คือ 1 สวน 1 เส้น 1 สนาม  1.สวน ปรับสวนสาธารณะ ให้เอื้อต่อการใช้จักรยาน 2. เส้น ให้แต่ละจังหวัดกำหนด 1 เส้นทางที่มีผู้ใช้เป็นประจำ 3. สนาม ทุกจังหวัดมีสนามกีฬา สนามบิน หรือสนามของหน่วยราชการอยู่ให้จัดแบ่งให้เป็นเลนปั่นจักรยานเพื่อการออกกำลังกาย ซึ่งปัจจุบันมีจังหวัดนำร่องทั้งสิ้น 17 จังหวัด

“สำหรับการจัดงาน “สสส. Presents a day Bike Fest 2015” ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกส่วนสำคัญในการสร้างกระแสความตื่นตัวในสังคม และนำเทรนด์การปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นทั่วโลก มาสู่การท่องเที่ยวในประเทศไทยที่มีเส้นทางน่าปั่นมากมาย ผนวกกับเส้นทาง 3 ส ที่มีความพร้อมทางกายภาพ ความงดงามทางวัฒนธรรม ทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนอีกด้วย” นายณรงค์ กล่าว

ด้าน นายทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร a day กล่าวว่า การจัดงาน a day BIKE FEST 2014 เริ่มตั้งแต่ปี 2012 และประสบความสำเร็จมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก ในปีนี้งาน “สสส. presents a day BIKE FEST 2015 จัดภายใต้คอนเซปต์ ‘Tour de World’ พูดถึงเทรนด์การปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งเนื้อหาของ a day BIKE FEST ทุกปีจะเชื่อมโยงกับเทรนด์การปั่นจักรยานที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกขณะนี้การนำจักรยานไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ กำลังได้รับความนิยม เราขอชวนผู้คนออกเดินทางพร้อมจักรยานไปพื้นที่ต่างๆ เพื่อออกกำลังกาย และท่องเที่ยว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้จักรยานมีสุขภาพที่ดีขึ้น ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆและกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน รวมถึงการให้แนวคิดและตัวอย่างการจัดการท่องเที่ยวสำหรับจักรยานที่น่าสนใจ

สำหรับภายในงานจะพบกับ Shop Zone รวมร้านขายจักรยานและสินค้าเกี่ยวกับจักรยานกว่า 200 ร้าน Vintage Zone พื้นที่โชว์รถวินเทจสุดสวยและหายาก 30 คัน Vintage Market Zone ตลาดนัดขายสินค้าและอะไหล่วินเทจInternational Zone บูทจากผู้ผลิตจักรยานอิสระชั้นนำจากต่างประเทศ Triathlon Zone โซนพิเศษที่รวมร้านขายสินค้าเกี่ยวกับไตรกีฬา รวมถึงบริการให้ความรู้สำหรับผู้ที่สนใจ Travel Zone บูทจากผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวจักรยาน เช่นโรงแรมจักรยาน ทัวร์จักรยาน ฯลฯ Forum Zone เวทีพูดคุยให้ความรู้เรื่องต่างๆ เกี่ยวกับจักรยานConcert คอนเสิร์ตโดยศิลปินชั้นนํา อาทิ เป้ อารักษ์ แอนด์ เดอะปีศาจแบนด์, ลิปตา, โอปอ ประพุทธ์, คชา AF, กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ ฯลฯ City of Bike Zone รวมบูทขององค์กรที่ขับเคลื่อนงานด้านจักรยานในทุกมิติของไทยCompetition Zone การแข่งขันจักรยานหลายรูปแบบ Extreme Zone การแข่งขันและการโชว์จักรยานผาดโผน Kid Zone การแข่งขันจักรยานเด็กขาไถหลากหลายรุ่น

รู้เท่าทัน!?!ไข้เลือดออกเดงกี(Dengue)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151112/216757.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2558
รู้เท่าทัน!?!ไข้เลือดออกเดงกี(Dengue)

รู้เท่าทัน!?!ไข้เลือดออกเดงกี(Dengue) : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

             จากกรณีนักแสดงชื่อดัง “ปอ” ทฤษฎี สหวงษ์  ล้มป่วยด้วยภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากโรคไข้เลือดออก ทำให้สังคมไทยเกิดการตื่นตัวมากขึ้นกับการระวังป้องกันโรคไข้เลือดออก

แม้ทีมแพทย์ที่ตรวจรักษาจะออกมายืนยันว่า อาการป่วยของนักแสดงหนุ่มเป็นภาวะที่เกิดขึ้นเฉพาะบุคคล ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นโรคไข้เลือดออกทุกรายก็ตาม แต่เพื่อความไม่ประมาท เราควรจะรู้เท่าทันอันตรายของโรคไข้เลือดออกนี้กันอย่างถ่องแท้อีกครั้ง เพื่อระมัดระวังป้องกัน ไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้เลือดออกได้ในอนาคต

“โรคไข้เลือดออก” เป็นโรคที่เกิดจากไวรัสเดงกี มียุงลายบ้านเป็นพาหะนำโรค โดยเฉพาะยุงตัวเมีย ซึ่งกัดเวลากลางวันและดูดเลือดคนเป็นอาหาร จะกัดดูดเลือดผู้ป่วยเชื้อไวรัสเข้าสู่กระเพาะ สะสมในเซลล์ผนังกระเพาะจนเพิ่มจำนวนมากขึ้น เข้าสู่ต่อมน้ำลายและเข้าในร่างกายคนที่ถูกกัดเป็นรายต่อไป

มีระยะฟักตัวในยุงประมาณ 8-12 วัน เมื่อยุงตัวนี้ไปกัดคนอื่นอีกก็จะปล่อยเชื้อไวรัสไปยังผู้ที่ถูกกัด เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายคนและผ่านระยะฟักตัวนาน 5-8 วัน หรือสั้นที่สุดจำนวน 3 วัน ยาวนานที่สุด 15 วัน ก็จะทำให้เกิดอาการของโรคได้

อาการของโรคจะแตกต่างกันไปแล้วแต่บุคคล แต่โดยส่วนใหญ่ที่พบคือ มีไข้สูงเฉียบพลัน เกิน 38.5 องศาเซลเซียส หรืออาจสูงถึง 40-41 องศาเซลเซียส ซึ่งบางรายอาจมีชักเกิดขึ้น โดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติชัก

มีเลือดออกที่ผิวหนัง เป็นจุดเลือดเล็กๆ กระจายอยู่ตามแขน ขา ลำตัว รักแร้ อาจมีเลือดกำเดาหรือเลือดออกตามไรฟัน ในรายที่รุนแรงอาจมีอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ซึ่งมักจะเป็นสีดำ (melena) อาการเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนใหญ่จะพบร่วมกับภาวะช็อก

อาการตับโต กดเจ็บ ส่วนใหญ่จะคลำพบ ตับโตได้ประมาณวันที่ 3-4 นับตั้งแต่เริ่มป่วย ตับจะนุ่มและกดเจ็บ ภาวะการไหลเวียนล้มเหลว ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยไข้เลือดออกจะมีอาการรุนแรง โดยเกิดภาวะการไหลเวียนโลหิตล้มเหลวหรือภาวะช็อก เนื่องจากมีการรั่วของพลาสมาออกไปยังช่องปอด ช่องท้อง เกิด hypovolemic shock

ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับมีไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว เวลาที่เกิดช็อกจึงขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่มีไข้ อาจเกิดได้ตั้งแต่วันที่ 3 ของโรค หรือเกิดวันที่ 8 ของโรค ผู้ป่วยจะมีอาการเลวลง เริ่มมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเบา เร็ว และความดันโลหิตเปลี่ยนแปลง  สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุด คือ อาการช็อก ที่ทำให้ภาวะการไหลเวียนเลือดล้มเหลว นั่นเอง

ขณะนี้ยังไม่มียาต้านไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะสาหรับเชื้อไข้เลือดออก การรักษาโรคนี้เป็นการรักษาตามอาการและประคับประคอง ซึ่งได้ผลดีถ้าให้การวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะแรก แพทย์ผู้รักษาจะต้องเข้าใจธรรมชาติของโรคและให้การดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด จะต้องมีการดูแลที่ดีตลอดระยะเวลาวิกฤตประมาณ 24-48 ชั่วโมงที่มีการรั่วของพลาสมา

“นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินหายใจ รพ.วิชัยยุทธ บอกว่า ตั้งแต่ต้นปี 2558 จนถึงขณะนี้พบผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออกมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา แม้กระทั่งคนสูงอายุ 90 ปีก็ยังเป็น นอนพักรักษาตัวนานหลายสัปดาห์ น่าเสียดายว่าประเทศไทยยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ หากเมื่อไหร่ที่มีจะต้องแนะนำให้คนไทยฉีดควรฉีด เพราะโรคนี้ไม่มียารักษา ถ้าเป็นแล้วอาจเสียชีวิตได้

“สำหรับกรณีของคนไข้รายนี้ (ปอ) เข้าขั้น severe dengue เดงกีขั้นรุนแรง มีทั้งการรั่วของพลาสมา ทำให้ความดันโลหิตต่ำ มีอาการช็อก (dengue shock syndrome) น่าจะมีน้ำรั่วออกมาในปอด และเยื่อหุ้มปอด ในช่องท้อง ทำให้ระบบหายใจล้มเหลว มีเลือดออกเนื่องจากเกล็ดเลือดต่ำจากโรคเดงกีเอง และเลือดไม่แข็งตัว เนื่องจากการทำงานของตับล้มเหลว” นพ.มนูญ วิเคราะห์

นพ.มนูญอธิบายว่า นอกจากนี้หัวใจและไตยังทำงานน้อยกว่าปกติ ซ้ำเติมทำให้ระบบหายใจยิ่งแย่ลง ไม่แน่ใจว่าสมองโดนด้วยหรือไม่ การรักษาต้องประคับประคอง ให้เครื่องช่วยหายใจ อาจต้องล้างไต ตับ ถึงแม้จะทำทุกอย่างก็อาจเสียชีวิตได้ เพราะไม่มียารักษาโดยตรง ปีนี้คนเป็นไข้เลือดออกกันเยอะมาก ต้องระวัง

“นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์” รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยสถานการณ์ไข้เลือดออกในไทยว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2558 พบผู้ป่วย 102,000 คน เสียชีวิต 102 คน เมื่อเทียบกับปี 2556 ซึ่งถือเป็นปีที่มีการระบาดของโรคไข้เลือกออกมากที่สุดในไทยมีผู้ป่วย 150,000 คน เสียชีวิต 150 คน นับว่าปีนี้ถือว่าระบาด แต่ไม่รุนแรง

ขณะที่สถิติการเกิดโรคช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนปีนี้ มากกว่าปี 2557 ในช่วงเวลาเดียวกัน มีผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 3,000-4,000 คนต่อสัปดาห์ จากช่วงที่มีการระบาดสูงสุดในเดือนสิงหาคม มีผู้ป่วยสูงถึง 7,000 คนต่อสัปดาห์

“ที่น่าสังเกตคือ ปีนี้อากาศร้อนค่อนข้างมาก เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสเดงกี บวกกับฝนตกๆ หยุดๆ ทำให้ลูกน้ำยุงลายมีปริมาณมาก และเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เมื่อมีฝนตกมากคนอยู่รวมกันหนาแน่น โอกาสที่จะแพร่ระบาดก็เพิ่มมากขึ้น” นพ.โอภาส อธิบาย

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง ถ้าหากมีผู้ป่วย 1,000 ราย จะเสียชีวิต 1 ราย จาก 2 สาเหตุ คือ 1.ภาวะเลือดออกมาก 2.เลือดรั่วจากเส้นเลือดและเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิต โดยไวรัสเดงกีที่เป็นสาเหตุของไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์ คือ เดงกี 1, 2, 3 และ 4 ซึ่งประเทศไทยมีการระบาดของ 4 สายพันธุ์วนเวียนกันไปแล้วแต่พื้นที่

“นพ.โสภณ เมฆธน” ปลัดกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ไวรัสเดงกีในไทยยังไม่มีสายพันธุ์ใหม่ มีเพียง 4 สายพันธุ์เท่านั้น และยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ การป้องกันที่ดีที่สุดคือ ไม่ให้ยุงกัด

“นพ.อำนวย กาจีนะ” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า เมื่อพบผู้ป่วยมีอาการไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียนเป็นเลือด เบื่ออาหาร หน้าแดง มีจุดเลือดที่ผิวหนัง เลือดกำเดาไหล ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที เพื่อป้องกันการติดเชื้อรุนแรง ซึ่งคนหนึ่งคนจะเป็นไข้เลือดออกได้ 4 ครั้ง แต่จะไม่ได้เกิดจากสายพันธุ์เดิม เนื่องจากร่างกายจะมีภูมิต้านทาน

การป่วยไข้เลือดออกครั้งแรกจะไม่ค่อยรุนแรงมาก แต่หากเป็นครั้งที่ 2 จะเกิดความรุนแรงมากขึ้น ทำให้เลือดออก และช็อกได้ ส่วนการวินิจฉัยโรค ในช่วงแรกจะแยกจากอาการไข้ทั่วไปค่อนข้างยาก ต้องเจาะเลือดตรวจ ซึ่งหากป่วยเพียง 1-2 วัน การเจาะเลือดตรวจอาจจะไม่พบเชื้อ ต้องใช้เวลา 3-4 วัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคลด้วย

การเจาะเลือดครั้งแรกจึงอาจไม่เจอเชื้อไข้เลือดออกก็ได้ ซึ่งการรักษายังไม่มียาเฉพาะ ต้องรักษาแบบประคับประคอง ส่วนวัคซีนยังอยู่ในขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนยา และจากการสำรวจคนไทยรู้จักไข้เลือดออกกว่า 80% แต่มีส่วนร่วมในการป้องกันโรค กำจัดลูกน้ำยุงลายเพียง 20% เท่านั้น

ขณะเดียวกัน รพ.ศิริราชฯ ประชาสัมพันธ์ผ่านเว็บไซต์ถึงวิธีการป้องกันตนเองและระมัดระวังผู้ใกล้ชิดไม่ให้ถูกยุงลายกัด ด้วยการนอนในมุ้งหรือสถานที่ที่มีมุ้งลวดแน่นหนา สวมใส่เสื้อผ้าแขนยาว กางเกงขายาว  ใช้สารไล่ยุง (Mosquito Repellents) ที่ไม่เป็นอันตรายทาผิว หรือใช้ชุบเสื้อผ้า ใช้ชุบวัสดุปูพื้น

ต้องกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก โดยเฉพาะแหล่งเพาะยุงลาย เช่น ปิดปากภาชนะเก็บน้ำด้วยผ้า ตาข่ายไนลอน อะลูมิเนียม หรือวัสดุอื่นที่สามารถปิดปากภาชนะเก็บน้ำนั้นได้อย่างมิดชิด จนยุงไม่สามารถเล็ดลอดเข้าไปวางไข่ได้

‘จูลี’คว้าปริญญาตรีม.อัลอัซฮัร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151112/216736.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2558
'จูลี'คว้าปริญญาตรีม.อัลอัซฮัร

เปิดโลกการศึกษามุสลิม ตอน : ‘จูลี’คว้าปริญญาตรีม.อัลอัซฮัร

             เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา เป็นงานวันรับปริญญาของนักศึกษาไทยมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ซึ่งมีนักศึกษาจบการศึกษา 67 คน ณ ศูนย์ประชุม มหาวิทยาลัยอัล อัซฮัร โดยมีนายพีรศักย จันทวรินทร์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร พร้อมด้วย ดอกเตอร์มุฮฺยิดดี อัลอาฟีฟี่ เลขาธิการใหญ่แห่งสภาวิจัยอิสลามอัลอัซฮัร ร่วมเป็นประธานในพิธี

1 ใน 67 คนที่เข้ารับปริญญาในปีนี้ คือ หนึ่งคนที่สำคัญและมีบทบาทมากกับสังคมนักศึกษาไทย คนไทย รวมถึงข้าราชการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร โดยเฉพาะเป็นสื่อกลางด้านภาษาในระดับประเทศอีกด้วย นับได้ว่าเป็นบุคคลคุณภาพที่น่ายกย่องในการช่วยเหลือสังคม และยังเป็นอดีตนายกสมาคมผู้บุกเบิกเส้นทางใหม่หลายเส้นทางเพื่อเตรียมไว้ให้แก่น้องๆ นักศึกษารุ่นใหม่ได้เดินอย่างง่ายดายในสายความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรนักศึกษากับองค์กรอัลอัซฮัร

เป็นวิทยากรพิเศษสอนหนังสือ ติวเข้มให้ความช่วยเหลือนักศึกษาที่มีปัญหาต่างๆ รวมถึง เป็นล่าม เป็นไกด์นำเที่ยว แม้จะสิ้นสุดวาระการดำรงในตำแหน่งนายก แต่ก็ไม่เคยที่จะทิ้งสมาคม จึงไม่แปลกที่ใครในวงการนักศึกษาไทยในอียิปต์ต่างรู้จักและรักผู้ชายคนนี้ แต่กว่าจะมีวันนี้ได้ “จูลี” ต้องใช้เวลาอยู่ในประเทศอียิปต์ถึง 16 ปี และก็จบลงด้วยความสมบูรณ์แบบ ตามแบบฉบับนักศึกษามหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ระดับโลกอย่างแท้จริง

“จูลี” ชื่อที่ติดปากนักศึกษาไทยในอียิปต์ เดิมชื่อ ลีนวัตร แสงวิมาน เป็นคน จ.นครศรีธรรมราช เป็นบุตรของนายยีอารี แสงวิมาน ซึ่งมีภรรยาสองคน นางประคอง และนางสาลี่ แสงวิมาน อาชีพทำสวนส้มโอ มีพี่น้องทั้งหมด 26 คน จบประถมจากโรงเรียนบ้านแสงวิมาน ได้ศึกษาต่อด้านศาสนาและสามัญที่โรงเรียนประทีบศาสน์ (ปอเนาะบ้านตาล) จ.นครศรีธรรมราช และได้รับทุนจากโรงเรียนให้มาศึกษาในประเทศอียิปต์เมื่อปี พ.ศ. 2543

“จูลี” บอก ว่า “อัลอัซฮัร” เปรียบเสมือนศิลาแห่งความรู้ สอนให้ยึดหลักการศาสนาที่เข้มข้นพร้อมกับเปิดวิสัยทัศน์ทางความคิด เน้นหลักคำสอนด้านคุณธรรม จริยธรรม และทุกการงานที่รับผิดชอบนั้นต้องควบคู่ไปกับคำสอนศาสนาซึ่งเป็นแนวทางสร้างความสันติ ความสุขกับสังคมได้อย่างหลากหลายและลงตัว รุ่นพี่ต่างมีการงานที่หลากหลายแม้จะไม่จบสายนั้นๆ โดยตรงก็ตาม เช่น เป็นผู้นำองค์กรศาสนา ครู ผู้บริหารสถาบันการศึกษา แพทย์ ล่ามภาษา นักการทูต ผู้อำนวยการบริหารสายการบิน

อียิปต์ เป็นประเทศอาหรับที่มีความหลากหลาย การอยู่อียิปต์ให้มีความสุขสิ่งสำคัญที่สุดคือ “ภาษา” หากเข้าใจภาษาทั้งหมดเราจะเข้าใจคนอียิปต์ได้ดีและปลอดภัย จากการเริ่มต้นเข้าศึกษาในระดับมัธยมต่อด้วยการเข้ามหาวิทยาลัยคณะศึกษาศาสตร์และภาษาอาราบิก ทำให้มองภาษาเป็นสิ่งมีค่าเพราะคณะนี้จะมีทุกวิชาของคณะอื่นๆ มารวมกัน นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มองเห็นทางนำที่ต้องคู่ไปกับภาษา จึงจะเดินไปสู่เป้าหมายอย่างมีคุณภาพ

สำหรับภาษาอาหรับนั้น มีอยู่ 3 แกนหลัก คือ ภาษาท้องถิ่นอียิปต์ ภาษาราชการ (ภาษาหนังสือ) และภาษาศาสตร์เทคนิค (ภาษาศัพท์หนังสือพิมพ์) ซึ่งต้องศึกษาและค้นหาอย่างแท้จริงโดยเฉพาะภาษาท้องถิ่นจะต้องคบเพื่อนอาหรับเพื่อความรวดเร็วในการได้เรียนรู้ภาษา ภาษาราชการ หรือภาษาพูดเพื่อติดต่อในโลกอาหรับต้องแม่นในเรื่องการเขียน การอ่าน การฟังและการสนทนา

ส่วนภาษาศาสตร์เทคนิค หรือศัพท์หนังสือพิมพ์ จะเป็นศัพท์ข่าวที่ออกมาใหม่ๆ จะเป็นตัวเติมเต็มให้ภาษาราชการดูดี และสามารถรับรู้ข่าวสารที่กว้างขึ้น เช่น ข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ ปรัชญา ศาสนาเปรียบเทียบ ประเด็นศาสนาร่วมสมัยและการเมือง จากการให้ความสำคัญกับภาษาจึงทำให้มีโอกาสได้ทำงานในด้านการใช้ภาษาเช่น เป็นล่ามให้แก่ คณะศอ.บต. ล่ามประชุมผู้สื่อข่าวในกระทรวงการต่างประเทศ ล่ามประชุมคณะจากอัลอัซฮัรกับเจ้าหน้าที่ประจำกระทรวงและล่ามให้แก่องค์กรต่างๆ

ที่มีวันนี้ได้ เพราะ “สมาคมนักศึกษาไทยในกรุงไคโรในพระบรมราชูปถัมภ์” ซึ่งเป็นบ้านของพวกเรานักศึกษาไทยทุกคน เป็นสถานที่และแหล่งผลิตสร้าง “ผู้นำสังคม” จากรุ่นสู่รุ่น เริ่มต้นจากตำแหน่งอนุเหรัญญิก ตำแหน่งเหรัญญิก ตำแหน่งกีฬา ตำแหน่งเลขานุการ ที่ปรึกษาและนายกสมาคม สถานที่แห่งนี้ทำให้คนธรรมดาคนหนึ่งในจำนวนนักศึกษาทั้งหมดกว่า 2,000 คน ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ และเป็นการเรียนรู้เส้นทางใหม่ที่น่าจะส่งเสริมและสนับสนุน เพื่อที่นี่คือเวทีที่จะนำไปสู่เวทีที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต ประเทศไทยของเรา

“จูลี” ฝากบอกน้องๆ นักศึกษารุ่นใหม่ๆ ว่า อยากให้น้องให้ความสำคัญกับภาษาให้มาก ทำกิจกรรมให้หลากหลาย และสิ่งที่ตามมาคือ การรู้จักคิดและคิดให้เป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น อยู่อียิปต์ให้มีความสุขต้องใช้ชีวิตอย่างเฉลียว

เปิดใจ’โฆษกกระทรวงแรงงาน’ข้าราชการดีเด่น(ครุฑทองคำ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151112/216746.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2558
เปิดใจ'โฆษกกระทรวงแรงงาน'ข้าราชการดีเด่น(ครุฑทองคำ)

เปิดใจ’โฆษกกระทรวงแรงงาน’ข้าราชการดีเด่น(ครุฑทองคำ) : กมลทิพย์ ใบเงินรายงาน ปชส. สป.รง.ภาพ

             ชายร่างผอมสูง แต่ทุกย่างก้าวกระฉับกระเฉง แคล่วคล่อง ว่องไว ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอยู่เสมอ เป็นทั้งนักคิด นักเขียน นักประชาสัมพันธ์ นักวิชาการ และนักบริหารไร้พุง ที่ยากจะพบเห็นในผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานราชการไทย ด้วยความพิสมัย “ลูกหนัง” เป็นชีวิตจิตใจ ทำให้ “ธีรพล ขุนเมือง” ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ใช้วันว่างดวลแข้งอย่างสม่ำเสมอ

ชีวิตเผชิญกับความท้าทาย เมื่อ “ม.ล.ปุณฑริก สมิติ” ปลัดกระทรวงแรงงาน (รง.) ลงนามในคำสั่งกระทรวงแรงงาน ที่ 315/2558  แต่งตั้ง “ธีรพล ขุนเมือง” ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เป็น “โฆษกกระทรวงแรงงาน” มีผลตั้งแต่วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2558

“ธีรพล ขุนเมือง” สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรามคำแหง (รัฐศาสตร์) และระดับปริญญาโท(พัฒนาสังคม)สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ช่วงชีวิตวัย 26 ปี มีโอกาสเกือบติดฟุตบอลทีมชาติไทย ที่มีเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง “หนุ่ย” เฉลิมวุฒิ สง่าพล ดาราเอเชีย ระดับโค้ชฟุตบอลเลื่องชื่อ แต่เขาเลือกสอบบรรจุเข้ารับราชการแทนการเป็น “นักกีฬาฟุตบอล”

“ธีรพล” ได้รับความไว้วางใจกินตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน (สป.รง.) ตามด้วยตำแหน่งผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ในปี 2557 ผู้บริหารระดับต้น จากนั้นไต่ระดับสู่เก้าอี้ “รองอธิบดี กพร.” ระหว่างวันที่ 23 กันยายน-23 พฤศจิกายน 2557 ก่อนก้าวสู่ผู้บริหารระดับสูงในตำแหน่ง รองอธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557-6 ตุลาคม 2558 และเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2558-ปัจจุบัน นั่งในตำแหน่ง ผู้ตรวจฯ สป.รง.

ปี 2533 “ธีรพล ขุนเมือง” ได้รับคัดเลือกให้เป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี 2532 (ครุฑทองคำ) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และปี 2540 ได้รับคัดเลือกให้เป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี 2539 (ครุฑทองคำ) กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม

อบรมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 53 รุ่นเดียวกับ “ม.ล.ปุณฑริก สมิติ” ปลัดรง., นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย, พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) และนายดิสทัต โหตระกิตย์  เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ฯลฯ อีกทั้งผ่านการศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ อาทิ การบริหารจัดการด้านกำลังคนเพื่อความมั่นคง ประเทศออสเตรเลีย, การบริหารจัดการเพื่อความมั่นคงของมนุษย์ ประเทศอินโดนีเซีย ฯลฯ

โฆษกกระทรวงแรงงานป้ายแดง เปิดใจต่อ “คม ชัด ลึก” ว่า จะมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ เสมือนน้ำมันหล่อลื่นให้กลไกของรัฐและประชาชนดำเนินไปอย่างคล่องตัว เมื่อประชาชนเข้าใจ รับรู้ และมีความเชื่อมั่น ความร่วมมือก็จะเกิดขึ้นโดยใช้หลัก “ความจริง” ฉะนั้น ต้องสื่อสารโดยใช้ภาษาที่ประชาชนเข้าใจง่าย และต้องประชาสัมพันธ์ในสิ่งที่ประชาชนต้องการรับรู้เป็นหลักที่กระชับ ชัดเจน และทันต่อสถานการณ์ เพราะในแต่ละเรื่องหากประชาชนยังไม่เข้าใจ ก็ยากที่จะทำให้โครงการต่างๆ ประสบผลสำเร็จ

“หัวใจของการเป็นโฆษกกระทรวงแรงงาน ต้องสร้างการรับรู้กับประชาชน รวมทั้งจูงใจให้เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อประโยชน์ขององค์กร ซึ่งจะเป็นผลดีกับประเทศชาติโดยรวมด้วย ที่สำคัญผมยึดหลักการทำงานต้องมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ มีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ตั้ง” ธีรพล ให้คำมั่น

ว่ากันว่า ช่วงปฏิบัติหน้าที่รองอธิบดี กพร. “ธีรพล” ได้รับมอบหมายให้จัดทำหนังสือ “ใต้ร่มพระปรีชาชาญ พระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย” รวบรวมพระราชประวัติโดยเฉพาะพระปรีชาชาญงานช่างตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ จวบจนพระมหากรุณาธิคุณเลิศล้ำ ส่งผลต่อการพัฒนาฝีมือแรงงานไทยอย่างยั่งยืนในปัจจุบัน และได้นำหนังสือขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง “ขอบใจ” คณะผู้จัดทำ

ไทยป่วยไข้เลือดออกกว่าแสนตาย102ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151111/216727.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2558
ไทยป่วยไข้เลือดออกกว่าแสนตาย102ราย

ไทยป่วยไข้เลือดออกกว่าแสนตาย102ราย ยันไม่มีสายพันธุ์ใหม่ พีคสุดช่วงเดือนส.ค. พบป่วย 7,000 รายต่อสัปดาห์

           11พ.ย.2558 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึงสถานการณ์โรคไข้เลือดออกว่า ไข้เลือดออกเป็นโรคประจำถิ่นของแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลายประเทศก็มีการระบาด เช่น มาเลเซีย จนถึงเดือน ก.ย. 2558 พบผู้ป่วย 80,000 ราย เสียชีวิต 200 กว่าราย

ส่วนสถานการณ์ในประเทศข้อมูลตั้งแต่ต้นปีจนถึงต้นเดือน พ.ย. พบผู้ป่วย 102,000 ราย เสียชีวิต 102 ราย เมื่อเทียบกับปี 2556 ซึ่งถือเป็นปีที่มีการระบาดของโรคไข้เลือกออกหนักนั้นมีผู้ป่วย 150,000 ราย เสียชีวิต 150 ราย ในปีนี้ถือว่าระบาดแต่ไม่รุนแรงเท่าปี 2556 อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. มากขึ้นกว่าปีก่อน แต่ถือว่าผู้ป่วยเริ่มชะลอตัวลง โดยพบผู้ป่วยรายใหม่ 3,000-4,000 รายต่สัปดาห์ จากช่วงที่มีการระบาดสูงสุดในเดือน ส.ค.มีผู้ป่วย 7,000 ต่อสัปดาห์

“ที่น่าสังเกตคือปีนี้อากาศร้อนค่อนข้างมาก ซึ่งเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสเดงกี่ บวกกับฝนตกๆ หยุดๆ ทำให้ลูกน้ำยลายมีปริมาณมาก และเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เมื่อมีฝนตกมากคนอยู่รวมกันหนาแน่น โอกาสที่จะแพร่ระบาดก็เพิ่มมากขึ้น เช่น โคราช เชียงใหม่ กทม. ซึ่งในการป้องกันที่สำคัญที่สุดต้องกำจัดลูกน้ำยุงลาย เพราะลูกน้ำที่เกิดจากยุงลายที่มีเชื่อไข้เลือดออกก็จะมีเชื้ออยู่ในตัวเลย แต่ที่เป็นปัญหาในการกำจัดลูกน้ำยุงลาย นอกจากเจ้าของบ้านจะไม่กำจัดทุกสัปดาห์แล้ว เมื่อมีเจ้าหน้าที่จะเข้าไปกำจัดให้ภายในบ้าน ก็ไม่อนุญาตให้เข้าไปภายบ้าน ให้ทำได้แค่บริเวณท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นการกำจัดที่ไม่ตรงจุด เพราะลูกน้ำที่อยู่ตามท่อน้ำนั้นเป็นยุงรำคาญ ไม่ใช่ยุงลาย” นพ.โอภาส กล่าว

นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า โรคไข้เลืดออกเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง ถ้าหากมีผู้ป้ฝ่วย 1,000 ราย จะเสียชีวิต 1 ราย จาก 2 สาเหตุ 1. ภาวะเลือดออก 2.เลือดรั่วจากเส้นเลือดและเกิดภาวะช็อค และเสียชีวิตได้ โดยไวรัสเดงกี่ที่เป็นสาเหตุของไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์ คือ เดงกี่ 1, 2, 3 และ 4 ย้ำว่าไม่มีสายพันธุ์ใหม่แต่อย่างใด และความรุนแรงของทั้ง 4 สายพันธุ์ไม่ต่างกันมาก ในการระบาดในประเทศไทยจะพบทั้ง 4 สายพันธุ์โดยอาจจะวนเวียนกันไป บางปีสายพันธุ์ อาจจะระบาดมากในภาคใต้ สายพันธุ์ที่ 3 อาจจะระบาดมากในภาคเหนือ เป็นต้น ดังนั้นคนหนึ่งคนจะสามารถเป็นไข้เลือดออกได้ 4 ครั้ง แต่จะไม่ได้เกิดจากสายพันธุ์เดิม เนื่องจากร่างกายจะมีภูมิต้านทานไวรัสเดงกี่สายพันธุ์นั้นๆ ทั้งนี้การป่วยไข้เลือดออกครั้งแรกจะไม่ค่อยรุนแรงมาก แต่หากเป็นครั้งที่ 2 จะเกิดความรุนแรงมากขึ้น เลือดออก และช็อคได้

สำหรับอาการของผู้ป่วยไข้เลือดออกระยะแรกจะมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดตัว อาเจียน เลือดออกที่ผิวหนัง แต่หากอาการรุนแรงไข้จะลดลง ตัวเย็น ซึม กินอาหารไม่ได้ เวียนศีรษะ ไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว หมดสติ ซึ่งระยะติดเชื้อและรุนแรงจะอยู่ในช่วง 48 ชั่วโมง หากรักษาตามอาการจนพ้นระยะ 7 วันก็จะหายจากโรค การวินิจฉัยแรก จะแยกจากอาการไข้ทั่วไปค่อนข้างยาก ต้องเจาะเลือดตรวจซึ่งหากป่วยเพียง 1-2 วัน การเจาะเลือดตรวจอาจจะไม่พบเชื้อ ต้องใช้เวลา 3-4 วัน จึงจะเจาะเลือดและตรวจรู้ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคลด้วย การเจาะเลือดครั้งแรกจึงอาจไม่เจอเชื้อไข้เลือดออกก็ได้ ซึ่งการรักษายังไม่มียาเฉพาะ ต้องให้การรักษาแบบประคับประคองมีไข้ ส่วนวัคซีนยังอยู่ในขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนยา

“จากการสำรวจของกรมควบคุมโรค คนไทยรู้จักไข้เลือดออกกว่า 80 % แต่มีส่วนร่วมในกาป้องกันโรค กำจัดลูกน้ำยุงล่ยเพียง 20% เท่านั้น คนไทยจึงควรป้องกันโรคด้วยการสำรวจบ้านตัวเองและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เทน้ำทิ้งสัปดาห์ละอย่างน้อย 1 ครั้ง” นพ.โอภาสกล่าว
พิษณุโลกไข้เลือดออกแนวโน้มรุนแรงตาย1ราย

นายแพทย์ปิยะ ศิริลักษณ์ นายแพทย์สาธารณะสุขจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า จากสถานการณ์ของโรคไข้เลือดออกในช่วงปลายฝน ของปี 2558 ยังคงมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง พบผู้ป่วยตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 6 พฤศจิกายน 2558 พบแล้ว 905 ราย มากกว่า ปี 2557 ที่มีผู้ป่วยเพียง 152 รายเท่านั้น อำเภอที่พบอัตราการป่วยมากที่สุดคือ อ.เนินมะปราง อ.ชาติตระการ และ อ.วัดโบสถ์ ส่วนพื้นที่พบน้อยที่สุดคือ ชุมชนในเขตเทศบาล กลุ่มผู้ป่วยส่วนใหญ่ อายุ 15-24 ปี ถึงร้อยละ 28.28 ของผู้ป่วยทั้งหมด รองลงมาคือกลุ่มอายุ 10-14 ปี ร้อยละ 21.62 มีประชาชนที่เสียชีวิตจากไข้เลือดออกแล้ว 1 ราย คือ ในพื้นทื่ อ.นครไทย

จากการวิเคราะห์สถานการณ์ขอวงโรคพบว่า พื้นที่ที่พบแล้วจะก็จะกลับมาพบอีก ทั้งๆที่มีการควบคุมโรคทันทีที่พบผู้ป่วย มีการสอบสวนโรคลงพื้นที่ ที่มีฉีดพ่นหมอกควัน กำจัดยุงลายทัน แต่หลายแห่งยังขาดความร่วมมือในการกำจัดลูกน้ำยุงลาย จึงทำให้ยุงไม่หมดไปจากชุมชน มีผู้ป่วยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่ามีประชาชนในชุมชนยังมองว่าไม่อันตราย ป่วยก็รักษา ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่มองข้าม ปรากฏว่าล่าสุดนั้นได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ของไข้เลือด นั้น เนื่องจากว่าผู้ป่วย ได้ป่วยแล้วเกิดภาวะแทรกซ้อน ก็จะเกิดอีกสายพันธุ์ใหม่อีก ซึ่งประชาชนควรระมัดระวัง และรีบรักษา ไปหาแพทย์ดีกว่า

สำหรับมาตรการป้องกันนั้น ขณะนี้หากมีพื้นที่ใดเสี่ยงต่อการเกิดไข้เลือดออกระบาด ทางเจ้หาน้าที่ก็ประสานความร่วมมือกับองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น ในการฉีดพ่นยา กำจัดลูกน้ำยุงลาย ตามจุดเสี่ยงต่างๆ ทั้งที่วัด โรงเรียน ชุมชนต่างๆ เพื่อป้องกันการเกิดโรคไข้เลือดได้อีก พร้อมกับให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกให้กับประชาชนถึงพิษภัยของไข้เลือดออกที่หากมองข้ามอาจจะเสี่ยงต่อชีวิตได้
เชียงใหม่ไข้เลือดระบาดมีผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว3ราย

นายแพทย์ไพศาล ธัญญาวินิชกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สถานการณ์ไข้เลือดออกของจังหวัดเชียงใหม่ในปีนี้ อยู่ในระดับที่ค่อนข้างรุนแรง มีผู้ป่วยเข้ามารับการรักษาประมาณ 4-5,000 คน และมีผู้เสียชีวิต จำนวน 3 ราย ในขณะที่ปีที่ไข้เลือดออกระบาดรุนแรงมากที่สุดคือปี 2556 มีผู้เสียชีวิตจำนวน 4 ราย และมีผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออกกว่า 10,000 คน กระจายอยู่ทั้งจังหวัดเชียงใหม่ จุดที่พบการระบาดค่อนข้างสูง อยู่ในเขต อ.เมือง อ.ดอยสะเก็ด อ.แม่ริม และ อ.สันทราย มีลักษณะเป็นเมืองและมีชุมชนอยู่หนาแน่นทำให้การแพร่ระบาดเป็นไปอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ได้พยายามเตือนประชาชนในพื้นที่จุดเสี่ยงที่โดยการประสานงานกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในทุกพื้นที่ ให้ประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะการให้ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายซึ่งเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออกตามบ้านเรือนและแหล่งชุมชน นอกจากนั้นยังให้อาสาสมัครสาธารณสุขให้ความรู้กับประชาชนป้องกันตัวเองไม่ให้เกิดยุงกัด โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก หากป่วยมีอาการไข้สูง ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ โดยที่ไม่มีอาการของไข้หวัด ห้ามซื้อยามารับประทานเอง แต่ให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที

นอกจากนั้น ในให้ลงพื้นที่บริเวณงานก่อสร้างที่มีคนงานก่อสร้างอาศัยอยู่ในพื้นที่ เพื่อให้รณรงค์ให้ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้ในระดับหนึ่ง รวมทั้งให้ความรู้กับกลุ่มคนงานที่อาศัยอยู่กันเป็นชุมชนในการสังเกตอาการการเป็นไข้เลือดออกเพื่อจะได้ทำการรักษาได้ทันท่วงที

พัฒนา’คน’ทุกระดับเสียงสะท้อนคน’เขตพื้นที่ฯ’ถึง’บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151111/216688.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2558
พัฒนา'คน'ทุกระดับเสียงสะท้อนคน'เขตพื้นที่ฯ'ถึง'บิ๊กตู่'

พัฒนา“คน”ทุกระดับเสียงสะท้อนคน“เขตพื้นที่ฯ”ถึง“บิ๊กตู่” : กมลทิพย์ ใบเงินรายงาน มนุษย์พันธุ์38ค(2)ภาพ

            “ใครที่ไม่ได้ฟังผมวันนี้ ใครที่ฟังก็ไปบอกเขาด้วย บางครั้งผมเห็นครูบางคน สถานศึกษาบางแห่ง บอกไม่รู้เรื่อง ดีแต่สั่งการลงไป นี่เขาทำให้หมดแล้ว เพียงแต่ท่านต้องขวนขวายบ้าง เขตการศึกษาท่านต้องมารับผิดชอบด้วย ไม่อย่างนั้นเขตการศึกษาก็เหมือนเดิม ท่านต้องปรับปรุงวิธีการทำงานของท่าน ผมไม่ได้ตำหนิท่านว่าไม่ได้ทำงาน แต่ท่านต้องทำให้ตรงกับนโยบายของเรา”

ถ้อยความจากปาก “บิ๊กตู่“ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” เมื่อหัวค่ำวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา สื่อสารถึงผู้นำหน่วยงานการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษา 225 เขต ในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

นับเป็นครั้งแรกที่ “บิ๊กตู่” ประธานซูเปอร์บอร์ดการศึกษา ทะลุทะลวงไปถึง “สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)” ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศไทย “สพท.” เป็นหน่วยขับเคลื่อนนโยบายจากส่วนกลางสู่พื้นที่ภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม ส่งต่อกระบวนการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนักและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน มีโรงเรียน ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง องค์คณะบุคคลทางการศึกษาเป็นองคาพยพขับเคลื่อน

“ผมเห็นด้วยกับคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี 100% และอยากจะสนับสนุนความคิดของนายกฯ ในฐานะประธานซูเปอร์บอร์ดการศึกษา ที่สั่งเดินหน้าการปฏิรูปโครงสร้าง ศธ.ควบคู่ไปกับการปฏิรูปเนื้อหาหลักสูตรด้วย ความจริง สพท.ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 เป็นนวัตกรรมท้องถิ่นด้านการศึกษา ที่มีบทบัญญัติถึงวิธีการปฏิบัติที่หลากหลาย แต่มีจุดมุ่งหมายไปสู่เอกภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ในการปฏิบัติจริงและการปฏิรูปการศึกษาหลายๆ รอบที่ผ่านมา สพท.ในฐานะหน่วยปฏิบัติพัฒนาการศึกษาก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น

เมื่อครั้งที่สภาการศึกษาทำวิจัย สพท.เมื่อปี 2556 ผลปรากฏว่า ไม่มีสพท.ผ่านการประเมินในระดับดีมากเลยสักเขต มีเพียงเขตระดับดีอยู่ 16 เขต ระดับพอใช้ 155 เขต นอกนั้นคืออะไร? นี่คือผลสะท้อนถึงความเข้มแข็งของ สพท.ที่ซูเปอร์บอร์ดการศึกษาต้องใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาปฏิรูปโครงสร้าง ศธ.ด้วย” นายชาญ คำภิระแปง ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายและแผน สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 2 (สพป.เชียงใหม่เขต 2) ผู้แทนครูและบุคลากรทางการศึกษาสายบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38ค(2) หรือมนุษย์พันธุ์ 38ค(2) ใน ก.ค.ศ., ประธานสมัชชาบุคลากรทางการศึกษา, นายกสมาคมนักวางแผนการศึกษาไทย ระบุุ

ไม่เพียงเท่านั้น นายชาญ ยังต้องข้อสังเกต สพท.มีหน้าที่ต้องไปทำหน้าที่ให้โรงเรียนเข้มแข็ง ทำให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล แต่ข้อเท็จจริงสพท.อยู่ในสภาพอ่อนปวกเปียก ไม่เข้มแข็ง การปฏิรูป สพท.จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เมื่อนายกฯ มีคำสั่งให้ปฏิรูปโครงสร้าง ศธ. ปรากฏว่ากลุ่มอำนาจเก่าออกมาตีปี๊บ โชว์กึ๋น โชว์ข้อเสนอ พิมพ์เขียวหลายอย่างๆ กระทั่งข้อเสนอย้อนรอยกลับไปสู่โครงสร้างศึกษาธิการจังหวัด และศึกษาธิการอำเภอ เหมือนเดิม

“ผมถามว่า ในอดีตก็เป็นเช่นนี้แล้ว คุณภาพการศึกษาดีหรือไม่? ทุกคนก็รู้คำตอบอยู่แก่ใจดี แล้วทำไมต้องมีการปฏิรูป ยุบรวมโครงสร้างมาเป็นปัจจุบัน ดังนั้น ข้อเสนอของผมก็คือ ให้คงความเป็น 5 แท่งไว้เหมือนเดิม ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) แต่ให้บริหารงานในรูปแบบของ “คณะกรรมการ” หรือบอร์ดศธ. เชื่อมการทำงาน 5 แท่ง ทำหน้าที่คอยกำกับดูแลและรับผิดชอบ ส่วนในระดับจังหวัดให้มีสภาการศึกษารับนโยบายไปปฏิบัติ รับผิดชอบตามโครงสร้างตามระบบซิงเกิล คอมมานด์ (คำสั่งเดียว) จากส่วนกลางถึง สพท. ด้านวิชาการก็ให้เป็นหน้าที่ของกรมวิชาการ อย่างนี้ความเป็นเอกภาพถึงจะเกิด”

เหนืออื่นใด นายกสมาคมนักวางแผนการศึกษาไทย ชี้ว่า ที่สำคัญระบบบริหารงานบุคคลต้องมีการพัฒนา มิใช่เป็นแบบปัจจุบัน ที่ข้างบนรักษาอำนาจ ข้างล่างก็กินเลือดกินเนื้อครู ต้องมีมาตรการคัดกรองเพื่อสกัดกั้นผู้บริหารการศึกษาประเภทจี้ตาไม่กะพริบ ได้ตำแหน่งมาเพราะการวิ่งเต้น หากการแก้ปัญหาคนในแวดวงการศึกษาไม่ได้ ก็เห็นด้วยและสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไขปัญหาการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารการศึกษา

ยกระดับ’แม่ฮ่องสอนโมเดล’พัฒนาคนทุกช่วงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151111/216687.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2558
ยกระดับ'แม่ฮ่องสอนโมเดล'พัฒนาคนทุกช่วงวัย

ยกระดับ’แม่ฮ่องสอนโมเดล’พัฒนาคนทุกช่วงวัย : ทีมสื่อสารสาธารณะ สสค.เรื่อง/ภาพ

            สสค.จับมือทุกภาคส่วนราชการ ยกระดับ “แม่ฮ่องสอนโมเดล” บูรณาการข้อมูลสารสนเทศ ร่วม “พมจ.แม่ฮ่องสอน”  เพื่อหลักประกันโอกาสทางการเรียนรู้ตลอดชีวิตพัฒนาคนทุกช่วงวัย นำร่องที่ อ.แม่ลาน้อย

เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์ส่งเสริมและจัดสวัสดิการสังคมระดับชุมชนแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมกับทุกภาคส่วนราชการและผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้ง 8 ท้องถิ่นใน อ.แม่ลาน้อย และสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) จัดการเสวนาแม่ฮ่องสอนโมเดล สู่การยกระดับการพัฒนาการเรียนรู้เด็กพิการสู่การพัฒนาคนทุกช่วงวัย โดยการบูรณาการเชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนด้วยระบบสารสนเทศ

นายวิรุฬ พรรณเทวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เล่าว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากทุกภาคส่วนเพื่อดูแลเด็กและผู้สูงวัยด้อยโอกาสนั้น ไม่อยากให้มองเป็นการสงเคราะห์ แต่ต้องหาวิธีการที่สร้างความเข้มแข็ง และสร้างตระหนักให้คนแม่ฮ่องสอนว่า ชาวแม่ฮ่องสอนทุกคนรวมถึงคนพิการสามารถสร้างประโยชน์ให้แผ่นดินได้ การเปิดศูนย์ครั้งนี้จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการทำงานบูรณาการร่วมกัน โดยได้รับความร่วมมือจากนายอำเภอแม่ลาน้อย น.ส.พิมพรรณ มานะจิต นายกเทศมนตรีตำบลลาน้อย และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุกตำบล สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดแม่ฮ่องสอน (พมจ.แม่ฮ่องสอน)  โรงพยาบาลประจำอำเภอแม่ลาน้อย ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 21 และประชาสัมพันธ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน

นายเอนก ไชยวงค์ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า จากสถิติประเทศไทยมีประชากรพิการทั้งสิ้นจำนวน  1,859,200 คน พบผู้พิการในแม่ฮ่องสอนจำนวน 6,066 คน คิดเป็น 0.33% และพบประชากรเด็กพิการด้อยโอกาสสูงสุดจังหวัดหนึ่งในประเทศไทย โดยพบการพิการในวัยเรียนจำนวน 100 คน ซึ่งขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานจากหน่วยงานภาครัฐ จึงเป็นที่มาของการค้นหานวัตกรรมช่วยเหลือเด็กพิการจนเป็นที่มาของการเกิด “แม่ฮ่องสอนโมเดล” ซึ่งมีจุดเด่นในการใช้ระบบข้อมูลสารสนเทศส่งต่อข้อมูลเด็กพิการด้อยโอกาสอย่างบูรณาการทุกภาคส่วน โดยความร่วมมือของ สสค.และมหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) ทำให้เด็กพิการด้อยโอกาสจำนวน 300 คน ถูกค้นพบและได้รับโอกาสขั้นพื้นฐานตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างโอกาสให้เด็กพิการทางการศึกษาเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในปี 2558

“มีการขยายผลการทำงานตั้งแต่การเปิดศูนย์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาเด็กพิการด้อยโอกาสแบบมีส่วนร่วมใน อ.แม่สะเรียง อ.ปาย และอ.ปางมะผ้า และล่าสุดมีการยกระดับการบูรณาการเพื่อคนทุกช่วงวัยด้วยการเปิด “ศูนย์ส่งเสริมและจัดสวัสดิการสังคมระดับชุมชนแม่ลาน้อยและห้องศูนย์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาเด็กพิการด้วยโอกาสแบบมีส่วนร่วมอำเภอแม่ลาน้อย” ขึ้น เพื่อดูแลเด็กพิการใน อ.แม่ลาน้อย เพิ่มขึ้นอีก 24 คน โดยเป็นครั้งแรกที่เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลเด็กพิการและผู้พิการร่วมกับ พมจ.แม่ฮ่องสอน เพื่อการดูแลและพัฒนาคนทุกช่วงวัย” นายเอนก กล่าว

นางนฤมล ปาลวัฒน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ในฐานะอดีตคุณยายผู้ว่าฯ พบว่า เด็กแม่ฮ่องสอน 5 คน จะเด็กพิเศษ 1 คน ครั้งแรกที่เริ่มทำนั้น ไม่เคยคิดว่าต้องได้รับความสนใจจากส่วนกลาง จากองค์กรต่างประเทศ แต่ต้องการเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ในฐานะที่เราเป็นแม่ เมื่อลูกเกิดมาเป็นเด็กพิเศษ เราต้องเสียกำลังคนดูแล ในความคิดของคุณยายผู้ว่าฯ จึงคิดว่าเราน่าจะช่วยเหลือกัน จึงเป็นที่มาในการสร้าง “แม่ฮ่องสอนโมเดล”  และการขยายผลการทำงานต่อเนื่องยั่งยืนต่อเนื่อง

ทั้งนี้ยังมีการลงบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดตั้งห้องเรียนเพื่อพัฒนาเด็กพิการด้อยโอกาสแบบมีส่วนร่วมระหว่างเทศบาลแม่ลาน้อย อำเภอแม่ลาน้อย กับศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย พร้อมกับการเปิดศูนย์ส่งเสริมและจัดสวัสดิการสังคมระดับชุมชนแม่ลาน้อย และห้องศูนย์การเรียนรู้เพื่อเด็กพิการด้อยโอกาส แบบมีส่วนร่วม อำเภอแม่ลาน้อย

ขณะที่ “นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์” ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า จ.แม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดพิเศษ มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ซึ่งต้องรักษาทุกคนไว้ ซึ่งปัจจุบันเรามีเด็กพิการรุนแรงจำนวน 219 คน ที่อยู่นอกระบบภายในพื้นที่ 7 อำเภอ ที่ต้องพัฒนาและสอนหนังสือ ดังนั้นคนที่จะมาทำงานนี้เรื่องนี้จึงต้องเป็นคนที่เสียสละและจริงจัง เพราะแม่ฮ่องสอนของเรายังมีจุดอ่อนอยู่ เนื่องจากความทุรกันดารความห่างไกลในพื้นที่ แต่เราจะต้องช่วยกันอย่างจริงจัง

“ผมเต็มใจและตั้งใจช่วยให้สมบูรณ์ โดยผมเสนอให้มีการนำเรื่องนี้เข้าประชุมใหญ่ในจังหวัด มีการดูแล การส่งต่อแต่ละหน่วยงาน เพื่อดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์ โดยผมในฐานะผู้ว่าฯ จะได้หนุนให้ถูกต้องและตรงจุด เพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน ช่วยคนแม่ฮ่องสอนทุกคน ผมมั่นใจว่า ทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น โดยปีต่อไปผมจะให้งบประมาณการศึกษาประมาณ 20 ล้านบาท จากปกติ 2 ล้านบาทต่อปี โดยจะปูพรมเรื่องการอ่านหนังสือ 2.5 หมื่นคน เรื่องการอาชีพ และต้องการแม่ฮ่องสอนเป็นเมืองไอที” ผู้ว่าฯแม่ฮ่องสอน ให้คำมั่น

สำนักปฏิบัติธรรมกับลานเบียร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151110/216628.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2558
สำนักปฏิบัติธรรมกับลานเบียร์

สำนักปฏิบัติธรรมกับลานเบียร์ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

              ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมื่อเอ่ยถึงธุรกิจสีเทาแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่จะเบือนหน้าหนี

แต่มีการประเมินเอาไว้คร่าวๆ ว่า เม็ดเงินที่ไหลผ่านธุรกิจสีเทาของประเทศไทยก่อนหที่ คสช.จะเข้ามานั้น อย่างน้อย 1 ใน 3 ของจีดีพี

ธุรกิจสีเทาที่ว่า ครอบคลุมเรื่องเพศพาณิชย์ บ่อนการพนันนอกกฎหมาย เงินกู้นอกระบบ ของเถื่อน ค้ามนุษย์ ทุจริตคอร์รัปชั่น

เม็ดเงินที่ไหลเวียนในธุรกิจสีเทาไม่ได้จำกัดเฉพาะแวดวงที่เกี่ยวข้องเท่านั้น หากแต่ห่วงโซ่สีเทานั้นเกี่ยวพันไปถึงการดำเนินชีวิต การทำธุรกิจที่เป็นปกติ จนที่สุดแล้ว ยากที่จะแยกได้ว่า ระหว่าง สีเทา กับสีขาว หรือสีดำนั้น มีสัดส่วนเท่าไหร่

รับรู้แต่เพียงว่า อาชีพที่ต่อเนื่องจากธุรกิจสีเทานั้น มีมากมาย และมีมูลค่าที่ไม่อาจวัดได้

ภายหลัง คสช.เข้ามาจัดระเบียบสังคม “ธุรกิจสีเทา” เหล่านี้ก็ค่อยๆ หายไป

จะหายไปอย่างสิ้นเชิง หรือหายไปชั่วคราว ก็ว่ากันไป แต่ระยะเวลาปีสองปีนับจากนี้ หากจะอยู่ก็ต้องอยู่ให้เป็น จะเลือกเป็นสนลู่ลม หรือจะเบ่งกล้ามสู้ ก็แล้วแต่ทางเลือก

อีกเรื่องหนึ่งที่ คสช.ดูจะให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษก็คือ การจัดระเบียบสถานบันเทิง ซึ่งก็ยากที่จะเรียกตนเองเป็นอย่างอื่น เพราะอย่างน้อยๆ สถานบันเทิงเหล่านี้ก็ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เป็นเครื่องดื่มที่สร้างปัญหาจนถึงขั้นต้องออกกฎหมายมาควบคุมในยุค พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เข้ามาดูแลเป็นพิเศษกันเลยทีเดียว

ดูเนื้อหาแล้ว ดูเหมือนว่า กฎหมายจะมุ่งเอาผิด “ผู้ขาย” เพราะห้ามนั่นนี่เยอะแยะไปหมด

ขนาดมีภาพขาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็น เหล้า เบียร์ ไวน์ ไว้ในเมนูอาหาร ก็ยังถือว่าผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ว่า หากตั้งให้เห็นไม่ว่าจะเป็นในร้าน นอกร้าน ล้วนถือว่าเป็นการจูงใจให้ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้น บรรดาดาราทั้งหลายที่ไปถ่ายภาพคู่กับเบียร์ยี่ห้อหนึ่ง แล้วโดนเรียกไปชี้แจงนั่น จะมาโอดครวญว่า ไม่รู้เรื่อง รู้เท่าไม่ถึงการณ์ คงจะเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมกันแล้วล่ะ เพราะหากว่าตามกฎหมาย ทำอย่างนั้นล้วนแต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายจริงๆ

เรื่องนี้ แรกทีเดียวกระแสหนุน หมอสมาน ฟูตระกูล ผอ.สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข หนุนให้หมอสมานจัดการเต็มที่ เพราะถือว่าดาราเหล่านี้มีส่วนชี้นำผู้คนในสังคม

อย่างที่บอก แรกๆ ก็หนุนหมอ จัดการ “ไอดอล” ให้อยู่กะร่องกะรอย แต่ระยะหลังหมอเล่นจะเลยไปจัดการลานเบียร์ ที่อีกไม่กี่วันเทศกาลลานเบียร์ก็จะมีขึ้น เพราะลานเบียร์จะจัดขึ้นในช่วงเทศกาลหน้าหนาว

แต่ในมุมของหมอ มองว่า เทศกาลเหล่านี้นี่แหละที่ไปสนับสนุนให้ผู้คนไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งหากมองตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มันก็พอจะว่าอย่างนั้นได้

แต่เรื่องอย่างนี้มันก็เหมือน “เหรียญสองด้าน” การตัดสินใจทำอะไรลงไปมันเหมือนมี “ดาบสองคม”

ไม่ต่างจากวันหนึ่งที่ตำรวจจราจรไปจับลูกจ้างที่ขับรถเถ้าแก่ไปยางแตกบนวงแหวนอุตสาหกรรมนั่นแหละ…โทษฐานใช้ยานพาหนะที่ไม่พร้อมใช้งาน

แต่ถ้าไปเทียบกับตำรวจอัมพวา ได้รับแจ้งเหตุรถกระบะยางระเบิดอยู่ริมทาง แล้วรีบบึ่งไปช่วยเหลือเปลี่ยนยางให้เรียบร้อย หรืออีกกรณีที่จำไม่ได้ว่า ที่ไหน มีหนุ่มโรงงานใช้เงินหมดจนไม่มีสตางค์ไปปะยางรถมอเตอร์ไซค์ ตำรวจไปเจอ แล้วให้ยืมเงินไปปะยาง

ความรู้สึกที่ประชาชนมีต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐมันต่างกันราวฟ้ากับเหว!

เรื่องอย่างนี้ก็ไม่ต่างกับที่หมอสมานคิดจะทำนั่นแหละ ถ้าจะเอากันทุกเม็ดก็คงไม่สามารถให้บ้านนี้เมืองนี้เต็มไปด้วยสำนักปฏิบัติธรรมได้หรอก