‘โดม’แจงสธ.ปัดรับเงินโพสต์เบียร์ยันไม่ได้อวดอ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151117/217070.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2558
‘โดม’แจงสธ.ปัดรับเงินโพสต์เบียร์ยันไม่ได้อวดอ้าง

‘โดม’แจงสธ.ปัดรับเงินโพสต์เบียร์ ยันไม่ได้อวดอ้าง-จูงใจให้ใครดื่ม ไม่ได้เจตนา เห็นเป็นพื้นที่ส่วนตัว โพสต์เพราะเป็นไลฟ์สไตล์

           เมื่อเวลา 11.10 น. วันที่ 17 พฤศจิกายน ที่สำนักงานคณะกรรมควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นายปกรณ์ ลัม หรือโดม นักแสดงชื่อดังเดินทางเข้าให้ข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่กรณีโพสต์รูปเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงในอินสตาแกรมหรือไอจีส่วนตัว ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดฐานโฆษณาตามพรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 โดยโดม ปกรณ์ ให้สัมภาษณ์หลังเข้าให้ข้อมูลว่า เดินทางมาเข้าให้ข้อมูลพร้อมคุณแม่โดยไม่มีทนายความมาด้วย เพราะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องของคดีความ จึงไม่จำเป็นต้องมีทนาย แต่พาคุณแม่มาเป็นกำลังใจ โดยเจ้าหน้าที่นำรูปจำนวนหนึ่งมาให้ดูมีทั้งรูปในไอจีและเว็บไซต์ ก็ชี้แจงข้อมูลทุกอย่างตามความเป็นจริง ตนไม่ได้ถูกจ้าง รับจ้างให้โพสต์แต่อย่างใด และการโพสต์ก็ไม่ได้เป็นการอวดอ้างหรือจูงใจให้ใครดื่ม แต่โพสต์เพราะเป็นไลฟ์สไตล์ เห็นว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว ไม่ได้เจตนา

“หลังให้ข้อมูลก็สบายใจขึ้น เหมือนต้องการมาคุยกับผู้ใหญ่ก็ได้คุยแล้ว ซึ่งตั้งแต่วันแรกที่เจ้าหน้าที่รัฐออกมาให้ข้อมูลว่าการโพสต์ดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายการกระทำความผิด ผมก็ลบรูปที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในโซเชียลมีเดียของผมหมดแล้วตั้งแต่วันนั้น เพราะเข้าใจดีว่าอาชีพนักแสดงต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ตอนนั้นจะถูกผิดไม่รู้ก็แสดงความรับผิดชอบก่อน ผมยินดีที่จะร่วมรณรงค์ และเรื่อนี้เป็นเรื่องใหม่ กรณีนี้ที่เกิดขึ้นก็เป็นการรณรงค์ที่ได้ผลดีมากทำให้คนรู้เกี่ยวกับกฎหมายเรื่องนี้มากขึ้น เหมือนคนที่ในฐานะประชาชนคนหนึ่งก็ไม่เคยรู้กฎหมายนี้มาก่อน”นายปกรณ์ กล่าว

นายปกรณ์ กล่าวด้วยว่าสำหรับในส่วนการรับงานแสดงในลานเบียร์ ก็ได้บอกไปแล้วว่า คงจะไม่รับงาน ส่วนดาราคนอื่นนั้น ไม่สามารถตอบแทนได้ไม่ถือว่ากระทบกับงาน เนื่องจากตนมีรายได้จากหลายทางมีธุรกิจของตนเองและมีอาชีพอื่นด้วยส่วนตัวหลังจากได้ชี้แจงในวันนี้แล้ว ก็ถือว่าน่าจะเคลีย์ในทุกประเด็น และสบายใจมากขึ้นแล้ว ส่วนขั้นตอนกระบวนการต่อจากนี้ ตนเองก็ไม่ทราบว่าจะสรุปเมื่อไหร่ อย่างไร ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ได้แจ้งว่า ยังมีขั้นตอนของเจ้าพนักงานอีกหลายขั้นตอน

นางรัตนาภรณ์ คูภิรมย์ มารดานายปกรณ์ กล่าวว่า ทำให้รู้กฎหมายมากขึ้นและเข้าใจเจ้าหน้าที่ว่าที่ต้องการเชิญมาให้ข้อมูลเพราะพยายามไม่ให้เกิดการเชิญชวนในการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เรียนรู้’ว่าวไทย’สายป่านความผูกพัน@ร.ร.วัดวังเป็ด สพป.พล.1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151117/216865.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2558
เรียนรู้'ว่าวไทย'สายป่านความผูกพัน@ร.ร.วัดวังเป็ด สพป.พล.1

เรียนรู้’ว่าวไทย’สายป่านความผูกพัน@ร.ร.วัดวังเป็ด สพป.พล.1 : จันทรเพชร ไกรโชค 0 เรื่อง-ภาพสพป.พล.1

            เมื่อฤดูฝนพัดผ่านไป ลมประจำถิ่นที่เรียกว่า ลมข้าวเบา หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในชื่อ ลมว่าว ก็เริ่มพัดผ่านเข้ามา เป็นสัญญาณให้ชาวนาในแถบ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก (เมืองสองแคว) เริ่มลงมือเก็บเกี่ยวข้าวที่เพาะปลูกไว้สิ่งที่มาพร้อมกับสายลมหนาวนอกเหนือจากผิวเนื้อที่เริ่มแห้งแตกเป็นขุยสีขาวของเด็กต่างจังหวัดนั้นคือการวิ่งว่าว

ที่โรงเรียนวัดวังเป็ด หมู่ 2 บ้านวังเป็ด ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา พิษณุโลก เขต 1 (สพป.พล.1) เปิดทำการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6  มีนักเรียนจำนวน 127 คน ครูจำนวน 7 คน มี “นายเฉลิม ป้อมบุญมี” เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ได้เห็นถึงความสำคัญของ “ว่าวไทย” และ “ความสัมพันธ์ของครอบครัว” จึงได้ร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครองในชุมชน จัดกิจกรรม “ว่าวไทย” ให้แก่นักเรียนโรงเรียนวัดวังเป็ดขึ้น ในชั่วโมง “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ตามนโยบาลพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

นายเฉลิม  เล่าว่า การละเล่นว่าวไทย เป็นกิจกรรมที่ตอบสนองความสนใจ ความถนัดและความต้องการผู้เรียน เนื่องจากเด็กนักเรียนของโรงเรียนวัดวังเป็ดส่วนใหญ่เป็นครอบครัวชาวไร่ชาวนา มีวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับฤดูกาล เมื่อถึงฤดูทำนาเกี่ยวข้าวก็ต้องออกไปช่วยพ่อแม่ผู้ปกครอง หลายครอบครัวได้ใช้เวลาว่างจากการทำงาน มาทำว่าวให้ลูกหลานได้วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน เป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่ในขณะนี้วิถีการทำนาได้เปลี่ยนไปใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น เครื่องเกี่ยวข้าว ทำให้ลูกหลานชาวนารุ่นใหม่ ไม่ได้มีโอกาสเรียนรู้ความสัมพันธ์ผ่านการละเล่นว่าวไทย

“การละเล่นว่าวไทย ที่ให้นักเรียนลงมือทำ เป็น ว่าวปักเป้า เนื่องจากเด็กนักเรียนยังตัวเล็ก แต่คล่องแคล่ว ปราดเปรียว จึงใช้อุปกรณ์เพียงไม่กี่ชิ้น เพื่อไม่ให้ว่าวหนักจนเด็กรับไม่ได้ อีกทั้งต้องใช้ศิลปะและความชำนาญในการทำว่าวปักเป้า” ผอ.ร.ร.วัดวังเป็ด อธิบาย

ดูเหมือนว่า การจัดกิจกรรม “ว่าวไทย” ในชั่วโมง “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ของโรงเรียนวัดวังเปิด ได้รับความเอื้อเฟื้อจาก “นายนิรุต นาคเจือทอง” ทำหน้าที่เป็นวิทยากรกิจกรรมว่าวไทย ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนวัดวังเป็ดและมีความชำนาญในการทำว่าวปักเป้าเป็นพิเศษ

“ผมได้เรียนรู้การทำว่าวปักเป้ามาจากคุณพ่อ จึงคิดที่จะถ่ายทอดวิชาความรู้การทำว่าวปักเป้าเพื่อส่งต่อไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ซึ่งเด็กนักเรียนที่จะมาเรียนทำว่าวไทย ส่วนมากเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 แต่ละคนตื่นเต้น สนุกสนาน และมีความสนใจที่จะเรียนรู้กันมาก” นายนิรุต เล่าด้วยรอยยิ้ม

ส่วนวิธีการทำว่าปักเป้า นั้น “นิรุต” อธิบายขั้นตอนการทำว่าวปักเป้าว่า เริ่มต้นต้องหาไม้ไผ่สีสุก ที่มีอายุไม่อ่อน หรือแก่เกินไป ตัดให้ได้ขนาดตามต้องการ แล้วเหลาให้สามารถดัดหรืองอได้ จากนั้นนำมาขึ้นโครงว่าวโดยใช้ไม่ไผ่ 2 ชิ้นขัดกันเป็นโครง ยึดติดกันเป็นรูปร่างว่าวด้วยด้าย แต่ต้องระวังในขั้นตอนนี้ ไม่ผูกด้ายยึดโครงไม่ให้ตึงเกินไปหรือหย่อนเกินไป เพราะว่าวจะเสียศูนย์ได้ในเวลาเล่น จากนั้นเป็นขั้นตอนการปิดกระดาษลงไปในโครงว่าวโดยใช้กาวเป็นตัวประสาน กระดาษที่ใช้ทำว่าว จะเป็นกระดาษว่าว หรือกระดาษสา หรือถุงพลาสติกใสๆ ก็ได้ เสร็จแล้วก็นำมาเจาะรูผูกคอซุง โดยต้องดูความสมดุลของว่าว ว่าไม่เอียงซ้ายหรือขวา หัวหรือท้ายไม่หนักเกินไป หลังจากนั้นก็ตกแต่งให้สวยงาม และผูกสายป่านนำว่าวขึ้นทดสอบกับสายลมได้

“หนูชอบมาก ที่ทางโรงเรียนวัดวังเป็ด ได้จัดกิจกรรมเรียนรู้ เสริมจากการเรียนในห้องเรียน นักเรียนก็จะไม่เครียดกับการเรียนตามหลักสูตรมากเกินไป และนำเวลาส่วนหนึ่งมาเรียนรู้กับกิจกรรมดีๆ ทั้งทางด้านภูมิปัญญา การละเล่น ของท้องถิ่นอีกด้วย จากการเรียนมาได้ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าเพื่อนส่วนใหญ่ ชื่นชอบเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการทำว่าว ที่ไม่ยาก แต่การทำนั้นก็ให้ว่าวสามารถขึ้นติดลมบนให้ได้ หนูชื่นชอบมากที่ได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมไทย ผ่านกิจกรรมว่าวไทยในภาคเรียนนี้” ด.ญ.สุจิรา แจ่มดี อายุ 11 ขวบ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดวังเป็ด เล่าด้วยรอยยิ้ม

นายประยุทธ สุรเดชไพบูลย์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 กล่าวว่า กิจกรรมที่โรงเรียนแกนนำได้นำไปเพิ่มเวลารู้ ให้แก่นักเรียนมีหลากหลายตามบริบทของโรงเรียน ระดับชั้น อายุ และความสนใจ โดยกระบวนการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ของแต่ละโรงเรียนได้ผ่านการเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษา และมีการประชุมภายหลังการจัดกิจกรรมของคณะครู เพื่อทบทวน ปรับปรุงกิจกรรมให้เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา

“กิจกรรมว่าวไทยพบว่านักเรียนต่างให้ความสนใจ เข้าร่วมกิจกรรมและรู้สึกสนุกสนานกับกิจกรรมที่จัดให้ ในส่วนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ได้ดำเนินการซักซ้อมความเข้าใจให้กับโรงเรียนแกนนำไปแล้วโดยมี Smart Trainer ร่วมส่งเสริมและพัฒนาตลอด และได้แต่งตั้งคณะศึกษานิเทศก์ ร่วมกับ Smart Trainer ออกติดตามให้กำลังใจการดำเนินกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ของโรงเรียน โดยในระยะที่ 1 ได้ออกประเมินระหว่างวันที่ 9 -16 พฤศจิกายน 2558” รักษาราชการแทน ผอ.สพป.พล.1 กล่าวสรุป

‘เดงกี มิชชั่น บัซ’รถให้ความรู้ไข้เลือดออกเคลื่อนที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151117/217038.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2558
'เดงกี มิชชั่น บัซ'รถให้ความรู้ไข้เลือดออกเคลื่อนที่

‘เดงกี มิชชั่น บัซ’รถให้ความรู้ไข้เลือดออกเคลื่อนที่

             “ไข้เลือดออกเป็นโรคที่เกิดจาก “ยุงลาย” ซึ่งเป็นพาหะของโรค นอกจากจะเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทยแล้ว ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขทั่วโลก และยังเป็นปัญหาสาธารณสุขทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในเขตร้อนชื้น ในทวีปเอเชียเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดประมาณร้อยละ 75 ของโรคไข้เลือดออกจากทั่วโลก ประเทศที่มีการระบาดในทวีปเอเชีย ได้แก่ ฟิลิปปินส์ 166,107 ราย ไทย 150,454 ราย อินโดนีเซีย 101,218 ราย เวียดนาม 66,140 ราย มาเลเซีย 43,346 ราย สิงคโปร์ 22,205 ราย

ในช่วงระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา อุบัติการณ์ไข้เลือดออกได้เพิ่มขึ้นถึง 30 เท่า ประเทศที่ติดอันดับไข้เลือดออก 5 จาก 10 ประเทศอยู่ในทวีปเอเชีย และคาดการณ์ว่า ในประชากรโลกที่มีความเสี่ยงต่อโรคไข้เลือดออกจำนวน 2,500 ล้านคน มีประมาณ 1,800 ล้านคน อยู่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ภาระค่าใช้จ่ายของทวีปเอเชียมากถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ร้อยละ 50 เป็นค่าใช้จ่ายแบบแฝง

โรคไข้เลือดออกนั้นก่อให้เกิดความกังวลต่อผู้ปกครองเวลาเด็กมีไข้ และมักพบบ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยเฉพาะช่วงอายุ 2-8 ปี แต่ผู้ใหญ่ก็มีโอกาสเป็นโรคไข้เลือดออกได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะต้องอาศัยอยู่ในแหล่งที่ชุกชุมไปด้วยยุงลาย ดังนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ กรมควบคุมโรค ร่วมกับ จังหวัดระยอง จัดงานรณรงค์การป้องกันไข้เลือดออกและเปิดตัวรถ Dengue Mission Buzz (เดงกี มิชชั่น บัซ) โดยมีนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ให้เกียรติเป็นประธาน และนายชุมพล สุวรรณ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระยอง หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดระยอง เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อสม. อาจารย์ นักเรียน เข้าร่วมงาน ณ โรงเรียนวัดป่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง

สำหรับรถเดงกี มิชชั่น บัซ หรือรถให้ความรู้เคลื่อนที่เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก เป็นรถที่ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกแก่ประชาชน โดยจะเดินทางไปยังชุมชนต่างๆ ของประเทศนั้นๆ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันและควบคุม โดยเป็นความรู้ที่สามารถปฏิบัติได้ในทันที ภายในรถประกอบด้วยองค์ความรู้โรคไข้เลือดออก แผ่นพับ ใบปลิว ความรู้เกี่ยวกับวงจรของโรคไข้เลือดออก เป็นรถที่มีความทันสมัย สามารถเปิดด้านข้างออกได้ ใช้เป็นเวทีการแสดงต่างๆ เกี่ยวกับไข้เลือดออกได้ด้วย ทางกรมควบคุมโรคได้ตั้งเป้าไว้ประมาณ 4,000 กิโลเมตร เพื่อเข้าถึงประชากรได้กว่า 3 ล้านคน โดยเริ่มต้นจากเส้นทางที่พบการระบาดของโรค

ส่วนอาการของโรคไข้เลือดออก มีไข้ 39-40 องศาเซลเซียส ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหัว ประมาณ 4-5 วัน เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน เลือดออกในกระเพาะ โดยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ มีจุดเลือดออกตามตัว ตับโต กดแล้วเจ็บบริเวณชายโครงข้างขวา ระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ หรืออาการช็อก กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น รอบปากเขียว อาจมีอาการปวดท้องมาก ก่อนจะมีอาการช็อก ชีพจรเบาเร็ว ความดันต่ำ การรักษา ใช้ยาลดไข้ ยาที่ควรใช้คือ พาราเซตามอล ให้ดื่มเกลือแร่บ่อยๆ สำหรับผู้ที่มีอาการขาดน้ำมากๆ ถ้าผู้ป่วยมีอาการหนักในช่วงไข้ลดให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

ทั้งนี้ หากประชาชนพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกในพื้นที่ แค่ 1 รายให้แจ้งทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่ เพื่อควบคุมโรคภายใน 24 ชั่วโมง และต้องกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายในบริเวณใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง เช่น ปิดฝาภาชนะกักเก็บน้ำทุกชนิด ปล่อยปลากินลูกน้ำ หรือใส่ทรายกำจัดลูกน้ำยุงลายในภาชนะกักเก็บน้ำ และประชาชนยังสามารถโทรศัพท์สอบถามหรือปรึกษาเจ้าหน้าที่สายด่วนกระทรวงสาธารณสุข โทร.1422 ตลอด 24 ชั่วโมง

ชูหลักสูตรรู้ทันสื่อแก้ออนไลน์มีอิทธิพลต่อสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151116/216866.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2558
ชูหลักสูตรรู้ทันสื่อแก้ออนไลน์มีอิทธิพลต่อสังคม

ชูหลักสูตรรู้ทันสื่อแก้ออนไลน์มีอิทธิพลต่อสังคม

            นายสิน สื่อสวน ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน การทำหน้าที่ของ “สื่อ” ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของคุณธรรมจริยธรรมสื่อมวลชน มีการนำเสนอภาพที่รุนแรง ขาดจิตสำนึกและความจริงก่อให้เกิดคำถามของสังคมบ่อยครั้งโดยเฉพาะดิจิทัล หรือสื่อสังคมออนไลน์ คือเครื่องมือที่ย่อโลกสามารถส่งออกข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว และเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ทำได้หลายช่องทาง

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ในปี 2558 จำนวนผู้ใช้งานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตโดยภาพรวมทั้งแบบมีสายและไร้สายจะเพิ่มขึ้นเป็น 34.6-36.0 ล้านคน ขยายตัวกว่าร้อยละ 19.3-24.1 และมีอัตราการเข้าถึงเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 53.6-55.8 ซึ่งจากการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น ทำให้เรื่องราวข่าวสารต่างๆ ถูกส่งต่อได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าหากเราแชร์ข่าวลือเหล่านั้นไปโดยไม่พิจารณาก็จะก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์

ศูนย์คุณธรรม จึงได้ร่วมมือกับคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาหลักสูตรคุณธรรมจริยธรรมด้านสื่อมวลชน สำหรับนักวิชาชีพ โดยเฉพาะสื่อมวลชนรุ่นใหม่ ได้กำหนดเวลาไว้ 6 วัน  ตลอดระยะ 3 เดือน ใช้เวลาวิจัย 36 ชั่วโมง อาทิ ปัญหาจริยธรรมสื่อในสายตาพลเมือง กฎหมายสื่อ และความเท่าทันสื่อ เป็นต้น

หลักสูตรประถมศึกษา นำเสนอวิชาสื่อกับสังคม  (Media and Society) เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อมวลชนและสื่อประเภทต่างๆ  รวมถึงสื่อออนไลน์ ในระดับพื้นฐาน กฎหมายและจริยธรรมพื้นฐานของสื่อ บทบาทของสื่อออนไลน์ สิทธิของพลเมืองในการสื่อสารและปกป้องสิทธิของตน

ระดับมัธยมศึกษา นำเสนอวิชาความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) เพื่อให้ผู้เรียนรู้เท่าทันสื่อในยุคปัจจุบัน รวมถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจ และอุดมการณ์ของสื่อมวลชนต่อความเปลี่ยนแปลงของสื่อในยุคต่างๆ สู่ยุคดิจิทัล สื่อกับการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม เพื่อให้เยาวชนมีความตระหนักและรู้เท่าทันสื่อต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ระดับอุดมศึกษา นำเสนอวิชาในฐานะการศึกษาทั่วไป/วิชาเลือกเสรี (General Education /Liberal Arts) ให้นิสิตนักศึกษาได้เลือกเรียนได้ ทั้งวิชาสำหรับการศึกษาทั่วไปหรือในฐานะที่เป็นวิชาเลือกเสรี ได้แก่ ความรู้เท่าทันสื่อและข้อมูลข่าวสาร กับจริยธรรมกฎหมายสื่อ และวิชาในฐานะวิชาพื้นฐานและวิชาเอกด้านนิเทศศาสตร์ หรือการสื่อสารมวลชน

ระดับบัณฑิตศึกษา จะเน้นหนักด้านจริยธรรมสื่อ โดยประกอบด้วย หลักจริยปรัชญา วิธีวิทยาการวิจัยด้านการสื่อสารและจริยธรรม สื่อและวัฒนธรรมดิจิทัล มิติคุณธรรมจริยธรรมในสื่อประชานิยม เป็นต้น

‘สถานีแรงงาน’ : แวดวงแรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151116/216859.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2558
'สถานีแรงงาน' : แวดวงแรงงาน

‘สถานีแรงงาน’ : แวดวงแรงงาน

             เปิดประเดิมคอลัมน์ใหม่ “แวดวงแรงงาน” ในหน้าการศึกษา สาธารณสุข วัฒนธรรม หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ขอแนะนำรายการดีๆ ให้ผู้อ่านได้ติดตามชมกันครับ โดยกระทรวงแรงงานได้เปิด “สถานีแรงงาน” ออกอากาศช่อง 11 (เอ็นบีที) ทุกวันอังคาร เวลา 13.05-13.55 น. เพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างประชาชน ผู้ใช้บริการกับหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงแรงงาน ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนผู้ด้อยโอกาส ในชุมชนเมืองและท้องที่ชนบทห่างไกล ตลอดจนนักเรียน นักศึกษา ตามนโยบายของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

ทั้งนี้ เพื่อสนองตอบนโยบายของรัฐบาลที่จะลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และขยายโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ สร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานและให้แรงงานทั้งระบบมีโอกาสเข้าถึงการรับรู้ในทุกด้านของกระทรวงแรงงาน ทั้งการหางานทำ ด้านสวัสดิการ ด้านประกันสังคม ตลอดจนด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งกระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบทางด้านนี้โดยตรง

“สถานีแรงงาน” เป็นรายการสด โดยเริ่มออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา ใช้เป็นช่องทางในการติดต่อ สื่อสาร เพื่อขอรับบริการหรือสอบถามข้อสงสัย หรือร้องทุกข์ในกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของกระทรวงแรงงาน

เหนืออื่นใด “สถานีแรงงาน” จะได้ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารระหว่างผู้บริหารของกระทรวงแรงงานกับภาคประชาชน ในวงกว้างอีกด้วย ติดตามชมกันนะครับ หรือติดต่อผ่านเว็บไซต์ http://www.mol.go.th หรือ Facebook/Ministry of Labour หรือสายด่วน 1506

สวธ.รุกแผนปี59เชิดชูมรดกภูมิปัญญาพื้นบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151116/216860.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2558
สวธ.รุกแผนปี59เชิดชูมรดกภูมิปัญญาพื้นบ้าน

สวธ.รุกแผนปี59เชิดชูมรดกภูมิปัญญาพื้นบ้าน : เปิดวิสัยทัศน์ โดยกมลทิพย์ ใบเงินเรื่อง ประชาสัมพันธ์ สวธ. ภาพ

             “นางพิมพ์รวี วัฒนวรางกูร” อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เข้ามารับ “ไม้ผลัด” ต่อจาก “น.ส.นันทิยา สว่างวุฒิธรรม” อธิการบดี สวธ. ที่เกษียณอายุราชการไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2558

“นางพิมพ์รวี วัฒนวรางกูร” เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2500 สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เริ่มรับราชการตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ระดับ 3 สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปี 2528 โอนมารับตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ปี 2541 เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป สำนักงานเลขานุการกรม กรมศิลปากร ปี 2550 ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ตามด้วยผู้อำนวยการกองกลาง กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ในปี 2552 จากนั้นมีความเจริญรุ่งเรืองในราชการมาตลอด จนกระทั่งเมื่อปี 2555 นั่งเก้าอี้รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จากนั้นอีก 2 ปีก็ไปกินตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม และขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง (ซี10) ในตำแหน่ง “อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม” ในปี2558

“นางพิมพ์รวี วัฒนวรางกูร” ผ่านการอบรมมาแล้วหลายหลักสูตร อาทิอบรมการวางแผนจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม อบรมผู้บริหารเครือข่ายวัฒนธรรม ประจำปี 2550 อบรมการพัฒนานักบริหารระดับกลาง ประจำปี 2551 อบรมหลักสูตรอุปนิสัยสำหรับผู้ที่มีประสิทธิภาพสูง อบรมหลักสูตรการพัฒนานักบริหารระดับสูง : ผู้มีวิสัยทัศน์และคุณธรรม (นบส.)

อบรมหลักสูตรการพัฒนานักบริหารระดับสูง (นบส.2) พ.ศ.2557 ศึกษาดูงานด้านวัฒนธรรมประเทศอินโดนีเซีย และสิงคโปร์

“สวธ.พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งเสริมความเป็นไทยตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้มอบนโยบายการดำเนินงานของ วธ.ประจำปีงบประมาณ 2559 ใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสถาบันพระมหากษัตริย์ จะมีกิจกรรมที่สำคัญคือ งานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559 โดย สวธ.จะจัดกิจกรรมการแสดงพื้นบ้านเพื่อเฉลิมพระเกียรติอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมกันทุกภูมิภาคของประเทศ

และกิจกรรมรณรงค์แต่งกายชุดไทยพระราชนิยมในงานสำคัญ และการแต่งกายด้วยผ้าไทยในชีวิตประจำวันเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา (7 รอบ) 12 สิงหาคม 2559 ด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล จะเน้นการทำวิจัยรายได้จากทุนทางวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมให้นำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าทางสังคมไทยและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ชุมชนและประเทศไทย” อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมป้ายแดง เผยวิสัยทัศน์

ส่วนในด้านวิถีถิ่น วิถีไทย, วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมอาเซียน, มรดกไทย มรดกโลก กรมส่งเสริมวัฒนธรรมยุค “พิมพ์รวี วัฒนวรางกูร” ได้จัดเตรียมโครงการกิจกรรมที่พร้อมผลักดันให้นโยบายดังกล่าวเห็นผลเป็นรูปธรรม ดังนี้ วิถีถิ่น วิถีไทย อาทิ การรณรงค์ส่งเสริมค่านิยมหลัก 12 ประการอย่างเข้มข้น ให้เด็ก เยาวชน ซึ่งเป็นผู้สืบทอดได้มีส่วนร่วมแสดงออกถึงวัฒนธรรมการใช้ชีวิตที่งดงามในแบบไทย เช่น มารยาทไทย การไหว้ การยิ้ม ขอบคุณ ขอโทษ น้ำใจไมตรี อาหารพื้นถิ่น ประเพณีการแสดงและดนตรีพื้นบ้าน การแต่งกายพื้นถิ่น ภาษาไทยและภาษาถิ่น

วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมอาเซียน เผยแพร่ให้ความรู้ในประเพณีวัฒนธรรมร่วมของประเทศสมาชิกอาเซียน เช่น สงกรานต์ ศิลปะการแสดง เช่น หุ่น โขน(รามายณะ) หนังใหญ่ ผ้า การแต่งกาย วรรณกรรม รวมถึงความเชื่อและความศรัทธาทางศาสนา

และมรดกไทย มรดกโลก ที่สำคัญคือ การขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ พร้อมเผยแพร่สร้างการยอมรับและดำเนินการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลกต่อไป

ไม่เพียงเท่านั้น ในปีงบประมาณ 2559 สวธ.ได้จัดทำแผนขับเคลื่อนการดำเนินงานประจำปี ที่สนองนโยบายของรัฐบาลและกรอบการดำเนินงานของกระทรวงวัฒนธรรม ใน 4 แผนหลัก คือ 1.แผนพัฒนาและเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการ 2.แผนแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3.แผนส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และ 4.แผนอนุรักษ์ ส่งเสริมและพัฒนาศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม

อธิบดี สวธ. เล่าอีกว่า ในช่วงไตรมาสแรก สวธ.จะบูรณาการโครงการต่างๆ อย่างครบวงจรเพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริม อนุรักษ์ สืบสานงานศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่เสี่ยงต่อการสูญหาย จะดำเนินการแบบครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมในรูปแบบการประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน 4 ภูมิภาค เช่น สะล้อ ซอ ซึง ลิเก หมอลำ โนรา จากนั้นนำทีมที่ชนะเลิศพร้อมรองเข้าโครงการอบรมการพัฒนาเทคนิคการแสดงโดยความร่วมมือจากสถาบันบันการศึกษาเปิดสอน และหาเวทีให้แสดงในงานศิลปะและวัฒนธรรมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างรายได้ให้แก่คณะศิลปินพื้นบ้านอย่างยั่งยืน ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

“สวธ.มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การขับเคลื่อนแผนงานโครงการต่างๆ ในปี 2559 จะก่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดกับประชาชน มุ่งผลให้เกิดการมีส่วนร่วมของเด็กเยาวชน ประชาชน ชุมชนและทุกภาคส่วนในสังคมไทยได้ร่วมกันรักษาวัฒนธรรมไทย ค่านิยมหลัก 12 ประการของประเทศ เกิดความรัก ความห่วงแหน ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และสามารถรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ พร้อมเป็นประชาคมอาเซียน และยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิใจ” อธิบดีสวธ. กล่าวสรุป

สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ด้วยการปลูกข้าวอินทรีย์ที่ตำบลท้อแท้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151115/216874.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2558
สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ด้วยการปลูกข้าวอินทรีย์ที่ตำบลท้อแท้

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ด้วยการปลูกข้าวอินทรีย์ที่ตำบลท้อแท้ : โดย…สร้อยแก้ว คำมาลา

                      ตำบลท้อแท้ ชื่อนี้หลายคนได้ยินแล้ว อาจอมยิ้มพลางอดสงสัยไม่ได้ว่า นี่คือชื่อตำบลจริงๆ หรือ?
                      นี่คือชื่อตำบลจริงๆ อยู่ในเขต อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นตำบลหนึ่งที่มีการสร้างเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวปลอดภัย ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนให้การหนุนเสริมมาตั้งแต่ปี 2556
                      ต.ท้อแท้ สมาชิกส่วนใหญ่ของชุมชนดำรงชีพด้วยวิถีเกษตรกรรมและเช่นเดียวกันกับประชากรไทยส่วนใหญ่ของประเทศ ที่หลายสิบปีที่ผ่านมา วิถีการเกษตรของพวกเขาต้องพึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก ไม่ว่าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า หรือการเร่งการเจริญเติบโตต่างๆ จนเป็นผลทำให้สุขภาพทั้งของพวกเขาและผู้บริโภคตกอยู่ภาวะอันตรายมากขึ้น
                      จนเมื่อสามปีที่แล้ว เวทย์ พลูหน่าย ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลท้อแท้ ได้เห็นถึงปัญหาเรื่องหนี้สินของเกษตรกรอันเนื่องมาจากต้นทุนการผลิตจากการซื้อสารเคมี ปุ๋ยเคมี มีจำนวนสูง จึงได้นำเรื่องมาปรึกษาหารือกับสมาชิกในสภาองค์กรชุมชน ประมาณเดือนธันวาคม 2556 และนับจากนั้นเครือข่ายเกษตรกรปลูกข้าวปลอดภัย จึงเกิดขึ้น โดยมีสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนให้การสนับสนุนเพื่อพัฒนาศักยภาพชุมชน เป็นจำนวนเงิน 2 แสนบาท
                      สภาองค์กรชุมชนตำบลท้อแท้ เริ่มขยายกลุ่มผู้ผลิตข้าวปลอดภัย โดยมีการพาสมาชิกชุมชนไปดูงานพื้นที่รูปธรรมของ จ.ลพบุรี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการผลิตแบบไร้สารเคมี กระทั่งทำให้สมาชิกที่ไปเห็นเกิดแรงบันดาลใจ และกลับมาเป็นคนต้นแบบให้แก่ชุมชนทั้งหมด 8 คน
                      ผ่านไปเพียงหนึ่งปี คนต้นแบบเหล่านี้ได้เรียนรู้ทั้งความสำเร็จและล้มเหลว และนำมาถ่ายทอดให้สมาชิกชุมชนได้รับฟังซึ่งยังคงเห็นถึงความหวังในแนวทางการผลิตอาหารปลอดภัยนี้ว่า เป็นแนวทางที่ดีและสามารถประสบความสำเร็จได้ โดยกลุ่มผู้ผลิตที่เรียกว่า คนต้นแบบนี้ยังคงดำเนินการผลิตแบบไร้สารเคมีและขยายพื้นที่เพาะปลูกแบบไร้สารเพิ่มเรื่อยๆ
                      พร้อมกับขยายแนวคิดไปยังเพื่อนบ้านคนอื่นๆ จนมีสมาชิกครบทั้ง 8 หมู่บ้าน และเข้าร่วมกลุ่มผลิตอาหารปลอดภัยอีกประมาณ 80 คน โดยมีแปลงนา แปลงผัก สวนผลไม้ปลอดภัยเป็นต้นแบบในชุมชนเพื่อเรียนรู้ร่วมกัน อันมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือเพื่อให้ประชาชนใน ต.ท้อแท้ ได้บริโภคข้าว ผลไม้ ปลอดภัย เกษตรกรมีสารเคมีตกค้างในร่างกายลดลง
                      ความเติบโตของกลุ่มได้พัฒนาไปอีกขั้น เมื่อทางกลุ่มข้าวปลอดภัยได้ประกาศใช้ “ธรรมนูญชุมชนระบบการผลิตข้าวปลอดภัย” ขึ้นมา ซึ่งกลายเป็นข้อตกลงของกลุ่ม เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 เพื่อขอความร่วมมือในการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มีความปลอดภัย โดยธรรมนูญฉบับนี้จะไม่มีการบังคับใช้กับสมาชิกทุกคนในตำบล หากแต่จะใช้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมเพื่อขยายความร่วมมือไปอย่างละมุนละม่อม
                      นอกจากนี้ 20 กรกฎาคม 2558 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนได้จับมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่าง องค์การบริหารส่วนตำบลท้อแท้อีกครั้ง เพื่อพัฒนาศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรข้าวปลอดภัย ภายใต้โครงการเศรษฐกิจและทุนชุมชนเข้มแข็ง โดยได้จัดเวทีสร้างแผนปฏิบัติการ “ข้าวปลอดภัย” ที่ห้องประชุมชั้นสองของอบต.ท้อแท้ เพื่อสรุปบทเรียนของการปลูกข้าวไร้สารในปีที่ผ่านมาและร่วมกันวางแผนในการปลูกข้าวปลอดภัยในปีต่อไป
                      แน่นอนว่าเกษตรกรที่เริ่มต้นปลูกข้าวปลอดภัยไม่ได้ประสบความสำเร็จไปเสียทุกคน หนึ่งในแปดคนของคนต้นแบบที่หันมาทำการเกษตรไร้สารเคมี อย่าง “หมอตู่” หรือ ศรายุทธ พุนพิน นักวิชาการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลท้อแท้ ซึ่งมีความสนใจในอาหารปลอดภัยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ได้กลับมาทำนาไร้สารเคมีของตนเองประมาณ 3 ไร่ ปรากฏว่าเขาไม่ได้ข้าวเลย
                      หมอตู่เล่าว่า เขาได้ทดลองทำนาโยน ปรากฏว่า ต้นกล้าถูกทั้งนกเป็ดน้ำ ทั้งมด กินหมด นับตั้งแต่เพาะกล้าแล้ว (เล่าไปหัวเราะไป) ต่อมาเมื่อข้าวงอกงามดี ก็ปรากฏว่ามีหญ้าขึ้นเต็มไปหมด ความที่เขาไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าเขาก็ปล่อยให้หญ้าขึ้นเต็มไปหมด และเมื่อข้าวเท่าที่มีออกรวงมาหนูก็มากินอีก สรุปว่าเขาไม่ได้ข้าวเลย แต่เมื่อให้พี่สาวแฟนมาทำในปีต่อมา พี่สาวแฟนสามารถผลิตข้าวได้อย่างงดงามทั้งที่ทำนาปลอดภัยเหมือนกัน
                      “การทำนาไร้สารเคมี ไม่ได้ง่ายสำหรับทุกคน แต่คนที่ทำนาเป็นอยู่แล้ว อย่างไรเขาก็จะทำได้ แต่ผมไม่เคยทำนามาก่อนเลย ก็เลยไม่ประสบความสำเร็จ”
                      ดังนั้น ผลของการทำนาไร้สารที่ล้มเหลว ไม่ได้แปลว่า การทำนาปลอดภัยจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเมื่อไปฟังคำตอบของคนต้นแบบคนอื่นๆ อาทิ ลุงพวง ดาวเรือง, นุจรินทร์ ศรีชมพู, ซิ้ม เพชรดี ปรากฏว่าทุกคนได้ผลผลิตที่ดี ต้นทุนลดลง ทั้งยังมีวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆ กันไป เช่น การจัดการหนู ใช้กับดักหนู การไล่นก ใช้หุ่นไล่กา มัดถุงพลาสติกติดไม้ปักกลางทุ่งนา หมั่นไปดูทุ่งข้าวบ่อยๆ หรือหากมีต้นหญ้าขึ้นก็ถอน
                      “สิ่งที่ทำ นอกจากจะช่วยให้ต้นทุนการเกษตรลดลง ยังทำให้สุขภาพผมดีขึ้น อาการชาที่เท้าของผมซึ่งเคยเป็นก่อนหน้านี้หายไป ผมมีความเชื่อมั่นในแนวทางนี้ แต่ผมไม่รู้ว่าทางภาครัฐจะช่วยสนับสนุนแค่ไหน เพราะปัญหาสำคัญคือตลาด”
                      ขณะที่นางนุจรินทร์ ศรีชมพู บอกว่า จำนวนข้าวไร้สารที่เธอได้เมื่อเทียบกับการผลิตข้าวใช้สารเคมี เมื่อหักกลบลบหนี้แล้วถือว่าได้ผลลัพธ์ค่าตอบแทนพอๆ กัน เพราะการทำนาไร้สารเคมีไม่ต้องใช้เงิน แต่ว่าสิ่งที่ได้เพิ่มมา คือ สุขภาพที่ดี อาจจะเหนื่อยมากขึ้นหน่อย อย่างต้นหญ้าต้องถอนเอง
                      แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ เมื่อเทียบกับผลผลิตที่ได้จากการทำนาใช้สารเคมี การทำนาอย่างหลังจะได้ผลผลิตมากกว่า รวมถึงเมล็ดข้าวปลอดสารนั้น มีขนาดเมล็ดเล็กกว่า ดังนั้น หากต้องขายข้าวในราคาเดียวกันแล้ว ข้าวไร้สารจะได้รับค่าตอบแทนที่น้อยกว่า เพราะถูกมองว่าเป็นข้าวคุณภาพต่ำ (เมล็ดเล็ก) ทุกคนจึงเห็นตรงกันว่า ต้องมีตลาดมารองรับเพื่อให้พวกเขาได้ผลิตข้าวปลอดภัยที่คุ้มค่ากับการผลิต
                      ดังนั้นก้าวต่อไป แนวทางการหาตลาดรองรับ จึงจำเป็น และจะมีการเปิดเวทีปรึกษาหารืออีกครั้ง โดยองค์การบริหารส่วนตำบลจะมาช่วยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงอีกทางหนึ่ง แต่เรื่องนี้ก็มีทางออกบ้างแล้ว นั่นคือ เจ้าหน้าที่ทหารจากอำเภอวัดโบสถ์ที่มาร่วมด้วย ยินดีจะช่วยหาตลาดให้ชาวบ้านอีกทางหนึ่ง รวมถึงทาง รพ.สต.ตำบลท้อแท้ ก็พร้อมสนับสนุน เพื่อจะได้สร้างแผน “ทำนาปลอดภัย” ให้แก่ชุมชนได้อย่างครอบคลุมและผู้ผลิตสามารถดำรงอยู่ได้อย่างแท้จริง
——————–
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ด้วยการปลูกข้าวอินทรีย์ที่ตำบลท้อแท้ : โดย…สร้อยแก้ว คำมาลา)

ทรัพยากรแร่ : ทรัพยากรส่วนรวมของคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151115/216872.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2558
ทรัพยากรแร่ : ทรัพยากรส่วนรวมของคนไทย

หลากมิติเวทีทัศน์ : ‘ทรัพยากรแร่’ ทรัพยากรส่วนรวมของคนไทย : โดย…ศยามล ไกยูรวงศ์

                      ทรัพยากรแร่ถือว่าเป็นทรัพยากรส่วนรวม (common property) ของทุกคน หรือที่เรียกว่า “สาธารณสมบัติของแผ่นดิน” ในอดีตที่ผ่านมาจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่ เนื่องจากประเทศไทยยังมีทรัพยากรแร่จำนวนมาก เงินทุนและความรู้ในการใช้เทคโนโลยีทั้งด้านการสำรวจแร่ การทำเหมืองแร่ ต้องพึ่งพาต่างชาติ รัฐบาลไทยจึงให้ใช้ประโยชน์และให้สิทธิพิเศษแก่บริษัทเอกชนต่างชาติ เพื่อให้มีการพัฒนาคนไทยให้มีความรู้ในการทำเหมืองแร่และการประกอบโลหกรรม
                      อย่างไรก็ตาม การทำเหมืองแร่และการประกอบโลหกรรมมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่มาตรการทางกฎหมายและในทางนโยบายของการกำกับดูแลให้บริษัทเอกชนที่ได้รับอนุญาตประทานบัตรแร่ ยังขาดประสิทธิภาพ จึงทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนในพื้นที่กับผู้ประกอบการทำเหมือง
                      สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรณีกรมทรัพยากรธรณี(พ.ศ. 2555) ได้จัดทำยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรแร่ พ.ศ.2555-2559 โดยส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาทรัพยากรแร่ในการสร้างมูลค่าเพิ่มในลักษณะผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องที่ใช้แร่เป็นวัตถุดิบมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ประเมินศักยภาพและพัฒนาแหล่งแร่ที่มีคุณค่าสูง (Superior Exploration) และใช้แร่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง (Mineral for Advanced Product) ส่งเสริมการร่วมพัฒนาแหล่งแร่ระหว่างภาครัฐและเอกชน(Positive Partnership) และส่งเสริมอุตสาหกรรมแร่สีเขียวสะอาดตั้งแต่ต้นจนจบ (Green and Clean Mineral Industry: Before-During-After) สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเหมืองแร่พัฒนาการผลิตและเพิ่มมูลค่าทรัพยากรแร่ (Value Added) รวมถึงการสร้างมูลค่าทรัพยากรแร่ (Value Creation) ในการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆควบคู่กับการสนับสนุนและจูงใจให้ใช้วัสดุทดแทนแร่และการใช้ประโยชน์โลหะหมุนเวียนให้มากที่สุด
                      ตามบทบาทหน้าที่ของกรมทรัพยากรธรณีต้องมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรแร่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ แต่ในมุมมองของประชาชนในพื้นที่มีความกังวลต่อผลกระทบต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์จากการทำเหมืองมหาศาลโดยที่ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์เพียงน้อยนิด ซึ่งไม่สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจึงมีคำถามต่อความเป็นธรรมที่พวกเขาต้องรับภาระผลกระทบแทบทั้งสิ้น เมื่อเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ
                      สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มีข้อเสนอในรายงานการศึกษาเรื่อง “แผนแม่บทการจัดการธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณี(กันยายน 2556) เสนอให้มีการจำแนกเขตแหล่งทรัพยากรแร่ (Mineral Resources Zone) และศึกษาคุณสมบัติของแร่ทั่วประเทศเพื่อวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเหมาะสมให้มีการศึกษามูลค่าทางเศรษฐกิจของแร่ที่คำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม การดำเนินมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยจัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรณี และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามตรวจสอบการจัดการการใช้ประโยชน์ในระดับพื้นที่ เช่น พื้นที่อนุรักษ์โดยศึกษาแนวทางและข้อพึงปฏิบัติในการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม
                      จากข้อเสนอของทีดีอาร์ไอ แสดงให้เห็นว่า การทำเหมืองแร่ในวันนี้และในอนาคต นอกจากต้องคำนึงถึงมิติวิศวกรรมการทำเหมืองแร่และประโยชน์ที่ได้รับแล้ว ยังจำเป็นต้องคำนึงถึงการลดต้นทุนในการใช้เทคโนโลยีการทำเหมืองแร่ การพิจารณาต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ที่รัฐและผู้ประกอบต้องดำเนินการเพื่อให้การทำเหมืองแร่มีผลกระทบน้อยที่สุด ดังนั้นยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแร่จึงต้องครอบคลุมแนวคิดและแนวทางดังนี้
                      1) แนวทางการบริหารจัดการแร่ตามหลักธรรมาภิบาลและโปร่งใส ให้ประชาชนมีส่วนร่วมการบริหารจัดการ และกระจายการจัดสรรประโยชน์จากเหมืองแร่อย่างเป็นธรรม
                      2) แนวทางการใช้ประโยชน์จากแร่และการอนุรักษ์พื้นที่ศักยภาพแร่ และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
                      3) แนวทางการสำรวจแร่ การทำเหมือง การติดตามตรวจสอบ การควบคุมและการฟื้นฟูเหมืองแต่ละประเภท
                      4) แนวทางการตรวจสอบผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม และมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา
คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้สนับสนุนเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง ในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. …. ตามแนวคิดและแนวทางดังกล่าว โดยออกแบบให้มีคณะกรรมการ 3 ระดับ ดังนี้
                      1) คณะกรรมการนโยบายแร่ มีรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานคณะกรรมการ ทำหน้าที่จัดทำและประเมินผลการปฏิบัติตามแผนบริหารจัดการแร่แห่งชาติ ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากแร่
                      2) คณะกรรมการแร่ ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ หลายสาขาที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่ออกหลักเกณฑ์ในการกำกับการอนุมัติอนุญาตต่างๆ รวมทั้งติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขของใบอนุญาต โดยรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้อออกประทานบัตรการทำเหมืองประเภทที่มีเนื้อที่มากกว่า 100 ไร่ และการทำเหมืองใต้ดิน
                      3) คณะกรรมการแร่จังหวัด มีผู้ว่าราชการจัดหวัด เป็นประธาน และเป็นผู้ให้อนุญาตประทานบัตรประเภทเหมืองแร่ขนาดเล็ก ไม่เกิน 100 ไร่ นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการที่มาจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ทำเหมืองแร่ ทำหน้าที่จัดทำแผนบริหารจัดการแร่จังหวัด
                      หลักการของการสำรวจแร่ต้องคำนึงถึงการอนุรักษ์พื้นที่ กล่าวคือ การได้อาชญาบัตรผูกขาด สำรวจแร่ หรืออาชญาบัตรพิเศษ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน รวมทั้งห้ามมิให้ผู้ใดสำรวจแร่ในพื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม เขตพื้นที่ป่าสงวน เขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตโบราณสถาน
                      การประกอบกิจการเหมืองแร่ ต้องมีการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานดังกล่าว มาตรการหนึ่งที่สำคัญคือการฟื้นฟูและการปิดเหมือง โดยแผนการฟื้นฟูเหมืองต้องประกอบด้วยการเปรียบเทียบข้อมูลฐานของปริมาณมลพิษทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการฟื้นฟูเหมือง การปิดเหมืองจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการฟื้นฟูพื้นที่ มีการรื้อถอนหรือมีการประเมินผลการฟื้นฟูแล้วเท่านั้น
                      กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการประเมินผลกระทบ และกระบวนการอนุมัติ อนุญาตประทานบัตรทำเหมือง หรือการออกอาชญาบัตรสำรวจแร่ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไม่เกิดความขัดแย้งในพื้นที่เมื่อมีการทำเหมือง
                      การมีกองทุนศึกษา พัฒนา และฟื้นฟูพื้นที่ และช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง โดยรายได้ของกองทุนมาจาก 1.เงินส่วนแบ่งค่าภาคหลวงแร่ที่รัฐบาลได้รับ 2.ส่วนแบ่งผลประโยชน์พิเศษที่ผู้ถืออาชญาบัตรและผู้ถือประทานบัตรเสนอแก่รัฐ 3.ส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมการออกอาชญาบัตร ประทานบัตร และการอนุญาต 4. ส่วนแบ่งค่าใช้เนื้อที่ในอาชญาบัตร และประทานบัตร 5.ส่วนแบ่งค่าขายของกลางและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดและค่าปรับตามที่กำหนดในกฎหมาย 6.ส่วนแบ่งเงินบำรุงพิเศษในอัตราส่วนที่รัฐมนตรีกำหนด เป็นต้น การมีกองทุนเป็นหลักประกันสำคัญที่ผู้ประกอบการเหมืองต้องรับผิดชอบ โดยไม่เป็นภาระแก่รัฐที่ต้องนำภาษีประชาชนมาใช้จ่าย
                      ทรัพยากรแร่เป็นทรัพยากรส่วนรวมที่มีมูลค่าซึ่งควรนำมาวางแผนการบริหารจัดการแร่ที่เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการใช้ประโยชน์จากแร่อย่างสมดุลและยั่งยืน การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์สำหรับโซนพื้นที่ของประเภทเหมืองแต่ละประเภท จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการแร่อย่างโปร่งใสและมีหลักธรรมาภิบาล
——————–
(หลากมิติเวทีทัศน์ : ‘ทรัพยากรแร่’ ทรัพยากรส่วนรวมของคนไทย : โดย…ศยามล ไกยูรวงศ์)

พ.ร.บ.ใหม่ประกันสังคมมอบสิทธิผู้ประกันตนทุพพลภาพก่อนปี2538

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151114/216862.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2558
พ.ร.บ.ใหม่ประกันสังคมมอบสิทธิผู้ประกันตนทุพพลภาพก่อนปี2538

สปส.มีข่าวดีสำหรับผู้ประกันตนทุพพลภาพก่อนปี 2538 รับสิทธิภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ 20 ต.ค.2558 ให้สิทธิลูกจ้างผู้ประกันตนทุพพลภาพก่อน 30 มี.ค.2538

             พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวในการเยี่ยมผู้ประกันตนทุพพลภาพว่า นับเป็นโอกาสดีที่ พ.ร.บ.(ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 (ฉบับใหม่) มีการปรับเพิ่มข้อกฎหมายเพื่อดูแลผู้ประกันตนฯ ได้ตลอดชีวิต เนื่องจากผู้ทุพพลภาพในสังคมถือเป็นประชากรส่วนหนึ่งของประเทศ ซึ่งเมื่อบุคคลเหล่านี้ประสบเหตุจนต้องมีสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ รัฐจึงต้องให้การคุ้มครองดูแล เพื่อให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิตเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนให้ผู้ทุพพลภาพสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ไม่ต้องกลายเป็นปัญหาของสังคม กระทรวงแรงงานได้ขับเคลื่อนผ่านการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคม เริ่มกิจกรรมประกันสังคมมอบสุข เพื่อผู้ประกันตนทุพพลภาพทั่วประเทศ

ด้าน โกวิท สัจจวิเศษ รองเลขาธิการ รักษาราชการแทน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จัดกิจกรรม มอบสุขแก่ผู้ประกันตนทุพพลภาพประจำปี 2558 สัญจรลงพื้นที่พบผู้ประกันตนทุพพลภาพที่ได้รับสิทธิก่อนปี 2538 เป็นการแจ้งสิทธิและติดตามหลังเจ็บป่วยและขาดสิทธิ เนื่องจากปัจจุบัน พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2558 (ฉบับใหม่) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2558 แก้ไขกฎหมายเพื่อขยายความคุ้มครองผู้ทุพพลภาพ ให้ได้รับสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกัน ได้รับการดูแลตลอดชีวิต ดังนี้

ผู้เจ็บป่วยเรื้อรัง หรือผู้ทุพพลภาพเพิ่ม : สิทธิประโยชน์กรณีตายแก่ผู้เจ็บป่วยเรื้อรัง/ผู้ทุพพลภาพแม้ส่งเงินสมทบไม่ครบตามสิทธิ

ผู้จงใจให้ตนเองได้รับบาดเจ็บ ทุพพลภาพ และตายเพิ่ม : สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตนที่จงใจทำให้ตนเองบาดเจ็บ ทุพพลภาพ และตาย หรือยินยอมให้ผู้อื่นก่อให้เกิดขึ้น

กรณีทุพพลภาพเพิ่ม : ผู้ประกันตนซึ่งสูญเสียสมรรถภาพ ไม่ถึงร้อยละ 50 ของร่างกายมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพ (พ.ร.บ.เดิม ผู้ประกันตนต้องสูญเสียสมรรถภาพของร่างกาย ร้อยละ 50 ถึงจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพ)

ผู้ทุพพลภาพอยู่ก่อนวันที่ 30 มีนาคม 2538 ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ตลอดชีวิต (พ.ร.บ.เดิม : ผู้ทุพพลภาพอยู่ก่อนวันที่ 30 มี.ค.2538 ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ 15 ปี)

สิ่งสำคัญคือ ความมุ่งหวังให้ผู้ประกันตนทุพพลภาพ ได้มีโอกาสได้รับสิทธิที่จะคอยดูแลคุณภาพชีวิต และมีเงินทดแทนการขาดรายได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องให้ผู้ทุพพลภาพตกอยู่ในสภาวะขาดรายได้ หรือต้องมีวิถีชีวิตที่ทุกข์ยากเพิ่มมากยิ่งขึ้น ตลอดจนไม่รู้สึกว่าตนเองกลายเป็นภาระของครอบครัวและสังคมนั่นเอง

“สำนักงานประกันสังคมขอแจ้งผู้ประกันตนทุพพลภาพก่อนวันที่ 30 มีนาคม 2538 ที่มีสิทธิตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 (ฉบับใหม่) มาแสดงความจำนง เพื่อติดต่อขอรับสิทธิเงินทดแทนการขาดรายได้ตลอดชีวิต โดยยื่นหลักฐาน คือ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน 2-10 และสำเนาสมุดบัญชีธนาคาร ได้ที่สำนักงานประกันสังคมพื้นที่ ทั้ง 12 แห่ง/ จังหวัด/ สาขา ที่สะดวก ในการยื่นขอรับสิทธิฯ นี้ ผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพ ไม่ต้องมีการตรวจสุขภาพใหม่แต่อย่างใด หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประกันสังคมทุกพื้นที่ ทุกสาขา ทุกจังหวัด หรือ โทร.1506 ตลอด 24 ชั่วโมง”

คุณยายวันดี กล่อมฤทธิ์ ผู้ประกันตนทุพพลภาพจากสาเหตุเส้นเลือดสมองตีบ ความดันโลหิตสูง ปัจจุบันอายุ 79 ปี ก่อนป่วยเคยทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับเงินเดือน 11,190 บาท เป็นผู้ประกันตนปี 2536 ถึง 31 พฤษภาคม 2537 หักเงินสมทบเดือนละ 49.22 บาท (ซึ่งเป็นสถานประกอบการที่ได้รับการลดหย่อนส่วนเงินสมทบกรณีเจ็บป่วยคงเหลือในอัตราเงินสมทบร้อยละ 0.44) จาก พ.ร.บ.ใหม่ประกันสังคม คุณยายวันดี ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ เดือนละ 5,595 บาท

ด้าน คุณลุงอร่าม ศรีหิน ผู้ประกันตนทุพพลภาพ สาเหตุจากการประสบอุบัติเหตุ ปัจจุบันอายุ 60 ปี เคยทำงานบริษัท คอมพรีเฮนสีฟคาร์โก แมนเนจเม้นท์ จำกัด ได้รับเงินเดือน 5,550 บาท เป็นผู้ประกันตน ปี 2536 ถึง 30 มิถุนายน 2536 หักเงินสมทบเดือนละ 83.25 บาท (ปี 2534 อัตราเงินสมทบร้อยละ 1.5) เคยประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ เป็นทุพพลภาพ ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2536 ส่งผลให้คุณลุงอร่ามเส้นประสาทแขนขาด แขนซ้ายไม่สามารถใช้งานได้ และตาข้างซ้ายพร่ามัว คุณลุงอร่ามดีใจมากที่ได้รับข้อมูลว่าจะสามารถได้รับสิทธิจากประกันสังคมไปจนตลอดชีวิต เพื่อใช้ในยามเจ็บไข้ได้ป่วย และที่สำคัญได้รับเงินได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ จาก พ.ร.บ.ประกันสังคมใหม่ เดือนละ 2,775 บาท

‘แม่วางสคูลสเตย์’พึ่งพาตนเองสอนจิตอาสา-ทักษะชีวิตยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151113/216823.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2558
'แม่วางสคูลสเตย์'พึ่งพาตนเองสอนจิตอาสา-ทักษะชีวิตยั่งยืน
'แม่วางสคูลสเตย์'พึ่งพาตนเองสอนจิตอาสา-ทักษะชีวิตยั่งยืน

‘แม่วางสคูลสเตย์’พึ่งพาตนเองสอนจิตอาสา-ทักษะชีวิตยั่งยืน

 

 

            “เราเชื่อว่าในหัวใจของใครหลายต่อหลายคนมีความปรารถนาจะทำงานเพื่อส่วนรวม แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอะไร เมื่อไร และอย่างไรดี หวังว่าเมื่อเกษียณจากงานเหล่านี้ค่อยใช้เวลาที่เหลือมาทำงานเพื่อสังคม” ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช ผู้ก่อตั้งกลุ่มนิเทศฯ จุฬาฯ อาสา และโครงการแม่วางสคูลสเตย์เป็นคนหนึ่งที่เคยคิดเช่นนี้มาตลอด

กระทั่งสองปีก่อน ภัทราทิพย์ได้รู้จักกับคุณครูพร  สรัญมูลธิ เมื่อครั้งที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยปู อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ซึ่งได้รวบรวมเงินบริจาคเพื่อร่วมพัฒนาโรงเรียน ด้วยการปรับปรุงห้องคอมพิวเตอร์ และห้องสมุด รวมทั้งออกค่ายอบรมการแยกขยะให้แก่เด็กนักเรียน การที่ได้ทำความรู้จักกับคุณครูและนักเรียนอย่างใกล้ชิดในครั้งนั้น ทำให้มองเห็นภาพชัดเจนว่า การทำงานเพื่อร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

“เมื่อคุณครูย้ายจากแม่อายมาที่ ร.ร.สโมสรไลอ้อนส์รัตนโกสินทร์  อ.แม่วาง ทางทีมงานกลุ่มนิเทศฯ จุฬาฯ จิตอาสาได้ขึ้นไปสำรวจและพบว่าโรงเรียนตั้งอยู่บนภูเขาระหว่างเส้นทางขึ้นดอยอินทนนท์ และเป็นเส้นทางเดินป่าที่นักท่องเที่ยวนิยมมาก ในระหว่างวันจะมีชาวต่างชาติเดินผ่านเส้นทางโรงเรียนตลอด และชอบแวะเข้ามาดูภายในโรงเรียน ทั้งในละแวกใกล้เคียงก็มีน้ำตกหลายแห่ง รวมทั้งที่พักไว้รองรับนักท่องเที่ยว ทำให้เกิดแนวคิดเรื่องการสร้างที่พักภายใต้ชื่อ แม่วางสคูลสเตย์ โดยมีโรงเรียนเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยว ที่เน้นหนักในการท่องเที่ยวเชิงจิตอาสา”

ภัทราทิพย์ เล่าว่า ร.ร.สโมสรไลอ้อนส์รัตนโกสินทร์แห่งนี้ มีนักเรียนราว 70 คน ส่วนใหญ่เป็นชนเผ่ากะเหรี่ยง และมีครูประจำชั้นเพียง 3 คนเท่านั้น ซึ่งไม่พอที่จะดูแลนักเรียน โรงเรียนจึงมีแนวคิดในการจ้างครูพิเศษเพื่อมาช่วยสอนให้ครบ และเงินค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่มาจากเงินบริจาค การริเริ่มโครงการแม่วางสคูลสเตย์นี้น่าจะเป็นแนวทางในการพึ่งตนเองของโรงเรียนอย่างยั่งยืน

ในช่วงเริ่มต้นโครงการ กลุ่มนิเทศฯ จุฬาฯ อาสาเสนอแนวคิดนี้ไปยังกลุ่ม GIST-Group Independent Study Travel โปรแกรมผู้นำเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific Leadership Program) แห่งอีสเวสต์เซ็นเตอร์ ซึ่งสนใจงานด้านการพัฒนาในแถบเอเชีย ทำให้เรามีอาสาสมัครต่างชาติ ทั้งจาก ฮ่องกง อินเดีย ฟิลิปปินส์ เดินทางมาที่โรงเรียนเป็นเวลา 4 วัน เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ภัทราทิพย์ กล่าวว่า อาสาสมัครกลุ่มนี้มีส่วนสำคัญในการเริ่มต้นโครงการเป็นอย่างดี ทั้งการรวบรวมข้อมูลของโรงเรียนและการท่องเที่ยวในพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด สร้างเว็บไซต์และลงเนื้อหาภาษาอังกฤษทั้งหมด

หลังจากนั้นทีมงานคนไทยของกลุ่มนิเทศฯ จุฬาฯ อาสาก็รับช่วงงานทั้งหมดเพื่อสร้างให้โครงการแม่วางสคูลสเตย์ต่อไป ภัทราทิพย์เล่าให้ฟังว่าแม้จะเป็นงานจิตอาสา แต่ก็มีการวางแผนการทำงานและประชุมงานกันสม่ำเสมอ ใครที่มีประสบการณ์งานโรงแรมมาช่วยวางระบบงาน ใครที่เคยทำร้านกาแฟก็มาช่วยทำร้าน ใครที่ทำร้านอาหารก็มาช่วยวางแผนเรื่องครัว ทุกคนแบ่งหน้าที่กันอย่างดี เป็นทีมงานที่ดีมาก

“เมื่อเตรียมการทุกอย่างพร้อม พวกเราก็เดินทางขึ้นไปวางระบบทั้งหมดในการทำงาน ทั้งการรับแขก การดูแลบ้านพัก การทำอาหาร การทำร้านกาแฟ เพื่อหารายได้ประจำโดยไม่ต้องรอแขกที่มาพัก เมื่อจัดระบบเสร็จแล้ว ก็ให้ครูและเด็กนักเรียนชั้นประถมปลายมาเรียนรู้กระบวนการทำงานเบื้องต้น เตรียมสคริปต์ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับชาวต่างชาติให้ครูและนักเรียนฝึกฝน“

ภัทราทิพย์ กล่าวว่า วิธีการจัดการผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ ทางทีมงานได้อบรมครูและนักเรียนให้รู้จักการแยกขยะ และการจัดการขยะอย่างถูกวิธี พร้อมจัดวางถังแยกขยะไว้ครบถ้วนภายในบริเวณโรงเรียน

โชคดีที่ครูสนใจเรื่องการส่งเสริมเรื่องเกษตรอินทรีย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ภัทราทิพย์เล่าว่า ผู้ที่มาพักสามารถรับประทานผักและไข่ไก่สดๆ ที่ปลอดสารพิษ ที่นี่ยังมีการเปิดสหกรณ์เป็ด ไก่ หมู และไส้เดือนให้นักเรียนมีส่วนร่วมด้วยวิธีการง่ายๆ เช่น เด็กนักเรียนนำไก่กลับบ้าน 3 ตัว เพื่อไปเพาะเลี้ยง อีก 5 เดือนต่อมา เด็กต้องนำลูกเจี๊ยบกลับมาคืนสหกรณ์ 5 ตัว เป็นการหมุนเวียน ได้สัตว์เพิ่มขึ้น ในโรงเรียนยังมีบ่อเลี้ยงกบ ที่จะแจกให้เด็กนักเรียนและชาวบ้านไปทำอาหารได้สม่ำเสมอตลอดปีอีกด้วย

ที่ช่วงปีที่ผ่านมา ภัทราทิพย์ได้ทำงานร่วมกับคุณครูในทุกขั้นตอน และสองฝ่ายมองตรงกันว่า หากมีใครสนใจจะมาร่วมโครงการแม่วางสคูลสเตย์ ก็จะเป็นประโยชน์แก่โรงเรียนและเด็กนักเรียน โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ นักเดินทางที่มองหาที่พักเรียบง่าย ราคาประหยัด ท่ามกลางนาข้าวเขียวขจีและขุนเขาสลับซับซ้อน

กลุ่มที่สองคือ อาสาสมัคร ซึ่งต้องการสละเวลาบางส่วนช่วยทำงานพัฒนาโรงเรียน งานเกษตร และกิจกรรมศิลปหัตถกรรมซึ่งนำรายได้เข้าช่วยเหลือชุมชนท้องถิ่น และกลุ่มสุดท้ายคือ นักศึกษาที่ต้องการมาฝึกงานในระยะยาว โดยมาทำงานช่วยสอนหนังสือ พัฒนาโรงเรียน งานเกษตร และอื่นๆ ที่ช่วยพัฒนาท้องถิ่น รวมทั้งสร้างสมประสบการณ์ชีวิตของตนเอง โดยจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองจากโรงเรียนสโมสรไลออนส์รัตนโกสินทร์

“เรามุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงอาสาสมัครมากกว่าคาดหวังในเชิงธุรกิจ สิ่งสำคัญคือ  ต้องการให้เด็กเกิดกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาทักษะวิชาชีพ รู้จักฝึกพูดภาษาอังกฤษ เข้าใจการบริหารจัดการบ้าง เชื่อว่าโครงการนี้จะเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการเรียนรู้แก่เด็ก ยิ่งหากมีคนมาพักหรือมาช่วยงานอาสาสมัคร รายได้จากตรงนี้ก็จะได้นำมาทำประโยชน์ให้แก่โรงเรียนต่อไปในระยะยาว”

โครงการแม่วางสคูลสเตย์ ตั้งอยู่ที่หมู่ 19 ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เส้นทางเข้าสู่โรงเรียนจะเป็นถนนลาดชันระยะทาง 8 กม. แยกจากถนนสาย 1013 อันเป็นถนนเส้นที่ตัดจาก อ.สันป่าตอง ผ่าน อ.แม่วาง ลัดเลาะเลียบผ่านโครงการหลวงแม่สะป๊อกสู่ยอดดอยอินทนนท์

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.maewangschoolstay.com หรือ http://www.facebook.com/maewangschoolstay