‘สิทธิสุดท้าย’ แห่งชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151121/217264.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2558
'สิทธิสุดท้าย' แห่งชีวิต
'สิทธิสุดท้าย' แห่งชีวิต

‘สิทธิสุดท้าย’ แห่งชีวิต

 

 

                      เปิดแนวคิดสิทธิผู้ป่วยเลือกปฏิเสธการรักษาในวาระสุดท้ายของชีวิต ตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ซึ่งผ่านมา 8 ปี แล้ว พบว่า มีคนไทยใช้สิทธิไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ถึงสิทธิดังกล่าว
                      ขณะเดียวกัน ในวงการแพทย์ยังมีข้อถกเถียง แพทย์จำนวนหนึ่งมองว่า กฎหมายฉบับนี้ ขัดจรรยาบรรณ และยังผลักภาระความรับผิดชอบมาให้แพทย์ โดยเฉพาะหากเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เมื่อผู้ป่วยยังไม่ถึงวาระสุดท้าย
                      ส่วนฝ่ายสนับสนุนเชื่อว่า การแสดงเจตนารมณ์ปฏิเสธการรักษาของผู้ป่วย จะช่วยให้แพทย์ปฏิบัติได้ถูกต้อง มีหลักการ และไม่ทำให้ผู้ป่วยตกอยู่ในภาวะ “ฝืนก็ไม่ได้ ตายก็ไม่ลง” สิทธิเลือกอยู่ สิทธิเลือกไป ใช้ได้แค่ไหน ดังนั้น รายการ คม ชัด ลึก ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี ดิจิทัลช่อง 22  เมื่อช่วงค่ำวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา จึงได้จัดเสวนาในหัวข้อ สิทธิการตาย
                      คุณหญิงจํานงศรี หาญเจนลักษณ์ นักเขียนชื่อดังทั้งด้านธรรมะและหนังสือสำหรับเด็ก ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดระบบการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย กล่าวว่า ทำเพราะว่า ต้องการจะทำ และจากที่ได้คุยกับคุณหมอ คุณหมอก็บอกว่า มีกฎหมายตัวนี้อยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อมีอยู่แล้วก็ทำเสียเลย
                      จริงๆ แล้วตัวเองคิดมานานแล้ว เพราะในประสบการณ์ชีวิต พบกับความตายของคนที่รู้จัก ที่คิดว่า ไม่ถูกต้อง ที่เขาจะต้องทรมานอย่างนั้น หรือจะกล่าวว่า ตายอย่างไร้ศักดิ์ศรี ก็คงไม่ผิด
                      ผู้ป่วยมีท่อคาคออยู่เป็นเดือน มือ-เท้าถูกมัดไว้กับเตียง เพราะถ้าปล่อยผู้ป่วยก็จะพยายามดึงออก ทุกครั้งที่เข้าไปเยี่ยม เขาก็มองหน้าเรา น้ำตาคลอ เหมือนจะขอร้อง น้ำตาไหล และจะมีการกระตุ้นความดันตลอด ทุกครั้งที่ความดันตก เพราะหากหยุดกระตุ้น หัวใจไม่บีบตัว น้ำในร่างกายจะไหลย้อนเข้าไปท่วมปอด ผู้ป่วยคนนี้ อายุ 99 ปี เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา และตัวเองอยู่ในเหตุการณ์
                      ดิฉันเองทราบดีว่า ตัวเองก็จะถึงวันนั้น แต่ต้องการตายอย่างเป็นธรรมชาติถ้าทำได้ จึงได้เขียนหนังสือแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาไว้เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2555 โดยเป็นการเขียนก่อนที่อายุจะครบ 73 ปี 1 วัน โดยที่ขณะนั้นสุขภาพร่างกายยังแข็งแรง เพียงแต่ขณะนั้นจะต้องเข้ารับการผ่าตัดถุงน้ำดี ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเรื่องเล็ก แต่ก็ฉวยโอกาสนั้นทำขึ้น เพราะถือว่า สิทธิการตาย เป็นสิทธิของแต่ละบุคคล
                      สำหรับหนังสือแสดงเจตนารมณ์ปฏิเสธการรักษาที่ทำขึ้นนั้น เป็นการทำในขณะที่ร่างกายแข็งแรง สติ สัมปชัญญะ สมบูรณ์ มีการพูดคุยกับลูกๆ ทั้ง 4 คน และลูกทุกคนเข้าใจดี และเซ็นชื่อเป็นพยานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
                      ผศ.นพ.พรเลิศ ฉัตรแก้ว หัวหน้าศูนย์ชีวาภิบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า คุณหญิงจำนงศรีถือเป็นคนแรกที่คิดจะทำเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่สุขภาพแข็งแรง เป็นคนที่ไม่ประมาทเตรียมตัวเองให้พร้อม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เป็นการวางแผนของตัวเองไว้แต่เนิ่นๆ
                      เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะผู้ป่วยหนักหลายรายที่เข้ารับการรักษาหลายครั้งหลายหน ก็เคยได้พูดคุยกัน เขาจะพูดเลยว่า รอบนี้พอแล้วนะ เพราะลองมาเยอะแล้ว ไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่ทรงกับทรุด เป็นไปตามขบวนการของโรค คนที่จะพูดอย่างนี้ได้ แสดงว่า เขาต้องเห็นภาพต่อไปในอนาคตแล้วว่าเขาจะต้องเจออะไร เขาจึงวางแผนการเดินทางของตัวเองได้
                      ตามปกติการจะให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วย ตรงนี้ต้องขึ้นอยู่ว่า ขณะนั้นสภาวะของผู้ป่วยเป็นอย่างไร รู้สึกตัวหรือไม่ หากผู้ป่วยอาการค่อนข้างหนัก พูดไม่ได้ ก็จะถามญาติว่า ผู้ป่วยเคยพูดอะไรไว้หรือไม่ ปกติผู้ป่วยเป็นคนอย่างไร สภาวะที่เคยป่วยเขาเคยตอบสนองอย่างไรบ้าง เคยแสดงเจตนารมณ์ปฏิเสธการรักษา ไว้หรือไม่
                      จริงๆ แล้ว กฎหมายฉบับนี้มีตามขึ้นมาจากเรื่องการแพทย์ ที่ค่อนข้างก้าวหน้าขึ้น จนกระทั่งคนไข้หากจะเสียชีวิต ก็มีการเยื้อชีวิต โดยการใส่เครื่องช่วยหายใจได้ กระตุ้นหัวใจได้ ใส่ปอดใส่หัวใจเทียมได้ เมื่อทำมาถึงระดับหนึ่ง ก็รู้สึกว่า เป็นอะไรที่ทำแล้วมีแต่โทษไม่มีประโยชน์ ก็เลยมีการคิดกันว่า ใครจะตอบคำถามได้ดีที่สุด นั่นก็คือ คนไข้เองจะเป็นคนให้คำตอบที่ดีที่สุด ไม่ใช่ญาติหรือหมอ
                      ก่อนหน้านี้ ก็เคยมีผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งมารับการผ่าตัด แล้วก็กลับมาใหม่ หลังจากเข้ารับการผ่าตัดรอบสอง อาการก็ดีขึ้น หลังจากนั้นอีกระยะหนึ่งก็กลับมาใหม่ คราวนี้ก็จะมีหนังสือแจ้งให้ทราบว่า เขาไม่ขอที่จะยื้อชีวิต ขอที่จะคืนตัวเองสู่ธรรมชาติ ขอจากไปอย่างธรรมชาติ แต่หนังสือดังกล่าวของเขาเป็นการเขียนขึ้นจากความรู้สึก ไม่ใช่เขียนในลักษณะตามกฎหมาย ซึ่งขณะนั้นก็ยังไม่มีแบบฟอร์ม ปัจจุบันมีแบบฟอร์มให้แล้ว
                      การทำหนังสือแสดงเจตนารมณ์ปฏิเสธการรักษา ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะคนไข้กับญาติได้มีการพูดคุยกันมาก่อน พอถึงภาวะนั้นญาติก็จะชัดเจน จากที่สังเกตก็คือ คนไข้จะได้รับการดูแลและมีการจากไปอย่างสงบกว่ามาก หากมีการเตรียมตัวอย่างนี้มาก่อน
                      ในกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า จะใช้เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตตน หมายถึงทางการแพทย์ก็ต้องพิจารณาว่า จริงๆ ตอนนี้เข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้ว ก็เข้าเกณฑ์เหมาะสมทางการแพทย์แล้ว
                      พญ.ฉันทนา หมอกเจริญพงศ์ กรรมการสมาคมบริบาลระยะท้าย กล่าวว่า เรื่องนี้ก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันในวงการแพทย์ มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จริงๆ แล้วตามกฎหมายที่ว่าไว้ แพทย์สามารถปฏิบัติตามสิ่งที่ผู้ป่วยได้เขียนแสดงเจตนาไว้ตั้งแต่ตอนที่เขายังมีสติ สัมปชัญญะ ครบถ้วน และสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเขาเอง
                      เราต้องมองว่า คุณหมอเป็นผู้ให้บริการ คนไข้ ญาติ เป็นผู้รับบริการ กฎหมายที่ออกมาเพื่อตอบความต้องการของผู้ให้บริการกับผู้รับบริการ ว่า ถ้าในเมื่อเรารู้แล้วว่า เป็นโรคที่รักษาแล้วไม่หาย ถึงแม้ปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ไปไกล สามารถยื้อชีวิตผู้ป่วยได้ระยะหนึ่งก็ตาม แต่ก็หนีไม่พ้นเรื่องทุกข์ทรมาน คนที่เป็นญาติก็ทุกข์ทรมานไม่แพ้กัน สิ่งหนึ่งที่ตามมาก็คือ เรื่องค่าใช้จ่าย
                      จริงๆ แล้ว กฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่ดี เพื่อที่จะให้ผู้รับบริการกับผู้ให้บริการ คุยตรงกัน ความต้องการของทั้งสองฝ่าย และวางแผนร่วมกัน ระหว่างคนไข้ หมอ และ ญาติ ไม่ใช่เป็นการตัดสินใจของหมอเท่านั้น หรือญาติเท่านั้น แต่จะเป็นการพูดคุยร่วมกัน ตัดสินใจร่วมกัน
                      ในแง่กฎหมายมองย้อนกลับไป สิทธิผู้ป่วยฉบับล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ฉบับก่อนหน้านี้ก็ระบุชัดเจนว่า ผู้ป่วยที่ขอรับการรักษาพยาบาลมีสิทธิได้รับข้อมูลที่เป็นจริง และเพียงพอเกี่ยวกับการเจ็บป่วย การตรวจรักษา ผลดีและผลเสียจากการตรวจรักษาจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ด้วยภาษาที่ผู้ป่วยสามารถเข้าใจได้ง่าย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลือกตัดสินใจในการยินยอมหรือไม่ยินยอมให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพปฏิบัติต่อตน

 

ชู’รู้ทันคนโกง’ชิงปธ.สหกรณ์ออมทรัพย์ครูราชบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151120/217212.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2558
ชู'รู้ทันคนโกง'ชิงปธ.สหกรณ์ออมทรัพย์ครูราชบุรี

ชู’รู้ทันคนโกง’ชิงปธ.สหกรณ์ออมทรัพย์ครูราชบุรี

                วันที่ 21 พ.ย.2558 เป็นวันเลือกตั้งประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูราชบุรี จำกัด ซึ่งผู้สมัคร 2 คนด้วยกันในจำนวนนั้นมีนายวัชระ ตราบดี อดีตรองประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูราชบุรี จำกัด รวมอยู่ด้วย ทั้งนี้นายวัชระได้ใช้สโลแกนในการชิงชัยคือ”สหกรณ์อยู่ได้ สมาชิกอยู่รอด ทำงานร่วมกัน รู้ทันคนโกง” และมีนโยบายในการบริหารงานหากได้รับการเลือกตั้งคือ ปรับโฉมใหม่การให้บริการสมาชิก สะดวก รวดเร็ว ประทับใจ  ติดตามทวงหนี้แชร์ลอตเตอรี่กลับคืนมา ยึดทรัพย์ กลับคืนมาโดยเร็ว ไม่ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้และพร้อมลดดอกเบี้ยให้สมาชิกตามสภาวะด้านการเงินทุกระยะ พักชำระหนี้ ประนอมหนี้ให้สมาชิกที่ประสบปัญหาด้านการเงิน

พร้อมทั้งนายวัชระจะเน้นความมั่นคงของสหกรณ์และพร้อมอยู่เคียงสมาชิก สู้วิกฤตไม่คิดหนี มุ่งพัฒนาสหกรณ์ครู สู่การพึ่งตนเอง  บริหารงานด้วยองค์คณะบุคคลที่มีประสบการณ์โปร่งใส ใจสะอาด จัดบริษัทค้ำประกันผู้ค้ำเพื่อช่วยเหลือสมาชิกให้การกู้เงินไม่ให้เดือดร้อนแก่ผู้ค้ำ จัดตั้งคณะตรวจสอบภายในจากบุคคลที่มีประสบการณ์เพื่อป้องกันการคอร์รับชั่น

มทร.ธัญบุรีวาง6คลัสเตอร์23ศูนย์เพิ่มศักยภาพบัณฑิตสายช่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151120/217198.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2558
มทร.ธัญบุรีวาง6คลัสเตอร์23ศูนย์เพิ่มศักยภาพบัณฑิตสายช่าง
มทร.ธัญบุรีวาง6คลัสเตอร์23ศูนย์เพิ่มศักยภาพบัณฑิตสายช่าง

มทร.ธัญบุรีวาง6คลัสเตอร์23ศูนย์เพิ่มศักยภาพบัณฑิตนักปฏิบัติสายช่าง : ชุลีพร อร่ามเนตร

 

 

            “2 ปีที่ผ่านมา พยายามส่งเสริม สนับสนุนให้อาจารย์มุ่งการทำงานวิจัย ที่เป็นองค์ความรู้ในการพัฒนาการเรียนการสอน ตอบสนองพัฒนาชุมชน ภาคอุตสาหกรรม และประเทศ เพราะงานวิจัยจะช่วยส่งเสริมต่อยอดความรู้ให้อาจารย์ และนักศึกษา โดยให้อาจารย์ไปทำงานวิจัย ฝังตัวในสถานประกอบการ 1 ปี เพื่อให้ได้ประสบการณ์ และโจทย์ปัญหาจากภาคอุตสาหกรรมมาทำงานวิจัย รวมถึงนำมาบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอน” รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าว

ขณะนี้มหาวิทยาลัยจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence : COE) 13 ศูนย์ ได้แก่ 1.ศูนย์ออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม 2.ศูนย์เทคโนโลยีเครื่องจักรกลอัตโนมัติ 3.ศูนย์พัฒนาบุคลากรเพื่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี 4.ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพและนาโน 5.ศูนย์บริการวิชาการภาษาอังกฤษ 5.ศูนย์ฝึกอบรมเทคโนโลยีการเชื่อม 6.ศูนย์บริการวิชาการอุตสาหกรรม SMEs 7.ศูนย์ฝึกอบรมเทคโนโลยีการเชื่อม 8.ศูนย์โรงพิมพ์ 9.ศูนย์คหกรรมครบวงจร 10.ศูนย์ทรัพยากรสื่อ 11.ศูนย์พลังงานสะอาด

12.ศูนย์บริการสุขภาพแพทย์แผนไทย และ 13.ศูนย์วิจัยสี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังวางแผนในการจัดตั้งศูนย์เพิ่มตามความต้องการของคณะต่างๆ รวมอีก 10 ศูนย์ เป็น 23 ศูนย์ ภายในเดือนตุลาคม 2559 โดยทุกศูนย์จะเป็นการสร้างนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญ อีก 2 ปีข้างหน้า มทร.ธัญบุรี มุ่งมีอาจารย์ นักวิจัยที่มีผลงานวิจัยที่สามารถนำมาใช้ได้จริง ก่อให้เกิดความเป็นเลิศในด้านต่างๆ บูรณาการทุกสาขา คณะ ศาสตร์เข้าด้วยกัน

ขณะเดียวกัน อาจารย์และนักศึกษาระดับปริญญาเอก ต้องทำงานวิจัยที่เกี่ยวกับโครงการเมกะโปรเจกท์ของรัฐบาล หรือการจัดการศึกษาเพื่อสนับสนุนการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมหลัก (กลุ่มคลัสเตอร์) ใน 6 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านพลังงาน 2.มีเดียเทคโนโลยี 3.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที 4.แฟชั่นและสิ่งทอ 5.อาหาร และ 6.ออโตเมชั่นและควบคุมเพื่อผลิตงานวิจัยแบบบูรณาการ ตอบโจทย์อุตสาหกรรม ประเทศ ภายใต้การทำงานวิจัยร่วมกันของอาจารย์แต่ละคณะ สาขาทั้งในและต่างมหาวิทยาลัย

รวมถึงนักวิจัยต่างประเทศ โดยมหาวิทยาลัยจัดสรรงบวิจัย ปี 2559 ประมาณ 80 กว่าล้านบาท เพื่อต่อยอดการพัฒนางานวิจัยในสาขาต่างๆ โดยพุ่งเป้าไปในพื้นที่ภาคอุตสาหกรรมเขตตะวันออก ได้แก่ จ.ปทุมธานี นครนายก ปราจีนบุรี และอรัญประเทศ เพราะเป็นเศรษฐกิจพิเศษ โดยขอใช้จากราชพัสดุ 500 ไร่ เพื่อจัดตั้งเป็นพื้นที่วิจัยและพัฒนาเฉพาะทาง เป็นเป้าหมายในการเชื่อมโยงพื้นที่ ทำงานวิจัย มุ่งเป้าพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยต้องทำการปรับการเรียนการสอน หลักสูตร และงานวิจัยมุ่งเน้นวิชาพื้นฐาน และวิชาชีพให้เข้มข้น โดยที่ผู้เรียน อาจารย์ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ และสามารถรู้จักประยุกต์เข้าด้วยกันได้  สิ่งที่อุตสาหกรรมต้องการ คือแรงงาน และงานวิจัย มหาวิทยาลัยได้ปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นแก่ตัวอาจารย์ และนักศึกษาสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสายอาชีพว่าเกิดอะไรขึ้น สาเหตุ และนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นโจทย์ในการเรียนการสอน การทำวิจัย เพื่อฝึกให้นักศึกษาคิด วิเคราะห์ เรียนรู้ทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและกำลังจะเกิดขึ้นอนาคต

อธิการบดี มทร.ธัญบุรี เล่าอีกว่า เมกะโปรเจกท์ที่ประเทศกำลังขับเคลื่อนไม่ใช่ศาสตร์ใหม่ แต่เป็นศาสตร์บนพื้นฐานเดิมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงมากขึ้นมหาวิทยาลัยพัฒนาเทคโนโลยี คลัสเตอร์ต่างๆ ต่อยอดจากเรื่องเดิม เช่น พัฒนาเรื่องอาหาร จากตอนนี้เป็นการแปรรูปอาหารเพื่อสุขภาพก็อาจจะใช้ระบบนาโน หรือกระบวนการที่ใช้ระบบเครื่องจักร

nbsp;     ส่วนเรื่องพลังงาน ใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ ชีวมวล อนาคตอาจแปรพลังงานมาจากพืชพัฒนารถไฟฟ้าความเร็วสูง ก็เป็นการต่อยอดพัฒนาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่นอกจากผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มาผลิตชิ้นส่วนรถไฟเพิ่มขึ้น การพัฒนาด้านซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ต้องเรียนคอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ แต่จะมุ่งการเรียนใช้ซอฟต์แวร์แบบบบูรณาการมากขึ้น ฯลฯ

“ทุกงานวิจัยจะเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน มีการเชื่อมโยงงานวิจัย มาบูรณาการ ครูอาจารย์จะเป็นผู้กระตุ้น เสนอแนะการเรียนการสอนให้แก่เด็ก และเป็นนักวิชาการ นักวิจัยประยุกต์ศาสตร์ต่างๆ ได้จริง เด็กรู้พื้นฐานศาสตร์ทุกศาสตร์จากการเรียนรู้งานวิจัย รู้จักคาดการณ์ในอนาคต และรู้ลึกศาสตร์ของตนเองที่เลือกเรียน เพราะมหาวิทยาลัย เป็นสถานที่บริการวิชาการ และพัฒนางานวิจัย นวัตกรรม ผลิตสิ่งประดิษฐ์ อันนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ รากฐานในการพัฒนาประเทศ และสามารถแข่งขันในเวทีระดับโลก” รศ.ดร.ประเสริฐ กล่าวทิ้งท้าย

 

 

2คนไทยบุคคลสำคัญของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151119/217176.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2558
2คนไทยบุคคลสำคัญของโลก

‘ดาว์พงษ์’ เผย ‘ยูเนสโก’ มีมติประกาศยกย่อง 2 บุคคลของไทย ‘ป๋วย อึ๊งภากรณ์ – หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล’ เป็นบุคคลสำคัญของโลก

                      19 พ.ย. 58  พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการพิจารณาคัดเลือกบุคคลสำคัญ / เหตุการณ์สำคัญของโลก ปี 2016 – 2017 ในระหว่างการประชุมสมัยสามัญยูเนสโก ครั้งที่ 38 ระหว่างวันที่ 3 – 18 พฤศจิกายน 2558 ณ สำนักงานใหญ่ยูเนสโก กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
                      รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ประเทศไทยได้เสนอชื่อบุคคลสำคัญ จำนวน 2 ราย เพื่อให้ยูเนสโกประกาศยกย่องเป็นบุคคลสำคัญ ดังนี้
                      1) ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านการศึกษา สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ในโอกาสฉลองครบรอบ 100 ปี ชาตกาล ในวันที่ 9 มีนาคม 2559
                      2) เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล) ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านการศึกษา สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ครบรอบ 100 ปี ชาตกาล ในปี 2560
                      การประชุมสมัยสามัญของยูเนสโกในครั้งนี้ ได้นำข้อมติของคณะกรรมการบริหารของยูเนสโก เรื่อง การฉลองบุคคลสำคัญที่มีผลงานดีเด่นและเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ เข้าสู่การพิจารณาเพื่อรับรองก่อนประกาศเป็นทางการ ซึ่งปรากฏว่า ยูเนสโกได้มีมติให้ประกาศยกย่องบุคคลสำคัญของไทยทั้ง 2 รายดังกล่าว เป็นบุคคลสำคัญของโลก และร่วมเฉลิมฉลอง ในปี 2016 – 2017
                      ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ผ่านการพิจารณาตามคุณสมบัติในการคัดเลือกทุกประการ กล่าวคือ การฉลองครบรอบเกี่ยวกับบุคคลหรือเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เสนอจะต้องเป็นแบบอย่างอันดีเลิศที่แสดงออกอย่างชัดเจนในเรื่องของการส่งเสริมขันติธรรม สันติธรรม วัฒนธรรม ตลอดจนความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีของมวลมนุษย์ตามสาขาหลักของยูเนสโก คือ การศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ หรือสื่อสารมวลชน และการเฉลิมฉลองต้องครบรอบ 50 ปี 100 ปี หรือ ทุกๆ 50 ปี โดยต้องสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นแบบอย่าง ความมีคุณค่า และความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ได้รับความสนใจในระดับโลก หรืออย่างน้อยในระดับภูมิภาค
                      รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2505 ถึงปี 2558 ยูเนสโกได้ประกาศยกย่องและร่วมฉลองบุคคลสำคัญ / เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ของไทยรวม 26 รายการ อาทิ ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2539 ฉลองวันพระราชสมภพครบ 100 พรรษา ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 ฉลองวันเกิดครบรอบ 100 ปี ของหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ในวันที่ 24 ตุลาคม 2546 การฉลองครบรอบชาตกาล 100 ปี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในวันที่ 20 เมษายน 2554 การฉลองครบรอบ 100 ปี ชาตกาล ของหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร เป็นผู้มีผลงานดีเด่นด้านสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาชุมชนและการศึกษาด้านวัฒธรรมในปี 2558 เป็นต้น
                      ทั้งนี้ ยูเนสโกได้ประกาศให้ประชาคมโลกร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมๆ กัน ซึ่งถือเป็นการเชิดชูเกียรติคุณบุคคลสำคัญของประเทศสมาชิกที่มีความโดดเด่นเป็นแบบอย่างที่ดีงามในด้านต่างๆ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ จะดำเนินการจัดงานเฉลิมฉลองบุคคลสำคัญดังกล่าวต่อไป

เสนอ’ดาว์พงษ์’ทบทวน’ผูกขาดตำรา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151119/217168.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2558
เสนอ'ดาว์พงษ์'ทบทวน'ผูกขาดตำรา'

สมาคมผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา เผย ผลกระทบจากนโยบายให้ สพฐ.จัดซื้อหนังสือ 4 รายวิชาโดยตรง เสนอ ‘ดาว์พงษ์’ ทบทวน ‘ผูกขาดตำรา’

                      หลังจากกลายเป็นเรื่องสั่นสะเทือนไปทั่ววงการพิมพ์ตำราแบบเรียน เมื่อนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ หัวหน้าคณะทำงานกำหนดแนวทางการประเมินประสิทธิภาพและติดตามการดำเนินงานขององค์การค้า (อค.) ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอความร่วมมือโรงเรียนในสังกัด สพฐ.สั่งซื้อหนังสือใน 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้หลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย และสังคมศึกษา ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 จาก อค.แทนการสั่งซื้อจากสำนักพิมพ์เอกชน โดยอ้างว่าเพื่อให้เด็กได้ใช้ตำราที่มีเนื้อหาเดียวกัน และแก้ปัญหาการจัดส่งหนังสือล่าช้า
                      ล่าสุด วันนี้ (19 พ.ค.) สมาคมผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา เผย ผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว พร้อมเสนอข้อมูลเพื่อตอบประเด็นปัญหาต่างๆ ให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาอีกครั้ง
ใบปลิวว่อนต่อต้ายยึดครองสพฐ.
                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ใบปลิวบันทึกข้อความ เรื่องแถลงการณ์การรวมพลังเรียกร้องความเป็นธรรม และต่อต้านกลุ่มกระบวนการยึดครอง สพฐ.ที่ชั่วร้าย ถึงแกนนำและพี่น้องผู้เป็นกำลังสำคัญของ สพฐ.โดยใบปลิวดังกล่าวถูกพบที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขณะเดียวกันยังมีการถ่ายภาพและส่งต่อผ่านโปรแกรมไลน์ (Line) ของข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ด้วย โดยบันทึกข้อความดังกล่าวมีใจความสำคัญระบุว่า ขณะนี้มีกลุ่มกระบวนการยึดครอง สพฐ.ที่ชั่วร้าย อาศัยจังหวะที่ทหารมีอำนาจเข้ามาเสียบตำแหน่งสำคัญใน สพฐ. โดยคนที่มีศักยภาพใน สพฐ.ไม่ได้รับการแต่งตั้งแม้แต่คนเดียว และมีการแต่งตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญพิเศษแบบแท็กทีมมากินเงินหลวง นอนโรงแรมและคอรัปชั่นส์อย่างไม่ละอายใจ
                      นอกจากนี้ ในใบปลิวยังระบุด้วยว่าการทำงานในระดับชาติไม่ง่าย วิสัยทัศน์ของ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา และผอ.สถานศึกษาแคบเกินกว่าที่จะทำงานใหญ่ระดับชาติ ขาดความเชี่ยวชาญ ถึงเวลาที่ต้องรวมตัวต่อต้านการตั้งคนข้ามหัวโดยไม่ได้ดูศักยภาพ เพื่อให้กระบวนการชั่วร้ายที่ยึดครอง สพฐ.ได้รู้สำนึกและเกิดยางอาย ไม่กล้าทำอะไรโดยไม่เกรงใจคน สพฐ. โดยนัดแสดงพลังต่อต้านด้วยการนัดหยุดงานพร้อมกันในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ ทั้งนี้ ในใบปลิวดังกล่าวได้ระบุชื่อคนที่ถูกอ้างว่าเป็นประธานและรองประธานแกนนำ พร้อมทั้งผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเข้ามาทำงานใน สพฐ.ด้วย
                      นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ได้อ่านใบปลิวดังกล่าวแล้ว แต่ไม่รู้ว่าต้องการอะไรเพราะบรรยากาศการทำงานของ สพฐ.ก็ทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข ตนมองว่าเรื่องนี้เป็นการสร้างสถานการณ์มากกว่า เพราะผู้ถูกแอบอ้างชื่อก็มาขอโทษตน ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์เชื่อว่าใบปลิวอาจจะมีสาเหตุจากการที่ตนให้ นายชลำ อรรถธรรม ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ภูเก็ต มารักษาราชการในตำแหน่ง ผอ.สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สนผ.) ซึ่งอาจมีคนไม่พอใจ แต่ก็อยากถามว่า ผอ.เขตพื้นที่ฯเป็นคน สพฐ.หรือเปล่า การมองว่าเข้ามายึดครอง สพฐ. ตนมองว่าเป็นเรื่องตลก
                      ด้าน พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ตนได้อ่านใบปลิวดังกล่าวแล้ว คงต้องดูก่อนว่าใบปลิวที่เผยแพร่ออกมามีมูลความจริงมากน้อยแค่ไหน เพราะจะให้เชื่อข้อมูลจากใบปลิวทั้งหมดคงไม่ได้ และไม่ทราบว่าผู้ที่นำมาเผยแพร่มีจุดประสงค์จะสื่อสารข้อมูลถึงใคร หากต้องการจะสื่อสารมาถึงตัว รมว.ศึกษาธิการ ก็ขอให้ส่งเรื่องมาถึงตนโดยตรงได้เลยตนพร้อมจะตรวจสอบให้และเป็นความลับอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ยืนยันว่าตนไม่มีนอกมีในกับใครทั้งสิ้นข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการตนก็ยังรู้จักไม่หมดทุกคนด้วย
                      ส่วนที่มีการระบุว่าการแต่งตั้งข้าราชการใน สพฐ.ไม่เหมาะสมมีการข้ามหัวและได้คนไม่มีศักยภาพนั้น เรื่องนี้ตนให้อำนาจผู้บริหารของแต่ละหน่วยงานในการพิจารณาแต่งตั้งอยู่แล้วและตนก็ไม่รู้จักใครเป็นการส่วนตัว แต่ดูตามผลงานที่สามารถจะทำงานในตำแหน่งนั้นๆ อย่างกรณีของนายพะโยม ชิณวงศ์ ที่ตั้งเป็นรองเลขาธิการ กพฐ. ตนก็สอบถามทั้ง เลขาธิการ กพฐ. และปลัด ศธ.ดังนั้น เมื่อเลือกบุคคลนั้นมาดำรงตำแหน่งแล้วจะถูกจะผิดคนที่คัดเลือกมาก็ต้องรับผิดชอบ แม้กระทั่งการแต่งตั้งระดับเลขาธิการองค์กรหลัก หรือแม้แต่ นายการุณ ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์นั้น ตนก็พร้อมจะรับผิดชอบอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ส่วนที่จะมีการนัดหยุดงานในวันที่ 11 ธ.ค.นั้น เป็นข้าราชการมีผู้บังคับบัญชาหากมีอะไรก็ควรมาพูดคุยกัน ไม่ใช่ทำอะไรตามความรู้สึก

‘ชุกรอน’สู้เพื่อพ่อท้อไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151119/217149.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2558
'ชุกรอน'สู้เพื่อพ่อท้อไม่ได้

เปิดโลกการศึกษามุสลิม ตอน : ‘ชุกรอน’สู้เพื่อพ่อท้อไม่ได้

             “ผมไม่เคยแยกศาสนากับเทคโนโลยี เพราะศาสนาครอบคลุมทุกๆ ด้าน ยิ่งปัจจุบันโลกพัฒนาไปไกล เราก็ยิ่งต้องศึกษาใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์มากที่สุด”

การศึกษาด้านศาสนา ไม่ได้หมายความว่า จบออกมาแล้วต้องเป็นครูสอนศาสนาเท่านั้น หากแต่เป็นได้มากกว่านั้น แม้จะไม่มีหลักสูตรวิชาในสายศาสนาก็ตาม เพราะอิสลามสนับสนุนให้ศึกษาไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม ดังนั้น การศึกษาในศาสนาอิสลามไม่เคยบังคับหรือขีดเส้นบังคับห้ามการเรียนรู้ แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องเข้าใจคำสอนของศาสนาอิสลามให้อยู่ในเส้นเลือดเสียก่อน เพราะนั่นคือ เกราะป้องกันภัยต่างๆ ที่แอบแฝงมากับสังคม ความคิด และการเป็นคนที่คิดว่าตัวเองเหนือใคร “ชุกรอน หะยีหะมะ กล่าว

ชุกรอน เป็นนักศึกษาธรรมดา บ้านๆ คนหนึ่ง หนึ่งในบัณฑิตใหม่จากรั้วมหาวิทยาลัยศาสนาชื่อดังของโลก อัลอัซฮัร ปีนี้ 2558 เป็นมือโปรภ่ายภาพ ตัดต่อวิดีโอ ทำคลิป เล่าเรื่องราวด้วยภาพเคลื่อนไหว และเป็นนักกิจกรรมช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด เขาคือนักศึกษาตัวอย่างที่น่าจับตาและน่าเอาเป็นแบบอย่างเป็นคน จ.ยะลา มีพี่น้อง 7 คน เป็นคนที่ 3 เป็นลูกของนายอับดุลเลาะ กับ นางรอซีดะ หะยีหะมะ มีอาชีพทำสวน จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายจากโรงเรียนอุดมศาสน์วิทยา จ.ยะลา ทั้งสายสามัญและศาสนาควบคู่

ชุกรอน เล่าว่า พ่ออยากให้ลูกได้ไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ตามความฝันของพ่อสมัยเด็กๆ เมื่อเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ชุกรอนทำความฝันของพ่อให้เป็นจริง ทั้งๆ ที่ในตอนนั้นสอบติดสายสามัญ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาวิชาที่ตัวเองชอบ คือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาเมคคาทรอนิกส์ ศาสตร์ที่เรียนรู้เกี่ยวกับหุ่นยนต์ แต่เมื่อมาศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรทำให้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มองโลกอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเรื่องของศาสนาที่เป็นกลางสากล และยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ประสบการณ์การใช้ชีวิตหลายๆ ด้าน และที่สำคัญทำให้มองเห็นสถานการณ์โลกที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในตะวันออกกลางได้อย่างชัดเจน การมาใช้ชีวิตในอียิปต์เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและภูมิใจที่สุด

ชุกรอนเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย คือการเป็นตากล้องซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเองรัก โดยที่ไม่เคยมีพื้นฐานในการถ่ายภาพและการตัดต่อวิดีโอมาก่อน แต่ด้วยกับสิ่งที่ชอบและรัก จึงหาทางที่จะศึกษาเรียนรู้การถ่ายภาพและการตัดต่อวิดีโอด้วยตัวเอง ผ่านอินเทอร์เน็ต ยูทูบ และสอบถามเพื่อนๆ ที่มีประสบการณ์ พร้อมกับการมีโอกาสเข้าร่วมทำงานกับสมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโร ซึ่งหน้าที่หลักคือเป็นช่างภาพประจำสมาคม ยิ่งทำให้ต้องยิ่งศึกษาและพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ในด้านนี้ การถ่ายภาพและการตัดต่อวิดีโอ เป็นสื่อช่องทางหนึ่งในการถ่ายทอดความรู้สึก บอกเล่าเรื่องราว แบ่งปันเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม สามารถปรับเปลี่ยนแนวคิดทัศนคติของคนดูได้ ผมจึงมองว่ามันมีความสำคัญเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบันเลยทีเดียว

“ส่วนใหญ่จะใช้เวลาว่างไปกับสิ่งที่ตัวเองชอบ เรียนรู้ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งการเรียนเช่น ทำงานสมาคม เล่นเวสป้า ขายนาฬิกา ท่องเที่ยว ถ่ายทำวิดีโอ ทำขนมขาย ช่วยดำเนินการสมัครเรียนให้น้องใหม่ สิ่งที่ทำทั้้งหมดไม่เป็นอุปสรรคในการเรียน อยู่ที่แบ่งเวลาให้เป็น อีกอย่างได้ตั้งกฎให้ตัวเองว่า ยิ่งถ้าเราหาประสบการณ์นอกห้องเรียนมากเท่าใด เราก็ต้องให้เวลากับหนังสือมากเท่านั้น พร้อมกับตั้งความหวังการเรียนให้สูงสุด”

ชุกรอน ทิ้งท้ายให้แก่น้องๆ ว่า ตั้งเป้าหมายการเรียนให้ประสบความสำเร็จ ขยันเรียน อดทน คบหาเพื่อนที่ดี ขอคำแนะนำการใช้ชีวิตจากผู้ที่มีประสบการณ์ ทำในสิ่งที่ชอบ เก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกห้องเรียนให้ได้มากที่สุด นักศึกษาศาสนามหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ยังมีอีกหลายคนที่เก่ง มีความสามารถที่ไม่มีสอนในสาขาที่เรียน แต่พวกเขาทำได้ดี จริงอยู่เรียนมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร หรือนักศึกษาที่มาอยู่ที่อียิปต์ มีเวลาว่างมาก แต่ว่างอย่างมีคุณภาพสำหรับนักศึกษาที่รู้จักตัวเองดี !!!

แนะยกระดับเด็กไทย’คิดริเริ่มเป็น-พูดอังกฤษคล่อง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151119/217158.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2558
แนะยกระดับเด็กไทย'คิดริเริ่มเป็น-พูดอังกฤษคล่อง'

แนะยกระดับเด็กไทย’คิดริเริ่มเป็น-พูดอังกฤษคล่อง’ : เกญกาญจน์ บุญเพ็ญเรื่อง สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยภาพ

            เมื่อเร็วๆ นี้สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย โดย “มร.มาร์ค เคนท์” เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ร่วมกับบริติช เคานซิลประเทศไทย เปิดพื้นที่ให้กลายเป็นเวทีเสวนาในหัวข้อ “บทบาทการศึกษาและนวัตกรรมที่มีต่ออนาคตประเทศไทย” เชิญวิทยากรทั้งจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ภาคเอกชนไทยและต่างประเทศร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สะท้อนมิตรภาพอันดีในความร่วมมือเพื่อสนับสนุนทางการศึกษาระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศไทยที่เข้มแข็งและหลากหลาย

…บรรยากาศในวงเสวนา เริ่มที่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์” กล่าวถึงบทบาทในการบริหารการศึกษาของ ศธ.ว่า เมื่อดูจากโรดแม็พพัฒนาประเทศของรัฐบาลจะเหลือเวลาอีกประมาณ 18 เดือน ในการทำงาน ดังนั้นต้องเจาะจงเฉพาะเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้เด็กไทยคิดอย่างมีเหตุมีผลรู้จักการคิดวิเคราะห์ ซึ่งวางไว้ 2 เรื่องหลัก คือ เรื่องแรก การปรับปรุงและยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษา และสอง การนำระบบการประเมินมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาการศึกษา

“ในปี 2559 ศธ.จะเริ่มนำร่องข้อสอบอัตนัย 20% ในการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) วิชาภาษาไทยระดับ ป.6 ขณะเดียวกัน มีนโยบายยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้มีมาตรฐาน ให้เด็กมีทักษะถูกต้องและใช้งานได้จริง โดยดึงมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เข้ามาร่วมพัฒนาหลักสูตรและกำลังทำแคมเปญดึงศิลปินดารานักแสดงที่ประสบความสำเร็จมาถ่ายทอดจูงใจนักเรียนหันมาสนใจภาษาอังกฤษมากขึ้น รวมถึงจะคัดเลือกโรงเรียนต้นแบบ 10 แห่งจากทั่วประเทศ ในการนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและอบรมพัฒนาครูไทย 500 คน ให้มีทักษะความรู้ด้านภาษาอังกฤษอย่างมีมาตรฐานและเป็นแกนนำขยายผลไปสู่ครูไทยอื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพาครูชาวต่างชาติ แต่ไม่ได้หมายความจะยกเลิกการจ้าง แต่เพื่อให้ครูได้พัฒนาตนอย่างยั่งยืนและประหยัดงบประมาณ” นพ.ธีระเกียรติ ระบุ

ส่วนทัศนะของภาคเอกชน ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ รองประธานคณะกรรมการบริหารหอการค้าไทย มองว่า ระบบการศึกษาของไทยยังผลิตคนไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานและมุ่งเน้นการศึกษาเพื่อสร้างความรู้ แต่ไม่เน้นการสอนให้เด็กรู้จักสร้างกระบวนการคิด ทั้งคิดริเริ่มคิดสร้างสรรค์ทำให้เด็กคิดไม่เป็น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวัฒนธรรมสังคมไทยที่เน้นฟังคำสั่งเช่น ฟังคำสั่งพ่อแม่ มาโรงเรียนก็ต้องฟังคำสั่งครู เป็นต้น ดังนั้น ถ้ายังไม่เปลี่ยนแนวคิดหรือวิธีการเรียนการสอนในโรงเรียนให้เด็กรู้จักคิดต่อไปเราจะไม่มีคนทำงานที่มีปัญญาที่พร้อมและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลก รวมถึงเทคโนโลยีและไม่มีคนที่จะมาคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาประเทศ กลายเป็นต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเดินไปในทางที่ไม่ถูกต้อง

เช่นเดียวกับ นางเฮเธอร์ สุขเกษม กรรมการผู้จัดการระดับภูมิภาคเอเชียใต้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง บริษัทโอซีเอสกรุ๊ป บอกว่า ในองค์กรของตนมีการจ้างแรงงานไทยประมาณ 2.8 หมื่นคน จากประสบการณ์พบว่าคนไทยยังขาดทักษะเรื่องการคิดวิเคราะห์ ขาดภาวะผู้นำ ที่สำคัญขาดทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้เพื่อการสื่อสารและอีกไม่นานประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภาษาและทักษะในวิชาชีพ จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะฉะนั้นมองว่าประเทศไทยการศึกษาไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับในเรื่องเหล่านี้ ไม่เช่นนั้นจะเป็นอุปสรรคในการแข่งขันเมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน

สอดคล้องกับ มร.ไซม่อน แลนดี้ รองประธานหอการค้าอังกฤษประจำประเทศไทย ระบุว่า อยากเห็นแรงงานไทยมีทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ และมองว่าการพัฒนาผู้เรียนควรต้องเริ่มตั้งแต่ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา มากกว่าจะส่งเสริมให้มากๆ ในเด็กที่โตแล้ว ซึ่งอาจจะไม่ทันการณ์ ขณะเดียวกันอยากให้ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านทักษะอาชีพและสถานศึกษาต่างๆ ควรให้พ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามากขึ้น เพราะปัจจุบันสถานศึกษาของไทยยังคงทำตามคำสั่ง ขาดการมีส่วนร่วม อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการที่ ศธ.หันมาให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบริติช เคานซิล สถานทูตอังกฤษ ก็จะเป็นอีกทางลัดหนึ่งในการร่วมกันพัฒนาการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ

รังสรรค์พานพุ่มพระรัตนตรัยรำลึกเมตตาคุณ’สมเด็จพระสังฆราช’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151118/217093.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน 2558
รังสรรค์พานพุ่มพระรัตนตรัยรำลึกเมตตาคุณ'สมเด็จพระสังฆราช'

รังสรรค์พานพุ่มพระรัตนตรัยรำลึกเมตตาคุณ’สมเด็จพระสังฆราช’ : ชลธิชา ศรีอุบล กองประชาสัมพันธ์ มทร.ธัญบุรี

           กว่า 6 ครั้ง ที่สาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้น้อมรำลึกในพระเมตตาคุณ พระกรุณาคุณ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ครั้งที่ 1 ความสุขในพระพุทธศาสนา ครั้งที่ 2 สัตบุษ พุทธชาด ครั้งที่ 3 บุปผชาติพิไล น้อมถวาย ครั้งที่ 4 พวงมาลาน้อมสำนึก ครั้งที่ 5 มาลี วิวัตร ครั้งที่ 6 พานพุ่มน้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ

โดยคณาจารย์และนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ มทร. ธัญบุรี ประดิษฐ์พานพุ่มน้อมรำลึกในพระเมตตาคุณ พระกรุณาคุณ เนื่องในวาระครบ 102 ปี นับแต่ประสูติกาล และครบ 2 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์

“วินัย ตาระเวช” อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า พานพุ่มดอกไม้ประดิษฐ์ ความสูงขนาด 3 เมตร มีความหมายแทนพระรัตนตรัย คือแก้วอันประเสริฐสามประการ และเป็นเลขวันประสูติในสมเด็จพระสังฆราช ความกว้างพานพุ่ม 121 เซนติเมตร มีความหมายแทนพระชันษา 100 ปี กับ 21 วัน ที่ทรงเป็นหลักชัยในพระพุทธศาสนา รูปแบบของพานพุ่มเป็นรูปดอกบัวสัญลักษณ์แทนพระพุทธศาสนามาตั้งแต่อดีต ฐานของพานพุ่มจัดทำเป็นรูปกลีบบัวคว่ำ บัวหงาย เรียงชิดติดกันเป็นสัญลักษณ์แทนความเคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่มีต่อพระองค์ท่าน

ตรงกลางพุ่มประดับอักษรพระนาม “ญ ส ส” แวดล้อมด้วยดอกไม้สีขาวฟ้าอันเป็นสัญลักษณ์แทนพระจริยวัตรที่สะอาด บริสุทธิ์ ประเสริฐ และสีฟ้าเป็นสีประจำวันศุกร์ซึ่งเป็นวันประสูติในพระองค์ ยอดพุ่มประดิษฐ์เป็นกลีบบัวคว่ำ บัวหงายเรียงชิดติดกันเป็นฐานเหนือบัวเป็นรูปช้างอันมีความหมายแทนพระสกุล “คชวัตร” บนเศียรช้างมีพานพุ่มสักการะเป็นสัญลักษณ์แห่งการบูชาเนื่องในโอกาสพิเศษยิ่ง ซึ่งใช้ระยะเวลา 1 เดือน ในการประดิษฐ์ ใช้วัสดุอุปกรณ์เป็นกลีบดอกไม้ประดิษฐ์และประกอบตกแต่งด้วย เพชร ลูกปัด กากเพชร รวม 3 ล้านชิ้น

“เฟรม” อดิศักดิ์ ดิษฐ์เจริญ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 (หลักสูตรต่อเนื่อง) เล่าว่า ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อระลึกน้อมรำลึกในพระเมตตาคุณ พระกรุณาคุณ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องจากได้มีโอกาสช่วยอาจารย์จัดดอกไม้หน้าพระโกศ และช่วยรังสรรค์พวงมาลาเมื่อวาระครบ 1 ปีสิ้นพระชนม์ ทุกครั้งที่ได้เข้ามาในวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นสิ่งที่ภูมิใจมาก ได้ช่วยงานวัด และช่วยอาจารย์จัดดอกไม้ น้อยคนที่จะได้ทำแบบนี้ แต่ละครั้งอาจารย์จะมีแนวคิดที่แตกต่างออกไป จะได้เทคนิคความรู้กลับไปทุกครั้ง เช่นครั้งนี้ ได้รับความรู้ในส่วนของการไล่สี ย้อมสีของกลีบดอกไม้ ทุกครั้งที่ช่วยงานอาจารย์ จะตั้งใจและมีสติกับงานนั้น

“นภ” นภดล เอกบัว นักศึกษาชั้นปีที่ 3 (หลักสูตรต่อเนื่อง) เล่าว่า รับผิดชอบในส่วนของประดิษฐ์กลีบดอกไม้ตรงอักษรพระนาม “ญ ส ส” ถือเป็นจุดเด่นของพานพุ่ม โดยดอกไม้ประดิษฐ์ประดับด้วยเพชร กากเพชร ทุกครั้งที่มีงาน ช่วยงานอาจารย์ทุกครั้ง เพราะว่า งานของอาจารย์เป็นงานที่ต้องอาศัยความละเอียด ต้องมีความอดทนกว่าที่จะประดิษฐ์พานพุ่มขึ้นมาได้ ต้องช่วยกันเรียงกลีบ ไล่สี ภูมิใจที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมถวายสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ท่านทรงมีพระเมตตา พระกรุณา ระหว่างที่จัดดอกไม้ที่วัด ได้มีโอกาสอ่านหนังสือคำสั่งสอนของท่าน ซึ่งคำสอนเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องจริง ที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้

“บีม” ชลิตา ทองอ่อน นักศึกษาชั้นปีที่ 3 เล่าว่า ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในงานนี้ เป็นเกียรติกับครอบครัวตนเอง นำความรู้ที่ได้เรียนมาใช้ในงานจริง หน้าที่ของชาวพุทธที่ดี ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยอาจารย์ เพื่อน้อมรำลึกในพระเมตตาคุณ พระกรุณาคุณ เนื่องในวาระครบ 102 ปีนับแต่ประสูติกาล และครบ 2 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ และได้รับความรู้ฝึกงานฝีมือเทคนิคใหม่ๆ

เฟรชชี่ “แหนม” ดนัย คำนิล เล่าว่า เป็นงานใหญ่งานแรกที่ได้เข้าร่วมกับทางสาขาวิชา โดยมีหน้าที่เย็บคอม้า เย็บกระทง และเอาใบไม้ประดิษฐ์มาทำเป็นดอกจำปี ภูมิใจที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ ได้มีโอกาสได้ทำถือว่าเป็นเกียรติกับครอบครัว สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นพระที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระกรุณา ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชนคนไทยที่ได้ร่วมระลึกถึงพระองค์ท่าน

ไทยเล็งตลาดหนังอาเซียนชิมลางนานาชาติโตเกียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151118/217092.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน 2558
ไทยเล็งตลาดหนังอาเซียนชิมลางนานาชาติโตเกียว

ไทยเล็งตลาดหนังอาเซียนชิมลางนานาชาติโตเกียว : สุพินดา ณ มหาไชยรายงาน

          ในงาน เจแปน คอนเทสต์ โชว์เคส 2015 หรืองานตลาดอุตสาหกรรมสารัตถะญี่ปุ่น และ งานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ครั้งที่ 28 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรมของไทยได้เจรจากับกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) และผู้บริหารกองทุนคูล เจแปน ฟันด์ ของญี่ปุ่น เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในนโยบายคูล เจแปน ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นอัดฉีดเงินกว่า 3.75 หมื่นล้านเยน เข้ากองทุนดังกล่าว สำหรับจัดทำสื่อในรูปแบบต่างๆ เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมญี่ปุ่นในต่างประเทศ

นี่เป็น ผลประโยชน์ติดมือกลับบ้าน ที่ได้จากการเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ ยังไม่รวมถึงการที่ภาพยนตร์เรื่อง มหาสมุทรกับสุสาน Island and The Funeral โดย พิมพกา ตีระ  ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมสนับสนุนงบประมาณในการสร้าง คว้ารางวัล เบสต์ อาเซียน ฟิล์ม อวอร์ดส จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ทั้งหมดนี้จะมีผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสารัตถะในไทย ซึ่งนั่นเป็นเป้าหมายแท้จริงของการที่กระทรวงวัฒนธรรมส่งเสริมให้ผู้สร้างภาพยนตร์ไทยเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติในประเทศต่างๆ

งานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว เป็น 1 ใน 3 เทศกาลภาพยนตร์ของอาเซียนที่กระทรวงวัฒนธรรมสนับสนุนให้เอกชนผู้สร้างภาพยนตร์ในไทยเข้าร่วม นั่น คือ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฮ่องกง โดยฮ่องกงเป็นตลาดใหญ่สุดของภูมิภาคนี้

โดยปกติ ก่อนที่เทศกาลภาพยนตร์จะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ จะเปิดตัวด้วยตลาดขายหนัง ผู้สร้างภาพยนตร์จากประเทศต่างๆ จะคัดเลือก ภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือ เปิดตัวคาแรกเตอร์ใหม่เพื่อหาผู้ร่วมทุนสร้าง ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว และภาพยนตร์แอนิเมชั่นหลายเรื่องของญี่ปุ่นเปิดตัวคาแรกเตอร์ใหม่ที่น่าสนใจเพื่อหาผู้อุปการคุณ

ในส่วนของประเทศไทย กระทรวงวัฒนธรรมจองบูธ ให้ผู้สร้างภาพยนตร์ไทยนำของ ไปขายเช่นกัน โดยในปีนี้บริษัท จีเอ็มเอ็ม ไท หับ จำกัด หรือ จีทีเอช(ปิด) และบริษัท พระเกศฟิล์ม จำกัด ตอบรับไปออกบูธกับกระทรวงวัฒนธรรม ขณะที่ขาใหญ่อย่างสหมงคลฟิล์มไปออกบูธเอง พร้อมนำหนังดังอย่าง อาบัติ ไปวางขาย ขณะเดียวกัน ก็มีผู้ซื้อจากไทยไปช็อปปิ้งภาพยนตร์และหนังถึง 38 ราย ส่วนใหญ่เป็นทีวีดิจิทัลไปช็อปปิ้งคอนเทนต์มาใส่ในช่องของตัวเอง

ขาประจำ ที่จับจองพื้นที่มหาศาลในเทศกาลภาพยนตร์เกือบทุกงาน คือ อุตสาหกรรมภาพยนตร์จากเกาหลี ซึ่งมักจะควงคู่ไปกับ Kofic หน่วยงานรัฐบาลที่ทำหน้าที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่มาพร้อมบริการแบบวันสต็อปเซอร์วิส ให้บริการเกี่ยวกับการจัดหาโลเกชั่น และบริการอื่นๆ อุปกรณ์สำหรับถ่ายทำภาพยนตร์ในเกาหลีใต้ด้วย

วิมลลักษณ์ ชูชาติ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม และรักษาการรองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าคณะของกระทรวงวัฒนธรรมเข้าร่วมงาน เจแปน คอนเทนต์ โชว์เคส 2015 บอกว่า แต่ละประเทศให้ความสำคัญกับเทศกาลภาพยนตร์มาก เพราะไม่ได้หมายถึงการขายภาพยนตร์อย่างเดียวเท่านั้น แต่เชื่อมโยงกับการขายโลเกชั่น และบริการด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ แน่นอนกองถ่ายจากต่างประเทศ ต้องมาเช่าอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ และใช้บริการจากบริษัทในท้องถิ่น ทั้งหมดนี้ สามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศมหาศาล

ไม่ได้เฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมภาพยนตร์เท่านั้นที่ได้ประโยชน์ แต่ ภาพยนตร์ ยังมีผลต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวในประเทศด้วย ญี่ปุ่นกับนโยบายคูล เจแปน เป็นหลักฐานชี้แจงความจริงนี้ได้เป็นอย่างดี ระยะหลัง ญี่ปุ่นถูกเกาหลีใต้แย่งพื้นที่ไปหลายอย่าง กระแสเคป๊อปทำให้ยอดส่งออกสินค้าเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าทางวัฒนธรรม เช่น อาหาร นำท่องเที่ยวมาทัวร์ตามรอยซีรีส์ดัง ขณะที่ยอดขายสินค้าทางวัฒนธรรมญี่ปุ่นลดลง

รัฐบาลญี่ปุ่น จึงจัดตั้งกองทุน “คูล เจแปน ฟันด์” ซึ่งมาพร้อมนโยบาย “คูล เจแปน” เป็นส่วนหนึ่งของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยใช้อุตสาหกรรมภาพยนตร์และสารัตถะเพื่อเผยแพร่ความนิยมญี่ปุ่นในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการส่งออกสินค้าทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น โดยตั้งเป้าหมายสำคัญๆ เช่น เพิ่มยอดการส่งออกอาหารญี่ปุ่นเป็น 1 ล้านล้านเยนต่อปีภายในปี 2563 ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดสรรเงินให้กว่า 3.75 หมื่นล้านเยนเข้ากองทุนดังกล่าว ที่สำคัญ กองทุนเปิดรับภาคเอกชนและหน่วยงานเข้าร่วมโครงการในลักษณะร่วมทุนเพื่อทำงานเผยแพร่วัฒนธรรมญี่ปุ่นไปประเทศต่างๆ

วิมลลักษณ์ บอกว่า ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่โตเกียว กระทรวงวัฒนธรรมได้มีโอกาสหารือกับผู้บริหารกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น และผู้บริหารกองทุน “คูล เจแปน ฟันด์” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ร่วมโครงการกับกองทุน “คูล เจแปน ฟันด์” โดยร่วมกับผู้ประกอบการญี่ปุ่น ทำรายการเผยแพร่วัฒนธรรมญี่ปุ่นออกอากาศในไทย ขณะเดียวกันอาจมีการผสมผสานการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยไปในตัวด้วย ทั้งนี้ จากการหารือเบื้องต้นมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลไทยจะเจรจาทำความตกลง(เอ็มโอยู)กับรัฐบาลญี่ปุ่นในเรื่องนี้

วิมลลักษณ์ ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่กระทรวงวัฒนธรรมดำเนินการทั้งหมด ก็เพื่อสร้างอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยและอุตสาหกรรมสารัตถะในไทยให้เข้มแข็ง ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อตัวอุตสาหกรรมภาพยนตร์เท่านั้น ยังนำรายได้เข้าสู่ประเทศเพิ่มขึ้นในอีกหลายทาง ทั้งการขายตัวหนังเอง หรือการท่องเที่ยว การส่งออกสินค้าทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะเมื่อเรากำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หนังอาเซียน จะมาเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจของไทย อยากให้ไทย เป็นพี่ใหญ่ของตลาดนี้

 

นักวิจัยคาดอีก5ปีมีวัคซีน‘ไข้เลือดออก’ทุกสายพันธุ์เข็มเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151117/217073.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2558
นักวิจัยคาดอีก5ปีมีวัคซีน‘ไข้เลือดออก’ทุกสายพันธุ์เข็มเดียว

นักวิจัยคาดอีก5ปีมีวัคซีน‘ไข้เลือดออก’ทุกสายพันธุ์ในเข็มเดียว ขณะที่สกว.ชูผลงานวิจัยเชิงพื้นที่‘ลานสกาโมเดล’ระบบเฝ้าระวัง

           เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2558 ศ.นพ.สุธี ยกส้าน หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาวัคซีน สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ว่า ที่มหาวิทยาลัยมหิดลพัฒนาเมื่อปี 2552 แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่มีกำลังผลิตในภาคอุตสาหกรรมจึงได้มอบสิทธิในการผลิตภาคอุสาหกรรมให้กับบริษัทในประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้สำหรับวัคซีนดังกล่าวเป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ เมื่อฉีดเข้าไปแล้วไม่ได้ก่อโรค แต่จะไปกระตุ้นให้ร่างกายเกิดภูมิคุ้มกัน ขณะนี้ผ่านการทดลองในลิงแล้วพบว่ามีประสิทธิภาพดี สามารถสร้างภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสเดงกี่ได้ 100% ในทุกสายพันธุ์ ภายในเข็มเดียว โดยคุ้มกันจะเกิดขึ้นภายใน 14 – 28 วัน และมีภูมิคุ้มกันยาวนานประมาณ 5-10 ปี

“ขณะนี้อยู่ระหว่างการวิจัยในคน เริ่มดำเนินการในปี 2559 โดยแบ่งออกเป็น 3 เฟส คือ เฟสแรกจะทดลองในเทศออสเตรเลีย กลุ่มตัวอย่าง 20-50 คน ใช้เวลา 1 ปี เฟสที่ 2 ทดลองฉีดในคนไทย เพราะมีการระบาดของโรคไข้เลือดออกมาตลอด โดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 100-400 คน ใช้เวลาในการศึกษา 2 ปี และเฟสที่ 3 ดำเนินการในประเทศไทยเช่นเดียวกัน โดยมีประชากรกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 5,000 คนขึ้นไป ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี จึงคาดว่าน่าเสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้ในอีก 5 ปีข้างหน้า”นพ.สุธี กล่าว

ด้านรศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ขณะนี้อาการโดยรวมของปอ ทฤษฎี ยังเหมือนเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 ส่วนที่ผ่านมาโรงพยาบาลมีการให้รายละเอียดของอาการเกี่ยวกับปอด ไต หัวใจแต่ไม่ได้กล่าวถึงอาการของสมอง เนื่องจากประเมิน 100 % ไม่ได้เพราะมีการให้ยา แต่จากการตรวจไม่พบร่องรอยว่ามีอาการสมองบวม จึงไม่ได้ให้ข้อมูลในส่วนนี้ อย่างไรก็ตาม หากมีข้อมูลที่สำคัญโรงพยาบาลจะให้รายละเอียดต่อไป
 สกว.ชูผลงานวิจัยเชิงพื้นที่‘ลานสกาโมเดล’ระบบเฝ้าระวัง

ขณะที่ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา รองผู้อำนวยการ หน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area-Based Collaborative Research) สกว. กล่าวว่าเป็นที่ทราบดีถึงสถานการณ์การระบาดของไข้เลือดออกปีนี้อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง ปัจจุบันไทยมีผู้ป่วยถึงแสนกว่ารายและมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้กว่าร้อยคน โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคใต้ ซึ่งเราจะเห็นได้จากข่าวจากสื่อตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา การป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการยับยั้งการระบาดนี้ โดยเฉพาะการป้องกันและดูแลโดยชุมชนเอง ผลงานวิจัยเรื่อง “รูปแบบการแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืนในพื้นที่เสี่ยงสูงและต่ำจังหวัดนครศรีธรรมราช” เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สกว. และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ต้องการสนับสนุนให้เกิดงานวิจัยที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่สำคัญของพื้นที่ ร่วมกับการทำงานกับกลไกและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติการที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยที่งานวิจัยเสร็จสิ้นแล้ว กลไกและภาคีในพื้นที่ก็สามารถดำเนินงานแก้ไขปัญหาของตนเองได้

ด้านรศ.ดร.จรวย สุวรรณบำรุง นักวิจัยจากสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์กล่าวว่าอ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช เป็นอำเภอที่มีอัตราการป่วยด้วยไข้เลือดออกซ้ำๆในบรรดา 23 อำเภอของจังหวัด โดยสถิตการป่วยโรคนี้ย้อนหลัง 5 ปี (2552 – 2556) สูงกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดคือมากกว่า 50 รายต่อประชากร 1 แสนคนเมื่อมีการทำวิจัยโดยการพัฒนารูปแบบการแก้ไขปัญหาโรคนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน รวมทั้งดำเนินการเฝ้าระวังดัชนีลูกน้ำยุงลายโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ร่วมกับการดำเนินการในภาคครัวเรือน พบว่าอัตราการป่วยลดลงในปี 2557 และไม่พบอัตราการตาย การวิจัยครั้งนี้ทำให้ได้ข้อค้นพบว่า เราสามารถสร้างนวัตกรรมในการประเมินพื้นที่เสี่ยงสูงและต่ำระดับหมู่บ้าน ทำให้รู้แต่ละหมู่บ้านมีความเสี่ยงอยู่ในระดับใด เกิดรูปแบบก่ารแก้ไขปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างเป็นระบบตั้งแต่ครัวเรือนถึงภาพรวมของอำเภอ โดยมี อสม.เป็นกลุ่มที่ดูแลเข้าถึงทุกครัวเรือน มีการเก็บข้อมูลดัชนีลูกน้ำยุงลายทุกๆวันที่ 25 ของเดือน เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปคำนวณ ประชุมวางแผนอาจกล่าวได้ว่า ผลงานวิจัยชิ้นนี้มีส่วนกระตุ้นให้แกนนำชุมชน อสม. ตื่นตัวที่จะเรียนรู้เรื่องโรคไข้เลือดออกและการเฝ้าระวังดัชนีลูกน้ำยุงมากขึ้น ประชาชนมีส่วนร่วมครอบคลุมทั้งอำเภอ มีนวัตกรรมเกณฑ์การประเมินหมู่บ้านเสี่ยงสมรรถนะชุมชนและรูปแบบการแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกของพื้นที่เสี่ยงสูงรวมถึงในส่วนของโปรแกรมดัชนีลูกน้ำยุงลายนั้นสามารถนำไปถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่พื้นที่อื่นๆได้