สะกดจิต…หยุดเครียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151124/217391.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2558
สะกดจิต...หยุดเครียด

สะกดจิต…หยุดเครียด : กมลทิพย์ ใบเงินรายงาน

            เครียดๆๆๆ ภัยร้ายคุกคามการดำรงชีวิตของมนุษย์ มักจะเกิดขึ้นได้ในทุกเพศ ทุกวัย ด้วยสภาพแวดล้อมในปัจจุบันส่งผลให้ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย อาทิ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสุขภาพ ปัญหาครอบครัว ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการเรียน ปัญหาในการทำงาน ฯลฯ ซึ่งทำให้ประชาชนเกิดความเครียดเพิ่มขึ้น และทำให้เกิด “ภาวะซึมเศร้า” หรือ “คิดสั้นฆ่าตัวตาย” ได้

“ทุกปัญหามีทางออก” อาจารย์แซม สะกดจิต หรือ นายแสนชัย เวสารัชตระกูลอายุ 52 ปี เล่าว่า สำเร็จการรศึกษาจากโรงเรียนสารวิทยา, อุเทนถวาย, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศ เป็นแชมป์สุดยอดแฟนพันธุ์แท้โฆษณา ทำงานอยู่ในวงการโฆษณามา 25 ปี ตลอดระยะเวลา 25 ปีนั้นทำงานอยู่ในบริษัทโฆษณาระดับท็อป 5 ของโลก ตลอดชีวิตการทำงานนั้นทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้านมีทุกอย่างที่ต้องการ แต่สิ่งที่ชีวิตขาดหายไปคือ “ความสุข”

“ผมตัดสินใจลาออก เพื่อไปศึกษาทุกศาสนาบนโลกใบนี้ จนมาพบการสะกดจิตรักษาโรค ซึ่งนับว่าเป็นการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และได้เดินทางไปเรียนวิชาสะกดจิตหลากหลายประเทศ อาทิ ปรับจนเหมาะเข้ากับคนไทย รักษาในโรงพยาบาลมาแล้วกว่า 8 ปี ได้รักษาคนไข้มา 3,000 กว่าคน พบว่าจริงๆ แล้วคนไข้ 3,000 กว่าคนนั้นมีโรคเครียดอยู่ไม่เกิน 30 ประเภท อาทิ ความกังวล ความกลัว ความเครียด เป็นต้น” อ.แซม ระบุ

อ.แซม เล่าอีกว่า อาการอันดับหนึ่งของคนไข้ที่เข้ารักษาคือ อาการนอนไม่หลับ จริงๆ แล้วถ้าเรารู้กระบวนการของจิตใจเรา ก็จะจัดการรับมือกับความเครียดได้ คนเรามี 2 คนอยู่ในร่างเดียวกัน คนหนึ่งคือจิตสำนึกและอีกคนหนึ่งจิตใต้สำนึก จิตใต้สำนึกจะคอยย้ำอยู่ตลอดเวลาว่าเรากลัวอะไร เช่น กลัวความสูง ความสูงไม่ดี ความสูงน่ากลัว ความสูงตกลงมาแล้วเจ็บ ทำให้เรามีความกลัวซ่อนอยู่ตลอดเวลา

“ตลอดเวลาที่รักษาคนไข้อยู่โรงพยาบาลมา 8 ปีนั้น ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนัก จนกระทั่งผมมีโอกาสได้มารักษาโรคกลัวความสูงให้คุณกนก รัตน์วงศ์สกุล คนข่าวเนชั่นทีวี ผมช่วยทำให้คุณกนก สามารถที่จะขึ้นเครื่องบิน และสามารถบินไประยะทางไกลๆ เช่น ต่างประเทศได้ และสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้มากยิ่งขึ้น” อ.แซม กล่าว

อ.แซม กล่าอีกว่า ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีโอกาสได้รักษาโรคเจ้าสาวที่กลัวฝนให้แก่ ดร.บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี จนทำให้ ดร.บุ๋มกล้าที่จะแต่งงานและเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่เป็นรอบที่สองได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง ณ ตอนนี้นับว่าชีวิตมีความสุขมากพอแล้ว กำลังวางแผนเเล่นเรือใบเดินทางรอบโลก และวางแผนเกษียณด้วยการสร้างลูกศิษย์ปีละไม่กี่คน เพื่อหวังว่าจะช่วยแบ่งเบาความเครียดของคนไทยให้ลดลงบ้างไม่มากก็น้อย

ส่วนขั้นตอนการรักษาอาการเครียดนั้น อ.แซม เผยสั้นๆ ว่า จะมีอุปกรณ์ช่วย เช่น ระฆังและกลองจะถูกบรรเลงเพื่อให้ผู้เข้ารับการรักษาอาการเครียด “จิตเปิด” ก็จะเข้าสู่กระบวนการสะกดจิตรักษาและเร็วๆ นี้จะมีการรักษาอาการเครียดหรือเรียกว่า “สะกดจิตหมู่” เป็นครั้งแรก จากเดิมในการรักษาแต่ละวันจะดูแลคนไข้ได้วันละ 1-2 คนเท่านั้น

หากใครมีอาการเครียด  หรือเริ่มรู้สึกว่าไม่มีความสุขในชีวิต ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้ารับการอบรม “Creative Thinking&Hypnosis” การจัดการความเครียดแบบใหม่พร้อมรับการสะกดจิตรักษา จัดระเบียบจิตปรับชีวิต ให้สมดุลและมีความสุข โดย อ.แซม (แสนชัย เวชสารัชตระกูล) ผู้มีประสบการณ์สะกดจิตมากว่า 8 ปี รักษาคนไข้มาแล้วกว่า 3,000 คน ผู้เข้ารับการอบรม จะได้รับคำแนะนำวิธีสะกดจิตได้สำนึกด้วยลูกบอลสะกดจิต

การอบรม สะกดจิต…หยุดเครียด จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2558 ณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ รัชดาฯ  ท่านใดสนใจ สามารถสมัครเข้ารับการอบรมได้ที่ บริษัท โอเค แมส จำกัด หรือโทร.0-2618-7781-4 หรือติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ได้ที่ โทร.08-2250-0740 (นงลักษณ์  จันทโสภณ) หรือ โทร.08-3635-7010 (กันตินันท์ สุดจิตร)

พลังเกษตรเจ้าคุณฯสจล.พลิกฟื้นร้าน’ตำนานมีชีวิต’และชมรมนศ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151124/217393.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2558
พลังเกษตรเจ้าคุณฯสจล.พลิกฟื้นร้าน'ตำนานมีชีวิต'และชมรมนศ.

พลังเกษตรเจ้าคุณฯสจล.พลิกฟื้นร้าน’ตำนานมีชีวิต’และชมรมนศ. : ศิษย์เก่าเกษตรเจ้าคุณฯ สจล.เรื่อง/ภาพ

            กว่า 50 ปี ที่ร้านริมทางหน้าคณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ได้เปิดจำหน่ายกาแฟ อาหารและเครื่องดื่ม รู้จักในชื่อ “ร้านพี่จิ๊บ” หรือ “ร้านเจ๊จิ๊บเชิงสะพาน” ปีนี้สภาพร้านอาจทรุดโทรมไม่เหมือนในอดีต แต่ร้านก็ยังเป็นขวัญใจเด็กเกษตรทุกยุคทุกสมัย พื้นที่ติดกันเป็นที่ตั้งของชมรม/ชุมนุมคณะเกษตร ใช้เป็นที่ทำกิจกรรมต่างๆ ของนักศึกษา มีชมรมพืชสวนประดับ ชุมนุมสัตวบาล ชุมนุมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชุมนุมกีฏ และชุมนุมเทคนิคเกษตร

ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ สจล.จัดงานพระราชทานปริญญาบัตรแยกจากพระจอมเกล้าอื่นๆ มาใช้สถานที่ที่หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) เป็นหอประชุมใหม่ตั้งอยู่ในพื้นที่คณะเทคโนโลยีการเกษตร งานพระราชทานปริญญาบัตร จัดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 มีจำนวนบัณฑิต มหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต รวม 5,532 คน การจัดเตรียมสถานที่ทั้งด้านในหอประชุมและบริเวณรอบสถาบันได้วางแผนดำเนินการล่วงหน้าหลายเดือน…สิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อนคือ สจล.ต้องการปรับพื้นที่ด้านหน้าหอประชุม ซึ่งเป็นพื้นที่ของร้านพี่จิ๊บชมรมและชุมนุมที่่อยู่มาไม่ต่ำกว่า 40 ปี ต้องย้ายไปตั้งบริเวณอื่น!

ต่อมาชมรมและชุมนุมต่างๆ พร้อมทั้งศิษย์เก่า ได้ร้องขอให้สถาบันเห็นความสำคัญของการใช้พื้นที่ในการฝึกทักษะวิชาชีพด้านการเกษตร ซึ่งศิษย์เก่าใช้พื้นที่นี้ในการทำกิจกรรมเชิงวิชาชีพ จนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์มากว่า 40 ปี และอยากรักษาพื้นที่ให้รุ่นน้องได้มีโอกาสใช้เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพเช่นในอดีต จึงเสนอสถาบันว่าจะร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่ให้สวยงามเพื่อทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ได้…ในที่สุด “ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” อธิการบดี สจล.เห็นชอบที่จะให้ชมรมและชุมนุมยังคงใช้พื้นที่เดิมภายใต้เงื่อนไขว่าต้องพัฒนาพื้นที่ให้สวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อยแต่กรณีร้านพี่จิ๊บ ร้านค้าหน้าคณะ เป็นคนละเรื่องกับเรื่องกิจกรรมนักศึกษาที่ สจล.จะสนับสนุนและเห็นชอบโดยง่าย
ร้านพี่จิ๊บในอดีต

น.ส.สุภาพ ชัยลิขิตเจริญ หรือพี่จิ๊บ ปัจจุบันอายุ 68 ปี ได้เปิดร้านขายเครื่องดื่มและอาหารในบริเวณเชิงสะพานหน้าคณะเกษตรมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2511 สจล.ยุคนั้นยังเป็น “โรงเรียนเกษตรกรรม” ขายของร่วมกับน้องสาวอีก 2 คน คือ  น.ส.ภัทรา ชัยลิขิตเจริญ หรือพี่แจ๋ว และ น.ส.น้อย ชัยลิขิตเจริญ หรือพี่น้อย พี่จิ๊บมีลักษณะเฉพาะของคนสมัยก่อนคือกินหมากจนปากแดงและใส่ผ้าถุง มีสโลแกนประจำตัวว่า “เขียว ขาว เหลือง ชีวิตบากบั่น” ตามสีของคณะเกษตร พี่จิ๊บเสียงดัง แต่ใจดีและจริงใจ เหมือนญาติ เหมือนพี่สาว ขายของแบบครอบครัว กาแฟ ข้าวแกงราคาถูก ใครรายได้น้อยก็มาฝากท้องไว้ที่นี่ ใครไม่มีเงินก็กินเซ็นไว้ได้ บางครั้งก็ให้กินฟรี ใครเข้าร้านก็จะบอกว่า “อยากกินอะไรก็หยิบเอา” คนกินจ่ายเงินครบบ้างไม่ครบบ้าง เวลาเห็นนักศึกษาเกษตรเดินข้างถนนจะตะโกนบอกให้รีบไปเรียนเร็วๆ ความจำดี จำศิษย์เก่าได้หมดทุกรุ่นยิ่งกว่าหนังสือรุ่นหรือหนังสือบันทึกประวัติ เป็นตำนาน เป็นอัตลักษณ์ เป็นสายสัมพันธ์และศูนย์รวมจิตใจของเกษตรเชื่อมศิษย์เก่าทุกรุ่น ใครไปใครมา ไม่เจอคณบดีไม่เป็นไร แต่ต้องไปเจอพี่จิ๊บ !!!!

วันที่ 24 กันยายน 2558 พี่จิ๊บได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ให้ไปพบผู้บริหาร สจล. ด้วยความกลัว พี่จิ๊บโทรศัพท์เล่าความทุกข์กับศิษย์เก่าคณะเกษตร ภายในวันเดียวกันข่าวแพร่สะพัดในเฟซบุ๊ก เพจเกษตรเจ้าคุณฯ ซึ่งตอนนั้นมีสมาชิก 3,200 คน มีศิษย์เก่าเข้ามาแสดงความเห็นนับร้อยด้วยข้อความห่วงใย พูดคุยเรื่องความเมตตาของพี่จิ๊บที่มีต่อเด็กที่มีรายได้น้อย และเรื่องสัญลักษณ์เกษตรที่กำลังจะหายไป รวมทั้งระดมความคิดเพื่อให้ร้านพี่จิ๊บยังคงอยู่

พี่จิ๊บได้บอกถึงความรู้สึกกับศิษย์เก่าในวันนั้นว่า “รู้สึกเสียใจมากอยากขายของให้เด็กเกษตรไปเรื่อยๆ นักศึกษาเกษตรก็เหมือนลูกหลาน พี่จิ๊บอายุมากแล้วขายของตรงนี้มาเกือบ 50 ปี ถ้าไม่ขายของตรงนี้ก็ไม่รู้ว่าจะทำมาหากินอะไร ไม่มีความรู้จะไปทำอย่างอื่น ขอความเมตตา สจล.ให้ทำมาหากินที่เดิม”

ภายในเวลาไม่กี่วันที่ศิษย์เก่าระดมความคิดเห็นแและได้ข้อสรุปว่าควรจะขอต่อรองกับผู้บริหาร สจล.ให้ใช้วิธีการปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม โดยศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันทั้ง 44 รุ่น ภายใต้การนำของ “หอมจันทร์ อินทรบุตร” สนับสนุนเงินและแรงงานในการปรับปรุงร้านของพี่จิ๊บ มีอาจารย์ที่เกษียณอายุราชการไปแล้วเป็นที่ปรึกษาและมีศิษย์เก่ารุ่น 10, 11 และ 16 เป็นผู้นำในการปรับปรุงร้าน ศิษย์เก่ารุ่น 10 ซึ่งเป็นผู้นำที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือ ได้พูดถึงพี่จิ๊บว่า “พี่จิ๊บเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เกษตรเจ้าคุณฯ ทุกคนที่มาเรียนจะรู้จักพี่จิ๊บดี พี่จิ๊บช่วยคนมามากมาย วันนี้พี่จิ๊บเดือดร้อน ผมคงจะอยู่เฉยไม่ได้ ร้านพี่จิ๊บเป็นที่รวมของศิษย์เก่า พี่จิ๊บคือศูนย์รวมของเกษตรเจ้าคุณฯ”

การปรับปรุงร้านพี่จิ๊บ ชมรมและชุมนุมครั้งใหญ่เริ่มเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2558 ร้านพี่จิ๊บมียอดเงินบริจาคจากศิษย์เก่าเพื่อซื้อวัสดุปรับปรุงร้านหลายหมื่นบาท โดยแรงงานที่ใช้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน การพัฒนาพื้นที่วันนั้นทำพร้อมๆ ไปกับพื้นที่ของชมรมและชุมนุมทั้ง 5 ที่ มีมวลชนเกษตรเจ้าคุณฯ มากกว่า 400 คน ร่วมกันขนดิน 6 คันรถบรรทุก อิฐปูพื้นหลายพันก้อน ปลูกต้นไม้ แผ้วถางพื้นที่ วันเดียวกันนั้น มีเงินบริจาคหลั่งไหลไปที่ชมรมและชุมนุมต่างๆ อีกหลายหมื่นบาท ศิษย์เก่าที่มาช่วยส่วนหนึ่งมาเพราะความผูกพันที่มีต่อพี่จิ๊บ และที่สำคัญมาเพื่อพัฒนาชมรม/ชุมนุม เพราะต้องการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินของท่านเจ้าคุณทหารที่ผู้บริจาคที่ดินตั้ง สจล. และบุญคุณของคณะที่ให้วิชาชีพ ทุกคนร่วมมือกันอย่างไม่เห็นกับความเหน็ดเหนื่อย…วันนั้น รองอธิการบดีฝ่ายอาคารสถานที่และการจราจร ได้มาดูการพัฒนาพื้นที่ด้วยตัวเอง และเอ่ยปากว่า…“เรื่องการให้ย้ายสถานที่ น่าจะหาทางลงได้” !!!

จากร้านกาแฟเก่าทรุดโทรม ชมรม/ชุมนุมที่เกือบจะรกร้าง สภาพตอนนี้ไม่เหลือเค้าเดิมอีกแล้ว พื้นที่ตรงนี้กลายเป็น “แลนด์มาร์กแห่งใหม่” แหล่งรวมของนักศึกษามาใช้ชีวิตกันอย่างสนุกสนาน เป็นสถานที่สวยๆ สำหรับถ่ายรูปของบัณฑิตที่จะรับปริญญา เป็นพื้นที่ใช้ทำกิจกรรมเสริมทักษะอาชีพ หารายได้ ฝึกการจัดการ การบริหารธุรกิจเกษตร…ตลอด 2 เดือนของการพัฒนาพื้นที่ การรวมจิตรวมใจ รวมกำลังกาย กำลังทรัพย์ ทำงานทั้งวันทั้งคืนเป็นที่ประจักษ์ชัดให้ได้จารึกถึงความรัก ความสามัคคีและความหวัง เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม รุ่นน้องดีใจที่พี่เข้ามาช่วย รุ่นพี่ปลื้มใจที่ได้มีโอกาสช่วยจนงานสำเร็จ และจากนี้ไปก็จะได้คิดวางระบบการทำกิจกรรมเสริมวิชาชีพและดำรงวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันที่ดีของเกษตรเจ้าคุณฯ

ที่สำคัญ พี่จิ๊บ ณ ปัจจุบันหน้าตาสดใส หัวเราะร่วนกับศิษย์เก่าพร้อมกับใช้ผ้าซับน้ำหมาก ตะโกนเสียงสูงว่า “ขอบใจทุกคนนะ ไม่มีพวกเธอ ฉันก็ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน”

วันนี้ ร้านใหม่สวยงามของพี่จิ๊บยังคงอยู่เชิงสะพาน ขายอาหารราคาถูกหน้าคณะ และเป็นศูนย์รวมเกษตรเจ้าคุณฯ เช่นเดิม

ภตช.แฉ!ผอ.ร.ร.รีดเงินครุภัณฑ์สพฐ.806ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151123/217378.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2558
ภตช.แฉ!ผอ.ร.ร.รีดเงินครุภัณฑ์สพฐ.806ล้าน

ภตช.แฉ!ผอ.ร.ร.เรียกรับผลประโยชน์จัดซื้อจัดจ้าง ครุภัณฑ์สพฐ.มูลค่า 806 ล้าน จี้“รมว.ศธ.” ใช้อำนาจสั่ง“เลขาธิการกพฐ.”ให้“ผอ.เขตพื้นที่ฯ” ตั้งคกก.สอบข้อเท็จจริง

           23พ.ย.2558 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ กรรมการและเลขาธิการคณะกรรมการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของชาติ (ภตช.) เปิดเผย “คม ชัด ลึก” ว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากบริษัทและร้านค้าหลายแห่งในพื้นที่่จังหวัดขอนแก่น อุบลราชธานี นครราชสีมา พิษณุโลก อุตรดิตถ์ พัทลุง ชุมพร และจังหงัดอื่นๆ ว่าผู้บริหารโรงเรียนหรือบุคลากรที่ใกล้ชิดผู้บริหารร.ร.เรียกรับค่าคอรัปชั่น แถมบังคับให้บริษัทเอกชนหรือห้างร้านต้องจ่ายเงินก่อนร้อยละ 35 เพื่อแลกกับใบสั่งซื้อจากโรงเรียนโดยวิธีตกลงราคา เป็นช่องว่างให้ผู้บริหารร.ร.หรือคนใกล้ชิดหาผลประโยชน์จากเงินส่วนต่างจากร้านค้า ซึ่งร้านค้าเหล่านี้ทนไม่ไหว ที่ถูกข้าราชการบางรายเรียกรับผลประโยชน์จนลึมคำว่าจริยธรรมคุณธรรม และไม่คำถึงนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่ว่าประเทศไทยต้องบริหารงานด้วยความโปร่งใส ปราศจากการทุจริตคอรัปชั่น

“ร้านค้าร้องเรียนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)มาแก้ไขหรือสั่งการให้ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)สั่งให้ผู้บริหารทั้ง 225 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)ให้หามาตรการเข้าไปตรวจสอบ หรือตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อเอาผิดกับผู้บริหารร.ร. ที่เรียกรับผลประโยชน์จากการจัดซื้อครุภัณฑ์การศึกษาสพฐ. ปีงบปประมาณ 2559 จำนวน 806,782,500 บาท จากงบประมาณค่าครุภัณฑ์ทั้งหมด 1,241,285,000 บาท ในการจัดซื้อครุภัณฑ์จำนวน 10 รายการ ที่มีการเรียกรับผลประโยชน์ร้อยละ 35 คิดเป็นเงิน 282,373,875 บาท เพระาเกรงว่าร.ร.จะได้ครุภัณฑ์ด้อยคุณภาพครูและนักเรียนเสียโอกาส” เลขาธิการภตช.ระบุ

เลขาธิการ ภตช.กล่าวอีกว่า  การจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์ฯสพฐ. งบประมาณไม่เกิน 500,000 บาท เป็นไปตามนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐเร่งใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ผู้บริหารร.ร.มีอำนาจในการดำเนินการได้ทันที่  ทำให้ผอ.ร.ร.บางแห่งฉกฉวยโอกาสเรียกรับเงินจากร้าค้า  ซึ่งในอดีตมีการเรียนรับผลประโยชน์วงเงินร้อยละ 10 อยากวิงวอนรมว.ศธ.มาแลแลไม่ละสายตาเพราะเป็นการทำลายการศึกษาชาติ

ด้าน นายการุณ  สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการกพฐ.) ในฐานะที่กำกับดูแลสถานศึกษาศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)กล่าวในเรื่องเดียวกันนี้ว่า ตนขอเวลาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ก่อน  ถึงจะสามารถตอบได้ว่าขั้นตอนต่อไปจะต้องทำอย่างไร

ปฏิรูปประกันสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151123/217337.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2558
ปฏิรูปประกันสังคม

ปฏิรูปประกันสังคม : แวดวงแรงงาน

           *เมื่อ 5 พ.ย. 58 ที่ผ่านมา คสช.มีคำสั่ง ที่ 40/2558 ใช้อำนาจมาตรา 44 ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ 3 ชุด โดยจุดเน้น พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กล่าวในวันมอบนโยบายการปฏิบัติงานของสำนักประกันสังคม (สปส.) และการได้มาของคณะกรรมการประกันสังคม และที่ปรึกษาคณะกรรมการประกันสังคม คณะกรรมการการแพทย์ และคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ขอสรุปสาระสำคัญเล่าสู่กันฟัง นะครับ…

*การประกันสังคมเป็นหลักประกันชีวิตที่สำคัญสำหรับนายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ประกันตน ทั้งงานด้านบริการ และสิทธิประโยชน์ เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการประกันสังคม การดำเนินงานใดที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของนายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ประกันตน จำเป็นต้องปรับปรุงและแก้ไขอย่างเร่งด่วน ดังนั้น การปฏิรูประบบงานประกันสังคม งานกองทุนเงินทดแทน และสำนักงานประกันสังคม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งจัดระบบ และจัดการบริหารงานให้เกิดความโปร่งใส

*โดย เร่งรัดการปฏิรูประบบประกันสังคม ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้มีธรรมาภิบาล เป็นที่เชื่อถือและไว้วางใจ ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ประกันตนเร่งรัดการปฏิรูปกองทุนเงินทดแทน โดยระบบการบริหารจัดการกองทุนเงินทดแทนใหม่ให้ทันสมัยคล่องตัวด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ปฏิรูประบบการให้บริการทางการแพทย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการให้บริการ โดยการบูรณาการด้านบริการทางการแพทย์ เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่พึ่งพาการบริการทางการแพทย์ภาครัฐ ออกแบบแนวทางในการให้บริการประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึง ให้ทุกคนได้มีสิทธิเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างเท่าเทียม มีคุณภาพ ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ปฏิรูปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการทั้ง 3 ชุด ทำงานโดยสุจริต เที่ยงธรรม ไม่แสวงหาผลประโยชน์อื่นใด จากสำนักงานประกันสังคม ให้สมกับที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ความไว้วางใจ

*อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นการกำหนดให้คณะกรรมการประกันสังคมมาจากการเลือกตั้งตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกำหนด ขณะนี้ ระเบียบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง อยู่ระหว่างการดำเนินการในขั้นตอนของการยกร่างกฎหมาย ดังนั้น การใช้อำนาจตามมาตรา 44 มิได้เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม และที่ปรึกษาคณะกรรมการประกันสังคม คณะกรรมการการแพทย์ และคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนแต่อย่างใดครับ

เปลี่ยนชีวิตด้วยหนังสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151123/217328.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2558
เปลี่ยนชีวิตด้วยหนังสือ

เปลี่ยนชีวิตด้วยหนังสือ

            การอ่านหนังสือเป็นการฝึกทักษะและการเรียนรู้ภาษาที่ดีเยี่ยมวิธีหนึ่ง เอเซียบุ๊คส จำกัด ร้านหนังสือภาษาอังกฤษที่ดำเนินกิจการในประเทศไทยมากว่า 46 ปี จัดโครงการ “ENGLISH LIBRARY FOR KIDS : เปลี่ยนชีวิตด้วยหนังสือ” ปลูกฝังเรื่องการอ่านโดยเฉพาะกับกลุ่มเยาวชนบริจาคหนังสือให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนภาคใต้ เมื่อปี 2553 บริจาคไปแล้วกว่า 3 หมื่นเล่ม
อาทิ หนังสือสำหรับเด็กก่อนวัยเรียนและวัยประถม (5-12 ปี) ควรเป็นหนังสือเสริมทักษะเรื่องการนับเลข ตัวอักษร และสิ่งของรอบตัว หนังสือนิทานหรือคำคล้องจอง สำหรับ เด็กวัยประถมต้นและประถมปลาย หนังสือนิทานมีภาพประกอบ หนังสืออ่านขนาดสั้น และหนังสือให้ความรู้ในด้านต่างๆ จะเหมาะกับเด็กวัยนี้ และ หนังสือสำหรับเด็กมัธยม (13 ปีขึ้นไป) เด็กวัยนี้มีทักษะการอ่านที่ค่อนข้างแตกฉาน หนังสือที่มีเนื้อหาในเชิงแฟนตาซีจะช่วยให้เด็กได้ประสบการณ์ใหม่ที่ต่างจากที่พบเจอในชีวิตประจำวัน จึงเสริมสร้างจินตนาการและทักษะการคิดนอกกรอบให้แก่เด็ก

ล่าสุด จัดขึ้นที่ห้องสมุดโรงเรียนวัดท่าเกวียน (สัยอุทิศ) จ.ฉะเชิงเทรา โดย ผู้บริหาร บริษัทเอเซียบุ๊คส มอบหนังสือให้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดท่าเกวียน (สัยอุทิศ) จากนั้น คุณครู นักเรียน พนักงานและผู้บริหารเอเซียบุ๊คสร่วมกันประกอบชั้นวางหนังสือให้แก่ห้องสมุดของน้องๆ

น้องฟาร์ม น้องเพ้นท์ น้องพุธ น้องวิน น้องท็อป แก๊ง 5 หนุ่มน้อยสุดหล่อ กำลังนั่งล้อมวงอ่านหนังสือเล่มใหม่ที่เพิ่งจัดขึ้นชั้นวาง ปกติพวกเขาเข้าห้องสมุดโรงเรียนไม่ต่ำกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ในเวลาว่าง ชอบอ่านหนังสือการ์ตูนที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ อย่างสามก๊ก บางคนก็อ่านสารคดี และหนึ่งในกลุ่ม ด.ช.ณภัทร เนียรศิริ หรือน้องเพ้นท์ จะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบเรียนต่อ ขณะที่ ด.ช.รติพงศ์ ศิลปกิจโกศล หรือน้องวิน ชอบอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์ หนังสือความรู้รอบตัว เพราะทำให้มีความรู้รอบตัวมากขึ้น

ส่วน ด.ญ.อรวรรณ จันทร์แก้ว หรือน้องอี๊ฟ บอกว่า อยากเป็นครูสอนวิทยาศาสคร์ จึงต้องอ่านหนังสือเยอะๆ บางคนก็ชอบอ่านภาษาอังกฤษ อย่างน้อง ด.ญ.พิมพ์วิมล สุขสะอาด หรือน้องพิมพ์ ชอบ 1,000 Things to Eat เป็นหนังสือภาษาอังกฤษ อ่านง่าย เป็นคำศัพท์หลายอย่างเกี่ยวกับอาหาร ภาพสวย ตอนนี้มีหนังสือภาษาอังกฤษเพิ่มมากขึ้นยิ่งชอบมาก เป็นเรื่องที่ดีที่จะได้อ่านหนังสือที่หลากหลายมากขึ้น ด้าน ด.ญ.จุฑามาศ ไทยากรณ์ หรือน้องมุก ชอบ My big Word Book เป็นหนังสือที่มีคำศัพท์ดีๆ เยอะมาก หรือ The Opposites เป็นคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

คนที่ชอบวิทยาศาสตร์ อย่าง ด.ญ.สุชญา แก้วคำ จะหยิบหนังสือ See inside the Universe เพราะมีลูกเล่นทำให้เข้าใจเนื้อหาข้างในได้มากกว่าหนังสือที่มีแต่ตัวอักษร หรือถ้าอยากรู้ว่าประเทศอื่นๆ ในโลกเข้าใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่ายังไงบ้าง ก็หาคำตอบได้ในหนังสือ Lift the Flap Picture Atlas

อาจารย์มนตรี บุญดี ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดท่าเกวียน (สัยอุทิศ) กล่าวว่า โครงการนี้ เป็นโครงการที่ดีส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน สร้างเสริมประสบการณ์ในชีวิตของนักเรียนได้กระตุ้นให้เด็กนักเรียนรักการอ่านและชอบภาษาอังกฤษมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันภาษาอังกฤษมีความสำคัญมาก เพราะเป็นภาษาที่ใช้กันทั่วไป ฉะนั้นจะทำอย่างไรให้เด็กๆ ชอบภาษาอังกฤษได้ดี

“ความรู้ไม่ได้มาจากการอ่านเพียงอย่างเดียว แต่ความรู้อาจจะมาจากกิจกรรมต่างๆ ด้วย ซึ่งการจัดกิจกรรมหรือเพิ่มชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษให้เด็กๆ ได้เรียน ไม่ว่าห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ห้องสมุดก็ขอให้มีภาษาอังกฤษอยู่ทุกทีที่นักเรียนได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษไปด้วย สิ่งเหล่านี้จะช่วยเด็กๆ ทุกอย่างมันต้องประกอบกัน สำหรับผู้ปกครองก็เป็นส่วนช่วยสำคัญในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของน้องๆ ด้วย” อาจารย์มนตรีกล่าว

โรงเรียนที่ยังขาดแคลนหนังสือภาษาอังกฤษ สนใจเข้าร่วมโครงการ “English Library For Kids” สอบถามได้ที่โทร.0-2715-9000 ต่อ 2820-2822 หรือ อีเมล information@asiabooks.com, https:www.facebook.com/asiabokspage

5มหาวิทยาลัยปั้น’ไกด์นักดำน้ำ’สู่ธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151123/217329.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2558
5มหาวิทยาลัยปั้น'ไกด์นักดำน้ำ'สู่ธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล

5มหาวิทยาลัยปั้น’ไกด์นักดำน้ำ’สู่ธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล : เปิดวิสัยทัศน์ กมลทิพย์ ใบเงิน0เรื่อง ศูนย์ดำน้ำ Dolphin Divers0ภาพ

            เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพได้จัดพิธีบันทึกความร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะและประสบการณ์ทางวิชาชีพธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลและรีสอร์ท ร่วมกับโรงแรมดิ เอมเมอรัลด์โคฟ เกาะช้าง และศูนย์ดำน้ำ ดอลฟิน ไดเวอร์ส (Dolphin Divers) พร้อมจัดเสวนาหัวข้อ “ช่องโหว่ 3 แสนล้าน ธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลและรีสอร์ท วิเคราะห์ให้ชัดเพื่อคนไทยก่อนก้าวไกลสู่อาเซียน” โดยมีผู้ร่วมเสวนา คือ ดร.ศรินทร์รัศมิ์ เสริฐปัญญา อาจารย์มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ นายต่อศักดิ์ สร้อยมงคลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล ดิ เอมเมอรัลด์โคฟ เกาะช้าง และนายซาช่า อูลเมอร์ เจ้าของศูนย์ดำน้ำดอลฟิน ไดเวอร์ส ผู้ริเริ่มโครงการอุตสาหกรรมดำน้ำ คนไทยทำได้

ดร.สิทธิพร ประวัติรุ่งเรือง รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ  จ.ปทุมธานี  ประธานในการเปิดงาน…กล่าวว่า “การที่มหาวิทยาลัยได้ให้การส่งเสริมการฝึกวิชาชีพธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลและรีสอร์ท เพราะมองเห็นว่าการสร้างโครงการอุตสาหกรรมดำน้ำนั้น เป็นช่องทางหนึ่งในการส่งเสริมและสร้างงานธุรกิจในประเทศไทย อีกทั้งยังส่งผลดีต่อการสร้างความร่วมมือให้แก่สังคมประชาคมโลกในยุคอาเซียนให้เกิดความร่วมมือในการสร้างสรรค์โครงการดีๆ เช่นนี้ให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้มีโอกาสในการร่วมมือกันเพื่อเข้าสู่ยุคอาเซียนและจะส่งผลดีต่อภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว”

ประเทศไทยมีจุดดำน้ำติดอันดับโลก ที่สามารถดึงดูดนักดำน้ำท่องเที่ยวจากทั่วโลก ให้เข้ามาเยี่ยมเยือนเมืองไทยได้เสมอมา แต่ผู้ที่ประกอบอาชีพ Dive Master หรือ ไกด์นักดำน้ำ คนไทยกลับมีจำนวนไม่มากนัก ด้วยค่าเรียนที่มีราคาสูง จึงทำให้โอกาสของผู้ที่ประกอบอาชีพไกด์นักดำน้ำส่วนใหญ่คือชาวต่างชาติ

นายซาช่า อูลเมอร์  วัย 47 ปี  ชาวสวิตเซอร์แลนด์ แต่อยู่เมืองไทยมา 15 ปี เจ้าของศูนย์ดำน้ำ ดอลฟิน ไดเวอร์ส เกาะช้าง จ.ตราด ผู้ริเริ่มโครงการอุตสาหกรรมดำน้ำ คนไทยทำได้ ได้ให้ความคิดเห็นเรื่องนี้ว่า “คุณต้องจ่ายเงินขั้นต่ำประมาณ 1 แสนบาท เริ่มต้นหลักสูตร Open Water Diver จนถึง Dive Master แน่นอนว่ามีจำนวนคนไทยจำนวนไม่มากนักที่สามารถจ่ายเงินจำนวนนี้ได้ ถ้าการดำน้ำเข้าไปอยู่ในระบบการศึกษาของมหาวิทยาลัยทุกอย่างจะมีราคาถูกลงจนถึงฟรี แบบนี้เราถึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงตลาดนี้ เพื่อมีนักดำน้ำและ Dive Master คนไทยเพิ่มมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาอุตสาหกรรมดำน้ำได้ในระยะยาว”

ด้านทรัพยากรบุคคลของธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทถึงแม้เราจะมีข้อด้อยด้านภาษา อีกทั้งยังคงขาดแคลนแรงงานทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ นายต่อศักดิ์ สร้อยมงคลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล ดิ เอมเมอรัลด์โคฟ เกาะช้าง ยังคงมองเห็นข้อเด่นของแรงงานไทย โดยกล่าวว่า “ประเทศไทยเรามีจุดเด่น 4 S คือ Sun Sand Sea และ Smile ในส่วนของ 3 S แรก คือทรัพยากรทางธรรมชาติที่เรามีอยู่ แต่ S ตัวสุดท้ายคือ ทรัพยากรบุคคล ที่คนไทยของเรามีข้อเด่นมากที่สุดในอาเซียน รวมถึงระดับโลกเลยก็ว่าได้ ดังนั้นเราต้องรักษาทรัพยากร S-Smile ตรงนี้เอาไว้ ส่วนทักษะด้านภาษาไม่ควรมองข้าม เพราะตอนนี้มีชาวฟิลิปปินส์ที่เก่งภาษาอังกฤษ ยอมรับเงินเดือนเท่าคนไทยเข้ามาทำงานบ้างแล้ว ซึ่งเราก็ต้องเลือกคนจากคุณภาพเอาไว้ก่อน แต่ก็ต้องรักษาสมดุล เพราะชาวต่างชาติในอาเซียนที่เข้ามาทำงานในไทยอาจไม่เข้าใจวัฒนธรรมการบริการแบบคนไทยเท่าคนไทยด้วยกันเอง”

หากมองในภาพรวมของอาเซียน ภูมิศาสตร์ของพื้นที่ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่เป็นจุดหมายปลายทางของคนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเกาะเต่า ประเทศไทย เกาะสิปาดัน ประเทศมาเลเซีย ฮาลองเบย์ ประเทศเวียดนาม รวมถึงเกาะของกลุ่มประเทศในอาเซียน ที่มีรวมกันมากกว่า 3 หมื่นเกาะ ซึ่งจะทำให้ประชาคมอาเซียน (10 ประเทศ) กลายเป็นเขตอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (ข้อมูลจาก ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์)

ดังนั้นการพัฒนาศักยภาพบัณฑิตให้สามารถเข้าสู่งานบริการธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลและรีสอร์ทด้วยระบบการศึกษา พร้อมปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์ จะเป็นการวางรากฐานเพื่อทำให้อาเซียนสามารถเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ว่ากันว่า “ไกด์นักดำน้ำ” หลักสูตรการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา เป็นการลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) เพื่อพัฒนาทักษะและประสบการณ์ทางวิชาชีพธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลและรีสอร์ท ร่วมกับโรงแรมดิ เอมเมอรัลด์โคฟ เกาะช้าง และศูนย์ดำน้ำดอลฟิน ไดเวอร์ส เพื่อพัฒนาทักษะและประสบการณ์ทางวิชาชีพธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลและรีสอร์ท เปิดโอกาสการทำงานของคนรุ่นใหม่ รองรับศักยภาพการท่องเที่ยวอาเซียนแบบครบวงจร

ปัจจุบันความร่วมมือนี้ เกิดขึ้นในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชน 5 สถาบันอุดมศึกษา อาทิ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ (คณะศิลปศาสตร์) ภาควิชาบริหารธุรกิจ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี/สาขาวิชาการท่องเที่ยว คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา/สาขาวิชาการจัดการธุรกิจท่องเที่ยว คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธนบุรี เป็นการเรียนภาคทฤษฎีควบคู่ภาคปฏิบัติ และต้องมาฝึกงานเป็น “ไกด์นักดำน้ำ” ที่เกาะช้าง จ.ตราด

สามารถติดตามโครงสร้างการสอนดำน้ำ โครงการอุตสาหกรรมดำน้ำ คนไทยทำได้ ในรายการศึกษาทัศน์ ตอน “อุตสาหกรรมดำน้ำคนไทยทำได้” เผยแพร่ออกอากาศวันอาทิตย์ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอ็นบีที เวลา 08.30-09.00 น. และทางสถานีวิทยุโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) ช่อง สศทท.1-15 เร็วๆ นี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

โทร.08-6101-4783 หรือ http://www.bangkokseaevents.com

วันรวมญาติ’ชาวเล’อันดามันผู้แม้พื้นที่จิตวิญญาณยังถูกช่วงชิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151122/217258.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2558
วันรวมญาติ'ชาวเล'อันดามันผู้แม้พื้นที่จิตวิญญาณยังถูกช่วงชิง

หลากมิติเวทีทัศน์ : วันรวมญาติ ‘ชาวเล’ อันดามัน ผู้แม้พื้นที่จิตวิญญาณยังถูกช่วงชิง : โดย…สุวัฒน์ คงแป้น

                      เสียงดนตรีวงรำมะนาดังขึ้น ตามด้วยการร่ายรำรองเง็งจากสังกาอู้ ทำให้สายตาทุกคู่จับจ้องมองดูลีลาการรำและชุดแต่งกายอันงดงามของแม่ครูเหล่านั้น ซึ่งไม่ต่างจากคนดูที่มาร่วมงานในวันนั้นล้วนแต่งกายด้วยชุดพื้นบ้านอวดกันอย่างภูมิใจในเอกลักษณ์ของตนเอง
                      หลายคนได้พบหน้ากันอีกครั้ง หลังไม่ได้พบกันมานาน บางคนพาครอบครัวมาพบกันที่นี่หลังแยกย้ายไม่ได้พบญาติกันหลายปี เพราะวันนี้คือวันนัดพบญาติชาวเลแห่งอันดามัน ครั้งที่ 6 ที่จัดขึ้น ณ ลานวัฒนธรรมอุรักลาโว้ย บ้านสังกาอู้ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ โดยการจัดงานครั้งนี้ นอกจากให้ชาวเลได้พบญาติกันแล้ว ยังเป็นการระดมความร่วมมือจากภาคีพัฒนาทุกภาคส่วนในการสนับสนุนแก้ปัญหาชาวเลอย่างมีส่วนร่วม
                      ชาวเลเป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยทำกินอยู่บริเวณทะเลอันดามันนานกว่า 300 ปี ปัจจุบันมีอยู่จำนวน 43 ชุมชน ใน 5 จังหวัด คือ ภูเก็ต พังงา สตูล กระบี่ และระนอง ประมาณ 12,250 คน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ มอแกน มอแกลน และอุรักลาโว้ย ซึ่งทุกกลุ่มมีวิถีชิวิต วัฒนธรรมและภาษาเป็นของตนเอง
                      เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 คณะรัฐบาลมีมติเห็นชอบแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลโดยให้กระทรวงวัฒนธรรมรับผิดชอบและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนไปปฏิบัติ ประกอบด้วย การสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพประมง การช่วยเหลือด้านสาธารณสุข การส่งเสริมด้านการศึกษา การแก้ไขปัญหาอคติทางชาติพันธุ์การส่งเสริมภาษาและวัฒนธรรม ฯลฯ
                      ตลอด 5 ปี ที่มีมติคณะรัฐมนตรี พี่น้องชาวเลได้มีการรวมตัวในพื้นที่ของตนเองและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายชาวเลทั้ง 5 จังหวัด เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันโดยการสนับสนุนขององค์กรพัฒนา นักวิชาการ สื่อมวลชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่ทำกินและพื้นที่ทางจิตวิญญาณชาวเล ได้มาโดยมี พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง เป็นประธาน แต่การแก้ไขปัญหาก็ยังไม่บรรลุผล
                      ในการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ทำกินพบว่าชาวเลจำนวน 31 แห่ง อาศัยอยู่บนที่ดินก่อนประกาศของรัฐ เช่น กรมเจ้าท่า ป่าสงวนอุทยานแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่แล้วเสร็จ รวมทั้งยังอาศัยอยู่บนที่ดินที่ถูกฟ้องขับไล่โดยเอกชน ถึง 7 แห่ง จำนวน 1,228 หลังคาเรือน
                      แสงโสม หาญทะเล จากเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล บอกว่า เมื่อก่อนชาวเลก็คือชาวเล มีอิสระจะว่ายน้ำ จะจับปลาตรงไหนเวลาไหนก็ได้ มีอยู่มีกินและมีความสุขมาก แต่พออุทยานเข้ามา การท่องเที่ยวเข้ามา ทะเลและที่ดินก็ไม่ใช่เป็นของชาวเลอีกต่อไป เพราะมีการกว้านซื้อที่ดินจากชาวเลโดยนายทุน ด้วยวิธีการที่ไม่เป็นธรรม ชาวเลก็กลายเป็นชาวเขา เพราะต้องย้ายไปอยู่กลางเกาะจะหาทางลงทะเลไปจับปลาเหมือนก่อนก็ไม่ได้
                      สนิท แซ่ซั่ว แกนนำชาวเลบ้านราไวย์ภูเก็ต เล่าว่า ชาวเล อาศัยอยู่บนที่ดินกว่า 30 ไร่ที่หาดราไวย์มานับร้อยปี อยู่ๆ ก็มีนายทุนมาฟ้องขับไล่ ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา จำนวน 161 ครอบครัว เราก็ยืนยันว่าเราอยู่มาก่อน นายทุนมีเอกสารสิทธิได้อย่างไร แต่เราก็โชคดีที่มีพี่เลี้ยงที่เป็นนักพัฒนามาช่วย กรมสอบสวนคดีพิเศษมาขุดกระดูกบรรพบุรุษที่ฝังไว้นั้นไปพิสูจน์ดีเอ็นเอถึงต่างประเทศ ซึ่งผลพิสูจน์ออกมาว่าเป็นกระดูกของชาวเล นั่นแสดงว่า เราอยู่ที่นี่มาก่อน จึงต้องให้มีการเพิกถอนโฉนดที่ดินออกให้นายทุน แต่อธิบดีกรมที่ดินก็ยังไม่ดำเนินการ
                      ส่วนการประกอบอาชีพทำประมง ซึ่งอยู่คู่กับชาวเลมาตั้งแต่เกิด พออุทยานประกาศทับที่ก็ทำให้ชาวเลไม่สามารถจับปลาได้อีกต่อไป ซึ่งขณะนี้คณะทำงานฯ ก็ได้มีการประชุมหารือถึงเรื่องนี้ เพื่อผ่อนผันให้ชาวเลได้ทำกิน เพราะปกติชาวเลจับปลาด้วยเครื่องมือแบบพื้นบ้านและจับพอกินอยู่แล้วไม่เคยคิดทำมาหากินแบบล้างผลาญ
                      นอกจากปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินแล้ว ชาวเลยังต้องประสบปัญหาพื้นที่ทางจิตวิญญาณหรือพื้นที่สุสาน 23 พื้นที่ จำนวน 232.5 ไร่ ซึ่งชาวเลใช้ฝังศพ โดยการอ้างสิทธิของนายทุน อีกทั้งรัฐก็ไม่มีการออกเอกสารทางทะเบียนให้แก่พื้นที่ทางจิตวิญญาณของชาวเล
                      วิทวัส เทพสง ชาวเลแห่งบ้านทับตะวัน จ.พังงา บอกว่า พื้นที่ทางจิตวิญญาณของชาวเล เป็นเขตแดนบรรพบุรุษที่ใช้ฝังศพ ประกอบพิธีมานับร้อยปี แม้ยังไม่มีเอกสารให้ทางการยอมรับได้ แต่เขตแดนนี้ มีกระดูกของบรรพบุรุษฝังอยู่ข้างล่าง เบื้องบนกลายเป็นรีสอร์ทของนายทุน ซึ่งเราต้องทวงคืน มนุษย์เรานั้นหากต้องสูญเสียหลักความเชื่อก็ไม่มีตัวตน
                      พรสุดา ประโมงกิจ ชาวเลแห่งบ้านแหลมตง เกาะพีพี จ.กระบี่ เล่าว่า ชุมชนบ้านแหลมตง อยู่บนที่ดิน 2 ไร่เศษ ประมาณ 45 ครอบครัวอาศัยอยู่อย่างแออัด เราอยู่มานานแล้ว ชุมชนของเราโอบล้อมไปด้วยโรงแรม เวลาเด็กๆ ไปโรงเรียนก็ต้องเดินผ่านชายหาดของโรงแรม ซึ่งเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวนุ่งน้อยห่มน้อยนอนตากแดด เด็กๆ จะเห็นภาพอย่างนี้ทุกวัน จิตใจจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้เรามีปัญหาเรื่องน้ำประปาไม่มีใช้ต้องซื้อในราคาแพง น้ำฝนก็ใช้ไม่ได้เพราะหลังคาบ้านเราสังกะสีเป็นสนิม พอใช้น้ำฝนหุงข้าวก็บูด แถมยังมีขยะที่ใครก็ไม่รู้เอามาทิ้งไว้ข้างชุมชน
                      วงพูดคุยแลกเปลี่ยนของชาวเลในวันนั้น เป็นปัญหาที่ยังแก้ไขไม่แล้วเสร็จ ซึ่งชาวเลและทุกภาคีจะต้องร่วมกันต่อไป อาจารย์ นฤมล อรุโณทัย จากสถาบันวิจัยสังคมฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่าปัญหาเหล่านี้ชาวเลจะต้องจัดทำข้อมูลต่างๆ ของตนเอง แผนที่ชุมชนข้อมูลการสืบสายเครือญาติ วิถีวัฒนธรรม ฯลฯ โดยให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการเตรียมตัวอยู่กับวิถีสมัยใหม่ที่เข้ามากับการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ เป็นการสร้างจุดยืนของตนเอง ความเจริญที่เข้ามา เราสกัดกั้นมันยาก แต่หากเราเตรียมพร้อมเราสามารถเลือกสรรให้สอดคล้องกับวิถีชุมชนของเราได้
                      ด้าน ธีระพจน์ สุถิรวัฒน์ ตัวแทนจากสมาคมการท่องเที่ยวเกาะลันตา ให้ข้อคิดเห็นว่า นักท่องเที่ยวที่มาเกาะลันตา คือกลุ่มที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติ ชาวเลต้องหาประโยชน์จากกลุ่มคนที่ต้องการเอาประโยชน์จากเรา คือต้องเข้าไปจัดการท่องเที่ยวเรื่องวิถีชีวิตและธรรมชาติ เราต้องปรับตัวให้ได้ เช่น ใช้เรือของชาวเลมาต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นการนำอดีตอันงดงามมาต่อยอดกับปัจจุบัน เป็นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เรื่องการทำมาหากินก็เหมือนกัน ชาวเลต้องทำเรื่องอนุรักษ์ให้มากขึ้น เช่น ทำธนาคารปู ธนาคารปลาหมึก ธนาคารหอยชักตีน ซึ่งได้ทั้งอาชีพและการท่องเที่ยวควบคู่กันไป
                      ซึ่งไม่ต่างจากความเห็นของอีกหลายๆ คนที่เสนอแนะให้ชาวเลปรับตัว ให้อยู่ได้ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยการนำของดีของชุมชนชนต้อนรับนักท่องเที่ยว เช่น กะปิ ปลาแห้งหรือสร้างบ้านเล็กๆ สักหลังให้นักท่องเที่ยวใช้บริการแบบกลมกลืนกับวิถีอันงดงามของท้องถิ่น
                      ข้อสรุปที่สำคัญอีกประการหนึ่งของวงพูดคุยในวันนั้นก็คือ ควรมีพื้นที่ที่ชาวเลและภาคีพัฒนาต่างๆ มาทำงานร่วมกันเป็นพื้นที่นำร่องที่มีการพัฒนาครอบคลุมทุกมิติเพื่อการขยายผลต่อไป
                      วงพูดคุยเสวนาจบลงแล้ว การแสดงทางวัฒนธรรมที่แต่ละหมู่บ้านและจากพี่น้องชนเผ่าอื่นๆ ทั่วประเทศที่ได้เตรียมมาก็ออกมาโชว์สู่สายตาผู้ร่วมงานอย่างต่อเนื่อง เป็นวันพบญาติที่เรียบง่ายแต่มีคุณค่ายิ่งทางจิตใจ จนกระทั่งตะวันคล้อยต่ำตกทะเลตรงแหลมสังกาอู้ ชาวเลต่างถิ่นบ้างก็เข้าที่พักบ้างก็พูดคุยกันต่อรอวันแยกย้ายกลับถิ่นของตน เพื่อพบกับความจริงแห่งชีวิตในวันรุ่งขึ้น
———————-
(หลากมิติเวทีทัศน์ : วันรวมญาติ ‘ชาวเล’ อันดามัน ผู้แม้พื้นที่จิตวิญญาณยังถูกช่วงชิง : โดย…สุวัฒน์ คงแป้น)

แก้น้ำเน่าคลองลาดพร้าว-บางซื่อ ฟื้นคุณภาพชีวิต-เศรษฐกิจชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151122/217259.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2558
แก้น้ำเน่าคลองลาดพร้าว-บางซื่อ ฟื้นคุณภาพชีวิต-เศรษฐกิจชุมชน

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : แก้น้ำเน่าคลองลาดพร้าว-บางซื่อ ฟื้นคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน : โดย…สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

                      “ผมมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่อายุได้ 10 ขวบ เมื่อก่อนยังว่ายน้ำในคลอง ใช้น้ำในคลองซักเสื้อผ้า ชาวบ้านยังตักน้ำในคลองใส่ตุ่ม ใช้สารส้มแกว่งแล้วเอามาใช้ในบ้านได้ ปลายังมีเยอะ ทั้งปลาตะเพียน ปลาหลด ปลากระทิง ปลากรายขนาดตัวละ 5-6 โลยังมี กุ้งก้ามกรามลงไปงมตามตลิ่งหาได้ง่าย เรือพายขายกล้วยอ้อย ขายขนมมีหลายลำ ช่วงลอยกระทงก็จะสนุกสนานกันทั้งคลอง”
                      ลุงวาทิน รักสุวรรณนิมิต วัย 67 ปี ชาวบ้านริมคลองใกล้วัดลาดพร้าว เขตห้วยขวาง เล่าวิถีชีวิตชาวบ้านในคลองลาดพร้าวย้อนหลังไปเมื่อ 40-50 ปีก่อน
                      เช่นเดียวกับ ลุงสำเนียง บุญลือ วัย 61 ปี แกนนำชาวบ้านชุมชนพิบูลร่วมใจ 2 คลองลาดพร้าว บอกว่า “เมื่อก่อนตอนเช้า ตื่นมานุ่งผ้าขาวม้าลงไปอาบน้ำแปรงฟันในคลองได้เลย แต่ทุกวันนี้คงไม่มีใครกล้า กลัวจะตาบอด แต่เด็กๆ ก็ยังลงไปเล่นน้ำในคลองอยู่นะ ถ้าฟื้นฟูคลองขึ้นมาได้ก็จะดี ชาวบ้านก็มีแผนที่จะเดินเรือในคลอง เรือท่องเที่ยว และทำตลาดน้ำอยู่แล้ว”
                      ก่อนที่เมืองจะขยายตัว ริมคลองลาดพร้าวเคยมีโรงสีเล็กรับซื้อข้าวอยู่ 2 โรง เพราะพื้นที่รอบๆ ยังเป็นทุ่งนา ชาวบ้านดั้งเดิมยังทำนาเป็นอาชีพหลัก แม่ของลุงสำเนียงเมื่อก่อนก็ยังทำนา แต่มาเลิกราไปเมื่อราวปี 2518 เพราะความเจริญเริ่มคืบคลานเข้ามา ที่ดินราคาแพงขึ้น ทุ่งนาจึงกลายเป็นที่ดินจัดสรรและเป็นหมู่บ้าน โรงสีข้าวจึงพลอยหายไปด้วย
                      ส่วนสภาพน้ำในคลองเริ่มเน่าเสียตั้งแต่ปี 2528-2529 เพราะเมืองเริ่มขยายตัว มีตึกแถว ร้านค้า มีตลาดสด โรงนวด ฯลฯ รวมทั้งท่อระบายน้ำทิ้งของ กทม.ก็ปล่อยลงคลองโดยไม่มีการบำบัด นานวันเข้าน้ำในคลองก็เน่าเหม็นเป็นสีดำ กุ้ง ปลาจึงหายไป
                      คลองลาดพร้าว มีความยาวทั้งหมดประมาณ 22 กิโลเมตร เชื่อมกับคลองแสนแสบบริเวณชุมชนพระราม 9 ตัดผ่านถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ผ่านชุมชนประชาอุทิศ-ลาดพร้าว 80-พิบูลร่วมใจ 2-สะพานสอง- วัดลาดพร้าว-วังหิน-บางบัว-คลองสอง-สะพานใหม่-คลองถนน (เขตสายไหม) ไปเชื่อมกับคลองต่างๆ ที่แยกมาจากคลองรังสิตได้
                      ส่วน คลองบางซื่อ ที่เชื่อมกับคลองลาดพร้าว มีปากคลองอยู่ที่แม่น้ำเจ้าพระยา ไหลผ่านสามเสน- เกียกกาย-บางซื่อ เข้ามาในเขตห้วยขวางและเชื่อมกับคลองลาดพร้าวบริเวณใกล้วัดลาดพร้าว
                      ปัจจุบันสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร มีโครงการสร้างเขื่อนคอนกรีตเพื่อป้องกันน้ำท่วมในคลองลาดพร้าว คลองบางซื่อ และคลองเปรมประชากรที่อยู่ใกล้เคียงกัน ซึ่งขณะนี้ได้บริษัทที่รับเหมางานแล้วในวงเงินประมาณ 1,600 ล้านบาท คาดว่าจะเซ็นสัญญาและเริ่มก่อสร้างได้ภายในเดือนธันวาคม 2558
                      ส่วนแผนการรองรับชาวบ้านที่จะต้องรื้อย้ายบ้านเรือนให้พ้นแนวเขื่อน รัฐบาลได้มอบหมายให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องที่อยู่อาศัยของชาวบ้านตามแนวทางบ้านมั่นคง โดยการจัดผังชุมชนใหม่และสร้างที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิม หรือกรณีที่ดินเดิมไม่พออาจจัดซื้อที่ดินใหม่ หรือหาที่อยู่อาศัยของการเคหะฯ มารองรับ
                      อย่างไรก็ดี ก่อนที่โครงการก่อสร้างเขื่อนจะเข้ามา ในช่วงปี 2555 ภายหลังจากมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ผู้นำชาวบ้านในคลองลาดพร้าวและบางซื่อร่วมกับหลายฝ่ายที่เกี่ยว ทั้งราชการและเอกชน ผู้เชี่ยวชาญปรึกษาหารือกันเรื่องการฟื้นฟูคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อที่อยู่ในเขตห้วยขวาง โดยมีการสำรวจคลองเพื่อนำข้อมูลมาวางแผนการพัฒนาและฟื้นฟูคลอง
                      ต่อมาในปี 2557 จึงเริ่มมีการฟื้นฟูคลองบางซื่อขึ้นมา เช่น มีการจัดพิธีบวชคลอง มีการปลูกหญ้าแฝกลงในลำคลองเพื่อให้รากแฝกช่วยกรองน้ำเสีย และทำน้ำหมักจุลินทรีย์แล้วเทลงในคลองเพื่อให้จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสีย จนถึงปัจจุบันนี้น้ำในคลองบางซื่อช่วงถนนรัชดาภิเษกลงมาถึงชุมชนลาดพร้าวซอย 46 น้ำในคลองใสขึ้น มีปลาแหวกว่ายให้เห็น ต่างจากน้ำในคลองลาดพร้าวที่มีสีดำเหมือนโอเลี้ยง
                      ผศ.พงศ์พร สุดบรรทัด ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมและการวางผังเมือง ในฐานะประธานประชาคมเขตห้วยขวาง กล่าวว่า เขตห้วยขวางจะเป็นต้นแบบในการพัฒนาชุมชนและคลอง โดยตนจะเสนอให้สภาสถาปนิกเข้ามาพูดคุยกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ คมนาคม และมหาดไทย เพื่อร่วมกับชาวบ้านพัฒนาชุมชนและคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อให้เป็นพื้นที่ตัวอย่าง เป็นเวนิสตะวันออกอย่างแท้จริง แม้ในวันนี้น้ำในคลองลาดพร้าวจะเน่าเสีย แต่ในวันข้างหน้าจะต้องมีโครงการบำบัดน้ำเน่าเสียอย่างแน่นอน เพราะในขณะนี้ กทม.ก็จะเริ่มโครงการบำบัดน้ำเน่าเสียในคลองแสนแสบแล้ว ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณเกือบ 7,000 ล้านบาท ดังนั้นคลองลาดพร้าวซึ่งเชื่อมกับคลองแสนแสบในอนาคตก็จะต้องแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียด้วยเช่นกัน
                      “ถ้าหากคลองแสนแสบใสสะอาด คลองลาดพร้าวก็จะต้องใสด้วยเช่นกัน ซึ่งในต่างประเทศจะมีการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงคลอง และต้องแยกท่อน้ำทิ้งออกจากท่อน้ำดี ซึ่งโครงการเขื่อนป้องกันน้ำท่วมของกทม.จะต้องไม่เป็นท่อระบายน้ำทิ้งเพียงอย่างเดียว และเราจะพัฒนาให้มีการเดินเรือเพื่อเชื่อมเส้นทางคมนาคมจากสะพานใหม่มาในคลองลาดพร้าว-คลองแสนแสบ และออกไปคลองพระโขนงได้ เพื่อเชื่อมกับรถไฟฟ้า หรือการคมนาคมทางบก คาดว่าภายในปีหน้าจะเริ่มการเดินเรือได้ โดยให้ชาวบ้านริมคลองมีส่วนร่วม”
                      จำรัส กลิ่นอุบล ผู้นำชุมชนลาดพร้าว 45 คลองลาดพร้าว กล่าวว่า ก่อนหน้านี้หลายปีเคยมีการเดินเรือในคลองลาดพร้าวจากสะพานใหม่ไปพระโขนง แต่ชาวบ้านไม่ได้มีส่วนร่วม ทั้งยังเกิดปัญหากับชุมชน เช่น เรือวิ่งเร็ว เสียงดัง คลื่นจากคลองกระแทกบ้านริมคลอง และเมื่อการเดินเรือในช่วงนั้นไม่ได้รับความนิยม บริษัทเอกชนที่มาวิ่งเรือจึงเลิกไป ซึ่งหากมีการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตในคลองแล้ว และจะมีการเดินเรือในคลองก็จะไม่มีผลกระทบกับบ้านที่อยู่ริมคลอง และจะสามารถเชื่อมการคมนาคมระหว่างถนนลาดพร้าวกับรถไฟฟ้าใต้ดินที่มีสถานีบริเวณถนนรัชดาภิเษกได้
                      “ทุกวันนี้ในชั่วโมงเร่งด่วนในถนนลาดพร้าวรถจะติดมาก และหากมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าในถนนลาดพร้าวขึ้นมาอีก การจราจรก็จะยิ่งเป็นอัมพาตขึ้นไปอีก เราจึงคิดแผนเรื่องการเดินเรือในคลอง ในระยะแรกอาจจะเป็นช่วงสั้นๆ จากสะพานสองหรือวัดลาดพร้าวไปเชื่อมกับคลองบางซื่อที่ถนนรัชดาภิเษกซึ่งมีรถไฟฟ้าใต้ดินอยู่แล้ว หรือจากคลองลาดพร้าวอาจเชื่อมไปยังคลองแสนแสบหรือเชื่อมต่อกับรถยนต์ที่ถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทราได้”  จำรัส เล่าด้วยว่า ตอนนี้ชาวบ้านมีเรือยนต์ที่สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ประมาณ 20-30 คน จำนวน 3 ลำ
                      “ส่วนในช่วงเทศกาลลอยกระทงปีนี้ เครือข่ายชุมชนในคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อได้ร่วมกันสืบสานประเพณีลอยกระทงและฟื้นฟูประโยชน์จากการใช้คลองขึ้นมา โดยจะมีการตักบาตรทางเรือ การแข่งพายเรือเล็ก การแห่กลองยาวทางเรือ การแสดงและการละเล่นต่างๆ ของชาวบ้านในวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่คลองบางซื่อบริเวณซอยลาดพร้าว 42 และในวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่คลองลาดพร้าวบริเวณชุมชนร่วมใจพิบูล 2 จึงขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานครั้งนี้ด้วย” จำรัส กล่าว
                      กมลทิพย์ คงประเสริฐอมร นักวิชาการสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำคณะกว่า 10 คน มาสำรวจคลองลาดพร้าว-คลองบางซื่อ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา กล่าวว่า การมาสำรวจคลองเพื่อดูสภาพการใช้ประโยชน์จากคลองของชาวบ้าน และดูเรื่องท่อระบายน้ำทิ้งทั้งจากชุมชน โรงงาน ร้านค้า และท่อน้ำทิ้งของกทม. หลังจากนั้นจะจัดเวทีพูดคุยกับชาวบ้านในคลองลาดพร้าว-บางซื่อทั้ง 13 ชุมชนเพื่อดูความต้องการของชาวบ้านว่าต้องการพัฒนาคลองไปในแนวทางไหน อย่างไร
                      และหลังจากนั้นจึงจะนำแผนงานของหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคลองมาบูรณาการร่วมกัน เพื่อจัดทำเป็นแผนการพัฒนาคลองสนับสนุนความต้องการของชาวบ้านต่อไป ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงทรัพยากรฯ ก็ได้จัดทำโครงการในลักษณะนี้ไปแล้วที่หัวหินและอยุธยา
                      นี่คือก้าวย่างในการพัฒนาและฟื้นฟูคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อ โดยการริเริ่มของชาวบ้านและภาคประชาสังคม ขณะที่หน่วยงานรัฐจะมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุน เพื่อให้ชาวบ้านได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง มีสภาพแวดล้อมที่ดี สามารถช่วยเชื่อมเส้นทางคมนาคม และสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในชุมชนได้.!!
———————-
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : แก้น้ำเน่าคลองลาดพร้าว-บางซื่อ ฟื้นคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน : โดย…สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน))

นร.ไทยเจ๋ง!คว้า9เหรียญสิ่งประดิษฐ์วิทยาศาสตร์นานาชาติ2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151121/217271.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2558
นร.ไทยเจ๋ง!คว้า9เหรียญสิ่งประดิษฐ์วิทยาศาสตร์นานาชาติ2015

นักเรียนไทยเจ๋ง! คว้า 9 เหรียญรางวัลจากการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์นานาชาติ 2015 ที่ไต้หวัน

         เมื่อเวลา 00.10 น.วันที่ 20 พ.ย.58 นางพนิดา วิชัยดิษฐ ผอ.กลุ่มโครงการพิเศษ หัวหน้าทีมคณะนักเรียน พร้อมด้วยนักเรียนระดับมัธยมศึกษา 20 คน ที่เดินทางเข้าร่วมในงานแสดงและประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์นานาชาติ สำหรับเด็กและเยาวชน : International Exhibition for Young Inventors 2015 (IEYI 2015) ระหว่างวันที่ 16-19 พฤศจิกายน 2558 ณ กรุงไทเป สาธารณรัฐไต้หวัน ได้เดินทางกลับถึงไทยเรียบร้อยด้วยสายการบินไทย เที่ยวบิน TG 635
         โดยนางพนิดา วิชัยดิษฐ ผอ.กลุ่มโครงการพิเศษ หัวหน้าทีมคณะนักเรียน กล่าวว่า สพฐ. ได้คัดเลือกผลงานสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนไทยจากทั่วประเทศ จำนวน 10 ผลงาน เข้าร่วมการแสดงผลงาน ร่วมกับสิ่งประดิษฐ์ของเด็กและเยาวชน จาก 11 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง เวียดนาม มาเก๊า สิงคโปร์ มาเลเซีย ตุรกี และประเทศไทย รวม 107 ชิ้นงาน ผลปรากฏว่านักเรียนไทยสามารถคว้า 1 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน และ 4 เหรียญทองแดง โดยรางวัลเหรียญทองได้มาจากประเภทความปลอดภัยและสุขภาพ ได้แก่ผลงานระบบปิดวาล์วแก๊สอัตโนมัติ ของน.ส.ศุภัชญา ตันติวันรัตน์ อายุ 17 ปี และน.ส.สิทธรัตน์ วนธรรมพงศ์ อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.4 รร.สตรีวิทยา กรุงเทพมหานคร
         นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่นานาชาติมอบให้เป็นรางวัลพิเศษอีก 4 ผลงาน รวม 6 รางวัล คือ ผลงานอุปกรณ์ล็อคเบรกมือรถยนต์ ผลงานอุปกรณ์ช่วยยกระทะเติมถ่าน รุ่น SRW 001 ผลงานกระป๋องดักเศษวัสดุเครื่องดูดฝุ่นและผลงาน กล่องป้องกันสนิมกุญแจ

‘ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้’มุมมองพล.อ.ดาว์พงษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151121/217219.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2558
'ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้'มุมมองพล.อ.ดาว์พงษ์
'ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้'มุมมองพล.อ.ดาว์พงษ์

จาก’ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้’สู่’เพิ่มเวลาเรียนรู้นอกห้อง เปิดมุมมองเด็กไทยอย่างยั่งยืน’ : สัมภาษณ์พิเศษ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

 

 

             พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการการใช้เวลาเรียนของเด็กไทย ที่ผลสำรวจพบว่า ต้องใช้เวลากับการเรียนในห้องเรียนสูงเป็นอันดับสองของโลก” และผลที่ได้รับจากแนวคิดทางการศึกษาแบบเดิมๆ ที่สะท้อนภาพของ “การศึกษาและการวัดผลในด้านต่างๆ ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร กลายเป็นที่มาสำคัญของโครงการ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ที่กำลังจะเปลี่ยนชื่อเป็น “เพิ่มเวลาเรียนรู้นอกห้อง เปิดมุมมองเด็กไทยอย่างยั่งยืน”

จากแนวคิดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับเวลาเรียนของเด็กไทย สู่การนำไปปฏิบัติโดยกระทรวงศึกษาธิการ จนเกิดกระแสตอบรับที่มีมาอย่างหลายรูปแบบจากสังคมไทย ที่มีทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง โดยเฉพาะในโลกโซเชียลกับโครงการ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นที่มาของหลากหลายคำถามในช่วงแรกๆ โดยเฉพาะข้อกังขาว่า “เมื่อลดเวลาเรียนแล้ว จะส่งผลกระทบต่อการเรียนของเด็กหรือไม่?” “เมื่อลดเวลาเรียนลงแล้ว จะให้เด็กทำอะไร จะเกิดประโยชน์อะไร?”

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ที่กำลังจะเปลี่ยนชื่อเป็น “เพิ่มเวลาเรียนรู้นอกห้อง เปิดมุมมองเด็กไทยอย่างยั่งยืน” ว่า ภาพรวมของโครงการ หลังเดินหน้าไปแล้วกว่า 1 เดือน เปรียบเสมือนการ “ลดไขมัน” จากหลักสูตรเดิมๆ ที่มีอยู่ และเข้าสู่กระบวนการ “เพิ่มเติมโปรตีน” เพื่อให้เกิดการ “เรียน” ที่จะนำไปสู่ “รู้” อย่างแท้จริง และนำไปปรับใช้จริง โดยกระทรวงศึกษาธิการดำเนินโครงการ ที่เริ่มนำร่องไปแล้วกว่า 4,100 โรงเรียน ทั้งสังกัดกระทรวงศึกษาฯ และที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ ในระดับประถมและมัธยมต้น

“ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า เป็นเพราะหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการที่กำหนดให้เด็กประถมมีชั่วโมงเรียนนับ 1,000 ชั่วโมงต่อปี ในขณะที่ชั่วโมงเรียนจริงในปัจจุบันมีมากถึง 1,200 ชั่วโมงต่อปี ส่วนเด็กมัธยมต้น มีการกำหนดให้เด็กมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่า 1,200 ชั่วโมงต่อปี ขณะที่เวลาเรียนจริงมี 1,400 ชั่วโมงต่อปี ทำให้โรงเรียนต้องหาวิชา หรือกิจกรรมนอกเหนือจากที่บังคับในหลักสูตร มาเพิ่มในชั่วโมงที่เหลือ ส่วนใหญ่ไม่ใช่เป็นการเสริทักษะให้เด็ก แต่มักมุ่งเน้นไปที่วิชาการในห้องเรียน ซึ่งมีมากพออยู่แล้ว เด็กประถมศึกษามีเวลาเรียนรู้นอกห้องเรียน ที่จะทำให้เกิดอีคิวและทักษะเพียง 160 ชั่วโมง หรือแค่ 13.34% เรียนในห้องเรียนถึง 1,040 ชั่วโมง หรือ 86.66 ชั่วโมง จากเวลาเรียนทั้งหมด 1,200 ชั่วโมง ขณะที่เด็กมัธยมต้น เรียนนอกห้องเรียนเพียง 160 ชั่วโมง หรือ 11.43% เรียนในห้องเรียน 1,240 ชั่วโมง หรือ 88.57 ชั่วโมง เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อเด็กไทยในภาพรวมทั้งสิ้น”

รมว.ศึกษาธิการ ย้ำว่า กระทรวงไม่ได้ปรับลดชั่วโมงเรียนในวิชาหลัก แต่ปรับลดเวลาในวิชาที่ซ้ำซ้อนและดูไม่เกิดประโยชน์มากนัก หลังจากได้ข้อเท็จจริงทั้งหมด ก็ระดมสมองข้าราชการ และส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุปว่า ควรปรับบทบาททั้งครู นักเรียน และผู้ปกครอง โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 เรื่องคือ ปรับตารางการสอน ปรับเนื้อหาการเรียนการสอนให้กระชับ โดยไม่ตัดเนื้อหาในวิชาหลัก และเตรียมความพร้อมที่ครูชั้นประถมและมัธยมต้น หากได้ผลเป็นที่น่าพอใจก็ไม่ต้องปรับในส่วนมัธยมปลาย หรืออาชีวศึกษา เพราะเด็กระดับนี้เริ่มมีวุฒิภาวะแล้วจากโครงการนี้แล้ว

“เบื้องต้นชั้นประถมลดเวลาในห้องเรียนเหลือ 840 ชั่วโมง หรือ 70% และเพิ่มเวลานอกห้องเรียนเป็น 360 ชั่วโมง หรือ 30% ขณะที่ชั้นมัธยมต้น ลดเวลาในห้องเรียนเหลือ 1,040 ชั่วโมง หรือ 74.28% และเพิ่มเวลานอกห้องเรียนเป็น 360 ชั่วโมง หรือ 25.70% โดยรวมในชั้นประถมศึกษาชั่วโมงในห้องเรียนลดลง หรือชั่วโมงกิจกรรมเพิ่มขึ้นอีก 16.66% ส่วนมัธยมต้น ชั่วโมงในห้องเรียนลดลง หรือชั่วโมงกิจกรรมเพิ่มขึ้นอีก 14.29% น่าจะรองรับการศึกษา วัฒนธรรม รวมถึงวิถีชีวิตแบไทยๆ ได้”

สำหรับช่วงเวลาที่ว่างจากการเรียน เด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้ในเรื่องต่างๆ ราว 390 กิจกรรม ใน 4 หมวดสำคัญ ซึ่งเด็กๆ คงจะมีเวลาสำหรับที่จะเลือกทำ มากกว่าที่จะว่างไปทำอย่างอื่น หมวดแรก เน้นแนวคิด คิดเก่ง คิดดี มีฝีมือ และแข็งแกร่ง คือมุ่งเน้นสร้างการพัฒนาสมอง ให้หัดคิด และวิเคราะห์เป็น หมวดที่สอง เน้นสร้างจิตใจดี มีคุณธรรมจริยธรรม หน้าที่พลเมือง หมวดที่สาม สร้างทักษะฝีมือ สร้างอีคิว และ หมวดสุดท้าย เน้นให้เกิดพลานามัยแข็งแรง ทั้งกีฬา และกิจกรรมต่างๆ ฉะนั้นตอบโจทย์ข้อนี้ได้เลยว่า ไม่ใช่ลดเวลาเรียนแล้วจะว่าง ที่พัฒนาในเรื่องสมอง โครงการเพิ่มเวลาเรียนรู้นอกห้อง เปิดมุมมองเด็กไทยอย่างยั่งยืน นี่คือสิ่งที่จะมาเติมและชดเชยให้แก่เวลาที่น้อยลงสำหรับการเรียนในห้องเรียน ที่จะทำให้ไอคิวไม่ลด แต่พัฒนาให้เด็กไทยมีอีคิว และเอ็มคิว ในระยะยาว

โครงการนี้เด็กยังเลิกเรียนเวลาเดิม เพียงแต่ลดเวลาในห้องเรียนลงเท่านั้น เด็กไม่ได้ไปไหน ยังอยู่ที่โรงเรียน ทำกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน หรือในบริเวณโรงเรียน ยังเลิกเรียนเวลาเดิม เพียงแต่ลดเวลาในห้องเรียนลงเท่านั้น

โรงเรียนนำร่อง 4,100 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการกับกระทรวง ไม่ได้ถูกบังคับ เพราะเดิมทีตั้งเป้าไว้แค่ 3,000 โรงเรียน แต่ที่่น่าดีใจคือ หลายโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ถึงกับบอกว่า ทำไมไม่คิดทำเรื่องแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ส่วนโรงเรียนที่ยังไม่เคยมีกิจกรรม กระทรวงได้จัดทำคู่มือการเรียนการสอน การทำเวิร์กช็อป ติวเข้มครูผู้สอน ซึ่งกระทรวงติดตามอย่างใกล้ชิดทุกโรงเรียน เพราะกระทรวงเตรียมการรองรับไว้แล้ว ด้วยการจัดทีมเจ้าหน้าที่ (สตาฟฟ์) หรือที่เรียกว่า สมาร์ม ทีม จากทางกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ เป็นพี่เลี้ยงให้แต่ละโรงเรียน ให้ความช่วยเหลือโรงเรียนในทุกด้าน และจะเริ่มมีการประเมินผลโดยทีมเจ้าหน้าที่ ร่วมกับทางผู้บริหารของกระทรวง โดยรัฐมนตรีจะลงพื้นสำรวจความคิดเห็นเร็วๆ นี้

“ที่ผ่านมาการเรียนตามหลักสูตรโดยเวลาปกติในห้องเรียน มีการประเมิน และมีข้อศึกษาวิจัยหลายด้าน ที่เห็นว่า มีความซ้ำซ้อนของแต่ละวิชา แนวคิดการลดเวลาเรียน ไม่ใช่การลดความสำคัญ หรือลดเนื้อหาในหลักสูตร แต่เป็นการลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาในหลักสูตรให้กระชับ พูดง่ายๆ เป็นเพียงแค่การปรับโครงสร้างเวลาเรียน ให้เนื้อหากระชับ ไม่มีการปรับเนื้อหาในวิชาหลัก เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และอื่นๆ แต่จะปรับในส่วนที่ซ้ำซ้อน เช่น คณิตศาสตร์ 1 คณิตศาสตร์ 2 หรือเนื้อหาที่มีความซ้ำซ้อน และไม่จำเป็นที่เบียดบังช่วงที่เด็กควรจะได้รับการผ่อนคลาย ผมขอยืนยันว่า ไม่ได้หมายความถึงการลดคุณภาพของหลักสูตรที่จะเรียน แต่ลดปริมาณของเวลาที่ใช้ และใช้เวลาที่ได้มาไปเติมในส่วนที่ขาด เพราะฉะนั้น โครงการนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอน รวมถึงผลการเรียนเด็กอย่างแน่นอน”

ที่สำคัญ ไม่ต้องกังวลด้วยว่า ลูกหลานจะได้วิชาการน้อยลง เพราะมีการส่งผลวิจัยไปให้ผู้ออกข้อสอบโอเน็ต และเอ็นที วิเคราะห์แล้วว่า แนวทางนี้ ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการสอบของเด็ก แต่ตรงกันข้าม กลับทำให้เด็กก้าวข้ามสิ่งที่เกินจะเรียนรู้ในภาวะขณะนั้นได้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวอย่างภูมิใจว่า เวลานี้มีหลายโรงเรียนแสดงเจตจำนงที่จะขอเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม ซึ่งกระทรวงศึกษาฯ มีความยินดีที่จะช่วยเหลือ และพร้อมขยายโครงการนี้ ต่อไปยังโรงเรียนในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ ช่วงแรกอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ขณะนี้เชื่อว่าผู้บริหารโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง รวมถึงเด็กนักเรียน ก็เริ่มมีความเข้าใจที่ถูกต้อง และเห็นด้วยกับโครงการนี้แล้ว

กระทรวงศึกษาธิการตั้งเป้าหมายจะดำเนินการต่อเนื่อง ให้ครอบคลุมทุกโรงเรียน ทุกสังกัด ทั่วประเทศ ภายในปี 2559 และเตรียมขยายเข้าสู่โรงเรียนสอนศาสนา ทุกศาสนา รวมถึงโรงเรียนปอเนาะ และโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามทั่วประเทศ จะเน้นหลักความเท่าเทียมเป็นหลัก และกระทรวงศึกษาธิการพร้อมให้การสนับสนุนทุกโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการนี้ ทุกๆ ด้านอย่างต่อเนื่องด้วย