รมช.ศธ.ลงใต้เยี่ยมร.ร.ปอเนาะเช็กลดเวลาเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151127/217638.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2558
รมช.ศธ.ลงใต้เยี่ยมร.ร.ปอเนาะเช็กลดเวลาเรียน
รมช.ศธ.ลงใต้เยี่ยมร.ร.ปอเนาะเช็กลดเวลาเรียน

รมช.ศึกษาฯลงพื้นที่ จว.ชายแดนใต้ เยี่ยมโครงการการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ลุยขยายโอกาสการศึกษา-เยี่ยม ร.ร.ปอเนาะในพื้นที่ พร้อมตรวจนโยบายลดเวลาเรียนฯ

 

 

             27พ.ย.2558 พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะ เดินทางไปยังโรงเรียนบ้านท่าสาป ต.ท่าสาป อ.เมือง จ.ยะลา เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนขยายโอกาส และติดตามการพัฒนาของนักเรียนตามโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษายะลา เขต 1 โดยโรงเรียนบ้านท่าสาป เป็นโรงเรียนต้นแบบ ในการจัดการศึกษาอาชีพให้กับนักเรียนให้มีงานทำปัจจุบันมีนักเรียนระดับอนุบาล-ระดับประถม จำนวน 364 คนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 64 คน รวมนักเรียนทั้งสิ้น จำนวน 428 คน
             พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้เพื่อดูการพัฒนาศักยภาพของโรงเรียนขยายโอกาสในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีคุณภาพทางการศึกษาเพิ่มมากขึ้น ทั้งในการเรียนการสอนสายสามัญและศาสนาพร้อมทั้งการพัฒนาด้านเทคโนโลยีในการจัดการศึกษาที่ทันสมัยตลอดจนรับทราบปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอ แนะของทางโรงเรียนเพื่อนำไปสู่การพัฒนานโยบายในการพัฒนาการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อไป
             พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้นั้น ได้สอบถามครู นักเรียน ผู้ปกครอง ว่ามีความพึงพอใจมากน้อยเพียงใด เพื่อนำไปสรุปเป็นภาพรวมการทำงานทั้งหมดในการขยายผลโครงการดังกล่าวให้ครอบคลุมโรงเรียนทั่วประเทศในปี 2559
             ช่วงบ่าย พล.อ.สุรเชษฐ์ ได้เดินทางต่อไปตรวจเยี่ยมสถาบันศึกษาปอเนาะ อิสลามศาสน์ดารุสลาม (ปอเนาะ ตาแซะ) ต.ตาแซะ อ.เมือง จ.ยะลา ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนในโครงการพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ตั้งแต่ปี 2548 อีกทั้งยังได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาปอเนาะต้นแบบภายใต้โครงการสานใจไทย สู่ใจใต้ด้วย

 

ปลด!’สมมาตร์ มีศิลป์’พ้นองค์การค้าฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151127/217627.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2558
ปลด!'สมมาตร์ มีศิลป์'พ้นองค์การค้าฯ

มติบอร์ด สกสค.สั่งปลด!’สมมาตร์ มีศิลป์’พ้นองค์การค้าฯ ‘บิ๊กหนุ่ย’ยันไม่ผูกขาดขายตำรา ไม่ทุบหม้อข้าวเอกชน พร้อมสั่งเข้มงวดลิขสิทธิ์ผลิตเครื่องหมายลูกเสือ

             เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการบริหารงานภายในองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่า ในการประชุมคณะกรรมการ สกสค. เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติเลิกจ้างนายสมมาตร มีศิลป์ ผู้อำนวยการองค์การค้าฯ เนื่องจากผลการดำเนินงานไม่ผ่านการประเมิน โดยมีผลตั้งแต่วันดังกล่าวที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมาและอยู่ระหว่างแจ้งให้ นายสมมาตร์ รับทราบ ทั้งนี้ ยืนยันว่าคณะกรรมการ สกสค.ได้พิจารณาอย่างเป็นธรรม

ส่วนการแก้ปัญหาการขาดทุนขององค์การค้าฯ ซึ่งมีสาเหตุมาจากสินค้าไม่ได้คุณภาพ การตลาดไม่เก่งและมีการทุจริตเกิดขึ้นภายในนั้น โดยตนได้มอบหมายให้ นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ หัวหน้าคณะทำงานกำหนดแนวทางการประเมินประสิทธิภาพและติดตามการดำเนินงานขององค์การค้าฯ เข้ามาแก้ปัญหาทั้ง 3 เรื่องและให้แนวทางว่าการดำเนินงานต้องไม่กระทบสำนักพิมพ์เอกชนแต่ให้เดินไปด้วยกัน

“ขณะนี้ยังไม่ได้มีการตัดสินใจอะไร และให้คณะทำงานฯไปดูตามแนวทางที่ให้ไว้แต่ปรากฎว่าเวลานี้กลายเป็นบอกว่าจะองค์การค้าฯจะผูกขาด ซึ่งยืนยันว่าจะไม่มีการผูกขาดอย่างแน่นอน ศธ.และเอกชนจะต้องเดินไปด้วยกัน ขณะเดียวกัน ได้กำชับให้เข้มงวดเรื่องลิขสิทธิ์เครื่องหมายลูกเสือและเนตรนารี ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะถูกเอกชนโวยวายหรือเปล่า แต่ที่ผ่านมามีการทำไม่ถูกกฏหมายจนชิน ผมไม่ได้ทุบหม้อข้าวใครแต่ต้องทำให้ถูกกฎหมาย ไม่ได้ห้ามไม่ให้เอกชนขายแต่ต้องมาทำความตกลงและจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพื่อนำ เงินรายได้เข้าองค์การค้าฯ”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

ด้าน นายธเนศพล กล่าวว่า ตนได้เสนอแนวทางการดำเนินงานขององค์การค้าฯถึง รมว.ศึกษาธิการแล้ว โดยในส่วนของการจำหน่ายแบบเรียนให้กับโรงเรียนต่างๆทั้งในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และกรุงเทพมหานครยังต้องดำเนินการตามรูปแบบที่ควรดำเนินการต่อไป โดยจะจับมือเดินไปพร้อมกันทั้งผู้ค้าแบบเรียนและโรงพิมพ์ จะไม่มีการผูกขาดตัดตอน ทั้งนี้องค์การค้าฯจะขอความร่วมมือทั้งโรงเรียนและคู่ค้าเดิมขององค์การค้าฯ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐและผู้เรียนเป็นสำคัญ การซื้อหนังสือแบบเรียนต้องได้ราคาที่เหมาะสม ครบถ้วนทั้ง 8 กลุ่มสาระวิชา และปีนี้เป็นปีแรกที่องค์การค้าฯได้พัฒนาตารางสอนและคู่มือการสอนของครูแจกให้กับครูฟรี รวมทั้งจะลงไปดูแลเรื่องของเครื่องหมายลูกเสือ เนตรนารี ที่สำนักงานลูกเสือแห่งชาติได้มอบลิขสิทธิ์ให้องค์การค้าฯ แต่ที่ผ่านมามีการทำปลอมขายกันทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ดังนั้นต่อไปองค์การค้าฯจะเข้มงวดตรวจสอบอย่างจริงจัง

ขณะเดียวกันจะขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ หากมีการจัดพิมพ์หนังสือ แบบเรียน เอกสาร ขอให้เลือกใช้องค์การค้าฯ และต่อไปการดำเนินงานขององค์การค้าฯต้องทำอย่างเป็นระบบและโปร่งใส รวมทั้งให้แนวทางในการจัดซื้อกระดาษเพื่อความโปร่งใสและจัดเจน ให้จัดซื้อจากโรงงานกระดาษบางปะอินในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ทั้งนี้แนวทางการดำเนินการดังกล่าวเชื่อว่าจะทำให้ผลการประกอบการขององค์การค้าฯ ในปี 2559 ดีขึ้น โดยปักธงไว้ว่าต้องได้กำไร แต่หากไม่ได้กำไรก็ขอให้ขาดทุนน้อยที่สุด

…………………………..
(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจาก thaipublica.org)

‘บิ๊กหนุ่ย’เผยคืบหน้าทุจริตสกสค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151127/217625.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2558
'บิ๊กหนุ่ย'เผยคืบหน้าทุจริตสกสค.

“บิ๊กหนุ่ย” นั่งไม่ติด เคลียร์ชัดไม่นิ่งนอนใจตามติดปมทุจริต สกสค.มาตลอด พร้อมสั่ง “พินิจศักดิ” แจ้งความเอาผิด กรรมการ 9 คนของบริษัทเอกชน

                เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน  พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ ศธ.ดำเนินการตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินชี้มูลความผิดฐานฉ้อโกงกรณีสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)  ซื้อตั๋วสัญญากับบริษัทเอกชนว่า มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ สกสค.ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัท บริษัทเอกชนมูลค่ากว่า  3,000 ล้านบาท ซึ่งยืนยันว่าที่ผ่านมา ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่รายละเอียดต่างมีอยู่มาก

โดยนับแต่ที่เข้ามารับตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ ก็ได้เชิญสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการติตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาให้ข้อมูลและมีข้อเสนอโอนคดีบริษัทที่อยู่ในการดูแลของ ป.ป.ช.ไปให้ทางดีเอสไอเป็นผู้ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ได้ประสานกับทาง ป.ป.ช.ยืนยันว่าได้ดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลประเด็นบริษัทคืบหน้าไปกว่า 80% และใกล้จะได้ข้อสรุป ดังนั้นจึงไม่มีการโอนเรื่องดังกล่าวไปให้ดีเอสไอ

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ทำหนังสือถึงตนแจ้งให้ ศธ.ดำเนินการตามคำวินิจฉัยของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในทุกประเด็นนั้น ในการประชุมคณะกรรมการ สกสค.ที่ผ่านมา ได้มอบให้นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์  เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูแลบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ ก.ค.ศ.) ในฐานะปฎิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค. ไปดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว ส่วนกรณีที่ สตง.ให้ดำเนินการกับสถาบันการเงินแห่งหนึ่งที่อนุมัติให้ปิดบัญชีและเบิกถอนเงินของ สกสค.ที่ฝากไว้ จำนวน 2,100 ล้านบาท โดยให้สถาบันการเงินดังกล่าวชดใช้คืน เพราะถือว่าเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินมีความประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายนั้น ซึ่งทาง สกสค.ได้ประสานงานกับสถาบันการเงินดังกล่าวแล้ว ซึ่งก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีว่าพร้อมจะร่วม ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งตนจะหาทางเอาเงินจำนวนดังกล่าวกลับคืนมาให้ได้

“ผมไม่ได้นิ่งนอนใจ ติดตามการดำเนินงานของทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง เราต้องหาทางเอาเงินกลับคืนมา อีกทางคือเอาผิดกับคนที่ทำผิดและคนที่ทำผิดไม่ว่าจะใครก็ตาม ผมยึดถือกฎหมาย เพราะเรามีระเบียบ มีกติกาก็ต้องเป็นไปตามนั้น และผมอาจจะโชคดีที่เป็นคนใหม่ในกระทรวงศึกษาฯ มีรู้จักใครไม่ต้องมาตอบแทนบุญคุณอะไรใคร ใครผิดก็ว่าไปตามผิด สิ่งที่ผมพยายาทำคือทำให้บุคลากรใน ศธ.ที่เคยทำงานกับคนผิดต้องแยกแยะว่าแม้จะรักกันแบบพี่น้อง แต่ต้องไม่สนับสนุนคนที่ทำผิด” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ด้าน นายพินิจศักดิ์  กล่าวว่า ขณะนี้ สกสค.ได้แจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลและบริษัทที่เกี่ยวข้องแล้ว

ค่ายเยาวชนไอซีทีเตรียมพร้อมสู่ศตวรรษที่21

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151127/217568.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2558
ค่ายเยาวชนไอซีทีเตรียมพร้อมสู่ศตวรรษที่21

ค่ายเยาวชนไอซีทีเตรียมพร้อมสู่ศตวรรษที่21 : ชุลีพร อร่ามเนตร

            ปฏิเสธไม่ได้ว่า การใช้ชีวิตของคนเราในปัจจุบันต้องพึ่งพาไอซีที หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนั้นการเตรียมพร้อมทักษะด้านไอซีทีจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องเติมเต็มให้แก่เยาวชนไทยได้เรียนรู้ เท่าทัน และรู้จักใช้ไอซีทีให้เกิดประโยชน์สูงสุด กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จึงได้ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (เอทีซีไอ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และพันธมิตรทั้งจากภาครัฐและเอกชน ร่วมจัดโครงการ “Thailand ICTYouth Challenge 2015” ค่ายเยาวชนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 2

บุญรักษ์ สรัคคานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวว่า เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้เทคโนโลยีสารสนเทศ ความคิดสร้างสรรค์ของตนออกมาอย่างเต็มที่ ด้วยโปรแกรมที่มีให้เลือกหลากหลายความถนัด โครงการปีนี้มีจำนวนผลงานที่ผ่านการคัดเลือก 102 ผลงาน จากมี 754 โรงเรียน นักเรียน 204 คน และครู 100 คน เข้าร่วม ภายใต้แนวคิด “ICT for 21st century learning” ปีนี้ โดยจะเป็นการแข่งขันในการใช้การฝึกทักษะ ที่มุ่งเอาทักษะสำคัญของสังคมการศึกษาศตวรรษที่ 21 คือทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี

โดยแบ่งพัฒนาความรู้ความสามารถเป็น 3 เป้าหมาย ได้แก่ 1.ด้านสารสนเทศ มุ่งให้เยาวชนมีทักษะเข้าถึงและรู้แหล่งสารสนเทศอย่างรวดเร็ว 2.ด้านสารสนเทศและการสื่อสาร ให้เยาวชนมีทักษะการใช้เครื่องมือ เทคโนโลยีสื่อสารโดยเชื่อมโยงกับเครือข่ายต่างๆ เพื่อเข้าถึงฐานความรู้ในสังคมเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีคุณภาพและคุณธรรม และ 3.ด้านสื่อ เยาวชนมีทักษะการเข้าถึง วิเคราะห์ ประเมินและสร้างสารในรูปแบบของสื่อต่างๆ อาทิ มัลติมีเดีย กราฟฟิก แอนิเมชั่น เว็บไซต์ อย่างมีคุณภาพ

ทั้งนี้การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาเป็น 1 ใน 26 นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษาและประชาชนมีองค์ความรู้ มีฐานความรู้ที่จะเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง รวมถึงพัฒนาให้ไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต อนุสรณ์ ฟูเจริญ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ และเตรียมตัวนักเรียน ครูบาอาจารย์ ให้มีทักษะไอซีทีเพื่อการศึกษา และการใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนั้น เมื่อเด็กเกิดการเรียนรู้เชื่อว่าจะนำไปสู่การเผยแพร่ บอกต่อ เป็นประโยชน์ต่อตัวเด็กเอง และโรงเรียนอีกด้วย

โครงการนี้จะคัดเลือกนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ส่งผลงานเข้าประกวด โดยแบ่งเป็น ป.4-ป.6 ทำโปรแกรมเพาเวอร์พอยต์ หัวข้อ “ตามรอยพระราชา” (พระอัจฉริยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ) ส่วน ม.1-ม.3 ทำภาพยนตร์สั้น หัวข้อ “ประเทศไทยของเรา” ความยาวไม่เกิน 3 นาที และ ม.4-ม.6 ทำโมบาย แอพพลิเคชั่น 3 หมวด ได้แก่ เพื่อการศึกษา เพื่อการท่องเที่ยว และเพื่อสุขภาพหรือคุณภาพชีวิต

“น้องเซียน่า” มยุรินย์ จรกา นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนสุเหร่าใหม่ เขตสวนหลวง เล่าว่า เป็นครั้งที่ 2 ที่เข้าร่วมโครงการ ส่งหนังสั้นเรื่อง เหรียญแห่งแผ่นดิน เป็นการรณรงค์การใช้เหรียญบาท ที่หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเงินเพียงเล็กน้อยไม่มีคุณค่า แต่เมื่อมารวมหลายๆ เหรียญเข้าด้วยกันก็มีมูลค่าที่มากขึ้น อีกทั้งสำหรับคนยากไร้ เงินเพียงน้อยนิดก็มีผลต่อการดำรงชีวิตของพวกเขา และรู้สึกดีใจมากที่หนังสั้นของพวกหนูได้รับคัดเลือก จนทำให้พวกหนูได้มาเข้าค่าย 3 วัน 2 คืน ค่ายที่จะช่วยเพิ่มทักษะการใช้ไอซีที ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ การรู้เท่าทันสื่อ และที่สำคัญทำให้ได้เรียนรู้โปรแกรมการตัดต่อ การทำหนังสั้น

ด้าน “น้องนัท” พิชิตชัย ยันนาคี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จ.นครปฐม เล่าว่า ปีนี้ เป็นปีแรกที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่มีกิจกรรมสนุก ช่วยเพิ่มเติม เสริมความรู้เกี่ยวกับการใช้ไอซีที เพราะเทคโนโลยีเป็นเรื่องใกล้ตัวเด็กรุ่นใหม่ต้องเข้าใจการใช้เทคโนโลยี

“พวกผมทำเพาเวอร์พอยต์ โดยนำเสนอเรื่องราว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระอัจฉริยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และเพิ่มเติมเทคนิคเสียง ภาพเคลื่อนไหวให้น่าสนใจมากขึ้น จากการเข้าร่วมโครงการทำให้ได้เรียนรู้อะไรมากมาย ทั้งความรู้ความสามารถด้านไอที รู้เท่าทันการใช้ไอซีที ยังทำให้ได้เพื่อนใหม่ๆ รุ่นพี่ เกิดการเรียนรู้ ทำงานเป็นทีม และการเข้าสังคม อยากให้มีการจัดกิจกรรมในโครงการนี้ตลอดไป และควรเสริมกิจกรรมที่จะสอนเกี่ยวกับเรื่องหนังสั้น หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเตรียมความรู้ และสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กอยากเรียนรู้ สนใจเรื่องไอซีที”

สำหรับผลงานที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิรอบแรกจะเข้าแคมป์ “Thailand ICTYouth Challenge 2015” ระหว่างวันที่ 18-20 พฤศจิกายน เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์การเรียนรู้พร้อมทดลองและสัมผัสใช้ไอซีที ในรูปแบบต่างๆ และสร้างผลงานให้เป็นรูปธรรมนำไปใช้ได้จริง โดยทีมชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษาทีมละ 3 หมื่นบาท รองชนะเลิศอันดับ 1 ทีมละ 2 หมื่นบาท และรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ทีมละ 1 หมื่น บาท ซึ่งจะประกาศผลในต้นปี 2559 นี้

สศร.จัดค่ายเยาวชนร่วมสมัยประสานสายใยชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151127/217567.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2558
สศร.จัดค่ายเยาวชนร่วมสมัยประสานสายใยชายแดนใต้

สศร.จัดค่ายเยาวชนร่วมสมัยประสานสายใยชายแดนใต้

            ปัจจุบันกล้องวิดีโอพกพาเฉพาะทาง หรือ Active Camera GoPro เป็นอีกอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในกลุ่มผู้ที่รักในการเดินทางและท่องเที่ยวเพราะมีขนาดกะทัดรัดพกพาง่าย น้ำหนักน้อย กันน้ำ และบันทึกได้ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) จึงได้จัดโครงการค่ายเยาวชนร่วมสมัยประสานสายใยชายแดนใต้ “เยาวชนรักบ้านเกิด ปักษ์ใต้บ้านเรา” โดยเลือกกล้องวิดีโอพกพาเฉพาะทางเป็นสื่อในการเรียนรู้ เพื่อให้เยาวชนได้มีโอกาสพัฒนาทักษะ ความรู้ เทคนิควิธีการถ่ายภาพวิดีโอพกพาเฉพาะทาง (Active Camera GoPro) และการสร้างภาพเคลื่อนไหว (Animetion) ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมของจังหวัดสตูล

โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนและครูอาจารย์จากสถานศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เข้าร่วมโครงการแบ่งเยาวชนทั้งหมดเป็น 12 กลุ่ม จากทั้งหมด 120 คน ในการร่วมกิจกรรมทั้งหมด 12 เส้นทางกิจกรรม มีถ้ำลอดปูยู หมู่บ้านประมงตำมะลัง ล่องเรือชมนกอินทรีและชมวิถีชีวิตชาวบ้าน สำรวจถ้ำเลสเตโกดอน สำรวจถ้ำภูผาเพชร น้ำตกวังสายทอง ล่องแก่งวังสายทอง เอทีวี ถ้ำเจ็ดคต เดินป่าดูวิถีป่าซาไก หมู่เกาะเภตรา เกาะสาหร่าย ชุมชนบากันใหญ่ ศึกษาวิถีชีวิตชาวบ้าน และแบ่งเป็นอีกเส้นทางหนึ่งคือ ชมปะการังน้ำตื้นและพายเรือคยัค และน้ำตกโตนปลิว โดยเยาวชนทั้งหมดจะต้องทำกิจกรรมร่วมกันในการถ่ายทำสื่อเพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวในสถานที่นั้นๆ

เบญจมาศ ประพันธ์ หรือ ซิน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนสะเดา “ขรรค์ชัยกัมพลานนท์อนุสรณ์” อ.สะเดา จ.สงขลา ผู้เข้าร่วมโครงการค่ายเยาวชนรักบ้านเกิด ปักษ์ใต้บ้านเรา กล่าวว่า เข้าร่วมโครงการนี้ได้เพราะทางโรงเรียนมีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโครงการเลยตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการ และมีความสนใจเกี่ยวกับการถ่ายภาพและตัดต่อวิดีโออยู่แล้ว กิจกรรมภายในค่ายก็มีการเรียนรู้การถ่ายภาพ การเลือกมุมกล้อง การใช้กล้องทั้งแบบกล้องดิจิทัล และกล้องวิดีโอพกพาเฉพาะทางหรือกล้อง GoPro และสอนการตัดต่อวิดีโอโดยการใช้โปรแกรม Adobe Premiere Pro

โดยสถานที่ที่ได้ไปคือ ถ้ำเลสเตโกดอน ชมหินงอกหินย้อยและศึกษาระบบนิเวศของป่าริมทะเล รู้สึกสนุกและทำให้ได้รู้ว่าประเทศไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามอีกมากมาย พอได้ไปถึงที่ถ้ำเลสเตโกดอนก็เจออุปสรรค ฝนตกตลอด แต่ก็เลือกที่จะถ่ายในสถานที่ที่จะสามารถทำงานได้บ้างก่อน ทำคลิปเป็นแนวสารคดีผสมประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยว และถ้ำเลสเตโกดอนก็เป็นอีกที่หนึ่งที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองไทยที่เพิ่งพบด้วย

“ดีใจมากได้มาเจอเพื่อนที่ดีสังคมที่ดี มาเจอวิทยากรที่ดีที่อยู่เบื้องหลังหลายๆ งานที่ออกมาดี อยากจะให้เพื่อนๆลองเข้ามาร่วมกิจกรรมนี้ ได้ทำอะไรหลายอย่างได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ หรือบางกิจกรรมอาจจะเคยทำแล้วหรือยังไม่เคยทำ และได้พบมิตรภาพที่ดี เจอเพื่อนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน และได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้เจอ อยากขอบคุณโครงการนี้คะ และอยากให้โครงการนี้จัดต่อไปเรื่อยๆ เพื่อผู้ที่สนใจต่อไป” เบญจมาศ กล่าว

‘ฮาวา’นศ.เลือดนักสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151126/217525.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2558
'ฮาวา'นศ.เลือดนักสู้

เปิดโลกการศึกษามุสลิม ตอน ‘ฮาวา’นศ.เลือดนักสู้

           หลายปีที่ผ่านมา คอลัมน์เปิดโลกการศึกษามุสลิม มีแต่จะนำเรื่องราวของนักศึกษาที่สร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ หรือเรื่องราวต่างๆ ที่ฟังแล้วรู้สึกภาคภูมิใจ วันนี้ขอเป็นเรื่องแรกที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง ถึงน้ำตาแห่งความเสียใจ แต่ไม่เคยคิดย่อท้อ ยังคงสู้กับความฝัน เพื่อคว้าความสำเร็จกลับไปหาครอบครัวให้ได้ ของน้องนักศึกษาผู้หญิงจนๆ คนหนึ่งที่มีความฝัน

“พ่อแม่ให้กำเนิดมา วันคลอดแม่ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อลูกได้เกิดมาบนโลกใบนี้ ต้องทนเลี้ยงดูตั้งแต่อยู่ในท้องจนโต เมื่อเราโตขึ้นมาแล้วเราจะทำให้พ่อแม่เสียใจได้อย่างไร ความฝันของพ่อแม่ก็เช่นกัน แม้เราจะต้องทุกข์ ลำบากสักเพียงใด เราต้องคว้ามันเพื่อเอากลับไปให้พ่อแม่ชื่นใจให้ได้ นี่คือ สิ่งที่หนูสัญญากับหัวใจตัวเอง”

น้องฮาวา หรือ น.ส.ธัญญามล โต๊ะนิ นักศึกษามหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร คณะนิติศาสตร์อิสลาม ปี 2 เป็นลูกของนายซอแหละ กับนางซอฟียะห์ ลามอ แม่มีอาชีพค้าขาย พ่อเป็นยาม พื้นเพเดิมจาก จ.ปทุมธานี มีพี่น้อง 4 คน น้องฮาวาเป็นพี่สาวคนโตของครอบครัว ฮาวาเริ่มต้นการศึกษาที่สถาบันการศึกษาบันอัร-รอบีตี้ จ.นนทบุรี จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายศาสนา พร้อมกับได้ทุนมาศึกษายังประเทศอียิปต์ เมื่อปี ค.ศ.2010

“น้องฮาวา” มาจากครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน แต่มีความอบอุ่นตามประสาชีวิตที่พอเพียงของพ่อแม่ที่อยู่ในกรอบศาสนา ไม่ได้หวังอะไรมากมายขอแค่มีแรงเพื่อทำงาน ทำศาสนกิจในแต่ละวันก็พอ ชีวิตน้องฮาวาจึงถูกปลูกฝังให้อยู่ในเส้นทางศาสนาที่มีความพอเพียงเป็นหลัก ชีวิตจริงไม่ฟุ่มเฟือย ทุกวันตั้งแต่เริ่มโตมาน้องฮาวาจะช่วยพ่อแม่ในทุกเรื่องเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว นำพาตัวเองเข้าสู่รั้วโรงเรียนและสามารถคว้าทุนจากโรงเรียนเพื่อมาต่อยอดชีวิตในอียิปต์ ความจน ความลำบาก จึงไม่มีปัญหาสำหรับการอยู่ในอียิปต์ น้องฮาวาเล่าว่า เข้าเรียนปรับพื้นฐานภาษาอาหรับในปีแรกก็ลำบากใจมากมาย เพราะต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ก็โชคดีมีกำลังใจจากพี่ๆ ในชมรม เพื่อนๆ แต่ด้วยความฝันที่ยิ่งใหญ่ ความลำบากจึงเป็นได้แค่การทดสอบเท่านั้น ทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่ได้รับก็ไม่มากนัก เงินจากทางบ้านส่งมาเดือนละ 2,000-2,500 บาท ก็พออยู่ได้ โชคดีที่หอพักฟรีทุกอย่าง ถ้ารู้จักประหยัดและเก็บออมก็อยู่ได้

การศึกษาในมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร เป็นเรื่องที่พูดยาก ต้องยอมรับกับผลสอบอย่างเดียว แม้จะอ่านหนังสือเข้าใจ เขียนได้ แต่บางทีก็สอบไม่ผ่าน แต่เราก็ต้องยอมรับ ด้วยเหตุนี้หลังจากที่สอบไม่ผ่านก็รู้สึกท้อใจในบางช่วง คิดถึงครอบครัวที่รอคอยความสำเร็จ แต่เรายังทำไม่ได้ จึงตัดสินใจใช้เวลาว่างไปสมัครเรียนอัลกุรอานกับผู้อาวุโสที่มีความรู้ในเรื่องการอ่านอัลกุรอานที่ถูกวิธี และการออกเสียงที่ถูกต้องชัดเจน เพราะอัลกุรอานคือสิ่งจำเป็นที่สุดในชีวิตของมุสลิมเรา ความยากง่ายก็อยู่ที่การเรียนรู้ อาจารย์ที่สอนเป็นคนใจดี ท่านสอนเข้าใจง่าย เป็นเวลา 2 ปีกว่าที่ได้ศึกษา จนได้รับใบประกาศนียบัตรจบหลักสูตรการอ่านอัลกุรอาน รู้สึกภาคภูมิใจกับความสำเร็จที่ไม่ออกสื่ออย่างเป็นทางการ เหมือนจบจากมหาวิทยาลัยก็ตาม อย่างน้อยก็ได้มีใบยืนยันว่าเราสำเร็จแล้วหนึ่งภาควิชาที่สำคัญของศาสนาอิสลาม เพราะความฝันอยากเป็นครูสอนเด็กๆ ที่พอเปิดทางสว่างให้แก่น้องๆ และเยาวชนที่อยากเรียนรู้แต่ไม่มีทรัพย์สินเพียงพอ นี่คือความฝันที่อยากทำให้กับสังคม

“น้องฮาวา” เล่าว่า ปีนี้เพื่อนๆ ที่มาปีเดียวกันจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ทุกคนมีความสุข ตนเองก็มีความสุขและตื่นเต้นกับเพื่อนๆไปด้วย แม้วันรับปริญญาตนเองเป็นได้แค่เพื่อนร่วมแสดงความดีใจในงาน แต่ไม่เคยอิจฉาหรือไม่พอใจ คิดอยู่เสมอว่า สักวันจะเป็นวันของเราบ้างคงไม่นานเกินรอ อยากให้พ่อแม่รู้ว่า วันนี้ไม่ใช่วันของลูก แต่พรุ่งนี้อาจจะเป็นวันของเรา และจะพยายามต่อไปเพื่อวันนี้จะมาถึง ปีนี้จะพยายามให้มากกว่าเดิม

น้องฮาวา ทิ้งท้าย ฝากบอกน้องๆ ว่า การจะมาศึกษาในประเทศอียิปต์ ความเก่งไม่สามารถมาวัดกันที่นี่ได้ เพราะคนเก่ง หรือคนไม่เก่งเท่าเทียมกันหมด ที่นี่ต้องถูกทดสอบในหลายๆ อย่าง ขอแค่อย่าท้อถอยและต้องสู้เพื่อความฝันของตัวเอง เพื่อพ่อแม่ หากพลาดจุดยืนที่แน่นอน ก็ไม่สามารถคว้าความสำเร็จจากมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรนี้ได้อย่างแน่นอน

ทุกวันนี้ผมยังเห็นน้องฮาวาอยู่กับสังคมด้วยรอยยิ้ม เข้าร่วมกิจกรรมอยู่เสมอ เธอไม่เคยแสดงให้เห็นว่าเธอลำบาก หรือมาจากครอบครัวที่น่าสงสาร เพราะเธอเลือกทางเดินนี้แล้วอย่างมั่นใจ และสักวันจะต้องเป็นวันของเธอ เธอจะกลับบ้านไปพร้อมกับความสำเร็จให้แก่ตระกูลของเธอได้อย่างแน่นอน …อามีน..ยาร๊อบ

คุณค่าสาระของประเพณีลอยกระทง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151126/217526.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2558
คุณค่าสาระของประเพณีลอยกระทง

คุณค่าสาระของประเพณีลอยกระทง : หัวใจไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

           ประเพณีลอยกระทงนั้น มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การลอยกระทงเป็นพิธีกรรมร่วมกันของผู้คนในชุมชน ทั้งสุวรรณภูมิหรือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ เพื่อขอขมาต่อธรรมชาติอันมีดินและน้ำที่หล่อเลี้ยง ตลอดจนพืชและสัตว์ที่เกื้อกูลให้พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอนว่าลอยกระทงเริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไร แต่พิธีกรรมเกี่ยวกับ “ผี” ผู้มีอำนาจเหนือธรรมชาติมีอยู่กับผู้คนในชุมชนสุวรรณภูมิไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนรับศาสนาพุทธ-พราหมณ์จากอินเดีย สำหรับในประเทศไทย ประเพณีลอยกระทงนิยมกระทำกันในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง เพราะเป็นช่วงที่น้ำขึ้นสูงสุด โดยมีวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น ด้วยการนำดอกไม้ ธูป เทียน หรือสิ่งของใส่ลงในสิ่งประดิษฐ์รูปต่างๆ ที่ลอยน้ำได้ เช่น กระทง เรือ แพ ดอกบัว กะลา ฯลฯ แล้วนำไปลอยตามลำน้ำ ด้วยวัตถุประสงค์และความเชื่อที่แตกต่างกันไป

วัตถุประสงค์ การลอยกระทง นอกจากจะมีวัตถุประสงค์เพื่อขอขมาบูชาพระแม่คงคา เพื่อแสดงความกตัญญูต่อแหล่งน้ำที่ใช้ในการดำรงชีวิต เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า บูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บูชาพระอุปคุตเถระ หรือเพื่อลอยเคราะห์ ลอยทุกข์โศกโรคภัยต่างๆ หรือเพื่ออธิษฐานขอสิ่งที่ปรารถนา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อถือของแต่ท้องถิ่น

คุณค่าของประเพณีลอยกระทง คุณค่าต่อครอบครัว  ทำให้สมาชิกในครอบครัวได้มีโอกาสทำกิจกรรมด้วยกัน เช่น ร่วมกันประดิษฐ์กระทงไปลอย เป็นการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว คุณค่าต่อชุมชน ทำให้เกิดความรัก ความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน เช่น ช่วยกันประดิษฐ์กระทงไปประกวด เป็นการช่วยส่งเสริมการช่างฝีมือท้องถิ่นทางอ้อม หรือทำให้ได้มีโอกาสพบปะสังสรรค์ และสนุกสนานร่วมกัน คุณค่าต่อศาสนา ได้ช่วยกันทำนุบำรุงศาสนา เช่น ทางภาคเหนือ มีการทำบุญให้ทาน การถือศีลที่วัด หรือการลอยกระทงเพื่อบูชารอยพระพุทธบาท นำมาซึ่งการน้อมรำลึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  คุณค่าต่อสังคม ทำให้มีความเอื้ออาทรต่อสิ่งแวดล้อม ได้ตระหนักถึงความสำคัญของแม่น้ำลำคลองที่ได้ใช้ประโยชน์ต่อเราทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยอาจจะช่วยกันขุดลอกคูคลองให้สะอาด ไม่ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงไป และควรลอยกระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ

ปั่นกัน…กั้นโกงทปอ.ต้านทุจริตคอร์รัปชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151126/217452.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2558
ปั่นกัน...กั้นโกงทปอ.ต้านทุจริตคอร์รัปชั่น

ปั่นกัน…กั้นโกงทปอ.ต้านทุจริตคอร์รัปชั่น : กมลทิพย์ ใบเงินรายงาน มหาวิทยาลัยขอนแก่น0ภาพ

ไม่โกงชาติ!

ไม่โกงชาติ!

ไม่โกงชาติ!

เสียงกึกก้องไปทั่วประเทศไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “บัณฑิตไทย ไม่โกง” ซึ่งเป็นมติเอกฉันท์ของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ทำให้บรรดาสมาชิก ทปอ.ทั้ง 27 สถาบันอุดมศึกษา ที่ล้วนเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ พร้อมใจกันจัดกิจกรรมรณรงค์  เพื่อกระตุ้นเตือนสังคมไทยให้ตระหนักและรวมพลังกันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ ผ่านกิจกรรม “ปั้นกัน กั้นโกง” ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 หลังนำร่องไปแล้วเมื่อปี 2557

รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เล่าว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีความยินดีอย่างยิ่งในการเป็นศูนย์กลางการจัดโครงการปั่นกัน กั้นโกง ครั้งที่ 2 โดยร่วมกับ 4 มหาวิทยาลัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จัดกิจกรรม “ปั่นกัน กั้นโกง” ซึ่งเป็นโครงการของคณะทำงาน “บัณฑิตไทยไม่โกง” จากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย จัดขึ้นเพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ รวมพลังผู้บริหาร นักศึกษา บุคลากร และประชาชนทั่วไป ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ เสริมสร้างค่านิยม การรับผิดชอบต่อสังคม ในประเด็นความซื่อสัตย์สุจริต สร้างความตระหนักรู้ในกลุ่มเยาวชน นักศึกษา ถึงปัญหาการคอร์รัปชั่นที่เกิดในสังคมไทย นอกจากจะเป็นการรณรงค์ไม่ยอมรับการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการรักษาสุขภาพอีกด้วย

“กิจกรรมปั่นจักรยานในโครงการ “ปั่นกัน กั้นโกง” ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นเจ้าภาพ โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพการจัดงานพร้อมกับอีก 3 มหาวิทยาลัยในทุกภาคของประเทศ ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ภาคกลาง), มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ภาคใต้), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ภาคเหนือ) และมีการถ่ายทอดกิจกรรมแปรอักษรคำว่า “ไม่โกงชาติ” ถ่ายทอดสดผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ บัณฑิตทั่วประเทศได้ร่วมกันเคารพธงชาติในเวลา 08.00 น. และเปล่งเสียง “บัณฑิตไทย ไม่โกง” เพื่อแสดงพลังนิสิต นักศึกษาในการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในสังคมไทย” รศ.ดร.กิตติชัย กล่าว

รศ.ดร.กิตติชัย กล่าวอีกว่า  กิจกรรม “ปั่นกัน กั้นโกง” จัดพร้อมกันทั่วประเทศไทยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2558  ใน 4 ภูมิภาคดังกล่าว  ซึ่งส่วนกลางจัดกิจกรรมที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ โดยรับเกียรติจาก นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มาเป็นประธานเปิดงาน

“ปั้นกัน กั้นโกง ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพี่น้องประชาชนในเขตเทศบาลเมือง เท่าที่ได้พูดคุยกับประชาชนชาวจังหวัดขอนแก่น มีการตื่นตัวมาก ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบอย่างมากและพร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่ นับเป็นนิมิตหมายที่ดี” อธิการบดี มข. กล่าว

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ขอขอบคุณที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญและตระหนักรู้ กระทรวงศึกษาธิการมีการส่งเสริมสร้างจริยธรรม คุณธรรมในเด็กและเยาวชน โดยมีการขับเคลื่อนการศึกษาทุกระดับ เพื่อให้ประเทศมีนักเรียนที่ดี มีคุณธรรม ทำให้ประเทศไทยขับเคลื่อนเดินหน้าไปได้ หวังว่าการจัดกิจกรรม “ปั่นกัน กั้นโกง” ในวันนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนภาพให้สังคมไทยปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบ  สร้างธรรมาภิบาลต่อต้านคอร์รัปชั่น สอดคล้องกับนโยบายรัฐในการต่อต้านคอร์รัปชั่น เพื่อทำให้ประเทศชาติปราศจากคนโกง

‘สธ.’…ฤดูผลัดใบ!!รอระยะผลิดอกออกผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151125/217455.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2558
‘สธ.’...ฤดูผลัดใบ!!รอระยะผลิดอกออกผล

‘สธ.’…ฤดูผลัดใบ!!รอระยะผลิดอกออกผล : ทีมข่าวสาธารณสุข 0รายงาน

             24 สิงหาคม 2558 วันแรกที่ “ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร” เข้าทำงานที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นวันแรก ในตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข” บิ๊กเบิ้มที่สุด ถึงวันนี้เวลาผ่านเลยมาเกือบ 3 เดือน ยังน้อยเกินไปที่จะประเมินว่า 8 นโยบายที่ประกาศไว้ในวันแรก ประสบความสำเร็จหรือคืบหน้าไปอย่างไร เพราะ “หมอปิยะสกล” ให้เวลากรม กองต่างๆ แปลงนโยบายเป็นแผนปฏิบัติงานเพื่อบรรลุเป้า  3 เดือน ที่ผ่านมา สธ.จึงเหมือนอยู่ในช่วง “ฤดูผลัดใบ” จากนี้ไปน่าจะเป็นช่วงของการผลิดอกออกผล เห็นแผนที่ชัดเจนขึ้น

“ผลัดใบ” เนื่องจากแม้ รมว.สาธารณสุขคนใหม่ กับรมว.สาธารณสุขคนก่อนจะเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลมาทั้งคู่ก่อนรับตำแน่งใน ครม. แต่ “หมอปิยะสกล” เป็นคณบดีจากแพทย์ศิริราช ขณะที่ “ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน” รมว.สาธารณสุขคนก่อนเป็นคณบดีจากแพทย์ รามาธิบดี มีการผลัดเปลี่ยน รมว.จากแพทย์มหิดลฝั่งกรุงเทพฯ เป็นแพทย์มหิดลฝั่งกรุงธนฯ และทีมที่ปรึกษา รมว.ใหม่ส่วนใหญ่ก็ล้วนไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับแพทย์ชนบท ขณะที่ทีมงานของ “หมอรัชตะ” ส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องแพทย์ชนบท ประจวบเหมาะกับ “นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์” ปลัด สธ.ในช่วงเวลานั้น กำลังอยู่ในช่วงนับถอยหลัง 1 เดือนก่อนเกษียณอายุราชการเช่นกัน  ปลัด สธ.คนเก่าทำงานร่วมกับ รมว.สาธารณสุขใหม่ได้เพียง 1 เดือน การขยับนโยบายจึงไม่ได้ไปแบบจรวด จนเมื่อ “นพ.โสภณ เมฆธน” ก้าวขึ้นมาเป็นปลัดสธ.คนใหม่ก็เป็นธรรมเนียมที่จะต้องสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งข้าราชการ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น

โยกรองปลัด 3 คน ไปเป็นอธิบดี โดย “นพ.อำนวย กาจีนะ” เป็นอธิบดีกรมควบคุมโรค “นพ.วชิระ เพ็งจันทร์” เป็นอธิบดีกรมอนามัย และ “นพ.สุริยะ วงศ์คงคาเทพ” เป็นอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ดึงผู้ตรวจฯ 3 คน มาเป็นรองปลัด คือ “นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์” “พญ.ประนอม คำเที่ยง” “นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย” และ”นพ.วิศิษฎ์ ตั้งนภากร” และอีกหนึ่งตำแหน่งคือ ผอ.สำนักบริหารกลางที่เปรียบเสมือนพ่อบ้านในสำนักงานปลัดสธ. ซึ่งรู้และเห็นทุกหนังสือสั่งการหรือข้อหารือ จำเป็นต้องใช้คนที่ไว้ใจได้ เปลี่ยนจาก “นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา” ที่ข้ามหน้า สสจ.จากรองสสจ.อุดรธานี มานั่งตำแหน่งนี้ในสมัยหมอรัชตะและเคยเป็นอดีตเลขานุการชมรมแพทย์ชนบท เป็น “น.ส.ภาวนา เผือกผาสุข” อดีตผอ.กลุ่มบริหารงานบุคคล

ส่วน “หมอปิยะสกล” ก็อยู่ในช่วงรับฟังข้อมูลและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย ทุกภาคส่วน โดยเดินสายต่างจังหวัดดูการทำงานจริง ด้วยนโยบาย “จับสลาก ผ่านที่ไหนแวะที่นั่น” จะไม่ให้มีการเตรียมตัวด้วยผักชีโรยหน้า จึงจับสลากหน่วยงานที่จะไปดูงาน หรือหากนั่งรถผ่านระหว่างทางก็จะแวะเยี่ยมชม เพื่อให้ได้ข้อมูลแท้จริงจากพื้นที่ แม้ที่ผ่านมา ข้าราชการในพื้นที่จะยังคงติดรูปแบบการต้อนรับผู้ใหญ่ด้วยการจัดเตรียมงานต้อนรับ เห็นได้จากการลงพื้นที่ครั้งแรก ให้ รมว.จับสลาก แต่ก่อนเวลาจริง 3-4 ชั่วโมง มีเวลาเพียงพอที่จะจัดเตรียมงาน และครั้งที่สอง มีการพัฒนาจับสลากก่อนลงพื้นที่ไม่นาน แต่พื้นที่จัดเตรียมหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ที่พร้อมจะไปรอต้อนรับในทุกหน่วยที่ รมว.จับสลากได้ ทำให้การลงพื้นที่ที่ผ่านมาไม่ได้เห็นของจริงที่แน่แท้

เมื่อรับฟังข้อมูลเพียงพอ และจัดทัพเรียบร้อย จากนี้จึงอาจเรียกว่าเป็นเวลาจริงของการขับเคลื่อนนโยบายทั้ง 8 ให้เห็นผลชัดเจนมากขึ้น !!!

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีการเดินหน้านโยบายใดๆ งานเดิมที่ดีก็มีการสานต่อ งานเดิมที่ยังขัดก็พยายามแก้  โดยเฉพาะในเรื่องการเดินหน้า “เขตสุขภาพ” และ “หมอครอบครัว”  รวมถึง “เรื่องกำลังคน” ด้วยการแก้ปัญหาลูกจ้างที่ตกค้างจากการบรรจุลอตที่ 3 กว่า 7,000 คน ให้ได้บรรจุทั้งหมด ส่วนเรื่องการขจัดความขัดแย้งของกลุ่มก๊วนต่างๆ ก็ทำให้ทุกฝ่ายสงบอยู่ในที่ตั้ง แม้ความเห็นต่างยังคงอยู่ เพียงแต่ไม่ได้แสดงออกแบบเข้มข้น  บางชมรมจับตาทุกความเคลื่อนไหวของ “หมอปิยะสกล” ผ่านเฟซบุ๊กเพจประหนึ่ง “จิ้งจกทัก” ขณะที่บางประชาคมยังสงวนท่าที ไม่แสดงตัวชัดเจนว่าสนับสนุนแบบเต็มร้อย

หวังว่าในช่วงผลิดอกออกผล กระทรวงสาธารณสุขคงจะประกาศนโยบายหรือแผนทำงานเพิ่มเติมที่ “โดนใจ” ประชาชนออกมา โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ 2559 เพื่อเป็นของขวัญด้านสุขภาพให้คนไทย รอฟัง!!!

8นโยบายหมอปิยะสกล

1.ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนางานสาธารณสุขตามแนวพระราชดำริ และโครงการเฉลิมพระเกียรติเพื่อเทิดพระเกียรติพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

2.บูรณาการองค์ประกอบและบทบาทเขตสุขภาพระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

3.พัฒนาการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้ประชาชนทุกกลุ่มวัย

4.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของหน่วยงานทุกระดับ

5.ให้ความสำคัญในการพัฒนากำลังคนด้านสาธารณสุข

6.วิจัยและพัฒนาเพื่อส่งเสริมภูมิปัญญาไทยและสมุนไพรไทย

7.เร่งรัดปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบกฎเกณฑ์ ให้เอื้อต่อการปฏิบัติงานสาธารณสุข

8.สนับสนุนกลไกการทำงานสาธารณสุขให้เป็นไปเพื่อส่งเสริมการสร้างความมั่นคงและความผาสุกของสังคมไทยและสังคมโลก

เครือเนชั่นคว้า4รางวัล‘ข่าว-สารคดีส่งเสริมสิทธิเด็ก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151124/217438.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2558
เครือเนชั่นคว้า4รางวัล‘ข่าว-สารคดีส่งเสริมสิทธิเด็ก’

ประกาศรางวัล “ข่าวและสารคดีเชิงข่าวส่งเสริมสิทธิเด็ก” เครือเนชั่นคว้าหลายรายการ คมชัดลึกคว้า 1 รางวัล กรุงเทพธุรกิจคว้า 2 รางวัล และNOW26 คว้า 1 รางวัล

            24พ.ย.2558 สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้จัดพิธีมอบรางวัล “ข่าวและสารคดีเชิงข่าวส่งเสริมสิทธิเด็ก” ประจำปี 2558 โดยการสนับสนุนจาก องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค ถนนราชปรารภ กรุงเทพ

นายประสงค์ เลิศรัตนวิสทุธิ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา เปิดเผยว่า การประกวดข่าวและสารคดีเชิงข่าวส่งเสริมสิทธิเด็กในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติในระดับอุดมศึกษาและหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติในโรงเรียน ปี 2558 นี้ สถาบันอิศราร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 โดยสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ และนิสิตนักศึกษา ให้ความสนใจส่งผลงานข่าวและสารคดีเชิงข่าวด้านการส่งเสริมสิทธิเด็กเข้าประกวดจำนวนมาก

ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา กล่าวว่า สำหรับผลการตัดสินรางวัลประเภทต่าง ๆ มีดังนี้ รางวัลข่าวและสารคดีเชิงข่าวประเภทสื่อหนังสือพิมพ์ ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 50,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ ผลงานข่าวเรื่อง “พรวิเศษ” สิทธิเด็กพิการไทย โดย หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก ส่วนรางวัลชมเชย มี 2 รางวัล รางวัลละ 20,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ 1) ผลงานข่าวเรื่อง เปิดเทอมไปรบ รับน้องสยองขวัญ โดย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และ 2) ผลงานข่าวเรื่อง โลกร้ายออนไลน์ Cyberbullying โดย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

นายประสงค์ กล่าวว่า ส่วนรางวัลข่าวและสารคดีเชิงข่าวประเภทสื่อวิทยุกระจายเสียง มีผู้ส่งผลงานเข้ามาทั้งสิ้นสองผลงาน ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 20,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ 1) ผลงานข่าวเรื่อง เด็กไทยฟันดี โดย นายสุรพงษ์ เพื่อช่อ สถานีวิทยุไทยพีบีเอสออนไลน์ และประเภทรางวัลข่าวและสารคดีเชิงข่าวประเภทสื่อวิทยุกระจายเสียงฝึกปฏิบัติ มีผู้ส่งผลงานเข้ามาทั้งสิ้นหนึ่งผลงาน ประกอบด้วย รางวัลชมเชย จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ ผลงานข่าวเรื่อง เด็ก 16 รับจ้างเที่ยว ภัยยุควัตถุนิยม โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา กล่าวว่า รางวัลข่าวและสารคดีเชิงข่าวประเภทสื่อโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ ในปีนี้คณะกรรมการมีความเห็นว่าไม่มีผลงานใดเข้าข่ายรางวัลชนะเลิศ แต่คณะกรรมการมีมติให้รางวัลรองชนะเลิศ 1 รางวัล รางวัลละ 15,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ 1) ผลงานข่าวเรื่อง พรมแดน “ชีวิต” สิทธิ-สัญชาติ โดย สถานีโทรทัศน์ NOW26 รางวัลดีเด่น 3 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาทพร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ 1) ผลงานข่าวเรื่อง เด็กขายพวงมาลัยเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ โดย สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส 2) ผลงานข่าวเรื่อง นักเรียนอาเซียน โดย สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส 3) ผลงานข่าวเรื่อง เหยื่อตะกั่ว โดย มหาชัยเคเบิลทีวี และรางวัลชมเชย 5 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาทพร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ 1) เปิดทุจริตวุฒิการศึกษา (โครงการ น.ส.ว.) จ.เพชรบุรี โดย สำนักข่าวไทย สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 MCOT HD 2) เพิ่มโทษใช้เด็กทำผิด โดย สำนักข่าวไทย สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 MCOT HD 3) ถอดบทเรียนหนูน้อยกอดศพแม่ ปลุกสังคมต้านทารุณกรรมเด็ก โดย สถานีโทรทัศน์ดิจิตอล นิวทีวี ช่อง 18 4) กว่าจะเป็น เด็กแว้น โดยสถานีโทรทัศน์ PPTV และ 5) เด็กถูกทิ้ง : ปัญหา สาเหตุและทางออก โดยสถานีโทรทัศน์ PPTV

นายประสงค์ กล่าวว่า รางวัลข่าวและสารคดีเชิงข่าวประเภทหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติและหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติออนไลน์ในสถาบันอุดมศึกษา ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล รางวัลละ 20,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ 1) ผลงานข่าวเรื่อง มือถือทำพิษวัยประถมส่องคลิปภาพลามกแพร่ว่อนเน็ต โดย หนังสือหอข่าว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยโดย ส่วนรางวัลชมเชย 2 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ 1) ผลงานข่าวเรื่อง โรงเรียนสอนขับรถ รับหัดเด็ก พ่อแม่ช่วยหนุนลุกทำผิด โดย กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์หอข่าว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยโดย และ 2) ผลงานข่าวเรื่อง รอยสัก ! กับมุมมองทางสังคม โดย หนังสือพิมพ์จันทรเกษมโพสต์ โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา กล่าวว่า รางวัลหนังสือพิมพ์ในโรงเรียนส่งเสริมสิทธิเด็ก ประกอบด้วยรางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่ หนังสือพิมพ์น้ำร้อนนิวส์ โดย โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 38 จ.นครศรีธรรมราช ส่วนรางวัลชมเชย มี 2 รางวัล รางวัลละ 2,500 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ 1) หนังสือพิมพ์ฟ้าใหม่ โดย โรงเรียนบ้านนา “นายกพิทยากร” จังหวัดนครนายก และ 2) หนังสือพิมพ์ศรีนวลนิวส์ โดย โรงเรียนวัดศรีนวลธรรมวิมล หนองแขม กรุงเทพฯ

นายประสงค์ กล่าวว่า นอกจากพิธีมอบรางวัลโดยมี นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีและทูตพิเศษ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เป็นประธานในการมอบรางวัลยังได้รับเกียรติจาก นางผุสดี ตามไท รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมมอบรางวัลหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติในโรงเรียนส่งเสริมสิทธิเด็กอีกด้วย โดยสถาบันอิศรายังจัดให้มีการเสวนา ถอดบทเรียน “หนังสือเด็กคลุมโม่ง” ซึ่งเป็นเรื่องที่เขียนถึงผลกระทบต่อเด็กในการนำเสนอข่าวจากสื่อมวลชนโดยเจาะลึก โดยมีการยกตัวอย่าง 4 กรณี และยังมีการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำข่าวด้วย การจัดประกวดดังกล่าว สถาบันอิศราเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงาน โดยร่วมมือกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและอื่น ๆ