เจนวิทย์ สระทองหนต้นกล้าอินทรีย์รุ่นใหม่หัวใจเกร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151201/217787.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 1 ธันวาคม 2558
เจนวิทย์ สระทองหนต้นกล้าอินทรีย์รุ่นใหม่หัวใจเกร่ง

เจนวิทย์ สระทองหนต้นกล้าอินทรีย์รุ่นใหม่หัวใจเกร่ง

            ทันทีที่จบมัธยม 3 ร.ร.กำแพงแสนวิทยาคม “น้องโฟล์ค” ตัดสินใจมุ่งสู่ห้องเรียนธรรมชาติ สวมชุดชาวนาชาวสวน หันมาแบกจอบแบกเสียมแทนจับปากกา เพื่อแบ่งเบาภาระพ่อแม่ เข้ามาเรียนรู้วิถีการทำเกษตรอินทรีย์กับกลุ่มเครือข่ายพี่น้องสองตำบล+… จนได้เป็นหนึ่งในสมาชิกเกษตรกรอินทรีย์ ภายใต้โครงการสามพรานโมเดล ที่ขับเคลื่อนโดยมูลนิธิสังคมสุขใจ โดยการสนับสนุนของกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

โฟล์คเติบโตมาในครอบครัวเกษตรกร พ่อแม่ของเขาทำเกษตรเคมีมาตั้งแต่ต้น จนเมื่อ 2 ปีก่อนได้เข้าร่วมกลุ่มกับเครือข่ายพี่น้องสองตำบล+…. และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการทำเกษตรระบบเคมี มาสู่แบบอินทรีย์อย่างจริงจัง โดยมีเจ้าหน้าที่จากโครงการสามพรานโมเดล คอยแนะนำ ให้ความรู้ และเทคนิคต่างๆ

จากที่เคยเป็นลูกมือช่วยพ่อแม่ปลูกผัก วันนี้ โฟล์คขอแยกมาทำแปลงผักด้วยตัวเอง ดูแลเอง วางแผนการผลิตเอง ขายเอง ด้วยความมุ่งมั่น ซื่อสัตย์ และตั้งใจจริงทำให้ผลผลิตของเขากำลังจะได้ใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์นานาชาติ หรือ IFOAM (International Federation of Organic Agriculture Movements) ในเร็วๆ นี้

ด้าน อรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ สามพราน ริเวอร์ไซด์ และเลขาธิการมูลนิธิสังคมสุขใจ ในฐานะผู้ริเริ่มและผลักดันให้เกิดโครงการ “สามพรานโมเดล” กล่าวว่า โฟล์คเป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ ที่สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าหากมีแรงบันดาลใจ มีความมุ่งมั่น ทำจริง สุดท้ายแล้วกระบวนการเรียนรู้มันไม่ยากเลย โฟล์คเองเคยลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง

หากมองย้อนกลับไปเยาวชนไทยหัวใจอินทรีย์คนนี้ให้เหตุผล ที่ไม่อยากเรียนต่อ ม.4 เชิงตั้งคำถามว่า “ก็ถ้าเรียนไปแล้ว ต้องทิ้งพ่อแม่ ทิ้งน้อง เพื่อเป็นลูกจ้างเขา สู้มาพลิกฟื้นผืนดิน ซึ่งเป็นของเราเองไม่ดีกว่าหรือ”

“ครอบครัวผมก็มีกัน 4 คน ผมเป็นลูกชายคนโต ถ้าผมไม่ช่วย แล้วใครจะช่วยพ่อกับแม่ ที่สำคัญผมไม่อยากให้พ่อแม่ และน้องของผม ต้องมาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตอนอายุ 50 เหมือนกับปู่ของผม” นี่คือเหตุผลที่หนุ่มน้อยคนนี้สะท้อนออกมาจากใจ ว่าทำไมเขาถึงเลือกเดินเข้าห้องเรียนธรรมชาติเมื่อ 2 ปีก่อน

นอกจากช่วยพ่อแม่ตามที่ตั้งใจไว้แล้ว โฟล์คยังนำองค์ความรู้ใหม่ๆ และประสบการณ์ วิธีการแก้ปัญหาในแปลกผัก รวมถึงปัญหาที่เกษตรกรอินทรีย์รุ่นลุงรุ่นป้าถ่ายทอด และแบ่งปันกันภายในกลุ่ม มาทดลองปลูกผักอินทรีย์บนพื้นที่ 1 ไร่ ที่เขาเริ่มตั้งแต่การเตรียมดิน เพาะเมล็ดพันธุ์ หมักปุ๋ย ดูแล ตลอดถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต ด้วยตัวของเขาเอง จากผักบุ้งแปลงแรก ผักกวางตุ้ง ถั่วฝักขาว มะเขือเปราะ ก็ทยอยตามมาแซมระหว่างพื้นที่ที่ยังพอมีว่าง ที่สำคัญแปลงของโฟล์คกำลังจะได้ใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์นานาชาติ IFOAM ในเร็วๆ นี้

วันนี้ผักอินทรีย์ของเขาส่งให้ห้องอาหารของโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ และขายให้แก่ผู้บริโภคที่ตลาดสุขใจ แม้ตัวเลขรายรับของครอบครัวต่อเดือนจะไม่สูงมาก แต่น้องโฟล์ค ก็เชื่อว่าวิถีอินทรีย์จะทำให้ครอบครัวของเขารวยสุขภาพ และความสุข เพราะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันปัจจุบันครอบครัวของน้องโฟล์ค มีรายได้เฉลี่ย 1 หมื่นกว่าบาทต่อเดือน ถึงตัวเลขนี้อาจจะไม่มากเท่ามนุษย์เงินเดือน แต่ครอบครัวก็อยู่ได้สบาย

“ส่วนเรื่องการเรียนในหลักสูตรนั้น ถ้าอยากเรียนเมื่อไหร่ก็เรียนได้ครับ เพราะเดี๋ยวนี้การศึกษาเปิดช่องทางให้ผู้ที่สนใจเรียนมากมาย เช่นศึกษาผู้ใหญ่ หรือมหาวิทยาลัยเปิดก็มีให้เลือกเช่นกันครับ ทำตรงนี้ให้รู้จริง แล้วค่อยเรียนต่อ ก็ยังไม่สายครับ” น้องโฟล์ค กล่าวทิ้งท้าย

สพป.ลพบุรี เขต.1เสริมปัญญานร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151201/217792.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 1 ธันวาคม 2558
สพป.ลพบุรี เขต.1เสริมปัญญานร.
สพป.ลพบุรี เขต.1เสริมปัญญานร.

สพป.ลพบุรี เขต.1เสริมปัญญานร. ดึง‘ทาทา สตีล’ทำรถห้องสมุดเคลื่อนที่ : เยี่ยมสถานศึกษา โดย0 ภคจิรา จันทร์แดง นักประชาสัมพันธ์ ชำนาญการ สพป.ลพบุรี เขต 1 0

 

 

             การศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ  วลีที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต.1 ในฐานะหน่วยงานที่สนับสนุน กำกับดูแลการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดจำนวน 177 แห่ง (เอกชน 29 แห่ง รัฐบาล 88 แห่ง) ภายใต้การนำของ ดร.ปัญญา แก้วเหล็ก ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 และคณะ ตระหนักดีถึงภาระหน้าที่ในการให้บริการด้านการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความพยายามบูรณาการการทำงานในหลากหลายรูปแบบที่สามารถสนับสนุนให้การจัดการศึกษาประสบผลสำเร็จ สร้างคนที่มีคุณภาพให้แก่สังคม และรถห้องสมุดเคลื่อนที่ “เสริมปัญญา กับทาทา สตีล” ก็เป็นอีกยุทธวิธีที่จะช่วยเติมเต็มและตอบโจทย์ให้โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่ขาดแคลนหนังสือ สื่อที่ดีและทันสมัย

รถห้องสมุดเคลื่อนที่เสริมปัญญา กับทาทาสตีล เดิมเป็นรถคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต.1 ซึ่งติดตั้งคอมพิวเตอร์แบบพกพา (โน้ตบุ๊ก) จำนวน 10 เครื่อง ออกให้บริการด้านการสืบค้นข้อมูลทั่วไป มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการสืบค้นข้อมูลแบบไม่จำกัดเวลาและสถานที่ มีผู้ใช้บริการเป็นอย่างมากทุกครั้งที่ออกให้บริการ เช่น ในงานศิลปหัตถกรรมระดับประเทศ ณ เมืองทองธานี งานนิทรรศการทางวิชาการต่างๆ หรืองานอำเภอเคลื่อนที่ เป็นต้น

ต่อมา นายศิโรโรตม์ เมธมโนศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทรัพยากรบุคคลและบริหารบริษัททาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน ได้ทราบถึงกิจกรรมดังกล่าวจึงมีความสนใจ ประกอบกับมีโครงการที่จะจัดทำมุมหนังสือประจำโรงเรียนอยู่แล้ว โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่จำนวน 400 แห่งทั่วประเทศ จึงประสานนำรถคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต.1 มาปรับปรุงเป็นรถห้องสมุดเคลื่อนที่ ใช้ชื่อว่ารถห้องสมุดเคลื่อนที่ เสริมปัญญา กับทาทา สตีล นับเป็นห้องสมุดลำดับที่ 212

โดยให้การสนับสนุนหนังสือ ชั้นหนังสือ โต๊ะ เก้าอี้ และสื่อการเรียนรู้พร้อมปรับปรุงภายในและภายนอกรถของรถยนต์ดังกล่าวให้มีสีสันสวยงาม รูปลักษณ์ทันสมัย เพื่อใช้เป็นแหล่งค้นคว้าและเรียนรู้สำหรับนักเรียน มูลค่า 125,000 บาท และจะจัดส่งหนังสือเพิ่มเติมปีละ 2 ครั้ง ในเดือนมกราคม และสิงหาคม ของทุกปี เป็นระยะเวลา 5 ปี ให้แก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต.1 เพื่อสร้างความหลากหลายของสื่อให้น่าสนใจและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

“เพราะเราตระหนักดีถึงความสำคัญของการศึกษา และความสำคัญของเยาวชนคนในชาติ ที่วันข้างหน้าเด็กๆ เหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ และเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่มีกำลังและความสามารถจึงอยากจะมีส่วนร่วมด้วย เพื่อเป็นการคืนกำไรให้สังคม พอได้ทราบว่าเขตพื้นที่มีกิจกรรมรถเคลื่อนที่แบบนี้จึงประสานขอความร่วมมือเพื่อร่วมพัฒนาและปรับปรุงให้รถคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น จนได้ข้อสรุปเป็นรถห้องสมุดเคลื่อนที่ที่มีทั้งหนังสือและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว ซึ่งถูกใจผมมาก เป็นแนวคิดที่ดี” นายศิโรโรตน์ กล่าว

ด้าน ดร.ปัญญา แก้วเหล็ก ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 กล่าวว่า ตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ประเทศชาติมีความเจริญก้าวหน้า การมีสื่อที่ดีและทันสมัยน่าสนใจ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยดึงดูดนักเรียนให้เข้ามาศึกษาค้นคว้า สร้างนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียน เพื่อทำให้ภารกิจของเราบรรลุเป้าหมายนั่นคือ เด็กของเราเป็นนักเรียนในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง

สำหรับผู้รับประโยชน์โดยตรงอย่าง ด.ญ.ชนิกานต์ โตยิ่ง นักเรียนระดับชั้น ป.6 จากโรงเรียนวัดหนองปลิง กล่าวว่า ดีใจที่จะมีโอกาสได้อ่านหนังสือดีๆ รูปเล่มสวยงาม เนื้อหาสนุก และหลากหลาย ที่ไม่มีในห้องสมุดของโรงเรียน

นับเป็นแบบอย่างที่ดีขององค์กรภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาของคนในชาติ ควรค่าแก่การยกย่อง อีกหนึ่งแนวทางในการแสวงหาความร่วมมือของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรีเขต 1 สนองนโยบายรัฐบาลที่เน้นการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วม
 

มก.ประกาศสู่’มหาวิทยาลัยดิจิทัล’ ลดเหลื่อมล้ำสร้างกินดีให้ค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151130/217722.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2558
มก.ประกาศสู่'มหาวิทยาลัยดิจิทัล' ลดเหลื่อมล้ำสร้างกินดีให้ค

มก.ประกาศสู่ ‘มหาวิทยาลัยดิจิทัล’ ลดเหลื่อมล้ำสร้างกินดีให้คนในชาติ : เปิดวิสัยทัศน์ โดยชุลีพร อร่ามเนตร

            แม้ขณะนี้ “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” ยังไม่มีอธิการบดี แต่ในการพัฒนา ยกระดับคุณภาพการศึกษายังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วย รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน รักษาการแทนอธิการบดี มก. และผู้บริหาร มก. ร่วมกัน เปิด Digital KU Day : Next Step towards a digital University เพื่อเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน

รศ.ดร.วิโรจ กล่าวว่า ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ภายใต้การบริหารงานเชิงระบบ KU ++ Super Plus และก้าวไปสู่การเป็น 6 U ของนโยบายสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วย Green University, Digital University, Research University, World Class University, Social Responsibility University และ Happiness University ขณะนี้ได้ประกาศทิศทางความพร้อมทางด้านสารสนเทศของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัล อย่างเป็นทางการ

“1 ในนโยบายหลักของสภา มก. คือการที่พัฒนาระดับด้านสารสนเทศของมหาวิทยาลัย ขณะนี้ มีความพร้อม มีศักยภาพที่จะประกาศตัวเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัล โดยมีสำนักบริการคอมพิวเตอร์เป็นหน่วยงานในการขับเคลื่อน ประกอบด้วย 1.โครงสร้างพื้นฐานด้านไอที (Super Infra) อาทิ ระบบอินเทอร์เน็ตไร้สาย อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ศูนย์ข้อมูล คอมพิวเตอร์ต่างๆ เป็นต้น 2.ข้อมูลเพื่อการบริหารมหาวิทยาลัยและคลังข้อมูลขนาดใหญ่ (Super Data) โดยมุ่งที่จะสร้างศาสตร์แห่งแผ่นดิน โดยจะนำองค์ความรู้ที่มีอยู่นำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ทั้งลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อความกินดีของคนในชาติและ 3.นวัตกรรมการบริการอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Super Service ซึ่งเป็นนวัตกรรมการให้บริการที่ตอบสนองต่อคนรุ่นใหม่ ทั้งแอพพลิเคชั่นที่ให้ความรู้แก่นิสิตและบุคลากร รวมทั้งประชาชนทั่วไป ให้สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลของ มก.ได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยใช้บัตรนิสิต บัตรบุคลากร และบัตรประชาชน”

ตลอด 72 ปีที่ผ่านมา มก.ยึดมั่นอุดมการณ์มุ่งสร้างศาสตร์แห่งแผ่นดินเพื่อความกินดีอยู่ดีของชาติ โดยนำศาสตร์ 3 ศาสตร์ คือ 1.ศาสตร์พระราชา น้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแก่ผู้สำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2520 มากำหนดเป็นหลักของมหาวิทยาลัย คือ การเป็น “ศาสตร์ของแผ่นดิน” ซึ่งได้มีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยฉบับใหม่ด้วย 2.ศาสตร์ชุมชน มุ่งสร้างความกินดีอยู่ดีของชาติ ตามเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัย และ 3.ศาสตร์สากล เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ ซึ่งจะนำศาสตร์ดังกล่าวมาบูรณาการสร้างองค์ความรู้ใหม่ เพื่อการพัฒนาชุมชน สังคมและประเทศชาติได้อย่างแท้จริง

ขณะที่ รศ.ดร.บัญชา  ขวัญยืน  รักษาการแทนอธิการบดี มก. กล่าวว่า ผลงานด้านไอทีของมหาวิทยาลัย ทั้ง Super Data, Super Infra และ Super Services ที่ได้พัฒนาขึ้นเพื่อให้บริการแก่ประชาคม มก.และประชาชน รวมถึงผลงานที่จะมีความร่วมมือเพื่อพัฒนาต่อยอดในอนาคต จะส่งผลให้เรามีการสื่อสารกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น ทำงานร่วมกันได้อย่างรวดเร็วขึ้น และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีความพร้อมและศักยภาพทางด้านไอทีอย่างชัดเจน ในการเดินหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สู่ทศวรรษที่ 8 กับการเป็นมหาวิทยาลัยผู้นำแห่งโลกดิจิทัล เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้แก่สังคมประเทศชาติ

การขับเคลื่อนสู่มหาวิทยาลัยดิจิทัล มก.จะใช้ ICT เป็นตัวนำ ซึ่งมี 3 ส่วน เริ่มจาก Super Infra โครงสร้างพื้นฐาน เรื่องของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง Super Data ระบบฐานข้อมูล เอาข้อมูลมาช่วยเรื่องบริหารจัดการองค์กร Super Services มีบริการที่ทันสมัย คล่องตัว สะดวก ตัวอย่างนวัตกรรมที่น่าสนใจ อาทิ Newton Cluster นำเทคโนโลยี HPC-Infra มาใช้

ซึ่งเป็นคลังข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับอาจารย์ และนักวิจัยใช้ดำเนินงานเกี่ยวกับการประมวลผลและจัดการข้อมูลจำนวนมาก เป็นต้น ส่วน Super Data : KU Smart Life ระบบสารสนเทศใหม่ของ มก. นำเสนอข้อมูลส่วนบุคคล รายงานสถิติของมหาวิทยาลัยต่างๆ อาทิ นิสิต บุคลากร งบประมาณ และวิจัย เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร โดยสามารถเรียกใช้งานได้ทั้งจากเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน

ส่วนของ Super Services : Smart Data Knowledge (KU Augmented Reality Knowledge) นำเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) มาใช้ ทำให้ได้ประสบการณ์จากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ทั้งข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ หรือการบอกตำแหน่งด้วยจีพีเอส ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุ สถานที่ สิ่งแวดล้อมภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะปรากฏขึ้นทันทีที่เราอยากรู้ เข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา สร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้ และแบ่งปันทุกเวลา ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสำนักหอสมุด และหน่วยงานต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นอกจากนั้น มีการนำ KU Open Education Resource นำเทคโนโลยี Apple for Education (iTunes U) มาใช้สร้างระบบการเรียนการสอนออนไลน์ ที่เน้น “ระบบเปิด” ทุกคนเข้าถึงเนื้อหาอย่างเสรี และเข้าถึงได้พร้อมกัน เข้าถึงหลักสูตรการเรียนรู้ทางออนไลน์ อี-เลิร์นนิ่ง เข้าถึงองค์ความรู้อย่างไร้ขีดจำกัด เป็นประโยชน์สำหรับคณาจารย์ นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบุคคลทั่วไป, Inside KU เป็น Mobile Application บนระบบปฏิบัติการ Android อำนวยความสะดวกให้ทุกคน ต่อด้วย Smart Card – Wifi Account for Guest ระบบอ่านข้อมูลจากบัตรประชาชน เพื่อให้บริการบัญชีผู้ใช้งานสำหรับเข้าถึงระบบเครือข่ายไร้สายของมหาวิทยาลัย

Smart Student ID Card for Booking (Super Services) นำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในระบบจองห้องศึกษากลุ่มย่อยของสำนักบริการคอมพิวเตอร์ ใช้บัตรประจำตัวนิสิตสแกนที่เครื่อง Reader เพื่อ Login เข้าสู่ระบบ และ KU Trip (http://kutrip.mikelab.net/) (Super Data, Super Service) ระบบจัดอันดับโรงแรมของไทยอ้างอิงตามความคิดเห็นของผู้ใช้ พัฒนาต้นแบบระบบวิเคราะห์และสรุปข้อมูลความคิดเห็น บทวิจารณ์ที่กล่าวถึงโรงแรมในประเทศไทย นำเสนอเป็นผลสรุปการจัดเรียงลำดับโรงแรมเหล่านั้นในแง่มุมต่างๆ เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยตรงในการตัดสินใจที่ง่ายขึ้น ส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.ku.ac.th

ร.ร.บ้านคลองพร้าว-สายน้ำทิพย์แชมป์Best English School

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151130/217718.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2558
ร.ร.บ้านคลองพร้าว-สายน้ำทิพย์แชมป์Best English School

ร.ร.บ้านคลองพร้าว-สายน้ำทิพย์แชมป์Best English School

            ผ่านพ้นไปแล้ว สำหรับโครงการอบรมเทคนิคการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแก่ครูและนักเรียน ‘English We Can Camp’ เป็นหนึ่งในกิจกรรมปลูกความรู้ ภายใต้โครงการทรูปลูกปัญญา จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสเชิญชวนครูและนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล เข้ามาร่วมพัฒนาความรู้และทักษะการเรียนการสอนด้านภาษาอังกฤษ มุ่งสร้างมาตรฐานด้านภาษาให้ทัดเทียมกับโรงเรียนในเมืองใหญ่ และเป็นการเตรียมความพร้อมด้านภาษาอังกฤษก่อนก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปลายปี 2558  คัดเลือกครูและนักเรียนจากโรงเรียนในโครงการทรูปลูกปัญญา ซึ่งมีกว่า 6,000 โรงเรียนทั่วประเทศ โดยพิจารณาจากการส่งคลิปวิดีโอประกวดการสื่อสารภาษาอังกฤษ ในหัวข้อ Let’s Welcome AEC กล่าวต้อนรับชาวต่างชาติและแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในชุมชน ทั้งในเรื่องความหลากหลายของคำศัพท์, ทักษะในการสื่อสาร, การออกเสียงที่ถูกต้อง, ความมั่นใจในการสื่อสาร ฯลฯ รวมจำนวนทั้งสิ้น 30 ทีม จาก 23 จังหวัดทั่วประเทศ

สร้างสรรค์กิจกรรมส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแก่เด็กนักเรียน รวมทั้งวิธีการสอนรูปแบบใหม่ให้แก่ครูภาษาอังกฤษ เน้นการมีส่วนร่วมระหว่างผู้เรียนและผู้สอนเป็นสำคัญ จัดเตรียม Teacher Trainer ครูไทยที่ผ่านการอบรมหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษ จากโครงการ English We Can ในระดับ Distinction Level ติดต่อกันในปี 2556–2557

รวมทั้ง Teacher Trainer ผู้มากประสบการณ์จาก บริติช เคานซิล ที่จัดเตรียมเนื้อหาออกแบบหลักสูตรและกิจกรรมสำหรับใน English We Can Camp มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษให้ทั้งครูและนักเรียน ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ เกม, การละเล่น, ร้องเพลง, งานฝีมือ ฯลฯ เป็นแนวทางปูเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษมุ่งเน้นให้มีความกล้าแสดงออกในการสื่อสารภาษาอังกฤษ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน

ในวันสุดท้ายของกิจกรรมค่าย English We Can Camp จะมีการแข่งขันทักษะภาษาอังกฤษ English Communication Skills Competition นำพื้นฐานการเรียนรู้ตลอด 2 วันที่ผ่านมามาปรับใช้แสดงในกิจกรรมบนเวที โดยทีม The Cutie Group ประกอบด้วยสมาชิกจาก 2 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบ้านคลองพร้าว จ.ตราด และโรงเรียนสายน้ำทิพย์ จ.กรุงเทพฯ เป็นผู้ชนะเลิศคว้ารางวัล Best English School

โดยมี ดร.กันทิมา กุญชร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการกลุ่ม ด้านสื่อสารองค์กรและกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม และ มร.โทมัส ลอยด์ รองผู้อำนวยการ ส่วนงานภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษา เป็นผู้มอบรางวัล ซึ่งผู้ชนะได้รับทุนการศึกษาพร้อมแท็บเล็ตที่ติดตั้งแอพพลิเคชั่นประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ แก่ครูสอนภาษาอังกฤษและนักเรียน ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 1 และรองชนะเลิศอันดับ 2 รับรางวัลพิเศษอื่นๆ นอกจากนี้ทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับประกาศนียบัตรเป็นที่ระลึก

จุฬารัตน์ ชูกำแพง ครูสอนภาษาอังกฤษ โรงเรียนบ้านคลองพร้าว จ.ตราด ผู้อยู่เบื้องหลังชัยชนะของทีม The Cutie Group นำลูกศิษย์คว้ารางวัล Best English School ในโครงการ English We Can Camp เล่าว่า นักเรียนจะเป็นคนวางแผนดำเนินการในกิจกรรมที่จัดแสดงบนเวทีด้วยตัวของเขาเอง เช่น บทละคร, ตัวละคร ฯลฯ ซึ่งเป็นทักษะภาษาอังกฤษที่เด็กๆ ได้จากการทำกิจกรรมตั้งแต่วันแรกและนำมาประยุกต์ใช้

ส่วนครูเป็นเหมือนพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำอยู่ใกล้ๆ ช่วยสร้างเสริมกระบวนการเรียนการสอนที่สนุกสนาน ส่งผลให้นักเรียนอยากเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ซึ่งตัวครูเองจะนำกิจกรรมที่ได้รับการอบรมมาปรับใช้ในการเรียนการสอน และใช้แอพพลิเคชั่นที่ได้รับมาสอนนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพเพราะว่าเป็นสื่อเทคโนโลยีที่ดีและมีประสิทธิภาพ

ด้าน รตินธร วาดเขียน ครูภาษาอังกฤษ โรงเรียนสายน้ำทิพย์ จ.กรุงเทพฯ แม่พิมพ์ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของทีม The Cutie Group อีกคน กล่าวเสริมถึงกิจกรรมของเด็กๆ บนเวทีที่คว้าชัยชนะรางวัล Best English School ครูที่เป็นเทรนเนอร์ ให้หัวข้อว่า my hometown ให้เด็กๆ ทั้ง 2 โรงเรียน ไปเขียนเรื่องของแต่ละเมือง แล้วผนวกเข้าด้วยกัน ส่วนครูให้คำแนะนำให้กิจกรรม

ด.ญ.พิรวรรณ ไตรยสุทธิ์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านคลองพร้าว จ.ตราด สมาชิกทีม The Cutie Group กล่าวถึงความประทับใจในการเข้าร่วมกิจกรรมว่าได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษเพิ่มมากขึ้น ได้พบเพื่อนใหม่ๆ ได้เจอเพื่อนที่ดี มีความสามัคคี รู้จักการช่วยเหลือกันเป็นอย่างไร คำศัพท์ต่างๆ ที่ยังไม่รู้และได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษนอกห้องเรียน ภาษาอังกฤษไม่ยาก ตั้งใจจะนำประสบการณ์ที่ได้ไปแบ่งปันสู่เพื่อนๆ ด้วย

สัมผัสวิถีชีวิตวัฒนธรรม ‘มะมุ’ สู่การปรับตัวท่ามกลางปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151129/217642.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2558
สัมผัสวิถีชีวิตวัฒนธรรม 'มะมุ' สู่การปรับตัวท่ามกลางปัญหา

หลากมิติเวทีทัศน์ : สัมผัสวิถีชีวิตวัฒนธรรม ‘มะมุ’ สู่การปรับตัวท่ามกลางปัญหา : โดย…รัชตะ มารัตน์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

                      “คอคอดกระ สหภาพเมียนมาร์ ระยะทาง 100 เมตร”
                      ป้ายริมถนนบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 ช่วงพื้นที่จังหวัดชุมพรกับระนอง เป็นภาพที่ผู้อ่านหลายท่านคงเคยได้พบเห็น หรือแม้แต่ท่านที่ไม่เคยเดินทางผ่านก็คงจะเคยศึกษาเรียนรู้ถึงพื้นที่ที่แคบที่สุดในคาบสมุทรมลายู มาบ้างไม่มากก็น้อย
                      “ตำบลมะมุ” ตำบลหนึ่งของอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง คือ ที่ตั้งของสถานที่ดังกล่าว นับเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์หลายประการ ทั้งการทำศึก การทำการค้า ที่สำคัญแม้กระทั่งการเสด็จประพาสต้นของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 เมื่อปีพุทธศักราช 2433 จนมาถึงในยุคสมัยการทำสัมปทานป่าไม้ตามนโยบายรัฐบาล และการประกาศเขตป่าในพื้นที่
                      อนันต์ สร้อยชั้น หนุ่มวัยกลางคนลูกหลานพี่น้องชาวมะมุ ซึ่งปัจจุบันรับตำแหน่งเป็นเลขานุการสภาองค์กรชุมชนตำบลมะมุ เล่าให้ฟังว่า “โดยปกติคนจากภายนอกมักไม่ค่อยเข้ามาสัมผัสที่มะมุมากเท่าไหร่นัก เพราะมะมุเป็นเพียงเส้นทางผ่าน จะเป็นที่รู้จักหน่อยก็ซาลาเปาทับหลี ที่ชาวจีนอพยพได้เข้ามาบุกเบิกทำกิจการ ซึ่งในปัจจุบันก็ได้กลายเป็นธุรกิจของคนชั้นกลางไปแล้ว
                      “อนันต์” เล่าต่อไปว่า ชาวมะมุเองเป็นคนดั้งเดิมในพื้นที่ ส่วนการอพยพของคนที่มาจากภายนอกเข้ามาอยู่เพียงไม่กี่คน ฉะนั้นการอาศัยอยู่จึงมีระบบวัฒนธรรมแบบเครือญาติ ไปไหนมาไหนก็รู้จักกันหมด “คนนั้นมีศักดิ์เป็นพี่ คนนี้มีศักดิ์เป็นน้อง คนนั้นเป็นลุงของแม่ คนโน้นเป็นอาของพ่อ” ก็เรียกได้ว่าอย่างนั้น
                      ฉะนั้น ระบบการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จึงยังมีให้เห็นมากในพื้นที่ และนั่นหมายความรวมไปถึง รูปแบบวิถีชีวิต การทำงานก็มีลักษณะที่มีความเป็นส่วนรวมมากกว่าที่จะนำเอาผลประโยชน์ของปัจเจกเป็นตัวตั้ง
                      โดยปกติพื้นที่ตำบลมะมุ เป็นพื้นที่ในการทำเกษตรกรรมเป็นหลักทั้งการปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน และสวนผลไม้ ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ได้เริ่มต้นมาบุกเบิกตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.2520 ภายหลังการสัมปทานป่าไม้ตามนโยบายรัฐบาล คนรุ่นแรกของตำบลที่อาศัยมาตั้งแต่ต้นใช้วิธีการจับจองกันเอง ซึ่งไม่ได้มีการรับรองสิทธิ์อะไร และประกอบสัมมาอาชีพกันเรื่อยมา
                      จนกระทั่งช่วงปลายปี พ.ศ.2532 เกิดมหาวาตภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในรอบหลายสิบปี ที่คนแถบนี้รู้จักกันดี และยังเป็นที่รู้จัก เล่าสืบต่อมาถึงคนรุ่นหลัง เรียกว่า “พายุเกย์” พายุในครั้งนั้นได้สร้างความเสียหายนับมูลค่าไม่ได้ แต่ด้วยอัตลักษณ์แห่งความร่วมมือของพี่น้องมะมุ จึงสามารถผ่านพ้นสถานการณ์เลวร้ายนั้นมาได้ด้วยดี
                      “อนันต์” เล่าต่อว่า มะมุมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้ง ก็เมื่อช่วง พ.ศ.2541 เมื่อมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ที่ให้ความเห็นชอบกับมาตรการ และแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งพื้นที่ที่พี่น้องประกอบอาชีพส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ามะมุ ทำให้เกิดความไม่มั่นคงในวิถีชีวิตตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา มีทั้งการสำรวจการถือครองพื้นที่ป่าไม้ การขึ้นทะเบียนบุคคลผู้ครอบครอง ตรวจสอบสภาพการใช้ที่ดินจากภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งพี่น้องมะมุส่วนใหญ่ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เหตุผลหลักเพราะ พวกเขา “ประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงพี่น้องในชุมชน”
                      “อนันต์” ได้พาผู้เขียนเข้าไปในพื้นที่ห่างไกลตามแนวเชิงเขา กลิ่นข้าวหอมมาเป็นระยะๆ จนได้พบกับไร่ข้าวขนาดใหญ่ที่สุกเหลืองรอการเก็บเกี่ยว ทอดยาวตั้งแต่ตีนเขาไปจนถึงกลางเขา พบพี่น้องกลุ่มใหญ่กำลังขะมักเขม้นลงแรงเก็บเกี่ยวผลผลิต พร้อมกับการพูดคุยหยอกล้อกันไปอย่างสนุกเฮฮา
                      แดง ขุมเพชร  หญิงสูงวัยเจ้าของผืนไร่ข้าวแปลงแรกต้อนรับอย่างเป็นกันเอง พร้อมเล่าเรื่องราวต่างๆ ไปพร้อมกับการเกี่ยวรวงข้าว (ทางภาคใต้เรียกว่าเก็บข้าว) มิหนำซ้ำยังสาธิตวิธีการใช้ “แกละ” เครื่องมือทำมาหากินของพี่น้อง เป็นอุปกรณ์ขนาดพอดีมือ มีความแหลมคมสูง ฉะนั้น ถ้าใช้งานไม่ดี คงได้บาดแผลกลับไปฝากคนที่บ้านอย่างแน่นอน
                      เก็บข้าวไปได้พักใหญ่พอเต็มกำมือ ผู้เขียนก็ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับ ประนอม สร้อยชั้น เจ้าของไร่แปลงข้างๆ ที่มาช่วยลงแรงเก็บเกี่ยวข้าวเหมือนพี่น้องคนอื่นๆ ประหนึ่งเป็นอาสินของตัวเอง เล่าให้ฟังว่า พี่น้องมะมุส่วนใหญ่ปลูกยางพารากันมาแล้ว 1 รอบ พอยางหมดอายุ ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 20 กว่าปี ก็ได้ปลูกข้าวไร่บนแปลงของตัวเอง ซึ่งแต่ละคนก็จะเก็บผลผลิตได้ไม่พร้อมกัน ข้าวที่ปลูกมีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งข้าวขาวพวงพะยอม ข้าวดอกขาม ข้าวเหลือง ข้าวเหนียวขาวไร่และดำไร่ ใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เป็นการรอคอยการเจริญเติบโตของพืชชนิดอื่นๆ ในรอบต่อไป เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และอื่นๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของราคาพืชผล ต้นทุนการผลิต และความต้องการของตลาด ในช่วงเวลานั้น
                      สุนีย์ ไพถาวร เกษตรกรอีกรายหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า การปลูกข้าวไร่จะเริ่มประมาณช่วงประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม จะมีพี่น้องมาช่วยลงแรงกันประมาณ 30-40 คน เอาเมล็ดข้าวใส่กระบอกไม้ไผ่ลงในหลุมรอการเจริญเติบโต และเตรียมการปลูกพืชหลักไว้ด้วยในช่วงเวลา และแปลงเดียวกัน การปลูกข้าวไร่ของพี่น้องชาวมะมุไม่ได้ใช้สารเคมีอะไร เพราะเป็นการเพาะปลูกเพื่อกินกันในหมู่เครือญาติ เรียกได้ว่าเก็บไว้กินได้ตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อข้าวแม้แต่เพียงบาทเดียว
                      สุเทพ ทวีกุล เจ้าของแปลงที่อยู่สูงขึ้นไปอีกประมาณ 100 เมตร เล่าให้ฟังว่า ข้าวไร่จะมีราคาอยู่ที่เกวียนละประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป สำหรับเกษตรกรรายไหนที่เหลือกินเหลือใช้ก็จะเอาไปขายบ้าง การกำหนดราคาก็เป็นไปตามนโยบายของรัฐทั่วๆ ไป รายได้ของคนมะมุส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 20,000-30,000 บาทต่อเดือน บวกลบกลบหนี้แล้วก็เหลือไว้ให้ลูกหลาน
                      สำหรับเรื่องของการปลูกข้าวไร่เอง ก็ไม่ได้มีหน่วยงานอะไรเข้ามาดูแล เพราะเราทำกินในเขตป่า ไม่มีเอกสารสิทธิ หน่วยงานป่าไม้เขาก็รับรู้แต่เห็นว่าเราประกอบอาชีพเพื่อทำกินและอยู่อาศัย ไม่ได้ค้ากำไรเหมือนนายทุน เลยยังไม่มีมาตรการอะไร จะกังวลอยู่บ้างก็เวลาได้ยินข่าวการตัดโค่นในพื้นที่ใกล้เคียง ก็กลัวว่าของเราจะโดนเหมือนเขา มีหน่วยงานเข้ามาสำรวจจะสร้างเขื่อน เราเองก็คัดค้านกันสุดกำลัง เพราะไม่รู้จะออกไปอยู่ไหน การชดเชยก็คงได้ไม่เหมือนคนที่มีเอกสารสิทธิอยู่แล้ว พี่น้องก็เลยไม่เห็นด้วย
                      “อนันต์” เล่าถึงการพัฒนาให้ฟังว่า เรามีสภาองค์กรชุมชนตำบลมะมุเป็นองค์กรภาคประชาชนที่เป็นเวทีให้ชาวบ้านนำปัญหามาพูดคุยกันตอนนี้มีเรื่องแผนงานการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน เนื่องจากเราอาศัยอยู่ในที่ดินของรัฐ ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในขั้นการสำรวจข้อมูล ผนวกกับการเจรจากับหน่วยงาน ตามด้วยการพัฒนาระบบเกษตรแบบยั่งยืนของพี่น้อง อย่างเช่น การทำหัวไร่สลับกับการทำสวนยาง, ปาล์ม และการสร้างค่านิยมให้ลูกหลานสำนึกรักษ์บ้านเกิด รักษาความเป็น “มะมุ” ให้มากกว่าแค่ชื่อตำบล
——————–
(หลากมิติเวทีทัศน์ : สัมผัสวิถีชีวิตวัฒนธรรม ‘มะมุ’ สู่การปรับตัวท่ามกลางปัญหา : โดย…รัชตะ มารัตน์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน)

แก้ปัญหาพนักงาน ‘ขสมก.’ ทางออกชีวิตเปื้อนฝุ่นสังคมเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151129/217643.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2558
แก้ปัญหาพนักงาน 'ขสมก.' ทางออกชีวิตเปื้อนฝุ่นสังคมเมือง

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : แก้ปัญหาพนักงาน ‘ขสมก.’ ทางออกชีวิตเปื้อนฝุ่นสังคมเมือง : โดย…จรีย์ ศรีสวัสดิ์ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล

                      จากสภาพปัญหาการจราจรที่เกิดขึ้นในเมืองกรุง ส่งผลให้หลายๆ อาชีพต้องทนทุกข์อยู่บนท้องถนนเป็นเวลานาน ต้องเผื่อเวลาในการเดินทาง หรือมีความเครียดสะสมระหว่างเดินทางอย่างมาก เฉกเช่นเดียวกับพนักงาน “ขสมก.” ที่ต้องทนทั้งมลภาวะทางอากาศ สภาพการจราจรที่แออัดรถติด การกลั้นปัสสาวะที่ยาวนาน เพราะกว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทางได้นั้นต้องใช้เวลาเป็นอย่างมาก
                      สะท้อนได้จากเวทีนำเสนอ “ผลวิจัยสุขภาพของพนักงานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ” ที่จัดขึ้นโดย แผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค กรุงเทพฯ
                      อรพินธุ์ แทนทอง พนักงานสายตรวจพิเศษ ขสมก. เปิดเผยงานวิจัย “สุขภาพของพนักงาน ขสมก. ภายใต้โครงการสร้างเสริมสุขภาพของพนักงาน ขสมก.” จำนวน 1,243 ตัวอย่าง แบ่งเป็นเพศชาย 57.2% เพศหญิง 42.6% ระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2558 พบว่าพนักงาน ขสมก. มีภาระหนี้สินสูงถึง 85% โดยมีแหล่งเงินกู้ในระบบ เช่น ธนาคาร สหกรณ์ออมทรัพย์ นอกจากนี้ยังพบการทำงานล่วงเวลาเกินครึ่ง หรือ 65% ในเพศชาย และหญิง 62% ส่วนใหญ่เป็นพนักงานเก็บค่าโดยสาร พนักงานขับรถและพนักงานสายตรวจ ทำงานล่วงเวลา 2 ชั่วโมงขึ้นไป ทั้งนี้ปัญหาจากการทำงานที่พบคือ กินข้าวไม่เป็นเวลา รองลงมา อยู่บนรถนาน ยืนนาน นอนไม่เป็นเวลา ที่น่าห่วงคือ ต้องกลั้นปัสสาวะและอุจจาระ เพราะไม่มีเวลาเข้าห้องน้ำ รวมถึงมีอาการเครียด อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า พักผ่อนไม่เพียงพอ
                      “งานวิจัยพบว่า พนักงานหญิงบางรายต้องเผชิญปัญหาการคุกคามทางเพศขณะเก็บค่าโดยสาร เช่น ถูกแตะเนื้อต้องตัว ลวนลามด้วยสายตา สำหรับพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ พบว่าพนักงานชาย 28% สูบบุหรี่เป็นประจำ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พบในกลุ่มชาย 61% ผู้หญิง 35% เหตุผลที่ดื่มเพราะต้องการสังสรรค์เข้าสังคมกับเพื่อน ขณะที่ชาย 48% นิยมดื่มเครื่องดื่มชูกำลังเพื่อบำรุง อยากสดชื่น แก้ง่วง แก้อ่อนเพลีย น่าตกใจคือกลุ่มตัวอย่าง เกินครึ่งประสบปัญหามีโรคประจำตัว หญิง 58% และชาย 63% โรคที่พบมากที่สุด คือความดันโลหิตสูง 24.55% เบาหวาน 18.25% ไขมันในเลือดสูง 13.7% และอื่นๆ เช่น แพ้อากาศ ไข้หวัด ปวดหลัง ปวดข้อเข่า ปวดขา ปวดกล้ามเนื้อ โรคกระเพาะ อาหารเป็นพิษ ซึ่งพนักงานกว่า 22% ไม่ได้รับการตรวจสุขภาพประจำปี” นางอรพินธุ์ ระบุ
                      อรพินธุ์ กล่าวสรุปได้ว่า จากสภาพการทำงานที่ตรากตรำส่งผลต่อสุขภาพของพนักงานในหลายด้าน น่าตกใจคือปัญหาการมีโรคประจำตัว การกินอาหารไม่เป็นเวลา นอนไม่เป็นเวลา เหนื่อยล้าจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ และอาการทางร่างกายจากการที่ต้องนั่งหรือยืนอยู่บนรถเมล์นานๆ และที่สำคัญคือการที่พนักงานต้องกลั้นปัสสาวะและอุจจาระเป็นประจำ เพราะสภาพการจราจรที่ติดขัดและเส้นทางเดินรถที่มีระยะทางไกล รวมทั้งการที่ท่ารถบางแห่งยังมีห้องน้ำไม่เพียงพอ รวมไปถึงปัญหาอื่นๆ ที่พนักงานเจอ เช่น การถูกคุกคามทางเพศ โดยกลุ่มที่เจอปัญหานี้มากที่สุดคือพนักงานเก็บค่าโดยสารหญิง อีกทั้งจำนวนไม่น้อยยังมีปัญหาหนี้สินที่เป็นภาระพอสมควร
                      อรพินธุ์ ระบุข้อเรียกร้องเพื่อเสนอการปรับปรุงระบบสวัสดิการของพนักงาน เตรียมยื่นต่อ ขสมก. ได้แก่ 1.จัดสวัสดิการจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาล เพื่อลดภาระที่พนักงานต้องหาเงินมาสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลในยามที่เจ็บป่วย 2.ปรับปรุงระบบการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อให้พนักงานได้รับบริการอย่างทั่วถึง เพราะปัจจุบันการตรวจสุขภาพประจำปีที่ ขสมก.จัดให้ยังมีระยะเวลาจำกัด ทำให้พนักงานที่ต้องเข้ากะทำงานในเวลาที่มีการตรวจสุขภาพต้องเสียโอกาส 3.จัดร้านค้าสวัสดิการที่ขายอาหารที่มีคุณภาพดีและราคาถูก รวมทั้งจัดน้ำดื่มสะอาดให้เพียงพอในทุกจุดที่มีพนักงาน และจัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสม รวมถึงการจัดให้มีห้องน้ำตามอู่รถเมล์อย่างเพียงพอ 4.จัดกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกายแก่พนักงาน 5.จัดอบรมให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการหนี้สินแก่พนักงาน และ 6.สร้างอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้พนักงานนอกเวลาทำงานหรือในวันหยุด
                      ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ อธิบายว่า การมีแผนงานฯ สนับสนุนงานวิจัยชิ้นนี้เนื่องจากเห็นถึงปัญหาที่พนักงานขสมก.ต้องเผชิญ จากนั้นจึงเกิดความร่วมมือกับหลายฝ่าย ดึงศักยภาพพนักงานขสมก.ตั้งแต่คนขับรถ พนักงานกระเป๋า พนักงานตรวจตั๋ว มาร่วมเป็นทีมวิจัยลงพื้นที่สำรวจทุกเขตทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้อยู่บนพื้นฐานความรู้ และมีทีมนักวิชาการมาช่วยเป็นที่ปรึกษา จนนำมาสู่การประมวลผลร่วมเกิดผลงานที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้น และสามารถต่อยอดนำไปสู่การแก้ปัญหา เกิดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งเราตั้งเป้าให้ขสมก.เป็นองค์กรต้นแบบในด้านสุขภาพ ซึ่งประโยชน์ทั้งหมดจะตกอยู่ที่พนักงานขสมก.ทุกคน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้จะช่วยเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนระหว่างฝ่ายบริหารกับพนักงานเพื่อหาทางออกร่วมกัน เพราะสิ่งที่ยังห่วงใยคือ การทำงานเกิน 8 ชั่วโมง ปัญหาห้องน้ำไม่เพียงพอของพนักงาน
                      รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล นักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม กล่าวในฐานะที่ปรึกษางานวิจัยชิ้นนี้ว่า จะช่วยพัฒนาศักยภาพของคนทำงานขสมก.ให้ได้มีบทบาทเชื่อมประสานสู่การทำงานวิจัยโดยนำเสนอข้อมูลที่เป็นปัญหาออกมาสู่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม สภาพรถติด เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพนักงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งต้องทำงานเกินเวลา กระทบต่อสุขภาพ เกิดความเครียด กินนอนไม่เป็นเวลา ประสบปัญหาขับถ่ายและกลั้นปัสสาวะ หนี้สินล้นพ้น ขณะเดียวกันคนขับรถ พนักงานกระเป๋ายังต้องรับผิดชอบชีวิตผู้โดยสาร ซึ่งในต่างประเทศไม่มีสภาพปัญหาจราจรที่หนักกระทบต่อพนักงานแบบนี้ ซึ่งสะท้อนสภาพเมืองที่ไม่เอื้ออำนวยต่อคุณภาพชีวิต อาชีพนี้จึงไม่มีทางเลือกต้องใช้ชีวิตด้วยความเสี่ยงตลอดเวลา อีกทั้งส่งผลกระทบต่อคนระดับกลาง ระดับล่าง หากไม่รีบแก้ไขจะกระทบต่อทุกๆ อาชีพเป็นวงกว้าง
                      ขณะที่ ธนพร ลวดลายทอง หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาระบบสวัสดิการ ขสมก. เห็นว่า เป็นการสะท้อนปัญหาด้านสุขภาพ หลังจากนี้เมื่อได้บทสรุปจะร่างเป็นแผนและเร่งนำเสนอต่อผู้บริหารเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในขสมก.ให้พนักงานมีสุขภาพดีขึ้น สามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมาผู้บริหารได้มีความห่วงใย สนใจตอบรับในเรื่องสุขภาพ ขณะเดียวกันพนักงานก็มีความกระตือรือร้น อย่างน้อยงานวิจัยชิ้นนี้ทำให้ผู้บริหารรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง สามารถนำไปสู่การแก้ไขที่ตรงจุด และอาจเกิดการผลักดันให้ขสมก.เป็นองค์กรตัวอย่างด้านสร้างเสริมสุขภาพ อย่างไรก็ตาม โครงการนี้เน้นให้พนักงานและผู้บริหารเกิดความตระหนัก เห็นความสำคัญ มีส่วนร่วมสร้างเสริมสุขภาพ รวมถึงออกแบบวางแผนกิจกรรมในพื้นที่นำร่องต่อไป
                      จากการสะท้อนปัญหาผ่านเวทีครั้งนี้ ท้ายที่สุดจะนำมาสู่การแก้ไขที่ยั่งยืน เพื่อให้ชีวิตพนักงานขสมก.ได้มีสิทธิสวัสดิการด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเขา รวมถึงจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการต่อยอดเรียกร้องสิทธิกับอาชีพอื่นๆ อีกหลายสาขาอาชีพที่ยังมีผลกระทบไม่ต่างจากอาชีพนี้ !!!
——————–
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : แก้ปัญหาพนักงาน ‘ขสมก.’ ทางออกชีวิตเปื้อนฝุ่นสังคมเมือง : โดย…จรีย์ ศรีสวัสดิ์ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล)

ซ้อมใหญ่!ริ้วขบวนงานพระศพ‘พระสังฆราช’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151128/217660.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2558
ซ้อมใหญ่!ริ้วขบวนงานพระศพ‘พระสังฆราช’
ซ้อมใหญ่!ริ้วขบวนงานพระศพ‘พระสังฆราช’
ซ้อมใหญ่!ริ้วขบวนงานพระศพ‘พระสังฆราช’
ซ้อมใหญ่!ริ้วขบวนงานพระศพ‘พระสังฆราช’
ซ้อมใหญ่!ริ้วขบวนงานพระศพ‘พระสังฆราช’
ซ้อมใหญ่!ริ้วขบวนงานพระศพ‘พระสังฆราช’

ซ้อมใหญ่!ริ้วขบวนพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ‘สมเด็จพระสังฆราช’

 

 

         เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 28 พ.ย.58 ที่ถนนพระสุเมรุ หน้าวัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าหน้าที่ทหาร สำนักพระราชวัง กรมการศาสนา(ศน.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และศิษยานุศิษย์ ร่วมจัดริ้วขบวนพระอิสริยยศ พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในการซ้อมเสมือนจริงใช้เส้นทางจริงเป็นครั้งแรก โดยมีผู้เข้าร่วมริ้วขบวนกว่า 1,400 คน โดยมีสมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พรฺหมฺคุตโต) รักษาการเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) พร้อมคณะสงฆ์วัดบวรนิเวศวิหารร่วมตรวจเยี่ยมความเรียบร้อยของริ้วขบวนพระอิสริยยศด้วย
         ต่อมาเวลา 07.40 น.ริ้วขบวนได้เคลื่อนไปตามถนนพระเมรุ เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ผ่านถนนราชดำเนินกลาง ตัดเข้าถนนหลานหลวง โดยใช้ท่าเดินแบบสโลว์ มาร์ท ประกอบเพลงพญาโศกลอยลม เมื่อไปถึงจุดพักบริเวณแยกหลานหลวง จึงเปลี่ยนเป็นท่าเดินปกติจนกระทั่งถึงบริเวณถนนกรุงเกษม ขบวนจะหยุดพักที่หน้ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) จากนั้นริ้วขบวนเคลื่อนต่อด้วยท่าเดินแบบสโลว์ มาร์ทอีกครั้ง เลี้ยวขวาเข้าถนนหลวง และเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนกลางสุสานหลวง พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส
         จนเมื่อเวลา 10. 00 น. ริ้วขบวนถึงพระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส เจ้าหน้าที่ได้ปรับริ้วขบวนสู่ริ้วขบวนที่ 2เชิญพระโกศพระศพเวียนรอบพระเมรุ 3 รอบ เป็นอันเสร็จพิธีซ้อม สำหรับการซ้อมริ้วขบวนพระอิสริยยศในครั้งนี้ ได้มีการปิดการจราจรตลอดเส้นทางที่ขบวนเคลื่อนผ่านตั้งแต่เวลา 07.00 – 12.00 น.โดยตลอด 2 ข้างทางที่ริ้วขบวนผ่านมีประชาชนให้ความสนใจร่วมชมและถ่ายภาพการซักซ้อมเป็นจำนวนมาก
         พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร กล่าวว่า การซ้อมครั้งนี้ถือเป็นการซ้อมเสมือนจริงครั้งที่ 1 ในพื้นที่จริง หลังจากแต่ละหน่วยงานได้ดำเนินการซ้อมย่อยมาแล้ว ซึ่งในวันประกอบพระราชพิธีจริงวันที่ 16 ธ.ค. 2558 ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนตั้งโต๊ะหมู่บูชาตามแบบโบราณราชประเพณีตลอดเส้นทางส่งเสด็จ ทั้งนี้ วัดบวรนิเวศวิหาร ได้เปิดให้ประชาชนได้ถวายสักการะพระศพจนถึงเวลา 15.00 น. วันที่ 15 ธ.ค.2558
         ด้านพล.อ.อ.ชูชาติ บุญชัย รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดริ้วขบวนพระอิสริยยศพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระสังฆราช กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นการซ้อมริ้วขบวนว่า การซ้อมริ้วขบวนพระอิสริยยศฯครั้งที่ 1 ในพื้นที่จริงมีความเรียบร้อยกว่าร้อยละ 80 ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดีโดยเฉพาะกำลังพลทหาร แต่ยังพบปัญหาเรื่องความสูงของราชรถเชิญพระโกศพระศพช่วงผ่านสะพานลอย 3 แห่ง โดยกรุงเทพมหานครแจ้งว่าจะดำเนินการปรับระดับถนน ให้ราชรถผ่านได้สะดวก ซึ่งการซ้อมริ้วขบวนพระอิสริยยศทั้ง 2 ริ้วขบวน ในครั้งนี้ใช้กำลังพลทั้งหมด 1,449 นาย โดยได้ปรับเปลี่ยนระยะทางจาก 3.6 กิโลเมตร เหลือเพียง 2.9 กิโลเมตร ความยาวริ้วขบวนมากกว่า 500 เมตร ใช้ระยะเวลาเดินขบวนกว่า 2 ชั่วโมง และจะมีการซ้อมใหญ่อีก 2 ครั้ง คือ วันที่ 7 และ 10 ธ.ค. 2558
         นายธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะศิษยานุศิษย์ กล่าวว่า เส้นทางการเคลื่อนริ้วขบวนครั้งนี้ ยึดตามเส้นทางเดียวกับงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิราญาณวงศ์ เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2503 โดยริ้วขบวนแบ่งเป็น 2 ริ้วขบวน คือ ริ้วขบวนที่ 1 เชิญพระโกศพระศพจากวัดบวรนิเวศวิหารไปยังวัดเทพศรินทราวาส แบ่งเป็น 3 ตอน ได้แก่ ส่วนกองทหารเกียรติยศ 3 เหล่าทัพ ส่วนเครื่องสูง ราชรถพระนำอ่านพระอภิธรรม และส่วนราชรถเชิญพระศพ เครื่องประกอบสมณศักดิ์ พระประยูรญาติ และคณะศิษยานุศิษย์ ส่วนริ้วขบวนที่ 2 เชิญพระโกศพระศพโดยราชรถเวียนรอบพระเมรุ แบ่งเป็น 3 ตอน คือ ขบวนนำริ้ว เสลี่ยงพระนำอ่านพระอภิธรรม ราชรถเชิญพระโกศพระศพ และตามด้วยพระราชาคณะ โดยในพระราชพิธีครั้งนี้มีโรงเรียนในสังฆราชูปถัมภ์เข้าร่วมริ้วขบวนพระอิสริยยศด้วย อาทิ โรงเรียนสมเด็จพระปิยมหาราชรมณียเขต อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ซึ่งถือเป็นโรงเรียนในพื้นที่ประสูติของสมเด็จพระสังฆราช

 

สพฐ.เข้ม!สอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษวันแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151128/217659.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2558
สพฐ.เข้ม!สอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษวันแรก
สพฐ.เข้ม!สอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษวันแรก
สพฐ.เข้ม!สอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษวันแรก

‘การุณ’ลงพท.ตรวจสนามสอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษเผยคุมเข้มทุกขั้นตอนป้องทุจริต พร้อมแจงปมตัดสิทธิผู้สมัครสอบมากกว่า1แห่ง จ่อชงก.ค.ศ.ปรับเกณฑ์ใหม่กำหนดชัดสมัครที่เดียว

 

 

         28 พ.ย.58 ที่โรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริย์ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วย ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ รองเลขาธิการ กพฐ.และผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เดินทางตรวจเยี่ยมการจัดสอบสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ครั้งที่ 2/2558 ใน 225 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) และ 1 สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) เปิดสอบใน 60 กลุ่มวิชา มีตำแหน่งว่าง 3,986 อัตรา ผู้มีสิทธิสอบ จำนวน 20,122 คน โดยวันนี้เป็นการสอบวันแรก ภาค ก ความรอบรู้และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ความประพฤติและการปฏิบัติของวิชาชีพครู และภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง ส่วนในวันที่ 29 พ.ย. ภาค ค สอบสัมภาษณ์ และประกาศผลผู้สอบผ่านการคัดเลือกซึ่งได้คะแนนเกินร้อยละ 60 ในวันที่ 4 ธ.ค.นี้
         โดย นายการุณ กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยม ว่า ภาพรวมของจัดสอบวันแรกเป็นไปอย่างเรียบร้อย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการซักซ้อมและทำความเข้าใจกับทุกเขตพื้นที่ฯถึงมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังการจัดสอบครูผู้ช่วยกรณีที่มีความจำเป็นหรือเหตุพิเศษครั้งนี้ และได้วางระบบการจัดสอบมีคณะกรรมการติดตามในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะการให้ผู้สมัครสอบปั๊มลายนิ้วมือในใบสมัคร และในกระดาษคำตอบเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ รวมถึงก่อนเข้าห้องสอบก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนำเครื่องสแกนเพื่อตรวจค้นร่างกายก่อนเพื่อป้องกันการนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตัวเข้าไปในห้องสอบที่จะก่อให้เกิดการทุจริตได้ ที่สำคัญผู้เข้าสอบทุกคนจะต้องถอดรองเท้า ถุงเท้าวางไว้หน้าห้องสอบ เนื่องจากที่ผ่านมาเคยพบปัญหา การซ่อนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไว้ใต้รองเท้าจึงจำเป็นต้องป้องกันไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เป็นการเอื้อให้เกิดการทุจริตได้ ในส่วนของกรรมการคุมสอบก็จะไม่รู้ตัวล่วงหน้าว่าจะคุมสอบห้องใด แต่ใช้วิธีการจับฉลากก่อนถึงเวลาสอบ
         “มาตรการดังกล่างมีความรัดกุมและใช้ได้ผลจริง เพราะเกิดจากความร่วมมือทั้งสพฐ.ส่วนกลางและเขตพื้นที่ฯ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการทุจริต โดยทำให้ดีที่สุดและเป็นธรรมแก่ผู้เข้าสอบ อย่างไรก็ตาม หากรวมจำนวนผู้สอบผ่านคัดเลือกครูผู้ช่วยกรณีที่มีความจำเป็นฯ ที่มีอัตราว่างกว่า 3,900 อัตราและการสอบครูผู้ช่วยกรณีทั่วไป ครั้งที่ผ่านมาอีกกว่า 1,600 อัตรา เท่ากับว่า สพฐ.จะมีบุคลากรที่บรรจุเป็นข้าราชการครูในสังกัดประมาณ 5,500 อัตรา ซึ่งหากรวมกับอัตราที่จะได้รับคืนจากการเกษียณอายุราชการอีก 7,000 อัตรา เท่ากับว่า สพฐ.จะมีครูคืนสู่ห้องเรียนทั้งหมด 12,000 คนถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี โดยพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องครูมาก เพราะฉะนั้น เมื่อการดำเนินการทุกอย่างเรียบร้อย สพฐ.จะเร่งบรรจุผู้ที่สอบผ่านคัดเลือกทันที” นายการุณ กล่าว
         เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่พบว่ามีผู้สมัครยื่นสมัครสอบมากกว่า 1 เขตพื้นที่ฯ จำนวน 223 คนนั้นโดยปรากฎมีชื่อซ้ำใน 153 เขตพื้นที่ฯ แต่เนื่องจากการจัดสอบครั้งนี้ยึดตามหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยกรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ว 16/2557 ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่ได้กำหนดเรื่องการสมัครมากกว่า 1 เขตฯไว้ว่าให้ตัดสิทธิ เพราะฉะนั้นขอชี้แจงว่าที่ก่อนหน้านี้ระบุว่าให้ตัดสิทธิ 223 คนนั้น เวลานี้ไม่ได้ตัดสิทธิแต่ให้ผู้เข้าสอบเลือกสอบได้เพียง 1 ที่เท่านั้น และกำชับเขตพื้นที่ฯให้เฝ้าระวังบุคคลเหล่านี้ว่ามีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตหรือ หากพบก็ให้นำไปกักตัวและตัดสิทธิสอบในที่สุด ซึ่งที่สนามสอบโรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริย์ ก็พบว่ามีผู้สมัครสอบมากกว่า 1 ที่จำนวน 4 คนแต่มารายงานตัวเข้าสอบแล้ว 3 คน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาความวุ่นวายและสับสน ในการสอบครั้งต่อไป สพฐ.จะเสนอ ก.ค.ศ.ปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าว โดยกำหนดให้ชัดเจนว่าให้สมัครสอบได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น หากซ้ำจะตัดสิทธิทันทีเพราะหากไม่ตัดสิทธิจะเกิดความเสี่ยงต่อการทุจริตอย่างมาก และยุ่งยากในการตรวจสอบ แม้จะเป็นสิทธิมนุษยชนก็ตาม แต่ก็จำเป็นต้องตัดสินใจเลือกที่ใดที่หนึ่ง

 

สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาปั้นนักดนตรีคลาสสิกสู่เวทีสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151128/217595.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2558
สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาปั้นนักดนตรีคลาสสิกสู่เวทีสากล

สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาเดินหน้าปั้นนักดนตรีคลาสสิกสู่เวทีสากล

              สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา สถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางด้านดนตรีแห่งแรกของประเทศไทย เดินหน้ามุ่งปั้นบุคลากรด้านดนตรีคลาสสิก โดยพัฒนาศักยภาพสู่ความเป็นเลิศในภูมิภาค และในระดับนานาชาติ เตรียมเปิดอาคารใหม่ เสริมทีมคณาจารย์คนรุ่นใหม่ มอบทุนการศึกษาและมอบโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพให้เยาวชนผู้มีความสามารถทางดนตรีให้เข้าศึกษาในหลักสูตรดุริยางคศาสตรบัณฑิต

รศ.คุณหญิง วงจันทร์ พินัยนิติศาสตร์ อธิการบดี สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา กล่าวว่า สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา จัดตั้งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติ ในวโรกาสที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2550 และร่วมสืบสานพระปณิธานในการส่งเสริมการศึกษาด้านดนตรี และการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม เพื่อนำสังคมสู่ความสงบสุข และความรุ่งเรือง โดยได้รับความร่วมมือจากกระทรวงวัฒนธรรม และมหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยการริเริ่มของ ศ.เกียรติคุณ คุณหญิง ไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในขณะนั้น

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธย ในพระราชบัญญัติสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2555 ทำให้สถาบันมีสถานะเป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาเฉพาะทางด้านดนตรีแห่งแรกของประเทศไทย” ภายใต้ปรัชญา Musique de la Vie et de la Terre หรือ ดนตรีแห่งชีวิต ดนตรีแห่งแผ่นดิน”

สถาบันเปิดทำการเรียนการสอนมาตั้งแต่ปี 2556 ตามพันธกิจในการสร้างและพัฒนาบุคลากรทางด้านดนตรีคลาสสิกที่มีศักยภาพสูง มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางด้านดนตรีให้เป็นประโยชน์ เหมาะสมกับบริบทของสังคม เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านดนตรี และศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้สังคม และเป็นศูนย์รวมในการศึกษาค้นคว้าวิจัย บูรณาการ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางด้านดนตรีระหว่างบุคคล ชุมชน และสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากนี้ สถาบันยังดำเนินหลากหลายกิจกรรมทางด้านดนตรีอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการวงดุริยางค์เยาวชนสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา (PYO) โครงการแข่งขันวงดนตรีเครื่องสายตะวันตก ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (PGVIEC) โครงการวงดุริยางค์เยาวชนอาเซียน (AYE) จัดโดยความสนับสนุนของกระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ที่เน้นการทำงานของบทเพลงของไทยและอาเซียน ผ่านภาษาของดนตรีออร์เคสตรา อีกหนึ่งโครงการที่สะท้อนถึงปณิธานของสถาบัน ในการส่งเสริมและพัฒนาวัฒนธรรมดนตรีของไทยและภูมิภาคอาเซียน

ขณะเดียวกัน สถาบันมุ่งพัฒนาองค์กรอย่างไม่หยุดยั้ง โดยการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ “ดนตรีคลาสสิกในบริบทของภูมิภาคอาเซียน” (2014) และหัวข้อ “ดนตรีคลาสสิกของอาเซียนบทเวทีโลก” (2015) รวมไปถึงการประสานการอนุรักษ์ธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมดนตรีของไทย ในกระแสของความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของโลก

“สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ได้พัฒนาหลักสูตรดุริยางคศาสตรบัณฑิต (Bachelor of Music : B.M.) ระดับปริญญาตรี 4 ปี ที่ได้รับการยอมรับและเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา โดยคุณสมบัติของผู้สมัครเข้าศึกษาต้องสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า และต้องผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์ รวมถึงการทดสอบความสามารถทางด้านดนตรี 4 ด้าน ได้แก่ ปฏิบัติดนตรี ทฤษฎีดนตรี ประวัติศาสตร์ดนตรี และโสตทักษะ ทั้งนี้ผู้ผ่านการทดสอบจะได้รับการพิจารณาทุนการศึกษาโดยอัตโนมัติ”

สำหรับเยาวชนผู้สนใจ สามารถสมัคร และสอบเข้าศึกษาต่อกับสถาบัน ในปีการศึกษา 2559 ตั้งแต่วันนี้-16 มีนาคม 2559 สามารถสมัครทางออนไลน์ และทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง http://www.pgvim.ac.th/admission หรือติดต่อสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา โทร. 0-2447-8597 ต่อ 110

พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ส่งผล’ราคายาแพงขึ้น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151128/217614.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2558
พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ส่งผล'ราคายาแพงขึ้น'

พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ส่งผล’ราคายาแพงขึ้น’ : สัมภาษณ์พิเศษ นายแพทย์นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม

            หน้าที่ขององค์การเภสัชกรรม คือผลิตและจัดหายาที่มีคุณภาพ ราคาถูก มีผลิตภัณฑ์เกือบ 300 ชนิด และยาส่วนใหญ่ขององค์การเภสัชกรรม ไม่ได้วางขายตามร้านขายทั่วไป แต่จะใช้วิธีการกระจายไปถึงมือประชาชน โดยผ่านทางระบบบริการสาธารณสุขของรัฐ ผ่านโรงพยาบาลของรัฐ ผ่านสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปัจจุบันเน้นการจัดหายาเวชภัณฑ์ประเภทช่วยชีวิตสำหรับผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังแบบไม่ติดต่อ อย่างโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคความดัน และโรคเอดส์ ที่ผู้ป่วยรับจากโรงพยาบาลของรัฐโดยตรง
            ในปี 2558 จากตลาดยาทั่วประเทศของไทยมีมูลค่ารวมสูงถึง 145,000 ล้านบาท แต่ยาที่ผลิตและดำเนินการโดยองค์การเภสัชกรรม มียอดจำหน่ายรวมเพียง 12,772 ล้านบาท ยังเป็นสัดส่วนไม่มากนักแต่ก็เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 1,295 ล้านบาท นำเงินรายได้ส่งเข้ารัฐปีละ 500 ล้านบาท สามารถทำให้ภาครัฐประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านยาได้ เป็นจำนวนเงินถึง 5,343 ล้านบาท คิดเป็น 64.23% ของงบประมาณที่ต้องจ่าย โดยแบ่งเป็นประหยัดจากยาที่องค์การ ผลิตเองจำนวนเงิน 3,692 ล้านบาท และจากการจัดหาจากผู้ผลิตรายอื่นจำนวนเงิน 1,651 ประหยัดได้เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ถึงจำนวนเงิน 1,965 ล้านบาท (ปี 2557 ประหยัดได้จำนวนเงิน 3,378 ล้านบาท)
            สำหรับปี 2559 ตั้งเป้ายอดขายทุกผลิตภัณฑ์ไว้ที่ 13,500 ล้านบาท พร้อมกับวางแผนการขยายตลาดอาเซียน อาทิ ขยายตลาดใหม่ โดยสรรหาตัวแทนจำหน่ายรายใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อขึ้นทะเบียนยา และทำการตลาดในประเทศ
            เป้าหมายขยายตลาดกลุ่มยาที่มีศักยภาพและมีคู่แข่งน้อยราย เช่น จีพีโอ แอลวัน โอเซลทามิเวียร์ ในต่างประเทศ เช่น ผ่านตัวแทนจำหน่าย ผ่านองค์กร เอ็นจีโอ ผ่านความร่วมมือแบบรัฐบาลกับรัฐบาล จะเพิ่มยอดจำหน่ายยาไปยังกลุ่มประเทศเออีซี ประกอบด้วย สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมาร์ มาเลเซีย ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ต่อปี ปัจจุบันองค์การจะมีการสำรองยาและเวชภัณฑ์ในระบบ เฉลี่ยรายการละ 3-4 เดือน โดยมุ่งเน้นยาที่มีมูลค่าการใช้สูง ยาจำเป็น ยาเชิงนโยบาย เช่น ยาต้านไวรัสเอดส์ ยารักษาโรคหัวใจหลอดเลือด น้ำเกลือ และน้ำยาล้างไตสำหรับผู้ป่วยไตวาย วัคซีนป้องกันโรค ยาสำหรับหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะยาต้านไวรัสเอดส์ องค์การมีการดูแลอย่างใกล้ชิด
            ในปี 2558 องค์การมีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ผลิตได้ 5 ชนิด ได้แก่ ยาต้านไวรัสเอดส์ Efavirenz ขนาด 50 และ 200 mg ยารักษาจิตเวช Fluoxetine 20 mg ชนิดเม็ดละลายน้ำ (Dispersible tablet) ยาเม็ดรักษาอาการศีรษะล้าน GPO-Finax-1 ขนาด 1 mg ยาเม็ดรักษาผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโตผิดปกติ GPO-Finax-5ขนาด 5 mg และผลิตภัณฑ์สมุนไพรบำรุงความจำ “พรมมิ”
            ด้านการผลิตสมุนไพรไทยนั้น บริษัทผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย จำกัด เป็นผู้ผลิตสมุนไพรใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบยาแผนปัจจุบัน จนทำให้เกิดการผลักดันการใช้ยาจากสมุนไพรเป็นไปอย่างกว้างขว้างและได้รับการรับรองหลักเกณฑ์มาตรฐาน วิธีการที่ดีในการผลิตยา (จีเอ็มพี) ขณะนี้มีผลิตภัณฑ์ยาจากสมุนไพรโดยในปี 2558 มีผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นคือ ยาเม็ดจันทน์ลีลา ใช้แก้ไข้ตัวร้อน สามารถใช้เป็นยาทางเลือกแทนยาพาราเซตามอลได้ และได้ขึ้นเป็นบัญชียาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติแล้ว จำนวน 22 รายการ พร้อมกันนั้นได้ออกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารภายใต้แบรน์ไฟโตโกลด์สำหรับประชาชนผู้รักสุขภาพ ยังมียาแก้ไข้ แก้ปวด ปีหน้าจะขยายการผลิตและให้ประชาชนใช้สะดวก เช่น ขมิ้นชัน เป็นสารสกัดเป็นเนื้อยา ไม่ใช่สมุนไพรอีกต่อไป เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงร่างกาย แอนตีออกซิเดน “ปีนี้ผมสนับสนุนให้ใช้สมุนไพรคือ พรมมิ เป็นสมุนไพรใช้ในอินเดียกว่า 100 ปี เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น โดยไม่เพิ่มความดัน ป้องกันอัลไซเมอร์ มีผลงานวิจัยบางส่วนและกำลังทำวิจัยเข้มข้นให้ชัดเจน ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติมในกลุ่มอาสาสมัครสุขภาพดี อายุ 55 ปีขึ้นไป จํานวน 60 คน ที่คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น โดยแบ่งให้อาสาสมัคร 30 คน กินยาจริง และอาสาสมัครอีก 30 คน กินยาหลอก โดยให้กิน 300 มก. (1 เม็ด) และ 600 มก. (2 เม็ด) ต่อวัน ปรากฏว่า กลุ่มอาสาสมัครที่กินยาจริงมีความจํา มีการทรงตัวที่ดี มีความจําและสมาธิ รวมทั้งการตอบสนองต่อสิ่งเร้าดีกว่ากลุ่มอาสาสมัครที่กินยาหลอก โดยเห็นผลหลังจากกินยาติดต่อกัน 2 เดือนขึ้นไป นอกจากนี้ยังไม่พบผลข้างเคียงใดๆ ที่ต่างจากยาหลอกโดยในระยะต่อไป คณะผู้วิจัยจะศึกษาเพิ่มเติมในผู้ป่วยที่มีความจําบกพร่อง โดยขณะนี้เริ่มดําเนินการไปบ้างแล้ว”
            สมุนไพร “พรมมิ” จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพสมองและบํารุงความจําที่น่าสนใจ เพราะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ไม่มีผลข้างเคียง อีกทั้งยังช่วยบํารุงสุขภาพโดยรวมได้ดีอีกด้วย
            องค์การเภสัชกรรมได้นํามาต่อยอดพัฒนา ทั้งในกระบวนผลิตเพื่อให้เป็นระดับอุตสาหกรรมแบบครบวงจรจนได้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสารสกัดสมุนไพร “พรมมิ สมุนไพรบํารุงความจําในรูปแบบเม็ด ช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง บํารุงสมองและความจํา ผลิตภัณฑ์อีกชนิดที่วางตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมก็คือ ยาปลูกผม แก้หัวล้าน เป็นยาที่ใช้รักษาโรคต่อมลูกหมากโต ใช้น้อยๆ มีผลข้างเคียงให้ผมงอกมากขึ้นได้ กำหนดให้มีการพัฒนาเป็นชนิดพ่น เพื่อจะลดอันตรายผลข้างเคียง ถ้ามีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เด่นๆ ยาชนิดใหม่ๆ โรคใหม่ ที่ปกติแล้วเมื่อมีการค้นพบยาชนิดใหม่ รักษาโรคอุบัติใหม่ๆ นั้น บริษัทยาต่างประเทศได้รับสิทธิ์ในการคุ้มครองผลงานวิจัย และผลิตได้นาน 10 ปี ทำให้ยาที่ส่งมาจำหน่ายในประเทศมีราคาสูง ดังนั้นเมื่อสิทธิคุ้มครองถึงปีที่ 5 ทางองค์การเภสัชกรรมจะส่งเสริมให้มีการทำการวิจัยทดลองภายในประเทศ จนหมดอายุการคุ้มครองก็สามารถผลิตยาได้ในราคาที่ถูกกว่ายาที่สั่งซื้อจากต่างประเทศถึง 50 เท่า และทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถเข้าถึงยาได้ทั่วถึง จนหมดอายุคุ้มครองจึงผลิต จึงทำให้มีราคาลดลงกว่า 50 เท่า อย่างกรณีโรคเอดส์ ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าผู้ป่วยเข้าถึงยาทั่วถึงมากที่สุด ราคายาถูกกว่าต้นทุน ทำให้เข้าถึงยาได้มากขึ้น
            ยาที่สำคัญและมีความต้องการใช้สูงคือรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อย่างโรคมะเร็ง เบาหวาน ความดัน หัวใจ ที่เพิ่มขึ้นในสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งประเทศไทยจะมีมากถึง 12% ของพลเมือง ถือว่าอัตราสูง เสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อ การมียารักษาโรคที่เพียงพอ
            สิ่งที่กำลังเป็นที่น่าวิตกสำหรับบทบาทขององค์การเภสัชกรรมที่จะ “จัดเตรียมยา” ให้ผู้ป่วยให้เพียงพอ ในราคาที่ถูก ในคุณภาพที่ดี ราคาเป็นธรรม หรือการจัดหายาในกรณีฉุกเฉินให้เพียงพอ หรือการพยายามมีบทบาทในการ “ต่อรอง” ราคาให้เป็นธรรม อย่างกรณียาลดไขมันในเลือด องค์การผลิตให้ราคาลดลงเหลือเพียง 5 บาท จากที่เคยจำหน่ายสูงถึง 35 บาท กำลังถูก “จำกัดบทบาท” ลง เมื่อ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐฉบับใหม่ไม่ได้ระบุบทบังคับที่เคยมีไว้ โดยอ้างว่าเป็นการปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับ “ตลาดเสรี”
            กรมบัญชีกลางได้เสนอร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ไม่มีการกำหนด กฎระเบียบข้อ 60-62-63-64 ที่กำหนดระบุไว้ว่าโรงพยาบาลของรัฐต้องซื้อผลิตภัณฑ์ยาขององค์การเภสัชกรรม ถ้ามีผลิตหรือมีจำหน่ายต้องซื้อ 80% แม้ว่าองค์การเภสัชกรรมไม่เคยใช้บทนี้บังคับ แต่การ “ไม่มีดาบ” ไว้นี้จะมีผลกระทบต่อการเข้าถึงยาของประชาชนโดยรวม เพราะว่าเมื่อไม่มีระเบียบเรื่องนี้ บทบาทขององค์การเภสัชกรรมที่จะต่อรองราคาก็หมดไป ราคายาจะแพงขึ้นทันที
            การมีระเบียบข้อนี้ มีข้อดี ทำให้องค์การเภสัชกรรมสามารถ “ปราม” และทำให้มีตลาดแน่นอนให้สามารถดำรงสายการผลิตยาไว้ได้ การไม่มีอำนาจต่อเรื่องของระบบยาในประเทศนั้น เป็นวัตถุประสงค์และความต้องการของบริษัทยาต่างประเทศที่ส่งยาเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ที่ต้องการกำหนดราคายาได้ตามที่ต้องการ เพราะเป็นสิ่งจำเป็น หรือหาก “ล้ม” การผลิตยาขององค์การเภสัชกรรมก็จะทำให้มีการกำหนดราคาได้อย่างที่ต้องการ
            ตัวอย่างของราคาที่ต้องลดลงในภาวะฉุกเฉิน อย่างกรณีน้ำท่วมใหญ่ 2554 น้ำเกลือที่ใช้ ช่วงภาวะน้ำท่วมเพิ่มขึ้น 50% ทันที และยา “Sidenafil” ก่อนองค์การเภสัชกรรมจะผลิตขายเพื่อลดปัญหายาปลอมในท้องตลาด ราคาสูงถึง 1,400 บาท ทันทีที่องค์การผลิตได้วางตลาด ลดไป 600 บาททันที หรือกรณีการผลิตแอลกอฮอล์ สามารถลดลงไปได้ทันที 150 บาท จากราคาที่เอกชนนำเข้าจากต่างประเทศที่ขาย 200-260 บาท การยกเลิกกฎกติกานี้จะทำให้เกิดผลกระทบต่อองค์การเภสัชกรรม และการต่อรองราคาที่มีโอกาสทำให้ “ยาแพง” มากขึ้น
            อีกไม่นานโรงพยาบาลของรัฐจะเปิดการประมูลซื้อยาขึ้น และบริษัทที่ประมูลได้ก็จะทำให้มีบริษัทผลิตและจำหน่ายยาได้ไม่กี่บริษัทในอนาคต หรือไม่ก็มีผู้ผลิตน้อยราย และบริษัทชั้นนำในโลก ด้านยาและสุขภาพก็จะครองตลาด นี่คืออันตรายในกรณีที่เกิดกรณีฉุกเฉินหรือโรคระบาด อย่างน้ำเกลือที่ผู้ป่วยใช้ล้างไต ต้องสำรอง และหยุดส่งไม่ได้ หากไม่ส่ง หรือขาดแคลนไปเพียง 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยก็จะเสียชีวิต วงจร กระบวนการการซื้อวัตถุดิบ หากขาดแคลนผู้ผลิตก็ต้องเลิกผลิต หรือวัตถุดิบมีปัญหา หรือบกพร่อง ก็ต้องส่งคืนหมด แปลว่าต้องหาแหล่งวัตถุดิบการผลิตใหม่ กว่าจะรับรองก็ต้องใช้เวลาอีก 6 เดือน
            จึงมีความเห็นว่าน่าจะมีการทบทวนพิจารณาให้รอบคอบอีกครั้งใน พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง ในส่วนที่เกี่ยวกับ “ระบบยา” ประเทศ ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน อุบัติภัยจะประสบปัญหาอย่างมากในการจัดหาให้เพียงพอและรวดเร็ว รวมถึง “ราคาที่แพง” ที่ต้องเผชิญอย่างแน่นอน
            สำหรับโรงงานแห่งใหม่ขององค์การเภสัชกรรมที่รังสิต จ.ปทุมธานี มีกำลังการผลิตยาเม็ดและยาแคปซูลสูงถึง 2,500 ล้านเม็ดต่อปี เพิ่มขึ้นกว่า 50% ของโรงงานเดิมที่ถนนพระราม 6 โดยผลิตยาในกลุ่มยาที่มีมูลค่าการใช้สูง ยาที่มีความจำเป็นต่อระบบสาธารณสุขไทย เช่น ยาเบาหวาน ยาความดัน ยาต้านไวรัสเอดส์ และเริ่มผลิตแล้วประกอบด้วย ยาปฏิชีวนะ Azithromycin Capsule 250 mg ยารักษาอาการปลายประสาทอักเสบ Gabapentin Capsule 300 mg ยาต้านไวรัสเอดส์ Efavirenz Tablet 600 mg ยารักษากรดไหลย้อน Omeprazole Capsule 20 mg ยาลดความดันโลหิต Amlodipine Tablet 10 mg เป็นต้น และจะทยอยเปิดสายการผลิตยาให้ครบทุกรายการในเร็วๆ นี้
            ส่วนโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก ตามมาตรฐาน WHO GMP ที่ จ.สระบุรี นั้น จะมีกำลังการผลิตได้เริ่มต้นปีละ 2 ล้านโด๊ส และขยายได้สูงสุดถึง 10 ล้านโด๊ส ทั้งนี้ในกรณีเกิดการระบาดใหญ่จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ 60 ล้านโด๊ส
            พร้อมๆ กับการเป็นเสาหลักความมั่นคงด้านยาของประเทศ องค์การเภสัชกรรม มุ่งหวังให้คนไทยเข้าถึงยาที่ดีมีคุณภาพและเพียงพอ