เสียงเล็กๆ….เปลี่ยน(ชีวิต)พ่อเลิกเหล้า…ครอบครัวอบอุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151204/217986.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2558
เสียงเล็กๆ....เปลี่ยน(ชีวิต)พ่อเลิกเหล้า...ครอบครัวอบอุ่น
เสียงเล็กๆ....เปลี่ยน(ชีวิต)พ่อเลิกเหล้า...ครอบครัวอบอุ่น
เสียงเล็กๆ....เปลี่ยน(ชีวิต)พ่อเลิกเหล้า...ครอบครัวอบอุ่น

เสียงเล็กๆ….เปลี่ยน(ชีวิต)พ่อเลิกเหล้า…ครอบครัวอบอุ่น : พวงชมพู ประเสริฐ

 

 

             “ผมขอบคุณพ่อที่เลิกเหล้า พ่อมีเวลาสอนการบ้านผม มีเวลาพาผมไปเที่ยว ผมไม่ต้องฟังเสียงพ่อทะเลาะกับแม่อีก พ่อผมเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้นำที่หล่อและเท่มาก โตขึ้นผมจะเป็นแบบพ่อ ไม่ดื่ม ไม่สูบ” เสียงเล็กๆของ น้องที ด.ช.ธีภัทร ชูดวง วัย 12 ปี สะท้อนถึงความดีใจและภูมิใจในตัวพ่อที่สามารถลด ละ เหล้าได้สำเร็จ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ นายวิชัช ชูดวง พ่อของน้องทีบอกว่าไม่ใช่ง่าย แต่ทุกอย่างอยู่ที่ใจ

คุณพ่อวิชัช ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.บ้านตากแดด อ.เมือง จ.พังงา เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า ช่วงวัยรุ่นเริ่มดื่มจากเหล้าขาว ตามมาด้วยสูบยาเส้น และเที่ยวเตร่ ไม่มีเงินเหลือเก็บจากการทำงาน ไม่นึกถึงพ่อแม่ แม้พ่อจะนั่งรอจนถึงเที่ยงคืน ก็ไม่ได้คิดว่าพ่อแม่เป็นห่วง เมื่อแต่งงานและภรรยาตั้งครรภ์ มีภาระรับผิดชอบในครอบครัวมากขึ้น แต่ยังไม่เลิกดื่ม จนภรรยาเริ่มบ่นกลายเป็นทะเลาะกัน เพราะดื่มแต่ละครั้งเงินหมดไม่ต่ำกว่า 2,000-3,000 บาท หากไม่มีเงินก็ติดสินเชื่อไว้กับร้านค้า ภรรยาคลอดลูกก็ยังดื่มมาเรื่อยๆ

กระทั่งลูกชายคนโตเข้าโรงเรียนและอยู่ชั้น ป.3 ลูกถามว่า “ทำไมพ่อต้องเมา”“ทำไมเมาแล้วต้องทะเลาะกับแม่” ประจวบเหมาะกับปี 2552 มีโครงการงดเหล้าเข้าพรรษา มีคนมาชักชวนให้เลิกเหล้า แต่ยังไม่มั่นใจตนเองว่าจะทำได้สำเร็จจึงยังไม่เข้าร่วม เกรงจะทำไม่ได้เหมือนที่ลั่นวาจาสาบานไว้ เมื่อปี 2553 ลูกชายมาขอร้องอีกครั้ง เริ่มคิดได้ว่า ทำบาปกับครอบครัวไว้มาก จึงร่วมโครงการติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปีแล้ว ปัจจุบันแม้จะร่วมวงสังสรรค์ก็ดื่มน้ำเปล่า กินกับแกล้มกับเพื่อนได้ไม่จำเป็นต้องดื่มเหล้า หลังจากเลิก สุขภาพดีขึ้น กลายเป็นคนมีเหตุผล มีความรับผิดชอบมากขึ้น ยิ่งได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูกบ้าน

“ถ้าตอนนี้มีใครเอาเงินมาให้ผม 50,000 บาทแล้วบอกให้กลับไปดื่มเหล้าอีก ผมก็ไม่เอา เพราะที่ผมได้รับหลังจากเลิกเหล้าทั้งสุขภาพของผม ความสุขของลูกเมีย รายได้เหลือเก็บไม่เป็นหนี้สิน ได้กินข้าวพร้อมหน้ากันในตอนเย็น นอนพูดคุยปัญหากันและกัน มีเวลาพาลูกไปเที่ยว หาซื้อสิ่งที่ลูกต้องการ มันเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ ความสนุกที่ได้จากเหล้าแค่จอมปลอม แต่เป็นความทุกข์ระยะยาว แต่เมื่อเลิกดื่มได้เป็นความสุขระยะยาว” คุณพ่อวิชัช กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

ไม่ต่างจาก คุณพ่อไพบูลย์ เนียมมณี อายุ 58 ปี แกนนำชุมชนเขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ บอกว่า เริ่มดื่มเหล้าตั้งแต่อายุ 14-15 ปี จากการชักชวนของลูกพี่ที่ทำงานในโรงกลึงด้วยกัน ดื่มหลังเลิกงานทุกวันจันทร์-เสาร์ จากกรึ๊บเดียวเป็นแบน เป็นขวด เพิ่มเป็น 2-3 ขวดและตั้งวงกับเพื่อน ตีกลองร้องเพลง เพื่อนบ้านด่าก็ไม่ฟัง เมาหัวราน้ำ เรียกว่าดื่มจนพระบิณฑบาตข้างโต๊ะคือตั้งแต่เย็นยันเช้า รายได้ที่รับมาก็หายไปกับขวดเหล้า เมื่อแต่งงานหยุดดื่มไปได้ประมาณ 1 ปีก็กลับมาดื่มอีก เปลี่ยนเป็นชักชวนเพื่อนมาดื่มที่บ้าน จนแฟนท้องยิ่งดื่มหนักขึ้นเพราะต้องการฉลองที่จะได้เป็นพ่อคน กระทั่งลูกชายคนโตขอให้เลิกบุหรี่ บอกว่าบุหรี่เหม็นก็ยื่นซองบุหรี่นั้นให้ลูกเอาไปโยนทิ้งและเลิกสูบเด็ดขาดมาตั้งแต่นั้น

ส่วนเหล้า คุณพ่อไพบูลย์  เล่าว่าตอนนั้น ขอลูกว่าจะค่อยๆ ลดลงไม่ดื่มถี่อีก ทำได้หลายปีแต่ก็กลับไปดื่มหนักอีก จนถึงขั้นอาเจียนบนที่นอน วันหนึ่งลูกสาวเดินมาบอกว่า “พ่อๆ หนูเป็นแกนนำเยาวชน ถ้าพ่อยังดื่มเหล้าแล้วหนูจะไปบอกคนอื่นได้อย่างไร” ตั้งแต่นั้นจึงตั้งใจแน่วแน่ที่จะค่อยๆ ลด เพราะทุกอย่างอยู่ที่ใจของเราจนเลิกได้ ทำให้สุขภาพดีขึ้นและมีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น

nbsp;       คุณพ่อสุพจน์ อัสโม อายุ 38 ปี คุณพ่อลูกสอง ที่ยอมรับว่า ดื่มตั้งแต่อายุ 18 ปี จากการที่เถ้าแก่ที่ทำงานชวนดื่มในตอนเย็น ดื่มมาเรื่อยๆ หมดค่าเหล้า เบียร์เดือนละ 5,000-6,000 บาท เมื่อดื่มมากขึ้นแล้วไปตรวจเลือด ปรากฏว่ามีกรดยูริค เป็นโรคเก๊าต์ ขนาดที่เดินเข้าห้องน้ำไม่ได้เพราะปวดข้อมาก ต้องคลาน แพทย์บอกให้เลิก ก็โกหกว่าเลิกแล้วแต่ยังดื่มหนักเหมือนเดิม

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อลูกถามว่า “พ่อดื่มทำไม ไม่มีประโยชน์” ก็ตั้งใจจะเลิกเพราะลูกขอ และได้เข้าร่วมโครงการลด ละ เลิกเหล้ากับเครือข่ายองค์กรงดเหล้าแล้วมีกิจกรรมให้ลูกมาล้างเท้าแล้วขอให้พ่อเลิกเหล้า ตอนนั้นรู้สึกสะเทือนใจและปลื้มใจมาก จึงตัดสินใจหักดิบ ตอนเย็นหลังเลิกงานก็กลับบ้านมากินข้าวกับลูกแทนการไปตั้งวงหล้ากับเพื่อน จนเลิกได้สำเร็จ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเลิกเหล้า สุขภาพตนเองดีขึ้น หลังเลิกเพียง 2 สัปดาห์ก็กลับมาเดินเข้าห้องน้ำได้ และมีเวลาให้ลูก ให้ครอบครัวมากขึ้น มีเงินเหลือเก็บ

แต่สำหรับบางครอบครัวในวันที่คุณพ่อตั้งใจจริงที่จะเลิกเหล้า กลับมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสียก่อน เมื่อคุณพ่อชาญณรงค์ แก้วบัวปัท อายุ 47 ปี เสียชีวิตจากการล้มศีรษะฟาดพื้นมีเลือดคั่งในสมอง นางสุวิสา แก้วบัวปัท อายุ 45 ปี สะท้อนหัวอกภรรยาที่มีสามีติดเหล้าว่า สามีติดเหล้าหนักมาก เมื่อเป็นเถ้าแก่รับเหมาก็ดื่มเพราะอ้างว่างานหนัก เครียดต้องการระบาย เมื่อดื่มหนักเข้าก็มีการทะเลาะกันถึงขั้นลงไม้ลงมือแล้วลูกๆ ยืนเชียร์ แต่ลูกไม่ได้มีความสุข พยายามบอกให้สามีเลิกเหล้าหลายครั้ง เคยพาไปรักษาที่รพ.สมเด็จเจ้าพระยา ไปได้ 4-5 ครั้งแต่ยังเลิกไม่ได้ จนสามีได้ไปเข้าค่ายครอบครัว 2 วัน กลับมาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเลิก เพราะสามีรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า แต่ก็เกิดอุบัติเหตุและจากไปเสียก่อน

“ภรรยาทุกคนเลือกคุณมาเป็นสามีเพราะความรัก ให้มาเป็นผู้นำ การแต่งงานเพื่อแชร์ทุกข์แชร์สุข แต่การดื่มเหล้ามีแต่แชร์ทุกข์มาให้ภรรยา ยัดเยียดทุกข์ระยะยาว เพราะฉะนั้น อยากให้ครอบครัวที่มีคนดื่ม สามีภรรยาหันหน้าเข้าหาพูดคุยกัน ภรรยาคอยให้กำลังใจ และสามีต้องรับฟัง เพราะในยามที่เจ็บป่วยคนที่อยู่กับคุณคือภรรยา และลูกๆ ส่วนเพื่อนที่เคยร่วมวงดื่มก็จะหายหน้าไปหมด อยากให้รับฟังเสียงของลูกที่ขอร้องให้เลิก อย่าให้เสียงลูกเป็นแค่เสียงแมลงหวี่ แต่เสียงเพื่อนและคนอื่นๆ ดังกว่าเสมอ” นางสุวิสาให้แง่คิด

ท้ายที่สุด ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) กล่าวว่า มีการศึกษาพบว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว 3-4 เท่า และหากมีคนในครอบครัวดื่มเมื่อเด็กโตขึ้นก็จะดื่มด้วย 3-4 เท่า ดังนั้น การเป็นตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอน หากพ่อแม่บอกลูกว่า เหล้า บุหรี่ไม่ดี แต่ยังดื่มและสูบ ลูกก็จะไม่เชื่อในสิ่งที่พ่อแม่สอน แต่หากลูกสามารถชวนพ่อแม่เลิกได้ ก็จะเป็นภูมิต้านทานให้ลูกเมื่อโตขึ้น ก็จะไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่

 

ปฏิรูปการศึกษาที่ห้องเรียนจุดเริ่มต้นการเรียนรู้เด็ก-ครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151204/218003.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2558
ปฏิรูปการศึกษาที่ห้องเรียนจุดเริ่มต้นการเรียนรู้เด็ก-ครู

ปฏิรูปการศึกษาที่ห้องเรียนจุดเริ่มต้นการเรียนรู้เด็ก-ครู : ชุลีพร อร่ามเนตร

           “ห้องเรียน” เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ระหว่างครู-เด็ก เด็ก-เด็ก และครู-ครู ล่าสุด คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ บริษัท บิโก (ไทยแลนด์) จำกัด(มหาชน) เชิญ “ศ.มานาบุ ซาโต ศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยกักคุชุอิน และศาสตราจารย์กิตติคุณทางด้านการศึกษา มหาวิทยาลัยโตเกียว” ผู้ซึ่งเป็นทั้งนักคิด นักวิชาการ และนักวิจัยระดับแนวหน้าของโลก มานำเสนอแนวคิดเรื่อง “โรงเรียนคือชุมชนแห่งการเรียนรู้ : วิสัยทัศน์ ปรัชญา และระบบกิจกรรม” (School as Learning Community (SLC) : Vision, Philosophies and Activity Systems) แก่ผู้อำนวยการโรงเรียน และคุณครู จากโรงเรียนในกลุ่มสาธิต จำนวน 26 แห่ง

ศ.มานาบุ กล่าวว่า School as Learning Community : SLC หรือ แนวคิดโรงเรียนคือชุมชนของการเรียนรู้ เกิดขึ้นจากการบูรณาการทฤษฎีทั้งหลายเข้าด้วยกัน การปฏิรูปการศึกษาที่ห้องเรียน และในโรงเรียน ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปสังคม และเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ซึ่งการดำเนินแนวคิด โรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ หรือ SLC ไม่ได้มุ่งเน้นเทคนิคในการพัฒนา แต่เป็นการบูรณาการ 3 องค์ประกอบสำคัญรวมเข้าด้วยกัน ได้แก่ วิสัยทัศน์ ปรัชญา และระบบกิจกรรม

“SLC เป็นเรื่องวิสัยทัศน์ ปรัชญาและระบบกิจกรรมเป็นการบูรณาการแนวปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น การเรียนรู้ที่เป็นไปอย่างร่วมมือร่วมพลัง และการเรียนรู้ที่เกิดจากการสะท้อนความคิดร่วมกัน โดยอาศัยการศึกษาผ่านบทเรียน ใช้การเรียนรู้เป็นศูนย์กลาง ให้ครูมีเพื่อนร่วมทางในเชิงวิชาชีพ โรงเรียนมีนโยบายที่เป็นอิสระและเป็นประชาธิปไตย โน้มน้าวให้ทุกคนตระหนักถึงสิทธิในการเรียนรู้ของเด็กที่การพัฒนาวิชาชีพครูต้องดำเนินการบนพื้นฐาน ความสัมพันธ์ในเชิงรับฟัง (Listening Relationship) และการฟังเสียงของผู้อื่น (Listening other’s voice)” ศ.มานาบุ กล่าว

รศ.ดร.สิริพันธุ์ สุวรรณมรรคา ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการเรียนรู้และวิชาชีพครู คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า แนวคิด SLD จะเป็นการทำให้เห็นว่าวิสัยทัศน์ต้องอยู่ที่ห้องเรียน ชีวิตในชั้นเรียน ทำอย่างไรให้นักเรียนทุกคนไม่มีใครถูกทิ้งหรือโดดเดี่ยว แม้ว่าเด็กคนนั้นจะมีผลสัมฤทธิ์การเรียนที่ต่ำหรืออ่อนด้อยก็จะไม่ถูกทิ้ง

“ห้องเรียนเป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนเข้ามาเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน ครู ผู้ปกครอง ห้องเรียนจะเป็นการจัดแบบเปิดที่จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ภายใต้ปรัชญาของความเป็นประชาธิปไตย คือการให้เกียรติกัน คิด ฟังเสียงของเด็ก ครู ทุกคนคือคนสำคัญ และทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกัน ร่วมมือกันพัฒนาการศึกษาเพื่อปวงชน ครูต้องรักเด็ก เด็กต้องรักครู เด็กต้องรักกัน” รศ.ดร.สิริพันธุ์ กล่าว

ต่อไปครูต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด โดยครูต้องมาช่วยกันคิด ออกแบบการเรียนรู้ ฝึกพัฒนาการเรียนรู้ และสะท้อนออกมา ให้สามารถพาเด็กก้าวกระโดดไปข้างหน้า ซึ่งมุมมองแบบนี้ โดยเฉพาะการจัดห้องเรียนเป็นมิติที่นักการศึกษาไทยไม่ได้พูดถึง หรือพูดถึงเป็นอันดับท้ายๆ ดังนั้น การปฏิรูปห้องเรียน ยกระดับให้โรงเรียนคือชุมชนแห่งการเรียนรู้ ต้องเปิดโอกาสให้เด็ก ครู ผู้ปกครอง และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม

ทั้งนี้ปรัชญาใน SLC มี 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ ปรัชญาของความเป็นสาธารณะ (Public Philosophy) โรงเรียนจะต้องเริ่มต้นเป็นที่สาธารณะเป็นพื้นที่เปิด และครูทุกคนควรเปิดชั้นเรียนของตัวเองแก่สาธารณะ เพื่อสร้างชุมชนการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของตน ปรัชญาของความเป็นประชาธิปไตย(Democratic Philosophy) ให้ความสนใจ วิถีของการมีชีวิตที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้สมาชิกทุกคนเป็นบุคคลสำคัญของโรงเรียน และ ปรัชญาของความเป็นเลิศ (Philosophy of Excellence) กิจกรรมการสอน และการเรียนรู้ต้องจูงใจสู่ความเป็นเลิศ สร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น ต่อเนื่อง ส่วนระบบกิจกรรม ต้องประกอบด้วย 3 องค์ประกอบคือ เด็ก: การเรียนรู้อย่างร่วมมือในห้องเรียน ครู: ความเป็นเพื่อนร่วมวิชาชีพของครูที่เกิดจากกิจกรรมศึกษาผ่านบทเรียนที่ทุกคนดำเนินการร่วมกัน และผู้ปกครอง: การมีส่วนร่วมรับผิดชอบการเรียนรู้ของเด็กร่วมกับโรงเรียน

แนวคิดการเรียนการสอนแบบใหม่ที่ใช้การสื่อสารด้วยการพูดคุย ทุกคนสำคัญ และเน้นการเกื้อกูลต่อกัน คนเก่งต้องช่วยคนที่ไม่เก่ง ทำงานเป็นเครือข่าย นักเรียนทุกคน ครูทุกคน โรงเรียนทุกโรงเรียน เป็นศูนย์กลางของตนเอง และเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพราะการศึกษาไม่ใช่การแข่งขันเพื่อเอาชนะ แต่เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาเด็กให้ประสบความสำเร็จบูรณาการทุกศาสตร์และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

สัตวแพทย์มก.ลงพื้นที่ปฏิบัติจริงช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151204/217991.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2558
สัตวแพทย์มก.ลงพื้นที่ปฏิบัติจริงช่วยเกษตรกร
สัตวแพทย์มก.ลงพื้นที่ปฏิบัติจริงช่วยเกษตรกร

สัตวแพทย์มก.ลงพื้นที่ปฏิบัติจริงช่วยเกษตรกร : จุไร เกิดควนเรื่อง-ภาพ

 

 

             ค่ายสัตวแพทย์อาสาฯ นิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำทีมลงปฏิบัติงานในพื้นที่จริง เพื่อเสริมประสบการณ์วิชาชีพสัตวแพทย์ภาคสนาม ในปีการศึกษา 2558 ในพื้นที่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสัตว์หนาแน่นโดยเฉพาะกระบือ และมีข้อจำกัดทางปศุสัตว์เช่น โภชนาการ การดูแลสุขภาพสัตว์ เป็นต้น

ณัฐวุฒิ ลิบขาว นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานโครงการค่ายสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้ชุมนุมสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท เล่าว่า ในปีการศึกษา 2558 นี้ การลงพื้นที่จะดำเนินการครอบคลุม 8 หมู่บ้านใน จ.สุรินทร์ แต่ละพื้นที่จะออกค่ายต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปี เนื่องจากมีการเลี้ยงโค-กระบือเป็นจำนวนมาก

กิจกรรมการออกค่ายที่ลงไปปฏิบัติมีทั้งการถ่ายพยาธิและการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) ในโค-กระบือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ในสุนัขและแมว การหยอดวัคซีนในไก่ การทำ Tuberculosis skin test (TB) การเก็บตัวอย่าง Blood & Feces และตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น ตลอดจนอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรและเด็กในชุมชน ทำแบบสอบถามข้อมูลเกษตรกร และปรับปรุงแผนที่หมู่บ้านให้เป็นปัจจุบัน

โดยจะคัดนิสิตชั้นปีที่ 1–3 ชั้นปีละ 30 คน เข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อมสู่ค่ายสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท (pre-camp) เป็นเวลา 1 วัน โดยผู้สอนคือนิสิตชั้นปี 4–5 ที่จะสอนหลักสำคัญๆ ของวัคซีน ผลกระทบหากสัตว์ไม่ได้รับวัคซีน การปฏิบัติการตรวจสุขภาพสัตว์เบื้องต้น การพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อ ทำแบบสอบถาม วิธีการฉีดยา เจาะเลือด เก็บอุจจาระและบังคับสัตว์ ที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

โครงการค่ายสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท นิสิตสัตวแพทย์เกษตรจะได้รับประสบการณ์ที่ดีทั้งการทำงานร่วมกัน การพัฒนาทักษะทางการพูดกระบวนการคิด การวางแผน ฝึกความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา บริหารเวลาให้เหมาะสมและคิดสร้างสรรค์กิจกรรม ได้ทบทวนความรู้ ทบทวนฝึกการทำหัตถการ ได้เรียนรู้ทางวิชาการใหม่ๆ จากข้อมูลปัญหาสุขภาพสัตว์ภายในพื้นที่ที่ออกค่าย และเรียนรู้ขนบธรรมเนียม วิถีชีวิต ภาษาของชาวบ้าน และยังเป็นการช่วยเหลือสังคมให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย

ธนพล สันติวัฒนธรรม นิสิตชั้นปีที่ 3 ผู้ซึมซับเรื่องสัตวแพทย์จากครอบครัวมาตั้งแต่เล็กๆ และนับว่าโชคดีที่เป็นนักเรียนผู้มีความสามารถด้านกีฬา ง่ายต่อการตัดสินใจเรียนต่อคณะสัตวแพทยศาสตร์ มก. ได้เล่าถึงหน้าที่ในการออกค่ายมีทั้งไปฉีดวัคซีน ถ่ายพยาธิ เจาะเลือด เก็บตัวอย่าง ฯลฯ ให้แก่ปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงแล้ว และยังพบปัญหาด้านคอก ด้านโภชนาการ การคุมกำเนิดสุนัข ปัญหาด้านสุขภาพของสัตว์ เป็นต้น ในฐานะสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะแก้ปัญหาสุขภาพสัตว์ให้แก่เกษตรกรในชนบทอย่างหวังผล และที่สำคัญต้องบูรณาการองค์ความรู้จากห้องเรียนไปแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรชนบทที่ห่างไกลความเจริญ เพราะการปศุสัตว์ของประเทศไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจ ยังต้องการความช่วยเหลือจากสัตวแพทย์อีกมาก

“การที่จะเป็นอัศวินที่ดีได้นั้น ต้องเป็นคนเลี้ยงม้ามาก่อน” รุ่นพี่สัตวแพทย์เกษตรคนหนึ่งเคยสอนผม  การจะเป็นสัตวแพทย์ที่ดีต้องเรียนรู้และฝึกปฏิบัติงานจริงตั้งแต่ในชั้นปีต้นๆ “การเรียนทำให้มีเรางานทำ แต่กิจกรรมจะทำให้เราทำงานเป็น”

นุสบา เถระกุล นิสิตชั้นปีที่ 1 เล่าว่า การมาออกค่ายครั้งนี้ก็อยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ และได้ร่วมทำงานในด้านต่างๆ ไม่ว่างานทะเบียนเก็บข้อมูล งานเวชภัณฑ์และแล็บ ตั้งแต่ปกป้องกระติกเก็บวัคซีน ฉีดวัคซีน เจาะเลือดเก็บตัวอย่าง ทำแล็บส่องกล้อง งานบังคับจับสัตว์ จากการไปออกค่ายได้เรียนรู้ทั้งการลงพื้นที่ทำงานในฐานะสัตวแพทย์ การปรับตัวการใช้ชีวิตร่วมกันกับคนในบ้านและชาวบ้าน และยังได้พบปัญหาจากโรคนิวคาสเซิล (โรคคอบิดในไก่ ตายเฉียบพลัน) โรคระบาด ความแห้งแล้ง ที่ส่งผลกระทบต่อการปลูกพืชอาหารสัตว์ และอัตราการโตของสัตว์ปศุสัตว์ ในฐานะที่จะเป็นสัตวแพทย์ เราต้องรับผิดชอบชีวิตสัตว์ทุกตัว รวมทั้งให้ความรู้แก่เจ้าของสัตว์ด้วย

สิริฉัตร ปู่ชู รองประธานค่ายฯ บอกว่า การออกค่ายเราจึงต้องรู้จักนำทฤษฎีเหล่านั้นมาประยุกต์เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์จริง เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลได้เข้าถึงการบริการทางด้านสัตวแพทย์มากยิ่งขึ้น รวมถึงมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลี้ยงและดูแลรักษาสัตว์ที่ถูกต้องเพื่อจะนำไปต่อยอดและอยู่อย่างพึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง การออกค่ายมีคุณค่ามากกว่าความลำบากตอนลงพื้นที่ ถือเป็นความท้าทายหนึ่งที่จะทำให้เราโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและสัตวแพทย์ที่ดีในอนาคต

ทั้งค่ายสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบทของนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นโครงการที่ฝึกให้นิสิตทุกชั้นปีได้นำความรู้จากในห้องเรียนสู่การปฏิบัติลงพื้นที่จริง โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลความความเจริญที่ยังต้องการความช่วยเหลืออีกมาก นิสิตสัตวแพทย์เกษตรมีจิตอาสาที่จะออกไปรับใช้และช่วยเหลือสังคมชนบทอย่างต่อเนื่อง ดั่งปณิธานของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ว่า “สัตวแพทย์เกษตร สัตวแพทย์ของประชาชน”

 

 

พักการเรียน7วันรับน้อง’ไฟลนก้น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151203/217980.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2558
พักการเรียน7วันรับน้อง'ไฟลนก้น'

สั่งพักการเรียนรับน้องพิเรนทร์ ‘ไฟลนก้น’ 1 สัปดาห์ ภาคทัณฑ์คุมประพฤติ ทำผิดอีกพ้นสภาพ นศ.ทันที

                      3 ธ.ค. 58  นายอดินันท์ ปากบารา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปรับน้องของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งผ่านโซเชียลมีเดีย เป็นภาพกลุ่มนักศึกษาวัยรุ่นชายจัดกิจกรรมรับน้องบริเวณริมชายหาด โดยรุ่นพี่สั่งให้รุ่นน้องเคี้ยวข้าวและป้อนต่อกันด้วยปาก นอกจากนั้นยังมีภาพถ่ายปรากฏเป็นวัยรุ่นชายจุดไฟลนก้นรุ่นน้องด้วยนั้น ว่า ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาดังกล่าว ได้รายงานผลการสอบสวนให้รับทราบแล้ว โดยวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวเป็นนักศึกษาของสถาบันจริง มีศิษย์ปัจจุบันจำนวน 12 คน ที่เหลือเป็นกลุ่มศิษย์เก่า รวมแล้วประมาณ 30 คน โดยทางสถาบันได้สอบถามนักศึกษาและผู้ปกครอง พบว่า กิจกรรมนี้ไม่ได้มีการขออนุญาตทางสถาบัน นักศึกษาได้นัดรวมตัวกันเอง แต่ขออนุญาตผู้ปกครองแล้ว โดยเดินทางไปจัดกิจกรรมที่ริมทะเลแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 28 – 29 พ.ย.ที่ผ่านมา ภาพที่ออกมาถือว่าค่อนข้างพิเรนทร์ โดยรุ่นพี่ให้รุ่นน้องกินเต้าหู้ไข่และใช้ปากป้อนคนถัดไปเรื่อยๆ จนถึงคนสุดท้ายก็ให้กลืนลงคอ ส่วนนักศึกษาที่ถูกไฟลนก้นนั้นมีจำนวน 3 คน และไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เพราะเมื่อถูกไฟลนก้นแล้วก็กระโดดลงน้ำถือเป็นความคึกคะนอง
                      “การกระทำทั้งหมดถือว่าไม่เหมาะสม เด็กทั้งหมดยอมรับว่าทำผิดจริง เบื้องต้น ลงโทษพักการเรียน 1 สัปดาห์ และภาคทัณฑ์ ซึ่งถูกควบคุมความประพฤติ หากทำผิดอีกจะถูกให้พ้นสภาพนักศึกษาทันที”
                      เลขาธิการ กช.กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ขอให้ไปดูช่องโหว่ในระเบียบรับน้องนั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียด แต่เท่าที่ดูระเบียบที่ออกมามีช่องโหว่น้อยมาก เพราะกำหนดให้การออกไปจัดกิจกรรมนอกสถานที่ต้องขออนุญาตจากสถานศึกษา และต้องมีอาจารย์ดูแลทุกครั้ง แต่กรณีนี้เด็กนัดไปกันเอง ซึ่งตรงนี้ทางผู้ปกครองเองก็คงต้องช่วยสอดส่องด้วย
                      ด้าน รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ.กล่าวว่า จากนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จะต้องไปทบทวนระเบียบการรับน้องตามที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.สั่งการ ส่วนการลงโทษนักศึกษานั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสถาบันทาง ศธ.เองไม่สามารถไปดำเนินการอะไรได้

‘10กิจกรรมรับน้องสุดโหด’ความรุนแรงที่ยังตามหลอกหลอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151203/217924.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2558
‘10กิจกรรมรับน้องสุดโหด’ความรุนแรงที่ยังตามหลอกหลอน

‘10 กิจกรรมรับน้องสุดโหด’ความรุนแรงที่ยังตามหลอกหลอน

             ยังคงตามมาหลอกหลอนอย่างไม่มีวันรู้จบสำหรับกิจกรรม “รับน้องโหด” ของบรรดารุ่นพี่ในมหาวิทยาลัย และสถานศึกษาต่างๆ โดยล่าสุดเป็นข่าวใหญ่ครึกโครมเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อปรากฏคลิปวิดีโอรุ่นพี่ในวิทยาลัยเทคโนโลยีย่านธนบุรี “รับน้องสุดพิเรนทร์” ด้วยการใช้ “ไฟลนก้น”

ภายหลังเกิดเรื่อง ฝ่ายกิจการนักศึกษา ยอมรับว่า ภาพในคลิปวิดีโอเป็นนักศึกษาของสถาบันจริง และอยู่ระหว่างการตรวจสอบหาตัวรุ่นพี่ที่จัดกิจกรรมรับน้องนี้ขึ้น เนื่องจากกฎของสถาบันไม่มีนโยบายให้มีกิจกรรมรับน้องในทุกกรณี โดยเรื่องนี้ต้องตรวจสอบให้แน่ชัด เพื่อหาตัวผู้กระทำผิด ซึ่งการรับน้องนอกสถานที่แบบนี้ อาจมีรุ่นพี่ที่จบการศึกษาไปแล้ว เข้ามาร่วมกิจกรรมด้วย โดยการกระทำเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่รุนแรง หากตรวจสอบพบรุ่นพี่ที่กระทำผิดจะถูกลงโทษให้พ้นจากสภาพนักศึกษาทันที

ขณะที่ “รศ.นพ.กำจร ตติยกวี” ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ดำเนินการตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นในทันที พร้อมทั้งกำชับไปยังสถานศึกษาทุกแห่งให้ระมัดระวังในเรื่องนี้ เพราะถือเป็นเรื่องที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ไม่วายยอมรับด้วยความอ่อนใจว่า

“เรื่องนี้ ศธ.กำชับมาหลายรอบแล้ว แต่ที่ไม่เข้าใจอย่างมาก คือ ทำไมนักศึกษาถึงยอมให้รุ่นพี่ทำแบบนั้น ทั้งที่พยายามสื่อสารมาโดยตลอดว่า การรับน้อง ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่ต้องทำตามก็ได้ หากเห็นว่าไม่เหมาะสม” รศ.นพ.กำจร กล่าว

แม้จะเป็นนโยบายที่ประกาศอย่างชัดแจ้งในการระวังป้องปรามกิจกรรมรับน้องโหด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ทำไมเรื่องอย่างนี้ยังเกิดขึ้น “ซ้ำซาก” ไม่รู้จบ และทุกครั้งที่เกิดประเด็นดังกล่าว หลายฝ่ายจะออกมาตื่นตัวพยายามหาวิธี “ล้อมคอก” โดยใช้มาตรการต่างๆ แต่สุดท้ายเมื่อเรื่องเงียบหายซาลง “รับน้องโหด” จะหมุนย้อนมาหาอีกครั้งในปีถัดมา เหมือนกับว่า “ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

ที่สำคัญในทุกๆ ปี เราจะได้เห็นกรรมวิธีรับน้องที่โหดร้ายรุนแรงและพิเรนทร์มากขึ้นทุกครั้ง

ทั้งนี้ จากข้อมูล “Toptenthailand” ได้รวบรวม 10 กิจกรรมรับน้องสุดโหด โดยจัดอันดับไล่เรียงจากเลเวลเบาๆ ไปหาหนัก หนักมาก และไต่ไปถึงขั้นเสียชีวิต ดังนี้

1.แอลกอฮอล์ยัดปาก เชื่อว่ามีนักศึกษาหลายๆ คนที่ก่อนจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นดื่มแอลกอฮอล์ไม่เป็น หรือไม่ชอบดื่ม แต่เพราะงานรับน้องทำให้น้องหลายคนต้องจำใจดื่ม เพราะบรรดาพี่ๆทั้งหลายบังคับให้ดื่ม บางคนถึงกับต้องจับกรอกปากเลยทีเดียว

2.ให้อดข้าว อดน้ำ” พูดไปคงไม่มีใครเชื่อ ว่าจะมีรุ่นพี่สุดโหดบังคับให้น้องนั่งตากแดด ตากลม และสั่งให้อดข้าว อดน้ำ เมื่อน้องเป็นลมก็หาว่า สำออย ไม่มีความอดทน ด่าว่าต่างๆ นานา  คำถามคือ จะต้องอดทนเรื่องพวกนี้ไปเพื่ออะไร?

3.กิจกรรมสุดเหวี่ยงทางเพศ เอาจริงๆ รุ่นพี่เองควรจะแบ่งการรับน้องเป็นเพศไปเลยด้วยซ้ำ เพราะบางกิจกรรมน้องผู้หญิงก็ทำไม่ได้ แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือ การให้รุ่นน้องมาทำอะไรอุบาทว์ๆ ตามที่พี่สั่ง ทั้งถูกเนื้อต้องตัวระหว่างชาย-หญิง อมลูกอมเม็ดเดียวกัน เต้นท่าทุเรศๆ ที่ส่อไปในลักษณะทางเพศ ซึ่งถือเป็นการถูกเนื้อต้องตัวกันที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

4.แก้ผ้ารับน้อง ถึงแม้การกระทำแบบนี้จะเคยเกิดขึ้นในกรณีของน้องๆ ผู้ชายเท่านั้น แต่ก็ไม่สมควรอยู่ดี เพราะยังไงก็ตามการรับน้องไม่จำเป็นต้องถอดเสื้อผ้า แก้ผ้า ให้ใส่แต่กางเกงใน หรือถอดหมด เพราะมันไม่ได้ช่วยให้พี่กับน้องรักกันมากขึ้น ไม่ได้ช่วยให้เกิดความสามัคคีแต่อย่างใด มีแต่ความสะใจของพี่ล้วนๆ

5.เลียปลัดขิก กิจกรรมสุดแปลกนี้ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด และไม่รู้ว่า พวกรุ่นพี่คิดได้อย่างไร และคิดอะไรอยู่ จากการที่ให้รุ่นน้องผู้หญิงเลียปลัดขิกที่ทำเอาน้องๆ ต้องก้มหน้าก้มตาทำเพราะความอับอาย โดยเฉพาะรุ่นน้องผู้หญิง ซึ่งไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร

6.นอนแช่น้ำเน่า หลายๆ มหาวิทยาลัยต้องมีคลองเป็นธรรมดา และส่วนใหญ่คลองเหล่านั้นก็มักจะเป็นน้ำเน่า เหม็น เต็มไปด้วยขยะ และกลิ่นที่ไม่ว่าใครต้องปิดจมูก แต่เมื่อถึงเวลารับน้องพี่ๆ จะให้น้องๆ ถอดเสื้อลงไปแช่น้ำนั้น โดยให้เหตุผลเพื่อแสดงถึงความรักในมหาวิทยาลัย (หรอ)!!

7.ข่มขู่กันเกินไป บางมหาวิทยาลัยอาจจะพูดข่มขู่ ตะคอกด้วยคำพูดแรงๆ แต่รุ่นพี่บางที่อาจจะข่มขู่ด้วยการกระทำเช่นกัน เช่น นำเหล็กร้อนๆ ไปจี้ที่แขน ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเป็นแค่ของปลอม แต่คำถามคือทำไมต้องหลอกให้อีกฝ่ายกลัว จนต้องน้ำหูน้ำตาไหลขนาดนั้น

8.รุ่นพี่ซาดิสม์ ทุกคนคงเคยได้ยินมาบ้างแล้วกับการเอาน้ำตาเทียนมาหยดตามแขนน้อง!! ที่ทำเอาเป็นรอยแผลพุพองกันเต็มแขน หรือแม้กระทั่งเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ คือการใช้ไฟลนก้นรุ่นน้องตามที่เป็นข่าว แม้ทุกครั้งที่เกิดเรื่องมหาวิทยาลัยจะออกมาตักเตือนรุ่นพี่แล้วก็ตาม

9.เตะจนปอดแตก นับเป็นข่าวที่ดังสุดๆ ในปี 2557 เมื่อมีรุ่นพี่นำเสื้อยืดสกรีนรูปพระวิษณุกรรม และชื่อโรงเรียนมาแจก แต่ก่อนจะได้ไปต้องถูกเตะที่หน้าอกก่อน 3 ครั้ง!! ซึ่งใครทนได้จะได้เสื้อไป รุ่นน้องคนหนึ่งเลยกลายเป็นเหยื่อสังเวยชีวิตด้วยเหตุนี้ เพราะหลังจากถูกเตะ 3 ครั้ง ก็นอนนิ่งไม่ได้สติ ต้องนำส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในที่สุดจากสมองฟกช้ำ ปอดขวามีการฉีกขาดด้วย

10.ทารุณจนเสียชีวิต การสูญเสียครั้งล่าสุดจากการรับน้องที่กำลังเป็นข่าวคราวใหญ่โตในอดีต จากการไปรับน้องนอกสถานที่ แต่ไม่มีอาจารย์มาด้วย โดยชาวประมงเห็นวัยรุ่นกำลังล็อกแขนชายคนหนึ่งเอาเหล้ากรอกใส่ปาก ก่อนจะนำตัวนอนหงายกับพื้นแล้วใช้สีสเปรย์พ่นหน้าอก จากนั้นให้นอนคว่ำกับหาดทราย กระทั่งมีคลื่นซัดเข้ามาทำให้เกิดอาการสำลัก อาเจียนมาเป็นเลือด รุ่นพี่ต้องหามส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในที่สุด

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากกิจกรรม “รับน้องโหด” ต้องยอมรับว่าได้ส่งผลกระทบมากมายต่อตัวรุ่นน้อง รุ่นพี่ ผู้ปกครอง อาจารย์ แม้กระทั่งสถานศึกษาคงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบในส่วนนี้ได้ และทุกครั้งที่เกิดเรื่องกระทรวงศึกษาธิการจะเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องโดยมีข้อเสนอแนะมากมาย เช่น ขณะจัดกิจกรรมรับน้อง หรือประชุมเชียร์ทุกครั้งควรมีอาจารย์อยู่ร่วมด้วย, ควรตรวจสอบกฎระเบียบที่รุ่นพี่กำหนดว่าเหมาะสมหรือไม่ และดูแลกิจกรรมอย่างใกล้ชิด ฯลฯ

ทั้งนี้ การรับน้องที่ใช้ความรุนแรงนอกจากจะมีโทษทางวินัยแล้วยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา “หากรุ่นพี่ว้ากใส่รุ่นน้องโทษจำคุก 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท บังคับให้ร่วมกิจกรรมโทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท กักขังหน่วงเหนี่ยวไม่ให้กลับโทษจำคุก 3 ปี ลงไม้ลงมือกับรุ่นน้องโทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 4,000 บาท รุ่นน้องบาดเจ็บ โทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท รุ่นน้องเสียชีวิตโทษจำคุก 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท”

แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่อาจจะทำให้เรื่องดังกล่าวทุเลาเบาบางลง คือ เมื่อเกิดเรื่องทุกฝ่ายไม่ควร “ปกปิด” โดยเฉพาะทางมหาวิทยาลัยต่างๆ ต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า มหาวิทยาลัยบางแห่งขาดการดูแลเอาใจใส่กับกิจกรรมรับน้อง หากไม่เกิดเรื่องร้ายแรงแดงขึ้นมา

ขณะเดียวกัน “รุ่นน้อง” นักศึกษาผู้ถูกกระทำต้องกล้าที่จะออกมาพูด หากพบความรุนแรงที่เกิดจากการกระทำของรุ่นพี่ในกิจกรรมรับน้อง อย่าไปกลัวเกรงว่า จะเป็น “แกะดำ” ในหมู่เพื่อน หรือเป็น “น้องนอกคอกที่พี่ไม่รัก”  เพราะมิฉะนั้นแล้วไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปี เราคงจะได้เห็นภาพความรุนแรงจากการรับน้องโหดตามหลอกหลอนเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

(ที่มาของ 10 กิจกรรมรับน้องโหด : ToptenThailand)

‘โรงเรียนนิติบุคคล’ปฏิรูปการศึกษา…เกิดขึ้นจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151203/217939.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2558
'โรงเรียนนิติบุคคล'ปฏิรูปการศึกษา...เกิดขึ้นจริง

‘โรงเรียนนิติบุคคล’ปฏิรูปการศึกษา…เกิดขึ้นจริง : กิตติ ทวยภา ศึกษานิเทศก์ สพป.มหาสารคาม เขต 1 รายงาน

           ปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ

เหล้าเก่าในขวดเก่ามีค่า= 0

เหล้าเก่าในขวดใหม่มีค่า= 0

เหล้าใหม่ในขวดใหม่มีค่า= 0

ทุบขวดทิ้งมีค่า=-0

การปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ของประเทศไทยได้เวียนวาระมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากมีการปฏิรูปการศึกษาเมื่อปี 2547 เมื่อครั้งนั้นมีสาระที่สำคัญ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ

มีการบัญญัติกฎหมายหลายฉบับ เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลง อาทิ 1.พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2547 และแก้ไขเพิ่มเติม 2.พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และแก้ไขเพิ่มเติม 3.พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และแก้ไขเพิ่มเติม ฯลฯ

พ.ร.บ.ดังกล่าวทำให้มีการยุบหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ หรือสปช. (ยุบตำแหน่งผู้อำนวยการประถมศึกษาจังหวัด) แปลงร่างเป็น “สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 2.กรมสามัญศึกษา ถูกยุบรวมเข้าไปในสพฐ.(ทำให้มีการยุบตำแหน่งผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัด) และมีการยุบตำแหน่งศึกษาธิการจัหวัด

ขณะเดียวกันได้มีีการจัดตั้ง องค์กรขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) 2.สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 3.สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) 4.สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 5.สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.)

หน่วยงานหลักทั้ง 5 แท่ง มีการบริหารจัดการตามภาระหน้าที่ ตามเจตนารมณ์ เพื่อปฏิรูปการศึกษา มาเป็นระยะ 10 ปีเศษ ก็มีแนวคิดจากหลายฝ่ายต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการอีกครั้งหนึ่งจากโครงสร้างปัจจุบัน

บัดนี้ ได้มีนโยบายที่จะปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการใหม่ ตามแนวคิดและกระแสสังคม และเป็นที่สนใจของนักการศึกษา พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ โดยได้มีเสียงการตอบรับและคัดค้านของสังคมโดยทั่วไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งถ้าวิเคราะห์ในเชิงลึกจะพบว่า การปรับโครงสร้างตามที่เป็นกระแสข่าวพบว่าประชาชนส่วนมากเห็นว่า เหล้าเก่าในขวดเก่า “ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกี่ยวกับโครงสร้าง” การปฏิรูปการศึกษามีค่า= 0

เหล้าเก่าในขวดใหม่  “มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบางส่วน” การปฏิรูปการศึกษามีค่า= 0, เหล้าใหม่ในขวดใหม่ “มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแต่คนไม่เปลี่ยนแปลง” การปฏิรูปการศึกษามีค่า= 0, ทุบขวดเหล้าทิ้ง “มีปรับโครงสร้างทั้งระบบ” การปฏิรูปการศึกษามีค่า= 0

เหตุผล เพราะว่าการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ เป็นการมองไปเพียงแค่ระบบการบริหารจัดการเท่านั้น ไม่ได้มองไปที่ “ผู้เรียน” ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญและเป็นวัตถุประสงค์ปลายทางของการจัดการศึกษา

เพื่อเกิดประโยชน์แก่การบริหารการศึกษาไทย ผู้เขียนขอเสนอโครงสร้างใหม่กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้พิจารณาเพื่อจะส่งผลต่อผู้เรียน ครู และผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด โดยไม่ได้ลงทุนไม่เสียเวลา ไม่เพิ่มบุคลากร ที่สำคัญจะตอบโจทย์การปฏิรูปการศึกษาได้อย่างแท้จริง

จากโครงสร้างใหม่ ที่นำเสนอเป็นการปรับปรุงการทำงานใหม่ของโครงสร้างเก่า เพียงแต่ปรับให้ “สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ” เป็นสายบังคับบัญชาสูงสุดและที่สำคัญ งานใดๆ ที่มีความซ้ำซ้อนกัน โอนไปให้สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งนี้การพิจารณาปรับปรุงแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อมุ่งสู่การปฏิรูปการศึกษาจะได้เดินหน้าไปทันสังคมโลก และเข้าสู่มาตรฐานสากล และลงมือปฏิบัติได้ทันทีไม่ต้องรอแก้กฎหมาย ระเบียบใดๆ เป็น ประการที่หนึ่ง

ประการที่สอง ที่สำคัญ คือการให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหารและการจัดการด้วยตัวเอง  ทั้งเรื่อง งบประมาณ บุคลากร ทั้งนี้ โดยมีสังคม ชุมชน เข้าไปช่วยเหลือตรวจสอบ ซึ่งปัจจุบันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับแต่ไม่เคยนำมาใช้อย่างจริงจัง อาทิ พระราชบัญญัติโรงเรียนนิติบุคคล ซึ่งให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล โดยมีขอบข่ายและภารกิจ 4 ด้าน ดังนี้ 1.การบริหารวิชาการ 2.การบริหารงบประมาณ 3. การบริหารงานบุคคล และ4.การบริหารทั่วไป

การปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการครั้งใหม่ เชื่อว่าไม่ได้ทำให้ “การปฏิรูปการศึกษา” เกิดขึ้นได้ แต่การปล่อยให้โรงเรียนที่มีความพร้อมเป็นอิสระ ตามพ.ร.บ.โรงเรียนนิติบุคคล มีอิสระจากกระทรวงศึกษาธิการในขอบข่ายและภารกิจ 4 ด้านดังกล่าว การปฏิรูปการศึกษาไทยเกิดขึ้นจริงแน่นอน

สำหรับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เดิม) หรือสกอ. ให้แยกเป็น “ทบวงการอุดมศึกษา” ตามความต้องการ ดังนั้นการจัดการศึกษา ที่เป็นพันธกิจสำคัญในการ “พัฒนาคน พัฒนาชาติ พัฒนาสังคม” ไปสู่เป้าหมายให้สำเร็จ คนในชาติไทยต้องมีความรู้ความสามารถ ความสามัคคี ทุกคนสามารถเข้าถึงการให้บริการทางการศึกษาได้อย่างทั่วถึง มีประสิทธิภาพ จึงจะส่งผลให้การพัฒนาประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย และเดินหน้าไปได้เต็มรูปแบบเกิดผลสูงสุดต่อการพัฒนาคน

จึงกราบเรียนผู้มีอำนาจ ได้โปรดพิจารณาเพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ ไม่ให้มีค่า= 0

ลด…’เกลือและโซเดียม’ลดโรคไม่ติดต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151203/217936.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2558
ลด...'เกลือและโซเดียม'ลดโรคไม่ติดต่อ

ลด…’เกลือและโซเดียม’ลดโรคไม่ติดต่อ : พวงชมพู ประเสริฐ

             คนไทยรับโซเดียมเกิน 2 เท่าตัว !!! จากการสำรวจของเครือข่ายลดบริโภคเค็มเมื่อปี 2550 พบว่า คนไทยรับโซเดียมมากกว่าความต้องการของร่างกาย และสูงกว่าค่าที่ควรบริโภคโดยไม่เกิดอันตราย ถึง 2 เท่าตัว คือ ร้อยละ 4.35 กรัมต่อคนต่อวัน โดยที่ยังไม่รวมโซเดียมในรูปแบบอื่นที่แฝงมา เช่น ผงชูรส น้ำจิ้ม อาหารหมักดอง ผงฟูในขนมและอาหารแปรรูปต่างๆ ส่งผลให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อ (Non-communicated Diseases) หรือ NCDs อย่างมาก

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม ในฐานะประธานคณะทำงานพัฒนาข้อเสนอนโยบายเฉพาะประเด็น ว่าด้วยนโยบายการลดการบริโภคเกลือและโซเดียมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ อธิบายว่า ร่างกายของคนมีส่วนประกอบที่เป็นโซเดียมอยู่ร้อยละ 40 โดยจะช่วยรักษาสมดุลของเหลวและเกลือแร่ในร่างกาย ช่วยปรับความดันเลือด การทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท ช่วยในการดูดซึมสารอาหารบางอย่างที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่หากได้รับโซเดียมมากเกิน คือ มากกว่า 2 กรัมต่อวัน จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรค NCDs คือ โรคความดันสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต โรคเบาหวาน เป็นต้น ซึ่งเป็นโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ไม่ติดต่อจากการคลุกคลีกับผู้ป่วยคนอื่น แต่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันและการบริโภค

“มีการศึกษาในทั่วโลก พบว่า ประเทศไหนที่มีการกินเกลือมากก็จะมีผู้ป่วยโรค NCDs มาก เด็กรุ่นใหม่จะรับประทานอาหารประเภทนี้มาก ทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง หรือโจ๊กสำเร็จรูป เป็นต้น ก็ป่วยด้วยโรค NCDs มากขึ้นในอายุที่น้อยลง คือป่วยเร็วขึ้น จากเดิมที่จะป่วยเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี ปัจจุบัน อายุ 20 ปีก็พบป่วยด้วยโรคความดันสูง โรคอ้วน และไขมันสูง แล้วก็จะมีโรคไตตามมา” ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวด้วยความเป็นห่วงเด็กไทย

การป้องกันโรคNCDs ส่วนหนึ่งที่สำคัญ ผศ.นพ.สุรศักดิ์ บอกว่า ต้องลดปริมาณเกลือและโซเดียมลงวันละ 5% ลดลงไปเรื่อยๆ วันละ 5% ร่างกายจะค่อยๆ ชินกับรสที่ปรับลง อย่าลดแบบครั้งละมากๆ เพราะลิ้นสัมผัสจะรู้สึกว่าไม่อร่อย ทำให้ไม่อยากกินอาหารรสจืด

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ ยกตัวอย่างว่า ในต่างประเทศ เช่นประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปหรืออียูมีการออกกฎหมายควบคุมปริมาณเกลือในอาหาร โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป ซึ่งเริ่มจากการขอความร่วมมือให้ลดลง 5%ต่อปี ผลที่เกิดขึ้นคือ ใน 5 ปี สามารถลดการกินเกลือลงได้ถึง 20%

สำหรับประเทศไทย ผศ.นพ.สุรศักดิ์ บอกว่า จะมีการขับเคลื่อนนโยบายการลดบริโภคเกลือและโซเดียมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ(NCDs)ให้เป็นนโยบายสาธารณะ ผ่านการพิจารณาของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 “สานพลังปัญญาและภาคีสร้างวิถีสุขภาพไทย” โดยขอให้กรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกรมอนามัย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) สำนักงานบริหารยุทธศาสตร์สุขภาพดีวิถีไทย เครือข่ายลดบริโภคเค็ม และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการเรื่องต่างๆ

อาทิ จัดทำยุทธศาสตร์การลดการบริโคเกลือและโซเดียมในประเทศไทยให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 กำหนดมาตรฐานและออกกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับปริมาณเกลือและโซเดียมในอาหารประเภทต่างๆ ที่ผลิตทั้งในและนอกประเทศ ขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดมาตรการที่เอื้อต่อการส่งเสริมการผลิตอาหารสำเร็จรูป อาหารพร้อมบริโภค การปรุงอาหารในครัวเรือนและร้านค้าเพื่อให้มีอาหารที่มีเกลือและโซเดียมต่ำ และขอให้ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการด้านอาหาร ทบทวน พัฒนา ส่งเสริมปรับปรุงตำรับอาหาร และทำผลิตภัณฑ์ที่ลดปริมาณเกลือและโซเดียมในอาหารประเภทต่างๆ พร้อมทั้งส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ที่มีเกลือและโซเดียมต่ำอย่างเป็นรูปธรรมเชิงพาณิชย์ เป็นต้น

ขณะที่ นายยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร บอกว่า คนไทยกินเค็มในรูปแบบที่ไม่รู้ว่ามีส่วนผสมของเกลือหรือโซเดียม เช่น อาหารกระป๋อง และเครื่องชูรส เพื่อให้รสชาติอร่อยและประหยัดเวลาในการปรุง ล้วนแต่มีโซเดียมทั้งสิ้น ผู้บริโภคก็รับประทานโซเดียมไปแบบเค็มแอบแฝง ดังนั้น ผู้ประกอบการอาหารต่างๆ ควรต้องมีความรับผิดชอบ โดยในส่วนของอาหารสำเร็จรูปต้องมีฉลากบอกปริมาณเกลือหรือโซเดียมที่เป็นส่วนผสม

การกระตุ้นให้คนไทยลดการบริโภคเกลือและโซเดียม รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบายเรื่องนี้สู่การเป็นนโยบายสาธารณะจะก้าวหน้าได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 ธันวาคม 2558 ที่อิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี ซึ่งจะมีการพิจารณาประเด็นปัญหาสุขภาพอื่นๆ ด้วย รวม 5 ประเด็น ได้แก่ 1.วิกฤติการณ์เชื้อแบคทีเรียดื้อยาและการจัดการปัญหาแบบบูรณาการ 2.ระบบบสุขภาพคนเมือง:การพัฒนาระบบบริการสุขภาพอย่างมีส่วนร่วม 3.นโยบายการลดการบริโภคเกลือและโซเดียม เพื่อลดโรคไม่ติดต่อ 4.การจัดการปัญหาหมอกควันที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ และ 5.ปัญหาสุขภาวะชาวนา

ไอเดีย..โครงสร้างศธ.รูปแบบใหม่สลาย5แท่งหวนสู่’กรม’!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151202/217852.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 2 ธันวาคม 2558
ไอเดีย..โครงสร้างศธ.รูปแบบใหม่สลาย5แท่งหวนสู่'กรม'!

ไอเดีย..โครงสร้าง ศธ.รูปแบบใหม่สลาย5แท่งหวนสู่’กรม’! : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญรายงาน

           ส่งสัญญาณอยู่เป็นระยะสำหรับ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการะทรวงศึกษาธิการ ว่าพร้อมรับฟังเสียงของข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ใครเสนออะไรมาก็พร้อมหยิบขึ้นมาพิจารณาให้ ซึ่งก็เห็นจริงตามนั้น…

อย่าง “การปรับโครงสร้าง ศธ.” รูปแบบใหม่ ที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ บอกว่าไม่ได้คิดเอง แต่มีข้อเสนอจากคนใน ศธ.แต่ก็ได้ซุ่มดำเนินการเรียกผู้บริหาร 5 องค์กรหลักของ ศธ.มาร่วมถก เสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา หรือ ซูเปอร์บอร์ดการศึกษา ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานก่อนตีกลับมาให้ ศธ.ดูอีกครั้ง

รูปแบบโครงสร้างใหม่ของ ศธ.นั้น สลาย 5 องค์กรหลัก หรือ 5 แท่งและแบ่งระบบโครงสร้างบริหารเป็นกรม คล้ายในอดีตก่อนเมื่อครั้งมี 14 องค์ชาย หรือ 14 กรม ก่อนจะปรับโครงสร้าง ศธ.ครั้งใหญ่ออกเป็นพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 เหตุผลว่าการทำงานที่เป็นอยู่เทอะทะ อุ้ยอ้าย ทำงานไม่เป็นเอกภาพ!!

พล.อ.ดาว์พงษ์ ชี้แจงว่า รูปแบบโครงสร้าง ศธ.ครั้งนี้ อาจเหมือนถอยหลังไปสู่ยุค 14 กรม แต่ไม่ใช่ยกมาทั้งดุ้น เพราะการปรับได้ดูทั้งโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และความเชื่อมโยงควบคู่กันไป โดยเวลานี้เห็นแล้วว่า การทำงานของ ศธ.ขาดความเชื่อมโยงและการขับเคลื่อน ดังนั้นจะมาบอกว่าปรับถอยหลัง โดยไม่ได้ดูสิ่งเหล่านี้คงไม่ใช่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้มองอะไรบางอย่างไว้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ไม่อยากพูดตามใจตนเอง เพราะจะกลายไปชี้นำ

โครงสร้าง ศธ.ใหม่..วางในรูปแบบที่เรียกว่า “ซิงเกิล คอมมาน” มี “รมว.ศึกษาธิการ” ดูแลนโยบายในภาพรวม มี “ปลัด ศธ.” เป็นผู้บริหารระดับสูงเพียงคนเดียว แยกการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ออกเป็น 6 กรม 2 สำนัก คือ สำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กรมวิชาการ กรมการศึกษานอกโรงเรียน กรมการปฐมวัยและประถมศึกษา กรมการมัธยมศึกษา กรมการศึกษาพิเศษ และกรมอาชีวศึกษา

นอกจากนี้กำหนดให้มีสำนักงานศึกษาธิการภาค 1-19 ซึ่งเป็นการแบ่งตามกลุ่มจังหวัดของสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีคณะกรรมการการศึกษาจังหวัด ทำงานเชื่อมโยงกับสำนักงานระดับจังหวัด คือ สำนักงานการศึกษานอกโรงเรียน สำนักงานปฐมวัยและประถมศึกษาจังหวัด สำนักงานมัธยมศึกษาจังหวัด สำนักงานการศึกษาพิเศษจังหวัด สำนักงานอาชีวศึกษา ทำงานประสานไปยังสถานศึกษาต่างๆ

อย่างไรก็ดี จุดเด่นของโครงสร้าง ศธ.ใหม่ จะมี “ศึกษาธิการภาค” เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวง ไปสู่การปฏิบัติและบริหารจัดการในพื้นที่ให้เกิดการบูรณาการ โดยมี “คณะกรรมการการศึกษาจังหวัด” และ “สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด” เป็นผู้ดูแล ทำให้กระทรวงสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกันทั้งระดับภาค และจังหวัด มีลำดับชั้นของการบริหารจัดการและสายบังคับบัญชาที่ชัดเจน การบริหารบุคคลมี “การตรวจสอบ” และ “ถ่วงดุล” ทั้งในระดับจังหวัดและระดับภาค

ทั้งนี้ รูปแบบโครงสร้าง ศธ.ใหม่จะมีองค์กรหลักที่หายไป 2 แท่ง อันได้แก่ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ที่จะย้ายไปขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เวลานี้ “ดร.กมล รอดคล้าย” เลขาธิการ สกศ.ระบุว่า อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียด และศึกษาแนวทางเพิ่มเติมตามโจทย์ของนายกฯ คาดว่าจะแล้วก่อนการปรับเสร็จเร็วๆ นี้

ถัดมา..สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่เตรียมแยกออกไปตั้งเป็น “กระทรวงอุดมศึกษา” ซึ่ง “น.ส.อาภรณ์ แก่นวงศ์” เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) บอกว่า ที่ผ่านมามีเสียงสนับสนุนทั้งที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหลายคนที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้แยก สกอ.ออกจาก ศธ.เพื่อสามารถสนับสนุนมหาวิทยาลัยได้เต็มที่ โดยสถานะเทียบเท่ากระทรวง แต่จะเรียกชื่อเป็น กระทรวง หรือทบวง ยังต่อรอความชัดเจน แต่ที่ยืนยันได้คือต่อให้แยกออกมา ความเชื่อมโยงกับการศึกษาระดับพื้นฐานและอาชีวศึกษาจะไม่สะดุดแน่นอน

ขณะที่ สอศ.แม้จะยังรวมในโครงสร้างแต่มีสถานะเป็นเพียงกรมการอาชีวศึกษาเท่านั้น “ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์” เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) ย้ำจุดยืนว่า สอศ.ยังขอยืนสถานะองค์กรหลักของ ศธ.เช่นเดิม แต่จะปรับโครงสร้างภายในเป็น 4 กรม มีสถานะเป็นนิติบุคคล คือ กรมอาชีวศึกษารัฐ กรมอาชีวศึกษาเอกชน กรมสถาบันการอาชีวศึกษา และกรมมาตรฐานและความร่วมมือ นอกจากนี้มีหน่วยงานระดับภาคและกลุ่มจังหวัด มีอาชีวศึกษาจังหวัดเป็นตัวเชื่อมกับหน่วยงานการศึกษาอื่นๆ แต่ไม่อยู่ในการบังคับบัญชา อย่างไรก็ตาม โครงสร้างที่สอศ.เสนอนั้น ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากสถานศึกษา ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่เห็นพ้องว่าความสำเร็จของ สอศ.ในเวลานี้เป็นผลจากโครงสร้างปัจจุบัน

ด้าน “นายการุณ สกุลประดิษฐ์” เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) มีความเห็นว่า การปรับโครงสร้าง สพฐ.ที่เป็นกรมปฐมวัย กรมมัธยมศึกษา กรมการศึกษาพิเศษ และกรมวิชาการนั้น มีความเหมาะสม โดยระบุว่า เห็นด้วยกับโครงสร้างดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบัน สพฐ.เป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่เทอะทะ แต่หากมีการปรับปรุงจะทำให้การทำงานรวดเร็วเกิดผลดีต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในภาพรวม เกิดความชัดเจนในการบริหารงาน

เวลานี้ “พล.อ.ดาว์พงษ์” ได้แต่งตั้งคณะทำงานทบทวนบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างของ ศธ. มี “รศ.นพ.กำจร ตติยกวี” ปลัด ศธ.เป็นประธานและคณะทำงาน 36 คน มีหน้าที่ในการวิเคราะห์ ทบทวนบทบาท ภารกิจ อำนาจหน้าที่ และโครงสร้าง ศธ. ซึ่งเพิ่งถกข้อคิดเห็นไปเมื่อเร็วๆ นี้ เบื้องต้นย้ำไม่เพิ่มคน ไม่เพิ่มเงิน และการบริหารงานต้องคล่องตัว มีประสิทธิภาพ ไม่ใช้คำว่า “กระจายอำนาจ” แต่จะเพิ่มความเป็นอิสระให้สถานศึกษา โดยได้มอบให้แต่ละองค์กรหลักไปวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของโครงสร้างปัจจุบัน และเสนอมาด้วยว่า หากมีโครงสร้างใหม่จะแก้ปัญหาที่เจอได้อย่างไร พร้อมกำหนดไทม์ไลน์จะสรุปโครงสร้าง ศธ.ภายในเดือนธันวาคม 2558 เพื่อจะได้เสนอเข้าสู่ซูเปอร์บอร์ดการศึกษาของนายกฯ

แม้ตอนนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าโครงสร้าง ศธ.จะเป็นรูปแบบใด? แต่จากบทเรียนในอดีตอาจทำให้เราต้องตระหนักด้วยว่า กว่าการเปลี่ยนแปลงจะเข้ารูปเข้ารอย ต้องใช้เวลาไม่น้อย เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการทำงาน และอัตรากำลังคน และที่สำคัญเรื่องของตำแหน่งหน้าที่ เพราะฉะนั้นคงต้องฟังเสียงให้รอบด้าน รวมไปถึงความคุ้มค่า…ต่อระบบการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

ศธ.ขอตรวจสอบรับน้องใช้ไฟลนก้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151201/217829.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 1 ธันวาคม 2558
ศธ.ขอตรวจสอบรับน้องใช้ไฟลนก้น

ปลัด ศธ.ประสานสอศ.-สช.ตรวจสอบ กรณีภาพรับน้องไฟลนก้น-เคี้ยวข้าวป้อนต่อกันด้วยปาก ชี้พฤติกรรมเป็นการทุษร้าย สามารถแจ้งความได้ตาม ก.ม.

          กลายเป็นเรื่องวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างมากถึงพฤติกรรมของรุ่นพี่สถาบันการศึกษาที่จัดกิจกรรมรับน้องไม่เหมาะสม หลังจากสมาชิกเฟซบุ๊กได้แชร์ภาพและคลิปวีดีโอการรับน้องของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งที่มีผู้โพสต์ไว้ในยูไลค์ (youlike) โดยรุ่นพี่พารุ่นน้องไปจัดกิจกรรมบริเวณริมทะเลแห่งหนึ่ง มีการใช้ไฟลนก้นรุ่นน้องและเห็นภาพลักษณะมีรอยบาดแผลไฟไหม้บนร่างกายรุ่นน้องหลายคน รวมถึงการให้รุ่นน้องเคี้ยวข้าวแล้วป้อนใส่ปากกัน จนภาพเหล่านั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และเห็นว่าเป็นการรับน้องที่ไม่สร้างสรรค์

ทั้งนี้รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพนักศึกษาจัดกิจกรรมรับน้องไม่เหมาะสม โดยรุ่นพี่ใช้จุดลนก้นรุ่นน้อง จนรุ่นน้องน้ำตาไหล นอกจากนี้ยังให้รุ่นน้องเคี้ยวข้าว แล้วป้อนด้วยปากส่งต่อกันที่บริเวณริมทะเลว่า ตนยังไม่แน่ใจว่า นักศึกษากลุ่มดังกล่าว เป็นเด็กของอาชีวศึกษาจริงหรือไม่ แต่ก็ต้องสอบถามไปทั้ง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เพื่อจะได้ดำเนินการตรวจสอบ

ขณะเดียวกันต้องกำชับไปยังสถานศึกษาอีกรอบให้ระมัดระวังในเรื่องนี้ เพราะถือเป็นเรื่องที่ละเมิดศักดิ์ความเป็นมนุษย์ ส่วนผู้บริหารจะมีความผิดหรือไม่นั้น คงไม่สามารถบอกได้ เพราะยังไม่แน่ใจ แต่หากผู้เสียหายรู้สึกว่า ถูกข่มขู่ด้วยวาจา หรือจากที่ดูในภาพการใช้ไฟลนก้นเป็นการประทุษร้าย ก็สามารถแจ้งความได้ตามกฎหมาย

“เรื่องนี้ ศธ.กำชับมาหลายรอบแล้ว แต่ที่ไม่เข้าใจอย่างมาก คือ ทำไมนักศึกษาถึงยอมให้รุ่นพี่ทำแบบนั้น ทั้งที่พยายามสื่อสารมาโดยตลอดว่า การรับน้อง ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่ต้องทำตามก็ได้ หากเห็นว่าไม่เหมาะสม”รศ.นพ.กำจรกล่าว

ลดเสี่ยง!โรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วยกิจกรรมทางกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151201/217794.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 1 ธันวาคม 2558
ลดเสี่ยง!โรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วยกิจกรรมทางกาย
ลดเสี่ยง!โรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วยกิจกรรมทางกาย
ลดเสี่ยง!โรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วยกิจกรรมทางกาย

ลดเสี่ยง!โรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วยกิจกรรมทางกาย

 

 

            การมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอเป็น 1 ใน 4 ปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพที่สำคัญนอกเหนือไปจาก บุหรี่ สุรา และอาหาร ที่ทำให้โรคไม่ติดต่อที่ขยายไปทั่วโลก และคร่าชีวิตประชากรโลกแต่ละปีกว่า 35 ล้านคน การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกาย จึงเป็นหนทางสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้

เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ศูนย์วิจัยกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ (PARC) จัดการประชุมวิชาการกิจกรรมทางกายระดับชาติ ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ “Active Living for all” หรือ กิจกรรมทางกายเพื่อทุกคน โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนและสร้างโอกาสในการเรียนรู้กระบวนการจัดการพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกายอย่างเพียงพอ

รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. ได้ส่งเสริมเสริมการมีกิจกรรมทางกายผ่านยุทธศาสตร์ 3 เรื่อง ได้แก่ การมีกิจกรรมทางกายระดับบุคคล (Active people) สถานที่ที่เอื้อต่อการทำกิจกรรมทางกาย(Active place) และนโยบายของการมีกิจกรรมทางกาย ( Active policy)

“เรื่องของกิจกรรมทางกายไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาของทั้งสังคมที่ต้องช่วยกันแก้ไข สสส.จึงต้องทำงานผ่านภาคีเครือข่าย ท้องถิ่น สถานศึกษา ในการสร้างพื้นที่สุขภาวะ หรือปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย ควบคู่ไปกับการสื่อสารรณรงค์ โดยทุกภาคส่วนล้วนแต่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนให้กิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันเป็นพฤติกรรมที่ปฏิบัติได้ง่าย ลดพฤติกรรมแน่นิ่ง ให้เป็นส่วนหนึ่งของค่านิยม และวิถีชีวิตของคนในประเทศ” รศ.ดร.วิลาสินี กล่าว

ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ และหลอดเลือด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คนไทยประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ จากรายงานผลการสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)  และการบาดเจ็บ พ.ศ.2553 พบว่าคนไทยช่วงอายุ 15-74 ร้อยละ 65.7 หรือประมาณ 31.3 ล้านคน ออกกำลังกายไม่เพียงพอ และคนไทยจำนวนมากเป็นโรคไม่ติดต่อ ซึ่งเป็นสาเหตุถึงร้อยละ 71 ที่ทำให้คนไทยเสียชีวิต

“คนส่วนใหญ่มีความรู้ในเรื่องการรักษาสุขภาพ แต่ขาดความพยายาม ซึ่งเทคนิคที่แนะนำคือ ‘การลดเวลานั่ง-เพิ่มเวลายืน-ยืดเวลาเดิน-เพลินเวลาออกกำลัง’ เป็นแนวทางที่ทำได้ไม่ยาก เช่น ลุกขึ้นเดินให้ได้ระหว่างอยู่ในที่ทำงานสัก 2 ชั่วโมง เพิ่มเวลายืนให้มากขึ้น 4 ชั่วโมง และทำงานบ้าน 1 ชั่วโมง เป็นต้น ที่สำคัญควรมีวินัยในตนเอง เพราะ สิ่งที่ยิ่งใหญ่มักมาจากสิ่งเล็กๆ น้อย ๆ ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง” ผศ.นพ.สมเกียรติ กล่าว

มาที่ต้นแบบการผลักดันกิจกรรมทางกายในระดับท้องถิ่น โดย นพ.สุธี ฮันตระกูล รองนายกเทศมนตรี เทศบาลนครพิษณุโลก กล่าวว่า เทศบาลฯ ได้สนับสนุนพื้นที่กิจกรรมทางกายในหลายรูปแบบเพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในทุกวัย เช่น การปรับปรุงพื้นสวนสาธารณะ และบรรยากาศทุกจุดของเมืองให้มีกิจกรรมหลากหลาย เช่น เส้นทางวิ่ง แอโรบิค โยคะ ไทเก็ก โดยเฉพาะการสนับสนุนเรื่องเส้นทางจักรยาน และการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน ที่นอกจากจะเป็นกิจกรรมเพื่อสุขภาพที่เหมาะสมกับทุกวัย ยังเป็นการลดมลพิษในท้องถนนอีกด้วย

โดยได้เข้าร่วมโครงการ เมืองปั่นได้ เมืองปั่นดี ของสสส. นำยุทธศาสตร์ 3 ส.‘1สวน 1เส้นทาง 1สนาม’ มาปรับใช้ในพื้นที่เกิดเส้นทางจักรยานได้แก่ 1.สวนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สวนสาธารณะประจำเมืองที่สามารถเข้ามาปั่นจักรยานได้ตลอดทั้งวัน โดยมีการติดตั้งจุดเช่ายืมรถจักรยานไว้บริการ 2.เส้นทางรอบเมืองที่สามารถปั่นจักรยานได้โดยรอบ 3.เส้นทางสนามบินพิษณุโลก เป็นถนนที่กว้างขวางมีรถสัญจรไม่มาก และมีบรรยากาศที่ร่มรื่น

“สุขภาพที่ดีเป็นสิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนา การมีกิจกรรมทางกาย มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตของทุกคน หากทุกฝ่ายเล็งเห็นความสำคัญแล้วพัฒนาอย่างจริงจัง ก็จะทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน” นพ.สุธี กล่าวทิ้งท้าย